http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-04-02

"พวกน้อย"ลากไป, ไล่ปีศาจในใจ"ประชาธิปัตย์" โดย นายดาต้า, สุชาติ ศรีสุวรรณ

.
บทวิเคราะห์ - พท.เปิดแนวรบ "นิติบัญญัติ" ปรองดอง-แก้รัฐธรรมนูญ ป้องรัฐบาล-รุกคืบการเมือง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

"พวกน้อย" ลากไป
โดย นายดาต้า คอลัมน์ เมนูข้อมูล
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1650 หน้า 21


กระบวนการสร้างความปรองดองกำลังเป็นวาระใหญ่ของประเทศ

ทุกฝ่ายแสดงออกในทางเห็นดีเห็นงาม แม้มองลึกไปที่บางฝ่ายอาจจะเห็นร่องรอยของอาการฝืนใจอยู่บ้าง ทว่า ไม่สามารถพูดกันได้เต็มปากเต็มคำนัก
เพราะทุกคนรู้ดีว่า การต่อต้านปรองดองแบบเต็มร้อยคือการฝืนกระแส

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ออกหน้าต้านอย่างเปิดเผย แต่ความพยายามที่จะหยุดกระบวนการปรองดอง หรือชะลอความเร็วยังทำกันอย่างเต็มที่ ด้วยการตั้งข้อสงสัยในในรายละเอียดของเนื้อหาและวิธีการ
สรุปรวมความว่าการต่อต้านปรองดองนั้น แม้จะแสดงท่าทีแบบเกรงอกเกรงใจ แต่ความเคลื่อนไหวยังเข้มข้น

ซึ่งปัญหาของประเทศไทยเราอยู่ที่ คนกลุ่มเล็กมักเสียงดัง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจแสดงออกทางการเมือง
ข้อมูลที่รู้กันอยู่ทั่วไป ความขัดแย้ง แตกแยกทางการเมืองเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ 2 กลุ่มเท่านั้น

คนส่วนใหญ่ซึ่งน่าจะมีมากกว่าร้อยละ 60 ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ทว่า ไม่เกี่ยวข้องใช่ว่าไม่รับรู้ เพียงแต่มุ่งความสนใจไปที่การทำมาหากินมากกว่าการเมือง



หากดูจากผลสำรวจของเอแบคโพลล์ล่าสุด จะพบว่าแม้คนที่เชื่อมั่นว่าสถานการณ์การเมืองประเทศไทยจะสามารถเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยได้ โดยถือความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติจะมีมากถึงร้อยละ 50.8
แต่คนที่ไม่เชื่อมั่นก็มีถึงร้อยละ 49.2 เกือบครึ่ง
สะท้อนว่าคนไม่น้อยที่ยังไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะสงบ

แต่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 50 กังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องมากกว่า
มีแค่ร้อยละ 12.9 เท่านั้นที่กังวลกับการเมืองมากกว่า
และร้อยละ 12.9 กังวลทั้ง 2 เรื่อง ร้อยละ 4.7 ไม่กังวลทั้ง 2 เรื่อง

คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับการเมือง
แต่อาจจะเป็นเพราะไม่ใส่ใจ จึงไม่สนใจที่จะออกเสียง

ไม่เหมือนกับคนส่วนน้อยที่หยิบเอาทุกเรื่องมาโยงกับการเมือง และใส่ความคิดความเชื่อของตัวเองเข้าไป ตะโกนด่าทอฝ่ายตรงกันข้าม สรรเสริญพรรคพวกตัวเอง

พฤติกรรมของคนกลุ่มเล็กๆ ที่เสียงดังเหล่านี้ ทำให้ภาพของการเมืองไทยเป็นเรื่องของความแตกแยก



กระบวนการปรองดองเกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางเสียงต่อต้านระเบ็งเซ็งแซ่
เหมือนกับไม่มีทางที่จะทำได้สำเร็จ จนหลายคนเสนอให้ยืดเวลาออกไป เพื่อรอให้พร้อมมากกว่านี้
คำถามก็คือ นั่นคือทางออกจริงหรือ

หลายปีที่ผ่านมานี้เป็นที่พิสูจน์ชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีทางที่ประเทศไทยเรานี้จะมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สร้างความเห็นพ้องต้องกันในทุกฝ่ายได้

สาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่คนกลุ่มเล็กๆ 2 กลุ่มไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น
เพราะการออกมาส่งเสียงทำให้ 2 กลุ่มเล็กๆ มีอิทธิพลต่อกระแส เพราะคนกลุ่มใหญ่พากันนิ่งเฉยไม่อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สภาพเป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน
และจะเป็นต่อไปอีกยืดยาว

ทางออกที่ควรจะเป็นก็คือ แม้จะยังให้ความสำคัญของเสียงกลุ่มน้อย แต่ต้องหนักแน่นว่าประเทศจะต้องเดินไปข้างหน้า จะเอาความขัดแย้งของคนกลุ่มเล็กๆ 2 กลุ่มมามีอิทธิพลต่อการแก้ปัญหาของประเทศเกินกว่าความเป็นจริงไม่ได้

หากคิดว่าสิ่งใดเหมาะสมต้องกล้าที่จะทำ
หากทำในสิ่งที่ควรทำ คนส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุนเอง



++

สุชาติ ศรีสุวรรณ : ไล่ปีศาจในใจ "ประชาธิปัตย์"
คอลัมน์ ที่เห็นและเป็นไป จาก www.prachachat.net วันอาทิตย์ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 18:30:33 น.


มีความสงสัยอย่างหนึ่งติดค้างในใจ และนับวันที่จะตอกย้ำว่าควรจะต้องหาคำตอบ

เพราะหากไม่ได้คำตอบนี้ จะก่อความรู้สึกว่า "ไม่เข้าใจธรรมชาติของการเมือง"

คำถามที่ว่าก็คือ "ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ ประกาศมาตลอดทุกยุคสมัยว่าเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา จึงกลับกลายไปมีภาพของพรรคที่สนับสนุนอำนาจนอกระบบ ฝักใฝ่ที่จะแสวงหาและขึ้นสู่อำนาจด้วยกลไกเผด็จการไปได้"

ไม่เชื่อหรอกครับ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่บุคลากรในพรรคได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนา ร่ำรวยเงินทองยศถาบรรดาศักดิ์มาด้วยประชาธิปไตย จะมีสำนึกฝักใฝ่เผด็จการเหมือนที่ถูกโจมตี
พรรคประชาธิปัตย์น่าจะมีความจำเป็นบางอย่างมาเป็นปัจจัยบีบคั้นให้ต้องเดินไปในวิถีทางที่ถูกมองว่าฝักใฝ่การอุ้มชูจากอำนาจเผด็จการ

เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ คงต้องหาให้พบก่อนว่าความจำเป็นนั้นคืออะไร
อะไรทำให้พรรคการเมืองที่ผู้นำพรรคทุกยุคทุกสมัยประกาศจนเป็นหลักการของพรรคว่า "เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา" กลับกลายมาเป็นพรรคที่พยายามใช้วาทกรรม "เผด็จการรัฐสภา" และ "พวกมากลากไป" มาเป็นอาวุธในการทำลายคู่ต่อสู้
ทั้งที่วาทกรรมนี้ เป็นข้อกล่าวหาของ "ฝ่ายนิยมเผด็จการ" ที่นำมาใช้ทำลายฝ่ายประชาธิปไตย ทำลาย "ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบอบรัฐสภา" มาเนิ่นนาน

ทำไม "ประชาธิปัตย์" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงหยิบยกวาทกรรมที่เป็นเครื่องมือของ "เผด็จการ" มาใช้อย่างเต็มปากเต็มคำ
เหล่านี้เป็นคำถามที่ค้างคา ที่เรียกร้องให้ค้นหาคำตอบเพื่อเข้าใจ "ธรรมชาติของการเมือง"
คงไม่มีทางที่จะหาคำตอบได้เลย หากไม่ค้นให้เจอว่า "วาทกรรมเผด็จการ" เหล่านี้ แทรกเข้ามาอยู่ในสมอง "นักประชาธิปไตยผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย" อย่าง "พลพรรคประชาธิปัตย์" ตั้งแต่เมื่อไร



เมื่อย้อนรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ดู ก่อนหน้านั้นอาจจะมีบ้าง แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือเมื่อ "พรรคประชาธิปัตย์" พ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อพรรคการเมืองใหม่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำ
เป็นการพ่ายแพ้อย่างราบคาบ แพ้ซ้ำซาก แพ้ทั้งที่สถานการณ์ไม่ควรจะแพ้
พ่ายแพ้ชนิดที่มองไม่เห็นทางว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาชนะ เข้ามามีอำนาจรัฐได้ด้วยการเลือกตั้ง

ความพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพ มองไม่เห็นหนทางที่จะเข้ามาควบคุมอำนาจรัฐผ่านกระบวนการเลือกตั้งได้อย่างไร น่าจะเป็นเข็มที่ทิ่มแทงจิตใจ จนสมองเปิดรับ "วาทกรรมเผด็จการ" เข้าไปในสมองคนของพรรคประชาธิปัตย์
เราได้ยินคำว่า "เผด็จการรัฐสภา" หรือ "พวกมากลากไป" จากคนพรรคประชาธิปัตย์ถี่ และแรงขึ้นเรื่อยๆ

จากพรรคที่หัวหน้าพรรคในอดีตเคยหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ชนะเลือกตั้งไม่ตั้งรัฐบาล มาเป็นพรรคที่พร้อมจะเอาทุกปัจจัยเข้ามาบวกเพียงเพื่อให้ได้อำนาจ
จากพรรคที่เคยถือธง "เราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา" กลับใช้วาทกรรมที่ส่งผล "ทำลายระบบรัฐสภา" อย่างคล่องปาก
ยิ่งนับวันดูเหมือนจะชื่นชอบที่จะโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นดีเห็นงามไปกับ "พวกน้อยลากไป " ด้วยการโจมตี "พวกมาก" ว่าเป็น "เผด็จการรัฐสภา" อย่างสนุกสนาน


ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์นี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่เกิดจากแรงในจิตใจที่เกิดจาก "ความกลัว"
กลัว "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" จนขึ้นสมอง
กลัวจนแปลมาเป็น "ความเกลียดชังอย่างรุนแรง"
จนต้องทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณให้ได้
เป็นจิตของผู้ตื่นตระหนก หวาดวิตกในการดำรงอยู่ของคนที่ "ตัวเองไม่มีทางเอาชนะได้"

ถ้าเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสงสารและเห็นใจไม่น้อย เพราะจากพรรคการเมืองที่ได้รับความชื่นชมในศักดิ์ศรีของนักประชาธิปไตย วันนี้ "ประชาธิปัตย์" ถูกความกลัวครอบงำจิตใจจนพากันเดินออกนอกลู่นอกทางประชาธิปไตยไปแล้ว

เราควรจะช่วยให้พรรคการเมืองเก่าแก่นี้เดินกลับมาในหนทางที่ควรจะเดิน อย่างน้อยเพื่อไม่ให้พรรคการเมืองที่เติบโตมากับการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศอย่างยาวนาน กลายเป็นพรรคที่ไปสนับสนุนเผด็จการอย่างไม่มีวันหรือสายเกินไปที่จะกู่กลับ
ต้องพยายามทำให้เห็นว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ" ก็แค่คนคนหนึ่ง ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหน

พรรคประชาธิปัตย์สร้างภาพ พ.ต.ท.ทักษิณในใจให้ใหญ่โต และมีอิทธิฤทธิ์มากเกินความเป็นจริง
และไป "กลัวในภาพที่ตัวเองสร้างขึ้นมาในใจ" มากกว่า "ความเป็นจริง"
แค่กลับมาสู่หนทางประชาธิปไตยอันเป็นปกติ โดยไม่ต้องสนใจ "ทักษิณ ชินวัตร" ว่าจะ "ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก" ชั้นไหน หรือขุมใด
เลิกคิดว่าอะไรจะเป็นประโยชน์ หรืออะไรจะเป็นโทษกับ "ทักษิณ" แล้วเทใจไปต่อต้านและสนับสนุนอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง


ลืม "ทักษิณ" ไป ก้าวข้าม "ทักษิณในใจตัวเอง" ไป

คนประชาธิปัตย์ไม่ได้ด้อยปัญญา กระทั่งทำประโยชน์ให้ประเทศจนชนะใจประชาชนไม่ได้

หากไม่เอาแต่ยอมจำนนต่อ "ความกลัวทักษิณ"

ปล่อยให้ความกลัวนั้นชักนำพฤติกรรมในทุกเรื่องเหมือนที่เป็นอยู่



+++

พท.เปิดแนวรบ "นิติบัญญัติ" ปรองดอง-แก้รัฐธรรมนูญ ป้องรัฐบาล-รุกคืบการเมือง
บทวิเคราะห์ ในมติชน ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 10:15:19 น.


การเมืองยามนี้พุ่งเป้าไปที่ความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาล โฟกัสลงตรงที่พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 265 จาก 500 ที่นั่ง
ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวทำให้การขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายมีเปรียบเสมอในแนวรบของฝ่ายนิติบัญญัติ

เนื่องเพราะจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยที่มากกว่ากึ่งหนึ่ง มีผลให้พรรคเพื่อไทยมีเสียงในคณะกรรมาธิการมากพอที่จะขับเคลื่อนความต้องการของตัวเองไปได้ด้วยการโหวต
จึงไม่แปลกที่เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ หรือ กมธ.ปรองดอง
ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน รับผลการศึกษาแนวทางการปรองดองของสถาบันพระปกเกล้ามาแล้ว
กมธ.จะใช้วิธีโหวตด้วย "เสียงข้างมาก"เลือกแนวทางที่เห็นว่าเหมาะสม

จึงไม่แปลกอีกเหมือนกันที่เมื่อประชาชนเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญ โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา พรรคเพื่อไทยจึงใช้เวทีสภาดำเนินการแก้ไขมาตรา 291 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยทันที
ทั้งนี้ เพราะมั่นใจว่า การใช้เวทีสภาเป็นสนามการประลองพลังระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น
ในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็มีชัย !

ความมั่นใจดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของการประชุมรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการประชุมคณะกรรมาธิการ


ประการแรก การประชุมรัฐสภาเพื่อมีมติยกเว้นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดในสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
แม้สมัยการประชุมนี้จะเป็นการประชุมสมัยนิติบัญญัติ แต่พรรคเพื่อไทยก็ใช้เสียงข้างมาก ยกเว้นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
เพื่อให้สามารถพิจารณาญัตติได้
โดยเฉพาะญัตติของ กมธ.ปรองดอง เรื่องผลการศึกษาแนวทางการปรองดองของสถาบันพระปกเกล้า


ประการที่สอง การพิจารณาของคณะกรรมาธิการแก้ไขมาตรา 291 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่ร่างของรัฐบาลกำหนดให้มี ส.ส.ร. 99 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร.เลือกตั้ง 77 คน และ ส.ส.ร.คัดเลือกอีก 22 คน และร่างของพรรคประชาธิปัตย์ที่กำหนดให้มี ส.ส.ร. 200 คน
ปรากฏว่า เมื่อกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลขาดประชุมมาก
ทำให้กรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ใช้เสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส.ร.จาก 99 เป็น 200 คน

รุ่งขึ้น กรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลก็กลับมาและพลิกมติของกรรมาธิการเมื่อวันวาน
เปลี่ยนจำนวน ส.ส.ร.จาก 200 คน เป็น 99 คนดังเดิม


ประการที่สาม การขยายเวลาการประชุมสมัยนิติบัญญัติออกไปอีกก็เป็นเครื่องยืนยันว่า รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจในเกมรุกทางฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอย่างยิ่ง
และมองว่าการขยายสมัยประชุมนิติบัญญัติออกไปจะส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย

หนึ่ง การขยายสมัยประชุมนิติบัญญัติออกไป เท่ากับสกัดกั้นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นอาวุธของพรรคฝ่ายค้านที่ใช้ต่อกรกับฝ่ายบริหาร
สอง การขยายสมัยประชุมนิติบัญญัติออกไป ทำให้การพิจารณาแก้ไขมาตรา 291 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ดำเนินการได้เสร็จสิ้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ร.77 คน และคัดเลือก ส.ส.ร.อีก 22 คน
รวมกันเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกต่อไป

อย่าลืมว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นการร่างกติกาของประเทศใหม่ !
ขณะเดียวกัน การขยายสมัยประชุมนิติบัญญัติออกไปก็ทำให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีเวลาถมเถในการพิจารณาผลการประชุมของ กมธ.ปรองดอง แม้ว่าจะมีฝ่ายต่อต้านทยอยกันออกมาคัดค้าน

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทยในเกมนิติบัญญัตินี้ถือว่าได้ผล
ทางหนึ่ง ได้ผลในการรื้อกติกาของประเทศใหม่ ด้วยการเร่งรัดยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนฉบับปัจจุบัน

ทางหนึ่ง ได้ผลบ้างบางส่วนกับการกระตุกต่อม "ปรองดอง" ให้ผู้คนหันมาฟังข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องนิรโทษกรรม และล้มล้างผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.
แม้ว่าแนวรุกคืบด้านปรองดอง ซึ่งมีเรื่องนิรโทษกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีแรงต้านมาก เพราะการใช้เสียงข้างมากไม่เหมาะกับการปรองดอง
แต่ก็ใช่ว่าพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ได้ "พื้นที่" ใดๆ เลย


ส่วนแนวรุกคืบเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอดโปร่ง ทำให้การรุกคืบกิน "พื้นที่" ต่อไปได้มาก
ณ วันนี้พอมองเห็นการรุกคืบของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยได้ว่า ใช้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินเกม

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเจอการรุกคืบแบบต่อเนื่องเช่นนี้
แม้จะพยายามยับยั้งการรุกคืบ แต่ดูเหมือนว่าจะไร้ผล

ทุกครั้งที่ประชาธิปัตย์ค้าน สิ่งที่ตามมากลับเป็นความล้มเหลวและเพลี่ยงพล้ำ



.

มุกดา: วงจรชิงอำนาจ ยังอยู่ แต่วงปรองดองล่มแล้ว การปะทะแตกหักจะตามมา

.

วงจรชิงอำนาจ ยังอยู่ แต่วงปรองดองล่มแล้ว การปะทะแตกหักจะตามมา
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลา กลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1650 หน้า 20


ฉบับที่แล้วเพิ่งเขียนไปว่ายังไม่มีปรองดอง แต่ไม่คิดว่า วงจะแตกเร็วขนาดนี้
แต่ไม่ต้องไปโทษใครเพราะนี่เป็นการเดินแต้มการเมือง

คนที่อยากชิงอำนาจจะพยายามดิ้นเพื่อต่อวงจรสุดชีวิต การแก้ปัญหา ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกลุ่มอำนาจเก่าได้สร้างนวัตกรรมของการชิงอำนาจให้แก้ไขยากขึ้น
แต่ไม่มีใครหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงได้ มันจะเปลี่ยนไปตามปัจจัยแวดล้อมที่คนสร้างขึ้นมา
ขอทุกฝ่ายตั้งรับกันให้ดีก็แล้วกัน



ความซับซ้อนของวงจรชิงอำนาจยุคใหม่

การรัฐประหารยุคก่อนเราจะเห็นมีทหารเป็นหลัก มีนักกฎหมายร่วมมือบ้าง ทำสำเร็จก็ปกครองบ้านเมืองต่อไป

แต่ยุคใหม่ทำแล้วต้องไปหาคนภาพพจน์ดีมาเป็นนายกฯ ต้องสร้างแนวร่วม ดึงนักกฎหมาย ดึงศาล นักวิชาการมาเป็นพวก ผลประโยชน์ก็จะถูกแบ่งปัน ถูกหว่านโปรย ไปให้จิกกินกันอย่างทั่วถึง องค์กรที่สร้างขึ้นมา ปกป้องและสนับสนุนอำนาจจากรัฐประหารจึงมีมากมาย และตั้งอยู่บนฐานทางกฎหมายที่ร่างขึ้นมาใหม่

การรัฐประหาร 2549 และตุลาการภิวัฒน์ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา บทบาทขององค์กรอิสระ บทบาทของนักวิชาการล้วนแล้วแต่อยู่ในวงจรอำนาจที่คณะรัฐประหารวางหมากไว้แล้ว


ย้อนดู การชิงอำนาจ ครั้งแรก
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อ้างว่าที่ทำการรัฐประหารเพื่อหยุดการแตกแยกของสังคมไทยและกำจัดรัฐบาลทุนนิยมที่โกงกิน เราต้องยอมถอย หนึ่งก้าวเพื่อให้บ้านเมืองก้าวต่อไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม ถอยหนึ่งก้าวเพื่อข้ามความขัดแย้งไปสู่การปรองดอง ถอยหนึ่งก้าวเพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปสู่ธรรมาภิบาล มีรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ มีนักการเมืองที่มีคุณภาพ และคุณธรรม (รวมแล้วถอยไป 3 ก้าว)

หลังจากนั้น ก็เดินตามแผนบันได 4 ขั้นคือ

ขั้นที่ 1 รัฐประหารโค่น ทักษิณ ชินวัตร ยึดอำนาจรัฐไว้ ผลักดันทักษิณให้ออกนอกประเทศ

ขั้นที่ 2 ยึดทรัพย์ทักษิณเพื่อตัดกำลังเงินและดำเนินคดีเพื่อไม่ให้ทักษิณกลับมาเล่นการเมือง

ขั้นที่ 3 ยุบพรรคไทยรักไทย ห้ามกรรมการบริหารและนักการเมืองเล่นการเมือง 5 ปี เพื่อตัดกำลังคน และสลายองค์กร รอรับนักการเมืองที่เปลี่ยนขั้ว

ขั้นที่ 4 ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ที่เป็นฝ่ายคณะรัฐประหาร

แผนบันไดสี่ขั้นทำไปได้สามขั้นกว่าๆ พอถึงขั้นที่ 4 มีการเลือกตั้งใหม่ พรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบไป เปลี่ยนชื่อเป็นพลังประชาชน นักการเมืองตัวเก่งของพรรคถูกตัดชื่อทางการเมืองไป 111 คน ฝ่ายคณะรัฐประหารกุมอำนาจหมดทุกด้านและสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นคู่แข่ง

แต่พรรคทักษิณในชื่อของพรรคพลังประชาชนกลับชนะการเลือกตั้ง
ถ้าเปรียบเป็นมวยก็เหมือนคนที่ถูกมัดมือไว้ข้างหลังแต่เอาชนะคู่แข่งได้
แต่การรัฐประหารก็ทำประเทศถอยหลังไป 3 ก้าว เมื่อบันไดขั้นที่ 4 ไม่สำเร็จ การชิงอำนาจครั้งที่สองจึงต้องเกิดขึ้น


การชิงอำนาจ ครั้งที่สอง
ตุลาการภิวัฒน์ กันยายน 2551

นี่เป็นนวัตกรรมใหม่ของการเมือง ในประวัติศาสตร์การเมืองของเราทั่วไปแล้วจะไม่เห็นอำนาจตุลาการมายุ่งกับการเมืองเพราะต้องการให้เป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นกลาง ให้คนยอมรับนับถือ

เมื่อไปค้นความเป็นมาจึงพบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการรัฐประหารไม่นานนัก อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้ ซึ่งบังเอิญเกี่ยวข้อง กับ ศ. (วิธีพิเศษ) ธีรยุทธ บุญมี

เดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 ธีรยุทธ ได้เสนอเรื่อง ตุลาการภิวัฒน์ ให้ศาลเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง โดยให้เหตุผลว่า ผู้พิพากษาทั้งหลายเป็นคนดี ตัดสินอรรถคดีด้วยบรรทัดฐานและดุลพินิจที่ดี และเน้นหลักความเป็นธรรม จึงควรให้ตุลาการเข้ามาจัดการกับนักการเมืองทุจริต และเพื่อป้องกันมิให้รัฐใช้อำนาจมากเกินไป

ปรากฏว่า หลังจากรัฐประหาร กันยายน พ.ศ.2549 ข้อเสนอของเขาก็เป็นจริง เพราะพวกตุลาการทั้งหลายได้รับโอกาสให้เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้เต็มที่

ต่อมาธีรยุทธก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นการ "เพิ่มพื้นที่แห่งความยุติธรรมในสังคมไทยให้กว้างขวางขึ้น"

สรุปได้ว่า ธีรยุทธ บุญมี เห็นว่า อำนาจตุลาการป็นพลังในการแก้ปัญหาของสังคมไทย

แต่ข้อเท็จจริงในระยะ 5 ปีมานี้ ไม่ได้พิสูจน์เลยว่า ข้อเสนอเรื่องตุลาการภิวัฒน์ถูกต้อง กลับกลายเป็นว่า พวกผู้พิพากษาเหล่านี้ เริ่มต้นด้วยการยอมรับความชอบธรรมของการรัฐประหาร นำเอากฎหมายรัฐประหารมาใช้เป็นหลักในการตัดสินอรรถคดี ได้เงินเดือนสูงขึ้น ได้ต่ออายุราชการจนถึง 70 ปี

ในที่สุด ตุลาการภิวัฒน์แทนที่จะเป็นแนวทางแก้ปัญหา กลับกลายเป็นเครื่องมือและสร้างปัญหาทางการเมือง

ผลก็คือเกิดความวุ่นวาย ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ รวมทั้งองค์กรอิสระ มีการฟ้องร้อง ถอดถอน จับขังคุก เปิดคลิปแฉ

ทีมวิเคราะห์สรุปว่าตุลาการภิวัฒน์น่าจะเป็นนวัตกรรมที่สร้างความเสียหายมากที่สุดทั้งวงการเมืองและวงการตุลาการในรอบ 80 ปี



ผลของการยึดอำนาจ 2 ครั้ง
คือถอยหลังลงคลอง

ในที่สุดแผนบันไดสี่ขั้นก็สำเร็จ แต่ไม่ใช่บันไดขึ้นบ้าน เป็นบันไดที่ท่าน้ำสำหรับลงคลองพอถอยลงไปก็จมโคลนอยู่ตรงนั้น
มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลได้ มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เหมือนกับเป็นการประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่ารัฐบาลเทพประทานมาจากไหน ใครสนับสนุน

หลังจากการปกครองสองปี ถ้ารวมรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารที่ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ รวมเวลาประมาณ 3 ปี ประชาชนจึงพบว่า การยอมถอยสามก้าวเพื่อหวังจะก้าวไปข้างหน้าพบสิ่งที่ดีกว่ากลับไม่เป็นไปตามนั้น
สังคมไทยยิ่งแตกแยกกว่าเดิม ไม่มีการปรองดอง มีสีเสื้อเหมือนแข่งกีฬาสี มีการฆ่ากันกลางเมือง
ความหวังที่จะเห็นความสุจริตไม่มีคอร์รัปชั่นก็รู้สึกว่าจะเป็นไปไม่ได้ โกงกินกันอย่างมูมมาม ทั้งรถไฟ รถเกราะ เรือเหาะ สารพัดโครงการตั้งแต่สิบล้านยันแสนล้าน

สภาพของนักการเมืองก็ไม่ได้เปลี่ยนไป มาตรฐานความยุติธรรมก็ไม่มี
นักวิชาการก็แบ่งค่ายกันตามแนวคิดและผลประโยชน์
ถ้าบ้านเมืองยังอยู่ในวงจรชิงอำนาจแบบนี้ เราจะพบกับความพินาศ



ใครอยู่เบื้องหลัง?

วันนี้จึงมีคำถามของประชาชนซึ่งต้องการคำตอบมีหลายคำถาม คำถามแรกเหมือนกับที่ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ถาม ใครอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 2549 ?

คำถามที่สอง ใครอยู่เบื้องหลัง ตุลาการภิวัฒน์ ?

คำถามที่สาม ใครอยู่เบื้องหลังการสั่งปราบประชาชนด้วยกำลังทหารติดอาวุธ 2553?

คำถามข้อแรก พลเอกสนธิก็เผลอตอบมาแบบอ้อมๆ ว่า แม้ตายก็ตอบไม่ได้
คำถามข้อที่ 2 เคยมีผู้นำคลิปในวงการตุลาการ มาออกอากาศอยู่ช่วงหนึ่ง คงต้องเดาเอาเอง ว่ามีใคร เกี่ยวข้องบ้าง
คำถามข้อที่ 3 เป็นเรื่องที่ผู้คนพยายามคาดเดากันจนถึงทุกวันนี้ ว่าทำไมนักเรียนนอกอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงกล้าสั่งทหารติดอาวุธสลายการชุมนุมของประชาชน และเหตุการณ์นั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ เกิดขึ้นตั้งแต่ 10 เมษายน 2553 และยาวนานจนถึง 19 พฤษภาคม ทีมวิเคราะห์ มั่นใจว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ ในขณะนั้น มิได้มีจิตใจ เหี้ยมหาญดุเดือด จนกล้าสั่งการเอง การเข้าไปเก็บตัวอยู่ในค่ายทหารตลอดเหตุการณ์เป็นข้อพิสูจน์ แต่เรื่องแบบนี้มีแต่คนใกล้ชิดในกรมทหารราบที่ 11 เท่านั้นที่จะรู้ว่าเกี่ยวพันกับใครบ้าง

ทั้ง 3 ข้อ อาจมีเพียงคำตอบที่มีชื่อของคนกลุ่มเดียว แต่รู้แล้วจะแก้ไขอย่างไร?

ถ้าจะปรองดองและถือหลักว่า ต้องนำข้อเท็จจริงมาเปิดเผย แต่การเปิดเผยคือการประจานเพราะหลังการรัฐประหาร บ้านเมืองตกต่ำลงทุกด้าน ไม่เหมือนกับคำที่กล่าวอ้าง ไม่รู้ว่าเสธ.หนั่น คิดอะไร แต่ข้อเสนอนี้จะทำให้วงแตก เพราะกลุ่มอำนาจเก่าจะถูกประจานจนล่อนจ้อน

พลเอกสนธิจึงต้องออกมาร้องเพลง "โปรดอย่าถาม..."



แนวทางและโอกาสแก้ปัญหา

ถ้าดูจากข่าวตอนนี้จะรู้สึกสับสน เพราะความต้องการของแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน ดูแล้วมีแต่ปัญหา

- 25 มีนาคม 2555 กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลจัดกิจกรรมเสวนาบาทวิถี "ปรองดองบนความอยุติธรรม...ทำเพื่อใคร?" ข้อเสนอเรื่องการนิรโทษกรรมของสถาบันพระปกเกล้าบางข้อเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคนที่ยิงประชาชนเมื่อ 2 ปี ก่อนด้วย ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการนิรโทษกรรมหลัง 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535

การนิรโทษกรรมหลัง 6 ตุลาคม 2519 เป็นการตัดตอนไม่ให้มีการสืบสวนไปถึงคนสั่งฆ่า ปัจจุบันนี้ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น การปรองดองจึงเป็นคำพูดสวยหรู เป็นการริเริ่มของฝ่ายอำมาตย์ เพื่อให้เรายอมรับว่าตายฟรี ว่าเผาบ้านเผาเมือง ว่าไม่เอาผิดผู้สั่งฆ่า ให้เรายอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งตนเองไม่เห็นด้วย การปรองดองต้องเกิดขึ้นเมื่อความจริงปรากฏแล้ว คนสั่งยิงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน

- "การที่นายอภิสิทธิ์เสนอให้นำข้อเท็จจริงในชั้นศาลมาเป็นข้อเท็จจริงของสังคม แสดงว่านายอภิสิทธิ์ไม่รู้เลยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา และเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในปัจจุบัน ดังนั้น การปรองดองจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และไม่จริงใจพูดเรื่องนักโทษการเมือง"

- อ.สุธาชัยกล่าวสรุปว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความปรองดองจึงเป็นเรื่องใหญ่ แต่รัฐบาลนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะเกรงใจอำมาตย์ ศาล และกองทัพ

- หลังจบเสวนา ผู้เข้าร่วมเวทีกว่า 50 คน ร่วมกันกล่าวคำปฏิญญา "สังคมไทยจะปรองดองต้องเอาคนผิดติดคุก ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกปล่อยตัว"

- พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เห็นว่าการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมจะช่วยให้ระบบยุติธรรมของไทยดีขึ้น เพราะจะไม่นำเอาปัญหาการเมืองที่เกิดจากระบอบการรัฐสภาและเผด็จการรัฐประหารมาแก้ไขระบบยุติธรรมของศาล นอกจากจะแก้ไขปัญหาไม่ได้กลับทำให้ปัญหาบานปลายมากขึ้น การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ โดยเชื่อว่าการใช้นโยบาย 66/23 สร้างประชาธิปไตยในอดีต จะเป็นทางออกสูงสุดของชาติ โดยนิรโทษกรรมอย่างไม่มีเงื่อนไข ช่วยให้เกิดความปรองดองและความสามัคคีในชาติได้อย่างแท้จริง

- 9 ส.ส ปชป. ถอนตัวจากกรรมาธิการปรองดอง



ความเป็นไปได้
ของสถานการณ์ใน 2-3 ปีนี้

ที่จริงแล้ว แผนชิงอำนาจสองชั้นของกลุ่มอำนาจเก่าต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพียงแต่คนวางแผนไม่คิดว่าจะเกิดคนเสื้อแดงขึ้นมากมายขนาดนี้และการคัดเลือกตัวแทนที่เป็นพรรค ปชป. มาแข่ง มันไม่เหมาะกับโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็ว

วันนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ยึดบท นางเอกที่ทรหดอดทน ต่อสู้กับ ผู้ร้ายและตัวอิจฉา โดยมีพวกเสื้อแดงเป็นตัวช่วย

เมื่ออีกฝ่ายกางตาข่ายดักไว้ทุกทิศทาง ไม่มีทางออกอื่นใด สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือการทลายตาข่าย นั่นหมายถึงเกมจะแรงขึ้น แรงขึ้น ฝ่ายอำนาจเก่าดูแล้วไม่ยอมถอยง่ายๆ กำลังของคนเสื้อแดงก็จะเพิ่มเท่ากับแรงกดและแรงต้าน การเล่นงาน จตุพร พรหมพันธุ์ เล่นงานคนเสื้อแดง ล้วนเป็นปุ๋ยชั้นดี

คำว่าปรองดอง เป็นเพียงแนวทางที่จะใช้หลัง การปะทะแตกหัก นี่คือวิธีแก้ไขที่มีโอกาสเกิดสูงสุดใน 2-3 ปีนี้

นักวิเคราะห์อาวุโสกล่าวว่า การชิงอำนาจครั้งนี้มีคนเกี่ยวข้องมากมาย ทุกชนชั้น การต่อสู้ยืดเยื้อนาน เกินกว่า 7 ปีแล้ว ต่อสู้จนคนดูก็แบ่งข้างแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นความลับ และไม่มีใครจะฟอกบาปอันนี้ได้ มันเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ พวกที่ถูกล่าสังหารจนต้องหนีตายเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว กลับมาและแยกเป็นสองพวก เข้าร่วมกับชนชั้นที่อยากได้อำนาจปกครอง ทั้งศัตรูและมิตรเก่าจึงห้ำหั่นกันจนพินาศย่อยยับ

ถึงวันนี้ไม่มีใครต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมของพลเอกสนธิ แต่พวกที่แม้ตายก็ไม่ลืม กำลังต้องการรายละเอียดของทุกเหตุการณ์จากพยานคนอื่นๆ โดยเฉพาะการสังหารประชาชนในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เพื่อหาคนผิด

รัฐบาลชุดนี้อาจจะขัดแย้งกับคนเสื้อแดง ถ้าเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมโดยไม่แยกแยะให้ดี แต่การปรองดองโดยไม่มีนิรโทษกรรมไม่น่าจะทำได้ วันนี้ยังบอกไม่ได้ว่าใครจะร้องขอ ยานิรโทษกรรมก่อนกัน

แต่ต้องจำไว้ว่าถ้าจะลงโทษคนทำผิดจากความขัดแย้งทางการเมือง มีแต่คนชนะลงโทษคนแพ้ ถ้าเสมอกันก็ต้องกลืนเลือดและความแค้นลงท้องไป



.