http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-04-28

55 ปีทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 2) โดย กานดา นาคน้อย

.
บทความตอนก่อน - 55 ปีทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 1) โดย กานดา นาคน้อย อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/04/kd-tmc.html

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

กานดา นาคน้อย: เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก 55 ปีทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 2)
ใน http://prachatai.com/journal/2012/04/40226 . . Wed, 2012-04-25 18:09    


กานดา นาคน้อย
25 เมษายน 2555



ในบทความตอนที่แล้ว ดิฉันอธิบายความเป็นกลุ่มทุนของกองทัพไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทุนนิยมแบบไทยๆ บทบาทของธนาคารทหารไทยในฐานะธุรกิจที่สำคัญที่สุดของกองทัพ และการผูกขาดธุรกิจธนาคารพาณิชย์โดยกองทัพและครอบครัวไม่กี่ครอบครัว ในตอนนี้ดิฉันขอเขียนถึงธุรกิจของกองทัพที่สำคัญรองลงมา กล่าวคือ ธุรกิจฟรีทีวีและธุรกิจวิทยุกระจายเสียง


ใครใหญ่กว่ากัน: ไอทีวี vs. ททบ.5 + ช่อง7สี + ทีวีพูล?

ก่อนรัฐประหารปี 2549 สื่อมวลชนและนักวิชาการบางกลุ่มนำเสนอว่าอดีตนายกฯทักษิณมีพฤติกรรม“เผด็จการ”โดยแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนโดยเฉพาะไอทีวีหลังจากที่ชินคอร์ปเข้าไปถือหุ้นไอทีวี วาทกรรมดังกล่าวพยายามสร้างความชอบธรรมให้รัฐประหารและการยกเลิกสัมปทานไอทีวี ทั้งๆที่จริงแล้วกองทัพบกเป็นเจ้าของฟรีทีวี 2 ช่องมา 55 ปีและแทรกแซงฟรีทีวีทุกช่องด้วยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจหรือทีวีพูล ถ้าเรานิยามว่า“เผด็จการ”คือผู้นำทางการเมืองที่ถือหุ้นฟรีทีวีและแทรกแซงฟรีทีวี กองทัพบกก็เป็น“เผด็จการ”มา 55 ปี ดังนั้นถ้าเปรียบเผด็จการว่าเป็นปิศาจ ก็แปลว่าสื่อมวลชนและนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหารชื่นชอบปิศาจหน้าเก่าที่สิงทีวีมา 55 ปีมากกว่าปิศาจหน้าใหม่ที่สิงทีวีมา 7 ปี


ฟรีทีวีคือธุรกิจสำคัญของกองทัพบก

ในปีพศ.2500 ธนาคารทหารไทยเริ่มเปิดทำการด้วยการผลักดันของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในปีเดียวกันกองทัพบกก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก(ททบ.)เพื่อทำธุรกิจฟรีทีวีซึ่งมีรายได้จากการให้เช่าเวลาแก่ผู้ผลิตรายการและผู้โฆษณาสินค้า รายได้จากธุรกิจฟรีทีวีในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท และททบ.ที่กองทัพบกบริหารเองโดยตรงมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% [1]
ททบ.มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แตกต่างจากธนาคารทหารไทย กล่าวคือ กองทัพบกเป็นเหล่าทัพเดียวที่ถือหุ้นททบ. แต่กองทัพเรือและกองทัพอากาศถือหุ้นธนาคารทหารไทยร่วมกับกองทัพบก แม้ปัจจุบันเอกชนและกระทรวงการคลังร่วมถือหุ้นธนาคารทหารไทยด้วย กองทัพบกก็ยังถือกรรมสิทธิ์ททบ. 5 เพียงผู้เดียวเนื่องจากโครงการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ของ ททบ.5 ไปให้บริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีที่ชื่ออาร์ทีเอ เอ็นเตอร์เทนเมนท์จำกัดโดนระงับไปเมื่อ 2 ปีก่อนรัฐประหารครั้งล่าสุด


สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกและรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม

ททบ.ในยุคแรกรู้จักกันทั่วไปว่า ททบ.7 เนื่องจากถ่ายทอดรายการผ่านช่อง7 ททบ.7เป็นฟรีทีวีช่องที่2ในไทย
ฟรีทีวีช่องแรกคือสถานีไทยทีวีช่อง4ที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม (ภายหลังกลายเป็นช่อง9 อสมท.และโมเดิร์นไนน์ทีวีในปัจจุบัน) ไทยทีวีช่อง4เป็นธุรกิจของบริษัทไทยโทรทัศน์ซึ่งถือหุ้นโดยหน่วยราชการหลายแห่งรวมทั้งกรมประชาสัมพันธ์ ไทยทีวีช่อง 4 เริ่มถ่ายทอดรายการตั้งแต่ปีพศ. 2498 เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลจอมพลป. รวมทั้งถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาและงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ จอมพลสฤษดิ์จึงผลักดันให้กองทัพบกก่อตั้งททบ.เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกองทัพบ้าง
ททบ.7เริ่มถ่ายทอดรายการตั้งแต่ปี 2501 หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพลป. หน้าที่ของททบ.7คือการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกองทัพ พระราชกรณียกิจ และพระราชพิธีที่รื้อฟื้นมาจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราช เพื่อเรียกเรตติ้งททบ.7ยุคแรกนำเสนอความบันเทิงในรูปแบบภาพยนตร์จากต่างประเทศและรายการวาไรตี้ที่จัดโดยนายทหารจากกองทัพบก [2] [3]


สัมปทานฟรีทีวีภายใต้รัฐบาลทหาร

ในปี 2510 กองทัพบกภายใต้การนำของจอมพลประภาส จารุเสถียรในตำแหน่ง ผบ.ทบ.ให้สัมปทานความถี่บางส่วนแก่บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุของครอบครัวน้องสาวภรรยา ผบ.ทบ.
น้องสาวภรรยา ทบ.ทบ.สมรสกับทายาทสกุลกรรณสูตซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองสุพรรณบุรีในอดีต สกุลกรรณสูตถือหุ้นบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุร่วมกับสกุลจารุเสถียรและสกุลรัตนรักษ์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ฟรีทีวีที่กองทัพบกให้สัมปทานคือสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง7หรือช่อง7สี ซึ่งเป็นช่องแรกที่ถ่ายทอดด้วยภาพสี  สกุลกรรณสูตและสกุลรัตนรักษ์ได้สัมปทานช่อง7สีจากกองทัพบกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในปีเดียวกันรัฐบาลถนอมให้สัมปทานความถี่บางส่วนของบริษัทไทยโทรทัศน์(ซึ่งเป็นเจ้าของไทยทีวีช่อง4)แก่บริษัทของสกุลมาลีนนท์ซึ่งถ่ายทอดทีวีทางช่อง 3 ทำให้จำนวนฟรีทีวีเพิ่มเป็น 4 ช่อง
ในปี 2517 ททบ.7 เปลี่ยนชื่อเป็นททบ.5 และหันมาออกอากาศทางช่อง 5 ในขณะที่ไทยทีวีช่อง 4 ก็เปลี่ยนมาออกอากาศช่อง 9 ไม่กี่ปีให้หลัง  รัฐบาลธานินทร์ยุบบริษัทไทยโทรทัศน์และโอนช่อง 9 ให้องค์การสื่อสารมวลชน(อสมท.) กรมประชาสัมพันธ์ในยุครัฐบาลเปรมจึงจัดตั้งทีวีช่อง11ขึ้นมาแทนเพื่อให้เป็นฟรีทีวีของรัฐบาล


การก่อตั้งและบริหารโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจโดยกองทัพบก

กองทัพบกก่อตั้งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจหรือทีวีพูลในปี 2511 [2] ทำให้กองทัพบกแทรกแซงฟรีทีวีได้ทุกช่องด้วยการเชื่อมเครือข่ายฟรีทีวีเพื่อประชาสัมพันธ์ลัทธิชาตินิยมและการปกครองแบบรวมศูนย์ เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและพระราชพิธีที่รื้อฟื้นมาจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ถ่ายทอดกิจกรรมของกองทัพ ถ่ายทอดพิธีกรรมทางศาสนา และถ่ายทอดการแข่งขันกีฬานานาชาติที่มีนักกีฬาไทยร่วมแข่งขัน ในระยะหลังทีวีพูลหันมาถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาที่นักกีฬาไทยไม่ได้เข้ารอบด้วย เช่น การแข่งขันฟุตบอลโลก
แม้ว่าสงครามเย็นจบไปแล้วกว่า 20 ปี อำนาจของกองทัพบกในการแทรกแซงฟรีทีวีทุกช่องด้วยทีวีพูลไม่ได้ลดลงตามกาลเวลา ประธานกรรมการทีวีพูลคือผู้อำนวยการททบ.5 มาจนถึงปัจจุบัน ทีวีพูลกลายเป็นเครื่องมือทำรัฐประหารและประชาสัมพันธ์ชัยชนะของคณะรัฐประหารมาตลอด
หลังจากรัฐประหารล้มรัฐบาลชาติชาติชาย เหตุการณ์พฤษภาทมิฬทำให้เห็นชัดเจนว่าฟรีทีวีทุกช่องโดนควบคุมโดยคณะรัฐประหารและไม่รายงานสถานการณ์ตามความจริง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแรงผลักดันให้จัดตั้งฟรีทีวีที่เป็นอิสระซึ่งก็คือไอทีวี
หลังรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณไอทีวีโดนยึดสัมปทานไปให้ทีวีช่องใหม่ที่เรียกกันว่าไทยพีบีเอส แน่นอนว่าไทยพีบีเอสก็โดนแทรกแซงโดยทีวีพูลด้วย ความล่าช้าของฟรีทีวีในการเตือนภัยสึนามิเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมาบ่งชี้ชัดว่ากองทัพบกในปัจจุบันยังคงแทรกแซงการทำงานของฟรีทีวีทุกช่องด้วยทีวีพูล ตราบใดที่ยังไม่ยุบทีวีพูลก็ยากที่ไทยจะมีฟรีทีวีที่รายงานข่าวอย่างอิสระ


อิทธิพลของททบ.5 และช่อง7สีต่อดารานักแสดงและนักร้อง

เมื่อวัดด้วยรายได้ ททบ.5 มีส่วนแบ่งตลาดฟรีทีวีเป็นอันดับ 3 ส่วนช่อง 7 สีที่กองทัพบกเป็นเจ้าของสัมปทานมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 (อันดับ 1 คือช่อง 3 และอันดับ 4 คือช่อง 9) ส่วนแบ่งตลาดของททบ.5 รวมกับช่อง7สีสูงถึง 43%
ถ้าวัดด้วยเรตติ้งอันดับ 1 คือช่อง7สี ส่วนททบ.5 ติดอันดับ 3 [4] ด้วยเหตุนี้กองทัพบกจึงมีอิทธิพลต่อวงการบันเทิงผ่านรายการของ ททบ.5 และช่อง7สีมานานหลายทศวรรษ อาทิ รายการคอนเสิร์ต รายการวาไรตี้ เกมโชว์ ละครหลังข่าว ฯลฯ ทำให้ดารานักแสดงและนักร้องจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพากองทัพบกและมีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ดารานักแสดงและนักร้องมากมายกลายเป็นเชียร์ลีดเดอร์ให้คณะรัฐประหาร


ความเกี่ยวข้องของ ททบ.5กับบริษัทอาร์ทีเอเอ็นเตอร์เทนเม็นท์และธนาคารทหารไทย

ก่อนวิกฤตการเงินในปี 2540 เพียง 3 เดือนกองทัพบกได้จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีชื่อบริษัทททบ.5จำกัด ในปี 2541 บริษัทททบ.5จำกัดกู้เงินจากสถานีททบ.5 เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย กองทัพบกถือหุ้นธนาคารทหารไทย 2 ทาง ทางตรงคือถือหุ้นในนามของกองทัพบกและทางอ้อมคือถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนี ทำให้กองทัพบกถือหุ้นธนาคารทหารไทยมากกว่าเหล่าทัพอื่นๆ [6] [7]
ต่อมาบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีดังกล่าวกู้เงินจากธนาคารทหารไทยไปลงทุนในธุรกิจทีวีดาวเทียม หลังจากนั้นกองทัพบกยินยอมให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นบริษัทททบ.5ร่วมกัน ภายหลังกองทัพบกพยายามถ่ายโอนกรรมสิทธิ์คลื่นความถี่ของททบ.5 เพื่อให้บริษัทททบ.5 จำกัดให้สัมปทานคลื่นความถี่แก่เอกชน และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัทอาร์ทีเอเอ็นเตอร์เทนเมนท์จำกัดเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุน [5] แต่การถ่ายโอนกรรมสิทธิ์คลื่นความถี่ของททบ.5 ให้บริษัทอาร์ทีเอฯกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่เอ็นจีโอและสื่อมวลชนบางสังกัดคัดค้านอย่างรุนแรงจนรัฐบาลทักษิณต้องระงับไม่ให้บริษัทอาร์ทีเอฯจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547

ความขัดแย้งกรณีบริษัทอาร์ทีเอฯทำให้อดีตนายกฯทักษิณโดนประนามว่าสมคบกับพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตรผบ.ทบ.ในขณะนั้นเพื่อฮุบทรัพย์สินสาธารณะไปให้พวกพ้อง แม้ว่ามีความเป็นไปได้ว่าอดีตนายกฯทักษิณอาจจะขอแบ่งผลประโยชน์จากบริษัทอาร์ทีเอฯ
ที่จริงแล้วบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การนำของพลเอกแป้ง มาลากุล ณ อยุธยาในฐานะผู้อำนวยการททบ.5 ตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2542 การวางแผนจัดสรรหุ้นให้เอกชนและคนในกองทัพเข้ามาร่วมลงทุนในโฮลดิ้งคอมปะนีก่อนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคนั้น [8] นอกจากนี้บริษัทนี้เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้เสียของธนาคารทหารไทยมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณ
ถ้ารัฐบาลทักษิณไม่ระงับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทอาร์ทีเอฯ อดีตนายกฯทักษิณและพวกพ้องจะไม่ได้ประโยชน์จากบริษัทอาร์ทีเอฯเท่ากองทัพบกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในอาร์ทีเอฯหรือเอกชนที่ร่วมลงทุนกับบริษัทนี้ ตราบใดที่กองทัพบกไม่จัดสรรหุ้นบริษัทอาร์ทีเอฯให้อดีตนายกฯทักษิณและพวกพ้องให้มากกว่าสัดส่วนหุ้นของกองทัพบกและพันธมิตรเอกชน



นอกจากฟรีทีวี 2 ช่อง กองทัพบกมีสถานีวิทยุ 126 สถานีทั่วประเทศ

นอกจากการจัดตั้งโฮลดิ้งคอมปะนีเพื่อถ่ายโอนกรรมสิทธิ์คลื่นความถี่แล้ว กองทัพบกพยายามปกป้องผลประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างชัดเจนผ่านกระบวนการสรรหากรรมการกสทช.หลังรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ กล่าวคือ 2 ใน 5 ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกสทช.คือนายทหารจากกองทัพบก [9] เนื่องจากนโยบายของ กสทช.ในอนาคตจะมีผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์ของคลื่นความถี่ที่กองทัพถือกรรมสิทธิ์อยู่ในปัจจุบัน
นอกจากคลื่นความถี่ของฟรีทีวี 2 ช่องแล้ว กองทัพบกยังเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ของสถานีวิทยุ 126 สถานีทั่วประเทศ [10] อาทิ สถานีวิทยุจส. 100 (ให้สัมปทานแก่บริษัทแปซิฟิกคอร์ปอเรชันจำกัดซึ่งมีนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยาเป็นประธานกรรมการ นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยาคือพี่ชายของพลเอกแป้ง มาลากุล ณ อยุธยา อดีตผอ.ททบ.5 ผู้ริเริ่มการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีททบ.5จำกัด) สถานีวิทยุยานเกราะ (ให้สัมปทานคลื่นความถี่บางส่วนแก่บริษัทจีเอ็มเอ็มมีเดียจำกัด(มหาชน)ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแกรมมี่) ฯลฯ


ในตอนต่อไปดิฉันจะเขียนถึงกรรมสิทธิ์ที่ดินของกองทัพและการหากำไรจากกรรมสิทธิ์ที่ดินของกองทัพในรูปแบบต่างๆ


หมายเหตุ

[1]สถิติรายได้ของช่อง 3 และช่อง 9 มาจากงบการเงินของบริษัทบีซีอีเวิร์ลด์ จำกัด (มหาชน)และบริษัทอสมท.จำกัด(มหาชน)จากตลาดหลักทรัพย์:    
    http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=BEC&language=th&country=TH
    http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=MCOT&language=th&country=TH
    ส่วนสถิติรายได้ของช่อง 5 และช่อง 7 มาจากการรายงานโดยททบ.5และสื่อมวลชน: http://www.tv5.co.th/news/show2.php?id=2680
    http://www.suthichaiyoon.com/detail/19403
[2]ประวัติของทบบ.5: http://www.tv5.co.th/abhis.html
[3]อนุสรณ์ พ.อ. การุณ เก่งระดมยิ่ง (โฆษกเสียงเสน่ห์และผู้ร่วมขบวนการเสรีไทย):          http://www.lovesiamoldbook.com/product.detail_489893_th_3967526
[4]อสมท.ขึ้นค่าโฆษณา7% มีค.นี้หวังแชร์ตลาดแซงช่อง 5 ปรับผังใหม่ เรตติ้งตกยกออก:  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330658046&grpid=&catid=05&subcatid=0503
[5]รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.): http://www.ryt9.com/s/cabt/153128
[6]ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารทหารไทยจากธนาคารทหารไทย บริษัทอาร์ทีเอ เอ็นเตอณ์เทนเมนท์ จำกัดในอดีตคือบริษัทททบ.5 จำกัด: http://www.tmbbank.com/ir/share-info/major-shareholders.php
[7]ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารทหารไทยจากตลาดหลักทรัพย์: http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=TMB&language=th&country=TH
[8]แป้งปฎิวัติ เงื่อนปมที่รัดแน่น: http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1489
[9]คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.): http://nbtc.nbtc.go.th/
[10]รายชื่อสถานีวิทยุในเครือกองทัพบก 126 สถานีทั่วประเทศจากศูนย์ข่าววิทยุกองทัพบก: http://radio.tv5.co.th/radionews/index.php?option=com_content&view=article&id=2&Itemid=4


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

มีความคิดเห็นท้ายบท อ่านที่ http://prachatai.com/journal/2012/04/40226



.

ฤๅ “เสียมกุก” ที่เสียมเรียบ คือ “กุกกุฏนคร” เมืองที่สาบสูญไปจากลำปาง? โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์

.

ฤๅ “เสียมกุก” ที่เสียมเรียบ คือ “กุกกุฏนคร” เมืองที่สาบสูญไปจากลำปาง?
โดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ www.facebook.com/pensupa.sukkatajaiinn คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1654 หน้า 76


คาใจมานานหลายปีแล้วกับปรัศนีที่ อาจารย์ศักดิ์ (สักเสริญ) รัตนชัย ปราชญ์นครลำปางเคยถามว่า 
"ใคร่ทราบว่า "กุกกุฏนคร" หรือเมืองไก่ขาว ที่สร้างสมัยหริภุญไชยของลำปางนั้นอยู่ที่ไหน?"

ตามด้วยระเบิดตูมใหญ่ซึ่งฟังดูคล้ายกับเป็นกุญแจไขปริศนาข้อนั้นพอดิบพอดี อ.วิธูร บัวแดง นักวิชาการอิสระด้านมานุษยวิทยา ตั้งข้อสงสัยถามดิฉันว่า
"เป็นไปได้ไหมที่เจดีย์ "กู่กุฏิ" (ปัจจุบันเรียกวัดจามเทวี ลำพูน) คือคำเรียกที่เพี้ยนแผลงมาจาก "กุกกุฏนคร" เพราะวัดนี้ตกแต่งปูนปั้นรูปกินรีรำฟ้อน อันน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของไก่ขาว?"

คนหนึ่งถามหาเมืองไก่ขาวซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนในลำปาง อีกคนหนึ่งกลับมาช่วยเฉลยว่าเมืองไก่ขาวนั้นแท้จริงอยู่ที่ลำพูน!
เป็นคำถามและคำตอบที่ต่างกาล ต่างวาระ ต่างบุคคล ต่างสถานที่ แต่โชคดีเหลือเกินที่ดิฉันมีโอกาสได้สดับรับรู้ความแหลมคมจากทั้งสองท่าน

เพราะอะไรหรือ ก็เพื่อที่จะนำปริศนานี้ไปโยนเผือกร้อนใส่ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านขแมร์ศึกษา ที่ถกเถียงกันเรื่อง "เสียมกุก" คำจารึกบนภาพสลักปราสาทหินนครวัด ที่เสียมเรียบ กัมพูชา กันมานานกว่าห้าทศวรรษ ต่ออีกทอดน่ะซี 
ว่าแท้จริงแล้ว ชาวสยามกุกหรือเสียมกุกที่ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเสนอว่า น่าจะหมายถึง คนไทแห่งลุ่มน้ำกุกนทีแถบเชียงราย-เชียงแสนนั้น
บางที อาจเป็นชาวหริภุญไชย-เขลางค์ แห่ง "กุกกุฏนคร" ก็ได้ใครจะรู้?



เนะ สยำกุก ควรเป็นคนในศตวรรษไหน
ก่อนไทย หรือ ยุครัฐไทยแล้ว?

"เนะ สยำกุก" เป็นภาษาขอมโบราณ แปลเป็นไทยว่า "นี่ เสียมกุก" ไม่ใช่ "สยามก๊ก" (แคว้นไทย) หรือ "สยามกุฏิ" (ห้องชาวสยาม) ตามความเข้าใจเดิมๆ ของคนรุ่นยอร์จ เซเดส์ กับคุณชายคึกฤทธิ์
"กุก" ตัวนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่า "ก๊ก" หรือ "กุฏิ" เพราะมันเน้นย้ำระบุชัดยิ่งขึ้นว่า ชาวสยามในภาพสลักนูนต่ำด้านทิศใต้ที่ระเบียงปราสาทนครวัดนั้น มีแหล่งกำเนิดมาจากถิ่นบ้านย่านไหน แค่ "สยาม" ยังไม่พออีกหรือ ไยต้องมี "กุก" ต่อท้าย

จิตร ภูมิศักดิ์ จึงสันนิษฐานว่า อาจหมายถึง ชาวเสียมหรือสยามจากลุ่มแม่น้ำกก ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า "กุกนที"
ปัญหาที่ขบไม่แตกตามมามีอยู่ว่า ชาวไทลาวลุ่มน้ำแม่กกเรียกขานตัวเองหรือถูกคนอื่นเรียกว่า "สยาม" ด้วยล่ะหรือ ประเด็นถัดมาคือชาวไทลาวเหล่านั้นเข้าไปมีบทบาทช่วยกองทัพขอมของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 แห่งเมืองพระนคร สู้รบกับพระเจ้าชัยอินทรวรมันกษัตริย์แห่งจามปา เมื่อปี พ.ศ.1688 ได้อย่างไรกัน ประวัติศาสตร์หน้านี้มีความสมเหตุสมผลมากน้อยเพียงได ไยจึงยอมจำนนกับเหตุผลด้านนิรุกติศาสตร์แค่คำว่า "กุก" เพียงคำเดียว

ในเมื่อช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น แผ่นดินด้ามขวานของสยามทั้งหมดจัดเป็นยุคที่เรามักเรียกว่าเป็นรัฐ Pre-Thai หรือเป็นยุคทองของกลุ่มมอญ-ขอม-ละว้า มีรัฐเด่นๆ สองรัฐที่อยู่เหนือลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีความสัมพันธ์กับขอมอย่างแนบแน่นคือ รัฐละโว้ และรัฐหริภุญไชย ส่วนรัฐหิรัญนครเงินยาง (เชียงราย) ณ ลุ่มน้ำแม่กกนั้นแทบไม่เคยได้รับการกล่าวขานถึงเลยในจารึกขอมโบราณ

สมมติว่าชาวกุกนทีอาสาหรือถูกชาวขอมเกณฑ์ไปรบจริง พวกเขาก็ต้องเป็นบรรพบุรุษของพระญามังราย ยังไม่ใช่ยุคสมัยที่เราเรียกกันว่า "ล้านนา" และเมื่อคำนวณดู พ.ศ.1688 แล้ว ย่อมตรงกับรัชกาลของ "ลาวเงินเรือง" แห่งเชียงราย ซึ่งร่วมสมัยกับ "ขุนแพง" แห่งพะเยา เป็นยุคที่ต่อเนื่องจากการที่ "ลาวเจิง" (เชียงราย) และ "ขุนเจื๋อง" (พะเยา) เพิ่งชนะศึกล้านช้างและเมืองแกวกลับมาได้ไม่นาน
นักประวัติศาสตร์หลายคนอาจมองว่านี่คือความยิ่งใหญ่หลังจากที่ "ขุนเจื๋อง" ปราบลาวปราบแกวได้แล้ว ก็เท่ากับช่วยสร้างใบเบิกทางเอาไว้ให้ลูกหลานกล้าโกอินเตอร์มากขึ้น บางทีอาจฮึกเหิมตีสนิทอาสาขอมเพื่อร่วมปราบจามปา
นี่! เสียมกุก จึงจบลงด้วยบทสรุปแทบจะเป็นเอกฉันท์ตามที่ จิตร ภูมิศักดิ์ เสนอไว้ตั้งแต่ปี 2508 ว่าหมายถึงชาวเสียมจากกุกนที

โดยที่ไม่ได้มองความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างขอมกับชาวลุ่มน้ำกก ว่ามีความลึกซึ้ง แนบแน่นมากน้อยเพียงไร ถึงขนาดว่าจะสามารถกะเกณฑ์กันมาได้
โดยที่มองข้ามรัฐโบราณไปรัฐหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างละโว้และลุ่มน้ำกก นั่นคือหริภุญไชยนคร ผู้เพรียกขานตัวเองว่า "สามเทศะ" หรือสยามประเทศ มานานนมตั้งแต่ยุคพระนางจามเทวี เป็นชาวสยามที่ใช้อักขระมอญ 
เหตุเพราะปราชญ์ยุคก่อนยังไม่พบเงื่อนงำของคำว่า "กุก" ในที่อื่นใด นอกจาก "กุกนที"



กุกกุฏนคร นครไก่ขัน
เมืองแห่งเทพอารักษ์ลำพูน-ลำปาง 

กุก ก็คือกุ๊กไก่ เป็นคำเดียวกับ "กุฏ" แปลว่าไก่อีกเช่นกัน ตำนานมูลศาสนาและตำนานไฟม้างกัปแห่งเมืองลำปาง เอาคำทั้งสองนี้มาวางเรียงกันเป็น "กุกกุฏ" ยิ่งทำให้เห็น "ก.ไก่" ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด แถมออกเสียงยากเย็นเข็ญใจหนักขึ้นไปอีก

ทำไมเมืองนี้ต้องชื่อไก่ เกี่ยวข้องอะไรกับสัญลักษณ์ของ "ไก่ขาว-ลำปาง" หรือ "ไก่แก้ว-ลำพูน" ไหม?
เกี่ยวแน่นอน ขอเริ่มที่เมืองไก่แก้วลำพูนก่อน อาณาจักรหริภุญไชยในยุคของพญาอาทิตยราชนั้น (ราวพุทธศตวรรษที่ 16-17) ตำนานกล่าวว่า เคยมีเทพยดารักษาเมืองเป็น "ไก่แก้ว" ชื่อ "เปตตกุกกุฏ" ไก่ตัวนี้จับอยู่บนยอดไม้ย่างทรายในทุกค่ำคืน และจักขันเสียงใสกังวานปลุกชาวเมืองยามอรุณรุ่งเป็นศรีสวัสดิ์แก่พระนคร ซ้ำยังขับขานเสียงหวานกล่อมชาวเมืองวันละ 6 รอบอีกด้วย ทำให้พระเจ้ากรุงละโว้ซึ่งเป็นศัตรูคู่แค้นกับหริภุญไชยรู้สึกหมั่นไส้ จึงจัดการวางแผนทำลายเสื้อเมืองตนนี้เสียด้วยการลวงไปให้จระเข้กัดตายในแม่น้ำ

หลังจากนั้น ชาวละโว้รบกับหริภุญไชยทีไรก็ชนะทุกครั้ง ผิดกับเมื่อก่อนที่ละโว้มักเป็นฝ่ายแพ้ทุกที เหตุเพราะลำพูนมีไก่แก้วเป็นอารักษ์
จวบจนทุกวันนี้ ยังมีหลักฐานของ "กู่ไก่แก้ว" ซึ่งเชื่อกันว่าชาวหริภุญไชยได้กระทำสรีรกิจสร้างกู่เพื่อบรรจุอัฐิธาตุของอารักษ์เมืองไว้ใกล้กับไม้ย่างทราย (ใกล้วัดสันป่ายางหลวง)

ส่วนไก่ขาวเมืองลำปางนั้นเล่าเป็นมาอย่างไร?
กุกกุฏนคร บ้างก็เขียนว่า กุกุตตนคร หรือนครไก่ขันของชาวลำปางนั้น ปรากฏอยู่ในตำนานวัดศรีล้อม มีลักษณะเป็นตำนานพระเจ้าเลียบโลก ระบุว่าเมื่อพระตถาคตมีพระชันษาได้ 56 ปี ทรงเหาะมายังดอยสละกิตติ หรือม่อนพญาแจ้ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองนครไก่ขัน

ขณะนั้นมีฤๅษีอยู่ 5 ตน ตั้งความปรารถนาจะถวายข้าวบิณฑบาต แต่ให้เผอิญว่าวันนั้นอากาศมืดมัวไร้แสงอาทิตย์ เหล่าฤๅษีจึงเกรงว่าจะล่วงเลยเวลาฉันภัตตาหารเช้า ร้อนถึงพระอินทร์จำต้องเนรมิตกายเป็นไก่ขาวสูงสี่ศอกยาวสองวา มาโก่งคอร้องขันเป็นสัญญาณว่ายังเช้าอยู่
พวกฤๅษีดีใจจึงได้ถวายทานแด่พระพุทธองค์บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มียักษ์อาศัยอยู่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสพยากรณ์ว่า ณ ที่แห่งนี้จักกลายเป็น กุกกุฏนคร ต้นไม้นี้จักกลายเป็นที่สิงสถิตของอารักษ์ไก่ขาวต่อไป

น่าสนใจที่ตำนานไก่แก้ว-ลำพูน กับไก่ขาว-ลำปาง แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จะเหมือนกันอยู่อย่างเดียวตรงที่ต่างก็เป็นอารักษ์ของเมือง
ชาวลำพูน-ลำปางจึงเกิดความสับสนว่านครไก่ขันนี้ควรตั้งอยู่ที่ไหนกันแน่ อยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของลำพูนแถววัดสันป่ายางหลวง หรือเป็นส่วนหนึ่งของเวียงดินที่ซ้อนอยู่ในเมืองเก่านครเขลางค์ หรือว่าจะอยู่ที่อำเภอเมืองยาว แถววัดม่อนไก่แจ้ ซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับอำเภอแม่ทาของลำพูน แต่ในอดีตถือว่าเป็นปราการทิศตะวันออกของหริภุญไชยก่อนจะข้ามดอยขุนตานมาแม่น้ำวัง

ข้อสำคัญฤๅษีทั้งห้าตนที่กล่าวถึงนั้น ย่อมหมายถึงฤๅษีชุดเดียวกันกับที่ช่วยสร้างเมืองลำพูน-ลำปาง และมีอยู่ตนหนึ่งชื่อ "ฤๅษีสุพรหมญาณ" ผู้เป็นอวตารของขันทกุมาร (ขัตตคาม-จตุคาม) ฤๅษีตนนี้เองที่มีไก่ขาว (หรือนกยูง) เป็นพาหนะ บำเพ็ญพรตประจำอยู่ทางทิศตะวันออก

การนับถือไก่ของชาวลำพูน-ลำปางในอดีตนี้ นอกเหนือจากการสะท้อนความเชื่ออันตกค้างว่าเคยนับถือเทพฮินดูที่ฝังรากลึกตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิมาก่อนที่รัฐหริภุญไชยจะสมาทานพระพุทธศาสนาแล้ว อีกโสดหนึ่ง ไก่ขาวในมิติทางพุทธศาสนา ยังเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภัทรกัปอีกด้วย นั่นคือ พระกกุสันโธ

ประเด็นที่ว่า ทำไมแถวเชียงรายจึงมีแม่น้ำชื่อ กุกนที เกี่ยวข้องอะไรหรือไม่กับ กุกกุฏนครของลำพูน-ลำปาง ยังต้องศึกษากันอย่างละเอียดต่อไป  เช่นเดียวกับความเป็นมาของเมืองลอง จังหวัดแพร่ ในอดีตนั้นเป็นแขวงหนึ่งของนครลำปาง และถือเป็นทิศตะวันออกสุดของเขลางค์นคร แถมเมืองลองเดิมยังมีชื่อว่า กุกุฏไก่เอิ๊ก อันเป็นเมืองแห่งพระลอตามไก่อีกด้วย



ไม่ว่า "กุกกุฏนคร" จะอยู่ในลำพูนหรือลำปาง หรือกินพื้นที่ขยายวงกว้างไปถึงเมืองแพร่ก็ตามที แต่เราได้ประจักษ์แล้วว่าเมืองนี้มีอยู่จริงในยุคหริภุญไชย เป็นเมืองที่สร้างอุทิศให้เทพยดาอารักษ์สิงสถิต และเป็นส่วนหนึ่งของหริภุญไชยหรือสามเทศ (สยามประเทศ) เมืองที่มีความชอบธรรมมากพอที่จะเพรียกขานตัวเองว่า "สยามกุก"

ดิฉันลองโยนก้อนหินถามทางเล่นๆ ว่าหากเบนข้อสมมติฐานใหม่มายังกุกกุฏนคร คำอธิบายเรื่อง "เนะ สยำกุก" ก็อาจฟังดูสมเหตุสมผล เป็นประวัติศาสตร์ที่ร่วมสมัยกับขอมแห่งเมืองพระนครมากขึ้น ไม่เหมือนการยกเอา "สยามกุก" ให้เป็นชาวโยนกเชียงแสน ผู้เรียกตัวเองว่า "ลาว" ไม่มีสายสัมพันธ์กับขอม และเพิ่งจะมีบทบาทเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในยุคล้านนาซึ่งกาลเวลาห่างไกลจากสูริยวรมันที่ 2 เกือบสองศตวรรษ 

ส่วนการตั้งข้อสังเกตของ อ.วิธูร บัวแดง เรื่อง "กุกกุฏนคร" ว่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรไหมกับเจดีย์กู่กุฏิ วัดจามเทวี คงต้องยกยอดไปคราวหน้า



.