http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรอกหูซ้ำๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรอกหูซ้ำๆ แสดงบทความทั้งหมด

2558-02-27

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา 
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425037443
. . วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เวลา 21:32:07 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ปี35 ฉ.1801 ประจำ20-26 ก.พ.2558)


วิดีโอที่ผมชอบดูเป็นพิเศษคือ Les Miserables ชุดที่เป็นละครเพลง เพราะนอกจากเพลงไพเราะแล้ว ส่วนใหญ่ของผู้แสดงร้องเพลง (ซึ่งดีทั้งทำนองและเนื้อร้อง)ได้เป็นเลิศ ฟังแล้วจับใจมาก ว่างเมื่อไรผมจึงชอบนำมาเปิดดูเสมอ

ครั้งสุดท้ายที่ได้ดู จึงได้พบว่า มีศาสนาคริสต์ถึงสามศาสนาในละครเพลงเรื่องนี้ (หรือในนิยายเรื่องนี้) ก็ไม่น่าแปลกอะไรนะครับ จะหานักคิดของชาติอะไรที่หมกมุ่นกับศาสนายิ่งไปกว่านักคิดสมัยใหม่ของฝรั่งเศสได้ยาก ทั้งปฏิเสธ ทั้งสนับสนุน ทั้งตีความใหม่ ทั้งจัดสถานะให้ศาสนาไว้ในที่ต่างๆ ทางการเมืองและสังคมแตกต่างกันเป็นหลายสิบอย่าง ดังนั้น หาก วิกตอร์ อูโก ไม่พูดถึงศาสนาในนิยายชิ้นเอกนี้เลยสิ ถึงจะแปลก


ศาสนาคริสต์แรกเป็นของชาแวร์ต สารวัตรตำรวจ ผู้ตามล่าวัลชองตัวพระเอก ซึ่งเคยก่ออาชญากรรมลักขโมยเพื่อเอาเงินไปช่วยน้องสาวที่กำลังป่วยมาก่อน จนถูกจำขังให้ทำงานหนัก และได้รับภาคทัณฑ์ปล่อยตัว ในโลกของชาแวร์ต มนุษย์มีเพียงสองประเภท คือคนดีกับคนชั่ว หน้าที่ของตำรวจคือกีดกันคนชั่วออกไปจากโลกของคนดี ตัวเขามีหน้าที่รักษากฎหมายเพื่อผดุงระเบียบสังคมเช่นนี้
ดังนั้น จึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะระเบียบสังคมเช่นนี้สอดคล้องกับกฎของพระเจ้า ซึ่งจะลงโทษคนชั่วซ้ำอีกเมื่อถึงวันชำระ กฎหมายคือประจักษ์พยานของพระเจ้าในโลกนี้ กฎหมายและพระเจ้าจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


ศาสนาคริสต์ที่สองคือศาสนาของวัลชองและหลวงพ่อ (หรือคุณพ่อ)ที่ไม่เอาผิดกับเขา เมื่อจับได้ว่าเขาขโมยเครื่องเงินของโบสถ์ไป นี่คือคริสต์ศาสนาแห่งความรัก ความเข้าใจ และการให้อภัย ซึ่งสามารถชุบชูอาชญากรให้ออกมาเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคมได้ ดังที่วัลชองช่วยเหลือลูกสาวของโสเภณีที่เขาหลงรักให้กลายเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจอันงดงาม ช่วยชาแวร์ตให้รอดพ้นจากการถูกนักศึกษาปฏิวัติสังหาร ฯลฯ


ศาสนาคริสต์ที่สามคือศาสนาของนักศึกษาปฏิวัติ ผู้ฝันถึงสังคมที่มีความเท่าเทียม ปราศจากการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ ที่ซึ่งทุกคนสามารถ เสวยผลของการทำงานของตนได้โดยไม่ถูกผู้มีอำนาจแย่งชิงแบ่งส่วนไป ทั้งในบทเพลงและในเนื้อเรื่อง เราอาจคิดว่านักศึกษาปฏิวัติไม่มีศาสนาก็ได้ แต่โลกที่อุบัติขึ้นจากการปฏิวัติคือภาพสะท้อนอาณาจักรของพระเจ้าในสวนอีเดนนั่นเอง อันเป็นภาวะที่อาจกลับเกิดขึ้นได้ใหม่ โดยไม่ต้องรอถึงวันชำระ



ข้อสังเกตประการแรกก็คือ คริสต์ศาสนาทั้งสามไม่เกี่ยวหรือไม่ค่อยเกี่ยวกับโลกหน้า ทั้งหมดเป็นอุดมคติของศาสนาที่อาจและควรเกิดขึ้นได้ในโลกนี้ ตกมาถึงสมัยของ วิกตอร์ อูโก นักคิดฝรั่งเศสไม่ใส่ใจกับมิติของโลกหน้าในศาสนาอีกแล้ว แต่หากศาสนาจะยังมีอยู่ ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าศาสนาสัมพันธ์กับโลกนี้อย่างไร


ข้อสังเกตประการที่สองสำคัญกว่า เพราะเป็นประเด็นที่ผมอยากนำมาเปรียบกับพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย นั่นก็คือสิ่งที่เรียกทางสังคมวิทยาว่า religiosity ซึ่งผมไม่รู้จะแปลไทยว่าอย่างไรดีไปกว่าคำที่คนไทยใช้มานานแล้วคือ "ถือ" ศาสนา
การถือศาสนานั้น แบ่งคุณลักษณะออกได้เป็นสามอย่าง
หนึ่งคือความรู้ความเข้าใจ (จะผิดหรือถูกตามคัมภีร์หรือไม่ก็ไม่สำคัญ)
สองคือสิ่งที่กระทบต่อจิตใจซึ่งผมขอเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า อารมณ์ความรู้สึก (ก็อีกเหมือนกันนะครับ สิ่งที่รู้สึกหรือมีอารมณ์นั้นจริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่รู้สึกจริงและมีอารมณ์จริงสำคัญกว่า เช่น คนเชื่อผีและได้เห็นผี เป็นต้น) 
และสามคือการปฏิบัติศาสนา จะเป็นพิธีกรรมหรือนำมาใช้ในชีวิตก็ตาม



ผมอยากพูดถึงคุณลักษณะอย่างที่สองของการถือศาสนา นั่นคือด้านอารมณ์ความรู้สึก ถ้าจะแปลคำนี้ในภาษาอังกฤษว่า sentiment, emotion ก็อาจยังไม่พอในบางกรณี เพราะอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอาจพัฒนาไปถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ecstasy ก็ได้ ในพิธีกรรมหรือสถานการณ์ที่เหมาะสม คือแรงเสียจนบังคับตัวเองไม่อยู่ ต้องไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกจนหมดตัว  
เช่น ในพิธีมะหะหร่ำของ (แขก) เจ้าเซน (มุสลิมนิกายชีอะห์) ผู้ร่วมขบวนแห่ในบางสังคม ทำร้ายตนเองจนเลือดตกยางออก หรือการลุยไฟของพิธีไหว้เจ้าของชาวจีนที่ภูเก็ต เป็นต้น

ขอให้สังเกตด้วยว่า การถือคริสต์ศาสนาทั้งสามใน Les Miserables นั้น ผู้ถือล้วนมีอารมณ์ความรู้สึกในการถือศาสนาอย่างเข้มข้นทั้งสิ้น ชาแวร์ตไม่ได้ตามล่าวัลชองด้วยความรักความเกลียดส่วนตัว แต่พระเจ้าหรือระเบียบทางสังคมที่เขามีหน้าที่รักษาเชิดชูไว้ ทำให้เขาปล่อยวัลชองไปไม่ได้ แทบจะเท่ากับการปฏิเสธพระเจ้าทีเดียว เพราะวัลชองคือตัวแทนของผู้ทำลายระเบียบกฎหมาย ซึ่งเท่ากับต่อต้านพระเจ้า ดังนั้น เมื่อเขาได้รับการช่วยชีวิตจากวัลชอง จึงทำให้เกิดความว้าวุ่นใจอย่างสุดขีด ยิ่งเมื่อเขาปล่อยให้ซาตานวัลชองนำคนเจ็บไปโรงพยาบาล แทนที่จะจับกุมไว้ ก็เท่ากับเขาเริ่มวางใจซาตานด้วยการกระทำ ชีวิตของเขาจึงไร้ความหมายแก่ตนเองไปทันที

วัลชองเองได้รับการชุบจิตวิญญาณขึ้นมาใหม่จากหลวงพ่อที่ช่วยปกป้องเขาจากการก่ออาชญากรรมครั้งใหม่ จากนั้นเขาก็ยึดถือศาสนาคริสต์อย่างแน่วแน่ ไม่ใช่เพียงมีความเชื่อตามพระคัมภีร์เท่านั้น เมื่อต้องเลือกระหว่างการพูดเท็จ กับการยอมรับความจริงซึ่งจะทำให้คนงานทั้งหมดต้องตกงาน เพลงร้องในตอนนี้แสดงว่าไม่ใช่การเลือกระหว่างทางเลือกในทางโลกย์ธรรมดา เป็นทางเลือกทางศาสนา เขาหวั่นวิตกว่า หากเขาเลือกการกล่าวเท็จ เขาก็จะถูกพระเจ้าลงโทษ ในขณะที่การปล่อยให้กิจการล้มลงด้วยการยอมรับความจริง คือการปฏิเสธความรักของพระเจ้าซึ่งในทางปฏิบัติคือความรักต่อเพื่อนมนุษย์นั่นเอง ในที่สุดวัลชองจึงเลือกการหนีเป็นการปฏิบัติศาสนาที่พร้อมมูลที่สุด
นี่คืออารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาที่รุนแรงและลึกซึ้ง เพราะกำกับการตัดสินใจของผู้ศรัทธาแม้ในยามวิกฤต เช่นเดียวกับการช่วยชีวิตชาแวร์ต และคำสัญญากับชาแวร์ตว่าเขาจะกลับมามอบตัว เมื่อได้พาคนเจ็บไปโรงพยาบาลแล้ว

ในส่วนอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของนักศึกษาปฏิวัตินั้น เห็นได้ชัดจนไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ยาวความ แม้การปฏิวัติอาจไม่ใช่คำสอนของคริสต์ศาสนา แต่อารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงอันมีต่อพันธะของการปฏิวัตินั้น ไม่ต่างอะไรจากอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของชาแวร์ตและวัลชองแต่อย่างใด



ผมคิดว่าคุณลักษณะอย่างที่สองของศาสนาคืออารมณ์ความรู้สึกนี้ เป็นตัวชีวิตของศาสนา เพราะมันเชื่อมคุณลักษณะอย่างที่หนึ่งคือความรู้ความเข้าใจให้ต่อกับคุณลักษณะอย่างที่สามคือการปฏิบัติ หากไม่มีอารมณ์ความรู้สึกมาทำหน้าที่นี้ ศาสนาก็สูญเสียชีวิตไป อย่างที่เราพบได้ในพระพุทธศาสนาของไทยปัจจุบัน (หรือจะว่าไปก็ในการ "ถือศาสนา" อื่นของสังคมอื่นในโลกปัจจุบันอีกมาก)

การ"ปฏิรูปศาสนา" ซึ่งกระทำในช่วงที่รัฐไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากทำให้องค์กรคณะสงฆ์ตกอยู่ใต้การกำกับควบคุมของรัฐอย่างเต็มที่แล้ว ยังตัดรอนเนื้อหาด้านอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของชาวพุทธไทยออกไปจนหมดอีกด้วย เพราะปัญญาชนไทยผู้นำการปฏิรูปอาศัยตรรกะของวิทยาศาสตร์ และเหตุผลนิยมแบบตะวันตกในยุคสมัยนั้น เป็นบรรทัดฐานในการตีความพระพุทธศาสนาที่พึงได้รับคำรับรองจากรัฐ

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของชาวพุทธไทยอยู่ที่ผี, เทวดา, เจ้าป่าเจ้าเขา, นรก, สวรรค์, อิทธิปาฏิหาริย์ ทั้งที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับศีลธรรมแบบพุทธ ที่ไม่ละเมิดทรัพย์สินของผู้อื่นก็เพราะกลัวตกนรก ไม่ละเมิดทรัพย์สินสาธารณะก็เพราะกลัวผีหรือเทพซึ่งคุ้มครองสิ่งเหล่านั้นจะทำร้ายเอา แต่ความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาแบบนี้ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ จึงต้องถูกขจัดออกไปจากพระพุทธศาสนาที่ถูกปฏิรูปแล้ว (บางคนเรียกว่าพุทธศาสนาที่เป็นทางการ)

อำนาจของรัฐซึ่งขยายมากขึ้นทั้งทางกว้างและทางลึก ทำให้พระพุทธศาสนาแบบไทยซึ่งมีมาแต่เดิมถูกกีดกันกดทับมากขึ้น จนกระทั่งในสำนักคนทรงทุกวันนี้ พระพุทธรูปเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาผีและเทพอีกหลายตนและองค์ที่ยกขึ้นบูชาบนหิ้งของอาจารย์ ความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาเหลือแต่สัญลักษณ์ แม้การทรงเจ้าเข้าผีเป็นอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของพระพุทธศาสนาแน่


พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยทุกวันนี้ เป็นศาสนาที่โหว่ตรงกลาง คือมีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมคำสอน อาจดีกว่าสมัยโบราณด้วย เพราะอาจรู้กว้างขวางไปถึงคัมภีร์มหายานและวัชรยาน ซึ่งโบราณไม่รู้ แต่ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ไม่สู้จะมีผลไปสู่การปฏิบัติมากนัก เช่น เหลือคนถือศีลกินเพลในวันพระน้อยลงเต็มที อดเหล้าเข้าพรรษาทีก็ต้องรณรงค์กันขนานใหญ่ และไม่ได้ผลนักเพราะยอดจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

นี่เป็นธรรมดาของศาสนาที่โหว่กลาง คือไม่มีส่วนที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจไปสู่การปฏิบัติ และนี่เป็นผลอย่างหนึ่งที่เกิดกับศาสนาในยามที่ศาสนาเหลือแต่คำสอน, องค์กรนักบวช, สื่อ และผู้อ้างตนเป็นคนดีอีกฝูงใหญ่ ฯลฯ เมื่อศาสนาขาดอารมณ์ความรู้สึก




ผมยังอยากหยั่งลงไปถึงผลพวงของความโหว่กลางของพระพุทธศาสนาแบบทางการของไทย ในด้านอื่นๆ ที่อาจไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรง

ความเฟื่องฟูของเครื่องรางของขลังและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ก็อาจมองได้ว่าเป็นผลพวงอีกอย่างหนึ่งของการที่พระศาสนาไม่มีอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา ผมไม่ได้หมายความว่าแต่ก่อนเขาไม่เล่นพระเครื่องนะครับ พระเครื่องเมื่อเริ่มเล่นกันแพร่หลายมากขึ้นนั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาทีเดียว เช่น การปลุกพระนั้นคืออารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอย่างแรง ชนิดที่จะเรียกว่า ecstasy ยังได้ แต่คุณของพระเครื่องอย่างพระสมเด็จนั้น แม้ปลุกขึ้น แต่จะเป็นผลได้จริง ผู้บูชาก็ต้องถือศีลห้าด้วย พระเครื่องในทุกวันนี้แทบไม่สัมพันธ์อะไรกับคำสอนในพระพุทธศาสนาอีกแล้ว เหลือแต่เพียงสัญลักษณ์เหมือนพระพุทธรูปเหนือหิ้งผีของ"อาจารย์" ใบ้หวยนั่นแหละ

สำนักสมาธิวิปัสสนาจำนวนมากริเริ่มและดำเนินการโดยฆราวาส รับ "สาวก" ได้จำนวนมากจนหลายแห่งทำในเชิงธุรกิจก็มี ความเฟื่องฟูของสมาธิวิปัสสนาคือการตอบสนองต่อสิ่งที่ขาดหายไปในพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ เพราะการทำสมาธิ (หากไม่ใช่พิธีกรรมแล้ว) คือเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาโดยตรง แม้แต่ได้ขณิกสมาธิในช่วงสั้นๆ ก็เปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรง ส่วนจะนำไปสู่การทำวิปัสสนาหรือไม่เป็นคนละเรื่อง ก็ดังที่ทุกท่านทราบแล้วว่า การทำสมาธิไม่ได้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว มีในทุกศาสนา หรืออาจทำโดยไม่ต้องเกี่ยวกับศาสนาอะไรเลยก็ได้

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือ อาจารย์สำนักสมาธิจำนวนไม่น้อยที่มีศิษย์หาจำนวนมากนั้น เป็นผู้หญิง สตรีเพศเป็นพลังของอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอย่างไร เป็นเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยังไม่ขอคุยในที่นี้ เอาแต่ว่ามันเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้งทีเดียว


ผลอีกด้านหนึ่งของศาสนาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก ต้องดูจากลุงบุญมีผู้ระลึกชาติได้ ลุงบุญมีผู้"ถือศาสนา"ที่ยังครบถ้วนด้วยอารมณ์ความรู้สึก มีความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างผู้ร่วมทุกข์ด้วยกันกว้างขวางมาก ทั้งคนงานอพยพในไร่ เพื่อนบ้าน ผู้ดูแลพยาบาล ฯลฯ ไปจนถึงผีของเมียและญาติที่ตายไปแล้ว แม้จนผีในตำนานกำเนิดชาวอีสานก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลุงบุญมี แต่เด็กหนุ่มที่บวชหน้าไฟให้ลุงบุญมี (เป็นลูกหรือหลาน ผมก็ไม่แน่ใจ) นั้นแทบจะหาความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ได้เลย เพราะเขาถือศาสนาที่ไร้มิติของอารมณ์ความรู้สึก เมื่อนั่งดูรายการข่าวในโทรทัศน์ ทุกคนนั่งเงียบกริบ เพราะข่าวโทรทัศน์กำลังพูดถึงคนอื่นในสังคมวงกว้าง ซึ่งตนไม่รู้ว่าจะเชื่อมต่อตนเองเข้าไปกับคนที่เป็นนามธรรมเช่นนั้นได้อย่างไร
และว่าที่จริงเขาเชื่อมต่อกับตัวเองยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อเขาชวนน้าออกไปกินข้าวฟังเพลงในตอนท้ายเรื่องนั้น วิญญาณของเขาออกไปฟังเพลง หรือตัวเขาออกไปฟังเพลงกันแน่ เขาเองก็ไม่รู้และไม่สนใจ เพราะวิญญาณของเขาไม่ได้อยู่ในผ้าเหลืองมาแต่ต้นแล้ว ผ้าเหลืองเป็นการปฏิบัติศาสนาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น

หนังเรื่อง "ลุงบุญมีฯ" บอกเราว่า อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนานั้น มีผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคลด้วย เราเป็นหนึ่งในโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างใหญ่ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน หรือเป็นปัจเจกชนโดดๆ ที่ไม่เชื่อมโยงกับอะไรอีกเลย



เมื่อหาอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนากับพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการไม่ได้ คนอีกจำนวนมากทีเดียวนำเอาอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนานี้ไปให้แก่บุคคล และบุคคลที่ได้รับโอนอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาไว้ได้มากที่สุดคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน มีผู้ถามว่าเมื่อราษฎรสามัญได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสต่างๆ เหตุใดจึงต้องหลั่งน้ำตา ผมคิดว่าคำตอบก็คือเป็นอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา เหมือนคนโบราณได้เห็นพระบรมธาตุลอยไปในอากาศเป็นแสงรุ่งเรืองก่อนจะลับหายเข้าไปในพระบรมธาตุเจดีย์สักองค์หนึ่ง ชาวพุทธเรียกอาการอย่างนี้ว่า "ปีติ"

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาไม่ได้อุบัติขึ้นโดยไร้ที่มาที่ไป หากคิดถึงข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับผ่านสื่อมาแต่เล็กแต่น้อยเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ รวมไปถึงผลในทางปฏิบัติทั้งในโครงการหลวงและการเดินตามพระราชดำริในเรื่องต่างๆ หากมองจากคุณลักษณะสามด้านของศาสนา ประชาชนรับรู้เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ และหนทางปฏิบัติซึ่งตนเองก็อาจมีส่วนร่วมโดยตรง เช่นโดยเสด็จพระราชกุศล จึงไม่แปลกอะไรที่คุณสมบัติด้านที่สองอันเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาจะยึดกุมจิตใจของผู้ศรัทธาไปด้วย

ผมเชื่อว่า หากมองจากแง่มุมของความโหว่กลวงของศาสนา เราอาจอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมอีกหลายอย่างที่เกิดในสังคมไทยเวลานี้-ทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาโดยตรง และเกี่ยวโดยเปรียบเทียบ-ว่าสัมพันธ์อย่างไรกับอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาซึ่งขาดหายไปในพระพุทธศาสนาแบบทางการของไทย



.

2557-08-18

การเมืองของคอร์รัปชั่น โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : การเมืองของคอร์รัปชั่น
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408341608 
. . วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:55:10 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 18 สิงหาคม 2557 )


คอร์รัปชั่นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง แต่พูดอย่างนี้ทำให้งงและชวนให้แย้งโดยไม่ทันอ่าน จึงขอพูดใหม่ด้วยความหมายเดิมว่า คอร์รัปชั่นคือความสัมพันธ์ทางสังคมชนิดหนึ่ง

คนเรารู้จักสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อแสวงหาโภคทรัพย์, เกียรติยศ, อำนาจ และการยอมรับมาตั้งแต่สมัยหิน
ในปัจจุบัน เราอาจพูดว่าการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์นั้น พึงทำได้ก็ต่อเมื่อไม่นำเอาทรัพยากรสาธารณะไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่า ความคิดที่ว่า มีทรัพยากรที่เป็นสาธารณะและที่เป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาดนั้น เป็นความคิดสมัยใหม่ เพิ่งเกิดขึ้นในโลกไม่นานมานี้เอง ก่อนหน้านี้ขึ้นไป ไม่มีเส้นแบ่งที่ตายตัวและชัดเจนนัก

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คอร์รัปชั่นตามความหมายที่ใช้ในปัจจุบัน เกิดขึ้นได้ก็เพราะเหตุสองอย่าง หนึ่งคือต้องยอมรับกันทั่วไป ว่ามีทรัพยากรที่เป็นสาธารณะและทรัพยากรที่เป็นส่วนตัว ซึ่งปะปนกันไม่ได้ และสอง ความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ถูกต้องมีอยู่อย่างเดียว คือต้องตั้งอยู่บนฐานของหลักเหตุผลและกฎหมาย (rational and legal)


คอร์รัปชั่นได้รับความสนใจในสังคมไทยมาหลายปีแล้ว กลายเป็นข้อถกเถียงหลักอันหนึ่งระหว่างประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยที่ห้ามเลือกตั้ง หลังรัฐประหาร คอร์รัปชั่นยังเป็นประเด็นหลักอีกอันหนึ่งของสภาปฏิรูป
ประเทศไทยใหม่ที่ คสช.อ้างว่าจะสร้างขึ้น จะมีประชาธิปไตยหรือไม่ มีความสำคัญน้อยกว่าว่ามีคอร์รัปชั่นหรือไม่ ต้องไม่มีคอร์รัปชั่นเสียก่อน ถึงจะมีประชาธิปไตยได้


ผมคิดว่า นักต่อสู้คอร์รัปชั่นในประเทศไทย มีแนวโน้มที่จะมองคอร์รัปชั่นในเชิงศีลธรรมเพียงมิติเดียว จึงมักพบทางตันคือหาทางออกไม่เจอ นอกจากเปลี่ยนบุคลิกภาพของผู้คนทั้งหมด ซึ่งทำในความเป็นจริงไม่ได้ หรือชี้นิ้วประณามคนอื่น ครั้นตัวเองล้มเหลวก็มักหาทางรอนสิทธิคนอื่น เพราะเกรงว่าเขาจะคอร์รัปชั่น หรือสนับสนุนคอร์รัปชั่น
ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปราบคอร์รัปชั่นมากพอจะบอกได้ว่า มุมมองอย่างนี้เสียเปล่า เพราะจะไม่แก้ปัญหาอะไร จนไม่นานมานี้เพิ่งได้อ่านงานศึกษาของคุณ Marc Saxer เรื่อง Fighting corruption in transformation societies จึงออกประทับใจ ขอนำเอาบางส่วนบางตอนของเขามาเล่าในที่นี้ด้วยภาษาของผมเอง จึงอาจผิดพลาดจากที่คุณ Saxer ตั้งใจ เขาจึงไม่ควรรับผิดชอบอะไรกับบทความนี้


คอร์รัปชั่นเป็นสัญญาณของความเหลื่อมล้ำอย่างมากของสังคม ผมไม่ได้หมายความว่าคนจนจำนวนมากไม่มีกินจึงต้องโกง เพราะความจริงแล้วคนจนแทบไม่มีโอกาสโกงเลย ได้แต่เพียงพอใจจะรับประโยชน์โภชผลที่คนโกงมอบให้
คำถามก็คือคนโกงซึ่งไม่จนโกงทำไม คำตอบคงมีหลายอย่าง (รวมทั้งมิติทางศีลธรรมด้วย) แต่หนึ่งในหลายอย่างคือการแข่งขันกันแสวงหาอำนาจในสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมาย การแข่งขันจึงอยู่ที่การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งระดับบนขึ้นไปและต่ำลงมาอย่างกว้างขวาง เพื่อใช้ต่อรองในการแสวงหาอำนาจ, ผลประโยชน์และเกียรติยศ

อำนาจที่แสวงหาไม่ได้หมายความถึงตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ศึกษาฯ จังหวัดช่วยฝากลูกญาติ, เพื่อน, ลูกน้อง ให้เข้าโรงเรียน ก็เป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็นการผดุงสถานะของตนในเครือข่ายด้วย เช่นเดียวกับนายตำรวจไปเอาใบขับขี่ที่ถูกยึดจากสถานีให้เพื่อนหรือเพื่อนของนายผู้อุปถัมภ์

นี่คือเหตุผลที่ "เจ้าพ่อ" มักได้รับความนิยมนับถือจากประชาชนในเขตอิทธิพลของตนอย่างสูง


ในแง่นี้คอร์รัปชั่นคือการกระจายทรัพยากรอย่างหนึ่ง เรียกในทางมานุษยวิทยาว่าaccumulativeredistributionคือรวบรวมทรัพย์ส่วนรวมไปกระจายแก่คนในเครือข่ายของตน ดังนั้น ในสังคมที่ขาดการยึดหลักเหตุผลและกฎหมาย เช่นสังคมสืบสถานะ (patrimonial society)ดังสังคมไทย คอร์รัปชั่นจึงเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่ระบบเศรษฐกิจ, การเมืองและสังคมของสังคมนั้นๆ ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่จะสอนกันในโรงเรียนนั้น หากไม่คิดจะโกหกเด็ก ก็ต้องบอกว่ายั่งยืนอยู่มาได้ภายใต้โครงสร้างของรัฐสืบสถานะ (รัฐราชสมบัติ) ก็เพราะการคอร์รัปชั่นนี่แหละ

แต่นี่พูดถึงคอร์รัปชั่นในความหมายปัจจุบัน โบราณท่านไม่ได้คิดว่าเป็นการคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (ก็ไม่ได้จ่ายเงินเดือนข้าราชการ) แต่อย่าทำให้เกินไปจนกลายเป็นอีกอำนาจหนึ่งที่แข่งขันกับพระราชอำนาจได้เท่านั้น

เมื่อเศรษฐกิจจำเริญขึ้นในรัฐสืบสถานะ การกระทำเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นคอร์รัปชั่น แม้กระนั้นมันก็ยังทำหน้าที่ของมันอยู่ส่วนหนึ่งคือเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่การประกอบการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่เมื่อ 4-50 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยต้องการบริการของธนาคารเพิ่มขึ้น จะตั้งธนาคารหรือขยายกิจการได้อย่างราบรื่นอย่างไร ก็ไปเชิญเผด็จการทหารมาเป็นประธานกรรมการของธนาคารสิครับ ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นดี เกือบทุกธนาคารใหญ่ๆ ในเมืองไทยโตมาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะอาศัย "เส้น" ทั้งนั้นแหละ บริษัทร้านค้าขนาดใหญ่ก็เหมือนกัน เพราะในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตและซับซ้อนขึ้น การเมืองไทยก็ยังเป็นการเมืองของรัฐสืบสถานะอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ขยับไปสู่รัฐที่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมายสักที

แต่การเมืองของรัฐสืบสถานะตั้งอยู่อย่างราบรื่นในรัฐที่เศรษฐกิจกลายเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ใหญ่โตซับซ้อนไม่ได้
ความไม่ราบรื่นทางการเมืองต่างๆในเมืองไทยที่เราได้เห็นมาเป็นสิบปีนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสังคมและรัฐไทยเปลี่ยนไม่ผ่านจากรัฐและสังคมสืบสถานะมาเป็นรัฐและสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมาย



ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบเช่นนี้แหละที่คอร์รัปชั่นระบาดมากขึ้นส่วนหนึ่งจะมากน้อยแค่ไหนผมไม่ทราบ ก็คือการกระทำที่ครั้งหนึ่งไม่ถือว่าเป็นคอร์รัปชั่นกลับถูกมองว่าเป็นคอร์รัปชั่นไป เพราะสังคมกำลังขยับปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อเร็วๆ นี้ผมยังได้ยินคนบ่นว่า การจอดรถที่ขอบขาวแดงเป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง (ซึ่งในทรรศนะของผมไม่ใช่ เป็นแค่การละเมิดกฎหมายธรรมดาๆ)
อีกส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันของธนาคารโลกและฉันทานุมัติวอชิงตันซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ของลัทธิเสรีนิยมใหม่คือกันรัฐออกไปจากตลาด เพราะเชื่อว่าตลาดสามารถดูแลจัดการตัวเองได้ดีกว่ารัฐ   คอร์รัปชั่นในรัฐสมัยใหม่เกิดอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ การขจัดคอร์รัปชั่นของธนาคารโลกจะเน้นด้านวิธีการ ซึ่งก็คือขจัดอำนาจรัฐออกไปให้มากที่สุด (นักต่อต้านคอร์รัปชั่นในเมืองไทยสมาทานความเห็นของธนาคารโลกเข้าไปเต็มเปา เพราะตัวสมาทานลัทธิเสรีนิยมใหม่อยู่แล้ว หรือเพราะไร้เดียงสา ก็ไม่ทราบได้)


แต่ส่วนสำคัญที่สุดนั้น มาจากคอร์รัปชั่นยังทำงานเป็นน้ำมันหล่อลื่นของระบบเศรษฐกิจและสังคมนั่นเอง
กล่าวคือ เมื่อเครื่องกลทางเศรษฐกิจใหญ่โตซับซ้อนขึ้น แต่ไม่มีหลักเหตุผลและกฎหมายกำกับ การเสียดทานย่อมมากขึ้น และต้องอาศัยน้ำมันหล่อลื่นมากขึ้น ผมอยากขายจีที 200 ซึ่งไม่ทำงานให้กองทัพได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่น จะขายเครื่องตรวจอาวุธที่สนามบินใหม่ได้อย่างไรท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขนาดนั้น นอกจากใช้น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันนั้นก็หล่อลื่นเศรษฐกิจจริงเสียด้วย เช่น นายทหารที่รวยจากการโกงก็ไปสร้างคฤหาสน์อยู่ เกิดการจ้างงานในการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง พ่อค้าที่รวยจากการโกง ก็เอาทุนไปหาโครงการใหม่เพื่อขายราชการอีก ต้องจ้างงานคนไปสร้างโครงการปลอมๆ ขึ้น

ผมพูดเรื่องนี้เพื่อให้เห็นว่า คอร์รัปชั่นนั้นมันมีงานของมันต้องทำ ในสภาวะสังคมแบบไม่ยอมเปลี่ยนผ่านนี้แหละ



อย่างไรก็ตามแม้ว่าคอร์รัปชั่นยังเป็นน้ำมันหล่อลื่น แต่ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้คอร์รัปชั่นกลับขัดขวางประชาธิปไตยและความโปร่งใสของการบริหาร คอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ทั้งหลายต้องมีคนใหญ่คนโตในวงการเมืองหรือราชการเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ จะเกี่ยวเพราะโลภหรือโง่ก็ตาม แต่ในรัฐประชาธิปไตยก่อนที่ความโลภและความโง่จะทำงานได้ผล ก็จะมีคนตรวจสอบและโวยวายขึ้นจนกระทั่งคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นไม่ได้ พ่อค้าที่ฉลาดกว่า ก็จะเสนอขายกระบวนการ, บริการ หรือเครื่องมืออะไรก็ตาม ที่สามารถตรวจจับอาวุธตามด่านตรวจในภาคใต้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทหารตำรวจไม่ต้องมาเสียชีวิตหรือบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น พ่อค้าฉลาดก็รวยขึ้น และทำโครงการอะไรอื่นขายได้ใหญ่ขึ้น จ้างงานคนมากขึ้นและประเทศไทยก็รวยขึ้น ทำรัฐสวัสดิการได้โดยมีเสียงค้านน้อยลง

คอร์รัปชั่นนั้น โดยตัวของมันเองก็เป็นการเมือง โดยเฉพาะในสังคมที่เปลี่ยนไม่ผ่านอย่างไทย เพราะสามารถใช้ในการสร้างเครือข่ายการเมืองของตนเอง และทำลายเครือข่ายการเมืองของฝ่ายตรงข้ามได้ สภาวะเช่นนี้เห็นได้ชัดในปัจจุบัน เพราะผมไม่เคยได้ยินใครพูดถึงคอร์รัปชั่นของคนอื่น นอกจากฝ่ายทักษิณ ประหนึ่งว่าหากไม่มีทักษิณแล้วก็ไม่มีคอร์รัปชั่นเหลือในเมืองไทยอีกเลย ความไม่เที่ยงตรงของหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกระบบตุลาการ คือแรงหนุนสำคัญที่คอร์รัปชั่นต้องการ เพราะคอร์รัปชั่นดำรงอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนไม่ผ่านได้ ก็เพราะคนโกงย่อมวางใจกับเครือข่าย (สร้างขึ้นหรือซื้อมา) มากกว่าหลักแห่งเหตุผลและกฎหมาย

และดังที่เห็นๆ กันอยู่ คอร์รัปชั่นยังถูกใช้เป็นเหตุผลให้ยกเลิกกระบวนการประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตขึ้น


การปราบคอร์รัปชั่นที่ได้ผลจึงไม่ได้อยู่ที่วิธีการเพียงอย่างเดียว(เปิดเผยข้อมูล,ตั้งองค์กรตรวจสอบ,แจ้งทรัพย์สิน,เพิ่มกฎหมายและเพิ่มโทษ ฯลฯ) เท่านั้น สภาพแวดล้อมที่คอร์รัปชั่นต้องการที่สุดคือการเมืองของรัฐสืบสถานะ ดังนั้นเราจึงไม่อาจต่อต้านคอร์รัปชั่นในรัฐชนิดนี้ได้ จำเป็นต้องช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ที่ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผลและกฎหมายให้สำเร็จ ในรัฐที่ทุกคนในฐานะปัจเจกย่อมเท่าเทียมกันที่จะได้โอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองไปสู่จุดสูงสุด โดยไม่ต้องอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์

รัฐประชาธิปไตยเป็นระบบความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ปัจเจกบุคคลทุกคนสัมพันธ์กันและสัมพันธ์กับรัฐโดยผ่านหลักเหตุผลและกฎหมาย
คอร์รัปชั่นเกลียดกลัวรัฐแบบนี้ ถึงจะมีการทุจริตคดโกงในรัฐแบบนี้ ก็เกิดขึ้นเป็นกรณีไป ไม่ใช่แฝงอยู่ในระบบการเมืองอย่างแยกไม่ออกเช่นรัฐสืบสถานะ ความพยายามจะปราบคอร์รัปชั่นภายใต้ระบอบเผด็จการจึงเป็นเรื่องเหลวใหล อย่างมากก็ทำได้แต่การสร้างวิธีการที่สลับซับซ้อนขึ้น อย่างที่ธนาคารโลกและฉันทานุมัติวอชิงตันให้แบบอย่างเอาไว้ แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าคอร์รัปชั่นเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่ขาดไม่ได้ในฟันเฟืองของระบบรัฐสืบสถานะ อย่างไรเสียมันย่อมต้องซึมผ่านวิธีการเหล่านั้นไปจนได้

หากรังเกียจคอร์รัปชั่นอย่างจริงใจต้องร่วมมือกันนำประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐประชาธิปไตยให้ได้เท่านั้น



.

2557-08-15

ความเป็นไทยและ ปชต.ของ ปชต.แบบไทยๆ โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

.

ประวิตร โรจนพฤกษ์: ความเป็นไทยและประชาธิปไตยของประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4978
. . ศ 15 สิงหาคม, 2014 - 05:58 | โดย pravit


เสาร์ที่แล้ว (9 สิงหาคม 2557) หัวหน้าคณะรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เอ่ยถึงคำว่าประชาธิปไตยแบบไทยอย่างน้อยสองครั้งในระหว่างการพูดเปิดงานปฎิรูปประเทศไทยซึ่งได้ถ่ายทอดสดไปทั้งประเทศ

คำถามคืออะไรคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ? และมีอะไรเป็นไทยหรือเป็นประชาธิปไตยในประชาธิปไตยแบบไทยบ้าง?
ประยุทธ์อาจมิได้ให้คำจำกัดความว่าประชาธิปไตยแบบไทยเป็นอย่างไรกันแน่ ต่างจากประชาธิปไตยแบบตะวันตกอย่างไร แต่ผู้เขียนก็อดสงสัยมิได้ว่าประชาธิปไตยแบบไทยอาจหมายถึงการยอมรับรัฐประหารเป็นระยะๆ หรือหมายถึงระบบเลือกตั้งที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยจำกัดกว่าในอดีต หรือแม้กระทั่งอาจหมายถึงการให้คนดีที่มิได้ผ่านการเลือกตั้งมาปกครองโดยมิสามารถตรวจสอบได้


หากมองให้ลึกลงไป การใช้คำว่า ‘ไทย’ ขยายความคำว่าประชาธิปไตยช่วยทำให้คำว่า ‘ประชาธิปไตยแบบไทย’ ดูเหมาะสมกับคนไทยยิ่งขึ้นและทำให้ระบอบกึ่งเผด็จการดูเป็นที่ยอมรับของนานาชาติมากยิ่งขึ้น

ทว่ามันไม่มีอะไรที่เป็น ‘ไทย’ ในประชาธิปไตยแบบไทยๆเพราะคนไทยเองยังตกลงกันไม่ได้เลยว่าต้องการการปกครองแบบไหน


คนไทยที่มีการศึกษาจำนวนหนึ่งชอบโมเดลกึ่งเผด็จการแบบสิงคโปร์ที่ฝายค้านถูกทำให้อ่อนปวกเปียก บ้างชอบระบอบเผด็จการทหาร แต่ก็ยังมีคนไทยอีกจำนวนมิน้อยที่ต้องการให้ยึดระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมาทนกับรัฐประหารเป็นระยะๆและเชื่อว่าควรปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยคลี่คลายปัญหาโดยตัวของมันเองเพราะหนทางประชาธิปไตยในไทยเพิ่งอายุแค่ 82 ปี

นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่ต้องการย้อนกลับไปสู่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช แต่ก็มีบางคนที่ต้องการเห็นประเทศเป็นสาธารณรัฐ




ในขณะเดียวกัน แทนที่จะใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบไทย เราอาจใช้คำว่าเผด็จการครึ่งใบหรือเผด็จการแบบไทยแทนก็ได้ แต่คำว่าเผด็จการนั้นมิน่าพิศมัยจึงเลือกใช้คำว่าประชาธิปไตยแทนดั่งคำว่า ‘ยิ้มสยาม’ ซึ่งอาจมิได้หมายถึงรอยยิ้มที่มาจากความดีใจก็เป็นได้

สังคมไทยควรเลิกหลอกตนเองเสียทีว่าอะไรคือประชาธิปไตยและอะไรคือเผด็จการโดยการใช้คำที่เคลือบแฝงสภาพความจริง


...............................
หมายเหตุ: บทความนี้ถอดความและดัดแปลงจาก ‘What makes ‘Thai-style democracy’ globally palatable?’ ซึ่งเขียนโดยผู้เขียนลงใน นสพ. The Nation ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม 2557



.

2557-07-10

ความหวาดระแวง โดย วีรพงษ์ รามางกูร

.

วีรพงษ์ รามางกูร : ความหวาดระแวง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404985194
. . วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:20:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 10 ก.ค.57 )


ต่อจากความหวาดกลัวก็คือความหวาดระแวง ความหวาดระแวงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง หวาดระแวงว่าจะเกิดความสูญเสีย หวาดระแวงว่าจะถูกทำร้าย หวาดระแวงว่าจะถูกแย่งชิง ย่อมเป็นสภาพที่ทำให้เกิดความตึงเครียด หมดความสุข และเป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนอย่างไม่มีเหตุผล

ครอบครัวที่มีความหวาดระแวงกันเป็นที่ทำให้เกิดความตึงเครียด เป็นต้นว่าสามีภรรยามีความหวาดระแวงกัน ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะซื่อสัตย์ต่อตนเองหรือไม่ ครอบครัวนั้นก็จะมีความตึงเครียด โอกาสที่จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันก็จะมีสูง

อาจารย์กับลูกศิษย์บางทีก็เกิดความหวาดระแวงกันก็มี เช่น อาจารย์ของอหิงสกะ เกิดความระแวงเพราะเหตุลูกศิษย์เกิดในฤกษ์ดาวโจร จึงหลอกให้ลูกศิษย์ไปฆ่าคนให้ครบพันคน แล้วจะสอนวิชาการอันวิเศษสูงสุดให้ เพราะคิดว่าถ้าอหิงสกะกลายเป็นโจรออกไปฆ่าคนได้สักพักก็คงจะถูกฆ่าตาย อหิงสกะจึงกลายเป็นองคุลิมาลไป เป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปของผู้ที่เป็นอาจารย์ ซึ่งควรจะสอนให้ลูกศิษย์เป็นคนดีมีศีลธรรม แต่กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม


การเมืองของโลกยุคหนึ่งก็เชื่อกันว่า ถ้าหากประเทศ 2 ประเทศมีอำนาจใกล้เคียงกันก็จะเกิด "ดุลแห่งอำนาจ" หรือ Balance of power ทั้งสองฝ่ายก็จะไม่กล้าทำสงครามกัน เพราะแต่ละฝ่ายไม่แน่ใจว่าตนจะเป็นฝ่ายแพ้หรือไม่ แต่ในที่สุดสงครามโลกก็เกิดขึ้น ทฤษฎีนี้ก็ไม่เป็นความจริง

ต่อมาเกิดความคิดว่า "ดุลแห่งความกลัว" ต่างหากที่ทำให้แต่ละฝ่ายไม่กล้าก่อสงคราม เพราะถ้าเกิดสงครามขึ้น ไม่ว่าฝ่ายใดที่เป็นฝ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะย่อมจะได้รับความเสียหายล้มตายเป็นจำนวนมาก เสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ด้วยเหตุนี้ระหว่างสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งค่ายโลกเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์จึงแข่งขันกันสร้างอาวุธบรรลัยกัลป์ เพื่อข่มขู่ให้แต่ละฝ่ายเกิดความเกรงกลัว และเมื่อทั้งสองฝ่ายเกิดความกลัว "ดุลแห่งความกลัว" ก็เกิดขึ้น โลกมนุษย์จึงรอดพ้นจากสงครามโลกมาได้จนบัดนี้ แต่ถ้าดุลแห่งความกลัวนี้เสียไป ฝ่ายหนึ่งไม่กลัวอีกฝ่ายหนึ่ง สงครามโลกก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าจะว่าไปแล้ว "ดุลแห่งความกลัว" ก็คือ "ดุลแห่งความระแวง" นั่นเอง

ความระแวงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองและเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ
ความที่การเมืองคือ "พฤติกรรมของการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง เพื่อการจัดสรรทรัพยากรของสังคม และพฤติกรรมในการรักษาอำนาจที่ได้มานั้นให้มั่นคงยืนนานต่อไปเท่าที่จะทำได้" ดังนั้นการต่อสู้เพื่อการแย่งชิงอำนาจ และการต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจที่ตนมีอยู่ ย่อมเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นพฤติกรรมและสถานการณ์ปกติของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองภายในท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ หรือการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ความระแวงสงสัยระหว่างกลุ่มที่ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอำนาจ และกลุ่มที่ปกป้องรักษาอำนาจรักษาสถานะที่ตนมีอยู่จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เมื่อมองไปในระยะยาวความระแวงต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ตนไม่ต้องการซึ่งอาจจะกระทบกระเทือนสถานะที่เป็นอยู่ของฝ่ายตนที่มีความได้เปรียบอยู่แล้วในสังคม ความระแวงเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับสังคมที่ระดับการพัฒนาทางการเมืองยังไปไม่ถึงระดับที่การเปลี่ยนถ่ายอำนาจจะสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยสันติวิธีและอาจจะเกิดขึ้นในทิศทางที่ตนไม่ปรารถนาความวิตกกังวลดังกล่าวทำให้เกิดความหวาดระแวง

เมื่อความหวาดระแวงกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวเกิดขึ้นก็ทำให้เกิดจินตนาการไปต่างๆนานาไปในทางที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล ปฏิกิริยาตอบโต้จึงเกิดขึ้น โดยการสร้างกระแสจากการให้ข้อมูลที่ไม่จริง หรือบางครั้งก็เป็นข้อมูลเท็จ ความรู้สึกว่าสังคมต้องการ "วิศวกรการเมือง" หรือ "สถาปนิกการเมือง" ก็เกิดขึ้นจากความวิตกดังกล่าว

ในบรรดาประเทศที่ระบอบการเมืองยังไม่ลงตัว ยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มทวีปแอฟริกาและประเทศในแถบเอเชีย ที่กำลังดิ้นรนจากระบอบการปกครองที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ความที่ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังไม่หยั่งรากลึก ประชาชนยังไม่สามารถควบคุมรัฐบาลที่ตนเองเลือกเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสถานการณ์อย่างนี้ ย่อมจะก่อให้เกิดความระแวงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริต การเล่นพรรคเล่นพวก ความไม่มีมาตรฐานในการบริหารประเทศย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ความวิตกกังวลและความระแวงสงสัยในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนซึ่งมีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วย่อมจะง่ายต่อการปลุกกระแสต่อต้านสร้างความเกลียดชังได้ง่าย ต่างก็เกิดขึ้นและเป็นอยู่เสมอโดยทั่วไปในหลายๆ ประเทศ



ในสังคมที่การเมืองยังไม่พัฒนา ประชาชนโดยทั่วไปย่อมมีความหวาดระแวง ว่าตนจะเป็นที่เพ่งเล็งของสังคมหรือไม่ การคิด การแสดงออก การกระทำ จะเป็นการกระทำที่กระแสสังคมถือว่าเป็นปฏิปักษ์กับความคิดของคนทั่วไปหรือไม่ จะเป็นภัยอันตรายกับตนเองหรือไม่ ถ้าหากตนมีความเห็น มีการกระทำหรือการแสดงออกที่แตกต่างออกไป สังคมที่สมาชิกในสังคมมีความรู้สึกอย่างนี้ ย่อมเป็นสังคมที่มองดูผิวเผินอาจจะรู้สึกว่ามีความสงบเงียบ แต่ภายใต้ความสงบเงียบนั้น ความระแวงซึ่งกันและกันก็คงยังดำรงอยู่ การที่ยังมีความระแวงสงสัยกัน ยังไม่ไว้วางใจ ก็เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเป็นจริงของสถานการณ์อยู่นั่นเอง

ปฏิกิริยาตอบโต้ต่อความระแวงสงสัยกัน อาจจะเป็นปฏิกิริยาที่ตรงไปตรงมาอย่างง่ายๆ หรือเป็นปฏิกิริยาที่สลับซับซ้อนไม่ตรงไปตรงมาก็ได้ เพราะหากจะทำแบบตรงไปตรงมาก็อาจจะขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี หรือแม้กระทั่งตัวบทกฎหมายที่ไม่อาจจะยอมรับได้ จึงต้องใช้วิธีทางอ้อมที่สลับซับซ้อนที่ไม่ต้องอธิบาย หรือไม่ก็อธิบายไปในทางอื่น เป็นประเด็นอื่นหรือกลุ่มบุคคลอื่น ที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ความสลับซับซ้อนของเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้การเปลี่ยนประเด็นและเปลี่ยนเป้าหมายทำได้ง่ายขึ้นในสังคมที่มีความคลุมเครือ ไม่โปร่งใส และไม่อาจจะตรวจสอบได้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนำเอามิติของเวลามาพิจารณาด้วยเมื่อเวลาผ่านไป บางครั้งก็ใช้เวลาไม่นาน บางครั้งก็ต้องใช้เวลานาน ข้อมูลข่าวสารมีเพิ่มมากขึ้น ก็อาจจะปรากฏอยู่เสมอว่า ความระแวงสงสัยนั้นตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่มีความเป็นจริง หรือตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่เป็น "จินตนาการ" ที่สังคมสร้างกันขึ้นมาเอง หรือสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางอย่าง ที่เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นจากจินตนาการทั้งนั้น


ตัวอย่างที่เห็นอยู่เสมอ เช่น ในเรื่อง "พลังงาน" ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ คนจำนวนมากมีความ "ระแวง" ว่าประเทศไทยนั้นอุดมไปด้วยแหล่งพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แต่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยปิดบังข้อมูลอันแท้จริง ปตท.มิได้เป็นของรัฐ เหตุเพราะ ปตท.เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าโอนมาเป็นของรัฐเสียทั้งหมด ประชาชนก็จะสามารถใช้พลังงานในราคาที่ถูกลงกว่านี้เป็นอันมาก

ข้อมูลเหล่านี้คนจำนวนมากพร้อมที่จะเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ตนจะได้ประโยชน์โดยตรงอย่างง่ายๆ ไม่ได้ใช้เหตุผลสามัญสำนึกไตร่ตรอง แต่ใช้ความรู้สึกเป็นเครื่องตัดสินเพราะตรงกับความรู้สึก หรือตรงกับใจที่ตนมีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ความรู้สึกและวิธีคิดอย่างนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศเช่นเยอรมนี ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง หรือในสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมระหว่างปี 1965-1975 ซึ่งเหตุการณ์ที่ความรู้สึกเช่นนี้ถูกปลุกขึ้นมาได้สำเร็จ เพราะการใช้ความเกลียดชัง "ยิว" และความเกลียดชัง "ทุนนิยม" กลายเป็นกระแสความคิดหลักของสังคม และนำไปสู่ความหายนะอย่างใหญ่หลวง


ความระแวงอันเกิดขึ้นจากการปลุกปั่น จากการสร้างความเกลียดชัง จึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง และเกิดขึ้นง่ายในช่วงที่มีช่องว่างในการปกครองที่ตรวจสอบไม่ได้

สังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงเป็นสังคมที่ไม่มีความสุข



.

2557-06-03

ประชาธิปไตยแบบตู่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ประชาธิปไตยแบบตู่
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1401714264
. . วันอังคารที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:40:45 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน  2 มิ.ย.2557 )
ภาพ: มหาภารตยุทธ คัมภีร์ภควัทคีตา-สงครามของผู้ถือธรรมะ


ด้วยความนับถือ ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี อย่างสืบเนื่องตลอดมาโดยไม่เสื่อมคลาย ผมไม่เคยชอบที่ต้องเขียนอะไรแย้งท่านเป็นการสาธารณะเลย ยกเว้นแต่เห็นว่าความเห็นของท่านในเรื่องนั้นๆ จะมีผลร้ายแก่ส่วนรวม

เพิ่งมีบทความของท่านเรื่อง "ประชาธิปไตยแบบพุทธ" ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ไม่นานต่อมาก็เกิดการประกาศกฎอัยการศึกและการยึดอำนาจบ้านเมืองด้วยกำลังกองทัพ ประกาศให้รัฐธรรมนูญสุดสิ้นลง ซึ่งหมายความว่าในที่สุดก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นแบบพุทธหรือแบบอื่น จึงมีความสำคัญ ผมเห็นว่าจำเป็นต้องแย้งความเห็นของบุคคลที่ผมนับถือท่านนี้เป็นการสาธารณะ แม้จะรู้ว่าคงไม่มีผลสะเทือนได้เท่ากระผีกริ้นเมื่อเทียบกับบทความของท่าน


"ประชาธิปไตยแบบพุทธ" ในความเข้าใจของท่านอาจารย์ประเวศ ไม่ต่างจากคำยกย่องพระพุทธศาสนาว่าเป็นประชาธิปไตยมาเกือบ 100 ปีแล้ว คือยกเอาพระวินัยหรือหลักการปกครองดูแลกันเองในหมู่สงฆ์เป็นพยานหลักฐาน สิ่งที่ "ใหม่" ในคำอธิบายของท่านอาจารย์ประเวศก็คือ วิธีคิดแบบพุทธ (ซึ่งไม่ได้แพร่หลายในหมู่ชาวพุทธทั่วโลก แต่เป็นการตีความของนักปราชญ์พุทธในปัจจุบัน) เป็นวิธีคิดที่ไม่แบ่งความจริงออกเป็นสองด้าน (วิธีคิดแบบทวิภาวะ) วิธีคิดเช่นนี้แตกต่างจากวิธีคิดของประชาธิปไตยตะวันตก ซึ่งมีฐานอยู่ที่วิทยาศาสตร์แบบกลไก กล่าวคือต้องมีผิด-ถูก ชั่ว-ดี ที่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด สองฝ่ายต้องต่อสู้กันเพื่อหาเสียงข้างมากในการหยั่งเสียง ทำให้เกิดความแตกแยกเสียสามัคคีธรรม "ประชาธิปไตยแบบพุทธ" จึงเป็นการหามติเอกฉันท์ในที่ประชุม โดยอาศัยการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นกันโดยสุจริต จนกว่าทุกฝ่ายอาจบรรลุมติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวได้

(ขอนอกเรื่องตรงนี้ด้วยว่า ในทางตรรกะ มติเอกฉันท์ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้คือสิ่งที่ "ถูก" ใช่หรือไม่... ความ "ถูก" มีอยู่ และบรรลุถึงได้ด้วยสามัคคีธรรม ถ้ามีถูก-ผิดเช่นนี้ จะพ้นจากการคิดแบบทวิภาวะได้อย่างไร ท่านกำลังพูดถึงวิธีคิดหรือวิธีการกันแน่?)



ระเบียบปกครองคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัตินั้น นำมาปรับใช้กับสังคมโดยรวมได้หรือไม่? ดูเหมือนปัญหานี้ถูกตอบในเมืองไทยอย่างไม่ต้องไตร่ตรองเลยว่า ได้
แต่คณะสงฆ์คือชุมชนนักบวชขนาดเล็ก (ในทุกสังคมพุทธตั้งแต่พุทธกาลมาแล้ว) ยิ่งไปกว่าขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสังคมใหญ่ คณะสงฆ์ยังเป็นชุมชนที่ประกาศตนอย่างชัดเจนว่าจะแยกออกเป็นต่างหากจากสังคมใหญ่ มีประเพณีและวัฒนธรรมของตนเองที่ไม่ตรงกับสังคมใหญ่ หรือบางกรณีตั้งใจให้เป็นตรงกันข้ามกับประเพณีวัฒนธรรมของสังคมใหญ่เลย เช่นไม่ผลิตอะไรเลย และด้วยเหตุดังนั้นจึงบริโภคให้น้อยที่สุดเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ภิกษุแต่ละรูปไม่ถือครองทรัพย์สินมากไปกว่าเพื่อใช้ในการบริโภคอย่างจำกัด ไม่มีครอบครัว เพราะครอบครัวย่อมทำให้การไม่ผลิต ไม่สะสม ไม่บริโภคเกินจำเป็นทำได้ยาก

ชุมชนสงฆ์ยังประกอบด้วยสมาชิกที่ปฏิญาณจะดำเนินชีวิตเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ (ทำพระนิพพานให้แจ้ง) อย่างน้อยก็โดยรูปแบบ ซึ่งสำนวนบาลีเรียกว่า "มีธรรมเสมอกัน" แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเป็นจริงในสังคมใหญ่

สังคมฆราวาสหลายแห่งและหลายชนิด พยายามจะสร้างสังคมของคนที่มี "ธรรมเสมอกัน" เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่คอมมิวนิสต์เผด็จการ, ฟาสชิสต์-นาซี, สังคมคริสต์ในยุโรปสมัยกลาง, สังคมพิวริตันในอาณานิคมอเมริกา, ฯลฯ ผลก็คือฆ่าล้างผลาญทั้งเผ่าพันธุ์และศัตรูของ" "ธรรมเสมอกัน" ลงเป็นล้าน หรือการล่าแม่มดที่จับคนจำนวนเป็นพันไปเผาทั้งเป็นเพราะมีธรรมไม่เสมอกัน

แน่ใจได้อย่างไรว่า พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์ให้ระเบียบปกครองในชุมชนสงฆ์เป็นแบบอย่างแก่การปกครองในสังคมใหญ่ แน่นอนว่า มีคำสอนที่มุ่งสอนฆราวาสหรือการปกครองของสังคมโดยรวม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมใหญ่ควรจำลองชุมชนสงฆ์ไปใช้ในการดำเนินการ อันที่จริงหากวิเคราะห์คำสอนแก่ฆราวาสและผู้ปกครองฆราวาสแล้ว กลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีสำนึกเต็มเปี่ยมว่าสังคมใหญ่นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากชุมชนสงฆ์ ทั้งในแง่เป้าหมายและวิธีการ (หมั่นคนละเรื่อง, การปฏิบัติต่อภรรยาในทิศหก, พระราชาพึงแจกจ่ายพระราชทรัพย์เพื่อการผลิตของประชาชน ฯลฯ)...

หากสังคมใหญ่และชุมชนสงฆ์จัดการและจัดองค์กรเหมือนกันหมด ใครจะเป็นคนตักบาตรล่ะครับ


ปัญหาที่สำคัญกว่าก็คือความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนสงฆ์กับสังคมใหญ่ ในขณะที่ชุมชนสงฆ์ปฏิเสธสังคมใหญ่ในหลายเรื่อง จะอยู่ร่วมกับสังคมใหญ่โดยไม่เป็นปรปักษ์กันได้อย่างไร คำสอนจำนวนมากของพระพุทธองค์มีเกี่ยวกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนสงฆ์และสังคมใหญ่โดยรวม (ซ้ำเป็นสังคมสมัยพุทธกาลด้วย ไม่ใช่สังคมปัจจุบัน)

ก็จริงที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธวิธีคิดแบบทวิภาวะ แต่ตราบเท่าที่เป็นวิธีคิด ก็ย่อมใช้ได้กับปัจเจกบุคคลเป็นสำคัญ แน่นอนว่าหากทุกคนในสังคมมีวิธีคิดเชิงเอกภาวะหมด ผมก็เชื่อว่าความขัดแย้งต่างๆ คงหมดไป เพราะจะมองเห็นแง่ดีของความเห็นที่เราปฏิเสธเสมอ แต่หากสมาชิกของสังคมใดก็ตามกลายเป็นสาวกของศาสดาของศาสนาใดอย่างเข้าถึงระดับจิตใจขนาดนั้น บางทีเราไม่จำเป็นต้องพูดกันเรื่อง "ระบอบ" "ปกครอง" อีกแล้วกระมัง เหมือนพระอรหันต์ย่อมมีวัตรอันต้องด้วยพระวินัย โดยไม่ได้นึกถึงวินัยบัญญัติเลย

แต่มีสังคมอย่างนั้นอยู่จริงในโลกหรือครับ ที่ท่านอาจารย์ประเวศเสนอความเห็นเรื่องประชาธิปไตยแบบพุทธ ก็เพราะมันไม่มีไม่ใช่หรือครับ อนึ่ง ท่านอาจารย์ประเวศพูดถึงประชาธิปไตยแบบพุทธเป็นคู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยตะวันตก นี่เป็นวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะแล้วหรือครับ


หลังจากพูดถึงวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะทั้งของพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ใหม่แล้ว ท่านอาจารย์ประเวศก็หันมาเสนอวิธีการที่จะอยู่ร่วมกันด้วยวิธีคิดแบบนี้ โดยท่านอาศัยประสบการณ์ในชีวิตมหาวิทยาลัยของท่านเองเป็นตัวอย่าง คือการประชุมหามติกันโดยไม่มีการหยั่งเสียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันโดยเสรี จนต่างฝ่ายต่างเห็นข้อดีข้อเสียของความเห็นนั้นกันทะลุปรุโปร่ง จึงบรรลุมติที่เป็นเอกฉันท์โดยอัตโนมัติ

ท่านอาจารย์ประเวศไม่ได้เป็นคนแรกที่คิดวิธีการนี้ขึ้น ระหว่างปี 1957-1966 ประธานาธิบดีซูการ์โนแห่งอินโดนีเซีย ยกเลิกสภาและรัฐบาลลงหมด แล้วปกครองด้วยกฤษฎีกาของประธานาธิบดีเพียงคนเดียว ท่านประธานาธิบดีอ้างว่าท่านใช้วิธีการของหมู่บ้านในอดีต คือปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เปิดให้แสดงความเห็นกันอย่างเสรี จนในที่สุดก็มาบรรลุมติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันโดยไม่ต้องหยั่งเสียง เช่นเดียวกับอาจารย์ประเวศ ประธานาธิบดีซูการ์โนรังเกียจการหยั่งเสียง เรียกว่าเป็นแบบ "ตะวันตก" เหมือนกัน คิดว่าทำให้แตกความสามัคคีเหมือนกัน ระบอบปกครองของซูการ์โนในช่วงนี้ เรียกในตำรารัฐศาสตร์ว่า Guided Democracy ซึ่งมีหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะแต่ที่ใช้ในอินโดนีเซียเท่านั้น ส่วนท่านประธานาธิบดีเรียกว่าเป็นระบบ Gotong-Royong คือช่วยๆ กันไป (เอื้ออาทรในภาษาเอ็นจีโอไทย)

ท่านอาจารย์ประเวศคงมีประสบการณ์การประชุมแบบไม่หยั่งเสียงเช่นนี้มามาก ผมเองก็เคยมีแม้ไม่มากเท่า และเคยเข้าไปสังเกตการณ์การประชุมลักษณะเช่นนี้ในหมู่บ้าน สิ่งที่ผมพบในการประชุมเช่นนี้ ไม่ว่าในระดับหมู่บ้าน หรือมหาวิทยาลัย หรือที่ประชุมซึ่งใหญ่กว่านั้นก็คือ ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ได้มีความเสมอภาคกันนอกที่ประชุม มีคนที่มีเกียรติยศ, ชื่อเสียง, วาทศิลป์, อำนาจ, ทรัพย์ลดหลั่นกันไป ทำให้ความเห็นของแต่ละฝ่ายนั้นไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน ทวิภาวะหรืออเนกภาวะของความเห็นจึงถูกทำให้กลายเป็นเอกภาวะได้ไม่ยากนัก ผมไม่ทราบหรอกว่า การประชุมโดยไม่หยั่งเสียงในภาควิชาอายุรศาสตร์ที่ท่านอาจารย์ประเวศเป็นหัวหน้าภาคนั้น ก่อให้เกิดความสามัคคีสมานฉันท์มากน้อยแค่ไหน แต่ผมได้พบว่าในหมู่บ้านไทยนั้นมีความตึงเครียดในความสัมพันธ์ไม่ต่างจากระบอบประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" ที่ต้องมีการหยั่งเสียง เพียงแต่เขาใช้การนินทา, การอู้ และพิธีกรรม หรือบางครั้งความรุนแรง ในการต่อต้านมติที่เขาไม่เห็นด้วยเท่านั้น

ระบบ Guided Democracy ของซูการ์โนสิ้นสุดลงที่การรัฐประหารภายใต้รัฐธรรมนูญของกองทัพ เป็นผลให้มีคนถูกฆ่าตายประมาณ 500,000 คน



ผมได้ยินคนที่รังเกียจการหยั่งเสียงในระบอบประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" มักพูดเสมอว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่เขาตำหนิประชาธิปไตยแบบนี้ เขาเองจะพูดประหนึ่งว่าประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" ไม่มีอะไรอื่นนอกจากการหยั่งเสียง (การเลือกตั้งคือการหยั่งเสียงชนิดหนึ่ง...อย่าลืม) แท้ที่จริงแล้ว ประชาธิปไตยที่ถูกเรียกว่าแบบตะวันตกนี้ หัวใจอยู่ที่เปิดโอกาสให้มีการต่อรองอย่างเท่าเทียมกัน แต่การต่อรองอย่างเท่าเทียมนี้เกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่อิสระเสรี และเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน ทั้งเป็นข่าวสารข้อมูลจากทุกฝ่าย ชาวนามีโอกาสที่จะบอกความต้องการอันชอบธรรมของตนเอง ได้เท่ากับนักวิชาการและประธานหอการค้าไทย ต้องอาศัยกฎหมายและการบังคับใช้กฏหมายที่เป็นธรรม(ยอมรับได้ในคนหมู่มาก) การศึกษาที่สอนให้คนนับถือตนเองและคนอื่น และคิดเป็น มีเสรีภาพในการจัดองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง และการต่อรองด้านอื่นๆ

ในกระบวนการต่อรองอันสลับซับซ้อนของสังคมเช่นนี้ คือทำให้ความเห็นอันเป็นอเนกภาวะค่อยๆ ถูกประนีประนอมเข้ามาเป็นเอกภาวะนั่นเอง เพราะทุกคนรู้ว่าในที่สุดก็ต้องนำไปสู่การหยั่งเสียงหรือมติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการหยั่งเสียง (มติครม., มติสภาพัฒน์, มติที่ประชุมภาควิชา, มติสภาอบต., มติสมาคมฟุตบอล, ฯลฯ) จึงต้องยอมรับความเห็นอื่นเข้ามาให้มากที่สุด

ประชาธิปไตยที่ถูกเรียกว่าแบบตะวันตกนั้น หากได้มีโอกาสพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดกลไกและความสามารถในการต่อรองของคนกลุ่มต่างๆ มากขึ้น และการหยั่งเสียงในแต่ละครั้ง ก็จำเป็นต้องรวมเอาข้อเสนอในการต่อรองเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นสิ่งที่ Guided Democracy (ซึ่งท่านอาจารย์ประเวศเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบพุทธ") ทำไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบไหน หากเป็นประชาธิปไตยจริง ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะของพระพุทธศาสนาแต่อย่างไร และดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในตอนต้นแล้วว่า ท่านอาจารย์ประเวศกำลังสับสนระหว่างวิธีคิดและกระบวนการ ที่ท่านพูดและอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบพุทธนั้น ที่จริงไม่ใช่วิธีคิดแต่เป็นกระบวนการ (ซึ่งผมเห็นว่าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยตรงไหนเลย) หากเราเปิดและพยายามสร้างเสริมให้กระบวนการประชาธิปไตยในเมืองไทย ได้พัฒนาไปสู่การกระจายอำนาจต่อรองไปอย่างเท่าเทียมแก่คนทุกกลุ่ม กระบวนการประชาธิปไตยต่างหาก ที่สอดรับกับวิธีคิดแบบพุทธมากกว่า เพราะจะไม่มีมติที่มาจากการหยั่งเสียงใดๆ สามารถละเลยหรือมองข้ามความเห็นของคนกลุ่มต่างๆ ไปได้


แน่นอนว่า ประชาธิปไตยไม่สามารถขจัดคนชั่วไปได้ (เหมือนศาสนาทุกศาสนาในโลก) แต่ประชาธิปไตยที่ให้อำนาจต่อรองแก่คนหลากหลายกลุ่ม ทำให้คนชั่วไม่สามารถลอยนวลต่างหาก ประธานาธิบดีนิกสันในกรณีวอเตอร์เกทต้องชิงลาออก ก่อนที่วุฒิสภาจะลงมติถอดถอน (ซึ่งจะกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกวุฒิสภาถอดถอน) ตรงกันข้ามกับผู้นำของ Guided Democracy แต่ละคนจะถูกถอดถอนได้ ก็ต้องผ่านความรุนแรงและนองเลือดอย่างมิคสัญญีทั้งนั้น

ยิ่งมีคนน่านับถืออย่างท่านอาจารย์ประเวศเป็นผู้นำ ยิ่งถอดถอนได้ยากขึ้น เพราะชั้นแต่จะเขียนบทความแย้งท่านเป็นสาธารณะเช่นนี้ ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ



.

2557-03-25

ตลาด โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ตลาด
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52424
. . Mon, 2014-03-24 17:44

( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ21-27 มี.ค.57 ปี34 ฉ.1753 หน้า 32)


ชาวบ้านที่รณรงค์รักษาป่าชุมชนมักพูดว่า ป่าของเขาคือตู้เย็นของชุมชน จะทำอาหารก็เข้าป่าเก็บวัตถุดิบมาปรุงอาหารได้ทุกเมื่อ

คนที่ใช้ตู้เย็นจริงๆ อย่างผมฟังแล้วรู้สึกดีจัง เพราะรู้ว่าของที่อยู่ในตู้เย็นนั้น ไม่ได้งอกขึ้นมาเอง ต้องเอาเงินไปซื้อหามาจากตลาดทั้งนั้น

ชาวบ้านกำลังพูดถึงการบริโภคนอกตลาด ซึ่งเป็นแบบแผนการบริโภคของคนทั้งโลกตลอดมา จนเมื่อสองสามร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง


การบริโภคนอกตลาด หมายถึงการผลิตและกระจายสินค้าที่จำเป็นแก่การบริโภคด้วยตนเอง ในครอบครัวหรือในชุมชนหรือในเผ่า อาจตั้งใจผลิตเกินกว่าที่จะบริโภคได้หมด เพื่อไปแลกกับสิ่งอื่นที่จำเป็นบ้าง เช่นผลิตเกินเพื่อเอาไปถวายนายแลกกับสิทธิการใช้ที่ดิน ชุมชนเลี้ยงสัตว์ผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เกิน เพื่อไปแลกอาหารที่มาจากพืชกับชุมชนอื่นหรือเผ่าอื่น

ขอให้สังเกตอะไรสองสามอย่างในการผลิตแบบนี้ด้วยนะครับว่า ประการแรก การบริโภคเกินจำเป็นเกิดขึ้นได้ยาก เพราะถูกจำกัดด้วยกำลังการผลิต แต่ละคนก็มีเวลาพอๆ กัน จะเหนื่อยเพื่อบริโภคให้เกินหน้าคนอื่นไปทำไม

ก็มีเหมือนกันครับ คนที่บริโภคได้มากกว่าคนอื่น นั่นคือคนที่บริโภคได้โดยไม่ต้องผลิต ได้แก่มูลนายซึ่งได้สินค้ามาจากการเก็บส่วยจากไพร่ นักรบของนายเช่นอัศวินในยุโรปหรือซามูไรในญี่ปุ่น อาจไม่ได้ผลิตอะไรเลย วันๆ ได้แต่แลกดอกไม้กับผ้าเช็ดหน้าของผู้หญิงสวยไปเรื่อยๆ พวกนี้ก็ได้บริโภคส่วนแบ่งของนายโดยไม่ต้องผลิตเหมือนกัน

แต่จำนวนของคนที่บริโภคได้โดยไม่ผลิตในทุกสังคมโบราณ มีจำกัด เพราะมีมากเกินไป ไพร่ก็จะหนีนายเข้าป่าหมด เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะเลี้ยงดู “ชนชั้นเวลาว่าง” ได้ไหว รัฐโบราณเกณฑ์ทัพขนาดใหญ่ได้เป็นครั้งคราว แต่มีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่มีกำลังจะหาสินค้ามาบริโภคโดยคนจำนวนมากซึ่งไม่ได้ทำการผลิต


ดังนั้น เวลาเราแสดงความชื่นชมยินดีกับชัยชนะอันรุ่งโรจน์ของกษัตริย์โบราณแต่ละครั้งนั้น ก็ควรคิดถึงความอดอยากแสนสาหัสของผู้คนจำนวนมาก ที่ขาดกำลังการผลิตไปปีสองปี กว่าจะกลับมาผลิตจนมีอาหารบริบูรณ์ได้ใหม่หลังสงคราม ก็ต้องกินเวลาหลายเดือน หรือบางครั้งหลายปี


ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ การผลิต-บริโภค-กระจายสินค้าของโลกโบราณนั้น แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เมื่อแยกไม่ได้ ก็ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนเป็นคนละด้านกันนั้น แยกจากกันไม่ได้ไปด้วย กิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องเดียวกัน เข้าร่วมงานบุญผะเหวด ก็เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางสังคม อันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการผลิตและบริโภค

ที่เรามองเห็นวิชาความรู้ก็ตาม แม้แต่ชีวิตก็ตาม สามารถแยกออกได้เป็นส่วนๆ โดยไม่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ล้วนเป็นผลผลิตของโลกสมัยใหม่ทั้งนั้น

ดังนั้น แบบแผนการบริโภคของคนโบราณทั้งโลก จึงแตกต่างจากการบริโภคในสมัยปัจจุบันอย่างมาก กล่าวโดยสรุปก็คือพวกเขาบริโภคนอกตลาด ในขณะที่พวกเราบริโภคในตลาด


บริโภคในตลาด หมายถึง แยกการผลิตและการกระจายสินค้าออกไปจากการบริโภค คนไม่ได้กินหรือใช้สิ่งที่เขาผลิต ไม่ได้รับสินค้ามาบริโภคผ่านการกระจายในครอบครัว, ชุมชน, หรือเผ่า ดังนั้น เครือข่ายความปลอดภัยในการบริโภคจึงไม่มี หากไม่มีเงินเสียอย่างเดียว ก็ไม่สามารถบริโภคได้หรือเพียงพอ

โลกเผชิญความอดอยากอย่างกว้างขวางกว่ายุคสมัยใดๆ เมื่อทุกคนต้องบริโภคในตลาด มีคนขาดปัจจัยจำนวนมากที่ถูกกีดกันออกไปจากตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินค้า หรือตลาดบริการ เช่น โรงเรียน, โรงพยาบาล ตลอดไปจนถึงบริการจากรัฐซึ่งหลายครั้งก็จัดการกระจายกันใน “ระบบ” ตลาด

เมื่อขาดปัจจัยที่จะบริโภค โอกาสการพัฒนาก็หายไปด้วย เช่นไม่มีเงินเรียนหนังสือ (ในโรงเรียนดีๆ) ก็ทำให้ไม่สามารถก้าวไปหาเงินค่าตอบแทนงานของตนในอัตราสูงได้ จึงเป็นผู้ขาดปัจจัยการบริโภคไปตลอดชีวิต หรือตลอดโคตร คือมีผลไปถึงลูกหลานด้วย

ตรงกันข้ามกับไม่มีปัจจัยเพื่อบริโภค คือมีปัจจัยล้นเกิน คนกลุ่มนี้ก็จะบริโภคมากเกินความจำเป็น เพราะการบริโภคในตลาดทำให้แบบแผนการบริโภคกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผู้บริโภค เช่น บอกสถานภาพทางสังคม, บอกรสนิยม, บอกระดับการศึกษา, บอกสถานภาพทางเศรษฐกิจ และแน่นอน บอกสถานภาพทางการเมือง (หรือในความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคม) สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเสียยิ่งกว่าตัวสินค้า จนนักปราชญ์บอกว่า เรากำลังบริโภคสัญญะ ไม่ใช่บริโภคสินค้า ซึ่งทำให้เราบริโภคอย่างไรก็ไม่อิ่มสักที

บริโภคนิยมเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราบริโภคในตลาด เพราะการบริโภคไม่สัมพันธ์กับการผลิตของแต่ละคน จึงมีคนที่มีปัจจัยสำหรับบริโภคเกินกำลังการผลิตของตนไปมากมาย




ตลาดมาจากไหน?

สถานที่หรือช่องทางการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการคงมีมาแต่บรมสมกัลป์ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้บริโภคในตลาด ถึงมีสินค้าบางตัวที่จะบริโภคได้ก็ต้องไปแลกเปลี่ยนเอามาจากตลาดบ้าง เช่น คนยุโรปจะได้กินน้ำตาลอ้อยหรือเครื่องเทศ ก็ต้องไปแลกเปลี่ยนเอามาจากตลาด หรือคนไทยอยุธยาไปแลกยาสูบมาจากตลาด แต่สินค้าเหล่านี้เป็นส่วนน้อยมากในชีวิต ส่วนใหญ่ของสินค้าที่บริโภคกันก็ผลิตขึ้นในครอบครัว, ชุมชน หรือเผ่าของตนเอง

ตลาดจึงสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนไม่สู้จะมากนัก ดังเช่นอยุธยานั้นเป็นแหล่งค้าขายที่คึกคักมากแห่งหนึ่งของภูมิภาค มีสินค้าหลากหลายประเภทไหลเข้าและออกจากอยุธยา แต่สินค้าเหล่านั้นก็แทบไม่ได้กระทบการบริโภคของประชาชนส่วนใหญ่ หากจะกระทบบ้างก็คือถูกเกณฑ์แรงงานไปหาสินค้าบางอย่างในป่าเพื่อส่งส่วยให้หลวง

(แม้ว่าหนังฮอลลีวู้ดและหนังไทยมักแสดงภาพคนเดินขวักไขว่ในตลาดโบราณ แต่ที่จริงแล้ว คนเหล่านั้นคือพ่อค้าหรือคนเมืองฐานะดีจำนวนน้อยเท่านั้น)

ตลาดเริ่มขยายตัวเป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าของคนจำนวนมากขึ้นก็เพราะความรุ่งเรืองของการค้า และเกิดในยุโรปก่อน คนเข้ามาในอาชีพค้าขายและผลิตสินค้าป้อนตลาดมากขึ้น ทำให้มีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่ได้ผลิตเพื่อบริโภคอย่างที่เคยเป็นมา เช่นเมื่อค้าขายทางไกลมากขึ้น ก็ต้องมีลูกเรือมากขึ้น มีคนขนของมากขึ้น มีช่างสร้างซ่อมเรือกำปั่นมากขึ้น มีคนผลิตน้ำมันมะกอกเพิ่มขึ้น ฯลฯ คนเหล่านี้บริโภคจากการผลิตของตนไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปแลกเปลี่ยนในตลาด

การผลิตขนแกะและผลิตภัณฑ์จากขนแกะของเจ้าที่ดินในอังกฤษอย่างเดียว ก็ทำให้เกิดคนที่ไม่ได้บริโภคจากการผลิตของตนเองไปไม่รู้เท่าไรแล้ว ทาสติดที่ดินถูกขับไล่ออกไปจากที่ทำกินของตน ต้องมาเช่ากระท่อมของเจ้าที่ดินอยู่ชายขอบ เพื่อขายแรงงานในอุตสาหกรรมขนแกะของเจ้าที่ดิน และมีชีวิตอย่างอดอยากยากแค้นแสนสาหัส


Pauperism หรือความอดอยากยากแค้นแสนสาหัส ที่เกิดแก่คนจำนวนมาก เป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางสังคมที่มากับการขยายตัวของตลาด ก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราวในยามที่มีภัยพิบัติทางสังคมเช่นสงคราม หรือธรรมชาติ เช่นแห้งแล้งผิดธรรมดา หรือโรคระบาดร้ายแรง แต่ก็จะฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมได้ในเวลาต่อมา ไม่ได้อยู่ติดกับผู้คนจำนวนมากอย่างไม่มีอนาคตเลย

ยิ่งตลาดขยายตัว ก็ยิ่งเร่งเร้าให้ผู้ผลิตเพิ่มสมรรถภาพการผลิตของตน จนในที่สุดก็นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มจำนวนคนที่ไม่ได้ผลิตเพื่อบริโภคมากขึ้น ขยายจากอังกฤษไปยังยุโรปภาคพื้นทวีปและทั่วโลกในเวลาต่อมา

ตั้งแต่นั้นมา คนส่วนใหญ่ก็บริโภคในตลาดสืบมา แม้แต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหาร ส่วนใหญ่ของสิ่งที่ใส่ลงไปในไร่นาก็หามาได้จากตลาด หรือแม้แต่ส่วนใหญ่ของสิ่งที่บริโภคในชีวิตประจำวันก็หามาได้จากตลาดเหมือนกัน


ตลาดในความหมายที่เป็นแหล่งบริโภคของคนทั่วไปเช่นนี้ นับเป็นสถาบันใหม่ ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาก่อน ในแง่หนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สร้างความมั่งคั่งขึ้นแก่มนุษย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเหมือนกัน เพราะตลาดกระตุ้นสมรรถภาพการผลิตอย่างไม่รู้จบ ตลาดต้องการผู้บริโภคในตลาด ยิ่งมากก็ยิ่งทำให้ตลาดขยายตัว แต่ในอีกแง่หนึ่ง ตลาดก็ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นกัน ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตของคนทั่วไป ซึ่งถูกแยกออกเป็นปัจเจกที่ไร้พลังต่อรอง ต่างคนต่างต้องหาความมั่นคงให้แก่ตนเองตามวิถีทางที่เลือกไม่ได้มากนัก ตลาดทำให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรของโลกอย่างไม่ระมัดระวังจนระบบนิเวศน์อาจไม่ยั่งยืน และตลาดยังทำให้ปัจเจกบุคคลที่ขาดปัจจัยจะเข้าถึงตลาดได้ ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เราคุมตลาดได้หรือไม่ และคุมสักแค่ไหน จึงจะทำให้ตลาดส่งผลร้ายแก่คนน้อยลง โดยยังส่งผลดีได้เหมือนเดิมหรือยิ่งกว่าเดิม (ในระยะยาว)

หากมองย้อนหลังของตลาดไปในประวัติศาสตร์ อย่างที่ผมกล่าวมา ตลาดก็เป็นสถาบันที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำหน้าที่สำคัญบางอย่างในชีวิตของสังคม เหมือนสถาบันอื่นๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นแหละครับ ดังนั้น จึงไม่ประหลาดที่ตลาดควรจะถูกควบคุมด้วย จะโดยสังคมหรือโดยรัฐก็ตาม

ตลาดแบบที่บังคับให้ทุกคนเข้าไปบริโภคในตลาดนั้น เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่รัฐเริ่มเข้มแข็งมากขึ้นด้วย ฉะนั้น อำนาจที่พอจะคุมตลาดได้คือรัฐแน่นอน แม้ไม่ปฏิเสธว่าสังคมหากจัดองค์กรให้เหมาะก็สามารถคุมตลาดได้ด้วย


แต่ในช่วงที่ตลาดชนิดนี้กำลังขยายตัวไปทั่วโลกนี้เอง ก็เกิดทฤษฎีประหลาดขึ้นว่า ตลาดมีกฎเกณฑ์ของตนเองซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนที่สุด ตราบเท่าที่ตลาดยังมีเสรีภาพ กฎเกณฑ์นั้นก็จะทำงานของมันไปอย่างราบรื่น อำนวยความเป็นธรรมแก่ทุกคนต่อไป

ทฤษฎีตลาดควบคุมตัวเองได้นี้ กลายเป็นรากฐานของเศรษฐศาสตร์เลยก็ว่าได้ หากมีการแทรกแซงตลาดจากอำนาจใดๆ ก็ตาม ย่อมเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเสมอไป


แต่ในตลาดนั้น ไม่ได้มีแต่สินค้าและบริการที่มีผู้ผลิตขึ้น ยังมีสิ่งสำคัญอีกสามอย่างซึ่งไม่มีบุคคลใดผลิตขึ้น แต่กลับถูกดึงไปเป็นสินค้าในตลาด นั่นก็คือที่ดิน, แรงงาน และเงินตรา

กว่าทั้งสามอย่างนี้จะกลายเป็นสินค้าในตลาดได้ ก็ต้องอาศัยการแทรกแซงของรัฐอย่างหนัก แต่พอสามอย่างนี้กลายเป็นสินค้าไปแล้ว กลับบอกว่าตลาดสามารถควบคุมตัวเองได้ และรัฐไม่พึงแทรกแซงอีกเลย


ทั้งหมดที่พูดมานี้ ก็เพื่อบอกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของตลาดก็ตาม ความสามารถในการควบคุมตัวเองของตลาดจนเกิดความเป็นธรรมขึ้นก็ตาม กลไกตลาดก็ตาม เป็นเรื่องที่สาธารณชนควรทบทวนดูให้ดี ก่อนที่จะยอมรับคำชี้แนะจากนักเศรษฐศาสตร์อย่างตายตัว


( เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21-27 มีนาคม 2557 หน้า 32)


.

2557-02-20

หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ กรณี ‘นายกฯ คนกลาง’

.
บทความ2 - กฎหมาย-การเมือง โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
___________________________________________________________________________________

หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ กรณี ‘นายกฯ คนกลาง’
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392900265
. . วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 23:01:34 น.

( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ14-20 ก.พ. 2557 ปี34 ฉ.1748 หน้า10 )


เข้าท่วงทำนอง หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ จริงๆ สำหรับประเด็น "นายกรัฐมนตรีคนกลาง" หรือ "นายกฯ คนนอก"

เพราะเมื่อมีคำถามนี้ขึ้นมา
คำตอบ มีหลากหลายจริงๆ

และนับวันจะแหลมคม และบีบคั้นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งขึ้น


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเหล่าบุคคลที่มี "เครดิต" อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายวิษณุ เครืองาม นายอานันท์ ปันยารชุน ที่ออกมาประสานเสียง เกี่ยวกับนายกฯ คนนอก


ม.ร.ว.ปรีดิยาธร อ้างเหตุ ว่ารัฐบาลรักษาการมาตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556

แต่ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจที่สำคัญให้ลุล่วงไปได้ 
เช่นไม่สามารถจ่ายเงินในการรับจำนำข้าวให้กับชาวนาได้
เกิดความขัดแย้งในนโยบายรัฐบาล การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระหว่าง กระทรวงพลังงาน กับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งที่อยู่ในรัฐบาลเดียวกัน
รัฐบาลไม่จริงใจต่อการปฏิรูปประเทศไทย
การขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาในรัฐบาล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศให้ก้าวหน้าได้
ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่าจะฉ้อราษฎร์บังหลวงในทุกๆ โครงการ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ หรือโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มูลค่า 2 ล้านล้านบาท

การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้

รัฐบาลจึงควรตัดสินใจลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ

และเห็นว่า รัฐธรรมนูญ "มีช่องทาง" ให้มีการแต่งตั้งคนกลางเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้




ด้าน นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี บอกว่ารัฐบาลอาจคิดว่ามีจุดแข็งคือมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ
และได้เสียงจากนานาชาติเพราะยืนบนหลักประชาธิปไตย

แต่จะเป็นจุดแข็งได้นานเท่าใด ไม่ทราบ
เพราะรัฐบาลก็เผชิญจุดอ่อน 4-5 จุด

เช่น ปัญหาการชุมนุมจากกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ปัญหาจากองค์กรอิสระ
ปัญหาท่าทีฝ่ายทหาร
และปัญหาที่เกิดจากการเป็นรัฐบาลรักษาการที่เหมือนกับการเป็นง่อย ทั้งเรื่องการกู้เงินมาช่วยชาวนา การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

ฝ่ายคัดค้าน และรัฐบาล ควรต้องพบปะพูดคุยกันด้วยความอดทนอดกลั้นและยอมถอย

วันนี้ปัญหาทั้งหมดติดอยู่ที่กรอบรัฐธรรมนูญ แต่อย่ากอดรัฐธรรมนูญจนเกินไป เพราะรัฐธรรมนูญอาจจะแก้ได้ หรือเลิกได้ รวมทั้งตีความผิดจากที่เคยตีความก็ได้

แม้นายวิษณุ จะไม่พูดถึง นายกฯ คนกลางตรงๆ
แต่การเน้นว่าอย่ากอดรัฐธรรมนูญจนเกินไป ก็ตีความเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากเป็นอย่างที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร บอก นั่นคือ

รัฐธรรมนูญ "มีช่องทาง" ให้มีการแต่งตั้งคนกลางเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้




ส่วน นายอานันท์ ปันยารชุน ชี้ว่า หากปล่อยให้วิกฤตการเมืองเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ

จากปัญหาการเมือง จะเปลี่ยนเป็นปัญหาเศรษฐกิจแทน

เพราะปัจจุบันการลงทุนจากต่างประเทศไม่มีแล้ว 
ขณะที่การลงทุนในไทยเองก็ชะลอลง

เงินตราต่างประเทศที่จะเข้ามา ทั้งจากการโดยการลงทุน หรือจากการท่องเที่ยว หากปล่อยปัญหาไปอีก 3-4 เดือน รายได้ทุกตัวจะหายทั้งหมด
ประเทศไทยจะหายนะอย่างที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร บอก

ถ้า 3 เดือน ยังเถียงกันว่าเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง หรืออันนี้เป็นประชาธิปไตย หรือไม่ ออกไม่ได้ ถอยไม่ได้ ไม่มีความหมายแล้ว สิ่งที่คุยกันต่อไป คือ จะอยู่รอดอย่างไร แทน

หากรัฐบาลไม่ทำอะไร แล้วไม่ตั้งใจพักร้อน เศรษฐกิจก็จะดิ่งไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจก็จะดิ่งไปถึงจุดหนึ่ง

สุดท้ายมันก็จะหายนะ



มีการมองว่าการเคลื่อนไหวของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นายวิษณุ นายอานันท์

ก็คือการเคลื่อนไหวเดียวกับ นายธีรยุทธ บุญมี ที่ออกมาเสนอ "ทฤษฎีมะม่วงหล่น" ประสานการจัดตั้ง "เครือข่าย" รอรับใช้การปฏิรูปประเทศ


เป็นการเคลื่อนไหวเดียวกับ เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อันประกอบด้วย 9 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ม.สงขลานครินทร์ ม.ธรรมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.นเรศวร ม.รังสิต ม.บูรพา คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์

รวมถึงนายกสภาวิชาชีพ 7 วิชาชีพ มีแพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทยสภา ยังมีกลุ่มประชาคมสาธารณสุข

ที่ออกมาย้ำเป็นครั้งที่ 2 ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก
และ เรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีคนกลาง โดยอ้างว่าเพื่อความสงบสุขของประเทศ

บุคคลเหล่านี้ ล้วนเป็นคนชั้นสูง เป็นอีลิตของสังคม
ความพร้อมเพรียงกันเช่นนี้

ทำให้มองเห็น "อะไร" ที่ซ่อนแฝงอยู่ชัดเจน
โดยเฉพาะ "เครือข่าย" และ "คอนเน็กชั่น" ระดับมหึมาของผู้มีบารมีทางการเมือง

ที่ส่งสัญญาณอันเด่นชัดว่า ไม่เอารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

และพร้อมจะยืดหยุ่น และเบียดแทรกไปกับช่องว่างของรัฐธรรมนูญ เพื่อมองหา "นายกฯ คนนอก"

โดยมีเหตุผลโน้มน้าวที่ทวีความแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยวันนี้บอกว่า หากไม่เอา ประเทศจะหายนะ




อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าไม่ใช่เพียง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคนในรัฐบาลเท่านั้น ที่มองว่า นี่เป็นเพียงเหตุผลที่ยกขึ้นมาขู่
เพื่อฉีก "รัฐธรรมนูญ" ทิ้ง ในนามของ "คนดี"


แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกว่า ข้อเรียกร้องของเหล่าคนชั้นสูง และคนดี เหล่านี้ ดูจะเป็นการเรียกร้อง จากฝ่าย "รัฐบาล" เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
ขณะที่มีความผ่อนปรนให้กับฝ่าย กปปส. ค่อนข้างมาก

ไม่มีแรงกดดันให้ต้องถอย เหมือนอย่างเรียกร้องกับอีกฝ่าย


ทั้งที่ มีความชอบธรรม ตามกฎหมายและระบอบประชาธิปไตยอยู่เช่นกัน


"สมลักษณ์ จัดกระบวนพล" อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช. อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาลและหลักทั่วไปว่าด้วยการพิจารณาคดี (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตั้งข้อสังเกต อันแหลมคมเช่นกันว่า

การจะตั้งคณะรัฐมนตรีรักษาการจากบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนดี เป็นคนกลาง ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถทำได้

เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 บัญญัติว่า "ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก ตามมาตรา 127"

ขณะนี้เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภาแล้ว จึงไม่มีผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ทั้งผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นั้น จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 172 ดังกล่าว ตามมาตรา 171 วรรคสอง

ยิ่งกว่านั้น การตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง คนดี ยังไม่อาจทำได้ เพราะไม่มีบุคคลที่จะทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เพราะมาตรา 171 วรรคสาม บัญญัติว่า "ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี"

ส่วนที่มีบุคคลบางกลุ่มอ้างว่าเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้เป็นหน้าที่ของประธานและรองประธานวุฒิสภารับสนองพระบรมราชโองการในเรื่องนี้ซึ่งทำได้ตามมาตรา 132 นั้น

ได้ตรวจดูมาตรา 132 แล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาได้เฉพาะตามมาตรา 132(1) คือ เรื่องเกี่ยวกับการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเรื่องให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามเท่านั้น

นอกจากเงื่อนไขเรื่องนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะนอกจากจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว ยังไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ
เพราะคนดี คนกลาง ในสภาพบ้านเมืองขณะนี้คงไม่มีแล้ว

เพราะคนดี คนกลาง ของฝ่าย กปปส. ก็จะไม่ใช่คนดี คนกลาง ของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับ กปปส. ข้อขัดแย้งในเรื่องสรรหาคนเพื่อทำหน้าที่คณะรัฐมนตรีรักษาการ จึงคงมีต่อไป



นี่คือความเห็นต่างที่ต้องฟังเช่นกัน
แม้อาจจะถูกมองว่า กอดรัฐธรรมนูญมากเกินไป

แต่กระนั้น ถ้าเราไม่มีหลัก และพร้อมจะมีข้อ "ยกเว้น" กับระบบประชาธิปไตยโดยตลอด ด้วยการอ้างถึง ความเป็นคนดี คนเป็นกลาง 
ประเทศก็จะไม่ก้าวไปไหนเช่นกัน


ทำไมไม่มี ข้อเสนอ หรือการคิดค้น ให้แก้ไขวิกฤตโดยเดินไปตามระบอบ "ประชาธิปไตย" บ้าง

หรือเป็นอย่างที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกต ว่า
ข้อเสนอ นายกฯ คนกลาง ก็เหมือนเป็นการเปิดช่องทางให้กองทัพออกมาทำรัฐประหาร
เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้มีนายกฯ คนกลางได้ คือการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ


อีกทั้งประวัติศาสตร์การเมืองไทย สังคมต่างต่อต้านเรื่องของนายกฯ คนกลางมาโดยตลอด

เมื่อใดที่มีข้อเสนอนี้ เหตุการณ์ต่อไปก็มักจะนำไปสู่ความวุ่นวายและเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น

แม้มี นายกฯ คนกลาง ก็ใช่ว่าเรื่องจะจบง่ายๆ



________________________________________________________________
อ่านบทสัมภาษณ์ เพิ่ม ที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392949997
"ปริญญา เทวานฤมิตรกุล" แนะทางออกประเทศ เลิกพึ่ง "คนกลาง" 
. . วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 10:30:15 น.
สัมภาษณ์ โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว มติชนทีวี   ฯลฯ



+++

กฎหมาย-การเมือง
โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392899117
. . วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:03:05 น.

( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน 20 ก.พ.2557 )


นับวันความสูญเสียยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

ตึกรามหรูหราของกรุงเทพมหานครยังอยู่ครบ
แต่ที่โดนเผามอดไหม้ไปแล้ว คือความรักความสามัคคีของคนในชาติ

ไม่รู้จะสร้างใหม่ จะฟื้นฟูบูรณะให้กลับมาสู่สภาพปกติได้เมื่อไหร่


ข่าวความเสียหายทางเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า มีให้อ่านให้ติดตามทุกวัน

รัฐบาลซื้อข้าวชาวนาเอาไว้ พอยุบสภากลายเป็นรัฐบาลรักษาการ จะกู้เงิน หาแหล่งเงินมาจ่าย กฎหมายสั่งให้ขออนุญาต "กกต." ก่อน
ปรากฏว่าเจอปัญหาสารพัด 
จะใช้เงินของแบงก์ออมสิน ก็โดนประท้วงด้วยการแห่ไปถอนเงิน สองสามวันปาเข้าไป 7 หมื่นล้านแล้ว

เป็นการเมืองที่เล่นกันด้วยความวิบัติสูญเสียของสังคมโดยรวม


ล่าสุด ตำรวจขอคืนพื้นที่ผ่านฟ้า ระเบิด-กระสุนปลิวว่อน ตำรวจตายไป 1 บาดเจ็บจำนวนมาก ผู้ชุมนุมเสียชีวิตไป 4 ราย

ฟังแล้วสลดหดหู่ เพราะดูเหมือนว่ามีคนจ้องใช้ความรุนแรง พยายามให้เกิดความสูญเสียบาดเจ็บ เพื่อชง "เงื่อนไข" บางอย่างอยู่ตลอดเวลา

ความรุนแรงที่ถึงขั้นมีคนเจ็บคนตาย หากเกิดขึ้นด้วยความจงใจ เพื่อผลอะไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว

ยังเอาความตาย ความสูญเสียมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง กล่าวหากล่าวร้ายกันต่อไปอีก



ต่อสภาพปัญหาอย่างนี้ อาจจะคิดได้ 2 อย่าง 2 แนว เป็นอย่างน้อย

แนวแรก คือ ข้องใจว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ไม่ลาออก ม็อบจะได้เลิกชุมนุม เลิกชัตดาวน์ ความสงบจะได้กลับคืนมา
แนวสอง ตั้งคำถามต่อม็อบว่า การเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องใช้วิธีนี้ด้วยหรือ
ทั้งสองวิธีคิด ต่างมีเหตุผลของตัวเอง และได้แยกคนไทยออกจากกัน


แม้จะมี "คนกลาง" ออกมาพยายามเชื่อมโยง 2 แนวคิดนี้เข้าด้วยกัน เพื่อจะได้เป็นทางออกที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย

แต่ก็ยังไม่สำเร็จ แถมยัง "วงแตก" อีกด้วย เพราะกำนันสุเทพประกาศลั่นเวทีว่าไม่เอา ไม่เจรจาด้วย



เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ยิ่งลักษณ์คงไปจบเห่แถวๆ ป.ป.ช. ตามวิธีคิดแบบที่ 1 โดยแจ้งให้นายกฯมารับทราบข้อกล่าวหา วันที่ 27 ก.พ.นี้แล้ว

จากนั้นนายกฯต้องทำคำชี้แจงใน 15 วัน อาจจะบวกลบไม่กี่วัน จากนั้น ป.ป.ช.พิจารณาสำนวน แล้วลงมติชี้มูลความผิด

ถ้าเห็นว่ามีมูล นายกฯต้องหยุดทำหน้าที่ ทำเรื่องส่งให้วุฒิสภาถอดถอน และให้อัยการสูงสุดฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง

คดีจะเดินไปตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญและกฎหมายแบบเป๊ะๆ

แต่ "การเมือง" หลังจากนั้น จะเดินตามกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้



.

2557-02-14

ปลุกความชังในตัวคน จนละเมิดระบบ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

.
บทความ2 - ความรักกับประชาธิปไตยครือกัน โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
_____________________________________________________________________________________________

ปลุกความชังในตัวคน จนละเมิดระบบ
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน 
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392372720
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 22:09:51 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 2 ) 
( ภาพจากเวบบอร์ด -ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน,มติชน )


มีผู้รอบรู้ทางการเมืองหลายราย ได้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ในประเด็นการเมืองไทยว่า  เหตุใดจึงวนไปเวียนมา ไม่พัฒนาก้าวหน้าไปไหนเสียที ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า

เพราะคนไทยบางส่วน ยังยึดติดกับตัวบุคคล
มากกว่าจะยึดถือในระบบ


ขณะที่คนไทยจำนวนมาก ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ประเทศชาติเราพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

เสียเลือดเสียเนื้อมาก็มาก เพื่อให้หลุดพ้นจากการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือชนชั้นสูง พ้นจากยุคที่อำนาจอยู่ในมือกลุ่มขุนศึก

จนได้ประชาธิปไตยที่มีระบบการเลือกตั้ง แล้วก้าวหน้าต่อไปอีก จนได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง หรือจาก ส.ส.


แต่พัฒนาการของการเมืองไทย จะสะดุดเป็นระยะๆ หากเกิดกระแสเกลียดชังในตัวตนของผู้นำการเมืองในยุคนั้นๆ แล้วไปเชื่อในผู้นำการประท้วง โดยหลงใหลในความดีบางด้านของผู้นำม็อบ

จะมีผู้คนถาโถมเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ โดยไม่มองว่า แล้วสิ่งที่ผู้นำการประท้วงที่เชื่อถือกันอยู่นั้น เขาได้เสนอการแก้ปัญหาโดยยึดระบบหรือไม่



มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นแล้ว กรณีพฤษภาคม 2535 ประชาชนออกมาขับไล่นายกฯจากทหาร แต่มีอารมณ์เกลียดชังที่ตัวคนในปมประเด็น "เสียสัตย์" มากกว่า

อีกทั้งเข้าร่วมประท้วงเพราะเชื่อมั่นในผู้นำม็อบ ที่เป็นคนถือศีลกินผัก

หลังจากถูกปราบจนล้มตายไปมากมาย สุดท้ายนายกฯทหารยอมลาออก ขณะนั้นสภายังอยู่ จึงดำเนินการตามขั้นตอนด้วยการเลือกผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคต่างๆ ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทน

แต่เพราะกระแสการเกลียดชังในตัวบุคคล และเชื่อมั่นในตัวบุคคล

เมื่อมีการพลิกโผ เปลี่ยนตัวนายกฯเป็นคนกลางที่เรียกกันว่าเป็นผู้ดีมีความโปร่งใส ปรากฏว่าสังคมไทยยอมรับในคนคนนี้ มากกว่าจะให้นายกฯมาตามระบบคือมาจาก ส.ส.



จากนั้นคนยึดระบบก็ต้องมาต่อสู้กันอีก จนได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดชัดว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง

แต่แล้วกระแสสร้างความเกลียดชังในตัวผู้นำการเมืองก็ถูกปลุกขึ้นมาอีก จนนำมาสู่การใช้อำนาจนอกระบบ ก่อรัฐประหารในปี 2549

อันเป็นการรัฐประหารที่สังคมไทยมีข้อสรุปในเวลาต่อมาว่า เป็นจุดสร้างความขัดแย้งแตกแยกครั้งใหญ่

แทนที่จะยึดกันตามระบบ ปล่อยให้มีการเลือกตั้งอีกสักครั้งสองครั้ง ทักษิณย่อมค่อยๆ เสื่อม คะแนนนิยมจากประชาชนจะเริ่มลดลง

กลับใจเร็ว ใจร้อน และไม่ยึดตามระบบ นั่นคือประท้วงเพื่อให้เกิดการรัฐประหาร สุดท้ายจึงเกิดวิกฤตใหม่ที่ร้ายแรงกว่า



เมื่อมองดูวิกฤตการเมืองไทยในปลายปี 2556 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2557 นี้

ถามตัวเองดูว่า เข้าร่วมการต่อสู้เพราะเกลียดชังในตัวนายกฯตามกระแสที่เขาโหมกันจนเชื่อด้วยอคติหรือไม่
เกลียดชังในผู้นำการเมือง แล้วหลงใหลในผู้นำการประท้วง
เข้าทำนองยึดในบุคคลจนไม่สนระบบหรือไม่


ถึงขั้นเกลียดชังในบุคคลและในบางตระกูล จนพร้อมจะให้การเมืองไทยหยุดประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน

จะเอานายกฯคนกลาง ที่เป็นคนดี โดยละเมิดระบบการเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้คนกว่า 20 ล้านร่วมกันยืนยันในระบบนี้เอาไว้แล้ว


ถ้าคราวนี้ยังไม่ยึดระบบกันอีก มีแต่จะฉุดรั้งบ้านเมืองให้ถอยหลังและก่อวิกฤตใหม่ที่รุนแรงกว่าอย่างแน่นอน



++

ความรักกับประชาธิปไตยครือกัน
โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392375687
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 22:15:38 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 6 ) 


วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ใครๆ ก็รู้ว่าเป็น "วันแห่งความรัก" โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว

แต่มีคนไทยจำนวนหนึ่งเคยมีความพยายามปรับเปลี่ยนให้เป็นวันแห่งความรักที่นอกเหนือไปจากความรักของหนุ่มสาว วันแห่งความรักบิดามารดา รักพี่น้อง ที่สุดคือรักครอบครัว

วันนี้สินค้าขายดีมาหลายปีแล้ว คือดอกกุหลาบสีแดง และช็อกโกแลต
ขายดีขนาดว่าดอกกุหลาบดอกโตราคาดอกละหลายร้อยบาท มีการปลูกขายกันในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ออกดอกในช่วงวันวาเลนไทน์ แล้วจัดส่งไปขายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
ขณะที่จะขายกันในราคาดอกละหลายร้อยถึงพันบาทก็มีคนซื้อ โดยเฉพาะผู้มีสตางค์อาจซื้อเป็นช่อใหญ่ราคานับหมื่นบาทก็มี เพราะเรื่องของความรักวัดกันไม่ได้

ช่างเถอะ เมื่อยอมรับแล้วว่าเป็น "วันแห่งความรัก" ก็ต้องมี "อะไร" มาแทนความรักกันในวันนี้ ทั้งในเรื่องของดอกกุหลาบ เรื่องของช็อกโกแลต และการออกไปกินข้าวราคาแพงตามโรงแรมหรู


เรื่องหนึ่งซึ่งต้องการกล่าวถึงวันนี้ คือเรื่องที่เน้นย้ำกันจังว่า ประชาธิปไตยควรจะมีผู้ออกไปเลือกตั้งจำนวนเท่านั้นเท่านี้ โดยเฉพาะจำนวนเกินกว่าร้อยละ 50 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

ด้วยเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นว่า เพราะเราต้องการให้คนไทยเรียนรู้เรื่องการเมืองด้วยวิธีการเรียนลัด จึงกำหนดให้การเลือกตั้งซึ่งเป็นประการหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยกลายเป็นหน้าที่
เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อประชาธิปไตยคือสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงควรควบคู่ไปกับการมีหน้าที่เช่นเดียวกับหน้าที่อื่น เช่น ประชาชนมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเสียภาษีแล้วผู้นั้นมีความเป็นประชาธิปไตย หรือผู้ไม่เสียภาษีคือผู้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย


การเลือกตั้งเป็นวิธีการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ทั้งเป็นวิธีการที่แสดงให้เห็นว่าการจะเลือกตัวแทนของประชาชนนั้นต้องแสดงออกมาว่าจะเลือกใคร ด้วยการใช้วิธีเลือกโดยตรงและลับ

ไม่ให้ใครมาเลือกแทน หรือเลือกโดยเปิดเผย

แม้ในบางประเทศที่เวลาไม่พร้อมกัน เช่น ในสหรัฐอเมริกา ฟากตะวันออกมีเวลาต่างกับฟากตะวันตกถึง 6 ชั่วโมง ขณะที่ฟากตะวันออกปิดหีบเลือกตั้งและทราบผลคะแนนไปแล้ว ฟากตะวันตกเพิ่งเปิดหีบลงคะแนนเสียง แต่สหรัฐอเมริกามิได้คำนึงว่า เมื่อฟากตะวันตกรับรู้แล้วว่าประชาชนฟากตะวันออกลงคะแนนเสียงให้ใคร ประชาชนฟากตะวันตกก็ลงคะแนนผู้สมัครที่เขาต้องการเลือก

สุดท้ายเมื่อคะแนนออกมาเป็นของผู้สมัครรายใด โดยเฉพาะตัวประธานาธิบดี ผู้นั้นได้คะแนนมากกว่าก็ชนะ เท่านั้นเอง


ส่วนจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงในแต่ละครั้ง หรือแต่ละสมัยย่อมขึ้นกับการแข่งขันในสมัยนั้น ว่าผู้สมัครมีการแข่งขันกันสูงหรือไม่ หรือผู้สมัครคนหนึ่งมีความนิยมสูงกว่าอีกคนหนึ่ง

จำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนั้นอาจมีต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็เป็นได้



ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการออกเสียงเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เป็นเพราะจิตสำนึกของผู้นั้นมากกว่า

ดังเช่นในกรุงเทพมหานคร ครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ใหม่ๆ มีการรัฐประหารเกิดขึ้น คนกรุงเทพฯเบื่อหน่ายการเลือกตั้ง และน่าจะผิดหวังพรรคประชาธิปัตย์ จึงออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงร้อยละ 22 หรือกว่านั้นเล็กน้อย

พรรคที่ได้รับการเลือกตั้งคือพรรคประชากรไทย มีผู้ลงคะแนนเสียงให้เพียงร้อยละ 17 เท่านั้น และพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเพียงคนเดียว คือ พันเอกถนัด คอมันตร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค



เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เพราะมีเหตุวุ่นวาย ใครจะมีอารมณ์ออกมาเลือกตั้ง จำนวนผู้ออกมาเลือกตั้งจึงมีร้อยละนิดเดียว
ทำไมไม่ไปดูที่จังหวัดซึ่งมีผู้ไปออกเสียงร้อยละเกินกว่าครึ่งบ้างเล่าครับ ว่าเป็นเพราะอะไร



.

2557-02-12

“รวย-จน”“พอเพียง-ขาดแคลน”“ความดี-บาปกิเลส” และความขัดแย้งทางการเมือง โดย SUJINTRA

.

“รวย-จน” “พอเพียง-ขาดแคลน” “ความดี-บาปกิเลส” และความขัดแย้งทางการเมือง
โดย SUJINTRA

ใน http://blogazine.in.th/blogs/sujintra/post/4594 
. . 12 กุมภาพันธ์, 2014 - 10:12 

( ภาพของเซีย จาก นสพ.ไทยรัฐ -ไม่มีในบล็อกผู้เขียน )


ขณะที่สื่อประโคมวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง หวังจะให้ประชาชนชาวไทยรู้จักอยู่อย่างพอเพียงเคียงคู่ไปกับการอนุรักษ์พัฒนาที่ยั่งยืน ในทางกลับกัน หากไม่นับรวมด้วยว่าชาติไทยเป็นเมืองเปิด สื่อเองก็มิวายที่จะนำเสนอภาพงามๆ ของความเป็นทุนนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นความขัดกันกับความพอเพียงอย่างเด่นชัด โดยนำเสนอผ่านละครโทรทัศน์ ที่โดยมากมักนำเสนอแต่เรื่องของคนร่ำรวยมีกิน มีบริษัทห้างร้าน เป็นนักธุรกิจ มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูขับ ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย แต่งตัวดี มีชาติตระกูล เสกทุกอย่างได้ด้วยเงิน นอกจากนั้นแล้ว การผลิตโฆษณาชวนเชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ล้วนเป็นการโฆษณาที่มีฐานมาจากกระแสทุนนิยมทั้งสิ้น

ฉันจึงไม่แน่ใจว่าสังคมไทยต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างต้องการที่จะให้พลเมืองอยู่อย่างพอเพียง พึงใจกับวิถีดั้งเดิม ใช้ชีวิตอย่างอนุรักษ์ เรียบง่าย จำนนอยู่กับความข้นแค้นอันเป็นสถานะเดิมที่ติดมาแต่รากแห่งความเป็นชนบท หรือต้องการจะให้พลเมืองเกิดความฟุ้งซ่าน วิ่งเต้นแสวงหาวัตถุเงินทองมาสนองความต้องการ ทั้งความต้องการพื้นฐานและความต้องการอื่นๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า


อันที่จริง มันก็ไม่แปลกหากสังคมจะเต็มไปด้วยความขัดกันของตัวแปรนานับประการ และเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นในสังคม หากพลเมืองทั้งหลายจะเปิดกว้างให้พลเมืองอื่นๆ เลือกวิถีทางของตัวเองในการอยู่ในการเป็นอย่างอิสระ
แต่ก็มิวาย ที่ข้อจำกัดต่อประเด็นนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด ด้วยเหตุปัจจัยบางประการ

ประการแรก คนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่มีทางออกสำหรับความต้องการพื้นฐานของตัวเอง แต่ตกเป็นเหยื่อโดยตรงของการปลุกปั่นจากกระแสทุนนิยมที่ปลุกเร้าให้ต้องแสวงหา พวกเขาจะสนองความต้องการของตนเองได้อย่างอิสระเสรีได้อย่างไร ในเมื่อข้อจำกัดในการสนองความต้องการพื้นฐานก็จำกัดพวกเขามากพออยู่แล้ว พวกเขายังถูกกระตุ้นให้อยากเป็นคนมีกินที่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในวิถีทางทุนนิยม ขณะเดียวกันก็ยุยงส่งเสริมให้พวกเขาจำยอมอย่างจำนนให้เลือกวิถีทางแบบพอเพียง ให้ยินยอมและมีความสุขอยู่ในวิถีทางพอเพียง ด้วยเช่นนี้ คนจนที่จนอยู่แล้วย่อมหมดสิ้นอิสรภาพในการดำเนินชีวิต ลืมตาอ้าปากได้อย่างยากลำบากไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกัลปาวสานเลยทีเดียว

ประการที่สอง การเลือกที่จะอยู่อย่างพอเพียง หรือการเลือกที่จะอยู่อย่างหรูหราในกระแสทุนนิยม ดูเหมือนว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดอีกประเด็นหนึ่งในสังคมไทย เนื่องจากพลเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจต่อการเคารพในความต่างของปัจเจก ไม่ได้เข้าใจในปัจจัยปลีกย่อยที่กระทบกระเทือนชีวิตของแต่ละปัจเจก เท่าที่สังเกตพบ คนรวยมักชื่นชอบชื่นชมในวิถีพอเพียง หลายคนอาจถึงขั้นปรารถนาอยากผันตัวไปทำนาหาเลี้ยงตัวเองและยังชีพแบบพอเพียงเสียด้วยซ้ำ ขณะที่คนจนนั้นเอือมระอากับการเป็นชาวนาและหวังจะถีบตัวเองไปเป็นอย่างอื่นที่ร่ำรวยกว่า และไม่อยากจมตัวเองอีกต่อไปในวิถีพอเพียง ซึ่งแท้แล้วสำหรับพวกเขานั้นเป็นเพียงความขาดวิ่นแหว่งเว้าในคุณภาพชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้

เหล่าพลเมืองจะอยู่อย่างเคารพความต่างในการเลือกวิถีชีวิตของตัวเองได้อย่างไร การเลือกที่จะอยู่อย่างพอเพียง ไม่แสวงหาอะไรอีก ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคนที่ปรารถนาจะอยู่เช่นนั้น และการเลือกที่จะละทิ้งวิถีพอเพียงไปแสวงหาความต้องการที่กว้างไกลกว่า ก็ย่อมควรเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่จะไม่ถูกเหยียดหยามด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่

แต่เมื่อไตร่ตรองมองดูสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ วิถีที่ขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากสถานะ รวย-จน อันแตกต่างของพลเมือง มีส่วนเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนออกมาจากค่านิยมในการนิยามคุณงามความดีของแต่ละฝั่งฝ่าย เมื่อฝ่ายหนึ่งดี อีกฝ่ายหนึ่งก็ชั่วช้า ตัดสินแบ่งค่ากันโดยอ้างอิงเอาจากการเลือกวิถีทางที่แตกต่างเท่านั้นเอง


ในบทความนี้ ฉันเพียงอยากยกตัวอย่างการเหยียดหยามทางเลือกที่คนรวยมีต่อคนจนให้เห็นเพียงด้านหนึ่งเท่านั้น ด้วยยอมรับว่ามีใจเอนเอียงเลือกข้างคนจนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ฝ่ายแรกมีความพึงใจและน้อมรับต่อวิถีพอเพียงมากกว่า ขณะที่ฝ่ายหลังปรารถนาจะปลดตัวเองออกจากวิถีเช่นนั้น ด้วยไม่เคยพบว่าความพอเพียงได้ปรากฏขึ้นจริงในชีวิตอันขื่นเข็ญ

มองไปที่การแบ่งข้างทางการเมือง อาจแบ่งอย่างหยาบๆ ได้ สองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเสื้อแดงซึ่งส่วนมากเป็นคนจนมาจากชนบท และนิยมรัฐบาล กับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งบรรจุชนชั้นนำทางเศรษฐกิจไว้ในจำนวนที่มากกว่า และเกลียดชังรัฐบาล


พูดให้ง่ายขึ้น กลุ่มแรกมีคนจนมากกว่า และกลุ่มหลังมีคนรวยมากกว่า ก็ไม่น่าจะผิดนัก...


ต่อประเด็นนี้ เมื่อคนรวยไม่เคยทราบว่าความจนนั้นขื่นขมอย่างไร ย่อมไม่เข้าใจความหมายของการเรียกร้องในนโยบายที่มุ่งให้ผลประโยชน์กระจายตัวไปถึงพวกเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ช่วยให้พวกเขามีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นหรือง่ายขึ้น นโยบายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ถูกลง หรือนโยบายเกี่ยวกับการกู้เงิน เป็นต้น ซึ่งได้ยินกันหนาหูว่าเป็นนโยบายประชานิยม

ขณะที่คนรวยมุ่งไปที่ความไม่เป็นธรรมในเรื่องของการจ่ายภาษี เจ็บแค้นเดือดร้อนกับผลประโยชน์ทางภาษีที่ตัวเองสูญเสียไปซึ่งไม่ได้เทียบเท่ากับภาษีที่อดีตผู้นำรัฐบาลได้ฉ้อฉล แต่คนรวยก็ไม่เคยเข้าใจว่า แม้คนจนจะไม่ได้จ่ายภาษีในจำนวนที่มากเท่ากับพวกเขา แต่คนจนก็ไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากภาษีอันเล็กน้อยที่พวกคนจนก็ได้จ่ายไปเช่นกัน

ดูเหมือนว่าความทุกข์ของคนจนจะเป็นอะไรที่สาหัสสากรรจ์กว่า และสมควรจะได้รับการเยียวยาก่อนประเด็นอื่น ทั้งนี้ย่อมมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
คนรวยมองว่าวิถีพอเพียงเป็นวิถีงดงามที่ตนอยากใช้ชีวิตอยู่ ขณะที่คนจนมองไม่เห็นความงามใดๆ ในวิถีพอเพียง แต่กลับโหยหาจะเติมเต็มส่วนที่ตัวเองขาดตลอดเวลา
คนรวยเหยียดหยามคนจนว่าหวังผลประโยชน์ ไม่รู้จักคุณค่าของความพอเพียง มีแต่ความอยากได้อยากมี ทั้งที่คนรวยอาจไม่เคยสัมผัสถึงความขาดแคลนเหมือนอย่างที่คนจนได้สัมผัสมา

คนรวยเสียภาษีมากกว่าคนจน ขณะเดียวกันก็ยังดำรงชีพในรูปแบบที่หรูหรากว่า สุขสบายกว่า เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเข้าใจว่าการเป็นชนชั้นล่างที่ล้าหลังทางเศรษฐกิจนั้นทรมานเพียงใด การปรารถนาในวัตถุในหมู่คนจนนั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ไม่ใช่บาปกิเลสเลวร้ายแต่อย่างใด แต่คนรวยหลายคนก็ประณามว่านั่นเป็นสิ่งที่คนจนไม่ควรปรารถนา

การนิยามคุณงามความดีและบาปกิเลสได้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการเลือกวิถีทางที่แตกต่าง ร้อยรัดเชื่อมโยงไปถึงการเลือกรัฐบาล กระทั่งเมื่อพบว่ารัฐบาลได้สร้างความเสียหายบางประการก็ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมให้การเลือกรัฐบาลกลายเป็นความชั่วช้า


กล่าวก็คือ โดยที่มีการเปรียบเปรยกับความศักดิ์สิทธิ์ของวาทกรรม “พอเพียง” ความปรารถนาในวัตถุเงินทองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเหล่าคนจนจึงกลายเป็นเรื่องชั่วช้าในชั้นต้น และค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นเป็นความชั่วช้าขั้นรุนแรง เมื่อพวกเขาจงใจเลือกรัฐบาลที่ตอบสนองต่อความปรารถนาของพวกเขา แต่มีมลทินในเรื่องของการ “คอร์รัปชั่น” อย่างพรรคเพื่อไทย

น่าเศร้าเหลือเกินที่เกิดการก่อรูปฝังรอยของการเหมารวมเช่นนี้ในสังคมไทยเข้าเสียแล้ว ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้...


เมื่อคนรวยไม่เคยขาด พวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกอยากแสวงหา ขณะเดียวกันอาจเอือมระอาต่อความอยากได้อยากมีของคนจน แม้ความอยากได้อยากมีของคนจนนั้นอาจเป็นเพียงเรื่องความต้องการพื้นฐานทั่วไปเท่านั้น

การนิยมรัฐบาลของคนจนส่วนใหญ่ ถือเป็นเพียงความปรารถนาในการเลือกวิถีชีวิตของตนเองเท่านั้น มิได้ถือว่าเป็นการทำลายชาติแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นที่รู้ๆ กันดีว่า นโยบายเมื่อครั้งที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกนั้น ได้นำพาให้คนจนสามารถเอื้อมมือเข้าถึงความต้องการพื้นฐาน และความต้องการทางวัตถุบางอย่างได้ เช่น การกู้เงินไปซื้อตู้เย็น โทรทัศน์ มอร์เตอร์ไซค์ แม้ว่าจะเป็นการแสวงในวัตถุ แต่ก็ล้วนมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย

หากคนรวยเปิดใจสักนิด มองคนจนอย่างเข้าใจในความขาดแคลนซึ่งกระทบกระเทือนโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา คนจนย่อมเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์และสมควรมีสิทธิในการได้รับโอกาสเช่นนั้นผ่านเจตจำนงของพวกเขาเอง

การมองว่าคนที่นิยมรัฐบาลเป็นควายโง่ เป็นพวกเห็นแก่ตัว เป็นพวกสนับสนุนผู้ทำลายชาตินั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นความเห็นที่ดูจะคับแคบเกินไป และไม่ได้สอดคล้องกับศีลธรรมดีงามอะไร เนื่องจากเป็นการเหยียดหยามผู้บริสุทธิ์ที่มีสิทธิเลือกทางเดินชีวิตของพวกเขาผ่านการเลือกรัฐบาลโดยการกากบาทในบัตรเลือกตั้ง แม้ว่าจะมีผลประโยชน์จากนโยบาย(ที่มีมลทินติดตราว่าชั่วช้า) เป็นตัวชักนำก็ตาม

การปลดรัฐบาลออกโดยการขับไล่อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ยอมปล่อยวาง และเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวอยู่เช่นนั้นว่าเป็นความดีงามที่จะต้องเอาชนะคะคานความชั่วช้านั้น ดูจะไม่ใช่ทางออกของปัญหา แม้จะเป็นการแก้ปัญหาแต่ก็มิใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาประเทศ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ากระทบกระเทือนต่อหลักการประชาธิปไตยหรือหลักสิทธิมนุษยชนอย่างไร

แต่มันเป็นการสร้างบาดแผลความขัดแย้งให้เน่าเปื่อยยิ่งขึ้นอย่างไร้จุดหมาย ไร้การเยียวยา เนื่องจากคนจนที่นิยมรัฐบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนอกเปลี่ยนใจอะไร หนำซ้ำความเกลียดชังในกันและกันโดยไม่จำเป็นและโดยไร้ตรรกะก็กระจายตัวมากขึ้น ท้ายสุดย่อมสร้างสังคมที่ขาดสันติภาพอันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อความก้าวหน้าเติบโตของประเทศ



ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้หวังจะตำหนิติเตียนทางเลือกของคนรวยว่าชั่วช้าแต่อย่างใด เพียงหวังจะให้เปิดใจสักนิด และคิดดูใหม่ว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและการพัฒนาประเทศนั้นมิใช่อาศัยการพังครืนลงของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ใช่การก้าวเข้ามามีอำนาจของพรรคประชาธิปปัตย์ ไม่ใช่การชุมนุมขับไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย

หากมันคือการเข้าอกเข้าใจกันของประชาชน การไม่เหยียดหยันทางเลือกของคนจน การเคารพในหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ยอมรับนายกที่มาจากการเลือกตั้งเสียก่อน แล้วค่อยให้ตัวแทนทางการเมืองเข้าไปมีบทบาทคัดค้านในสภา
ประชาชนในฐานะปัจเจกต้องเลิกเป็นหมากเบี้ย เริ่มตื่นรู้ป้องกันภัยการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของฝ่ายที่คิดต่างด้วยข้อมูล ค่อยๆ ส่งต่อความคิด ให้ประชาชนเลือกเองอย่างอิสระ ประชาชนควรเรียนรู้ที่จะตรวจสอบรัฐบาลแต่ละชุดร่วมกัน ที่สำคัญต้องใช้เวลา มากกว่าใช้อารมณ์


หากไม่มองในแง่ของหลักการประชาธิปไตยอันใด การปลดนายกที่คนจนเลือกมา เป็นการเหยียบย่ำคนจนไม่ให้ผุดเกิด และเหยียบย่ำโดยปราศจากสำนึกโอบอุ้มที่แท้จริง เนื่องจากการปลดออกไม่ได้ทำให้คนจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้ทำให้พวกเขาเกลียดกลัวรัฐบาลแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเป็นการแสดงความไม่เชื่อมั่นว่าคนจนมีเจตจำนงที่บริสุทธิ์เท่าเทียมกับตนในการเลือกนายกรัฐมนตรี

จริงหรือไม่ คนรวยบางกลุ่มอาจไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรกับความข้นแค้นของชาวนา หากไม่มีประเด็นเรื่องจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์...

ฉันก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นความห่วงใยที่แท้จริง มากกว่าห่วงใยเพราะเกลียดรัฐบาลเท่านั้น เพราะนั่นมิใช่ความห่วงใยที่ยั่งยืน เกรงว่าหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลเมื่อใด ชาวนาอาจไม่มีค่าความหมายอะไร เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา


( บล็อกของ SUJINTRA ; เสี้ยวแสงแห่งกาลเวลา without the light, never know how dark is )
. . .มีความคิดเห็นของผู้อ่านท้ายบท


.

2557-02-07

กปปส.โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

.
บทความ2 - ปฏิรูปเลือกตั้ง ช้าไปแล้วต๋อย โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

กปปส.โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง
โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391675172
. . วันพฤหัสบดีที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:31:30 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 6 กุมภาพันธ์ 2557 )


การชุมนุมต่อต้านขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ลาออกจากการรักษาการของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กับมวลชน ก่อนการเลือกตั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหน็ดเหนื่อยหนักหนาแสนสาหัสสากรรจ์มากเหลือประมาณอยู่แล้ว

ยิ่งการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้และผ่านไปโดยไม่มีเหตุเข่นฆ่ากันตาย ถึงขั้นจลาจล เลือดนองแผ่นดิน ทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างที่วาดภาพให้กลัวกัน คาดว่ากลเกมการกดดันรัฐบาลให้ลาออกยิ่งจะยากลำบากหนักขึ้นไปอีก

แม้ผลการเลือกตั้งไม่สะเด็ดน้ำ ยังไม่รู้ผลสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ทำให้รัฐบาลยกมาเป็นความชอบธรรมที่จะอยู่รักษาการยาวต่อไปอีกนานจนกว่าผลจะออกมาอย่างเป็นทางการ หรือแม้มีการร้องศาลตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กลับเป็นผลบวกต่อรัฐบาลรักษาการที่จะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ต่อไป


ทางเลือกของ กปปส.ต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตามลำดับ ถ้าไม่ยอมยุติหรือพักการชุมนุมชั่วคราว จึงมีทางเลือกเพียงแค่ 2 คือ ยิ่งต้องยกระดับการชุมนุม ดำเนินมาตรการที่หนักหน่วง รุนแรงขึ้น กับหันหน้าเข้าหาแนวทางการเจรจา โดยปรับเปลี่ยนประเด็นหลักการเรียกร้องจากไล่รัฐบาลรักษาการมาเป็นเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งทุกฝ่ายล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะนำประเด็นนี้ขึ้นมาผลักดันให้เป็นความจริง

ผมเชื่อว่าการถอยเพื่อเดินหน้าต่อ ปรับประเด็นหลักของการเคลื่อนไหวมาเข้าสู่เวทีพูดคุยจะเกิดผลด้านบวก ได้รับคำชื่นชมมากกว่าตำหนิ มวลชนได้มีโอกาสพักหลังยืนหยัดอดทนชุมนุมมายืดเยื้อยาวนาน

แม้ยังไม่บรรลุเป้าแรก แต่ที่ผ่านมาก็ได้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการต่อต้านระบอบทักษิณอย่างสุดจิตสุดใจแล้ว การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาไม่ถึงกับเสียของอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้อะไรเลยเสียทีเดียว การสร้างความตื่นตัวให้กับผู้คนได้จำนวนมาก จนหันมาคิดถึงการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง เป็นความสำเร็จระดับหนึ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การเปิดช่องทางยอมรับให้มีการเจรจาของ กปปส. ไม่จำเป็นต้องผ่านเวทีที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ แต่ผ่านเวทีเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคส่วนต่างๆกว่า 60 องค์กร จึงไม่จำเป็นต้องรอคอยให้มีการฟ้องร้องศาลเพื่อตัดสินว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

แม้เกิดภาวะเช่นนั้นขึ้นจริง คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็ยังคงรักษาการต่อไปจนผ่านการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า ความขัดแย้ง แตกแยก ตึงเครียดก็คงดำรงต่อไป โดยที่สาระหลักการปฏิรูปประเทศไม่เกิดขึ้นตามความต้องการของคนส่วนใหญ่

การที่จะขจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ตามคำประกาศของ กปปส. จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเอาผู้คนที่ กปปส.เชื่อว่าเป็นบริษัทบริวารไปเข่นฆ่า ตัดหัว ยิงทิ้งเสียให้หมดประเทศ ทำนองเดียวกับพลพตยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ในยุคนี้



ฉะนั้นแทนที่ต่างฝ่ายต่างยื้อต่อไป ว่าใครจะอึดกว่ากันระหว่างรัฐบาลกับ กปปส. สู้เอาเวลาที่มีระหว่างรอคอยการคลี่คลายของสถานการณ์ ให้มวลชนกลับไปทำมาหากิน ลดบรรยากาศการเผชิญหน้าและความตึงเครียดของสังคมลง ปล่อยให้เป็นภาระของกลุ่มองค์กรต่างๆ เข้ามาแบกรับอนาคตของสังคมบ้าง ในการวางกรอบกติกาป้องกันระบบเผด็จการรัฐสภาหวนคืนมาอีก

หาก กปปส.หันมามุ่งประเด็นนี้ เข้าสู่แนวทางเจรจาบนสถานะที่ทัดเทียมกันกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ตั้งตัวแทนที่มีศักยภาพร่วมกัน โยนประเด็น รัฐบาลประชาชน สภาประชาชน และหรืออื่นๆ เข้าไปในเวที วางขั้นตอนการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิด ถกเถียงอภิปราย จะได้ผลยิ่งกว่าการข่มขืน บีบบังคับ

และร่วมกันเดินหน้าต่อไป เชื่อว่า กปปส.จะได้ใจ ทั้งฝ่ายไม่เอาทักษิณ และฝ่ายไม่ปล้นสิทธิประชาชนอีกจำนวนมากอย่างแน่นอน
หยุดดื้อรั้น ดันทุรัง เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ยอมรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายอื่น คนกลางๆ อีกไม่น้อย ขณะเดียวกันเห็นอกเห็นใจมวลชนผู้บริสุทธิ์ที่ตรากตรำมายาวนาน

เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งเดิมหรือครั้งใหม่ กี่ครั้งก็ตามออกมาอย่างไร รัฐบาลใหม่ต้องทำตามพันธสัญญาประชาคม ยุบสภาภายในหนึ่งปี แล้วจัดการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ดำเนินการตามแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

หากบิดพลิ้ว ตระบัดสัตย์ ผู้คนจะพากันออกมาขับไล่ คราวนี้ยิ่งทุกสี ทุกชนชั้น ไพร่ ผู้ดี อำมาตย์ เครือข่ายจะหลากหลายมากกว่ามวลมหาประชาชนหลายร้อยเท่าพันทวีอย่างแน่นอน



++

ปฏิรูปเลือกตั้ง ช้าไปแล้วต๋อย 
โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391077581
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 06:55:01 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 30 มกราคม 2557 )
( ภาพจากเวบบอร์ด )


ผลการหารือระหว่าง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะออกมาอย่างไร เป็นที่รับรู้กันแล้ว

ฟัง คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร 1 ใน 5 เสือ กกต.ให้สัมภาษณ์ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ นักจัดรายการชื่อดังเจ้าของฉายาหมาแก่ เกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้แล้ว คิดถึงวลีที่ว่า มาสายดีกว่าไม่มา กับ ช้าไปแล้วต๋อย

ไปๆ มาๆ ข้อเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ออกไป กลายเป็นเสนอให้ยกเลิกการเลือกตั้งวันที่ 2 และการเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมาทั้งหมด แล้วเริ่มต้นกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปกันใหม่ โดยใช้ระยะเวลาราว 120-150 วัน

ระหว่างนี้ก็ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์รักษาการไปเรื่อยๆ และมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ไม่ใหญ่มาก มาช่วยกันคิดวิธีการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ลดต้นทุนการใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ไม่ต้องใช้เงินมากอย่างที่ผ่านมา เพื่อให้ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร

คุณสมชัยใช้คำว่า ปฏิรูปเล็กๆ คือปฏิรูปการเลือกตั้ง หรือปฏิรูประบบการเข้าสู่อำนาจของผู้แทนราษฎรหรือตัวแทนประชาชนในชื่ออื่นๆ  (ซึ่งน่าจะทำได้ก่อนการปฏิรูปประเทศทุกระบบ ซึ่งเป็นการปฏิรูปใหญ่ทุกด้าน ต้องใช้เวลานาน เวลาเพียงแค่ปี 2 ปี ไม่สามารถทำให้สำเร็จแน่นอน )

เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำเอาโมเดลของประเทศญี่ปุ่นมาใช้ เป็นต้นว่า จำกัดขนาดป้ายในการหาเสียง จำกัดสถานที่ในการติดป้ายหาเสียง จำกัดวงเงินในการหาเสียง จำกัดรถโฆษณาหาเสียง การนำเสนอนโยบายในการหาเสียงในลักษณะสัญญาว่าจะให้ นโยบายที่ทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวต่อประเทศทำไม่ได้ รวมทั้งสร้างกลไกการตรวจสอบการเลือกตั้งจากภาคประชาชนทำงานคู่ขนานไปกับกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใส


ประเด็นข้อเสนอทั้งเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาและกำลังจะมีขึ้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ กับข้อเสนอเชิงระบบ ปฏิรูปเลือกตั้ง ล้วนมีข้อควรพิจารณาทั้งสิ้น

ประการแรก ถ้าเลิกไปเลย ไม่ใช่แค่เลื่อนอย่างท่าทีของ กกต.ที่แสดงออกในตอนแรก เกิดคำถามว่า ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ดำเนินการไปแล้ว ทั้งงบประมาณที่ทางการใช้จ่ายไปแล้ว เป็นความเสียหายหรือไม่ ใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไร

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใหม่หลังจาก 120-150 วัน ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องมาแล้วแต่ถูกต่อต้าน ขัดขวาง จะยังคงสิทธิที่ได้ไปแล้วอยู่หรือไม่ เช่น เงินค่าสมัครที่จ่ายไป เบอร์ที่จับสลากได้ ซึ่งมีผลต่อการจดจำของผู้ลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง งบประมาณที่ใช้ไปในการหาเสียง เงินค่าดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ฯลฯ ใครจะชดใช้

ประการที่สอง การปฏิรูประบบการเลือกตั้งในประเด็นต่างๆ จะขัดแย้งกับกฎหมายหลักที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้หรือไม่ ทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฯลฯ ถ้าขัดแย้งจะต้องแก้ไขกฎหมายแม่เสียก่อน ในขณะที่ยังไม่มีสภาผูัแทนราษฎรเพราะถูกยุบไปแล้วจะทำได้อย่างไร การปฏิรูประบบการเลือกตั้งถึงจะสมบูรณ์ปิดช่องโหว่ต่างๆ ที่มีอยู่ จนมีประสิทธิภาพทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรมจริง

อย่างไรก็ตาม เป็นความหวังดีที่ทุกฝ่ายน่าจะหาข้อสรุปร่วมกัน

เพียงแต่ว่าห้วงเวลาที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝุ่นตลบ เติมไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ยอมถอย เอาความคิด ความต้องการของตัวเองเป็นตัวตั้ง สุดขั้ว สุดโต่งขณะนี้ ข้อเสนอที่ว่านี้ไม่ทันการณ์เสียแล้วหรือไม่



ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล กล่าวเฉพาะแค่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมรับหรือไม่ หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังรักษาการต่อไปอีก 120-150 วัน ในเมื่อยืนอยู่จุดเดียวกันกับ กปปส. รัฐบาลรักษาการหมดความชอบธรรม ต้องออกไปก่อนสถานเดียวเท่านั้น

พิจารณาเพียงจากเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์และ กปปส.เท่านี้ ก็เป็นคำตอบที่ชัดอยู่ในตัวแล้วว่า ข้อเสนอของ กกต.เกี่ยวกับการปฏิรูปการเลือกตั้ง แม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะยอมรับ ทำตาม แต่ก็เป็นจริงไปได้ยาก

การยืนยันเดินหน้าเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ต่อไป และเลือกใหม่เพิ่มเติมภายหลังสำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ถูกขัดขวาง จึงเป็นทางเลือกดีที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้

ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มิได้เกิดจากฝ่ายจัดการเลือกตั้งไม่รับฟังความเห็นของอีกฝ่าย แต่เกิดจากการต่อต้าน ขัดขวาง กระทำการเลยขอบเขต ละเมิดสิทธิพื้นฐานของคนอื่นที่คิดต่าง ไม่ยอมเข้าสู่เวทีพูดคุยเจรจาทั้งสิ้น แต่ต้องการแช่แข็งประเทศไทยไว้ก่อน นานแค่ไหน ไว้คุยกันทีหลัง



___________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.