http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2557-01-24

เลื่อนเลือกตั้ง:ทางออกหรือทางตัน โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

.

เลื่อนเลือกตั้ง : ทางออก หรือทางตัน
โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
www.facebook.com/verapat
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390570600
วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 20:29:53 น.



ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญรับตีความคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งร้องที่ว่า 1.สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้หรือไม่ และ2.องค์กรใดมีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้ง และมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้ และมติ 7 ต่อ 1 ว่า ให้นายกรัฐมนตรีและประธาน กกต. หารือกันเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้ง
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ได้แสดงความคิดเห็น โดยเขียนเป็นบทความ ดังนี้ ...



เลื่อนเลือกตั้ง : ทางออก หรือทางตัน โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ช่องให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งได้นั้นมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาดังนี้


ประเด็นที่ 1 คำวินิจฉัยมีฐานทางรัฐธรรมนูญรองรับหรือไม่ ?

ในการวินิจฉัยคดีนี้ ศาลได้อ้างอำนาจจาก รัฐธรรมนูญมาตรา 214ซึ่งบัญญัติว่า

"ในกรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภาคณะรัฐมนตรีหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไปให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้นเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย"

ถ้อยคำใน มาตรา 214บัญญัติชัดเจนว่าจะต้องมีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่หมายความว่า จะต้องมีการโต้แย้งกันว่าอำนาจหน้าที่เป็นขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายข้อใดที่ให้อำนาจคณะรัฐมนตรี หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะเลื่อนวันเลือกตั้งโดยอ้าง"ความกังวล" ว่าจะจัดเลือกตั้งไม่สำเร็จ


ตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญและกฎหมายได้เล็งเห็นอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งอาจมีปัญหาได้จึงมีบทบัญญัติที่สามารถตีความต่อไปได้ว่า หากการเลือกตั้งมีปัญหาและส่งผลให้ได้ส.ส.ไม่ครบ 95%ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ในเขตที่มีปัญหาให้ได้ครบจำนวนภายใน 180วันและหากเขตใดมีปัญหาสุดวิสัย ก็ดำเนินการแก้ไขเฉพาะในเขตนั้น

ดังนั้น กฎหมายจึงได้กำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาไว้อยู่แล้วและไม่มีประเด็นความขัดแย้งของอำนาจหน้าที่ใดที่ต้องตีความประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความสงสัยและนึกขึ้นเอาเองของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งแม้อาจจะหวังดีก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เหตุในการให้ศาลต้องชี้ขาด
แต่หากกรณี ′นึกเอาเอง′แบบนี้ศาลรับมาชี้ขาดได้ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐาน ′เปิดประตูอภินิหาร′ให้ศาลกลายเป็นผู้เพิ่มและลดอำนาจองค์กรอื่นได้ตามใจปรารถนา

ยิ่งไปกว่านั้นการที่ศาลได้อธิบายว่าอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นอำนาจซึ่ง คณะรัฐมนตรีต้องหารือกับ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เท่ากับเป็นกรณีที่ศาลได้สารภาพในคำวินิจฉัยเองว่าคดีนี้ไม่มีความขัดแย้งหรือแย่งชิงอำนาจหน้าที่เพราะศาลยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีอำนาจร่วมกันและไม่มีอำนาจที่เป็นขององค์กรใดองค์กรหนึ่งที่จะโต้แย้งกันได้



ส่วนการที่ศาลได้อ้างตัวอย่างการเลือกตั้งในปี 2549ที่เคยถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะและต้องจัดการเลือกตั้งใหม่นั้นก็ไม่อาจรับฟังได้ เพราะเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงต่างกัน เนื่องจากเป็นกรณีที่ในปี2549ได้มีการจัดการเลือกตั้งไปแล้ว และถูกประกาศให้เป็นโมฆะ แต่กรณีปัจจุบันยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นและไม่มีเหตุใดที่จะอ้างให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ดังนั้น คำวินิจฉัยนี้จึงตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดพลาดในหลักกฎหมายและมีความขัดแย้งเชิงเหตุผลอยู่ในตัวเองจนไม่อาจยอมรับว่าถูกต้องได้ในทางนิติศาสตร์และหากมีการยอมรับเป็นบรรทัดฐานก็จะเป็นการเปิดช่องการใช้อำนาจผ่านมาตรา 214ให้ศาลสามารถเพิ่มหรือลดอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นได้อย่างไร้เหตุผลและตามอำเภอใจ อันเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจอันเป็นหัวใจของหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญในที่สุด


นอกจากนี้แม้จะสมมติว่าคำวินิจฉัยนี้มีฐานทางรัฐธรรมนูญรองรับ แต่ก็ยังทำให้เกิด ′คำถามทางกฎหมาย′ตามมาอีกว่า หากคณะรัฐมนตรี และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตัดสินใจตรา ′พระราชกฤษฎีกา′ฉบับใหม่เพื่อเลื่อนวันเลือกตั้งตามแนวทางของคำวินิจฉัยแล้วไซร้จะสามารถเลื่อนออกไปได้นานเพียงใดจะมีผลต่อการรับสมัครที่ดำเนินการไปแล้วอย่างไรและจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่?



ประเด็นที่ 2 หากจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปได้นานเพียงใด ?

รัฐธรรมนูญ มาตรา 108วรรคสอง บัญญัติว่า

"การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร..."

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ยุบสภา คือวันที่ 9ธันวาคม2556ดังนั้น หากจะตีความว่าเลื่อนได้ ก็ต้องเลื่อนไม่เกิน 60วันจากวันที่ 9ธันวาคม 2556ซึ่งเท่ากับว่าเลื่อนออกไปได้เพียงเล็กน้อยจากวันที่2กุมภาพันธ์ 2557

คำถามก็คือ การเลื่อนเช่นนี้ จะทำให้แก้ปัญหาได้หรือไม่ ?และหากจะเลื่อนไกลกว่านี้จะมีกรอบกำหนดเพียงใดในเมื่อรัฐธรรมนูญบังคับว่าไม่ให้เกิน 60วันจากวันยุบสภา ?



ประเด็นที่ 3 หากมีการเลื่อนวันเลือกตั้ง จะต้องเริ่มต้นการรับสมัครใหม่หรือไม่ ?

มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ.2550บัญญัติว่า

เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปแล้วให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการเลือกตั้งดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งต้องกำหนดให้มีการเริ่มรับสมัครไม่เกินยี่สิบวันนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับและต้องกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน

(๒) กำหนดวันที่พรรคการเมืองจะยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งต้องกำหนดให้เป็นวันก่อนวันรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตาม(๑)และกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน

...

ดังนั้น หากตีความ มาตรา 7อย่างตรงไปตรงมา หากมีการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งกฎหมายก็จะบังคับให้ต้องมีการประกาศการรับสมัครและยื่นบัญชีรายชื่อในราชกิจจานุเบกษาใหม่เช่นกัน

ผลที่อาจตามมาก็คือ ความสูญเปล่าของกระบวนการรับสมัครตลอดจนการดำเนินการอื่นที่ได้ดำเนินการมา รวมไปถึงการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรซึ่งไม่ได้เกิดความเสียหายเฉพาะภาครัฐหรือตัวผู้สมัครเท่านั้นและความเสียหายจะเกิดต่อประชาชนไทยในแต่ละประเทศที่ได้มีต้นทุนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วด้วย




ประเด็นที่ 4: การเลื่อนวันเลือกตั้งสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ ?

ประเด็นแห่งปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ความกังวลว่าการเลือกตั้งอาจประสบปัญหาจากการชุมนุมประท้วงและการปิดล้อมสถานที่เลือกตั้งจนทำให้เลือกตั้งไม่สำเร็จลุล่วง

ด้วยเหตุนี้ การเลื่อนวันเลือกตั้ง (ซึ่งศาลเองก็มิได้บังคับ) นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มเติมตามมาดังที่ได้อธิบายไปแล้วยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดอีกด้วยเพราะแม้จะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปทางฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงก็จะยังปฏิเสธการเจรจาหารือใดๆ และวันเลือกตั้งที่เลื่อนออกไปก็จะยังมีปัญหาอยู่ดี


ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดจึงไม่ใช่การเลื่อนการเลือกตั้ง แต่ต้องแก้ไขที่ "ต้นเหตุ" ของปัญหานั่นก็คือการจัดการกับผู้ชุมนุมประท้วงที่อ้างเสรีภาพจนเกินเลยขอบเขตตามรัฐธรรมนูญเพื่อปิดกั้นไม่ให้มีการเลือกตั้ง อันเท่ากับเป็นการมุ่งหมายให้มีการเปลี่ยนวิธีการได้อำนาจการปกครองให้ผิดไปจากวิถีทางตามรัฐธรรมนูญอาทิ

-อัยการสูงสุดควรเร่งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา68สั่งห้ามการกระทำเพื่อปิดกั้นการเลือกตั้งดังกล่าว

-ประชาชนทั่วไปผู้มีส่วนได้เสียในสิทธิการเลือกตั้งที่ถูกกระทบกระเทือนก็ควรดำเนินการทางศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิในการไปเลือกตั้งของตน

-เจ้าหน้าที่ทหารต้องสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้งอย่างเต็มความสามารถ



เมื่อได้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้หากการเลือกตั้งจะยังมีปัญหาอยู่แต่ก็ยังแก้ไขได้โดยการจัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะในเขตที่มีปัญหา มิใช่คาดเดาและเหมารวมว่าปัญหาจะต้องเกิดขึ้นในทุกเขตประหนึ่งว่ารัฐไทยเป็นรัฐล้มเหลวที่บังคับใช้กฎหมายไม่ได้แต่อย่างใด

ในขณะเดียวกัน รัฐบาล พรรคการเมือง แกนนำผู้ชุมนุมและทุกฝ่าย ควรหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมได้อย่างจริงใจและจริงจัง ซึ่งย่อมต้องรวมไปถึงการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน.


__________________________________________________________________________________

โพสต์เพิ่มจาก www.facebook.com/verapat
# วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
ตรรกะพิสดารจริง ๆ ... การพยายามขอให้ศาล "เลื่อนวันเลือกตั้ง" โดยอ้างเหตุว่ามีการชุมนุมปิดล้อมสถานที่เลือกตั้ง ...

คือแทนที่ศาลต้องมาคิด "เลื่อนวันเลือกตั้ง" เหตุใดศาลไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการ "สั่งห้ามการชุมนุมปิดล้อมสถานที่เลือกตั้ง" ละครับ ? อำนาจตาม มาตรา 68 ก็มีอยู่ ...

นั่งคิดแล้วก็ได้แต่เศร้าแบบขำ ๆ ...

# วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
หาก 'กปปส.' ยืนยันชัดเจนและจริงใจว่า มีมติ "ไม่ขัดขวาง" การเลือกตั้ง เพียงแต่จะนำมวลชนไปแสดงออก "คัดค้าน" ตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี...

ผมเสนอให้ กปปส. ประกาศทำข้อตกลงกับสังคมไทยว่า การ "แสดงออกคัดค้าน" นั้น จะจำกัดอยู่แค่การเดินขบวน ชูป้าย ปราศรัย และเป่านกหวีดในบริเวณที่ไม่รบกวนผู้จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะไม่ปิดถนนและทางสัญจรที่ประชาชนจะไปเลือกตั้ง และจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่เข้าไปก่อกวน หรือสร้างความลำบากใจให้กับผู้อื่นในบริเวณสถานที่เลือกตั้ง

ถ้า กปปส. ประกาศตกลงได้เช่นนี้ ผมก็ขอชื่นชมครับ.



.

ทำไมต้องยกเลิก“องค์กรอิสระ” โดย บก.นสพ.เลี้ยวซ้าย

.

ทำไมต้องยกเลิก“องค์กรอิสระ”
โดย บก.นสพ.เลี้ยวซ้าย

ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51385
. . Fri, 2014-01-24 21:05



บทบรรณาธิการ นสพ.เลี้ยวซ้าย

องค์กรอิสระในปัจจุบัน เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ล้วนแต่เป็นองค์กรเผด็จการ เพื่อลดพื้นที่ประชาธิปไตย

หลายคนคงแปลกใจที่เราฟันธงแบบนี้ เพราะในกระแสการปฏิรูปการเมืองที่นำไปสู่รัฐธรรมนูญปี 40 นักวิชาการและขบวนการ NGO พยายามสร้างภาพว่าองค์กรอิสระ มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและคานอำนาจทางการเมืองเพื่อทำให้ประชาธิปไตยดีขึ้น อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ และ แนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ล้วนแต่เป็นลัทธิทางการเมืองของพวกเสรีนิยมฝ่ายขวา และ แนวเสรีนิยมนี้ เป็นแนวคิดของชนชั้นนายทุน

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังผู้ที่ผลักดันเรื่ององค์กรอิสระ  เป็นแนวคิดที่ดูถูกประชาชนส่วนใหญ่ มองว่าเขาไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกผู้แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขา นอกจากนี้มันเป็นแนวคิดที่มีอคติต่อกระบวนการประชาธิปไตย เพราะไม่ไว้ใจระบบการเลือกตั้ง


ตุลาการรัฐธรรมนูญ กกต. และ สว. ลากตั้ง ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากชนชั้นปกครองหรือทหาร พลเมืองธรรรมดาไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบ ถอดถอน หรือ ปลดพวกเผด็จการเหล่านี้ได้เลย  แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญ บังอาจมองว่าตนเองมีสิทธิที่จะห้ามไม่ให้รัฐบาลหรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งออกนโยบายเศรษฐกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ของสังคม พวกนี้บังอาจคัดค้านโครงการรถไฟความเร็วสูง และ บังอาจบอกว่าเราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สว. ทุกคนมาจากการเลือกตั้งได้

ผู้ที่ถูกแต่งตั้งโดยชนชั้นปกครองเพื่อให้ดำรงตำแหน่งใน กกต. แทนที่จะมองว่าหน้าที่ของตนเอง คือ การจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ ท่ามกลางความวุ่นวายที่มาจากการกระทำของอันธพาลที่ต่อต้านประชาธิปไตย กลับมองว่าหน้าที่ของตนเองคือการเลื่อนวันเลือกตั้ง เพื่อเปิดทางให้พวกที่ต้องการลดพื้นที่ประชาธิปไตยได้ประโยชน์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ถูกแต่งตั้งมาโดยชนชั้นปกครอง พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคณะกรรมการสิทธิของอภิสิทธิชนเท่านั้น เข้าข้างม๊อบสุเทพ สนับสนุนการใช้กฎหมายเผด็จการ 112 และ เพิกเฉยต่อการเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย


พวกนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมขวาจัด ที่คลั่งระบบกลไกตลาดของนายทุน เช่น ในสถาบันวิจัย TDRI มองว่านักเศรษฐศาสตร์ผู้ที่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ควรมีสิทธิที่จะจำกัดนโยบายของรัฐบาลในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป พวกนี้มองว่าตัวเองควรมีอำนาจเหนือผู้แทนที่มาจาการเลือกตั้งโดยประชาชน เขาขยันด่าสิ่งที่เขาเรียกผิดๆ ว่า “ประชานิยม” แต่เงียบเฉยต่อการใช้งบประมาณรัฐมหาศาลเพื่อทหาร หรือ เพื่อพิธีกรรมฟุ่มเฟือย เขาอ้างประโยชน์ชาติเพราะเขาคิดว่าเขาเป็นตัวแทนของชาติและชาติของเขาไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ ยิ่งกว่านั้นพวกนี้โกหกว่าเศรษฐศาสตร์มีแค่แนวเดียว แนวของเขา อ้างว่าเป็นแค่ “เทคนิค” เหมือนการซ่อมเครื่องจักร แทนที่จะเป็นเรื่องถกเถียงทางการเมือง

สังคมไทยมีพื้นที่ประชาธิปไตยน้อยเกินไป และ พื้นที่ประชาธิปไตยอันมีค่าที่เรามีอยู่ ถูกจำกัดโดยองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  ถ้าเราจะปฏิรูปการเมืองไทยให้มีประชาธิปไตยมากขึ้นเราต้องยกเลิกองค์กรอิสระทั้งหมดและเคารพวุฒิภาวะของประชาชนส่วนใหญ่


การตรวจสอบหรือคานอำนาจของรัฐบาลและรัฐสภา ถ้าจำเป็น ต้องมาจากการกระทำขององค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น  เช่น สภาที่เลือกมาจากท้องถิ่นพื้นที่ 4 ภาค หรือ ตุลาการที่ได้รับการเลือกตั้ง
นอกจากนั้นควรมีการใช้ประชามติเพื่อให้ “มวลมหาประชาชน” ที่แท้จริง ตัดสินกรณีที่มีความขัดแย้งหรือเห็นต่าง


พวกที่สนับสนุนอำนาจขององค์กรที่อิสระจากกระบวนการประชาธิปไตย และพวกที่ต้องการให้ฝ่ายประชาธิปไตยประนีประนอมกับอันธพาลเผด็จการของสุเทพ เป็นเพียงคนที่ต้องการถ่มน้ำลายใส่พลเมืองส่วนใหญ่ และสร้างระบบกึ่งเผด็จการนั่นเอง เขาไม่ใช่นักปฏิรูปแต่อย่างใด



.