.
ย่างก้าวที่ต้องเดินของทักษิณ หาจังหวะรุก...บนเวทีโลก
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1619 หน้า 20
โลกยุคใหม่ทำให้การต่อสู้ทางการเมืองเปลี่ยนไปมาก
สมัยก่อนใครก็ตามที่ถูกรัฐประหารแล้วต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ จะไม่มีโอกาสกลับมาอีกเลย ถ้ากลับมาก็จะเหลือแต่อัฐิมาให้ลูกหลานทำบุญ
ดังนั้น ผู้นำ รสช. ในยุคพฤษภาทมิฬ 2535 จึงไม่ยอมลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ การยุติความขัดแย้งในครั้งนั้น จึงจบลงที่ทั้งสองฝ่ายก็ต่างคนต่างอยู่ ส่วนคนที่ตายก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบเหมือนเดิม
แต่ประเทศไทยก็มีการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นอีกระดับหนึ่ง ได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งชื่นชมกันนักหนาว่าเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุด และอีก 10 ปีต่อมา ก็ถูกฉีกทิ้งโดยการสนับสนุนของกลุ่มคนที่เคยร่างและเคยเชียร์ว่าดีนักหนานั่นแหละ แต่ความต้องการที่แฝงอยู่เบื้องหลังคือการโค่นล้มนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และยึดอำนาจมาเป็นของกลุ่มตนเอง
อีกไม่กี่วันก็จะครบ 5 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เราคงได้เห็นปฏิกิริยาของผู้รักประชาธิปไตยว่าจะชื่นชมหรือต่อต้านมากแค่ไหน แต่วันนี้ทักษิณคนที่ถูกรัฐประหารยังต้องอยู่ต่างประเทศ เป็นทักษิณคนเดิมแต่เข้มแข็งมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไป มีเสียงดัง มีความหมายทางการเมือง เป็นข่าวอยู่เสมอ
ผู้คนจึงสงสัยว่า เขากำลังจะทำอะไร?
ย่างก้าวแรกทางการเมืองของทักษิณ
บนเส้นทางเลือกตั้งสู่ประชาธิปไตย
การเข้าสู่การเมืองของทักษิณ เริ่มต้นผ่านพรรคพลังธรรม พัฒนามาเป็นพรรคไทยรักไทยเป็นย่างก้าวแบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ
เขานำการเลือกตั้งในนามพรรคไทยรักไทย 2 ครั้ง ชนะที่ 1 ทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกได้ ส.ส. 248 คน เกือบ 50% ของสภา ครั้งที่ 2 ได้ 377 คน เกิน 75% ของสภา ความนิยมที่พรรคได้รับสูงสุดคือ 18.99 ล้านเสียง
อำนาจทางการเมืองที่เคยกระจายอยู่กับหลายกลุ่มในอดีตไม่มีความหมายแล้ว อำนาจในระบบรัฐสภาเกือบทั้งหมดมารวมศูนย์อยู่ที่ไทยรักไทย
ทักษิณกลายเป็นเป้า เพราะเป็นนักการเมืองที่มาเร็ว เก่งและเด่นเกินไป
กลุ่มคนที่เคยมีอำนาจ ยอมรับไม่ได้ที่จะสูญเสียอำนาจไปให้กับกลุ่มนักการเมืองใหม่และกลุ่มทุนใหม่ การคิดโค่นล้มจึงเกิดขึ้นและก็สำเร็จลงด้วยการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 ซึ่งในช่วงเวลานั้นน่าจะเป็นวิธีเดียวที่จะโค่นทักษิณได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไปชนะทักษิณด้วยวิถีทางประชาธิปไตย
การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับปี 2550 ได้ย้ายอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไปให้องค์กรอิสระและศาล ซึ่งได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในเวลาต่อมา
ในวันที่ทักษิณถูกรัฐประหาร แม้มีมวลชนที่สนับสนุนอยู่อย่างมหาศาล แต่ก็ไร้การจัดตั้ง ไม่มีองค์กรที่เป็นรูปแบบ จึงไม่ได้มีการเคลื่อนไหว ช่วยเหลือ
ขณะเดียวกัน ตัวนายกฯ ทักษิณเองก็ไม่ได้คิดใช้มวลชนต่อสู้อย่างจริงจังกับฝ่ายตรงข้าม แต่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปและเข้าต่อสู้อีกครั้งโดยระบบเลือกตั้งเหมือนเดิม แม้จะถูกยุบพรรคไทยรักไทย เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคพลังประชาชน แต่ทักษิณก็ยังย่างก้าวซ้ำรอยเดิม ด้วยความมั่นใจ และก็ชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง
กว่าจะรู้ว่าเดินแนวทางผิด ฝ่ายตรงข้ามก็จู่โจมอีกครั้ง คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามใช้การชุมนุมกดดัน แต่เปลี่ยนอาวุธจากการรัฐประหารเป็นตุลาการภิวัฒน์ ปลดนายกฯ สมัคร ปลดนายกฯ สมชาย ยุบพรรคพลังประชาชนซ้ำอีกครั้ง
ถึงตรงนี้ ทั้งทักษิณและประชาชนที่สนับสนุนจึงรู้ว่า การเดินทื่อๆ ไปบนหนทางเลือกตั้งแล้วหวังว่าจะได้ประชาธิปไตยใช้ไม่ได้แล้ว พวกเขามีข้อสรุปดังนี้
1.กลุ่มอำนาจเก่าไม่ยอมเปลี่ยนถ่ายอำนาจตามระบบ และกลัวการเปลี่ยนแปลง
2.กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนไปแล้ว ไม่สามารถกำหนดมาตรฐานได้ เพราะต้องเดินไปตามเป้าหมายทางการเมือง เป็นช่วงๆ แล้วแต่สถานการณ์
3.ฝ่ายตรงข้ามมีด้านที่เหนือกว่าคือกำลังอาวุธและกฎหมาย
4.ยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามคือ ไม่ยอมให้ทักษิณอยู่ในประเทศและไม่ยอมหยุดโจมตี ทักษิณจึงต้องถูกตั้งข้อหาให้เป็นผู้ร้าย ต้องถูกยึดทรัพย์ ถ้าไม่หนีไปต่างประเทศ ก็จะต้องติดคุก
ก้าวย่างที่สองของการต่อสู้
หลบหลีกไปพลาง สู้ไปพลาง
หลังจากทักษิณลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศรอบสอง การต่อสู้ดูเหมือนจะจบไปแล้ว กลุ่มอำนาจเก่ายึดอำนาจรัฐโดยเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร แต่มีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถยึดทรัพย์สินของทักษิณได้ แล้วตั้งข้อหาค้ำคอทักษิณไว้ไม่ให้กลับประเทศ
รัฐบาลใหม่ที่มีฉายาว่า เทพประทาน ก็ดำเนินการบริหารต่อไปได้
เกมน่าจะจบไปแล้วจริงๆ แต่กลุ่มอำนาจเก่ายังมีการติดตามไล่ล่าไปทั่วโลก ทั้งยังโกหกคำโตว่าทักษิณถูกหมายจับของตำรวจสากล ซึ่งเพิ่งมาเปิดเผยว่า ไม่มีใครออกหมายให้เพราะเขารู้ว่าเป็นคดีการเมือง
คนต่างประเทศเป็นคนเหมือนเรา พวกเขามีของดี 3 อย่าง คือ ตา หู และสมอง รู้ข่าวรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 นั่งดูการปลดนายกฯ สมัครด้วยข้อหาทำกับข้าวออกโทรทัศน์
พวกเขาวิจารณ์ระบบยุติธรรมของเราไปหัวเราะไป แล้วบอกว่าถ้ามีปัญหาขัดแย้งกับรัฐบาลไม่ควรใช้ระบบของบ้านเรา ต้องไปฟ้องร้องในประเทศเป็นกลาง
พอเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมด้วยลูกซองและสไนเปอร์ เขาก็บอกว่า ทักษิณคิดถูกแล้วที่ไม่กลับมา พวกนี้ไม่ใช่โจรปล้น ประชาธิปไตยธรรมดา ยังเป็นฆาตกรเลือดเย็น ถ้ากล้ายิงคนมือเปล่ากลางเมือง ทักษิณกลับมาไม่รอดแน่
สิ่งที่ คมช. และรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ทำลงไป ในช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ชาวบ้านบอกว่า มันมากเกินไป เป็นการแสดงความอยุติธรรมอย่างไม่เกรงต่อสายตาและไม่แยแสกับความรู้สึกของประชาชน กำเนิดของคนเสื้อแดงจึงเริ่มขึ้น
แน่นอนว่าต้องมีการสื่อสารจากทักษิณมาจากระยะไกล
แนวทางการต่อสู้โดยพลังมวลชนซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้องเริ่มขึ้นแล้ว ในทางยุทธศาสตร์เป็นการพลิกกลับมาสู้ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ เป็นการต่อสู้รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "โทรยุทธ" ซึ่งฝากชัยชนะไว้กับศรัทธาของประชาชน, ระบบสื่อสารและฝีมือ ฝีปากของแกนงาน ในทางยุทธวิธี สถานีดาวเทียม, สถานีสื่อสาร, สถานีวิทยุชุมชน, สถานีโทรทัศน์, หนังสือพิมพ์ และระบบสื่อข้อมูลอินเตอร์เน็ตถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ
เมื่อคนเสื้อแดงรวมตัวกันครั้งแรกๆ ฝ่ายตรงข้ามยังละเมอเพ้อพกว่าพวกนี้ถูกจ้างมา แม้ประชาชนจะยกป้ายว่า "ไม่ต้องจ้าง กูมาเอง" ก็ไม่เชื่อ กว่าจะรู้ตัวก็เห็นภาพของประชาชนเสื้อแดงมือเปล่าวิ่งเข้าปะทะเข้าแถวทหารที่ถือปืนในวันที่ 10 เมษายน 2553
การต่อสู้ที่ถึงเลือดและชีวิตในปี 2553 ทำให้กลุ่มเสื้อแดงแข็งแกร่งขึ้น มากขึ้น และได้ร่วมกับพรรคเพื่อไทย กดดันจนมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่และชนะเลือกตั้งในปี 2554
ถึงวันนี้ อย่าฝันว่าทักษิณจะกลับมาเป็นเหยื่อง่ายๆ แต่แรงกดดันที่มีต่อทักษิณในช่วงสองปีที่ผ่านมาโดยการขอความร่วมมือกับต่างประเทศบีบไม่ให้ทักษิณเข้าประเทศต่างๆ ทำให้ขบวนการต่อสู้ต้องปรับใหม่ ปี 2553 เส้นทางการต่อสู้ใหม่จึงถูกกำหนดขึ้น
1.การต่อสู้ในสภา ใช้ ส.ส. พรรคเพื่อไทย
2.การต่อสู้นอกสภาใช้คนเสื้อแดงกับพลังมวลชนที่ต้องการความยุติธรรมสู้กับอำนาจนอกระบบ
3.การต่อสู้ทางสื่อ ใช้ทุกรูปแบบของสื่อทุกชนิด
4.การต่อสู้ในเวทีต่างประเทศ ใช้ตัวของทักษิณ, แนวร่วมคนไทยและคนต่างประเทศ
ในทางยุทธศาสตร์ เส้นทางการต่อสู้ทั้งหมด น่าจะถูกต้องแล้ว และการต่อสู้ก็ยังดำเนินต่อไป อำนาจนอกระบบก็ต้องเจอกับพลังนอกระบบแบบเสื้อแดง จะยุบพรรคก็ไม่ได้เพราะไม่ใช่พรรคการเมือง จะไปบังคับให้ทำอะไรก็เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นแนวร่วมที่มีลักษณะกว้างขวางมาก
แรงบีบคั้นทางกฎหมายแบบที่จับไปขังฟรีๆ เป็นปีๆ หรือยิงด้วยลูกกระสุนยาง ลูกซอง สไนเปอร์ ล้วนแต่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดคนเสื้อแดงมากขึ้น รวมกันเหนียวแน่นมากขึ้น แค้นมากขึ้น เหมือนไปกระตุ้นยักษ์ตัวเขียวให้โกรธ ถ้าทำอีกครั้งเดียว ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
คำสัญญาว่าจะไม่แก้แค้น เป็นของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทักษิณ แต่ไม่ใช่ของคนเสื้อแดง ความโกรธและความแค้นจะหายไปก็อยู่ที่คำพูดและการปฏิบัติ ถ้าเป็นแบบที่ว่า "10 บาทก็มากไปสำหรับพวกเผาบ้านเผาเมือง" ฟังแล้วพวกเสื้อแดงบอกว่าเหมือนได้ยาบำรุง กระตุ้นให้ขยันทำงานมากขึ้น
แต่ความรุนแรงอาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ ในแต่ละช่วงเวลา ถ้าเกิดขึ้น ใครที่รู้ตัวว่าเป็นเป้าหมาย ต้องรู้จักเอาตัวรอด เอาไว้อารมณ์ดีแล้วค่อยกลับมาคุยกัน ความรู้สึกอยากแก้แค้นของกลุ่มหัวรุนแรงจำนวนมากอาจควบคุมไม่ได้ เมื่อมีคนตายไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาชีวิตคืนมาได้อย่างไร เหมือนกับ 91 ศพในปี 2553 แม้วันนี้เลือกตั้งชนะแล้วแต่ก็ไม่ได้ชีวิตคืนมา
การสู้ไปด้วย หลบไปด้วยของทักษิณคงจะสิ้นสุดหลังการเลือกตั้ง 2554 หลังจากนี้ความจริงก็จะถูกเปิดเผย และแรงบีบคั้นจากกลุ่มอำนาจเก่าก็จะไม่มีผลในระดับสากลอีกแล้ว
ย่างก้าวที่สามของทักษิณ
ไม่หลบหลีก
แต่ "หาจังหวะรุก บนเวทีโลก"
สถานการณ์ขณะนี้ ทักษิณเลือกเกมเคลื่อนไหวอยู่เมืองนอกในขณะที่ยิ่งลักษณ์กลายเป็นผู้นำของฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศ กลุ่มอำนาจเก่าจำเป็นจะต้องพุ่งเป้าหมายไปที่ยิ่งลักษณ์และทักษิณ แต่ที่ทำได้ในช่วงนี้เป็นแค่การแย็บรบกวน ใช้ประเด็นเล็กประเด็นน้อยตอดไปเรื่อยๆ
ในขณะที่ฝ่ายเพื่อไทยก็เตรียมขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ของรัฐบาลเก่าที่ทำพลาดออกมาเปิดโปง ฟ้องร้อง ซึ่งจะเป็นหมัดที่หนักกว่า
ส่วนคนเสื้อแดงก็จะเคลื่อนไหวเพื่อเล่นงานรัฐบาลเก่า และเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของยิ่งลักษณ์ ให้ดำเนินการบางเรื่อง เช่น กรณีคนเสื้อแดงที่ติดคุก ดำเนินคดีกับผู้สังหารประชาชน แก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อเรื่องราวทั้งหลายถูกเปิดโปงมากขึ้น ความลับที่ถูกปิดบังไว้ มีคนกล้านำมาเปิดเผยมากขึ้น สถานภาพทางการเมืองของกลุ่มอำนาจเก่าจะเสื่อมลงและอาจต้องถูกดำเนินคดี โฉมหน้าและพฤติกรรมของโจรและฆาตกรจะถูกเปิดโปง
จังหวะเช่นนี้ ความได้เปรียบทางการเมืองของทักษิณจะมีมากกว่า สามารถเคลื่อนไหวไปได้ทั่วโลก สามารถชี้แจงความจริง เปิดเผยความลับ ความผิดของกลุ่มอำนาจเก่าให้โลกได้รู้ได้เห็นมากขึ้น
ทักษิณจะเป็นแขกรับเชิญในอีกหลายประเทศ เช่น จีน อเมริกา อิตาลี และประเทศรอบบ้านของไทย
วันนี้คนที่ต้องเหนื่อยจะไม่ใช่ กษิต แต่จะเป็นหมอนักประท้วงที่จะต้องคอยไปยื่นหนังสือ ตามหน้าสถานทูต และก็จะไม่มีประเทศใด ใส่ใจต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อทักษิณ
สิ่งที่บอกเหตุคือคณะนักการทูตได้รับรองสถานะผู้นำของยิ่งลักษณ์ ก่อน กกต. ของไทย ในระบบการเมืองระหว่างประเทศ ไม่มีใครยอมรับอำนาจรัฐที่มีลักษณะเป็นโจรและฆาตกรได้ แต่คนไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจ และยังเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง ผู้ก่อการร้าย
การรุกของทักษิณในเวทีโลก เป็นเรื่องที่ต้องทำแต่ก็ต้องหาจังหวะ และบางครั้งก็ต้องสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสม จึงจะได้ผลเต็มที่
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ทักษิณและคนเสื้อแดง ต่างก็จะมีจังหวะก้าวของตนเองเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เหมาะสม การเสนอให้อยู่นิ่งๆ ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง เพียงแต่การเคลื่อนไหวต้องทำให้ถูกเรื่อง ถูกเวลา
ในขณะที่บทบาทของ ส.ส. พรรคเพื่อไทยจากนี้ไปจะเป็นแค่หมัดแย็บและหมัดฮุกที่ใช้ตอบโต้กลุ่มอำนาจเก่าและต้องคอยปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งจะต้องทำหน้าที่บริหารประเทศให้ได้ผลงานในปีแรก แม้ฝ่ายตรงข้ามอยากจะแยกสลายกลุ่มคนเสื้อแดงออกจากทักษิณและพรรคเพื่อไทยแต่ก็ทำไม่ได้
พรรคเพื่อไทยเอง ก็อยากให้ทหารและกระบวนการยุติธรรม เป็นกลางจริงๆ แต่ก็ยังไม่สามารถใช้อำนาจโยกย้ายได้
วันนี้การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายจึงเหมือนหมากรุกบนกระดานที่ยังยันกันอยู่
เราจึงเห็นการต่อสู้ทางการเมืองผ่านสื่อต่างๆ ทุกเช้าทุกค่ำ มีการด่าว่ากันไปมา เรียกร้องให้ถอดถอนรัฐมนตรีและ ส.ส. จนคนดูข่าวรู้สึกรำคาญ
เป็นการต่อสู้ของเบี้ย เม็ดและโคนที่จะเกิดขึ้นทุกวัน
บทบาทปัจจุบันของทักษิณ
เป็นทั้งคนเดินหมาก
และเป็นตัวหมาก
วันนี้ทักษิณไม่ใช่ขุนบนกระดาน ไม่มีใครต้อนเขาให้จนได้อีกแล้ว เพราะเขาอยู่นอกกระดาน กลายเป็นคนเดินหมาก (แม้บางช่วงเวลาเขาอาจสวมบทตัวหมากรุกลงสนามเอง)
ทักษิณเปลี่ยนขุน 3 ตัวแล้ว กลุ่มอำนาจเก่ายังใช้ขุนตัวที่ 2 เหมือนเดิม ตัวหมากรุกบนกระดานนี้พิเศษกว่าหมากรุกทั่วๆ ไปตรงที่ว่ากลุ่มอำนาจเก่ามีเรือเพิ่มขึ้นหนึ่งลำ มีม้าเพิ่มขึ้นหนึ่งตัว ฝ่ายประชาธิปไตยมีเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 8 ตัว
ช่วงเวลาจากนี้ไป พวกเขาจะต้องพยายามทำให้เบี้ยทั้ง 16 ตัวให้เป็นเบี้ยหงายเพื่อจะใช้ต่อกรกับคู่ต่อสู้
ย่างก้าวของทักษิณจากนี้ไปจึงมีความหมายทุกก้าว เขายังมีเวลาเดินหมากอีกหลายตา แต่อย่าเดินผิดเด็ดขาด วันนี้เพิ่งจะอายุ 60 ต้นๆ มีเวลาทำงานการเมืองถึงอีก 10-15 ปี ยังมีทรัพย์สินที่จะใช้สนับสนุนเป็นเสบียงกรังให้กับการต่อสู้อีกพอสมควร เขาไม่จำเป็นต้องไปสะสมอะไรอีกแล้ว ที่ต้องปกป้องคือศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนเอง
ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้มหาเศรษฐีและอดีตนายกฯ อย่างทักษิณจะต้องมาร่วมชะตากรรมและต่อสู้ร่วมกับพวกไพร่เสื้อแดง จำเป็นต้องสู้จนได้ประชาธิปไตย
เพราะถ้าทำไม่สำเร็จทุกคนจะต้องรับผลของการพ่ายแพ้ร่วมกัน
++
สื่อมวลชนและรัฐบาล ต่างมี...จุดยืน...หน้าที่...วิธีการ
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1620 หน้า 20
จุดยืนและหน้าที่
ตลอดปีกว่าที่ผ่านมา คอลัมน์นี้ได้ทำหน้าที่เปิดเผยความจริงทางการเมือง วิเคราะห์การเมืองทั้งอดีต ปัจจุบัน และคาดคะเนอนาคต แม้มีผิดพลาดบ้าง แต่ก็ถูกโดยส่วนใหญ่
อีกหน้าที่หนึ่ง คือ สนับสนุนแนวทางการเลือกตั้ง เพราะมีจุดยืนอยู่บนเส้นทางประชาธิปไตย คิดว่าการต่อสู้ทางการเมืองแนวทางรัฐสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศไทย ไม่ได้สนใจว่าแต่ละฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่
เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกวิตก ว่าหลังการสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จะทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงตามมาเหมือนเมื่อครั้งรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519
ครั้งนั้น มีนักศึกษาถูกล้อมฆ่ากลางกรุง เสียชีวิตไป 40 กว่าคน หลังจากนั้นก็เกิดการต่อสู้โดยใช้กำลังอาวุธโต้ตอบกลับ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 4,000 คน บาดเจ็บนับหมื่น
แต่การต่อสู้ครั้งนี้ คนเสื้อแดงยอมรับแนวทางสันติได้มากกว่าสมัยก่อน เส้นทางการต่อสู้จึงไหลมาสู่แนวทางรัฐสภา
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ก็บีบบังคับให้กลุ่มอำนาจเก่าไม่มีทางเลือกเช่นกัน ผลสุดท้ายการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นในกลางปี 2554 เป็นไปตามที่มุ่งหวังและคาดการณ์ไว้
มีหลายคนอาจไม่พอใจที่ไม่ยอมเสนอแนวทางอื่น เช่น การปฏิวัติ การรัฐประหาร ขอยอมรับว่าเป็นจริง เพราะการปฏิวัติในช่วงเวลาแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ มีแต่จะถูกปราบซ้ำ ทำให้ประชาชนเสียหาย ประเทศชาติพินาศมากขึ้นไปอีก
ส่วนการรัฐประหารที่บางกลุ่มสนับสนุน ก็เป็นการสนับสนุนแนวทางเผด็จการ ที่ทั้งโลกไม่มีใครยอมรับ
ถ้าทำไปก็เหมือนเป็นการย้อนยุค ประเทศไทยจะกลับไปคล้ายประเทศพม่าเมื่อในอดีต ในขณะที่วันนี้พม่ายังต้องดิ้นรนหนีออกจากสภาพเก่าของตนเอง
ความเป็นกลาง
บทความหลายสิบชิ้นที่ผ่านมา มีหลายคนคิดว่าไม่มีความเป็นกลาง
ก็คงจะจริงอีกนั่นแหละ เพราะผู้เขียนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการ เลือกเข้าข้างผู้ถูกยิงมากกว่าจะเห็นใจคนที่เอาสไนเปอร์มายิง
และที่จะต้องเลือกต่อไปคือ ต้องช่วยคนที่ถูกจับไปขังเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มากกว่าคนที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ผู้เขียนไม่เรียกร้องให้หนังสือพิมพ์หรือข้อเขียนต่างๆ ให้เป็นกลาง หลายปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามีการประกาศจุดยืนแล้วว่าใครสนับสนุนการรัฐประหาร ใครคัดค้าน ใครหนุนตุลาการภิวัตน์ ใครไม่เห็นด้วย
นี่เป็นจุดยืนและความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ความเป็นกลางทางการเมืองจึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ความเชื่อและการตัดสินใจของผู้คน ก็จะเกิดจากความเห็นที่ไม่เป็นกลางทั้งหลายนี่แหละ ความเห็นเหล่านี้จะมีหลายด้าน เมื่อผ่านการวิเคราะห์ ถ่วงดุลกันด้วยเหตุผลต่างๆ ก็จะมีผลสรุป ซึ่งขึ้นอยู่กับความโง่ ความฉลาด จุดยืนของคนและข้อเท็จจริงของข่าวเป็นหลัก ส่วนเรื่องเทคนิคการนำเสนอ จะมีส่วนเพียงเล็กน้อย
ปัจจุบัน ทุกข่าว ทุกประเด็น ไม่ได้มีผู้เสนอเพียง 1 หรือ 2 ราย แต่มีเป็นสิบรายขึ้นไป โดยเฉพาะระบบสื่อสารยุคใหม่ซึ่งได้พัฒนาไปจนถึงขั้นที่คนธรรมดาก็สามารถเสนอข่าวและความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่าน เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ ฯลฯ ซึ่งมีคนอ่านจำนวนมาก บางครั้งก็มากกว่าหนังสือพิมพ์เสียอีก
หนังสือพิมพ์ครอบงำความคิดคนไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ถ้าหากไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
ไม่เชื่อทดลองบิดเบือนข่าวธรรมดาที่ไม่ใช่ทางเลือกทางการเมือง เช่นข่าวอาชญากรรม ถ้าข่าวนั้นผิดพลาดและไม่ตรงความจริง ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็จะถูกตอบโต้ทันที
ปัจจุบันถ้าสื่อสามารถเสนอภาพหรือข่าวแล้วครอบงำ ชี้นำความคิดของคนในสังคมได้จริง รัฐบาลชุดเก่าคงชนะเลือกตั้งถล่มทลายไปแล้ว เพราะคุมสื่อได้สารพัดชนิด
แต่โลกปัจจุบัน สัจธรรมปรากฏได้รวดเร็วมาก ขอแต่มีคนคิดออกเพียงคนเดียว และกล้านำเสนอออกมา คนส่วนใหญ่ก็จะขานรับ บางเรื่องอาจจะรวดเร็วมาก แต่เรื่องที่ซับซ้อนอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง
การต่อสู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แนวรบทางด้านการสื่อสารเป็นแนวรบทางการเมืองที่สำคัญ สามารถทำลายและส่งเสริมกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้หดตัวหรือขยายตัวได้ ให้ประสบความสำเร็จหรือพ่ายแพ้ได้
วันนี้ รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการสนับสนุนจากสื่อหลายค่าย หลายชนิด ก็ด้วยความเห็นใจและความคาดหวังว่าจะมาสร้างผลงานดีๆ ให้ประชาชน
แต่จุดยืนของรัฐบาลนี้จะต้องไม่เปลี่ยน
รัฐบาลใหม่ต้องทำอย่างไร
จึงจะถือว่าทำหน้าที่ดีที่สุด
การทำหน้าที่ให้ดีที่สุดของรัฐบาล คือการทำงานให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งก็จะส่งผลให้การต่อสู้ทางการเมืองได้รับชัยชนะไปด้วย
ช่วงเวลาที่เริ่มต้นการเป็นรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ใช่การลงวิ่งแข่งร้อยเมตรของนายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์ คนเดียว แต่เป็นการแข่งฟุตบอลที่เล่นเป็นทีมที่มีผู้เล่นในสนาม 11 คน ข้างสนามมีโค้ช ตัวสำรอง และผู้จัดการทีม
วันนี้ความสำคัญของการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากมีปัญหาหลายด้านเกิดขึ้นในประเทศพร้อมกัน นี่จึงเป็นวันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหาร เพราะการบริหารประเทศมีขอบเขตที่ใหญ่กว่าการบริหารงานบริษัทมากมาย
ที่ผ่านมา คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ปล่อยให้การทำงานเป็นไปตามสายงานประจำแบบเช้าชามเย็นชาม ปัญหาต่างๆ จึงสะสมมากขึ้นทุกวัน
วันนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องโชว์วิสัยทัศน์และฝีมือการบริหารว่าแตกต่างกับรัฐบาลเก่าอย่างไร
ยกตัวอย่างสถานการณ์โดยรวมปัจจุบัน จะเห็นว่าหลายจังหวัดภาคเหนือมีน้ำท่วมอยู่ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งด้านเกษตรและที่อยู่อาศัย
ในขณะเดียวกัน ปัญหายาเสพติดก็ระบาดขึ้นมาอย่างหนักใน 5 ปีนี้ สามารถพัฒนาเครือข่ายจากชายแดน จนสามารถเข้ามาตั้งศูนย์ค้าขายในคุก มีคนเสพ คนค้ายาบ้าระบาดไปทั่วทั้งปะเทศ เกิดเหตุฆาตกรรมจากคนเมายาครั้งแล้วครั้งเล่า
ขอทานเต็มบ้านเต็มเมือง อพยพเข้ามาอยู่ได้อย่างเสรี มีการค้ามนุษย์เพื่อผลประโยชน์ ยอมทำแม้กระทั่งขโมยลูกคนอื่นมาบังคับให้เป็นขอทาน ค่าครองชีพก็พุ่งขึ้นสูงในขณะที่ค่าแรงยังไม่พอกิน จะต้องเพิ่มค่าแรงโดยเร็ว
ความขัดแย้งในเรื่องความยุติธรรมก็ยังดำรงอยู่ มีคนถูกจับกลางถนนเพราะทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงเคอร์ฟิว ถูกตัดสินภายใน 12 ชั่วโมงหลังจับกุม แล้วส่งเข้าคุกถูกขังอยู่ปีกว่า แต่กลุ่มคนที่ยึดสนามบินกลับได้รับการยกเว้น ยังอยู่นอกคุกได้ทุกคน
ต้องมีวิธีแก้ปัญหาพร้อมกันหลายด้าน
ในเมื่อรัฐบาลมีทีมงานขนาดใหญ่ มีกลไกข้าราชการหลายแสนคน จึงมีขีดความสามารถที่จะทำงานพร้อมกันได้หลายด้าน นี่จะเป็นการวัดความสามารถในการบริหารของนายกฯ หญิง ว่าจะทำได้สมราคาคุยหรือไม่
การแก้ปัญหาแบบบูรณาการจะต้องไม่เป็นเพียงแค่คำพูด ถึงเวลาที่ต้องนำทุกหน่วยงานออกมาประสานงานให้ได้จริงๆ รัฐบาลจะต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาอื่นมีความสำคัญอย่างไร สามารถทำพร้อมกันได้อย่างไร ใช้กลไกอะไรในการแก้ปัญหา เช่น...
เรื่องยาเสพติด เป็นปัญหาสังคมขนาดใหญ่ที่จะต้องแก้ไข ถ้าผู้ค้ายาเห็นว่าการติดคุกเป็นเรื่องสบาย สามารถทำงานอยู่ในนั้นได้ เห็นคุกเป็นสโมสรของผู้ค้ายา รัฐบาลก็ต้องคิดถึงมาตรการใหม่ๆ ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะลงโทษให้เด็ดขาด
ผู้ที่ทำความผิดซ้ำซ้อนก็ควรถูกกำจัดทิ้งไปจากสังคมโดยใช้ทางกฎหมายไม่ใช่ศาลเตี้ย
กรณีขโมยเด็กไปบังคับให้ขอทานก็เช่นกัน เรื่องแบบนี้คุณยิ่งลักษณ์ไม่เพียงแต่จะไปอุ้มเด็กถ่ายรูปและจับคนขโมยเด็กมาลงโทษ แต่จะต้องถือโอกาสโฆษณารณรงค์ทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายที่เกิดจากการให้ทาน ว่าเงินทุกบาทที่หย่อนลงขัน คือการขโมยความเมตตา ความสงสารไปจากเรา และยังย้อนกลับมาทำลายสังคมของเรา
เมื่อมีข่าวว่าคนจับสุนัขไปขาย ผู้คนยังสงสาร ช่วยกันบริจาคเงินเกือบ 20 ล้าน ทุกวันนี้มีเด็กหาย เด็กถูกนำไปเป็นสินค้าปีละมากมาย ทำไมจะรณรงค์ให้สำเร็จไม่ได้ เมื่อไม่มีคนให้เงิน ขอทานก็จะหมดไป การบังคับเด็กขอทานจะหมดไป นายกฯ ไม่ต้องลงมาทำเอง แต่จ่ายงานได้และให้ทำเป็นระยะยาว
ส่วนเรื่องการแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ก็ต้องอธิบายให้ผู้คนเข้าใจว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ โดยไม่ปรับพื้นฐานความยุติธรรม เพราะจะเกิดความขัดแย้งจนกระทั่งเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาพังลงมาอย่างในอดีต และบางทีอาจจะขยายเป็นความรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธเช่นในลิเบีย
เศรษฐกิจในลิเบียไม่ได้ตกต่ำจนผู้คนจะอดตาย แต่เป็นเพราะผู้คนอยากได้เสรีภาพ อยากได้ความยุติธรรม
เมื่อความขัดแย้งหาเส้นทางปรองดองผ่านกฎหมายไม่ได้ ก็ต้องวัดกันว่าใครมีพวกมากกว่า ใครมีปืนมากกว่า และก็จะได้ผลอย่างที่เห็นในโทรทัศน์ คือมีคนเป็นหมื่นๆ ถืออาก้า แห่กันเข้ามายึดตริโปลี เมืองหลวง ประเทศเราคงไม่อยากให้เป็นอย่างนี้
ส่วนข้อเรียกร้องให้ทำทันทีบางอย่างก็ทำได้ เช่นลดราคาน้ำมัน แต่กรณีรถไฟฟ้า แม้เริ่มทำวันนี้อีก 4-5 ปีถึงจะเสร็จ อย่างนี้เข้าใจง่าย
กรณีแจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน อาจต้องมีขั้นตอนที่เหมาะสม เช่นทดลองซื้อมาจำนวนน้อยก่อน เพื่อจะได้ทดสอบคุณภาพของหลายๆ ยี่ห้อและเพื่อทดลองแจกเด็กหลายระดับชั้น อีกทั้งยังมีปัญหาความพร้อมของครูผู้สอน ซึ่งก็มิได้เชี่ยวชาญการใช้แท็บเล็ตทุกคน ปัญหาการเตรียมข้อมูลทางวิชาการ ความรู้ต่างๆ ที่จะบรรจุลงไปในแท็บเล็ตซึ่งก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้าเตรียมความพร้อมทุกอย่างให้เหมาะสม ผลงานที่ออกมาจะมีประโยชน์คุ้มค่ากว่าการรีบๆ ทำ
กรณีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทก็เช่นกัน ต้องทำไปแก้ปัญหาไป เพราะอุปสรรคและปัญหามีหลากหลาย ถ้าต้องเดินอ้อมบ้าง ก็ต้องทำ กลไกทางตลาดและการขาดแคลนแรงงานกำหนดทิศทางให้ต้องเดินมาทางนี้อยู่แล้ว
ต้องมุ่งมั่นทำงานอย่างสุจริต
และมั่นใจต่อการสนับสนุนของแนวร่วมและประชาชน
ในการทำงานต้องยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ต้องมีความแน่วแน่ในนโยบาย ฟังคำแนะนำของมิตร ฟังคำท้วงติงของคนกลางๆ
อย่าไปหลงเชื่อฝ่ายตรงข้าม ทั้งคำค้านและคำชม คนเหล่านั้นคิดแต่จะชิงอำนาจ ในทางคำพูดก็ต้องการโจมตีและทำให้แตกแยก ในทางปฏิบัติ ถ้าทำได้พวกเขาจะใช้ทั้งกฎหมายและกำลังอาวุธมาแย่งชิง กล้าทำแม้กระทั่งฆ่าประชาชนเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจต่อไป
จึงสมควรเก็บความเห็นของพวกนี้ไว้ลำดับสุดท้าย ถึงอย่างไรพวกเขาก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้อยู่แล้ว
ในกรณีที่ไม่สามารถเดินไปได้ในทางตรง ก็ต้องอธิบายให้ประชาชนฟังว่าอุปสรรคเกิดจากอะไร ทำไมต้องเดินอ้อมไปอ้อมมา เรื่องเหล่านี้ประชาชนเข้าใจได้ เหมือนตัดถนนข้ามภูเขา ซึ่งจะต้องมีเส้นทางวกวนตามไหล่เขา ค่อยๆ ไต่สูงขึ้นไปจนถึงจุดหมาย เพราะไม่สามารถทำสะพานข้ามทุกหุบเหวไปได้
ในกรณีที่ต้องใช้เวลา ก็สามารถอธิบายต่อประชาชนให้เข้าใจเหตุผล ว่างานบางอย่าง แม้ทำทันทีแต่ก็จะไม่สำเร็จในทันใด เพราะมีกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมาย ทางงบประมาณ
การตั้งคนเสื้อแดงมาช่วยงานในตำแหน่งการเมืองต่างๆ เป็นเรื่องปกติ คนเหล่านี้เข้าใจนโยบาย เคยช่วยงานเลือกตั้ง และสามารถช่วยได้ทั้งรุกและรับในหน้าที่ต่างๆ แต่ผู้ที่รับตำแหน่งต้องจำคือ เวลาถูกปลด ถูกเปลี่ยน อย่าโกรธกัน เพราะตำแหน่งคือภาระหน้าที่ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว
สิ่งที่ประชาชนรอคอยคือผลสำเร็จที่จะตกถึงมือพวกเขา ไม่ใช่วิธีการ แม้ไม่ได้ผลเต็มร้อย ก็ยังพอใจและพร้อมจะร่วมพัฒนาให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป ถ้าสอบผ่านเพียงเกินครึ่ง ประเทศก็จะไหลลื่นไปตามระบบ ด้วยแรงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
จุดยืนและหน้าที่ของรัฐบาลในวันนี้คือ หาวิธีฝ่าอุปสรรคเพื่อสร้างผลงานที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง ในระยะเวลาที่เหมาะสม
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2554-09-05
2554-09-03
ละคร, +หนังที่ควรได้รับการสนับสนุน โดย คำ ผกา
.
ละคร
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1620 หน้า 90
แปลกใจว่าทำไมคนจึงแตกตื่นกับการฉายคลิปบ่อนกลางกรุงของ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กันนักหนา แปลกใจพอๆ กับที่เมื่อหลายปีก่อน โทรทัศน์ไอทีวีในสมัยนั้นติดกล้องลับแอบถ่ายตำรวจรับเงินจากคนขับรถที่ทำผิดกฎจราจรหรือกฎหมายอะไรจำไม่ได้ชัด
เหตุที่แปลกใจเพราะไม่เข้าใจว่า คนไทยทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างสามัญที่สุด และเผลอๆ เราก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนที่เคยยกมือไหว้บอกพี่จราจรว่า "ขอโทษจริงๆ ครับ ไม่ทันระวัง ไม่ว่ากันนะพี่นะ" ก่อนจะ "ตอบแทนน้ำใจ" กันในเรตที่เป็นรู้กันดีอีกนั่นแหละว่าเท่าไหร่ โดยปราศจากความโกรธเกลียดหรือแม้กระทั่งเห็นว่านี่คือการคอร์รัปชั่น แต่มองว่าเป็นการ "ช่วยกัน" ต่างตอบแทน พนักงานเหล่านี้เงินเดือนก็น้อย งานก็หนัก นิดๆ หน่อยๆ และไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ส่วนด้านที่ต้องส่งส่วยกันอย่างเป็นระบบก็ยิ่งรู้สึกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการ "บริหารจัดการ" ที่ขาดเสียไม่ได้ไปแล้ว
ส่วนเรื่อง "บ่อน" ก็เหมือนกับ "ซ่อง" เหมือนกับ "คลินิกทำแท้งเถื่อน" เหมือน "หวยเถื่อน" เหมือน "น้ำมันเถื่อน" และเหมือนอะไรที่ "เถื่อนๆ" อีกหลายประเภทเหลือเกินในประเทศนี้ที่พวกเราต่างก็รับรู้ว่ามันมีอยู่
หรือคุณคิดว่า น้องๆ ที่พัฒน์พงศ์ ที่นานา เค้าแค่ออกมาเต้นๆ และนั่งดริ๊งก์เป็นเพื่อนแขกเท่านั้นจริงๆ
แล้วทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์ประเภทแอบถ่ายมาแฉ (ซึ่งไม่เหมือนกับการเขียนแฉ หรือเล่าให้ฟัง) คนจำนวนมาก (รวมทั้งคนที่เคยทำ เคยใช้บริการ เคยเห็นสิ่งหรือพฤติกรรมเหล่านั้นด้วยตาของตนเอง) ก็ยังรู้สึกว่า เราต้องตื่นเต้น เราต้องประโคมข่าว เราต้องกดดันให้รัฐ ให้ตำรวจจัดการกับเรื่องนี้ไห้เด็ดขาดเสียที
เป็นดังนี้ ทำให้ฉันคิดว่าหรือสังคมไทยจะเป็นสังคมแห่งการ "แสดง" (perform) ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของการ "แสดง" และการ "จัดฉาก" และการแสดงหรือ performance อันนี้สำคัญกว่าข้อเท็จจริงทุกประการ และเราอาจจะขาดใจตายเสียก็ได้หากชีวิตนี้ปราศจากซึ่ง "งานแสดง"
โรงละครโรงใหญ่ที่ชื่อว่า "ประเทศไทย" นี้เล่นละครเรื่อง "ประเทศไทยที่น่าอยู่งดงามไม่เหมือนใครในโลก"
ละครเรื่องนี้เล่นตามบทที่เขียนเอาไว้ว่า
"ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอารยธรรม วัฒนธรรมเก่าแก่ดีงาม เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ในอดีตเหนือกว่าอาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาค อาณาจักรอื่นๆ นั้นหากไม่สวามิภักดิ์ต่อเราด้วยเกรงกลัวในความเก่งกล้าสามารถก็มักใช้เล่ห์กล การหักหลัง การไม่สำนึกในบุญคุณอย่างน่าขยะแขยงมาทำให้เราพ่ายแพ้ในการศึก"
"อาณาจักรไทยของเรา แม้จะเคยเพลี่ยงพล้ำในการสงครามแต่ก็กอบกู้เอกราชมาได้เสมอด้วยความสามัคคีของคนในชาติ การเสียสละชีวิตของคนที่รักชาติยิ่งกว่าชีวิตของตน ด้วยปรีชาสามารถของผู้ปกครองที่มีทั้งคุณธรรมและความกล้าหาญ อัจฉริยะ จนนำพาประเทศชาติให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ไม่ยอมสูญเสียที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วให้แก่ใคร ยินดีปกป้องเชิดชูศักดิ์ศรีของประเทศชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด"
"ใครก็ตามที่เห็นว่าอาณาจักรไทยมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ล้าหลัง เช่น การมีภรรยาหลายคน การดูถูกสตรีเพศ คนเหล่านั้นเข้าใจผิด เพราะนั่นเป็นวัฒนธรรมจีนและอินเดียที่ผสมปนเปอยู่ในวัฒนธรรมไทย แต่วัฒนธรรมไทยแท้บริสุทธิ์นั้นเป็นวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวและให้เกียรติผู้หญิงในฐานะที่เป็นแม่อย่างสูงส่ง หรือหากมีใครมาว่าคนไทยกินเนื้อหมา เราจะรีบเถียงว่า ไฮ้ อย่ามามั่ว พวกคนกินเนื้อหมาในเมืองไทยไม่ใช่คนไทย นู่น เป็นแกว เป็นลาว "
ละครเรื่องนี้ใช้ตรรกะเช่นนี้ตลอดเรื่องนั่นคือ อะไรที่ดีๆ เราจะบอกว่าเป็นไทย อะไรที่ไม่ดีเราจะรีบโยนให้คนอื่น
ลูกเมียเช่า ถ้าโตขึ้นเป็นเด็กจรจัด ข้างถนนเป็นอาชญากรเราจะเรียกลูกเมียเช่า ถ้าบังเอิญได้เป็นคนดังระดับโลกเราจะรีบเรียกเข้ามารับปริญญากิตติมศักดิ์พร้อมมอบสัญชาติไทย และมีพิธีมอบกุญแจเมืองกันได้อย่างเอิกเกริก เด็กไทยที่ไประหกระเหินอยู่เมืองนอก หากตกต่ำ เป็นปัญหาของสังคม เราจะบอกว่า "อ๋อ มันได้อิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก" แต่ถ้าเขาได้ดิบได้ดีมีชื่อเสียง กลายเป็นดีไซเนอร์ระดับโลก เราจะบอกว่า "นี่ไงคนไทยมีความสามารถ มีพรสวรรค์ มีเอกลักษณ์ไทย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกก็สร้างความภูมิใจให้แก่ประเทศชาติ"
ในละครเรื่องนี้ประเทศไทยต้องมีโขน มีปี่พาทย์ ระนาดเอก มีผ้าไหม มีสาวไทยนั่งบนตั่งแกะสลักผลไม้ มีรำไทย มีตลาดน้ำ มีชาวนาผู้เบิกบานและควายที่อ้วนท้วน สมบูรณ์ แข็งแรง
ในละครเรื่องนี้ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความเมตตาและไมตรีจิต ท่ามกลางความมลังเมลืองของศิลปะ จิตรกรรมในวัด เจดีย์สีทอง และผู้คนที่แต่งตัวแบบไทยๆ นั่นคือผ้าฝ้าย ผ้าถุง เดินเข้าวัด ไหว้พระ ทำบุญกับพระสงฆ์ที่ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว สำรวม ไม่เป็นกะเทย ไม่เล่นหวย ไม่เล่นยา และมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม หากไม่ใช่ฉากนี้อาจตัดสลับไปที่ฉากความเป็นพุทธสายปฏิบัติอยู่อย่างสมถะในป่าลึก
โอ้ เมืองไทยเมืองพุทธ ไม่มีที่ไหนจะดีไปกว่าการได้อยู่ในเมืองแห่งพุทธศาสนาอันลึกซึ้งเช่นนี้แล้ว
ในละครเรื่องนี้จะให้ตัวละครออกมาบอกว่า ไม่ว่าจะมีความทันสมัยในสังคมแค่ไหน เราจำต้องรักษาวิญญาณแห่งความเป็นพุทธ และรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณมาให้เหล่าสถาปนิกเชิงพุทธมาสร้างสถาปัตยกรรมหรือสวนแห่งจิตวิญญาณกันให้มาก มิเช่นนั้นมันจะถึงกาลเสื่อมแห่งวิถีทางจิตวิญญาณแบบไทย
ส่วนจะมีคนจน หรือปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในประเทศที่ต้องการใช้งบประมาณอีกมากนั้นช่างหัวมัน จะมีอะไรมาสำคัญไปกว่าจิตและปัญญาแบบไทยเล่า และจะให้ดีเราต้องช่วยกันสร้างห้องนิพพานจำลองกันให้มากๆ เพื่อคนจะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์แห่งการเข้าถึงนิพพานแล้วจะได้ไม่ต้องกินแวเลี่ยม เอ๊ย จะได้ไม่ต้องไปหมกมุ่นกับปัญหาแบบโลกย์ๆ ให้มากนัก
ในละครเรื่องนี้ ภาพของครอบครัวไทยจะเป็นภาพของความรักความกตัญญูของลูกหลานที่มีต่อพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มีภาพยายกับหลาน ปู่กับหลาน ภาพคนแก่ที่มีความสุขท่ามกลางลูกหลานยอดกตัญญู เป็นคนแก่อารมณ์ดี เราจะไม่มีวันเห็นภาพคุณปู่คุณตาคุณย่าคุณยายเจ้าอารมณ์หรือหงุดหงิดเลย หาไม่จะเป็นภาพคนแก่โศกเศร้าที่ลูกหลานทิ้งไป เป็นการกระตุ้นให้เรารีบมารักษาวัฒนธรรมไทยด้วยความรักความอบอุ่นในครอบครัวอย่างไร้เงื่อนไข
ผู้หญิงไทยในละครเรื่องประเทศไทยยังเป็นแม่พลอยหรือหญิงกล้าหาญแบบแม่มณีในทวิภพ พ้นจากนี้แล้วไม่ใช่ผู้หญิงไทย เร็วๆ นี้ฉันถูกนักปราชญ์ราชบัณฑิตท่านหนึ่งอบรมด้วยความปรารถนาดีว่า "การนั่งไขว้ขามิใช่สิ่งที่คนไทยทำ" สาธุ
ดังนั้น จึงสันนิษฐานต่อไปว่าในละครเรื่องนี้ผู้หญิงไทยคงไม่ "บ๊วบ" ไม่ "คราง" ไม่เป็นเกย์ ไม่ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก และอีกหลายต่อหลายไม่ที่เดียว
ละคร "ประเทศไทย" แสดงต่อเนื่องไปอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า ไม่เคยปรับพล็อต ไม่เคยปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย มีแต่จะเสริมความดราม่าให้เข้มข้น ไร้เหตุผล ห่างไกลจากข้อเท็จจริงมากขึ้น ทว่า ละครเรื่องนี้สมจริงเสียจนมีคนไทยจำนวนมากเชื่อว่าหากปราศจาก "ละคร" เรื่องนี้แล้วตนเองจะไร้ที่พึ่งทางจิต เคว้งคว้าง สับสน อ้างว้าง และอาจสิ้นชีวิตได้
การเสพติด "ละคร" นี้ทำให้คนไทยจำนวนมากหลับตาเสียหนึ่งข้างกับ "ความเป็นจริง" คนไทยจำนวนมาก ร้องไห้กับหมาจรจัด เสียใจกับหมาที่ถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
แต่ไม่รู้ไม่ชี้กับชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่อดอยาก ยากจน ถูกกดขี่ให้ตกต่ำซ้ำซากอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉล หลอกลวง
คนไทยจำนวนมากจึงไม่ยอมรับความจริงที่ว่าประเทศนี้มีทุกอย่างเท่าที่เมืองของมนุษย์พึงจะมีนั่นคือ บ่อน ซ่อง หวย ทำแท้ง incest พระตุ๊ด เณรกะเทย แม่ชีทอม มีการร่วมเพศระหว่าง คน สัตว์ สิ่งของ มีเซ็กซ์ทอย มีการรับสินบน มีหมอชั่ว มีครูปลิ้นปล้อน มีพระสร้างภาพจนกลายเป็นดารา มีนักเขียนลวงโลก มีหญิงสำส่อน (เช่น คำ ผกา เป็นต้น) มีคนโดนขังฟรี มีคนจ้างเด็กไปติดคุกแทนตัวเอง
มีและมีอะไรอีกหลายร้อยพันประการเป็นความอัปลักษณ์อันต่างจากภาพฝันที่ "ละคร" มอบให้แก่เรา
ความอัปลักษณ์ใดๆ ก็ตามจะไม่ได้รับการเยียวยาเลย หากเราไม่เริ่มต้นที่การยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น เช่น ภาษาไทยก็ไม่ได้เก่าแก่อะไรนักหนา ประเทศเราก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ คนไทยก็เหมือนปุถุชนพลเมืองโลกทั่วๆไป ไม่ได้เก่งหรือโง่เป็นพิเศษ ปัญหา บ่อน ซ่อง และอีกหลายๆ ปัญหาเรื่องความดี หรือ ศีลธรรม หรือความซื่อสัตย์เคร่งครัดของตำรวจ แต่เป็นปัญหาเรื่องการ "บริหารจัดการ" ล้วนๆ
เอาอย่างหยาบที่สุด เพียงยอมรับว่าการพนันมีอยู่จริง คนชอบเล่นการพนันมีอยู่จริง แทนการห้ามการปิด เราน่าจะมีวิธีการบริหารจัดการบ่อนและซ่อง ให้ยังผลประโยชน์แก่คนทุกฝ่าย และปลอดภัยสำหรับคนทุกฝ่าย เช่น ปลอดภัยพอที่จะไม่เป็นการส่งเสริมให้พลเมืองของประเทศติดการพนันจนไม่ทำมาหากิน ซึ่งไม่น่าจัดการยาก แค่ดูตัวอย่างการจัดการของประเทศอื่นๆ ที่มีบ่อนถูกกฎหมาย
ภาษีจากบ่อน อาจจะได้นำไปเพิ่มเงินเดือนแก่ตำรวจให้มีเงินเดือน รายได้มากพอจะมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์มีศรี มีรายได้มากพอจะพยุงเกียรติยศของตน เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วคงไม่มีตำรวจคนไหนอยากรับเงินเจ้าพ่อหรือลดตัวไปรับเงินร้อยสองร้อยข้างถนนจากผู้ทำผิดกฎจราจร
การตื่นเต้นตกใจกับคลิปบ่อนเถื่อนของสังคมไทยก็ยังเป็นแค่อาการ "ตกใจ" เพื่อจะไปเรียกร้อง "ศีลธรรม" เรียกร้องการย้ายตำรวจที่รับผิดชอบ ซึ่งเราทุกคนก็รู้กันอยู่เต็มอกว่า มันไม่ได้ช่วยอะไร ต่อให้ย้ายเอาตำรวจที่ดีที่สุดในโลกมาคุมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาระดับตัวบุคคล ไม่ใช่ปัญหาของระดับศีลธรรม แต่เป็นปัญหาของสังคมที่ถูกกล่อมให้หลับใหลด้วยแวเลี่ยมทางอุดมการณ์จนหมดซึ่งศักยภาพในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลอีกทั้งหมดความสามารถที่จะมองเห็นโลกตามความเป็นจริง
สังคมเช่นนี้เชื่อว่าปัญหาใดๆ ก็ตามจะถูกทำให้หายไปด้วยการมี "คนดี" มาดูแล แทนที่จะมุ่งสร้างระบบคะคานอำนาจ ตรวจสอบ ถ่วงดุล ในการบริหารงานราชการและการเมือง
สังคมเช่นนี้จึงมองเห็นปัญหาบ่อนซ่อง เป็นปัญหาทางศีลธรรมแทนที่จะมองเห็นว่าเป็นปัญหาในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ
สังคมเช่นนี้จึงคับแคบตื้นเขินพอที่จะจับคู่ เหล้า บุหรี่ บ่อน ซ่องไปเท่ากับความเลว และความเสื่อมศีลธรรมเท่านั้นไม่มีทางเป็นอื่น แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงการเอารัดเอาเปรียบ ความหลอกลวง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่อาจมาพร้อมกับชุดความดีตื้นเขิน สำเร็จรูป
สังคมเช่นนี้จึงเป็นบ่อเกิดของนักบุญจอมปลอมที่เสพกินความโง่เขลา ตื้นเขินของมวลชนเป็นอาหาร
คนที่นำเอาคลิปออกมาแฉคือ คุณชูวิทย์นั้นคือคนที่รู้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ดีกว่าใครในฐานะเป็นผู้อยู่ในแวดวงและมีประสบการณ์เชิงประจักษ์
คุณชูวิทย์ย่อมรู้ว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการเรียกร้องให้ย้ายตำรวจ หรือการ alert ให้ประชาชนแตกตื่นว่า เฮ้ย แม่ง มีบ่อน และประชาชนก็แตกตื่นเพราะชินที่ต้องเล่นตามบท จนลืมถามตัวเองว่า "เฮ้ย กูก็รู้อยู่แล้วนี่นา" เช่นกับที่เราเห็นภาพ "ละคร" อีกหลายต่อภาพโดยไม่เคยเอะใจว่า "เฮ้ย นี่มันไม่จริงนี่หว่า"
ทว่า การ alert นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเล่นละครไปตามบท เหมือนที่ไอทีวีไปแอบถ่ายตำรวจรับส่วย เพราะคนที่เล่นบทนี้จะได้รับเสียงปรบมือ ชื่นชมจากคนดูในฐานะผู้พิทักษ์ความถูกต้อง ตงฉิน ขณะเดียวกัน การสาปแช่ง ด่าทอความชั่วร้ายก็ช่วยเพิ่มระดับทางศีลธรรมในจินตนาการของคนดูให้มีกำลังใจเพิกเฉยต่อความโหดร้ายตามที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
ในละครเรื่องนี้คุณชูวิทย์ก็แค่เล่นบท หนุมาน "ซุกซนแต่ทรงคุณธรรม" เป็นแค่ทางเลือกของคนดูที่อกหักจากพระราม
และแล้วสังคมไทยคนไทยก็มีชีวิตรอดกันไปอีกวันด้วยหนทางการแก้ปัญหาแบบละคร และทิ้ง "ความจริง" ให้ดำเนินต่อไปอย่างไม่ไยดี
++
บทความของปีที่แล้ว
หนังที่ควรได้รับการสนับสนุน
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1552 หน้า 91
มีข่าวคนในวงการภาพยนตร์ไทย และผู้กำกับฯ หนังไทยยื่นหนังสือทักท้วงการให้ทุนโดยกระทรวงวัฒนธรรมแก่หนังเรื่องนเรศวรเรื่องเดียวถึง 100 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมด 200 ล้านบาท
ยังไม่นับว่าหนังเรื่องนเรศวรได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงพานิชย์มาแล้ว 330 ล้าน ในขณะที่หนังเรื่องถัดมาได้รับเงินสนับสนุน 8 ล้านบาท และเรื่องอื่นๆ ก็รับลดหลั่นกันไป
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ทุกคนกังขาคือ ทำไมนเรศวรเรื่องเดียวจึงได้งบถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด?
ฉันดีใจที่ผู้กำกับหนังหลายๆ คนยอมเสียเวลาไปยื่นหนังสือ และไปประชุมพูดคุยกับตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วมันจะเกิดประโยชน์และความเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิด ทั้งจะต้องไปนั่งฟัง "สำนวนข้าราชการ" ที่มักจะพูดแล้วเหมือนไม่ได้พูด หรือการพูดกับการถ่มน้ำลายลงกระโถนนั่นมีความหมายเท่าๆ กัน เช่น
"การที่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรได้รับทุนสร้างจากรัฐ 2 ทาง ก็ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของผู้สร้างที่จะขอและได้รับทุน ซึ่งต้องว่าไปตามกติกา กฎหมาย และระเบียบราชการ ผู้ที่มาคัดค้านการจัดสรรทุนให้หนังเรื่องนี้อาจจะเรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพของตนเอง แต่ก็ต้องเคารพในสิทธิ์ของคนอื่นเช่นกัน ทั้งนี้ ในฐานะที่ตนเองทำงานในแวดวงภาพยนตร์ ก็ประเมินว่าตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค 3 และ 4 น่าจะมีรายได้สูงมากและคืนทุนให้รัฐได้"
"เมื่องบประมาณอุดหนุนภาพยนตร์ของรัฐบาลต้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง การจัดสรรงบประมาณจึงมุ่งหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงต้องมีหนังที่ได้รับเงินอุดหนุนซึ่งสามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลได้ เพราะการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้จะต้องผ่านการประเมินผลในระบบราชการถ้าหากหนังที่ได้รับทุนสนับสนุนได้รับรายได้น้อย โครงการนี้ก็จะได้งบประมาณในปีต่อไปลดน้อยลงไปด้วย"
ฉันอ่านคำชี้แจงสองประเด็นนี้แล้วลงไปหัวเราะกลิ้งไปกลิ้งมา แบบว่า จะมีอะไรชวนขำขันมากไปกว่านี้อีกไหมเนี่ยะ
วันหลังกระทรวงวัฒนธรรมเอาคนของท่านจัดทอร์คโชว์เน้นความตลกโปกฮา บรรดาตลกคาเฟ่น่าจะตกงานกันเป็นแถว
แบบว่าพูดไปได้เนอะว่า การขอทุน และการ "ได้รับทุน" นั้นเป็นสิทธิเสรีภาพที่มิพึงหมิ่นแคลน
(ดังนั้น การออกมาทักท้วงว่าทำไมหนังเรื่องหนึ่งถึงได้เงินสนับสนุนมากกว่าเรื่องอื่นๆ มากอย่างมีนัยสำคัญจึงเท่ากับการไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ! )
จากนั้นท่านก็คายปมออกมาว่าหลักเกณฑ์ที่มอบทุนให้นเรศวรก็เพราะมีแนวโน้มว่าหนังจะดัง จะทำเงิน และจะคืนเงินให้กับรัฐได้
ส่วนฉันคนนอกวงการอ่านแล้วต้องตบหัวเข่า อุบ๊ะ ถ้าใช้หลักการดูว่า หนังเรื่องใดมีแนวโน้มที่จะทำเงินแล้วเอาเงินมาคืนรัฐได้จึงอนุมัติวงเงินกู้ เอ๊ย เงินทุนให้มากกว่าเรื่องอื่น
โถๆๆ ท่านเจ้าคะ ถ้ามาอีหรอบนี้ มันไม่น่าจะใช่งานของกระทรวงวัฒนธรรม แต่น่าจะโอนไปให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาเลยดีไม๊นั่น
หรือไม่ก็ควรยกไปให้เอสเอ็มอีแบงก์ทำ เพราะมีหลักการเดียวกับการเข้าไปขอกู้เงินมาลงทุนค้าขายหรือลงทุนปลูกหอม กระเทียม ลำใยแบบแถวบ้านอีชั้นเปี๊ยบ
แต่ธนาคารยังมีหน่วย "ประเมิน" หลักทรัพย์ และ ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจชัดเจน จับต้องได้ คำถามของฉันคือ แล้วคณะกรรมการพิจารณาการให้ทุนหนังนั้นใช้มาตรวัดอันใดมาประเมินว่าหนังเรื่องไหนน่าจะมีโอกาสหาเงินมาคืนรัฐบาลมากที่สุด
เพราะฉะนั้น รูปแบบการสนับสนุนเงินทุนแบบนี้ควรจะเรียกว่า "เงินกู้" มากกว่า "เงินสนับสนุน"
คําถามต่อไป ถ้านเรศวรเป็นหนังที่ศักยภาพ ในการทำเงิน แถมยังจะโกอินเตอร์ เพราะคนไทยชอบเชื่อว่า "คนต่างชาติ" หรือ "ฝรั่ง" ชอบดูงานมหรสพ อลังการ เอาช้างมาวิ่งๆ สู้รบ สงคราม ฝุ่นตลบ แบบ...ลืมตัวชั่วขณะนึกว่าใครๆ ก็ต้องรู้จักพระนเรศวร และยุทธหัตถีเหมือนที่รู้จักสงครามเมืองทรอย
คำถามสุดท้าย ถ้านเรศวรมีศักยภาพของตนเองสูงส่งปานนั้นคำถามคือ แล้วทำไมรัฐบาลต้องให้เงินอุดหนุนหรือสนับสนุนอีกเล่า?
ทำแบบนี้มันก็เหมือนเอาเงินไปแจกเศรษฐีหรือซื้อวีลแชร์ไปให้คนที่เดินได้
บอกได้คำเดียวว่า งง
การพูดถึง Popular culture นั้นเก๋ การแสดงซึ่งความสนใจต่อศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัยก็เก๋ กระทรวงวัฒนธรรมคงอยากจะลงมาทำอะไรเก๋ๆ กับเขาบ้าง
อย่างเช่นการอุดหนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ร่วมสมัย แต่แทนที่จะสนับสนุนผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนทางสังคม ต้น
ทุนทางวัฒนธรรมยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรือ ให้ทุนกับงานหนังทดลองแปลกๆ หนังที่ไม่ขายในตลาดกระแสหลัก แต่ปรากฏว่าหนังที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากสนับสนุนยังเป็นหนังที่เล่นกับมุขเก่าๆ เช่นมุขรักชาติ ศาสนา มุขรักแผ่นดินเกิด มุขรักบ้านเก่า มุขรักคนจน ห่วงใยธรรมชาติ มุขต่อต้านยาเสพติด มุขเกษตรผสมผสาน มุขชาวนายากจนแต่มีความสุขกับกุ้งหอยปูปลา มุขลูกตัญญู ฯลฯ ซึ่งจะให้บอกอีกกี่ครั้งก็คงไม่เข้าใจว่า "มันเชย"
(ถ้า คุณอภิชาติพงศ์ หันมาทำหนังที่เล่นกับมุข "รักชาติ" ประมาณนี้มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนในจำนวนที่ใกล้เคียงกับนเรศวร)
เอาเข้าจริงๆ กระทรวงวัฒนธรรมก็แอบอิงหาผลงานคำว่า "ร่วมสมัย" แค่พอให้คนรู้ว่า "พวกเราไม่ใช่ไดโนเสาร์เต่าล้านปี เราไม่ได้มีแต่โขน แต่ลิเก เราไม่ใช่พวกที่ดีแต่วิ่งไล่จับเด็กนุ่งสายเดี่ยว หรือเซ็นเซอร์หนังสือโป๊ แต่เราส่งเสริม ศิลปะร่วมสมัย ทำงานกับศิลปินร่วมสมัย และพร้อมจะให้การสนับสนุนงานศิลปะทุกแขนง"
(ตัวอย่างของความพยายามจะ ทันสมัย และร่วมสมัย เข้าใจวัยรุ่นก็คือ โปสเตอร์รณรงค์ MOSO ของ กอรมน. ที่เอาเปลือกของความกิ๊บเก๋ มาห่อหุ้มเนื้อหาแสนล้าหลังตกยุค)
หันมามองวงการศิลปะไทยที่ได้รับการยอมรับนับถือก็มีอยู่ไม่กี่สกุล คือถ้าไม่เล่นเรื่องความเป็นไทยอันงดงาม สูงค่า ก็ต้องมาแนวพุทธปรัชญา เขียน บรรยายผลงานกันให้ฟังดูกำกวม หละหลวม เป็นนามธรรมกว้างๆ แล้วบอกว่า "ทิ้งช่องว่างไว้ให้คนคิด และตีความเอาเอง"
หรือไม่ก็ต้องเอาข้าวไปปลูกเสียที่เยอรมัน ยากดี เป็นงานศิลปะ!
กระทรวงวัฒนธรรมลืมไปว่า ถ้าอยากจะเล่นกับงาน "ร่วมสมัย" จริงๆ กระทรวงฯต้องกล้าพอที่แหกออกมานอกไวยากรณ์ "ไทยๆ" ที่คุ้นเคย
และถ้าจะให้เก๋จริง ต้องกล้าเสียดสี เย้ยหยันตัวเอง งานของตัวเอง เจ้านายตัวเอง ชนชั้นของตนเอง ไปจนถึงระบบคุณค่าหลักที่ตนเองยึดถือ ทำได้ ดังนี้ จึงจะซื้อใจประชาชน นักวิจารณ์ และผู้สนใจศิลปะ วัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงวัฒนธรรมยังมีหน้าที่ในการสนับสนุน ส่งเสริมศิลปะที่ไม่ใช่ศิลปะแบบตลาด ศิลปะที่ไม่ทำเงิน ทั้งที่เพื่อเป็นการยกระดับ "รสนิยม" ของมวลหมู่มหาชนคนในชาติอันเป็นงานที่ประเทศศิวิไลซ์ทั้งหลายพึงทำ งานเช่นนี้ไม่หวังผลกำไร แต่หวังผลทางชื่อเสียงและเป็นหน้าเป็นตา เป็นการสร้าง reputation ที่ดีให้แก่กระทรวงของตน
หนังที่ใครๆ บ่นว่าไม่บันเทิง ดูไม่รู้เรื่อง แต่วิพากษ์วิจาณ์ "วัฒนธรรมไทยร่วมสมัย" อย่างหนังของ คุณอภิชาติพงษ์ นั้นควรอย่างยิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมน่าจะยื่นจมูกมาสนับสนุน เพราะมันจะเป็นหน้าเป็นตาของกระทรวงอย่างแท้จริงว่า เออ กระทรวงนี้มันไม่ไดโนเสาร์เต่าล้านปีแฮะ เออ...มันใจกว้างแฮะ เออ...มันแนวดีโว้ย... ฯลฯ
(ตรงกันข้าม หนังของเขาโดยเซ็นเซอร์จนย่อยยับด้วยข้อหาสุดปัญญาอ่อน เช่น ทำให้ศาสนาพุทธศาสนามัวหมอง นำเสนอภาพของพระในทางที่ไม่เหมาะสม shit!)
วัฒนธรรมร่วมสมัยของเรามีเรื่องให้พูดถึงที่มากไปกว่า ภาพพระพุทธรูป แก่นพุทธศาสนา มีมากกว่าเรื่องการทำนา ปลูกข้าว หรือ ความพยายามที่จะ "รื้อฟื้น" ปลูกผีแห่งความเป็นไทยขึ้นมาใหม่โดยอ้างว่า "มันเคยมีอยู่มาก่อน"
ทว่า ศิลปะร่วมสมัยควรได้พูดถึงเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากการเกิดสำนึกใหม่เกี่ยวกับชนชั้นและตัวตนของตนเอง การปะทะกันของสังคมก่อนสมัยใหม่ สมัยใหม่ และหลังสมัยใหม่ที่คลุกเคล้าเป็นแกงโฮะอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ ฯลฯ
การตัดสินมอบทุนถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดให้แก่หนังเรื่องนเรศวรเพียงเรื่องเดียว ชี้ให้เห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมยังไม่สามารถหลุดพ้นจากมาตรฐานการประเมินคุณค่างานศิลปะอันแขวนติดไว้กับไวยากรณ์ความเป็นไทยแบบไดโนเสาร์เต่าล้านปี
นั่นคือ เชื่อว่า ถ้าผู้กำกับดังหนังต้องดี เชื่อว่า ถ้าเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์แล้วต้องดีกว่าหนังรักโรแมนติก เชื่อว่าถ้าเป็นหนังเกี่ยวกับการเชิดชูมหาบุรุษต้องดีกว่าหนังว่าด้วยชีวิตประจำวันของพนักงานเอ็มเคสุกี้ เชื่อว่าถ้าเป็นหนังเกี่ยวกับเกย์แล้วจะทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
(ใครช่วยเอาประโยคนี้ไปใส่หม้อปิดด้วยใบหนาดแล้วถ่วงน้ำทิ้งที)
เชื่อว่าถ้าเป็นหนังที่พูดถึงพระกะเทยแล้ววงการสงฆ์ไทยจะย่อยยับอับปางลงไปในบัดดล
สุดท้าย ที่ฉันบอกว่าฉันขอบคุณผู้กำกับหนังกลุ่มนั้นที่อุตส่าห์เข้าไปคุยกับตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรมทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เขาไม่ได้พูดด้วย "ภาษาเดียว" กันกับเรา
และเขาจะไม่มีวันเข้าใจว่า หนังเรื่องอื่นๆ มันจะมายิ่งใหญ่ สูงค่ากว่านเรศวรได้อย่างไร ในเมื่อนเรศวรกำลังจะทำหน้าที่ปลุกใจคนไทยให้ตื่นตะลึง อึ้ง ทึ่ง เสียวกับความเกรียงไกรของมหาชาติไทย และวีรกษัตริย์ของไทย
หนังเรื่องนี้จะมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวง มันจะช่วยกอบกู้ วิญญาณคนไทยที่กำลังตกต่ำด้วยถูกผี "ประชาธิปไตย" เข้าสิง ให้กลับเนื้อกลับตัวมารักชาติแบบหน้ามืดตามัวกันต่อไป
เขาไม่ได้สนใจว่า พระนเศวรมีชีวิตอยู่ในสมัยใด และสมัยนั้น สิ่งที่เรียกว่า "ชาติไทย" ยังไม่อุบัติขึ้นมาเลยในโลกใบนี้ หรือ เขาอาจจะสนใจ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้น นั่นคือความต้องการที่จะสร้าง "การรับรู้" เกี่ยวกับชาติไทยที่บิดเบี้ยวตลอดไป และจะได้มีคนรักชาติ (แบบบิดบี้ยว) จนโงหัวไม่ขึ้นอีกเยอะๆ
(อุ๊ย เขียนถึงตอนนี้ทำไมหน้าของหมอตุลย์ลอยมาเนี่ยะ)
รักชาติ ศาสนา มันยังเป็นคาถาที่คุ้มครองเราให้พ้นจากภยันตรายนานา และฉันคิดว่ากระทรวงวัฒนธรรมก็เห็นเช่นเดียวกัน
บรรดาผู้กำกับฯ หนังไทยที่อยากจะยกระดับคุณภาพของหนังไทยให้มันเก๋กู๊ด เทียมหน้าเทียมตาประชาคมโลก และรับไม่ได้ที่จะให้สร้างแต่หนัง "ส่งเสริมเอกลักษณ์ของความเป็นไทยและความสามัคคีของคนในชาติ" คงต้องทิ้งกระทรวงวัฒนธรรมให้หากินกับเปลือกของความร่วมสมัย ไว้ข้างหลัง
และทุกครั้งที่ได้เอาหนังไปฉายในเวทีของโลกก็ช่วยประกาศให้ชัดๆ ไปเลยว่า "ที่ประเทศไทย หนังของผม/ดิฉัน รัฐบาลของเราถือว่าเป็นหนังที่ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไรนัก เพราะไม่มีช้าง ไม่มีการเชิดชูมหาบุรุษ ไม่มีทุ่งนา และชนบทอันงดงาม"
และคงอีกนานกว่า รัฐบาลของเราจะสามารถสลัดตัวเองหลุดจาการแอบอิงหาความชอบธรรมจากโลกทัศน์ไดโนเสาร์
.
ละคร
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1620 หน้า 90
แปลกใจว่าทำไมคนจึงแตกตื่นกับการฉายคลิปบ่อนกลางกรุงของ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กันนักหนา แปลกใจพอๆ กับที่เมื่อหลายปีก่อน โทรทัศน์ไอทีวีในสมัยนั้นติดกล้องลับแอบถ่ายตำรวจรับเงินจากคนขับรถที่ทำผิดกฎจราจรหรือกฎหมายอะไรจำไม่ได้ชัด
เหตุที่แปลกใจเพราะไม่เข้าใจว่า คนไทยทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างสามัญที่สุด และเผลอๆ เราก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนที่เคยยกมือไหว้บอกพี่จราจรว่า "ขอโทษจริงๆ ครับ ไม่ทันระวัง ไม่ว่ากันนะพี่นะ" ก่อนจะ "ตอบแทนน้ำใจ" กันในเรตที่เป็นรู้กันดีอีกนั่นแหละว่าเท่าไหร่ โดยปราศจากความโกรธเกลียดหรือแม้กระทั่งเห็นว่านี่คือการคอร์รัปชั่น แต่มองว่าเป็นการ "ช่วยกัน" ต่างตอบแทน พนักงานเหล่านี้เงินเดือนก็น้อย งานก็หนัก นิดๆ หน่อยๆ และไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ส่วนด้านที่ต้องส่งส่วยกันอย่างเป็นระบบก็ยิ่งรู้สึกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการ "บริหารจัดการ" ที่ขาดเสียไม่ได้ไปแล้ว
ส่วนเรื่อง "บ่อน" ก็เหมือนกับ "ซ่อง" เหมือนกับ "คลินิกทำแท้งเถื่อน" เหมือน "หวยเถื่อน" เหมือน "น้ำมันเถื่อน" และเหมือนอะไรที่ "เถื่อนๆ" อีกหลายประเภทเหลือเกินในประเทศนี้ที่พวกเราต่างก็รับรู้ว่ามันมีอยู่
หรือคุณคิดว่า น้องๆ ที่พัฒน์พงศ์ ที่นานา เค้าแค่ออกมาเต้นๆ และนั่งดริ๊งก์เป็นเพื่อนแขกเท่านั้นจริงๆ
แล้วทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์ประเภทแอบถ่ายมาแฉ (ซึ่งไม่เหมือนกับการเขียนแฉ หรือเล่าให้ฟัง) คนจำนวนมาก (รวมทั้งคนที่เคยทำ เคยใช้บริการ เคยเห็นสิ่งหรือพฤติกรรมเหล่านั้นด้วยตาของตนเอง) ก็ยังรู้สึกว่า เราต้องตื่นเต้น เราต้องประโคมข่าว เราต้องกดดันให้รัฐ ให้ตำรวจจัดการกับเรื่องนี้ไห้เด็ดขาดเสียที
เป็นดังนี้ ทำให้ฉันคิดว่าหรือสังคมไทยจะเป็นสังคมแห่งการ "แสดง" (perform) ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของการ "แสดง" และการ "จัดฉาก" และการแสดงหรือ performance อันนี้สำคัญกว่าข้อเท็จจริงทุกประการ และเราอาจจะขาดใจตายเสียก็ได้หากชีวิตนี้ปราศจากซึ่ง "งานแสดง"
โรงละครโรงใหญ่ที่ชื่อว่า "ประเทศไทย" นี้เล่นละครเรื่อง "ประเทศไทยที่น่าอยู่งดงามไม่เหมือนใครในโลก"
ละครเรื่องนี้เล่นตามบทที่เขียนเอาไว้ว่า
"ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอารยธรรม วัฒนธรรมเก่าแก่ดีงาม เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ในอดีตเหนือกว่าอาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาค อาณาจักรอื่นๆ นั้นหากไม่สวามิภักดิ์ต่อเราด้วยเกรงกลัวในความเก่งกล้าสามารถก็มักใช้เล่ห์กล การหักหลัง การไม่สำนึกในบุญคุณอย่างน่าขยะแขยงมาทำให้เราพ่ายแพ้ในการศึก"
"อาณาจักรไทยของเรา แม้จะเคยเพลี่ยงพล้ำในการสงครามแต่ก็กอบกู้เอกราชมาได้เสมอด้วยความสามัคคีของคนในชาติ การเสียสละชีวิตของคนที่รักชาติยิ่งกว่าชีวิตของตน ด้วยปรีชาสามารถของผู้ปกครองที่มีทั้งคุณธรรมและความกล้าหาญ อัจฉริยะ จนนำพาประเทศชาติให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ไม่ยอมสูญเสียที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วให้แก่ใคร ยินดีปกป้องเชิดชูศักดิ์ศรีของประเทศชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด"
"ใครก็ตามที่เห็นว่าอาณาจักรไทยมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ล้าหลัง เช่น การมีภรรยาหลายคน การดูถูกสตรีเพศ คนเหล่านั้นเข้าใจผิด เพราะนั่นเป็นวัฒนธรรมจีนและอินเดียที่ผสมปนเปอยู่ในวัฒนธรรมไทย แต่วัฒนธรรมไทยแท้บริสุทธิ์นั้นเป็นวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวและให้เกียรติผู้หญิงในฐานะที่เป็นแม่อย่างสูงส่ง หรือหากมีใครมาว่าคนไทยกินเนื้อหมา เราจะรีบเถียงว่า ไฮ้ อย่ามามั่ว พวกคนกินเนื้อหมาในเมืองไทยไม่ใช่คนไทย นู่น เป็นแกว เป็นลาว "
ละครเรื่องนี้ใช้ตรรกะเช่นนี้ตลอดเรื่องนั่นคือ อะไรที่ดีๆ เราจะบอกว่าเป็นไทย อะไรที่ไม่ดีเราจะรีบโยนให้คนอื่น
ลูกเมียเช่า ถ้าโตขึ้นเป็นเด็กจรจัด ข้างถนนเป็นอาชญากรเราจะเรียกลูกเมียเช่า ถ้าบังเอิญได้เป็นคนดังระดับโลกเราจะรีบเรียกเข้ามารับปริญญากิตติมศักดิ์พร้อมมอบสัญชาติไทย และมีพิธีมอบกุญแจเมืองกันได้อย่างเอิกเกริก เด็กไทยที่ไประหกระเหินอยู่เมืองนอก หากตกต่ำ เป็นปัญหาของสังคม เราจะบอกว่า "อ๋อ มันได้อิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก" แต่ถ้าเขาได้ดิบได้ดีมีชื่อเสียง กลายเป็นดีไซเนอร์ระดับโลก เราจะบอกว่า "นี่ไงคนไทยมีความสามารถ มีพรสวรรค์ มีเอกลักษณ์ไทย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกก็สร้างความภูมิใจให้แก่ประเทศชาติ"
ในละครเรื่องนี้ประเทศไทยต้องมีโขน มีปี่พาทย์ ระนาดเอก มีผ้าไหม มีสาวไทยนั่งบนตั่งแกะสลักผลไม้ มีรำไทย มีตลาดน้ำ มีชาวนาผู้เบิกบานและควายที่อ้วนท้วน สมบูรณ์ แข็งแรง
ในละครเรื่องนี้ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความเมตตาและไมตรีจิต ท่ามกลางความมลังเมลืองของศิลปะ จิตรกรรมในวัด เจดีย์สีทอง และผู้คนที่แต่งตัวแบบไทยๆ นั่นคือผ้าฝ้าย ผ้าถุง เดินเข้าวัด ไหว้พระ ทำบุญกับพระสงฆ์ที่ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว สำรวม ไม่เป็นกะเทย ไม่เล่นหวย ไม่เล่นยา และมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม หากไม่ใช่ฉากนี้อาจตัดสลับไปที่ฉากความเป็นพุทธสายปฏิบัติอยู่อย่างสมถะในป่าลึก
โอ้ เมืองไทยเมืองพุทธ ไม่มีที่ไหนจะดีไปกว่าการได้อยู่ในเมืองแห่งพุทธศาสนาอันลึกซึ้งเช่นนี้แล้ว
ในละครเรื่องนี้จะให้ตัวละครออกมาบอกว่า ไม่ว่าจะมีความทันสมัยในสังคมแค่ไหน เราจำต้องรักษาวิญญาณแห่งความเป็นพุทธ และรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณมาให้เหล่าสถาปนิกเชิงพุทธมาสร้างสถาปัตยกรรมหรือสวนแห่งจิตวิญญาณกันให้มาก มิเช่นนั้นมันจะถึงกาลเสื่อมแห่งวิถีทางจิตวิญญาณแบบไทย
ส่วนจะมีคนจน หรือปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในประเทศที่ต้องการใช้งบประมาณอีกมากนั้นช่างหัวมัน จะมีอะไรมาสำคัญไปกว่าจิตและปัญญาแบบไทยเล่า และจะให้ดีเราต้องช่วยกันสร้างห้องนิพพานจำลองกันให้มากๆ เพื่อคนจะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์แห่งการเข้าถึงนิพพานแล้วจะได้ไม่ต้องกินแวเลี่ยม เอ๊ย จะได้ไม่ต้องไปหมกมุ่นกับปัญหาแบบโลกย์ๆ ให้มากนัก
ในละครเรื่องนี้ ภาพของครอบครัวไทยจะเป็นภาพของความรักความกตัญญูของลูกหลานที่มีต่อพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มีภาพยายกับหลาน ปู่กับหลาน ภาพคนแก่ที่มีความสุขท่ามกลางลูกหลานยอดกตัญญู เป็นคนแก่อารมณ์ดี เราจะไม่มีวันเห็นภาพคุณปู่คุณตาคุณย่าคุณยายเจ้าอารมณ์หรือหงุดหงิดเลย หาไม่จะเป็นภาพคนแก่โศกเศร้าที่ลูกหลานทิ้งไป เป็นการกระตุ้นให้เรารีบมารักษาวัฒนธรรมไทยด้วยความรักความอบอุ่นในครอบครัวอย่างไร้เงื่อนไข
ผู้หญิงไทยในละครเรื่องประเทศไทยยังเป็นแม่พลอยหรือหญิงกล้าหาญแบบแม่มณีในทวิภพ พ้นจากนี้แล้วไม่ใช่ผู้หญิงไทย เร็วๆ นี้ฉันถูกนักปราชญ์ราชบัณฑิตท่านหนึ่งอบรมด้วยความปรารถนาดีว่า "การนั่งไขว้ขามิใช่สิ่งที่คนไทยทำ" สาธุ
ดังนั้น จึงสันนิษฐานต่อไปว่าในละครเรื่องนี้ผู้หญิงไทยคงไม่ "บ๊วบ" ไม่ "คราง" ไม่เป็นเกย์ ไม่ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก และอีกหลายต่อหลายไม่ที่เดียว
ละคร "ประเทศไทย" แสดงต่อเนื่องไปอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า ไม่เคยปรับพล็อต ไม่เคยปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย มีแต่จะเสริมความดราม่าให้เข้มข้น ไร้เหตุผล ห่างไกลจากข้อเท็จจริงมากขึ้น ทว่า ละครเรื่องนี้สมจริงเสียจนมีคนไทยจำนวนมากเชื่อว่าหากปราศจาก "ละคร" เรื่องนี้แล้วตนเองจะไร้ที่พึ่งทางจิต เคว้งคว้าง สับสน อ้างว้าง และอาจสิ้นชีวิตได้
การเสพติด "ละคร" นี้ทำให้คนไทยจำนวนมากหลับตาเสียหนึ่งข้างกับ "ความเป็นจริง" คนไทยจำนวนมาก ร้องไห้กับหมาจรจัด เสียใจกับหมาที่ถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
แต่ไม่รู้ไม่ชี้กับชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่อดอยาก ยากจน ถูกกดขี่ให้ตกต่ำซ้ำซากอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉล หลอกลวง
คนไทยจำนวนมากจึงไม่ยอมรับความจริงที่ว่าประเทศนี้มีทุกอย่างเท่าที่เมืองของมนุษย์พึงจะมีนั่นคือ บ่อน ซ่อง หวย ทำแท้ง incest พระตุ๊ด เณรกะเทย แม่ชีทอม มีการร่วมเพศระหว่าง คน สัตว์ สิ่งของ มีเซ็กซ์ทอย มีการรับสินบน มีหมอชั่ว มีครูปลิ้นปล้อน มีพระสร้างภาพจนกลายเป็นดารา มีนักเขียนลวงโลก มีหญิงสำส่อน (เช่น คำ ผกา เป็นต้น) มีคนโดนขังฟรี มีคนจ้างเด็กไปติดคุกแทนตัวเอง
มีและมีอะไรอีกหลายร้อยพันประการเป็นความอัปลักษณ์อันต่างจากภาพฝันที่ "ละคร" มอบให้แก่เรา
ความอัปลักษณ์ใดๆ ก็ตามจะไม่ได้รับการเยียวยาเลย หากเราไม่เริ่มต้นที่การยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น เช่น ภาษาไทยก็ไม่ได้เก่าแก่อะไรนักหนา ประเทศเราก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ คนไทยก็เหมือนปุถุชนพลเมืองโลกทั่วๆไป ไม่ได้เก่งหรือโง่เป็นพิเศษ ปัญหา บ่อน ซ่อง และอีกหลายๆ ปัญหาเรื่องความดี หรือ ศีลธรรม หรือความซื่อสัตย์เคร่งครัดของตำรวจ แต่เป็นปัญหาเรื่องการ "บริหารจัดการ" ล้วนๆ
เอาอย่างหยาบที่สุด เพียงยอมรับว่าการพนันมีอยู่จริง คนชอบเล่นการพนันมีอยู่จริง แทนการห้ามการปิด เราน่าจะมีวิธีการบริหารจัดการบ่อนและซ่อง ให้ยังผลประโยชน์แก่คนทุกฝ่าย และปลอดภัยสำหรับคนทุกฝ่าย เช่น ปลอดภัยพอที่จะไม่เป็นการส่งเสริมให้พลเมืองของประเทศติดการพนันจนไม่ทำมาหากิน ซึ่งไม่น่าจัดการยาก แค่ดูตัวอย่างการจัดการของประเทศอื่นๆ ที่มีบ่อนถูกกฎหมาย
ภาษีจากบ่อน อาจจะได้นำไปเพิ่มเงินเดือนแก่ตำรวจให้มีเงินเดือน รายได้มากพอจะมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์มีศรี มีรายได้มากพอจะพยุงเกียรติยศของตน เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วคงไม่มีตำรวจคนไหนอยากรับเงินเจ้าพ่อหรือลดตัวไปรับเงินร้อยสองร้อยข้างถนนจากผู้ทำผิดกฎจราจร
การตื่นเต้นตกใจกับคลิปบ่อนเถื่อนของสังคมไทยก็ยังเป็นแค่อาการ "ตกใจ" เพื่อจะไปเรียกร้อง "ศีลธรรม" เรียกร้องการย้ายตำรวจที่รับผิดชอบ ซึ่งเราทุกคนก็รู้กันอยู่เต็มอกว่า มันไม่ได้ช่วยอะไร ต่อให้ย้ายเอาตำรวจที่ดีที่สุดในโลกมาคุมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาระดับตัวบุคคล ไม่ใช่ปัญหาของระดับศีลธรรม แต่เป็นปัญหาของสังคมที่ถูกกล่อมให้หลับใหลด้วยแวเลี่ยมทางอุดมการณ์จนหมดซึ่งศักยภาพในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลอีกทั้งหมดความสามารถที่จะมองเห็นโลกตามความเป็นจริง
สังคมเช่นนี้เชื่อว่าปัญหาใดๆ ก็ตามจะถูกทำให้หายไปด้วยการมี "คนดี" มาดูแล แทนที่จะมุ่งสร้างระบบคะคานอำนาจ ตรวจสอบ ถ่วงดุล ในการบริหารงานราชการและการเมือง
สังคมเช่นนี้จึงมองเห็นปัญหาบ่อนซ่อง เป็นปัญหาทางศีลธรรมแทนที่จะมองเห็นว่าเป็นปัญหาในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ
สังคมเช่นนี้จึงคับแคบตื้นเขินพอที่จะจับคู่ เหล้า บุหรี่ บ่อน ซ่องไปเท่ากับความเลว และความเสื่อมศีลธรรมเท่านั้นไม่มีทางเป็นอื่น แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงการเอารัดเอาเปรียบ ความหลอกลวง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่อาจมาพร้อมกับชุดความดีตื้นเขิน สำเร็จรูป
สังคมเช่นนี้จึงเป็นบ่อเกิดของนักบุญจอมปลอมที่เสพกินความโง่เขลา ตื้นเขินของมวลชนเป็นอาหาร
คนที่นำเอาคลิปออกมาแฉคือ คุณชูวิทย์นั้นคือคนที่รู้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ดีกว่าใครในฐานะเป็นผู้อยู่ในแวดวงและมีประสบการณ์เชิงประจักษ์
คุณชูวิทย์ย่อมรู้ว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการเรียกร้องให้ย้ายตำรวจ หรือการ alert ให้ประชาชนแตกตื่นว่า เฮ้ย แม่ง มีบ่อน และประชาชนก็แตกตื่นเพราะชินที่ต้องเล่นตามบท จนลืมถามตัวเองว่า "เฮ้ย กูก็รู้อยู่แล้วนี่นา" เช่นกับที่เราเห็นภาพ "ละคร" อีกหลายต่อภาพโดยไม่เคยเอะใจว่า "เฮ้ย นี่มันไม่จริงนี่หว่า"
ทว่า การ alert นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเล่นละครไปตามบท เหมือนที่ไอทีวีไปแอบถ่ายตำรวจรับส่วย เพราะคนที่เล่นบทนี้จะได้รับเสียงปรบมือ ชื่นชมจากคนดูในฐานะผู้พิทักษ์ความถูกต้อง ตงฉิน ขณะเดียวกัน การสาปแช่ง ด่าทอความชั่วร้ายก็ช่วยเพิ่มระดับทางศีลธรรมในจินตนาการของคนดูให้มีกำลังใจเพิกเฉยต่อความโหดร้ายตามที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
ในละครเรื่องนี้คุณชูวิทย์ก็แค่เล่นบท หนุมาน "ซุกซนแต่ทรงคุณธรรม" เป็นแค่ทางเลือกของคนดูที่อกหักจากพระราม
และแล้วสังคมไทยคนไทยก็มีชีวิตรอดกันไปอีกวันด้วยหนทางการแก้ปัญหาแบบละคร และทิ้ง "ความจริง" ให้ดำเนินต่อไปอย่างไม่ไยดี
++
บทความของปีที่แล้ว
หนังที่ควรได้รับการสนับสนุน
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1552 หน้า 91
มีข่าวคนในวงการภาพยนตร์ไทย และผู้กำกับฯ หนังไทยยื่นหนังสือทักท้วงการให้ทุนโดยกระทรวงวัฒนธรรมแก่หนังเรื่องนเรศวรเรื่องเดียวถึง 100 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมด 200 ล้านบาท
ยังไม่นับว่าหนังเรื่องนเรศวรได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงพานิชย์มาแล้ว 330 ล้าน ในขณะที่หนังเรื่องถัดมาได้รับเงินสนับสนุน 8 ล้านบาท และเรื่องอื่นๆ ก็รับลดหลั่นกันไป
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ทุกคนกังขาคือ ทำไมนเรศวรเรื่องเดียวจึงได้งบถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด?
ฉันดีใจที่ผู้กำกับหนังหลายๆ คนยอมเสียเวลาไปยื่นหนังสือ และไปประชุมพูดคุยกับตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วมันจะเกิดประโยชน์และความเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิด ทั้งจะต้องไปนั่งฟัง "สำนวนข้าราชการ" ที่มักจะพูดแล้วเหมือนไม่ได้พูด หรือการพูดกับการถ่มน้ำลายลงกระโถนนั่นมีความหมายเท่าๆ กัน เช่น
"การที่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรได้รับทุนสร้างจากรัฐ 2 ทาง ก็ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของผู้สร้างที่จะขอและได้รับทุน ซึ่งต้องว่าไปตามกติกา กฎหมาย และระเบียบราชการ ผู้ที่มาคัดค้านการจัดสรรทุนให้หนังเรื่องนี้อาจจะเรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพของตนเอง แต่ก็ต้องเคารพในสิทธิ์ของคนอื่นเช่นกัน ทั้งนี้ ในฐานะที่ตนเองทำงานในแวดวงภาพยนตร์ ก็ประเมินว่าตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค 3 และ 4 น่าจะมีรายได้สูงมากและคืนทุนให้รัฐได้"
"เมื่องบประมาณอุดหนุนภาพยนตร์ของรัฐบาลต้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง การจัดสรรงบประมาณจึงมุ่งหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงต้องมีหนังที่ได้รับเงินอุดหนุนซึ่งสามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลได้ เพราะการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้จะต้องผ่านการประเมินผลในระบบราชการถ้าหากหนังที่ได้รับทุนสนับสนุนได้รับรายได้น้อย โครงการนี้ก็จะได้งบประมาณในปีต่อไปลดน้อยลงไปด้วย"
ฉันอ่านคำชี้แจงสองประเด็นนี้แล้วลงไปหัวเราะกลิ้งไปกลิ้งมา แบบว่า จะมีอะไรชวนขำขันมากไปกว่านี้อีกไหมเนี่ยะ
วันหลังกระทรวงวัฒนธรรมเอาคนของท่านจัดทอร์คโชว์เน้นความตลกโปกฮา บรรดาตลกคาเฟ่น่าจะตกงานกันเป็นแถว
แบบว่าพูดไปได้เนอะว่า การขอทุน และการ "ได้รับทุน" นั้นเป็นสิทธิเสรีภาพที่มิพึงหมิ่นแคลน
(ดังนั้น การออกมาทักท้วงว่าทำไมหนังเรื่องหนึ่งถึงได้เงินสนับสนุนมากกว่าเรื่องอื่นๆ มากอย่างมีนัยสำคัญจึงเท่ากับการไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ! )
จากนั้นท่านก็คายปมออกมาว่าหลักเกณฑ์ที่มอบทุนให้นเรศวรก็เพราะมีแนวโน้มว่าหนังจะดัง จะทำเงิน และจะคืนเงินให้กับรัฐได้
ส่วนฉันคนนอกวงการอ่านแล้วต้องตบหัวเข่า อุบ๊ะ ถ้าใช้หลักการดูว่า หนังเรื่องใดมีแนวโน้มที่จะทำเงินแล้วเอาเงินมาคืนรัฐได้จึงอนุมัติวงเงินกู้ เอ๊ย เงินทุนให้มากกว่าเรื่องอื่น
โถๆๆ ท่านเจ้าคะ ถ้ามาอีหรอบนี้ มันไม่น่าจะใช่งานของกระทรวงวัฒนธรรม แต่น่าจะโอนไปให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาเลยดีไม๊นั่น
หรือไม่ก็ควรยกไปให้เอสเอ็มอีแบงก์ทำ เพราะมีหลักการเดียวกับการเข้าไปขอกู้เงินมาลงทุนค้าขายหรือลงทุนปลูกหอม กระเทียม ลำใยแบบแถวบ้านอีชั้นเปี๊ยบ
แต่ธนาคารยังมีหน่วย "ประเมิน" หลักทรัพย์ และ ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจชัดเจน จับต้องได้ คำถามของฉันคือ แล้วคณะกรรมการพิจารณาการให้ทุนหนังนั้นใช้มาตรวัดอันใดมาประเมินว่าหนังเรื่องไหนน่าจะมีโอกาสหาเงินมาคืนรัฐบาลมากที่สุด
เพราะฉะนั้น รูปแบบการสนับสนุนเงินทุนแบบนี้ควรจะเรียกว่า "เงินกู้" มากกว่า "เงินสนับสนุน"
คําถามต่อไป ถ้านเรศวรเป็นหนังที่ศักยภาพ ในการทำเงิน แถมยังจะโกอินเตอร์ เพราะคนไทยชอบเชื่อว่า "คนต่างชาติ" หรือ "ฝรั่ง" ชอบดูงานมหรสพ อลังการ เอาช้างมาวิ่งๆ สู้รบ สงคราม ฝุ่นตลบ แบบ...ลืมตัวชั่วขณะนึกว่าใครๆ ก็ต้องรู้จักพระนเรศวร และยุทธหัตถีเหมือนที่รู้จักสงครามเมืองทรอย
คำถามสุดท้าย ถ้านเรศวรมีศักยภาพของตนเองสูงส่งปานนั้นคำถามคือ แล้วทำไมรัฐบาลต้องให้เงินอุดหนุนหรือสนับสนุนอีกเล่า?
ทำแบบนี้มันก็เหมือนเอาเงินไปแจกเศรษฐีหรือซื้อวีลแชร์ไปให้คนที่เดินได้
บอกได้คำเดียวว่า งง
การพูดถึง Popular culture นั้นเก๋ การแสดงซึ่งความสนใจต่อศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัยก็เก๋ กระทรวงวัฒนธรรมคงอยากจะลงมาทำอะไรเก๋ๆ กับเขาบ้าง
อย่างเช่นการอุดหนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ร่วมสมัย แต่แทนที่จะสนับสนุนผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนทางสังคม ต้น
ทุนทางวัฒนธรรมยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรือ ให้ทุนกับงานหนังทดลองแปลกๆ หนังที่ไม่ขายในตลาดกระแสหลัก แต่ปรากฏว่าหนังที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากสนับสนุนยังเป็นหนังที่เล่นกับมุขเก่าๆ เช่นมุขรักชาติ ศาสนา มุขรักแผ่นดินเกิด มุขรักบ้านเก่า มุขรักคนจน ห่วงใยธรรมชาติ มุขต่อต้านยาเสพติด มุขเกษตรผสมผสาน มุขชาวนายากจนแต่มีความสุขกับกุ้งหอยปูปลา มุขลูกตัญญู ฯลฯ ซึ่งจะให้บอกอีกกี่ครั้งก็คงไม่เข้าใจว่า "มันเชย"
(ถ้า คุณอภิชาติพงศ์ หันมาทำหนังที่เล่นกับมุข "รักชาติ" ประมาณนี้มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนในจำนวนที่ใกล้เคียงกับนเรศวร)
เอาเข้าจริงๆ กระทรวงวัฒนธรรมก็แอบอิงหาผลงานคำว่า "ร่วมสมัย" แค่พอให้คนรู้ว่า "พวกเราไม่ใช่ไดโนเสาร์เต่าล้านปี เราไม่ได้มีแต่โขน แต่ลิเก เราไม่ใช่พวกที่ดีแต่วิ่งไล่จับเด็กนุ่งสายเดี่ยว หรือเซ็นเซอร์หนังสือโป๊ แต่เราส่งเสริม ศิลปะร่วมสมัย ทำงานกับศิลปินร่วมสมัย และพร้อมจะให้การสนับสนุนงานศิลปะทุกแขนง"
(ตัวอย่างของความพยายามจะ ทันสมัย และร่วมสมัย เข้าใจวัยรุ่นก็คือ โปสเตอร์รณรงค์ MOSO ของ กอรมน. ที่เอาเปลือกของความกิ๊บเก๋ มาห่อหุ้มเนื้อหาแสนล้าหลังตกยุค)
หันมามองวงการศิลปะไทยที่ได้รับการยอมรับนับถือก็มีอยู่ไม่กี่สกุล คือถ้าไม่เล่นเรื่องความเป็นไทยอันงดงาม สูงค่า ก็ต้องมาแนวพุทธปรัชญา เขียน บรรยายผลงานกันให้ฟังดูกำกวม หละหลวม เป็นนามธรรมกว้างๆ แล้วบอกว่า "ทิ้งช่องว่างไว้ให้คนคิด และตีความเอาเอง"
หรือไม่ก็ต้องเอาข้าวไปปลูกเสียที่เยอรมัน ยากดี เป็นงานศิลปะ!
กระทรวงวัฒนธรรมลืมไปว่า ถ้าอยากจะเล่นกับงาน "ร่วมสมัย" จริงๆ กระทรวงฯต้องกล้าพอที่แหกออกมานอกไวยากรณ์ "ไทยๆ" ที่คุ้นเคย
และถ้าจะให้เก๋จริง ต้องกล้าเสียดสี เย้ยหยันตัวเอง งานของตัวเอง เจ้านายตัวเอง ชนชั้นของตนเอง ไปจนถึงระบบคุณค่าหลักที่ตนเองยึดถือ ทำได้ ดังนี้ จึงจะซื้อใจประชาชน นักวิจารณ์ และผู้สนใจศิลปะ วัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงวัฒนธรรมยังมีหน้าที่ในการสนับสนุน ส่งเสริมศิลปะที่ไม่ใช่ศิลปะแบบตลาด ศิลปะที่ไม่ทำเงิน ทั้งที่เพื่อเป็นการยกระดับ "รสนิยม" ของมวลหมู่มหาชนคนในชาติอันเป็นงานที่ประเทศศิวิไลซ์ทั้งหลายพึงทำ งานเช่นนี้ไม่หวังผลกำไร แต่หวังผลทางชื่อเสียงและเป็นหน้าเป็นตา เป็นการสร้าง reputation ที่ดีให้แก่กระทรวงของตน
หนังที่ใครๆ บ่นว่าไม่บันเทิง ดูไม่รู้เรื่อง แต่วิพากษ์วิจาณ์ "วัฒนธรรมไทยร่วมสมัย" อย่างหนังของ คุณอภิชาติพงษ์ นั้นควรอย่างยิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมน่าจะยื่นจมูกมาสนับสนุน เพราะมันจะเป็นหน้าเป็นตาของกระทรวงอย่างแท้จริงว่า เออ กระทรวงนี้มันไม่ไดโนเสาร์เต่าล้านปีแฮะ เออ...มันใจกว้างแฮะ เออ...มันแนวดีโว้ย... ฯลฯ
(ตรงกันข้าม หนังของเขาโดยเซ็นเซอร์จนย่อยยับด้วยข้อหาสุดปัญญาอ่อน เช่น ทำให้ศาสนาพุทธศาสนามัวหมอง นำเสนอภาพของพระในทางที่ไม่เหมาะสม shit!)
วัฒนธรรมร่วมสมัยของเรามีเรื่องให้พูดถึงที่มากไปกว่า ภาพพระพุทธรูป แก่นพุทธศาสนา มีมากกว่าเรื่องการทำนา ปลูกข้าว หรือ ความพยายามที่จะ "รื้อฟื้น" ปลูกผีแห่งความเป็นไทยขึ้นมาใหม่โดยอ้างว่า "มันเคยมีอยู่มาก่อน"
ทว่า ศิลปะร่วมสมัยควรได้พูดถึงเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากการเกิดสำนึกใหม่เกี่ยวกับชนชั้นและตัวตนของตนเอง การปะทะกันของสังคมก่อนสมัยใหม่ สมัยใหม่ และหลังสมัยใหม่ที่คลุกเคล้าเป็นแกงโฮะอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ ฯลฯ
การตัดสินมอบทุนถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดให้แก่หนังเรื่องนเรศวรเพียงเรื่องเดียว ชี้ให้เห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมยังไม่สามารถหลุดพ้นจากมาตรฐานการประเมินคุณค่างานศิลปะอันแขวนติดไว้กับไวยากรณ์ความเป็นไทยแบบไดโนเสาร์เต่าล้านปี
นั่นคือ เชื่อว่า ถ้าผู้กำกับดังหนังต้องดี เชื่อว่า ถ้าเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์แล้วต้องดีกว่าหนังรักโรแมนติก เชื่อว่าถ้าเป็นหนังเกี่ยวกับการเชิดชูมหาบุรุษต้องดีกว่าหนังว่าด้วยชีวิตประจำวันของพนักงานเอ็มเคสุกี้ เชื่อว่าถ้าเป็นหนังเกี่ยวกับเกย์แล้วจะทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
(ใครช่วยเอาประโยคนี้ไปใส่หม้อปิดด้วยใบหนาดแล้วถ่วงน้ำทิ้งที)
เชื่อว่าถ้าเป็นหนังที่พูดถึงพระกะเทยแล้ววงการสงฆ์ไทยจะย่อยยับอับปางลงไปในบัดดล
สุดท้าย ที่ฉันบอกว่าฉันขอบคุณผู้กำกับหนังกลุ่มนั้นที่อุตส่าห์เข้าไปคุยกับตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรมทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เขาไม่ได้พูดด้วย "ภาษาเดียว" กันกับเรา
และเขาจะไม่มีวันเข้าใจว่า หนังเรื่องอื่นๆ มันจะมายิ่งใหญ่ สูงค่ากว่านเรศวรได้อย่างไร ในเมื่อนเรศวรกำลังจะทำหน้าที่ปลุกใจคนไทยให้ตื่นตะลึง อึ้ง ทึ่ง เสียวกับความเกรียงไกรของมหาชาติไทย และวีรกษัตริย์ของไทย
หนังเรื่องนี้จะมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวง มันจะช่วยกอบกู้ วิญญาณคนไทยที่กำลังตกต่ำด้วยถูกผี "ประชาธิปไตย" เข้าสิง ให้กลับเนื้อกลับตัวมารักชาติแบบหน้ามืดตามัวกันต่อไป
เขาไม่ได้สนใจว่า พระนเศวรมีชีวิตอยู่ในสมัยใด และสมัยนั้น สิ่งที่เรียกว่า "ชาติไทย" ยังไม่อุบัติขึ้นมาเลยในโลกใบนี้ หรือ เขาอาจจะสนใจ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้น นั่นคือความต้องการที่จะสร้าง "การรับรู้" เกี่ยวกับชาติไทยที่บิดเบี้ยวตลอดไป และจะได้มีคนรักชาติ (แบบบิดบี้ยว) จนโงหัวไม่ขึ้นอีกเยอะๆ
(อุ๊ย เขียนถึงตอนนี้ทำไมหน้าของหมอตุลย์ลอยมาเนี่ยะ)
รักชาติ ศาสนา มันยังเป็นคาถาที่คุ้มครองเราให้พ้นจากภยันตรายนานา และฉันคิดว่ากระทรวงวัฒนธรรมก็เห็นเช่นเดียวกัน
บรรดาผู้กำกับฯ หนังไทยที่อยากจะยกระดับคุณภาพของหนังไทยให้มันเก๋กู๊ด เทียมหน้าเทียมตาประชาคมโลก และรับไม่ได้ที่จะให้สร้างแต่หนัง "ส่งเสริมเอกลักษณ์ของความเป็นไทยและความสามัคคีของคนในชาติ" คงต้องทิ้งกระทรวงวัฒนธรรมให้หากินกับเปลือกของความร่วมสมัย ไว้ข้างหลัง
และทุกครั้งที่ได้เอาหนังไปฉายในเวทีของโลกก็ช่วยประกาศให้ชัดๆ ไปเลยว่า "ที่ประเทศไทย หนังของผม/ดิฉัน รัฐบาลของเราถือว่าเป็นหนังที่ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไรนัก เพราะไม่มีช้าง ไม่มีการเชิดชูมหาบุรุษ ไม่มีทุ่งนา และชนบทอันงดงาม"
และคงอีกนานกว่า รัฐบาลของเราจะสามารถสลัดตัวเองหลุดจาการแอบอิงหาความชอบธรรมจากโลกทัศน์ไดโนเสาร์
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)