.
ประเทศที่ไร้ความหวัง
โดย Siam Intelligence
ใน http://www.siamintelligence.com/thailand-has-no-hope/
. . 3 มกราคม 2015
ทักษิณ ชินวัตร น่าจะถือเป็น “ความหวังครั้งสุดท้าย” ของสังคมไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
มหาเศรษฐีผู้ขี่กระแสคลื่นลูกที่สาม เจ้าพ่อแห่งวงการโทรคมนาคมผู้หันเหเข้าสู่วงการการเมือง เข้ามากระตุ้นสังคมไทยที่เจ็บช้ำปวดร้าวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ได้อย่างน่าทึ่งด้วยแนวนโยบายแบบใหม่และการบริหารที่กระฉับกระเฉงว่องไว
ในช่วงของรัฐบาลทักษิณ คนไทยมองไปข้างหน้าสู่อนาคตที่ดีกว่า เศรษฐกิจสดใสเต็มไปด้วยความหวังว่าไทยจะพัฒนาและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของเอเชีย สานต่อความฝัน “เสือตัวที่ห้า” ที่ยังทำไม่สำเร็จในทศวรรษ 2530 ความภูมิใจของคนในชาติเปี่ยมล้น ภูมิใจต่อพัฒนาการของ “ประเทศไทย” ที่สามารถต่อสู้กับอารยประเทศได้อย่างสมศักดิ์ศรี
แต่ทักษิณก็ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยต้อง “ผิดหวัง” ความทะเยอทะยานและพฤติกรรมที่ล้นเกินไปหลายอย่างของเขาทำให้คนบางส่วน “รับไม่ได้” และเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว เป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ชุมนุมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 เป็นต้นมา และเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน
เราต้องยอมรับว่ากลุ่มคนที่ “เกลียดทักษิณ” ในปัจจุบันนี้ เดิมทีเคยเป็นกลุ่มคนที่ตั้งความหวังกับทักษิณอย่างมาก และ “อกหัก” จนเปลี่ยนความรักเป็นความเกลียดชังในที่สุด
หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนไทยก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกมาโดยตลอด
ความหวังประเทศไทย
เมื่อรัฐบาลทักษิณถูกโค่นล้มลงไป คนไทยจำนวนไม่น้อยหวังว่าคณะรัฐประหาร คมช. และรัฐบาล “ขิงแก่” จะเข้ามากอบกู้ประเทศได้ในปี 2549 แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว กลายเป็นรัฐประหารที่ถูกพวกเดียวกันมองว่า “เสียของ”
หลังจากนั้นคนไทยก็ให้ความหวังกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหนุ่มดีกรีอ๊อกซ์ฟอร์ด หน้าตาหล่อเหลา วาจาคมคาย น่าจะเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ทันสมัยเป็นสากล แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง เหลือเพียงแค่วาทะ “ดีแต่พูด” เก็บไว้ในความทรงจำ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขี่กระแสภาพลักษณ์และความหวังว่า “เมืองไทยจะกลับมาดีอีกครั้ง” อย่างเช่นสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายแล้ว รัฐบาลเพื่อไทยก็ทำลายความหวังเหล่านี้ลงในชั่วข้ามคืน ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ที่แสนขัดแย้ง จนทำให้สุดท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพังทลาย จบลงด้วยรัฐประหารครั้งที่สองในรอบ 8 ปี
ล่าสุดกับรัฐบาล คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงแม้คนบางกลุ่มจะตั้งความหวังเป็นอย่างสูง แต่ทิศทางการบริหารประเทศในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า คสช. กำลังพาประเทศไทยไปสู่อนาคตสักเท่าไรนัก จะมีแต่การหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกับไปสู่วันวานแห่งอดีตเสียเป็นส่วนใหญ่
มองให้ไกลกว่าประเด็นการเมือง สังคมไทยก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับแทบทุกเรื่อง เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเริ่มเดินมาถึงทางตัน สังคมฟอนเฟะในทุกมิติ สถาบันหลักของประเทศแทบทุกแห่งเต็มไปด้วยจุดด่างพร้อย ตั้งแต่รัฐสภาปาเก้าอี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังนั่งควบสองตำแหน่ง โครงการ GT200 ของทหาร ศาลสูงสุดที่เขียนคำวินิจฉัยแบบลวกๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ไม่ทำงาน ไปจนถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่อยากจัดการเลือกตั้ง
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอยในการจัดอันดับแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น สิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัย
ความภูมิใจต่อประเทศไทยเริ่มจืดจางลง หลายคนเลิกเปรียบเทียบประเทศไทยกับต่างชาติ ด้วยวาทกรรม “เมืองไทยมีแนวทางของตัวเอง” และ “อารยธรรมต่างชาตินำมาใช้กับเมืองไทยไม่ได้ทั้งหมด”
แน่นอนว่าพื้นฐานของประเทศไทยยังเข้มแข็ง ประเทศไทยยังไม่มีโอกาสจะล่มสลายลงในชั่วพริบตาแบบเดียวกับครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคราวนี้ถือภาวะเซื่องซึมที่ยาวนาน คนไทยยังอยู่ได้ มีกิน ชีวิตอยู่ได้ตามปกติสุข แต่มองไปทางไหนก็ยังไม่เห็นประกายความหวังในสายตา
สภาพการณ์อึมครึมแบบที่เป็นอยู่ กลายเป็นเหตุสั่งสมความเครียดโดยรวมของสังคม คนไทยจำนวนไม่น้อยหันไปคว้าจับ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ทั้งจิตและกรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ในขณะที่คนไทยอีกส่วนหนึ่งก็หวังพึ่งโชคชะตาด้วยการ “รวยทางลัด” ทั้งหวยและหุ้น
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจนัก ถ้าหากมีคนไทยกลุ่มไหนสามารถสร้าง “ความหวัง” มาตอบสนองภาวะโหยหาความภาคภูมิใจเหล่านี้ สังคมไทยจะตอบสนองอย่างท่วมท้น
ทีมฟุตบอลไทยภายใต้การนำของโค้ช “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ถือเป็นดาวความหวังดวงใหม่ล่าสุดของประเทศไทย ด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในระดับอาเซียน สามารถทวงบัลลังก์เก่าของทีมฟุตบอลไทย (ที่ห่างหายไปนานหลายปี) อย่างแชมป์ซีเกมส์ และแชมป์ซูซูกิคัพ กลับคืนสู่อ้อมอกของคนไทยได้สำเร็จ ในขณะที่ระดับเอเชียก็ไม่น้อยหน้า สามารถขึ้นไปยืนอยู่ในระดับ 4 ทีมสุดท้ายฟุตบอลชายเอเชี่ยนเกมส์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
นักเตะในยุคของ “ซิโก้” ยังแสดงให้แฟนฟุตบอลชาวไทยเห็นว่า พวกเขามีมาตรฐานการเล่นทัดเทียมกับระดับสากล มีความขยัน มีทักษะ มีวินัย รู้จักการเล่นเป็นทีมเวิร์ค ต่างไปจากนักฟุตบอลไทยชุดก่อนๆ ที่ดูจะขี้เกียจ ไม่มีความฟิต และชอบเล่นฟุตบอลชายเดี่ยวเพื่อโชว์ความสามารถตัวเอง
การคว้าแชมป์ซูซูกิคัพในช่วงปลายปีของทีมฟุตบอลไทย จึงทำให้คนไทยทั้งประเทศ “สะใจ” ได้ปลดปล่อยความภูมิใจที่สะกดกลั้นมานาน และได้รู้สึกว่า “ประเทศไทยมีดี” กลับมาแข่งขันได้ในระดับสากล
แต่เมื่อหันกลับมามองที่แวดวงอื่น โดยเฉพาะวงการการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เรากลับยังไม่เห็นความหวังแบบเดียวกันมากนัก เรายังไม่สามารถค้นพบดาวรุ่งกลุ่มใหม่ที่เต็มไปด้วยขีดความสามารถ ภาพลักษณ์ใสสะอาด ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ที่จะสามารถฝากความหวังว่าอนาคตของประเทศไทยจะดีขึ้นเอาไว้ได้
สภาพการณ์ของประเทศไทยในปี 2558 จึงยังอึมครึมต่อไป และคนไทยก็ยังต้องอยู่กับตัวละครหน้าเดิมๆ ต่อไปในทุกวงการ แม้จะรู้ว่าไม่สามารถฝากความหวังไว้กับคนเหล่านี้ได้ แต่ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นใดที่ดีไปกว่านี้แล้ว
SIU ขอสวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่าน และขอให้ทุกท่าน “อดทน” ต่อสภาวการณ์อันอึมครึมนี้ต่อไป จนกว่าประเทศไทยจะกลับมาเงยหน้าและมองขึ้นไปหาอนาคตอีกครั้ง
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ AEC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ AEC แสดงบทความทั้งหมด
2558-01-03
2557-02-07
เมื่อเพื่อนบ้านถาม“ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง” โดย ธีรภัทร เจริญสุข
.
บทความ2 - ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เมื่อเพื่อนบ้านถามไทย “ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง”
โดย ธีรภัทร เจริญสุข
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391757693
. . วันศุกร์ที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 15:20:25 น.
( ที่มา: คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง นสพ.มติชนรายวัน )
วันที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์อันเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยอีกครั้ง ภายหลังจากการยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งคนไทยก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคสารพัดจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นในประเทศตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ถูกขัดขวางด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ขัดขวางการลงสมัคร การไปเลือกตั้งล่วงหน้า การขนส่งหีบบัตร แต่ประชาชนผู้ต้องการใช้สิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของตัวเองก็ต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ จนกระทั่งมาถึงวันเลือกตั้งได้ในที่สุด
อาการไม่อยากเลือกตั้ง จนถึงขั้นขัดขวางการเลือกตั้งของคนไทยบางกลุ่มบางพวก จนถึงชนชั้นนำชั้นสูงที่ออกมาเผยความในใจว่าคนไม่เท่ากัน ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งผ่านสื่ออยู่แทบทุกวัน สร้างความฉงนสงสัยให้ชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์และสื่อของไทยเป็นที่ยิ่ง
ประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ต่างก็มีประวัติการต่อสู้ทั้งเพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคม และต่อต้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้บางประเทศจะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมที่มีพรรครัฐเป็นผู้นำรวมศูนย์เดี่ยว แต่ประชาชนเหล่านั้นก็เข้าใจและต้องการส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิเสียงของตนเอง รวมถึงเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทย ในระดับที่ถ้าอยู่ในเมืองไทยพูดออกมาดังๆ ไม่ได้ก็แล้วกัน
ญาติพี่น้องทางฝั่งลาวบางท่านถึงกับบ่นไม่เข้าใจ ทำนองว่า "ทำไมคนไทยไม่อยากได้เลือกตั้งล่ะ จะให้ใครก็ไม่รู้มาเลือกให้เหรอะ ไม่ได้เลือก ติก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่เข้าท่าก็ไล่ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะมาอุ้มไปลงแม่น้ำโขง คนลาวนี้อยากเลือกตั้งบ้างจะตายก็เลือกไม่ได้ พวกเขาเลือกมาให้เรากาคัดออก กาไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เห็นแต่กินภูเขากินป่าหมดเฉยๆ แต่ละคนสร้างบ้านยังกับวัง"
นัยว่า ถ้าได้เลือกตั้งอย่างน้อยก็มีหมดเวลาวาระ เห็นว่าโกงยังด่ายังไล่ได้ แต่ถ้าไม่ได้เลือก เห็นโกงอยู่ตำตา คนร้องเรียนจะตายเอาเสียก่อน
มิตรสหายจากฝั่งเขมรที่เติบโตมากับภาวะไม่มั่นคงหลังยุคเขมรแดงและเขมรสี่ฝ่าย ที่แม้ทุกวันนี้สมเด็จฮุนเซ็นจะครองอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง คะแนนของพรรคฮุนเซ็นก็เริ่มลดต่ำลง และแม้มีการจลาจลประท้วงเรียกร้อง ก็ยังสิ้นสุดอยู่ที่การให้เลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยไม่อยากให้เลือกตั้งเหลือเกินจนถึงขั้นไปปิดล้อมขัดขวาง
มิพักต้องพูดถึงเมียนมาร์ ที่พัฒนาการประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ อาจมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ดอว์อองซานซูจี มีสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อที่ห้ามผู้มีคู่สมรสเป็นบุคคลต่างด้าวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อันเป็นบัญญัติที่จงใจกีดกันดอว์ซูจีเพียงผู้เดียวอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการการแก้ไข แต่การแก้ไขการคอร์รัปชั่นโดยการคอร์รัปชั่นที่ร้ายแรงกว่า คือการคอร์รัปชั่นยึดอำนาจ ยึดสิทธิการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริงผ่านการลงคะแนนเสียง ย่อมไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดี
ดังปรากฏว่าประเทศไทยมีการรัฐประหารโดยอ้างการปฏิรูป คณะทหารอ้างปัญหาคอร์รัปชั่นเข้ายึดอำนาจเป็นจำนวนมากเกือบเท่าประเทศกินีบิสเซาและบุรุนดี แต่ประเทศไทยก็มิได้ปราศจากคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด หนำซ้ำการรวบอำนาจเข้าไปอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียวยังซ้ำเติมปัญหาคอร์รัปชั่นให้หนักหนาโดยไม่สามารถท้วงติงตรวจสอบได้
การเมืองในระบบเท่านั้นที่ช่วยให้เราฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และเพื่อนบ้านของประเทศไทยต่างก็เอาใจช่วยให้เราหาทางออกได้อย่างสันติอยู่ เพราะถ้าหากประเทศไทยหยุดชะงักลง เขาย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน
++
ธีรภัทร เจริญสุข เขียน ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391150643
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:43:05 น.
( ที่มา : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง โดย ธีรภัทร เจริญสุข นสพ.มติชนรายวัน )
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโทรทัศน์ช่อง 7 ของไทย แพร่ภาพความแตกต่างระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาว เช่น ถ่ายรูป เป็น แหกตา เครื่องบิน เป็น กำปั่นเหาะ แอร์โฮสเตส เป็น นางบำเรอกำปั่นเหาะ ฯลฯ
ตามที่คนไทยได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในมุขตลกหนังสือขำขัน หรือโจ๊กตลกคาเฟ่ทอล์กโชว์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และก่อความไม่พอใจอย่างมากในกลุ่มชุมชนออนไลน์ของชาวลาวว่า ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง มีนัยดูถูกและต้องการทำให้ภาษาลาวเป็นเรื่องตลก
ขบขัน จนช่อง 7 ต้องทำหนังสือขออภัยต่อเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย และออกข่าวใหม่เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด เช่น ถ่ายรูป คือ ถ่ายฮูป เครื่องบิน คือ ยน แอร์โฮสเตส คือ สาวอากาศ
มุขตลกภาษาลาวผิดๆ เพี้ยนๆ ที่แพร่หลายในความเข้าใจของสังคมไทยนั้น หากสืบค้นย้อนหลังกลับไปก็พบว่า มีการเล่าปากต่อปากและลงบันทึกเป็นตัวหนังสือมาได้กว่ายี่สิบปีแล้ว โดยเริ่มต้นน่าจะมาจากคอลัมน์ท่องเที่ยวของนิตยสารบางกอก และคู่สร้างคู่สม ที่ผู้เขียนได้ไปท่องเที่ยวเมืองลาวภายหลังลาวเปิดประเทศรอบแรกในปี 1991 แล้วรับเอามุขตลกของไกด์หรือคนขับรถชาวลาวเอามาเล่าในคอลัมน์ท่องเที่ยวของตัวเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวลาวแล้วได้รับฟังมุขตลกประเภทดังกล่าวด้วย
หลังจากนั้น มุขตลกภาษาลาวผิดๆ ก็ได้แพร่หลายต่อเองไป ลงในหนังสือตลกขำขัน คณะตลกคาเฟ่เอามาล้อเลียน ไปจนถึงการแผลงชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศให้เป็นภาษาลาวแบบดูตลกๆ ประเภท สองสิงห์ ซิงตั่งนั่ง(สองสิงห์ชิงบัลลังก์) ชู้รักเรือล่ม(ไททานิก) แต่ไม่ตรงความเป็นจริง กลายเป็นการส่งเสริมความเข้าใจผิดด้านภาษาระหว่างไทยกับลาวให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ถ้าลองคิดดูใจเขาใจเรา ฝรั่งต่างชาติจำนวนมาก ก็ถูกรถแท็กซี่ ไกด์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนคนไทยอำเรื่องภาษาให้ใช้ภาษาไทยผิดๆ เช่นกัน แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับรู้คำที่ถูกต้อง ก็ไม่ได้นำไปเผยแพร่ให้กลายเป็นเรื่องตลกแบบผิดๆ ส่วนบางคำที่กลายเป็นเรื่องตลกพ้องเสียง เช่น บุญชิต ฟักมี คำอ่อน พร พริก ที่เหลื่อมพ้องกับคำแสลงคำหยาบในภาษาต่างชาติอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องตลกเฮฮาที่มีพื้นฐานจากความจริงและคนไทยก็ตลกด้วย ไม่ใช่ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ เพื่อหวังจะให้ตลก
ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาลาวเท่านั้น ยังมีอีกหลายภาษา โดยเฉพาะภาษาในอาเซียนที่อาจมีความพ้องเสียงคล้ายคำทะลึ่งหยาบโลนในภาษาไทย เช่น ภาษาเวียดนามที่มีคนเริ่มเอามาเล่นเป็นมุขตลกทะลึ่งบ้างแล้ว ซึ่งหากจะนำมาเล่นเป็นมุขตลกเฮฮา ก็ควรสอบถามทบทวนความถูกต้องกับเจ้าของภาษาจริง ที่ไม่ใช่เรื่องอำเล่นเสียก่อน มิฉะนั้น หากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะมัวแต่คิดไปเองว่า ไม่เป็นไร เรื่องไม่ใหญ่ เมื่อใช้ไปใช้มาจนเกิดความเข้าใจผิดฝังแน่นเป็นความจำรวมหมู่ ผลิตเผยแพร่ออกมาทางสื่อ ก็จะเกิดความเสียหายต่อทั้งความน่าเชื่อถือในสื่อนั้น และกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ของมิตรประเทศด้วย
โดยเฉพาะทุกวันนี้สังคมออนไลน์มีชุมชนผู้เล่นทุกประเทศ การสื่อสารฉับไว การแสดงความไม่พอใจและการประท้วงโต้ตอบก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านโทรศัพท์มีกันครบถ้วนหน้าในราคาถูก (และเร็วกว่าประเทศไทย) หากเกิดประเด็นความเข้าใจผิดเชิงดูถูกดูหมิ่นขึ้น ก็อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง เหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่สร้างความเสียหายร้ายแรง ส่งผลต่อผู้ที่ทำการค้า-ธุรกิจได้
ในทางกลับกัน โลกอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้า ก็ช่วยให้เราสามารถสอบทานข้อมูลได้อย่างทันท่วงที แก้ไขความเข้าใจผิดได้ก่อนที่จะลุกลามเช่นกัน ไฟป่ามักจะเกิดขึ้นจากเชื้อไฟเล็กๆ ฉันใด การระงับความรุนแรงบานปลายก็ต้องเริ่มจากการดับเชื้อไฟเล็กๆ ก่อนฉันนั้น
.
บทความ2 - ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เมื่อเพื่อนบ้านถามไทย “ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง”
โดย ธีรภัทร เจริญสุข
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391757693
. . วันศุกร์ที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 15:20:25 น.
( ที่มา: คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง นสพ.มติชนรายวัน )
วันที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์อันเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยอีกครั้ง ภายหลังจากการยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งคนไทยก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคสารพัดจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นในประเทศตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ถูกขัดขวางด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ขัดขวางการลงสมัคร การไปเลือกตั้งล่วงหน้า การขนส่งหีบบัตร แต่ประชาชนผู้ต้องการใช้สิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของตัวเองก็ต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ จนกระทั่งมาถึงวันเลือกตั้งได้ในที่สุด
อาการไม่อยากเลือกตั้ง จนถึงขั้นขัดขวางการเลือกตั้งของคนไทยบางกลุ่มบางพวก จนถึงชนชั้นนำชั้นสูงที่ออกมาเผยความในใจว่าคนไม่เท่ากัน ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งผ่านสื่ออยู่แทบทุกวัน สร้างความฉงนสงสัยให้ชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์และสื่อของไทยเป็นที่ยิ่ง
ประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ต่างก็มีประวัติการต่อสู้ทั้งเพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคม และต่อต้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้บางประเทศจะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมที่มีพรรครัฐเป็นผู้นำรวมศูนย์เดี่ยว แต่ประชาชนเหล่านั้นก็เข้าใจและต้องการส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิเสียงของตนเอง รวมถึงเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทย ในระดับที่ถ้าอยู่ในเมืองไทยพูดออกมาดังๆ ไม่ได้ก็แล้วกัน
ญาติพี่น้องทางฝั่งลาวบางท่านถึงกับบ่นไม่เข้าใจ ทำนองว่า "ทำไมคนไทยไม่อยากได้เลือกตั้งล่ะ จะให้ใครก็ไม่รู้มาเลือกให้เหรอะ ไม่ได้เลือก ติก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่เข้าท่าก็ไล่ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะมาอุ้มไปลงแม่น้ำโขง คนลาวนี้อยากเลือกตั้งบ้างจะตายก็เลือกไม่ได้ พวกเขาเลือกมาให้เรากาคัดออก กาไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เห็นแต่กินภูเขากินป่าหมดเฉยๆ แต่ละคนสร้างบ้านยังกับวัง"
นัยว่า ถ้าได้เลือกตั้งอย่างน้อยก็มีหมดเวลาวาระ เห็นว่าโกงยังด่ายังไล่ได้ แต่ถ้าไม่ได้เลือก เห็นโกงอยู่ตำตา คนร้องเรียนจะตายเอาเสียก่อน
มิตรสหายจากฝั่งเขมรที่เติบโตมากับภาวะไม่มั่นคงหลังยุคเขมรแดงและเขมรสี่ฝ่าย ที่แม้ทุกวันนี้สมเด็จฮุนเซ็นจะครองอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง คะแนนของพรรคฮุนเซ็นก็เริ่มลดต่ำลง และแม้มีการจลาจลประท้วงเรียกร้อง ก็ยังสิ้นสุดอยู่ที่การให้เลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยไม่อยากให้เลือกตั้งเหลือเกินจนถึงขั้นไปปิดล้อมขัดขวาง
มิพักต้องพูดถึงเมียนมาร์ ที่พัฒนาการประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ อาจมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ดอว์อองซานซูจี มีสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อที่ห้ามผู้มีคู่สมรสเป็นบุคคลต่างด้าวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อันเป็นบัญญัติที่จงใจกีดกันดอว์ซูจีเพียงผู้เดียวอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการการแก้ไข แต่การแก้ไขการคอร์รัปชั่นโดยการคอร์รัปชั่นที่ร้ายแรงกว่า คือการคอร์รัปชั่นยึดอำนาจ ยึดสิทธิการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริงผ่านการลงคะแนนเสียง ย่อมไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดี
ดังปรากฏว่าประเทศไทยมีการรัฐประหารโดยอ้างการปฏิรูป คณะทหารอ้างปัญหาคอร์รัปชั่นเข้ายึดอำนาจเป็นจำนวนมากเกือบเท่าประเทศกินีบิสเซาและบุรุนดี แต่ประเทศไทยก็มิได้ปราศจากคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด หนำซ้ำการรวบอำนาจเข้าไปอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียวยังซ้ำเติมปัญหาคอร์รัปชั่นให้หนักหนาโดยไม่สามารถท้วงติงตรวจสอบได้
การเมืองในระบบเท่านั้นที่ช่วยให้เราฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และเพื่อนบ้านของประเทศไทยต่างก็เอาใจช่วยให้เราหาทางออกได้อย่างสันติอยู่ เพราะถ้าหากประเทศไทยหยุดชะงักลง เขาย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน
++
ธีรภัทร เจริญสุข เขียน ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391150643
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:43:05 น.
( ที่มา : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง โดย ธีรภัทร เจริญสุข นสพ.มติชนรายวัน )
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโทรทัศน์ช่อง 7 ของไทย แพร่ภาพความแตกต่างระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาว เช่น ถ่ายรูป เป็น แหกตา เครื่องบิน เป็น กำปั่นเหาะ แอร์โฮสเตส เป็น นางบำเรอกำปั่นเหาะ ฯลฯ
ตามที่คนไทยได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในมุขตลกหนังสือขำขัน หรือโจ๊กตลกคาเฟ่ทอล์กโชว์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และก่อความไม่พอใจอย่างมากในกลุ่มชุมชนออนไลน์ของชาวลาวว่า ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง มีนัยดูถูกและต้องการทำให้ภาษาลาวเป็นเรื่องตลก
ขบขัน จนช่อง 7 ต้องทำหนังสือขออภัยต่อเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย และออกข่าวใหม่เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด เช่น ถ่ายรูป คือ ถ่ายฮูป เครื่องบิน คือ ยน แอร์โฮสเตส คือ สาวอากาศ
มุขตลกภาษาลาวผิดๆ เพี้ยนๆ ที่แพร่หลายในความเข้าใจของสังคมไทยนั้น หากสืบค้นย้อนหลังกลับไปก็พบว่า มีการเล่าปากต่อปากและลงบันทึกเป็นตัวหนังสือมาได้กว่ายี่สิบปีแล้ว โดยเริ่มต้นน่าจะมาจากคอลัมน์ท่องเที่ยวของนิตยสารบางกอก และคู่สร้างคู่สม ที่ผู้เขียนได้ไปท่องเที่ยวเมืองลาวภายหลังลาวเปิดประเทศรอบแรกในปี 1991 แล้วรับเอามุขตลกของไกด์หรือคนขับรถชาวลาวเอามาเล่าในคอลัมน์ท่องเที่ยวของตัวเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวลาวแล้วได้รับฟังมุขตลกประเภทดังกล่าวด้วย
หลังจากนั้น มุขตลกภาษาลาวผิดๆ ก็ได้แพร่หลายต่อเองไป ลงในหนังสือตลกขำขัน คณะตลกคาเฟ่เอามาล้อเลียน ไปจนถึงการแผลงชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศให้เป็นภาษาลาวแบบดูตลกๆ ประเภท สองสิงห์ ซิงตั่งนั่ง(สองสิงห์ชิงบัลลังก์) ชู้รักเรือล่ม(ไททานิก) แต่ไม่ตรงความเป็นจริง กลายเป็นการส่งเสริมความเข้าใจผิดด้านภาษาระหว่างไทยกับลาวให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ถ้าลองคิดดูใจเขาใจเรา ฝรั่งต่างชาติจำนวนมาก ก็ถูกรถแท็กซี่ ไกด์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนคนไทยอำเรื่องภาษาให้ใช้ภาษาไทยผิดๆ เช่นกัน แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับรู้คำที่ถูกต้อง ก็ไม่ได้นำไปเผยแพร่ให้กลายเป็นเรื่องตลกแบบผิดๆ ส่วนบางคำที่กลายเป็นเรื่องตลกพ้องเสียง เช่น บุญชิต ฟักมี คำอ่อน พร พริก ที่เหลื่อมพ้องกับคำแสลงคำหยาบในภาษาต่างชาติอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องตลกเฮฮาที่มีพื้นฐานจากความจริงและคนไทยก็ตลกด้วย ไม่ใช่ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ เพื่อหวังจะให้ตลก
ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาลาวเท่านั้น ยังมีอีกหลายภาษา โดยเฉพาะภาษาในอาเซียนที่อาจมีความพ้องเสียงคล้ายคำทะลึ่งหยาบโลนในภาษาไทย เช่น ภาษาเวียดนามที่มีคนเริ่มเอามาเล่นเป็นมุขตลกทะลึ่งบ้างแล้ว ซึ่งหากจะนำมาเล่นเป็นมุขตลกเฮฮา ก็ควรสอบถามทบทวนความถูกต้องกับเจ้าของภาษาจริง ที่ไม่ใช่เรื่องอำเล่นเสียก่อน มิฉะนั้น หากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะมัวแต่คิดไปเองว่า ไม่เป็นไร เรื่องไม่ใหญ่ เมื่อใช้ไปใช้มาจนเกิดความเข้าใจผิดฝังแน่นเป็นความจำรวมหมู่ ผลิตเผยแพร่ออกมาทางสื่อ ก็จะเกิดความเสียหายต่อทั้งความน่าเชื่อถือในสื่อนั้น และกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ของมิตรประเทศด้วย
โดยเฉพาะทุกวันนี้สังคมออนไลน์มีชุมชนผู้เล่นทุกประเทศ การสื่อสารฉับไว การแสดงความไม่พอใจและการประท้วงโต้ตอบก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านโทรศัพท์มีกันครบถ้วนหน้าในราคาถูก (และเร็วกว่าประเทศไทย) หากเกิดประเด็นความเข้าใจผิดเชิงดูถูกดูหมิ่นขึ้น ก็อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง เหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่สร้างความเสียหายร้ายแรง ส่งผลต่อผู้ที่ทำการค้า-ธุรกิจได้
ในทางกลับกัน โลกอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้า ก็ช่วยให้เราสามารถสอบทานข้อมูลได้อย่างทันท่วงที แก้ไขความเข้าใจผิดได้ก่อนที่จะลุกลามเช่นกัน ไฟป่ามักจะเกิดขึ้นจากเชื้อไฟเล็กๆ ฉันใด การระงับความรุนแรงบานปลายก็ต้องเริ่มจากการดับเชื้อไฟเล็กๆ ก่อนฉันนั้น
.
2557-02-04
โฆษก กต.สหรัฐฯเสียใจที่ปชช.จำนวนมากเลือกตั้งไม่ได้
.
บทรายงาน2 - พรรคเพื่อไทยแถลงการณ์ จี้จับตาขบวนการทำลายประชาธิปไตย-ปล้นสิทธิประชาชน
________________________________________________________________________________________
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเสียใจ ที่ปชช.จำนวนมากเลือกตั้งไม่ได้
ใน http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=710944
. . วันอังคารที่ 4 ก.พ. 2557 16:35 น.
( ภาพจาก www.dailynews.co.th )
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2557 รายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า นางเจน ปซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชน โดยระบุว่า การเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เป็นไปอย่างสันติและเป็นระเบียบในเขตหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ แต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยมีความพยายามที่จะปิดกั้นผู้ลงคะแนนและเจ้าหน้าที่ มิให้เข้าไปในบริเวณหน่วยเลือกตั้งบางแห่ง รวมทั้งมีการขัดขวางการจัดส่งอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับจัดการเลือกตั้ง แน่นอนว่าสหรัฐฯรู้สึกเสียใจที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง มีความอดทนอดกลั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต และความเสียหายของทรัพย์สิน
นางปซากี ยังกล่าวด้วยกล่าวอีกว่า สหรัฐฯ ยังคงห่วงกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดด้านการเมืองในประเทศไทย ซึ่งสร้างความท้าทายต่อสถาบันและระบอบประชาธิปไตยของไทย เราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดอย่างแน่นอนในความขัดแย้งทางการเมืองนี้ แต่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในการเจรจาอย่างจริงใจ เพื่อแก้ไขความแตกต่างทางการเมืองอย่างสันติ และตามหลักประชาธิปไตย เราจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตามหลักประชาธิปไตยต่อความตึงเครียดที่่ยังคงดำเนินอยู่ ดังนั้น เราจึงติดตามสถานการณ์ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เชื่อว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในกระบวนการนี้
นอกจากนี้ นางปซากี ยังตอบข้อซักถามที่ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับผลของการเลือกตั้งหรือไม่ หรือมีข้อกังขาใด ๆ เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ว่า ตนไม่คิดจะตั้งคำถามใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้เคยแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นข้อเท็จจริงที่ว่า ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งขั้นตอนที่จำเป็นอื่น ๆ ในการผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในเรื่องนี้
นางปซากี กล่าวว่า เราไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหาร ความรุนแรง หรือการใช้กำลังในกรณีนี้ และทุกกรณี เรากำลังหารือโดยตรงกับทุกภาคส่วนในสังคมไทย เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กลไกตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญในแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
++
พรรคเพื่อไทยแถลงการณ์ จี้จับตาขบวนการทำลายประชาธิปไตย-ปล้นสิทธิประชาชน
ใน http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=710941
. . วันอังคารที่ 4 ก.พ. 2557 15:54 น.
เมื่อเวลา 13.00 น. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยเรื่อง ขบวนการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชน 9 ข้อว่า
1. การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เสร็จสิ้นไปแล้ว ปรากฏว่าประชาชนมีความตื่นตัวอย่างมาก แสดงถึงความหวงแหนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่น่าเสียใจว่ายังมีกลุ่มอนาธิปไตยที่ปิดกรุงเทพฯ ขัดขวางการเลือกตั้ง
2. การขับเคลื่อนของขบวนการนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งของประชาชน และสถาปนาอำนาจของกลุ่มขบวนการดังกล่าว โดยมีวิธีการอยู่ 2 แนวทางคือ พยายามให้มีการทำรัฐประหาร และพยายามให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ผู้ดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่มีความโยงใยอย่างใกล้ชิดกับการรัฐประหารเมื่อพ.ศ. 2549 ทำลายพรรคเพื่อไทยด้วยการขัดขวางการทำงานทุกด้าน ตลอดจนหาเหตุทุกวิถีทางที่จะทำให้มีการชี้มูลเรื่องทุจริตหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนำไปสู่การถอดถอนโดยวุฒิสภาซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง
3. เพื่อให้แนวทางดังกล่าวเป็นไปได้ ขบวนการนี้ต้องการเวลาประมาณ 2-4 เดือน จึงต้องขัดขวางการเลือกตั้งทุกอย่างโดยอ้างเหตุต่างๆ นานาและก่อความไม่สงบ คุกคามรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว เบื่อหน่ายระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีทุกรูปแบบเพื่อให้ประชาชนคลางแคลงใจต่อพรรคเพื่อไทย
4. เมื่อจัดการกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแล้ว หรือคาดการณ์ว่าจะจัดการได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อใดก็จะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยหวังว่าจะทำลายพรรคเพื่อไทยจนไม่อาจชนะการเลือกตั้งได้อีกต่อไป
5.ในช่วงที่มีการจัดการกับพรรคเพื่อไทยประมาณ 2-4 เดือน อาจจะมีการใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญและนอกกฎหมายอีกหลายประการ รวมทั้งอาจจะมีความพยายามเรียกร้องให้มีการตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
6. ขบวนการทำให้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนที่ลงคะแนนไปแล้วเป็นโมฆะจะเกิดจากการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ดังที่พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายแนวคิดเผด็จการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะอ้างแบบมั่วว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา108 เนื่องจากไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เพราะมี 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร และอีกหลายหน่วยเลือกตั้งประชาชนลงคะแนนไม่ได้ หรืออาจจะไปไกลถึงขั้นที่ว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 2/ 2557 เห็นว่าเลื่อนการเลือกตั้งได้ โดยเป็นกรณีที่รัฐบาลและกกต.ต้องไปหารือกัน แต่กลับยังมีการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขาดความชอบธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว ส่วนเขตที่มีปัญหายังเลือกตั้งไม่ได้ เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามที่มีกฎหมายรองรับ
7. การที่มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ เมื่อ 9 ธ.ค. 2556 เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 72 เป็นสิ่งที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และวันเลือกตั้งนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.2557 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งในต่างประเทศ ส่วนวันที่ 26 ม.ค.2557 เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า และวันที่ 2 ก.พ. 2557 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป หากการจงใจขัดขวางการเลือกตั้งของกลุ่มอนาธิปไตย หรือการต้องการเลื่อนการเลือกตั้งอันทำให้ไม่มีผู้สมัครใน 28 เขตกลายเป็นปัจจัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ จะเป็นแบบอย่างและบรรทัดฐานให้มีการกระทำเช่นนี้ในอนาคต และแม้ว่ามีเพียง 1 เขตที่ไม่มีผู้สมัครหรือประชาชนลงคะแนนไม่ได้ ประเทศไทยจะไม่มีโอกาสมีการเลือกตั้งทั่วไปได้อีกเลย
8. นอกจากการขับเคลื่อนการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะผ่านศาลรัฐธรรมนูญแล้ว อาจจะใช้วิธีการฟ้องศาลปกครองดังที่เคยปฏิบัติมาเมื่อพ.ศ. 2549 ดังที่รู้จักกันดีในชื่อว่าตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดรองรับให้ทำเช่นนั้นได้
และ 9. พรรคเพื่อไทยใคร่ขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักและติดตามการเคลื่อนไหวของขบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง และร่วมกันต่อสู้คัดค้านแนวทางเผด็จการที่เป็นการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชนอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืนตลอดไป
.
บทรายงาน2 - พรรคเพื่อไทยแถลงการณ์ จี้จับตาขบวนการทำลายประชาธิปไตย-ปล้นสิทธิประชาชน
________________________________________________________________________________________
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเสียใจ ที่ปชช.จำนวนมากเลือกตั้งไม่ได้
ใน http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=710944
. . วันอังคารที่ 4 ก.พ. 2557 16:35 น.
( ภาพจาก www.dailynews.co.th )
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2557 รายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า นางเจน ปซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชน โดยระบุว่า การเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เป็นไปอย่างสันติและเป็นระเบียบในเขตหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ แต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยมีความพยายามที่จะปิดกั้นผู้ลงคะแนนและเจ้าหน้าที่ มิให้เข้าไปในบริเวณหน่วยเลือกตั้งบางแห่ง รวมทั้งมีการขัดขวางการจัดส่งอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับจัดการเลือกตั้ง แน่นอนว่าสหรัฐฯรู้สึกเสียใจที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง มีความอดทนอดกลั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต และความเสียหายของทรัพย์สิน
นางปซากี ยังกล่าวด้วยกล่าวอีกว่า สหรัฐฯ ยังคงห่วงกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดด้านการเมืองในประเทศไทย ซึ่งสร้างความท้าทายต่อสถาบันและระบอบประชาธิปไตยของไทย เราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดอย่างแน่นอนในความขัดแย้งทางการเมืองนี้ แต่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในการเจรจาอย่างจริงใจ เพื่อแก้ไขความแตกต่างทางการเมืองอย่างสันติ และตามหลักประชาธิปไตย เราจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตามหลักประชาธิปไตยต่อความตึงเครียดที่่ยังคงดำเนินอยู่ ดังนั้น เราจึงติดตามสถานการณ์ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เชื่อว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในกระบวนการนี้
นอกจากนี้ นางปซากี ยังตอบข้อซักถามที่ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับผลของการเลือกตั้งหรือไม่ หรือมีข้อกังขาใด ๆ เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ว่า ตนไม่คิดจะตั้งคำถามใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้เคยแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นข้อเท็จจริงที่ว่า ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งขั้นตอนที่จำเป็นอื่น ๆ ในการผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในเรื่องนี้
นางปซากี กล่าวว่า เราไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหาร ความรุนแรง หรือการใช้กำลังในกรณีนี้ และทุกกรณี เรากำลังหารือโดยตรงกับทุกภาคส่วนในสังคมไทย เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กลไกตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญในแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
++
พรรคเพื่อไทยแถลงการณ์ จี้จับตาขบวนการทำลายประชาธิปไตย-ปล้นสิทธิประชาชน
ใน http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=710941
. . วันอังคารที่ 4 ก.พ. 2557 15:54 น.
เมื่อเวลา 13.00 น. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยเรื่อง ขบวนการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชน 9 ข้อว่า
1. การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เสร็จสิ้นไปแล้ว ปรากฏว่าประชาชนมีความตื่นตัวอย่างมาก แสดงถึงความหวงแหนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่น่าเสียใจว่ายังมีกลุ่มอนาธิปไตยที่ปิดกรุงเทพฯ ขัดขวางการเลือกตั้ง
2. การขับเคลื่อนของขบวนการนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งของประชาชน และสถาปนาอำนาจของกลุ่มขบวนการดังกล่าว โดยมีวิธีการอยู่ 2 แนวทางคือ พยายามให้มีการทำรัฐประหาร และพยายามให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ผู้ดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่มีความโยงใยอย่างใกล้ชิดกับการรัฐประหารเมื่อพ.ศ. 2549 ทำลายพรรคเพื่อไทยด้วยการขัดขวางการทำงานทุกด้าน ตลอดจนหาเหตุทุกวิถีทางที่จะทำให้มีการชี้มูลเรื่องทุจริตหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนำไปสู่การถอดถอนโดยวุฒิสภาซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง
3. เพื่อให้แนวทางดังกล่าวเป็นไปได้ ขบวนการนี้ต้องการเวลาประมาณ 2-4 เดือน จึงต้องขัดขวางการเลือกตั้งทุกอย่างโดยอ้างเหตุต่างๆ นานาและก่อความไม่สงบ คุกคามรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว เบื่อหน่ายระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีทุกรูปแบบเพื่อให้ประชาชนคลางแคลงใจต่อพรรคเพื่อไทย
4. เมื่อจัดการกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแล้ว หรือคาดการณ์ว่าจะจัดการได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อใดก็จะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยหวังว่าจะทำลายพรรคเพื่อไทยจนไม่อาจชนะการเลือกตั้งได้อีกต่อไป
5.ในช่วงที่มีการจัดการกับพรรคเพื่อไทยประมาณ 2-4 เดือน อาจจะมีการใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญและนอกกฎหมายอีกหลายประการ รวมทั้งอาจจะมีความพยายามเรียกร้องให้มีการตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
6. ขบวนการทำให้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนที่ลงคะแนนไปแล้วเป็นโมฆะจะเกิดจากการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ดังที่พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายแนวคิดเผด็จการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะอ้างแบบมั่วว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา108 เนื่องจากไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เพราะมี 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร และอีกหลายหน่วยเลือกตั้งประชาชนลงคะแนนไม่ได้ หรืออาจจะไปไกลถึงขั้นที่ว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 2/ 2557 เห็นว่าเลื่อนการเลือกตั้งได้ โดยเป็นกรณีที่รัฐบาลและกกต.ต้องไปหารือกัน แต่กลับยังมีการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขาดความชอบธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว ส่วนเขตที่มีปัญหายังเลือกตั้งไม่ได้ เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามที่มีกฎหมายรองรับ
7. การที่มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ เมื่อ 9 ธ.ค. 2556 เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 72 เป็นสิ่งที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และวันเลือกตั้งนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.2557 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งในต่างประเทศ ส่วนวันที่ 26 ม.ค.2557 เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า และวันที่ 2 ก.พ. 2557 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป หากการจงใจขัดขวางการเลือกตั้งของกลุ่มอนาธิปไตย หรือการต้องการเลื่อนการเลือกตั้งอันทำให้ไม่มีผู้สมัครใน 28 เขตกลายเป็นปัจจัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ จะเป็นแบบอย่างและบรรทัดฐานให้มีการกระทำเช่นนี้ในอนาคต และแม้ว่ามีเพียง 1 เขตที่ไม่มีผู้สมัครหรือประชาชนลงคะแนนไม่ได้ ประเทศไทยจะไม่มีโอกาสมีการเลือกตั้งทั่วไปได้อีกเลย
8. นอกจากการขับเคลื่อนการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะผ่านศาลรัฐธรรมนูญแล้ว อาจจะใช้วิธีการฟ้องศาลปกครองดังที่เคยปฏิบัติมาเมื่อพ.ศ. 2549 ดังที่รู้จักกันดีในชื่อว่าตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดรองรับให้ทำเช่นนั้นได้
และ 9. พรรคเพื่อไทยใคร่ขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักและติดตามการเคลื่อนไหวของขบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง และร่วมกันต่อสู้คัดค้านแนวทางเผด็จการที่เป็นการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชนอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืนตลอดไป
.
2556-09-27
ยุทธศาสตร์ ปท.ไทย ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค โดย พิชัย นริพทะพันธุ์
.
บทความ 2 - ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง? โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ยุทธศาสตร์ ประเทศไทย ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค
โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380189088
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:32:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 26 ก.ย.2556 )
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 2555 ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชาติต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และผู้นำเหล่าทัพ ในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยผู้เขียนเป็นผู้ร่วมคิดและเป็นผู้ร่วมนำเสนอด้วย พร้อมกับ ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล จากสภาพัฒน์ และ ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมี พลโท พฤษภะ สุวรรณทัต เจ้ากรมการพลังงานทหาร เป็นประธานฝ่ายวิชาการ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะนำมาใช้พัฒนาประเทศไทยในอนาคต จึงขอนำเสนอรายละเอียดและข้อคิดเห็นดังนี้
จากการวิเคราะห์ภาวะแวดล้อมของโลกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง ซึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลกได้ ประเทศไทยที่มีความได้เปรียบในที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ประกอบกับมีการพัฒนาที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม)
ดังนั้นจึงขอเสนอจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ให้ "ประเทศไทย เป็น ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค? เพราะเห็นว่าจะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านยอมรับและเห็นด้วย โดยประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีความเจริญสูงสุดเพื่อที่จะกระจายความเจริญไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เสมือนว่ามีบทบาทเป็นผู้ให้มากกว่าจะเป็นผู้รับ หากไปกำหนดว่าจะเป็นผู้นำของภูมิภาค อาจจะเกิดแรงต่อต้านและไม่เห็นด้วยได้ แต่ที่จริงแล้วการที่ประเทศไทยยิ่งให้เท่าไหร่ ประเทศไทยก็จะยิ่งได้รับกลับมามากกว่า เพราะในอนาคต ประเทศเพื่อนบ้านนอกจากจะเป็นตลาดสำหรับสินค้าและบริการให้กับประเทศไทยแล้ว ยังเป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากที่ประเทศไทยจะโยกย้ายไป อีกทั้งจะเป็นแหล่งผลิตห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ให้กับอุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นอนาคตของประเทศไทย
โดยภาพรวมคือ การที่จะต้องทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางให้เป็นประเทศที่รายได้สูงขึ้น
คาดหวังว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเพิ่มรายได้ต่อหัว ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ให้ขึ้นเป็น 13,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งหมายถึงการต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งที่จะโยกย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ภาคบริการที่จะทำให้มีรายได้สูงขึ้น
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรปี 2555 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรัฐบาลใน พ.ร.บ.ลงทุน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม โดยจะต้องพัฒนาระบบคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศให้สอดประสานกัน และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดสำหรับการลงทุนเหล่านี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในทางบก ขอเสนอการพัฒนาเชิงพื้นที่
หลังจากที่รัฐบาลได้มีแนวทางการพัฒนาการคมนาคมทางบก ระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และระบบถนน พร้อมจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การพัฒนาในเชิงพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากพื้นที่ในจังหวัดที่มีการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีการพัฒนารองรับ การค้า การลงทุน ที่จะเกิดขึ้น และหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ก็จะต้องพัฒนาให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะต้องมีเมืองใหม่มารองรับการเจริญในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่ย้ายการลงทุนมากจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก และกระจายสินค้าในภูมิภาค หรือเมืองสำหรับให้บริการในด้านต่างๆ เช่น ด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น
การพัฒนาเชิงพื้นที่ในเมืองต่างๆ ตามแนวระบบคมนาคมนี้ จะทำให้เกิดการกระจายความเจริญเข้าสู่ภูมิภาคและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ในทางน้ำ ขอเสนอ Energy Bridge
ประเทศไทยมีพื้นที่ติดทะเลเป็นระยะทางยาวทั้งสองฝั่งทะเล รัฐบาลมีแนวทางที่จะลงทุนทำท่าเรือหลายแห่งเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมทางน้ำ แต่โครงการเพิ่มเติมที่เห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุดคือโครงการ Energy Bridge ที่จะทำท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อสองฝั่งของมหาสมุทร ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานอย่างถาวร
ปัจจุบันการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือได้ใช้ช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันมีความหนาแน่นมาก เป็นเส้นทางหลัก หากประเทศไทยทำ Energy Bridge จะช่วยให้ร่นระยะเวลาการขนส่งน้ำมันได้ถึง 3-4 วัน ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก ดังนั้น การขนส่งน้ำมันดิบจะมาใช้ Energy Bridge ของไทยอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้มีน้ำมันดิบผ่านประเทศไทยตลอดเวลา ปีละหลายล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ Energy Bridge จะไม่ใช่แค่ท่อส่งน้ำมัน แต่จะมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่พร้อมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ซึ่งจะสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศ จากเดิมที่ ปตท.มียอดขายปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท และธุรกิจปิโตรเคมีของไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 8 ของโลก ก็คงจะได้ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และโครงการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางพลังงานในภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยจะเป็นศูนย์กลางของน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า หลังจากที่มีข้อตกลงของอาเซียนในการเชื่อมต่อทางท่อก๊าซและเชื่อมต่อทางไฟฟ้าโดยประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์อยู่แล้ว และยังจะช่วยแก้ปัญหาให้กับพี้นที่ภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบเพราะจะนำความเจริญเข้าสู่พื้นที่ อีกทั้งรายได้ส่วนหนึ่งของทุกโครงการในพื้นที่จะต้องถูกนำมาพัฒนาพื้นที่ในภาคใต้นี้
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเชื่อมต่อถึงการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการทำเกษตรโซนนิ่งเพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงานและพืชอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม ผลผลิตพืชพลังงานจะสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อส่งออกร่วมกับน้ำมันที่กลั่นได้
อีกทั้งหน่วยธุรกิจของประเทศไทยยังสามารถไปทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปลูกพืชพลังงาน ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาคด้วย
ทางอากาศ ขอเสนอการบริหารห้วงอากาศ
เมื่อพูดถึงการปรับปรุงระบบคมนาคมทางอากาศ คนส่วนใหญ่จะนึกถึง การสร้าง การปรับปรุง การขยาย สนามบิน แต่ความจริงก็คือ การพัฒนาห้วงอากาศเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน
ปัจจุบันประเทศไทยรองรับเที่ยวบินประมาณ 600,000 เที่ยวบินต่อปี และมีการขยายตัวปีละประมาณ 10% ทุกปี ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี จะต้องรองรับเที่ยวบินถึงปีละ 1.2 ล้านเที่ยวบิน แต่ปัจจุบัน รูปแบบการจัดการแบบเดิมทำให้การบินหนาแน่นแล้ว หากไม่ปรับปรุงแก้ไขก็จะเป็นปัญหาในอนาคต
หากมองประเทศเยอรมนีที่เป็นศูนย์กลางการบินของยุโรป ปัจจุบันรองรับเที่ยวบินถึง 3 ล้านเที่ยวบินต่อปี ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าหากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน และด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ โอกาสที่ไทยจะรองรับเที่ยวบินในปริมาณเดียวกันก็เป็นไปได้สูง ดังนั้น การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสนามบินจึงเป็นสิ่งต้องเร่งดำเนินการ
การสำรวจพบว่า 90% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยใช้ระบบคมนาคมทางอากาศ ซึ่งหากมีปัญหาการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นไม่ได้ก็จะส่งผลถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
อุตสาหกรรมที่จะน่าเป็นอนาคตของประเทศไทยคือ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เกษตรแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ แฟชั่น พลังงานและพลังงานทดแทน ปิโตรเคมี เป็นต้น โดยประเทศไทยจะต้องโยกย้ายอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากให้ไปผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกันก็จะต้องย้ายแรงงานจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมให้เข้ามาสู่ภาคบริการเพื่อให้ได้รายได้เพิ่มขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจบริการที่น่าจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เช่น การท่องเที่ยว ที่อาจจะเห็นนักท่องเที่ยว เฉพาะจากประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีประชากรมากและมีเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น มาเที่ยวเมืองไทยถึงปีละ 50 ล้านคน ศูนย์กลางเมดิคัลฮับที่ไทยมีความชำนาญและมีบุคลากรพร้อมอยู่แล้ว ศูนย์กลางให้บริการทางการเงิน และเป็นศูนย์กลางตลาดทุน ศูนย์กลางการให้บริการทางพาณิชย์ เช่นการรับคำสั่งซื้อมากระจายการผลิตในภูมิภาค หรือการรับสินค้ามากระจาย ศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์ให้บริการทางโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายสิบปีที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ ยังมีอีกนโยบายสำคัญที่เป็นการแสดงวิสัยทัศน์อย่างยอดเยี่ยม ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิดไว้แล้วคือ การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาค ซึ่งหากสามารถยกระดับเงินบาทให้เป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคได้ ก็เหมือนกับว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบการเงินในภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังสามารถลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนให้กับภาคธุรกิจของไทย
ประเทศไทยยังจะสามารถให้เงินกู้ในรูปเงินบาทแก่ประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาประเทศ โดยอาจจะจัดตั้งกองทุนในรูปเงินบาทเพื่อพัฒนาเฉพาะด้าน เช่น กองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนพัฒนาพลังงานและพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยหวังว่าเงินบาทจะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเมื่อประเทศไทยพัฒนาไปมากและเริ่มมีภาวะถดถอย ประเทศไทยก็ยังสามารถที่จะออก QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนที่สหรัฐและญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักในภูมิภาคยังเป็นตัวบังคับให้ประชาชนไทยจะต้องประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมเพื่อให้ไม่กระทบกระเทือนต่อค่าเงิน จะมาสร้างความวุ่นวายแบบในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการที่จะต้องปรับวิธีคิดและการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทันกับสถานการณ์เพื่อรองรับกับนโยบายนี้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศของภูมิภาค ศูนย์กลางพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์กลางการให้บริการในรูปแบบต่างๆ และมีเงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคแล้ว เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีความเจริญมากที่สุด และจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้การเตรียมพร้อมของประชาชนไทยเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างประเทศนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาทางความคิดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะไม่สามารถพัฒนาได้เลย หากประชาชนไทยไม่พร้อม
ผู้เขียนเห็นว่า แนวทางทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีแนวความคิดในการพัฒนาก้าวไปข้างหน้า และเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม
พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนนี้และยังจะมีแนวความคิดย้อนหลังจะกลับไปอาศัยอำนาจนอกระบบเพื่อแสวงอำนาจ ไม่น่าจะสามารถพัฒนาประเทศในแนวทางนี้ได้ น่าจะเปลี่ยนความคิดและหันมาแข่งกันคิดนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศน่าจะดีกว่ามาก
+++
ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง?
โดย ธีรภัทร เจริญสุข คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380255953
วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 11:49:47 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับ พุธ 25 ก.ย.56 หน้า 20 )
วันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงมติในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง หรืออีกชื่อคือ พ.ร.บ.สร้างอนาคตไทย 2020 ซึ่ง ส.ส. ก็ได้อภิปรายกันอย่างเข้มข้น
แต่มีข้อเท็จจริงสองประการที่ทั้ง ส.ส. สำนักข่าวและบุคคลทั่วไป ยังเข้าใจไม่ค่อยถูกต้อง คือการร่วมทุนกับเอกชน โดยเฉพาะเอกชนจากประเทศจีน และสภาพการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงกับ ส.ป.ป.ลาว ซึ่งเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
เดิมทีนั้น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในลาวโดยบริษัทเอกชนของจีน มีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2010 และจะแล้วเสร็จในปี 2014 โดยการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลลาว กับบริษัทเอกชนของจีน แต่เมื่อได้ดำเนินการสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างรถไฟ พบว่า 2 ใน 3 ของเส้นทางจากแขวงซำเหนือถึงนครหลวงเวียงจัน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางเวียดนามที่เมืองวินห์ ต่อไปถึงชุมทางรถไฟที่เมืองหนานหนิงนั้น เป็นภูมิประเทศป่าเขาสูงชัน ต้องขุดอุโมงค์และทำสะพานกันต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณที่ประเมินกันว่า เดิมจะใช้งบก่อสร้างไม่ถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ ทวีขึ้นเป็น 7,000 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลจีนก็ประสบปัญหา
การหาบริษัทเอกชนมาดำเนินโครงการตาม MOU ที่ทำไว้กับรัฐบาลลาว จนต้องตั้งข้อเสนอเพื่อความคุ้มทุนและรับประกันรายได้ของเอกชนในการก่อสร้างต่อรัฐบาลลาวล่าสุดในเดือนเมษายน 2013 ดังต่อไปนี้
ข้อแรก รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดที่บริษัทเอกชนของจีนมาร่วมลงทุน 100%
ข้อสอง รัฐบาลลาวต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ประการ คือ
1. ต้องตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารจัดการรายได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยมีสถานะเป็นลูกหนี้รัฐบาลจีน
2. ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สินในอัตรา 2% เป็นเวลา 30 ปี โดยมีระยะปลอดการชำระหนี้ (แต่ยังคิดดอกเบี้ย) 10 ปีแรก
3. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดด้วยทรัพย์สินของโครงการ รวมรายรับในอนาคตต่อรัฐบาลจีน ซึ่งหมายถึงที่ดินตลอดแนวทางรถไฟ
4. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเพิ่มเติมด้วยรายได้จากเหมืองทองคำ 2 แห่งในแขวงเซโปน
เงื่อนไขดังกล่าวนั้นชวนให้คิดถึงสัญญาสร้างทางรถไฟที่บริษัทยูไนเต็ด ฟรุตส์ ของสหรัฐอเมริกาทำกับประเทศในเขตอเมริกากลาง ที่สร้างทางรถไฟให้แลกกับที่ดินตามแนวรถไฟ เพื่อนำไปปลูกกล้วย จนบริษัทสามารถแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ตามอำเภอใจ เป็น "สาธารณรัฐกล้วย : Banana Republic" ซึ่งหากลาวยอมแลกแบบเดียวกัน คงไม่พ้นที่สองข้างทางรถไฟความเร็วสูง จะถูกตัดทำลายป่าเป็นพื้นที่ปลูกยางพารา และถูกแทรกแซงจนกลายเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนยาง : Rubber′s People Democratic Republic" บ้างในไม่ช้า
รัฐบาลลาวจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการพึ่งพาการลงทุนจากจีนฝ่ายเดียว มาเป็นการเปิดเจรจาร่วมกับไทยให้ช่วยต่อรองกับรัฐบาลจีน โดยมีการเจรจากันในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ไทย-ลาว ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และแสวงหาการลงทุนเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
โดยล่าสุด ได้มีแผนการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อสะหวันนะเขด-ลาวบาว เพื่อเชื่อมไปสู่ท่าเรือด่าหนัง (ดานัง) ของเวียดนาม โดยมีกลุ่มทุน ไจแอนท์ คอนโซลิเดต สัญชาติมาเลเซียและสถาบันการเงินริช แบงโก เบอร์ฮัดที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เข้ามาลงนามข้อตกลงการสำรวจและก่อสร้างแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ความคืบหน้าทั้งหมดก็ยังต้องชะลออยู่ เพราะสิ่งสำคัญคือ แผนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของลาวไม่ว่าจะสายไหน ก็ต้องต่อเชื่อมกับเส้นทางรถไฟของไทย ลำพังเพียงแค่การขนส่งหรือโดยสารในลาว ซึ่งมีประชากรเพียง 6.5 ล้านคน ย่อมไม่อาจขยายตัวจนถึงจุดคุ้มทุนได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจหรือด้านเศรษฐกิจมหภาค
ดังนั้น "การร่วมทุนกับเอกชน" จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องมี "ค่าตอบแทน" ที่ต้องจัดหาให้อย่างคุ้มค่า ซึ่ง "ค่าตอบแทน" นั้น อาจจะมากกว่าผลที่ได้รับซึ่งผู้ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนอาจไม่รู้และไม่เคยเข้าใจ
.
บทความ 2 - ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง? โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ยุทธศาสตร์ ประเทศไทย ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค
โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380189088
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:32:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 26 ก.ย.2556 )
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 2555 ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชาติต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และผู้นำเหล่าทัพ ในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยผู้เขียนเป็นผู้ร่วมคิดและเป็นผู้ร่วมนำเสนอด้วย พร้อมกับ ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล จากสภาพัฒน์ และ ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมี พลโท พฤษภะ สุวรรณทัต เจ้ากรมการพลังงานทหาร เป็นประธานฝ่ายวิชาการ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะนำมาใช้พัฒนาประเทศไทยในอนาคต จึงขอนำเสนอรายละเอียดและข้อคิดเห็นดังนี้
จากการวิเคราะห์ภาวะแวดล้อมของโลกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง ซึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลกได้ ประเทศไทยที่มีความได้เปรียบในที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ประกอบกับมีการพัฒนาที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม)
ดังนั้นจึงขอเสนอจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ให้ "ประเทศไทย เป็น ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค? เพราะเห็นว่าจะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านยอมรับและเห็นด้วย โดยประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีความเจริญสูงสุดเพื่อที่จะกระจายความเจริญไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เสมือนว่ามีบทบาทเป็นผู้ให้มากกว่าจะเป็นผู้รับ หากไปกำหนดว่าจะเป็นผู้นำของภูมิภาค อาจจะเกิดแรงต่อต้านและไม่เห็นด้วยได้ แต่ที่จริงแล้วการที่ประเทศไทยยิ่งให้เท่าไหร่ ประเทศไทยก็จะยิ่งได้รับกลับมามากกว่า เพราะในอนาคต ประเทศเพื่อนบ้านนอกจากจะเป็นตลาดสำหรับสินค้าและบริการให้กับประเทศไทยแล้ว ยังเป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากที่ประเทศไทยจะโยกย้ายไป อีกทั้งจะเป็นแหล่งผลิตห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ให้กับอุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นอนาคตของประเทศไทย
โดยภาพรวมคือ การที่จะต้องทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางให้เป็นประเทศที่รายได้สูงขึ้น
คาดหวังว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเพิ่มรายได้ต่อหัว ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ให้ขึ้นเป็น 13,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งหมายถึงการต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งที่จะโยกย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ภาคบริการที่จะทำให้มีรายได้สูงขึ้น
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรปี 2555 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรัฐบาลใน พ.ร.บ.ลงทุน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม โดยจะต้องพัฒนาระบบคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศให้สอดประสานกัน และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดสำหรับการลงทุนเหล่านี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในทางบก ขอเสนอการพัฒนาเชิงพื้นที่
หลังจากที่รัฐบาลได้มีแนวทางการพัฒนาการคมนาคมทางบก ระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และระบบถนน พร้อมจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การพัฒนาในเชิงพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากพื้นที่ในจังหวัดที่มีการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีการพัฒนารองรับ การค้า การลงทุน ที่จะเกิดขึ้น และหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ก็จะต้องพัฒนาให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะต้องมีเมืองใหม่มารองรับการเจริญในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่ย้ายการลงทุนมากจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก และกระจายสินค้าในภูมิภาค หรือเมืองสำหรับให้บริการในด้านต่างๆ เช่น ด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น
การพัฒนาเชิงพื้นที่ในเมืองต่างๆ ตามแนวระบบคมนาคมนี้ จะทำให้เกิดการกระจายความเจริญเข้าสู่ภูมิภาคและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ในทางน้ำ ขอเสนอ Energy Bridge
ประเทศไทยมีพื้นที่ติดทะเลเป็นระยะทางยาวทั้งสองฝั่งทะเล รัฐบาลมีแนวทางที่จะลงทุนทำท่าเรือหลายแห่งเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมทางน้ำ แต่โครงการเพิ่มเติมที่เห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุดคือโครงการ Energy Bridge ที่จะทำท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อสองฝั่งของมหาสมุทร ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานอย่างถาวร
ปัจจุบันการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือได้ใช้ช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันมีความหนาแน่นมาก เป็นเส้นทางหลัก หากประเทศไทยทำ Energy Bridge จะช่วยให้ร่นระยะเวลาการขนส่งน้ำมันได้ถึง 3-4 วัน ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก ดังนั้น การขนส่งน้ำมันดิบจะมาใช้ Energy Bridge ของไทยอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้มีน้ำมันดิบผ่านประเทศไทยตลอดเวลา ปีละหลายล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ Energy Bridge จะไม่ใช่แค่ท่อส่งน้ำมัน แต่จะมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่พร้อมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ซึ่งจะสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศ จากเดิมที่ ปตท.มียอดขายปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท และธุรกิจปิโตรเคมีของไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 8 ของโลก ก็คงจะได้ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และโครงการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางพลังงานในภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยจะเป็นศูนย์กลางของน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า หลังจากที่มีข้อตกลงของอาเซียนในการเชื่อมต่อทางท่อก๊าซและเชื่อมต่อทางไฟฟ้าโดยประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์อยู่แล้ว และยังจะช่วยแก้ปัญหาให้กับพี้นที่ภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบเพราะจะนำความเจริญเข้าสู่พื้นที่ อีกทั้งรายได้ส่วนหนึ่งของทุกโครงการในพื้นที่จะต้องถูกนำมาพัฒนาพื้นที่ในภาคใต้นี้
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเชื่อมต่อถึงการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการทำเกษตรโซนนิ่งเพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงานและพืชอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม ผลผลิตพืชพลังงานจะสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อส่งออกร่วมกับน้ำมันที่กลั่นได้
อีกทั้งหน่วยธุรกิจของประเทศไทยยังสามารถไปทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปลูกพืชพลังงาน ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาคด้วย
ทางอากาศ ขอเสนอการบริหารห้วงอากาศ
เมื่อพูดถึงการปรับปรุงระบบคมนาคมทางอากาศ คนส่วนใหญ่จะนึกถึง การสร้าง การปรับปรุง การขยาย สนามบิน แต่ความจริงก็คือ การพัฒนาห้วงอากาศเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน
ปัจจุบันประเทศไทยรองรับเที่ยวบินประมาณ 600,000 เที่ยวบินต่อปี และมีการขยายตัวปีละประมาณ 10% ทุกปี ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี จะต้องรองรับเที่ยวบินถึงปีละ 1.2 ล้านเที่ยวบิน แต่ปัจจุบัน รูปแบบการจัดการแบบเดิมทำให้การบินหนาแน่นแล้ว หากไม่ปรับปรุงแก้ไขก็จะเป็นปัญหาในอนาคต
หากมองประเทศเยอรมนีที่เป็นศูนย์กลางการบินของยุโรป ปัจจุบันรองรับเที่ยวบินถึง 3 ล้านเที่ยวบินต่อปี ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าหากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน และด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ โอกาสที่ไทยจะรองรับเที่ยวบินในปริมาณเดียวกันก็เป็นไปได้สูง ดังนั้น การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสนามบินจึงเป็นสิ่งต้องเร่งดำเนินการ
การสำรวจพบว่า 90% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยใช้ระบบคมนาคมทางอากาศ ซึ่งหากมีปัญหาการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นไม่ได้ก็จะส่งผลถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
อุตสาหกรรมที่จะน่าเป็นอนาคตของประเทศไทยคือ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เกษตรแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ แฟชั่น พลังงานและพลังงานทดแทน ปิโตรเคมี เป็นต้น โดยประเทศไทยจะต้องโยกย้ายอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากให้ไปผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกันก็จะต้องย้ายแรงงานจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมให้เข้ามาสู่ภาคบริการเพื่อให้ได้รายได้เพิ่มขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจบริการที่น่าจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เช่น การท่องเที่ยว ที่อาจจะเห็นนักท่องเที่ยว เฉพาะจากประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีประชากรมากและมีเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น มาเที่ยวเมืองไทยถึงปีละ 50 ล้านคน ศูนย์กลางเมดิคัลฮับที่ไทยมีความชำนาญและมีบุคลากรพร้อมอยู่แล้ว ศูนย์กลางให้บริการทางการเงิน และเป็นศูนย์กลางตลาดทุน ศูนย์กลางการให้บริการทางพาณิชย์ เช่นการรับคำสั่งซื้อมากระจายการผลิตในภูมิภาค หรือการรับสินค้ามากระจาย ศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์ให้บริการทางโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายสิบปีที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ ยังมีอีกนโยบายสำคัญที่เป็นการแสดงวิสัยทัศน์อย่างยอดเยี่ยม ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิดไว้แล้วคือ การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาค ซึ่งหากสามารถยกระดับเงินบาทให้เป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคได้ ก็เหมือนกับว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบการเงินในภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังสามารถลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนให้กับภาคธุรกิจของไทย
ประเทศไทยยังจะสามารถให้เงินกู้ในรูปเงินบาทแก่ประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาประเทศ โดยอาจจะจัดตั้งกองทุนในรูปเงินบาทเพื่อพัฒนาเฉพาะด้าน เช่น กองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนพัฒนาพลังงานและพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยหวังว่าเงินบาทจะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเมื่อประเทศไทยพัฒนาไปมากและเริ่มมีภาวะถดถอย ประเทศไทยก็ยังสามารถที่จะออก QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนที่สหรัฐและญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักในภูมิภาคยังเป็นตัวบังคับให้ประชาชนไทยจะต้องประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมเพื่อให้ไม่กระทบกระเทือนต่อค่าเงิน จะมาสร้างความวุ่นวายแบบในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการที่จะต้องปรับวิธีคิดและการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทันกับสถานการณ์เพื่อรองรับกับนโยบายนี้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศของภูมิภาค ศูนย์กลางพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์กลางการให้บริการในรูปแบบต่างๆ และมีเงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคแล้ว เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีความเจริญมากที่สุด และจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้การเตรียมพร้อมของประชาชนไทยเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างประเทศนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาทางความคิดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะไม่สามารถพัฒนาได้เลย หากประชาชนไทยไม่พร้อม
ผู้เขียนเห็นว่า แนวทางทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีแนวความคิดในการพัฒนาก้าวไปข้างหน้า และเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม
พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนนี้และยังจะมีแนวความคิดย้อนหลังจะกลับไปอาศัยอำนาจนอกระบบเพื่อแสวงอำนาจ ไม่น่าจะสามารถพัฒนาประเทศในแนวทางนี้ได้ น่าจะเปลี่ยนความคิดและหันมาแข่งกันคิดนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศน่าจะดีกว่ามาก
+++
ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง?
โดย ธีรภัทร เจริญสุข คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380255953
วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 11:49:47 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับ พุธ 25 ก.ย.56 หน้า 20 )
วันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงมติในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง หรืออีกชื่อคือ พ.ร.บ.สร้างอนาคตไทย 2020 ซึ่ง ส.ส. ก็ได้อภิปรายกันอย่างเข้มข้น
แต่มีข้อเท็จจริงสองประการที่ทั้ง ส.ส. สำนักข่าวและบุคคลทั่วไป ยังเข้าใจไม่ค่อยถูกต้อง คือการร่วมทุนกับเอกชน โดยเฉพาะเอกชนจากประเทศจีน และสภาพการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงกับ ส.ป.ป.ลาว ซึ่งเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
เดิมทีนั้น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในลาวโดยบริษัทเอกชนของจีน มีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2010 และจะแล้วเสร็จในปี 2014 โดยการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลลาว กับบริษัทเอกชนของจีน แต่เมื่อได้ดำเนินการสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างรถไฟ พบว่า 2 ใน 3 ของเส้นทางจากแขวงซำเหนือถึงนครหลวงเวียงจัน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางเวียดนามที่เมืองวินห์ ต่อไปถึงชุมทางรถไฟที่เมืองหนานหนิงนั้น เป็นภูมิประเทศป่าเขาสูงชัน ต้องขุดอุโมงค์และทำสะพานกันต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณที่ประเมินกันว่า เดิมจะใช้งบก่อสร้างไม่ถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ ทวีขึ้นเป็น 7,000 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลจีนก็ประสบปัญหา
การหาบริษัทเอกชนมาดำเนินโครงการตาม MOU ที่ทำไว้กับรัฐบาลลาว จนต้องตั้งข้อเสนอเพื่อความคุ้มทุนและรับประกันรายได้ของเอกชนในการก่อสร้างต่อรัฐบาลลาวล่าสุดในเดือนเมษายน 2013 ดังต่อไปนี้
ข้อแรก รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดที่บริษัทเอกชนของจีนมาร่วมลงทุน 100%
ข้อสอง รัฐบาลลาวต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ประการ คือ
1. ต้องตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารจัดการรายได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยมีสถานะเป็นลูกหนี้รัฐบาลจีน
2. ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สินในอัตรา 2% เป็นเวลา 30 ปี โดยมีระยะปลอดการชำระหนี้ (แต่ยังคิดดอกเบี้ย) 10 ปีแรก
3. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดด้วยทรัพย์สินของโครงการ รวมรายรับในอนาคตต่อรัฐบาลจีน ซึ่งหมายถึงที่ดินตลอดแนวทางรถไฟ
4. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเพิ่มเติมด้วยรายได้จากเหมืองทองคำ 2 แห่งในแขวงเซโปน
เงื่อนไขดังกล่าวนั้นชวนให้คิดถึงสัญญาสร้างทางรถไฟที่บริษัทยูไนเต็ด ฟรุตส์ ของสหรัฐอเมริกาทำกับประเทศในเขตอเมริกากลาง ที่สร้างทางรถไฟให้แลกกับที่ดินตามแนวรถไฟ เพื่อนำไปปลูกกล้วย จนบริษัทสามารถแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ตามอำเภอใจ เป็น "สาธารณรัฐกล้วย : Banana Republic" ซึ่งหากลาวยอมแลกแบบเดียวกัน คงไม่พ้นที่สองข้างทางรถไฟความเร็วสูง จะถูกตัดทำลายป่าเป็นพื้นที่ปลูกยางพารา และถูกแทรกแซงจนกลายเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนยาง : Rubber′s People Democratic Republic" บ้างในไม่ช้า
รัฐบาลลาวจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการพึ่งพาการลงทุนจากจีนฝ่ายเดียว มาเป็นการเปิดเจรจาร่วมกับไทยให้ช่วยต่อรองกับรัฐบาลจีน โดยมีการเจรจากันในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ไทย-ลาว ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และแสวงหาการลงทุนเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
โดยล่าสุด ได้มีแผนการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อสะหวันนะเขด-ลาวบาว เพื่อเชื่อมไปสู่ท่าเรือด่าหนัง (ดานัง) ของเวียดนาม โดยมีกลุ่มทุน ไจแอนท์ คอนโซลิเดต สัญชาติมาเลเซียและสถาบันการเงินริช แบงโก เบอร์ฮัดที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เข้ามาลงนามข้อตกลงการสำรวจและก่อสร้างแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ความคืบหน้าทั้งหมดก็ยังต้องชะลออยู่ เพราะสิ่งสำคัญคือ แผนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของลาวไม่ว่าจะสายไหน ก็ต้องต่อเชื่อมกับเส้นทางรถไฟของไทย ลำพังเพียงแค่การขนส่งหรือโดยสารในลาว ซึ่งมีประชากรเพียง 6.5 ล้านคน ย่อมไม่อาจขยายตัวจนถึงจุดคุ้มทุนได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจหรือด้านเศรษฐกิจมหภาค
ดังนั้น "การร่วมทุนกับเอกชน" จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องมี "ค่าตอบแทน" ที่ต้องจัดหาให้อย่างคุ้มค่า ซึ่ง "ค่าตอบแทน" นั้น อาจจะมากกว่าผลที่ได้รับซึ่งผู้ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนอาจไม่รู้และไม่เคยเข้าใจ
.
2556-09-06
อนาคตของยางพารา โดย วีรพงษ์ รามางกูร
.
อนาคตของยางพารา
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1378362836
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ updated: 05 ก.ย. 2556 เวลา 13:24:54 น.
(เสนอใน : มติชนรายวัน 5 ก.ย. 2556
และใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378380415 )
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมัน ราคาสินแร่ เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม รวมทั้งยางพาราได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเศรษฐกิจประเทศจีนขยายตัวในอัตราเลข 2 หลักมานานหลายปี
เคยเดินทางไปมณฑลยูนนานของจีน มองลงไปจากเครื่องบินเห็นพื้นที่จำนวนมากมายกลายเป็นสวนยางพารา เนินเขาเป็นลูกๆ ปลูกกันแต่ยางพารา
ที่ประเทศลาว แขวงทางเหนือตั้งแต่แขวงหลวงพระบาง หลวงน้ำทา พงสาลี ไซยะบุลี ลงมาจนถึงแขวงเวียงจันทน์ บอริคำไซย ก็เห็นสวนยางพาราเต็มไปหมด
ประเทศไทยในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาก็นิยมปลูกยางพารากัน ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ ยังนึกในใจว่ายางพารานั้นปลูกได้แต่ที่ภาคใต้ของไทย ที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะยางพาราต้องการภูมิอากาศที่ฝนชุก ความชื้นสูง ที่เมืองไทยนอกจากภาคใต้ ก็มีภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง และตราด
เมื่อไปเห็นสวนยางที่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่ประเทศลาว และที่ยูนนาน ประเทศจีน ก็นึกในใจอยู่แล้วว่า เมื่อต้นยางพาราที่ปลูกใหม่นี้ สามารถกรีดเอาน้ำยางได้ ปริมาณน้ำยางก็คงจะล้นตลาด นึกเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่คิดว่าเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และรัสเซีย คงจะขยายตัวต่อไป ขณะเดียวกันราคาน้ำมัน ก็คงจะไม่อ่อนตัวลงเพราะถ้าราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ราคายางเทียมหรือยางสังเคราะห์ ก็จะอ่อนตัวด้วย ทำให้ราคายางธรรมชาติ อ่อนตัวตามลงไปตามกัน
เหตุการณ์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง เศรษฐกิจรัสเซียและจีนมีปัญหา สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการซื้อยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ยางพาราก็ลดลง ราคายางพาราก็พลอยร่วงลงไปอย่างรวดเร็วด้วย
ปัญหาของสินค้าเกษตรกรรมที่เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพืชล้มลุกอย่าง ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือพืชยืนต้น เช่น ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งยางพารา และการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ สุกร ล้วนเป็นไปตามกฎหรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
กฎหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ว่าก็คือ เมื่อราคาสินค้าประเภทนี้สูงขึ้น เกษตรกรก็หันมาปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้มากขึ้น
เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ปริมาณสินค้าก็จะออกมาพร้อมๆ กัน ทำให้มีสินค้าล้นตลาด เมื่อสินค้าล้นตลาดราคาก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับเกษตรกรผู้ผลิตอย่างมาก
เมื่อราคาลดลงติดต่อกันสักพัก เกษตรกรก็ลดการปลูกหรือปริมาณสัตว์ที่เลี้ยงลง สินค้าก็จะเริ่มขาดตลาดราคาก็จะเริ่มสูงขึ้นหรือเกิดกรณีที่เศรษฐกิจของภูมิภาคหรือของโลกฟื้นตัวขึ้น ความต้องการสินค้าก็เริ่มสูงขึ้น ราคาก็ถีบตัวสูงขึ้น
แต่เศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจของโลกก็มีวัฏจักร เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเฟื่องฟูขึ้น การลงทุนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตลาดอิ่มตัว การลงทุนมากเกินตัว เศรษฐกิจก็ชะลอตัวแล้วก็กลายเป็นเศรษฐกิจขาลง
ดังนั้น วัฏจักรทางด้านการผลิต วัฏจักรทางด้านความต้องการของตลาด จึงเป็นปัจจัยสำคัญทั้ง 2 ด้าน ที่ทำให้ราคามีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักร สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรผู้ผลิตอยู่เป็นประจำ เป็นปรากฏการณ์ที่เราจะพบเห็นอยู่เสมอถ้าเราสังเกต
ยางพาราก็เป็นพืชที่ไม่พ้นไปจากกฎทางเศรษฐศาสตร์เช่นว่านี้ เราเคยเห็นราคายางตกต่ำมาแล้วหลายรอบในช่วง 20 ปีมานี้ ราคายางพาราตกต่ำจนประเทศมาเลเซียสนับสนุนให้เกษตรกรของเขาเปลี่ยนสวนยางมาเป็นสวนปาล์มน้ำมันแทน ไทยเราก็ทำบ้างบางส่วน
สำหรับสินค้าเกษตรอย่างอื่น เกษตรกรอาจจะปรับตัวได้ง่าย เช่น สุกร ไก่ วัฏจักรราคาอาจจะไม่ยาว 2-3 ปีมีครั้งหนึ่งเพราะการเพิ่มการผลิตทำได้เร็ว สำหรับไก่ก็ไม่กี่เดือน สำหรับสุกรก็ไม่นาน แต่สำหรับไม้ยืนต้นอาจจะนาน
ยางพาราตั้งแต่เริ่มปลูกจนสามารถกรีดเอาน้ำยางต้องใช้เวลาถึง 6 ปี เมื่อต้นยางโตพอที่จะกรีดน้ำยางได้ก็พอดีถึงวัฏจักรราคา อยู่ในช่วงขาลงพอดี การปรับตัวก็อาจจะทำได้ยากเพราะเกษตรกรได้ลงทุนมาแล้วเป็นเวลานาน
กิจการสวนยางเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เมื่อปลูกจนโตแล้วก็ต้องใช้แรงงานกรีดยาง ลำพังตัวเกษตรกรเองไม่สามารถจะกรีดยางในสวนของตนได้หมด อีกทั้งบุตรหลานที่มีการศึกษาสูงๆ ก็ไม่นิยมกลับบ้านไปกรีดยาง ดังนั้น การกรีดยางจึงต้องอาศัยแรงงานจากภายนอก และวิธีจ้างก็ไม่มีอะไรดีกว่าการแบ่งผลผลิตกัน เช่น 60-40 หรือ 50-50 แทนที่จะจ้างด้วยการออกค่าจ้าง เช่น การจ้างเกี่ยวข้าว หรือหักข้าวโพด
การปรับตัวต่อราคาจึงมีเพียงจะกรีดยางมากหรือน้อยเท่านั้นในระยะแรก เมื่อเศรษฐกิจภาคใต้เจริญขึ้น แรงงานที่เข้ามากรีดยางก็มักจะเป็นแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเจริญขึ้น แรงงานจากภาคอีสานมีน้อยลง แรงงานจากประเทศพม่าและอินโดนีเซียก็มาแทนที่
ขณะนี้แรงงานในภาคอีสานและภาคเหนือก็กลับไปปลูกยางพาราที่บ้าน เมื่อต้นยางโตพอจะกรีดได้ก็คงมีปัญหาอย่างเดียวกัน จะหาแรงงานจากที่ไหนมากรีด ถ้าราคายางพาราอยู่ในระดับเกินกว่า 100 บาท รายได้จากการรับจ้างกรีดก็คงจะพอเป็นแรงจูงใจให้มีคนทำ แต่ถ้าราคายางพาราในตลาดโลกตกต่ำลงมาอยู่ในระดับ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ปัญหาก็คงจะเกิดขึ้นทันที
สวนยางที่ประเทศลาวจำนวนมากก็ไม่มีแรงงานเพียงพอที่จะกรีด คงต้องใช้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำการกรีดเช่นเดียวกับประเทศไทย
การกรีดยางไม่สามารถใช้เครื่องจักรได้ ยังต้องใช้คนเดินกรีด และเดินเก็บน้ำยางไปทีละต้น ไม่เหมือนการปลูกข้าว ข้าวโพดและมันสำปะหลังรวมทั้งถั่วเหลือง ที่สามารถใช้เครื่องจักรมาแทนแรงงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าประเทศไทยของเรา ซึ่งเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานแล้วในขณะนี้ มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในภาคเศรษฐกิจใช้แรงงานมาก ในอนาคตจะทำอย่างไร
ถ้าพม่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศหลังจากที่ได้เปิดประเทศ และแรงงานจากพม่ากลับบ้าน ไปทำงานที่บ้าน ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราจะยังสามารถรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานมากๆ เช่น การทำสวนยางไว้ได้หรือไม่ หรือถ้าพม่าเริ่มปลูกยางพาราบ้างเช่นเดียวกับ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน ทำและดูดแรงงานไว้ที่บ้านเขา เราจะทำอย่างไร
สถานการณ์ที่ว่าจะมีทั้งวัฏจักรราคา อันเกิดจากการขึ้นลงของเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของค่าแรงงานในประเทศ ในขณะที่ระยะยาวราคาที่แท้จริงของสินค้าเกษตร กล่าวคือราคาของสินค้าปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มแต่กลับตกลง รวมทั้งค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นในระยะยาว อนาคตของยางพาราซึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้น มีวัฏจักรปรับตัวจากปริมาณน้อยหรือช้ากว่าสินค้าอื่นๆ น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน
เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นในปี 2558 ที่จะมีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรหลายๆ อย่าง สินค้าทุกอย่างถ้าจะไปรอดคงต้องปล่อยให้การผลิต การส่งออกและราคาเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงคงต้องใช้งบประมาณมากและอาจจะไม่ได้ผลอย่างที่เห็นอยู่ ควรจะคิดล่วงหน้าเอาไว้ เพราะปัญหานี้คงจะเกิดขึ้นแน่ในอนาคต
ยางพาราก็เป็นสินค้าอีกตัวที่จะเป็นปัญหา
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
อนาคตของยางพารา
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1378362836
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ updated: 05 ก.ย. 2556 เวลา 13:24:54 น.
(เสนอใน : มติชนรายวัน 5 ก.ย. 2556
และใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378380415 )
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมัน ราคาสินแร่ เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม รวมทั้งยางพาราได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเศรษฐกิจประเทศจีนขยายตัวในอัตราเลข 2 หลักมานานหลายปี
เคยเดินทางไปมณฑลยูนนานของจีน มองลงไปจากเครื่องบินเห็นพื้นที่จำนวนมากมายกลายเป็นสวนยางพารา เนินเขาเป็นลูกๆ ปลูกกันแต่ยางพารา
ที่ประเทศลาว แขวงทางเหนือตั้งแต่แขวงหลวงพระบาง หลวงน้ำทา พงสาลี ไซยะบุลี ลงมาจนถึงแขวงเวียงจันทน์ บอริคำไซย ก็เห็นสวนยางพาราเต็มไปหมด
ประเทศไทยในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาก็นิยมปลูกยางพารากัน ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ ยังนึกในใจว่ายางพารานั้นปลูกได้แต่ที่ภาคใต้ของไทย ที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะยางพาราต้องการภูมิอากาศที่ฝนชุก ความชื้นสูง ที่เมืองไทยนอกจากภาคใต้ ก็มีภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง และตราด
เมื่อไปเห็นสวนยางที่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่ประเทศลาว และที่ยูนนาน ประเทศจีน ก็นึกในใจอยู่แล้วว่า เมื่อต้นยางพาราที่ปลูกใหม่นี้ สามารถกรีดเอาน้ำยางได้ ปริมาณน้ำยางก็คงจะล้นตลาด นึกเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่คิดว่าเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และรัสเซีย คงจะขยายตัวต่อไป ขณะเดียวกันราคาน้ำมัน ก็คงจะไม่อ่อนตัวลงเพราะถ้าราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ราคายางเทียมหรือยางสังเคราะห์ ก็จะอ่อนตัวด้วย ทำให้ราคายางธรรมชาติ อ่อนตัวตามลงไปตามกัน
เหตุการณ์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง เศรษฐกิจรัสเซียและจีนมีปัญหา สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการซื้อยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ยางพาราก็ลดลง ราคายางพาราก็พลอยร่วงลงไปอย่างรวดเร็วด้วย
ปัญหาของสินค้าเกษตรกรรมที่เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพืชล้มลุกอย่าง ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือพืชยืนต้น เช่น ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งยางพารา และการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ สุกร ล้วนเป็นไปตามกฎหรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
กฎหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ว่าก็คือ เมื่อราคาสินค้าประเภทนี้สูงขึ้น เกษตรกรก็หันมาปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้มากขึ้น
เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ปริมาณสินค้าก็จะออกมาพร้อมๆ กัน ทำให้มีสินค้าล้นตลาด เมื่อสินค้าล้นตลาดราคาก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับเกษตรกรผู้ผลิตอย่างมาก
เมื่อราคาลดลงติดต่อกันสักพัก เกษตรกรก็ลดการปลูกหรือปริมาณสัตว์ที่เลี้ยงลง สินค้าก็จะเริ่มขาดตลาดราคาก็จะเริ่มสูงขึ้นหรือเกิดกรณีที่เศรษฐกิจของภูมิภาคหรือของโลกฟื้นตัวขึ้น ความต้องการสินค้าก็เริ่มสูงขึ้น ราคาก็ถีบตัวสูงขึ้น
แต่เศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจของโลกก็มีวัฏจักร เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเฟื่องฟูขึ้น การลงทุนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตลาดอิ่มตัว การลงทุนมากเกินตัว เศรษฐกิจก็ชะลอตัวแล้วก็กลายเป็นเศรษฐกิจขาลง
ดังนั้น วัฏจักรทางด้านการผลิต วัฏจักรทางด้านความต้องการของตลาด จึงเป็นปัจจัยสำคัญทั้ง 2 ด้าน ที่ทำให้ราคามีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักร สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรผู้ผลิตอยู่เป็นประจำ เป็นปรากฏการณ์ที่เราจะพบเห็นอยู่เสมอถ้าเราสังเกต
ยางพาราก็เป็นพืชที่ไม่พ้นไปจากกฎทางเศรษฐศาสตร์เช่นว่านี้ เราเคยเห็นราคายางตกต่ำมาแล้วหลายรอบในช่วง 20 ปีมานี้ ราคายางพาราตกต่ำจนประเทศมาเลเซียสนับสนุนให้เกษตรกรของเขาเปลี่ยนสวนยางมาเป็นสวนปาล์มน้ำมันแทน ไทยเราก็ทำบ้างบางส่วน
สำหรับสินค้าเกษตรอย่างอื่น เกษตรกรอาจจะปรับตัวได้ง่าย เช่น สุกร ไก่ วัฏจักรราคาอาจจะไม่ยาว 2-3 ปีมีครั้งหนึ่งเพราะการเพิ่มการผลิตทำได้เร็ว สำหรับไก่ก็ไม่กี่เดือน สำหรับสุกรก็ไม่นาน แต่สำหรับไม้ยืนต้นอาจจะนาน
ยางพาราตั้งแต่เริ่มปลูกจนสามารถกรีดเอาน้ำยางต้องใช้เวลาถึง 6 ปี เมื่อต้นยางโตพอที่จะกรีดน้ำยางได้ก็พอดีถึงวัฏจักรราคา อยู่ในช่วงขาลงพอดี การปรับตัวก็อาจจะทำได้ยากเพราะเกษตรกรได้ลงทุนมาแล้วเป็นเวลานาน
กิจการสวนยางเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เมื่อปลูกจนโตแล้วก็ต้องใช้แรงงานกรีดยาง ลำพังตัวเกษตรกรเองไม่สามารถจะกรีดยางในสวนของตนได้หมด อีกทั้งบุตรหลานที่มีการศึกษาสูงๆ ก็ไม่นิยมกลับบ้านไปกรีดยาง ดังนั้น การกรีดยางจึงต้องอาศัยแรงงานจากภายนอก และวิธีจ้างก็ไม่มีอะไรดีกว่าการแบ่งผลผลิตกัน เช่น 60-40 หรือ 50-50 แทนที่จะจ้างด้วยการออกค่าจ้าง เช่น การจ้างเกี่ยวข้าว หรือหักข้าวโพด
การปรับตัวต่อราคาจึงมีเพียงจะกรีดยางมากหรือน้อยเท่านั้นในระยะแรก เมื่อเศรษฐกิจภาคใต้เจริญขึ้น แรงงานที่เข้ามากรีดยางก็มักจะเป็นแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเจริญขึ้น แรงงานจากภาคอีสานมีน้อยลง แรงงานจากประเทศพม่าและอินโดนีเซียก็มาแทนที่
ขณะนี้แรงงานในภาคอีสานและภาคเหนือก็กลับไปปลูกยางพาราที่บ้าน เมื่อต้นยางโตพอจะกรีดได้ก็คงมีปัญหาอย่างเดียวกัน จะหาแรงงานจากที่ไหนมากรีด ถ้าราคายางพาราอยู่ในระดับเกินกว่า 100 บาท รายได้จากการรับจ้างกรีดก็คงจะพอเป็นแรงจูงใจให้มีคนทำ แต่ถ้าราคายางพาราในตลาดโลกตกต่ำลงมาอยู่ในระดับ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ปัญหาก็คงจะเกิดขึ้นทันที
สวนยางที่ประเทศลาวจำนวนมากก็ไม่มีแรงงานเพียงพอที่จะกรีด คงต้องใช้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำการกรีดเช่นเดียวกับประเทศไทย
การกรีดยางไม่สามารถใช้เครื่องจักรได้ ยังต้องใช้คนเดินกรีด และเดินเก็บน้ำยางไปทีละต้น ไม่เหมือนการปลูกข้าว ข้าวโพดและมันสำปะหลังรวมทั้งถั่วเหลือง ที่สามารถใช้เครื่องจักรมาแทนแรงงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าประเทศไทยของเรา ซึ่งเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานแล้วในขณะนี้ มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในภาคเศรษฐกิจใช้แรงงานมาก ในอนาคตจะทำอย่างไร
ถ้าพม่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศหลังจากที่ได้เปิดประเทศ และแรงงานจากพม่ากลับบ้าน ไปทำงานที่บ้าน ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราจะยังสามารถรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานมากๆ เช่น การทำสวนยางไว้ได้หรือไม่ หรือถ้าพม่าเริ่มปลูกยางพาราบ้างเช่นเดียวกับ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน ทำและดูดแรงงานไว้ที่บ้านเขา เราจะทำอย่างไร
สถานการณ์ที่ว่าจะมีทั้งวัฏจักรราคา อันเกิดจากการขึ้นลงของเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของค่าแรงงานในประเทศ ในขณะที่ระยะยาวราคาที่แท้จริงของสินค้าเกษตร กล่าวคือราคาของสินค้าปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มแต่กลับตกลง รวมทั้งค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นในระยะยาว อนาคตของยางพาราซึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้น มีวัฏจักรปรับตัวจากปริมาณน้อยหรือช้ากว่าสินค้าอื่นๆ น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน
เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นในปี 2558 ที่จะมีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรหลายๆ อย่าง สินค้าทุกอย่างถ้าจะไปรอดคงต้องปล่อยให้การผลิต การส่งออกและราคาเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงคงต้องใช้งบประมาณมากและอาจจะไม่ได้ผลอย่างที่เห็นอยู่ ควรจะคิดล่วงหน้าเอาไว้ เพราะปัญหานี้คงจะเกิดขึ้นแน่ในอนาคต
ยางพาราก็เป็นสินค้าอีกตัวที่จะเป็นปัญหา
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
2556-07-18
“ทำไมคนมลายูไม่ภูมิใจภาษาของตัวเอง” โดย ชินทาโร่ ฮารา
.
ชินทาโร่ ฮารา: “ทำไมคนมลายูไม่ภูมิใจภาษาของตัวเอง”
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/07/47753 . . Wed, 2013-07-17 23:28
อ.ชินทาโร่ ฮารา เขียนในภาษามลายู
อับดุลเลาะ วันอะฮ์หมัด ถอดความเป็นภาษาไทย
ชาวญี่ปุ่นที่ศึกษาภาษามลายูยังมีจำนวนไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ใคร่ขออนุญาตที่จะเล่าเรื่องราวในฐานะที่เป็นชาวญี่ปุ่นมาแต่กำเนิดที่มีโอกาสได้สัมผัสกับภาษามลายู และมีความเป็นมาอย่างไรถึงได้มีความหลงใหลในภาษานี้ จนต้องศึกษาต่อเพิ่มเติมที่ประเทศมาเลเซีย
ชื่อบทความเดิม : “ภาษามลายูนำทางชีวิต” (Bahasa Melayu penentu perjalanan hidup)
ผมเริ่มเรียนรู้ภาษามลายูที่ประเทศญี่ปุ่น ณ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่ชื่อ มหาวิทยาลัยกิโอะ(Keio) ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมเองไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับภาษามลายูเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ผมได้รู้จักมักคุ้นก่อนหน้านี้ก็คือ มาเลเซียนั้นเป็นประเทศหนึ่งที่มีการส่งออกยางพาราและแร่ต่างๆ ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก
จากนั้นผมก็ได้เข้าไปศึกษาต่อที่คณะการจัดการนโยบาย (Pengurusan Dasar) ซึ่งเป็นคณะใหม่ที่เปิดสอนที่มหาวิทยาลัยโชนาน ฟูจิซาว่า (Shonan Fujisawa) ซึ่งที่คณะดังกล่าวนี้เอง ได้บังคับให้นักศึกษาทั้งหมดต้องเลือกวิชาภาษาต่างประเทศ
ในขณะเดียวกันนั้นเองทางคณะได้เปิดให้เลือกภาษาต่างประเทศ คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน ภาษาเกาหลี และภาษามลายู ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วภาษาที่ถูกเสนอให้เลือกเรียน มักเป็นภาษาที่คนญี่ปุ่นจะเรียนเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่มีอยู่ภาษาหนึ่งที่ดูเหมือนว่าค่อนข้างแปลก นั่นก็คือภาษามลายู
ในรอบๆ ตัวของผมเองไม่มีใครที่สามารถพูดภาษามลายูได้เลย หรือไม่มีแม้แต่คนที่เคยศึกษาภาษามลายู และผมเองก็ชอบที่จะเลือกทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ค่อยจะเลือกกัน ผมจึงตัดสินใจเลือกที่จะเรียนหลักสูตรภาษามลายูเป็นวิชาภาษาต่างประเทศ
คณะที่ผมศึกษาคือ คณะ Pengurusan Dasar ไม่ใช่คณะภาษามลายูแต่อย่างใด เพราะว่าหลักสูตรวิชาภาษามลายูเป็นแค่วิชาเลือกภาษาต่างประเทศวิชาหนึ่ง ที่ได้เปิดสอนตามหลักสูตรแบบเข้มเท่านั้น ทว่าผมไม่ได้มีพรสวรรค์ และไม่ค่อยชอบกับคณะนี้เท่าไหร่ แต่ผมเองกลับไปให้ความสนใจกับภาษามลายูเป็นอย่างมาก และความลุ่มหลงต่อภาษามลายูของผมนับวันก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกขณะ
เมื่อประตูสู่โลกมลายูเปิด
อาจารย์ที่มีส่วนช่วยในการเรียนภาษามลายูของผมสมัยที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น เขาเป็นอาจารย์ชาวมลายูท่านหนึ่งชื่อ ท่านซัยฟูบาฮารีย์ อะฮ์หมัด ที่ผมมักจะเรียกท่านว่าอาจารย์ซัยฟูล ท่านเป็นชาวมลายูที่มีพื้นเพมาจากเมืองบาตูปาฮัต ซึ่งเป็นอาจารย์รุ่นแรกเลยก็ว่าได้ ที่ถูกส่งมายังประเทศญี่ปุ่น ภายใต้นโยบายของชาติที่ว่าด้วยการเหลียวมองสู่ภาคตะวันออกของรัฐบาล(มาเลเซีย)
ท่านมิเพียงแต่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษามลายูอย่างเดียวเท่านั้นไม่ หากยังมีความรู้ความสามารถในด้านภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย การใช้ภาษาญี่ปุ่นของท่านอยู่ในขั้นดีมาก จนคนส่วนใหญ่นึกว่าท่านเป็นคนญี่ปุ่นโดยแท้ด้วยซ้ำ ประกอบกับรูปร่างหน้าตาของท่านจะดูเป็นคนเชื้อสายจีน ทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ที่จะมองว่าท่านเป็นชาวจีนมากกว่า
ท่านยังสามารถอธิบายปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้ภาษามลายูในภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีและชัดเจนอีกด้วย ในขณะนั้นผมเองก็ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนรู้ภาษามลายูอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นพจนานุกรมภาษามลายู-ญี่ปุ่นและคู่มือต่างๆ แต่การมาของท่านนั้น มาในฐานะนักพูดที่เป็นเจ้าของภาษามลายูโดยแท้ที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่วเป็นอย่างดี สามารถที่จะสร้างความกระจ่างชัดให้กับบรรดานักศึกษาได้เกือบหมด
บรรยากาศในห้องเรียนก็แสนสนุกอีกด้วย เพราะนักศึกษาจะถูกตั้งชื่อเล่นใหม่เป็นภาษามลายูทุกคน และจะใช้ชื่อที่ตั้งใหม่นั้นใช้เรียกในการเรียนการสอนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในห้องหรือนอกห้องเรียน
ในวันแรกของการเรียน ท่านอาจารย์ซัยฟูลจะเขียนชื่อภาษามลายูบนกระดานแล้วให้นักศึกษาเลือกชื่อเหล่านั้นที่ทุกคนชื่นชอบ ส่วนตัวนั้นได้เลือกชื่อว่า ‘Badiuzzaman’ เพราะชื่อดังกล่าว ท่านอาจารย์ได้บอกว่า เป็นชื่อของนักปราชญ์ท่านหนึ่ง และมีเพื่อนคนหนึ่งที่ขอใช้ชื่อตัวเอง โดยได้ให้ท่านอาจารย์ช่วยแปลชื่อเขาให้เป็นภาษามลายูให้หน่อย ซึ่งชื่อเพื่อนคนนั้นมีความหมายว่าเป็น‘mutiara’ (ไข่มุก) เขาจึงได้ตั้งชื่อว่ามูเตียรา
ภายหลังจากที่แต่ละคนได้รับการตั้งชื่อเป็นภาษามลายูโดยครบถ้วนแล้ว ทำให้บรรยากาศในการเรียนดูเหมือนยิ่งสนุกไปกันใหญ่และมีความผูกพันยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมเองมีความรู้สึกซาบซึ้งในชื่อภาษามลายู จนบางครั้งผมเองเกือบจะลืมชื่อญี่ปุ่นไปด้วยซ้ำ
สัมผัสดินแดนมลายู
ความพิเศษของท่านอาจารย์ซัยฟูลก็คือ การที่มีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ของท่านอย่างตั้งใจ เช่น ทุกๆ ปลายภาคเรียนประจำปี ท่านจะนำลูกศิษย์ไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่านอยู่เป็นประจำ ที่หมู่บ้านตือโละบูโละฮ์ เมืองบาตูปาฮัต รัฐยะโฮร์ ซึ่งนักศึกษาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างน้อยประมาณ 3 สัปดาห์ โดยที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ของแต่ละคนที่ได้จัดไว้ให้
โอกาสเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีและมีความหมายต่อนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น แทบจะไม่มีโอกาสในการใช้ภาษามลายูเลยแม้แต่น้อยนอกจากในชั้นเรียนเท่านั้น ในขณะเดียวกันนั้นผมเองก็ได้มีโอกาสในการเรียนรู้ภาษามลายูจากเจ้าของภาษามลายูโดยตรง
ผมเองก็ชอบที่จะไปเยี่ยมเยือนชาวบ้านและทำความรู้จักมักคุ้นกัน และพวกเขาเองก็ต้อนรับผมในฐานะลูกบุญธรรมคนหนึ่งด้วยดีมาตลอด ผมเองก็เรียกชื่อคนในครอบครัวด้วยชื่อที่ไพเราะ ที่เต็มไปด้วยความผูกพัน เช่น ดาโต๊ะ อีบู กากะ อาเดะ เป็นต้น ตัวผมเองก็ถูกเรียกในภาษามลายูเช่นกัน ในที่สุดผมก็ได้กลายเป็นสมาชิกของหมู่บ้านนั้นโดยปริยาย
ปกติแล้วผมเองอาจเดินทางไปที่นั่นหลังจากที่จบหลักสูตรวิชาภาษามลายู นั่นก็คือตอนปิดภาคเรียนที่สอง แต่ด้วยการที่มีความรู้สึกผูกพันที่ดีกับชาวบ้านที่นั่น ทำให้หลายคนรวมทั้งตัวผมเองด้วยที่มักจะกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านนั้นอยู่เป็นนิจ
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสได้ร่วมเทศกาลเนื่องในวันตรุษอิดิ้ลฟิตรีย์ที่หมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งจะมีทั้งญาติพี่น้องที่กลับมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีทั้งที่กลับจากสิงคโปร์และจากที่อื่นๆ พวกเขาก็จะชักชวนผมไปเยี่ยมเยือนครอบครัวของพวกเขาด้วย และโอกาสที่ผมจะได้ท่องแวะเยี่ยมเยือนก็พลอยมีมากขึ้นอีกด้วย ถ้าหากว่าผมได้ไปยังกรุงกัวลัมเปอร์หรือที่สิงคโปร์เมื่อใด ผมแทบไม่ต้องพักโรงแรมอย่างเช่นเคยอีก แต่จะเป็นบ้านพักของผู้คนที่ผมได้รู้จัก และยังได้ช่วยสอนการแนะนำในการเขียนงานอีกด้วย
ผมใคร่ต้องการที่จะพัฒนาแนวการเขียนภาษามลายูให้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทดลองเขียนเป็นภาษามลายูดู และหัวข้อของวิทยานิพนธ์ผมก็เลือกเอง อย่างเช่นจะเป็นแนวปัญหาสังคมของคนญี่ปุ่น วัฒนธรรมของคนมลายู ความพิเศษของภาษามลายู เป็นต้น และทุกๆ งานเขียนของผม ผมจะส่งไปยังอาจารย์ซัยฟูลก่อนทุกครั้ง เพื่อทำการตรวจทานอย่างละเอียด และท่านจะช่วยสรุปให้อีกที
แหละนี่คือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่ได้สร้างขวัญกำลังแก่ตัวผม ซึ่งงานเขียนดังกล่าวผมยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ถ้าหากได้อ่านงานเขียนชิ้นดังกล่าวเมื่อใด จะพบว่ายังมีข้อบกพร่องอีกมาก แต่ว่านั่นคือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับตัวผมในการเขียนหนังสือภาษามลายู
ในช่วงที่ผมอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ผมก็ลองศึกษาเรียนรู้กับกลุ่มนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาจากประเทศมาเลเซียอีกด้วย เพื่อเป็นเพื่อนพูดคุยเรียนรู้กับพวกเขา แต่ที่ค่อนข้างจะมีความสนิทสนมมากเป็นพิเศษก็คือ เห็นจะเป็นกลุ่มอดีตคณาจารย์มากกว่า ที่เข้ามาศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีอายุมากกว่าผมก็ตาม แต่พวกเขายินดีรับผมและเพื่อนๆ เป็นสมาชิกของพวกเขาอีกด้วย
การศึกษาต่อยังประเทศมาเลเซีย โอกาส และมิตรภาพ
ก่อนที่ผมจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น ผมก็ได้ตัดสินใจเลือกที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศมาเลเซีย แต่ในช่วงแรกนั้นค่อนข้างที่จะยุ่งยากนิดหน่อย เพราะยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน อย่างเช่น จะไปศึกษายังมหาวิทยาลัยใด? จะเรียนอะไรดี? และจะอยู่กับใคร? และประจวบกับโอกาสที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศมาเลเซียนั้นก็มาถึงพอดี
จากนั้นการเข้าออกประเทศมาเลเซียของผมจึงกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อครั้นที่ผมอยู่ที่ญี่ปุ่นผมก็ได้ทำงานไปด้วยเพื่อเก็บเงินไว้เป็นทุนเรียนต่อ ส่วนเงินที่เก็บสะสมมานั้นก็หมดไปกับการซื้อตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายระหว่างทาง เหตุการณ์ที่ทำให้ผมไม่อาจลืมมันลงได้คือเป็นช่วงที่ผมไปยังมาเลเซีย แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ผมจำไม่ได้แล้ว เพราะในช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาอยู่นั้น ผมเข้าออกมาเลเซียไม่น้อยกว่าสิบครั้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ผมและเพื่อนๆ ที่มาจากญี่ปุ่นด้วยกัน ได้มีโอกาสติดตามชาวบ้าน ที่บ้านตือโละบูโละฮ์ ที่ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องของเขาที่บ้านบาตูปาฮัต ซึ่งผมเองก็ได้รู้จักเขามาแล้วก่อนหน้านั้น เพราะเขาเองก็เคยไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านที่เราเคยอยู่เป็นประจำ เขามีชื่อเรียกว่า กะนิ
ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น กะนิได้เอยถามผมว่า ยังจำชื่อแกอยู่ได้อีกไหม? แต่ที่รัฐยะโฮร์นั้นไม่เหมือนกับรัฐกลันตัน เพราะที่นี่คนที่มีชื่อนำหน้าด้วยคำว่านิ ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอ่ยคำว่า กะนิ หลายคนในหมู่บ้านนั้นมักจะเข้าใจเป็นเสียงเดียวกันว่าหมายถึงใคร
ผมเองก็ยังไม่ลืมชื่อเต็มของเขา เพื่อเป็นการหยอกเย้ากัน ผมก็ได้เรียกชื่อของเขาด้วยความชื่นชอบและความเคารพ นั่นก็คือท่านนิซาฟียะฮ์ การิม ซึ่งหนังสือไวยกรณ์ของเดวันบาฮาซา(Tatabahasa Dewan) ผมได้อ่านจนจบไม่น้อยกว่าสองครั้งไปแล้วในช่วงนั้น หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวบวกกับการที่ได้อ่านงานเขียนบทความของท่านในวารสารต่างๆ และในหนังสือพิมพ์ ผมจึงได้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของท่านโดยปริยาย ผมมีความหลงใหลในสไตล์การเขียนของท่านที่มีความกระจ่างและมีลำดับความ
และแล้วผมก็ต้องสะดุ้งตกอกตกใจ เมื่อท่านได้ตอบการล้อเล่นของผมว่า นั่นคือชื่อของพี่เขา แรกๆ นั้นผมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่นักกับคำตอบที่ได้ยิน
“ท่านอย่าโกหกนะ มันไม่ดีรู้ไหม!” ผมถาม
“ฉันโกหกที่ไหนกัน” เขาตอบด้วยความสุขุม
ผมก็ได้บอกกับท่านว่า ผมมีความรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากกับคนที่ชื่อ นิซอฟียะฮ์ การีม และผมเองก็ได้ขอร้องให้ท่านแสดงออกมา เพื่อให้เห็นว่าท่านนั้นคือพี่น้องกันกับนักเขียนที่ผมชื่นชอบคนนั้นจริง
และแล้วท่านก็เอยถามผมว่า “คุณจะพูดกับเขาไหม?”
ใจผมตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่าจะมีโอกาสได้คุยกับคนที่ผมให้ความเคารพและติดตามงานเขียนมาโดยตลอด ความหลงใหลของผมในช่วงนั้นมิได้เป็นนักร้องวงแอลล่า เฟาซียะฮ์ ลาตีฟ หรือแอรร่า ฟาซียะฮ์ แต่เป็นบุคคลทางด้านภาษาศาสตร์คนนี้ โดยความรวดเร็วผมตอบไปว่า “ก็ได้!”
กะนิ ก็ไม่รอช้า รีบกดโทรศัพทร์มือถือไปหาพี่เขา กะนิได้โต้ตอบกับคนที่อยู่ปลายสายด้วยสำเนียงการพูดแบบคนกลันตัน ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความผูกพัน แน่นอนเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า กะนิคนนี้เป็นพี่น้องกันกับนักภาษาชื่อดังคนดังกล่าว
กะนิได้บอกกับคนที่อยู่ปลายสายว่า “ตอนนี้มีคนจากประเทศญี่ปุ่นอยากจะคุยกับเมาะจู”(ชื่อเรียกพี่ของกะนิ) จากนั้นกะนิก็ได้ยื่นเครื่องโทรศัพท์มาให้ผม
“อืม นี่พี่ฉันเอง” ด้วยการที่มีความตื่นเต้นมากเกินไป ทำให้ผมจำไม่ได้ว่าผมได้พูดอะไรกับบุคคลที่ผมชื่นชอบในขณะนั้น แต่ผมก็มีโอกาสได้กล่าวกับท่านว่า ผมมีความตั้งใจที่ต้องการอยากจะพบกับท่านสักครั้งหนึ่ง แล้วผมก็ได้ยื่นเครื่องโทรศัพท์ไปให้กะนิด้วยอาการที่ตื่นเต้นและมีความสุขที่สุด เพราะท่านเองก็ยินดีที่จะพบกับผม หากว่าผมเข้าไปยังเมืองหลวงในคราวหน้า
ผมมีโอกาสได้พบกับท่านศาสตราจารย์ นิซาฟียะฮ์ การีม สองครั้งด้วยกัน ณ บ้านพักของท่านที่ปือตาลิงจายา ในครั้งแรกนั้นท่านได้ต้อนรับผมเป็นอย่างดี และผมก็ได้บอกกับท่านว่า ผมมีความตั้งใจที่จะมาศึกษาต่อที่มาเลเซียแห่งนี้ และท่านก็ยังได้ชี้แนะและให้กำลังใจผมอีกด้วย
หลังจากนั้นผมก็ได้ศึกษาภาษามลายูอย่างขยันมากขึ้นกว่าเดิม อีกไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยือนท่านอีกครั้ง และได้บอกกับท่านว่า ผมต้องการที่จะเข้าศึกษาต่อที่คณะศึกษาศาสตร์ภาษามลายู (APM : Akademi Pengajian Melayu) ที่มหาวิทยาลัยมาลายาหรือยูเอ็ม(UM)
และท่านก็ยังได้สอบถามอีกว่าอะไรคือสิ่งที่ผมต้องการ ซึ่งผมก็ได้อธิบายค่อนข้างที่จะยาว หลังจากที่ท่านได้รับฟังท่านก็ได้ตอบกลับมาว่า ถ้าอย่างนั้นเขาพร้อมที่จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ให้ ความรู้สึกของผมในตอนนั้นแทบไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว หลังจากจบหลักสูตรปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ผมไม่ได้รอช้าอะไร รีบกรอกข้อมูลเพื่อเข้าศึกษาต่อที่ยูเอ็มทันที ด้วยการระบุชื่อผู้ดูแลตามที่ได้เตรียมไว้แล้ว ที่พร้อมจะรับนักศึกชาวญี่ปุ่นคนใหม่อีกคน
ภาษานำสู่อิสลาม ‘ไม่ใช่อิทธิของนักเผยแพร่’
นั่นคือภาษามลายูที่ได้นำพาชีวิตของผม ไม่เพียงแค่นั้นอย่างเดียวไม่ หากแต่ภาษามลายูยังมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผม เพราะด้วยภาษามลายูนี้เองที่ทำให้ผมได้รู้จักกับศาสนาอิสลาม จนในที่สุดผมก็ได้เข้ารับอิสลามศาสนาที่บริสุทธิ์นี้จนได้
ผมรับอิสลามไม่ใช่ว่าได้รับอิทธิพลมาจากนักเผยแพร่ท่านใดเลย แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้เข้ารับอิสลามก็คือด้วยวิถีชีวิตของคนมลายูที่มีรากฐานมาจากคำสอนของศาสนานั่นเอง ที่ได้ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเป็นอย่างมาก การรักษาความสะอาดของร่างกายและมีความสมถะในการใช้ชีวิต ถ้าหากว่าผมไม่ได้ร่ำเรียนภาษามลายูบางทีผมอาจจะไม่มีโอกาสไดรู้จักกับศาสนาอิสลามได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ภาษามลายูจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผม บางครั้งผมเองก็มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจเช่นกันกับคนมลายูบางคนที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญต่อภาษาของตนเอง ไม่เหมือนกับบางภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน
ผมเองก็ยังได้มีโอกาสไปเยือนอินโดนีเซียหลายครั้งด้วยกัน ความจริงผมไม่เคยได้เรียนภาษาอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการเลย แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผมแม้แต่น้อยในการพูดคุยกับคนอินโดนีเซีย ผมเองรู้สึกมีความยินดีทุกครั้งที่ได้ไปเยือนอินโดนีเซีย เพราะว่าคนอินโดนีเซียล้วนต่างก็มีความภาคภูมิใจในภาษาของตนเอง เมื่อพวกเขาได้ทราบว่าผมสามารถพูดภาษาอินโดนีเซียได้ แน่นอนเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าภาษาที่ผมใช้นั้นอาจจะไม่ใช่ภาษาอินโดนีเซียก็ตาม แต่เป็นภาษามลายู
ทำไมคนมลายูไม่ภูมิใจในภาษาของตัวเอง
บางครั้งสิ่งที่เป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกันได้เกิดขึ้นที่มาเลเซีย ผมใคร่ขออนุญาตบอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบ่งบอกให้เรารู้ว่า ยังมีคนมลายูส่วนหนึ่งที่ไม่มีความภาคภูมิใจในภาษาของตนเอง
เมื่อครั้นที่ผมกำลังเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่ยังหาสถานที่ไม่พบ ขณะนั้นเอง ก็ได้มีหญิงสาวมลายูท่านหนึ่งเดินผ่านมาพอดี ผมได้ให้สลามกับเขาเพื่อให้เขาช่วยบอกเส้นทางที่จะไปยังที่หมายให้หน่อยโดยใช้ภาษามลายู คำตอบที่ได้รับก็คือ “OK, you go straight, and then turn left, you’ll find...” ผมก็ได้กล่าวขอบคุณว่า “terima kasih” ทว่าคำตอบที่เขาได้ตอบมาคือ “welcome”.
และเหตุการณ์ต่อมาก็เกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินนานาชาติซูบัง มีผู้ชายมลายูวัยกลางคนท่านหนึ่งที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้สอบถามโดยใช้ภาษาอังกฤษว่า “What’s the purpose of your visit?” แต่ผมกลับตอบเป็นภาษามลายูว่า “Saya mahu melanjutkan pelajaran di Universiti Malaya. Ini suratnya” พร้อมกับการยื่นแบบฟอร์มจากทางมหาวิทยาลัยให้เขาดู
เขาก็ยังถามอีกว่า “So where’s your visa? You don’t have a student visa!” ผมก็ได้ตอบเขาไปว่าต้องการต่อวิซ่าในภายหลัง เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็ได้ถามคำถามที่สามด้วยภาษาอังกฤษเช่นเดิม ด้วยที่ว่าผมเองก็ไม่ได้ชำนาญภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ผมจึงได้ขอร้องให้เขาพูดภาษามลายูแทน
“ท่านครับ ท่านสามารถใช้ภาษามลายูได้ไหม? เพราะภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” แต่ว่าเขายังปฏิเสธด้วยเสียงที่แข็งกร้าวว่า “I speak English for you because you are a foreigner!” (ฉันพูดภาษาอังกฤษกับคุณเพราะคุณเป็นชาวต่างชาติ!)
แต่นั่นถือเป็นข้อดีสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจภาษามลายู แต่ถามว่าอะไรคือเหตุผลที่เจ้าของภาษามลายูโดยแท้ใช้ภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติที่อ่อนด้อยในภาษาอังกฤษ ทว่าสามารถพูดภาษามลายูได้? ผมเองก็รู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน จึงพูดออกไปว่า “คนต่างชาติไม่ทั้งหมดหรอกที่พูดอังกฤษได้! อีกทั้งภาษามลายูเองก็เป็นภาษาทางการของมาเลเซียอีกด้วย แล้วมันผิดตรงไหนที่ผมจะพูดภาษามลายู?”
เขาเองมีอาการสีหน้าที่ไม่ค่อยดี และเริ่มชักช้าในการให้บริการด้วยการถามโน่นถามนี่ไปต่างๆ นานา ทั้งยังเป็นคำถามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองด้วยซ้ำ ทั้งหมดนั้นล้วนใช้ภาษาอังกฤษทั้งสิ้น คำตอบของผมยังเป็นในภาษามลายูเช่นเดิม หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมก็รับพาสปอร์ตที่เขายื่นให้โดยที่ปราศจากคำขอบคุณใดๆ
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายๆ กันก็คือ เมื่อตอนที่ผมได้เข้าประชุมสัมมนา เกี่ยวกับภาษาและงานวรรณกรรมมลายู เอกสารทุกชิ้นล้วนเป็นภาษามลายู ในช่วงพักแบรกเช้า ปรากฏว่าได้มีมุสลีมะฮ์มลายูท่านหนึ่งที่เข้าสัมนาด้วยกัน ได้เข้ามาหาและชมเชยในการนำเสนอของผมว่า “Your Malay is very good. I was so impressed by your presentation! Where did you study Malay?”
ผมก็มีความรู้สึกภูมิใจที่การนำเสนอของผมได้รับคำชื่นชมจากผู้คน แต่ผมไม่รู้สึกภูมิใจตรงที่ว่า คำเชยชมที่ถูกกล่าวออกมา ไม่ได้เป็นภาษาที่ผมใช้ในการสัมนาแต่อย่างใด ผมเองก็ตอบเขาไปโดยใช้ภาษามลายู
แค่นั้นยังไม่พอ ทุกครั้งที่ได้ดูโทรทัศน์ของมาเลเซีย จะเห็นได้ว่านักการเมืองที่ไม่ใช่มลายูจะใช้ภาษามลายูมากกว่านักการเมืองมลายู แต่กลับตรงกันข้ามกับนักการเมืองมลายูที่ไม่ค่อยได้ใช้ภาษามลายูหรือไม่ก็จะพูดปนกันกับภาษาอังกฤษ ผมไม่เคยเห็นนักการเมืองของญี่ปุ่นท่านใดที่ตอบคำถามของสื่อมวลชนท้องถิ่นในภาษาอังกฤษ แต่ว่าในมาเลเซียบ่อยครั้งที่คำถามภาษามลายูมักจะถูกตอบในภาษาอื่น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าแปลกใจ
ความจริงยังมีเรื่องอีกมากมายที่ได้บันทอนกำลังใจของคนต่างชาติที่มีความตั้งใจที่จะเรียนในด้านภาษามลายู เพราะภาษาที่ผมกำลังศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังอยู่นี้ เจ้าของภาษาที่แท้นั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญเอาเสียเลย
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาษาที่มีความสำคัญสำหรับผมนั้น จะสามารถแพร่กระจายบนเวทีโลกได้อย่างแน่นอน ผมเองก็ได้มีความพยายามในการเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันเพื่อเผยแพร่ภาษามลายู เพราะผมรู้สึกถึงการเป็นหนี้บุญคุณต่อสังคมมลายูเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบรรดาคณาจารย์และเพื่อนๆ ที่ช่วยเหลือในการเรียนภาษามลายูของผม แต่ในขณะเดียวกันสังคมมลายูเองจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติในแง่ลบที่มีต่อภาษามลายูออกไปด้วย
ผมต้องการที่อยากจะเห็นภาษามลายูมีสถานะเท่าเทียมกับภาษาอื่นๆ ในระดับสากล ส่วนในแง่ระดับความสามารถของตัวภาษาเองนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า ได้ประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนั้นจะต้องไปพร้อมๆกันกับทักษะและอุปนิสัยของผู้พูดที่มีความภูมิใจในภาษาของตนเองอีกด้วย ผมมีความภาคภูมิใจต่อภาษามลายูที่ผมได้ศึกษามาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีคนมลายูบางคนที่ไม่มีความภูมิใจต่อภาษามลายูทั้งๆ ที่ภาษามลายูนั้นเป็นภาษาภูมิบุตร(แม่)ของเขาเอง?
.
ชินทาโร่ ฮารา: “ทำไมคนมลายูไม่ภูมิใจภาษาของตัวเอง”
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/07/47753 . . Wed, 2013-07-17 23:28
อ.ชินทาโร่ ฮารา เขียนในภาษามลายู
อับดุลเลาะ วันอะฮ์หมัด ถอดความเป็นภาษาไทย
ชาวญี่ปุ่นที่ศึกษาภาษามลายูยังมีจำนวนไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ใคร่ขออนุญาตที่จะเล่าเรื่องราวในฐานะที่เป็นชาวญี่ปุ่นมาแต่กำเนิดที่มีโอกาสได้สัมผัสกับภาษามลายู และมีความเป็นมาอย่างไรถึงได้มีความหลงใหลในภาษานี้ จนต้องศึกษาต่อเพิ่มเติมที่ประเทศมาเลเซีย
ชื่อบทความเดิม : “ภาษามลายูนำทางชีวิต” (Bahasa Melayu penentu perjalanan hidup)
ผมเริ่มเรียนรู้ภาษามลายูที่ประเทศญี่ปุ่น ณ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่ชื่อ มหาวิทยาลัยกิโอะ(Keio) ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมเองไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับภาษามลายูเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ผมได้รู้จักมักคุ้นก่อนหน้านี้ก็คือ มาเลเซียนั้นเป็นประเทศหนึ่งที่มีการส่งออกยางพาราและแร่ต่างๆ ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก
จากนั้นผมก็ได้เข้าไปศึกษาต่อที่คณะการจัดการนโยบาย (Pengurusan Dasar) ซึ่งเป็นคณะใหม่ที่เปิดสอนที่มหาวิทยาลัยโชนาน ฟูจิซาว่า (Shonan Fujisawa) ซึ่งที่คณะดังกล่าวนี้เอง ได้บังคับให้นักศึกษาทั้งหมดต้องเลือกวิชาภาษาต่างประเทศ
ในขณะเดียวกันนั้นเองทางคณะได้เปิดให้เลือกภาษาต่างประเทศ คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน ภาษาเกาหลี และภาษามลายู ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วภาษาที่ถูกเสนอให้เลือกเรียน มักเป็นภาษาที่คนญี่ปุ่นจะเรียนเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่มีอยู่ภาษาหนึ่งที่ดูเหมือนว่าค่อนข้างแปลก นั่นก็คือภาษามลายู
ในรอบๆ ตัวของผมเองไม่มีใครที่สามารถพูดภาษามลายูได้เลย หรือไม่มีแม้แต่คนที่เคยศึกษาภาษามลายู และผมเองก็ชอบที่จะเลือกทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ค่อยจะเลือกกัน ผมจึงตัดสินใจเลือกที่จะเรียนหลักสูตรภาษามลายูเป็นวิชาภาษาต่างประเทศ
คณะที่ผมศึกษาคือ คณะ Pengurusan Dasar ไม่ใช่คณะภาษามลายูแต่อย่างใด เพราะว่าหลักสูตรวิชาภาษามลายูเป็นแค่วิชาเลือกภาษาต่างประเทศวิชาหนึ่ง ที่ได้เปิดสอนตามหลักสูตรแบบเข้มเท่านั้น ทว่าผมไม่ได้มีพรสวรรค์ และไม่ค่อยชอบกับคณะนี้เท่าไหร่ แต่ผมเองกลับไปให้ความสนใจกับภาษามลายูเป็นอย่างมาก และความลุ่มหลงต่อภาษามลายูของผมนับวันก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกขณะ
เมื่อประตูสู่โลกมลายูเปิด
อาจารย์ที่มีส่วนช่วยในการเรียนภาษามลายูของผมสมัยที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น เขาเป็นอาจารย์ชาวมลายูท่านหนึ่งชื่อ ท่านซัยฟูบาฮารีย์ อะฮ์หมัด ที่ผมมักจะเรียกท่านว่าอาจารย์ซัยฟูล ท่านเป็นชาวมลายูที่มีพื้นเพมาจากเมืองบาตูปาฮัต ซึ่งเป็นอาจารย์รุ่นแรกเลยก็ว่าได้ ที่ถูกส่งมายังประเทศญี่ปุ่น ภายใต้นโยบายของชาติที่ว่าด้วยการเหลียวมองสู่ภาคตะวันออกของรัฐบาล(มาเลเซีย)
ท่านมิเพียงแต่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษามลายูอย่างเดียวเท่านั้นไม่ หากยังมีความรู้ความสามารถในด้านภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย การใช้ภาษาญี่ปุ่นของท่านอยู่ในขั้นดีมาก จนคนส่วนใหญ่นึกว่าท่านเป็นคนญี่ปุ่นโดยแท้ด้วยซ้ำ ประกอบกับรูปร่างหน้าตาของท่านจะดูเป็นคนเชื้อสายจีน ทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ที่จะมองว่าท่านเป็นชาวจีนมากกว่า
ท่านยังสามารถอธิบายปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้ภาษามลายูในภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีและชัดเจนอีกด้วย ในขณะนั้นผมเองก็ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนรู้ภาษามลายูอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นพจนานุกรมภาษามลายู-ญี่ปุ่นและคู่มือต่างๆ แต่การมาของท่านนั้น มาในฐานะนักพูดที่เป็นเจ้าของภาษามลายูโดยแท้ที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่วเป็นอย่างดี สามารถที่จะสร้างความกระจ่างชัดให้กับบรรดานักศึกษาได้เกือบหมด
บรรยากาศในห้องเรียนก็แสนสนุกอีกด้วย เพราะนักศึกษาจะถูกตั้งชื่อเล่นใหม่เป็นภาษามลายูทุกคน และจะใช้ชื่อที่ตั้งใหม่นั้นใช้เรียกในการเรียนการสอนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในห้องหรือนอกห้องเรียน
ในวันแรกของการเรียน ท่านอาจารย์ซัยฟูลจะเขียนชื่อภาษามลายูบนกระดานแล้วให้นักศึกษาเลือกชื่อเหล่านั้นที่ทุกคนชื่นชอบ ส่วนตัวนั้นได้เลือกชื่อว่า ‘Badiuzzaman’ เพราะชื่อดังกล่าว ท่านอาจารย์ได้บอกว่า เป็นชื่อของนักปราชญ์ท่านหนึ่ง และมีเพื่อนคนหนึ่งที่ขอใช้ชื่อตัวเอง โดยได้ให้ท่านอาจารย์ช่วยแปลชื่อเขาให้เป็นภาษามลายูให้หน่อย ซึ่งชื่อเพื่อนคนนั้นมีความหมายว่าเป็น‘mutiara’ (ไข่มุก) เขาจึงได้ตั้งชื่อว่ามูเตียรา
ภายหลังจากที่แต่ละคนได้รับการตั้งชื่อเป็นภาษามลายูโดยครบถ้วนแล้ว ทำให้บรรยากาศในการเรียนดูเหมือนยิ่งสนุกไปกันใหญ่และมีความผูกพันยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมเองมีความรู้สึกซาบซึ้งในชื่อภาษามลายู จนบางครั้งผมเองเกือบจะลืมชื่อญี่ปุ่นไปด้วยซ้ำ
สัมผัสดินแดนมลายู
ความพิเศษของท่านอาจารย์ซัยฟูลก็คือ การที่มีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ของท่านอย่างตั้งใจ เช่น ทุกๆ ปลายภาคเรียนประจำปี ท่านจะนำลูกศิษย์ไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่านอยู่เป็นประจำ ที่หมู่บ้านตือโละบูโละฮ์ เมืองบาตูปาฮัต รัฐยะโฮร์ ซึ่งนักศึกษาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างน้อยประมาณ 3 สัปดาห์ โดยที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ของแต่ละคนที่ได้จัดไว้ให้
โอกาสเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีและมีความหมายต่อนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น แทบจะไม่มีโอกาสในการใช้ภาษามลายูเลยแม้แต่น้อยนอกจากในชั้นเรียนเท่านั้น ในขณะเดียวกันนั้นผมเองก็ได้มีโอกาสในการเรียนรู้ภาษามลายูจากเจ้าของภาษามลายูโดยตรง
ผมเองก็ชอบที่จะไปเยี่ยมเยือนชาวบ้านและทำความรู้จักมักคุ้นกัน และพวกเขาเองก็ต้อนรับผมในฐานะลูกบุญธรรมคนหนึ่งด้วยดีมาตลอด ผมเองก็เรียกชื่อคนในครอบครัวด้วยชื่อที่ไพเราะ ที่เต็มไปด้วยความผูกพัน เช่น ดาโต๊ะ อีบู กากะ อาเดะ เป็นต้น ตัวผมเองก็ถูกเรียกในภาษามลายูเช่นกัน ในที่สุดผมก็ได้กลายเป็นสมาชิกของหมู่บ้านนั้นโดยปริยาย
ปกติแล้วผมเองอาจเดินทางไปที่นั่นหลังจากที่จบหลักสูตรวิชาภาษามลายู นั่นก็คือตอนปิดภาคเรียนที่สอง แต่ด้วยการที่มีความรู้สึกผูกพันที่ดีกับชาวบ้านที่นั่น ทำให้หลายคนรวมทั้งตัวผมเองด้วยที่มักจะกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านนั้นอยู่เป็นนิจ
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสได้ร่วมเทศกาลเนื่องในวันตรุษอิดิ้ลฟิตรีย์ที่หมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งจะมีทั้งญาติพี่น้องที่กลับมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีทั้งที่กลับจากสิงคโปร์และจากที่อื่นๆ พวกเขาก็จะชักชวนผมไปเยี่ยมเยือนครอบครัวของพวกเขาด้วย และโอกาสที่ผมจะได้ท่องแวะเยี่ยมเยือนก็พลอยมีมากขึ้นอีกด้วย ถ้าหากว่าผมได้ไปยังกรุงกัวลัมเปอร์หรือที่สิงคโปร์เมื่อใด ผมแทบไม่ต้องพักโรงแรมอย่างเช่นเคยอีก แต่จะเป็นบ้านพักของผู้คนที่ผมได้รู้จัก และยังได้ช่วยสอนการแนะนำในการเขียนงานอีกด้วย
ผมใคร่ต้องการที่จะพัฒนาแนวการเขียนภาษามลายูให้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทดลองเขียนเป็นภาษามลายูดู และหัวข้อของวิทยานิพนธ์ผมก็เลือกเอง อย่างเช่นจะเป็นแนวปัญหาสังคมของคนญี่ปุ่น วัฒนธรรมของคนมลายู ความพิเศษของภาษามลายู เป็นต้น และทุกๆ งานเขียนของผม ผมจะส่งไปยังอาจารย์ซัยฟูลก่อนทุกครั้ง เพื่อทำการตรวจทานอย่างละเอียด และท่านจะช่วยสรุปให้อีกที
แหละนี่คือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่ได้สร้างขวัญกำลังแก่ตัวผม ซึ่งงานเขียนดังกล่าวผมยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ถ้าหากได้อ่านงานเขียนชิ้นดังกล่าวเมื่อใด จะพบว่ายังมีข้อบกพร่องอีกมาก แต่ว่านั่นคือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับตัวผมในการเขียนหนังสือภาษามลายู
ในช่วงที่ผมอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ผมก็ลองศึกษาเรียนรู้กับกลุ่มนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาจากประเทศมาเลเซียอีกด้วย เพื่อเป็นเพื่อนพูดคุยเรียนรู้กับพวกเขา แต่ที่ค่อนข้างจะมีความสนิทสนมมากเป็นพิเศษก็คือ เห็นจะเป็นกลุ่มอดีตคณาจารย์มากกว่า ที่เข้ามาศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีอายุมากกว่าผมก็ตาม แต่พวกเขายินดีรับผมและเพื่อนๆ เป็นสมาชิกของพวกเขาอีกด้วย
การศึกษาต่อยังประเทศมาเลเซีย โอกาส และมิตรภาพ
ก่อนที่ผมจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น ผมก็ได้ตัดสินใจเลือกที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศมาเลเซีย แต่ในช่วงแรกนั้นค่อนข้างที่จะยุ่งยากนิดหน่อย เพราะยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน อย่างเช่น จะไปศึกษายังมหาวิทยาลัยใด? จะเรียนอะไรดี? และจะอยู่กับใคร? และประจวบกับโอกาสที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศมาเลเซียนั้นก็มาถึงพอดี
จากนั้นการเข้าออกประเทศมาเลเซียของผมจึงกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อครั้นที่ผมอยู่ที่ญี่ปุ่นผมก็ได้ทำงานไปด้วยเพื่อเก็บเงินไว้เป็นทุนเรียนต่อ ส่วนเงินที่เก็บสะสมมานั้นก็หมดไปกับการซื้อตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายระหว่างทาง เหตุการณ์ที่ทำให้ผมไม่อาจลืมมันลงได้คือเป็นช่วงที่ผมไปยังมาเลเซีย แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ผมจำไม่ได้แล้ว เพราะในช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาอยู่นั้น ผมเข้าออกมาเลเซียไม่น้อยกว่าสิบครั้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ผมและเพื่อนๆ ที่มาจากญี่ปุ่นด้วยกัน ได้มีโอกาสติดตามชาวบ้าน ที่บ้านตือโละบูโละฮ์ ที่ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องของเขาที่บ้านบาตูปาฮัต ซึ่งผมเองก็ได้รู้จักเขามาแล้วก่อนหน้านั้น เพราะเขาเองก็เคยไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านที่เราเคยอยู่เป็นประจำ เขามีชื่อเรียกว่า กะนิ
ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น กะนิได้เอยถามผมว่า ยังจำชื่อแกอยู่ได้อีกไหม? แต่ที่รัฐยะโฮร์นั้นไม่เหมือนกับรัฐกลันตัน เพราะที่นี่คนที่มีชื่อนำหน้าด้วยคำว่านิ ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอ่ยคำว่า กะนิ หลายคนในหมู่บ้านนั้นมักจะเข้าใจเป็นเสียงเดียวกันว่าหมายถึงใคร
ผมเองก็ยังไม่ลืมชื่อเต็มของเขา เพื่อเป็นการหยอกเย้ากัน ผมก็ได้เรียกชื่อของเขาด้วยความชื่นชอบและความเคารพ นั่นก็คือท่านนิซาฟียะฮ์ การิม ซึ่งหนังสือไวยกรณ์ของเดวันบาฮาซา(Tatabahasa Dewan) ผมได้อ่านจนจบไม่น้อยกว่าสองครั้งไปแล้วในช่วงนั้น หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวบวกกับการที่ได้อ่านงานเขียนบทความของท่านในวารสารต่างๆ และในหนังสือพิมพ์ ผมจึงได้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของท่านโดยปริยาย ผมมีความหลงใหลในสไตล์การเขียนของท่านที่มีความกระจ่างและมีลำดับความ
และแล้วผมก็ต้องสะดุ้งตกอกตกใจ เมื่อท่านได้ตอบการล้อเล่นของผมว่า นั่นคือชื่อของพี่เขา แรกๆ นั้นผมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่นักกับคำตอบที่ได้ยิน
“ท่านอย่าโกหกนะ มันไม่ดีรู้ไหม!” ผมถาม
“ฉันโกหกที่ไหนกัน” เขาตอบด้วยความสุขุม
ผมก็ได้บอกกับท่านว่า ผมมีความรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากกับคนที่ชื่อ นิซอฟียะฮ์ การีม และผมเองก็ได้ขอร้องให้ท่านแสดงออกมา เพื่อให้เห็นว่าท่านนั้นคือพี่น้องกันกับนักเขียนที่ผมชื่นชอบคนนั้นจริง
และแล้วท่านก็เอยถามผมว่า “คุณจะพูดกับเขาไหม?”
ใจผมตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่าจะมีโอกาสได้คุยกับคนที่ผมให้ความเคารพและติดตามงานเขียนมาโดยตลอด ความหลงใหลของผมในช่วงนั้นมิได้เป็นนักร้องวงแอลล่า เฟาซียะฮ์ ลาตีฟ หรือแอรร่า ฟาซียะฮ์ แต่เป็นบุคคลทางด้านภาษาศาสตร์คนนี้ โดยความรวดเร็วผมตอบไปว่า “ก็ได้!”
กะนิ ก็ไม่รอช้า รีบกดโทรศัพทร์มือถือไปหาพี่เขา กะนิได้โต้ตอบกับคนที่อยู่ปลายสายด้วยสำเนียงการพูดแบบคนกลันตัน ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความผูกพัน แน่นอนเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า กะนิคนนี้เป็นพี่น้องกันกับนักภาษาชื่อดังคนดังกล่าว
กะนิได้บอกกับคนที่อยู่ปลายสายว่า “ตอนนี้มีคนจากประเทศญี่ปุ่นอยากจะคุยกับเมาะจู”(ชื่อเรียกพี่ของกะนิ) จากนั้นกะนิก็ได้ยื่นเครื่องโทรศัพท์มาให้ผม
“อืม นี่พี่ฉันเอง” ด้วยการที่มีความตื่นเต้นมากเกินไป ทำให้ผมจำไม่ได้ว่าผมได้พูดอะไรกับบุคคลที่ผมชื่นชอบในขณะนั้น แต่ผมก็มีโอกาสได้กล่าวกับท่านว่า ผมมีความตั้งใจที่ต้องการอยากจะพบกับท่านสักครั้งหนึ่ง แล้วผมก็ได้ยื่นเครื่องโทรศัพท์ไปให้กะนิด้วยอาการที่ตื่นเต้นและมีความสุขที่สุด เพราะท่านเองก็ยินดีที่จะพบกับผม หากว่าผมเข้าไปยังเมืองหลวงในคราวหน้า
ผมมีโอกาสได้พบกับท่านศาสตราจารย์ นิซาฟียะฮ์ การีม สองครั้งด้วยกัน ณ บ้านพักของท่านที่ปือตาลิงจายา ในครั้งแรกนั้นท่านได้ต้อนรับผมเป็นอย่างดี และผมก็ได้บอกกับท่านว่า ผมมีความตั้งใจที่จะมาศึกษาต่อที่มาเลเซียแห่งนี้ และท่านก็ยังได้ชี้แนะและให้กำลังใจผมอีกด้วย
หลังจากนั้นผมก็ได้ศึกษาภาษามลายูอย่างขยันมากขึ้นกว่าเดิม อีกไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยือนท่านอีกครั้ง และได้บอกกับท่านว่า ผมต้องการที่จะเข้าศึกษาต่อที่คณะศึกษาศาสตร์ภาษามลายู (APM : Akademi Pengajian Melayu) ที่มหาวิทยาลัยมาลายาหรือยูเอ็ม(UM)
และท่านก็ยังได้สอบถามอีกว่าอะไรคือสิ่งที่ผมต้องการ ซึ่งผมก็ได้อธิบายค่อนข้างที่จะยาว หลังจากที่ท่านได้รับฟังท่านก็ได้ตอบกลับมาว่า ถ้าอย่างนั้นเขาพร้อมที่จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ให้ ความรู้สึกของผมในตอนนั้นแทบไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว หลังจากจบหลักสูตรปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ผมไม่ได้รอช้าอะไร รีบกรอกข้อมูลเพื่อเข้าศึกษาต่อที่ยูเอ็มทันที ด้วยการระบุชื่อผู้ดูแลตามที่ได้เตรียมไว้แล้ว ที่พร้อมจะรับนักศึกชาวญี่ปุ่นคนใหม่อีกคน
ภาษานำสู่อิสลาม ‘ไม่ใช่อิทธิของนักเผยแพร่’
นั่นคือภาษามลายูที่ได้นำพาชีวิตของผม ไม่เพียงแค่นั้นอย่างเดียวไม่ หากแต่ภาษามลายูยังมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผม เพราะด้วยภาษามลายูนี้เองที่ทำให้ผมได้รู้จักกับศาสนาอิสลาม จนในที่สุดผมก็ได้เข้ารับอิสลามศาสนาที่บริสุทธิ์นี้จนได้
ผมรับอิสลามไม่ใช่ว่าได้รับอิทธิพลมาจากนักเผยแพร่ท่านใดเลย แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้เข้ารับอิสลามก็คือด้วยวิถีชีวิตของคนมลายูที่มีรากฐานมาจากคำสอนของศาสนานั่นเอง ที่ได้ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเป็นอย่างมาก การรักษาความสะอาดของร่างกายและมีความสมถะในการใช้ชีวิต ถ้าหากว่าผมไม่ได้ร่ำเรียนภาษามลายูบางทีผมอาจจะไม่มีโอกาสไดรู้จักกับศาสนาอิสลามได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ภาษามลายูจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผม บางครั้งผมเองก็มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจเช่นกันกับคนมลายูบางคนที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญต่อภาษาของตนเอง ไม่เหมือนกับบางภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน
ผมเองก็ยังได้มีโอกาสไปเยือนอินโดนีเซียหลายครั้งด้วยกัน ความจริงผมไม่เคยได้เรียนภาษาอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการเลย แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผมแม้แต่น้อยในการพูดคุยกับคนอินโดนีเซีย ผมเองรู้สึกมีความยินดีทุกครั้งที่ได้ไปเยือนอินโดนีเซีย เพราะว่าคนอินโดนีเซียล้วนต่างก็มีความภาคภูมิใจในภาษาของตนเอง เมื่อพวกเขาได้ทราบว่าผมสามารถพูดภาษาอินโดนีเซียได้ แน่นอนเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าภาษาที่ผมใช้นั้นอาจจะไม่ใช่ภาษาอินโดนีเซียก็ตาม แต่เป็นภาษามลายู
ทำไมคนมลายูไม่ภูมิใจในภาษาของตัวเอง
บางครั้งสิ่งที่เป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกันได้เกิดขึ้นที่มาเลเซีย ผมใคร่ขออนุญาตบอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบ่งบอกให้เรารู้ว่า ยังมีคนมลายูส่วนหนึ่งที่ไม่มีความภาคภูมิใจในภาษาของตนเอง
เมื่อครั้นที่ผมกำลังเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่ยังหาสถานที่ไม่พบ ขณะนั้นเอง ก็ได้มีหญิงสาวมลายูท่านหนึ่งเดินผ่านมาพอดี ผมได้ให้สลามกับเขาเพื่อให้เขาช่วยบอกเส้นทางที่จะไปยังที่หมายให้หน่อยโดยใช้ภาษามลายู คำตอบที่ได้รับก็คือ “OK, you go straight, and then turn left, you’ll find...” ผมก็ได้กล่าวขอบคุณว่า “terima kasih” ทว่าคำตอบที่เขาได้ตอบมาคือ “welcome”.
และเหตุการณ์ต่อมาก็เกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินนานาชาติซูบัง มีผู้ชายมลายูวัยกลางคนท่านหนึ่งที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้สอบถามโดยใช้ภาษาอังกฤษว่า “What’s the purpose of your visit?” แต่ผมกลับตอบเป็นภาษามลายูว่า “Saya mahu melanjutkan pelajaran di Universiti Malaya. Ini suratnya” พร้อมกับการยื่นแบบฟอร์มจากทางมหาวิทยาลัยให้เขาดู
เขาก็ยังถามอีกว่า “So where’s your visa? You don’t have a student visa!” ผมก็ได้ตอบเขาไปว่าต้องการต่อวิซ่าในภายหลัง เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็ได้ถามคำถามที่สามด้วยภาษาอังกฤษเช่นเดิม ด้วยที่ว่าผมเองก็ไม่ได้ชำนาญภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ผมจึงได้ขอร้องให้เขาพูดภาษามลายูแทน
“ท่านครับ ท่านสามารถใช้ภาษามลายูได้ไหม? เพราะภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” แต่ว่าเขายังปฏิเสธด้วยเสียงที่แข็งกร้าวว่า “I speak English for you because you are a foreigner!” (ฉันพูดภาษาอังกฤษกับคุณเพราะคุณเป็นชาวต่างชาติ!)
แต่นั่นถือเป็นข้อดีสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจภาษามลายู แต่ถามว่าอะไรคือเหตุผลที่เจ้าของภาษามลายูโดยแท้ใช้ภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติที่อ่อนด้อยในภาษาอังกฤษ ทว่าสามารถพูดภาษามลายูได้? ผมเองก็รู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน จึงพูดออกไปว่า “คนต่างชาติไม่ทั้งหมดหรอกที่พูดอังกฤษได้! อีกทั้งภาษามลายูเองก็เป็นภาษาทางการของมาเลเซียอีกด้วย แล้วมันผิดตรงไหนที่ผมจะพูดภาษามลายู?”
เขาเองมีอาการสีหน้าที่ไม่ค่อยดี และเริ่มชักช้าในการให้บริการด้วยการถามโน่นถามนี่ไปต่างๆ นานา ทั้งยังเป็นคำถามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองด้วยซ้ำ ทั้งหมดนั้นล้วนใช้ภาษาอังกฤษทั้งสิ้น คำตอบของผมยังเป็นในภาษามลายูเช่นเดิม หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมก็รับพาสปอร์ตที่เขายื่นให้โดยที่ปราศจากคำขอบคุณใดๆ
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายๆ กันก็คือ เมื่อตอนที่ผมได้เข้าประชุมสัมมนา เกี่ยวกับภาษาและงานวรรณกรรมมลายู เอกสารทุกชิ้นล้วนเป็นภาษามลายู ในช่วงพักแบรกเช้า ปรากฏว่าได้มีมุสลีมะฮ์มลายูท่านหนึ่งที่เข้าสัมนาด้วยกัน ได้เข้ามาหาและชมเชยในการนำเสนอของผมว่า “Your Malay is very good. I was so impressed by your presentation! Where did you study Malay?”
ผมก็มีความรู้สึกภูมิใจที่การนำเสนอของผมได้รับคำชื่นชมจากผู้คน แต่ผมไม่รู้สึกภูมิใจตรงที่ว่า คำเชยชมที่ถูกกล่าวออกมา ไม่ได้เป็นภาษาที่ผมใช้ในการสัมนาแต่อย่างใด ผมเองก็ตอบเขาไปโดยใช้ภาษามลายู
แค่นั้นยังไม่พอ ทุกครั้งที่ได้ดูโทรทัศน์ของมาเลเซีย จะเห็นได้ว่านักการเมืองที่ไม่ใช่มลายูจะใช้ภาษามลายูมากกว่านักการเมืองมลายู แต่กลับตรงกันข้ามกับนักการเมืองมลายูที่ไม่ค่อยได้ใช้ภาษามลายูหรือไม่ก็จะพูดปนกันกับภาษาอังกฤษ ผมไม่เคยเห็นนักการเมืองของญี่ปุ่นท่านใดที่ตอบคำถามของสื่อมวลชนท้องถิ่นในภาษาอังกฤษ แต่ว่าในมาเลเซียบ่อยครั้งที่คำถามภาษามลายูมักจะถูกตอบในภาษาอื่น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าแปลกใจ
ความจริงยังมีเรื่องอีกมากมายที่ได้บันทอนกำลังใจของคนต่างชาติที่มีความตั้งใจที่จะเรียนในด้านภาษามลายู เพราะภาษาที่ผมกำลังศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังอยู่นี้ เจ้าของภาษาที่แท้นั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญเอาเสียเลย
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาษาที่มีความสำคัญสำหรับผมนั้น จะสามารถแพร่กระจายบนเวทีโลกได้อย่างแน่นอน ผมเองก็ได้มีความพยายามในการเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันเพื่อเผยแพร่ภาษามลายู เพราะผมรู้สึกถึงการเป็นหนี้บุญคุณต่อสังคมมลายูเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบรรดาคณาจารย์และเพื่อนๆ ที่ช่วยเหลือในการเรียนภาษามลายูของผม แต่ในขณะเดียวกันสังคมมลายูเองจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติในแง่ลบที่มีต่อภาษามลายูออกไปด้วย
ผมต้องการที่อยากจะเห็นภาษามลายูมีสถานะเท่าเทียมกับภาษาอื่นๆ ในระดับสากล ส่วนในแง่ระดับความสามารถของตัวภาษาเองนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า ได้ประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนั้นจะต้องไปพร้อมๆกันกับทักษะและอุปนิสัยของผู้พูดที่มีความภูมิใจในภาษาของตนเองอีกด้วย ผมมีความภาคภูมิใจต่อภาษามลายูที่ผมได้ศึกษามาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีคนมลายูบางคนที่ไม่มีความภูมิใจต่อภาษามลายูทั้งๆ ที่ภาษามลายูนั้นเป็นภาษาภูมิบุตร(แม่)ของเขาเอง?
.
2556-04-08
40 ปี สงครามเวียดนาม โดย ปิยมิตร ปัญญา
.
40 ปี สงครามเวียดนาม
โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com
ในมติชน ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 07 เมษายน 2556 เวลา 21:09:49 น.
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1365304273 )
(ที่มา มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2556 หน้า 22 )
กาลเวลา 40 ปี ทำให้สงครามเวียดนามกลายเป็นเพียงภาพรางเลือนในความทรงจำของหลายต่อหลายคน ในทางหนึ่งทั้งหมดอาจหดรวมกันเหลือเพียงแค่ แอ็บสแตรคของผู้ชนะและคนแพ้
ในอีกทางความทรงจำที่เด่นชัดกว่ากลับเป็นผลพวงของสงคราม ที่บางคราวเป็นโศกนาฏกรรมยิ่งกว่าตัวสงครามเองด้วยซ้ำไป
สงครามเวียดนามสร้างตัวเลขอัศจรรย์เอาไว้หลากหลายอย่างยิ่ง ตัวเลขที่บางทีทรงความหมายอย่างยิ่งในตัวของมันเอง ขอเพียงแค่นำกลับมาใคร่ครวญ พินิจพิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง และปราศจากอคติบดบังเท่านั้น
สงครามเวียดนามเริ่มต้นในปี 1955 สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อไซ่ง่อนแตกในปี 1975 ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า สงครามนี้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนเท่าใดกันแน่ ได้แต่ประมาณกันไว้คร่าวๆ ว่า มีชีวิตคนสูญเสียชีวิตและส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายไปกับสงคราม 20 ปีหนนี้มากถึง 5,773,190 คน
ในจำนวนนี้เป็นการสูญเสียชีวิตถึง 2,122,244 ราย
ในจำนวนอเมริกันที่ถูกเกณฑ์มาทำสงครามในเวียดนาม จำนวนทั้งหมด 2.59 ล้านคน เสียชีวิตไปมากถึง 58,169 ราย อายุเฉลี่ยของอเมริกันที่ตายไปในสงครามหนนี้คือ 23.11 ปี มีราว 11,465 ราย ที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม อายุไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำไป
อเมริกันอีก 304,000 คน ได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้มีอยู่จำนวน 75,000 คน ที่กลายเป็นคนพิการร้ายแรงไปตลอดชีวิตที่ยังหลงเหลือ นั่นเนื่องเพราะอาการบาดเจ็บที่ทำให้ถึงกับต้องพิการ ตัดแขนขา อวัยวะอย่างหนึ่งอย่างใดออกไปในสงครามเวียดนามนั้นมีสูงกว่าในสงครามโลกครั้งที่สองถึง 300 เปอร์เซ็นต์
ในขณะเดียวกัน มีทหารเวียดนามเหนือและเวียตกง (กองกำลังติดอาวุธคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้) เสียชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ในสงคราม 444,000 ราย นั่นน้อยกว่าพลเรือนเวียดนามที่เสียชีวิตไปเพราะสงครามครั้งนี้มากถึง 587,000 ราย และมีทหารเวียดนามใต้ เสียชีวิตไปในสงครามครั้งนี้อีก 440,357 ราย
ประมาณกันว่า มีคนเวียดนามได้รับบาดเจ็บจากสงครามหนนี้ถึง 935,000 คน
จำนวนคนสัญชาติเวียดนาม ไม่แบ่งแยกเหนือใต้และทหารหรือพลเรือนที่เสียชีวิตไปในสงครามครั้งนี้จึงมีมากถึง 1,471,357 ราย น่าเศร้าเพียงใด น่าสลดใจเพียงใด
อเมริกันใช้เงินงบประมาณที่เก็บจากภาษีของราษฎรไปในการทำสงครามหนนี้ รวมแล้ว 352,000 ล้านดอลลาร์ 6,000 ล้านดอลลาร์จากจำนวนดังกล่าวถูกใช้ไปเพื่อการทิ้งระเบิดแบบปูพรมทั้งในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยเที่ยวบินทิ้งระเบิดจำนวนมากถึง 1,899,688 เที่ยวบิน ที่หย่อนระเบิดจำนวน 6,727,084 ตัน ลงสู่พื้นดินเป้าหมาย
ในสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่เยอรมนีเพียง 2,700,000 ตัน เท่านั้นเอง
ประเมินความเสียหายของเวียดนามเหนือจากผลของการทิ้งระเบิดเหล่านี้มีมากถึง 600 ล้านดอลลาร์ แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับการสูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก
ในเดือนเมษายน ปี 1975 เมื่อไซ่ง่อนแตก มีชาวเวียดนามอพยพหนีออกนอกประเทศในวันเดียวมากถึง 140,000 คน อีก 10 ล้านคน หลบหนีออกมาเป็นระยะๆ หลังจากนั้นในจำนวนนี้มี "กำพร้าสงคราม" มากถึง 900,000 คน
ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ในสงครามจึงแทบไม่มีนัยสำคัญใดๆ
ในเมื่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความสูญเสียมหาศาลของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นเอง
สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงไม่พร้อมกัน สำหรับอเมริกันทั้งหลาย สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในวันที่ 29 มีนาคม 1973 เมื่อธงชาติ "สตาร์ แอนด์ สไตรป์ส" ที่ "กองบัญชาการให้ความช่วยเหลือด้านการทหารต่อเวียดนาม-เอ็มเอซีวี" ในไซ่ง่อน ถูกเชิญลงจากเสา พับเก็บ เป็นพิธีการสิ้นสุดการปฏิบัติการทางทหารทุกรูปแบบ หลังจากที่รัฐสภาอเมริกันลงมติตัดงบประมาณทั้งหมด เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อกองทัพเวียดนามใต้ที่ดำเนินมามากกว่า 11 ปี
สำหรับชาวเวียดนาม สงครามหนนี้ไม่เพียงเริ่มต้นเร็วกว่า ยังสิ้นสุดลงเร็วกว่าด้วย
หลังจากนั้น สงครามเวียดนามในความรู้สึกของชาวเวียดนาม สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อ "ไซ่ง่อนแตก" กองทัพเวียดนามเหนือ-เวียตกงบุกเข้ายึดไซ่ง่อนได้อย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 29 เมษายน 1975 หรือในอีก 2 ปีถัดมา
ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามยาวนานนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละผู้คน บาดแผลของสงครามที่กรีดผ่านความคิดและจิตใจของแต่ละผู้คนแตกต่างกันออกไป ผิวเผิน บางเบา และบาดลึกไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ค้างคาอยู่ในจิตใจของ โฮเวิร์ด เคิร์น อดีตทหารอากาศยศจ่าสิบเอก จากโอไฮโอ หนักแน่นและยาว ไม่ใช่เหตุการณ์ในสงครามที่เขาใช้ชีวิตอยู่ยาวนานถึง 1 ปีเต็ม หากแต่เป็นความทรงจำเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดหลังการ "รับใช้ชาติ" ในปี 1968 ในห้วงเวลาที่การเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามกำลังระอุอยู่ทั่วไปในสหรัฐอเมริกา
เคิร์นบอกว่า เขาบินกลับสหรัฐอเมริกามาพร้อมกับทหารคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ทุกคนได้รับคำบอกให้เปลี่ยนเครื่องแบบเป็นชุดพลเรือนตั้งแต่ยังอยู่บนเครื่องบิน-เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของการประท้วง
เคิร์นซึ่งขณะนี้อายุ 66 ปี บอกว่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขามากที่สุดก็คือความแตกต่างของบรรยากาศ "ก่อนหน้า" และ "หลัง" จากการเดินทางไปเสี่ยงชีวิตที่เวียดนาม
"สื่อต่างๆ พากันแสดงแต่สิ่งที่แย่ๆ ที่ทหารทำเอาไว้ที่โน่น แล้วก็จำนวนศพเท่านั้น" เขาบอกว่า จีไอทั้งหลายทำอะไรที่ดีๆ ไว้ไม่น้อย "แต่คุณไม่มีวันได้พบเห็นสิ่งเหล่านั้น ไม่มีวันได้เห็นอะไรดีๆ ที่จีไอทำ"
เคิร์นไม่ยอมติดริบบิ้นแสดงตัวเป็นทหารผ่านศึกเวียดนาม ไม่เคยบอกเล่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเชื่อมโยงเขากับสงครามไกลโพ้น ไม่แม้แต่กับผู้เป็นภรรยา ตราบจนกระทั่งอีกหลายปีให้หลัง หลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน
น่าสนใจที่ความคิดเรื่องนี้แตกต่างออกไปในปัจจุบัน อเมริกันจำนวนไม่น้อยยังคง "เกลียด" สงคราม ยังคงมีขบวนการและกระบวนการต่อต้านสงครามในสังคมอเมริกันเกิดขึ้นให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามอิรัก
พวกเขาเกลียด "สงคราม" แต่ยังคงเคารพต่อ "นักรบ" และยินดีต้อนรับพวกเขากลับบ้าน แตกต่างกันอย่างลิบลับกับการต้อนรับด้วยการประท้วงและด่าทอเมื่อครั้งกระโน้น
หรือนี่คือความไร้ปรานีอีกรูปแบบหนึ่งของสงคราม
เวย์น เรย์โนลด์ส มีความทรงจำในอีกรูปแบบต่อสงครามเวียดนาม เขาทำหน้าที่เป็นทหารประจำหน่วยแพทย์อพยพ และกู้ชีพด้วยเฮลิคอปเตอร์ ระหว่างปี 1968-1969 ในวันที่เลวร้าย การสู้รบเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง เครื่องบินของเขาต้องบินขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไปร่อนลงยังแนวรบไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้ง เพื่อนำทหารที่ได้รับบาดเจ็บไปส่งยังโรงพยาบาลสนาม
ปฏิบัติการครั้งแล้วครั้งเล่าในบรรยากาศน่าพรั่นพรึง ภายใต้สภาวะแวดล้อมน่าหวาดหวั่น สยดสยอง กลับมาหาเขาในรูปของฝันร้าย ฝันถึงภาพของทหารบาดเจ็บ เลือดนองเต็มไปทุกหนแห่ง เสียงคร่ำครวญโอดโอย บาดแผลและสายตาพรั่นพรึงของเหยื่อแห่งความรุนแรงในสงคราม
ฝันร้ายยิ่งรุนแรงมากขึ้น เลวร้ายขึ้นในทุกครั้งที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันครุ่นคิดถึงมัน คิดถึงเวียดนาม ราวป่า เฮลิคอปเตอร์ ระเบิด กระสุนและเลือด
"ผมเห็นคนตายมามากเกินไป" เรย์โนลด์สบอก
ปัจจุบัน เรย์โนลด์สใช้ชีวิตอยู่ในเอเธนส์ รัฐอลาบามา ยึดอาชีพเป็นบุรุษพยาบาลจดทะเบียน และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นประธานทหารผ่านศึกเวียดนามแห่งอเมริกาประจำอลาบามามาแล้ว 13 ปี
หลังจากที่เคยพยายามปิดกั้นสงครามจากตัวเองมานานหลายปี ไม่พูดถึง ไม่เคยใส่มันไว้ในประวัติเพื่อการสมัครงานด้วยซ้ำไป
ความจริงย่อมเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ
ประสบการณ์ของ เดนิส ดี. เกรย์ แตกต่างออกไป เขาสัมผัสกับสงครามเวียดนามครั้งแรกในฐานะนายทหารฝ่ายข่าว ยศร้อยเอก ประจำหน่วยข่าวกรองทหารบก ในไซ่ง่อนระหว่างปี 1970-1971 ก่อนที่จะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ในฐานะของผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าวเอพี
ในเดือนสิงหาคม 1973 และส่งผลให้เขาผ่านสารพัดสงครามต่อเนื่องกันยาวนานในอีก 40 ปีต่อมา
ภารกิจที่หน่วยของเกรย์รับผิดชอบก็คือ การเตรียมการเพื่อถอนกำลังทหารออกมาจากเวียดนามใต้ โดยการส่งมอบโครงงาน สรรพาวุธและเสบียงต่างๆ ให้กับกองทัพเวียดนามใต้ ในช่วงที่ถือกันว่าเป็น "ระยะสุดท้าย" ของสงคราม
เกย์บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาเข้าสู่กองทัพและเดินทางมายังเวียดนาม เพราะ "อยาก" เชื่อว่า ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ "สงครามที่เป็นธรรม" แต่ก็เป็น "สงครามที่จำเป็น" ต้องทำ
"แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ผมกับเพื่อนๆ แล้วก็ผู้ใต้บังคับบัญชา ต่างเลิกล้มความ "อยาก? ที่ว่านั้น และไม่ค่อยมีใครเชื่ออย่างนั้นอีกต่อไป" ซึ่งทำให้สถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ตอนเขากลับมาอีกครั้ง หลังการถอนทหารอเมริกัน
กลับบ้านราว 4 เดือน สงครามระหว่างกองทัพเวียดนามเหนือ-เวียตกง และกองทัพเวียดนามใต้ยังคงดำเนินต่อไป
ไซ่ง่อนไม่ได้แตกตื่น แต่เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ขวัญกำลังใจตกต่ำ ด้วยความรู้สึกที่ว่า สหรัฐอเมริกากำลังจะลาจากไปโดยไม่ได้ "ปิดงาน"
สงครามเวียดนามกลายเป็นเบ้าหลอมชีวิต "นักข่าว" อีกทั้งชีวิตในเวลาต่อมาของ เดนิส เกรย์ เขาผ่านสงครามและการก่อการร้ายอีกนับครั้งไม่ถ้วนในเวลาต่อมา ตั้งแต่กัมพูชา เรื่อยไปจนถึงอิรัก เขาบอกว่า แค่แว่วว่าจะมีสงคราม หลายคนก็ออกปากบอกว่าเขาต้องไปที่นั่น
"ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ชอบสงคราม-ผมเกลียดมันด้วยซ้ำไป"
โฮ วัน มินห์ อดีตนายทหารเวียดนามเหนือ บอกว่า เขาได้ยินเรื่องการถอนกำลังกลับประเทศของทหารอเมริกันเป็นครั้งแรก ตอนที่ประชุมร่วมกับผู้บังคับบัญชาในสนามรบ ภายในดินแดนของเวียดนามใต้ ข่าวที่ว่านั้นทำให้เกิดความคาดหวังใหม่ๆ ถึงชัยชนะ และ "ช่วยให้เรารบได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น" แต่โดยส่วนตัวของ โฮ วัน มินห์ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือ
"วันเวลาที่เลวร้ายที่สุด" ของสงคราม
โฮ วัน มินห์ เสียขาข้างขวาให้กับกับระเบิด ขณะยกกำลังมุ่งหน้าสู่ไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ในเวลานั้น
แต่เขาบอกว่า การถอนกำลังออกไปของกองทัพอเมริกัน ทำให้กองทัพเวียดนามใต้อ่อนแอลง ขวัญกำลังใจของกองทัพเวียดนามเหนือสูงขึ้น ทุกคนล้วนเชื่อมั่นว่า อีกไม่นาน ไซ่ง่อนก็จะถูก "ปลดปล่อย"
40 ปีผ่านไป โฮ วัน มินห์ บอกว่า เขาไม่ได้หลงเหลือความรู้สึกโกรธ เกลียด ชิงชังใดๆ กับทหารอเมริกันเหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศของเขาเสียหายยับเยิน และทั้งทหารและพลเรือนเวียดนามราว 3 ล้านคน ต้องจบชีวิตลง
ถ้าเจอทหารผ่านศึกอเมริกันในวันนี้ โฮ วัน มินห์ บอกว่า เขาจะ "ไม่รู้สึกโกรธ" อีกต่อไป
"แทนที่จะกราดเกรี้ยว ผมจะบอกพวกเขาว่า ผมเห็นใจพวกเขา เพราะเขาถูกส่งมารบที่เวียดนามโดยไม่ได้สมัครใจแต่อย่างใด"
ในเวลาเดียวกัน เขาก็เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำไว้ระหว่างสงครามว่า เป็นสิ่งที่ต้องทำ
"ถ้าใครเข้ามาทำลายบ้านคุณ คุณก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องยืนหยัดต่อสู้"
เท่านั้นเอง!
.
40 ปี สงครามเวียดนาม
โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com
ในมติชน ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 07 เมษายน 2556 เวลา 21:09:49 น.
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1365304273 )
(ที่มา มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2556 หน้า 22 )
กาลเวลา 40 ปี ทำให้สงครามเวียดนามกลายเป็นเพียงภาพรางเลือนในความทรงจำของหลายต่อหลายคน ในทางหนึ่งทั้งหมดอาจหดรวมกันเหลือเพียงแค่ แอ็บสแตรคของผู้ชนะและคนแพ้
ในอีกทางความทรงจำที่เด่นชัดกว่ากลับเป็นผลพวงของสงคราม ที่บางคราวเป็นโศกนาฏกรรมยิ่งกว่าตัวสงครามเองด้วยซ้ำไป
สงครามเวียดนามสร้างตัวเลขอัศจรรย์เอาไว้หลากหลายอย่างยิ่ง ตัวเลขที่บางทีทรงความหมายอย่างยิ่งในตัวของมันเอง ขอเพียงแค่นำกลับมาใคร่ครวญ พินิจพิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง และปราศจากอคติบดบังเท่านั้น
สงครามเวียดนามเริ่มต้นในปี 1955 สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อไซ่ง่อนแตกในปี 1975 ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า สงครามนี้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนเท่าใดกันแน่ ได้แต่ประมาณกันไว้คร่าวๆ ว่า มีชีวิตคนสูญเสียชีวิตและส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายไปกับสงคราม 20 ปีหนนี้มากถึง 5,773,190 คน
ในจำนวนนี้เป็นการสูญเสียชีวิตถึง 2,122,244 ราย
ในจำนวนอเมริกันที่ถูกเกณฑ์มาทำสงครามในเวียดนาม จำนวนทั้งหมด 2.59 ล้านคน เสียชีวิตไปมากถึง 58,169 ราย อายุเฉลี่ยของอเมริกันที่ตายไปในสงครามหนนี้คือ 23.11 ปี มีราว 11,465 ราย ที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม อายุไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำไป
อเมริกันอีก 304,000 คน ได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้มีอยู่จำนวน 75,000 คน ที่กลายเป็นคนพิการร้ายแรงไปตลอดชีวิตที่ยังหลงเหลือ นั่นเนื่องเพราะอาการบาดเจ็บที่ทำให้ถึงกับต้องพิการ ตัดแขนขา อวัยวะอย่างหนึ่งอย่างใดออกไปในสงครามเวียดนามนั้นมีสูงกว่าในสงครามโลกครั้งที่สองถึง 300 เปอร์เซ็นต์
ในขณะเดียวกัน มีทหารเวียดนามเหนือและเวียตกง (กองกำลังติดอาวุธคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้) เสียชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ในสงคราม 444,000 ราย นั่นน้อยกว่าพลเรือนเวียดนามที่เสียชีวิตไปเพราะสงครามครั้งนี้มากถึง 587,000 ราย และมีทหารเวียดนามใต้ เสียชีวิตไปในสงครามครั้งนี้อีก 440,357 ราย
ประมาณกันว่า มีคนเวียดนามได้รับบาดเจ็บจากสงครามหนนี้ถึง 935,000 คน
จำนวนคนสัญชาติเวียดนาม ไม่แบ่งแยกเหนือใต้และทหารหรือพลเรือนที่เสียชีวิตไปในสงครามครั้งนี้จึงมีมากถึง 1,471,357 ราย น่าเศร้าเพียงใด น่าสลดใจเพียงใด
อเมริกันใช้เงินงบประมาณที่เก็บจากภาษีของราษฎรไปในการทำสงครามหนนี้ รวมแล้ว 352,000 ล้านดอลลาร์ 6,000 ล้านดอลลาร์จากจำนวนดังกล่าวถูกใช้ไปเพื่อการทิ้งระเบิดแบบปูพรมทั้งในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยเที่ยวบินทิ้งระเบิดจำนวนมากถึง 1,899,688 เที่ยวบิน ที่หย่อนระเบิดจำนวน 6,727,084 ตัน ลงสู่พื้นดินเป้าหมาย
ในสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่เยอรมนีเพียง 2,700,000 ตัน เท่านั้นเอง
ประเมินความเสียหายของเวียดนามเหนือจากผลของการทิ้งระเบิดเหล่านี้มีมากถึง 600 ล้านดอลลาร์ แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับการสูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก
ในเดือนเมษายน ปี 1975 เมื่อไซ่ง่อนแตก มีชาวเวียดนามอพยพหนีออกนอกประเทศในวันเดียวมากถึง 140,000 คน อีก 10 ล้านคน หลบหนีออกมาเป็นระยะๆ หลังจากนั้นในจำนวนนี้มี "กำพร้าสงคราม" มากถึง 900,000 คน
ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ในสงครามจึงแทบไม่มีนัยสำคัญใดๆ
ในเมื่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความสูญเสียมหาศาลของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นเอง
สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงไม่พร้อมกัน สำหรับอเมริกันทั้งหลาย สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในวันที่ 29 มีนาคม 1973 เมื่อธงชาติ "สตาร์ แอนด์ สไตรป์ส" ที่ "กองบัญชาการให้ความช่วยเหลือด้านการทหารต่อเวียดนาม-เอ็มเอซีวี" ในไซ่ง่อน ถูกเชิญลงจากเสา พับเก็บ เป็นพิธีการสิ้นสุดการปฏิบัติการทางทหารทุกรูปแบบ หลังจากที่รัฐสภาอเมริกันลงมติตัดงบประมาณทั้งหมด เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อกองทัพเวียดนามใต้ที่ดำเนินมามากกว่า 11 ปี
สำหรับชาวเวียดนาม สงครามหนนี้ไม่เพียงเริ่มต้นเร็วกว่า ยังสิ้นสุดลงเร็วกว่าด้วย
หลังจากนั้น สงครามเวียดนามในความรู้สึกของชาวเวียดนาม สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อ "ไซ่ง่อนแตก" กองทัพเวียดนามเหนือ-เวียตกงบุกเข้ายึดไซ่ง่อนได้อย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 29 เมษายน 1975 หรือในอีก 2 ปีถัดมา
ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามยาวนานนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละผู้คน บาดแผลของสงครามที่กรีดผ่านความคิดและจิตใจของแต่ละผู้คนแตกต่างกันออกไป ผิวเผิน บางเบา และบาดลึกไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ค้างคาอยู่ในจิตใจของ โฮเวิร์ด เคิร์น อดีตทหารอากาศยศจ่าสิบเอก จากโอไฮโอ หนักแน่นและยาว ไม่ใช่เหตุการณ์ในสงครามที่เขาใช้ชีวิตอยู่ยาวนานถึง 1 ปีเต็ม หากแต่เป็นความทรงจำเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดหลังการ "รับใช้ชาติ" ในปี 1968 ในห้วงเวลาที่การเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามกำลังระอุอยู่ทั่วไปในสหรัฐอเมริกา
เคิร์นบอกว่า เขาบินกลับสหรัฐอเมริกามาพร้อมกับทหารคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ทุกคนได้รับคำบอกให้เปลี่ยนเครื่องแบบเป็นชุดพลเรือนตั้งแต่ยังอยู่บนเครื่องบิน-เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของการประท้วง
เคิร์นซึ่งขณะนี้อายุ 66 ปี บอกว่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขามากที่สุดก็คือความแตกต่างของบรรยากาศ "ก่อนหน้า" และ "หลัง" จากการเดินทางไปเสี่ยงชีวิตที่เวียดนาม
"สื่อต่างๆ พากันแสดงแต่สิ่งที่แย่ๆ ที่ทหารทำเอาไว้ที่โน่น แล้วก็จำนวนศพเท่านั้น" เขาบอกว่า จีไอทั้งหลายทำอะไรที่ดีๆ ไว้ไม่น้อย "แต่คุณไม่มีวันได้พบเห็นสิ่งเหล่านั้น ไม่มีวันได้เห็นอะไรดีๆ ที่จีไอทำ"
เคิร์นไม่ยอมติดริบบิ้นแสดงตัวเป็นทหารผ่านศึกเวียดนาม ไม่เคยบอกเล่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเชื่อมโยงเขากับสงครามไกลโพ้น ไม่แม้แต่กับผู้เป็นภรรยา ตราบจนกระทั่งอีกหลายปีให้หลัง หลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน
น่าสนใจที่ความคิดเรื่องนี้แตกต่างออกไปในปัจจุบัน อเมริกันจำนวนไม่น้อยยังคง "เกลียด" สงคราม ยังคงมีขบวนการและกระบวนการต่อต้านสงครามในสังคมอเมริกันเกิดขึ้นให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามอิรัก
พวกเขาเกลียด "สงคราม" แต่ยังคงเคารพต่อ "นักรบ" และยินดีต้อนรับพวกเขากลับบ้าน แตกต่างกันอย่างลิบลับกับการต้อนรับด้วยการประท้วงและด่าทอเมื่อครั้งกระโน้น
หรือนี่คือความไร้ปรานีอีกรูปแบบหนึ่งของสงคราม
เวย์น เรย์โนลด์ส มีความทรงจำในอีกรูปแบบต่อสงครามเวียดนาม เขาทำหน้าที่เป็นทหารประจำหน่วยแพทย์อพยพ และกู้ชีพด้วยเฮลิคอปเตอร์ ระหว่างปี 1968-1969 ในวันที่เลวร้าย การสู้รบเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง เครื่องบินของเขาต้องบินขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไปร่อนลงยังแนวรบไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้ง เพื่อนำทหารที่ได้รับบาดเจ็บไปส่งยังโรงพยาบาลสนาม
ปฏิบัติการครั้งแล้วครั้งเล่าในบรรยากาศน่าพรั่นพรึง ภายใต้สภาวะแวดล้อมน่าหวาดหวั่น สยดสยอง กลับมาหาเขาในรูปของฝันร้าย ฝันถึงภาพของทหารบาดเจ็บ เลือดนองเต็มไปทุกหนแห่ง เสียงคร่ำครวญโอดโอย บาดแผลและสายตาพรั่นพรึงของเหยื่อแห่งความรุนแรงในสงคราม
ฝันร้ายยิ่งรุนแรงมากขึ้น เลวร้ายขึ้นในทุกครั้งที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันครุ่นคิดถึงมัน คิดถึงเวียดนาม ราวป่า เฮลิคอปเตอร์ ระเบิด กระสุนและเลือด
"ผมเห็นคนตายมามากเกินไป" เรย์โนลด์สบอก
ปัจจุบัน เรย์โนลด์สใช้ชีวิตอยู่ในเอเธนส์ รัฐอลาบามา ยึดอาชีพเป็นบุรุษพยาบาลจดทะเบียน และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นประธานทหารผ่านศึกเวียดนามแห่งอเมริกาประจำอลาบามามาแล้ว 13 ปี
หลังจากที่เคยพยายามปิดกั้นสงครามจากตัวเองมานานหลายปี ไม่พูดถึง ไม่เคยใส่มันไว้ในประวัติเพื่อการสมัครงานด้วยซ้ำไป
ความจริงย่อมเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ
ประสบการณ์ของ เดนิส ดี. เกรย์ แตกต่างออกไป เขาสัมผัสกับสงครามเวียดนามครั้งแรกในฐานะนายทหารฝ่ายข่าว ยศร้อยเอก ประจำหน่วยข่าวกรองทหารบก ในไซ่ง่อนระหว่างปี 1970-1971 ก่อนที่จะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ในฐานะของผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าวเอพี
ในเดือนสิงหาคม 1973 และส่งผลให้เขาผ่านสารพัดสงครามต่อเนื่องกันยาวนานในอีก 40 ปีต่อมา
ภารกิจที่หน่วยของเกรย์รับผิดชอบก็คือ การเตรียมการเพื่อถอนกำลังทหารออกมาจากเวียดนามใต้ โดยการส่งมอบโครงงาน สรรพาวุธและเสบียงต่างๆ ให้กับกองทัพเวียดนามใต้ ในช่วงที่ถือกันว่าเป็น "ระยะสุดท้าย" ของสงคราม
เกย์บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาเข้าสู่กองทัพและเดินทางมายังเวียดนาม เพราะ "อยาก" เชื่อว่า ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ "สงครามที่เป็นธรรม" แต่ก็เป็น "สงครามที่จำเป็น" ต้องทำ
"แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ผมกับเพื่อนๆ แล้วก็ผู้ใต้บังคับบัญชา ต่างเลิกล้มความ "อยาก? ที่ว่านั้น และไม่ค่อยมีใครเชื่ออย่างนั้นอีกต่อไป" ซึ่งทำให้สถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ตอนเขากลับมาอีกครั้ง หลังการถอนทหารอเมริกัน
กลับบ้านราว 4 เดือน สงครามระหว่างกองทัพเวียดนามเหนือ-เวียตกง และกองทัพเวียดนามใต้ยังคงดำเนินต่อไป
ไซ่ง่อนไม่ได้แตกตื่น แต่เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ขวัญกำลังใจตกต่ำ ด้วยความรู้สึกที่ว่า สหรัฐอเมริกากำลังจะลาจากไปโดยไม่ได้ "ปิดงาน"
สงครามเวียดนามกลายเป็นเบ้าหลอมชีวิต "นักข่าว" อีกทั้งชีวิตในเวลาต่อมาของ เดนิส เกรย์ เขาผ่านสงครามและการก่อการร้ายอีกนับครั้งไม่ถ้วนในเวลาต่อมา ตั้งแต่กัมพูชา เรื่อยไปจนถึงอิรัก เขาบอกว่า แค่แว่วว่าจะมีสงคราม หลายคนก็ออกปากบอกว่าเขาต้องไปที่นั่น
"ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ชอบสงคราม-ผมเกลียดมันด้วยซ้ำไป"
โฮ วัน มินห์ อดีตนายทหารเวียดนามเหนือ บอกว่า เขาได้ยินเรื่องการถอนกำลังกลับประเทศของทหารอเมริกันเป็นครั้งแรก ตอนที่ประชุมร่วมกับผู้บังคับบัญชาในสนามรบ ภายในดินแดนของเวียดนามใต้ ข่าวที่ว่านั้นทำให้เกิดความคาดหวังใหม่ๆ ถึงชัยชนะ และ "ช่วยให้เรารบได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น" แต่โดยส่วนตัวของ โฮ วัน มินห์ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือ
"วันเวลาที่เลวร้ายที่สุด" ของสงคราม
โฮ วัน มินห์ เสียขาข้างขวาให้กับกับระเบิด ขณะยกกำลังมุ่งหน้าสู่ไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ในเวลานั้น
แต่เขาบอกว่า การถอนกำลังออกไปของกองทัพอเมริกัน ทำให้กองทัพเวียดนามใต้อ่อนแอลง ขวัญกำลังใจของกองทัพเวียดนามเหนือสูงขึ้น ทุกคนล้วนเชื่อมั่นว่า อีกไม่นาน ไซ่ง่อนก็จะถูก "ปลดปล่อย"
40 ปีผ่านไป โฮ วัน มินห์ บอกว่า เขาไม่ได้หลงเหลือความรู้สึกโกรธ เกลียด ชิงชังใดๆ กับทหารอเมริกันเหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศของเขาเสียหายยับเยิน และทั้งทหารและพลเรือนเวียดนามราว 3 ล้านคน ต้องจบชีวิตลง
ถ้าเจอทหารผ่านศึกอเมริกันในวันนี้ โฮ วัน มินห์ บอกว่า เขาจะ "ไม่รู้สึกโกรธ" อีกต่อไป
"แทนที่จะกราดเกรี้ยว ผมจะบอกพวกเขาว่า ผมเห็นใจพวกเขา เพราะเขาถูกส่งมารบที่เวียดนามโดยไม่ได้สมัครใจแต่อย่างใด"
ในเวลาเดียวกัน เขาก็เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำไว้ระหว่างสงครามว่า เป็นสิ่งที่ต้องทำ
"ถ้าใครเข้ามาทำลายบ้านคุณ คุณก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องยืนหยัดต่อสู้"
เท่านั้นเอง!
.
2556-04-07
กระบวนการสันติภาพ: อย่า“ฝันกลางวัน”! โดย สุรชาติ บำรุงสุข
.
กระบวนการสันติภาพ : อย่า“ฝันกลางวัน”!
โดย สุรชาติ บำรุงสุข
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:29:22 น.
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1365240648 )
จากคอลัมน์ ยุทธบทความ มติชนสุดสัปดาห์ 5 เม.ย.56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1703 หน้า 36
( ภาพจากไทยรัฐ )
"ทำสงครามง่ายกว่าสร้างสันติภาพ"
Georges Clemenceau
นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส
20 กรกฎาคม ค.ศ.1919
ผลของการเปิดเวทีในการพบกันระหว่างเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของไทยกับ นายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของกลุ่มบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต (BRN-Coordinate) ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความคาดหวังอย่างมากว่า สงครามก่อความไม่สงบที่แสดงออกด้วยการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น กำลังจะสิ้นสุดลง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ดูจะเชื่ออย่างมากว่า "สงครามกำลังจะสงบแล้ว!"
และขณะเดียวกันผลจากปรากฏการณ์ของการลงนามดังกล่าวก็ทำให้สังคมไทยเกิดความคาดหวังอย่างมากว่า ข่าวของความรุนแรงจากพื้นที่ภาคใต้ของไทยกำลังจะยุติลงในเวลาอีกไม่นานนัก
แต่ดูเหมือนสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังทั้งของรัฐบาลและสังคมไทยแต่อย่างใด
หลังจากการเจรจาแล้ว ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่กัวลาลัมเปอร์แต่อย่างใด
แน่นอนว่า เราอาจจะตีความได้ง่ายๆ ว่า ปรากฏการณ์ของความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นเป็นเพราะบางส่วนของขบวนติดอาวุธยังไม่ยอมรับแนวทางการเจรจา และใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณตอบโต้ เป็นต้น
ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เราอาจจะต้องหันกลับมาพิจารณาผลของกระบวนการสันติภาพมากกว่าจะคาดหวังแบบง่ายๆ ว่า การลงนามที่เกิดขึ้นกำลังนำไปสู่การยุติสงคราม
เพราะหากผู้ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้อย่างขาดความรัดกุมแล้ว บางทีผลลัพธ์อาจจะกลายเป็นความรุนแรงที่มากขึ้น แทนที่จะเป็นความสงบที่มากขึ้น
ดังนั้น ถ้าฝ่ายรัฐบาลตัดสินใจที่จะเปิดการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ สิ่งแรกที่จะต้องตระหนักก็คือ การเจรจามีความเสี่ยง เพราะทัศนะของกลุ่มที่คัดค้านการเจรจามักจะเริ่มจากประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอก็คือ "การเจรจาคือการยอมรับ"
กล่าวคือ การเปิดการเจรจาของรัฐบาลทำให้ถูกตีความได้ว่าเป็นการรับรองสถานะทางการเมืองของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างเป็นทางการ
และที่สำคัญก็คือ อาจถูกนำไปตีความในทางที่ผิดได้ว่า การเจรจาคือการยอมต่อการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
อีกทั้งบางส่วนอาจมองว่า การเจรจาเป็นเสมือนการรับรองสถานะทางกฎหมายของกลุ่มผิดกฎหมายเหล่านั้น
ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบบางส่วนก็มองว่า "การเจรจาคือโอกาส" เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการขึ้นสู่โต๊ะเจรจาเป็นการรับรองสถานะโดยปริยายสำหรับกลุ่มก่อความไม่สงบทั้งหลาย
และสำหรับพวกเขาแล้ว การยอมรับสถานะเช่นนี้ถือได้ว่าเป็น "ชัยชนะทางการเมือง" อย่างแน่นอน เพราะผลที่เกิดขึ้นเป็นการยกสถานะบางกลุ่มซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธและมีสถานะผิดกฎหมาย กลายเป็นกลุ่มที่มีการรับรองโดยรัฐ
ซึ่งว่าที่จริงประเด็นนี้เป็นเรื่องที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการมากที่สุด เพราะการได้รับรองสถานะเช่นนี้ถือว่าเป็น "ความคุ้มค่าทางการเมือง" ในเบื้องต้น อันทำให้เกิดสถานะทั้งทางการเมืองและกฎหมายขึ้นทันทีสำหรับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
สิ่งที่จะต้องตระหนักหลังจากการพูดคุยได้เริ่มต้นขึ้นก็คือ บ่อยครั้งที่การพูดคุยไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จดังที่คาดหวังไว้
ในหลายๆ กรณีจะพบว่าความล้มเหลวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมักจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ โดยเฉพาะมักจะพบว่า ในการพูดคุยนั้น มีประเด็นที่ไม่อาจตกลงกันได้เกิดขึ้นอยู่เสมอ และกลายเป็นปมปัญหาที่ทำให้การพูดคุยเดินหน้าต่อไปไม่ได้
หรือในบางกรณีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงในเบื้องต้นเพียงเพื่อต้องการผลักดันตนเองให้เข้าสู่กระบวนการเจรจา โดยพวกเขาคาดหวังว่าโต๊ะเจรจาอาจจะให้ผลตอบแทนทางการเมืองบางอย่าง
ฉะนั้น การตอบรับในการขึ้นสู่โต๊ะเจรจาอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการสร้างสถานะของกลุ่มตนให้เกิดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ
และขณะเดียวกันก็เห็นได้ชัดในหลายๆ กรณีว่า กลุ่มก่อความไม่สงบมักจะไม่ยอมยุติการใช้ความรุนแรงลงในทันที
เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกเขายุติปฏิบัติการทางทหาร ก็เท่ากับอำนาจการต่อรองของพวกเขาจะหมดตามไปด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขายังจำเป็นต้องคงปฏิบัติการของพวกเขาต่อไป
เช่น กลุ่มฮามาสอาจจะยอมตกลงประกาศการหยุดยิงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในท้ายที่สุดการหยุดยิงดังกล่าวก็ล้มเหลว และสถานการณ์ถอยกลับไปสู่การต่อสู้กันอีกเช่นก่อนการประกาศหยุดยิง
นอกจากนั้น ในบางครั้งเราอาจจะพบว่า กลุ่มก่อความไม่สงบใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือในการปรับตัว/ปรับกำลัง หรืออาจกล่าวได้ว่า "การเจรจาคือการซื้อเวลา"
กล่าวคือ อาศัยช่วงเวลาของการเจรจาเป็นจังหวะของการพักฟื้นกองกำลังของฝ่ายตน หรือเป็นเวลาของการปรับกำลัง/ปรับตัวของกลุ่มติดอาวุธก็ได้ เช่น กลุ่ม Provisional-IRA (P-IRA) ที่ได้ตัดสินใจแยกตัวออกจากการเจรจากับอังกฤษนั้น พวกเขาได้อาศัยช่วงเวลาของการหยุดยิงในการแสวงหาอาวุธเพิ่มเติม ทั้งหาจากแหล่งอาวุธในสหรัฐอเมริกาและในรัสเซีย
หรือกลุ่มบาสก์ (ETA) ในสเปนก็อาศัยการหยุดยิงในปี 2541 เป็นระยะเวลาของการปรับกำลัง เช่นเดียวกันกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในศรีลังกาใช้เงื่อนไขของการหยุดยิงเป็นจังหวะของการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของตน เป็นต้น
ในสถานการณ์ของการเจรจาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดการแตกตัวของขบวนก่อความไม่สงบออกเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยเฉพาะปีกที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจานั้น พร้อมที่จะแยกตัวออกและจัดตั้งเป็นกลุ่มใหม่
ซึ่งกลุ่มที่แตกตัวออกเช่นนี้พร้อมที่จะใช้ความรุนแรงที่มากขึ้นเป็นเครื่องมือของการก่อเหตุร้าย หรืออาจกล่าวได้ว่า พวกเขาพร้อมที่จะขยายความรุนแรงให้กลายเป็นเครื่องมือของการตอบโต้กับการเจรจาที่เกิดขึ้น
ฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นจึงกลับกลายเป็นว่า การเจรจาเป็นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงมีมากขึ้น และขณะเดียวกันก็เกิดความซับซ้อนมากขึ้นด้วย เพราะจำนวนกลุ่มของผู้ก่อความไม่สงบมีมากขึ้นจากการแยกตัวดังที่กล่าวแล้ว
กรณีของกลุ่ม P-IRA เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ หรือในกรณีของปัญหาแคชเมียร์ก็เกิดปรากฏการณ์นี้เช่นกัน เมื่อแนวร่วมปลดปล่อยอัมมูและแคชเมียร์มีท่าทีสนองตอบต่อแนวทางสันติ แต่กลุ่มหัวรุนแรงอีกส่วนหนึ่งกลับไม่เห็นด้วย และแยกตัวออกพร้อมกับดำเนินการด้วยความรุนแรงต่อไป
กล่าวคือ ในสถานการณ์ของการเจรจานั้น ต้องตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นได้เสมออย่างมีนัยสำคัญก็คือ การเจรจาที่เกิดขึ้นนั้นพร้อมที่จะทำให้มีกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และขณะเดียวกันพวกเขาก็พร้อมจะดำเนินการต่อสู้ด้วยความรุนแรงต่อไปด้วย
การเจรจาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า "การพักครึ่งเวลา" ของสงครามเท่านั้น!
นอกจากนี้คงต้องยอมรับว่า คุณลักษณะของกลุ่มก่อความไม่สงบในปัจจุบันมีสภาพที่แตกต่างไปจากพรรคคอมมิวนิสต์ที่มี "ศูนย์การนำ" ที่แน่นอนและชัดเจน
การตัดสินใจของศูนย์การนำในการเปิดการเจรจานั้น สามารถใช้ระบบของการสั่งการแบบคอมมิวนิสต์ให้สมาชิกพรรคยอมรับแนวทางการเจรจาภายใต้แนวคิดแบบ "ประชาธิปไตยรวมศูนย์" ได้ แต่ก็มิได้หมายความว่า จะไม่มีการแตกตัวออก หากแต่การแตกตัวเพื่อจัดตั้งกลุ่มใหม่อาจจะน้อยกว่าองค์กรติดอาวุธในปัจจุบัน เพราะเงื่อนไขของกลุ่มก่อความไม่สงบร่วมสมัยเห็นได้ชัดเจนว่า พวกเขาคุมสมาชิกของกลุ่มไม่ได้ทั้งหมด
ประเด็นของการที่ผู้นำกลุ่มก่อความไม่สงบไม่สามารถควบคุมสมาชิกขององค์กรได้ทั้งหมดดูจะเป็นปัญหาปกติ
เช่น ในระหว่างการเจรจาสันติภาพอาจจะพบว่า มีการวางระเบิดเพื่อทำให้ความเชื่อถือในการเจรจาลดลง
และผลที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิดความหวาดระแวงในทางฝ่ายรัฐบาล เพราะในระหว่างที่การเจรจาดำเนินอยู่นั้น กลับเกิดปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งอาจจะส่งผลให้ในที่สุดแล้ว การเจรจาที่เกิดขึ้นอาจจะล้มลงได้
นอกจากนี้ ยังอาจจะพบว่า มีบางกลุ่มก่อความไม่สงบอาจจะใช้เวทีของการเจรจาเพื่อการเปลี่ยนสถานภาพทางการเมืองของตน ในการแสวงหาประโยชน์ตอบแทน
โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับการเจรจาที่เกิดขึ้น
ซึ่งหลายครั้งพบว่า ฝ่ายรัฐบาลอาจจะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ผู้ร่วมเจรจาอีกฝ่ายหนึ่ง
ดังนั้น จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาจจะพบว่า มีผู้เข้าร่วมการเจรจาบางส่วนที่เข้าร่วมด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนบางประการ
แต่บางทีก็อาจจะต้องระมัดระวังว่า อาจจะมีบางส่วนยังคงใช้องค์กรที่เดินแนวทางแบบสายกลาง เป็น "เวทีเปิด" เพื่อการเจรจา
แต่ขณะเดียวกันก็แสวงหาความสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และนำเอาผลตอบแทนดังกล่าวส่งให้แก่กลุ่มที่ยังดำเนินแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงต่อไป
ประเด็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวข้องกับประเทศที่สาม เพราะการเจรจามักจะเกิดขึ้นในประเทศที่สาม ดังนั้น ความสำเร็จของการเจรจาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของประเทศดังกล่าว เพื่อช่วยในการจัดเตรียมสถานที่ที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดบรรยากาศในการพูดคุย
ดังเช่นกรณีของการเจรจาสันติภาพที่อาเจะห์ได้อาศัยประเทศฟินแลนด์เป็น "พื้นที่กลาง" ของการพบเจรจาระหว่างผู้แทนของรัฐบาลอินโดนีเซียและผู้แทนของกลุ่มอาเจะห์เสรี
ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นกัน ประเทศที่สามที่จะเป็นพื้นที่เป็นกลางมีความสำคัญที่จะช่วยให้การเจรจาไม่ถูกจำกัดอยู่กับพื้นที่ที่เป็นปัญหา
อีกทั้งอาจจะต้องระมัดระวังถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะสถานการณ์การก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปนั้นจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เป็น "หลังพิง"
ซึ่งถ้าประเทศซึ่งถูกใช้เป็นฐานที่มั่นมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประเทศเป้าหมายให้เกิดสถานการณ์ที่ความรุนแรงลดลงแล้ว แรงกดดันดังกล่าวก็จะมีส่วนช่วยอย่างมากที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดการเจรจาขึ้น
แต่ถ้าแรงสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีอยู่มาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือในการเป็นฐานที่มั่นข้ามชายแดนยังคงดำเนินต่อไปแล้ว การก่อความไม่สงบก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เช่นกัน
การยุติสงครามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้
เพราะ พคท. ได้รับผลอย่างมากจากการประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลจีน
ประกอบกับการมีแนวทางที่แตกต่างกันระหว่างพรรคไทยกับพรรคลาวและพรรคเวียดนาม ทำให้หลังพิงที่ พคท. เคยใช้ต้องยุติลงไปโดยปริยาย จนกลายเป็นอุปสรรคอย่างสำคัญต่อความอยู่รอดของ พคท. ในสุดท้าย
ดังนั้น การทำลายหลังพิงของกลุ่มก่อความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือในปัจจุบันก็ตาม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะมีผลโดยตรงอย่างมากต่อการดำรงอยู่ของกองกำลังติดอาวุธที่อยู่ในดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง
ซึ่งหากรัฐบาลประเทศข้างเคียงที่เป็นฐานที่มั่นดังกล่าวมีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหาแล้ว หลังพิงเช่นนี้คงถูกทำลายลงไม่ยากนัก
ซึ่งไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหาเช่นนี้ดำรงอยู่พอสมควร ทั้งทางใต้และทางตะวันตกในอดีต
อย่างไรก็ตาม เราอาจจะต้องยอมรับว่า ทุกการเจรจาจะต้องพบกับปัญหาของผู้ที่ต้องการให้การเจรจาล้มลง ซึ่งผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้อาจจะอยู่ทั้งกับฝ่ายรัฐบาลหรือกับฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็ได้
ดังนั้น จึงอาจจะต้องทำใจยอมรับว่า เมื่อการเจรจาเริ่มขึ้นแล้ว การเจรจาดังกล่าวก็อาจถอยกลับสู่ที่เดิมได้ตลอดเวลา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกขั้นตอนของการเจรจามี "ความเสี่ยง" เกิดขึ้นได้เสมอ
ดังนั้น กระบวนการนี้จะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง
และจะต้องสร้างให้เกิดความเข้าใจแก่ทุกฝ่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ต้องการการสร้างความเข้าใจแก่ภาคสังคม เพราะหากเกิดการเจรจาบนพื้นฐานที่ขาดความสนับสนุนหรือขาดความเข้าใจแล้ว ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ได้เช่นกัน
เรื่องราวเหล่านี้บอกแก่เราอย่างมีนัยสำคัญว่า ต้องคิดถึงเรื่องของการเจรจาด้วยความละเอียด และด้วยความระมัดระวัง
จะคิดแต่เพียงด้วยอาการ "ฝันกลางวัน" อย่างเดียวคงไม่ได้!
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย . .ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
กระบวนการสันติภาพ : อย่า“ฝันกลางวัน”!
โดย สุรชาติ บำรุงสุข
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:29:22 น.
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1365240648 )
จากคอลัมน์ ยุทธบทความ มติชนสุดสัปดาห์ 5 เม.ย.56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1703 หน้า 36
( ภาพจากไทยรัฐ )
"ทำสงครามง่ายกว่าสร้างสันติภาพ"
Georges Clemenceau
นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส
20 กรกฎาคม ค.ศ.1919
ผลของการเปิดเวทีในการพบกันระหว่างเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของไทยกับ นายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของกลุ่มบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต (BRN-Coordinate) ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความคาดหวังอย่างมากว่า สงครามก่อความไม่สงบที่แสดงออกด้วยการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น กำลังจะสิ้นสุดลง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ดูจะเชื่ออย่างมากว่า "สงครามกำลังจะสงบแล้ว!"
และขณะเดียวกันผลจากปรากฏการณ์ของการลงนามดังกล่าวก็ทำให้สังคมไทยเกิดความคาดหวังอย่างมากว่า ข่าวของความรุนแรงจากพื้นที่ภาคใต้ของไทยกำลังจะยุติลงในเวลาอีกไม่นานนัก
แต่ดูเหมือนสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังทั้งของรัฐบาลและสังคมไทยแต่อย่างใด
หลังจากการเจรจาแล้ว ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่กัวลาลัมเปอร์แต่อย่างใด
แน่นอนว่า เราอาจจะตีความได้ง่ายๆ ว่า ปรากฏการณ์ของความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นเป็นเพราะบางส่วนของขบวนติดอาวุธยังไม่ยอมรับแนวทางการเจรจา และใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณตอบโต้ เป็นต้น
ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เราอาจจะต้องหันกลับมาพิจารณาผลของกระบวนการสันติภาพมากกว่าจะคาดหวังแบบง่ายๆ ว่า การลงนามที่เกิดขึ้นกำลังนำไปสู่การยุติสงคราม
เพราะหากผู้ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้อย่างขาดความรัดกุมแล้ว บางทีผลลัพธ์อาจจะกลายเป็นความรุนแรงที่มากขึ้น แทนที่จะเป็นความสงบที่มากขึ้น
ดังนั้น ถ้าฝ่ายรัฐบาลตัดสินใจที่จะเปิดการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ สิ่งแรกที่จะต้องตระหนักก็คือ การเจรจามีความเสี่ยง เพราะทัศนะของกลุ่มที่คัดค้านการเจรจามักจะเริ่มจากประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอก็คือ "การเจรจาคือการยอมรับ"
กล่าวคือ การเปิดการเจรจาของรัฐบาลทำให้ถูกตีความได้ว่าเป็นการรับรองสถานะทางการเมืองของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างเป็นทางการ
และที่สำคัญก็คือ อาจถูกนำไปตีความในทางที่ผิดได้ว่า การเจรจาคือการยอมต่อการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
อีกทั้งบางส่วนอาจมองว่า การเจรจาเป็นเสมือนการรับรองสถานะทางกฎหมายของกลุ่มผิดกฎหมายเหล่านั้น
ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบบางส่วนก็มองว่า "การเจรจาคือโอกาส" เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการขึ้นสู่โต๊ะเจรจาเป็นการรับรองสถานะโดยปริยายสำหรับกลุ่มก่อความไม่สงบทั้งหลาย
และสำหรับพวกเขาแล้ว การยอมรับสถานะเช่นนี้ถือได้ว่าเป็น "ชัยชนะทางการเมือง" อย่างแน่นอน เพราะผลที่เกิดขึ้นเป็นการยกสถานะบางกลุ่มซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธและมีสถานะผิดกฎหมาย กลายเป็นกลุ่มที่มีการรับรองโดยรัฐ
ซึ่งว่าที่จริงประเด็นนี้เป็นเรื่องที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการมากที่สุด เพราะการได้รับรองสถานะเช่นนี้ถือว่าเป็น "ความคุ้มค่าทางการเมือง" ในเบื้องต้น อันทำให้เกิดสถานะทั้งทางการเมืองและกฎหมายขึ้นทันทีสำหรับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
สิ่งที่จะต้องตระหนักหลังจากการพูดคุยได้เริ่มต้นขึ้นก็คือ บ่อยครั้งที่การพูดคุยไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จดังที่คาดหวังไว้
ในหลายๆ กรณีจะพบว่าความล้มเหลวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมักจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ โดยเฉพาะมักจะพบว่า ในการพูดคุยนั้น มีประเด็นที่ไม่อาจตกลงกันได้เกิดขึ้นอยู่เสมอ และกลายเป็นปมปัญหาที่ทำให้การพูดคุยเดินหน้าต่อไปไม่ได้
หรือในบางกรณีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงในเบื้องต้นเพียงเพื่อต้องการผลักดันตนเองให้เข้าสู่กระบวนการเจรจา โดยพวกเขาคาดหวังว่าโต๊ะเจรจาอาจจะให้ผลตอบแทนทางการเมืองบางอย่าง
ฉะนั้น การตอบรับในการขึ้นสู่โต๊ะเจรจาอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการสร้างสถานะของกลุ่มตนให้เกิดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ
และขณะเดียวกันก็เห็นได้ชัดในหลายๆ กรณีว่า กลุ่มก่อความไม่สงบมักจะไม่ยอมยุติการใช้ความรุนแรงลงในทันที
เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกเขายุติปฏิบัติการทางทหาร ก็เท่ากับอำนาจการต่อรองของพวกเขาจะหมดตามไปด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขายังจำเป็นต้องคงปฏิบัติการของพวกเขาต่อไป
เช่น กลุ่มฮามาสอาจจะยอมตกลงประกาศการหยุดยิงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในท้ายที่สุดการหยุดยิงดังกล่าวก็ล้มเหลว และสถานการณ์ถอยกลับไปสู่การต่อสู้กันอีกเช่นก่อนการประกาศหยุดยิง
นอกจากนั้น ในบางครั้งเราอาจจะพบว่า กลุ่มก่อความไม่สงบใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือในการปรับตัว/ปรับกำลัง หรืออาจกล่าวได้ว่า "การเจรจาคือการซื้อเวลา"
กล่าวคือ อาศัยช่วงเวลาของการเจรจาเป็นจังหวะของการพักฟื้นกองกำลังของฝ่ายตน หรือเป็นเวลาของการปรับกำลัง/ปรับตัวของกลุ่มติดอาวุธก็ได้ เช่น กลุ่ม Provisional-IRA (P-IRA) ที่ได้ตัดสินใจแยกตัวออกจากการเจรจากับอังกฤษนั้น พวกเขาได้อาศัยช่วงเวลาของการหยุดยิงในการแสวงหาอาวุธเพิ่มเติม ทั้งหาจากแหล่งอาวุธในสหรัฐอเมริกาและในรัสเซีย
หรือกลุ่มบาสก์ (ETA) ในสเปนก็อาศัยการหยุดยิงในปี 2541 เป็นระยะเวลาของการปรับกำลัง เช่นเดียวกันกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในศรีลังกาใช้เงื่อนไขของการหยุดยิงเป็นจังหวะของการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของตน เป็นต้น
ในสถานการณ์ของการเจรจาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดการแตกตัวของขบวนก่อความไม่สงบออกเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยเฉพาะปีกที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจานั้น พร้อมที่จะแยกตัวออกและจัดตั้งเป็นกลุ่มใหม่
ซึ่งกลุ่มที่แตกตัวออกเช่นนี้พร้อมที่จะใช้ความรุนแรงที่มากขึ้นเป็นเครื่องมือของการก่อเหตุร้าย หรืออาจกล่าวได้ว่า พวกเขาพร้อมที่จะขยายความรุนแรงให้กลายเป็นเครื่องมือของการตอบโต้กับการเจรจาที่เกิดขึ้น
ฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นจึงกลับกลายเป็นว่า การเจรจาเป็นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงมีมากขึ้น และขณะเดียวกันก็เกิดความซับซ้อนมากขึ้นด้วย เพราะจำนวนกลุ่มของผู้ก่อความไม่สงบมีมากขึ้นจากการแยกตัวดังที่กล่าวแล้ว
กรณีของกลุ่ม P-IRA เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ หรือในกรณีของปัญหาแคชเมียร์ก็เกิดปรากฏการณ์นี้เช่นกัน เมื่อแนวร่วมปลดปล่อยอัมมูและแคชเมียร์มีท่าทีสนองตอบต่อแนวทางสันติ แต่กลุ่มหัวรุนแรงอีกส่วนหนึ่งกลับไม่เห็นด้วย และแยกตัวออกพร้อมกับดำเนินการด้วยความรุนแรงต่อไป
กล่าวคือ ในสถานการณ์ของการเจรจานั้น ต้องตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นได้เสมออย่างมีนัยสำคัญก็คือ การเจรจาที่เกิดขึ้นนั้นพร้อมที่จะทำให้มีกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และขณะเดียวกันพวกเขาก็พร้อมจะดำเนินการต่อสู้ด้วยความรุนแรงต่อไปด้วย
การเจรจาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า "การพักครึ่งเวลา" ของสงครามเท่านั้น!
นอกจากนี้คงต้องยอมรับว่า คุณลักษณะของกลุ่มก่อความไม่สงบในปัจจุบันมีสภาพที่แตกต่างไปจากพรรคคอมมิวนิสต์ที่มี "ศูนย์การนำ" ที่แน่นอนและชัดเจน
การตัดสินใจของศูนย์การนำในการเปิดการเจรจานั้น สามารถใช้ระบบของการสั่งการแบบคอมมิวนิสต์ให้สมาชิกพรรคยอมรับแนวทางการเจรจาภายใต้แนวคิดแบบ "ประชาธิปไตยรวมศูนย์" ได้ แต่ก็มิได้หมายความว่า จะไม่มีการแตกตัวออก หากแต่การแตกตัวเพื่อจัดตั้งกลุ่มใหม่อาจจะน้อยกว่าองค์กรติดอาวุธในปัจจุบัน เพราะเงื่อนไขของกลุ่มก่อความไม่สงบร่วมสมัยเห็นได้ชัดเจนว่า พวกเขาคุมสมาชิกของกลุ่มไม่ได้ทั้งหมด
ประเด็นของการที่ผู้นำกลุ่มก่อความไม่สงบไม่สามารถควบคุมสมาชิกขององค์กรได้ทั้งหมดดูจะเป็นปัญหาปกติ
เช่น ในระหว่างการเจรจาสันติภาพอาจจะพบว่า มีการวางระเบิดเพื่อทำให้ความเชื่อถือในการเจรจาลดลง
และผลที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิดความหวาดระแวงในทางฝ่ายรัฐบาล เพราะในระหว่างที่การเจรจาดำเนินอยู่นั้น กลับเกิดปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งอาจจะส่งผลให้ในที่สุดแล้ว การเจรจาที่เกิดขึ้นอาจจะล้มลงได้
นอกจากนี้ ยังอาจจะพบว่า มีบางกลุ่มก่อความไม่สงบอาจจะใช้เวทีของการเจรจาเพื่อการเปลี่ยนสถานภาพทางการเมืองของตน ในการแสวงหาประโยชน์ตอบแทน
โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับการเจรจาที่เกิดขึ้น
ซึ่งหลายครั้งพบว่า ฝ่ายรัฐบาลอาจจะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ผู้ร่วมเจรจาอีกฝ่ายหนึ่ง
ดังนั้น จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาจจะพบว่า มีผู้เข้าร่วมการเจรจาบางส่วนที่เข้าร่วมด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนบางประการ
แต่บางทีก็อาจจะต้องระมัดระวังว่า อาจจะมีบางส่วนยังคงใช้องค์กรที่เดินแนวทางแบบสายกลาง เป็น "เวทีเปิด" เพื่อการเจรจา
แต่ขณะเดียวกันก็แสวงหาความสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และนำเอาผลตอบแทนดังกล่าวส่งให้แก่กลุ่มที่ยังดำเนินแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงต่อไป
ประเด็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวข้องกับประเทศที่สาม เพราะการเจรจามักจะเกิดขึ้นในประเทศที่สาม ดังนั้น ความสำเร็จของการเจรจาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของประเทศดังกล่าว เพื่อช่วยในการจัดเตรียมสถานที่ที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดบรรยากาศในการพูดคุย
ดังเช่นกรณีของการเจรจาสันติภาพที่อาเจะห์ได้อาศัยประเทศฟินแลนด์เป็น "พื้นที่กลาง" ของการพบเจรจาระหว่างผู้แทนของรัฐบาลอินโดนีเซียและผู้แทนของกลุ่มอาเจะห์เสรี
ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นกัน ประเทศที่สามที่จะเป็นพื้นที่เป็นกลางมีความสำคัญที่จะช่วยให้การเจรจาไม่ถูกจำกัดอยู่กับพื้นที่ที่เป็นปัญหา
อีกทั้งอาจจะต้องระมัดระวังถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะสถานการณ์การก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปนั้นจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เป็น "หลังพิง"
ซึ่งถ้าประเทศซึ่งถูกใช้เป็นฐานที่มั่นมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประเทศเป้าหมายให้เกิดสถานการณ์ที่ความรุนแรงลดลงแล้ว แรงกดดันดังกล่าวก็จะมีส่วนช่วยอย่างมากที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดการเจรจาขึ้น
แต่ถ้าแรงสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีอยู่มาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือในการเป็นฐานที่มั่นข้ามชายแดนยังคงดำเนินต่อไปแล้ว การก่อความไม่สงบก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เช่นกัน
การยุติสงครามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้
เพราะ พคท. ได้รับผลอย่างมากจากการประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลจีน
ประกอบกับการมีแนวทางที่แตกต่างกันระหว่างพรรคไทยกับพรรคลาวและพรรคเวียดนาม ทำให้หลังพิงที่ พคท. เคยใช้ต้องยุติลงไปโดยปริยาย จนกลายเป็นอุปสรรคอย่างสำคัญต่อความอยู่รอดของ พคท. ในสุดท้าย
ดังนั้น การทำลายหลังพิงของกลุ่มก่อความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือในปัจจุบันก็ตาม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะมีผลโดยตรงอย่างมากต่อการดำรงอยู่ของกองกำลังติดอาวุธที่อยู่ในดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง
ซึ่งหากรัฐบาลประเทศข้างเคียงที่เป็นฐานที่มั่นดังกล่าวมีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหาแล้ว หลังพิงเช่นนี้คงถูกทำลายลงไม่ยากนัก
ซึ่งไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหาเช่นนี้ดำรงอยู่พอสมควร ทั้งทางใต้และทางตะวันตกในอดีต
อย่างไรก็ตาม เราอาจจะต้องยอมรับว่า ทุกการเจรจาจะต้องพบกับปัญหาของผู้ที่ต้องการให้การเจรจาล้มลง ซึ่งผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้อาจจะอยู่ทั้งกับฝ่ายรัฐบาลหรือกับฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็ได้
ดังนั้น จึงอาจจะต้องทำใจยอมรับว่า เมื่อการเจรจาเริ่มขึ้นแล้ว การเจรจาดังกล่าวก็อาจถอยกลับสู่ที่เดิมได้ตลอดเวลา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกขั้นตอนของการเจรจามี "ความเสี่ยง" เกิดขึ้นได้เสมอ
ดังนั้น กระบวนการนี้จะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง
และจะต้องสร้างให้เกิดความเข้าใจแก่ทุกฝ่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ต้องการการสร้างความเข้าใจแก่ภาคสังคม เพราะหากเกิดการเจรจาบนพื้นฐานที่ขาดความสนับสนุนหรือขาดความเข้าใจแล้ว ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ได้เช่นกัน
เรื่องราวเหล่านี้บอกแก่เราอย่างมีนัยสำคัญว่า ต้องคิดถึงเรื่องของการเจรจาด้วยความละเอียด และด้วยความระมัดระวัง
จะคิดแต่เพียงด้วยอาการ "ฝันกลางวัน" อย่างเดียวคงไม่ได้!
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย . .ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
2556-04-01
นิธิ: ปฏิรูปต้องการมากกว่าสองล้านล้านบาท
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปต้องการมากกว่าสองล้านล้านบาท
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2556 เวลา 11:11:11 น.
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1364786525 )
ที่มา บทความกระแสทรรศน์ นสพ.มติชน รายวัน 1 เม.ย. 2556
ขณะที่เขียนบทความนี้ ร่าง พ.ร.บ.การลงทุนด้วยเงินกู้ (หรือสองล้านล้านบาท) ยังไม่ผ่านวาระหนึ่งจากสภา แต่ก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะคิดว่าไม่ผ่าน แม้ฝ่ายค้านจะใช้โอกาสนี้ในการทำให้เห็นความเสี่ยงทางการคลังของประเทศ และโอกาสของการทุจริตในโครงการสักเพียงไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากเท่านั้น แต่การปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ได้รับความเห็นชอบจากวงการธุรกิจอย่างพร้อมเพรียง ประชาชนจำนวนมากก็เห็นชอบด้วย เพียงแต่ห่วงใยเรื่องความโปร่งใสของโครงการเท่านั้น
ประเด็นความเสี่ยงทางการคลัง เท่าที่ผ่านมายัง "ปลุก" ไม่ขึ้น อยู่ที่ ปชป.จะสามารถทำให้ "ขึ้น" ในการอภิปรายได้หรือไม่เท่านั้น
และเพราะการสนับสนุนโครงการของสองภาคส่วนนี้ ก็ทำให้ต้องเดาต่อไปว่า ก็น่าจะผ่านวุฒิสภาได้อีกเช่นกัน
นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจน (ที่ปาปัวนิวกินี) ว่า โครงการคมนาคมและขนส่งนี้จะทำให้ไทยเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านอาเซียนได้อย่างสะดวก และด้วยเหตุดังนั้น นักลงทุนจะสามารถใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิต ได้เท่าๆ กับกระจายสินค้าแก่ตลาด 600 ล้านคนของอาเซียนอย่างสะดวกรวดเร็ว สภาวะที่กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของไทยเช่นนี้ ก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยไปด้วย
โครงการมหึมานี้เปลี่ยนประเทศไทยอย่างแน่นอน ท่านนายกฯพูดถึงการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นครึ่งล้านอัตรา ดูดซับคนชั้นกลางที่ว่างงานไปได้มาก ในขณะเดียวกันก็คงจะดึงแรงงานในภาคเกษตรออกมาสู่งานนอกภาคเกษตรอีกไม่น้อย อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าตัวโครงการ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดแก่ประเทศไทยก็อาจเป็นเพียงการทำให้ดีกรีของความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่แล้วเวลานี้เข้มข้นขึ้น บางเรื่องก็ดีที่เข้มข้นขึ้น บางเรื่องก็ยิ่งแย่ลงเมื่อเข้มข้นขึ้น
อาจารย์แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียคาดเดาว่า (และอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ได้นำเสนอในโซเชียลเน็ตเวิร์กไว้แล้ว และมติชนออนไลน์ได้ขอนำมาลงอีกครั้งหนึ่ง) โครงสร้างพื้นฐานนี้จะสร้างงานให้แก่คนในชนบทไทย จนทำให้ความจำเป็นที่รัฐต้องคอยโอบอุ้มลดลง
อันที่จริง มีหรือไม่มีโครงการนี้ แรงงานในภาคชนบทก็หลั่งไหลเข้าสู่งานจ้างและภาคบริการมากขึ้นตลอดมา เพราะทำรายได้มากกว่าภาคเกษตร โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุงและขยายในโครงการ ย่อมก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น และเกิดโอกาสที่ชาวบ้านบางรายจะลงทุนในกิจการอื่นๆ เพิ่มขึ้นแน่ แต่จะทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าที่ได้อยู่แล้วเวลานี้มากน้อยเพียงไร ไม่ค่อยแน่เหมือนกัน โดยเฉพาะจะได้รายได้เพิ่มมากขึ้นทันกับความคาดหวังในชีวิตของผู้คนซึ่งต้องเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว (เช่นมีรถยนต์ส่วนตัว หรือมีบ้านเป็นของตนเอง)
การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันแน่ โดยเฉพาะในระยะสั้นข้างหน้า แต่ในระยะยาว การแข่งขันที่จะสามารถยกระดับเศรษฐกิจไทยขึ้นไปได้ ขึ้นอยู่กับการพัฒนา (ทรัพยากร) มนุษย์ และส่วนนี้จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ และทำอย่างจริงจังเสียยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐานเสียอีก
แต่การพัฒนา (ทรัพยากร) มนุษย์มีอุปสรรคทางการเมืองอย่างมาก ไม่ใช่จากพรรคฝ่ายค้านหรือพวกอำมาตย์ แต่จากข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ, พ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก, เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม (ซึ่งควรยินดีเพิ่มสมรรถภาพของคนงาน หากไม่กระทบต่อกำไรของเขา) หรือแม้แต่เด็กนักเรียนนักศึกษาเองก็อาจไม่ยินดีกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นอย่างมากที่พรรคการเมืองเลือกทำในเรื่องนี้ ก็คือแจกแท็บเล็ต เพราะไม่ต้องทะเลาะกับใครเลย (นอกจากบริษัทขายแท็บเล็ต) และผมไม่คิดว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย (ทั้งในสมัยนี้และสมัยหน้า) จะริเริ่มทำอะไรอย่างเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไป 2 ล้านล้านบาทในครั้งนี้ก็คงจะดึงการลงทุนได้เพราะความสะดวกของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ใช่เพราะคุณภาพของคนไทย ผลิตภัณฑ์ที่ต้องผลิตขึ้นจากฐานความรู้ อาจไหลจากสิงคโปร์และมาเลเซียสู่ไทย, เวียดนาม, พม่า และจีนได้สะดวก แต่ตัวอุตสาหกรรมฐานความรู้จะไม่เคลื่อนเข้ามาตามทางรถไฟความเร็วสูง
คนไทยจะเป็นเจ้าของตู้ไก่ย่างตราดาวต่างๆ มากขึ้น เพราะมีคนที่มีเงินซื้อไก่ย่างกินมากขึ้น แต่ตู้ไก่ย่างจะไม่นำไปสู่รถยนต์ส่วนตัว หรือบ้านอันเป็นของตนเอง (หรือลูกเข้าจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ได้)
ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คนไทยอาจไม่ได้เป็นเจ้าของตู้ไก่ย่างเอง เป็นแต่เพียงพนักงานของบริษัทไก่ย่าง หรืออาจเป็น "ผู้ร่วมทุน" ของบริษัทที่มีฐานะไม่ต่างอะไรจากลูกจ้าง (เช่น อย่าคิดลดต้นทุนด้วยการหาซื้อไก่มาย่างเองเป็นอันขาด ต้องรับจากที่บริษัทนำมาส่งเท่านั้น)
ผมกำลังจะบอกว่า โครงสร้างพื้นฐานดีเยี่ยมที่กำลังจะสร้างขึ้นนี้ ไม่ทำให้การกระจุกรายได้และทรัพย์สินกับคนจำนวนน้อยในประเทศไทยเวลานี้เปลี่ยนแปลงไปในทางใด นอกจากยิ่งกระจุกมากขึ้น หรือที่กระจุกอยู่แล้วก็จะเป็นรายได้และทรัพย์สินก้อนใหญ่ขึ้น... ถ้าไม่ได้ทำอะไรนอกจากโครงสร้างพื้นฐาน
ถนนหนทางและทางรถไฟที่สะดวกสบาย ย่อมให้โอกาสหารายได้และทำกำไรแก่คนรวยมากกว่าคนจน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะคนรวยฉลาดกว่าหรือเก่งกว่า แต่เพราะเขามีฐานของทรัพย์สินที่สะสมเอาไว้อย่างไม่เป็นธรรมมากกว่าต่างหาก
ยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวคือที่ดิน แน่นอนว่าเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบายย่อมทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น โดยเฉพาะในชนบทใกล้เมือง (เช่นอยุธยา, นครปฐม, นครนายก เป็นต้น) ในขณะที่คนทั่วไปมีกำลังที่จะมีบ้านเป็นของตนเองมากขึ้น (แยกจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยว) ความต้องการที่ดินในชนบทก็สูงขึ้นเพราะตลาดขยายตัว
ที่ดินประมาณ 80-90% ในประเทศไทยกระจุกอยู่กับคนรวยไม่กี่ตระกูลอยู่แล้ว เขาได้กำไรหล่นทับ (windfall profit) ไปทันที จำนวนมหาศาลด้วย หลังจากทิ้งที่ดินให้หมาขี้มาหลายปี ยิ่งกว่านี้ เขาคือคนที่มีกำลังจะกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำกำไรระยะสั้นได้มากที่สุด ราคาที่ดินซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความใฝ่ฝันของคนไทยธรรมดาที่จะมีบ้านเป็นของตนเองห่างไกลขึ้นไปอีก แต่ความฝันนั้นก็ยังอยู่ใกล้ตัวเหมือนเดิม
รถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้หนักข้อขึ้น หากรถไฟไม่ได้มาพร้อมกันกับการปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่ เพื่อทำให้ที่ดินไม่มีทางจะเป็นสินค้าเก็งกำไรได้เลย
นี่ยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวคือที่ดิน ลองคิดดูเองเถิดครับว่า โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาเต็มที่แล้วนี้ สร้างความได้เปรียบแก่คนรวยในเรื่องอื่นอย่างไรบ้าง การได้เปรียบเสียเปรียบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเป็นธรรรมดา แต่ทำไมจึงเกิดแก่คนกลุ่มเดียว และเป็นความได้เปรียบที่มาจากความชอบธรรมของกฎเกณฑ์หรือไม่ นี่เป็นเรื่องสำคัญกว่า
ในปัจจุบัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งมีสูงมากในสังคมไทย ยังไม่เป็นปัญหาสังคมและการเมือง อย่างน้อยคนเสื้อแดงซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่สุดก็ตอบแบบสอบถามทัศนคติว่า พอรับได้ ในขณะที่คนเสื้อเหลืองตอบว่ารับไม่ได้ สักวันหนึ่งเมื่อคนเสื้อแดงมีความเห็นต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเหมือนคนเสื้อเหลือง ย่อมเป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองอย่างหนักแน่
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ ช่วยแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ประเทศต้องเผชิญในอนาคต แต่เท่านี้ไม่พอ ยังต้องปรับแก้อะไรที่พื้นฐานไม่น้อยกว่ากันหลายอย่าง เพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
ส่วนที่เหลือซึ่งต้องทำนั้นยากมากในทางการเมือง และหวังไม่ได้ว่าจะมีการริเริ่มทางการเมือง ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเลว ถึงแม้นักการเมืองที่มาจากอำนาจรัฐประหารก็ไม่มีทางริเริ่มสิ่งยากๆ ทางการเมืองเหมือนกัน
บางคนอาจคิดว่า ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักในช่วงนี้ ทำให้ไม่มีใครสามารถริเริ่มการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างได้ ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่าคือ ถึงไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง เราจัดโครงสร้างทางการเมืองไว้ในลักษณะที่การเมืองจะเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาได้หรือไม่ ผมคิดว่าไม่ได้
ทำให้ต้องนึกถึงรัฐธรรมนูญ ที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นสิ่งพึงทำในทางเทคนิคการเขียนกฎหมายเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาของบ้านเมืองอย่างถนัดชัดเจน แล้วคิดว่าจะจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างไร (ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ) จึงจะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้'ไปได้ด้วยกัน' ... ความหมายของ'ไปได้ด้วยกัน' คืออย่างเป็นประชาธิปไตย กล่าวคือทุกฝ่ายมีอำนาจต่อรองได้ใกล้เคียงกัน
แต่พรรครัฐบาลก็มุ่งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราไปแล้ว ทำให้คำถามในการร่างรัฐธรรมนูญหดตัวเหลือเพียงคำถามเดียวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ก็นับเป็นคำถามที่สำคัญควรถาม แต่ไม่พอ
เพราะคำถามนี้ต้องมาพร้อมกับคำถามสำคัญอีกอันหนึ่งด้วยคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และทางออกที่เป็นประชาธิปไตยของปัญหานั้นจะเป็นไปได้อย่างไร
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปต้องการมากกว่าสองล้านล้านบาท
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2556 เวลา 11:11:11 น.
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1364786525 )
ที่มา บทความกระแสทรรศน์ นสพ.มติชน รายวัน 1 เม.ย. 2556
ขณะที่เขียนบทความนี้ ร่าง พ.ร.บ.การลงทุนด้วยเงินกู้ (หรือสองล้านล้านบาท) ยังไม่ผ่านวาระหนึ่งจากสภา แต่ก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะคิดว่าไม่ผ่าน แม้ฝ่ายค้านจะใช้โอกาสนี้ในการทำให้เห็นความเสี่ยงทางการคลังของประเทศ และโอกาสของการทุจริตในโครงการสักเพียงไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากเท่านั้น แต่การปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ได้รับความเห็นชอบจากวงการธุรกิจอย่างพร้อมเพรียง ประชาชนจำนวนมากก็เห็นชอบด้วย เพียงแต่ห่วงใยเรื่องความโปร่งใสของโครงการเท่านั้น
ประเด็นความเสี่ยงทางการคลัง เท่าที่ผ่านมายัง "ปลุก" ไม่ขึ้น อยู่ที่ ปชป.จะสามารถทำให้ "ขึ้น" ในการอภิปรายได้หรือไม่เท่านั้น
และเพราะการสนับสนุนโครงการของสองภาคส่วนนี้ ก็ทำให้ต้องเดาต่อไปว่า ก็น่าจะผ่านวุฒิสภาได้อีกเช่นกัน
นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจน (ที่ปาปัวนิวกินี) ว่า โครงการคมนาคมและขนส่งนี้จะทำให้ไทยเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านอาเซียนได้อย่างสะดวก และด้วยเหตุดังนั้น นักลงทุนจะสามารถใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิต ได้เท่าๆ กับกระจายสินค้าแก่ตลาด 600 ล้านคนของอาเซียนอย่างสะดวกรวดเร็ว สภาวะที่กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของไทยเช่นนี้ ก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยไปด้วย
โครงการมหึมานี้เปลี่ยนประเทศไทยอย่างแน่นอน ท่านนายกฯพูดถึงการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นครึ่งล้านอัตรา ดูดซับคนชั้นกลางที่ว่างงานไปได้มาก ในขณะเดียวกันก็คงจะดึงแรงงานในภาคเกษตรออกมาสู่งานนอกภาคเกษตรอีกไม่น้อย อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าตัวโครงการ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดแก่ประเทศไทยก็อาจเป็นเพียงการทำให้ดีกรีของความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่แล้วเวลานี้เข้มข้นขึ้น บางเรื่องก็ดีที่เข้มข้นขึ้น บางเรื่องก็ยิ่งแย่ลงเมื่อเข้มข้นขึ้น
อาจารย์แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียคาดเดาว่า (และอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ได้นำเสนอในโซเชียลเน็ตเวิร์กไว้แล้ว และมติชนออนไลน์ได้ขอนำมาลงอีกครั้งหนึ่ง) โครงสร้างพื้นฐานนี้จะสร้างงานให้แก่คนในชนบทไทย จนทำให้ความจำเป็นที่รัฐต้องคอยโอบอุ้มลดลง
อันที่จริง มีหรือไม่มีโครงการนี้ แรงงานในภาคชนบทก็หลั่งไหลเข้าสู่งานจ้างและภาคบริการมากขึ้นตลอดมา เพราะทำรายได้มากกว่าภาคเกษตร โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุงและขยายในโครงการ ย่อมก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น และเกิดโอกาสที่ชาวบ้านบางรายจะลงทุนในกิจการอื่นๆ เพิ่มขึ้นแน่ แต่จะทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าที่ได้อยู่แล้วเวลานี้มากน้อยเพียงไร ไม่ค่อยแน่เหมือนกัน โดยเฉพาะจะได้รายได้เพิ่มมากขึ้นทันกับความคาดหวังในชีวิตของผู้คนซึ่งต้องเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว (เช่นมีรถยนต์ส่วนตัว หรือมีบ้านเป็นของตนเอง)
การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันแน่ โดยเฉพาะในระยะสั้นข้างหน้า แต่ในระยะยาว การแข่งขันที่จะสามารถยกระดับเศรษฐกิจไทยขึ้นไปได้ ขึ้นอยู่กับการพัฒนา (ทรัพยากร) มนุษย์ และส่วนนี้จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ และทำอย่างจริงจังเสียยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐานเสียอีก
แต่การพัฒนา (ทรัพยากร) มนุษย์มีอุปสรรคทางการเมืองอย่างมาก ไม่ใช่จากพรรคฝ่ายค้านหรือพวกอำมาตย์ แต่จากข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ, พ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก, เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม (ซึ่งควรยินดีเพิ่มสมรรถภาพของคนงาน หากไม่กระทบต่อกำไรของเขา) หรือแม้แต่เด็กนักเรียนนักศึกษาเองก็อาจไม่ยินดีกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นอย่างมากที่พรรคการเมืองเลือกทำในเรื่องนี้ ก็คือแจกแท็บเล็ต เพราะไม่ต้องทะเลาะกับใครเลย (นอกจากบริษัทขายแท็บเล็ต) และผมไม่คิดว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย (ทั้งในสมัยนี้และสมัยหน้า) จะริเริ่มทำอะไรอย่างเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไป 2 ล้านล้านบาทในครั้งนี้ก็คงจะดึงการลงทุนได้เพราะความสะดวกของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ใช่เพราะคุณภาพของคนไทย ผลิตภัณฑ์ที่ต้องผลิตขึ้นจากฐานความรู้ อาจไหลจากสิงคโปร์และมาเลเซียสู่ไทย, เวียดนาม, พม่า และจีนได้สะดวก แต่ตัวอุตสาหกรรมฐานความรู้จะไม่เคลื่อนเข้ามาตามทางรถไฟความเร็วสูง
คนไทยจะเป็นเจ้าของตู้ไก่ย่างตราดาวต่างๆ มากขึ้น เพราะมีคนที่มีเงินซื้อไก่ย่างกินมากขึ้น แต่ตู้ไก่ย่างจะไม่นำไปสู่รถยนต์ส่วนตัว หรือบ้านอันเป็นของตนเอง (หรือลูกเข้าจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ได้)
ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คนไทยอาจไม่ได้เป็นเจ้าของตู้ไก่ย่างเอง เป็นแต่เพียงพนักงานของบริษัทไก่ย่าง หรืออาจเป็น "ผู้ร่วมทุน" ของบริษัทที่มีฐานะไม่ต่างอะไรจากลูกจ้าง (เช่น อย่าคิดลดต้นทุนด้วยการหาซื้อไก่มาย่างเองเป็นอันขาด ต้องรับจากที่บริษัทนำมาส่งเท่านั้น)
ผมกำลังจะบอกว่า โครงสร้างพื้นฐานดีเยี่ยมที่กำลังจะสร้างขึ้นนี้ ไม่ทำให้การกระจุกรายได้และทรัพย์สินกับคนจำนวนน้อยในประเทศไทยเวลานี้เปลี่ยนแปลงไปในทางใด นอกจากยิ่งกระจุกมากขึ้น หรือที่กระจุกอยู่แล้วก็จะเป็นรายได้และทรัพย์สินก้อนใหญ่ขึ้น... ถ้าไม่ได้ทำอะไรนอกจากโครงสร้างพื้นฐาน
ถนนหนทางและทางรถไฟที่สะดวกสบาย ย่อมให้โอกาสหารายได้และทำกำไรแก่คนรวยมากกว่าคนจน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะคนรวยฉลาดกว่าหรือเก่งกว่า แต่เพราะเขามีฐานของทรัพย์สินที่สะสมเอาไว้อย่างไม่เป็นธรรมมากกว่าต่างหาก
ยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวคือที่ดิน แน่นอนว่าเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบายย่อมทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น โดยเฉพาะในชนบทใกล้เมือง (เช่นอยุธยา, นครปฐม, นครนายก เป็นต้น) ในขณะที่คนทั่วไปมีกำลังที่จะมีบ้านเป็นของตนเองมากขึ้น (แยกจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยว) ความต้องการที่ดินในชนบทก็สูงขึ้นเพราะตลาดขยายตัว
ที่ดินประมาณ 80-90% ในประเทศไทยกระจุกอยู่กับคนรวยไม่กี่ตระกูลอยู่แล้ว เขาได้กำไรหล่นทับ (windfall profit) ไปทันที จำนวนมหาศาลด้วย หลังจากทิ้งที่ดินให้หมาขี้มาหลายปี ยิ่งกว่านี้ เขาคือคนที่มีกำลังจะกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำกำไรระยะสั้นได้มากที่สุด ราคาที่ดินซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความใฝ่ฝันของคนไทยธรรมดาที่จะมีบ้านเป็นของตนเองห่างไกลขึ้นไปอีก แต่ความฝันนั้นก็ยังอยู่ใกล้ตัวเหมือนเดิม
รถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้หนักข้อขึ้น หากรถไฟไม่ได้มาพร้อมกันกับการปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่ เพื่อทำให้ที่ดินไม่มีทางจะเป็นสินค้าเก็งกำไรได้เลย
นี่ยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวคือที่ดิน ลองคิดดูเองเถิดครับว่า โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาเต็มที่แล้วนี้ สร้างความได้เปรียบแก่คนรวยในเรื่องอื่นอย่างไรบ้าง การได้เปรียบเสียเปรียบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเป็นธรรรมดา แต่ทำไมจึงเกิดแก่คนกลุ่มเดียว และเป็นความได้เปรียบที่มาจากความชอบธรรมของกฎเกณฑ์หรือไม่ นี่เป็นเรื่องสำคัญกว่า
ในปัจจุบัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งมีสูงมากในสังคมไทย ยังไม่เป็นปัญหาสังคมและการเมือง อย่างน้อยคนเสื้อแดงซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่สุดก็ตอบแบบสอบถามทัศนคติว่า พอรับได้ ในขณะที่คนเสื้อเหลืองตอบว่ารับไม่ได้ สักวันหนึ่งเมื่อคนเสื้อแดงมีความเห็นต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเหมือนคนเสื้อเหลือง ย่อมเป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองอย่างหนักแน่
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ ช่วยแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ประเทศต้องเผชิญในอนาคต แต่เท่านี้ไม่พอ ยังต้องปรับแก้อะไรที่พื้นฐานไม่น้อยกว่ากันหลายอย่าง เพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
ส่วนที่เหลือซึ่งต้องทำนั้นยากมากในทางการเมือง และหวังไม่ได้ว่าจะมีการริเริ่มทางการเมือง ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเลว ถึงแม้นักการเมืองที่มาจากอำนาจรัฐประหารก็ไม่มีทางริเริ่มสิ่งยากๆ ทางการเมืองเหมือนกัน
บางคนอาจคิดว่า ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักในช่วงนี้ ทำให้ไม่มีใครสามารถริเริ่มการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างได้ ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่าคือ ถึงไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง เราจัดโครงสร้างทางการเมืองไว้ในลักษณะที่การเมืองจะเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาได้หรือไม่ ผมคิดว่าไม่ได้
ทำให้ต้องนึกถึงรัฐธรรมนูญ ที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นสิ่งพึงทำในทางเทคนิคการเขียนกฎหมายเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาของบ้านเมืองอย่างถนัดชัดเจน แล้วคิดว่าจะจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างไร (ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ) จึงจะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้'ไปได้ด้วยกัน' ... ความหมายของ'ไปได้ด้วยกัน' คืออย่างเป็นประชาธิปไตย กล่าวคือทุกฝ่ายมีอำนาจต่อรองได้ใกล้เคียงกัน
แต่พรรครัฐบาลก็มุ่งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราไปแล้ว ทำให้คำถามในการร่างรัฐธรรมนูญหดตัวเหลือเพียงคำถามเดียวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ก็นับเป็นคำถามที่สำคัญควรถาม แต่ไม่พอ
เพราะคำถามนี้ต้องมาพร้อมกับคำถามสำคัญอีกอันหนึ่งด้วยคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และทางออกที่เป็นประชาธิปไตยของปัญหานั้นจะเป็นไปได้อย่างไร
.
2556-01-28
นิธิ: อนาคตของ“ม็อบ”และของ“ชาติ”
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: อนาคตของ“ม็อบ”และของ“ชาติ”
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:50:38 น.
www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1359343654
( ที่มา บทความกระแสทรรศน์ นสพ.มติชน รายวัน 28 ม.ค. 2556 )
จนถึงนาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่า การเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันรัฐบาลให้ไม่รับอำนาจของศาลโลก (ในกรณีที่กัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความคำตัดสิน) จะขยายตัวเป็นวิกฤตทางการเมือง
จริงอยู่ศาลโลกยังไม่มีคำวินิจฉัยใดๆ ออกมา จะรับตีความตามคำร้องของกัมพูชาหรือไม่ และถ้าตีความจะกระทบต่อข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้แน่ แต่ดูเหมือนคาดกันในเมืองไทยเสียแล้วว่า ศาลโลกจะตีความคำร้องไปในทางที่ทำให้ไทยต้องถอยออกมาจากพื้นที่พิพาท
เหตุใดจึงเกิดการคาดเดาเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาล โดยผ่านคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ที่ส่อไปในทางที่ระแคะระคายว่า การตีความจะไม่เป็นคุณแก่ไทย แต่จะถึงกับต้องถอยออกจากพื้นที่พิพาทหรือไม่ รมต.ไม่ได้กล่าวชัดนัก สรุปว่า "เจ๊งกับเจ๊า" คือถึงไม่ถอย ก็ตกอยู่ในสภาพเก่าคือ ยังต้องสงวนพื้นที่นั้นไว้เป็นพื้นที่พิพาทต่อไปเหมือนเดิม
แต่อีกส่วนหนึ่งที่คาดเดาอย่างนั้นก็เพราะการเมืองภายใน พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ในศาลโลก แต่ก็ไม่ได้แนะนำว่าควรต่อสู้ให้เต็มที่กว่าที่ได้เต็มที่อยู่แล้วเวลานี้อย่างไร เช่น จะให้เพิ่มผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศชาวต่างชาติขึ้นอีก ปลดคนที่จ้างไว้แล้วออก หาคนใหม่แทน หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่นอนก็คือ ประชาธิปัตย์ไม่ตกขบวนที่จะเก็บคะแนนเสียง อย่างที่ไม่เคยยอมตกขบวนตลอดมา
น่าสังเกตว่าประชาธิปัตย์ยังมีสติดีพอที่จะไม่เรียกร้องเท่ากับกลุ่ม "แนวร่วมหัวใจรักชาติ" (หนังสือพิมพ์ The Nation เรียกว่าเสื้อเหลืองเลย) คือให้ถอนตัวจากศาลโลก, คณะกรรมการมรดกโลก, หรือเรียกร้องให้ทหารยกกำลังไปตั้งแนวตามชายแดน อย่างน้อยประชาธิปัตย์ก็คงรู้ว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้ล้วนไม่น่าทำทั้งนั้น เพราะไม่เป็นประโยชน์อย่างใดต่อประเทศไทยเลย
แต่ที่น่าสนใจกว่าประชาธิปัตย์คือท่าทีของฝ่ายทหารต่อกรณีนี้
ผบ.สส.พูดว่า "...หน่วยงานด้านความมั่นคงก็รู้สึกกังวลว่า เรื่องนี้ (คือการเคลื่อนไหวของแนวร่วมฯ) จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ตามแนวชายแดน... ต่างคนต่างต้องสู้ในหนทางที่สันติ ถ้ารบกันมันง่าย แต่คนที่ได้รับความสูญเสียคือประชาชน แล้วจะทำอย่างไรตามแนวชายแดนก็ไม่สงบ" ส่วน ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่า "... (การเคลื่อนไหว) อย่าให้เกิดความรุนแรง อย่าให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย หรือให้ใครนำไปใช้ประโยชน์ โดยอย่านำไปเป็นคดีทางการเมือง... จะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ละเมิดกติกา... ถ้าหลีกเลี่ยงการรบกันได้ก็ดี..."
สรุปก็คือ "ขาใหญ่" ทางการเมืองยังลังเลที่จะใช้ประเด็นกัมพูชาเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง
ปชป.ยังรอดูท่าที ส่วนกองทัพนั้น เข้าใจว่ามีแผนรับมือไปในทางการทูตมากกว่าการทหาร ฉะนั้นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจึงเป็นการดำเนินการของแกนนำอย่างอิสระ หากจุดประเด็นนี้ได้ติด ก็จะมีมวลชนติดตามอีกมากและกลายเป็นอำนาจนอกระบบอีกอย่างหนึ่งไว้ต่อรองทางการเมืองได้ (เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตาม)
ท่าทีของ ปชป.และกองทัพในขณะนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากแกนนำสามารถดึงมวลชนเข้าร่วมได้จำนวนมหึมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอนาคต หลังจากที่ศาลโลกประกาศคำตัดสินการตีความแล้ว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำตัดสินเท่ากับขึ้นอยู่กับพลังมวลชนที่แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวจะสามารถระดมมาได้
หากแกนนำประสบความล้มเหลวที่จะดึงมวลชนจำนวนมหึมาออกมาหนุน แม้สมมุติให้การตีความของศาลโลก มีผลกระทบต่อเส้นเขตแดน กล่าวคือ ไทยต้องยอมสละพื้นที่พิพาทอย่างถาวร (ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ อย่างเลวที่สุดน่าจะเป็นให้การคุ้มครองชั่วคราวแก่กัมพูชา เพื่อจัดการปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก) ผมคิดว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ก็ไม่น่าจะปะทุเป็นการปะทะกันที่ชายแดน หรือถึงกับต่างเรียกทูตกลับ
ขาใหญ่ทางการเมืองทั้งไทยและกัมพูชาต่างเห็นร่วมกันว่า การพิพาทถึงขั้นใช้อาวุธและระงับความสัมพันธ์ล้วนทำให้ขาดทุนกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย
คำแถลงของนายกฯฮุน เซน ต่อเรื่องนี้ (น่าประหลาดที่สื่อกระแสหลักไม่รายงานเลย ผมได้ข้อมูลจากสำนักข่าวประชาไท) ชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาห่วงใยกับข้อพิพาททางทะเลมากกว่า และเร่งรัดรัฐบาลไทยให้เจรจาอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป (ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เองกลับใช้วิธีเจรจาลับที่ฮ่องกง และคุนหมิง) เพราะทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อน เช่น ขุดน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติได้ ไทยอาจใจเย็นในเรื่องนี้ได้ เพราะไทยได้สำรวจและขุดเจาะในอ่าวไทยไปมากแล้ว ในขณะที่กัมพูชายังไม่อาจนำทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้ได้เลย
หากไม่มีม็อบขนาดใหญ่ ฝ่ายไทยก็น่าจะรักษาท่าทีอย่างเดิมต่อไป นั่นคือ หาหนทางที่จะเจรจาต่อรองกันทางการทูต และไม่มีเหตุที่จะยกทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ไปตั้งประจันหน้าที่ชายแดน
และในบรรยากาศอย่างนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอีกเช่นกันที่ทางฝ่ายกัมพูชาจะเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน หรือปล่อยให้หน่วยทหารตามชายแดนยิงปืนใหญ่ผิดเป้าเข้ามาตกทางฝั่งไทย
และถ้าเป็นอย่างนั้น ไทยจะเสียดินแดนเกินหนึ่งตารางนิ้วหรือไม่
ผมอยากตอบว่าไม่ ดินแดนที่เป็นของไทยอย่างแน่นอน ด้วยการรับรองจากนานาชาติ จะไม่เสียไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่พื้นที่ตามชายแดนบางส่วน ซึ่งเป็นของไทยหรือไม่ก็ไม่แน่นั้น เราอาจต้องสละอธิปไตยออกไป หรือสูญเสียอำนาจในการกำกับควบคุมไป
พูดอย่างนี้ด้วยความรักชาติ แต่ไม่รักชาติในลักษณะเดียวกับม็อบพันธมิตร หรือ "แนวร่วมหัวใจรักชาติ"
คนเรามีวิธีรักชาติได้หลายวิธี
ต้องเข้าใจก่อนว่า เส้นเขตแดนของทุกประเทศในโลกนี้ไม่ได้เป็นสิ่งประทานจากพระเจ้า ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจเป็นความสัมพันธ์เชิงสงครามระหว่างสองรัฐหรือหลายรัฐ อาจเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากความยินยอมของประเทศ "ขาใหญ่" ในโลกนี้
เวียดนาม, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย หาได้มีเส้นเขตแดนอย่างปัจจุบันไม่เมื่อประกาศเอกราช หดหายไปบ้าง มีเพิ่มขึ้นบ้าง แม้แต่ในยุโรป เส้นเขตแดนของหลายประเทศในปัจจุบันก็ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งมีประเทศเกิดใหม่อีกหลายประเทศ อันเป็นเหตุให้ประเทศเก่ากว่าเช่นโซเวียตหดตัวลงไปหรือหายไปเลย
และด้วยเหตุดังนั้น เส้นเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศจึงไม่ชัดเจนไปทุกจุด ถ้าเราใช้วิธีรบเพื่อสถาปนาเส้นเขตแดนตามที่เราเห็นควรทั้งหมด ป่านนี้คงยังไม่ได้ทำอะไร นอกจากรบกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ วิธีที่เรากับเพื่อนบ้านใช้ตลอดมาก็คือ เจรจาตกลงกันโดยสันติ ในกรณีที่ตกลงกันได้ ก็วางหมุดลากเส้นกันให้ชัด เขาอาจยื่นเข้ามาในประเทศเราบ้าง เราอาจยื่นเข้าไปในประเทศของเขาบ้าง ฝ่ายละไม่กี่ ตร.กม.
กรณีที่ตกลงกันไม่ได้ ก็วางไว้ก่อนถือเป็นดินแดนที่ยังไม่มีเจ้าของแน่ชัด ในปัจจุบัน เรากับมาเลเซียก็มี No Man's Land แบบนี้อยู่บางส่วน
หรือมิฉะนั้นก็อาจเลิกเถียงกันเรื่องอธิปไตย แต่มาแบ่งผลประโยชน์กันบนดินแดนที่เป็นปัญหาดีกว่า อย่างที่เราทำกับมาเลเซียในทะเล และหวังว่าจะทำกับกัมพูชาบ้าง
มีเพียงกรณีเดียวที่ขัดแย้งกันเรื่องดินแดน แล้วต้องนำขึ้นสู่ศาลโลก นั่นคือ กรณีกัมพูชาสมัยที่เจ้าสีหนุเป็นผู้นำ ถ้ากลับไปพลิกประวัติศาสตร์ช่วงนั้นดู ก็จะพบด้วยความประหลาดใจว่า ไทยเองเป็นฝ่ายไม่ยอมเจรจา ทั้งภายใต้รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้กัมพูชาไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นศาลโลก มีคำอธิบายในสมัยหลังว่าเพราะรัฐบาลทั้งสองได้รับคำแนะนำผิดๆ ว่า การครอบครองปราสาทพระวิหารของไทยนั้นถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศแน่
ดังนั้น หากเราต้องสูญเสียอำนาจเหนือพื้นที่ชายแดนอันเป็นปัญหาบางส่วนที่ยังตกลงกันไม่ได้ เราไม่ได้สูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนนั้น เนื่องจากเรายังไม่มีอธิปไตยที่แท้จริงเหนือพื้นที่ตรงนั้น อย่างที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า อธิปไตยเหนือพื้นที่ชายแดนนั้น พระเจ้าไม่ได้ประทานลงมา แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการตีความของศาลโลก ผมยืนยันได้ว่า เราไม่ได้สูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนส่วนใดสักตารางนิ้วเดียว
ศาลโลกสำคัญอย่างไร อาจไม่สำคัญแก่เรามากนัก แต่เราสะบัดก้นออกมาไม่ได้ หรือเอาหูทวนลมกับคำวินิจฉัยก็ไม่ดี
ศาลโลกมีความสำคัญแก่ "ระเบียบของโลก" ที่เราไม่อาจสะบัดก้นหนีไปไหนได้ "ระเบียบของโลก" นี้ อาจสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ แต่เขาก็มีอำนาจที่จะบังคับให้ประเทศเล็กๆ อย่างเราต้องเคารพเชื่อฟัง "ระเบียบของโลก" ที่เขากำหนดขึ้น เช่น ข้อพิพาทระหว่างประเทศเล็กๆ ทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่เรื่องพรมแดน แต่อื่นๆ อีกจิปาถะย่อมมีเสมอ หากต้องให้มหาอำนาจแทรกเข้ามาทุกเรื่อง ก็เสี่ยงที่จะเกิดสงครามใหญ่ เพราะแต่ละมหาอำนาจก็คงแทรกเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันอาจขัดแย้งกับประโยชน์ของอีกมหาอำนาจหนึ่ง "ระเบียบของโลก" จึงต้องสร้างกลไกอันหนึ่งที่คอยระงับความขัดแย้งเช่นนี้ โดยมหาอำนาจไม่ต้องมาเกี่ยว ศาลโลกเป็นหนึ่งในกลไกประเภทนี้ อาจเป็นกลไกที่ไม่ได้เรื่องก็ได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่มีความสำคัญต่อ "ระเบียบของโลก"
การสะบัดก้นจากศาลโลก หรือทำหูทวนลม จึงเท่ากับเรากำลังบ่อนทำลาย "ระเบียบของโลก" ผมจึงไม่คิดว่าคนที่ได้ประโยชน์จาก "ระเบียบของโลก" จะปล่อยให้เราลอยนวล ไม่ถึงกับยกกำลังทหารมาบังคับเราหรอกครับ ไม่ถึงแม้แต่จะตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับเราด้วยซ้ำ แต่เครื่องมือในการสั่งสอนประเทศเล็กๆ นั้นมีมากกว่านั้นอีกมาก ซึ่งไม่ส่งผลดีแก่เราแน่ๆ
ชูกำปั้นขึ้น ตะโกนว่ารักชาติ หรือสร้างอนาคตที่ดีแก่ลูกหลานของเราในเงื่อนไขที่เป็นจริง อย่างไหนจะเป็นประโยชน์แก่ชาติกว่ากัน
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: อนาคตของ“ม็อบ”และของ“ชาติ”
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:50:38 น.
www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1359343654
( ที่มา บทความกระแสทรรศน์ นสพ.มติชน รายวัน 28 ม.ค. 2556 )
จนถึงนาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่า การเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันรัฐบาลให้ไม่รับอำนาจของศาลโลก (ในกรณีที่กัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความคำตัดสิน) จะขยายตัวเป็นวิกฤตทางการเมือง
จริงอยู่ศาลโลกยังไม่มีคำวินิจฉัยใดๆ ออกมา จะรับตีความตามคำร้องของกัมพูชาหรือไม่ และถ้าตีความจะกระทบต่อข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้แน่ แต่ดูเหมือนคาดกันในเมืองไทยเสียแล้วว่า ศาลโลกจะตีความคำร้องไปในทางที่ทำให้ไทยต้องถอยออกมาจากพื้นที่พิพาท
เหตุใดจึงเกิดการคาดเดาเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาล โดยผ่านคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ที่ส่อไปในทางที่ระแคะระคายว่า การตีความจะไม่เป็นคุณแก่ไทย แต่จะถึงกับต้องถอยออกจากพื้นที่พิพาทหรือไม่ รมต.ไม่ได้กล่าวชัดนัก สรุปว่า "เจ๊งกับเจ๊า" คือถึงไม่ถอย ก็ตกอยู่ในสภาพเก่าคือ ยังต้องสงวนพื้นที่นั้นไว้เป็นพื้นที่พิพาทต่อไปเหมือนเดิม
แต่อีกส่วนหนึ่งที่คาดเดาอย่างนั้นก็เพราะการเมืองภายใน พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ในศาลโลก แต่ก็ไม่ได้แนะนำว่าควรต่อสู้ให้เต็มที่กว่าที่ได้เต็มที่อยู่แล้วเวลานี้อย่างไร เช่น จะให้เพิ่มผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศชาวต่างชาติขึ้นอีก ปลดคนที่จ้างไว้แล้วออก หาคนใหม่แทน หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่นอนก็คือ ประชาธิปัตย์ไม่ตกขบวนที่จะเก็บคะแนนเสียง อย่างที่ไม่เคยยอมตกขบวนตลอดมา
น่าสังเกตว่าประชาธิปัตย์ยังมีสติดีพอที่จะไม่เรียกร้องเท่ากับกลุ่ม "แนวร่วมหัวใจรักชาติ" (หนังสือพิมพ์ The Nation เรียกว่าเสื้อเหลืองเลย) คือให้ถอนตัวจากศาลโลก, คณะกรรมการมรดกโลก, หรือเรียกร้องให้ทหารยกกำลังไปตั้งแนวตามชายแดน อย่างน้อยประชาธิปัตย์ก็คงรู้ว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้ล้วนไม่น่าทำทั้งนั้น เพราะไม่เป็นประโยชน์อย่างใดต่อประเทศไทยเลย
แต่ที่น่าสนใจกว่าประชาธิปัตย์คือท่าทีของฝ่ายทหารต่อกรณีนี้
ผบ.สส.พูดว่า "...หน่วยงานด้านความมั่นคงก็รู้สึกกังวลว่า เรื่องนี้ (คือการเคลื่อนไหวของแนวร่วมฯ) จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ตามแนวชายแดน... ต่างคนต่างต้องสู้ในหนทางที่สันติ ถ้ารบกันมันง่าย แต่คนที่ได้รับความสูญเสียคือประชาชน แล้วจะทำอย่างไรตามแนวชายแดนก็ไม่สงบ" ส่วน ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่า "... (การเคลื่อนไหว) อย่าให้เกิดความรุนแรง อย่าให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย หรือให้ใครนำไปใช้ประโยชน์ โดยอย่านำไปเป็นคดีทางการเมือง... จะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ละเมิดกติกา... ถ้าหลีกเลี่ยงการรบกันได้ก็ดี..."
สรุปก็คือ "ขาใหญ่" ทางการเมืองยังลังเลที่จะใช้ประเด็นกัมพูชาเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง
ปชป.ยังรอดูท่าที ส่วนกองทัพนั้น เข้าใจว่ามีแผนรับมือไปในทางการทูตมากกว่าการทหาร ฉะนั้นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจึงเป็นการดำเนินการของแกนนำอย่างอิสระ หากจุดประเด็นนี้ได้ติด ก็จะมีมวลชนติดตามอีกมากและกลายเป็นอำนาจนอกระบบอีกอย่างหนึ่งไว้ต่อรองทางการเมืองได้ (เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตาม)
ท่าทีของ ปชป.และกองทัพในขณะนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากแกนนำสามารถดึงมวลชนเข้าร่วมได้จำนวนมหึมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอนาคต หลังจากที่ศาลโลกประกาศคำตัดสินการตีความแล้ว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำตัดสินเท่ากับขึ้นอยู่กับพลังมวลชนที่แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวจะสามารถระดมมาได้
หากแกนนำประสบความล้มเหลวที่จะดึงมวลชนจำนวนมหึมาออกมาหนุน แม้สมมุติให้การตีความของศาลโลก มีผลกระทบต่อเส้นเขตแดน กล่าวคือ ไทยต้องยอมสละพื้นที่พิพาทอย่างถาวร (ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ อย่างเลวที่สุดน่าจะเป็นให้การคุ้มครองชั่วคราวแก่กัมพูชา เพื่อจัดการปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก) ผมคิดว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ก็ไม่น่าจะปะทุเป็นการปะทะกันที่ชายแดน หรือถึงกับต่างเรียกทูตกลับ
ขาใหญ่ทางการเมืองทั้งไทยและกัมพูชาต่างเห็นร่วมกันว่า การพิพาทถึงขั้นใช้อาวุธและระงับความสัมพันธ์ล้วนทำให้ขาดทุนกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย
คำแถลงของนายกฯฮุน เซน ต่อเรื่องนี้ (น่าประหลาดที่สื่อกระแสหลักไม่รายงานเลย ผมได้ข้อมูลจากสำนักข่าวประชาไท) ชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาห่วงใยกับข้อพิพาททางทะเลมากกว่า และเร่งรัดรัฐบาลไทยให้เจรจาอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป (ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เองกลับใช้วิธีเจรจาลับที่ฮ่องกง และคุนหมิง) เพราะทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อน เช่น ขุดน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติได้ ไทยอาจใจเย็นในเรื่องนี้ได้ เพราะไทยได้สำรวจและขุดเจาะในอ่าวไทยไปมากแล้ว ในขณะที่กัมพูชายังไม่อาจนำทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้ได้เลย
หากไม่มีม็อบขนาดใหญ่ ฝ่ายไทยก็น่าจะรักษาท่าทีอย่างเดิมต่อไป นั่นคือ หาหนทางที่จะเจรจาต่อรองกันทางการทูต และไม่มีเหตุที่จะยกทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ไปตั้งประจันหน้าที่ชายแดน
และในบรรยากาศอย่างนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอีกเช่นกันที่ทางฝ่ายกัมพูชาจะเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน หรือปล่อยให้หน่วยทหารตามชายแดนยิงปืนใหญ่ผิดเป้าเข้ามาตกทางฝั่งไทย
และถ้าเป็นอย่างนั้น ไทยจะเสียดินแดนเกินหนึ่งตารางนิ้วหรือไม่
ผมอยากตอบว่าไม่ ดินแดนที่เป็นของไทยอย่างแน่นอน ด้วยการรับรองจากนานาชาติ จะไม่เสียไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่พื้นที่ตามชายแดนบางส่วน ซึ่งเป็นของไทยหรือไม่ก็ไม่แน่นั้น เราอาจต้องสละอธิปไตยออกไป หรือสูญเสียอำนาจในการกำกับควบคุมไป
พูดอย่างนี้ด้วยความรักชาติ แต่ไม่รักชาติในลักษณะเดียวกับม็อบพันธมิตร หรือ "แนวร่วมหัวใจรักชาติ"
คนเรามีวิธีรักชาติได้หลายวิธี
ต้องเข้าใจก่อนว่า เส้นเขตแดนของทุกประเทศในโลกนี้ไม่ได้เป็นสิ่งประทานจากพระเจ้า ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจเป็นความสัมพันธ์เชิงสงครามระหว่างสองรัฐหรือหลายรัฐ อาจเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากความยินยอมของประเทศ "ขาใหญ่" ในโลกนี้
เวียดนาม, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย หาได้มีเส้นเขตแดนอย่างปัจจุบันไม่เมื่อประกาศเอกราช หดหายไปบ้าง มีเพิ่มขึ้นบ้าง แม้แต่ในยุโรป เส้นเขตแดนของหลายประเทศในปัจจุบันก็ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งมีประเทศเกิดใหม่อีกหลายประเทศ อันเป็นเหตุให้ประเทศเก่ากว่าเช่นโซเวียตหดตัวลงไปหรือหายไปเลย
และด้วยเหตุดังนั้น เส้นเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศจึงไม่ชัดเจนไปทุกจุด ถ้าเราใช้วิธีรบเพื่อสถาปนาเส้นเขตแดนตามที่เราเห็นควรทั้งหมด ป่านนี้คงยังไม่ได้ทำอะไร นอกจากรบกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ วิธีที่เรากับเพื่อนบ้านใช้ตลอดมาก็คือ เจรจาตกลงกันโดยสันติ ในกรณีที่ตกลงกันได้ ก็วางหมุดลากเส้นกันให้ชัด เขาอาจยื่นเข้ามาในประเทศเราบ้าง เราอาจยื่นเข้าไปในประเทศของเขาบ้าง ฝ่ายละไม่กี่ ตร.กม.
กรณีที่ตกลงกันไม่ได้ ก็วางไว้ก่อนถือเป็นดินแดนที่ยังไม่มีเจ้าของแน่ชัด ในปัจจุบัน เรากับมาเลเซียก็มี No Man's Land แบบนี้อยู่บางส่วน
หรือมิฉะนั้นก็อาจเลิกเถียงกันเรื่องอธิปไตย แต่มาแบ่งผลประโยชน์กันบนดินแดนที่เป็นปัญหาดีกว่า อย่างที่เราทำกับมาเลเซียในทะเล และหวังว่าจะทำกับกัมพูชาบ้าง
มีเพียงกรณีเดียวที่ขัดแย้งกันเรื่องดินแดน แล้วต้องนำขึ้นสู่ศาลโลก นั่นคือ กรณีกัมพูชาสมัยที่เจ้าสีหนุเป็นผู้นำ ถ้ากลับไปพลิกประวัติศาสตร์ช่วงนั้นดู ก็จะพบด้วยความประหลาดใจว่า ไทยเองเป็นฝ่ายไม่ยอมเจรจา ทั้งภายใต้รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้กัมพูชาไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นศาลโลก มีคำอธิบายในสมัยหลังว่าเพราะรัฐบาลทั้งสองได้รับคำแนะนำผิดๆ ว่า การครอบครองปราสาทพระวิหารของไทยนั้นถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศแน่
ดังนั้น หากเราต้องสูญเสียอำนาจเหนือพื้นที่ชายแดนอันเป็นปัญหาบางส่วนที่ยังตกลงกันไม่ได้ เราไม่ได้สูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนนั้น เนื่องจากเรายังไม่มีอธิปไตยที่แท้จริงเหนือพื้นที่ตรงนั้น อย่างที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า อธิปไตยเหนือพื้นที่ชายแดนนั้น พระเจ้าไม่ได้ประทานลงมา แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการตีความของศาลโลก ผมยืนยันได้ว่า เราไม่ได้สูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนส่วนใดสักตารางนิ้วเดียว
ศาลโลกสำคัญอย่างไร อาจไม่สำคัญแก่เรามากนัก แต่เราสะบัดก้นออกมาไม่ได้ หรือเอาหูทวนลมกับคำวินิจฉัยก็ไม่ดี
ศาลโลกมีความสำคัญแก่ "ระเบียบของโลก" ที่เราไม่อาจสะบัดก้นหนีไปไหนได้ "ระเบียบของโลก" นี้ อาจสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ แต่เขาก็มีอำนาจที่จะบังคับให้ประเทศเล็กๆ อย่างเราต้องเคารพเชื่อฟัง "ระเบียบของโลก" ที่เขากำหนดขึ้น เช่น ข้อพิพาทระหว่างประเทศเล็กๆ ทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่เรื่องพรมแดน แต่อื่นๆ อีกจิปาถะย่อมมีเสมอ หากต้องให้มหาอำนาจแทรกเข้ามาทุกเรื่อง ก็เสี่ยงที่จะเกิดสงครามใหญ่ เพราะแต่ละมหาอำนาจก็คงแทรกเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันอาจขัดแย้งกับประโยชน์ของอีกมหาอำนาจหนึ่ง "ระเบียบของโลก" จึงต้องสร้างกลไกอันหนึ่งที่คอยระงับความขัดแย้งเช่นนี้ โดยมหาอำนาจไม่ต้องมาเกี่ยว ศาลโลกเป็นหนึ่งในกลไกประเภทนี้ อาจเป็นกลไกที่ไม่ได้เรื่องก็ได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่มีความสำคัญต่อ "ระเบียบของโลก"
การสะบัดก้นจากศาลโลก หรือทำหูทวนลม จึงเท่ากับเรากำลังบ่อนทำลาย "ระเบียบของโลก" ผมจึงไม่คิดว่าคนที่ได้ประโยชน์จาก "ระเบียบของโลก" จะปล่อยให้เราลอยนวล ไม่ถึงกับยกกำลังทหารมาบังคับเราหรอกครับ ไม่ถึงแม้แต่จะตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับเราด้วยซ้ำ แต่เครื่องมือในการสั่งสอนประเทศเล็กๆ นั้นมีมากกว่านั้นอีกมาก ซึ่งไม่ส่งผลดีแก่เราแน่ๆ
ชูกำปั้นขึ้น ตะโกนว่ารักชาติ หรือสร้างอนาคตที่ดีแก่ลูกหลานของเราในเงื่อนไขที่เป็นจริง อย่างไหนจะเป็นประโยชน์แก่ชาติกว่ากัน
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









