http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2556-03-22

ระงับ“ตอบโจทย์” คำถามร้อน“ทีวีสาธารณะ”แบบไทยๆ

.

ระงับ “ตอบโจทย์” ข่าวร้อน-คำถามร้อน “ทีวีสาธารณะ”แบบไทยๆ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363933056 . . 22 มี.ค. 2556 14:17:12 น.
จากคอลัมน์ แมลงวันในไร่ส้ม มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1701 หน้า 78


จากรายการทีวีสู่ข่าวหน้า 1 อย่างเกรียวกราว

การสั่งระงับออกอากาศรายการ "ตอบโจทย์" ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

รายการตอบโจทย์ที่มี ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้นำเอาฝ่ายต่างๆ มาออกรายการในหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์

ไฮไลต์คือ วันที่ 13 มีนาคม ที่นำเอา นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตอบคำถาม
แล้วจึงนำเอา นายสมศักดิ์ กับ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเคยปะทะกันในเฟซบุ๊ก มาดีเบตกัน ในวันที่ 14 มีนาคม แยกเป็น 2 ตอน ตอนจบคือวันที่ 15 มีนาคม ซึ่งสุดท้ายไม่ได้ออกอากาศ

นายสมศักดิ์ เป็นนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519 จบปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของออสเตรเลีย

แวดวงวิชาการยอมรับว่า นายสมศักดิ์ เป็นนักวิชาการที่มีหลักคิดแหลมคม ด้วยพื้นฐานจากการเป็นนักกิจกรรม และค้นคว้าเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และแสดงทัศนะเกี่ยวกับมาตรา 112 ป.อาญา มาอย่างต่อเนื่อง และตรงไปตรงมา

รายการนี้สร้างบรรยากาศทางปัญญาให้กับวงการทีวีไทย แต่ผู้ชมส่วนหนึ่งไม่พอใจ ก่อนมายื่นคำขาดให้สถานียุติรายการ

ขณะที่บรรณาธิการของช่องจำนวนหนึ่ง ได้เข้าพบ นายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีไทยพีบีเอส เสนอให้ระงับการออกอากาศ


ที่น่าสนใจ ก็คือ นอกจากเข้าพบ ผอ.สถานีเพื่อให้ระงับการออกรายการแล้ว บรรณาธิการกลุ่มนี้ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์

ความเห็นของ "บรรณาธิการ" ของช่องไทยพีบีเอส ที่เสนอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับรายการนี้ ก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์มากมายเช่นกัน

อาทิ ณาตยา แวววีรคุปต์ บก.ข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะ โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า "แนวทางการสื่อสารเรื่องอ่อนไหวในสังคมไทย ควรจะใช้วิธีที่ทำให้สื่อไม่กลายเป็นชนวนความขัดแย้งเสียเอง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งยากจะแตะต้องอย่างฉาบฉวย สื่อที่จะทำเรื่องนี้ต้องมองหาทางเลือกของวิธีการนำเสนออย่างเหมาะสม"

สำหรับณาตยา คือคนที่เคยโพสต์ข้อความให้นำเอาละคร "เหนือเมฆ" ที่ช่อง 3 สั่งแบน มาออกอากาศต่อที่ช่องไทยพีบีเอส และเชิญชวนให้ผู้เห็นด้วยมากด like

ความเห็นของ บ.ก. กลุ่มนี้ ถูก "ใบตองแห้ง" คอลัมนิสต์ดังวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อน

ขณะที่กลุ่มผู้จัดรายการตอบโจทย์ ภิญโญ แถลงผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอยุติการจัดรายการตอบโจทย์

ด้วยเหตุผลว่า เพราะไม่สามารถตอบสังคมว่า จะรักษาความเชื่อมั่นในเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญไว้ได้อย่างไร

จึงขอสละรายการเพื่อรักษาหลักการ ยินดีถูกประณาม คุกคาม เพื่อนำการกล่าวร้ายโจมตีในที่มืด ออกสู่ที่แจ้ง ให้คนได้ถกแถลงแสดงเหตุผล และหักล้างกันด้วยปัญญา มิใช่อารมณ์



มติชนออนไลน์ วันที่ 18 มีนาคม ได้นำเอาบทความของ "ปราบ เลาหะโรจนพันธ์" เรื่อง มรดกจากรัฐประหาร 2549 ชื่อ "ไทยพีบีเอส" มาเผยแพร่
มีสาระบางตอน ระบุว่า ThaiPBS เป็นมรดกจากรัฐประหาร 2549 หลังจากปิด ITV ก็เกิด พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
การเมืองช่วงนั้นรุนแรงเข้มข้น ไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง สังคมแบ่งแยกชัดเจน ผู้เขียนตั้งคำถามว่า ย้อนไปอีกที ตอนนั้นเราพร้อมหรือเปล่าที่จะมี "ทีวีสาธารณะ" 
ก็เมื่อที่มาและกลุ่มผู้บริหาร เลือกข้างอย่างชัดเจน แล้วจะสาธารณะและเป็นกลางได้อย่างไร


วันนี้ได้มีโอกาสดู ThaiPBS ตลอดทั้งวัน อยากรู้ว่านอกจาก "ตอบโจทย์" แล้วมีรายการไหนที่น่าสนใจบ้าง

ได้ข้อสรุปส่วนตัวออกมาว่า ThaiPBS เป็นช่องทีวีที่น่าเบื่อทีเดียว

เป็นรายการที่พยายามจะทำตัวเป็น "ทีวีสาธารณะ" มาก มีคั่นรายการทำนองว่า "ขณะนี้คุณกำลังดูทีวีสาธารณะ" เป็นภาษาท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งดู fake สุดๆ เพราะจากนั้นก็ไม่มีรายการที่เป็นภาษาท้องถิ่นแต่อย่างใด

รายการส่วนใหญ่ยังเป็นการพูดถึงทุกข์ชาวบ้านผ่านแง่มุมของชนชั้นกลางในเมือง เชิดชูความเรียบง่ายแบบชนบท

ทุกข์ชาวบ้านคือนายทุนคอร์รัปชั่นนักการเมืองที่เข้ามาโกยทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบ้านในอุดมคติต้องเรียบง่ายพออยู่พอกิน ที่สำคัญต้องทนสุดๆ ทนกับความยากจนของตัวเอง โดยยิ้มอารมณ์ดีใช้ชีวิตแบบพอเพียงให้เห็นเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ThaiPBS จึงไม่มีรายการพูดถึงอีกด้านของทุกข์ชาวบ้านที่แก้ด้วยทุน ความเจริญ และเศรษฐกิจแบบทุนนิยมครับ


ช่วงนี้ผมกลับบ้านต่างจังหวัดรู้สึก enjoy กับพิซซ่าซื้อ 1 แถม 1 ที่มาเปิดแถวบ้านเป็นครั้งแรก นึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ ที่เรามี 7-11 สาขาแรกของอำเภอ มีธนาคารครบทุกบริษัทเป็นครั้งแรก

สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับหัวเมืองในหลายจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสาน และนักอสังหาริมทรัพย์ก็รู้ดีว่าเมืองหลายแห่งขายคอนโดฯ อย่างเทน้ำเทท่า

แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้จะไม่ออกจากปากของ "ชาวบ้าน" ในทีวีที่ชื่อว่าทีวีสาธารณะของคนไทย

เพราะสิ่งนี้ขัดต่อภาพจำของ NGOs สายชุมชนจำนวนมากที่กลายเป็นนักจัดรายการในทีวีสาธารณะทุกวันนี้

ทีวีที่บอกว่าตนเองไม่ใช่ทีวีที่แสวงหากำไร แต่ก็ไร้ประสิทธิภาพในการสื่อสาร จนบางคนกล่าวอย่างรุนแรงว่า เป็นเพียงแหล่งสำเร็จความใคร่ทางอุดมการณ์บางรูปแบบไปแล้วเท่านั้น


ผมไม่ปฏิเสธว่าทีวีสาธารณะเป็นสิ่งที่หลายประเทศมี และตอบโจทย์ในการเป็นพื้นที่ของสาระบางอย่างที่ไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแต่มีความจำเป็นในสังคม


การโยงทีวีสาธารณะกับรัฐประหาร หลายคนอาจจะบอกว่าไกลเกินไป หรือไม่เกี่ยวกัน

แต่ถ้ามองย้อนกลับไปแล้วสมมติว่า ThaiPBS เกิดขึ้นในยุคที่ประเทศเรามีประชาธิปไตยแบบเต็มใบ

หรือต่อให้ไม่เต็มใบ ก็ขอให้มันทำงานได้ในระดับหนึ่งเหมือนทุกวันนี้

การต่อรองเรื่องพื้นที่จัดรายการเนื้อหาสาระ ระหว่างขั้วทางการเมืองต่างๆ ขั้วทางความเชื่อและอุดมการณ์ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น

ทีวีสาธารณะคงไม่น่าเบื่อคงไม่เอียงกระเท่เร่แบบนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและ ThaiPBS มีเหมือนกัน

ทั้งสองคือหน่วยงานที่กินภาษีประชาชนตัวแทนประชาชน (รัฐบาล) เข้าไปแทรกแซงไม่ได้แต่ที่อยู่ได้ก็คือ "ความศรัทธา" ที่ประชาชนมีให้ครับแต่ถ้าทำให้ศรัทธาไม่ได้กันเสียแล้ว...ก็ยุบเถอะครับ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน


นั่นคืออีกความเห็น ต่อ "ทีวีสาธารณะ" ที่มองคำว่า "สาธารณะ" กว้างไกลออกไป

แทนที่จะ "สาธารณะ" อยู่แค่ทัศนะของคนในทีวีเพียงไม่กี่คน




* * * * * * * * * * * * * * * * *

มรดกจากรัฐประหาร 2549 ชื่อ "ไทยพีบีเอส"?
จากเฟซบุ๊กของ "ปราบ เลาหะโรจนพันธ์"

อ่านที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363482561
( มติชน ออนไลน์  วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:00:00 น. )


.

2556-03-06

ชิงเมือง โดย คำ ผกา

.

ชิงเมือง
โดย คำ ผกา
ที่มา “คำ ผกา”เขียนเรื่อง “ชิงเมือง” หลัง กทม.รอด“เสียกรุงครั้งที่ 3” อย่างหวุดหวิด
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 15:00:00 น.
จาก บทความ “ชิงเมือง” มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ1-7 มี.ค.56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1698 หน้า 89
( ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ )


"พวกคุณเป็นสัตว์ร้ายทางการเมือง" นายสุเทพกล่าว และว่า คุณคิดว่าประชาชนลืมสิ่งที่คุณทำไปหมดแล้ว ซึ่งไม่ใช่ ตนขอประกาศแทนได้ว่า คนนางเลิ้ง หมอโรงพยาบาลจุฬาฯ คนราชดำเนิน คนสีลม คนฝั่งธนบุรี ชาตินี้ทั้งชาติไม่มีวันลืมพวกคุณ
นายสุเทพกล่าวว่า พล.ต.อ.พงศพัศเหมือนพระเอกหนังตะลุง จะคอยถูกชักไยจากแดนไกล การเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนศึกชิงเมืองหลวง ถ้าเขายึดได้ ปักษ์ใต้บ้านผมก็เอาไม่อยู่ "

(สัตว์ร้ายการเมือง "เทือก" ถล่มแดงเผาเมือง เดิมพันยึด กทม. ได้ใต้ไม่เหลือ, http://www.thaipost.net/sunday/240213/70032)


คนเชียงใหม่อย่างฉันติดตามข่าวการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน
เช่น ทำไมข่าวการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ จึงสามารถยึดครองพื้นที่สื่อราวกับมันเป็นการเมืองระดับชาติ


ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ สะท้อนภาพการเมืองระดับชาติทั้งหมดได้จริง หรือเราคิดกันเอาเอง?
หรือถึงที่สุดแล้วเราคิดว่ากรุงเทพฯ คือประเทศไทย ประเทศคือกรุงเทพฯ ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่กรุงเทพฯ จึงส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ


ทำไม มีแต่ กทม. เท่านั้นที่ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ
ทำไมเมื่อจังหวัดอื่นๆ อยากออกจาก "มหาดไทย" ไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ เองบ้างกลับถูกมองว่าเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่รักความเป็นไทย ไม่สามัคคี สร้างความแตกแยก แข็งข้อ แน่ใจได้อย่างไรว่ามีปัญญาปกครองตัวเอง แน่ใจได้อย่างไรว่าเมืองทั้งเมืองจะไม่ไปตกอยู่ในมือของมาเฟีย นายทุน นักการเมืองท้องถิ่น


...ประเทศไทยจึงมีโครงสร้างการบริหารประเทศที่แปลกๆ นั่นคือ (นอกจากพัทยา) เรามีกรุงเทพฯ เป็นหน่วยการปกครองพิเศษ มีผู้ว่าฯ เป็นของตนเองที่มาจากการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน มีรัฐบาลกลางที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ (รัฐสภา, กองทัพ, ศาล) ปกครองและบริหารราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยผ่านกระทรวงมหาดไทย; ข้าราชการ งบประมาณ, นโยบาย

แม้การปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่การปกครองส่วนภูมิภาคที่มีประมุขคือผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เรื่อยลงมาจนถึงระดับผู้ใหญ่บ้านเปรียบเสมือนตัวแทนทางสัญลักษณ์ของอำนาจ "รัฐบาลกลาง" ยังคงดำรงอยู่

ราวกับไม่มั่นใจว่า "หัวเมืองประเทศราช" ที่ตกเป็นของสยามอย่างหลวมๆ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น ได้ตกเป็นของสยามโดยเด็ดขาด สิ้นเชิงแล้วหรือยัง?



ปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งของสังคมไทยคือการไม่ยอมรับ "ความใหม่" ของตนเอง สังคมไทยไม่เคยยอมรับว่าประเทศไทยมีเอกราชสมบูรณ์แบบเมื่อเราได้เอกราชทางการศาลในปี 2481 
สังคมไทยไม่ยอมรับว่าประเทศไทยตามแผนที่อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้นเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว

สังคมไทยไม่ยอมรับว่าสำนึกแห่งความเป็นไทยที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่เกิน 70 ปี 
ไม่ยอมรับว่าภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นของใหม่ถูก standardized หรือทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อเป็นภาษาของรัฐชาติที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่

เมื่อเราไม่ยอมรับว่าประเทศไทย ชาติไทย และความเป็นไทย ที่เป็นรูปขวานทองอยู่ทุกวันนี้เพิ่งจะก่อร่างสร้างตัวมาไม่นาน ไม่ได้แน่นแฟ้น รักกันปานจะกลืน ไม่ได้เข้ามารวมกันแบบสมัครใจในทุกกรณี เพราะหลายๆ กรณีก็ไม่รู้ตัวว่าถูกผนวกมาตอนไหน อย่างไร เพราะสำนึกเรื่องรัฐ และดินแดน "ผุด" ขึ้นมาในแต่ละท้องถิ่นไม่พร้อมกัน รู้ตัวอีกทีก็ "อ้าว"-กลายเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยไปแล้ว

จากนั้นก็เข้าสู่การเรียนภาษาไทยมาตรฐาน
รับ "สื่อมวลชน" มาตรฐานจากส่วนกลาง เรียนหนังสือหลักสูตรจากส่วนกลางที่สอนเราว่าประเทศไทยนี้หนามีมาอย่างน้อย 700 ปี ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากนั้น วิชาประวัติศาสตร์ก็สอนกล่อมให้เราหลงเชื่อว่า เราเหล่าคนไทยในเจ็ดสิบกว่าจังหวัดเป็นคนไทยอยู่ด้วยกันอย่างนี้มาตาปีตาชาติ รู้รักสามัคคีมาด้วยกันตั้งแต่สมัยรบพม่ารามัญนู่น

ผลแห่งการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับหลอกตัวเองนี้ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับสภาวะขัดแย้ง สับสนในตัวเอง

เช่น ภูมิใจในความเป็นไทย ความรู้รักสามัคคี ความเก่าแก่ของชาติไทย ขณะเดียวกัน ก็เปราะบางหากถูกวิจารณ์ โจมตี หรือตั้งคำถามว่าความเป็นไทยดีจริงหรือ มีจริงหรือ งดงามจริงหรือ ยิ่งใหญ่จริงหรือ?

เหตุที่เปราะบางก็เพราะลึกๆ แล้วรู้ว่าทั้งหมดที่ตนเองเชื่อไม่มีข้อเท็จจริงรองรับอยู่สักเท่าไร


สภาวะเปราะบางขัดแย้ง สับสนในตัวเอง นี้ยังเกิดขึ้นกับกลุ่มอาการความกลัวเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ฉันไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า หากมีใครสักคนเสนอว่าประเทศไทยน่าจะแบ่งเขตการปกครองใหม่ มีรัฐบาลท้องถิ่นที่มีสภาเป็นของตนเอง มีอำนาจออกกฎหมาย รวมทั้งอำนาจศาลที่เป็นศาลท้องถิ่นเป็นของตนเอง-หากมีใครอุตริเสนอโมเดลอะไรแบบนี้ขึ้นมาในเมืองไทยจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นพวก ล้มชาติ ฝักใฝ่สาธารณรัฐ มุ่งสร้างความแตกแยกให้กับประเทศชาติ กบฏ

หากมีใครเสนอว่าทางออกของปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ที่ดีที่สุดคือให้สี่จังหวัดภาคใต้เป็นเขตการปกครองพิเศษ-บุคคลผู้นั้นย่อมถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งๆ ที่เราก็รู้กันอยู่ว่ารูปแบบของรัฐนั้นมีทั้งรัฐเดี่ยวและสหพันธรัฐ-การเป็นสหพันธรัฐ ไม่ได้หมายถึงการแยกประเทศแต่อย่างใด

แต่เหตุใดคนไทยและสังคมไทยจึงมีความรู้สึกราวกับว่าหากมิได้เป็นรัฐเดี่ยวเสียแล้ว ประเทศไทยคงสิ้นสลายไปในบัดดล ขวานทองของเราคงแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลันประเทศไทยจะหายไปจากแผนที่โลก-สูญพันธุ์!


นั่งลงสำรวจความกลัวนี้ให้ดีจะพบว่า มันมาจากการที่คนไทยทุกคนลึกๆ ก็รู้ดีอยู่ว่า "ความเป็นไทย" ที่จินตนาการเอาว่ามีอยู่อย่างนี้อย่างนั้นมันจับต้องไม่ได้ มีจริงหรือเปล่าไม่รู้

สิ่งเดียวที่จะทำให้มั่นใจว่า "ความเป็นไทย" ที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่นเอาไว้จะไม่สูญหายไปไหนก็คือการเฝ้าระวังรักษาสัญลักษณ์แห่งความเป็น "ไทย" ทั้งหลายเอาไว้ให้มั่น รวมไปถึงการรักษาอำนาจของรัฐบาลกลางซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการการรักษาความเป็นไทยแบบราชการเอาไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาษา วัฒนธรรม เครื่องแบบ พิธีกรรม ระบบบริหารราชการอันเป็นมรดกตกค้างของระบบของอาณานิคม

มิได้พัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่แต่อย่างใด ตั้งแต่เครื่องแบบสีกากี ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ยังต้องมีนายใหญ่ที่ย้ายมาจากส่วนกลางทำงานกับเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นคนท้องถิ่น ฯลฯ


ปัญหาความย้อนแย้งสับสนในตัวเองของสังคมไทยจะไม่เกิดขึ้นเลยหากเรากล้าเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ของเราในฐานะที่เป็นประเทศที่เคยเป็นทั้งเจ้าอาณานิคม เป็นทั้งประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม และเป็นทั้งหัวเมืองเล็กเมืองน้อยที่ถูกผนวกรวมเข้ากับสยามเมื่อครั้งสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครั้งหนึ่ง และทั้งหมดนี้กลายเป็น "ไทย" อีกครั้งหนึ่งหลัง 2475

จนถึงวันนี้ควรจะมั่นคง มั่นใจได้แล้วว่า ประเทศไทยที่เกิดมาใหม่ๆ นี้ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และพร้อมที่จะปรับปรุงโครงสร้างการบริหารประเทศให้เหมาะสมกับยุคสมัย
เช่น มีการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น หรือปล่อยให้ท้องถิ่นจัดการบริหารส่วนราชการของตนเองได้ ลดความสำคัญของกรุงเทพฯ สร้างหัวเมืองใหญ่ กระจายความเจริญ กระจายศูนย์อำนาจออกไปได้หลายจุดมากขึ้น จินตนาการถึงแผนที่ใหม่ๆ ที่จะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยคิดถึงกรุงเทพฯ ได้น้อยลง ฯลฯ

และทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรจะทำให้ประเทศไทยในฐานะประเทศหนึ่ง รัฐหนึ่ง จะหายไปจากแผนที่โลกได้

สังคมไทยควรต้องเดินออกจากภาพลวงตาเรื่องพม่าบุกยึดกรุงศรีอยุธยาอะไรนั่นเสียที 
เพราะอยุธยาก็คืออยุธยา ไม่ใช่ "ไทย" ในความหมายของประเทศไทยอันเป็นหน่วยการเมืองในความหมายของรัฐชาติสมัยใหม่


ไม่นับว่าเหตุการณ์ไทยรบพม่า พม่ารบไทย มีรายละเอียดหวือหวาอย่างที่เห็นในหนังและละครย้อนยุคที่เขียนบทตามจินตนาการของคน "ไทย" ในสมัยปัจจุบันที่เอาคอนเซ็ปต์ของ "ชาติ" ในศตวรรษที่ 19 ไปอธิบายสงครามระหว่างอาณาจักรในศตวรรษที่ 14 (ก่อนมี "ชาติ")



เดินออกมาแล้ว
จะได้ลงมานั่งหัวเราะเยาะเรื่อง "ยึดเมืองหลวง"


เพราะคงต้องถามว่า ยึดไปทำไม? เพื่ออะไร? เมืองหลวงในฐานะที่เป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ ยึดแล้ว-ยึดแล้วต้องถามว่า แล้วไง?

ถามต่ออีกว่า แล้วมันยึดได้จริงหรือเปล่าในทางกายภาพ?
พรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือดินแดนกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หากแพ้การเลือกตั้งเพราะความไม่เอาไหนของตนเองแล้วถึงกับจะทำให้กรุงเทพฯ ต้องเสียอธิปไตย?!!!!

วาทกรรม "ยึดเหมืองหลวง" ของพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่กำลังแยก กรุงเทพฯ ออกจากอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ

วาทกรรมนี้กำลังสร้างความเป็นอื่นให้กับประชาชนใน 76 จังหวัดที่เหลือ

วาทกรรมนี้กำลังทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าคนอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศนั้นเปรียบเสมือนข้าศึกที่กำลังจะเดินทางเข้ามาเขมือบกลืนกินกรุงเทพฯ ทั้งกรุงเทพฯ ผ่านพรรคการเมืองของ "คนต่างจังหวัด" อันเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับเรื่องเล่า โง่ จน เจ็บ-คนต่างจังหวัด โง่ ขายเสียงให้นักการเมืองเลว


หากประเทศไทยจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก็เป็นเพราะการสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังเช่นนี้ออกสู่สาธารณะ มิใช่การกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น

และหากจะมีประโยคใดในคำปราศรัยของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่น่าฟัง ประโยคนั้นก็คือ "พวกคุณเป็นสัตว์ร้ายทางการเมือง" ที่น่าฟัง เพราะคนเสื้อแดง และผู้สูญเสียจากการสลายการชุมนุมภายใต้การนำของรัฐบาลประชาธิปปัตย์ก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์วันที่ 12-19 พฤษภา 2553 เช่นเดียวกัน

ถ้าคุณคิดว่าประชาชนลืมสิ่งที่คุณทำไปหมดแล้ว คุณคิดผิด


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์เป็นแฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊ก
ได้ที่ www.facebook.com/matichonweekly




.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย