http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-04-01

หนุ่มเมืองจันท์: ต้นไม้ใหญ่/ สรกล: รบไป-เจรจาไป

.

ต้นไม้ใหญ่
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC
คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ด ธุรกิจ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1650 หน้า 24


วันก่อน นัดทานข้าวกับ "พี่อู๊ด" นักธุรกิจใหญ่ด้านประกันภัย และเพื่อนพ้องน้องพี่
"พี่อู๊ด" เพิ่งไปงานศพของ "เฉลียว อยู่วิทยา" เจ้าพ่อกระทิงแดงที่วัดเครือวัลย์วรวิหาร

งานศพของ "มหาเศรษฐีแสนล้าน" ที่สุดแสนจะเรียบง่าย
เป็นที่รู้กันว่า "เฉลียว" นั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตสมถะมาก
ทั้งที่ร่ำรวยมหาศาล
เขาใส่เสื้อผ้าง่ายๆ ไม่ใช้ของแพง
ไม่ออกงาน
มีความสุขอยู่กับการทำงาน อยู่กับโรงงาน

แต่ในวันที่เขามีชีวิตอยู่ เรื่องเหล่านี้คือเรื่องที่เล่าขานต่อๆ กันมา เพราะ "เฉลียว" ไม่ยอมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ภาพความเรียบง่ายของ "เฉลียว" จึงปรากฏให้สาธารณชนได้รับรู้
"เฉลียว" สั่งเสียลูกๆ ไว้แล้วว่าให้จัดงานศพแบบเรียบง่าย รบกวนคนให้น้อยที่สุด
ตอนแรกจะจัดงานศพแค่ 3 วัน แต่หุ้นส่วนใหญ่ที่ต่างประเทศเดินทางมาไม่ทัน จึงขยายเวลาเป็น 7 วัน

"เฉลียว" บอกลูกหลานให้เป็นเจ้าภาพเพียงคนเดียว ไม่รับ "เจ้าภาพร่วม"
จัดงานที่วัดเล็กๆ ใกล้ที่ทำงาน พนักงานจะได้เดินทางสะดวก
เงินที่แขกช่วยงานศพทั้งหมดบริจาคให้กับวัด

"พี่อู๊ด" เล่าว่าไปงานศพผู้ใหญ่หลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาเรื่องหาที่นั่งไม่ได้ หรือต้องไปนั่งกับคนที่ไม่คุ้นเคย

ครั้งหนึ่งไปงานศพคุณแม่ของนายแบงก์ พอไปถึงกลับไม่มีที่นั่ง แขกต้องยืนรอ

จนเจ้าภาพต้องประกาศผ่านทางไมโครโฟนให้พนักงานของบริษัทสละที่นั่งให้แขกด้วย

แต่งานนี้ ลูกหลาน "อยู่วิทยา" ทั้งหมดยืนเป็นแถวรอรับแขกอยู่หน้างาน

แขกของใครมา เขาก็จะเดินมารับและพาไปนั่งในกลุ่มคนที่คุ้นเคย

จากนั้นค่อยกลับไปยืนรอแขกต่อ


แต่ที่ประทับใจที่สุด ก็คือ การดูแล "คนขับรถ"
จะมีเจ้าหน้าที่ของ "กระทิงแดง" เดินมาถามคนขับรถว่ามางานนี้หรือครับ
จากนั้นจะชี้ทางไปที่จอดรถ และยื่นกล่องอาหารว่างของ "เอสแอนด์พี" และน้ำดื่มให้คนขับพร้อมกับของที่ระลึก
งานศพนั้นจัดช่วงเย็น บางทีคนขับรถอาจจะหิว
ยิ่งงานใหญ่ คนเยอะ หาของกินก็ยาก

การเตรียมอาหารว่างให้ "คนตัวเล็ก" อย่างคนขับรถ แสดงถึงความใส่ใจของครอบครัว "อยู่วิทยา"
นี่คือ เรื่องเล็กๆ ที่งดงาม

มี "ผู้ใหญ่" หลายคนที่เราเคารพเพราะ "เรื่องเล็กๆ" แบบนี้
อย่างผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทุกครั้งที่มีงาน หรือต้องรับรองคนใหญ่คนโต
นอกจากสอบถามลูกน้องเรื่องอาหารการกินและการดูแล "แขก" แล้ว
เขาต้องถามเรื่องความสะอาดของห้องน้ำ

และประโยคหนึ่งที่ติดปากผู้ใหญ่คนนี้ก็คือ "อย่าลืมดูแลคนขับรถและผู้ติดตามด้วยนะ"
บางครั้งความยิ่งใหญ่ของคนเราที่อยู่ในใจคน
ไม่ใช่ขนาดของ "อาณาจักรธุรกิจ"
ไม่ใช่ฐานะความร่ำรวย

แต่เป็นเรื่องการใส่ใจในเรื่องเล็กๆ ของ "คนตัวเล็ก"
ที่เขาไม่เคยคิดว่า "คนตัวใหญ่" จะมองเห็น



อีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจ
เป็นเรื่องของนักการเมืองใหญ่อาวุโสคนหนึ่ง
เอ่ยชื่อมา คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเป็น "ไดโนเสาร์เต่าพันปี"
เป็นนักเลงโบราณ

แต่นักการเมืองใหญ่คนนี้จะมีลูกน้องเยอะมาก

ทั้งที่ฐานะการเงินก็ไม่ได้ฟู่ฟ่าอะไร

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนคนนี้จึงมี "บารมี" มากขนาดนี้

จนวันหนึ่งมีคนเล่าเรื่องเล็กๆ ของนักการเมืองอาวุโสคนนี้ตอนที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรก
วันที่ประกาศผลการเลือกตั้ง นักการเมืองคนอื่นๆ กำลังมีความสุขกับชัยชนะ
นักการเมืองผู้ใหญ่คนนี้กลับนั่งนิ่ง
ทั้งที่เขาเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งทำให้ "ไทยรักไทย" ชนะเลือกตั้ง

นักการเมืองรุ่นหลานคนหนึ่งเดินไปถาม
"ทำไม ป๋าไม่ดีใจ"
"ดีใจ" ผู้อาวุโสตอบ

"แล้วทำไม หน้าเศร้าจัง"
"ป๋าสงสารลูกหลานที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง"

เป็นคำตอบที่ทำให้รู้เลยว่า คำว่า "บารมี" มาจากอะไร

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองแต่ "ชัยชนะ"
มองเห็นแต่คนที่ได้รับการชูมือ
แต่ "ไดโนเสาร์" คนนี้กลับนึกถึงคนที่แพ้การเลือกตั้ง
นึกถึงลูกหลานที่กำลังเสียใจ
รายละเอียดเล็กๆ แบบนี้เองที่ทำให้คนคนหนึ่งยิ่งใหญ่

ลองนึกถึงตอนที่เราประสบความสำเร็จ
ชนะในเกม
เราดีใจ

คนที่มาแสดงความยินดีกับผู้ชนะนั้นมีจำนวนมาก
ส่วนใหญ่เราจะจำไม่ได้

แต่ในวันที่เราเสียใจ พ่ายแพ้
คนที่เดินมาหาเราจะน้อยกว่าวันที่เราชนะ

และคนคนหนึ่งที่ปลอบใจและนั่งอยู่เคียงข้างเรา
เราจะจดจำคนนั้นได้เป็นอย่างดี



สังเกต "ต้นไม้ใหญ่" ไหมครับ
เวลาพูดถึง "ต้นไม้ใหญ่" ที่เราชอบ
ต้นไม้ต้นนั้นจะไม่ใช่ต้นไม้ที่ "สูง" ที่สุด
แต่เป็นต้นไม้ที่แผ่ "กว้าง" ที่สุด

ไม่มีใครนึกถึงต้นไม้ใหญ่ที่เป็นต้นอโศก หรือต้นสนที่สูงลิบลิ่ว
แต่มักจะนึกถึงต้นจามจุรี หรือต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ต้องสูงมาก
ทว่า แผ่กว้างให้ร่มเงากับผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา

ไม่เลือกว่าเป็นใคร
ไม่ดูชื่อ ไม่ดูนามสกุล ไม่ดูฐานะ
ใครผ่านมาก็ร่มเย็นทุกคน

สิ่งที่เราจดจำต้นไม้ใหญ่จึงไม่ใช่ "ความสูงส่ง"

แต่กลับเป็น "ความกว้าง"

คงเหมือนกับ "คน"
ช่วงหนุ่มสาว เราอาจคิดเหยียดกายให้สูงที่สุด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
เราต้องรู้จักแผ่กิ่งก้านเพื่อให้ร่มเงาแก่คนอื่น

เพื่อให้คนจดจำในวันที่ร่วงโรย



++

สรกล อดุลยานนท์ : รบไป-เจรจาไป
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 22:18:00 น.


การประกาศเปิดให้ "คนเสื้อแดง" ข้ามไปรดน้ำอวยพรวันสงกรานต์ที่ลาวและกัมพูชาของ "ทักษิณ ชินวัตร" ครั้งนี้มีความหมายทางการเมือง
เพราะไม่ใช่แค่รดน้ำอวยพรธรรมดา
แต่มีการปราศรัยด้วย
เหมือนกับการหาเสียงกับ "คนเสื้อแดง"

อย่าแปลกใจที่ครั้งนี้ "แกนนำ" จะระดมพลครั้งใหญ่
เพราะเหมือนการนำกำลังพลไปพบกับ "แม่ทัพ"
นี่คือ สัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมา "ทักษิณ" ได้แต่วิดีโอลิงก์เข้ามาคุยกับ "คนเสื้อแดง"
แต่ไม่เคยปราศรัยแบบเห็นตัว ไม่เคยจับมือสวมกอดเหมือนตอนหาเสียงเลือกตั้ง
การสื่อสารแบบเจอตัวจริง พลังความรู้สึกจะสูงกว่ามากกว่าการแค่ฟังผ่านวิดีโอลิงก์


คำถามก็คือ ทำไม "ทักษิณ" ต้องทำแบบนี้
ด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะคิดถึงชาวบ้านที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคเพื่อไทย

แต่อีกทางหนึ่ง เชื่อว่า "ทักษิณ" ต้องการยกระดับความเหนียวแน่นของฐานเสียง
ถ้าครั้งนี้สำเร็จ ต้องมีครั้งต่อไปอย่างแน่นอน
และบางที "ทักษิณ" อาจมาปักหลักที่ลาวและกัมพูชาบ่อยครั้งมากขึ้น


ลองจินตนาการดูว่าถ้า "ทักษิณ" ได้เจอมวลชน "คนเสื้อแดง" เรื่อยๆ
พลานุภาพของ "คนเสื้อแดง" จะเป็นอย่างไร
ขนาดยังไม่ได้เจอ ยังขนาดนี้
ถ้าเจอกันบ่อยๆ จะเป็นอย่างไร

อย่าลืมว่า "อาวุธ" ของ "ทักษิณ" ที่จะต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีเพียง 2 อย่าง

คือ มวลชนคนเสื้อแดง และการเลือกตั้ง

"ทักษิณ" ไม่กลัวรัฐประหาร เพราะมี "คนเสื้อแดง"

"ทักษิณ" ไม่กลัวพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมั่นใจว่า "เลือกตั้ง" เมื่อไร ก็ชนะทุกครั้ง

ในขณะที่เกม "ปรองดอง" เดินหน้าไปเรื่อยๆ
"ทักษิณ" ก็แสดงพลังให้ฝ่ายตรงข้ามเห็น
ทั้งการขยายในเชิง "ปริมาณ" ผ่านหมู่บ้านคนเสื้อแดง
ทั้งการเพิ่มน้ำหนักความผูกพันระหว่าง "เสื้อแดง" กับ "ทักษิณ" ด้วยการเจอหน้าเจอตากันที่ลาวและกัมพูชา


ช่วงสงกรานต์ถ้า "ทักษิณ" ปราศรัยอ้อน "คนเสื้อแดง" ด้วยประโยคนี้

...อยากกลับบ้าน

หรือ..ช่วยพาผมกลับบ้านด้วย

หมายความว่า "ทักษิณ" เดินเกมเร็วแล้ว

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยบอกว่าไว้ว่า "สันติภาพ" เกิดขึ้นจาก "ความกลัว"

และนี่คือหนึ่งในเกม "รบไป-เจรจาไป" ของ "ทักษิณ"



.

พ้นจากนี้ไปไม่ใช่ไทย โดย คำ ผกา

.

พ้นจากนี้ไปไม่ใช่ไทย
โดย คำ ผกา http://th-th.facebook.com/kidlenhentang
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1650 หน้า 89


ข้อแนะนำในเรื่องการเบี่ยงเบนทางเพศ
1. ผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ควรปิดเป็นความลับเฉพาะตัว หรือเปิดเผยเฉพาะคนที่เข้าใจและไว้วางใจ พยายามปรับพฤติกรรมในการแสดงออกให้เหมาะสมกับเพศของตนเองตามกาลเทศะ
2. เมื่อเกิดปัญหาในการปรับตัวควรปรึกษาคนที่เข้าใจและไว้วางใจ
3. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย
4. พัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถอยู่เสมอ
จาก "หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลักสูตรการศึกษา พ.ศ.2551"


ต้องขอบคุณเพื่อนที่แชร์ส่วนหนึ่งของตำราเรียนวิชาสุขศึกษานี้มาในเฟซบุ๊ก หลังจากความโด่งดังของข้อสอบโอเน็ตที่ถามว่า "นักเรียนควรทำอย่างไรเมื่อมีอารมณ์ทางเพศ" ที่คำตอบมีทั้ง ไปเตะบอล และปรึกษาพ่อแม่

นับว่าประเทศวาสนายังดีพอที่จะไม่ออกข้อสอบว่า การช่วยตนเองบ่อยๆ อาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร และคำตอบคือ ตาบอด เหมือนความรู้เมื่อสองศตวรรษที่ผ่านมา

ข้อแนะนำในเรื่องเบี่ยงเบนทางเพศอันปรากฏอยู่ในตำราทุกขศึกษา เอ๊ย สุขศึกษา ที่ฉันขยี้ตาดูว่าหลักสูตรปี 2551 ไม่ใช่ 2441 ได้บอกอะไรเราหลายอย่างมากเกี่ยวกับสังคมไทย
และฉันก็เริ่มเชื่อแล้วว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการรับรู้เกี่ยวกับตนเองเป็นการเฉพาะ ไม่เหมือนใครในโลกนี้

การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของสังคมไทยพร้อมๆ กับการสร้างตัวตนว่าด้วยความเป็นไทยในยุคเริ่มต้นนั้นทั้งซับซ้อนและมีความย้อนแย้งในตนเองอย่างสูง
ยกตัวอย่างเช่น เราเริ่มตระหนักรู้ถึงการสร้างขอบเขต ดินแดน รูปร่างหน้าตาของประเทศและการขีดเส้นอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่าการทำ "แผนที่" ผ่านความรู้ของ "ฝรั่ง"-ดังนั้น อัตลักษณ์ความเป็นไทยเชิงวัฒนธรรมที่เรารู้จักกันทุกวันนี้จึงเริ่มต้นจากความรู้ของ "ฝรั่ง"

ไม่นับว่า แรงกดดันที่ทำให้เราต้องตระหนักตื่นถึงความจำเป็นในการสร้าง "ตัว" ของหน่วยการเมืองแบบใหม่นี้ขึ้นมาก็มาจาก "ฝรั่ง" อีกนั่นแหละ
ในเวลาเดียวกัน การสร้างความภาคภูมิใจใน "ชาติ" ของตนก็ต้องมาพร้อมกับการยกตนข่มท่านเสมอ ทั้งหลีกเลี่ยงจะกล่าวถึงความอ่อนแอของตน พร้อมๆ ไปกับการใส่สีตีไข่เพิ่มอิทธิฤทธิ์มหิทธานุภาพแก่ประวัติศาสตร์แห่งชาติที่เพิ่งเกิดใหม่นั้น

กระไรเลยเราจะยอมรับว่าชะตากรรมของชาติเรานี้ได้รับการชี้นำจากฝรั่ง


ชนชั้นนำที่มีส่วนในการออกแบบชาติในยุคเริ่มต้นจึงเป็นผู้วางจักรวาลวิทยาว่าด้วยความรู้เกี่ยวกับความเป็นไทยไว้ให้เป็นมรดกแก่เราในทุกวันนี้
และมรดกชิ้นหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือจินตนาการเกี่ยวกับความเป็นไทยที่ลอยเท้งเต้งโดดเดี่ยวไม่เกี่ยวกับใครในโลกทั้งโดดเด่น เจิดจรัส ดุจดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ไม่เคยต้องง้อขอแสงสว่างจากใคร
เรามีภูมิปัญญาของเราเองที่ใครๆ ในโลกนี้ก็ต้องทึ่ง ต้องซูฮก
เรามีปรัชญาเป็นของเราเอง มีทุกสิ่งทุกอย่างล้ำค่าเป็นของตนมาโดยตลอด ทั้งไม่เคยต้องก้มหัวให้ใคร-ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านล้วนตกเป็นอาณานิคม เราไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร

โชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ที่เราถูกสอนมาตลอดว่าประเทศไทยของเรานั้นคือดาวฤกษ์เจิดจรัส เราสามัญชนคนไทยในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาจึงได้เรียนรู้แต่เรื่อง "ไทยๆ" ที่ได้รับการออกแบบมาจากผู้ที่มีอำนาจและความชอบธรรมในการออกแบบความเป็นไทยนั้น

การศึกษาของไทย เต็มไปด้วยเรื่อง "ไทยๆ" อันประกอบได้ด้วย ประวัติศาสตร์ไทย, ภาษาไทย, วรรณคดีไทย, ศิลปะไทย, ปรัชญาไทย, ประเพณีและวัฒนธรรมไทย, สุภาษิตสอนหญิงแบบไทย, วิถีไทย ฯลฯ

นักเรียนสามัญชนของไทยเราแทบจะไม่ได้เรียนเกี่ยวกับ "วัฒนธรรมต่างชาติ ต่างภาษา" อย่าว่าแต่ ภาษา ประวัติศาสตร์ ของประเทศเล็ก ประเทศน้อย ประเทศเพื่อนบ้าน แม้แต่อู่อารยธรรมใหญ่ของโลกอย่าง "ตะวันตก" นักเรียนสามัญชนของเราก็ไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราสามัญชนไทย แทบจะไม่รู้จักประวัติศาสตร์ตะวันตก ไม่รู้จักนักปรัชญาตะวันตกคนสำคัญของโลก ไม่รู้จักนักประวัติศาสตร์ผู้ให้กำเนิดวิชาประวัติศาสตร์ ไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้อ่านวรรณกรรมเล่มสำคัญของอารยธรรมตะวันตก ไม่รู้จักบทกวี ดนตรี ศิลปะ สถาปัตยกรรม ละคร ชิ้นสำคัญที่ทำให้ตะวันตกเป็น "ตะวันตก" อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
แต่เราก็สามารถด่าวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างไม่กระดากปาก
มากไปกว่านั้นเรายังไม่แน่ใจเลยว่า ฝรั่ง = ตะวันตก หรือไม่?
หรือ เอ๊ะ พวกผมทอง ผิวขาวในละตินอเมริกาที่จะนับเป็นฝรั่งดีไหม?
แต่นั่นคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตะวันตกหรือเปล่านะ?

ยิ่งเราไม่เคยได้รู้จักคนอื่น เรายิ่งรู้สึกว่าตนเองเจิดจรัส ยิ่งเราถูกทำให้เชื่อว่า เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครเราไม่ต้องเรียนภาษาของเจ้าอาณานิคมอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกบังคับให้เรียนภาษาอังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส-โอ้ว มันดีจริงๆ เลยที่เรามีทั้งภาษาและตัวเลขของเราเอง ไม่เคยตกเป็นทาสใคร
ผลก็คือ เราจึงไม่ได้อ่านอะไรเลยที่ไม่ได้ตีพิมพ์อยู่ในภาษาของเรา ในขณะที่ประเทศซึ่งทุกข์ทนกับการถูก "ครอบครอง" จากมหาอำนาจ พยายามดิ้นรนจะรู้เท่าทัน มหาอำนาจ ด้วยการอ่าน และการแปลความรู้ของมหาอำนาจมาเป็นภาษาของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้



สังคมไทยจึงเหมือนสาวน้อยที่ถูกขังไว้บนหอคอยเล็กๆ มีผู้คอยขับกล่อมให้เชื่อว่าหอคอยแห่งนี้คือโลกทั้งใบ และเธอหญิงสาวที่สวยที่สุดในโลก

ผู้ทำหน้าที่ขับกล่อมหญิงสาวบนหอคอยอันโดดเดี่ยวนี้ เฝ้าบอกเธอว่าโลกข้างนอกนั้นอันตราย ป่าเถื่อน ต่ำช้า-ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ "เขา" ที่จะออกไปเผชิญกับโลกป่าเถื่อนนั้นและจะคัดสรรแต่สิ่งดีๆ มาไว้ให้หญิงสาวบนหอคอย
แล้วเราก็อยู่อย่างนั้นมากว่าร้อยปี เชื่อว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก หอคอยเล็กๆ นี้สวยที่สุดในโลก ดีที่สุดในโลก และกลัวที่สุดที่จะโดนไล่ออกจากหอคอยนี้เพราะไม่มีที่ไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

บนหอคอยแห่งความเป็นไทย สิ่งที่อยู่นอกหอคอยคือความ ต่างชาติ, ตะวันตก, ฝรั่ง ถูกจ้องมองผ่านหน้าบานเล็กๆ ที่ "ผู้ขับกล่อม" เจาะไว้ให้ดู มองผ่านหน้าต่างบานนี้ ต่างชาติ, ฝรั่ง, ตะวันตก คือความสามานย์, คือวัตถุนิยม, บริโภคนิยม, ฟรีเซ็กซ์, ขาดมิติทางจิตวิญญาณอันละเอียดอ่อน, หยาบช้า, สกปรก, ลูกเต้าไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า, เด็กไม่เคารพผู้ใหญ่

ผู้ขับกล่อมจะสอนเราอยู่เสมอว่า "อย่างมงายในวิทยาศาสตร์, อย่าหลงทุนนิยม, อย่าให้วัฒนธรรมตะวันตกมาชี้นำเรา"

ที่ต้องคอยขับกล่อมเช่นนี้ ก็เพื่อหล่อเลี้ยงคำพกลมที่ว่าเราคือดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง และผู้ขับกล่อมนั้นจะได้ผูกขาดอำนาจการไปท่องในโลกตะวันตกอันสามานย์แต่เพียงผู้เดียวและมีสิทธิในการคัดสรรว่าอะไรเหมาะกับหญิงสาวในหอคอยและอะไรไม่เหมาะ

ผู้ขับกล่อมจะเป็นคนคัดสรร ดัดแปลง คัดกรอง แปล และแปลง จากนั้นจึงนำเข้ามาในหอคอยและบอกว่านี่เป็นวัฒนธรรมแบบของเราเอง

ไม่เหมือนใครในโลกนี้และดีที่สุด


ประชาธิปไตย, สัญญาประชาคม, สิทธิมนุษยชน, รัฐธรรมนูญ, ชาติ, ประชาชน, นิติรัฐ, เสรีภาพ, ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์, เพศสถานะ, เพศวิถี, ความหลากหลายทางเพศ, ปัจเจกบุคคล, สิทธิที่จะเชื่อ, ไม่เชื่อ, ความเป็น queer, เกย์, กะเทย, ทอม, ดี้, ไบเซ็กช่วล, สวิงกิ้ง, ตุ๊กตายาง, เซ็กซ์ช็อป, หนังโป๊

VS

ประชาธิปไตยแบบไทย, สิทธิแบบไทย, รัฐธรรมนูญแบบไทย, เสรีภาพแบบไทย, คุณธรรม, ศีลธรรม, บุญคุณ, ที่ต่ำที่สูง, ศักดิ์สิทธิ์, ระเบียบวินัย, ระบบอาวุโส, วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม, ความจริงสัมบูรณ์, สัจจะ, ธรรมาธิปไตย, การเกณฑ์ทหาร, ทรงผมนักเรียน, เครื่องแบบนักศึกษา, ความสามัคคี

ถ้อยคำเหล่านี้หมุนวนอยู่รอบๆ ตัวเรา และบนหอคอยแห่งความเป็นไทยอันโดดเด่นและเดียวดายนี้ เรารู้ว่าอะไรเหมาะกับเรา "ผู้ขับกล่อม" จะบอกเราว่าเราพร้อมและยังไม่พร้อมสำหรับอะไร และเราภูมิใจกับมันมาก

เราคือหญิงสาวที่สวยที่สุด เพียบพร้อมที่สุดในจักรวาลนี้
เราอาจจะจน
หอคอยเราอาจจะซอมซ่อ
และเรามีจิตวิญญาณที่สูงส่งกว่าใคร เพราะผู้ขับกล่อมบอกเรามาตลอดว่า ยิ่งมั่งคั่งทางวัตถุก็จะยิ่งอับจนทางจิตวิญญาณ


สังคมไทยเป็นดั่งหญิงสาวในหอคอยอันโดดเดี่ยวเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจสักนิดที่ ตำราเรียนวิชาสุขศึกษาของเราจะเรียกการเป็น homosexual หรือความรัก ความพึงใจที่มีต่อคนเพศเดียวกันให้เท่ากับการ "เบี่ยงเบนทางเพศ"

เนื่องจากเราตัดขาดจากความรู้และประวัติศาสตร์ตะวันตก รวมทั้งประวัติศาสตร์โลก เราจึงไม่เห็นการคลี่คลาย ต่อสู้ในเรื่องเพศวิถีในที่ต่างๆ ของโลก
เราจึงไม่เห็นการคลี่คลายต่อสู้กับความรู้ทางการแพทย์ ที่ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ได้ยอมรับว่าการรักเพศเดียวกันเป็น "รสนิยม" เป็น "ทางเลือก" ของมนุษย์ที่พึงได้รับความเคารพ มิใช่ความเบี่ยงเบน มิใช่ความป่วยไข้

ความรู้แบบ "หอคอย" มองว่า การรักเพศเดียวกันเป็นความป่วยไข้ เป็นความน่าอับอายจึงมิให้บอกใครนอกจากคนที่ไว้ใจ!
มองว่ารักร่วมเพศมีแนวโน้มจะสำส่อนจึงย้ำเตือนให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และเป็นพลเมืองชั้นสองจึงกำชับให้เจียมตน หมั่นพัฒนาตนเอง!

การยอมรับสิทธิของเกย์เป็นเรื่องของฝรั่ง อย่าไปเอาอย่างมัน!
การอภิปรายเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องของฝรั่ง อย่าไปเอาอย่างมัน
การพูดเรื่องสิทธเสรีภาพเป็นเรื่องของฝรั่ง อย่าไปเอาอย่างมัน
เสรีภาพในเรื่องเพศวิถีแยกออกจากกระบวนการประชาธิปไตย เป็นความคิดของฝรั่ง อย่าไปเชื่อมัน!

นี่คือหอคอยแห่งความเป็นไทยที่เราภาคภูมิใจเหลือเกิน ภาคภูมิใจจนน้ำตาซึม เราช่างมีจิตวิญญาณอันสูงส่ง ไม่ถูกทำลายโดยวัตถุนิยม ทุนสามานย์ บริโภคนิยม เราคือสังคมผดุงความดีงาม ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ปรัชญา ความรู้ ประเพณี หอคอยนี้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา

ไอ้พวกนอกรีตจงไปลงนรก
พ้นจากนี้ไปที่ไม่ใช่ไทย
พ้นจากนี้ไม่ใช่เรา
พ้นจากนี้ไปคือ นรก



.