http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำ ผกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำ ผกา แสดงบทความทั้งหมด

2557-01-22

คำ ผกา: ขอฝากให้พิ′นา

.

คำ ผกา : ขอฝากให้พิ′นา
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390400273
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:50:03 น.

( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ประจำวันที่ 17- 23 ม.ค. 2557 ปี34 ฉ.1744 หน้า20 )


"ปิดปรับปรุงประเทศชั่วคราว"
"ล้างโกงก่อนเลือกตั้ง"
"ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"
"รู้ว่าถ้าเลือกตั้งแล้วจะนองเลือดยังจะยืนยันจัดการเลือกตั้งอีกหรือ"



จะขอสมมุติว่าเราคนไทยทุกคนอยู่ในภพภูมิเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน
และเห็นตรงกันว่าพระอาทิตย์นั้นขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก

บนสมมุติฐานนี้ฉันพยายามจะชี้แจงว่าถ้อยแถลงของกลุ่มคนที่ออกมาชุมนุมกับ"กำนันสุเทพ"นั้นตั้งอยู่บนตรรกะที่ผิดพลาดอย่างไรบ้าง



"ปิดปรับปรุงประเทศชั่วคราว"

ประโยคนี้ล้อกับประโยคที่เราคุ้นเคยว่า"ปิดปรับปรุงร้านชั่วคราว" เช่นร้านอาหารอาจจะปิดร้านไป1เดือน เพื่อซ่อมแซมร้าน เปลี่ยนโต๊ะ เก้าอี้ ปรับปรุงหลังคา ล้างแอร์ renovate แต่งร้านใหม่ให้สวยกว่าเดิม
การปิดปรับปรุงร้านชั่วคราว เจ้าของร้านยอมเพิ่มเงินลงทุน ยอมสูญเสียรายได้ในช่วงที่ปิดร้าน ด้วยคิดคำนวณแล้วว่า หากเปิดร้านมาอีกครั้งในโฉมใหม่ที่สดใสกว่าเดิม จะเรียกลูกค้าได้มากขึ้น กิจการจะดีขึ้น

คำถามคือ เราสามารถปิดประเทศเพื่อปรับปรุงชั่วคราวแล้วค่อยเปิดใหม่ได้หรือไม่?
คำตอบ "ไม่ได้"
เพราะว่า ประเทศชาติ ไม่ใช่ร้านอาหารที่มีเจ้าของ 1 คน หรือ 4 คน 5 คน 10 คน หลายคนในนามของหุ้นส่วน ที่สามารถตกลงยินยอมพร้อมใจกันว่า "โอเค เราปิดร้านกันชั่วคราว" หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้ใกล้เคียง สมมุติว่า มีหุ้นส่วน 10 คน, 3 คนบอกว่า อยากปิดร้านเพื่อปรับปรุงชั่วคราว แต่อีก 7 คนเห็นว่า ยังไม่จำเป็นต้องปิด, การประชุมหุ้นส่วนก็คงต้องฟังเสียงข้างมาก หรือมิเช่นนั้นก็ต้องฟังหุ้นส่วนที่ถือหุ้นในสัดส่วนที่มากที่สุด

แต่สำหรับประเทศชาติ ไม่สามารถ "ปิดชั่วคราวได้" เพราะเจ้าของประเทศไทยคือคนไทยเจ็ดสิบกว่าล้านคน

ถ้าคุณคือเจ้าของประเทศจำนวนสิบสองล้านคนอยากปิดประเทศ แต่มีคนไทยอีกสิบห้าล้านคนไม่อยากปิดประเทศคุณจะจัดการอย่างไรกับคนไทยอีกสิบห้าล้านคนนั้นที่เขามีสิทธิความเป็นเจ้าของประเทศเท่าๆกันกับคุณ?

ยิ่งไปกว่านั้น"ประเทศชาติ"ไม่ใช่ร้านอาหาร ไม่ใช่บริษัท ไม่ใช่กิจการ ที่จะปิดไปชั่วคราวแล้วเปิดใหม่ได้

แต่ "ประเทศชาติ" คือหน่วยของสังคมการเมืองที่มีชีวิตมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาและกฎหมายของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ยึดถือคุณค่าว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานร่วมกัน

นั่นคือให้เป็นหน่วยของสังคมการเมืองที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะมีชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนจะมีงานทำหรือจะตกงาน จะเป็นหญิงชายเกย์ เลสเบี้ยน จะแต่งงานหรือจะไม่แต่งงาน จะร่ำรวยหรือยากจน พวกเขามีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเท่าๆ กับมนุษย์คนอื่นๆ มีเสรีภาพในการเดินทาง ในการพูด คิด เขียน แสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

การปิดประเทศจึงไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับการปิดกิจการชั่วคราวได้
เพราะประเทศชาติไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นหน่วยทางการเมืองที่มีเพื่อ"โอบอุ้ม"มนุษย์ทุกคนที่เป็นสมาชิกของสังคมการเมืองนั้นๆให้ได้มีชีวิตที่ดีตามอัตภาพของพวกเขามีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินตามหลักประกันว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นนั่นเอง(รวมไปถึงคนต่างชาติผู้อพยพ คนเถื่อน หรือแม้กระทั่งอาชญากร คนชายขอบทุกประเภท)


เพราะฉะนั้น การลุกขึ้นมา "ปิดประเทศ" โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะกระทำผ่านการใช้อำนาจของกองกำลังที่มีอาวุธอยู่ในมือ หรือมีกองกำลังปัญญาชนเผด็จการอยู่ในมือ จึงเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เป็นการ "ปล้น" สิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น


หาใช่เป็นการ "ปิดชั่วคราวเพื่อปรับปรุง"



ประโยคถัดมา "ล้างโกงก่อนเลือกตั้ง"

ประโยคนี้ก็เป็นประโยคชวนฝัน ทว่า เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง
เพราะในระบบการบริหารไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชนย่อมมีสิ่งที่เรียกว่าการโกงและการคอร์รัปชั่นในระดับที่ต่างๆกัน
เท่าที่เติบโตมาและอ่านหนังสือได้ ยังไม่เคยอ่านพบว่ามีรัฐบาลของประเทศไหน"ปลอด"การโกงหรือการคอร์รัปชั่นสะอาดพิสุทธิ์ดั่งสาวพรหมจรรย์เลยแม้แต่รัฐบาลเดียว

หากจะมีรัฐบาลไหนที่อวดอ้างได้ว่าเป็นรัฐบาลใจซื่อมือสะอาดปราศจากคอร์รัปชั่นได้เต็มปากเต็มคำก็คงมีแต่รัฐบาลเผด็จการเท่านั้นเพราะเป็นรัฐบาลที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้

เมื่อตรวจสอบไม่ได้จึงไม่รู้ว่ามีคอร์รัปชั่น
เมื่อไม่รู้ว่า"มี"จึงเชื่อไปได้ว่ามัน"ไม่มี"


ในทางตรงกันข้ามระบอบประชาธิปไตยต่างหากที่ทำให้เราจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้น

เมื่อเป็นประชาธิปไตยมาก ตรวจสอบได้มาก จึงพบว่ามีการคอร์รัปชั่นมาก


มองดูอย่างผิวเผินจึงชวนให้ท้อใจว่า-ว้า ประชาธิปไตยนี่แย่จัง นักการเมืองนี่เลวจริง เอามือควานไปเรื่องไหนก็เจอแต่เรื่องคอร์รัปชั่นเยอะแยะไปหมด-ก็คงต้องค่อยอธิบายให้พ่อเจ้าประคุณ แม่เจ้าประคุณทั้งหลายฟังว่า

"ใจเย็นๆ นะจ๊ะ ที่เราเจอเคสโกงเยอะแยะไปหมด ก็เพราะเราตรวจสอบได้มาก มีอำนาจจับผิดได้เยอะไง อย่าตกใจไป พอเจอเคสเยอะๆ ก็ค่อยๆ ตั้งหลักแก้ปัญหาในระบอบประชาธิปไตยนี่แหละ
และทางแก้คอร์รัปชั่นที่ได้ผลกันมากคือ การกระจายอำนาจ เพื่อให้หน่วยการบริหารเล็กลง เมื่อเล็กลง ประชาชนก็ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ใกล้ชิดขึ้น รวดเร็วขึ้น ไม่ใช่โกงในระดับหมู่บ้านแล้วมาตรวจสอบกันในระดับประเทศ กว่าเรื่องจะมาถึง กว่าตีกลับ กว่าจะอะไรต่อมิอะไร ทั้งคนโกงคนถูกโกงก็พากันตายไปหมดแล้ว   การแก้ไขปัญหาการโกงการคอร์รัปชั่นก็เหมือนเราเจอหนูในบ้าน วิธีที่จะกำจัดหนู ไม่ใช่การเผาบ้านทิ้ง ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การปิดไฟ เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นหนู เลยคิดว่าไม่มีหนู"


เพราะฉะนั้น คำตอบคือ ล้างโกงก่อนเลือกตั้งไม่ได้ เพราะล้างโกงก่อนเลือกตั้งคือการปิดไฟ คือการเผาบ้าน เราต้องเลือกตั้งค่ะ เพื่อเป็นการเปิดไฟ หาหนูให้เจอ แล้วกำจัดมัน"



"ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"


คำถามคือทำไมต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง?
ทำไมถึงเลือกตั้งแล้วปฏิรูปไม่ได้?


คำตอบวนไปที่ต้องล้างบางนักการเมืองชั่วก็ต้องถามต่อไปว่าล้างบางนักการเมืองชั่วด้วยวิธีไหน?
และใครเข้าข่ายนักการเมืองชั่วบ้าง?
ใช้วิธีไหนล้าง?
ล้างแล้วหมดประเทศเลยจริงหรือไม่? 
แล้วหากล้างจนหมดจด มีการเลือกตั้งอีก คนหน้าใหม่ที่เข้ามาเป็นนักการเมืองก็ชั่วอีก เรามิได้ต้องปิดประเทศกันไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดหรือ?

ถามต่อไปได้อีกว่าหากบอกว่านักการเมืองชั่วแล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่า คนที่จะ "สรรหา" มาบริหารประเทศในระหว่างที่ล้างบางนักการเมืองชั่ว นั้นคือคนดี และรักษาความดีได้ตลอดสมัยการบริหารประเทศ และหากต่อมาเราพบว่าเขาไม่ใช่คนดีอีกต่อไป เราจะจัดการกับเขาได้อย่างไร เอาอำนาจอะไรมาจัดการ?

ถามต่อไปว่าเราต้องปฏิรูปนานเท่าไหร่?
ใครกำหนดระยะเวลา?
และระยะเวลาที่กำหนดนั้นทำอย่างไรจะให้เป็นฉันทานุมัติของสังคม?

ถ้าสังคมไม่มีฉันทานุมัติในประเด็นกรอบของเวลาการปฏิรูปเช่นบ้างก็เห็นว่าหกเดือนบ้างก็เห็นว่าแปดเดือนบ้างเห็นว่าสามปี ฯลฯ เมื่อเห็นไม่ตรงกันเช่นนี้ใครจะเป็นคนเลือกรอบของเวลา?

แล้วหากเลือกมาแล้วมีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร
หรือหากกำหนดกรอบเวลาแล้วทำไม่ได้อย่างราคาคุย ใครจะเป็นคนรับผิดชอบต่อความเสียหายทางเวลาที่เกิดขึ้น ไม่นับค่าเสียหายทางโอกาสของประเทศชาติ

สุดท้ายประชาชนในประเทศจะมีอะไรมาการันตีว่า ปฏิรูปแล้วจะได้เลือกตั้ง
ทั้งไม่มีอะไรมาการันตีว่า ในระหว่างที่ปฏิรูปโดยคณะปฏิรูปที่ไม่มีอำนาจยึดโยงกับประชาชน จะกระทำการละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชนหรือไม่


โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิรูป ถามต่อไปได้อีกว่าแล้วประชาชนมีสิทธิไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปได้หรือไม่?
หากไม่เห็นด้วยมีสิทธิออกมาก่อม็อบประท้วงหรือไม่?
และมีอะไรมารับประกันว่าคณะปฏิรูปจะไม่ใช้อาวุธและอำนาจที่เด็ดขาดมาปราบปรามประชาชนที่ขัดแย้งกับคณะปฏิรูปฯลฯ


ต่อประเด็นนี้สามารถถามต่อไปได้อีกหลายสิบคำถามต่อความชอบธรรมของกระบวนการปฏิรูปที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน

ยิ่งไปกว่านั้นมีใครปฏิเสธได้บ้างว่า การปฏิรูปคือ "กระบวนการ" ไม่ใช่ "ผลงานสำเร็จรูป"


การปฏิรูปนั้นเป็นกระบวนการที่ไม่มีจุดจบ ไม่มีคำว่าสำเร็จ แต่มันคือพลวัตของระบอบประชาธิปไตยที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับวุฒิภาวะของประชาชน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม

การปฏิรูปคือกระบวนการของการปะทะ ขัดแย้ง รอมชอม สังสรรค์กันของคนที่แตกต่างกัน ของผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ของความเชื่อที่หลากหลาย ของอุดมคติ และความฝันที่แตกต่างกันไปของคนในสังคม

ทั้งหมดนี้ปะทะ ขัดแย้ง รอมชอม ยอมแพ้บ้าง ถอยบ้าง สู้กลับบ้าง ต่อรองบ้างทั้งในพื้นที่การเมือง และพื้นทางวัฒนธรรม ในกรอบประชาธิปไตย จึงเรียกว่าการปฏิรูป


การปฏิรูปไม่อาจเกิดขึ้นในสังคมที่ถูกแช่แข็ง ในสังคมฟาสซิสต์ที่หล่อหลอมให้คนคิดเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน ศรัทธาในสิ่งเดียวกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา หากเป็นเช่นนั้นมันก็เป็นแค่การล้างสมองที่ถูกแปะฉลากว่าการปฏิรูป



สุดท้าย
"รู้ว่าถ้าเลือกตั้งแล้วจะมีแต่เหตุการณ์วุ่นวายนองเลือดยังจะเลือกตั้งอีกหรือ ทำไมไม่ลาออก ทำไมต้องรีบร้อนเลือกตั้ง"

สำหรับผู้ที่กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ออกมาเราก็คงต้องเริ่มต้นทบทวนให้ทราบว่ารัฐบาลนี้ยุบสภา เป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ลาออกไม่ได้ ถ้าลาออกเท่ากับละเลยการปฏิหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

ส่วนวันเลือกตั้งนั้น กำหนดตามกฎหมาย ตามข้อบังคับ ไม่ได้กำหนดเอาตามอำเภอใจ

ส่วนเรื่องความรุนแรงที่บอกว่าจะเกิดขึ้นหากไม่ยอมเลื่อนเลือกตั้งนั้น ผู้พูดต้องไปทบทวนว่าใครเป็นผู้เริ่มจุดชนวนความรุนแรง?

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามครรลองของกฎหมายถูกขัดขวางโดยผู้ที่ไม่ยอมทำตามกฎหมาย



พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้งโดยอ้างเรื่องกติกาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งฟังไม่ขึ้นเพราะกติกานี้เป็นกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญปี2550ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำไป ไม่นับกฎหมายการเลือกตั้งที่ถูกแก้ในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

ล่าสุดยังมีผู้กล่าวอ้างไปได้อีกว่า "เกรงว่ารัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมได้" ก็คงต้องตอบว่า ผู้จัดการเลือกตั้งคือ องค์กรอิสระที่ชื่อว่า กกต.
หากไม่เชื่อมั่นใน กกต. ก็คงต้องยุบองค์กรอิสระ มิใช่ยุบหลักการประชาธิปไตย หรือยุบรัฐบาลรักษาการ

ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย มีเพียง 8 จังหวัดเท่านั้นที่ไม่สามารถจัดการรับสมัคร ส.ส. ได้ ซึ่งเรื่องนี้องค์กรที่ต้องพิจารณาความบกพร่องของตนเองมากที่สุดก็หนีไม่พ้น กกต.

หากจะมีความวุ่นวายเพราะการเลือกตั้ง กลุ่มคนที่พึงถูกตั้งคำถามมากที่สุดก็คือกลุ่มคนที่ไม่ต้องการเลือกตั้ง ขัดขวางการเลือกตั้ง มิใช่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ทำตามกฎหมาย ไปใช้สิทธิของตนเองเพื่อเลือกผู้แทนฯ ของตนเอง


การกล่าวว่าต้องเลื่อนเลือกตั้งเพราะกลัวความรุนแรง จึงคล้ายเป็นการกล่าวว่า "อย่าสร้างบ้านเลย นอนข้างถนนดีกว่า เพราะมีบ้านแล้วเดี๋ยวโจรจะมาปล้นบ้าน"


ปัญหาโจรปล้นบ้านคงไม่ได้อยู่ที่คนมีบ้าน แต่อยู่ที่โจร-ไม่ใช่หรือ?

และการแก้ปัญหาโจรปล้นบ้านก็ต้องไปแก้ที่การใช้กฎหมายรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่เผาบ้านทิ้งหรือไปนอนข้างถนนแทนการสร้างบ้าน

ขอฝากไว้แต่เพียงเท่านี้

.............


________________________________________________
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly




.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-10-19

บ้าก็บ้าวะ โดย คำ ผกา

.

คำ ผกา : บ้าก็บ้าวะ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382097874
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:29:41 น.

(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556  ปี33 ฉ.1730 หน้า88-89 ) 


คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าในสังคมไทย โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น "สื่อทางเลือก" สำหรับคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างแท้จริง

และในความเป็น "สื่อทางเลือก" มีความหมายสองอย่างสำหรับฉัน

อย่างแรก เป็นสื่อทางเลือกในความหมายของการที่เราสามารถ "เลือก" บรรณาธิการ "ข่าว" ของเราจากบรรดาคนที่เราเลือกเป็น "เพื่อน"

เช่นในกรณีของฉันเอง หลังจากใช้เฟซบุ๊กมาหลายปี ฉันเริ่มจัดหมวดหมู่ "เพื่อน" ที่เป็น "บรรณาธิการข่าว" (ส่วนตัว)
เช่น จะมีเพื่อนที่คอยแชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเรื่องเพศวิถีโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการคัดสรรข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิชนกลุ่มน้อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับคนเสื้อแดงและกิจกรรมคนเสื้อแดงโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวตลกๆ เรื่องเพศ หรือทัศนคติทางเพศแปลกจากสื่อต่างประเทศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์คลิปงานเสวนาการเมือง วรรณกรรม วิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์เป็นการเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์เกี่ยวกับการรีวิวหนังสือ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวงานวิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ

ลองคิดดูก็แล้วกันด้วยแพล็ตฟอร์มอันหลากหลายขนาดนี้ มันเหมือนเป็นทางลัดที่นำเราไปสู่ข้อมูล ข่าวสาร ที่กลายเป็นเครือข่ายโยงใยกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะฉะนั้น พฤติกรรมการเสพ "สื่อ" ของเราในปัจจุบัน มันไม่ใช่การที่เราคลิกเข้าไปในหน้าเพจของหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งแล้วเริ่มอ่านตั้งแต่หน้า หนึ่ง สอง สาม ไปเรื่อยๆ

แต่ด้วยการผ่านโซเชียลมีเดีย ภายใต้เครือข่ายของบุคคลที่เราติดตาม เราได้สร้างเครือข่ายของข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคและความสนใจของตัวเราเอง


สื่อทางเลือกในความหมายที่สองคือ หลังการรัฐประหาร เรา "เลือก" แล้วจริงๆ ว่าเราจะไม่ "เสพ" สื่อจากข้างที่อยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย เชียร์ให้รัฐบาลออกมาฆ่าคน

ยกตัวอย่างเลยก็แล้วกัน เช่น ฉันเลือกแล้วที่ไม่ให้ "ราคา" กับข่าวจากสำนักข่าวอิศรา, ไทยโพสต์, แนวหน้า เป็นต้น

แม้จะเข้าไปอ่านบ้างแต่เป็นการอ่านเพื่อดูว่า สื่อเหล่านี้ "ประกอบสร้าง" ข้อเท็จจริงอะไรในข่าวของพวกเขา ไม่เพียงแต่เลือก "ข้าง" สื่อ เรายังเลือก "ข้าง" เพื่อนไปเรียบร้อยอีก


เช่น ในกรณีของฉันอีกนั่นแหละ ขอสารภาพว่าไม่มีเพื่อนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย

อันนี้ออกจะอาการหนักอยู่ เพราะหากมองตัวเองเป็น "นักเขียน" ที่ต้องสังเกตโลกทุกใบ อย่างน้อยฉันน่าจะติดตามเฟซบุ๊กของคนอย่างหลากหลายไม่เลือกข้างไม่เลือกสี แต่ในเมื่อ social media คือสื่อทางเลือก ฉันก็เลย "เลือก" เสียเลย คือ เลือกที่จะไม่รำคาญใจจาก "ทัศนคติ" ที่เรา "รำคาญ"

ยิ่งพวกคนที่แอ๊บว่าเป็น "กลาง" มีหลักการ ยึดมั่นในคุณธรรมความดี เชื่อมั่นในภาคประชาสังคมพลังของคนตัวเล็กตัวน้อย สู้เพื่อโลกสีเขียว แต่ลึกๆ แล้วเชียร์ประชาธิปัตย์แทบตาย-ประเภทนี้-คือ "สื่อ" ที่ฉันเลือกจะไม่เสพ



พร่ำมายาวๆ นี่เพียงเพื่อจะบอกว่า จะดีจะชั่ว คนไทยยังมี "ทางเลือก" อย่างน้อยเมื่อเทียบกับ จีน เวียดนาม พม่า ลาว เกาหลีเหนือ

เรายังไม่ถูกบล็อกจากการเข้าถึงบริการของอินเตอร์เน็ต แม้ว่าข้อมูลข่าวสารบางอย่าง บางเรื่องจะเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมไทย ทว่า ผ่านอินเตอร์เน็ต เราสามารถเรียนรู้จากกรณีศึกษาของประเทศอื่นๆ ได้

เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าสถานการณ์ของไทยดีกว่าประเทศอื่นที่ถูกห้ามการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิงอย่างไร

จะขอยกตัวอย่างกรณี เกาหลีเหนือ


ในเว็บไซต์ http://gawker.com/5869210/giant-rabbits-and-double-rainbows-the-10-most-insane-delusions-of-kim-jong+il
มีบทความชื่อ 
"Giant Rabbits and Double Rainbows : The 10 Most Insane Delusions of Kim Jong-Il"
ขอแปลใส่อารมณ์แบบไทยว่า
"กระต่ายยักษ์ และ สายรุ้งซ้อนสองชั้น : สุดยอด 10 ความเพี้ยนพันลึกของ คิม จอง อิล"

10 ข้อนี้มีอะไรบ้าง ฉันจะแปลสรุปคร่าวๆ ดังนี้

- โรงเรียนในเกาหลีเหนือสอนนักเรียนว่ามีการณ์อัศจรรย์หลายอย่างบังเกิดตอนที่ คิม จอง อิล ถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ โดยบอกว่า เขาเกิดในกระท่อมไม้ซุงบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ Paekdu เขาเกิดมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของดาวดวงใหม่ และการเกิดของเขาทำให้ฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ ไม่เพียงเท่านั้นยังบังเกิดโค้งรุ้งสองสายพาดบนขอบฟ้าเป็นที่อัศจรรย์ แถมยังเกิดภูเขาน้ำแข็งที่พูดได้ (แต่ตามหลักฐานอื่นกล่าวว่าเขาเกิดที่รัสเซีย)

- ปี 2006 คิม จอง อิล ได้ข่าวว่าที่เยอรมนี มีผู้ชายคนหนึ่งเพาะพันธุ์กระต่ายยักษ์สำเร็จ เขาเชื่อว่า กระต่ายยักษ์คือ กุญแจที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความอดอยากในเกาหลีเหนือได้ เขาจึงติดต่อนาย Karl Szmolinsky ผู้เพาะพันธุ์ กระต่ายยักษ์ เพื่อเชิญเขามาริเริ่มฟาร์มกระต่ายยักษ์ที่เปียงยาง จากนั้นคิมได้ซื้อกระต่ายยักษ์มา 12 ตัว ตัวละ 115 เหรียญ เขาบอกนาย Szmolinsky ว่าจะเอากระต่ายเหล่านี้มาเลี้ยงในสวนสัตว์ หลังจากนั้น ไม่กี่เดือน นาย Szmolinsky ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้เขาเดินทางมาที่เกาหลีเหนือ เพื่อเริ่มทำฟาร์มกระต่าย ทว่าเดือนกุมภาพันธ์ปี 2007 เขาได้รับการติดต่อจากทางการเกาหลีเหนือว่า เขาไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่เกาหลีเหนือแล้ว ทำไม? Szmolinsky เชื่อว่าคงเป็นเพราะ กระต่ายทั้ง 12 ตัวนั้นคงกลายเป็นอาหารฉลองวันเกิดของคิมไปแล้ว

- แบบเรียนของรัฐระบุว่า คิมไม่มีอุจจาระและปัสสาวะเฉกมนุษย์อย่างเราๆ

- ในปี 1994 สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อิล เป็นนักกอล์ฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาทำ 38 อันเดอร์พาร์ 5 โฮลอินวันในการออกรอบครั้งเดียว

- ปี 1989 ที่เปียงยางเป็นเจ้าภาพงาน World Festival of Youth and Students คิมได้ "กำจัด" คนพิการ คนเตี้ย ด้วยการนำไปปล่อยเกาะร้าง เพื่อปกป้อง "ชาติ" เกาหลีเหนือให้ปลอดจากยีนส์ด้อยทั้งมวล

- คิมให้จำคุกญาติผู้กระทำผิด (กฎหมาย) ด้วย เพราะเขาเชื่อว่า อาชญากรนั้นถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ถึงสามรุ่น

- ผู้นำคิมเป็นคนที่กลัวการนั่งเครื่องบินมาก เพราะฉะนั้น เขาจะเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยรถไฟกันกระสุนสุดหรูเท่านั้น และว่ากันว่า บนรถไฟที่เขานั่งจะมีกุ้งล็อบสเตอร์เป็นๆ "บิน" (airlifted) ตรงมาเสิร์ฟในขบวนรถไฟของเขา-และน่าจะเป็นขบวนที่เขาถึงแก่อสัญกรรมนั่นเอง

- คิม จอง อิล เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเฮนเนสซี่ในปี 1993 และ 1994 ลำพังซื้อคอนญัคอย่างเดียวก็ปาเข้าไป 850,000 ดอลลาร์

- ปี 1978 คิมไปลักพาตัวนักทำหนังชาวเกาหลีใต้และภรรยาชื่อ Shin Sang-ok มาเพื่อทำหนังโฆษณาชวนเชื่อให้เกาหลีเหนือในชื่อของคิมในฐานะผู้อำนวยการผลิต สองคนผัวเมียหนีออกมาได้ตอนไปถ่ายหนังที่ออสเตรียหลังจากถูกลักพาตัวไปแปดปี

- ปี 1950 คิม อิล ซุง สร้างเมืองสมมุติชื่อ Kijong-Dong ที่ชายแดนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เมืองนี้สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เกาหลีใต้เห็นว่าเกาหลีเหนือเจ๋งกว่า เจริญกว่า ร่ำรวยกว่า เกาหลีใต้ ทว่า มันเป็นเมืองหลอกๆ ไม่มีคนอยู่จริง มีตึกที่มีหน้าต่างแต่ไม่มีกระจก

แกล้งๆ ทำเป็นแท่งคอนกรีตขึ้นมาเฉยๆ


สิบข้อนี้ยังไม่นับการอัศจรรย์ที่นักเรียนเกาหลีเหนือได้เรียนรู้เกี่ยวกับ "ผู้นำที่ยิงใหญ่" คิม จอง อิล ว่า เขาเดินได้เมื่ออายุเพียงสามอาทิตย์ และพูดได้เมื่ออายุเพียงแปดอาทิตย์

นอกจากนี้ ขณะที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย ภายในสามปี เขาแต่งโอเปราขึ้นมาถึง 4 เรื่อง แต่งหนังสือ 1,500 เล่ม เป็นอัฉริยะทางสถาปัตยกรรม และการกำกับภาพยนตร์

นอกจากนี้ สื่อเกาหลีเหนือยังรายงานว่า คิม จอง อิล คือ ผู้นำทางด้านแฟชั่นของโลกที่คนทั้งโลกพากันแต่งตัวเลียนแบบเขา หลังจากที่ คิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรม ก็มีการแต่งเพลง "No Mother Land Without You" หรือ "ไม่มีท่านก็ไม่มีแผ่นดินแม่" เพื่อสรรเสริญท่านผู้นำ หลังอสัญกรรมมีการออกกฎหมายให้ไว้ทุกข์สามปี ใครละเมิดการไว้ทุกข์ เช่น บังอาจดื่มสุราก็จะถูกจับมีโทษจำคุก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมกับ "เกาหลีเหนือ" เราอาจต้องเผื่อใจว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่มุขเย้ยหยันประเทศเกาหลีจากประเทศ "ตะวันตก" ที่จะไปรู้อะไร้กับเกาหลีเหนือ (แต่ภาวะอดอยากขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนผู้คนล้มตายจำนวนมากนั้นมีจริง)


แม้กระนั้นได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ได้เห็นภาพโฆษณาชวนเชื่อที่ออกมาจากสื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ฉันก็ได้แต่เห็นใจว่า เป็นเพราะประชาชนเกาหลีเหนือถูกกีดกันมิให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก เคยฟังหญิงสาวชาวเกาหลีเหนือพูดในงาน Ted Talk ว่าก่อนที่เธอจะหนีออกมาจากเกาหลีเหนือได้นั้น เธอเคยเชื่อว่าเกาหลีเหนือคือประเทศที่ดีที่สุดในโลก


เขียนถึงตรงนี้ ฉันดีใจจริงๆ ที่คนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลากหลาย เราไม่ถูกปิดกั้นจากสัญญาณอินเตอร์เน็ต ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาในประเทศไทยเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดเสมอ และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรากฎการณ์อย่างเกาหลีเหนือจะเกิดขึ้นที่นี่

ป.ล. อย่าลืมว่าฉันเขียนจากการเลือก "ข้าง" เพื่อนและคนรู้จักในโลกโซเชียลมีเดียแล้ว จึงได้ข้อสรุปเช่นนี้



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-09-20

เครื่องแบบ เหตุแห่งความเขลา โดย คำ ผกา

.

คำ ผกา : เครื่องแบบเหตุแห่งความเขลา
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379604646 
วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 08:02:33 น.

( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 ก.ย.56 ปี 33 ฉ.1726 หน้า 88 )


สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาสองเรื่อง

ลำดับคุณภาพการศึกษาไทยรั้งท้ายสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน กับข่าวโปสเตอร์รณรงค์ให้ตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของเครื่องแบบนักศึกษา โดยกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่ง


และเหตุที่มันเป็นข่าวครึกโครมมากก็ด้วยเหตุว่า ภาพในโปสเตอร์รณรงค์นั้นสื่อถึงนัยทางเพศอันเป็นเรื่องที่สังคมไทยอ่อนไหวต่อมันมากที่สุด (แปลว่าดัดจริตต่อมันมากที่สุด) และอ่อนไหวมากขึ้นเมื่อเป็นการร่วมเพศในชุดนักศึกษา และยิ่งเป็นนักศึกษาชายกับชาย และยิ่งกว่านั้นเมื่อภาพนักศึกษาหญิงไม่ใช่นักศึกษาหญิง-กรี๊สสสสส มันจะซับซ้อนเกินไปแล้ว สำหรับสังคมคนอ่อนไหว

ดังนั้น มันจึงเป็นข่าวครึกโครม พร้อมๆ กับที่ อธิการบดี ออกมา "ปราม" ด้วยวลีเด็ดที่คนไทยถูกฝังไว้ในดีเอ็นเอมาตั้งแต่เกิดคือวลีที่บอกว่า "เสรีภาพมีได้แต่ต้องอยู่ในขอบเขต และใช้ไปในทางที่เหมาะสม" และย้ำว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีกฎบังคับให้นักศึกษาต้องแต่งชุดนักศึกษา

ขณะเดียวกัน อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ก็รีบออกมาบอกว่าได้แจ้งยกเลิกกฎการบังคับให้แต่งชุดนักศึกษามาเรียนในวิชา TU 103



อ่านถึงตรงนี้-คนนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-(มีข้อถกเถียงใหม่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของธรรมศาสตร์ คนนอกอย่ายุ่ง, เอิ่ม.. ธรรมศาสตร์ก็ใช้เงินภาษีคนนอกธรรมศาสตร์เยอะอยู่ป่าวคะ?) อย่างฉันนึกสงสัยว่า "อ้าว ถ้ามหาวิทยาลัยไม่มีกฎบังคับให้นักศึกษาแต่งชุดนักศึกษา หากอาจารย์ท่านใดริอ่านบังคับนักศึกษาแต่งชุดนักศึกษา อาจารย์ท่านนั้นน่าจะมีความผิดหรือเปล่า?"

และทำไมจึงยังปรากฏป้าย No Uniform No Service ในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีความเข้าใจร่วมกันว่า เวลาไปสอบต้องแต่งชุดนักศึกษา


หากมหาวิทยาลัยไม่มีกฎบังคับ ก็ต้องไม่ทั้งเวลาเรียน ในห้องเรียน นอกห้องเรียน จะสอบ หรือไม่สอบ การไม่บังคับนี้น่าจะครอบคลุมทั้งหมด



ข่าวอันดับความล้าหลังรั้งท้ายของคุณภาพการศึกษาไทยกับข้อถกเถียงเรื่องการมีอยู่หรือยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

หลายๆ คน (แม้แต่คนที่รณรงค์ให้ยกเลิกเครื่องแบบ) ต่างพากันออกมาบอกว่า ชุดนักศึกษาไม่เกี่ยวกับคุณภาพการศึกษา

แต่ฉันเห็นตรงกันข้าม ฉันเห็นว่ามันเกี่ยวพันอย่างมากถึงมากที่สุด

จิตสำนึกแห่งการสยบยอมต่ออำนาจโดยปราศจากการตั้งคำถาม-ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มพูนสติปัญญาและการศึกษาหาความรู้-เกี่ยวโยงตรงกันกับการขังนักเรียนไว้ในเครื่องแบบ  .. และต้องขยายความอีกว่า เป็นเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาแบบไทยด้วย

พูดให้ง่ายขึ้นได้ว่า เครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาไทย รวมทั้งทรงผมภาคบังคับ มีผลให้เด็กนักเรียนโง่ลงอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ

คนที่สนับสนุนเครื่องแบบนักเรียนจำนวนไม่น้อยออกมาปกป้องว่า ในต่างประเทศยิ่งเป็นโรงเรียนแพง ยิ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ยิ่งมีเครื่องแบบอันเคร่งครัด เพราะฉะนั้น คนไทยจะไปดัดจริตอะไรไปเลิกเครื่องแบบ

แต่คนเหล่านั้นไม่ได้พูดต่อให้จบ (หรือไม่ก็โดนเครื่องแบบนักเรียนที่เคยใส่มาหลายปีทำลายเซลล์สมองไปเรียบร้อยแล้ว) ว่าเครื่องแบบโรงเรียนเอกชนในหลายๆ ประเทศออกแบบมาเพื่อแสดงสถานภาพอีลีตหรือชนชั้นนำ เพื่อความกลมเกลียวกันฉันท์น้องพี่ของเหล่าอีลีตด้วยกัน มันจึงเป็นเครื่องแบบที่ถูกออกแบบขับเน้นความสง่างาม หยิบโหย่งแบบผู้ดิบผู้ดี


ในขณะที่เครื่องแบบนักเรียนของไทย โดยเฉพาะโรงเรียนของรัฐบาล ถูกออกแบบมาเพื่อลดทอนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของการสร้าง "ข้าราชการในระบบอาณานิคม"

บ่มเพาะสำนึกชนพื้นเมืองที่ต้องศิโรราบต่อเจ้าอาณานิคมที่เป็นผู้ปกครอง

เน้นการผลิต "เสมียน" ที่ไม่ต้องคิด แต่เก่งในการประจบประแจง ลึกซึ้งในระบบลำดับชั้นต่ำสูง มีประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ


สำคัญที่สุดคือไม่มีวันลุกขึ้นต่อต้าน "เจ้านาย" ไม่เพียงแต่ไม่ต่อต้านแต่ยังสามารถอุทิศตนเพื่อปกป้องระบบที่กดขี่ตัวเองเอาไว้ เพราะถูกหลอกว่า "เครื่องแบบ" เหล่านี้คือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ-ภูมิใจที่ได้รับใช้, ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ...



เครื่องแบบนักเรียน ทรงผมนักเรียนของไทยอาการหนักกว่าหลายๆ ที่ในโลก กรณีของแอฟริกา เครื่องแบบโรงเรียนเอกชนถูกประณามว่า colonial legacy หรือมรดกของอาณานิคม

แต่ของไทยนอกจากเป็นมรดกของอาณานิคมแล้ว ยังบวกมรดกของเผด็จการทหารที่เน้นการซ้ายหัน ขวาหัน เชื่อฟัง สามัคคี พลีชีพเพื่อชาติ กราบบุพการี ทำความดีหน้าเสาธง

เด็กไทยโดน "เครื่องแบบ" ควบคุมบงการร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าให้เติบโตไปในทางที่เชื่องต่ออำนาจขนาดนี้ ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าเราจะไม่สามารถผลักระดับสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาของเราให้ทัดเทียมกับใครในโลกได้

เพราะในขณะที่เราคุมร่างกายเขาให้เชื่อง เราจะผลิต "ตำรา" หรือ "หลักสูตร" ที่กระตุ้นให้เขาคิดหรือตั้งคำถามในทางปรัชญาได้อย่างไร เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาเริ่มตั้งคำถาม สิ่งแรกที่พวกเขาจะปฏิเสธคือปฏิเสธ "อำนาจ" ที่บงการร่างกายของเขาอยู่

เพราะฉะนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการดำรงอยู่ของเครื่องแบบ ระบบการเรียนการสอน การจัดหลักสูตรการศึกษาของไทยจึงไม่สามารถไปสู่กระบวนการสร้างนักเรียนที่คิดเป็น ตั้งคำถามได้ สามารถถกเถียงและท้าทาย "อำนาจ" ได้เลย

ต่อให้วางวัตถุประสงค์ไว้เลิศเลอแค่ไหนในหลักสูตร สุดท้ายในทางปฏิบัติก็จะนำมาสู่การเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ เทคนิคการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับปรัชญาได้

มีนักเรียนไปโอลิมปิกวิชาการแล้วก็กลับมาถือพานไหว้ครู คู้เข่ากราบรูปปั้นอะไรต่อมิอะไรที่โรงเรียนเหมือนเดิม



จึงขอฟันธงอีกครั้งว่า ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังไม่ยอมยกเลิกหรือออกแบบเครื่องแบบนักเรียนใหม่ให้มีความที่ส่งเสริมศักยภาพของมนุษย์ ไม่ออกแบบเครื่องแบบนักเรียนเพื่อความสง่างาม ไม่กระตุ้นความภาคภูมิใจในตัวเอง-ก็ไม่มีวันที่ระดับความสามารถทางวิชาการจะถูกยกระดับขึ้นมาได้

เราจะผลิตซ้ำพลเมืองที่มีโลกทัศน์คับแคบ หลงตนเอง ยึดติดกับสถาบัน ภูมิใจที่ได้เป็นทาสของเผด็จการ และระเบียบประเพณีต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังจะเห็นจากทัศนคติของ นักศึกษาคนนี้

"ผมเป็นนักศึกษาที่ภูมิใจกับชุดนักศึกษาของผม และขอบคุณ TU BAND ที่ให้ใส่ชุดนี้ขึ้นร้องเพลง ซึ่งเป็นการใส่ชุดนักศึกษาแล้วทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ "พวกคุณ" ควรให้เกียรติกับเครื่องแบบ สัญลักษณ์ และความเป็นธรรมศาสตร์ ถ้าทำไม่ได้และออกมาเรียกร้องเสรีภาพด้วยวิธีการดูหมิ่น ก็ไปเรียนที่อื่น ที่ที่คุณพึงพอใจซะ อย่ามา ถ้าไม่เคารพ เสียดายที่ให้คนอื่น # โมโหจริงๆ นะ # นั่งพิมนานมากๆๆๆ # มันขึ้นอ่ะ # เป็นคนหนึ่งที่ไม่ใส่ชุด นศ. ทุกวัน # แต่ภูมิใจที่ได้ใส่นะ # ปลวกจิต # ฝันดีนะที่รักทุกคน # ฝันร้ายซะพวกที่ทำ # โมโหเหวี่ยงเขวี้ยงงา" กู๊ด kpn ลั่น ถ้าไม่ให้เกียรติเครื่องแบบธรรมศาสตร์ก็ไปเรียนที่อื่น  
http://fb.kapook.com/women-70786.html

ถ้านี่ยังไม่ใช่หลักฐานที่บอกว่า "เครื่องแบบ" นักเรียน นักศึกษาคืออุปสรรคของพัฒนาการสติปัญญา วุฒิภาวะ มิหนำซ้ำ เครื่องแบบยังเป็นไทม์แมชชีนที่นำบุคคลที่สวมใส่กลับไปสู่วิธีคิดแบบยุคกลางที่ฆ่าแม่มดและจับกาลิเลโอไปเผา โปรดดูความคิดเห็นของอาจารย์ท่านนี้

"เป้าประสงค์ของวิชานี้ ซึ่งจัดสอนโดยคณะวิทยาศาสตร์ ต้องการปลูกฝังระเบียบวินัยของนักศึกษา เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการทดลอง ซึ่งมีขั้นตอนและต้องมีระเบียบวินัยในการทดลอง และการแต่งชุดนักศึกษาก็จะเป็นดัชนีตัวหนึ่งในการวัดการมีระเบียบวินัยของนักศึกษาที่คณะต้องการปลูกฝัง ซึ่งนักศึกษาก็เข้าใจดีและปฏิบัติกันมาตั้งแต่ต้นเทอม และวิชานี้ก็เปิดมาเป็น 10 ปี" 
รศ.ปกรณ์ เสริมสุข, 9 กันยายน 2556
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.
ที่มา คณะวิทย์ มธ.ย้ำ "ใส่ชุด นศ.เข้าเรียน" ด้าน ปธ.สภา นศ. เตรียมประชาพิจารณ์การแต่งเครื่องแบบ"   

www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000113599

อ่านแล้วร้อง "ว้ายยย" ถ้าการแต่งเครื่องแบบสัมพันธ์กับระเบียบวินัยและระเบียบวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการทดลอง-ป่านฉะนี้ ประเทศไทยน่าจะครองความเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นะ-ฮัลโหล ฮัลโหล-ที่ธรรมศาสตร์มีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลนับไม่ถ้วนคนเลยใช่มั้ยคะ-ฮัลโหล ฮัลโหล อุ๊ย โทร.ผิดค่ะ ไม่มีรางวัลโนเบลที่มหาวิทยาลัยนี้เหรอคะ มีแต่อาจารย์อุบลยานแม่

ขอบคุณค่ะ




มีเครื่องแบบนักเรียนยังพอทำเนา เพราะพอจะหวังได้ว่า เมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ยังมีโอกาสในการ "พัฒนา" ศักยภาพในการเป็นคนเต็มคน ได้ฝึกคิด ได้ฝึกตั้งคำถาม ได้ย้อนกลับไปทบทวนว่า 12 ปีที่ผ่านมา ในโรงเรียนตัวเองถูกล้างสมอง ถูกกำกับ "ร่างกาย" ให้เชื่อมต่อระบบมาอย่างไรบ้าง

แต่เปล่าเลย ประเทศไทยชนะเลิศด้วยการที่ยังคงมีเครื่องแบบนักศึกษา แถมยังผลิตซ้ำความเชื่อผิดๆ ว่าชุดนักศึกษาคือ "ชุดพระราชทาน"


ในเว็บไซต์ University Popular ว่าด้วยประวัติศาสตร์ชุดนิสิต พบว่า ชุดนิสิตที่แต่งกันในปัจจุบันนี้ออกแบบโดย สโมสรนิสิตจุฬาฯ ในปี 2507

น่าสนใจว่า "เครื่องแบบพระราชทาน" นั้นมีอยู่จริง และมีอยู่ถึง 6 แบบด้วยกัน ทั้ง 6 แบบ คือ ยูนิฟอร์ม "ทหาร" ในยุคอาณานิคม (ไปดูรูปในเว็บไซต์ได้) บางชุดเหมือนชุดทหารยืนยามที่พระราชวังบักกิ้งแฮมแน่ะ (ถ้าใครอยากใส่ชุดพระราชทานจริง ให้ใส่ชุดแบบหกชุดที่ว่านี้มาเรียนทุกวันเลย) ซึ่งใช้กันอยู่ในช่วงปี 2442-2453 และในช่วงนั้นเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก

ชุดพระราชทานที่ว่านี้คือพระบรมราชานุญาตให้นักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กแต่งตัวเหมือนโรงเรียนพระราชสำนัก-หากไม่เข้าข้างตัวเอง ก็ต้องเข้าใจว่า โรงเรียนมหาดเล็กนี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในความหมายที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน

แต่เป็นโรงเรียน "สร้างข้าราชการ" เพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์ และเพื่อ modernized หรือปรับภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์สยามในยุคนั้นให้ "ดู" เป็นตะวันตกด้วยการ "แต่งกาย" ในเครื่องแบบที่เหมือนกับเครื่องแบบของประเทศเจ้าอาณานิคมร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ

จุดน่าสนใจอยู่ตรงนี้คือ ในปี 2491 (รัฐบาลของ ควง อภัยวงศ์) -นั่นคือเมื่อเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว (เริ่มมีสามัญชนเข้าไปเรียนได้แล้ว และเปิดเป็นมหาวิทยาลัย สอนหนังสือเรียนหนังสือกันจริงๆ แล้ว) ได้มีการกำหนดให้นักศึกษาชายแต่งกายด้วยชุดทหารรักษาดินแดนไปเรียน ต่อมาในปี 2492 ภายใต้รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการออกแบบ "เครื่องแต่งกาย" ของนักศึกษาชายใหม่ จากรูปภาพในเว็บไซต์ เป็น ชุดสูทสากล แต่ทางสโมรสรนิสิตจุฬาฯ ไม่ยอมรับชุดสากลนั้น โดยอ้างว่ามีชุดพระราชทานอยู่แล้ว (กำเนิดวาทกรรมเครื่องแบบพระราชทาน)

จนมาถึงปี 2507 ในสมัยของ ถนอม กิตติขจร สโมสรนิสิตจุฬาฯ จึงออกแบบชุดนักศึกษาอย่างที่ใช้กันในปัจจุบันนี้

เพราะฉะนั้น ชุดนักศึกษาที่ใส่กันทุกวันนี้ ไม่ใช่ชุดพระราชทาน ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของชุดมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ยกเลิกเครื่องแบบนักศึกษา




สุดท้าย ขอฟันธงอีกครั้งว่า เครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา มีผลต่อ "สมอง" และ "จิตสำนึกของผู้สวมใส่" เครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนไทย "ผิดปกติ" จากชาวโลก

หากไม่รีบแก้ไข เราจะกลายเป็นเกาหลีเหนือได้ในเร็ววัน และมาตรฐานการศึกษาของเราจะรั้งท้ายอาเซียนชั่วกัลปาวสาน

ทางออก : เลิกบังคับ ใช้ความสมัครใจว่าใครใคร่ใส่ก็ใส่ เพื่อจะได้แยกออกระหว่างประชาชนไทยที่มีสำนึกแบบสมัยใหม่ กับประชาชนไทยที่มีสำนึกแบบมนุษย์ยุคกลางออกจากกันได้

และเราสัญญาว่าเราจะเรียนรู้ที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบ



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly 



.

2556-07-23

ฟ้อนผี-โหนพุทธ โดย คำ ผกา

.

คำ ผกา : ฟ้อนผี-โหนพุทธ
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:03:00 น.
(www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1374488240)
จาก บทความ ฟ้อนผี-โหนพุทธ มติชนสุดสัปดาห์ 19 ก.ค. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1718 หน้า88


มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คาใจฉันมานานมาก ไม่เพียงแต่คาใจแต่ยังเป็นปัญหาเชิงจริยธรรมที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ นั่นคือ ฉากในการฟ้อนผีมดครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ฟ้อนผีมดคืออะไร เท่าที่ฉันรู้ (แบบไม่ใช่นักมานุษยวิทยา) ผีมด แปลว่าผีที่ดูแล คุ้มครอง ปกปักรักษา เป็นผีจากบรรพบุรุษฝ่ายหญิง ซึ่งคนในสายตระกูลจะตัดสินใจกันว่า "หิ้งผี" ของสายตระกูลจะอยู่บ้านใคร ถึงเวลาก็ไปไหว้ผีบรรพบุรุษกัน

นอกจากไหว้ผีก็จะมีการจัดฟ้อนผีมด ซึ่งแต่ละตระกูลไม่ได้จัดทุกปี แต่เนื่องจากมีกันหลายตระกูล แต่ละปีจึงมีงานฟ้อนผีมดให้เราไปเข้าร่วมตลอด

การเข้าร่วมมีตั้งแต่ "ไปดู" หรือมีความเกี่ยวดองเป็นญาติ ไปช่วยจัดงาน ช่วยจัดสถานที่

สำหรับเด็กๆ อย่างฉันการไปดูฟ้อนผีมด มันสนุกตรงที่ได้ไปเห็นคนแต่งตัวแปลกๆ คนแต่งตัวแปลกๆ เหล่านั้นมาจากไหน เข้าใจว่า เจ้าภาพเชิญ "ร่างทรง" ต่างๆ มาร่วมงาน ยิ่งเจ้าภาพร่ำรวยใหญ่โตมากก็จะสามารถเชิญร่างทรงผู้ทรงอิทธิพลมาร่วมได้มาก

ถามว่าใครคือร่างทรงผู้มีอิทธิพลมากหรือน้อย ก็ต้องดูจาก "ผี" ที่ตนเป็นร่างทรง ซึ่งส่วนมากเป็นผีของ "เจ้า" ผู้ครองนครต่างๆ ในอดีต

เรียกได้ว่าการไปทำความรู้จักชื่อ "เจ้าผู้ครองแว่นแคว้น" ผ่านร่างทรงเหล่านี้ อาจทำให้เด็กอย่างฉัน "มึน" กับภูมิศาสตร์การเมืองอีกชุดหนึ่งอันไม่ได้ถูกสอนไว้ในแบบเรียนเลย เนื่องจากเมืองม่าน เมืองมอญ เมืองลำพูน เมืองละกอน และอีกสรรพตระกูลเจ้าผู้ครองนครที่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินชื่อ

ทั้งไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ประเทศไทยที่ฉันคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย



บรรดา "เจ้า" เหล่านี้จะแต่งตัวเป็น "เจ้า" กันมาเต็มที่ "เจ้า" ผู้ชายใส่เสื้อไหม โสร่งตาตารางไหม โพกผ้าผูกโบว์ทิ้งชายห้อยข้างหู เป็น "เจ้าเมืองพม่า" (จำไม่ได้ว่ามี "เจ้า" ผู้หญิงหรือเปล่า) ใส่แหวนพลอย แหวนทับทิมวงใหญ่ (แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเพียง "คอสตูม")

ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ "เจ้า" เหล่านี้จะแต่งหน้า ทาลิปสติก ทุกอย่างในเนื้อตัวจะแพรวพราว เหนือจริงไปหมด ขัดแย้งกับปรัมลานฟ้อนที่เป็นลานดิน กับบ้านช่องอันไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่ "เจ้า" พึงมาสังสันทน์กัน

และที่ฉันทึ่งมากคือ จริต กิริยาของบรรดา "เจ้า" เหล่านี้ จะต้อง "ดัด" ให้เหมือน "เจ้า" (ในจินตนาการของร่างทรงซึ่งแท้จริงคือ ชาวบ้าน และชาวนา) ทั้งการเดินที่จะเนิบช้า ทอดน่อง หลังตรง อกแอ่น การกรีดนิ้ว สูบบุหรี่ การดื่มเหล้า การแตะศอกทักทาย "เจ้า" ด้วยกันอย่างให้เกียรติ ยกย่อง และเรียกกันและกันว่า "เจ้า" (จะว่าไปภาษากายคล้ายลิเก หรือภาษาที่คนภาคเหนือสมัยนี้ใช้พูดกับ "เจ้านายฝ่ายเหนือ" ก็คลับคล้ายคลับคลาว่า ดัดๆ แปลงๆ มาจากภาษาที่ "เจ้าร่างทรง" ในฟ้อนผีมดเขาใช้คุยกัน เช่น คำว่า เจ้าพ่อนั้น เจ้าแม่นี้)

เด็กอย่างฉันไปยืนดูก็อัศจรรย์ใจว่า ลุงทา ป้าแก้ว ลุงมี เมื่อวาน วันนี้กลายเป็น "เจ้า" ไปซะเฉยๆ อย่างนั้น (คิดๆ แล้ว งานฟ้อนผีมดนี่เหมือนรวมญาติเป็นการประชุม UN ของบรรดา "เจ้า" แห่งแว่นแคว้นก่อนเข้าสู่ยุคของรัฐชาติสมัยใหม่) มารวมกันแล้ว บวงสรวง ไหว้ผี แก้บนกันแล้วก็จะเริ่มฟ้อน มีวงดนตรีมาเล่นดนตรีที่คึกคักเร้าใจอย่างยิ่ง

"เจ้า" ซึ่งเริ่มดื่มกันมาประมาณหนึ่งก็จะออกไปฟ้อนในลีลาที่เหมือนถูก "ทรง" ด้วยบางสิ่งบางอย่างจริงๆ คือ ฟ้อนแบบลืมตัวลืมตน

ระหว่างนี้ คนดูก็อยู่ข้างนอกวิพากษ์วิจารณ์ "เจ้า" คนนั้นคนนี้ กินเหล้าไป ทักทายญาติมิตรไป แต่ระวังว่า เราอาจจะถูกผีเข้าทรงเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเมื่อ

มีคนหลายคนที่ถูกผีเข้า จะมีอาการบางอย่างที่เป็นที่รับรู้ว่า "ผีเข้าแล้ว" เมื่อมีคนนอกปรัมถูกผีเข้า ร่างทรงเจ้าก็จะวิ่งมาถอดผ้าคล้องไหล่บ้าง ผ้าโพกหัวบ้าง ไปคล้องให้ หรือไปโพกหัวให้ จากนั้นก็กล่าวทักทาย "เจ้า" องค์นั้นอย่างคุ้นเคยก่อนจะชวนเข้าไปฟ้อนด้วยกัน

ใครก็ตามที่ถูกผีเข้าก็ถูกนับเป็นเจ้าร่วมตระกูลไป และบางคนก็ต้องกลายเป็นร่างทรงหรือที่ภาษาเหนือเรียกว่า "ม้าขี่" ไปตลอดชีวิตเลยก็พบ



จุดที่สนุกที่สุดของฟ้อนผีมดคือช่วงเย็นที่ทุกคนเมากันมากๆ แล้ว ทีนี้ทั้งผีทั้งคนทั้งเจ้าร่างทรงก็จะฟ้อนกันอีรุงตุงนังฟั่นเฟือน

แต่เรื่องที่คาใจฉันคือ น้ากะเทยสองคนของฉันมักจะผีเข้ากับเขาในช่วงชุลมุนนี้ ก่อนจะสถาปนาตนเองเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน รักษาโรค พ่นคาถาใส่น้ำให้กลายเป็นน้ำมนต์ให้คนจ่ายเงินซื้อไปดื่มไปอาบ บอกหวย และอีกสารพัด ให้คนมาหมอบไหว้ เชิดชู จนกว่าผีจะ "ออก"
จากนั้นพวกเขาก็จะกลับบ้านไปหัวเราะกันอย่างครื้นเครงที่ "หลอก" คนได้ พร้อมทั้งนั่ง invent ประดิษฐ์คาถาใหม่ๆ ตลกๆ สำหรับงานอื่น หรือคิด "ท่า" เวลา "องค์ลง" ใหม่ๆ ให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น


จุดนี้เองที่ทำให้ฉันมีคำถามเชิงจริยศาสตร์ : สิ่งที่น้าของฉันทำเป็นการต้มตุ๋น หลอกลวงหรือไม่?

ชาวบ้านที่มากราบไหว้รู้หรือไม่ว่านี่คือการแสดง? และ/หรือ เราควรจะเรียกพิธีฟ้อนผีมดทั้งหมดว่าคือ ปาหี่ หลอกลวง ผีไม่มีจริง

ชาวบ้านที่อ้างตัวว่าเป็น "เจ้า" เหล่านั้นก็ไม่ใช่ "เจ้า" ไม่นับว่า ชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าต่างๆ นานาที่เรียกกันก็ไม่มีในบันทึกประวัติศาสตร์


เท้าความมายาวมากและเกือบจะไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่จะเขียนต่อไปเพื่อที่จะบอกว่า เราจะแยกแยะการแสดงบทบาท, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ตำนาน ออกจากการโกหกหลอกลวงได้อย่างไร? ทำไมเราจึงเชื่อว่ามีเทวดาปลอมตัวลงมาในไร่แตงโมแล้วแกะสลักพระแก้วมรกต จากแตงโมในไร่ที่บังเอิญไม่ใช่แตงโมแต่เป็นมรกต!!!!

ประเด็นของฉันคือ "การสร้างตำนาน" ให้กับตนเองเป็นการโกหกหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่เขา "สร้างขึ้น" นั้นมันทำงานอย่างไรในสังคม

เพราะจะว่าไปแล้ว การ "กุเรื่อง" หรือการสร้าง "อุบาย" เพื่อหวังผลทางสังคมน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กับมนุษยชาติ เพียงแต่สิ่งที่เป็นตำนานในยุคหนึ่งอาจกลายเป็นอาชญากรรม หากเอามาตรฐานของอีกยุคหนึ่งไปตัดสิน

เช่น หากเอาคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับ "ความจริง" ของโลกสมัยใหม่ไปดูฟ้อนผีมด บรรดาร่างทรงในปรัมพิธีคงถูกจับข้อหาหลอกลวงปลอมตัวกันหมด



"ผมขอมีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี" (ดร.นพ.ปิยวงศ์ เศรษฐวงศ์)
"รวงข้าวโน้มไปหาโบสถ์เพื่อฟังพระธรรม" (http://morning-news.bectero.com) 
"ผมเลือกข้างแล้ว ผมเลือกข้างพระพุทธเจ้า" (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ)


ในยุคเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้ว "ตำนาน" ที่เอาไว้ "เครดิต" ให้คนในสังคมเชื่อถือคือการมีปริญญาบัตร และจะอิชาบาละโกะยิ่งขึ้นหากเป็นปริญญาบัตรจากต่างประเทศ และมีหลายๆ ปริญญายิ่งดี สังเกตว่าพระเอกนิยาย หนัง ละครสมัยนั้นนอกจากจะต้องเป็นคุณชายสูบไปป์แล้วยังต้องเป็นนักเรียนนอกอีกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่า พระเอกหรือนางเอกสมัยนั้นต้องเข้าวัด ฟังธรรม หรือฝักใฝ่ในพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ

จำเนียรกาลผ่านไป ล่วงเข้าปรัตยุบันสมัย (ดูขลังมั้ย แต่ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า) สังคมไทยยังคลั่งวุฒิปริญญาบัตรกันเหมือนเดิม ยิ่งใครบอกว่ามาจากเคมบริดจ์ อ๊อกซ์ฟอร์ด ฮาร์วาร์ด คนไทยจะเชื่อไว้ก่อนว่าเก่งว่าเจ๋งเป็นเทพ

แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นปริญญาและมหาวิทยาลัยดังเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องประกาศตัวให้ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติธรรม เข้าวัดป่า เป็นศิษย์พระพุทธทาส หลวงพ่อชา หรือฮิปๆ หน่อยก็ต้องเป็นศิษย์ของ ว.วชิรเมธี ที่สอนอะไรคมมากๆๆๆ ตลอดเวลา เช่น

"รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง"

โห...คมจี๊ดดดดดดดดดดดดบาดใจกันไปตามๆ กัน



หันมามองการตลาด การ "ปั้น" คนเข้าสู่วงโคจรของการเป็นเซเลบริตี้ไทย หนทางลัดที่สุดที่จะนำพาคุณไปสู่การเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารชั้นนำ, เป็นวิทยากรขององค์กรที่จัดงานเก๋ๆ อย่าง "เวทีปลวกพลังบุก" (คิดตั้งนานว่าคือการเล่นกับคำว่า "ปลุกพลังบวก"), เป็นแบบอย่างที่ดีของวัยรุ่นหรือ role model, เป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่าทำงานอุทิศตนเพื่อสังคม-สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คือการหมั่นพูด jargon ธรรมะเก๋ๆ เช่น มุทิตาจิต, กุศลจิต อิทธิปัจจยตา
ฯลฯ และอย่าลืมโพสภาพตัวเองนุ่งขาวห่มขาว นั่งพับเพียบสนทนาธรรมกับพระชื่อดังที่เป็นไอดอลของสังคม


ตอนนี้ฉันเลิกสงสัยและปลดภาระทางจริยศาสตร์ต่อการฟ้อนผีมดแล้ว แต่หันมาสงสัยอาการ "โหน" พุทธศาสนาอย่างเข้มข้นในสังคมการตลาดไทยในปัจจุบันสมัยแทน



.

2556-06-28

มองใหม่ 2475 โดย คำ ผกา


.

คำ ผกา : มองใหม่ 2475
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:03:14 น.
(www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1373041839)
จาก บทความ มองใหม่ 2475 มติชนสุดสัปดาห์ 28 มิ.ย. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1715
(ภาพ : torakom.com)


เพื่อให้เข้าบรรยากาศการรำลึกถึงการปฏิวัติสยาม 2475 ฉันหยิบหนังสือ "ชีวประวัติของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม" (จัดพิมพ์ในโอกาสครบรอบ 100 ปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปี 2540) มาอ่าน

ด้วยหวังเพียงความเพลิดเพลิน เดาว่า หนังสือชีวประวัติของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเป็น "ลมใต้ปีก" ของผู้เป็นสามี

หากจะมีบทบาททางสังคม การเมือง ก็หนีไม่พ้น บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ อุปถัมภ์ผู้ด้อยโอกาส ทั้งหมดนี้ทำลงไปเพื่อเสริมรัศมี บารมีของผู้เป็นสามีเท่านั้น
เราอาจจะเคยได้ยินว่า ท่านผู้หญิงละเอียด ได้รับราชการเป็นทหารหญิงในกองทัพด้วย ข้อนี้ก็ไม่น่าประหลาดใจอีก หากเราจะคิดว่า "อ้อ ก็สามีเป็นนายกฯ ตัวจะเป็นทหารหรือเป็นอะไรก็ได้นี่นา"



แต่หนังสือชีวประวัติของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม นอกจากมีรูปภาพของท่านในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมสาธารณะและกิจกรรมของครอบครัวแล้ว ยังประกอบไปด้วยเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ตื่นเต้น

เช่น "คำปราศรัยต่อหัวหน้าครอบครัวผู้เข้ารับการอบรมทัศนศึกษา ตั้งแต่วันที่ 3-12 กรกฎาคม 2489"
หรือ "บันทึกของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เรื่อง ควรพิจารณาแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ในส่วนที่ยังไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของสหประชาชาติ"-อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายครอบครัวที่ผู้หญิงยังเสียเปรียบผู้ชายอยู่มาก
หรือเอกสารว่าด้วย "พระราชสัตยาบันสารอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองของสตรี" ที่ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันในปี 2497 และมีผลบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2498 เป็นต้น



สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งมากคือเนื้อหาในคำปราศรัยต่อหัวหน้าครอบครัวผู้เข้ารับการอบรมทัศนศึกษา ซึ่งท่านผู้หญิงละเอียดเล่าประสบการณ์ของตนที่มีโอกาสได้ไปเห็นต่างประเทศ เห็นบ้านเมืองที่เจริญแล้วที่พัฒนาแล้ว อันอาจเรียกได้ว่าเป็นการ "ทัศนศึกษา" อย่างหนึ่ง

ในที่นี้ท่านยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ ที่ไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท ประชาชนมีมาตรฐานของการใช้ชีวิตที่ไม่ห่างไกลกันมากเกินไป หากที่เมืองหลวงมีโรงพยาบาล ชนบทก็มีโรงพยาบาล มีย่านการค้า มีสถานที่ทำการรัฐบาลที่ไม่ต่างจากเมืองหลวง


ท่านผู้หญิงละเอียดสรุปสิ่งที่ท่านได้ไปเห็นมาว่า

"ดิฉันมีความรู้สึกว่าประเทศจะเจริญนั้น ไม่ใช่เจริญอยู่เฉพาะที่ใดที่หนึ่ง ความเจริญต้องแผ่ขยายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในประเทศนั้นๆ และความเจริญอันนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนของประเทศนั้นๆ มีวัฒนธรรม มีความเจริญในการศึกษา มีความเจริญในความรู้ ที่จะช่วยกันทำให้กิจการของแต่ละที่แต่ละแห่งของจังหวัดของตนนั้นให้มีความเจริญสวยงามน่าอยู่ ให้มีที่ทำมาค้าขายเหมือนเมืองหลวง...การแต่งตัวอีกอย่างที่เราเป็นคนต่างประเทศไปนี้ เราจะไม่ทราบเลยว่า (ใคร) เป็นคนชั้นสูง คนชั้นต่ำ หรือชาวนา จะมีอะไรที่ผิดแผกแตกต่างกันในการแต่งตัว ...จะเป็นคนที่มีรายได้มากหรือรายได้น้อย ...ระเบียบในการแต่งตัวก็เหมือนกันทุกอย่าง อันนี้เป็นบทเรียนที่ทำให้รู้สึกว่าคนที่มีวัฒนธรรมสูงคนที่มีการเจริญในการศึกษานั้น ทุกคนในชาติต้องมีระเบียบแบบแผนในการแต่งตัวเหมือนกันหมด" (หน้า 441)



เรามักจะได้ยินคนอธิบายว่า การที่รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีรัฐนิยมให้คนแต่งกายอย่าง "สากล" นั้นเป็นการ "ทำลายความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่น" หรือ "สร้างความเป็นไทยมาครอบท้องถิ่นทำให้กลายเป้นมาตรฐานเดียว"

แต่จากคำปราศรัยของท่านผู้หญิงละเอียด จะเห็นว่า "ระเบียบของการแต่งกาย" ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงการสถาปนา "ความเป็นไทยแท้" ไปกลืน "วัฒนธรรมท้องถิ่น"

ทว่า รัฐบาลประชาธิปไตยต้องการสร้าง "มาตรฐานการดำรงชีวิต" ที่เสมอภาคระหว่างพลเมืองในชาติ




ก่อน 2475 มีแต่ชนชั้นสูง เจ้านายเท่านั้นที่ได้แต่งกายแบบ "สากล" ส่วน ไพร่สามัญชนมีทั้งข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา ทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจเข้าถึงความเป็น "สากล" นั้นได้ เพราะมันเป็น "สมบัติ" ของบางชนชั้นเท่านั้น

แต่ระบอบใหม่หลัง 2475 กำลังจะบอกว่า ถ้าเจ้าคุณในเมืองหลวงใส่สูท ชาวนาก็ควรใส่สูทได้อย่างสง่าผ่าเผยไม่ต่างจากท่านเจ้าคุณ ถ้าเมียเจ้าคุณใส่เสื้ออย่างฝรั่ง สวมกระโปรง ถุงน่อง รองเท้า เมียชาวนาก็ควรจะสวมเสื้อผ้าอย่างเดียวกัน อาจจะต่างกันที่ราคา คุณภาพ แต่โดย "แบบแผนการแต่งกาย" ทุกคนอยู่ในแบบแผนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคน "ชั้น" ไหน

สำหรับฉัน "รัฐนิยม" นี้ ระบอบใหม่และจอมพล ป. อีกทั้งการทำงานของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงที่นำโดยท่านผู้หญิงละเอียด เป็นการท้าทาย "ระบอบเก่า" อย่างถอนรากถอนโคน เพราะร้อยห้าสิบปีที่ผ่านมาคนสยามถูกสอนมาโดยตลอดว่า "อย่าทำตัวเทียมเจ้าเทียมนาย"

แบบแผนการบริโภคของชาวสยามนั้นถูกกำกับไว้ด้วยชนชั้นอย่างเคร่งครัด เช่น ใครมีสิทธิครอบครองโภคทรัพย์ลำดับใด ขึ้นอยู่กับยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจล้วนๆ

หากยศไม่ถึง บารมีไม่ถึง ต่อให้มีเงินจะครอบครองได้ก็ไม่สิทธิจะครอบครอง เพราะของบางอย่างมีแต่ "เจ้านาย" เท่านั้นที่มีบุญถึงพอที่จะครอบครองวัตถุนั้นๆ หากใครละเมิดก็อาจจะเป็นเหตุให้เจ็บป่วย ล้มตาย สิ้นทรัพย์


แต่การยืนยันว่า พลเมืองทุกคนควรได้รับสิทธิที่จะมีมาตรฐานการดำรงชีวิตขั้นต่ำอย่างเสมอภาคกันนั้น (เช่น จะเป็นกรรมกร ชาวนา หรือ นายกรัฐมนตรีก็ใส่สูทเหมือนกัน หรือคนรวยอาจมีส้วมโถทองคำ คนจนอาจมีชักโครกราคาถูก แต่ทั้งสองคนมีมาตรฐานของสุขอนามัยเหมือนกัน) เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย


ลองคิดดูว่า หากสังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมอย่างที่ท่านผู้หญิงละเอียดสรุป

วันนี้เราจะเห็นรัฐมนตรี นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของโรงสี ชาวนา-ทุกคนแต่งตัวในแบบแผนเดียวกัน

สมมุติว่าใส่สูท-นั่งเจรจาต่อรองผลประโยชน์กัน, มองจากที่ไกล เราจะเห็นคนใส่สูท 5 คนนั่งคุยกัน มีศักดิ์ที่ไม่ถูกกดทับจากแบบแผนของเครื่องแต่งกายที่บอกสถานะทางสังคมโดยไม่มีภาพความแตกต่างระหว่าง "ชนชั้น" เปล่งประกายออกมาจาก เสื้อผ้าที่สวม


แต่ทุกวันนี้ เราสงวนเครื่องแต่งกายแบบ "สากล" ไว้กับคนชนชั้นหนึ่ง แล้วหากชาวนาจะลุกขึ้นมาแต่ง "สากล" บ้างก็จะถูกหัวเราะเยาะเย้ย แสร้งว่า เมืองไทยร้อนจะตายมีแต่คนโง่ใส่สูท (แต่พอเป็นคนชั้นสูงใส่สูทอย่างฝรั่งก็เห็นค้อมหัวให้อัตโนมัติ) โดยที่เราไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ทำไมเราต้องหัวเราะถ้าเราเห็นชาวนาใส่สูท??

เมื่อเราไม่ถาม เราจึงไม่รู้ว่า หัวเราะก็เพราะเรายังมีโลกทัศน์แบบศักดินาที่เห็นว่า สิทธิของการมีโภคทรัพย์นั้นมันถูกกำกับด้วย "ชนชั้น" เมื่อเรามีโลกทัศน์แบบ "ศักดินา" เราจึงดิ้นๆๆๆๆ ที่จะเห็นลูกชาวนามีแท็บเล็ต เราจึงดิ้นๆๆๆ ที่จะเห็นคน "อื่น" มีรถยนต์ เราจึงดิ้นๆๆๆ ที่จะเห็นเขาถือบัตร 30 บาท รักษาทุกโรคที่โรงพยาบาลเดียวกันกับเรา เราจึงดิ้นๆๆๆๆ ที่เห็นเขามีโทรศัพท์มือถือเหมือนเรา



หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการผลักดันเรื่องสิทธิสตรีและพูดถึงสิทธิทางการเมืองของสตรีที่ดำเนินไปอย่างจริงจังในช่วงปี 2485-2487

เราหลายคนอาจจะบอกว่าน่าตื่นเต้นตรงไหน? ยิ่งในยุคที่เราเติบโตมาในสมัยที่สตรีนิยมสายเสรีนิยมเป็นสิ่งเร่อร่าล้าหลังเหลือประมาณ ไม่ "ล้ำ" เหมือนสตรีนิยมสายแรดิคัล สายมาร์กซิสต์ ยิ่งในบริบทของสังคมไทยที่เป็นกึ่งอาณานิคม ทฤษฎีสตรีนิยมสายเสรีนิยมนั้นแทบจะใช้ไม่ได้กับสังคมไทยเลยทีเดียว

แต่สิทธิทางการเมืองของผู้หญิง สิทธิที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะและปฏิบัติหน้าที่สาธารณะทั้งหลาย มันเป็นสิทธิที่หล่นลงมาจากฟ้าโดยที่ไม่มีใครต้องลงมือทำอะไรเลยหรือ?

แน่นอนว่าการได้ซึ่งสิทธิเหล่านี้ของสังคมไทย ไม่ได้มาด้วยขบวนการต่อสู้เพื่อปลดแอกผู้หญิงอย่างที่เกิดขึ้นในหลายๆ สังคม

แต่ย้อนหลังกลับไปแค่ 22 ปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่าว่าแต่สิทธิของผู้หญิง-แม้แต่คำว่า "สิทธิ" ในความหมายของการเมืองสมัยใหม่ยังไม่ได้ถือกำเนิดมาในจักรวาลทัศน์ของไพร่สยามเสียด้วยซ้ำไป

เพราะในยุคนั้นเราเกิดมาเป็น "ข้า" ที่ขึ้นต่อ "สังกัด" ใดสังกัดหนึ่งในระบบมูลนาย หาใช่ "มนุษย์ที่มีเจตจำนงเสรี"

แต่รัฐบาลของ "ระบอบใหม่" กระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะสร้างสำนึกแห่งสิทธิเสมอภาคในทางการเมืองการปกครอง (คำว่าสิทธิเสมอภาคทางการเมืองการปกครอง นี้ฉันเอามาจากคำปราศรัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม-ประหลาดใจว่าในปัจจุบันที่ความเข้าใจต่อประธิปไตยของสังคมไทยน่าจะมาได้ไกลกว่านั้นแล้ว เรากลับได้ยินคำว่า "สิทธิเสมอภาคทางการเมือง" นี้น้อยกว่า คำพูดจำพวก "ขอรับใช้ใต้เท้าทุกชาติไป") รวมทั้งสิทธิของสตรี อย่างน้อยในทางกฎหมาย

ทว่า ในปัจจุบันนี้ พวกเราต่างพูดถึงเรื่อง "สิทธิพลเมือง" และ "สิทธิสตรี" ได้โดยไม่เคยและไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวเหล่านี้กับ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นสิทธิสตรีในสังคมไทยอย่าง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม


อย่าว่าแต่เราจะมีใจเป็นธรรมพอที่จะเห็นคุณูปการของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้จงได้

สังคมไทยไม่เพียงแต่จะเห็น การปฏิวัติสยาม 2475 เป็นความผิดพลาด เป็นการชิงสุกก่อนห่าม เป็นการก่อการของคนหนุ่มที่เห่อฝรั่ง ก่อนจะลงเอยด้วยการที่คนหนุ่มเหล่านั้นกลายเป็นนักการเมืองที่สุดท้ายก็ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง มีการทรยศหักหลัง เป็นเผด็จการทหาร อำนาจนิยม ขึ้นมาปกครองก็มีแต่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย คนดีๆ ปัญญาชนถูกลอบฆ่า นักการเมืองมีอุดมการณ์ถูกอุ้ม

อย่ากระนั้นเลย สู้กลับไปอยู่แบบระบอบเก่าก็ไม่ได้ เพราะระบอบเก่านั้น คุณงามความดีของผู้ปกครองได้รับประกันจากการสืบเชื้อสายมาจากผู้มีบุญญาธิการ จึงไม่มีอะไรให้ต้องข้องใจสงสัยเลยว่าจะดีหรือไม่ดี เพราะถ้าไม่ดีจะเรียกว่ามีบุญได้อย่างไร?


สังคมไทยมองการปฏิวัติสยาม 2475 เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงก็ว่าอาการหนักแล้ว

แต่ในบรรดาผู้ก่อการปฏิวัติสยาม 2475 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดูเหมือนจะเป็นอดีตผู้นำที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าเป็น "ผู้ร้าย"

น่าประหลาดใจกว่านั้น ฉันเดาว่า เผลอๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยจะชื่นชม สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่บอกว่า จอมพล ป. เป็นเผด็จการฟาสซิสต์




เรื่องราวที่คนไทยในปัจจุบัน (อันบังเอิญว่าล้วนเติบโตมากับวรรณกรรมของอดีตนักโทษคดีกบฏบวรเดช-ที่ผลิตวรรณกรรมโจมตีคณะราษฎรออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย ความเรียงทางการเมือง หรือแม้แต่พจนานุกรมแปลอังกฤษ-ไทย, ไทย -อังกฤษ ที่แปลศัพท์การเมืองออกมาอย่างไม่เป็นคุณต่ออุดมการณ์ ประชาธิปไตยเอาเสียเลย) รับรู้เกี่ยวกับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีอยู่ไม่กี่เรื่อง

เช่น เป็นผู้นำประเทศที่เผด็จการ บ้าๆ บอๆ บังคับให้ตัดต้นหมาก สวมหมวก จูบเมีย พาประเทศเข้าสู่สงคราม เป็นฟาสซิสต์ ทำภาษาวิบัติ บางข้อรุนแรงถึงขั้นบอกว่า จอมพล ป. บ้าอำนาจอยากสถาปนาตนเองเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศไปก็มี

แต่สังคมไทยอันเป็นสังคมอุดมปัญญา กลับยินดีที่จะรู้ จะเชื่อเฉพาะเรื่องเล่าที่ฟังต่อๆ กันมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ฟังต่อๆ กันมามันเข้าล็อคกับอุดมการณ์ความเชื่อของตนเองพอดี

เช่น จอมพล ป. เป็นคนนำประเทศเข้าสงคราม ในขณะที่ฝ่ายเจ้าอย่าง เสนีย์ ปราโมช เป็นเสรีไทย ช่วยประเทศชาติให้หลุดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนจึงกลายเป็นแค่ คนดี คนเลว



เมื่อจอมพล ป. ดูเป็นผู้ร้ายอย่างยิ่ง ผลงานสำคัญๆ ที่จอมพล ป. สร้างทิ้งไว้ให้กับสังคมไทย จึงกลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยอยู่กับมันโดยเข้าใจกันเอาเองว่ามันเป็นผลงานของคนอื่น

คนที่ "ดี" เพราะเผด็จการฟาสซิสต์ อาชญากรสงครามอย่างจอมพล ป. จะมีอะไรให้นึกถึงเล่า?


เราจึงไม่รู้ว่า จอมพล ป. เป็นผู้ริเริ่มนโยบายสวัสดิการสังคมที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็น การเคหะแห่งชาติ สร้างแฟลตดินแดง สร้างบ้านพักคนชราบางแค สร้างมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สร้างมหาวิทยาลัยการศึกษา นำทันตแพทย์เข้ามาในเมืองไทย (พระเจ้า!!! ก่อนหน้านั้นชาวสยามไม่รู้จักหมอฟัน) ปรับปรุงระบบสุขาภิบาล (อย่างมาก เพราะในระบอบเก่า เรา suffer จากโรคอหิวาต์อย่างหนักที่สุด)


เราทำเป็นลืมว่า วิชาการด้าน "สังคมสงเคราะห์" เป็นสิ่งที่รัฐบาลของจอมพล ป. ริเริ่มให้มีขึ้น และเราแทบจะไม่ยอมรับรู้เอาเสียเลยว่า การแก้ไขกฎหมายครอบครัวให้เป็นธรรมต่อผู้หญิงมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็โดยการผลักดันของกลุ่มนักพัฒนาสิทธิสตรีในยุคนี้โดยไม่เคยกล่าวอ้างว่าต้องแก้กฎหมายเพื่อรักษาความดีงามของวัฒนธรรมไทยแต่อ้างถึง "หลักสิทธิมนุษยชนสากล"


24 มิถุนายน มาหาเราทุกปี ถึงเวลาที่เราจะกลับไปหาประวัติศาสตร์บทนี้กันใหม่

และออกจากการถูกครอบงำของวรรณกรรมการเมืองของกลุ่ม "บวรเดช" เพื่อออกมารับอากาศบริสุทธิ์บ้าง



.

2556-04-04

คำถามจาก“หมา” โดย คำ ผกา

.

คำถามจาก “หมา”
โดย คำ ผกา
ที่มา “คำ ผกา” เขียนเรื่องหมากับการเมือง ใครกันนะที่เห่าไม่เป็นแต่อยากเป็นกรรมการประกวดหมา?
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1365064081 )
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:04:00 น.
จาก บทความ คำถามจาก “หมา” มติชนสุดสัปดาห์ 29 มี.ค. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1702 หน้า 89
( ภาพจากเพจ FB เจิมศักด์ ปิ่นทอง )


“ในการประกวดหมานั้น ต้องใช้เสียงข้างมากของกรรมการเป็นเครื่องตัดสิน โดยกรรมการต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่รู้เรื่องหมาเป็นอย่างดี

แต่น่าประหลาดมากที่ประเทศไทยเราประกวดคนเพื่อคัดเลือกเข้าไปเป็น ส.ส. ส.ว. จนถึง รมต. รมว. นรม. แต่กรรมการผู้ตัดสินการประกวด (ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง) จะเป็นหมูหมากาไก่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมืองเลย ทุกคน (ตัว) มีสิทธิลงคะแนนตัดสิน 1 คะแนนเท่ากันหมด

นี่แสดงว่าเรายอมรับกันว่าการประกวดหมาต้องพิถีพิถันกว่าการประกวดผู้บริหารประเทศใช่ไหม

ถ้าเราอยากได้นักการเมืองที่เก่งดี ก่อนอื่นต้องคัดเลือกกรรมการตัดสินเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมือง เช่น ด้วยการสอบวัดความรู้ทางการเมืองให้ผ่านตามเกณฑ์ จึงจะมีสิทธิเข้าไปเป็นกรรมการตัดสินเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกนักการเมือง

ไม่งั้นส่วนใหญ่ก็คงได้แต่นักการเมืองหมาๆ (ขี้เรื้อนอีกต่างหาก) เข้าไปเห่าหอนกันเต็มสภา

...คนถางทาง (20 มีนาคม 2556)” (จากสเตตัสเฟซบุ๊กของ ดร. เจิมศักด์ ปิ่นทอง)



นั่งอ่านข้อเขียนสั้นๆ ของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แล้วครางในลำคอว่า "อือม..." ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มักมีข่าวให้คนไทยอกสั่นขวัญแขวนอยู่เนืองๆ เช่น นักเรียนไทยชั่วโมงเรียนสูงสุดแต่ระดับความรู้ต่ำสุด, การสอบวัดระดับวิชาหลักของนักเรียนไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายของโลก, ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยอยู่ในอันดับรองบ๊วย ฯลฯ

สถิติเหล่านี้ดูสอดคล้องกับ "ทัศนคติ" ของอดีตปัญญาชนหลายต่อหลายคนในประเทศไทยที่อยู่ๆ ไปทำสติหายทำปัญญาหายเสียที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ามีการสอบวัดระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองและประชาธิปไตยของ "ชนชั้นนำทางปัญญา" หรือ "ปัญญาชนสาธารณะ" ทั่วโลก รับรองว่า "ปัญญาชน" ของไทย คงติดอันดับบ๊วยเอาชนะทุกประเทศอย่างขาดลอย

ไม่น่าเชื่อว่า ดร.เจิมศักดิ์คือคนเดียวกับคนที่จัดรายการ "มองต่างมุม" รายการโทรทัศน์รายการแรกของประเทศไทยที่เปิด "เวที" ให้ "สามัญชน" ได้เปิด "มุม" ของตนเองที่แตกต่าง

ไม่น่าเชื่อว่า ดร.เจิมศักดิ์ครั้งหนึ่งเคยร่วมต่อสู้ผลักดันวาระของ "ป่าชุมชน" ด้วยเชื่อว่า "ชาวบ้าน ตาสีตาสา ชุมชน" สามารถจัดการทรัพยากรของตนเองได้

แต่เหตุใดคนที่เชื่อว่า "ชาวบ้าน" จัดการทรัพยากรเองได้ จึงไม่เชื่อว่าชาวบ้านมีวิจารณญาณที่จะเลือกผู้แทนของตน



เจิมศักดิ์ไม่รู้หรือแกล้งฝากสมองไว้ในธนาคาร (ได้ดอกเบี้ยเป็นปริมาณน้ำในกะโหลก) จึงไม่รู้ว่า หนึ่งคนหนึ่งเสียงคือความเสมอภาคทางการเมือง อันเป็นหลักการประชาธิปไตยที่ต่อยอดมาจากอุดมการณ์เสรีนิยมที่เชื่อในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล และสิทธิ เสรีภาพ ได้รับการรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 1948

หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ "อำนาจเป็นของประชาชน" ส่วนขยายจากอำนาจของประชาชนคือ ปัจเจกบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคทางการเมือง ความเสมอภาคทางการเมืองนี้แสดงผ่านหลักการ "หนึ่งคนหนึ่งเสียง" เมื่อออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง "ตัวแทน" ของตนเองไป "กระทำการทางการเมือง"

หลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความข้องใจของ ดร.เจิมศักดิ์ที่บอกว่า "เอาหมู หมา กา ไก่ ที่ไหนก็ได้มาเลือก ส.ส." เพราะประชาชนเลือก "ตัวแทน" ของเขา ประชาชนไม่ได้เลือก "นางสาวไทย" ที่ต้องหาคนที่สวยที่สุด (ในสายตากรรมการ)

ในที่นี้จึงอาจจะถูกต้องหากกล่าวว่า "เรามี ส.ส. แบบไหนก็แสดงว่า เราเป็นคนแบบนั้น" เพราะถึงที่สุด ส.ส. เหล่านั้น คือตัวแทนของเรา

คนกรุงเทพฯ เลือก คนหล่อ พูดเก่ง ปากหวาน มีการศึกษาตามขนบนิยายน้ำเน่า ก็สะท้อนความหวัง ความฝันของคนกรุงเทพฯ

คนบางภูมิภาคเลือกใครก็ได้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "พรรคพวก" ของตน จะผิด จะถูก จะทำหน้าที่ ส.ส. ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ดีหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับเป็น "พรรคพวกเรา"

การเลือกเช่นนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะเราไม่มีวันได้ "ตัวแทน" ที่ดีกว่า "เรา"

"เรา" เป็นอย่างไร "ตัวแทน" ของเราก็เป็นอย่างนั้น ไม่เชื่อ ดร.เจิมศักดิ์ลองกลับไปดูคนที่ ดร.เจิมศักดิ์เลือก เขาก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนตัวตนของ ดร.เจิมศักดิ์เอง

ปัญหามันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ "เรา" และ "ตัวแทน" ของเรา ไม่ใช่ "เสียงข้างมาก" แต่การไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ไม่ได้แปลว่า คุณเป็นเสียงข้างน้อยถาวร เพราะสังคมจะได้เรียนรู้ทางการเมืองร่วมกันจากการทำงานของ "ตัวแทน" จากเสียงส่วนใหญ่

ไม่เพียงเท่านั้น กระบวนการทำงานในสภานิติบัญญัติยังถูกถ่วงดุลจากการทำงานของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลที่กลายเป็นฝ่ายบริหารถูกถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติ แถมยังมีอำนาจตุลาการมาทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจด้วย



การร่วมต่อสู้กับการฟื้นฟูสิทธิในการดูแลป่าของชุมชนที่ ดร.เจิมศักดิ์เคยสนับสนุนก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

นั่นคือ การถ่วงดุลประชาธิปไตยแบบตัวแทนด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และประชาธิปไตยทางตรงในหน่วยย่อยๆ ของสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการแก้ไขปัญหาของการผูกขาดอำนาจของรัฐบาลกลางในระยะยาว อันจะนำไปสู่การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น

แต่อย่างที่เราทุกคน (ซึ่งไม่ได้ฝากสมองไว้กับธนาคาร) ต่างก็รู้ดีว่า ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และประชาธิปไตยทางตรง จะไม่มีและไม่วันถูกเรียกว่าประชาธิปไตยหากไม่มี "การเลือกตั้ง" และไม่มีหลักความเสมอภาคทางการเมืองขั้นพื้นฐาน นั่นคือ "หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง" ของคนที่บรรลุนิติภาวะ ทุกเพศสถานะ ทั้งนี้ ต้องรู้ตรงกันด้วยความเสมอภาคนี้หมายถึงความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย

ความเสมอภาคนี้ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องจบการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรี, มีไอคิว 100 ขึ้นไปทุกคน, สอบโทเฟลได้คะแนน 600 ฯลฯ

แต่หมายถึงปัจเจกบุคคลที่ไม่ว่าจะยากดีมีจน โง่ หรือฉลาด เรียนสูง หรือเรียนต่ำ กินเหล้าหรือไม่กินเหล้า มีศาสนาหรือไม่มีศาสนา ฯลฯ

ตามหลักการความเสมอภาคทางการเมือง ปัจเจกบุคคลเหล่านี้มีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และมีความเสมอภาคกันทางโอกาส หรือที่เรียกว่า equality of opportunity

ทั้งนี้ คนที่ไม่ได้เอาสมองฝากธนาคารต่างก็เข้าใจตรงกันว่า ไม่มีประชาธิปไตยที่ดีและสมบูรณ์แบบ เรามีตัวแทนที่เลว เรามีรัฐบาลที่ฉ้อฉล เราเลือก "ตัวแทน" ผิดๆ หรือ เราอาจจะเลือกถูกแต่เสียงข้างมากของสังคมไม่เคยเลือกในสิ่งที่เราเลือก (และเราคิดว่าถูก) เราต่างก็รู้ดีว่าในกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นมีข้อบกพร่อง มีช่องว่างให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแสวงหาผลประโยชน์ได้มากกว่าคนกลุ่มอื่นเสมอ

ในสังคมที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกายังมีเด็กหนุ่มฆ่าตัวตายเพียงเพราะเขาต่อสู้เพื่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการอย่างเท่าเทียม แทนที่จะถูกผูกขาดโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำและสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่

ในประเทศอย่างฝรั่งเศสอันเป็นตำนานของประชาธิปไตยยังมีการประท้วงอย่างรุนแรงมิให้คนเพศเดียวกันได้แต่งงาน

แต่ความไม่สมบูรณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่า ประชาธิปไตยเป็นลัทธิการปกครองที่เลวร้าย กักขฬะ เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็มีความเลวน้อยกว่าระบอบเผด็จการอย่างเทียบกันไม่ได้

อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นระบบที่มีหลักประกันเสรีภาพให้กับประชาชนมากกว่าระบอบการปกครองอื่นๆ

อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นระบอบการปกครองที่มีวิธีการจัดการกับความขัดแย้งที่สันติที่สุดอิงอยู่กับการมีส่วนร่วมและเสียงของเจ้าของประเทศมากที่สุด โปร่งใส และเรียกร้องการตรวจสอบได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ในขณะที่ระบอบเผด็จการไม่ให้โอกาสแก่คุณแม้แต่พื้นที่ของการส่งเสียงคัดค้านหรือแม้กระทั่งสิทธิที่จะ "ไม่รัก ไม่ชัง"


การเลือก "ตัวแทน" ซึ่งหมายถึง ส.ส. ส.ว. การที่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มาจาก ส.ส. ไม่ใช่การประกวดหาผู้บริหารประเทศ แต่มันคือการบริหารประเทศโดยประชาชน โดยตัวแทนประชาชน

ในเมื่อมันไม่ใช่การประกวดมันจึงไม่มีคุณสมบัติตายตัว เพราะมันจะมีพลวัตไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่งมวลชน การเปลี่ยนแปลงของการใช้ที่ดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ ความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการบริโภค ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดพลวัตในระบอบประชาธิปไตยของสังคมแต่ละสังคม

ดังนั้น จึงไม่มีใครทำนายได้ว่าอีกห้าปีข้างหน้า คนไทยจะเลือก "ตัวแทน" แบบไหนไปบริหารประเทศ อีกสิบปีข้างหน้าคนไทยจะเลือก "ตัวแทน" แบบไหนไปบริหารประเทศ

ปีนี้เราอาจจะต้องการรัฐบาลที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจ อีกสิบปีเราอาจจะต้องการรัฐบาลที่สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน อีกสามสิบปีข้างหน้าเราอาจจะต้องการรัฐบาลซ้ายจัดสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ไม่มีใครรู้

ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย, สมมุติเราเรียกมันว่าระบบธรรมาธิปไตยให้คนดีปกครอง ขอถาม ดร.เจิมศักดิ์ว่า เราจะให้ใครนิยามความเป็นคนดี คนเก่ง ใครจะนิยามว่าวุฒิภาวะทางการเมืองใครดีกว่าใคร?

ใบปริญญารัฐศาสตร์ไม่ใช่หลักค้ำประกันความเข้าใจในหลักการสิทธิ เสรีภาพ ดังที่ ดร.เจิมศักดิ์ และอีกหลาย ดร. ที่สอนรัฐศาสตร์ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่ทนโท่ว่าวิ่งโร่ไปสนับสนุนรัฐประหารแค่ไหน

มีคนดี คนเก่ง คนรู้เรื่องการเมืองมาปกครองแล้ว คำถามต่อไปคือการถ่วงดุลทางอำนาจทำอย่างใร? อำนาจนั้นยึดโยงอยู่กับประชาชนอย่างไร หรือจะเห็นประชาชนเป็น "หมา" มีตัวเองและพวกเป็นมนุษย์อยู่ฝ่ายเดียวคอยปกครองเหล่า "หมา" ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด?



มันน่าหัวร่อมาก ที่ ดร.เจิมศักดิ์ยกตัวอย่างการประกวดหมาว่าต้องใช้กรรมการที่มีคุณวุฒิเรื่อง "หมา" ด้วยตรรกะนี้ หากฉันเป็นหมา ฉันจะถาม ดร.เจิมศักดิ์ว่า

"พวกคุณเป็นใครจึงบังอาจมาตัดสินว่าหมาตัวไหนดีกว่าหมาตัวไหน??? มนุษย์อย่างพวกคุณบังอาจมารู้เรื่องหมาดีกว่าหมาได้อย่างไร? การประกวดหมาทำไมต้องมีมนุษย์เป็นกรรมการ เกิดเป็นมนุษย์จะมารู้เรื่องหมาดีกว่าหมาได้อย่างไร เห่าก็ไม่เป็นเหมือนหมายังริจะมาเป็นกรรมการประกวดหมา"

หมามันคงอยากฝากมาถามอย่างนี้ อายดีไหมคะ?


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly




.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-03-28

ขาใหญ่ โดย คำ ผกา

.

ขาใหญ่
โดย คำ ผกา

ที่มา “คำ ผกา” จัดเต็ม “ขาใหญ่ คนล้มชาติ-ล้มประชาธิปไตย” และ “ทีวีสาธารณะ”
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1364320383 )

ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:00:33 น.
จาก บทความ “ขาใหญ่” มติชนสุดสัปดาห์ 22 มี.ค. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1701 หน้า 89


ที่ผ่านมาเราพยายามจะ "สุภาพ" ตัวฉันเองก็พยายามอย่างยิ่งที่จะ "สุภาพ" ทั้งๆ ที่ความสุภาพนั้นขัดกับสันดานเดิม จริตเดิมอย่างยิ่ง เราพยายามที่จะ "สุภาพ" เสียจนลืมคิดไปว่า บางครั้งก็ยากที่จะแยกความสุภาพกับความตอแหลออกจากกัน

อันที่จริง เราควรต้องมานิยามคำว่า "สุภาพ" กันเสียก่อนว่าหมายถึงอะไร

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉันได้อ่านข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊กของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับปานกลางในสังคม เขาโพสต์ว่า "หากใครวิจารณ์สถาบันให้เขาได้ยิน เขาจะลากปืนมายิงให้คลานเหมือนหมา"

ประโยคที่ไม่มีคำหยาบคาย แสดงความปรารถนาออกมาจากใจจริง ทว่า เป็นความไม่หยาบคายที่เต็มไปความเกลียดชัง วาทะเช่นนี้เรียกกันว่าเป็น hate speech


ในสังคมประชาธิปไตย เราผู้รักในสันติ คงต้องอดทน อดกลั้น ต่อวาทะเช่นนี้ แล้วพยายามสืบหาที่มาของการบ่มเพาะความคับแคบ เกลียดชัง

ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่า "สังคมแบบไหนกันที่ผลิตพลเมืองเช่นนี้ออกมา?"

ไปจนถึงการถามต่อไปว่า "เราสามารถดูดายต่อปรากฏการณ์อย่างนี้ในสังคมได้หรือไม่?"


เพื่อนของฉันหลายคนโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียด้วยภาษาที่"หยาบคาย" อย่างมหาศาล ทั้งแสดงความรู้สึกที่เป็นเนื้อแท้ของตนเองออกมาอย่างไม่เกรงว่าจะเสียภาพพจน์ต่อสื่อ

และน่าประหลาดใจมากกว่าในบรรดาคนที่ใช้ภาษาหยาบคายเป็นนิจศีล โดยมากเป็นคนที่มีความสุภาพ จริงใจต่อผู้อื่น ไม่สร้าง hate speech

หลายครั้งยังทำลายบรรยากาศของ hate speech ด้วยความตลกขบขันในการคัดสรรคำหยาบมาล้อเลียนความรุนแรงใน hate speech จากบรรดาผู้ใช้ภาษาสุภาพนั้นเสียอีก



เขียนทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมติดเปลือก เป็นสังคมฉาบฉวย ตื้นเขิน

เราวัดความสุภาพกันที่การใช้ภาษา "สุภาพ" แต่เราไม่เคยดูให้ลึกลงไปว่าในภาษาที่ "สุภาพ" และเราคิดว่ามันไม่หยาบคายนั้นกลับมีเนื้อหา มีแก่นสารที่เต็มไปด้วยความรุนแรง การสร้างความเกลียดชัง

แบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ สุนทรพจน์ของนักปราชญ์ นักบุญ นักเทศน์ จำนวนไม่น้อยก็เข้าข่ายนี้

ทว่า บังเอิญมันอยู่ในสังคมเปลือกๆ กากๆ จึงไม่มีใครเห็นว่า ความ "สุภาพ" เหล่านี้คือ "ความรุนแรง"


ความตื้นเขิน ติดเปลือกนี้มีอยู่ในทุกลมหายใจของความเป็นไทย
เช่น เรามักจะคิดว่าการรักชาติแสดงออกด้วยการยืนตรงเคารพธงชาติ การเป็นบัณฑิตแสดงออกด้วยการศิโรราบต่อพิธีกรรมการรับปริญญาอย่างปราศจากอารมณ์ขัน อยากรักสิ่งแวดล้อมให้ปลูกป่า อยากเป็นคนดีก็สวดมนต์ มีอุปสรรคในชีวิตมากนักก็ไปปล่อยปลา ปล่อยนก


อยากดู กากที่สุด ตื้นที่สุด คือการบอกว่า สังคมมันจะดีขึ้นได้ง่ายๆ แค่ทุกคนทำตัวเป็นคนดี ทำตามหน้าที่ของตนเอง

มีนักโทษการเมืองที่ถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรมหรือ? นั่นก็เรื่องของเขา คุณเป็นครู เป็นหมอ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นแม่ค้า ก็ทำหน้าที่ ทำงานของตนเองไปให้ดีที่สุด

มีคนถูกฆ่าจากอำนาจรัฐหรือ? ก็ช่วยไม่ได้ อยากออกไปประท้วงเอง ถ้ารู้จักทำตามหน้าที่ของตัวเอง นั่งทำมาค้าขาย เป็นพ่อที่ดี แม่ที่ดี ลูกที่ดีอยู่บ้าน จะตายมั้ย? บ้านเมืองจะไม่เป็นอะไร ถ้าทุกคนสงบเงี่ยมเจียมตนอยู่ในที่ตั้ง

เข้าใจหรือเปล่า?




สังคมไทยตื้นเขินเช่นนี้ จึงทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งสามารถ "หากิน" กับความตื้นเขิน จะว่าไปแล้วพวกเขาคือกลุ่มคนที่ชักใย หรือ manipulate หล่อเลี้ยงความตื้นเขินของสังคมไทยให้ตื้นเขินมากขึ้น กว้างขวางขึ้น-คนรุ่นใหม่บางคนเขาใช้คำศัพท์สวยหรูว่าเป็นการ "สำเร็จความใคร่ทางอุดมการณ์"

คนกลุ่มนี้ทำให้สังคมไทยเชื่อไปโดยปริยายว่า คนดีคือคนที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีพุง ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว 
คนดีคือคนที่เห็นโลกสวยงาม น่ารัก น่าเอ็นดู มองโลกในแง่ดี
คนเหล่านี้ทำให้สังคมไทยเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยจะผุดผ่องดั่งทองทา เป็นประเทศที่ศิวิไลซ์หากเราออกกฎหมายกำหนดเวลาขายสุราอย่างเคร่งครัด

คนเหล่านี้ทำให้เราเชื่อว่าการห้ามขายเซ็กซ์ทอยจะช่วยให้เยาวชนไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร 


คนกลุ่มนี้สร้างทฤษฎีขึ้นมาง่ายๆ ว่า ปัญหาของสังคมไทยเกิดจากการเติบโตของทุนนิยม ความโลภของพ่อค้า การที่พ่อค้าหันมาเป็นนักการเมืองแล้วเข้าสัมปทานประเทศ มอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทำให้ชนบทล่มสลาย เมืองก็เสื่อมทราม ศีลธรรมทรุด อิทธิพลตะวันตกเข้าครอบงำ ฟาสต์ฟู้ด หนังฮอลลีวู้ดเข้าเกาะกุมจิตใจประชาชน 
ทางออกของประเทศคือ ขจัดทุนสามานย์ กอบกู้ชนบท ช่วยชาวบ้านที่หลงผิดให้คิดถูก ลด ละ เลิก อบายมุข หันมาถือศีล เข้าวัด ปลูกข้าวอินทรีย์ มีเศรษฐกิจยั่งยื่น


ขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ก็ลืมไปว่าตนเองอาศัยอยู่ในเมืองที่มีสาธารณูปโภคพร้อมสรรพ มีเทคโนโลยีทุกประเภทในความครอบครอง ดื่มไวน์สลับกับไปเจริญสติ มีรถขับ มีบีทีเอส เอ็มอาร์ที นั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจ

แต่ไม่สิ คนเหล่านี้จะบอกตนเองว่า 
"พวกชั้นบริโภคสิ่งเหล่านี้อย่างรู้เท่าทัน ไม่กินฟาสต์ฟู้ด ไม่อุดหนุนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เดินวิลล่า หาซื้อข้าวอินทรีย์ ผักปลอดสาร หรือไม่ก็อุดหนุนสินค้าของชาวบ้านจากสหกรณ์ทางเลือก ใส่ผ้าไทย หิ้วกระเป๋าผ้าทอมือเก๋ๆ พวกชั้นเป็นผู้บริโภคที่ฉลาดย่ะ แต่ชาวบ้านสิ จนแล้วยังถูกนายทุนมอมเมา คนดีๆ คนฉลาด คนรู้เท่าทันความชั่วอย่างชั้นต้องไปกอบกู้เอาชาวบ้านกลับคืน เอาหมู่บ้านชนบทอันง่ายงามกลับคืนมา (แต่กูนอนคอนโดฯ หรูกลางเมืองนะ)"


ด้วยความคลั่ง "คนดี" ที่ตื้นเขินนี่เอง ที่ได้เบิกทางให้กับการรัฐประหาร เพื่อขจัดทุนสามานย์ นักการเมืองโสมม ด้วยการ manipulate "คนดี" อย่างเป็นระบบ ได้แผ้วถางทางให้ธุรกิจการค้าทางจิตวิญญาณเฟื่องฟู

"คนดี" ทั้งหลายได้สัมปทานทำนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้คุณธรรมความดีกันยกใหญ่ ตั้งแต่ขึ้นป้ายโฆษณา ทำแคมเปญรณรงค์ จัดสัมมนาครั้งแล้วครั้งเล่า จัดงานอีเวนต์ฟื้นฟูชุมชน ทำเวิร์กช็อปเรียนรู้บทเรียนจากปราชญ์ท้องถิ่น รณรงค์ไม่กินน้ำตาล ทำห้องนิพพานจำลอง ฯลฯ


จนกระทั่งนำมาสู่การทำช่องทีวีสาธารณะที่อ้างว่าเป็นอิสระจากรัฐ อิสระจากทุน เป็นทีวีที่เป็นกลางปราศจากผลประโยชน์ เป็นทีวีที่จะไม่มอมเมาประชาชนด้วยละครน้ำเน่า เกมส์โชว์ไร้สาระ หรือข่าวบันเทิงที่วันๆ อยากรู้แค่ว่าดาราคนไหนไปเอากับใคร ใครเลิกกับใคร ใครแต่งกับใคร ใครลำเลิกกันในอินสตาแกรม

ทีวีสาธารณะจะใช้เงินจากภาษีที่เรียกกันว่า "ภาษีบาป"
(คนบาปที่ทั้งดื่มและสูบอย่างฉันก็อยากจะกรีดร้องว่า "บาปแล้วงัยยยยยยยยย" การเที่ยวไปป้ายสีใส่บาปต่อผู้อื่น ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ มีอย่างที่ไหน ด่าเขา แล้วก็อยากใช้เงินเขา-ฉันไม่มีปัญหากับการเอาเงินจากกาสิโน จากซ่อง จากกัญชา จากหวย ไปพัฒนาประเทศ แต่มีปัญหากับการเหยียดมนุษย์ด้วยกันให้ต้อยต่ำหรือยกให้สูงส่งด้วยการตั้งค่ามาตรฐานความดีตามอำเภอใจ)มาบริหารงานเพื่อจะได้ทำข่าว ทำรายการแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจว่าต้องทำรายการเอาใจลูกค้า กลัวโฆษณาไม่เข้า ไม่มีรายได้ เพราะว่ากันว่า รายการดีๆ ที่มีประโยชน์นั้น ทำออกมามักจะเจ๊ง

ว่ากันไปตามทฤษฎีก็คือ ต้องหาแหล่งทุนจากที่ไหนสักแห่งหนึ่ง สนับสนุนสื่อคุณภาพจะได้ไม่ต้องเที่ยวไปขอเงิน "พ่อค้า" กินให้สิ้นศักดิ์ศรี ไม่ต้องเป็นสื่อขายตัว ขายอุดมการณ์

ทฤษฎีนี้จะจริงหรือไม่อย่างไร ยังถกเถียงกันได้อีก แต่ชะรอยเมืองไทยเชื่อในทฤษฎีอย่างสุดจิตสุดใจจึงมีทีวีสาธารณะเกิดขึ้น

เกิดขึ้นปุ๊บ ด้วยความที่ไม่ต้องอาศัยเงิน "พ่อค้า" จึงกล้าประกาศตัวทันทีว่า เป็นสื่อที่เป็นกลาง เป็นสื่อที่มุ่งหวังทำแต่รายการโทรทัศน์ที่จะมีประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติ ให้ความรู้ ให้สาระ ให้ความบันเทิงที่มีรสนิยม

ทว่า ทีวีที่อ้างตนว่าเป็นกลาง เป็นสาธารณะ เป็นของประชาชนนั้น มีความยึดโยงกับประชาชนตรงไหนบ้าง ฉันก็ยังงงๆ เพราะประชาชนเดินดินกินข้าวแกงที่ไม่ใช่ประชาชนเครือข่ายของเอ็นจีโอ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหลายจะได้มีส่วนร่วมในสภาพลเมือง ในเครือข่ายพลเมืองสักเครือข่ายหนึ่งของทีวีสาธารณะหรือไม่?

ประชาชนเดินดินกินข้าวเหนียว หมูปิ้ง ลาบ น้ำตก บนฟุตปาธอย่างเราๆ ท่านๆ มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสรรหาบอร์ดผู้บริหารของทีวีสาธารณะบ้างหรือไม่?

ถ้ามี มีผ่านช่องทางใด จะเข้าไปได้อย่างไร?


นอกจากจะหาช่องทางเข้าไม่เจอแล้ว วันดีคืนดี ทีวีของประชาชนก็เล่น "ข่าว" เข้าทางเผด็จการบ้าง เข้าทางฝ่ายรัฐประหารบ้าง เข้าทางรัฐบาลร่างทรงทหาร ลากอาวุธสงครามมาฆ่าประชาชนโครมๆ เสียก็มี

รายการดีมีสาระที่อวดอ้างว่าจะมีก็ไม่เห็นมี

เคยนั่งดูสารคดีลุ่มน้ำสาละวินทำความรู้จักเพื่อนบ้านของทางช่องนี้แล้วก็ได้แต่เอาตีนก่ายหน้าผาก เพราะนึกว่ากำลังอ่านสารคดีท่องเที่ยวของอนุสาร อ.ส.ท. เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทั้งล้าสมัย ทั้งเต็มไปด้วยคำสำนวนเพ้อฝัน ล่องลอย สายน้ำ ท้องฟ้า ความงามของผู้คนหลากหลายเผ่า มิตรภาพ บลา บลา บลา

นอกจากประชาชนจะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการเลือกคนทำงาน หรือมีส่วนในการกำหนดทิศทางของทีวีสาธารณะแล้ว (ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม) ฉันยังไม่เห็นว่าประชาชนผู้เสียภาษีอย่างฉันจะสามารถเข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณ

อีกทั้งมีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจว่าเงินนี้ งบประมาณนี้ เอาไปใช้อย่างนี้ เอาไปผลิตรายการแบบนี้ เอาไปจ้างคนแบบนี้-เหมาะสมหรือไม่ โปร่งใสหรือเปล่า?


แน่นอนว่าเราคงไม่ได้เรียกร้องให้ประชาชนเจ็ดสิบล้านคนเข้าไปบริหารทีวีสาธารณะ

แต่ที่ผ่านมาทีวีสาธารณะไม่ได้สำแดงที่มาแห่งอำนาจในการบริหารจัดการให้ประชาชนได้ทราบเลยว่า มันยึดโยงกับ "เสียง" ของประชาชนเจ้าของภาษีอย่างไร

มันตอบสนองความต้องการของประชาชนดังที่ได้ตั้งเจตนารมณ์เอาไว้หรือไม่


ไม่เพียงเท่านั้น ท้ายที่สุดทีวีสาธารณะยังตบหน้าประชาชนด้วยการเซ็นเซอร์รายการของช่องอย่างกะทันหันทั้งๆ ที่เป็นรายการอันผ่านกระบวนการพิจารณาเห็นชอบจากกรรมการไปแล้วว่าออกอากาศได้

ทีวีสาธารณะที่อหังการประกาศก้องว่าใครก็มาแทรกแซงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเพราะอหังการของทีวีสาธารณะคือความเป็น "อิสระ"

แต่ท้ายที่สุด ทีวีสาธารณะก็เปลื้องผ้าต่อหน้าคนดูทั้งประเทศว่า มันคือองค์กรที่ฝ่ายค้านก็แทรกแซงไม่ได้ ฝ่ายรัฐบาลก็แทรกแซงไม่ได้

มีแต่ใครบางคน บางกลุ่มที่แทรกแซงได้ โดยอ้างโวหารคุณงามความดี ความรักชาติบ้านเมือง ความสามัคคี การไม่สร้างความแตกแยก การหลีกเลี่ยงความรุนแรงบลาบลาบลา
(ตั้งใจเขียนติดกันเป็นพืดไม่เว้นวรรค เพราะถ้อยคำเหล่านีมันหลั่งไหลมาโดยไม่ต้องใช้สมองเพราะถูกกรอกใส่หูมาตั้งแต่เกิด)


นี่คือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

นี่คือความรุนแรงทางอุดมการณ์ที่ดำเนินอยู่ในสังคมไทยที่คนกลุ่มหนึ่งสถาปนาความดีขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่ออำพรางกระบวนการขัดขวางการเติบโตของอุดมการณ์ประชาธิปไตย แช่แข็งสติปัญญาของสังคมไม่ให้เติบโต ถนอมไว้ให้แคะแกรน ตื้นเขิน ฉาบฉวย เห็นอวิชชาคือคุณธรรม สร้างคนโง่ที่คิดว่าตนเองฉลาดให้ดกดื่นเต็มเมือง สร้างอุปสรรคมิให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ถกเถียงในสังคม ขัดขวางสิทธิ เสรีภาพในการพูด คิด ตั้งคำถาม สถาปนาตนเองเป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เป็นเอเย่นต์ขาใหญ่ของภาคประชาชน

ส่วนประชาชนตัวจริงที่สู้เพื่อประชาธิปไตยโดยไม่ผ่านขาใหญ่ของภาคประชาชน จะถูกเรียกว่าควายแดงบ้าง ถูกทักษิณซื้อบ้าง โง่บ้าง ถูกนักการเมืองหลอกบ้าง ไม่รู้จักว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไรบ้าง ฯลฯ

ส่วนฉันเรียกคนเหล่านี้ว่าคนขาใหญ่ คนล้มชาติ ล้มประชาธิปไตย 



.

2556-03-06

ชิงเมือง โดย คำ ผกา

.

ชิงเมือง
โดย คำ ผกา
ที่มา “คำ ผกา”เขียนเรื่อง “ชิงเมือง” หลัง กทม.รอด“เสียกรุงครั้งที่ 3” อย่างหวุดหวิด
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 15:00:00 น.
จาก บทความ “ชิงเมือง” มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ1-7 มี.ค.56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1698 หน้า 89
( ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ )


"พวกคุณเป็นสัตว์ร้ายทางการเมือง" นายสุเทพกล่าว และว่า คุณคิดว่าประชาชนลืมสิ่งที่คุณทำไปหมดแล้ว ซึ่งไม่ใช่ ตนขอประกาศแทนได้ว่า คนนางเลิ้ง หมอโรงพยาบาลจุฬาฯ คนราชดำเนิน คนสีลม คนฝั่งธนบุรี ชาตินี้ทั้งชาติไม่มีวันลืมพวกคุณ
นายสุเทพกล่าวว่า พล.ต.อ.พงศพัศเหมือนพระเอกหนังตะลุง จะคอยถูกชักไยจากแดนไกล การเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนศึกชิงเมืองหลวง ถ้าเขายึดได้ ปักษ์ใต้บ้านผมก็เอาไม่อยู่ "

(สัตว์ร้ายการเมือง "เทือก" ถล่มแดงเผาเมือง เดิมพันยึด กทม. ได้ใต้ไม่เหลือ, http://www.thaipost.net/sunday/240213/70032)


คนเชียงใหม่อย่างฉันติดตามข่าวการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน
เช่น ทำไมข่าวการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ จึงสามารถยึดครองพื้นที่สื่อราวกับมันเป็นการเมืองระดับชาติ


ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ สะท้อนภาพการเมืองระดับชาติทั้งหมดได้จริง หรือเราคิดกันเอาเอง?
หรือถึงที่สุดแล้วเราคิดว่ากรุงเทพฯ คือประเทศไทย ประเทศคือกรุงเทพฯ ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่กรุงเทพฯ จึงส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ


ทำไม มีแต่ กทม. เท่านั้นที่ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ
ทำไมเมื่อจังหวัดอื่นๆ อยากออกจาก "มหาดไทย" ไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ เองบ้างกลับถูกมองว่าเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่รักความเป็นไทย ไม่สามัคคี สร้างความแตกแยก แข็งข้อ แน่ใจได้อย่างไรว่ามีปัญญาปกครองตัวเอง แน่ใจได้อย่างไรว่าเมืองทั้งเมืองจะไม่ไปตกอยู่ในมือของมาเฟีย นายทุน นักการเมืองท้องถิ่น


...ประเทศไทยจึงมีโครงสร้างการบริหารประเทศที่แปลกๆ นั่นคือ (นอกจากพัทยา) เรามีกรุงเทพฯ เป็นหน่วยการปกครองพิเศษ มีผู้ว่าฯ เป็นของตนเองที่มาจากการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน มีรัฐบาลกลางที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ (รัฐสภา, กองทัพ, ศาล) ปกครองและบริหารราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยผ่านกระทรวงมหาดไทย; ข้าราชการ งบประมาณ, นโยบาย

แม้การปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่การปกครองส่วนภูมิภาคที่มีประมุขคือผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เรื่อยลงมาจนถึงระดับผู้ใหญ่บ้านเปรียบเสมือนตัวแทนทางสัญลักษณ์ของอำนาจ "รัฐบาลกลาง" ยังคงดำรงอยู่

ราวกับไม่มั่นใจว่า "หัวเมืองประเทศราช" ที่ตกเป็นของสยามอย่างหลวมๆ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น ได้ตกเป็นของสยามโดยเด็ดขาด สิ้นเชิงแล้วหรือยัง?



ปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งของสังคมไทยคือการไม่ยอมรับ "ความใหม่" ของตนเอง สังคมไทยไม่เคยยอมรับว่าประเทศไทยมีเอกราชสมบูรณ์แบบเมื่อเราได้เอกราชทางการศาลในปี 2481 
สังคมไทยไม่ยอมรับว่าประเทศไทยตามแผนที่อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้นเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว

สังคมไทยไม่ยอมรับว่าสำนึกแห่งความเป็นไทยที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่เกิน 70 ปี 
ไม่ยอมรับว่าภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นของใหม่ถูก standardized หรือทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อเป็นภาษาของรัฐชาติที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่

เมื่อเราไม่ยอมรับว่าประเทศไทย ชาติไทย และความเป็นไทย ที่เป็นรูปขวานทองอยู่ทุกวันนี้เพิ่งจะก่อร่างสร้างตัวมาไม่นาน ไม่ได้แน่นแฟ้น รักกันปานจะกลืน ไม่ได้เข้ามารวมกันแบบสมัครใจในทุกกรณี เพราะหลายๆ กรณีก็ไม่รู้ตัวว่าถูกผนวกมาตอนไหน อย่างไร เพราะสำนึกเรื่องรัฐ และดินแดน "ผุด" ขึ้นมาในแต่ละท้องถิ่นไม่พร้อมกัน รู้ตัวอีกทีก็ "อ้าว"-กลายเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยไปแล้ว

จากนั้นก็เข้าสู่การเรียนภาษาไทยมาตรฐาน
รับ "สื่อมวลชน" มาตรฐานจากส่วนกลาง เรียนหนังสือหลักสูตรจากส่วนกลางที่สอนเราว่าประเทศไทยนี้หนามีมาอย่างน้อย 700 ปี ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากนั้น วิชาประวัติศาสตร์ก็สอนกล่อมให้เราหลงเชื่อว่า เราเหล่าคนไทยในเจ็ดสิบกว่าจังหวัดเป็นคนไทยอยู่ด้วยกันอย่างนี้มาตาปีตาชาติ รู้รักสามัคคีมาด้วยกันตั้งแต่สมัยรบพม่ารามัญนู่น

ผลแห่งการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับหลอกตัวเองนี้ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับสภาวะขัดแย้ง สับสนในตัวเอง

เช่น ภูมิใจในความเป็นไทย ความรู้รักสามัคคี ความเก่าแก่ของชาติไทย ขณะเดียวกัน ก็เปราะบางหากถูกวิจารณ์ โจมตี หรือตั้งคำถามว่าความเป็นไทยดีจริงหรือ มีจริงหรือ งดงามจริงหรือ ยิ่งใหญ่จริงหรือ?

เหตุที่เปราะบางก็เพราะลึกๆ แล้วรู้ว่าทั้งหมดที่ตนเองเชื่อไม่มีข้อเท็จจริงรองรับอยู่สักเท่าไร


สภาวะเปราะบางขัดแย้ง สับสนในตัวเอง นี้ยังเกิดขึ้นกับกลุ่มอาการความกลัวเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ฉันไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า หากมีใครสักคนเสนอว่าประเทศไทยน่าจะแบ่งเขตการปกครองใหม่ มีรัฐบาลท้องถิ่นที่มีสภาเป็นของตนเอง มีอำนาจออกกฎหมาย รวมทั้งอำนาจศาลที่เป็นศาลท้องถิ่นเป็นของตนเอง-หากมีใครอุตริเสนอโมเดลอะไรแบบนี้ขึ้นมาในเมืองไทยจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นพวก ล้มชาติ ฝักใฝ่สาธารณรัฐ มุ่งสร้างความแตกแยกให้กับประเทศชาติ กบฏ

หากมีใครเสนอว่าทางออกของปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ที่ดีที่สุดคือให้สี่จังหวัดภาคใต้เป็นเขตการปกครองพิเศษ-บุคคลผู้นั้นย่อมถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งๆ ที่เราก็รู้กันอยู่ว่ารูปแบบของรัฐนั้นมีทั้งรัฐเดี่ยวและสหพันธรัฐ-การเป็นสหพันธรัฐ ไม่ได้หมายถึงการแยกประเทศแต่อย่างใด

แต่เหตุใดคนไทยและสังคมไทยจึงมีความรู้สึกราวกับว่าหากมิได้เป็นรัฐเดี่ยวเสียแล้ว ประเทศไทยคงสิ้นสลายไปในบัดดล ขวานทองของเราคงแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลันประเทศไทยจะหายไปจากแผนที่โลก-สูญพันธุ์!


นั่งลงสำรวจความกลัวนี้ให้ดีจะพบว่า มันมาจากการที่คนไทยทุกคนลึกๆ ก็รู้ดีอยู่ว่า "ความเป็นไทย" ที่จินตนาการเอาว่ามีอยู่อย่างนี้อย่างนั้นมันจับต้องไม่ได้ มีจริงหรือเปล่าไม่รู้

สิ่งเดียวที่จะทำให้มั่นใจว่า "ความเป็นไทย" ที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่นเอาไว้จะไม่สูญหายไปไหนก็คือการเฝ้าระวังรักษาสัญลักษณ์แห่งความเป็น "ไทย" ทั้งหลายเอาไว้ให้มั่น รวมไปถึงการรักษาอำนาจของรัฐบาลกลางซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการการรักษาความเป็นไทยแบบราชการเอาไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาษา วัฒนธรรม เครื่องแบบ พิธีกรรม ระบบบริหารราชการอันเป็นมรดกตกค้างของระบบของอาณานิคม

มิได้พัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่แต่อย่างใด ตั้งแต่เครื่องแบบสีกากี ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ยังต้องมีนายใหญ่ที่ย้ายมาจากส่วนกลางทำงานกับเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นคนท้องถิ่น ฯลฯ


ปัญหาความย้อนแย้งสับสนในตัวเองของสังคมไทยจะไม่เกิดขึ้นเลยหากเรากล้าเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ของเราในฐานะที่เป็นประเทศที่เคยเป็นทั้งเจ้าอาณานิคม เป็นทั้งประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม และเป็นทั้งหัวเมืองเล็กเมืองน้อยที่ถูกผนวกรวมเข้ากับสยามเมื่อครั้งสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครั้งหนึ่ง และทั้งหมดนี้กลายเป็น "ไทย" อีกครั้งหนึ่งหลัง 2475

จนถึงวันนี้ควรจะมั่นคง มั่นใจได้แล้วว่า ประเทศไทยที่เกิดมาใหม่ๆ นี้ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และพร้อมที่จะปรับปรุงโครงสร้างการบริหารประเทศให้เหมาะสมกับยุคสมัย
เช่น มีการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น หรือปล่อยให้ท้องถิ่นจัดการบริหารส่วนราชการของตนเองได้ ลดความสำคัญของกรุงเทพฯ สร้างหัวเมืองใหญ่ กระจายความเจริญ กระจายศูนย์อำนาจออกไปได้หลายจุดมากขึ้น จินตนาการถึงแผนที่ใหม่ๆ ที่จะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยคิดถึงกรุงเทพฯ ได้น้อยลง ฯลฯ

และทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรจะทำให้ประเทศไทยในฐานะประเทศหนึ่ง รัฐหนึ่ง จะหายไปจากแผนที่โลกได้

สังคมไทยควรต้องเดินออกจากภาพลวงตาเรื่องพม่าบุกยึดกรุงศรีอยุธยาอะไรนั่นเสียที 
เพราะอยุธยาก็คืออยุธยา ไม่ใช่ "ไทย" ในความหมายของประเทศไทยอันเป็นหน่วยการเมืองในความหมายของรัฐชาติสมัยใหม่


ไม่นับว่าเหตุการณ์ไทยรบพม่า พม่ารบไทย มีรายละเอียดหวือหวาอย่างที่เห็นในหนังและละครย้อนยุคที่เขียนบทตามจินตนาการของคน "ไทย" ในสมัยปัจจุบันที่เอาคอนเซ็ปต์ของ "ชาติ" ในศตวรรษที่ 19 ไปอธิบายสงครามระหว่างอาณาจักรในศตวรรษที่ 14 (ก่อนมี "ชาติ")



เดินออกมาแล้ว
จะได้ลงมานั่งหัวเราะเยาะเรื่อง "ยึดเมืองหลวง"


เพราะคงต้องถามว่า ยึดไปทำไม? เพื่ออะไร? เมืองหลวงในฐานะที่เป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ ยึดแล้ว-ยึดแล้วต้องถามว่า แล้วไง?

ถามต่ออีกว่า แล้วมันยึดได้จริงหรือเปล่าในทางกายภาพ?
พรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือดินแดนกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หากแพ้การเลือกตั้งเพราะความไม่เอาไหนของตนเองแล้วถึงกับจะทำให้กรุงเทพฯ ต้องเสียอธิปไตย?!!!!

วาทกรรม "ยึดเหมืองหลวง" ของพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่กำลังแยก กรุงเทพฯ ออกจากอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ

วาทกรรมนี้กำลังสร้างความเป็นอื่นให้กับประชาชนใน 76 จังหวัดที่เหลือ

วาทกรรมนี้กำลังทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าคนอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศนั้นเปรียบเสมือนข้าศึกที่กำลังจะเดินทางเข้ามาเขมือบกลืนกินกรุงเทพฯ ทั้งกรุงเทพฯ ผ่านพรรคการเมืองของ "คนต่างจังหวัด" อันเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับเรื่องเล่า โง่ จน เจ็บ-คนต่างจังหวัด โง่ ขายเสียงให้นักการเมืองเลว


หากประเทศไทยจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก็เป็นเพราะการสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังเช่นนี้ออกสู่สาธารณะ มิใช่การกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น

และหากจะมีประโยคใดในคำปราศรัยของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่น่าฟัง ประโยคนั้นก็คือ "พวกคุณเป็นสัตว์ร้ายทางการเมือง" ที่น่าฟัง เพราะคนเสื้อแดง และผู้สูญเสียจากการสลายการชุมนุมภายใต้การนำของรัฐบาลประชาธิปปัตย์ก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์วันที่ 12-19 พฤษภา 2553 เช่นเดียวกัน

ถ้าคุณคิดว่าประชาชนลืมสิ่งที่คุณทำไปหมดแล้ว คุณคิดผิด


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์เป็นแฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊ก
ได้ที่ www.facebook.com/matichonweekly




.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-02-06

ขอโทษนะ โดย คำ ผกา

.

ขอโทษนะ 
โดย คำ ผกา
ที่มา “คำ ผกา” เขียนถึงกรณีสมยศและนักโทษการเมือง “ขอโทษนะ-ประชาชนเขาไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว”
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 06:00:00 น.
จาก บทความ "ขอโทษนะ" มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2556
ภาพจากเพจ Chulalongkorn Community for the People (CCP)



เปรยกับเพื่อนหลายคนว่า "ไปไม่เป็นแล้ว" สำหรับการเฝ้ากระตุกให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาสำคัญของประเทศไทยนั่นคือ ภาวะที่เรากำลังเดินออกห่างจากหลักการประชาธิปไตยสากลจนกลายเป็นความแปลกหน้าต่อกันอย่างสิ้นเชิง

หลายๆ คนบอกว่า เมืองไทยมีปัญหาไม่มีพื้นที่สำหรับคน "คิดต่าง"-เรื่อง "คิดต่าง" ตามหลักสากลที่สังคมพึงมีขันติธรรมต่อคนคิดต่างนั้น ออกจะกลับตาลปัตรกับสังคมไทยอยู่มาก

เช่น สังคมที่ยึดถือคุณค่าของประชาธิปไตย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคนรักประชาธิปไตยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศพึงมีขันติธรรมต่อคนที่ไม่เชื่อในประชาธิปไตย อาจจะเชื่อในสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เชื่อในเผด็จการ เชื่อในแนวคิดของการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสิ้นเชิง
หรือสังคมที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก การเคารพคนคิดต่าง อาจหมายถึงการเคารพคนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่คาทอลิก หรือเคารพคนที่ไม่นับถือศาสนา

สำหรับฉันนี่คือหลักการของการมีขันติธรรมต่อคนที่คิดต่าง

แต่ในสังคมไทยกลับตาลปัตร เพราะคน "คิดต่าง" ในสังคมไทยนั้นมักเป็นคนที่มีความคิดเหมือนคนในนานาอารยประเทศ อันไม่จำเป็นต้องมี "ขันติ" ให้เป็นพิเศษ เพราะเป็นความคิดที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร 
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในบริบทของสังคมไทยคนที่ถูกเรียกร้องให้ได้รับความเป็นธรรมและขันติธรรมจากสังคมคือ คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ เช่น การบอกว่า "คุณสมยศไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่คิดต่าง"

หากการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพในสังคมไทยกลายเป็นความ "คิดต่าง"
นั่นแสดงว่าเราได้ยอมรับโดยดุษฎีว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ปฏิเสธคุณค่าประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล เท่ากับเราได้ยอมรับไปโดยไม่รู้ตัวว่าสังคมของเราเป็นสังคมอนารยะ ป่าเถื่อน เพราะมีแต่สังคมที่ป่าเถื่อนเท่านั้นที่เห็นว่าต้องมีขันติธรรมให้กับความ "อารยะ" และมีแต่สังคมเผด็จการเท่านั้นที่เห็นว่าต้องมีขันติธรรมต่อความเชื่อเรื่องประชาธิปไตย 

(ซึ่งย้อนแย้งอย่างมาก เพราะมีแต่หลักการของประชาธิปไตยเท่านั้นที่มีหลักประกันความปลอดภัยให้กับคนที่คิดต่าง แต่ในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยย่อมไม่มีการให้คุณค่าเรื่องขันติธรรมต่อความคิดต่างโดยปริยาย
เมื่อเป็นดังนี้คุณสมยศและคนอื่นๆ ที่คิดเหมือนคุณสมยศจึงติดคุก)


ในกรณีของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศที่กังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนล้วนแต่เต้นเร่าและตบอกผาง แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมืองไทย แต่คนไทยกลับไม่กังวลต่อเรื่องนี้เท่ากับนโยบายรถคันแรกทำให้รถติดวายป่วงหรือการจำนำข้าวจะทำให้มีเมล็ดข้าวท่วมทับหัวคนไทยจนมิดหัวมิดหู มีข้าวชื้น ขึ้นรา น่าละอาย ขายไม่ออก
จากวันนั้นถึงวันนี้ดูเหมือนประชาชนผู้ตื่นรู้ทางการเมืองเหล่านี้จะลืมไปแล้วว่าจำนำข้าวคืออะไร? และไม่ได้สนใจอีกต่อไปแล้วว่าข้าวในสต็อกของรัฐบาลจะขายออกหรือไม่ เพราะติดนิสัยเป็นกระต่ายตื่นตูมดราม่าป้อน feed ในเฟซบุ๊กกันไปเป็นวันๆ


มันน่าตระหนกมากสำหรับสังคมที่อวดอ้างความเป็นเมืองที่เคร่งครัดต่อศรัทธาทางศาสนา สังคมที่มักโอ่อวดความศรัทธาความดี จริยธรรม ศีลธรรม สังคมที่หนังสือเบสต์เซลเลอร์ของทุกสำนักพิมพ์คือหนังสือธรรมะ และหนังสือที่มุ่งชำระความผุดผ่องทางจิตวิญญาณ สังคมที่สัดส่วนของทรัพยากรจำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในการสร้างสถานปฏิบัติธรรม รูปปั้น รูปเคารพบูชา อาราม ไม่รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการบุญบูชาที่มีอย่างหลากหลาย และมีพลังในการสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

สังคมเดียวกันนี้เอง ที่เพิกเฉยต่อความไม่เป็นธรรมที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันต้องเผชิญ และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เพียงแต่เพิกเฉยแต่ผสมโรงสมน้ำหน้า บ้างถึงขั้นสาปแช่งให้ไปตาย



ไม่แต่กรณีสมยศ หลังการสลายการชุมนุม มีคนถูกจับเข้าคุกเพราะการกระทำอันมีมูลเหตุมาจากแรงจูงใจทางการเมืองจำนวนมาก และในจำนวนมากของจำนวนมากนั้นมิได้กระทำความผิดร้ายแรงอย่างที่ถูกกล่าวหา บ้างเป็นแค่ไทยมุง บ้างถูกหิ้วไปซ้อม บังคับให้รับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน
จำนวนมากเป็นคนชายขอบของชายขอบซึ่งไม่อาจมีต้นทุนทางสังคมใดๆ มาปกป้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เช่น เป็นคนจน เป็นโนบอดี้ไม่มีใครรู้จัก เป็นแค่คนหาเช้ากินค่ำ บ้างเป็นคนพิการแต่ถูกจับยัดอาวุธกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย 
แน่นอนนี่คือกลไกการหาแพะมาสังเวยความสาแก่ใจของสังคมที่ลุซึ่งอำนาจ ลุ่มหลงในตนเอง โลกแคบ และขาดการศึกษา

เรื่องราวที่แสนสะเทือนใจและสะเทือนโครงสร้างทางสังคม (หากตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากสร้างสังคมที่เป็นธรรม อยากลดความเหลื่อมล้ำทางอำนาจอย่างที่พวกคนดีกินภาษีบาปมักสำรอกออกมาเป็นนิตย์) เหล่านี้กลับไม่เคยมีพื้นที่สำหรับ "ส่งเสียง" ของพวกเขาออกมาในสื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อเสรี สื่อฟรี สื่อสาธารณะ ที่สำรอกคำว่าศีลธรรม ความดีงาม พลังของคนเล็กๆ ออกมาวันละห้าเวลาหลังอาหาร หลังตื่นนอน และก่อนนอน

ราษฎรอาวุโส, พระนักกิจกรรมเพื่อสังคม, นักรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิของสื่อ, นักสิทธิมนุษยชน และผู้รักความเป็นธรรม เกลียดนักการเมือง เพรียกหาพลังภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ทั้งหลาย-กี่ปีแล้วที่พวกท่านนั่งเป็นพระอิฐพระปูน เป็น "ทอง" ไม่รู้ร้อน ต่อความฉ้อฉลในโครงสร้างทางการเมืองและความยุติธรรมที่เกิดขึ้นซึ่งๆ หน้า 
และเรียกประชาชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากคุณว่าพวกเผาบ้านเผาเมือง เป็นขี้ข้าทักษิณและ "ไม่ดี" พอที่จะเป็น "ภาคประชาชน"


ทุกวันนี้ "ประชาชน" กลุ่มหนึ่งต้องติดคุก และถูกปฏิเสธสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมีนั่นคือสิทธิในการประกันตัว-คนเหล่านี้ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เท่าที่ได้ยินจากพวกท่านคือ "ความเงียบ" 
เงียบราวกับว่าเราอยู่คนละโลกและคนเหล่านี้มิได้อยู่ในข่ายของความยุติธรรมที่มนุษย์ทั่วไปพึงได้รับ


เหตุผลง่ายๆ ที่ไม่มีใครยอมรับอย่างกล้าหาญ คือเพียงเพราะเขามีจุดยืนทางการเมืองต่างกับพวกท่าน ท่านก็ไม่เห็นเขาเป็นคน ไม่มีพวกเขาอยู่ในสายตา ไม่มีค่าพอที่ท่านจะออกมาปกป้องแม้ว่าการปกป้องพวกเขาจะเท่ากับการปกป้องและยืนยันในหลักการของความเป็นธรรมที่พวกท่านเพรียกหา หรือแม้แต่หน้าด้านสถาปนาตัวเองเป็นตัวแทนแห่งความเป็น "ธรรม" 
ถ้าคนเหล่านี้ยังมีความละอายอยู่บ้าง น่าจะซื่อสัตย์กับตัวเองพอที่จะไม่เรียกตัวเองว่านักสิทธิมนุษยชน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชน

แต่เรียกตนเองให้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า "คณะกรรมการทำลายสิทธิมนุษยชนให้สิ้นซากเพื่อต่อต้านความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยและสกัดกั้นความเข้มแข็งของประชาชนในทุกวิถีทาง" หรือ "คณะกรรมการส่งเสริมเผด็จการแห่งชาติ"



สื่อที่อ้างตัวเป็นสื่อสาธารณะน่าจะประกาศตัวชัดเจนไปเลยว่าเป็นสื่อที่รังเกียจประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ปรารถนาประเทศที่ปกครองโดยเอ็นจีโออาวุโสเพราะเชื่อมั่นในคุณธรรมความดีของคนที่ทำมาหากินจากอาชีพ "ช่วยชาวบ้าน"

เราอาจเรียกการปกครองระบอบนี้ว่า เอ็นจีโอธิปไตย ก็ไม่เห็นแปลกอะไรหากชอบในหลักคิดและวิธีการทำงานของพวกเขาอย่างแท้จริง ส่วนจะปกครองประชาชนได้อย่างไรก็ต้องหาวิธีจัดการล้างสมองประชาชนให้เชื่องกันเอง
-และอาจจะยากนิดหน่อย เพราะที่เห็นทุกวันนี้ก็พยายามทำอยู่ไม่สำเร็จ

มันเป็นตลกร้ายสำหรับการเมืองไทยที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งตั้งค่ามาตรฐานของวัฒนธรรมการเมืองเอาไว้ว่า การเลือกตั้งคือความฉ้อฉล นักการเมืองคือตัวแทนความสามานย์ ประชาธิปไตยเสียงข้างมากต้องมีการถ่วงดุลจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณธรรม ผู้ทรงไว้ซึ่งศีลธรรม ผู้เป็นปราชญ์
จนในที่สุดมาลงเอยที่ นักการเมืองถูกควบคุม ตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์
แต่ไม่มีใครตรวจสอบ ควบคุม วิพากษ์วิจารณ์ คนดี มีคุณธรรม หรือผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายราวกับว่า หากใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือเป็นตัวแทนศีลธรรมอันดีก็จะอยู่ในสถานะที่ไม่พึงถูกตั้งคำถามอีกต่อไป 
คนที่ไปตั้งคำถามต่อพฤติกรรม และอุดมการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรมเหล่านั้นต่างหากที่ชั่วช้า บังอาจ กำเริบ เหิมเกริม ถือดี

แต่บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรมที่อยู่เหนือการวิพากษ์ วิจารณ์ อันมีอยู่ดาษดื่นหลายร้อยหลายพันคนในประเทศไทยกลับสามารถนั่งดูเพื่อนร่วมชาติถูกสังหารหมู่จากอาวุธสงครามของกองทัพอย่างไม่สะทกสะท้าน


ใครก็ตามที่อ่านมาถึงตรงนี้ช่วยเอ่ยชื่อ "คนดี" ออกมาสักคนว่ามี "คนดี" คนไหนบ้างที่ออกมาประกาศกร้าวว่า ไม่ว่าจะในเงื่อนไขไหน รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิเคลื่อนอาวุธสงครามออกมาฆ่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐ 
แต่ก็เปล่า ทั้งนี้เพราะเปิดหน้ากากสังคมไทยออกมาจริงๆ เราจะพบว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่รังเกียจประชาธิปไตยอย่างถึงรากถึงโคน

ชนชั้นนำของไทยไม่เคยปรารถนาจะเห็นอำนาจการเมืองอยู่ในมือของประชาชน
พวกเขาอุตส่าห์คิดหาคำศัพท์ขึ้นมามากมายเพื่อกลบเกลื่อนความรังเกียจประชาธิปไตยของพวกเขาไม่ว่าจะเป็น ธรรมาธิปไตย, ระบอบการคานอำนาจนักการเมืองด้วยสภาประชาชนที่คัดสรรมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรม, อำนาจขององค์กรกลาง, องค์กรอิสระ, ปราชญ์ชาวบ้านในฐานะผู้นำตามธรรมชาติ
แต่เบื้องหลังแนวคิดเหล่านี้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อดิสเครดิตการเมืองจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เสียงจากการเลือกตั้งของประชาชนเข้มแข็ง และหากจะมีการกวาดล้าง ฆ่า หรือจับใครเข้าคุกกันบ้าง "คนดี" เหล่านี้จึงพร้อมใจกันไปเป่าสาก บ้างไปเลี้ยงหลาน บ้างทำเบลอใส่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เผลอๆ ก็โผล่บทความสำแดงความดีด้วยการเขียนเรื่อง "การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม" ออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อรักษาภาพพจน์คนดีรักความเป็นธรรม


ปัญหาการละเมิดสิทธิ เสรีภาพในสังคมไทยตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องของการไม่มีขันติธรรมต่อคนคิดต่าง 

แต่เป็นสงครามระหว่างกลุ่มคนที่ต้องการเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่
กับกลุ่มคนที่อยากผูกขาดความเป็นสมัยใหม่ไว้ที่ชนชั้นตนเองเท่านั้น
และอยากเก็บชาวบ้านไว้กับความป่าเถื่อนเพื่อกดขี่บีฑาอย่างที่สุดและนับวันจะเลือดเย็นมากขึ้นทุกที


ขอโทษนะ-ประชาชนเขาไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์เป็นแฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊ก
ได้ที่ www.facebook.com/matichonweekly




.