.
บทรายงาน2 - พรรคเพื่อไทยแถลงการณ์ จี้จับตาขบวนการทำลายประชาธิปไตย-ปล้นสิทธิประชาชน
________________________________________________________________________________________
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเสียใจ ที่ปชช.จำนวนมากเลือกตั้งไม่ได้
ใน http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=710944
. . วันอังคารที่ 4 ก.พ. 2557 16:35 น.
( ภาพจาก www.dailynews.co.th )
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2557 รายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า นางเจน ปซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชน โดยระบุว่า การเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เป็นไปอย่างสันติและเป็นระเบียบในเขตหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ แต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยมีความพยายามที่จะปิดกั้นผู้ลงคะแนนและเจ้าหน้าที่ มิให้เข้าไปในบริเวณหน่วยเลือกตั้งบางแห่ง รวมทั้งมีการขัดขวางการจัดส่งอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับจัดการเลือกตั้ง แน่นอนว่าสหรัฐฯรู้สึกเสียใจที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง มีความอดทนอดกลั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต และความเสียหายของทรัพย์สิน
นางปซากี ยังกล่าวด้วยกล่าวอีกว่า สหรัฐฯ ยังคงห่วงกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดด้านการเมืองในประเทศไทย ซึ่งสร้างความท้าทายต่อสถาบันและระบอบประชาธิปไตยของไทย เราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดอย่างแน่นอนในความขัดแย้งทางการเมืองนี้ แต่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในการเจรจาอย่างจริงใจ เพื่อแก้ไขความแตกต่างทางการเมืองอย่างสันติ และตามหลักประชาธิปไตย เราจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตามหลักประชาธิปไตยต่อความตึงเครียดที่่ยังคงดำเนินอยู่ ดังนั้น เราจึงติดตามสถานการณ์ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เชื่อว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในกระบวนการนี้
นอกจากนี้ นางปซากี ยังตอบข้อซักถามที่ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับผลของการเลือกตั้งหรือไม่ หรือมีข้อกังขาใด ๆ เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ว่า ตนไม่คิดจะตั้งคำถามใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้เคยแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นข้อเท็จจริงที่ว่า ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งขั้นตอนที่จำเป็นอื่น ๆ ในการผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในเรื่องนี้
นางปซากี กล่าวว่า เราไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหาร ความรุนแรง หรือการใช้กำลังในกรณีนี้ และทุกกรณี เรากำลังหารือโดยตรงกับทุกภาคส่วนในสังคมไทย เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กลไกตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญในแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
++
พรรคเพื่อไทยแถลงการณ์ จี้จับตาขบวนการทำลายประชาธิปไตย-ปล้นสิทธิประชาชน
ใน http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=710941
. . วันอังคารที่ 4 ก.พ. 2557 15:54 น.
เมื่อเวลา 13.00 น. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยเรื่อง ขบวนการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชน 9 ข้อว่า
1. การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เสร็จสิ้นไปแล้ว ปรากฏว่าประชาชนมีความตื่นตัวอย่างมาก แสดงถึงความหวงแหนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่น่าเสียใจว่ายังมีกลุ่มอนาธิปไตยที่ปิดกรุงเทพฯ ขัดขวางการเลือกตั้ง
2. การขับเคลื่อนของขบวนการนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งของประชาชน และสถาปนาอำนาจของกลุ่มขบวนการดังกล่าว โดยมีวิธีการอยู่ 2 แนวทางคือ พยายามให้มีการทำรัฐประหาร และพยายามให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ผู้ดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่มีความโยงใยอย่างใกล้ชิดกับการรัฐประหารเมื่อพ.ศ. 2549 ทำลายพรรคเพื่อไทยด้วยการขัดขวางการทำงานทุกด้าน ตลอดจนหาเหตุทุกวิถีทางที่จะทำให้มีการชี้มูลเรื่องทุจริตหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนำไปสู่การถอดถอนโดยวุฒิสภาซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง
3. เพื่อให้แนวทางดังกล่าวเป็นไปได้ ขบวนการนี้ต้องการเวลาประมาณ 2-4 เดือน จึงต้องขัดขวางการเลือกตั้งทุกอย่างโดยอ้างเหตุต่างๆ นานาและก่อความไม่สงบ คุกคามรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว เบื่อหน่ายระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีทุกรูปแบบเพื่อให้ประชาชนคลางแคลงใจต่อพรรคเพื่อไทย
4. เมื่อจัดการกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแล้ว หรือคาดการณ์ว่าจะจัดการได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อใดก็จะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยหวังว่าจะทำลายพรรคเพื่อไทยจนไม่อาจชนะการเลือกตั้งได้อีกต่อไป
5.ในช่วงที่มีการจัดการกับพรรคเพื่อไทยประมาณ 2-4 เดือน อาจจะมีการใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญและนอกกฎหมายอีกหลายประการ รวมทั้งอาจจะมีความพยายามเรียกร้องให้มีการตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
6. ขบวนการทำให้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนที่ลงคะแนนไปแล้วเป็นโมฆะจะเกิดจากการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ดังที่พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายแนวคิดเผด็จการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะอ้างแบบมั่วว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา108 เนื่องจากไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เพราะมี 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร และอีกหลายหน่วยเลือกตั้งประชาชนลงคะแนนไม่ได้ หรืออาจจะไปไกลถึงขั้นที่ว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 2/ 2557 เห็นว่าเลื่อนการเลือกตั้งได้ โดยเป็นกรณีที่รัฐบาลและกกต.ต้องไปหารือกัน แต่กลับยังมีการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขาดความชอบธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว ส่วนเขตที่มีปัญหายังเลือกตั้งไม่ได้ เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามที่มีกฎหมายรองรับ
7. การที่มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ เมื่อ 9 ธ.ค. 2556 เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 72 เป็นสิ่งที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และวันเลือกตั้งนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.2557 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งในต่างประเทศ ส่วนวันที่ 26 ม.ค.2557 เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า และวันที่ 2 ก.พ. 2557 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป หากการจงใจขัดขวางการเลือกตั้งของกลุ่มอนาธิปไตย หรือการต้องการเลื่อนการเลือกตั้งอันทำให้ไม่มีผู้สมัครใน 28 เขตกลายเป็นปัจจัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ จะเป็นแบบอย่างและบรรทัดฐานให้มีการกระทำเช่นนี้ในอนาคต และแม้ว่ามีเพียง 1 เขตที่ไม่มีผู้สมัครหรือประชาชนลงคะแนนไม่ได้ ประเทศไทยจะไม่มีโอกาสมีการเลือกตั้งทั่วไปได้อีกเลย
8. นอกจากการขับเคลื่อนการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะผ่านศาลรัฐธรรมนูญแล้ว อาจจะใช้วิธีการฟ้องศาลปกครองดังที่เคยปฏิบัติมาเมื่อพ.ศ. 2549 ดังที่รู้จักกันดีในชื่อว่าตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดรองรับให้ทำเช่นนั้นได้
และ 9. พรรคเพื่อไทยใคร่ขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักและติดตามการเคลื่อนไหวของขบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง และร่วมกันต่อสู้คัดค้านแนวทางเผด็จการที่เป็นการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชนอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืนตลอดไป
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2557-02-04
ประชาธิปไตยในสองพื้นที่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
ประชาธิปไตยในสองพื้นที่
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391425418
. . วันอังคารที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08:32:48 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 3 กุมภาพันธ์ 2557 )
ในรัฐทุกรัฐ และในทุกรูปแบบ มีพื้นที่อยู่สองอย่างตั้งอยู่เคียงกันเสมอ นั่นคือพื้นที่การเมือง และพื้นที่อาญาสิทธิ์
พื้นที่ทางการเมือง คือพื้นที่ซึ่งคนนับตั้งแต่คนเดียวไปถึงกลุ่มในรูปแบบต่างๆ สามารถเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองอำนาจ, ผลประโยชน์, เกียรติยศ ระหว่างกันในสังคม หรือต่อรองกับรัฐ การเคลื่อนไหวนั้นอาจกระทำได้หลายอย่าง นับตั้งแต่นินทาไปจนถึงสร้างละครล้อเลียน ชุมนุมประท้วง โจมตีวิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อหรือในที่สาธารณะ ฯลฯ
พื้นที่อาญาสิทธิ์ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งมีระเบียบกฎเกณฑ์บังคับ และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ได้ให้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตแก่ทุกคน ในบางรัฐ พื้นที่อาญาสิทธิ์อาจใหญ่มากเสียจนแทบไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเหลืออยู่เลย นอกจากระยะห่างของการกระซิบข้างหูเมีย
พื้นที่อาญาสิทธิ์ที่ใหญ่เสียจนแทบไม่มีพื้นที่การเมืองเหลือให้ใครเลยเช่นนี้ แทนที่จะทำให้อาญาสิทธิ์มีความมั่นคงสถาพร ตรงกันข้าม กลับทำให้อาญาสิทธิ์ขาดความมั่นคงอย่างมาก เพราะอิทธิพลของผู้นำแปรเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้แค่แก่ลงหรือตายลง ก็อาจทำให้อาญาสิทธิ์สั่นคลอนจนถึงล่มสลายลงได้ เราเห็นอาการของความไม่มั่นคงของอาญาสิทธิ์เช่นนี้ได้ นับตั้งแต่ในซ่องโจรไปจนถึงรัฐเผด็จการทุกรูปแบบ ใครจะคิดได้ว่า ครูสชอฟเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะลุกขึ้นมาขุดศพสตาลินขึ้นประจาน หลังการตายของเขาไม่ทันถึงสองปีดี หลังมรณกรรมของจอมพลตีโต ยูโกสลาเวียก็แตกสลาย
การไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเลย ทำให้อาญาสิทธิ์ขาดความมั่นคง แต่การไม่มีพื้นที่อาญาสิทธิ์เหลืออยู่เลย ก็ทำให้พื้นที่การเมืองเสื่อมโทรมลงจนกลายเป็นซ่องโจรเหมือนกัน เพราะการแข่งขันกันของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่การเมือง จะกลายสภาพเป็นการใช้ความรุนแรงและอำนาจดิบเข้าใส่กัน ด้วยความหวังว่า จะสถาปนากลุ่มตนเองขึ้นเป็นอาญาสิทธิ์ได้ด้วยวิธีนี้ (และอันที่จริง ปราศจากพื้นที่อาญาสิทธิ์เลยในรัฐใด ก็ไม่เหลือวิธีอื่นในการสร้างอาญาสิทธิ์อีก นอกจากความรุนแรงป่าเถื่อน)
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะสถาปนาพื้นที่สองอย่างนี้ร่วมกันอย่างพอเหมาะในรัฐหนึ่งๆ ได้อย่างไร ประชาธิปไตยอ้างว่าคือระบอบปกครองที่เป็นคำตอบ โดยการกระทำสองอย่าง
หนึ่ง คือทำให้อาญาสิทธิ์ได้ต้องได้รับความชอบธรรมจากความเห็นชอบของประชาชน และความชอบธรรมนี้ต้องพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นจำนวนของมือที่ยกขึ้นในประชาธิปไตยทางตรง หรือเป็นคะแนนเสียงซึ่งนับได้จากหีบบัตรเลือกตั้งก็ตาม
สอง คือทำให้พื้นที่การเมืองและพื้นที่อาญาสิทธิ์ต้องได้รับความคุ้มครองและควบคุมจากกฎหมาย (ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากพลเมืองส่วนใหญ่อีกเช่นกัน)
ทั้งอาญาสิทธิ์และการเมือง ตั้งอยู่ร่วมกันในรัฐได้ โดยมีระเบียบกฎเกณฑ์หรือกฎหมายคุ้มครองและควบคุมอยู่ ดังนั้นทุกคนจึงมีสิทธิเสรีภาพเสมอหน้ากันในพื้นที่ทั้งสอง โดยอาญาสิทธิ์ไม่สามารถบีบให้พื้นที่ทางการเมืองหดแคบลง
เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่ ในขณะที่พื้นที่การเมืองก็ไม่สามารถบีบให้พื้นที่อาญาสิทธิ์หดแคบลงหรือสูญหายไป เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่เหมือนกัน
อาญาสิทธิ์ (ไม่ใช่นางสาวยิ่งลักษณ์) ก็จะมีความมั่นคง ในขณะที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะมั่นคงในรัฐประชาธิปไตย
ข้ออ้างเช่นนี้ เป็นการอ้างเอาเองของฝ่ายประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ก็ใช่ในแง่หนึ่ง แต่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์หักล้าง (disprove) ได้ว่าไม่จริง
อย่างไรก็ตาม ที่พรรณนามาทั้งหมดนี้เป็นไปตามทฤษฎี เมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์รัฐประชาธิปไตยจริงๆ ก็จะพบข้อขัดข้องที่ทำให้ไม่ลงตัวหลายอย่าง ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะประเทศไทยปัจจุบัน
พื้นที่อาญาสิทธิ์ในประเทศไทยนั้นไม่มีความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน (monolithic) อย่างที่ทฤษฎีสมมุติ อันที่จริงแม้ในสังคมประชาธิปไตย-อื่นๆ พื้นที่อาญาสิทธิ์ก็หาได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันไม่ ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่อาญาสิทธิ์สมควรจะถูกถ่วงดุลจากหลายๆ ฝ่าย แต่กฎเกณฑ์การตรวจสอบถ่วงดุลของพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยนั้น ไม่ได้เกิดจากความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ หากเกิดจากการต่อสู้ขัดแย้งกันโดยไม่เคารพกติกา เช่น บางฝ่ายร่วมกันใช้วิธีรัฐประหารเป็นเครื่องมือ บางฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญที่วางเงื่อนไขให้การตรวจสอบถ่วงดุลไม่สุจริตมาแต่ต้น แม้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นผ่านความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ในการลงประชามติที่ไม่ให้ทางเลือกอื่น
ดังนั้น ในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยจึงเต็มไปด้วยอำนาจอันหลากหลาย ซึ่งไม่ได้ถูกผูกโยงเข้าหากันด้วยระบบกฎหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต่างก็อ้างอำนาจจากที่มาซึ่งแตกต่างกันมาก นับตั้งแต่ประเพณี, สถานะนักบวชในศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือ, อำนาจดิบ, ความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ผ่านการเลือกตั้ง, สถานะทางสังคมที่สูงเช่นนักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัย, หรือปัญญาชน, นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ
อำนาจในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยเหล่านี้ แข่งขันแย่งชิงอำนาจนำกันอยู่เสมอมา
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อาญาสิทธิ์ที่อ้างที่มาแห่งอำนาจจากความเห็นชอบของประชาชนนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของอาญาสิทธิ์ที่อ่อนแอที่สุดในการแย่งชิงอำนาจนำในพื้นที่อาญาสิทธิ์ แต่กลับเริ่มมีอำนาจที่ได้จากแหล่งความชอบธรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพื้นที่ทางการเมืองในสังคมไทยเองก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาเหมือนกัน คนชั้นกลางประสบความสำเร็จในการนำ "ปฏิรูปการเมือง" จนเป็นผลให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ประชาชนในชนบทรวมตัวกันต่อสู้ปกป้องสมบัติสาธารณะของชุมชนทั่วไปทั้งประเทศ บางครั้งก็สามารถครอบครองกระแสข่าวของส่วนกลางได้ เช่นกรณีสมัชชาคนจน หรือการประท้วงของสหภาพแรงงานบางแห่ง อีกทั้งประชาชนยังมีโอกาสเลือกตั้งใน อปท.อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ในขณะที่ความเห็นชอบของพลเมืองเพิ่มอำนาจนำให้แก่บางสถาบันในพื้นที่อาญาสิทธิ์ ก็ลดอำนาจนำของสถาบันอื่นในพื้นที่เดียวกันไปพร้อมกัน และด้วยเหตุดังนั้น สถาบันที่อาศัยฐานแห่งความชอบธรรมจากสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความเห็นชอบของประชาชน จึงต้องเข้ามาแย่งอำนาจนำในพื้นที่การเมืองเพิ่มมากขึ้น และถี่ขึ้น
การต่อสู้แย่งชิงอำนาจนำที่เคยซ่อนตัวอยู่หลังฉากในพื้นที่อาญาสิทธิ์ จึงออกมาปรากฏบนท้องถนน, ห้องพิจารณาคดีของศาลบางประเภท, หน้าสื่อทุกประเภท, ห้องแถลงข่าวของนักวิชาการ ฯลฯ
เรากำลังอยู่ในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนำของสถาบันต่างๆ ในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของรัฐ ซึ่งอาจสรุปให้เหลือสั้นๆ ได้เพียง การเพิ่มความสำคัญแก่ฐานความชอบธรรมที่มาจากความเห็นชอบของพลเมือง นี่คือเหตุผลที่เราได้เห็นความเป็นปฏิปักษ์ต่อความปลี่ยนแปลงอันนี้ในพื้นที่อาญาสิทธิ์อย่างล่อนจ้อนในครั้งนี้
รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์จึงต้องตระหนักให้ชัดด้วยว่า การรักษาพื้นที่อาญาสิทธิ์ให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองและควบคุมของกฎหมาย จึงไม่ใช่เพื่อรักษาตัวรอดทางการเมืองเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือการรักษาพื้นที่อาญาสิทธิ์ให้ดำรงอยู่อย่างมีความหมายในรัฐของเราต่อไป
การดำรงอยู่ของรัฐบาลรักษาการในสถานการณ์ของการแย่งชิงอำนาจนำในครั้งนี้ คืออนาคตของประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในชาติของเรา
.
ประชาธิปไตยในสองพื้นที่
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391425418
. . วันอังคารที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08:32:48 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 3 กุมภาพันธ์ 2557 )
ในรัฐทุกรัฐ และในทุกรูปแบบ มีพื้นที่อยู่สองอย่างตั้งอยู่เคียงกันเสมอ นั่นคือพื้นที่การเมือง และพื้นที่อาญาสิทธิ์
พื้นที่ทางการเมือง คือพื้นที่ซึ่งคนนับตั้งแต่คนเดียวไปถึงกลุ่มในรูปแบบต่างๆ สามารถเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองอำนาจ, ผลประโยชน์, เกียรติยศ ระหว่างกันในสังคม หรือต่อรองกับรัฐ การเคลื่อนไหวนั้นอาจกระทำได้หลายอย่าง นับตั้งแต่นินทาไปจนถึงสร้างละครล้อเลียน ชุมนุมประท้วง โจมตีวิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อหรือในที่สาธารณะ ฯลฯ
พื้นที่อาญาสิทธิ์ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งมีระเบียบกฎเกณฑ์บังคับ และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ได้ให้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตแก่ทุกคน ในบางรัฐ พื้นที่อาญาสิทธิ์อาจใหญ่มากเสียจนแทบไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเหลืออยู่เลย นอกจากระยะห่างของการกระซิบข้างหูเมีย
พื้นที่อาญาสิทธิ์ที่ใหญ่เสียจนแทบไม่มีพื้นที่การเมืองเหลือให้ใครเลยเช่นนี้ แทนที่จะทำให้อาญาสิทธิ์มีความมั่นคงสถาพร ตรงกันข้าม กลับทำให้อาญาสิทธิ์ขาดความมั่นคงอย่างมาก เพราะอิทธิพลของผู้นำแปรเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้แค่แก่ลงหรือตายลง ก็อาจทำให้อาญาสิทธิ์สั่นคลอนจนถึงล่มสลายลงได้ เราเห็นอาการของความไม่มั่นคงของอาญาสิทธิ์เช่นนี้ได้ นับตั้งแต่ในซ่องโจรไปจนถึงรัฐเผด็จการทุกรูปแบบ ใครจะคิดได้ว่า ครูสชอฟเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะลุกขึ้นมาขุดศพสตาลินขึ้นประจาน หลังการตายของเขาไม่ทันถึงสองปีดี หลังมรณกรรมของจอมพลตีโต ยูโกสลาเวียก็แตกสลาย
การไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเลย ทำให้อาญาสิทธิ์ขาดความมั่นคง แต่การไม่มีพื้นที่อาญาสิทธิ์เหลืออยู่เลย ก็ทำให้พื้นที่การเมืองเสื่อมโทรมลงจนกลายเป็นซ่องโจรเหมือนกัน เพราะการแข่งขันกันของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่การเมือง จะกลายสภาพเป็นการใช้ความรุนแรงและอำนาจดิบเข้าใส่กัน ด้วยความหวังว่า จะสถาปนากลุ่มตนเองขึ้นเป็นอาญาสิทธิ์ได้ด้วยวิธีนี้ (และอันที่จริง ปราศจากพื้นที่อาญาสิทธิ์เลยในรัฐใด ก็ไม่เหลือวิธีอื่นในการสร้างอาญาสิทธิ์อีก นอกจากความรุนแรงป่าเถื่อน)
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะสถาปนาพื้นที่สองอย่างนี้ร่วมกันอย่างพอเหมาะในรัฐหนึ่งๆ ได้อย่างไร ประชาธิปไตยอ้างว่าคือระบอบปกครองที่เป็นคำตอบ โดยการกระทำสองอย่าง
หนึ่ง คือทำให้อาญาสิทธิ์ได้ต้องได้รับความชอบธรรมจากความเห็นชอบของประชาชน และความชอบธรรมนี้ต้องพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นจำนวนของมือที่ยกขึ้นในประชาธิปไตยทางตรง หรือเป็นคะแนนเสียงซึ่งนับได้จากหีบบัตรเลือกตั้งก็ตาม
สอง คือทำให้พื้นที่การเมืองและพื้นที่อาญาสิทธิ์ต้องได้รับความคุ้มครองและควบคุมจากกฎหมาย (ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากพลเมืองส่วนใหญ่อีกเช่นกัน)
ทั้งอาญาสิทธิ์และการเมือง ตั้งอยู่ร่วมกันในรัฐได้ โดยมีระเบียบกฎเกณฑ์หรือกฎหมายคุ้มครองและควบคุมอยู่ ดังนั้นทุกคนจึงมีสิทธิเสรีภาพเสมอหน้ากันในพื้นที่ทั้งสอง โดยอาญาสิทธิ์ไม่สามารถบีบให้พื้นที่ทางการเมืองหดแคบลง
เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่ ในขณะที่พื้นที่การเมืองก็ไม่สามารถบีบให้พื้นที่อาญาสิทธิ์หดแคบลงหรือสูญหายไป เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่เหมือนกัน
อาญาสิทธิ์ (ไม่ใช่นางสาวยิ่งลักษณ์) ก็จะมีความมั่นคง ในขณะที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะมั่นคงในรัฐประชาธิปไตย
ข้ออ้างเช่นนี้ เป็นการอ้างเอาเองของฝ่ายประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ก็ใช่ในแง่หนึ่ง แต่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์หักล้าง (disprove) ได้ว่าไม่จริง
อย่างไรก็ตาม ที่พรรณนามาทั้งหมดนี้เป็นไปตามทฤษฎี เมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์รัฐประชาธิปไตยจริงๆ ก็จะพบข้อขัดข้องที่ทำให้ไม่ลงตัวหลายอย่าง ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะประเทศไทยปัจจุบัน
พื้นที่อาญาสิทธิ์ในประเทศไทยนั้นไม่มีความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน (monolithic) อย่างที่ทฤษฎีสมมุติ อันที่จริงแม้ในสังคมประชาธิปไตย-อื่นๆ พื้นที่อาญาสิทธิ์ก็หาได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันไม่ ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่อาญาสิทธิ์สมควรจะถูกถ่วงดุลจากหลายๆ ฝ่าย แต่กฎเกณฑ์การตรวจสอบถ่วงดุลของพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยนั้น ไม่ได้เกิดจากความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ หากเกิดจากการต่อสู้ขัดแย้งกันโดยไม่เคารพกติกา เช่น บางฝ่ายร่วมกันใช้วิธีรัฐประหารเป็นเครื่องมือ บางฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญที่วางเงื่อนไขให้การตรวจสอบถ่วงดุลไม่สุจริตมาแต่ต้น แม้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นผ่านความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ในการลงประชามติที่ไม่ให้ทางเลือกอื่น
ดังนั้น ในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยจึงเต็มไปด้วยอำนาจอันหลากหลาย ซึ่งไม่ได้ถูกผูกโยงเข้าหากันด้วยระบบกฎหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต่างก็อ้างอำนาจจากที่มาซึ่งแตกต่างกันมาก นับตั้งแต่ประเพณี, สถานะนักบวชในศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือ, อำนาจดิบ, ความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ผ่านการเลือกตั้ง, สถานะทางสังคมที่สูงเช่นนักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัย, หรือปัญญาชน, นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ
อำนาจในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยเหล่านี้ แข่งขันแย่งชิงอำนาจนำกันอยู่เสมอมา
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อาญาสิทธิ์ที่อ้างที่มาแห่งอำนาจจากความเห็นชอบของประชาชนนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของอาญาสิทธิ์ที่อ่อนแอที่สุดในการแย่งชิงอำนาจนำในพื้นที่อาญาสิทธิ์ แต่กลับเริ่มมีอำนาจที่ได้จากแหล่งความชอบธรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพื้นที่ทางการเมืองในสังคมไทยเองก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาเหมือนกัน คนชั้นกลางประสบความสำเร็จในการนำ "ปฏิรูปการเมือง" จนเป็นผลให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ประชาชนในชนบทรวมตัวกันต่อสู้ปกป้องสมบัติสาธารณะของชุมชนทั่วไปทั้งประเทศ บางครั้งก็สามารถครอบครองกระแสข่าวของส่วนกลางได้ เช่นกรณีสมัชชาคนจน หรือการประท้วงของสหภาพแรงงานบางแห่ง อีกทั้งประชาชนยังมีโอกาสเลือกตั้งใน อปท.อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ในขณะที่ความเห็นชอบของพลเมืองเพิ่มอำนาจนำให้แก่บางสถาบันในพื้นที่อาญาสิทธิ์ ก็ลดอำนาจนำของสถาบันอื่นในพื้นที่เดียวกันไปพร้อมกัน และด้วยเหตุดังนั้น สถาบันที่อาศัยฐานแห่งความชอบธรรมจากสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความเห็นชอบของประชาชน จึงต้องเข้ามาแย่งอำนาจนำในพื้นที่การเมืองเพิ่มมากขึ้น และถี่ขึ้น
การต่อสู้แย่งชิงอำนาจนำที่เคยซ่อนตัวอยู่หลังฉากในพื้นที่อาญาสิทธิ์ จึงออกมาปรากฏบนท้องถนน, ห้องพิจารณาคดีของศาลบางประเภท, หน้าสื่อทุกประเภท, ห้องแถลงข่าวของนักวิชาการ ฯลฯ
เรากำลังอยู่ในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนำของสถาบันต่างๆ ในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของรัฐ ซึ่งอาจสรุปให้เหลือสั้นๆ ได้เพียง การเพิ่มความสำคัญแก่ฐานความชอบธรรมที่มาจากความเห็นชอบของพลเมือง นี่คือเหตุผลที่เราได้เห็นความเป็นปฏิปักษ์ต่อความปลี่ยนแปลงอันนี้ในพื้นที่อาญาสิทธิ์อย่างล่อนจ้อนในครั้งนี้
รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์จึงต้องตระหนักให้ชัดด้วยว่า การรักษาพื้นที่อาญาสิทธิ์ให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองและควบคุมของกฎหมาย จึงไม่ใช่เพื่อรักษาตัวรอดทางการเมืองเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือการรักษาพื้นที่อาญาสิทธิ์ให้ดำรงอยู่อย่างมีความหมายในรัฐของเราต่อไป
การดำรงอยู่ของรัฐบาลรักษาการในสถานการณ์ของการแย่งชิงอำนาจนำในครั้งนี้ คืออนาคตของประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในชาติของเรา
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

