http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2554-08-28

เสียงจากผู้นิยมกษัตริย์ในอเมริกา, วิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองฯ โดย เกษียร เตชะพีระ

.

เสียงจากผู้นิยมกษัตริย์ในอเมริกา
โดย เกษียร เตชะพีระ
ในมติชน ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21:00:00 น.


ระเบียบการเมืองหนึ่งจะจัดการกับผู้มีแนวคิดแหกคอกนอกลู่นอกทางทวนกระแสสุดโต่งสุดขั้วอย่างไรดี? ปราบปรามขับไล่เขาออกไปอยู่นอกกฎหมายใต้ดิน? หรือจะให้เขาอยู่ได้อย่างถูกกฎหมายบนดินแต่นอกระบบ? หรือจะให้เขาเข้ามาในระบบ มาต่อสู้กับคนอื่นทางความคิดด้วย เหตุผลข้อถกเถียงอย่างถูกกฎหมายโดยสันติและเปิดเผยตามความเชื่อของตน?

น่าสนใจที่สหรัฐอเมริกาเลือกให้ผู้นิยมระบอบกษัตริย์อย่าง เจ. แอนโธนี แมคคาลิสเตอร์ กับพวกเข้ามารณรงค์ต่อสู้ทางความคิดตามความเชื่อของตนอย่างเปิดเผยและถูกกฎหมายในระบบ กับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ซึ่งนิยมระบอบประธานาธิบดีที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเมื่อ 230 ปีก่อน

โดยที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ว่ารัฐมนตรีกลาโหมหรือเสนาธิการทหารแม่ทัพนายกองอเมริกันไม่ได้แสดงปฏิกิริยาหวาดวิตกเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด

ทำให้ชาวอเมริกันและผู้ฟังทั่วไปได้มีโอกาสสดับตรับฟังทรรศนะเหตุผลของเขาในรายการ The Changing World ตอน For King or Country? Part 2 ทางสถานีวิทยุ BBC เมื่อ 5 เมษายนศกนี้ ว่าทำไมอเมริกาจึงควรเปลี่ยนไปปกครองในระบอบกษัตริย์แทน?
(www.thechangingworld.org/archives/2011/wk17.php)


เจ. แอนโธนี แมคคาลิสเตอร์ หนุ่มอเมริกันผิวดำเชื้อสายสก๊อตกับแคนาดาวัย 29 ปี ผู้เกิดที่ลอสแองเจลิสคนนี้เป็นนักดนตรีเชลโลคลาสสิกโดยวิชาชีพ และเป็นประธานสันนิบาตนิยมกษัตริย์สากล สาขาลอสแองเจลิส โดยอุดมการณ์ทางการเมือง ( International Monarchist League, Los Angeles Chapter www.monarchistleaguela.org/ )

เขาชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนแต่ต้นว่าระบอบกษัตริย์ที่เขาสนับสนุนนั้นคือระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ หรือ Constitutional Monarchy, ไม่ใช่ระบอบเจ้าแผ่นดินที่ปกครองด้วยอาญาสิทธิ์แบบโบราณ,

พูดง่ายๆ ว่าเขาอยากได้ระบอบกษัตริย์เหมือนที่อังกฤษมีทุกวันนี้นั่นแหละ กล่าวคือกษัตริย์ทรงมีบทบาทเพียงเท่าที่ประชาชนเห็นชอบด้วย, มีตัวบทกฎหมายระบุรองรับบทบาทนั้นๆ ของพระองค์อย่างชัดเจน, และมีสภาผู้แทนราษฎรคอยประกบประกอบอยู่

แมคคาลิสเตอร์ลำดับเรียบเรียงเหตุผล 3 ประการที่รองรับสนับสนุนระบอบกษัตริย์ว่า: -

1) ธรรมชาติของมนุษย์

มนุษย์มีความปรารถนาโดยธรรมชาติที่จะเฉลิมฉลองชนชั้นนำในหมู่พวกตน, ต้องการความรู้สึกอัศจรรย์ใจ, โหยหาความวิเศษสง่างามแห่งพระราชาและราชสำนัก

ดังนั้นเองจะเห็นได้ว่าในอเมริกา เมื่อไม่มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินหรือนัยหนึ่งราชบัลลังก์ว่างเปล่า ชาวอเมริกันก็เอาดาราเซเล็บฮอลลีวู้ดมายกย่องปลาบปลื้มเทิดทูนเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าแทน เพราะดาราเหล่านี้แสดงออกซึ่งความรวยหรูเลิศอลังการ มีคฤหาสน์พำนักโอ่โถงสง่างามเยี่ยงราชวัง

หรือในกรณีประธานาธิบดีอเมริกัน ก็มีธรรมเนียมประเพณีประพฤติปฏิบัติหลายอย่างเทียบเคียงเลียนเยี่ยงกษัตริย์ อาทิ Camp David อันเป็นค่ายพักผ่อนสำหรับประธานาธิบดี ก็เลียนแบบพระตำหนักแปรพระราชฐานตามหัวเมือง, State of the Union Address อันเป็นคำปราศรัยสำคัญของประธานาธิบดีเพื่อรายงานสถานการณ์ของประเทศประจำปีต่อสภาคองเกรส ก็เทียบได้กับพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา, การจุดพลุและเดินขบวนพาเหรดฉลองวันชาติสหรัฐ ก็เทียบได้กับงานฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา, หรือการตั้งสมญาทำเนียบประธานาธิบดีสมัยเคนเนดี้ว่าเปรียบประดุจปราสาทราชวัง Camelot ในตำนานสมัยพระเจ้าอาเธอร์ของอังกฤษ เป็นต้น

เหล่านี้ว่าไปแล้วก็คือการสร้างเรื่องเล่าเพื่ออวยเกียรติยศศักดิ์ศรีให้สามัญชนที่ขึ้นกุมอำนาจรัฐ มันสะท้อนความโหยหาที่จะปลาบปลื้มเฉลิมฉลองชนชั้นนำซึ่งแฝงฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของคนเรา


2) วิพากษ์ทรรศนะแบบฉบับของฝ่ายนิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยต่อระบอบกษัตริย์

พวกนิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยในอเมริกามักแสดงท่าทีเกลียดกลัวและโจมตีระบอบกษัตริย์ว่าเป็นยุคมืด กดขี่ราษฎร ดังที่ชาวอเมริกันเคยลุกขึ้นก่อกบฏต่อกษัตริย์อังกฤษเพื่อกู้อิสรภาพมาแล้วในอดีต

พวกเขากล่าวอ้างว่าเมื่อเทียบกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยแล้ว ระบอบกษัตริย์ไม่สามารถผนวกรวมประชาชนเข้ามาด้วยกันได้มากเท่า เพราะเป็นระบอบปกครองทรราชย์อาญาสิทธิ์

แมคคาลิสเตอร์มองสวนทรรศนะแบบฉบับอเมริกันดังกล่าวว่า เอาเข้าจริงสถาบันกษัตริย์ เป็นศูนย์รวมเอกภาพ ความสามัคคี ความมั่นคงและอุ่นใจของคนในชาติต่างหาก

ในทางกลับกัน นักการเมืองมาแล้วก็ไป และต่อให้ระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จที่สุด ก็ยังบกพร่องอย่างลึกซึ้ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ Charles A. Coulombe นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการสังกัดสันนิบาตนิยมกษัตริย์สากลได้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยกลับคืนว่าการเลือกตั้งก่อเกิดมายาคติแห่งประชาธิปไตยว่าลำพังเพียงแค่หย่อนบัตรลงหีบเท่านั้น.....

1) มันก็สามารถเชื่อมต่อประชาชนผู้ออกเสียงเข้ากับนักการเมือง และ

2) มันช่วยให้ประชาชนคุมนักการเมืองได้จริงๆ

ซึ่งดูจากประสบการณ์ก็จะพบว่ามันหาได้จริงเช่นนั้นไม่ ดังปรากฏนักการเมืองทุจริต บิดเบือนฉวยใช้อำนาจในทางมิชอบ ทรยศหักหลังประชาชนมากมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยมายาคติข้างต้นนี้ เราก็ให้อำนาจมหาศาลแก่นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง เช่น อำนาจประกาศสงคราม, อำนาจในการเปลี่ยนตัวผู้นำ ฯลฯ

ทั้งที่หากอำนาจทำนองเดียวกันตกเป็นของผู้นำที่สืบเชื้อสายสันตติวงศ์มาแล้ว เรากลับหวาดระแวงและคอยจับตาดูตลอดเวลา

นอกจากนี้ ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยมักโจมตีว่าจุดอ่อนข้อบกพร่องของระบอบกษัตริย์คือเราไม่อาจโหวตให้กษัตริย์พ้นจากตำแหน่งได้

ต่อเรื่องนี้ Coulombe ตอบว่าหากกษัตริย์พระองค์ใดไม่ดีจริงก็มักอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน โดยสมาชิกราชวงศ์ที่เหลือจะช่วยกันแก้ไขปัญหาให้พ้นไป ทว่าเหตุทำนองนี้ก็ไม่เกิดบ่อยนัก เพราะเอาเข้าจริงระบอบกษัตริย์มักปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้มาก แม้ว่าลักษณะดังกล่าวจะสรุปถอดถอนออกมาเป็นสูตรสำเร็จทางวิชาการไม่ได้และค่อนข้างยุ่งเหยิงยุ่งยากก็ตาม

ในทางกลับกัน ตัวประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งต้องคอยระวังตัวกลัวถูกคนอื่นแย่งอำนาจ มันสะท้อนว่าเนื้อแท้แล้วระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบ่งแยกคนให้แตกกัน ก่อเกิดบาดแผล แก่ระเบียบการเมืองซึ่งต้องค่อยๆ เยียวยาอยู่ช้านานกว่าจะหาย ยกตัวอย่างเช่นการกล่าวร้ายโจมตีกันวุ่นวายระหว่างนักการเมืองพรรคเดียวกันและต่างพรรคในช่วงรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาที่กำลังเริ่มต้นขึ้นในปีนี้ เป็นต้น

ฉะนั้น ในบรรดาประเทศที่โค่นกษัตริย์ออกไปแล้ว สิ่งที่พวกเขาได้มาแทนมักจะเป็นแก๊ง ก๊วนต่างๆ ที่แก่งแย่งกันทุจริตรีดไถเหมือนๆ กัน

ผู้นิยมสาธารณรัฐมองว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบแทนตนที่ชอบธรรมแต่เพียงระบอบเดียว เป็นวิธีการเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดทรราชได้

แต่เอาเข้าจริงประชาธิปไตยบรรลุได้เพียงแค่อำนาจสูงสุดของเสียงข้างมากชั่วคราวเท่านั้น (the supremacy of a temporary majority) ขณะที่ระบอบกษัตริย์ปกครองจากหลักการที่สูงส่งกว่าแค่การเดินตามกระแสเลือกตั้ง และในระบอบที่ผสมผสานสถาบันกษัตริย์เข้ากับประชาธิปไตยนั้น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ต่างหากที่คอยพิทักษ์ปกป้องส่วนที่เป็นประชาธิปไตยเอาไว้

สำหรับฐานะบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบผสมผสานดังกล่าว ปกติกษัตริย์จะไม่ทรงมีอำนาจจริงในการเมืองประจำวัน แต่ทรงมีศักยภาพทางอำนาจในภาวะวิกฤตคับขันเมื่อรัฐบาลทำงานไม่ได้

นอกจากนี้กษัตริย์ยังทรงมีบทบาทถ่วงดุล-ปรับดุลในการเมืองประจำวันด้วย เพราะพระองค์เป็นหลักเป็นแกนมาตรฐานของบ้านเมืองให้นักการเมืองเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท จึงทรงมีผลต่อการเมืองที่เหลือ

ในฐานะนักดนตรีคลาสสิก แมคคาลิสเตอร์เปรียบเปรยว่ากษัตริย์ยังทรงดูแลผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม เสมือนวาทยกรวงซิมโฟนีออเคสตราคอยกำกับดูแลไม่ให้เครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งชิ้นใดเล่นผิดโน้ตหรือดังสนั่นเกินขนาดจน (ผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง) ไปกลบเสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นหรือไม่สอดคล้องกลมกลืนกับผลประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะไปกลบกดทับผลประโยชน์ของชนส่วนน้อย


ฉะนั้น หากไร้กษัตริย์ ประเทศก็จะแตกแยก คนส่วนหนึ่งในวงก็อาจจะยึดเอาทั้งประเทศไปครอง

ส่วนที่หาว่ากษัตริย์ย่อมเหินห่างและฉะนั้นจึงไม่สนองผลประโยชน์ของประชาชนก็ไม่จริง ดังจะเห็นได้ว่าทรงสามารถบันดาลใจให้ราษฎรภักดีต่อชาติได้ผ่านการภักดีต่อพระองค์ อีกทั้งราษฎรก็รู้สึกว่าการสัมพันธ์กับพระองค์มีความหมายอิ่มเอิบลึกซึ้งกินใจกว่าสัมพันธ์กับนักการเมืองธรรมดา โดยแมคคาลิสเตอร์ได้อ้างคำสัมภาษณ์ของหญิงไทยวัยกลางคนผู้หนึ่ง ณ วัดไทยในลอสแองเจลิส เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประกอบว่า (แม้ไวยากรณ์และศัพท์แสงอังกฤษของเธออาจผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่เนื้อความชัดเจนจนไม่จำต้องแปลเป็นไทย):

"The King is the best of the whole world. I love the King the most of the whole world. I love him more than my own life. Everybody do that, believe me. I can die for him. 100%."

ทำไมพระองค์จึงบันดาลใจคนไทยให้เกิดความรู้สึกอันแรงกล้าได้มากขนาดนั้นล่ะครับ?

"Because he do a lot of good things. It?s not he talk only but he do it. You know you are a king, why do you have to go to the forest, to the jungle, to the mountain. You are the King you can stay very good in the palace. But he don?t. He pity on the people. He want the people to live in a good life."

อนึ่ง ชนชั้นนักการเมืองนั้นมีบุคลิกโดยธรรมชาติที่ทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง ทุ่มสุดตัว หิวอำนาจ เหี้ยมเกรียม ไม่ยับยั้งชั่งใจ ไม่สงสารผู้แพ้ แรงขับเคลื่อนในจิตใจสูงมาก ซึ่งก็ดีต่อการเป็นผู้นำพาประเทศให้ก้าวรุดหน้าไป ทว่าก็ต้องมีคนคอยถ่วงดุลไว้บ้าง ซึ่งก็คือกษัตริย์นั่นเอง


3) กษัตริย์ทรงเป็นผู้นำทางจิตใจ

กษัตริย์ยังทรงเป็นผู้นำทางจิตใจ เป็นตัวแทนศีลธรรมที่ถูกที่ชอบทางจิตใจ ด้วยความที่สถาบันกษัตริย์มีรากเหง้าอยู่ในประวัติศาสตร์แต่อดีต และเป็นตัวแทนความต่อเนื่องไปในอนาคต สถาบันกษัตริย์จึงดำรงอยู่เกินกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้าปัจจุบัน อยู่เหนือความผูกพันกับการดำรงอยู่ของเราในฐานะปัจเจกบุคคล แมคคาลิสเตอร์อุปมาอุปไมยว่าในแง่นี้กษัตริย์จึงเปรียบเสมือน

พ่อแม่ที่อยู่เหนือกาลเวลา

แมคคาลิสเตอร์และ Coulombe ผลัดกันสรุปตบท้ายว่าผู้นิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยมักอ้างเรื่องสิทธิของประชาชนที่จะปกครองตนเอง แต่เอาเข้าจริงใครล่ะที่ได้ปกครองในทางปฏิบัติ? ก็คนคนเดียวที่มาจากการเลือกตั้งนั่นแหละ คือตัวประธานาธิบดีไง ซึ่งก็มีอำนาจราวกับกษัตริย์แต่ก่อน ชั่วแต่ว่ากษัตริย์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากสืบสันตติวงศ์มา, อยู่เหนือการเมืองเรื่องแบ่งพรรคฝักฝ่าย และยึดถือผลประโยชน์ของทุกคน

สาธารณรัฐนั้นเข้าท่าบนแผ่นกระดาษ, ส่วนประชาธิปไตยก็ดีในเชิงนามธรรม แต่เมื่อใดเราว่ากันบนพื้นฐานความเป็นจริงและประสบการณ์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ กำจัด กวาดล้างกัน ส่วนฝ่ายค้านก็ถูกข่มเหงรังแก

ฉะนั้น หากถามว่าจะ For King or Country ดีแล้ว? แมคคาลิสเตอร์ตอบในทำนองราชาชาตินิยมว่าเอาทั้งคู่นั่นแหละ เพราะแยกจากกันไม่ได้

แน่นอนว่าย่อมมีชาวอเมริกันและผู้ฟังทั่วไปทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างจากทรรศนะเหตุผลประการต่างๆ ของแมคคาลิสเตอร์กับพวกดังยกมาข้างต้นเป็นธรรมดา อาทิ ข้อคิดเห็นโต้แย้งของ Mona Broshammar กับพวกที่สังกัดสมาคม Republikanska Foreningen ในสวีเดน (http://www.repf.se/) ซึ่งปรากฏในตอน For King or Country? Part 1, 29 มีนาคม 2011

ทว่าประเด็นสำคัญอยู่ตรงระเบียบสถาบันการเมืองอเมริกันยินดีเปิดรับการท้าทายโต้แย้ง ด้วยเหตุผลข้อถกเถียงดังกล่าวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา อันจะนำไปสู่การสานเสวนาแลกเปลี่ยน เรียนรู้หรือนัยหนึ่งทะเลาะกันอย่างสันติที่อาจก่อตัวเป็นพลังพลวัตทางปัญญาในสังคมและจุดประกายให้เกิดกระแสการปรับตัวเปลี่ยนแปลงปฏิรูประเบียบสถาบันการเมืองในที่สุด

มันอาจไม่นำไปสู่ระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญอย่างที่แมคคาลิสเตอร์กับพวกมุ่งหวัง แต่มันย่อมมีส่วนช่วยเปิดเผยบ่งชี้จุดอ่อนช่องโหว่ข้อบกพร่องในระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยอเมริกันดังที่เป็นอยู่ และเป็นโอกาสในการแก้ไขปรับปรุงตัวมันเองให้ดีขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย

เทียบกับการตวาดข่มขู่ปิดกั้นเหยียบกดผู้เห็นต่างสุดโต่งให้เงียบด้วยความกลัวแล้ว วิธีแบบอเมริกันนับว่าฉลาดกว่าและเป็นคุณต่อระเบียบการเมืองและสังคมของตัวเองยิ่งกว่ามากมายนัก



++

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทิศทางและวิธีการ
โดย เกษียร เตชะพีระ
ในมติชน ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น.












www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2011/06/act01100654p1.jpg

(เรียบเรียงเพิ่มเติมจากคำอภิปรายของผู้เขียนในวงสนทนาแบบเปิดข้างต้นในภาพ)


หากจะเข้าใจความหมายนัยของการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตที่เกิดขึ้น ก็จำต้องยึดกุมทิศทางหลักๆ ของการเปลี่ยนแปลงให้ได้เสียก่อน

ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา สังคมการเมืองไทยกำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ซึ่งมีทิศทางหลัก 3 ประการด้วยกัน กล่าวคือ: -

1) การเปลี่ยนย้ายอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ จากชนชั้นนำตามประเพณีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง >>ชนชั้นนำทางธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

แสดงออกเป็นรูปธรรมผ่านความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำในระบบราชการและกลุ่มทุนเก่าที่เป็นพันธมิตร ซึ่งมักเรียกกันว่า "อำมาตย์" กับกลุ่มทุนใหม่ที่เข้าสู่วงการเมืองโดยตรงขนานใหญ่ หลังวิกฤตต้มยำกุ้งผ่านพรรคไทยรักไทย (พลังประชาชน-เพื่อไทยในกาลต่อมา) ซึ่งมักเรียกกันว่า "ทุนสามานย์"

2) การเปลี่ยนผ่านจากการเมืองของชนชั้นนำ >>การเมืองของมวลชน

แสดงออกผ่านการปรากฏขึ้นและบทบาทโดดเด่นครอบงำสังคมการเมืองของขบวนการมวลชนระดับชาติ 2 ขบวน ที่ก่อตัวจัดตั้งกันขึ้นโดยค่อนข้างเป็นอิสระจากรัฐราชการ ได้แก่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) กับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (เสื้อแดง) โดยที่ต่างฝ่ายก็มีความแตกต่างหลากหลายอยู่ภายใน การเคลื่อนไหวต่อสู้ขัดแย้ง ระหว่างสองขบวนการภายใต้ร่มการนำหลวม ๆ ของแกนนำกำหนดให้การเมืองระยะที่ผ่านมา กลายเป็น "การเมืองเสื้อสี" หรือ "สงครามระหว่างสี" ไป

3) การปรับเปลี่ยนด้านนโยบายเศรษฐกิจ จากนโยบายการพัฒนาที่ชี้นำโดยเทคโนแครต >>นโยบายการกระจายความมั่งคั่งที่ขับเคลื่อนด้วยพลังการเมือง

แสดงออกผ่านการปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายของ "การเมืองบนท้องถนน" หรือ "ม็อบ" ชุมชนชาวบ้านหลายท้องที่ทั่วประเทศ ซึ่งประท้วงและเรียกร้องต่อภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน ในประเด็นการกระจายความมั่งคั่งและอำนาจจัดการทรัพยากรสำคัญแก่ประชาชนในรูป การต่างๆ

เหล่านี้ทำให้แบบวิถีการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจแต่เดิมซึ่งเปรียบประหนึ่ง (เทคโนแครตปิดห้องประชุมวางแผนกันเองตามหลักเหตุผลทางเศษฐกิจ โดยกลุ่มทุนธุรกิจคอยล็อบบี้อยู่ข้างห้อง และกำลังทหารตำรวจล้อมวงเป็น รปภ.กันม็อบอยู่ภายนอก) มิอาจดำเนินได้ต่อไป

ต้องปรับเปลี่ยนไป (ตัวแทนกลุ่มธุรกิจการเมืองต่างๆ กับทีมที่ปรึกษาเปิดห้องประชุมวางนโยบายเศรษฐกิจกัน โดยพยายามปรับหาสมดุลที่พอรับได้ระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ กับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มธุรกิจ โดยกลุ่มข้าราชการเทคโนแครตนั่งคอยเสนอคำแนะนำทางเทคนิค กฎหมาย และปฏิบัติตามนโยบายอยู่ข้างห้อง และบรรดา ส.ส.ตัวแทนฐานเสียงเลือกตั้ง กับม็อบสารพัดกลุ่มกดดันอยู่ภายนอก)


การจัดระเบียบอำนาจใหม่จึงส่งผลออกมาเป็นนโยบายประชานิยม สวัสดิการเบื้องต้น ภายใต้ยี่ห้อสูตรผสมต่างๆ ของรัฐบาลและพรรคการเมืองทุกชุดทุกฝ่าย อันจะประกอบเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยทางการเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

ประจวบกับบริบทของเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคก็เปลี่ยนแปลงไปในทางสอดรับกัน กล่าวคือ วิกฤตซับไพรม์ในอเมริกาและเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลก ทำให้ความไม่สมดุลระดับโลกของ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา (ที่เรียกกันว่า "จีเมริกา": อเมริกานำเข้า/ จีนส่งออก, อเมริกาบริโภค/จีนอดออม, อเมริกาติดหนี้/จีนเกินดุล, อเมริกานำเข้าทุน/จีนส่งออกทุน) ไม่อาจธำรงไว้ให้ยืนนานต่อไป จีนต้องหันมาเน้นตลาด-อุปสงค์-การบริโภค-เสริมเพิ่มรายได้ค่าแรง-สวัสดิการสังคมในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนตลาดส่งออกตะวันตกที่อ่อนเปลี้ยลง

ไทยในฐานะที่เข้าร่วมขบวน "คณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นหัวหน้า" ร่วมกับนานาประเทศเอเชียตะวันออกและเอเชียอาคเนย์มาระยะหนึ่งแล้ว (หลังจากขบวนห่านบินที่มีญี่ปุ่นเป็นจ่าฝูงตกต่ำแตกกระจัดพลัดกระจายตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง) ก็จำต้องปรับตัวตาม โดยค่อยๆ หันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับการสร้างกำลังแรงงาน รายได้ดีขึ้นและสวัสดิการสูงขึ้น เพื่อเป็นฐานพลังผู้บริโภคและอุปสงค์ในประเทศแก่เศรษฐกิจไทย ชดเชยช่องทางที่ฝืดเคืองและตีบแคบลงของตลาดโลกตะวันตก ที่เคยรองรับเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกแต่เดิมมา


กระบวนการเปลี่ยนแปลงตามทิศทางหลักดังกล่าวข้างต้น ดำเนินไปผ่านวิธีการสำคัญ 3 ประการด้วยกันคือ: -

1) การดึงมวลชนเข้าร่วมการเมืองขนานใหญ่

น่าสนใจว่าชนชั้นนำทั้ง 2 ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง คือฝ่ายชนชั้นนำตามประเพณีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งต้องการรักษาระเบียบการเมืองแบบเดิมไว้ กับ ฝ่ายชนชั้นนำทางธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งต้องการสร้างระเบียบการเมืองใหม่ขึ้นมา ต่างก็หันไปดึงมวลชนเข้ามาร่วมการต่อสู้ข้างตนอย่างขนานใหญ่ด้วยกันทั้งคู่

กล่าวคือ ฝ่ายแรกก็พบว่าลำพังกำลังชนชั้นนำกลุ่มตนถ่ายเดียวไม่พอจะปกปักรักษาระเบียบการเมืองแบบเดิมไว้ จึงต้องดึงมวลชนเสื้อเหลืองมาเป็นพวกเพื่อช่วยต่อต้านและโค่นยุบรัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชาย กับพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทยรวมทั้งรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540

ส่วนฝ่ายหลังก็พบเช่นกันว่า ลำพังกำลังชนชั้นนำกลุ่มตนถ่ายเดียวก็ไม่พอจะสร้างระเบียบการเมืองใหม่ขึ้นมา จึงต้องดึงมวลชนเสื้อแดงมาเป็นพวกเพื่อช่วยต่อต้านและโค่น คปค., รัฐบาล สุรยุทธ์-อภิสิทธิ์รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ พ.ศ.2550

ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ขบวนการมวลชนทั้งสองเป็นแค่เครื่องมือหรือลิ่วล้อหางเครื่องที่คิดเองไม่เป็น-ทำเองไม่ได้ของชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย, ดังจะเห็นได้จากพลวัตของการเคลื่อนไหวมวลชนทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ซึ่งบ่อยครั้งและนับวันจะเลยธงและนอกเหนือการกำกับชี้นำและเป้า ประสงค์ของกลุ่มชนชั้นนำหัวขบวน

เพียงแต่การก่อตัวจัดตั้งเคลื่อนไหวของขบวนการมวลชนแต่ละฝ่ายต่างก็ได้รับการอุดหนุน ช่วยเหลือเอื้ออำนวยจากชนชั้นนำฝ่ายตนอย่างทุ่มเทเปิดตัวและเปลืองตัวเต็มที่ชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน ช่วยให้การก่อตั้งและยืนหยัดต้านรับแรงเสียดทาน และปราบปรามจากกลไกอำนาจรัฐของ ขบวนการเหล่านี้สะดวกง่ายดายและเหนียวแน่นทนทานขึ้นมาก

2) การใช้วิธีการนอก/ผิดรัฐธรรมนูญ

อีกเช่นกัน ทั้งฝ่ายชนชั้นนำกับพันธมิตรมวลชนที่ต้องการรักษาระเบียบการเมืองเดิมไว้ และฝ่ายชนชั้นนำกับพันธมิตรมวลชนที่ต้องการสร้างระเบียบการเมืองใหม่ขึ้นมา ต่างก็พบว่าถึงจุดหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ของตน มิอาจจำกัดวิธีการต่อสู้ช่วงชิงทางการเมืองไว้ภายในกรอบ กติการัฐธรรมนูญ ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมจะล่วงละเมิดกฎกติกาและใช้วิธีการนอก/ผิดรัฐธรรมนูญ ในการให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นถวายพระราชอำนาจคืนโดยอ้างมาตรา 7, รัฐประหาร, ตุลาการธิปไตย, ก่อจลาจล, ลุกขึ้นสู้, ยึดทำเนียบ, ยึดสถานีวิทยุ/ดาวเทียม, ยึดสนามบิน, ยึดย่านธุรกิจกลางเมือง, ก่อการร้ายกลางเมือง, ก่อการร้ายโดยรัฐ ฯลฯ

3) การดึงสถาบันกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับการเมือง ในฐานะแหล่งความชอบธรรมต่างหากไปจากประชาธิปไตย การเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญ

สะท้อนออกโดยการกล่าวอ้างอิงสถาบันกษัตริย์มาเข้าข้างฝ่ายตนในบริบทการต่อสู้หักโค่นทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม พร้อมทั้งโจมตี กล่าวหา ฟ้องร้องฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างดกดื่นมากมายมหาศาล เป็นประวัติการณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผลลัพธ์รวมของปฏิบัติการฉวยโอกาสทางการเมืองเหล่านี้ทำให้สถานะที่อยู่เหนือการเมืองของสถาบันกษัตริย์กระทบกระเทือน และหลักการที่ว่าสถาบันกษัตริย์เข้ากันได้และไปกันได้กับรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอันเป็นพื้นฐานรองรับความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคลอนแคลน

ส่งผลให้ระเบียบการเมืองเก่าหรือระบอบความเป็นไทยค่อยเสื่อมถอยลง

เกิดปรากฏการณ์ (อำนาจนิยมของฝ่ายรัฐ-รัฐบาล) ควบคู่กับ (อนาธิปไตยบนท้องถนน) ตลอดระยะรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา

กล่าวคือไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่างก็ใช้กฎหมายและกลไกเครื่องมือเผด็จอำนาจ จำกัดสิทธิเสรีภาพและปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยมทารุณและไม่พร้อมรับผิด เช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548, พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551, กฎหมายอาญามาตรา 112, กอ.รมน., การส่งกำลังตำรวจ-ทหารติดอาวุธสงครามร้ายแรงเข้าเผชิญหน้าการชุมนุมของมวลชน เกาะติดควบคุมมวลชนในพื้นที่

ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็หันไปใช้ท้องถนนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเป็นนิจศีล โดยที่ในกระบวนการนั้น การประท้วงอย่างสันติวิธี, การใช้ความรุนแรงเพื่อป้องกันตนเองจากม็อบฝ่ายตรงข้ามและเจ้าหน้าที่รัฐ, และการลอบสังหารและก่อการร้ายกลางเมือง ฯลฯ กลืนกลายเข้าหากันอย่างยากที่จะจำแนกแยกแยะขึ้นทุกที เกิดเป็นภาวะบ้านเมืองวุ่นวายไร้ขื่อแปและอนาธิปไตย ที่ส่งผลเสียหายต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้คนพลเมืองและประเทศชาติมหาศาล ทว่ากลับยากที่จะพิสูจน์ทราบตัวการผู้รับผิดชอบชัดเจน

(ยังมีต่อ)
..... ค้นไม่พบ ตอนต่อ


.

2554-08-27

ปรัชญา, + คนดี โดย คำ ผกา

.

ปรัชญา
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1619 หน้า 90


หลายๆ คนบอกว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายใต้แรงกดดันหรือถูกขนาบด้วยสองอำนาจจนแทบจะเป็นรัฐบาลที่ต้องทำงานอยู่ระหว่างเขาควายสองข้าง (dilemma)
นั่นคือต้องรักษาสมดุลอำนาจกับกลุ่มอำนาจเก่า และการแสดงท่าทีประนีประนอมแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ทั้งนี้ เพราะกลัวว่าจะมีการปลุกมวลชนขวาจัดคลั่งชาติมาสร้างสถานการณ์เรียกร้องให้กองทัพออกมาทำการรัฐประหารอีก
อีกด้านหนึ่งรัฐบาลนี้ก็ถูกกดดันจากฝ่ายประชาชนเสื้อแดงที่ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลนี้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่สามารถคะคานกับกลุ่มอำนาจเก่าและอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าอภิชน

แต่ฉันกลับไม่เห็นเช่นนั้น

แน่นอนว่าการเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมและการประสานผลประโยชน์
แต่ธงที่ใหญ่กว่านั้นคือ คุณจะประนีประนอมด้วย "ปรัชญา" ชุดไหน

เช่น การดำเนินนโยบายประนีประนอมด้วยการยึดเอาปรัชญาของประชาธิปไตยและประชาชนนำหน้าด้วย ต่างจากนโยบายประนีประนอมที่ยึดเอาปรัชญาของการเอาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องให้รอด หรือประนีประนอมด้วยการไม่มีปรัชญาอะไรเลยแต่เพียงแค่เอาตัวให้รอดไปวันๆ
ฉันไม่เห็นว่ารัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์จะต้องนำตัวเองไปอยู่ใน dilemma นั้น เพราะรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีความชอบธรรมทุกประการในการดำเนินนโยบายที่เป็นตัวของตัวเอง
ไม่ใช่จะก้าวไปทางซ้ายก็กลัวฝั่งขวาจะเกลียด จะขยับขาไปขวาก็กลัวโดนทางซ้ายจะกระทืบ 
ผิดจากรัฐบาลชุดก่อนที่ไม่มีความชอบธรรมจากเสียงของประชาชนที่ยอมรับ ทั้งไม่ได้รับความชอบธรรมจากนานาชาติเนื่องจากที่มาของอำนาจรัฐบาลไม่ชอบธรรม


อาจจะมีคนเถียงว่า รัฐบาลของพรรคไทยรักไทยก็มาจากเสียงของประชาชนยังถูกรัฐประหารออกไปง่ายดาย แต่สถานการณ์ของพรรคไทยรักไทยในวันนั้นต่างจากสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ 

ความล้มเหลวของรัฐบาลไทยรักไทยในวันนั้นมาจากการให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับสังคมน้อยเกินไป และเกิดช่องว่างของการพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งก้าวหน้าในขณะที่นโยบายทางวัฒนธรรมกลับล้าหลัง (กระทรวงวัฒนธรรมยังเป็นแค่กระทรวงของแถม ทั้งๆ ที่กระทรวงนี้มีศักยภาพในการปฏิรูปจิตสำนึกของประชาชนได้มากเท่าๆ กับกระทรวงศึกษาธิการ) 
ตัวอย่างนโยบายทางวัฒนธรรมที่ล้าหลัง เช่น การตั้ง "ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม" หรือความไม่อ่อนไหวต่อนโยบายทางวัฒนธรรมที่ไปสนับสนุนความคิดคลั่งชาติที่คับแคบในขณะที่นโยบายเศรษฐกิจได้ก้าวข้ามพรมแดนของ "ชาติ" ไปไกล
ความไม่พยายามที่จะ "นิยาม" หรือ ก่อร่างสร้างจิตสำนึกของ "ชาติ" แบบใหม่ที่ทันสมัย อันจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผนวกเอาคุณค่าว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างถึงที่ที่สุด การให้ความสำคัญกับ "ประชาชน" ในฐานะของสถาบันหลักของชาติ การให้ความสำคัญกับความเสมอภาค และเสรีภาพอย่างถึงที่สุด ท้ายที่สุดมันคือดาบที่กลับมาทำลายรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเอง

เพราะ "เนื้อหา" ที่ใช้โจมตีรัฐบาลไทยรักไทยของคุณทักษิณนั้นไม่ใช่เรื่องคอร์รัปชั่นที่เป็นเรื่องหลักแต่เป็นเรื่อง "ขายชาติ" ไมว่าจะเป็นกรณีเทมาเส็กหรือเขาพระวิหารหรืออื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน (แต่กฎหมายห้ามพูด) ไม่นับประเด็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลไทยรักไทยปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร 
ถ้าเพียงแต่รัฐบาลในเวลานั้นใส่ใจกับการก่อร่างสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นเสรีนิยมทางวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการทำงานทางวัฒนธรรมเชิงวิพากษ์แบบถึงรากถึงโคนในทุกมิติ (ไม่ต้องทำเอง เพียงแต่เปิด เปิด และเปิด) การทำงานเชิงนโยบายของหน่วยงานบางหน่วยงานที่ไปสนับสนุนการรัฐประหารทางอ้อมจะไม่เข้มแข็งอย่างทุกวันนี้

และการรัฐประหารอาจจะไม่สำเร็จก็เป็นได้ เพราะประเด็น "ขายชาติ" จะปลุกไม่ขึ้น การตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าสำคัญกว่าวัฒนธรรมไทย, พุทธศาสนาแบบไทย และการบ้าคลั่งความดี และศีลธรรมแบบ สสส. หรือแม่ชี หลวงพี่ นู่น นั่น นี่ จะเป็นวัคซีนป้องกันการรัฐประหารให้รัฐบาลที่มาจากประชาชน



5 ปีผ่านไปนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ประชาชนไทย-อย่างน้อย 15 ล้านเสียงที่ไป vote ให้พรรคเพื่อไทย-ได้บทเรียนที่เราจ่ายไปแพงมากเพื่อที่จะตระหนักว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนและการเลือกตั้งคือระบอบการปกครองที่แย่น้อยที่สุด

เราจ่ายไปแพงมากเพื่อที่จะเรียนรู้ว่า ไม่ต้องการคนดี มีศีลธรรมมาบริหารบ้านเมือง แต่เราต้องการระบบที่ตรวจสอบนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของเรา 
เราจ่ายไปแพงมากเพื่อที่จะตระหนักว่าความหมายของ "ชาติ" ไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งการรักชาติอย่างบ้าคลั่งนั้นรังแต่จะนำความสูญเสีย ความอับอายในความไร้วุฒิภาวะของ "ชาติ" ที่เราสังกัดอยู่ 
และเราจ่ายไปแพงมากในการเป็นประจักษ์พยานว่า "อำนาจ" ที่ไม่ได้มาจากประชาชนนั้น ฆ่าประชาชนได้อย่างโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม
เราจ่ายไปแพงมากเพื่อจะเรียนรู้ว่า อยู่กับรัฐบาลประชาธิปไตยที่ห่วยดีกว่าอยู่กับเผด็จการที่ทรงประสิทธิภาพ


ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนที่อ้างตัวว่ามีคุณธรรม จริยธรรมสูงส่งกว่าผู้อื่น เจ้าของสื่อที่ชอบไปเดินตามหลังพระสงฆ์ชื่อดังของโลก นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ราษฎรอาวุโส ปราชญ์อาวุโส นักวิชาการผู้ทรงภูมิธรรม นักข่าวที่มุ่งมั่นในการทำข่าวสอบสวนเปิดโปงความชั่วของนักการเมือง ฯลฯ คนเหล่านี้พาเหรดออกมาแก้ผ้า เปิดเปลือยสันดานที่แท้ออกมาให้สาธารณชนเห็นเป็นที่ประจักษ์ล่อนจ้อนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 
ไม่เคยมีครั้งไหนที่สังคมไทยจะเกิดกระแส "รู้ทันคนดี" ที่ซับซ้อนกว่าการ "รู้ทันทักษิณ" หลายร้อยเท่า



การเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้นเป็นการเลือกตั้งที่คนไทยและสังคมไทยต้องจ่ายไปด้วยราคาที่แพงที่สุด และเราจ่ายด้วยชีวิตของคนไทยที่ต้องไปตายเพียงเพราะออกมาเรียกร้องการบูรณะปฏิสังขรณ์ระบอบประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความเสมอภาค 
ไม่เพียงแต่ความตาย แต่ยังแลกมาด้วยอิสรภาพและคุณภาพชีวิตที่พึงมีพึงเป็นของประชาชนที่ออกไปต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม

วันที่ 3 กรกฎาคม ประชาชนที่เป็นเสียงข้างมากได้ออกไปแสดงเจตจำนงแล้วว่า
1.ไม่ต้องการพรรคประชาธิปัตย์
2.เลือกพรรคเพื่อไทยด้วยสมมุติฐานว่า พรรคเพื่อไทยยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร


การยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยนั้นคือการยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ไม่จำเป็นต้องไปเกรงต่อข้อครหาว่าทำเพื่อ "คนเสื้อแดง"

การปฏิสังขรณ์ระบอบประชาธิปไตย 
การลดอำนาจกองทัพ และการสร้างกองทัพให้เป็นกองทัพของประชาชนมิใช่กองทัพของ "ทหารเพื่อทหาร" 
ความจริงจังและจริงใจต่อนโยบายการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น  
การสร้างมาตรฐานเดียวในกระบวนการยุติธรรม 
การออกแบบนโยบายบนฐานปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ 
การให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการพูด คิด เขียน 
การสร้างสำนึกของพลเมืองที่มีความเคารพในสิทธิของผู้อื่น 
การสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการบริหารและระบบราชการให้มีความเป็น "พิธีกรรม" น้อยลง มีความเป็น "มืออาชีพ" มากขึ้น

การให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนที่มิใช่การสัมภาษณ์รายวัน แต่คือความสามารถในการส่งผ่าน ข้อมูล ข้อเท็จจริง ผ่านการแถลง ผ่านเว็บไซต์ หรือเปิดให้มีเวทีพิจารณ์ เวทีสาธารณะ การทำงานร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ต่อโครงการขนาดใหญ่ของแต่ละกระทรวง-ทว่า สภาพที่เป็นอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ในเวลานี้ กลับเต็มไปด้วย เนื้อหาเชิงพิธีกรรม ตราสัญลักษณ์ ข่าวประชาสัมพันธ์หัวหน้าหน่วยงาน และการเข้าถึงข้อมูล รายละเอียด งานวิชาการของแต่ละกรม แต่ละกระทรวง กลับเข้าถึงยากเย็น ซับซ้อน หรือไม่มีปรากฏในเว็บไซต์เลย 
เลิกเสียทีกับการเอาตรากระทรวงอันเต็มไปด้วยลายกนกและรูปป่าหิมพานต์มาเปิดเป็นหน้าแรกของเว็บ ตึ่งโป๊ะ ไม่อยากเห็น แต่อยากเห็นการจัดการเว็บไซต์ที่มุ่ง "สื่อสาร" กับประชาชนด้วยเนื้อหาของการทำงานจริงๆ

ทั้งหมดนี้คือการทำเพื่อ "ประชาชน" ทุกคน มิใช่การทำเพื่อ "เสื้อแดง"


การสะสางกระบวนการยุติธรรมของไทยที่คุณยิ่งลักษณ์จะต้องรู้ดีที่สุดเพราะเป็นสิ่งที่ครอบครัวของคุณยิ่งลักษณ์เผชิญมาด้วยตนเองกับปัญหาสองมาตรฐาน การเมืองเข้าไปแทรกแซง ความล่าช้า หรือสถานะที่ละเมิด วิพากษ์วิจารณ์มิได้ เหล่านี้หากมีกระบวนการ modernization องคาพยพนี้เสียที ก็จะเป็นคุณูปการใหญ่หลวงแก่สังคมไทยและคนไทยทุกคนไม่ว่าจะสีไหน มีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร เพราะในกระบวนการยุติธรรม คุณจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพอย่างเท่าเทียมกันทุกประการ
การคืนความยุติธรรม การเยียวยาผู้ที่ได้รับความสูญเสียนั้น รัฐบาลทำได้ทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่อง "เสื้อแดง" แต่เป็นเรื่องของ "มนุษย์"

รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับนักวิชาการ หน่วยงานภาคประชาสังคมในการ "เยียวยา" ย้ำว่านี่ไม่ใช่ทำเพื่อ "เสื้อแดง" แต่เพื่อแสดง "สปิริต" ของรัฐบาลที่มาจากประชาชนว่า รัฐบาลนี้เคารพสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรม และคือหมุดหมายที่บอกว่า ในอนาคต จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ในสังคมไทยอีก นั่นคือการเข่นฆ่าประชาชน 
รัฐบาลต้องกล้าหาญในการเข้าไปจัดการกับงบประมาณที่ใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น เรื่องของพิธีกรรมหรือการทำโฆษณาอันฟุ้งเฟ้อ ที่หน่วยงานราชการใช้อย่างไม่จำเป็น การพีอาร์ที่ดีที่สุดของหน่วยงานราชการคือพีอาร์ด้วย "ผลงาน" มิใช่การสร้างภาพซื้อโฆษณาในสื่อ เงินที่ใช้กับการทำป้ายโฆษณาตนเองของนักการเมืองหรือหน่วยงานติดข้างถนนอย่างไร้สาระและไม่เกิดประโยชน์โภชผลใดๆ นอกจากสร้างทัศนะอุจาดต้องได้รับการทบทวน

คุณยิ่งลักษณ์และรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ในวันนี้เมื่อได้ "อำนาจ" ที่ประชาชนมอบให้ไปไว้ในมือแล้วต้องถามตนเองให้หนักและต้องหาคำตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่า "ปรัชญา" ในการบริหารประเทศของคุณคืออะไร? 
เพราะตัว "ปรัชญา" นั้นจะบอกทิศทางและให้คำตอบแก่การดำเนินนโยบายทั้งหมดไม่ว่านโยบายใหญ่หรือโครงการเล็กๆ มันจะบอกได้ว่าคุณจะสร้างเขื่อนหรือไม่สร้างเขื่อน มันจะบอกออกมาในตัวเลขงบประมาณของรัฐบาลว่าให้ความสำคัญกับอะไรและไม่ให้อะไร
มันจะบอกในรายชื่อโยกย้าย ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ 
มันจะบอกออกมาในนโยบายการเซ็นเซอร์ ในทิศทางการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรม มันจะบอกออกมาแม้ในกระทั่งในตารางนัดหมายของผู้นำว่าไปพบใครหรือไม่พบใคร พบเมื่อไหร่ พบอย่างไร

เราในฐานะประชาชน และในฐานะที่เลือกคุณยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ เราไม่ต้องการเห็นการทำงานและโปรโตคอลในกรอบคิดแบบเก่า นายกรัฐมนตรีพิสูจน์ตนเองด้วยการทำงาน ภาวะผู้นำ ความชัดเจนในปรัชญาการบริหาร มิใช่การไปปลูกต้นลำดวนตามสถานที่ราชการ หรือการสร้างพิธีกรรมการทำงานใน "ภาษา" ของระบบเจ้าขุนมูลนายในอดีต ที่จะต้องแวดล้อมด้วย wall paper, คณะกันชน-ประชาธิปไตยคือการสร้าง "ภาษา" ให้คนสัมผัสได้ถึงความเป็น "ธรรมดาสามัญ" และ "เข้าถึงง่าย" ในระบบบริหาร

นโยบายวัฒนธรรมที่ต้องทันสมัย เป็นสากล การนิยาม "ชาติ" ที่พ้นไปจากความ "คลั่งชาติ" และการมุ่งสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม ความเสมอภาคเท่านั้นที่จะเป็นเกราะป้องกันรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ มิใช่การไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ และบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีแต่การทำงานเพื่อประชาชนจึงจะทำให้ประชาชนยืนอยู่ข้างคุณ

อย่าลืมว่าประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะไม่ต้องการ "ปรัชญา" แบบพรรคประชาธิปัตย์



++

บทความปีที่แล้ว ( 2553 )

คนดี
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1535 หน้า 91


"เรามาร่วมกันส่งพลังจิตกำจัดคนเลวกันเถอะ" 
ฉันอ่านเจอประโยคนี้ในนิตยสารฉบับหนึ่งเนื่องในโอกาสวันปีใหม่ และนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนชักชวนผู้อ่านทำเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
อ่านแล้วให้สงสัยว่า เอ๊ะ คนเรามีพลังจิตที่จะกำจัดคนเลวได้ด้วยหรือ และนั่นแปลว่าคนที่คิดว่าตนจะส่งพลังจิตไปกำจัดคนเลวได้แปลว่า ต้องมีความเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี เพราะถ้าเราเป็นคนเลวเราคงไม่ส่งพลังจิตไปกำจัดตัวเราเอง ปัญหาที่ตามมาคือเรารู้ได้อย่างไรว่าตัวเราเป็นคนที่ดี (พอที่จะมีสิทธิส่งพลังจิตไปกำจัดคนเลว) และเรารู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคนเลว

ซับซ้อนกว่านั้นเราเอาอะไรมาตัดสินว่าอะไรและอย่างไรที่เรียกว่าดีและเลว


นาย ก. ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจ เขาเป็นนักธุรกิจที่มีประสบความสำเร็จ ทำกำไรจากธุรกิจได้มหาศาลร่ำรวย แต่ในสายตาของลูกจ้างเขาเป็นนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบ กดค่าแรงคนงาน ในฐานะพ่อค้าเขาถูกมองว่าเอาเปรียบผู้บริโภค 
ขณะเดียวกันในสายตาของเจ้าอาวาสหลายๆ วัดเขาเป็นพ่อค้าผู้ใจบุญ บริจาคเงินให้วัด และทำบุญทำทานอยู่เป็นนิจ

นาย ข. เป็นนักโฆษณาที่มีชื่อเสียง เปี่ยมความสามารถ ผลงานของเขาได้รับรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ งานของเขาได้ชื่อว่าแปลกใหม่ สร้างสรรค์ สร้างความฮือฮาช่วยสร้างกระแส และทำให้สินค้าที่เขาทำโฆษณาให้ฮิตติดตลาดทุกตัว 
แต่มองอีกด้านหนึ่งเขามีส่วนทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เชื่อว่าน้ำผสมน้ำตาลผสมสี กลิ่น และรสชาติหวานเจี๊ยบคือชาที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้นจึงยอมจ่ายค่าน้ำหวานผสมสีและกลิ่นในราคาขวดละเกือบสามสิบบาทโดยไม่เกี่ยงงอน 
เราจะบอกว่านักโฆษณาไม่มีจรรยาบรรณหรือผู้ซื้อโง่เอง



ข้าราชการหรือนักการเมืองที่คอรัปชั่นกินสินบาทคาดสินบนอาจทำไปเพราะอยากมีเงินเยอะๆ ไว้ให้ลูกหลานได้อยู่สุขสบาย ในแง่นี้ พวกเขาอาจเป็นนักการเมืองที่เลว แต่ในฐานะที่เป็นพ่อเป็นแม่ พวกเขาอาจกำลังพยายามทำหน้าที่ของพ่อและแม่ที่ดีที่สุดอยู่ก็ได้ 
จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราอ่านสัมภาษณ์ ลูกหลานนักการเมืองที่คนทั้งประเทศประณามว่าชั่วช้า แต่พวกเขาจะบอกว่า 
"หากลองได้สัมผัสตัวตนของท่าน จะรู้ว่าท่านเป็นคนอ่อนโยน รักครอบครัว เป็นแฟมิลี่แมน ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน ต้องมากินข้าวกับคุณแม่ที่บ้านเสมอ ถ้าได้สัมผัสกับท่านอย่างใกล้ชิดจะรู้ว่าท่านหวังดีต่อบ้านเมือง บลา บลา บลา"

เมื่อเป็นอย่างนี้มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปแทบจะไม่ได้ที่เราจะบอกว่าคนๆ นี้เป็นคนดี คนคนนี้เป็นคนเลว เพราะนักการเมืองที่เลวอาจเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ประเสริฐ (เงินที่โกงบ้านโกงเมืองมาก็เอามาให้ลูกเรียนหนังสือ เก็บไว้ให้เมียได้ซื้อเพชร) 

พ่อที่เลวอาจเป็นนายจ้างที่ดี
ครูที่ประเสริฐสำหรับลูกศิษย์อาจเป็นแม่ที่ไม่เอาไหนของลูก 
แม่ที่ดีของลูก อาจเป็นลูกที่เลว ไม่ดูดำดูดีพ่อแม่ตัวเอง (มีเท่าไหร่เอาไปทุ่มให้ลูกตัวเองหมด) 
เมียที่ดีเลิศสำหรับผัวอาจเป็นคนที่เพื่อนไม่คบเพราะในสายตาเพื่อนเป็นคนที่ไม่มีน้ำใจกับเพื่อนฝูง 
เด็กบางคนน่ารัก เรียบร้อย ตั้งใจเรียน เชื่อฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ แต่ปฏิบัติกับคนรับใช้ราวกับเป็นมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง คือไม่เคยรับรู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนเหมือนกับตัวเอง แต่เคยชินที่จะมองคนเหล่านี้ในฐานะกลไกหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของเขาเป็นไปอย่างสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น

ตัวฉันเองเกลียดทั้งตำรวจ เกลียดทั้งทหารแทบแย่ แต่นั่นเป็นความเกลียดที่เราพูดโดยรวมว่าตำรวจแม่ง รีดไถ เบ่ง วางอำนาจ ตำรวจแม่งก็พวกคุมซ่อง คุมบ่อน เราก็รู้กันอยู่ว่าตำรวจเงินเดือนนิดเดียว แต่ทำไมรวยกันจัง เราก็เมาธ์กันถึงขนาดว่าหน้าที่ของตำรวจนั้นคล้ายๆยากูซ่าญี่ปุ่นหรือเปล่าคือมีหน้าที่เก็บค่าคุ้มครอง 
แต่ก็นั่นแหละ เราก็มีเพื่อนเป็นทั้งตำรวจ เป็นทั้งทหารและเพื่อนเราก็นิสัย ดี ดี๊ ดี เป็นสุภาพบุรุษกันทุกคน และในเวลาเดียวกัน หากเราจำเป็นต้องใช้เส้นสายของตำรวจหรือทหารที่เป็นเพื่อนของเราเพื่ออำนวยความสะดวกบ้างในบางโอกาส เราก็ไม่เคยรีรอที่จะใช้ 
ทั้งหมดนี้เราจะบอกได้ไหมว่าใครเป็นคนดี และใครเป็นคนไม่ดี ?


ปัญหาเกี่ยวกับความดีและความเลวนี้ทำให้ฉันนึกถึงความเห็นของอภิสิทธิ์เรื่องหวยอีก นายกฯ บอกว่าไม่อยากส่งเสริมให้ประชาชนเล่นหวย ไม่ว่าจะบนดิน ใต้ดิน จะออนไลน์ไม่ออนไลน์ นายกฯ ฝันถึงกระทั่งว่าอยากจะยกเลิกสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยซ้ำไป
ฉันจะไม่พูดไปถึงเรื่องที่ว่า ถ้าประชาชนของเราเกิดมาพร้อมกับความมั่งคั่งเหมือนท่านนายกฯ มีความรู้ มีการศึกษาดี มีงานทำ เงินเดือนเยอะ มีลูกเรียนเก่ง มีเมียรวย อนาคตสว่างไสว 
ถ้าชีวิตมันดีถึงเพียงนั้น เราคงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะไปฝากความหวังไว้กับล็อตเตอรี่


ยังไม่ต้องพูดว่า คนเล่นหวยก็มีหลายแบบ ทั้งเล่นเพื่อเป็นความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ เฉกเดียวกับการที่เราใช้เงินไปเพื่อความบันเทิงอย่างอื่น เช่น กินจังก์ฟูดส์ (รู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพแต่กินแล้วมีความสุข) ดูหนัง ไปร้องคาราโอเกะ 
แล้วก็มีคนที่เล่นหวยเป็นอาชีพเหมือนคนที่เล่นการพนันเป็นอาชีพ มีคนหมดตัวเพราะหวย มีคนรวยเพราะหวย 
เพราะฉะนั้น สำหรับฉันมันเป็นเรื่องที่ตัดสินลงไปไม่ได้ว่า หวยเป็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดี คนเล่นหวยเป็นดี หรือเป็นคนเลว เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราต้องคำนึงถึงด้วย เหมือนกับการที่เราตัดสินไม่ได้โดยเด็ดขาดว่า นาย ก. เป็นคนดี หรือ นาย ข.เป็นคนเลว

นายกอภิสิทธิ์ ยังให้สัมภาษณ์อย่างเท่ว่า รัฐบาลไม่ปรารถนาจะหารายได้จากหวยใต้ดินซึ่งเป็นอบายมุขน่ารังเกียจ ฟังดูเป็นคนดีจัง
แต่ถามว่า เราเลือกแล้วหรือที่จะเป็นรัฐที่ปลอดราคี
ทีนี้ถ้าความดี ความเลว วัดกันได้ คัดทิ้งได้ เลือกที่จะมี จะเป็นได้ดั่งใจ ฉันก็จะลองสมมุติดูเล่นๆ ว่า ถ้ารังเกียจหวยจริงๆ ละก็ ยุบกองสลากวันนี้พรุ่งนี้เลยเป็นไง ?



ทีนี้หากเราบูชาความดี และศีลธรรมกันถึงเพียงนั้น ระหว่างหวยใต้ดินกับอาบอบนวด อันไหนถือเป็นอบายมุขที่น่ารังเกียจกว่ากัน?
(ไม่ได้แปลว่าฉันมีคำตอบในคำถามนี้ แต่กำลังถามว่า เรามีมาตรวัดระดับความเลวและบอกได้ว่าอะไรเลวมากหรือน้อยกว่ากันจริงๆ หรือ?)

แน่จริงรัฐบาลก็ไม่ต้องพึ่งภาษีจากอาบอบนวด สถานบันเทิงที่รู้กันอยู่ว่ามีการขายบริการแอบแฝง สั่งให้เหล้า บุหรี่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยกเลิกโรงงานยาสูบของรัฐบาล
เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่า คนที่กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน มีเพศสัมพันธุ์นอกสมรส มีประวัติในการเล่นหวย หรือเคยเป็นเจ้ามือหวย มาก่อน ไม่มีสิทธิ์ลงสมัครเป็น ส.ส. เหมือนที่เราเคยกำหนดว่าคนที่มีสิทธิลงสมัคร ส.ส. ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไปด้วยเชื่อไปง่ายๆ ว่าปริญญาเป็นใบค้ำประกันคุณภาพ
ทั้งนี้ ไม่ต้องคำนึงว่ากฎเช่นนี้ปฏิเสธหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่วางอยู่บนหลักที่ว่าพลเมืองทุกคนย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน แล้วเหตุใดจึงยกว่าคนจบปริญญาตรีขึ้นไปให้อยู่เหนือคนจบ ป.หก ป.เจ็ด อนุปริญญา ปวช. ประกาศณียบัตรฯ หรือแม้แต่ไม่จบอะไรเลย?

ฉันประหลาดใจที่ช่วงหลังๆ ได้ยินเสียงเพรียกหาคนดีหนาหูขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ว่า เราไม่ต้องการคนเก่งแต่ต้องการคนดี 
บ้างก็ว่าประเทศชาติวิกฤติเช่นนี้เรายิ่งต้องเร่งขจัดคนเลว เสาะคนดีมีคุณธรรมมาปกครองแผ่นดิน 
บ้างก็ว่าประเทศไทยกำลังประสบกับภาวะวิกฤติทางศีลธรรม คุณธรรม บ้านเมืองจึงวุ่นวายเยี่ยงนี้


แต่ถามว่า ในเมื่อเราอยู่บนโลกมนุษย์ไม่ได้อยู่บนสวรรค์ เราจะเนรมิตให้คนทุกคนเป็นคนดีได้อย่างไร และนั่นจึงเป็นเหตุให้มนุษย์พยายามคิดหาระบอบการเมืองการปกครองที่อำนวยให้คนทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขพอประมาณ 
(และเป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่อำนวยสันติสุขแก่คนในสังคมได้ดีกว่าระบอบอื่นๆ)

และสันติสุขนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์รู้จักที่จะเคารพในสิทธิของกันและกัน ดังนั้น การที่เราไม่ลุกไปตบใครเพียงเพราะหมั่นไส้นั้นไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนดี (ล้วนๆ) แต่เป็นเพราะเราเคารพในสิทธิของคนๆ นั้นที่มีอยู่ตามกฎหมาย หรืออย่างน้อยก็มีกฎหมายที่คุ้มครองคนๆ นั้นอยู่ จนเราไม่กล้าจะลุกไปตบเพราะกลัวถูกปรับหรือติดคุก
การที่สังคมๆ หนึ่งจะไม่มีคดีอาชญากรรม การลักเล็กขโมยน้อยก็ไม่ได้เกิดจากการที่สังคมนั้นมีเทพจุติลงมาเกิดเป็นคนมากกว่าสังคมอื่น 
แต่อาจเป็นเพราะสังคมนั้นมีระบบเศรษฐกิจ การกระจายทรัพยากร การจัดการศึกษา การกระจายรายได้ การเก็บภาษีที่เป็นธรรม จนทำไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด คนก็ไม่เลยไม่ต้องลุกมาปล้น ฆ่า หรือลักขโมยกันมากนัก 
ยังไม่นับว่าการประกอบอาชญากรรมที่ร้ายแรงบางอย่างอาจเกิดขึ้นจากสภาพความป่วยไข้ทางใจ ไม่เกี่ยวกับการเป็นคนดีหรือคนเลว



ท่ามกลางการเรียกร้องหาคนดี และโหยหาคุณธรรม ฉันไม่ค่อยได้ยินเสียงเรียกร้องถึงระบอบการเมืองการปกครองที่อำนวยความยุติธรรมแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ
เราไม่ต้องการนักการเมืองที่เป็นคนดี แต่เราต้องการระบอบการเมืองที่เราสามารถตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองได้ต่างหาก

เพราะนักการเมืองจะไม่ทำความชั่วเพียงเพราะเขาเป็นคนดี (ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) แต่เขาไม่ทำชั่วหรือทำผิดกฎหมายเพราะกลัวการถูกตรวจสอบและการลงโทษ (ซึ่งมองเห็นได้ด้วยเปล่า) 
อาการบ้าคนดีจนกระทั่งเชื่อว่าหากคนดีมารวมพลัง (จิต) ร่วมอธิษฐานกันแล้วจะช่วยกันกำจัดคนเลวออกไปได้เป็นความคิดที่น่ากลัวมาก
จะมีอะไรน่ากลัวไปกว่าคนที่ทำ(ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าเป็น)ความดีแล้วบังเกิดความคิดที่ว่า เมื่อฉันเป็นคนดีแล้ว ฉันย่อมมีสถานะเหนือกว่าคนอื่นที่ไม่ได้เป็นคนดีเท่ากับที่ฉันเป็น จากนั้นหน้าที่ต่อไปของฉันคือ มุ่งขจัดคนที่ไม่ดี (ตามมาตรฐานของฉัน)ให้สิ้นซาก

ถ้าฉันคิดว่าคนที่นับถือศาสนาพุทธเท่านั้นที่เป็นคนดี คนที่นับถือศาสนาอื่นเป็นคนเลว หน้าที่ของฉันคือต้องฆ่าคนที่ไม่ใช่พุทธให้สิ้นซาก
ถ้าฉันคิดว่าคนยิวเป็นคนชั่ว ฉันต้องฆ่าคนยิวทิ้งให้หมด
ถ้าฉันคิดว่าคนกินมังสวิรัติเท่านั้นเป็นคนดี ฉันต้องพยายามชักจูงให้คนเลิกกินเนื้อสัตว์ แต่หากยังมีคนดึงดันจะกินเนื้อสัตว์ ฉันจะทำลายพวกมันให้หมดไปจากแผ่นดินของเรา หรือไม่ก็เนรเทศให้มันไปอยู่ที่อื่น


ฉันพยายามหาคำตอบว่า เมื่อมีใครสักคนพูดว่า "เรามาช่วยกันส่งพลังจิตกำจัดคนเลวกันเถอะ" ผู้พูดหมายถึงใคร? และคนๆ นั้น (หรือหลายคน) ได้กระทำสิ่งใดจึงเรียกว่า "เลว" (แต่ที่แน่ๆ คือคนพูดเป็นคนดี แต่ก็ไม่ได้บอกว่าดีอย่างไร ทว่า นัยของมันคือทั้งผู้พูดและผู้ฟังต้องเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือดี และอะไรคือเลว )

คนเลวของผู้พูดจะหมายถึงคนที่กินเนื้อสัตว์? คนยิว? หมายถึงพ่อค้ายาบ้า? หมายถึงแก๊งส์ซามูไร? หมายถึงนักการเมือง? หมายถึงคนที่ไม่รักชาติ? หมายถึงคนที่ทรยศต่อชาติ? (เช่นไปเข้าข้างเขมร?) หมายถึงคนที่ไม่ชอบในสิ่งที่คนอื่นชอบ? หมายถึงคนไม่ทำในสิ่งที่คนอื่นๆ ทำ? หมายถึงคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ ?

ยิ่งพยายามคิด ฉันยิ่งผวาหวาดกลัวคนดี และไม่อยากเป็น"ยิว"ที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มากไปกว่านั้น
ไม่อยากเห็นคนดีหน้าตาเหมือนฮิตเลอร์



.