http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิทธิมนุษยชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิทธิมนุษยชน แสดงบทความทั้งหมด

2557-08-21

ขัอสังเกตคดี112หลัง รปห. โดย สมัคร รักธรรม

.

ขัอสังเกตคดี 112 หลังรัฐประหาร
โดย สมัคร รักธรรม
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/08/55158
. . Thu, 2014-08-21 12:39

ภาพและเพลงจากเวบบอร์ด

www.youtube.com/watch?v=43AfTOYmuy8
บทเพลงของสามัญชน - Cover ประกาย+ไฟเย็น (เฉพาะกิจ)


ประชาไท รายงานเมื่อ 20 สค. 57 ว่า หลังการรัฐประหารมีผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งหมด 15 คน อันที่จริง ยังมีผู้หลบหนีไม่รายงานตัวอีกจำนวนหนึ่ง ถ้ายึดตามรายงานของไทยรัฐ วันที่ 25 กค. 57 มีจำนวน 55 คน  ในจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เคยถูกดำเนินคดี 112 มาก่อนแล้วแต่ได้รับการอภัยโทษแล้วหรือไม่ก็คดีสิ้นสุดแล้ว อีกส่วนหนึ่งคาดว่าอาจจะถูกดำเนินคดี 112 หากคนเหล่านี้มารายงานตัว ก็อาจจะทำให้จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอีก


การดำเนินคดี 112 ในขณะนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาของกฎหมายข้อนี้ที่คาราคาซังมาเนิ่นนานอยู่แล้วหลายประการด้วยกัน ดังนี้


หนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้รับการประกันตัว มีเพียงผู้มีชื่อเสียง 2 คนจาก 15 คน (ตามรายงานของประชาไท) เท่านั้นที่ได้รับการประกันตัว ทั้งนี้อาจเพราะเพื่อลดความกดดัน หากแต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีอาชีพที่ไม่มั่นคง จึงแทบไม่เป็นข่าว ไม่มีใครรับรู้ และไม่มีหลักประกันอย่างเป็นทางการ เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นเกษตรกร นี่สะท้อนความยุติธรรมที่วางอยู่บนความเหลื่อมล้ำของสังคม


สอง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ถูกตีตราว่าเป็นคนผิด ก่อนที่จะมีการดำเนินคดี ข้อนี้เห็นได้ชัดจากกรณีของผู้ต้องหารายล่าสุด ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวเนื่องจาก "การกระทำความผิดของผู้ต้องหากับพวก..." ซึ่งเป็นเสมือนการตัดสินไปก่อนแล้วว่าผู้ต้องหา "กระทำความผิด" ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินคดี นี่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ให้ความยุติธรรมกับผู้ต้องหาก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


สาม มีแนวโน้มที่การดำเนินคดีจะไม่โปร่งใส และอาจจะไม่ได้รับความยุติธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการประกาศใช้ศาลทหาร และผู้ถูกดำเนินคดีบางรายถูกดำเนินคดีโดยศาลทหาร ข้อนี้ยิ่งทำให้ผู้ถูกเรียกตัวจำนวนมากลังเลที่จะเข้ารายงานตัว


สี่ ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินคดีที่ผ่านมา และในกรณีหลังการรัฐประหาร แนวโน้มนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นว่าผู้ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด ล้วนเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน หรือเป็นฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจของคณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารจึงใช้คดี 112 เพื่อหวังผลสืบเนื่องจากการดำเนินคดี กล่าวคือเพื่อลดการต่อต้านคณะรัฐประหาร ด้วยการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี 112



หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดี 112 ก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางการเมืองที่คนกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นหนึ่ง ใช้อย่างลำเอียงต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง อีกชนชั้นหนึ่ง ตลอดจนสะท้อนปัญหาความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำของสังคม ปัญหาการกระบวนการยุติธรรมและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ และเหนืออื่นใดคือ ปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่ต่อไป


























































































.

2557-08-18

การเมืองของคอร์รัปชั่น โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : การเมืองของคอร์รัปชั่น
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408341608 
. . วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:55:10 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 18 สิงหาคม 2557 )


คอร์รัปชั่นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง แต่พูดอย่างนี้ทำให้งงและชวนให้แย้งโดยไม่ทันอ่าน จึงขอพูดใหม่ด้วยความหมายเดิมว่า คอร์รัปชั่นคือความสัมพันธ์ทางสังคมชนิดหนึ่ง

คนเรารู้จักสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อแสวงหาโภคทรัพย์, เกียรติยศ, อำนาจ และการยอมรับมาตั้งแต่สมัยหิน
ในปัจจุบัน เราอาจพูดว่าการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์นั้น พึงทำได้ก็ต่อเมื่อไม่นำเอาทรัพยากรสาธารณะไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่า ความคิดที่ว่า มีทรัพยากรที่เป็นสาธารณะและที่เป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาดนั้น เป็นความคิดสมัยใหม่ เพิ่งเกิดขึ้นในโลกไม่นานมานี้เอง ก่อนหน้านี้ขึ้นไป ไม่มีเส้นแบ่งที่ตายตัวและชัดเจนนัก

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คอร์รัปชั่นตามความหมายที่ใช้ในปัจจุบัน เกิดขึ้นได้ก็เพราะเหตุสองอย่าง หนึ่งคือต้องยอมรับกันทั่วไป ว่ามีทรัพยากรที่เป็นสาธารณะและทรัพยากรที่เป็นส่วนตัว ซึ่งปะปนกันไม่ได้ และสอง ความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ถูกต้องมีอยู่อย่างเดียว คือต้องตั้งอยู่บนฐานของหลักเหตุผลและกฎหมาย (rational and legal)


คอร์รัปชั่นได้รับความสนใจในสังคมไทยมาหลายปีแล้ว กลายเป็นข้อถกเถียงหลักอันหนึ่งระหว่างประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยที่ห้ามเลือกตั้ง หลังรัฐประหาร คอร์รัปชั่นยังเป็นประเด็นหลักอีกอันหนึ่งของสภาปฏิรูป
ประเทศไทยใหม่ที่ คสช.อ้างว่าจะสร้างขึ้น จะมีประชาธิปไตยหรือไม่ มีความสำคัญน้อยกว่าว่ามีคอร์รัปชั่นหรือไม่ ต้องไม่มีคอร์รัปชั่นเสียก่อน ถึงจะมีประชาธิปไตยได้


ผมคิดว่า นักต่อสู้คอร์รัปชั่นในประเทศไทย มีแนวโน้มที่จะมองคอร์รัปชั่นในเชิงศีลธรรมเพียงมิติเดียว จึงมักพบทางตันคือหาทางออกไม่เจอ นอกจากเปลี่ยนบุคลิกภาพของผู้คนทั้งหมด ซึ่งทำในความเป็นจริงไม่ได้ หรือชี้นิ้วประณามคนอื่น ครั้นตัวเองล้มเหลวก็มักหาทางรอนสิทธิคนอื่น เพราะเกรงว่าเขาจะคอร์รัปชั่น หรือสนับสนุนคอร์รัปชั่น
ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปราบคอร์รัปชั่นมากพอจะบอกได้ว่า มุมมองอย่างนี้เสียเปล่า เพราะจะไม่แก้ปัญหาอะไร จนไม่นานมานี้เพิ่งได้อ่านงานศึกษาของคุณ Marc Saxer เรื่อง Fighting corruption in transformation societies จึงออกประทับใจ ขอนำเอาบางส่วนบางตอนของเขามาเล่าในที่นี้ด้วยภาษาของผมเอง จึงอาจผิดพลาดจากที่คุณ Saxer ตั้งใจ เขาจึงไม่ควรรับผิดชอบอะไรกับบทความนี้


คอร์รัปชั่นเป็นสัญญาณของความเหลื่อมล้ำอย่างมากของสังคม ผมไม่ได้หมายความว่าคนจนจำนวนมากไม่มีกินจึงต้องโกง เพราะความจริงแล้วคนจนแทบไม่มีโอกาสโกงเลย ได้แต่เพียงพอใจจะรับประโยชน์โภชผลที่คนโกงมอบให้
คำถามก็คือคนโกงซึ่งไม่จนโกงทำไม คำตอบคงมีหลายอย่าง (รวมทั้งมิติทางศีลธรรมด้วย) แต่หนึ่งในหลายอย่างคือการแข่งขันกันแสวงหาอำนาจในสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมาย การแข่งขันจึงอยู่ที่การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งระดับบนขึ้นไปและต่ำลงมาอย่างกว้างขวาง เพื่อใช้ต่อรองในการแสวงหาอำนาจ, ผลประโยชน์และเกียรติยศ

อำนาจที่แสวงหาไม่ได้หมายความถึงตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ศึกษาฯ จังหวัดช่วยฝากลูกญาติ, เพื่อน, ลูกน้อง ให้เข้าโรงเรียน ก็เป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็นการผดุงสถานะของตนในเครือข่ายด้วย เช่นเดียวกับนายตำรวจไปเอาใบขับขี่ที่ถูกยึดจากสถานีให้เพื่อนหรือเพื่อนของนายผู้อุปถัมภ์

นี่คือเหตุผลที่ "เจ้าพ่อ" มักได้รับความนิยมนับถือจากประชาชนในเขตอิทธิพลของตนอย่างสูง


ในแง่นี้คอร์รัปชั่นคือการกระจายทรัพยากรอย่างหนึ่ง เรียกในทางมานุษยวิทยาว่าaccumulativeredistributionคือรวบรวมทรัพย์ส่วนรวมไปกระจายแก่คนในเครือข่ายของตน ดังนั้น ในสังคมที่ขาดการยึดหลักเหตุผลและกฎหมาย เช่นสังคมสืบสถานะ (patrimonial society)ดังสังคมไทย คอร์รัปชั่นจึงเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่ระบบเศรษฐกิจ, การเมืองและสังคมของสังคมนั้นๆ ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่จะสอนกันในโรงเรียนนั้น หากไม่คิดจะโกหกเด็ก ก็ต้องบอกว่ายั่งยืนอยู่มาได้ภายใต้โครงสร้างของรัฐสืบสถานะ (รัฐราชสมบัติ) ก็เพราะการคอร์รัปชั่นนี่แหละ

แต่นี่พูดถึงคอร์รัปชั่นในความหมายปัจจุบัน โบราณท่านไม่ได้คิดว่าเป็นการคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (ก็ไม่ได้จ่ายเงินเดือนข้าราชการ) แต่อย่าทำให้เกินไปจนกลายเป็นอีกอำนาจหนึ่งที่แข่งขันกับพระราชอำนาจได้เท่านั้น

เมื่อเศรษฐกิจจำเริญขึ้นในรัฐสืบสถานะ การกระทำเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นคอร์รัปชั่น แม้กระนั้นมันก็ยังทำหน้าที่ของมันอยู่ส่วนหนึ่งคือเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่การประกอบการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่เมื่อ 4-50 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยต้องการบริการของธนาคารเพิ่มขึ้น จะตั้งธนาคารหรือขยายกิจการได้อย่างราบรื่นอย่างไร ก็ไปเชิญเผด็จการทหารมาเป็นประธานกรรมการของธนาคารสิครับ ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นดี เกือบทุกธนาคารใหญ่ๆ ในเมืองไทยโตมาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะอาศัย "เส้น" ทั้งนั้นแหละ บริษัทร้านค้าขนาดใหญ่ก็เหมือนกัน เพราะในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตและซับซ้อนขึ้น การเมืองไทยก็ยังเป็นการเมืองของรัฐสืบสถานะอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ขยับไปสู่รัฐที่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมายสักที

แต่การเมืองของรัฐสืบสถานะตั้งอยู่อย่างราบรื่นในรัฐที่เศรษฐกิจกลายเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ใหญ่โตซับซ้อนไม่ได้
ความไม่ราบรื่นทางการเมืองต่างๆในเมืองไทยที่เราได้เห็นมาเป็นสิบปีนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสังคมและรัฐไทยเปลี่ยนไม่ผ่านจากรัฐและสังคมสืบสถานะมาเป็นรัฐและสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมาย



ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบเช่นนี้แหละที่คอร์รัปชั่นระบาดมากขึ้นส่วนหนึ่งจะมากน้อยแค่ไหนผมไม่ทราบ ก็คือการกระทำที่ครั้งหนึ่งไม่ถือว่าเป็นคอร์รัปชั่นกลับถูกมองว่าเป็นคอร์รัปชั่นไป เพราะสังคมกำลังขยับปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อเร็วๆ นี้ผมยังได้ยินคนบ่นว่า การจอดรถที่ขอบขาวแดงเป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง (ซึ่งในทรรศนะของผมไม่ใช่ เป็นแค่การละเมิดกฎหมายธรรมดาๆ)
อีกส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันของธนาคารโลกและฉันทานุมัติวอชิงตันซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ของลัทธิเสรีนิยมใหม่คือกันรัฐออกไปจากตลาด เพราะเชื่อว่าตลาดสามารถดูแลจัดการตัวเองได้ดีกว่ารัฐ   คอร์รัปชั่นในรัฐสมัยใหม่เกิดอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ การขจัดคอร์รัปชั่นของธนาคารโลกจะเน้นด้านวิธีการ ซึ่งก็คือขจัดอำนาจรัฐออกไปให้มากที่สุด (นักต่อต้านคอร์รัปชั่นในเมืองไทยสมาทานความเห็นของธนาคารโลกเข้าไปเต็มเปา เพราะตัวสมาทานลัทธิเสรีนิยมใหม่อยู่แล้ว หรือเพราะไร้เดียงสา ก็ไม่ทราบได้)


แต่ส่วนสำคัญที่สุดนั้น มาจากคอร์รัปชั่นยังทำงานเป็นน้ำมันหล่อลื่นของระบบเศรษฐกิจและสังคมนั่นเอง
กล่าวคือ เมื่อเครื่องกลทางเศรษฐกิจใหญ่โตซับซ้อนขึ้น แต่ไม่มีหลักเหตุผลและกฎหมายกำกับ การเสียดทานย่อมมากขึ้น และต้องอาศัยน้ำมันหล่อลื่นมากขึ้น ผมอยากขายจีที 200 ซึ่งไม่ทำงานให้กองทัพได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่น จะขายเครื่องตรวจอาวุธที่สนามบินใหม่ได้อย่างไรท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขนาดนั้น นอกจากใช้น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันนั้นก็หล่อลื่นเศรษฐกิจจริงเสียด้วย เช่น นายทหารที่รวยจากการโกงก็ไปสร้างคฤหาสน์อยู่ เกิดการจ้างงานในการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง พ่อค้าที่รวยจากการโกง ก็เอาทุนไปหาโครงการใหม่เพื่อขายราชการอีก ต้องจ้างงานคนไปสร้างโครงการปลอมๆ ขึ้น

ผมพูดเรื่องนี้เพื่อให้เห็นว่า คอร์รัปชั่นนั้นมันมีงานของมันต้องทำ ในสภาวะสังคมแบบไม่ยอมเปลี่ยนผ่านนี้แหละ



อย่างไรก็ตามแม้ว่าคอร์รัปชั่นยังเป็นน้ำมันหล่อลื่น แต่ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้คอร์รัปชั่นกลับขัดขวางประชาธิปไตยและความโปร่งใสของการบริหาร คอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ทั้งหลายต้องมีคนใหญ่คนโตในวงการเมืองหรือราชการเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ จะเกี่ยวเพราะโลภหรือโง่ก็ตาม แต่ในรัฐประชาธิปไตยก่อนที่ความโลภและความโง่จะทำงานได้ผล ก็จะมีคนตรวจสอบและโวยวายขึ้นจนกระทั่งคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นไม่ได้ พ่อค้าที่ฉลาดกว่า ก็จะเสนอขายกระบวนการ, บริการ หรือเครื่องมืออะไรก็ตาม ที่สามารถตรวจจับอาวุธตามด่านตรวจในภาคใต้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทหารตำรวจไม่ต้องมาเสียชีวิตหรือบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น พ่อค้าฉลาดก็รวยขึ้น และทำโครงการอะไรอื่นขายได้ใหญ่ขึ้น จ้างงานคนมากขึ้นและประเทศไทยก็รวยขึ้น ทำรัฐสวัสดิการได้โดยมีเสียงค้านน้อยลง

คอร์รัปชั่นนั้น โดยตัวของมันเองก็เป็นการเมือง โดยเฉพาะในสังคมที่เปลี่ยนไม่ผ่านอย่างไทย เพราะสามารถใช้ในการสร้างเครือข่ายการเมืองของตนเอง และทำลายเครือข่ายการเมืองของฝ่ายตรงข้ามได้ สภาวะเช่นนี้เห็นได้ชัดในปัจจุบัน เพราะผมไม่เคยได้ยินใครพูดถึงคอร์รัปชั่นของคนอื่น นอกจากฝ่ายทักษิณ ประหนึ่งว่าหากไม่มีทักษิณแล้วก็ไม่มีคอร์รัปชั่นเหลือในเมืองไทยอีกเลย ความไม่เที่ยงตรงของหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกระบบตุลาการ คือแรงหนุนสำคัญที่คอร์รัปชั่นต้องการ เพราะคอร์รัปชั่นดำรงอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนไม่ผ่านได้ ก็เพราะคนโกงย่อมวางใจกับเครือข่าย (สร้างขึ้นหรือซื้อมา) มากกว่าหลักแห่งเหตุผลและกฎหมาย

และดังที่เห็นๆ กันอยู่ คอร์รัปชั่นยังถูกใช้เป็นเหตุผลให้ยกเลิกกระบวนการประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตขึ้น


การปราบคอร์รัปชั่นที่ได้ผลจึงไม่ได้อยู่ที่วิธีการเพียงอย่างเดียว(เปิดเผยข้อมูล,ตั้งองค์กรตรวจสอบ,แจ้งทรัพย์สิน,เพิ่มกฎหมายและเพิ่มโทษ ฯลฯ) เท่านั้น สภาพแวดล้อมที่คอร์รัปชั่นต้องการที่สุดคือการเมืองของรัฐสืบสถานะ ดังนั้นเราจึงไม่อาจต่อต้านคอร์รัปชั่นในรัฐชนิดนี้ได้ จำเป็นต้องช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ที่ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผลและกฎหมายให้สำเร็จ ในรัฐที่ทุกคนในฐานะปัจเจกย่อมเท่าเทียมกันที่จะได้โอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองไปสู่จุดสูงสุด โดยไม่ต้องอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์

รัฐประชาธิปไตยเป็นระบบความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ปัจเจกบุคคลทุกคนสัมพันธ์กันและสัมพันธ์กับรัฐโดยผ่านหลักเหตุผลและกฎหมาย
คอร์รัปชั่นเกลียดกลัวรัฐแบบนี้ ถึงจะมีการทุจริตคดโกงในรัฐแบบนี้ ก็เกิดขึ้นเป็นกรณีไป ไม่ใช่แฝงอยู่ในระบบการเมืองอย่างแยกไม่ออกเช่นรัฐสืบสถานะ ความพยายามจะปราบคอร์รัปชั่นภายใต้ระบอบเผด็จการจึงเป็นเรื่องเหลวใหล อย่างมากก็ทำได้แต่การสร้างวิธีการที่สลับซับซ้อนขึ้น อย่างที่ธนาคารโลกและฉันทานุมัติวอชิงตันให้แบบอย่างเอาไว้ แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าคอร์รัปชั่นเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่ขาดไม่ได้ในฟันเฟืองของระบบรัฐสืบสถานะ อย่างไรเสียมันย่อมต้องซึมผ่านวิธีการเหล่านั้นไปจนได้

หากรังเกียจคอร์รัปชั่นอย่างจริงใจต้องร่วมมือกันนำประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐประชาธิปไตยให้ได้เท่านั้น



.

2557-08-11

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย 2557 โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย 2557
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1407738818
. . วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 13:50:10 น.
( ที่มา: คอลัมน์ กระแสทรรศน์ นสพ.มติชนรายวัน 11 ส.ค. 2557 )


รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้ไม่นานมานี้ ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างชื่นชมจากใคร แม้แต่พวกสลิ่มและ กปปส.ก็เพียงแต่สงบปากสงบคำเท่านั้น ไม่ถึงกับออกมายกย่องเชิดชู
อย่างไรก็ตามเสียงวิจารณ์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ (ทั้งตรงไปตรงมาและระหว่างบรรทัด) ล้วนใช้มาตรฐาน "ฝรั่ง" ในการตัดสินทั้งสิ้น เช่น ความเป็นประชาธิปไตยบ้าง สิทธิมนุษยชนบ้าง ซึ่งล้วนจริงและถูกต้องทั้งสิ้น แต่บรรทัดฐานเหล่านั้นอาจไม่ได้มีความสำคัญในวัฒนธรรมไทยเท่าฝรั่งก็ได้ ผมจึงอยากประเมินรัฐธรรมนูญฉบับนี้จากมาตรฐานของวัฒนธรรมไทย (ตามความเข้าใจของผมเอง) บ้างว่า จะถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สวยงามหรือขี้ริ้ว

ในปี 2534 ระหว่างที่ รสช.ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตฝ่ายเขาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ผมได้เขียนเรื่อง "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" ลงในวารสารศิลปวัฒนธรรมมาในระยะไม่กี่ปีมานี้ ผมถูกถามเสมอว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมได้เปลี่ยนไปบ้างแล้วหรือไม่อย่างไร แล้วผมก็ตอบไม่ได้ เพราะลืมไปว่าเขียนอะไรลงไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้วและไม่ได้คิดเรื่องนี้อีกเลย จึงต้องนำบทความนั้นกลับมาอ่านใหม่ และได้เห็นคำตอบลางๆ บางอย่างซึ่งจะพูดถึงข้างหน้านี้


อำนาจในวัฒนธรรมเก่าของไทยนั้นแบ่งแยกมิได้เพราะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้แต่อำนาจของพระเจ้าก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอำนาจของกษัตริย์ เพราะกษัตริย์คืออวตารของพระเจ้า ดังนั้นความคิดว่าอำนาจอธิปไตยอาจแบ่งออกได้เป็นสามด้าน คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ คอยถ่วงดุลกันและกัน จึงเป็นความคิดของฝรั่งโดยแท้

แม้ว่าอำนาจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่คนไทยสมัยก่อนก็หาได้วางใจต่ออำนาจไม่ เพราะอำนาจที่เขารู้จักคือถูกเก็บส่วยหรือถูกเกณฑ์ทัพซึ่งเป็นความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ผู้คนในวิถีชีวิตชาวนา เขาจึงมีความคิดเกี่ยวกับการถ่วงดุลอำนาจของ "อำนาจ" อยู่เหมือนกัน วิธีทำแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง
หนึ่งคือสถาปนาอำนาจใหม่ขึ้นมากำกับควบคุมอำนาจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวนี้ ที่สำคัญสุดคือพระพุทธศาสนา ซึ่งวางมาตรฐานบางอย่างที่ควบคุมอำนาจของพระราชาได้ระดับหนึ่ง (แยกให้ชัดนะครับ หลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้นเลิกล้างไม่ได้ แต่พระภิกษุแต่ละรูปนั้น พระเจ้าแผ่นดินจับสึกเสียเมื่อไรก็ได้ พระภิกษุแต่ละรูปจึงต้องสร้างอำนาจอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าอิทธิพลขึ้นเพื่อป้องกันตัว เช่น ทรงคุณวิเศษบางอย่างจนเป็นที่นับถือกว้างขวาง เปรียบเทียบกับสังคมมุสลิม ผู้รู้ทางศาสนามีอำนาจในตัวเอง จึงแตกต่างจากสังคมพุทธไทยอย่างมาก) อย่างไรก็ตาม การสร้างอำนาจใหม่นี้เป็นวิธีที่มีข้อจำกัดมาก

วิธีที่สองซึ่งใช้แพร่หลายกว่า คือ การใช้อิทธิพลคานกับอำนาจ สองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร ผมนิยามตามความเห็นของนักวิชาการญี่ปุ่นว่า อำนาจคืออำนาจที่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ ส่วนอิทธิพลคืออำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ พระราชอำนาจในราชอาณาจักรโบราณของไทยถูกจำกัดด้วยอิทธิพลนานาชนิด เช่น อิทธิพลของตระกูล นักเลง "เจ้าพ่อ" ในท้องถิ่น หรือแม้แต่ในเมืองหลวงเอง รวมทั้งอิทธิพลของพ่อค้าต่างชาติและหัวหน้าชุมชนต่างชาติด้วย

สามัญชนคนไทยมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการเอาอิทธิพลกับอำนาจมาคานกัน บางครั้งก็ใช้อิทธิพลคานอำนาจ บางครั้งก็ใช้อำนาจคานอิทธิพล ผมขอยกตัวอย่างจากสังคมไทยสมัยหลัง 2500 เพื่อผู้อ่านจะได้นึกออกได้ง่าย

ผู้กำกับตำรวจในจังหวัดใหญ่แค่ไหน ก็ใหญ่มากนะครับ ถ้าพ่อจะรังแกใครด้วยการตั้งข้อหาใด คนนั้นก็เดือดร้อนไปหลายปี ผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาก็มีอำนาจจำกัด จะเข้าแทรกแซงได้ยาก ฉะนั้นเพื่อป้องกันตน คนไทยก็วิ่งเต้นกับอิทธิพลสิครับ เช่น วิ่งเต้นกับ "เจ้าพ่อ" ซึ่งสามารถ "เจรจา" กับผู้กำกับฯ ได้ หรือวิ่งเต้นกับ ผบ.ทหารในจังหวัดก็ได้ ผบ.ทหารไม่มี "อำนาจ" ไปก้าวก่ายงานของตำรวจก็จริง แต่ ผบ.ทหารมีอิทธิพลในท้องถิ่นแน่ (ยกทหารไปพังป้อมตำรวจก็เคยมีมาแล้ว) จึงสามารถ "เจรจา" กับผู้กำกับได้


ตรงกันข้ามนะครับ อิทธิพลก็อาจรังแกประชาชนได้เหมือนกัน เช่นในสมัยก่อน ทหารก็อาจสั่งควบคุมตัวลูกหลานในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานของ พคท. เดือดร้อนกันยกใหญ่แน่ ชาวบ้านไทยจะทำอย่างไร ก็วิ่งเต้นกับอิทธิพลที่ใหญ่กว่าสิครับ ทั้งนี้หมายถึงทหารที่ใหญ่กว่านั้น รัฐมนตรี ส.ส. หรือถวายฎีกา หากการใช้อิทธิพลคานอิทธิพลยังไม่สำเร็จก็ต้องดึงเอาอำนาจเข้ามาคาน เช่น ร้องไทยรัฐเพื่อให้เป็นข่าวใหญ่ และอำนาจก็จะเข้ามาปรามเอง หรือจนถึงที่สุดก็หวังว่าอำนาจในกระบวนการยุติธรรมระดับที่สูงกว่าตำรวจจะขวางอิทธิพลได้ เช่น พนักงานอัยการหรือผู้พิพากษา

โดยสรุปก็คือ สามัญชนคนไทยเคยชินกับการคานอำนาจระหว่างอิทธิพลและอำนาจ ไม่อยากเห็นฝ่ายใดถูกอีกฝ่ายหนึ่งขจัดออกไปโดยสิ้นเชิง อำนาจก็มีอันตราย อิทธิพลก็มีอันตราย แต่ถ้ามีสองอย่างก็พอจะเอาตัวรอดไปได้



อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยเริ่มเปลี่ยนตรงนี้ นั่นคือ มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้อิทธิพลเริ่มปรากฏน้อยลงในสังคม เช่น "เจ้าพ่อ" เบนทุนไปลงในธุรกิจสว่างหรือถูกกฎหมายมากขึ้น พคท.ล่มสลายทำให้บทบาทของทหารในสังคมลดลง อีกทั้งยังต้องกลับเข้ากรมกองต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2535-2549 ฯลฯ ในขณะที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีบทบาทสูงเด่นขึ้น รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้คนไทยเกิดความหวังว่า การใช้อำนาจถ่วงดุลอำนาจน่าจะมีประสิทธิผลมากขึ้น จนแม้เมื่อคณะรัฐประหารต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ใน 2550 ก็ยังต้องรักษาอย่างน้อยก็รูปแบบของการถ่วงดุลอำนาจด้วยอำนาจเอาไว้

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเริ่มเปลี่ยนไปสู่การจัดให้อำนาจมีสถาบัน กลไก กระบวนการ ที่ถ่วงดุลกันเอง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีความสำคัญมาก่อน แต่เมื่ออิทธิพลลดน้อยถอยลง กลับกลายเป็นเรื่องสำคัญแก่คนไทยมากขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ซึ่งไม่เคยคิดว่าอำนาจพึงแบ่งแยกเป็นหลายส่วนได้ ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการแบ่งแยกอำนาจเพื่อคานกันเองแบบฝรั่งมากขึ้น

แม้ว่ามีรัฐประหารโดยกองทัพในเมืองไทยบ่อยเหมือนฝนตก แต่ที่จริงแล้วรัฐประหารเป็นภาวะตึงเครียดตามรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย เพราะรัฐประหารคือการสถาปนาอิทธิพล (อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ) ขึ้นเหนืออำนาจ (อำนาจที่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ) หรือจะพูดให้ชัดกว่านี้ก็คือ รัฐประหารเป็นอิทธิพลที่ทำลายสถาบันอำนาจไปแทบหมดสิ้นก็ได้ เหลือไว้เพียงสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลสถิตยุติธรรม และการรับรองของมหาอำนาจต่างประเทศ ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเปลี่ยนไป ความตึงเครียดก็ยิ่งมากขึ้นเป็นธรรมดา

คณะรัฐประหารหลัง 14 ตุลาเป็นต้นมาจึงต้องพยายามรื้อฟื้นบรรยากาศของอำนาจกลับคืนมาโดยเร็ว อย่างน้อยก็โดยรูปแบบซึ่งเป็นที่ยอมรับกันได้ กล่าวคือ มีอำนาจที่ดูคล้ายจะเป็นอิสระ (หน่อยๆ) จากคณะรัฐประหารซึ่งเป็นอิทธิพลใหญ่สุด อาจประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ทันที (เช่น 2490 และ 2494 เป็นต้น)


คนชอบพูดกันถึงรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดูเหมือนสถาปนาอิทธิพลขึ้นเหนืออำนาจต่อเนื่องกันได้ถึง 16 ปี แต่ที่จริงแล้วสฤษดิ์ฉลาดกว่านั้นมาก เขาตั้งใจทำให้อิทธิพลใหญ่ที่เขาสถาปนาขึ้นดูเหมือนถูกถ่วงดุลมาแต่ต้น นายกรัฐมนตรีคนแรกของเขาคือ นายพจน์ สารสิน พลเรือนซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งในตอนนั้นก็ไม่มีใครรู้เส้นสนกลในของความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำในช่วงนั้นด้วย รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของสฤษดิ์เองเป็นปลัดกระทรวงเดิม ในตอนนั้นยังมองระบบราชการแยกออกจากการเมืองและกองทัพมากกว่าปัจจุบัน ที่สำคัญเขานำเอานักวิชาการเข้ามาสู่องค์กรและสภาที่เพิ่งตั้งใหม่ประหนึ่งแยกความชำนาญการ (expertee) ออกไปจากการเมืองของอิทธิพลอย่างเด็ดขาด นักวิชาการรุ่นนั้นก็ต่างจากอธิการบดีในรุ่นนี้ซึ่งออกมาเต้นเหยงๆ เชียร์อิทธิพล-รัฐประหารกันอย่างน่าสมเพช อย่างน้อยก็ไม่มีใครรู้ว่าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับอำนาจและอิทธิพลอย่างไรมาก่อน

จะเข้าใจความฉลาดของสฤษดิ์ได้ก็ต้องนำเอารัฐประหารของเขาไปเปรียบเทียบกับของถนอม กิตติขจร ใน 2514 หรือธานินทร์ กรัยวิเชียร ใน 2519 สองคนหลังนี้ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยเอาเลย จึงกลับพยายามรักษาภาพลักษณ์ของระบอบอิทธิพลไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะนึกว่าอิทธิพลอย่างเดียวจะทำให้ตัวรักษาอำนาจได้ตลอดไป ในขณะที่สฤษดิ์รู้วิธีที่จะแปรบางส่วนของอิทธิพลให้มีภาพลักษณ์ของอำนาจ เพื่อความสบายใจของคนไทยว่าอิทธิพลถูกถ่วงดุลไว้แล้วในระดับหนึ่ง



เนื่องจากพื้นที่จำกัด ผมจะไม่เข้าไปหยิบยก รธน.2557 เป็นรายมาตรา เพราะก็ตรงกับคำวิจารณ์ของสื่อไทยและต่างประเทศอยู่แล้ว นั่นคือ ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เคารพสิทธิมนุษยชน เปลี่ยนมาเป็นภาษาของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมก็คือ ไม่มีผลเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอิทธิพลให้กลายเป็นอำนาจ

ยิ่งมาพิจารณาควบคู่กันไปกับมาตรการเด็ดขาดทั้งหลายที่คณะรัฐประหารกระทำหลังยึดอำนาจได้ ก็ยิ่งทำให้ภาพของอิทธิพลเด่นชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกตัวบุคคลเข้าไปปรับทัศนคติ การคุกคามสื่อ การตั้ง สนช. และคงพอเดาได้ว่าสภาปฏิรูปจะมีหน้าตาอย่างไร ฯลฯ แม้ว่า คสช.พยายามใช้อิทธิพลเพื่อปราบอิทธิพล เช่น ยาเสพติด ค้าไม้เถื่อน ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ คิวรถ ฯลฯ ก็ไม่ช่วยให้อิทธิพลของการรัฐประหารกลายเป็นอำนาจที่คนวางใจได้

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยบัญญัติไว้นานแล้วว่า อำนาจใดๆ ก็ตาม (ทั้งอิทธิพลและอำนาจ) ย่อมไม่เป็นที่น่าไว้วางใจทั้งสิ้น จนกว่าจะมีเกิดการถ่วงดุลกันอย่างมีประสิทธิผล

น่าประหลาดที่อำนาจอย่างเดียวที่เหลืออยู่ในการถ่วงดุลอิทธิพลเวลานี้ในทัศนะของคนไทยจำนวนไม่น้อย คือ มหาอำนาจต่างประเทศ นั่นคือเหตุผลที่ต้องเขียนป้ายประท้วงเป็นภาษาอังกฤษไงครับ

เนติบริกรและนักวิชาการบริกรทั้งหลายชอบพูดว่า ประชาธิปไตยไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย ผมอยากจะชี้ว่า เผด็จการก็ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทยเหมือนกัน เพราะเปิดให้อำนาจ (ทั้งอำนาจและอิทธิพล) ทำอันตรายผู้คนได้ โดยไม่มีทางจะป้องกันตัวได้



.

2557-07-04

ประชาธิปไตยของคอสตาริกา โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประชาธิปไตยของคอสตาริกา
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/07/54403
. . Fri, 2014-07-04 04:51


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา: โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 471 วันที่ 5 กรกฎาคม 2557



ในขณะที่ทีมฟุตบอลของคอสตาริกา ได้สร้างความแปลกใจด้วยการเข้ารอบสองเป็นที่หนึ่งในสายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ และยังผ่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว แต่ความจริงประเทศคอสตาริกามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าอีกมาก โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยถาวรของอเมริกากลาง

คอสตาริกาเป็นประเทศเล็กอยู่ระหว่างนิการากัวและปานามา มีเนื้อที่เพียง 51,000 ตร.กม.(ราว 1 ใน 10 ของประเทศไทย) มีประชาชนเพียง 4,5 ล้านคน มีค่ารายได้ต่อบุคคลราว 9,300 ดอลลาร์ต่อปี(ไทย 5,700) ดินแดนดั้งเดิมเป็นที่อาศัยของอินเดียนแดง 20 ชนเผ่าจำนวนราว 4 แสนคน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้นำเรือของสเปนมาถึงคอสตาริกาครั้งแรกใน ค.ศ.1502 และเป็นผู้ตั้งชื่อดินแดนชายฝั่งว่า “la costa rica”ซึ่งหมายถึง”ชายฝั่งอันมั่งคั่ง” และจึงกลายมาเป็นชื่อประเทศในปัจจุบัน

ต่อมาสเปนเข้ายึดครองดินแดนนี้เป็นอาณานิคมราว ค.ศ.1524 โดยถือเป็นมณฑลหนึ่งขึ้นกับผู้ว่าการ”สเปนใหม่”ที่เม็กซิโก ซึ่งดินแดนอเมริกากลางจะแบ่งเป็น 5 มณฑล คือ กัวเตมาลา นิการากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และ คอสตาริกา ในระยะนี้ ชาวสเปนได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคอสตาริกามากขึ้นและพบว่าไม่ได้เป็นดินแดนมั่งคั่งตามชื่อ ยิ่งกว่านั้น คอสตาริกาถือว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางที่เม็กซิโก ถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีทรัพยากรที่มีค่าเช่นโลหะเงินหรือทอง จึงถือเป็นดินแดนที่ยากจนและด้อยพัฒนาที่สุดในกลุ่มอาณานิคมของสเปน การผลิตในคอสตาริกาขึ้นกับเจ้าดินขนาดย่อย ไม่มีการสร้างไร่ขนาดใหญ่ที่ดินแดนนี้ พืชผลที่ปลูกคือข้าวโพด ถั่ว และปลูกอ้อยกับยาสูบสำหรับขายต่างประเทศ


ในระยะ ค.ศ.1810-1821 ดินแดนลาตินอเมริกาได้ก่อการปฏิวัติแยกตัวจากสเปน และนำมาซึ่งการประกาศเอกราชของเม็กซิโก เมื่อ.ศ.1810 อันนำมาซึ่งสงครามระหว่างสเปนกับเม็กซิโกจนถึง ค.ศ.1821 ดังนั้น ดินแดนอเมริกากลาง 5 มณฑลก็ได้ประกาศเอกราชจากสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ.1821 แต่ยังคงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเม็กซิโก จนถึง ค.ศ.1823 กลุ่มรัฐอเมริกากลางจึงประกาศความเป็นอิสระและปกครองตนเองด้วยระบอบสาธารณรัฐ โดยตั้งเป็น”สหมณฑลอเมริกากลาง” หวังจะให้มีลักษณะการบริหารแบบสหรัฐอเมริกา แต่ความขัดแย้งระหว่างมณฑล ทำให้สหพันธรัฐล้มเหลว เมื่อนิการากัวและคอสตาริกา แยกตัวเมื่อ ค.ศ.1838 จากนั้น รัฐอื่นก็แยกตัวเป็นเอกราช

ในระยะนี้ คอสตาริกาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนที่ผลิตกาแฟ เพราะเขตเทือกเขาตอนกลางของประเทศ มีพื้นดินอันเหมาะสมที่จะปลูกกาแฟอาราบิกา ในที่สุด คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีฐานะดีขึ้นด้วยการส่งออกกาแฟคุณภาพสูง อังกฤษกลายเป็นตลาดสำคัญของกาแฟจากคอสตาริกา และในขณะนั้น กาแฟกลายเป็นที่มาของเงินตราต่างประเทศถึง 90 % ของคอสตาริกา

ใน ค.ศ.1856 วิลเลียม วอล์คเกอร์ นักเผชิญโชคชาวอเมริกัน รวบรวมนักรบรับจ้างจำนวนหนึ่งเข้ายึดอำนาจในนิการากัว ตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีและรื้อฟื้นระบอบทาส วอล์คเกอร์พยายามขยายอำนาจเข้าสู่คอสตาริกา รัฐบาลคอสตาริกาส่งกองทัพไปป้องกัน ทหารระดับพลคนหนึ่งชื่อ ฮวน ซานตามาเรีย ได้ถือไฟเข้าไปเผาค่ายของฝ่ายศัตรู ทำให้คอสตาริกาชนะในการสู้รบ แต่ซานตามาเรียสละชีวิต ปัจจุบันถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ สนามบินนานาชาติของคอสตาริกาจึงตั้งชื่อว่า สนามบินฮวนซานตามาเรีย

ต่อมาจากกาแฟ กล้วยหอมได้กลายมาเป็นสินค้าออกสำคัญ โดยรัฐบาลคอสตาริกาเปิดทางให้นักลงทุนจากอเมริกา มาลงทุนปลูกกล้วยหอมในประเทศ และเริ่มส่งออกไปยังอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1890 กลับกลายเป็นว่ากล้วยหอมคอสตาริกาเป็นที่นิยมในอเมริกาอย่างรวดเร็ว ในที่สุด สินค้ากล้วยหอมก็แซงหน้ากาแฟ และคอสตาริกากลายเป็นประเทศผลิตกล้วยหอมรายใหญ่ที่สุดของโลกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20


คอสตาริกาในระยะแรกก็เริ่มต้นเหมือนประเทศอเมริกากลางอื่น คือ ฝ่ายขุนศึกจะทำรัฐประหารเพื่อคุมอำนาจ ค.ศ.1842 ฟรานซิสโก โมราซาน ผู้นำคนสุดท้ายของสหมณฑลอเมริกากลาง ยึดอำนาจในคอสตาริกา แล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประชาธิปไตยของคอสตาริกาเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1869 เมื่อเกิดการเลือกตั้งเสรีครั้งแรก จากนั้นระบอบรัฐสภาของประเทศก็พัฒนาอย่างค่อนข้างราบรื่น มีเพียงเมื่อ 27 มกราคม ค.ศ.1917 พล.อ.เฟแดริโก ทิโนโก กราเนดอส รัฐมนตรีกลาโหม ก่อการรัฐประหารแล้วดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ถูกประชาชนทั่วประเทศต่อต้าน และสหรัฐอเมริกาก็ไม่รับรอง จนถึง 13 สิงหาคม ค.ศ.1913 เฟแดริโกต้องลาออกแล้วไปลี้ภัยต่างประเทศ กระบวนประชาธิปไตยจึงดำเนินต่อมา

จากนั้น ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1948 ซึ่งพรรคเอกภาพแห่งชาติชนะเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ถูกโจมตีว่าทุจริต และนำมาซึ่งสงครามกลางเมือง 44 วัน ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2,000 คน ในปีต่อมา ผู้นำฝ่ายปฏิวัติ คือ โฮเซ่ ฟิแกเรส แฟรแร ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการ เขาเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ศัตรู และประเทศยังสามารถรักษาสันติภาพได้โดยไม่ต้องมีทหารประจำการ ดังนั้นจึงยกเลิกกองทัพทั้งหมด จึงเป็นการปิดฉากการแทรกแซงทางการเมืองของทหารมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้ประชาธิปไตยคอสตาริกามั่นคงกว่าประเทศลาตินอเมริกาอื่น ต่อมา การพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ได้นำประเทศคอสตาริกาก้าวหน้าเหนือประเทศอื่นในอเมริกากลาง และเป็นประเทศที่ชื่อว่าสงบสันติที่สุด


การพัฒนาของลัทธิสังคมประชาธิปไตยในคอสตาริกา ยังนำมาซึ่งการสร้างสวัสดิการแก่ชนชั้นกรรมกร และคนยากจน และการเร่งนโยบายให้ประชาชนรู้หนังสืออย่างรวดเร็ว ทำให้คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีสวัสดิการมากที่สุด และมีการศึกษาเฉลี่ยสูงที่สุดในอเมริกากลาง และทำให้คอสตาริกาหลีกเลี่ยงสงครามปฏิวัติจากกลุ่มฝ่ายซ้าย ทั้งที่ขบวนการปฏิวัติในนิการากัว เอลซัลวาดอร์ และ กัวเตมาลา มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา

เศรษฐกิจคอสตาริกาแต่เดิมขึ้นกับการส่งออกกาแฟ กล้วยหอม และเนื้อวัว แต่ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกทางเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้พัฒนามากขึ้น และกลายเป็นที่มาของรายได้หลักของประเทศแทนที่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการขายบริการทางการแพทย์ระหว่างประเทศ กลายเป็นที่มาสำคัญของรายได้ของคอสตาริกาปัจจุบัน

สรุปตัวอย่างจากประเทศที่เคยด้อยพัฒนาอย่างคอสตาริกา เราก็จะเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และปราศจากการรัฐประหาร ก็สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้ และการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีข้อดีเหนือระบบอื่นคือ สิทธิมนุษยชนก็ได้รับการเคารพ เสียงของประชาชนคนรากหญ้าก็จะมีความสำคัญ ระบบการเมืองที่ใช้อำนาจปืนยึดอำนาจ กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ล้าหลังอย่างยิ่ง ไม่สมควรจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และสมควรแล้วที่ประเทศอันมีระบบการเมืองเหลวไหลอย่างนั้น จะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ



.

2557-03-07

จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง (สัมภาษณ์จอน อึ๊งภากรณ์)

.

สัมภาษณ์จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52153 
. . Fri, 2014-03-07 00:32 

สัมภาษณ์-เรียบเรียง: พิณผกา งามสม
วีดีโอ: บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล



ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของกองทัพอันแสนจะดุดัน เป็นปฏิกิริยาต่อป้าย สปป. ล้านนาที่นำเสนอโดยสื่อฉบับหนึ่ง ดูท่าจะเพิ่มเชื้อฟืนให้กับความขัดแย้งทางการเมืองระลอกนี้หนักยิ่งขึ้น โดยมิพักต้องดูข้อเท็จจริงกันว่า สปป. นั้นย่อมาจาก สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย แต่ยังพยายามเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมาย หยิบยกจากคลิปคำปราศรัยและข้อความที่สื่อสารกันต่างกรรมต่างวาระมากล่าวหาคนคิดต่างทางการเมืองซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป ก็ดูมีทีท่าว่า ข่าวขำๆ เงิบๆ เรื่อง สปป. ล้านนา อาจจะกลายมาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่อาจจะมีคนได้รับผลกระทบไปเสียจริงๆ ได้ในเร็ววันนี้

ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หากใครติดตามเฟซบุ๊กของ จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต ส.ว. เลือกตั้ง และนักกิจกรรมทางสังคมที่คร่ำหวอดอยู่กับประเด็นสิทธิมนุษยชนมายาวนาน จะพบว่า เขาพยายามพูดเรื่องผลเสียหายจากภาวะสงครามกลางเมืองและการแบ่งแยกดินแดน มีนัยยะเหมือนจะส่งสาสน์ไปถึงอารมณ์ความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ในหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยรุ่นหลังๆ อยู่ในที ว่าการพูดถึงการแบ่งแยกประเทศกันด้วยอารมณ์อันคุกรุ่น และบางทีดูเหมือนมีความหวังในเชิงบวกว่าอะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้นั้น อาจจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียขนานใหญ่ในความเป็นจริง


ประชาไทสัมภาษณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ ด้วยเหตุผลของความประจวบเหมาะในการหยิบยกประเด็นการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมากล่าวถึง แต่ด้วยท่าทีที่ต่างกัน จากฐานคิดที่ต่างกันกับกองทัพ จอนกล่าวในตอนหนึ่งว่า การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะไม่อยากให้มองการแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องโรแมนติก และบทเรียนจากประเทศต่างๆ บอกกับเราว่ามันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการสูญเสียขนาดใหญ่ แต่เขาไม่ได้เห็นเหมือนกองทัพว่าขณะนี้กำลังมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนใดๆ อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่มันคือการสะท้อนภาวะอารมณ์ของคนที่ถูกกดขี่ด้วยความอยุติธรรมอันยาวนาน

สำหรับท่าทีของกองทัพต่อประเด็นนี้เขาเห็นว่า กองทัพควรจะหยุดแสดงบทบาทเช่นนี้เสียที และหากเข้าใจความหมายของความมั่นคงจริงๆ แล้ว ก็ควรจะเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติขณะนี้คือการเคลื่อนไหวนอกระบอบรัฐธรรมนูญของ กปปส.



www.youtube.com/watch?v=RcQ7eky1-dI
จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักต่อเนื่องของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง
 Published on Mar 6, 2014  ประชาไท สัมภาษณ์พิเศษ 'จอน อึ๊งภากรณ์' อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักพัฒนาเอกชนอาวุโส ถึงทัศนะต่อกระแสแบ่งแยกประเทศในขณะนี้

0 0 0 0 0 0 0 0

ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนที่ติดตามเฟซบุ๊กของอาจารย์ก็จะเห็นว่าอาจารย์พูดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามชี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทำไมอาจารย์ถึงเริ่มพูดประเด็นนี้

สิ่งที่ผมเป็นห่วง ความรู้สึกของผมในระยะหลังคือฝ่ายประชาธิปไตยกำลังหมดหวังกับทางออกที่ยังสามารถที่จะรักษาประชาธิปไตยได้ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองปัจจุบัน เพราะว่ามองว่าสถาบันสำคัญๆ ในสังคมนี้เอียงไปทางด้านสนับสนุนข้อเสนอ กปปส. เป็นหลัก แม้แต่ระบบศาล ระบบยุติธรรม ทหาร และก็ทำให้รู้สึกว่าในที่สุดอาจจะแพ้ อาจจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาปกครองประเทศ อาจจะมีการปฏิรูปที่เป็นวาระของฝ่ายคุณสุเทพ แต่ไม่ได้เป็นวาระของประชาชนทั้งประเทศเกิดขึ้น อาจจะมีมาตรการที่พยายามบังคับไม่ให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณได้มีโอกาสมาลงเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้นทั้งส่วนที่เป็นประชาธิปไตย คนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยกับคนที่สนับสนุนคุณทักษิณก็จะรู้สึกว่า เอ้อ ถ้าเป็นอย่างนี้แบ่งแยกประเทศดีกว่า

ทีนี้เราจะไม่พูดถึงในแง่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญนะ อันนั้นมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว ผิดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างเป็นความคิดแบบโรแมนติก มันเป็นความคิดแบบโรแมนติกที่ไม่มองความเป็นจริง คือลองดูประวัติการแบ่งแยกในประเทศอื่น โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างอินเดีย ปากีสถาน เขาตกลงกันที่จะแบ่งแยกแต่พอแบ่งแยกจริงๆ ฆ่ากันตายเยอะมากเลย ฆ่ากันตายอย่างโหดร้ายทารุณ น่าจะตายเป็นแสน สู้กันระหว่างชุมชนด้วยซ้ำไป ไม่ใช่การสู้กันระหว่างกองทัพ เป็นการฆ่ากันตายในชุมชน เพระว่าอะไร เพราะว่าชุมชนมุสลิมในอินเดียก็มี ชุมชนที่ไม่ใช่มุสลิมในปากีสถานก็มี มันก็เกิดลักษณะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน

ลองดูประเทศไทยจะแบ่งยังไง จะแบ่งเป็นเหลืองกับแดงเหรอ ท่ามกลางจังหวัดที่บอกว่าเป็นแดง ก็จะมีชุมชนของคนที่มีความคิดเห็นไปทางเหลือง ท่ามกลางจังหวัดที่ว่าเหลือง จังหวัดในภาคใต้ก็มีชุมชนของคนเสื้อแดง
แบ่งประเทศอย่างนั้นมันไม่เกิดการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง การฆ่ากันเหรอ
ผมว่ามันไม่มีทาง และก็การแบ่งแยกประเทศก็คือเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกลางเมือง มันแยกกันไม่ออก เพราะว่ามันไม่ใช่การแบ่งแยกประเทศที่เป็นที่ตกลงกันของทุกฝ่าย ไม่ได้มาจากการเจรจาตกลงกันว่าทุกฝ่ายทุกส่วนเห็นสมควรที่จะแยกประเทศ อันนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง  อันนี้เป็นการแบ่งแยกที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของทุกฝ่ายมันก็คือสงครามกลางเมืองนั่นแหละ และสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องโหดร้าย เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องต่อสู้กันทั้งประเทศ คือผมเป็นคนเชื่อในระบอบประชาธิปไตย คนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยทั้งประเทศ แล้วถ้าแพ้ ผมก็เชื่อว่าแค่แพ้ชั่วคราว ไม่มีทางที่จะกดระบอบประชาธิปไตยลงไปได้นาน ยิ่งในบรรยากาศโลกปัจจุบันนี้ สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสากล ระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องสากล คนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองทั้งประเทศ มันไม่สามารถที่จะกดระบอบประชาธิปไตยได้นาน เพราะฉะนั้นเราคงต้องอดทนถ้าหากว่าเกิดฝ่าย กปปส. ชนะ แล้วเกิดรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เกิดการพยายามแก้ไขกติกาต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นตามความต้องการของคนทั้งประเทศ เราก็ต้องต่อต้าน ต่อสู้ แต่ผมเชื่อในการต่อสู้โดยสันติวิธี ต่อสู้แบบต่อต้าน ไม่ร่วมมือด้วย ใช้สื่อทุกประเภท เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทุกคนก็สามารถมีสื่อของตัวเองได้ สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ ผมเชื่อว่าเขาไม่สามารถปิดอินเตอร์เน็ตได้ ก็ต้องต่อสู้กับระบอบเผด็จการจนได้ชัยชนะ

นั่นคือทางที่ทำได้โดยสันติวิธี อาจจะมีการเสียชีวิตบ้าง อาจจะมีการถูกจับ อาจจะถูกขังอยู่บ้าง แต่ไม่โหดร้ายเหมือนการทำสงครามกลางเมืองและสิ่งที่เราต้องการคือประชาธิปไตยทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉพาะในส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ


ที่อาจารย์พูดมาคือการจับอารมณ์ของคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย

ใช่ ผมอ่านเฟซบุ๊กมันเห็นชัดอยู่แล้ว ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนคือ การตัดสินของศาลแพ่ง อันนั้นเป็นจุดที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คนเริ่มบอกว่าเนี่ยมันไม่มีที่พึ่งแล้ว ศาลก็พึ่งไม้ได้ คนก็รู้สึกว่าพึ่งศาลไม่ได้มาก่อนแล้ว แต่การตัดสินของศาลแพ่งมันดูชัดเจนเหลือเกินว่าศาลนี่มีธงทางการเมืองแล้ว ทำให้ศาลสามารถที่จะมองเห็นการชุมนุมของ กปปส. เป็นการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติได้อย่างไร คนเลยคิดว่าผิดหวังแล้ว รัฐบาลนี้คงไปไม่รอด  รัฐบาลรักษาการไปไม่รอด การเลือกตั้งไปไม่รอด คงไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งต่อไป ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่คิดเหมือนกัน เราไปอยู่กันในพื้นที่ที่มีพวกมากหน่อยไม่ดีหรือ อะไรแบบนี้ ความคิดคล้ายๆ อย่างนั้น


แต่ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้ มันเป็นการไปคอนเฟิร์มสิ่งที่ ผบ. ทบ หรือแม่ทัพภาคสาม เขากำลังทำอยู่ คือการเชื่ออย่างปักใจเลยว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้น อย่ากรณีของ สปป. ล้านนา

อ๋อ ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นขบวนการในความหมายของขบวนการทางการเมือง แต่มันเริ่มมีคนพูดถึงกัน ซึ่งต้องบอกว่าอันนี้เป็นปฎิกริยาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นเรื่องธรรมชาติของความอยุติธรรม เมื่อเกิดความอยุติธรรมอย่างต่อเนื่องคนก็เริ่มคิดจะหนี
คือผมได้ยินสองกระแส กระแสหนึ่งบอกว่าไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า ไม่อยู่แล้วประเทศไทย ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกหมดหวังมากกว่า มันไม่ได้จริงจังในความหมายนั้น แต่ผมก็กลัวว่าเยาวชนบางคน บางคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์หรืออะไรอาจจะเริ่มคิดจริงจังกับมัน

ผมคิดว่า ผบ. ทบ. หรือใครก็ตาม ต้องมองที่ต้นเหตุคือ กปปส. มากกว่า คือขบวนการกปปส. นี่จริงๆ เริ่มต้นจากความชอบธรรม คือเริ่มต้นด้วยการคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่หลังจากนั้นก็ออกไปนอกเส้นทางประชาธิปไตย มาเรียกร้องระบอบเผด็จการแบบหนึ่ง อันนี้ทำให้คนที่รักประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเกิดความผิดหวังอย่างแรง

จริงๆ ต้องแบ่งสังคมออกเป็นสามส่วนในความเห็นผมนะ คือมีคนที่สนับสนุน กปปส. ส่วนหนึ่ง มีคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่ง แล้วก็มีคนอีกส่วนหนึ่งทีเป็นคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้สนับสนุนใครโดยเฉพาะ แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้คนที่ผิดหวังก็จะมีสองส่วน คือส่วนคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับส่วนคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสองอันนี้ก็ซ้อนกันอยู่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำไป


แต่เวลาที่เรากำลังพูด ดูเหมือนว่าเราสามารถเรียกร้อง หรือมีข้อเสนอแนะต่อคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง อารมณ์อันนี้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าแยกตัวไปดีกว่า ในด้านหนึ่งถ้าดูมวลชน กปปส. ก็มีลักษณะที่ขับไล่คนอื่นออกนอกประเทศ

ก็ใช่ คืออันนี้คือบรรยากาศของความเกลียดชังที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผมอยากบอกคือยิ่งแยกประเทศหรือพูดถึงมากขึ้น หรือถ้าเกิดสงครามกลางเมือง ความเกลียดชังจะถึงจุดที่ไม่สามารถกลับมาดีกันได้อีก คือขณะนี้ผมยังเชื่อว่าความเกลียดชังที่เกิดขึ้นยังอยู่ในจุดที่กลับมาคืนดีกันได้ แล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดายมากเพราะผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่สนับสนุน กปปส. กับหลายๆ คนที่เป็นคนเสื้อแดง จริงๆ ถ้ามานั่งคุยกัน ถ้ามาเจอกันจริงๆ มาอยู่ในวงเดียวกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็จะพบว่ามีอะไรเหมือนกันเยอะ ไม่ได้แตกต่างกันมาก ตอนนี้มันต่างกันที่ความเชื่อทางการเมือง ซึ่งความเชื่อทางการเมืองนั้น ถ้าคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน มันสามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือสามารถหาจุดร่วมกันได้ เช่น ผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศไม่ว่าเหลืองแดงหรือขาว ต้องการการปฏิรูปสังคม ต้องการการแก้ปัญหาต่างๆ ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดร่วม ผมอยากเห็นการหาจุดร่วมมากกว่าการเน้นจุดต่าง ผมอยากเห็นการแก้ปัญหาในทางที่เน้นสิทธิมนุษยชน การเคารพสิทธิมากกว่าการเน้นว่าจะต้องแบ่งแยกกันหรือทำสงครามกัน อันนั้นถ้าไปแล้วมันกลับมาไม่ได้ ประวัติศาสตร์ก็สอนอย่างนั้น คือรุ่นเราอาจจะอยู่ในภาวะสงครามยาวนานก็ได้ ถ้าเราจะไปเส้นนั้น ซึ่งผมคิดว่า ผู้ใหญ่โดยทั่วไปจะเข้าใจจุดนี้ แต่ความรู้สึกท้อแท้นั้นผมเข้าใจได้ ผมก็อยากบอกว่ามันไม่มีเหตุที่จะต้องท้อแท้จริงๆ ยังไงประชาธิปไตยต้องชนะ ต้องชนะ เพียงแต่ว่าจะต้องผ่าน.. ตอนนี้เหมือนกับถ้าเราอยู่บนเครื่องบิน เรากำลังผ่านพายุ ช่วงนี้เราผ่านพายุอยู่ แต่ว่าผ่านไปแล้วในที่สุดก็จะกลับมาสู่สภาพที่ดีกว่านี้


อาจารย์ยังเชื่อว่าเราจะผ่านการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้โดยที่ไม่เกิดความรุนแรงหรือ

ความขัดแย้งที่รุแรงมีอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าโดยไม่ตายกันเยอะ ผมคิดว่าได้ ผมคิดว่ามันมีการปรับอยู่ขณะนี้ แม้แต่ฝ่ายคุณสุเทพที่เปลี่ยนจุดชุมนุมอะไรแบบนี้ มันเป็นการส่งสัญลักษณ์เหมือนกันว่าไม่ต้องการให้มันรุนแรงเกินไป เพราะว่ามันเริ่มมีเด็กเสียชีวิต มีอะไรที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่า คือการต่อสู้สำหรับคนที่รักประชาธิปไตย การต่อสู้ถ้าสู้โดยสันติวิธีแล้วมีเสียหายอยู่เหมือนกัน บางคนอาจจะถูกสังหาร บางคนอาจจะถูกจำคุก แต่ไม่ตายกันเยอะ แล้วในที่สุดคนที่สู้โดยวิธีแบบนี้จะชนะ


ปฏิกิริยาจากกองทัพตอนนี้ที่ไปกดทับความรู้สึกคนที่อาจจะน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกพ่ายแพ้ รู้สึกสิ้นหวัง แล้วก็มาเจอข้อกล่าวหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอีก


คือกองทัพควรจะเลิกเล่นบทบาทพวกนี้เสียที มันไม่ใช่หน้าที่กองทัพที่จะทำเรื่องนี้ ถ้ากองทัพเข้าใจเรื่องความมั่นคงจริง คนที่ทำลายความมั่นคงของประเทศคือ กปปส. เพราะว่าดึงประเทศออกนอกทาง ดึงประเทศออกนอกรัฐธรรมนูญ แต่กองทัพกลับตาบอดต่อเรื่องนี้ กลับไปเพ่งเล็งต่อฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ทุกวันนี้  ซึ่งบางคนสิ้นหวังก็เริ่มจะพูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่จริงจังขณะนี้ นี่เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ ผมคิดว่ากองทัพไม่ควรที่จะเล่นบทบาทเหล่านี้ การแก้ปัญหาต่างๆ ขณะนี้ต้องแก้ไขโดยทางการเมือง ไม่ใช่โดยการมาขู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นเรื่อง


การเปลี่ยนผ่านที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด อาจารย์มีข้อเสนอให้กับแต่ละฝ่ายอย่างไรบ้าง

สิ่งที่เสนอ คือ หนึ่งต้องเจรจา และต้องรักษารัฐธรรมนูญปัจจุบันไว้ คือควรจะตกลงแก้ปัญหาบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ อันนี้จะไม่เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงกว่านี้ จะแก้ปัญหาได้
ซึ่งถ้าหากว่ามันเกิดลักษณะการไม่ไว้วางใจกัน ผมก็เคยเสนอแล้วว่าหลังการเลือกตั้งก็อาจจะมีการตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ ซึ่งอันนี้ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เช่น เชิญบางคนในพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่ทำได้ มันคงมีหลายอย่างที่ทำได้ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เราคงต้องคำนึงถึงประชาธิปไตยคงต้องคำนึงถึงทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อยด้วย อันนี้ก็เป็นหลักประชาธิปไตยอยู่เหมือนกัน

ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องสนใจเสียงส่วนน้อย ยิ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้ต้องคำนึงถึงความต้องการของทุกฝ่าย แต่ต้องยังยึดอยู่กับหลักประชาธิปไตยเหมือนเดิม

รัฐธรรมนูญนี้อาจจะแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ฉีกทิ้ง ไม่ใช่แก้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การจะแก้รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ดีขึ้นก็ต้องมาจากมติของประชาชนทั้งประเทศ



.

2557-02-04

ประชาธิปไตยในสองพื้นที่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

ประชาธิปไตยในสองพื้นที่
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391425418
. . วันอังคารที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08:32:48 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 3 กุมภาพันธ์ 2557 )


ในรัฐทุกรัฐ และในทุกรูปแบบ มีพื้นที่อยู่สองอย่างตั้งอยู่เคียงกันเสมอ นั่นคือพื้นที่การเมือง และพื้นที่อาญาสิทธิ์


พื้นที่ทางการเมือง คือพื้นที่ซึ่งคนนับตั้งแต่คนเดียวไปถึงกลุ่มในรูปแบบต่างๆ สามารถเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองอำนาจ, ผลประโยชน์, เกียรติยศ ระหว่างกันในสังคม หรือต่อรองกับรัฐ การเคลื่อนไหวนั้นอาจกระทำได้หลายอย่าง นับตั้งแต่นินทาไปจนถึงสร้างละครล้อเลียน ชุมนุมประท้วง โจมตีวิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อหรือในที่สาธารณะ ฯลฯ

พื้นที่อาญาสิทธิ์ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งมีระเบียบกฎเกณฑ์บังคับ และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ได้ให้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตแก่ทุกคน ในบางรัฐ พื้นที่อาญาสิทธิ์อาจใหญ่มากเสียจนแทบไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเหลืออยู่เลย นอกจากระยะห่างของการกระซิบข้างหูเมีย


พื้นที่อาญาสิทธิ์ที่ใหญ่เสียจนแทบไม่มีพื้นที่การเมืองเหลือให้ใครเลยเช่นนี้ แทนที่จะทำให้อาญาสิทธิ์มีความมั่นคงสถาพร ตรงกันข้าม กลับทำให้อาญาสิทธิ์ขาดความมั่นคงอย่างมาก เพราะอิทธิพลของผู้นำแปรเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้แค่แก่ลงหรือตายลง ก็อาจทำให้อาญาสิทธิ์สั่นคลอนจนถึงล่มสลายลงได้ เราเห็นอาการของความไม่มั่นคงของอาญาสิทธิ์เช่นนี้ได้ นับตั้งแต่ในซ่องโจรไปจนถึงรัฐเผด็จการทุกรูปแบบ ใครจะคิดได้ว่า ครูสชอฟเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะลุกขึ้นมาขุดศพสตาลินขึ้นประจาน หลังการตายของเขาไม่ทันถึงสองปีดี หลังมรณกรรมของจอมพลตีโต ยูโกสลาเวียก็แตกสลาย

การไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเลย ทำให้อาญาสิทธิ์ขาดความมั่นคง แต่การไม่มีพื้นที่อาญาสิทธิ์เหลืออยู่เลย ก็ทำให้พื้นที่การเมืองเสื่อมโทรมลงจนกลายเป็นซ่องโจรเหมือนกัน เพราะการแข่งขันกันของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่การเมือง จะกลายสภาพเป็นการใช้ความรุนแรงและอำนาจดิบเข้าใส่กัน ด้วยความหวังว่า จะสถาปนากลุ่มตนเองขึ้นเป็นอาญาสิทธิ์ได้ด้วยวิธีนี้ (และอันที่จริง ปราศจากพื้นที่อาญาสิทธิ์เลยในรัฐใด ก็ไม่เหลือวิธีอื่นในการสร้างอาญาสิทธิ์อีก นอกจากความรุนแรงป่าเถื่อน)



ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะสถาปนาพื้นที่สองอย่างนี้ร่วมกันอย่างพอเหมาะในรัฐหนึ่งๆ ได้อย่างไร ประชาธิปไตยอ้างว่าคือระบอบปกครองที่เป็นคำตอบ โดยการกระทำสองอย่าง

หนึ่ง คือทำให้อาญาสิทธิ์ได้ต้องได้รับความชอบธรรมจากความเห็นชอบของประชาชน และความชอบธรรมนี้ต้องพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นจำนวนของมือที่ยกขึ้นในประชาธิปไตยทางตรง หรือเป็นคะแนนเสียงซึ่งนับได้จากหีบบัตรเลือกตั้งก็ตาม

สอง คือทำให้พื้นที่การเมืองและพื้นที่อาญาสิทธิ์ต้องได้รับความคุ้มครองและควบคุมจากกฎหมาย (ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากพลเมืองส่วนใหญ่อีกเช่นกัน)

ทั้งอาญาสิทธิ์และการเมือง ตั้งอยู่ร่วมกันในรัฐได้ โดยมีระเบียบกฎเกณฑ์หรือกฎหมายคุ้มครองและควบคุมอยู่ ดังนั้นทุกคนจึงมีสิทธิเสรีภาพเสมอหน้ากันในพื้นที่ทั้งสอง โดยอาญาสิทธิ์ไม่สามารถบีบให้พื้นที่ทางการเมืองหดแคบลง

เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่ ในขณะที่พื้นที่การเมืองก็ไม่สามารถบีบให้พื้นที่อาญาสิทธิ์หดแคบลงหรือสูญหายไป เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่เหมือนกัน


อาญาสิทธิ์ (ไม่ใช่นางสาวยิ่งลักษณ์) ก็จะมีความมั่นคง ในขณะที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะมั่นคงในรัฐประชาธิปไตย

ข้ออ้างเช่นนี้ เป็นการอ้างเอาเองของฝ่ายประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ก็ใช่ในแง่หนึ่ง แต่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์หักล้าง (disprove) ได้ว่าไม่จริง


อย่างไรก็ตาม ที่พรรณนามาทั้งหมดนี้เป็นไปตามทฤษฎี เมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์รัฐประชาธิปไตยจริงๆ ก็จะพบข้อขัดข้องที่ทำให้ไม่ลงตัวหลายอย่าง ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะประเทศไทยปัจจุบัน

พื้นที่อาญาสิทธิ์ในประเทศไทยนั้นไม่มีความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน (monolithic) อย่างที่ทฤษฎีสมมุติ อันที่จริงแม้ในสังคมประชาธิปไตย-อื่นๆ พื้นที่อาญาสิทธิ์ก็หาได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันไม่ ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่อาญาสิทธิ์สมควรจะถูกถ่วงดุลจากหลายๆ ฝ่าย แต่กฎเกณฑ์การตรวจสอบถ่วงดุลของพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยนั้น ไม่ได้เกิดจากความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ หากเกิดจากการต่อสู้ขัดแย้งกันโดยไม่เคารพกติกา เช่น บางฝ่ายร่วมกันใช้วิธีรัฐประหารเป็นเครื่องมือ บางฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญที่วางเงื่อนไขให้การตรวจสอบถ่วงดุลไม่สุจริตมาแต่ต้น แม้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นผ่านความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ในการลงประชามติที่ไม่ให้ทางเลือกอื่น

ดังนั้น ในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยจึงเต็มไปด้วยอำนาจอันหลากหลาย ซึ่งไม่ได้ถูกผูกโยงเข้าหากันด้วยระบบกฎหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต่างก็อ้างอำนาจจากที่มาซึ่งแตกต่างกันมาก นับตั้งแต่ประเพณี, สถานะนักบวชในศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือ, อำนาจดิบ, ความเห็นชอบของพลเมืองส่วนใหญ่ผ่านการเลือกตั้ง, สถานะทางสังคมที่สูงเช่นนักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัย, หรือปัญญาชน, นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ

อำนาจในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของไทยเหล่านี้ แข่งขันแย่งชิงอำนาจนำกันอยู่เสมอมา



สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อาญาสิทธิ์ที่อ้างที่มาแห่งอำนาจจากความเห็นชอบของประชาชนนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของอาญาสิทธิ์ที่อ่อนแอที่สุดในการแย่งชิงอำนาจนำในพื้นที่อาญาสิทธิ์ แต่กลับเริ่มมีอำนาจที่ได้จากแหล่งความชอบธรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพื้นที่ทางการเมืองในสังคมไทยเองก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาเหมือนกัน คนชั้นกลางประสบความสำเร็จในการนำ "ปฏิรูปการเมือง" จนเป็นผลให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ประชาชนในชนบทรวมตัวกันต่อสู้ปกป้องสมบัติสาธารณะของชุมชนทั่วไปทั้งประเทศ บางครั้งก็สามารถครอบครองกระแสข่าวของส่วนกลางได้ เช่นกรณีสมัชชาคนจน หรือการประท้วงของสหภาพแรงงานบางแห่ง อีกทั้งประชาชนยังมีโอกาสเลือกตั้งใน อปท.อยู่อย่างสม่ำเสมอ


ในขณะที่ความเห็นชอบของพลเมืองเพิ่มอำนาจนำให้แก่บางสถาบันในพื้นที่อาญาสิทธิ์ ก็ลดอำนาจนำของสถาบันอื่นในพื้นที่เดียวกันไปพร้อมกัน และด้วยเหตุดังนั้น สถาบันที่อาศัยฐานแห่งความชอบธรรมจากสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความเห็นชอบของประชาชน จึงต้องเข้ามาแย่งอำนาจนำในพื้นที่การเมืองเพิ่มมากขึ้น และถี่ขึ้น

การต่อสู้แย่งชิงอำนาจนำที่เคยซ่อนตัวอยู่หลังฉากในพื้นที่อาญาสิทธิ์ จึงออกมาปรากฏบนท้องถนน, ห้องพิจารณาคดีของศาลบางประเภท, หน้าสื่อทุกประเภท, ห้องแถลงข่าวของนักวิชาการ ฯลฯ



เรากำลังอยู่ในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนำของสถาบันต่างๆ ในพื้นที่อาญาสิทธิ์ของรัฐ ซึ่งอาจสรุปให้เหลือสั้นๆ ได้เพียง การเพิ่มความสำคัญแก่ฐานความชอบธรรมที่มาจากความเห็นชอบของพลเมือง นี่คือเหตุผลที่เราได้เห็นความเป็นปฏิปักษ์ต่อความปลี่ยนแปลงอันนี้ในพื้นที่อาญาสิทธิ์อย่างล่อนจ้อนในครั้งนี้

รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์จึงต้องตระหนักให้ชัดด้วยว่า การรักษาพื้นที่อาญาสิทธิ์ให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองและควบคุมของกฎหมาย จึงไม่ใช่เพื่อรักษาตัวรอดทางการเมืองเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือการรักษาพื้นที่อาญาสิทธิ์ให้ดำรงอยู่อย่างมีความหมายในรัฐของเราต่อไป

การดำรงอยู่ของรัฐบาลรักษาการในสถานการณ์ของการแย่งชิงอำนาจนำในครั้งนี้ คืออนาคตของประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในชาติของเรา



.

2557-02-03

สื่อต่างชาติมองไทย ในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.

.

สื่อต่างชาติมองไทย ในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51583
. . Mon, 2014-02-03 13:21

( ภาพอดีต จากการเมือง-ต้านประชาธิปไตย-อันต่อเนื่อง ) 


สื่อต่างชาติส่วนใหญ่พูดถึงกรณีที่มีผู้มาใช้สิทธิแสดงความไม่พอใจที่มีการปิดกั้นก่อกวนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. บ้างก็วิเคราะห์ว่าหลังการเลือกตั้งแล้วความขัดแย้งในไทยก็จะยังอยู่ในภาวะคุมเชิงกันทั้งสองฝ่าย ขณะที่บางแห่งมองว่าการพยายามก่อกวนการเลือกตั้งของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเป็นการล้ำเส้นมากเกินไป

2 ก.พ. 2557 สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานข่าวและสถานการณ์เรื่องการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ใช้พาดหัวข่าวว่าการเลือกตั้งถูกรบกวนโดยผู้ประท้วง


โจนาธาน เฮด จากสำนักข่าวบีบีซีกล่าวว่า ช่วงตลอดคืนก่อนหน้าวันเลือกตั้งมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนส่งชายฉกรรจ์หลายสิบคนเข้าไปตั้งแผงกั้นเพื่อตัดทางเข้าคูหาเลือกตั้งในเขตดินแดง ตำรวจไม่ได้เข้าแทรกแซงสถานการณ์ แต่เรียกร้องขอให้ กกต. ที่ถูกกักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวออกมาก่อน แต่การ์ดที่ส่วนหนึ่งมีอาวุธไม่ยอม

เฮดรายงานอีกว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแนวกั้นที่ถนนอีกฝั่งหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างการ์ดของสุเทพ เทือกสุบรรณ กับคนในพื้นที่ซึ่งเดินทางมาเลือกตั้งและรู้สึกไม่พอใจ บางคนโบกบัตรประชาชนเรียกร้องให้เคารพสิทธิในการเลือกตั้งของพวกเขา มีบางคนชูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมเปล่งคำพูดแสดงความจงรักภักดี

เฮด บอกว่า "นี่ถือเป็นข้อโต้แย้งที่ฝั่งผู้ชุมนุม กปปส. กล่าวหาว่าฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเป็นพวกอยากทำให้ไทยเป็นสาธารณรัฐ"



ทางด้านอัลจาซีรารายงานเรื่องการปิดคูหาเลือกตั้งของฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเช่นเดียวกัน โดยบอกว่าถ้าหากยังไม่มีองค์ประกอบมากพอที่จะตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ ยิ่งลักษณ์ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการต่อไปอีกหลายเดือน

อัลจาซีราระบุอีกว่าแม้จะมีการตั้งรัฐบาลใหม่ได้ แต่สภาพการคุมเชิงกันระหว่างสองฝ่ายยังคงอยู่ ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีเวลามากขึ้นในการยกระดับการต่อต้านรัฐบาลและหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี


ขณะที่สำนักข่าวสเตรทไทม์รายงานว่าการเลือกตั้งในไทยถูกปกคุลมด้วยบรรยากาศตึงเครียด เนื่องจากเกิดเหตุความรุนแรง 1 วันก่อนการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็มีการสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ต้องการเข้าไปเลือกตั้งแต่กลับถูกก่อกวน

สำนักข่าวสเตรทไทม์วิเคราะห์ว่า แม้จะมีโอกาสสูงที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะชนะคะแนนเสียงการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่เธอก็จะยังคงดำรงตำแหน่งนายกฯ รักษาการต่อไป โดยที่มีอำนาจกำหนดนโยบายจำกัด จนกว่าจะมีการเลือกตั้งซ่อมที่จะทำให้มี ส.ส.มากพอที่จะเปิดสภาฯ


ทางด้านแพทริก วินน์ ผู้สื่อข่าวโกลบอลโพสต์ได้โพสท์ภาพถ่ายของวัยรุ่นอายุ 18 คนหนึ่งที่เข้าแจ้งความกับตำรวจหลังพบเหตุการณ์ก่อกวนคูหาเลือกตั้งพร้อมข้อความว่า "วันนี้ควรจะเป็นวันแรกที่ชายอายุ 18 ปีคนนี้ได้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เพราะมีคนก่อกวนการเลือกตั้งทำให้เขาต้องมาแจ้งความลงบันทุกประจำวันแทน"

"มันเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด ผมรอเวลานี้มาตั้งแต่เข้าเรียนแล้ว พวกเขาฉกชิงสิทธิของผมไปต่อหน้าต่อตา" ชายที่ชื่อจิตสรา กล่าวจากการอ้างอิงในทวิตเตอร์ของแพทริก วินน์

ในรายงานข่าวของโกลบอลโพสต์ เน้นนำเสนอเรื่องผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงความไม่พอใจที่หน่วยเลือกตั้งถูกปิดกั้น โดยระบุในเนื้อข่าวว่านี่เป็นการเลือกตั้งที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย

ข่าวของโกลบอลโพสต์ยังพูดถึงกลุ่มผู้มีสืทธิ์เลือกตั้งในเขตราชเทวีไม่พอใจที่ถูกปิดกั้นจนต้องเปิดหน่วยเลือกตั้งชั่วคราวขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นฉากที่ดูจับใจและดูน่าเศร้าไปพร้อมๆ กัน แม้การลงคะแนนกันเองของพวกเขาจะไม่มีน้ำหนักในการลงคะแนนจริง แต่ก็เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความไม่พอใจที่ถูกปิดกั้นการเลือกตั้งมากกว่า

โกลบอลโพสต์ระบุในเนื้อความข่าวอีกว่า การชุมนุมของประชาชนราว 200,000 คนของกลุ่ม กปปส. ในตอนนี้ก็เริ่มลดน้อยลงอย่างมาก และเหตุการณ์ก่อกวนการเลือกตั้งในเขตราชเทวีก็ถือว่าฝ่ายผู้ชุมนุมล้ำเส้นมากเกินไป


เรียบเรียงจาก

Thailand elections: Protesters disrupt voting in tense polls, Strait Times, 02-02-2014
http://www.straitstimes.com/the-big-story/turmoil-thailand/story/thailand-elections-protesters-disrupt-voting-tense-polls-201402

Thailand election disrupted by protests, BBC, 02-02-2014
http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-26003995

Thailand protesters disrupt general election, Aljazeera, 02-02-2014
http://www.aljazeera.com/news/asia/2014/02/thailand-protesters-disrupt-general-election-20142263752606651.html

LIVE: Thailand election 2014, Asian Correspondent, 02-02-2014
http://asiancorrespondent.com/119147/live-thailand-elections-2014/

Bangkok aunties rage against election sabotage, Globalpost, 02-02-2014
http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/thailand/140202/bangkok-aunties-rage-election-sabotage




.

2557-01-24

ประวิตร: จิปาถะข้อสังเกตวิกฤตการเมือง, +จดหมายถึงผู้ชุมนุมผู้มีอันจะกินชาวกรุงเทพฯ

.

ประวิตร โรจนพฤกษ์: จิปาถะข้อสังเกตวิกฤตการเมือง
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4569 
. . ศ 24 มกราคม, 2014 - 08:28
| โดย pravit


วิกฤติการเมืองปัจจุบันอาจทำให้หลายคนหน้ามืดตามัวตกหล่มความเกลียดชัง
แต่สำหรับผม ผมถือว่ามันช่วยให้ผมได้คิดและเข้าใจสังคมไทยดีขึ้น

เหล่านี้คือข้อสังเกตโดยสังเขป

1)           คนไทยควรเรียนรู้ที่จะสื่อสารพูดจากันโดยไม่ต้องพึ่งนกหวีด ตีนตบ ระเบิดมือหรือปืนอาก้า
2)           แดงเคยต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างไรในปี 53 วันนี้พวกคุณก็ควรต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นกันแม้ใช้กับฝ่ายตรงข้าม >กฎหมายเผด็จการย่อมเป็นกฎหมายเผด็จการอยู่วันยังค่ำ
3)           หาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้ปัญหาได้จริง ปัญหาคงจบสิ้นไปตั้งแต่ตอนอภิสิทธิ์ใช้แล้ว หรือถ้ายังไม่เข้าใจ ขอให้ดูสามจังหวัดภาคใต้เป็นตัวอย่างเสริม
4)           ระหว่างเลือกตั้งกับเทือกตั้ง ผมคงไม่ต้องบอกนะว่าผมเลือกอะไร
5)           เวที กปปส. มักมีการแสดงฉ่อยสลับกับการพูดถ่อยๆ แต่เวทีแดงก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน
6)           ตอนปี 53 คนตายรวมทุกฝ่าย 99 ศพ คุณยังไม่เคยเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออก มาอาทิตย์ที่แล้วตายหนึ่งศพเพราะระเบิด คุณกลับบอกยิ่งลักษณ์หน้าด้านไม่ยอมลาออกเสียที
7)           เวลาคุณดูถูกความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ไม่ว่าเพศหญิงหรือเกย์ตุ๊ด คุณกำลังประจานตนเอง
8)           เวลาคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม คุณกำลังสูญเสียความเป็นคนของคุณเอง
9)           บางทีความเกลียดชังอาจทำลายผู้ที่เกลียดมากกว่าผู้ที่ถูกเกลียดเสียอีก
10)   Respect My Vote แปลว่า เห็นหัวกูหน่อย
11)   สิ่งตรงข้าม Respect My Vote คือ Respect My Privileges  (..เอกอภิสิทธิ์)
12)   กรุงเทพฯ มิใช่ประเทศไทยทั้งหมดหากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศ
13)   กรุงเทพมหานครหาใช่สุเทพมหานครไม่
14)   คุณจะเอา ‘สภาประชาชน’ คุณเคยถามผมและคนอีกหลายล้านหรือยัง? ทำไมเราตัดสินเรื่องนี้ผ่านประชามติกันไม่ได้?
15)    ผมจะไม่ยอมให้ กปปส. ละเมิดสิทธิทางการเมืองของผมและของคนอีกนับสิบล้าน
16)   เวลาคุณเป่านกหวีดดังๆ ปี้ดๆ คุณมักไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงนกหวีดของคุณเอง
17)   เสื้อแดงควรมีขันติต่อผู้ชุมนุม กปปส. เพราะตอนปี 53 พวกคุณก็ปิดถนนอยู่เป็นเดือน ทำผู้อื่นเดือดร้อนมิใช่น้อยเช่นเดียวกัน
18)   ถ้าคุณคิดว่าเลือกตั้งแล้วทุกอย่างจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีสภาประชาชนแล้วจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีรัฐประหารแล้วทุกอย่างจบ ขอให้เลิกคิด
19)   ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของทักษิณอาจเป็นตัวทักษิณเอง
20)   เผื่อคุณยังไม่ทราบ: การขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์เกี่ยวพันกับความรู้สึกไม่มั่นคงอย่างยิ่งยวดในสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างปฏิเสธมิได้ เสื้อยืดประเภท ‘รักที่สุดคือในหลวง’ หรือ ‘ประชาชนของพระราชา’ จึงหาดูได้ไม่ยากในม็อบ กปปส. บรรดาคนรักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงรับไม่ได้ที่จะยอมให้ทักษิณยิ่งลักษณ์มีอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล
21)   ความเกลียดชังมิสามารถรังสรรค์ประชาธิปไตยได้
22)   ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย การฆ่ากันเพราะความเห็นต่างตะหากที่ไม่ปกติ
23)   ผมยังรอคำขอโทษจากยิ่งลักษณ์เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษเหมาเข่งอยู่
24)   เหตุผลที่ผมต้านสภาประชาชนคือเหตุผลเดียวกับที่ผมต้านการฆ่าตัดตอนของสงครามยาเสพติดยุคทักษิณ >มันไม่ชอบธรรมและละเมิดสิทธิผู้อื่น
25)   ประชาธิปไตยมิอาจสร้างได้ด้วยวิธีอันเป็นเผด็จการ
26)   ผมเข้าใจว่าทำไมวันนี้คุณมองว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมแล้ว แล้วพวกคุณเข้าใจไหมว่าทำไมคนอื่นถึงมองวิธีไล่รัฐบาลของพวกคุณว่าไม่ชอบธรรม?
27)   ผมไม่มีปัญหากับการปฏิรูป แต่ผมมีปัญหากับการปฏิรูปแบบเผด็จการอันปราศจากความชอบธรรม
28)   กรุงโรมมิได้สร้างภายในหนึ่งวันฉันใด ประชาธิปไตยก็มิอาจสร้างได้โดยการไล่คนที่คุณเกลียดออกจากอำนาจฉันนั้น
29)   พวกคุณ shutdown กรุงเทพฯ ได้ แต่พวกคุณชนะใจผมไม่ได้
30)   เห็นต่างไม่จำเป็นต้องฆ่ากัน
31)   สังคมที่พยายามทำให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนกันเรื่องการเมือง คือสังคมที่ไม่ต้องการให้ประชาชนคิดเอง
32)   ผมเคารพสิทธิไม่ไปเลือกตั้งของพวกคุณ แล้วพวกคุณเคารพสิทธิเลือกตั้งของผมไหม?
33)   หากคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม ขอให้คุณตรวจเช็คความเป็นคนของคุณด่วน!
34)   หากคุณเกลียดคนที่เห็นแตกต่างจากคุณทางการเมือง ผมเกรงว่าคุณอาจมิได้ชื่นชมประชาธิปไตยอย่างที่คุณหลงคิด 



++

ประวิตร โรจนพฤกษ์: จดหมายถึงผู้ชุมนุมผู้มีอันจะกินชาวกรุงเทพฯ
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4492
. . พ 11 ธันวาคม, 2013 - 19:06
| โดย pravit


วันก่อนพวกคุณได้ร่วมการถกเถียงเรื่องที่ว่าม็อบวันจันทร์ที่ 9 ธันวา ที่ผ่านมามีคนมาร่วมชุมนุมถึงห้าล้านอย่างที่ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างหรือเพียงแค่แสนห้ากันแน่หรือไม่ -ผมอดนึกมิได้ว่าการถกเถียงอย่างดุเดือดเรื่องนี้ในโซเชียลมีเดียโยงกับความรู้สึกไม่มั่นคงเรื่องความชอบธรรมและข้อสงสัยที่ว่าพวกคุณเป็นคนส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่ในสังคมกันแน่

ท่านสุเทพทำผมตาค้างแทบตกเก้าอี้เมื่อผมได้ยินท่านผู้นำสูงสุดของพวกคุณประกาศตอนบ่ายแก่ๆวันจันทร์ว่าอีกไม่นานท่านจะขึ้นมาแถลงบนเวทีหน้าทำเนียบฯในนามของมวลมหาประชาชนไทยทุกคน เอ่อ…คือ… คือผมจำไม่ได้จริงๆว่าผมเคยยินยอมให้ท่านสุเทพหรือผู้นำของพวกคุณเอาหนึ่งเสียงของผมไปอ้างตั้งแต่เมื่อไหร่ และผมก็มั่นใจว่าลึกๆพวกคุณก็คงทราบดีว่าคนไทยอีกหลายสิบล้านก็มิเคยได้มอบอำนาจให้แก่ท่านสุเทพเช่นกัน

แต่ไม่ว่าจำนวนผู้ชุมนุมบนท้องถนนในวันนั้นจะมากถึงห้าล้านหรือแค่แสนห้า ความจริงก็คือว่าไม่มีผู้ใดจะสามารถอ้างว่าตนพูดในนามของประชาชนทั้งประเทศได้ ผมอยากย้ำเตือนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงชาวกรุงเทพฯผู้มีอันจะกินอย่างพวกคุณทุกคนที่ได้ออกไปใช้สิทธิทางการเมืองโดยการชุมนุมประท้วงมา ณ ที่นี้ด้วยว่าพวกคุณมิใช่คนส่วนใหญ่ของสังคม และเมืองไทยก็มิใช่สมบัติของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เท่านั้น กรุงเทพฯเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเทศเป็นของคนไทยทุกคนร่วมกัน


ผมทราบดีว่าพวกคุณคงรู้สึกอกหักช้ำใจ เพราะพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยนักการเมือง ‘ดีๆ’ ผู้ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศมาอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจาก Oxford Cambridge หรือ Ivy League กลับพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างซ้ำซาก แล้วพวกคุณก็ต้องทนกับนายกรัฐมนตรีที่พูดภาษาอังกฤษห่วยแตก แถมออกเสียงคำภาษาไทยบางคำก็ยังผิด แถมยังต้องมาทนกับพี่ชายแสนดีของเธอที่พยายามบริหารราชการแผ่นดินผ่านโทรศัพท์มือถือไม่รู้กี่เครื่องที่แกมี

ผมทราบดีว่าพวกคุณรู้สึกว่าทักษิณ ยิ่งลักษณ์นั้นชั่ว กร่าง โกง กิน ชอบใช้อำนาจในทางที่ผิด ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ -ในบางแง่ผมก็เห็นด้วย ก็ดูการผลักดันร่างนิรโทษกรรมเหมาเข่งตอนตีสี่ที่่ทักษิณได้ประโยชน์สิ มันหน้าด้านมาก แม้ญาติคนเสียชีวิตปี 53 อย่างแม่น้องเกดหรือคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่แคร์

ผมทราบดีเช่นกันว่าพวกคุณชินกับการชี้นิ้วสั่งลูกน้องสั่งคนขับรถ สั่งเด็กเสิร์ฟ ออเดอร์สาวอาบอบนวดและชนชั้นแรงงานให้ทำโน่นนี่ตามใจชอบ พวกคุณจึงรู้สึกรับไม่ได้ที่บรรดาผู้ที่มีการศึกษาต่ำและคนจนเหล่านั้นดันกลับมีบทบาทชี้ชะตาสังคมผ่านการเลือกตั้ง ผมเคยได้ยินบางคนในกลุ่มพวกคุณพูดแม้กระทั่งว่า เมืองไทยน่าจะมอบสิทธิเลือกตั้งเฉพาะคนที่จบปริญญาตรีหรือจ่ายภาษีรายได้ทางตรงเท่านั้น บรรดา ‘ควายแดง’ คนชนบทที่ด้อยการศึกษามิควรมีโอกาสกำหนดทิศทางการเมืองสังคมไทย เพราะคนพวกนี้โง่ จน และถูก ‘ไอ้เหลี่ยม’ หลอกซ้ำซากไม่รู้จักจบ แต่เวลาผมได้ยินเช่นนี้ ผมกลับอดนึกถึงระบอบเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้สมัยหลายสิบปีก่อนมิได้

นี่มิใช่หนทางรอดหรือทางออกของสังคมไทยสำหรับพวกเรา ผมใช้คำว่า ‘พวกเรา’ เพราะผมก็เป็นคนกรุงเทพฯ และกำพืดก็มิได้ต่างจากพวกคุณที่มักทา sunblock ก่อนออกไปตากแดดชุมนุมหรือชอบหลบไปนั่งร้านกาแฟเย็นๆ ติดแอร์มีลาเต้รสดีให้ดื่มเอาแรงระหว่างรอออกไปเดินขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์ต่อ ความจริงคือว่า สังคมไทยคงเดินต่อไปลำบากยิ่ง หากเรายังดันทุรังกดหัวคนส่วนใหญ่ในสังคมมิให้พวกเขามีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมเรา -มันเหมือนรถสิบล้อที่เคลื่อนที่โดยอาศัยล้อเพียงล้อเดียว



เราควรพยายามสื่อสารกับคนอื่นที่เห็นต่างจากเรามากกว่านี้ หันไปมองมนุษย์เป็นมนุษย์เช่นเดียวกันไม่ว่าการศึกษาในระบบเขาจะน้อยเพียงไร เราควรจะพยายามพูดจากันอย่างสันติด้วยเหตุผล แทนที่จะตะโกนด่าว่ากันด้วยคำหยาบสารพัดอย่างไร้สติและเกลียดชังจนไม่มีใครฟังใคร หรือเกลียดกันจนไม่รู้สึกอะไรเวลาผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้ามถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

สังคมต้องการพื้นที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงโต้เถียงกันด้วยเหตุผลอย่างสันติและขันติ ระบอบประชาธิปไตยไทยยังเยาว์และเปราะบางบางนัก แต่ผมหวังว่าทั้งประชาธิปไตยและประชาชนทั้งสังคมจะมีโอกาสได้เดินหน้าเติบโตไปพร้อมกัน และนั่นหมายความว่าเราไม่สามารถปล่อยให้คนไม่กี่คนแอบอ้างเสียงคนทั้งชาติและกำหนดชะตาสังคมอย่างเผด็จการได้ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามลากรถถังออกมาอีก และกรุณาอย่าเข้าใจผิดคิดว่าม็อบคน ‘ห้าล้าน’ มีสิทธิตัดสินใจแทนคนทั้งแผ่นดิน

เราทุกคนคงจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองอย่างสันติและสร้างสรรค์ เคารพเสียงทุกเสียง ยอมรับเสียงส่วนใหญ่และเคารพรับฟังเสียงส่วนน้อย

ผมได้ยินเสียงพวกคุณชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป่านกหวีดบ่อยๆ จนแก้วหูพัง ทีนี้ช่วยกรุณาไปบอกท่านสุเทพด้วยว่า ท่านควรเลิกอ้างเสียงมวลมหาประชาชนคนทั้งประเทศได้แล้ว

ด้วยความจริงใจ

ประวิตร โรจนพฤกษ์
นสพ. The Nation
11 ธันวาคม 2556

ปล. ถอดความดัดแปลงจากจดหมายภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ The Nation วันที่ 11 ธันวาคม 2556 หน้า 11A ชื่อ A letter to the well-heeled protesters of Bangkok by Pravit Rojanaphruk



.

2557-01-21

วิจักขณ์ พานิช เขียน พลังซื้อ(เสียง)

.

พลังซื้อ(เสียง) 
โดย วิจักขณ์ พานิช
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390279043
. . วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:55:29 น.

( ที่มา : คอลัมน์ธรรมนัว นสพ.มติชนรายวัน )


วันก่อนไปกินข้าวที่ร้านอาหารย่านถนนดินสอ ตอนแรกก็กังวลครับว่าร้านจะปิดหรือเปล่า เพราะตรงนั้นอยู่ใกล้เวทีมวลมหาประชาชนราชดำเนินมาก อีกทั้งถนนเส้นดังกล่าวก็มีรั้วเหล็กกั้น รถผ่านเข้าออกไม่ได้

ผมเลยจอดมอเตอร์ไซค์ไว้บริเวณที่จอดรถข้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานครแล้วลงเดิน เมื่อไปถึง สภาพในร้านตรงกันข้ามกับที่จินตนาการไว้ตอนแรกอย่างสิ้นเชิง คนแน่นร้านแทบจะไม่มีโต๊ะนั่ง และอาหารหลายอย่างในเมนูหมดเกลี้ยงไม่มีให้สั่ง ผมเลือกเมนูรองๆ ลงไป หลังรายการที่อยากทานถูกปฏิเสธโดยพนักงานเสิร์ฟไปหลายครั้ง ระหว่างนั่งรออาหารก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับผู้คนที่เดินเข้าออกร้านอย่างคึกคักไม่ขาดระยะ ที่สะดุดตามาก คือเครื่องประดับลายธงชาติดูมีราคาทั้งหลายที่ผู้มาชุมนุมสวมใส่กันครับ หลายไอเท็มเป็นไอเดียสร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยไม่ว่าจะในม็อบไหน …ตุ้มหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ นกหวีด ที่คาดผม สายรัดข้อมือ เสื้อยืด ฯลฯ บางอัน customize ดีไซน์ได้เก๋ไก๋ ดูมีราคา น่าซื้อหามาเก็บไว้มากๆ เรียกได้ว่าเป็นการเอาธงชาติไทยมาพัฒนาเป็น "แบรนด์รักชาติ" ระดับโลกอย่างแท้จริง

ผมไม่รู้ว่าสินค้ารักชาติเหล่านี้เป็นหนึ่งในยุทธวิธีการต่อสู้ของกลุ่ม กปปส.ที่วางแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่
แต่การยึดเอาธงชาติมาทำเป็น Brand สินค้า เพื่อสวมใส่และประดับบนเรือนร่าง สร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของผู้ชุมนุมในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จนติดตลาด ก่อให้เกิดรายได้ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อกลุ่ม กปปส. อย่างประเมินค่ามิได้ ภาพของคุณสุเทพในชุดเสื้อเชิ้ตประดับธงชาติเดินออกบิณฑบาตเรี่ยไรเงินบริจาคได้เป็นกระสอบๆ โดยที่มีผู้สนับสนุนตามรายทางหยิบยื่นให้ด้วยความเต็มใจและรอยยิ้มนั้นเป็นอะไรที่ยากจะเข้าใจในแง่ของตรรกะและเหตุผล
ธงชาติที่ติดอยู่บนเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต โบ ริบบิ้น สายรัดข้อมือ และของที่ระลึกต่างๆ ได้ปลุกเสกให้บุคคล สิ่งของ และสินค้าเหล่านั้นกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ดีงาม มีค่า ที่ผู้คนพร้อมให้ความเชื่อมั่น ศรัทธา เสพ ซื้อ สวม ใส่ และสนับสนุนอุดมการณ์ภายใต้สิ่งของเหล่านั้น ในแต่ละวันแรงหนุนและแรงซื้อเข้ามาในม็อบ กปปส. เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาลครับ และพลังซื้อนี่เองที่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกทุนนิยม

I buy, therefore I am…




การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ในโลกยุคนี้จะมองข้าม "พลังซื้อ" ไปไม่ได้เลยครับ การซื้อสะท้อนการ "เลือก" ในชีวิตประจำวัน จนอาจเรียกว่าการเลือกซื้อเป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในโลกสมัยใหม่ก็ว่าได้
สิทธิในการเลือกบริโภคสินค้ายี่ห้ออะไร ผลิตที่ไหน โดยบริษัทใด มีอุดมการณ์อะไรอยู่ภายใต้ดีไซน์และคุณภาพของสินค้าชิ้นนั้น สะท้อนคุณค่า รสนิยม และวิจารณญาณของเราแต่ละคน ด้วยเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปคือการสนับสนุนชุดคุณค่าประเภทหนึ่งท่ามกลางชุดคุณค่าที่มีอยู่มากมายหลากหลาย หนึ่งการซื้อของเราจึงหมายถึงการสนับสนุนให้คุณค่านั้นดำรงอยู่และเติบโตต่อไปได้ในสังคมที่เราอยู่

จากเดิมที่คนไทยบางกลุ่มชอบออกมาตีโพยตีพายเวลามีการนำธงชาติมาใช้อย่างไม่เหมาะสม แต่หลังจากที่ กปปส.ได้ยึดธงชาติมาสร้างเป็นแบรนด์รักชาติของตนได้เป็นผลสำเร็จ ความรักชาติก็ได้กลายเป็นสินค้าที่เปิดกว้างต่อการบริโภคอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ก็เปิดกว้างต่อการนำไปใช้หาประโยชน์ทั้งทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมอย่างเต็มที่


ทว่าผลที่ตามมาในอีกด้านหนึ่งก็คือ ธงชาติไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แทนคนไทยทั้งชาติอีกต่อไป คนที่ไม่เลือกและไม่ซื้อแบรนด์ของคุณสุเทพกำลังถูกทำให้กลายเป็นคนที่ไม่รักชาติไปโดยปริยาย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว พวกเขาแค่ไม่ได้มีจินตนาการความเป็นชาติร่วมกับกลุ่ม กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระผู้ถือหุ้นส่วนเท่านั้นเอง

แล้วประชาชนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในมวลมหาประชาชนยังจะพอมีทางเลือกอะไรอยู่บ้างในชาตินี้?
หากมองไปรอบๆ ทางฟากฝั่งประชาธิปไตยก็มีการพยายามสร้างแบรนด์นำเสนอสินค้าขึ้นมาหลากหลายเช่นกันครับ เป็นสินค้าที่เสพแล้วให้คุณค่าและความหมายที่ต่างออกไป สร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อสำนึกประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรง


สินค้าเหล่านี้ผลิตขึ้นมาโดยกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ …คนรุ่นใหม่ที่พยายามคิดและสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ๆ ของคำว่าชาติ ชาติที่ไม่ต้องคลั่ง ชาติที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับชุดคุณค่าภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ และกษัตริย์อย่างคับแคบ สำหรับคนกลุ่มนี้ ประเทศชาติจำเป็นต้องมีจินตนาการใหม่ๆ ชาติสามารถเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าได้ด้วยการมีส่วนร่วมของคนในชาติ คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง มีจินตนาการที่แตกต่าง แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เคารพกัน รับฟังกัน เรียนรู้จากกันได้ คนทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสดงออก นำเสนอทางเลือก
และแน่นอนครับ พวกเขาได้นำเสนอสินค้าที่สะท้อนแนวคิดเหล่านั้น เพื่อหาทุนมาดำเนินกิจกรรมตามแนวทางที่พวกเขาเชื่อ


สินค้าชิ้นแรกที่ผมมีส่วนร่วมสนับสนุนในฐานะพลังซื้อ เป็นเสื้อยืด "คน = เท่ากัน" จากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการฝั่งประชาธิปไตยในครั้งนี้มีความแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมาครับ พวกเขามีทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงมาช่วยทำงาน มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ

การใช้สีสัน ภาพ กราฟิก และสื่อที่หลากหลายช่วยให้ข้อความปลุกสำนึกประชาธิปไตยของสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยสามารถเข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมาก แบรนด์ สปป. ภายใต้สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญที่มีตัวรัฐธรรมนูญเป็นแถบธงชาติ ดูมีสีสัน ทันสมัย และโฉบเฉี่ยวไฉไลถูกใจวัยรุ่น ทั้งยังคงไว้ซึ่งสาระทางวิชาการอันเป็นองค์ประกอบหลัก นั่นคือความเป็นชาติอันตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตยอันหนักแน่นมั่นคง

สินค้าชิ้นที่สอง มาจากแบรนด์ประชาไทครับ ประชาไทเป็นสำนักข่าวอิสระที่ดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว บางช่วงก็ล้มลุกคลุกคลานแทบเอาตัวเองไม่รอด แต่ก็ยังคงยืนหยัดฝ่าคลื่นลมมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยปกติประชาไทก็มักทำเสื้อออกมาเป็นประจำทุกปีเพื่อเป้าหมายการระดมทุน แต่ในปีนี้เสื้อของประชาไทสวยเก๋เป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะลาย 1=1=1=1 ที่เหมาะเจาะกับสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองในตอนนี้ เห็นแล้วต้องรีบซื้อหามาสวมใส่โดยพลัน เพื่อยืนยันอีกครั้งว่าคนทุกคนเท่ากันทางการเมือง ยิ่งเมื่อได้เห็นแบรนด์ประชาไทที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเสื้อแล้ว ก็เชื่อมั่นได้เลยว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปจะกลายเป็นพลังสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักข่าวคุณภาพแห่งนี้ให้อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปด้วย

สินค้าชิ้นที่สาม เป็นเสื้อยืดและโปสการ์ดสุดเก๋จากกลุ่ม WE VOTE แบรนด์น้องใหม่ที่มาแรงสุดสุด ในตอนนี้ครับ
วีโหวตเป็นการก่อตัวขึ้นของกลุ่มคนออนไลน์ เพื่อเป้าหมายในการรณรงค์เลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่กำลังจะมาถึง จุดเด่นของแบรนด์นี้อยู่ที่กราฟิกกระตุกความคิด กระแทกความรู้สึก กระตุ้นสำนึกประชาธิปไตย ที่ทำได้อย่างเจ็บแสบและแอบเท่ งานสร้างสรรค์แต่ละชิ้นแฝงไว้ด้วยไอเดียที่ท้าทายให้ขบคิดกันหลายทบ คลิปวิดีโอสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการทำออกมาได้สร้างสรรค์ ชวนคิด ชวนฟัง สร้างบรรยากาศของการเป็นชุมชนแห่งสันติตามวิถีประชาธิปไตยได้อย่างน่าตื่นเต้น

หากมองในด้านบวก การยึดธงชาติเอาไปทำแบรนด์ของกลุ่มกปปส. ให้ผลดีตรงที่ว่าชาติถูกดึงลงมาสู่ความเป็นธรรมดาสามัญของระบบตลาดอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ได้กลายเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งท่ามกลางทางเลือกที่มีอยู่มากมายหลากหลายให้คนเลือกซื้อ ชาติไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่งที่แตะต้องไม่ได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป ทว่าไอเดียของความเป็นชาติดำรงอยู่ได้ก็เพราะพลังของการเลือก...และพลังของการซื้อ 



ระบบตลาดเสรี (Free Market) นั้นให้ความสำคัญต่อสิทธิของผู้บริโภค ระบบซื้อขายที่เป็นธรรม (Fair Trade) ก็ต้องตั้งอยู่บนตลาดการแข่งขันที่เป็นธรรมด้วย

ไม่มีแบรนด์ใดสามารถผูกขาดความดีงาม ความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ครอบงำเหนือแบรนด์อื่นๆ ไม่มีแบรนด์ใดที่จะสถาปนาความดีงามเหนือคำวิพากษ์วิจารณ์และวิจารณญาณของประชาชนผู้บริโภค

มันทำให้ผมนึกถึงอีกคำหนึ่ง นั่นคือคำว่า "Fair Election" การเลือกตั้งที่เป็นธรรมนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการปราศจากการซื้อเสียงหรือโกงการนับคะแนนเท่านั้นครับ แต่เป็นการเลือกตั้งที่ทุกพรรคการเมืองเคารพเสียงความต้องการของประชาชน แทนที่จะมุ่งเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคการเมืองเคารพประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่ในฐานะตัวแทน ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้นำเสนอไว้ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และสร้างสำนึกของความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่จับต้องได้จริง

ดังนั้นวาทกรรม "ซื้อเสียง" หรือ "โกงการเลือกตั้ง" ที่ถูกนำมาใช้ดิสเครดิตและทำลายความชอบธรรมของการเลือกตั้งจึงเป็นข้อกล่าวหาที่ล้าสมัยเกินไปในโลกยุคนี้
โลกเสรีประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองก็ไม่ต่างจากแบรนด์ที่นำเสนอสินค้าออกมาให้ประชาชนเลือกซื้อ หากไม่มีใครซื้อก็ไม่ได้หมายความว่าการซื้อเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์หรือผู้ซื้อเป็นคนโง่ แต่ทุกพรรคการเมืองต้องหันกลับมามองดูตัวเองว่าได้นำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่
หากต้องการขยายตลาด เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อที่หลากหลายยิ่งขึ้น แล้วพรรคของคุณได้มีการพัฒนานโยบายทั้งในแง่คุณภาพ ไอเดีย จินตนาการ การสร้างสรรค์ และการสื่อสารที่เข้าถึงใจประชาชนแล้วหรือยัง ที่สำคัญคือพรรคการเมืองนั้นๆ ได้เคารพสิทธิในการเลือกของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ ไม่ใช่เอาแต่ยืนกรานว่าแบรนด์ของฉันคือแบรนด์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เก่าแก่ที่สุด ดีงามสูงสุด ที่คนทั้งโลกจะต้องเลือกซื้อโดยไม่เคยคิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเพราะวันนี้มีธงชาติไทยแปะอยู่บนนั้น



จินตนาการใหม่ๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นจากคนรุ่นใหม่ นำเสนอทางเลือกใหม่ๆ เปิดจินตนาการของคำว่าชาติให้กว้างขวางออกไปไกลกว่าความหมายอันคับแคบแบบเดิมๆ สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่มีพื้นที่กว้างขวางมากพอที่จะเปิดรับจินตนาการหลากหลายเหล่านั้นให้อยู่ร่วมกันได้ บนพื้นฐานของเสรีภาพทางความคิด สิทธิในการเลือก และการเคารพทุกความต้องการของผู้ซื้อ
แบรนด์ใหม่ๆ ที่แฝงไว้ด้วยความเข้มข้นของสำนึกประชาธิปไตยกำลังเกิดขึ้น เช่นเดียวกับพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่จะถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

การเคารพการเลือกตั้งจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด อันจะเกื้อหนุนให้จินตนาการของชาติที่หลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติภาพ


นำเสนอสินค้ามาสิครับ แล้วประชาชนจะเป็นคนซื้อเอง

ว่าแล้วก็ไปหยิบเสื้อ WE VOTE มาใส่ #รอเลือกตั้ง ดีกว่า ...เสื้ออะไรไม่รู้ใส่แล้วโคตรเท่!!



.

2557-01-18

ข้อยกเว้นมีหรือไม่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ข้อยกเว้นมีหรือไม่
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51234
. . Sat, 2014-01-18 08:22

( เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 มกราคม 2557 หน้า 30
ที่มา: www.sujitwongthes.com )



ถึงที่สุดของบทความนี้ ผมคงต้องตั้งคำถามเชยๆ อันหนึ่งแก่นักสันติวิธี นั่นคือคำถามที่ถามกันมานานแล้วว่า สันติวิธีนั้นใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันเป็นธรรมได้จริงหรือ
นักสันติวิธีตอบคำถามนี้ไปนานแล้ว ด้วยการยกกรณีของความสำเร็จซึ่งเกิดในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ผมก็ไม่ได้ตามไปศึกษากรณีต่างๆ เหล่านั้น แต่ก็ยอมรับข้อถกเถียงของนักสันติวิธีอย่างง่ายๆ หรือมักง่าย

อย่างไรก็ตาม มีกรณีหนึ่งที่ผมพอจะรู้อะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือกรณีของคานธีและอินเดีย จริงอยู่หรอกครับที่คานธีและสันติวิธีมีความสำคัญที่สุดที่ทำให้อังกฤษหลังสงคราม เห็นว่าไม่คุ้มในทุกทาง (เศรษฐกิจ, การเมืองระหว่างประเทศ, การทหาร ฯลฯ) ที่จะรักษาอินเดียไว้เป็นอาณานิคมต่อไป จึงยอมให้เอกราชแก่อินเดีย แต่คานธีไม่ได้ดำเนินการสันติวิธีในสุญญากาศ หากดำเนินการอยู่ในความวุ่นวายปั่นป่วนและความรุนแรงหลายประเภทของสังคมอินเดีย (อังกฤษใช้คำว่า agitation ซึ่งกระทำโดยสันติวิธีก็ได้ โดยใช้ความรุนแรงก็ได้)

ทุกครั้งที่มีการประท้วงซึ่งนำโดยคานธี หรือกระทำในนามของคานธี แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ประท้วงใช้สันติวิธี แต่อังกฤษใช้ตำรวจชาวอินเดียตอบโต้ด้วยความรุนแรง บาดเจ็บกันจำนวนมาก กลายเป็นภาพความทารุณโหดร้ายปรากฏในสื่อทั่วโลก และในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ร่วมประท้วงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทนไม่ไหวกับการปราบปราม ลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงต่อสู้กับตำรวจบ้าง ยิ่งทำให้ตำรวจระแวงและยิ่งใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นมากขึ้น

ไม่มีหรอกครับ กระบวนการสันติวิธีที่ใช้กับคนจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน จะสามารถรักษาแนวทางสันติวิธีได้ทั่วถึงและตลอดไป


นอกจากนี้ แนวทางสันติวิธีของคานธี ก็เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางอีกหลายชนิดที่นักชาตินิยมอินเดียใช้ในการขับไล่อังกฤษ วิธีที่ไม่ใช่อหิงสาก็มีอีกหลายแนว รวมทั้งการตั้งใจใช้ความรุนแรงโดยตรง ผู้นำที่รู้จักชื่อกันดีซึ่งเลือกใช้วิธีนี้ก็เช่น สุภาส จันทรโบส ซึ่งไปร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อใช้กำลังทหารขับไล่อังกฤษ ที่จริงยังมีผู้นำชาวเบงกอลีอีกหลายคน ทั้งก่อนและหลังสุภาสที่เลือกใช้ความรุนแรง

อังกฤษต้องเลือกระหว่างแนวสันติวิธีของคานธีกับแนวความรุนแรงของผู้นำคนอื่น การตัดสินใจในที่สุดที่จะจำนนต่อแนวของคานธี ทำให้เมื่ออินเดียเป็นเอกราชแล้ว อินเดียก็ยังสมัครใจอยู่ในเครือจักรภพ ตัดสินใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอีกพักใหญ่ ตัดสินใจที่จะไม่ผนวกธุรกิจของอังกฤษทั้งหมดในอินเดียให้เป็นของชาติ ฯลฯ

ผมจึงคิดว่า เราไม่อาจมองความสำเร็จของคานธี โดยลืมปูมหลังความรุนแรงนานาชนิดที่เกิดในอินเดียไม่ได้
ความสำเร็จของคานธีคือสันติวิธี แต่ความสำเร็จของอินเดียที่กู้เอกราชได้ ไม่ใช่สันติวิธีล้วนๆ แน่
และกระแสความรุนแรงเหล่านั้นก็มาปรากฏอย่างชัดเจนแพร่หลายไปทั่วหลังจากได้เอกราช แม้แต่คานธีเองก็คานไม่อยู่

อีกทั้งต้องจบชีวิตลงเพราะความรุนแรงนั้น



ในกรณีเหตุการณ์ซึ่งเกิดในประเทศไทยเวลานี้ ผมมีปัญหามากกับการเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีจัดการ หรือเรียกร้องให้ไม่ใช้ความรุนแรง

เริ่มต้นจาก เรียกร้องใคร ทุกกลุ่มที่เรียกร้องก็อ้างว่าเรียกร้องทั้งสองฝ่าย คือทั้งผู้ประท้วงและรัฐบาล แต่การเป่านกหวีดใส่ฝ่ายตรงข้าม, การยึดสถานที่ราชการจนข้าราชการไม่อาจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้, การไม่อำนวยความสะดวกแก่การจราจร โดยเฉพาะกรณีเด็กไปโรงเรียน หรือคนป่วยจะเข้าโรงพยาบาล, การปิดหน่วยรับสมัครเลือกตั้ง, การลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกำลังอาวุธ, การกล่าวร้ายผู้อื่นโดยปราศจากความจริง, การปิดกรุงเทพฯ, การตั้งข้อเรียกร้องที่ไม่อนุญาตให้ต่อรอง, ความพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพออกมายึดอำนาจ, การละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรุนแรงหรอกหรือ

หากใช่ สิ่งแรกที่องค์กรต่างๆ ควรเรียกร้อง คือให้กลุ่มประท้วงหยุดใช้ความรุนแรงลงทันทีไม่ใช่หรือ แน่นอนก็ควรเตือนฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า อย่าใช้ความรุนแรงจัดการกับการประท้วง แต่อย่างไรเสียก็ต้องทำให้ฝ่ายที่กำลังใช้ความรุนแรงอยู่ ยุติการกระทำนั้นเสียก่อน

และที่ผ่านมาจนถึงนาทีนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลใช้สันติวิธีในการจัดการกับการประท้วงมาโดยตลอด แต่ผลของสันติวิธีตามนโยบายของรัฐบาลก็คือ รัฐไทยกำลังล้มเหลวลงเป็นครั้งแรก น่าประหลาดที่คนซึ่งได้ประโยชน์จากรัฐไทยมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ, ปัญญาหมอทั้งหลาย, ผู้บริหารมหาวิทยาลัย, นักธุรกิจระดับสูง, และคนชั้นกลางในเขตเมือง กลับไม่วิตกกังวลกับความเป็นรัฐล้มเหลวแต่อย่างไร

(ผมก็อยากเตือนนอกเรื่องไว้ด้วยว่า ความเป็นรัฐล้มเหลวนั้นไม่อาจกู้คืนได้ง่ายๆ เพียงเพราะทหารยึดอำนาจนะครับ กระบวนการกู้คืนรัฐที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น ใช้เวลาเป็นสิบปีทั้งนั้น ในหลายกรณีกู้คืนเองก็ไม่ได้ ต้องอาศัยแรงกดดันและการจัดการจากนานาชาติเช่นสหประชาชาติ ทั้งในกระบวนการล้มเหลวและกู้คืน ยังต้องเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็นอีกมาก กรณีกัมพูชาเสียไปถึงเกือบ 2 ล้านชีวิต)


แม้กระนั้น หากถามว่า รัฐจะแก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ไหม ตามทฤษฎีก็ต้องตอบว่าได้ เช่น ปล่อยให้ยึดที่ทำการของกระทรวงไป แต่รักษาการทำงานของรัฐให้ดำเนินสืบไปได้ เช่น กระทรวงการคลังถูกยึด แต่จ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ จ่ายหนี้ของรัฐได้ ฯลฯ เป็นต้น ถึงจะขัดขวางมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็เปลี่ยนวิธีรับสมัครโดยวิธีออนไลน์ สถานีตำรวจบางแห่งถูกยึด ก็ประกาศรับแจ้งความในท้องที่นั้นได้ทุกสถานี ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็คอยปลอบใจประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิทั้งหลาย ให้อดกลั้นเพื่อรักษาเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน

แต่ในทางปฏิบัติ รัฐไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอำนาจนอกระบบหลากหลายชนิดซึ่งคอยกำกับควบคุมรัฐอยู่อย่างอิสระ เรื่องนี้ก็รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น กองทัพ, ตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด, องค์กรอิสระ ฯลฯ รัฐไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่ยอมร่วมมือด้วย (เพราะเหตุใดก็แล้วแต่) การสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากรัฐไม่ปกป้องความปลอดภัยของผู้สมัครด้วยการป้องกันมิให้ฝูงชนบุกเข้าไปทำลายกระบวนการรับสมัคร

และจะป้องกันได้อย่างไร หากไม่ให้ใช้ความรุนแรงเลย (แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง) ผมคิดว่าการเรียกร้องมิให้ฝ่ายใดใช้ความรุนแรงโดยไม่ปรามฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเลยเช่นนี้ ก็เท่ากับห้ามมิให้รัฐใช้ความรุนแรงเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ปล่อยให้ฝ่ายประท้วงใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ได้

การเรียกร้องเช่นนี้ก็ไม่ผิดนะครับ เพราะรัฐมีศักยภาพจะใช้ความรุนแรงได้ฉกาจฉกรรจ์กว่าฝ่ายประท้วงหลายสิบเท่า จึงต้องปรามรัฐไว้ก่อน
แต่ขอโทษเถิดครับ หากคิดอย่างนี้ก็พูดมาตรงๆ สิครับ อย่าทำเนียนเหมือนว่าเป็นกลาง ลูบหน้าแล้วไม่ปะจมูก


กลับมาสู่ปัญหาสันติวิธี เหมือนกับ “วิธี” อื่นๆ ในโลกบ้างไหมครับ คือใช้ได้เฉพาะในบางเงื่อนไข แต่ใช้ไม่ได้ในบางเงื่อนไข (ผมยังไม่พูดถึงว่า ไม่ควรใช้ในบางเงื่อนไข) วิธีรุนแรงก็เหมือนกัน ใช้ได้เฉพาะบางเงื่อนไข เหมือนกัน เช่น หากมีกรณีพิพาทกับจีนหรือสหรัฐ อย่าได้คิดแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงเป็นอันขาด

แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่า ปัญหาจำนวนมากในโลกนี้อาจแก้ได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ซ้ำจะได้ผลดีกว่าเสียด้วย แต่มนุษย์เราเคยชินกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหามานาน หรือบางกลุ่มบางเหล่าสืบทอดวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหามานาน (เช่น คนไทยซึ่งมีประเพณีประหารชีวิตด้วยวิธีโหดร้ายหลายอย่างมาแต่โบราณ) จึงมักถนัดจะหันเข้าหาความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาอยู่เสมอ แม้กระนั้นผมยังสงสัยว่า ไม่มีกรณีใดบ้างเลยหรือ ที่หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงไม่ได้เลย เช่น กรณีที่รัฐไทยกำลังเผชิญอยู่เวลานี้เป็นต้น

หากนักสันติวิธียอมรับว่า อาจมีบ้างเหมือนกัน (แต่ไม่ใช่กรณีของรัฐไทยในเวลานี้) สิ่งที่น่าจะคิดควบคู่กันไปกับสันติวิธีก็คือ เราจะจำกัดความรุนแรงได้อย่างไร เช่น การควบคุมฝูงชนที่ถูกปลุกระดมจนบ้าคลั่ง โดยไม่ใช้กระสุนจริง ทำอย่างไรได้บ้าง ทำแต่ละอย่างแล้วมักให้ผลอย่างไร เป็นต้น
ลองคิดถึงกลไกสันติภาพที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสิครับ มีมากมายเหลือคณานับ ตั้งแต่สมัยที่มี Holy Alliance สืบมาจนองค์กรโลกในปัจจุบันหลายชนิด แม้แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งถึงขั้นใช้อาวุธ ก็ยังพยายามสร้างกฎกติกาที่จะกำกับความรุนแรงในการสงครามอีกหลายอย่าง เปรียบเทียบกับความขัดแย้งภายใน กลไกในการควบคุมการใช้ความรุนแรงมีน้อยและไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไรนัก

มันมีเหตุผลหรือไม่ครับ ที่ผู้รังเกียจการใช้ความรุนแรง จะต้องคิดถึงกลไกและกลวิธีกำกับควบคุมการใช้ความรุนแรงไปพร้อมกัน (คือไม่ปฏิเสธเด็ดขาดว่า วิธีรุนแรงใช้ไม่ได้เลยในทุกกรณี)

หากสังคมไทยต้องตกอยู่ในสภาพจลาจลจนถึงสงครามกลางเมือง นอกจากผมจะโทษศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., กกต., กสม., ทปอ., สื่อ ฯลฯ แล้ว ผมคงอดโทษนักสันติวิธีไม่ได้ด้วย



.