.
วรศักดิ์ ประยูรศุข : ความเงียบ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408015505
. . วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:14 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 นสพ.มติชนรายวัน 14 สิงหาคม 2557)
ภาพของเซีย ไทยรัฐ
22 ส.ค.นี้ จะครบ 3 เดือนของ คสช.
บ้านเมืองเงียบเชียบดี ราวกับว่า ผู้คนที่แตกแยกเห็นต่าง ได้บรรลุความเข้าใจ เลิกโกรธเกลียดกัน เกิดการปรองดอง สมานฉันท์ขึ้นแล้ว
แต่ความจริงยังน่าสงสัย ความเงียบเชียบในขณะนี้ น่าจะเป็นผลจาก "ยาแรง" เมื่อ 22 พ.ค. ที่แก้ปัญหาบางส่วนเท่านั้น
พูดไปก็เหมือนฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ถ้าไม่ศึกษาสิ่งที่ผ่านเลยไป อีกหน่อยก็จะเจอกับดักเดิมๆ ตกหลุมเดิมๆ กันอีก
แต่ก่อนหน้า 22 พ.ค. ต้องยอมรับว่า เป็นฝันร้ายที่ต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน
จากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาล กลายเป็นการชัตดาวน์กรุงเทพฯ
ปิดเมือง ปิดถนนอย่างยาวนาน ถนนสายที่เป็นหน้าตาของเมืองอย่างถนนราชดำเนิน มืดหม่นอย่างน่าใจหายในยามค่ำคืน
ธุรกิจการค้าขายซบเซาลงไปทีละน้อยบ้างมากบ้าง แต่นักธุรกิจน้อยใหญ่ยังอุตส่าห์บอกว่าไม่กระทบ
เทศกาลปีใหม่ที่อยู่ระหว่างการชุมนุม ผู้คนหนีความขัดแย้งไปฉลองในต่างประเทศ
เป็นห้วงเวลารุ่งโรจน์ของแกนนำ การด่าทอเป็นที่ชื่นชม ประดิดประดอยวาทะ
โวหารมาด่ากันเป็นรายวัน ถ่ายทอดสดผ่านสื่อต่างๆ ถ่ายสดแล้วยังเอามารีรัน กรอกหูกันตลอด 24 ชั่วโมง
หลัง 22 พ.ค เสียงเหล่านี้หายไปเหมือนกดสวิตช์ปิด
คสช.ประกาศปฏิรูปประเทศ เข้ามาดูแลการเมืองเอง เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก
ความเงียบในช่วงนี้ ก็คือ การเฝ้ารอดูว่า คสช.จะดำเนินการอย่างไรแบบไหน
แต่ตอนนี้ เริ่มมีเสียงบ่น และอาการกระฟัดกระเฟียดเกิดขึ้นบ้างแล้ว
ทั้งจากฝ่ายหนุนรัฐประหาร อยากมีส่วนร่วม อยากให้เดินสุดซอย กวาดล้างระบอบทักษิณ จะได้ไม่เสียของ
ทั้งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ไม่รู้จะทำยังไง รอลุ้นว่า เผื่อจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง
ในระยะนี้ ฝ่ายที่อยากให้ คสช.เร่งเครื่องสุดซอย ออกอาการหงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจ เพราะถือว่าลุ้นมาแต่ต้น
ประกอบกับ คสช.ทำการบ้านล่วงหน้า พอยึดอำนาจก็ใช้เครือข่ายตัวเองทำงาน
ไม่ต้องใช้บริการคนที่อยากให้ใช้ เลยยิ่งไปกันใหญ่
ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็เริ่มเห็นช่องว่างจุดโหว่มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน
21-22 ส.ค.นี้ สนช.จะโหวตเลือกนายกฯ จากนั้นเป็นคิวของการจัดตั้ง ครม.
ขับเคลื่อนโรดแมปคืบหน้าไปเรื่อยๆ เพื่อจะคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้ง ในเดือน ก.ย. 2558
แต่เรื่องสำคัญที่ไม่ค่อยได้พูดถึงกัน ก็คือ รอยร้าวรอยแตกได้หายไปจริงหรือไม่ การปรองดองสมานฉันท์ระหว่างคนในชาติได้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง
โดยเฉพาะรากฐานของความปรองดอง คือ ความเป็นธรรม การได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเสมอภาค ได้เกิดขึ้นหรือยัง
และนี่คือตัวชี้ขาดว่า "ความเงียบ" ที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนแค่ไหนเพียงไร
++
วรศักดิ์ ประยูรศุข : แก้ไหม?-รธน.ชั่วคราว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1407398977
. . วันพฤหัสบดีที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:00:08 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 นสพ.มติชนรายวัน 7 สิงหาคม 2557)
ภาพของเซีย ไทยรัฐ
สื่อต่างๆ เสนอข่าวโผ ครม.กันกระหึ่ม
เพราะห้วงเวลาที่จะมีนายกฯ มีรัฐบาลมาบริหารประเทศ ตามรูปแบบสากล ใกล้เข้ามาทุกที
ใครจะไปใครจะมาก็ว่ากันไป แต่ที่หลายฝ่ายกำลังเป็นห่วง คือ ภาพของ ครม.ที่จะออกมา
จะเป็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยทหาร เหมือน สนช.อีกหรือไม่
คสช.อธิบายการตั้ง สนช.ว่า เป็นสถานการณ์ไม่ปกติ และต้องการเอกภาพ ก็เข้าใจได้
แต่รัฐบาลไม่เหมือน สนช. ซึ่งมีหน้าที่ประชุมตรากฎหมาย รับรองกฎหมาย
รัฐบาลต้องนั่งทำงาน ต้องรับแขก ต้องให้ต่างประเทศเชิญบินไปพบปะเจรจา ต้องแสดงจุดยืนท่าทีต่างๆ ฯลฯ
รูปโฉมของรัฐบาล ไม่ควรเป็นอุปสรรคกับการทำหน้าที่ของรัฐบาลเอง
ระยะนี้มีข่าวว่า การฟอร์ม ครม.ใหม่มีปัญหา จากรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 8 และมาตรา 20
มาตรา 20 ระบุคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกฯและ รมต.ไว้หลายข้อ
หนึ่งในนั้นคือ (4) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระยะเวลาสามปี
ก่อนวันได้รับแต่งตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8
ส่วนมาตรา 8 เป็นลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่ง สนช. มีหลายข้อเช่นกัน ทั้งห้ามเป็นสมาชิกพรรคในระยะเวลา 3 ปีก่อนหน้านี้ และต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
มาตรา 8 นี้เอง ที่ทำให้ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ต้องถอนตัวจาก สนช. เพราะเคยสังกัดพรรคการเมือง
และเมื่อประกอบกับมาตรา 20 ก็ทำให้บรรดาผู้มีชื่อเสียง มีฝีมือ แต่เคยถูกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกรณีบ้านเลขที่ 109 และ 111 ต้องหมดสิทธิแบบกราวรูด
ห้ามเป็นหมด ทั้ง สนช. / นายกฯ / รมต. / สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรรมนูญ
ตัวอย่างเห็นๆ คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช. ซึ่งมีข่าวว่าจะมาเป็นรัฐมนตรี เลยวืดหมด อาจจะต้องตั้งให้เป็นผู้แทนการค้าฯ ช่วยงานด้านต่างประเทศกันต่อไป
ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ขอเอ่ยนาม ที่อยู่ในข่ายนี้ หลายๆ คน คสช.ก็เคยทาบทาม แล้วก็ตกอกตกใจไปแล้วว่า มีบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วยหรือ
คนที่เขียนกฎหมายมาตรานี้เข้ามา อาจหวังดีต่อ คสช. แต่ที่จริงไม่เป็นผลดี
และยังขัดแย้งกับแนวทางสมานฉันท์ของ คสช.เอง
และขัดแย้งกับคำปรารภของรัฐธรรมนูญที่จะฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคีและความเป็นธรรมอีกด้วย
เพราะคนบ้านเลขที่ 109 และ 111 นั้น นอกจากได้ชื่อว่า พลอยซวยรับโทษจากความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อแล้ว ยังรับโทษเว้นวรรค 5 ปีกันไปหมดแล้ว
พ้นโทษกลับมารับตำแหน่ง ไปลงคะแนนเลือกตั้ง ใช้สิทธิในแบบพลเมืองดี
กันหมดแล้ว
อยู่ๆ เกิดมีบทบัญญัติมาตรานี้ย้อนกลับไปเอาผิดอีก ก็เท่ากับโดนลงโทษซ้ำสอง
ถ้าคิดว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ให้อำนาจ ครม.และ คสช.มีมติร่วมกัน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ โดยทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบใน 15 วัน
จะแก้ไขหรือไม่ เป็นอีกประเด็นที่น่าติดตามดูกัน
..................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สลิ่ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สลิ่ม แสดงบทความทั้งหมด
2557-08-14
2557-05-16
เรากำลังทำลายระบบ โดย วีรพงษ์ รามางกูร
.
วีรพงษ์ รามางกูร : เรากำลังทำลายระบบ
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1400217158
. . updated: 16 พ.ค. 2557 เวลา 12:10:13 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 15 พ.ค.57 )
ทุกวันนี้เวลาไปพบกับใครที่รู้จักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงานในงานแต่งงาน งานศพ งานพบปะเพื่อปรึกษาหารือธุระการงาน คำถามที่ทั้งตัวเราเองถามหรือถูกถามจากผู้ที่พบปะกัน ก็คือ "แล้วบ้านเมืองของเราจะไปทางไหน" หรือไม่ก็ถามว่า "แล้วบ้านเมืองเราจะลงอย่างไร"
คำถามยอดนิยมเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ใน "วงใน" หรือ "วงนอก" ขนาดไหนก็ตาม มีหลายคนพยายามจะตอบคำถามเหล่านี้ แต่เมื่อถูกซักหรือถูกตั้งคำถามกลับก็ตอบไม่ได้ เพราะ "ตรรกะ" ที่ใช้ในการหาคำตอบเป็น "ตรรกะ" ที่ไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่ง 9 ข้อ รับรองความถูกต้องชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมในการเข้ายึดหรือเข้าล้อมสถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวงกรม หรือที่ทำการรัฐวิสาหกิจ ปิดถนนหนทางโดยใช้ "กองกำลังส่วนตัว" กระทำการตรวจค้นผู้คนที่สัญจรไปมา ขับไล่ข้าราชการพนักงานให้หยุดทำงาน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ห้ามตำรวจและเจ้าพนักงานติดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกาย หรือแม้แต่กระบอง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่อาจจะใช้กำลังในการปฏิบัติหน้าที่ได้
การเรียกร้องให้กองกำลังตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ"กองกำลังส่วนตัว" ของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่กำลังเดินทางไปปิดสถานที่ราชการ ข่มขู่ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในสายตาของคนทั่วไป กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งถูกต้อง แต่การขัดขวางหรือการสลายการชุมนุมกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะคำสั่งของศาลแพ่ง 9 ข้อได้ห้ามเอาไว้
เมื่อคำสั่งของศาลแพ่ง เป็นคำสั่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางรัฐศาสตร์ที่จะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เหตุการณ์ความไม่ปกติก็จะดำรงต่อไปได้อีกนาน
เห็นได้ชัดว่า กลุ่มผู้ชุมนุมขนคนมาจากต่างจังหวัดเพียง 2 หมื่นคน ก็สามารถสร้างสถานการณ์ยึดสถานีโทรทัศน์ช่องพื้นฐาน ไว้ได้โดยง่าย กองกำลังตำรวจจำนวนเท่าๆ กัน ถูกส่งเข้ามาดูแลสถานการณ์แต่ห้ามติดอาวุธ สถานีโทรทัศน์ก็ยังคงออกอากาศไปตามปกติ เหตุการณ์เช่นว่านี้คงจะดำเนินไปได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังไม่ได้ถอนคำสั่งของศาลแพ่ง
ผู้คนคาดเหตุการณ์เอาไว้แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ามารับหน้าที่
แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 9 คนเท่านั้นที่พ้นจากสภาพรัฐมนตรี แต่ก็ยังคงเหลือรัฐมนตรีอีก 25 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ช่องว่างจึงยังไม่เกิด สร้างความงุนงงสงสัยกับผู้คนหลายคนเพราะศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ได้ เลิกถกเถียงกันเรื่องประเด็นกฎหมายได้แล้ว
วุฒิสภาเปิดประชุม เพื่อพิจารณารับรองคุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ และที่ปรึกษาตุลาการศาลปกครอง ก็ยังสามารถหาเหตุผลเอาเองให้ดำเนินการประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานของตน โดยแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเมื่อ "มีช่องว่าง" ก็จะได้ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อ "คนกลาง" เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งๆ ที่การประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมนั้นทำไม่ได้ ถ้าผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็คงจะถูกกล่าวหาว่า "ละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่" มีความผิดตามมาตรา 157 แพ่งประมวลกฎหมายอาญา เมื่อทูลเกล้าฯและทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วมีผู้ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะวินิจฉัยว่าทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็คงจะไม่มีใครทำอะไรได้ แต่สถานการณ์ก็คงไม่หยุดอยู่กับที่หรือมีความ "เสถียร" แต่จะดำเนินไปสู่ความ "ไม่มีเสถียรภาพ" ทางการเมืองต่อไป
ที่เกี่ยวพันกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเพราะการเมืองที่มุ่งไปสู่สภาวะที่ไม่มีเสถียรภาพ ย่อมดึงภาวะเศรษฐกิจออกจากจุด "ดุลยภาพ" และเคลื่อนไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพ อันเป็นพื้นฐานที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนทั้งของภาครัฐบาลและของเอกชนหดหายไป
ภาวะเศรษฐกิจก็จะเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ "ชะงักงัน" ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากเครื่องชี้ต่างๆ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกการนำเข้า อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวอย่างรวดเร็ว พลวัตเหล่านี้จะส่งผลกลับไปที่เสถียรภาพทางการเมืองอีกทีหนึ่งเป็นวัฏจักร
ยิ่งฝ่ายที่รู้สึกว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันความเข้มข้นของความรู้สึกก็เพิ่มทวีขึ้นตามการปฏิบัติหรือการกระทำขององค์กรที่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหรือตัวแทนของชนชั้นปกครองในบ้านเมือง การจัดตั้งขบวนการประชาชนในต่างจังหวัดจึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ถ้าฝ่ายนี้สามารถทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทำให้เกิดช่องว่างเพื่อสามารถตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งก็น่าจะบานปลายจนเกิดการปะทะกัน ระหว่างผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และกรุงเทพฯ กับอีกฝ่ายที่มาจากต่างจังหวัดจากภาคเหนือและภาคอีสาน
เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นความต้องการของผู้ที่ชุมนุมอยู่ในกรุงเทพฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ทางกองทัพก็คงจะไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเข้ามาแทรกแซง ด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ตั้งสภานิติบัญญัติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบอาจจะต้องเกิดขึ้นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังการปฏิวัติรัฐประหารสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเคลื่อนของมวลชนฝ่ายเสื้อแดง เข้ามาทำการประท้วงในกรุงเทพฯ แทนผู้ที่ทำการประท้วงที่ดำเนินการอยู่ที่สวนลุมพินี หรือที่ทำเนียบรัฐบาล และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงก็จะเกิดสภาวะอนาธิปไตยจะจบลงอย่างไรก็คงคาดเดาได้ อาจจะเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 หรืออาจจะไม่เหมือนกันก็ได้
กล่าวคือฝ่ายผู้ประท้วงจากต่างจังหวัดถูกปราบปรามเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 แล้วมีการสถาปนารัฐบาลเผด็จการทหารมาทำการปกครอง แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อีกทางหนึ่งก็คือมีการตกลงกันให้มีรัฐบาลที่ฝ่ายทหารแต่งตั้ง อาจจะเป็นพลเรือน ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาก่อให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งเคยเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น "มรดกอสูร" ควรจะยกเลิกเสีย แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 แทน โดยการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา
หากจะให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะปกติต้องมีการปฏิรูปองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภาและอื่นๆ เพราะเห็นได้ชัดว่าวิธีคิดขององค์กรอิสระเหล่านี้ หรือแม้แต่ตุลาการบางท่านในศาลยุติธรรมมีวิธีคิดที่เป็นปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถดำเนินการตามขบวนการประชาธิปไตยได้
แต่ถ้าหลังจากการปฏิวัติคณะทหารต้องการจะอยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน หรือพยายามเข็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าฉบับปี 2540 ปัญหาทางการเมืองก็ไม่มีวันจบ คงจะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลานาน และอาจจะจบลงโดยการล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบก็ได้ ซึ่งไม่ใช้ผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว
สิ่งที่น่ากลัวซึ่งถ้าไม่ระมัดระวังก็คือ การล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศมาแล้ว จะประมาทไม่ได้
เมื่อระบบล้มลงทั้งระบบ จะมีระยะเวลาหนึ่งที่สังคมจะพยายามแสวงหาจุด "ดุลยภาพ" ใหม่ ที่มีเสถียรภาพ ที่เป็นที่รับได้จากประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร การลดราวาศอก "ยกรถไฟที่ตกรางกลับขึ้นไปไว้บนราง" กล่าวคือสิ่งใดที่ออกนอกลู่นอกทาง จากระบอบนิติรัฐหรือ Rule of Law นอกรัฐธรรมนูญ นอกระเบียบแบบแผน ที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ก็อาจจะไม่เปลี่ยนไปในเชิงพลวัต จากจุดที่ "ไร้เสถียรภาพ" ไม่ไปสู่จุดดุลยภาพที่มีเสถียรภาพ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่เพิ่ม "พลังการทำลาย" จนกระทั่งระบบทั้งระบบพังทลายลง
เป็นสิ่งที่น่ากลัวถ้าไม่ระมัดระวัง แต่ก็หวังว่าจะไม่เกิดภาวการณ์เช่นนั้น
.
วีรพงษ์ รามางกูร : เรากำลังทำลายระบบ
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1400217158
. . updated: 16 พ.ค. 2557 เวลา 12:10:13 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 15 พ.ค.57 )
ทุกวันนี้เวลาไปพบกับใครที่รู้จักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงานในงานแต่งงาน งานศพ งานพบปะเพื่อปรึกษาหารือธุระการงาน คำถามที่ทั้งตัวเราเองถามหรือถูกถามจากผู้ที่พบปะกัน ก็คือ "แล้วบ้านเมืองของเราจะไปทางไหน" หรือไม่ก็ถามว่า "แล้วบ้านเมืองเราจะลงอย่างไร"
คำถามยอดนิยมเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ใน "วงใน" หรือ "วงนอก" ขนาดไหนก็ตาม มีหลายคนพยายามจะตอบคำถามเหล่านี้ แต่เมื่อถูกซักหรือถูกตั้งคำถามกลับก็ตอบไม่ได้ เพราะ "ตรรกะ" ที่ใช้ในการหาคำตอบเป็น "ตรรกะ" ที่ไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่ง 9 ข้อ รับรองความถูกต้องชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมในการเข้ายึดหรือเข้าล้อมสถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวงกรม หรือที่ทำการรัฐวิสาหกิจ ปิดถนนหนทางโดยใช้ "กองกำลังส่วนตัว" กระทำการตรวจค้นผู้คนที่สัญจรไปมา ขับไล่ข้าราชการพนักงานให้หยุดทำงาน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ห้ามตำรวจและเจ้าพนักงานติดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกาย หรือแม้แต่กระบอง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่อาจจะใช้กำลังในการปฏิบัติหน้าที่ได้
การเรียกร้องให้กองกำลังตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ"กองกำลังส่วนตัว" ของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่กำลังเดินทางไปปิดสถานที่ราชการ ข่มขู่ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในสายตาของคนทั่วไป กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งถูกต้อง แต่การขัดขวางหรือการสลายการชุมนุมกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะคำสั่งของศาลแพ่ง 9 ข้อได้ห้ามเอาไว้
เมื่อคำสั่งของศาลแพ่ง เป็นคำสั่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางรัฐศาสตร์ที่จะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เหตุการณ์ความไม่ปกติก็จะดำรงต่อไปได้อีกนาน
เห็นได้ชัดว่า กลุ่มผู้ชุมนุมขนคนมาจากต่างจังหวัดเพียง 2 หมื่นคน ก็สามารถสร้างสถานการณ์ยึดสถานีโทรทัศน์ช่องพื้นฐาน ไว้ได้โดยง่าย กองกำลังตำรวจจำนวนเท่าๆ กัน ถูกส่งเข้ามาดูแลสถานการณ์แต่ห้ามติดอาวุธ สถานีโทรทัศน์ก็ยังคงออกอากาศไปตามปกติ เหตุการณ์เช่นว่านี้คงจะดำเนินไปได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังไม่ได้ถอนคำสั่งของศาลแพ่ง
ผู้คนคาดเหตุการณ์เอาไว้แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ามารับหน้าที่
แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 9 คนเท่านั้นที่พ้นจากสภาพรัฐมนตรี แต่ก็ยังคงเหลือรัฐมนตรีอีก 25 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ช่องว่างจึงยังไม่เกิด สร้างความงุนงงสงสัยกับผู้คนหลายคนเพราะศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ได้ เลิกถกเถียงกันเรื่องประเด็นกฎหมายได้แล้ว
วุฒิสภาเปิดประชุม เพื่อพิจารณารับรองคุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ และที่ปรึกษาตุลาการศาลปกครอง ก็ยังสามารถหาเหตุผลเอาเองให้ดำเนินการประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานของตน โดยแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเมื่อ "มีช่องว่าง" ก็จะได้ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อ "คนกลาง" เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งๆ ที่การประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมนั้นทำไม่ได้ ถ้าผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็คงจะถูกกล่าวหาว่า "ละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่" มีความผิดตามมาตรา 157 แพ่งประมวลกฎหมายอาญา เมื่อทูลเกล้าฯและทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วมีผู้ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะวินิจฉัยว่าทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็คงจะไม่มีใครทำอะไรได้ แต่สถานการณ์ก็คงไม่หยุดอยู่กับที่หรือมีความ "เสถียร" แต่จะดำเนินไปสู่ความ "ไม่มีเสถียรภาพ" ทางการเมืองต่อไป
ที่เกี่ยวพันกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเพราะการเมืองที่มุ่งไปสู่สภาวะที่ไม่มีเสถียรภาพ ย่อมดึงภาวะเศรษฐกิจออกจากจุด "ดุลยภาพ" และเคลื่อนไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพ อันเป็นพื้นฐานที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนทั้งของภาครัฐบาลและของเอกชนหดหายไป
ภาวะเศรษฐกิจก็จะเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ "ชะงักงัน" ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากเครื่องชี้ต่างๆ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกการนำเข้า อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวอย่างรวดเร็ว พลวัตเหล่านี้จะส่งผลกลับไปที่เสถียรภาพทางการเมืองอีกทีหนึ่งเป็นวัฏจักร
ยิ่งฝ่ายที่รู้สึกว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันความเข้มข้นของความรู้สึกก็เพิ่มทวีขึ้นตามการปฏิบัติหรือการกระทำขององค์กรที่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหรือตัวแทนของชนชั้นปกครองในบ้านเมือง การจัดตั้งขบวนการประชาชนในต่างจังหวัดจึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ถ้าฝ่ายนี้สามารถทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทำให้เกิดช่องว่างเพื่อสามารถตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งก็น่าจะบานปลายจนเกิดการปะทะกัน ระหว่างผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และกรุงเทพฯ กับอีกฝ่ายที่มาจากต่างจังหวัดจากภาคเหนือและภาคอีสาน
เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นความต้องการของผู้ที่ชุมนุมอยู่ในกรุงเทพฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ทางกองทัพก็คงจะไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเข้ามาแทรกแซง ด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ตั้งสภานิติบัญญัติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบอาจจะต้องเกิดขึ้นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังการปฏิวัติรัฐประหารสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเคลื่อนของมวลชนฝ่ายเสื้อแดง เข้ามาทำการประท้วงในกรุงเทพฯ แทนผู้ที่ทำการประท้วงที่ดำเนินการอยู่ที่สวนลุมพินี หรือที่ทำเนียบรัฐบาล และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงก็จะเกิดสภาวะอนาธิปไตยจะจบลงอย่างไรก็คงคาดเดาได้ อาจจะเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 หรืออาจจะไม่เหมือนกันก็ได้
กล่าวคือฝ่ายผู้ประท้วงจากต่างจังหวัดถูกปราบปรามเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 แล้วมีการสถาปนารัฐบาลเผด็จการทหารมาทำการปกครอง แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อีกทางหนึ่งก็คือมีการตกลงกันให้มีรัฐบาลที่ฝ่ายทหารแต่งตั้ง อาจจะเป็นพลเรือน ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาก่อให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งเคยเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น "มรดกอสูร" ควรจะยกเลิกเสีย แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 แทน โดยการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา
หากจะให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะปกติต้องมีการปฏิรูปองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภาและอื่นๆ เพราะเห็นได้ชัดว่าวิธีคิดขององค์กรอิสระเหล่านี้ หรือแม้แต่ตุลาการบางท่านในศาลยุติธรรมมีวิธีคิดที่เป็นปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถดำเนินการตามขบวนการประชาธิปไตยได้
แต่ถ้าหลังจากการปฏิวัติคณะทหารต้องการจะอยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน หรือพยายามเข็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าฉบับปี 2540 ปัญหาทางการเมืองก็ไม่มีวันจบ คงจะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลานาน และอาจจะจบลงโดยการล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบก็ได้ ซึ่งไม่ใช้ผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว
สิ่งที่น่ากลัวซึ่งถ้าไม่ระมัดระวังก็คือ การล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศมาแล้ว จะประมาทไม่ได้
เมื่อระบบล้มลงทั้งระบบ จะมีระยะเวลาหนึ่งที่สังคมจะพยายามแสวงหาจุด "ดุลยภาพ" ใหม่ ที่มีเสถียรภาพ ที่เป็นที่รับได้จากประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร การลดราวาศอก "ยกรถไฟที่ตกรางกลับขึ้นไปไว้บนราง" กล่าวคือสิ่งใดที่ออกนอกลู่นอกทาง จากระบอบนิติรัฐหรือ Rule of Law นอกรัฐธรรมนูญ นอกระเบียบแบบแผน ที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ก็อาจจะไม่เปลี่ยนไปในเชิงพลวัต จากจุดที่ "ไร้เสถียรภาพ" ไม่ไปสู่จุดดุลยภาพที่มีเสถียรภาพ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่เพิ่ม "พลังการทำลาย" จนกระทั่งระบบทั้งระบบพังทลายลง
เป็นสิ่งที่น่ากลัวถ้าไม่ระมัดระวัง แต่ก็หวังว่าจะไม่เกิดภาวการณ์เช่นนั้น
.
2557-05-01
กปปส.คราวถอยรูด โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: กปปส.คราวถอยรูด
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/52968
. . Thu, 2014-05-01 22:04
( ภาพจาก เวบ hunsa.com )
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 461 วันที่ 26 เมษายน 2557
เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมานี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)ว่า นายสุเทพต้องยกระดับการต่อสู้อีกกี่ครั้ง จึงจะถึงครั้งสุดท้ายจริงเสียที โดยอธิบายให้เห็นว่า เมื่อวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง ชีวิตคนกรุงเทพฯก็กลับมาเป็นปกติ คือ ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ทำงาน กลับบ้าน นอน เพื่อตื่นมาในวันรุ่งขึ้น แล้วทำเหมือนเดิม ซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้ แต่ความซ้ำซากจำเจนี้รวมถึง ม็อบ กปปส.ด้วย ที่ประกาศชุมนุมครั้งสุดท้าย ขอแรงพี่น้องเพื่อโค่นระบอบทักษิณครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องจำเจ
ต้นเรื่องมาจากคำปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ 16 เมษายน ที่เวทีชุมนุมสวนลุมพินีว่า กปปส.จะเริ่มปฏิบัติการต่อสู้ใน“ขั้นสุดท้าย” โดยจะมีการออกไปตามสถานที่และหน่วยงานต่างๆ เพื่อพบทั้งประชาชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องร่วมมือกันปฏิบัติเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินในการโค่นล้มระบอบทักษิณและปฏิรูปประเทศ นายสุเทพ อธิบายว่า จะไม่ยอมรับการเจรจายกเว้นแต่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาเจรจาด้วยตัวเอง และจะต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน นายสุเทพก็ยังย้ำลักษณะจำเจว่า การนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และว่า ถ้าหากปฏิรูปประเทศไม่ได้ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาด
แต่กระนั้น ก็เป็นที่อธิบายกันว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดของนายสุเทพขณะนี้ เป็นเพียงการกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้เสื่อมถอยที่เกิดขึ้น อย่างน้อยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ที่ กปปส.ต้องประกาศเลิกการปิดล้อมกรุงเทพฯ ยุบเวทีใหญ่ที่แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และถอยเข้าไปหลบมุมอยู่ในสวนลุมพินี ทิ้งให้ม็อบเล็กน้อย เช่น คปท. และ กองทัพธรรม ปิดถนนราชดำเนินจนกลายเป็นถนนร้าง ยึดกระทรวงมหาดไทยอันว่างเปล่า และทิ้งให้พระพุทธอิสระ ปิดถนนก่อกวนอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ หรือเท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลดลักษณะของการชุมนุมมวลมหาประชาชนอันคึกคัก เหลือทิ้งไว้แต่ขบวนการม็อบอันธพาลกวนเมืองที่เกะกะระราน ที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไป
ย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่เริ่มต้นจากม็อบพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2556 ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสามเสน ข้ออ้างในการชุมนุมขณะนั้น คือ การคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน จะเป็นการยกระดับการชุมนุมครั้งแรก โดยย้ายเวทีมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ปรากฏว่าการชุมนุมได้รับการตอบรับเกินคาดจากประชาชนชนชั้นกลางในเมือง ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศตัวลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำการชุมนุม ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล้มล้าง”ระบอบทักษิณ” มีสถิติว่า ในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว นายสุเทพประกาศยกระดับการชุมนุมอย่างน้อย 8 ครั้ง และยืนยันที่จะปิดฉากระบอบทักษิณภายในเดือนนั้น แม้ว่าจะมีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนไม่น้อย และนายสุเทพได้นำพาประชาชนไปปิดสถานที่ราชการสำคัญได้หลายแห่ง โดยเฉพาะที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แต่นายสุเทพก็ยังไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ตามปรารถนา
การเคลื่อนไหวเข้าสู่เดือนธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมช่วยกดดันสถานการณ์โดยในวันที่ 8 ธันวาคม ส.ส.ประชาธิปัตย์ 153 คน ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชนในเวลาเช้าวันนั้น แต่กลุ่ม กปปส.ของนายสุเทพกลับเสนอแนวทางปฏิเสธระบอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเสนอคำขวัญ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แล้วเสนอสภาแต่งตั้งของมวลมหาประชาชนขึ้นมาแทน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวทางการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ มิได้หวังพึ่งอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะเรียกร้องให้กองทัพกระทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลเป็นสำคัญ
ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ม็อบ กปปส.หันไปใช้ยุทธศาสตร์ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งในทุกขั้นตอน และนำมาสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย นายสุเทพอาจจะเห็นว่ามาตรการยังไม่รุนแรงกดดันเพียงพอ จึงประกาศ“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”ในวันที่ 13 มกราคม ร่วมกับแนวทาง“อารยะขัดขืนขั้นสำคัญ” คือตัดน้ำ-ตัดไฟ สถานที่ราชการ บ้านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการนี้จะทำให้โค่นระบบทักษิณได้ในเร็ววัน
การปิดกรุงเทพฯดำเนินการโดยจัดการชุมนุมประชาชนปิดสี่แยกสำคัญที่เป็นย่านธุรกิจ หรือเป็นชุมทางของการเดินทาง คือ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก แยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแจ้งวัฒนะ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่พ่อค้าประชาชน แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ กลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่อ้าง เพราะกลุ่ม กปปส.มิได้มี“หมัดเด็ด”ที่จะล้มรัฐบาลได้
กลับกลายเป็นว่า การปิดกรุงเทพฯนอกเหนือจากการสร้างความเดือดร้อน และทำให้เศรษฐกิจเสียหายเหลือคณานับแล้ว ม็อบ กปปส.ไม่ได้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย กองทัพก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พร้อมจะทำรัฐประหารตามคำสั่งนายสุเทพ
การขัดขวางการเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ผ่านไปโดยเรียบร้อย โดยมีประชาชนทั่วประเทศมาใช้สิทธิมากถึง 20 ล้านคน
ข้อเสนอ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”กลายเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจะมีสถิติว่า นายสุเทพได้ประกาศชัยชนะมาแล้วมากกว่า 21 ครั้งก็ตาม ในที่สุด ม็อบ กปปส.จึงต้องยอมคืนพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 3 มีนาคม
ตั้งแต่นั้นมา การดำเนินการล้มล้างประชาธิปไตยได้หลุดจากมือของ กปปส.ไปสู่บทบาทขององค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลแพ่งและศาลอาญา เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ได้ให้ความร่วมมือในการสร้างความชอบธรรมแก่การชุมนุมของ กปปส. และช่วยทำให้แกนนำและการ์ดของ กปปส.ที่ก่อการละเมิดกฎหมายหลายครั้ง ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แต่กระนั้น นายสุเทพและ กปปส.ก็ไม่เคยที่จะสร้างกระแสประชาชนได้ในระดับเดิมที่เคยทำได้ในช่วงแรกของการชุมนุม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเบื่อและความชินชาแม้กระทั่งจากผู้สนับสนุน กปปส. เพราะได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมมาแล้วถึง 6 เดือน ก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ดังใจหมาย การยืนหยัดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย น้ำหนักในการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงลดลงทุกที
บทเรียนแห่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวามีมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเคยสร้างผลสะเทือนอย่างมากใน พ.ศ.2551 แต่วันนี้สิ้นความหมาย การชุมนุมของคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) ที่เคยหวือหวาเมื่อ พ.ศ.2555 ก็ถูกลืมไปแล้วเช่นกัน
ม็อบ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเช่นนั้น!
________________________
โพสต์เพิ่มเติม
ขออนุญาตเผยแพร่ สื่อสารการเมืองที่บรรดา บก. แต่ละคนของ http://blog.politicalroad.org โพสต์ไว้ที่ต่างๆ
..Narait ร่วมส่งต่อความดีงามที่ปวงชนชาวไทยควรยึดถือ
10 อันดับคนดีมีคุณธรรมของสังคมไทย คุณค่าที่คนไทยคู่ควร
www.youtube.com/watch?v=nYedp3MaA9U
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: กปปส.คราวถอยรูด
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/52968
. . Thu, 2014-05-01 22:04
( ภาพจาก เวบ hunsa.com )
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 461 วันที่ 26 เมษายน 2557
เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมานี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)ว่า นายสุเทพต้องยกระดับการต่อสู้อีกกี่ครั้ง จึงจะถึงครั้งสุดท้ายจริงเสียที โดยอธิบายให้เห็นว่า เมื่อวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง ชีวิตคนกรุงเทพฯก็กลับมาเป็นปกติ คือ ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ทำงาน กลับบ้าน นอน เพื่อตื่นมาในวันรุ่งขึ้น แล้วทำเหมือนเดิม ซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้ แต่ความซ้ำซากจำเจนี้รวมถึง ม็อบ กปปส.ด้วย ที่ประกาศชุมนุมครั้งสุดท้าย ขอแรงพี่น้องเพื่อโค่นระบอบทักษิณครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องจำเจ
ต้นเรื่องมาจากคำปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ 16 เมษายน ที่เวทีชุมนุมสวนลุมพินีว่า กปปส.จะเริ่มปฏิบัติการต่อสู้ใน“ขั้นสุดท้าย” โดยจะมีการออกไปตามสถานที่และหน่วยงานต่างๆ เพื่อพบทั้งประชาชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องร่วมมือกันปฏิบัติเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินในการโค่นล้มระบอบทักษิณและปฏิรูปประเทศ นายสุเทพ อธิบายว่า จะไม่ยอมรับการเจรจายกเว้นแต่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาเจรจาด้วยตัวเอง และจะต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน นายสุเทพก็ยังย้ำลักษณะจำเจว่า การนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และว่า ถ้าหากปฏิรูปประเทศไม่ได้ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาด
แต่กระนั้น ก็เป็นที่อธิบายกันว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดของนายสุเทพขณะนี้ เป็นเพียงการกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้เสื่อมถอยที่เกิดขึ้น อย่างน้อยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ที่ กปปส.ต้องประกาศเลิกการปิดล้อมกรุงเทพฯ ยุบเวทีใหญ่ที่แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และถอยเข้าไปหลบมุมอยู่ในสวนลุมพินี ทิ้งให้ม็อบเล็กน้อย เช่น คปท. และ กองทัพธรรม ปิดถนนราชดำเนินจนกลายเป็นถนนร้าง ยึดกระทรวงมหาดไทยอันว่างเปล่า และทิ้งให้พระพุทธอิสระ ปิดถนนก่อกวนอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ หรือเท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลดลักษณะของการชุมนุมมวลมหาประชาชนอันคึกคัก เหลือทิ้งไว้แต่ขบวนการม็อบอันธพาลกวนเมืองที่เกะกะระราน ที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไป
ย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่เริ่มต้นจากม็อบพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2556 ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสามเสน ข้ออ้างในการชุมนุมขณะนั้น คือ การคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน จะเป็นการยกระดับการชุมนุมครั้งแรก โดยย้ายเวทีมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ปรากฏว่าการชุมนุมได้รับการตอบรับเกินคาดจากประชาชนชนชั้นกลางในเมือง ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศตัวลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำการชุมนุม ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล้มล้าง”ระบอบทักษิณ” มีสถิติว่า ในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว นายสุเทพประกาศยกระดับการชุมนุมอย่างน้อย 8 ครั้ง และยืนยันที่จะปิดฉากระบอบทักษิณภายในเดือนนั้น แม้ว่าจะมีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนไม่น้อย และนายสุเทพได้นำพาประชาชนไปปิดสถานที่ราชการสำคัญได้หลายแห่ง โดยเฉพาะที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แต่นายสุเทพก็ยังไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ตามปรารถนา
การเคลื่อนไหวเข้าสู่เดือนธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมช่วยกดดันสถานการณ์โดยในวันที่ 8 ธันวาคม ส.ส.ประชาธิปัตย์ 153 คน ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชนในเวลาเช้าวันนั้น แต่กลุ่ม กปปส.ของนายสุเทพกลับเสนอแนวทางปฏิเสธระบอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเสนอคำขวัญ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แล้วเสนอสภาแต่งตั้งของมวลมหาประชาชนขึ้นมาแทน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวทางการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ มิได้หวังพึ่งอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะเรียกร้องให้กองทัพกระทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลเป็นสำคัญ
ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ม็อบ กปปส.หันไปใช้ยุทธศาสตร์ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งในทุกขั้นตอน และนำมาสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย นายสุเทพอาจจะเห็นว่ามาตรการยังไม่รุนแรงกดดันเพียงพอ จึงประกาศ“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”ในวันที่ 13 มกราคม ร่วมกับแนวทาง“อารยะขัดขืนขั้นสำคัญ” คือตัดน้ำ-ตัดไฟ สถานที่ราชการ บ้านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการนี้จะทำให้โค่นระบบทักษิณได้ในเร็ววัน
การปิดกรุงเทพฯดำเนินการโดยจัดการชุมนุมประชาชนปิดสี่แยกสำคัญที่เป็นย่านธุรกิจ หรือเป็นชุมทางของการเดินทาง คือ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก แยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแจ้งวัฒนะ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่พ่อค้าประชาชน แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ กลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่อ้าง เพราะกลุ่ม กปปส.มิได้มี“หมัดเด็ด”ที่จะล้มรัฐบาลได้
กลับกลายเป็นว่า การปิดกรุงเทพฯนอกเหนือจากการสร้างความเดือดร้อน และทำให้เศรษฐกิจเสียหายเหลือคณานับแล้ว ม็อบ กปปส.ไม่ได้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย กองทัพก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พร้อมจะทำรัฐประหารตามคำสั่งนายสุเทพ
การขัดขวางการเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ผ่านไปโดยเรียบร้อย โดยมีประชาชนทั่วประเทศมาใช้สิทธิมากถึง 20 ล้านคน
ข้อเสนอ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”กลายเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจะมีสถิติว่า นายสุเทพได้ประกาศชัยชนะมาแล้วมากกว่า 21 ครั้งก็ตาม ในที่สุด ม็อบ กปปส.จึงต้องยอมคืนพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 3 มีนาคม
ตั้งแต่นั้นมา การดำเนินการล้มล้างประชาธิปไตยได้หลุดจากมือของ กปปส.ไปสู่บทบาทขององค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลแพ่งและศาลอาญา เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ได้ให้ความร่วมมือในการสร้างความชอบธรรมแก่การชุมนุมของ กปปส. และช่วยทำให้แกนนำและการ์ดของ กปปส.ที่ก่อการละเมิดกฎหมายหลายครั้ง ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แต่กระนั้น นายสุเทพและ กปปส.ก็ไม่เคยที่จะสร้างกระแสประชาชนได้ในระดับเดิมที่เคยทำได้ในช่วงแรกของการชุมนุม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเบื่อและความชินชาแม้กระทั่งจากผู้สนับสนุน กปปส. เพราะได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมมาแล้วถึง 6 เดือน ก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ดังใจหมาย การยืนหยัดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย น้ำหนักในการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงลดลงทุกที
บทเรียนแห่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวามีมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเคยสร้างผลสะเทือนอย่างมากใน พ.ศ.2551 แต่วันนี้สิ้นความหมาย การชุมนุมของคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) ที่เคยหวือหวาเมื่อ พ.ศ.2555 ก็ถูกลืมไปแล้วเช่นกัน
ม็อบ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเช่นนั้น!
________________________
โพสต์เพิ่มเติม
ขออนุญาตเผยแพร่ สื่อสารการเมืองที่บรรดา บก. แต่ละคนของ http://blog.politicalroad.org โพสต์ไว้ที่ต่างๆ
..Narait ร่วมส่งต่อความดีงามที่ปวงชนชาวไทยควรยึดถือ
10 อันดับคนดีมีคุณธรรมของสังคมไทย คุณค่าที่คนไทยคู่ควร
www.youtube.com/watch?v=nYedp3MaA9U
.
2557-04-25
แผนซ้อนแผน ชิงรัฏฐาธิปัตย์..ไม่มีชัยชนะบนความตาย โดย มุกดา สุวรรณชาติ
.
แผนซ้อนแผน ชิงรัฏฐาธิปัตย์..ไม่มีชัยชนะบนความตาย
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398404038
. . วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 12:42:53 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ประจำ 18-24 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1757 หน้า 20 )
ตั้งแต่ปี 2548 มีคนคิดอยากเป็น รัฏฐาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ จึงวางแผนคิดการใหญ่
แต่แนวทางที่เดิน สร้างปัญหามากมายให้กับตนเองและประเทศ
เมื่อแผนแรกพลาด ก็ใช้แผนสองแก้
ยิ่งผิด ยิ่งแก้ ความขัดแย้งยิ่งขยาย
เลือกแนวทางชิงรัฏฐาธิปัตย์...
ถูกหรือผิด
แผนแรกที่ผิดพลาดของกลุ่มอำนาจเก่า คือการตัดสินใจทำการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 ต้องเรียกว่าเป็นการดันทุรัง ฝืนโลก
แต่ประชาชนก็ไม่ยอมรับรัฏฐาธิปัตย์...ของคณะ คมช. จึงต้องรีบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็แพ้เหมือนเดิม
ผิดคราวนี้สร้างศัตรูขึ้นเป็นล้านๆ คน สูญเสียการยอมรับจากนานาชาติ
ต้องใช้แผนสองที่วางซ้อนไว้ในรัฐธรรมนูญ คือการใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ในปลายปี 2551 เพื่อโค่นรัฐบาลและยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นการดึงเอาตุลาการ และองค์กรอิสระ มาเป็นเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมือง ความยุติธรรมก็ต้องเปลี่ยนไปตามสี ตามฝ่าย
รัฏฐาธิปัตย์ แปลงขั้วในค่ายทหาร โดนต่อต้านอีกครั้ง และก็แก้ไขโดยการปราบปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามในปี 2553
ความผิดพลาดครั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการยอมเปิดการเลือกตั้ง ในปี 2554 และก็แพ้อีกครั้ง
8 ปีผ่านไปพวกเขาสรุปว่า การใช้แผนยึดอำนาจด้วยกำลังและกฎหมาย เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะได้อำนาจจริง
แต่การยอมรับการเลือกตั้งหลังถูกกดดันเป็นแนวทางที่ผิด เพราะแพ้ทุกครั้ง
ดังนั้น ต้องยึดอำนาจอีกครั้ง แต่จะไม่ยอมให้มีเลือกตั้งอีกแล้ว
นักวิเคราะห์มองว่าเดินแนวทางผิด แต่เสนาธิการกลุ่มอำนาจเก่ามองว่าถูก อาจเป็นเพราะมีจุดยืนต่างกัน พวกเขามีผลประโยชน์มหาศาลต้องปกป้อง ทำให้คิดเสี่ยงกับความเสียหายโดยรวมของประเทศ
แผนชั้นที่หนึ่ง
เป่านกหวีด ให้มะม่วง รัฏฐาธิปัตย์ หล่น
แผนยึดอำนาจครั้งที่สาม เป็นแผนกึ่งจริง กึ่งหลอก ที่เหมือนเดิมคือไม่ปลูกมะม่วง แต่จะสอยมะม่วงบ้านคนอื่นซึ่งไม่ง่าย จึงต้องคิดแผนการช่วงชิงรัฏฐาธิปัตย์ ซ้อนไว้หลายแผน หลายขั้น
1. ขั้นแรกเแผนทดสอบหยั่งกำลังตลอดทั้งปี 2556 ฝ่าย นปช. ไม่ตอบโต้ เมื่อโอกาสเปิดตอน พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย กำลังแนวร่วมที่เตรียมไว้หลายปี (และผ่านการวัดปริมาณเมื่อครั้งเลือกผู้ว่าฯ กทม.) ก็ถูกระดมออกมา
มีหลายช่วงเวลาที่มวลชนออกมามาก จนแกนนำ กปปส. คิดอยากจะยึดอำนาจจริงๆ
แกนนำบางคนที่แอบซ่อนอยู่ข้างหลังรีบโดดขึ้นเวที เพราะคิดว่าอีกไม่เกิน 3 วัน ชนะแน่นอน
แต่เป้าหมายของมวลชนส่วนใหญ่คือคัดค้านการนิรโทษกรรมสุดซอย
พอเปลี่ยนไปไล่รัฐบาล คนก็น้อยลง และโดนแก้เกมด้วยการยุบสภา
เมื่อไปขัดขวางการเลือกตั้งใหม่ คนยิ่งน้อยลงไปอีก
สุดท้ายก็คิดจะจบด้วยการปิดกรุงเทพฯ ปิดถนน ปิดเมือง ปิดสถานที่ราชการ เลียนแบบกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบิน แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนั้นอ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าขาดกว่าสุเทพ และแกนนำ กปปส. วันนี้
หันไปสำรวจอีกครั้ง ก็พบว่าคนที่แขวนนกหวีดเหลือน้อยมากแล้ว การยึดอำนาจด้วยตนเองเป็นไปไม่ได้
2. ขั้นที่สองเมื่อชายชุดเขียวก็ไม่ออกมาช่วย มีแค่มือปืนป๊อปคอร์น ใครๆ ก็รู้ว่าต้องใช้องค์กรอิสระและศาลธรรมนูญทำการปลดนายกรัฐมนตรี หรือปลดนายกฯ และ ครม. ทั้งคณะ
เช่น เรื่องการย้ายเลขา สมช. เพื่อให้เกิดช่องว่างในอำนาจการบริหาร
ขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเกิดช่องว่างเหลือเพียงวุฒิสภาซึ่งยังไม่สมบูรณ์การชี้ขาดใดๆ ที่ต้องใช้อำนาจของรัฐสภาอาจทำไม่ได้ แต่เรื่องใดที่ใช้อำนาจวุฒิสภาก็อาจมีการจัดการ เช่น การถอดถอนนายกฯ หรือประธานรัฐสภา
สุเทพจึงต้องนัดมวลชน กปปส. มาชุมนุมใหญ่ หลังสงกรานต์ในจังหวะที่ศาลและองค์กรอิสระจะมีการประกาศชี้มูลความผิดหรือตัดสินเพื่อปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ ครม. แต่หลังจากถูก นปช. เปิดชื่อขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าและยอมรับอย่างเปิดเผยว่าจะเป็นนายกฯ ด้วยวิธีพิเศษ และไม่มีใครยอมรับเป็นตัวแทนที่จะเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ขึ้นไปให้โปรดเกล้าฯ
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนกลางๆ มารับงาน นอกจากคนภายในกลุ่มที่ร่วมวางแผนกันมา
สุเทพจึงสรุปว่า...จะเกิดช่องว่างของอำนาจรัฐและ กปปส. ถือว่ามีกำลังมากที่สุด ลุงกำนันในฐานะที่เป็นคณะที่ยึดอำนาจจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งสภานิติบัญญัติของประชาชน จะออกกฎหมายยึดทรัพย์ จับกุมลงโทษ ฯลฯ ปฏิรูปการเมืองการปกครอง
ส่วนเรื่องการกำหนดเวลา ว่าจะไม่เกินสิ้นเดือนเมษายน จริงๆ แล้วไม่มีอะไรมาบังคับ ความเหมาะสมของสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด
ถ้าเป็นปี 2551 ก็จะจบแบบนี้ แต่ปีนี้ 2557 การต่อต้านมีแน่
นี่จึงเป็นแค่แผนชั้นแรก
แผนชั้นที่สอง
โค่นต้นมะม่วง... ด้วยขวานคู่
3. ขั้นที่สาม เมื่อเป่านกหวีดจนหมดลม แต่มะม่วงไม่หล่น ก็ต้องใช้ขวานองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญ โค่นต้น แล้วฉวยโอกาสอ้างตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์
แม้ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ก็จะหาพรรคพวก กปปส. ที่เป็นข้าราชการ มารายงานตัว และใช้สื่อสร้างกระแสให้คนยอมรับ
ถ้ากำลังที่ต่อต้านไม่เพียงพอและมีแรงหนุนจากอำนาจลึกลับก็มีโอกาสฟลุก ที่จะมีอำนาจปกครองไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มีครบทั้ง อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และอำนาจตุลาการ
แผนนี้จะบีบบังคับให้ นปช. และแนวร่วมอื่นๆ ต้องจัดกำลังขึ้นมาต่อต้าน (ซึ่งเตรียมนัดกันแล้ว) ตามหัวเมืองใหญ่และกรุงเทพฯ ต่างฝ่ายก็อ้างเป็นตัวแทนประชาชน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เรียกร้องให้ประชาชนส่วนใหญ่และนานาชาติยอมรับอำนาจการปกครองของตนเอง
จะมีการปะทะเกิดขึ้นในหลายเมืองโดยเฉพาะรอบๆ กรุงเทพฯ
4. ขั้นที่สี่ ถึงเวลาที่ต้องใช้ขวานอันที่สองของทหาร เพราะความวุ่นวายจากการปะทะของคนสองกลุ่ม สามารถเกิดได้หลายระดับและมีเขตพื้นที่กว้างขวาง คาดว่าจะเกิดในหลายจังหวัด โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดจะมีหลายเมือง และค่อยขยายออกไป
ถนนหนทางที่จะเข้าสู่กรุงเทพฯ อาจใช้ไม่ได้เพราะการปะทะกัน
การทำธุรกิจทั้งภาคบริการและอุตสาหกรรมก็จะหยุดชะงัก
ดังนั้น ก็จะถึงจุดที่ทหารจะต้องออกมาแก้ไขสถานการณ์ โดยอาจจะประกาศกฎอัยการศึกและเคลียร์พื้นที่ขัดแย้งให้เกิดความสงบ จากนั้น ก็จะประกาศไม่ยอมรับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของทั้งสองฝ่าย และขอตั้งนายกฯ พิเศษ (อีกคนหนึ่ง) เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา
ดังนั้น อาจมีช่วงเวลาหนึ่งที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน
5. ถึงขั้นนี้การมีนายกฯ จากการแต่งตั้ง ก็จะเป็นจริง (แต่จะอยู่ได้นานกี่วันไม่รู้) และนายกฯ แต่งตั้งก็ประกาศว่าก็จะอยู่ชั่วคราวเพื่อเคลียร์สถานการณ์ให้สงบ ประกาศปรับปรุง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมือง เลือกตั้งใหม่ในเร็ววัน จะมีการตั้งสภาใหม่อีกครั้งซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นสภาชั่วคราวเพื่อความสามัคคีและการปฏิรูป เมื่อแผนเดินมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายของ กปปส.
แต่แผนสองที่วางไว้ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้โดยง่าย เพราะคนไทยยุคใหม่ไม่ใช่คนโง่ การประกาศว่าจะปฏิรูปการเมืองหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีบทเรียนมาแล้วหลังพฤษภาทมิฬ 2535 ครั้งนั้นต้องใช้เวลาถึง 5 ปี
ดังนั้น เรื่องที่จะยอมให้มีรัฐบาลชั่วคราว สภานิติบัญญัติชั่วคราว โดยการตั้งกันเองจึงไม่มีใครยอมให้ถูกหลอกง่ายๆ
เมื่อหมดหนทางปฏิรูป
แม้ไม่มีแผนก็เหลือแต่การปฏิวัติ
6. โอกาสเดียวที่จะตกลงกันได้คือเมื่อสลายอำนาจของสองฝั่งได้ เคลียร์เหตุการณ์ให้สงบลงได้ต้องประกาศการเลือกตั้งตัวแทนการปฏิรูปจากประชาชนทั้งประเทศทันที เพื่อหารัฐบาลและสภาเพื่อการปฏิรูปโดยให้แล้วเสร็จไม่เกิน 60 วัน ผ่านการเลือกจากประชาชนทั้งประเทศ
แต่กลุ่มอำนาจเก่า ไม่มีทางยอมเลือกตั้ง เพราะผิดแนวทาง
ดังนั้น ผู้ยึดอำนาจด้วยกำลัง ก็จะยืนยันที่รักษาอำนาจและตั้งตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ กลุ่มของสุเทพจะยอม แต่ของฝ่ายประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง จะไม่ยอม เมื่อไม่เลือกตั้ง ก็ต้องต่อสู้
7. ปฏิวัติประชาชนจริงๆ จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ การปฏิวัติประชาชนที่สุเทพเคยประกาศ หลุดจากมือ กปปส. ไปนานแล้ว จะไปเกิดอีกครั้งในกองกำลังของฝ่ายประชาธิปไตย
แม้ไม่ได้วางแผนซ้อนเพื่อการปฏิวัติ แต่การปฏิวัติก็จะเกิดขึ้น
เพราะในความเป็นจริง การชิงรัฏฐาธิปัตย์ ไม่สามารถตัดสินด้วยการแข่งกันชุมนุมสำแดงพลังว่าใครมากกว่า ไม่สามารถตั้งแถว ชักเย่อ ว่าใครชนะ ถ้ายอมรับกติกาได้ ก็ใช้การเลือกตั้งก็ตัดสินได้นานแล้ว เมื่อไม่ยอมรับกติกาก็สู้แบบไร้กติกา
การต่อสู้จะขยายไปเรื่อยๆ คำว่า จบ คำว่าเด็ดขาด ไม่มีทางเกิดขึ้น การมีสองอำนาจจะมีดำรงอยู่และจากมวลชนธรรมดาต่างฝ่ายก็จะมีทหารเป็นของตัวเองสภาพการเป็นอยู่ของสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเดือดร้อนมาก จนต้องอพยพไปต่างจังหวัด แบบเบาๆ ที่เห็นคือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่จะเกิดในอนาคตจะหนักกว่านั้นหลายเท่า กินพื้นที่กว้างขวางหลายสิบจังหวัด ไม่มีความปลอดภัยใดๆ ให้กับประชาชนแม้แต่กำลังทหารที่เคลื่อนออกนอกพื้นที่
ถ้าการต่อสู้ยังดำเนินอยู่ ไม่ว่าฝ่ายใดก็จะไม่สามารถปกครองทั้งประเทศได้ ส่วนประชาชนมีมากเจ๊งมาก มีน้อยเจ๊งน้อย
ความสงบจะเกิดจากการเจรจาเท่านั้นแต่ไม่มีใครสามารถไปบังคับใครให้รักกันได้ เหลือเพียงความยากลำบาก ความเดือดร้อน ความตาย จะบีบบังคับให้คนทุกฝ่าย ทุกชั้น เริ่มหันมามองแนวทางประนีประนอม แล้วก็จะบีบบังคับให้ทุกฝ่ายเปิดการเจรจา
ถ้าไม่ยอมยุติสงคราม คนไทยทั้งประเทศจะเหมือนอยู่ในรถบัสท่องเที่ยวที่กลิ้งตกเหวลึก ในกองเลือดและซากศพ จะไม่มีใครนึกถึงจุดหมาย ชายทะเล และเกลียวคลื่น นอกจากจะหนีให้พ้นความตาย
................................
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
แผนซ้อนแผน ชิงรัฏฐาธิปัตย์..ไม่มีชัยชนะบนความตาย
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398404038
. . วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 12:42:53 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ประจำ 18-24 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1757 หน้า 20 )
ตั้งแต่ปี 2548 มีคนคิดอยากเป็น รัฏฐาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ จึงวางแผนคิดการใหญ่
แต่แนวทางที่เดิน สร้างปัญหามากมายให้กับตนเองและประเทศ
เมื่อแผนแรกพลาด ก็ใช้แผนสองแก้
ยิ่งผิด ยิ่งแก้ ความขัดแย้งยิ่งขยาย
เลือกแนวทางชิงรัฏฐาธิปัตย์...
ถูกหรือผิด
แผนแรกที่ผิดพลาดของกลุ่มอำนาจเก่า คือการตัดสินใจทำการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 ต้องเรียกว่าเป็นการดันทุรัง ฝืนโลก
แต่ประชาชนก็ไม่ยอมรับรัฏฐาธิปัตย์...ของคณะ คมช. จึงต้องรีบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็แพ้เหมือนเดิม
ผิดคราวนี้สร้างศัตรูขึ้นเป็นล้านๆ คน สูญเสียการยอมรับจากนานาชาติ
ต้องใช้แผนสองที่วางซ้อนไว้ในรัฐธรรมนูญ คือการใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ในปลายปี 2551 เพื่อโค่นรัฐบาลและยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นการดึงเอาตุลาการ และองค์กรอิสระ มาเป็นเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมือง ความยุติธรรมก็ต้องเปลี่ยนไปตามสี ตามฝ่าย
รัฏฐาธิปัตย์ แปลงขั้วในค่ายทหาร โดนต่อต้านอีกครั้ง และก็แก้ไขโดยการปราบปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามในปี 2553
ความผิดพลาดครั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการยอมเปิดการเลือกตั้ง ในปี 2554 และก็แพ้อีกครั้ง
8 ปีผ่านไปพวกเขาสรุปว่า การใช้แผนยึดอำนาจด้วยกำลังและกฎหมาย เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะได้อำนาจจริง
แต่การยอมรับการเลือกตั้งหลังถูกกดดันเป็นแนวทางที่ผิด เพราะแพ้ทุกครั้ง
ดังนั้น ต้องยึดอำนาจอีกครั้ง แต่จะไม่ยอมให้มีเลือกตั้งอีกแล้ว
นักวิเคราะห์มองว่าเดินแนวทางผิด แต่เสนาธิการกลุ่มอำนาจเก่ามองว่าถูก อาจเป็นเพราะมีจุดยืนต่างกัน พวกเขามีผลประโยชน์มหาศาลต้องปกป้อง ทำให้คิดเสี่ยงกับความเสียหายโดยรวมของประเทศ
แผนชั้นที่หนึ่ง
เป่านกหวีด ให้มะม่วง รัฏฐาธิปัตย์ หล่น
แผนยึดอำนาจครั้งที่สาม เป็นแผนกึ่งจริง กึ่งหลอก ที่เหมือนเดิมคือไม่ปลูกมะม่วง แต่จะสอยมะม่วงบ้านคนอื่นซึ่งไม่ง่าย จึงต้องคิดแผนการช่วงชิงรัฏฐาธิปัตย์ ซ้อนไว้หลายแผน หลายขั้น
1. ขั้นแรกเแผนทดสอบหยั่งกำลังตลอดทั้งปี 2556 ฝ่าย นปช. ไม่ตอบโต้ เมื่อโอกาสเปิดตอน พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย กำลังแนวร่วมที่เตรียมไว้หลายปี (และผ่านการวัดปริมาณเมื่อครั้งเลือกผู้ว่าฯ กทม.) ก็ถูกระดมออกมา
มีหลายช่วงเวลาที่มวลชนออกมามาก จนแกนนำ กปปส. คิดอยากจะยึดอำนาจจริงๆ
แกนนำบางคนที่แอบซ่อนอยู่ข้างหลังรีบโดดขึ้นเวที เพราะคิดว่าอีกไม่เกิน 3 วัน ชนะแน่นอน
แต่เป้าหมายของมวลชนส่วนใหญ่คือคัดค้านการนิรโทษกรรมสุดซอย
พอเปลี่ยนไปไล่รัฐบาล คนก็น้อยลง และโดนแก้เกมด้วยการยุบสภา
เมื่อไปขัดขวางการเลือกตั้งใหม่ คนยิ่งน้อยลงไปอีก
สุดท้ายก็คิดจะจบด้วยการปิดกรุงเทพฯ ปิดถนน ปิดเมือง ปิดสถานที่ราชการ เลียนแบบกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบิน แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนั้นอ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าขาดกว่าสุเทพ และแกนนำ กปปส. วันนี้
หันไปสำรวจอีกครั้ง ก็พบว่าคนที่แขวนนกหวีดเหลือน้อยมากแล้ว การยึดอำนาจด้วยตนเองเป็นไปไม่ได้
2. ขั้นที่สองเมื่อชายชุดเขียวก็ไม่ออกมาช่วย มีแค่มือปืนป๊อปคอร์น ใครๆ ก็รู้ว่าต้องใช้องค์กรอิสระและศาลธรรมนูญทำการปลดนายกรัฐมนตรี หรือปลดนายกฯ และ ครม. ทั้งคณะ
เช่น เรื่องการย้ายเลขา สมช. เพื่อให้เกิดช่องว่างในอำนาจการบริหาร
ขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเกิดช่องว่างเหลือเพียงวุฒิสภาซึ่งยังไม่สมบูรณ์การชี้ขาดใดๆ ที่ต้องใช้อำนาจของรัฐสภาอาจทำไม่ได้ แต่เรื่องใดที่ใช้อำนาจวุฒิสภาก็อาจมีการจัดการ เช่น การถอดถอนนายกฯ หรือประธานรัฐสภา
สุเทพจึงต้องนัดมวลชน กปปส. มาชุมนุมใหญ่ หลังสงกรานต์ในจังหวะที่ศาลและองค์กรอิสระจะมีการประกาศชี้มูลความผิดหรือตัดสินเพื่อปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ ครม. แต่หลังจากถูก นปช. เปิดชื่อขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าและยอมรับอย่างเปิดเผยว่าจะเป็นนายกฯ ด้วยวิธีพิเศษ และไม่มีใครยอมรับเป็นตัวแทนที่จะเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ขึ้นไปให้โปรดเกล้าฯ
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนกลางๆ มารับงาน นอกจากคนภายในกลุ่มที่ร่วมวางแผนกันมา
สุเทพจึงสรุปว่า...จะเกิดช่องว่างของอำนาจรัฐและ กปปส. ถือว่ามีกำลังมากที่สุด ลุงกำนันในฐานะที่เป็นคณะที่ยึดอำนาจจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งสภานิติบัญญัติของประชาชน จะออกกฎหมายยึดทรัพย์ จับกุมลงโทษ ฯลฯ ปฏิรูปการเมืองการปกครอง
ส่วนเรื่องการกำหนดเวลา ว่าจะไม่เกินสิ้นเดือนเมษายน จริงๆ แล้วไม่มีอะไรมาบังคับ ความเหมาะสมของสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด
ถ้าเป็นปี 2551 ก็จะจบแบบนี้ แต่ปีนี้ 2557 การต่อต้านมีแน่
นี่จึงเป็นแค่แผนชั้นแรก
แผนชั้นที่สอง
โค่นต้นมะม่วง... ด้วยขวานคู่
3. ขั้นที่สาม เมื่อเป่านกหวีดจนหมดลม แต่มะม่วงไม่หล่น ก็ต้องใช้ขวานองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญ โค่นต้น แล้วฉวยโอกาสอ้างตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์
แม้ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ก็จะหาพรรคพวก กปปส. ที่เป็นข้าราชการ มารายงานตัว และใช้สื่อสร้างกระแสให้คนยอมรับ
ถ้ากำลังที่ต่อต้านไม่เพียงพอและมีแรงหนุนจากอำนาจลึกลับก็มีโอกาสฟลุก ที่จะมีอำนาจปกครองไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มีครบทั้ง อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และอำนาจตุลาการ
แผนนี้จะบีบบังคับให้ นปช. และแนวร่วมอื่นๆ ต้องจัดกำลังขึ้นมาต่อต้าน (ซึ่งเตรียมนัดกันแล้ว) ตามหัวเมืองใหญ่และกรุงเทพฯ ต่างฝ่ายก็อ้างเป็นตัวแทนประชาชน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เรียกร้องให้ประชาชนส่วนใหญ่และนานาชาติยอมรับอำนาจการปกครองของตนเอง
จะมีการปะทะเกิดขึ้นในหลายเมืองโดยเฉพาะรอบๆ กรุงเทพฯ
4. ขั้นที่สี่ ถึงเวลาที่ต้องใช้ขวานอันที่สองของทหาร เพราะความวุ่นวายจากการปะทะของคนสองกลุ่ม สามารถเกิดได้หลายระดับและมีเขตพื้นที่กว้างขวาง คาดว่าจะเกิดในหลายจังหวัด โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดจะมีหลายเมือง และค่อยขยายออกไป
ถนนหนทางที่จะเข้าสู่กรุงเทพฯ อาจใช้ไม่ได้เพราะการปะทะกัน
การทำธุรกิจทั้งภาคบริการและอุตสาหกรรมก็จะหยุดชะงัก
ดังนั้น ก็จะถึงจุดที่ทหารจะต้องออกมาแก้ไขสถานการณ์ โดยอาจจะประกาศกฎอัยการศึกและเคลียร์พื้นที่ขัดแย้งให้เกิดความสงบ จากนั้น ก็จะประกาศไม่ยอมรับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของทั้งสองฝ่าย และขอตั้งนายกฯ พิเศษ (อีกคนหนึ่ง) เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา
ดังนั้น อาจมีช่วงเวลาหนึ่งที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน
5. ถึงขั้นนี้การมีนายกฯ จากการแต่งตั้ง ก็จะเป็นจริง (แต่จะอยู่ได้นานกี่วันไม่รู้) และนายกฯ แต่งตั้งก็ประกาศว่าก็จะอยู่ชั่วคราวเพื่อเคลียร์สถานการณ์ให้สงบ ประกาศปรับปรุง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมือง เลือกตั้งใหม่ในเร็ววัน จะมีการตั้งสภาใหม่อีกครั้งซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นสภาชั่วคราวเพื่อความสามัคคีและการปฏิรูป เมื่อแผนเดินมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายของ กปปส.
แต่แผนสองที่วางไว้ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้โดยง่าย เพราะคนไทยยุคใหม่ไม่ใช่คนโง่ การประกาศว่าจะปฏิรูปการเมืองหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีบทเรียนมาแล้วหลังพฤษภาทมิฬ 2535 ครั้งนั้นต้องใช้เวลาถึง 5 ปี
ดังนั้น เรื่องที่จะยอมให้มีรัฐบาลชั่วคราว สภานิติบัญญัติชั่วคราว โดยการตั้งกันเองจึงไม่มีใครยอมให้ถูกหลอกง่ายๆ
เมื่อหมดหนทางปฏิรูป
แม้ไม่มีแผนก็เหลือแต่การปฏิวัติ
6. โอกาสเดียวที่จะตกลงกันได้คือเมื่อสลายอำนาจของสองฝั่งได้ เคลียร์เหตุการณ์ให้สงบลงได้ต้องประกาศการเลือกตั้งตัวแทนการปฏิรูปจากประชาชนทั้งประเทศทันที เพื่อหารัฐบาลและสภาเพื่อการปฏิรูปโดยให้แล้วเสร็จไม่เกิน 60 วัน ผ่านการเลือกจากประชาชนทั้งประเทศ
แต่กลุ่มอำนาจเก่า ไม่มีทางยอมเลือกตั้ง เพราะผิดแนวทาง
ดังนั้น ผู้ยึดอำนาจด้วยกำลัง ก็จะยืนยันที่รักษาอำนาจและตั้งตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ กลุ่มของสุเทพจะยอม แต่ของฝ่ายประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง จะไม่ยอม เมื่อไม่เลือกตั้ง ก็ต้องต่อสู้
7. ปฏิวัติประชาชนจริงๆ จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ การปฏิวัติประชาชนที่สุเทพเคยประกาศ หลุดจากมือ กปปส. ไปนานแล้ว จะไปเกิดอีกครั้งในกองกำลังของฝ่ายประชาธิปไตย
แม้ไม่ได้วางแผนซ้อนเพื่อการปฏิวัติ แต่การปฏิวัติก็จะเกิดขึ้น
เพราะในความเป็นจริง การชิงรัฏฐาธิปัตย์ ไม่สามารถตัดสินด้วยการแข่งกันชุมนุมสำแดงพลังว่าใครมากกว่า ไม่สามารถตั้งแถว ชักเย่อ ว่าใครชนะ ถ้ายอมรับกติกาได้ ก็ใช้การเลือกตั้งก็ตัดสินได้นานแล้ว เมื่อไม่ยอมรับกติกาก็สู้แบบไร้กติกา
การต่อสู้จะขยายไปเรื่อยๆ คำว่า จบ คำว่าเด็ดขาด ไม่มีทางเกิดขึ้น การมีสองอำนาจจะมีดำรงอยู่และจากมวลชนธรรมดาต่างฝ่ายก็จะมีทหารเป็นของตัวเองสภาพการเป็นอยู่ของสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเดือดร้อนมาก จนต้องอพยพไปต่างจังหวัด แบบเบาๆ ที่เห็นคือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่จะเกิดในอนาคตจะหนักกว่านั้นหลายเท่า กินพื้นที่กว้างขวางหลายสิบจังหวัด ไม่มีความปลอดภัยใดๆ ให้กับประชาชนแม้แต่กำลังทหารที่เคลื่อนออกนอกพื้นที่
ถ้าการต่อสู้ยังดำเนินอยู่ ไม่ว่าฝ่ายใดก็จะไม่สามารถปกครองทั้งประเทศได้ ส่วนประชาชนมีมากเจ๊งมาก มีน้อยเจ๊งน้อย
ความสงบจะเกิดจากการเจรจาเท่านั้นแต่ไม่มีใครสามารถไปบังคับใครให้รักกันได้ เหลือเพียงความยากลำบาก ความเดือดร้อน ความตาย จะบีบบังคับให้คนทุกฝ่าย ทุกชั้น เริ่มหันมามองแนวทางประนีประนอม แล้วก็จะบีบบังคับให้ทุกฝ่ายเปิดการเจรจา
ถ้าไม่ยอมยุติสงคราม คนไทยทั้งประเทศจะเหมือนอยู่ในรถบัสท่องเที่ยวที่กลิ้งตกเหวลึก ในกองเลือดและซากศพ จะไม่มีใครนึกถึงจุดหมาย ชายทะเล และเกลียวคลื่น นอกจากจะหนีให้พ้นความตาย
................................
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
2557-03-30
‘พิลึกกึกกือ’ข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้ง สว.ประเทศไทย โดย ดวงจำปา
.
‘พิลึกกึกกือ’ข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้ง สว.ประเทศไทย
โดย Doungchampa Spencer
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52512
. . Sat, 2014-03-29 23:52
( ที่มา: https://www.facebook.com/doungchampa/posts/598398640257039 )
สิ่งที่แปลกใจกับดิฉันมากๆ เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคมนี้ (ตัวดิฉันอาจจะไม่เข้าใจหลักการ เพราะไม่เคยประสบกับระบบที่ "พิลึกกึกกือ"ขนาดนี้) ก็เลยขอเขียนแบบเปิดใจหน่อยนะคะ:
1. ทางการใช้คำว่า "การเลือกตั้ง" แต่กลับห้ามทำการ "หาเสียง" เพื่อประกาศให้ผู้คนที่จะออกไป "เลือกตั้ง" ได้ทราบกันว่า "ผู้สมัคร" แต่ละคน มีนโยบายอย่างไร ซึ่งทำให้ประชาชนอย่างเราๆ และท่านๆ ไม่รู้จักบุคคลชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้ว่า เป็นใคร มาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร เพราะไม่เคยมีการขึ้นเวทีปราศรัยหรือตอบคำถามจากประชาชน ด้วยการแนะนำตนเองให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบเกี่ยวกับประวัติพื้นเพหรือสิ่งที่ตนเองต้องกระทำ เมื่อชนะการเลือกตั้งแล้ว
2. การที่ สมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถจะสังกัดพรรคการเมืองได้นั้น ดิฉันสงสัยเหมือนกันว่า เวลาพวกนี้เขาไปโหวดในการเลือกตั้งใหญ่ (อย่างเช่นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์) เขาหรือเธอก็ต้องเลือกพรรคที่ตนชื่นชอบ แต่ตัวผู้สมัครเองกลับสังกัดพรรคการเมืองไม่ได้อย่างนั้นหรือ? (จะมาอ้างว่า คนที่สมัครพวกนี้ โหวต "โน" เพื่อแสดงความ "เป็นกลาง" ในทางการเมือง มันก็กระไรอยู่นะคะ)
3. ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถประกาศอย่างเปิดเผยได้ว่า จะทำงาน "ร่วมกัน" อย่างไรกับพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มันก็ทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกๆ เพราะ หน้าที่หลักของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นเรื่องการปรึกษาและออกกฎหมาย ซึ่งต้องประสานงานกับทางสภาผู้แทนราษฎรแทบทั้งสิ้น เมื่อไม่สามารถป่าวประกาศว่า จะทำงานร่วมกันกับสภาผู้แทนราษฎรหรือแม้กับรัฐบาลได้อย่างไร มันไม่มีความ "เข้าท่า" เลยในเรื่องนี้
ขนาดตัวผู้สมัคร ก็ยังไม่สามารถประกาศนโยบายได้ว่า ถ้าตนเองได้รับเลือกเข้าไปแล้ว จะทำอะไรในสภาบ้าง พูดง่ายๆ คือ ไม่สามารถทำสัญญาประชาคมได้เลย แต่เมื่อได้รับเลือกเข้าไป ก็กินเงินภาษีจากประชาชนเป็นเงินเดือนค่าตอบแทนอยู่ดี
แต่มันแปลกหรือไม่ ที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก "การแต่งตั้ง" นั้น กลับป่าวประกาศนโยบายอย่างชัดเจน (จากการให้สัมภาษณ์หรือออกข่าวแบบ 40 สว ในอดีต) ว่า เป็นปรปักษ์กับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกนี้ จะทำการค้านมันแทบทุกเรื่องเช่นกัน
4. พรรคการเมืองที่ประกาศบอยคอทท์การเลือกตั้งใหญ่ กลับเห็นเรื่อง "การเลือกตั้ง" อย่างนี้ กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีการประกาศทักท้วงแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มันก็เป็น "การเลือกตั้ง" ในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการ "กาบัตร" อย่างนี้มันต่างกับการเลือกตั้งใหญ่ตรงไหนหรืออย่างไร? จะต้อง "ปฎิรูป" การเลือกตั้งก่อนอย่างนั้นหรือเปล่า?
5. ระบบการเลือกตั้ง สว แบบนี้ เป็นเรื่องที่แย่มาก เพราะ เหมือนกับว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ไม่มี "ความมั่นใจ" แต่อย่างใด เมื่อตอนที่จะลงคะแนนเสียงให้กับบุคคลๆ ใดคนหนึ่ง
ข้อมูลที่บุคคลผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้รับ ก็มาจาก "การฟอร์เวิร์ด" ข้อความหรือ จากอีเมล์ หรือ จากภาพที่แชร์กันบนหน้า Facebook ซึ่งสร้างด้วย "ความเชื่อ" จากคนอื่นๆ (ไม่ใช่จากการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเอง) พูดง่ายๆ ก็คือ ท่านไม่ได้ตัดสินใจเลือก สว คนนี้ด้วยตัวท่านเอง ส่วนใหญ่มาจาก "ความเชื่อ" จากอีเมล์หรือการโพสต์หน้า Facebook แทบทั้งสิ้น ใช่ไหมคะ?
เรื่องนี้มันกลับกลายเป็นวิธีการที่กระทำตาม "คำบอกเล่า" หรือ "ข่าวลือ" เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลผู้สมัครเพื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น เหตุผลที่จูงใจให้เรา "กา" คะแนนให้นั้น เป็นเรื่องของ "ความเชื่อ" จาก "ตัวหนังสือ" แทนที่จะเหมือนกับ ผู้แทนราษฎรที่เรา "มั่นใจ" ว่า เรา "กา" ให้กับคนที่เราชื่นชอบจริงๆ
เราถึงเห็น การ "ถามคำถาม" ตามหน้าเว็บกันให้วุ่นว่า "จะเลือกใครดี" หรือ "ใครเป็นผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตย" กันบ้าง? งงไหมคะ กับ ตรรกะแบบนี้?
สรุปแล้วก็คือ การ "กา" ให้กับ ผู้สมัคร สว คนใดคนหนึ่งนั้น ทำไมต้องถามกับตนเองด้วยว่า เรา "กา" ถูกคนหรือเปล่า? นี่คือ สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในการ "เลือกตั้ง" ที่ไม่มีการออกหาเสียง สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ได้ และประชาชนก็๋เลยไม่ทราบว่า เขาจะทำงานร่วมกันกับอีกสภาหนึ่งได้อย่างไร
น่าจะส่ง บทบาทของการ "เลือกตั้ง" แบบนี้ ไปให้กับ Ripley's Believe it or not เพื่อตีพิมพ์เรื่องที่ ประหลาดๆ ที่สุดในโลกกัน...
.
‘พิลึกกึกกือ’ข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้ง สว.ประเทศไทย
โดย Doungchampa Spencer
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52512
. . Sat, 2014-03-29 23:52
( ที่มา: https://www.facebook.com/doungchampa/posts/598398640257039 )
สิ่งที่แปลกใจกับดิฉันมากๆ เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคมนี้ (ตัวดิฉันอาจจะไม่เข้าใจหลักการ เพราะไม่เคยประสบกับระบบที่ "พิลึกกึกกือ"ขนาดนี้) ก็เลยขอเขียนแบบเปิดใจหน่อยนะคะ:
1. ทางการใช้คำว่า "การเลือกตั้ง" แต่กลับห้ามทำการ "หาเสียง" เพื่อประกาศให้ผู้คนที่จะออกไป "เลือกตั้ง" ได้ทราบกันว่า "ผู้สมัคร" แต่ละคน มีนโยบายอย่างไร ซึ่งทำให้ประชาชนอย่างเราๆ และท่านๆ ไม่รู้จักบุคคลชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้ว่า เป็นใคร มาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร เพราะไม่เคยมีการขึ้นเวทีปราศรัยหรือตอบคำถามจากประชาชน ด้วยการแนะนำตนเองให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบเกี่ยวกับประวัติพื้นเพหรือสิ่งที่ตนเองต้องกระทำ เมื่อชนะการเลือกตั้งแล้ว
2. การที่ สมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถจะสังกัดพรรคการเมืองได้นั้น ดิฉันสงสัยเหมือนกันว่า เวลาพวกนี้เขาไปโหวดในการเลือกตั้งใหญ่ (อย่างเช่นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์) เขาหรือเธอก็ต้องเลือกพรรคที่ตนชื่นชอบ แต่ตัวผู้สมัครเองกลับสังกัดพรรคการเมืองไม่ได้อย่างนั้นหรือ? (จะมาอ้างว่า คนที่สมัครพวกนี้ โหวต "โน" เพื่อแสดงความ "เป็นกลาง" ในทางการเมือง มันก็กระไรอยู่นะคะ)
3. ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถประกาศอย่างเปิดเผยได้ว่า จะทำงาน "ร่วมกัน" อย่างไรกับพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มันก็ทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกๆ เพราะ หน้าที่หลักของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นเรื่องการปรึกษาและออกกฎหมาย ซึ่งต้องประสานงานกับทางสภาผู้แทนราษฎรแทบทั้งสิ้น เมื่อไม่สามารถป่าวประกาศว่า จะทำงานร่วมกันกับสภาผู้แทนราษฎรหรือแม้กับรัฐบาลได้อย่างไร มันไม่มีความ "เข้าท่า" เลยในเรื่องนี้
ขนาดตัวผู้สมัคร ก็ยังไม่สามารถประกาศนโยบายได้ว่า ถ้าตนเองได้รับเลือกเข้าไปแล้ว จะทำอะไรในสภาบ้าง พูดง่ายๆ คือ ไม่สามารถทำสัญญาประชาคมได้เลย แต่เมื่อได้รับเลือกเข้าไป ก็กินเงินภาษีจากประชาชนเป็นเงินเดือนค่าตอบแทนอยู่ดี
แต่มันแปลกหรือไม่ ที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก "การแต่งตั้ง" นั้น กลับป่าวประกาศนโยบายอย่างชัดเจน (จากการให้สัมภาษณ์หรือออกข่าวแบบ 40 สว ในอดีต) ว่า เป็นปรปักษ์กับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกนี้ จะทำการค้านมันแทบทุกเรื่องเช่นกัน
4. พรรคการเมืองที่ประกาศบอยคอทท์การเลือกตั้งใหญ่ กลับเห็นเรื่อง "การเลือกตั้ง" อย่างนี้ กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีการประกาศทักท้วงแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มันก็เป็น "การเลือกตั้ง" ในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการ "กาบัตร" อย่างนี้มันต่างกับการเลือกตั้งใหญ่ตรงไหนหรืออย่างไร? จะต้อง "ปฎิรูป" การเลือกตั้งก่อนอย่างนั้นหรือเปล่า?
5. ระบบการเลือกตั้ง สว แบบนี้ เป็นเรื่องที่แย่มาก เพราะ เหมือนกับว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ไม่มี "ความมั่นใจ" แต่อย่างใด เมื่อตอนที่จะลงคะแนนเสียงให้กับบุคคลๆ ใดคนหนึ่ง
ข้อมูลที่บุคคลผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้รับ ก็มาจาก "การฟอร์เวิร์ด" ข้อความหรือ จากอีเมล์ หรือ จากภาพที่แชร์กันบนหน้า Facebook ซึ่งสร้างด้วย "ความเชื่อ" จากคนอื่นๆ (ไม่ใช่จากการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเอง) พูดง่ายๆ ก็คือ ท่านไม่ได้ตัดสินใจเลือก สว คนนี้ด้วยตัวท่านเอง ส่วนใหญ่มาจาก "ความเชื่อ" จากอีเมล์หรือการโพสต์หน้า Facebook แทบทั้งสิ้น ใช่ไหมคะ?
เรื่องนี้มันกลับกลายเป็นวิธีการที่กระทำตาม "คำบอกเล่า" หรือ "ข่าวลือ" เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลผู้สมัครเพื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น เหตุผลที่จูงใจให้เรา "กา" คะแนนให้นั้น เป็นเรื่องของ "ความเชื่อ" จาก "ตัวหนังสือ" แทนที่จะเหมือนกับ ผู้แทนราษฎรที่เรา "มั่นใจ" ว่า เรา "กา" ให้กับคนที่เราชื่นชอบจริงๆ
เราถึงเห็น การ "ถามคำถาม" ตามหน้าเว็บกันให้วุ่นว่า "จะเลือกใครดี" หรือ "ใครเป็นผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตย" กันบ้าง? งงไหมคะ กับ ตรรกะแบบนี้?
สรุปแล้วก็คือ การ "กา" ให้กับ ผู้สมัคร สว คนใดคนหนึ่งนั้น ทำไมต้องถามกับตนเองด้วยว่า เรา "กา" ถูกคนหรือเปล่า? นี่คือ สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในการ "เลือกตั้ง" ที่ไม่มีการออกหาเสียง สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ได้ และประชาชนก็๋เลยไม่ทราบว่า เขาจะทำงานร่วมกันกับอีกสภาหนึ่งได้อย่างไร
น่าจะส่ง บทบาทของการ "เลือกตั้ง" แบบนี้ ไปให้กับ Ripley's Believe it or not เพื่อตีพิมพ์เรื่องที่ ประหลาดๆ ที่สุดในโลกกัน...
.
2557-03-25
หัวร่อมิได้ .. อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
.
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395748788
วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:55:28 น.
ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน
อินโดนีเซีย เดินหน้า 14 ล้านล้าน
หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หรือที่เรียกกันติดปากว่า "พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน" ต้องพับไปเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่า ร่างกฎหมาย ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ
แต่ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น 1 ในประเทศกลุ่มอาเซียน กลับเตรียมที่จะลงทุนด้านโครงการสร้างพื้นฐาน วงเงิน 4.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 14 ล้านล้านบาท
ล่าสุด มติชนออนไลน์ เปิด พิมพ์เขียว การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของอินโดนีเซีย มูลค่า 14 ล้านล้าน วิสัยทัศน์เพื่อต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ประเทศอินโดนีเซียมีประชากร 250 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากประเทศจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา แต่เศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก จึงได้รับสมญานามว่า “ยักษ์หลับของเอเชีย”
ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความเชื่อมโยงที่เข้มแข็งกับจีน และสถานะการประเทศผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค อินโดนีเซียถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการพัฒนาใน 20 ปีข้างหน้าที่เรียกว่า MINT ประกอบด้วย เม็กซิโก อินโดนิเซีย ไนจีเรีย และตุรกี ทั้งนี้ การไปสู่ศักยภาพดังกล่าวได้จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เป็นอันมาก
กรุงจาการ์ตาของประเทศอินโดนีเซียเป็นเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลายโดยมีทั้งรีสอร์ทริมชายหาดอันหรูหราและย่านพักอาศัยที่ยากจนการเดินทางในจาการ์ตาเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดตลอดทั้งวัน มลพิษทางอากาศและสภาพอากาศที่ร้อน ตลอดจนอันตรายในการเดินข้ามถนน จาการ์ตามีประชากร 26 ล้านคน และมีการเติบโตของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ แม้ว่ามีโครงข่ายรถไฟชานเมืองที่กว้างขวาง แต่การเชื่อมต่อระบบและการเข้าถึงยังขาดประสิทธิภาพ รถโดยสารประจำทางบางเส้นทางมีช่องทางพิเศษแต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาจราจร ประชาชนจำนวนมากจึงต้องเดินทางด้วยความยากลำบากหากไม่มีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนบุคคล
สถานการณ์การขนส่งในกรุงจาการ์ตาได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เหลือของเกาะชวาซึ่งมีประชากรกว่า135 ล้านคน และมีผลผลิตทางเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 60 ของประเทศ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการอย่างมาก เมืองใหญ่อื่นๆ ได้แก่ บันดุง เซมารัง และสุราบายา ล้วนประสบกับปัญหาการจราจรติดขัด ในขณะที่โครงข่ายรถไฟระหว่างเมืองยังมีข้อจำกัด โดยยังเป็นรถไฟทางเดี่ยว มีขบวนรถและระบบอาณัติสัญญาณที่ล้าสมัย มีเพียงถนนหลัก 2 สายที่เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของเกาะชวา การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มสูงเป็นร้อยละ 17 และส่งผลต่อราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีต้นทุนโลจิสติกส์เพียงร้อยละ 10
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 6-6.5 แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 7-9 หากโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อปี 2538-2539 รัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประมาณร้อยละ 8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) แต่หลังจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของเอเชียในช่วงตั้งแต่ปี 2540 ทำให้การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลง โดยเหลือเพียงร้อยละ 2.1 ในปี 2554
ในปี 2555 การลงทุนได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการริเริ่มแผนพัฒนาประเทศระยะกลาง พ.ศ. 2553-2557 (National Medium-Term Development Plan 2010-2014) วงเงิน 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพัฒนาตามแผนแม่บทการเร่งรัดและขยายการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย (Masterplan for the Acceleration and Expansion of Indonesia’s Economic Development) วงเงิน 468,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพิ่ม GDP เป็น 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 และอินโดนีเซียจะต้องติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ภายใต้แผนแม่บทดังกล่าวมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง จำนวน 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.32 ล้านล้านบาท) ซึ่งได้รวมโครงการพัฒนารถไฟในเกาะต่างๆ ภายในระยะเวลา 11ปี รวม 49 โครงการ วงเงิน 47,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.46 ล้านล้านบาท) ไว้ด้วย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซีย (Dr.Bambang Susantono) กล่าวว่า ในปี 2557 งบประมาณสำหรับรถไฟจะมีจำนวนสูงที่สุดในกระทรวงคมนาคม เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางถนนมาเป็นระบบราง ที่ผ่านมานโยบายการขนส่งมุ่งเน้นการพัฒนาทางถนนส่งผลให้ปัจจุบันต้องประสบปัญหาจราจรติดขัดบนทางหลวงสายหลักของอินโดนีเซียแนวทางนี้จะเป็นการแก้ปัญหาทั้งการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าวิสัยทัศน์ของอินโดนีเซีย คือ การมีโครงข่ายรถไฟเพื่อเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า
ขั้นตอนหลักในบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดให้บริการรถไฟทางคู่ช่วงกรุงจาการ์ตา-สุราบายาระยะทาง 727 กิโลเมตร (ในเดือนมีนาคม 2557) รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางใหม่ ระยะทาง 465.5 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่าง 2 เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะชวาได้มากกว่าร้อยละ 300 โดยปัจจุบันการขนส่งทางถนนระหว่างกรุงจาการ์ตากับสุราบายา มีปริมาณ 2 ล้าน TEU ต่อปี อินโดนีเซียจึงต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบราง โดยมีเป้าหมาย 1 ล้าน TEU ต่อปี
ปัจจุบันรถไฟอินโดนีเซียมีปริมาณการขนส่งสินค้าเพียง 200,000 TEU ต่อปี ในเดือนธันวาคม 2556 การรถไฟของอินโดนีเซีย (Indonesian Railway Directorate) ได้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเปกาลองกัน-เซมารัง แล้วเสร็จ และคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟจาก ร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 15 ของการขนส่งสินค้าทั้งหมดภายในปี 2573 การดึงดูดให้มีการขนส่งทางรถไฟเพิ่มขึ้นจะเกิดจากการเชื่อมต่อโครงข่ายเข้าท่าเรือในกรุงจาการ์ตา ซีเรบอน เซมารัง และสุราบายา
โครงการรถไฟเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่บรรจุในแผนแม่บทฯ การลงทุนดังกล่าวรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้หวังผลตอบแทนทางการเงิน ในการลงทุนเกี่ยวกับรถไฟ นอกจากทางรถไฟ จะมีการปรับปรุงให้เป็นระบบรถไฟไฟฟ้าและปรับปรุงสถานี ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียระบุว่า โครงการรถไฟมีความสำคัญในทุกพื้นที่แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรไม่มากนัก เนื่องจากรัฐจำเป็นต้องเชื่อมโยงพื้นที่ดังกล่าวกับพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเจริญมากกว่า
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอินโดนีเซียจะดำเนินการโดยภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจแต่ก็มีการเปิดให้รัฐบาลท้องถิ่นร่วมลงทุนกับรัฐบาลกลางภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการหรือให้บริการจากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐพัฒนาขึ้น ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียใช้ความระมัดระวังมากในการค้ำประกันเงินกู้สำหรับการดำเนินโครงการ การที่ภาครัฐไม่พิจารณาบริหารความเสี่ยงเป็นรายโครงการและการไม่ให้ความคุ้มครองหรือให้การสนับสนุนในทำนองเดียวกันกับที่รัฐบาลประเทศอื่นทำให้นักลงทุนภาคเอกชนปฏิเสธหรือชะลอการลงทุนออกไปดังนั้น ในการพัฒนาตามแผนแม่บทฯ
นอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ริเริ่มการส่งเสริมเอกชนร่วมลงทุนในโครงการรถไฟ 3 วิธีการ ดังนี้
1. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในรูปแบบสัมปทาน เป็นรูปแบบที่ภาครัฐจัดให้มีทางรถไฟและเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาให้บริการเดินรถ โดยมีการให้สัมปทานการให้บริการขนส่งมวลชนซึ่งมีเงื่อนไขในการแข่งขันว่าผู้เสนอราคาที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐน้อยที่สุดจะได้รับการคัดเลือกในรูปแบบนี้ภาครัฐจะให้การสนับสนุนทางการเงิน 2 ประเภท คือ
1.1 กระทรวงการคลังให้การสนับสนุนผ่านกองทุน Viability Gap Fund (VGF) โดยจะนำเงินในกองทุนมาชดเชยส่วนที่เอกชนต้องขาดทุนจากการควบคุมราคาค่าโดยสาร ทำให้การดำเนินการไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
1.2 รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ผ่านกองทุนค้ำประกันโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซีย (Indonesia Infrastructure Guarantee Fund) สำหรับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนภาคเอกชนภายในประเทศและต่างประเทศ
2. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Zone: FTZ) ซึ่งมีการจูงใจทางทางภาษีสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนในพื้นที่ที่กำหนด โดยมีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่ผ่อนปรนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ และการให้ความสะดวกเป็นกรณีพิเศษในการออกใบอนุญาตต่างๆ ผ่านหน่วยงานบริหาร SEZ/FTZ
3. การออกใบอนุญาตสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ
บริษัทเอกชนจะได้รับอนุญาตให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้งบประมาณของตัวเองโดยต้องดำเนินการตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและด้านความมั่นคงที่รัฐกำหนดวิธีนี้จะดึงดูดบริษัทที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าปริมาณมากระหว่างแหล่งผลิตและแหล่งบริโภค เช่น ในกิจการเหมืองแร่
การดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ จะเน้นการลงทุนซึ่งจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น มีการระบุว่าร้อยละ 85 ของผลผลิตของโครงการก่อสร้างต้องใช้วัสดุภายในประเทศ (Local Content) หรือร้อยละ 90 ต้องจัดซื้อจัดจ้างจากบริษัทเอกชนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบางโครงการก็ได้เปิดให้ใช้ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วย
แม้ว่าในปี 2557 นี้ อินโดนีเซียจะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซียจะสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯอย่างต่อเนื่องโดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ประชาชนชาวอินโดนีเซียทุกคนมั่นใจในการดำเนินโครงการพัฒนาด้านรถไฟตามแผนแม่บทฯ และที่สำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ทุกคนรู้ดีว่าในปัจจุบันการขนส่งทางถนนสร้างภาระให้ประเทศมากและจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบรางหรือการขนส่งชายฝั่งให้มากยิ่งขึ้นรัฐบาลใหม่จะมองว่าการลงทุนเป็นโอกาสซึ่งไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาลเอง แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น
ข้อมูล : สำนักงานนโยบายและแผนการจราจรและขนส่ง(สนข.)
.
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395748788
วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:55:28 น.
ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน
อินโดนีเซีย เดินหน้า 14 ล้านล้าน
หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หรือที่เรียกกันติดปากว่า "พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน" ต้องพับไปเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่า ร่างกฎหมาย ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ
แต่ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น 1 ในประเทศกลุ่มอาเซียน กลับเตรียมที่จะลงทุนด้านโครงการสร้างพื้นฐาน วงเงิน 4.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 14 ล้านล้านบาท
ล่าสุด มติชนออนไลน์ เปิด พิมพ์เขียว การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของอินโดนีเซีย มูลค่า 14 ล้านล้าน วิสัยทัศน์เพื่อต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ประเทศอินโดนีเซียมีประชากร 250 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากประเทศจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา แต่เศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก จึงได้รับสมญานามว่า “ยักษ์หลับของเอเชีย”
ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความเชื่อมโยงที่เข้มแข็งกับจีน และสถานะการประเทศผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค อินโดนีเซียถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการพัฒนาใน 20 ปีข้างหน้าที่เรียกว่า MINT ประกอบด้วย เม็กซิโก อินโดนิเซีย ไนจีเรีย และตุรกี ทั้งนี้ การไปสู่ศักยภาพดังกล่าวได้จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เป็นอันมาก
กรุงจาการ์ตาของประเทศอินโดนีเซียเป็นเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลายโดยมีทั้งรีสอร์ทริมชายหาดอันหรูหราและย่านพักอาศัยที่ยากจนการเดินทางในจาการ์ตาเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดตลอดทั้งวัน มลพิษทางอากาศและสภาพอากาศที่ร้อน ตลอดจนอันตรายในการเดินข้ามถนน จาการ์ตามีประชากร 26 ล้านคน และมีการเติบโตของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ แม้ว่ามีโครงข่ายรถไฟชานเมืองที่กว้างขวาง แต่การเชื่อมต่อระบบและการเข้าถึงยังขาดประสิทธิภาพ รถโดยสารประจำทางบางเส้นทางมีช่องทางพิเศษแต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาจราจร ประชาชนจำนวนมากจึงต้องเดินทางด้วยความยากลำบากหากไม่มีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนบุคคล
สถานการณ์การขนส่งในกรุงจาการ์ตาได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เหลือของเกาะชวาซึ่งมีประชากรกว่า135 ล้านคน และมีผลผลิตทางเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 60 ของประเทศ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการอย่างมาก เมืองใหญ่อื่นๆ ได้แก่ บันดุง เซมารัง และสุราบายา ล้วนประสบกับปัญหาการจราจรติดขัด ในขณะที่โครงข่ายรถไฟระหว่างเมืองยังมีข้อจำกัด โดยยังเป็นรถไฟทางเดี่ยว มีขบวนรถและระบบอาณัติสัญญาณที่ล้าสมัย มีเพียงถนนหลัก 2 สายที่เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของเกาะชวา การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มสูงเป็นร้อยละ 17 และส่งผลต่อราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีต้นทุนโลจิสติกส์เพียงร้อยละ 10
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 6-6.5 แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 7-9 หากโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อปี 2538-2539 รัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประมาณร้อยละ 8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) แต่หลังจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของเอเชียในช่วงตั้งแต่ปี 2540 ทำให้การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลง โดยเหลือเพียงร้อยละ 2.1 ในปี 2554
ในปี 2555 การลงทุนได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการริเริ่มแผนพัฒนาประเทศระยะกลาง พ.ศ. 2553-2557 (National Medium-Term Development Plan 2010-2014) วงเงิน 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพัฒนาตามแผนแม่บทการเร่งรัดและขยายการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย (Masterplan for the Acceleration and Expansion of Indonesia’s Economic Development) วงเงิน 468,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพิ่ม GDP เป็น 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 และอินโดนีเซียจะต้องติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ภายใต้แผนแม่บทดังกล่าวมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง จำนวน 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.32 ล้านล้านบาท) ซึ่งได้รวมโครงการพัฒนารถไฟในเกาะต่างๆ ภายในระยะเวลา 11ปี รวม 49 โครงการ วงเงิน 47,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.46 ล้านล้านบาท) ไว้ด้วย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซีย (Dr.Bambang Susantono) กล่าวว่า ในปี 2557 งบประมาณสำหรับรถไฟจะมีจำนวนสูงที่สุดในกระทรวงคมนาคม เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางถนนมาเป็นระบบราง ที่ผ่านมานโยบายการขนส่งมุ่งเน้นการพัฒนาทางถนนส่งผลให้ปัจจุบันต้องประสบปัญหาจราจรติดขัดบนทางหลวงสายหลักของอินโดนีเซียแนวทางนี้จะเป็นการแก้ปัญหาทั้งการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าวิสัยทัศน์ของอินโดนีเซีย คือ การมีโครงข่ายรถไฟเพื่อเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า
ขั้นตอนหลักในบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดให้บริการรถไฟทางคู่ช่วงกรุงจาการ์ตา-สุราบายาระยะทาง 727 กิโลเมตร (ในเดือนมีนาคม 2557) รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางใหม่ ระยะทาง 465.5 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่าง 2 เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะชวาได้มากกว่าร้อยละ 300 โดยปัจจุบันการขนส่งทางถนนระหว่างกรุงจาการ์ตากับสุราบายา มีปริมาณ 2 ล้าน TEU ต่อปี อินโดนีเซียจึงต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบราง โดยมีเป้าหมาย 1 ล้าน TEU ต่อปี
ปัจจุบันรถไฟอินโดนีเซียมีปริมาณการขนส่งสินค้าเพียง 200,000 TEU ต่อปี ในเดือนธันวาคม 2556 การรถไฟของอินโดนีเซีย (Indonesian Railway Directorate) ได้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเปกาลองกัน-เซมารัง แล้วเสร็จ และคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟจาก ร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 15 ของการขนส่งสินค้าทั้งหมดภายในปี 2573 การดึงดูดให้มีการขนส่งทางรถไฟเพิ่มขึ้นจะเกิดจากการเชื่อมต่อโครงข่ายเข้าท่าเรือในกรุงจาการ์ตา ซีเรบอน เซมารัง และสุราบายา
โครงการรถไฟเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่บรรจุในแผนแม่บทฯ การลงทุนดังกล่าวรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้หวังผลตอบแทนทางการเงิน ในการลงทุนเกี่ยวกับรถไฟ นอกจากทางรถไฟ จะมีการปรับปรุงให้เป็นระบบรถไฟไฟฟ้าและปรับปรุงสถานี ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียระบุว่า โครงการรถไฟมีความสำคัญในทุกพื้นที่แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรไม่มากนัก เนื่องจากรัฐจำเป็นต้องเชื่อมโยงพื้นที่ดังกล่าวกับพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเจริญมากกว่า
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอินโดนีเซียจะดำเนินการโดยภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจแต่ก็มีการเปิดให้รัฐบาลท้องถิ่นร่วมลงทุนกับรัฐบาลกลางภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการหรือให้บริการจากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐพัฒนาขึ้น ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียใช้ความระมัดระวังมากในการค้ำประกันเงินกู้สำหรับการดำเนินโครงการ การที่ภาครัฐไม่พิจารณาบริหารความเสี่ยงเป็นรายโครงการและการไม่ให้ความคุ้มครองหรือให้การสนับสนุนในทำนองเดียวกันกับที่รัฐบาลประเทศอื่นทำให้นักลงทุนภาคเอกชนปฏิเสธหรือชะลอการลงทุนออกไปดังนั้น ในการพัฒนาตามแผนแม่บทฯ
นอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ริเริ่มการส่งเสริมเอกชนร่วมลงทุนในโครงการรถไฟ 3 วิธีการ ดังนี้
1. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในรูปแบบสัมปทาน เป็นรูปแบบที่ภาครัฐจัดให้มีทางรถไฟและเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาให้บริการเดินรถ โดยมีการให้สัมปทานการให้บริการขนส่งมวลชนซึ่งมีเงื่อนไขในการแข่งขันว่าผู้เสนอราคาที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐน้อยที่สุดจะได้รับการคัดเลือกในรูปแบบนี้ภาครัฐจะให้การสนับสนุนทางการเงิน 2 ประเภท คือ
1.1 กระทรวงการคลังให้การสนับสนุนผ่านกองทุน Viability Gap Fund (VGF) โดยจะนำเงินในกองทุนมาชดเชยส่วนที่เอกชนต้องขาดทุนจากการควบคุมราคาค่าโดยสาร ทำให้การดำเนินการไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
1.2 รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ผ่านกองทุนค้ำประกันโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซีย (Indonesia Infrastructure Guarantee Fund) สำหรับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนภาคเอกชนภายในประเทศและต่างประเทศ
2. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Zone: FTZ) ซึ่งมีการจูงใจทางทางภาษีสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนในพื้นที่ที่กำหนด โดยมีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่ผ่อนปรนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ และการให้ความสะดวกเป็นกรณีพิเศษในการออกใบอนุญาตต่างๆ ผ่านหน่วยงานบริหาร SEZ/FTZ
3. การออกใบอนุญาตสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ
บริษัทเอกชนจะได้รับอนุญาตให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้งบประมาณของตัวเองโดยต้องดำเนินการตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและด้านความมั่นคงที่รัฐกำหนดวิธีนี้จะดึงดูดบริษัทที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าปริมาณมากระหว่างแหล่งผลิตและแหล่งบริโภค เช่น ในกิจการเหมืองแร่
การดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ จะเน้นการลงทุนซึ่งจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น มีการระบุว่าร้อยละ 85 ของผลผลิตของโครงการก่อสร้างต้องใช้วัสดุภายในประเทศ (Local Content) หรือร้อยละ 90 ต้องจัดซื้อจัดจ้างจากบริษัทเอกชนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบางโครงการก็ได้เปิดให้ใช้ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วย
แม้ว่าในปี 2557 นี้ อินโดนีเซียจะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซียจะสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯอย่างต่อเนื่องโดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ประชาชนชาวอินโดนีเซียทุกคนมั่นใจในการดำเนินโครงการพัฒนาด้านรถไฟตามแผนแม่บทฯ และที่สำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ทุกคนรู้ดีว่าในปัจจุบันการขนส่งทางถนนสร้างภาระให้ประเทศมากและจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบรางหรือการขนส่งชายฝั่งให้มากยิ่งขึ้นรัฐบาลใหม่จะมองว่าการลงทุนเป็นโอกาสซึ่งไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาลเอง แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น
ข้อมูล : สำนักงานนโยบายและแผนการจราจรและขนส่ง(สนข.)
.
2557-02-25
แกะรอย ม.127-172 รัฐบาลหมดอายุ-หรืออยู่ต่อ..
.
แกะรอย ม.127-172 รัฐบาลหมดอายุ-หรืออยู่ต่อ เมื่อกฎหมายมาถึงทางตัน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393338350
. . วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:31:20 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 25 ก.พ.2557 )
หมายเหตุ : ความเห็นของนักวิชาการ และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 127 ที่กำหนดให้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้เเทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้มาประชุมนัดแรก และ 30 วันที่นับจากวันเลือกตั้ง จะตรงกับวันที่ 4 มีนาคมนี้ ในขณะที่การเลือกตั้งยังไม่เป็นที่เรียบร้อย
นางสดศรี สัตยธรรม
อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ถ้าหลัง 30 วัน ไม่มีการเปิดประชุมรัฐสภาก็จะเข้าสู่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่ระบุให้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ดังนั้น จึงเป็นประเด็นปัญหาอย่างยิ่งว่าคณะรัฐมนตรีรักษาการชุดนี้หากรักษาการครบ 60 วัน จะสิ้นสุดลงนับแต่วันเลือกตั้งหรือไม่ หากมีการเลือกตั้งต่อไปใน 28 เขตเลือกตั้ง และการจัดเลือกตั้งทดแทนอีก 12,000 หน่วย จะส่งผลทำให้การเลือกตั้งไม่สมบูรณ์หรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการเลือกตั้งยังไม่สมบูรณ์ไม่ครบทั่วประเทศ ก็น่าจะตีความได้ว่าวันเลือกตั้งอาจไม่ใช่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ก็ได้ เมื่อการเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ การจะตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 อาจมีปัญหาได้ ดังนั้นก่อนที่จะครบ 30 วัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงอย่างว่าที่ ส.ส.ควรพิจารณาว่าต้องดำเนินการอย่างไร ไม่ควรปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเช่นนี้
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหากต้องมีผู้รับผิดชอบคงหนีไม่พ้น กกต. เพราะ กกต.คือผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ เปรียบเสมือนผู้เล่น กระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องใช้ดุลพินิจว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่หากไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย กกต.ก็สามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 ที่ระบุให้ผู้ตรวจการแผ่นดินขอหารือไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกช่องทางหนึ่งคือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีอำนาจในการพิจารณาคดีเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องว่างมาก ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงไม่ใช้ช่องทางนี้ เพราะน่าจะเป็นช่องทางที่น่าจะชี้ชัดที่สุด อีกทั้งขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางการเมืองต่างก็จับตาการทำหน้าที่ของศาล เพราะไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาในแนวทางใดก็จะมีผลต่อความเป็นไปในทุกด้าน
การตีความตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127 กับ มาตรา 172 ยังไม่มีความชัดเจน กกต.ก็ควรป้องกันตัวเองด้วยการรักษารีบเร่งให้ศาลตีความมาตราทั้งสองโดยเร็ว เชื่อว่าจะปลอดภัยกว่าหากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป เมื่อศาลตัดสินใจอย่างไรก็ทำไปตามนั้นไม่ต้องมานั่งเถียงกัน
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักวิชาการอิสระ
กฎหมายที่ระบุว่าต้องเปิดประชุมสภาใน 30 วัน ต้องตีความประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 93 วรรค 6 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมี ส.ส.ไม่ถึง 500 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร แต่ปัญหาที่มีจำนวน ส.ส.ไม่ครบนั้นจึงต้องทำให้ครบ ถ้าได้ครบแล้วก็ต้องเปิดสภาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่การเลือกตั้ง ดังนั้นระยะเวลา ในการตีความการเปิดประชุมสภา ต้องตีความให้ครบถ้วนทุกมาตรา ซึ่งหมายความว่าถ้ามีจำนวน ส.ส.ไม่ถึง 100 หรือ 95 เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้ครบ
สถานการณ์ขณะนี้ยิ่งบีบคั้นให้ กกต.ต้องเร่งจัดการเลือกตั้ง เพื่อหา ส.ส.ให้ได้ ภายในกรอบ 180 วัน และสังคมควรหันมาดูว่าอุปสรรคในการจัดการการเลือกตั้งอยู่ที่ไหน ในการประชุมร่วมกับ กกต.ที่เมืองทอง ที่ผมได้ทีโอกาสเข้าร่วมประชุมด้วยนั้น เห็นตรงกันว่าปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้ง มาจากแกนนำ กปปส.ใน กทม. ที่พยายามส่งสัญญาณไปในแต่ละเขตเลือกตั้งให้มีผู้ชุมไปคัดค้าน การแก้ปัญหาก็คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ต้องแสดงจุดยืน ในการประท้วงอย่างสันติจริงๆ ไม่ขัดขวาง แม้ว่าจะบอกว่าเป็นการคัดค้านก็ตาม แต่ปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งเช่นนี้ปัญหาทั้งหมดจึงอยู่ที่ กปปส. ดังนั้นกกต.ต้องทำหน้าที่ ตามมาตรา 93 วรรค 6 และฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้สั่งห้าม ไม่ให้ผู้ชุมนุมมาขัดขวางการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม กกต.ระบุว่าการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้นั้นมีปัญหา แต่ กกต.กลับไม่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความเรื่องดังกล่าว ซึ่งในการหารือร่วม กกต.เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็ได้นำเสนอเรื่องนี้ เพื่อเป็นทางออกให้กับ กกต. ซึ่ง กกต.ก็รับฟัง แต่ไม่พูดว่าจะดำเนินการหรือไม่อย่างไร ก็เสียใจที่ กกต.ไม่ทำตามข้อเสนอ
กกต.มองแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ใช้วิธีการตีความว่าจะต้องจัดการเลือกตั้งให้ครบทุกหน่วย ซึ่งก็ขอเสนอว่าให้ กกต.ดูข้อกฎหมายกว้างๆ อย่างมาตรา 93 วรรค 6 ได้บอกไปแล้ว อยากถามว่าถ้ามีการเลือกตั้งได้หมด แล้วเหลือเพียง 0.001 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังทำการเลือกตั้งไม่ได้ ประเทศชาติต้องรอตรงนี้หรือไม่ การที่ประเทศเราไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอันตรายหรือไม่ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศก็จะส่งผลกระทบกับประเทศเป็นอย่างมาก
นายเอกชัย ไชยนุวัติ
รองคณะบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
รัฐบาลไม่ต้องทำอะไร เพราะหน้าที่การจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ ส.ส.ครบ 500 คน เป็นหน้าที่ของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 235 ที่ระบุว่า กกต.เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้ง และสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่ให้อำนาจ กกต.ออกประกาศหรือวางระเบียบกำหนดการทั้งหลาย อันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามมาตรา 235 ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ไปสั่งการอะไรได้ แต่ กกต.ต้องเป็นฝ่ายแก้ปัญหาในการจัดการเลือกตั้งให้ได้ตามรัฐธรรมนูญ
- บทบาทหน้าที่ของ กกต.มองว่าการจัดการเลือกตั้งยังเป็นปัญหาอยู่ในหลายเขต
ทุกคนกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งนั้น แม้ว่านายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง จะพยายามอาศัยอำนาจ กกต.ในการพยายามหาทางแก้ปัญหาโดยมีการประชุมหารือสัปดาห์ละครั้งก็ตาม อีกทั้งยังมีการเสนอให้มีการสมัครผ่านทางระบบไปรษณีย์ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้สมัคร จะเห็นว่า กกต.มีอำนาจล้นฟ้าในการแก้ปัญหาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
- ทางออกที่รัฐบาลกับ กกต.ต้องแก้ปัญหาการเลือกตั้งคืออะไร เพราะในที่สุดอาจนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง
กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งให้สมบูรณ์ตามหน้าที่ ให้อำนาจประชาชนมาเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม แล้วมาสู้กันระบบรัฐสภา จะขับไล่นายกรัฐมนตรีก็มาไล่ในสภา วิธีการนี้ไม่ทำให้เกิดความรุนแรง ไม่มีใครตาย ไม่มีใครติดคุกด้วย แต่ข้อเรียกร้องที่ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากรักษาการนั้น นายกฯไม่สามารถปลดแอกข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ เพราะรัฐธรรมนูญห้ามไว้ ดังนั้น เมื่อยุบสภาแล้ว ก็ถือว่ารัฐบาลได้คืนอำนาจให้ประชาชน และ กกต.ก็ต้องจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนมาใช้อำนาจในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ
- หากในวันที่ 4 มีนาคม ยังเปิดสภาไม่ได้จะถือว่ารัฐบาลพ้นสภาพรักษาการ และเกิดสุญญากาศทางการเมืองหรือไม่
สุญญากาศทางการเมืองยังไม่เกิดขึ้น และ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลไม่มีอำนาจ ถ้า กกต.ยังจัดการเลือกตั้งไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปตามรัฐธรรมนูญ
.
แกะรอย ม.127-172 รัฐบาลหมดอายุ-หรืออยู่ต่อ เมื่อกฎหมายมาถึงทางตัน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393338350
. . วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:31:20 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 25 ก.พ.2557 )
หมายเหตุ : ความเห็นของนักวิชาการ และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 127 ที่กำหนดให้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้เเทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้มาประชุมนัดแรก และ 30 วันที่นับจากวันเลือกตั้ง จะตรงกับวันที่ 4 มีนาคมนี้ ในขณะที่การเลือกตั้งยังไม่เป็นที่เรียบร้อย
นางสดศรี สัตยธรรม
อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ถ้าหลัง 30 วัน ไม่มีการเปิดประชุมรัฐสภาก็จะเข้าสู่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่ระบุให้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ดังนั้น จึงเป็นประเด็นปัญหาอย่างยิ่งว่าคณะรัฐมนตรีรักษาการชุดนี้หากรักษาการครบ 60 วัน จะสิ้นสุดลงนับแต่วันเลือกตั้งหรือไม่ หากมีการเลือกตั้งต่อไปใน 28 เขตเลือกตั้ง และการจัดเลือกตั้งทดแทนอีก 12,000 หน่วย จะส่งผลทำให้การเลือกตั้งไม่สมบูรณ์หรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการเลือกตั้งยังไม่สมบูรณ์ไม่ครบทั่วประเทศ ก็น่าจะตีความได้ว่าวันเลือกตั้งอาจไม่ใช่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ก็ได้ เมื่อการเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ การจะตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 อาจมีปัญหาได้ ดังนั้นก่อนที่จะครบ 30 วัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงอย่างว่าที่ ส.ส.ควรพิจารณาว่าต้องดำเนินการอย่างไร ไม่ควรปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเช่นนี้
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหากต้องมีผู้รับผิดชอบคงหนีไม่พ้น กกต. เพราะ กกต.คือผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ เปรียบเสมือนผู้เล่น กระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องใช้ดุลพินิจว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่หากไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย กกต.ก็สามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 ที่ระบุให้ผู้ตรวจการแผ่นดินขอหารือไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกช่องทางหนึ่งคือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีอำนาจในการพิจารณาคดีเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องว่างมาก ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงไม่ใช้ช่องทางนี้ เพราะน่าจะเป็นช่องทางที่น่าจะชี้ชัดที่สุด อีกทั้งขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางการเมืองต่างก็จับตาการทำหน้าที่ของศาล เพราะไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาในแนวทางใดก็จะมีผลต่อความเป็นไปในทุกด้าน
การตีความตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127 กับ มาตรา 172 ยังไม่มีความชัดเจน กกต.ก็ควรป้องกันตัวเองด้วยการรักษารีบเร่งให้ศาลตีความมาตราทั้งสองโดยเร็ว เชื่อว่าจะปลอดภัยกว่าหากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป เมื่อศาลตัดสินใจอย่างไรก็ทำไปตามนั้นไม่ต้องมานั่งเถียงกัน
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักวิชาการอิสระ
กฎหมายที่ระบุว่าต้องเปิดประชุมสภาใน 30 วัน ต้องตีความประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 93 วรรค 6 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมี ส.ส.ไม่ถึง 500 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร แต่ปัญหาที่มีจำนวน ส.ส.ไม่ครบนั้นจึงต้องทำให้ครบ ถ้าได้ครบแล้วก็ต้องเปิดสภาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่การเลือกตั้ง ดังนั้นระยะเวลา ในการตีความการเปิดประชุมสภา ต้องตีความให้ครบถ้วนทุกมาตรา ซึ่งหมายความว่าถ้ามีจำนวน ส.ส.ไม่ถึง 100 หรือ 95 เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้ครบ
สถานการณ์ขณะนี้ยิ่งบีบคั้นให้ กกต.ต้องเร่งจัดการเลือกตั้ง เพื่อหา ส.ส.ให้ได้ ภายในกรอบ 180 วัน และสังคมควรหันมาดูว่าอุปสรรคในการจัดการการเลือกตั้งอยู่ที่ไหน ในการประชุมร่วมกับ กกต.ที่เมืองทอง ที่ผมได้ทีโอกาสเข้าร่วมประชุมด้วยนั้น เห็นตรงกันว่าปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้ง มาจากแกนนำ กปปส.ใน กทม. ที่พยายามส่งสัญญาณไปในแต่ละเขตเลือกตั้งให้มีผู้ชุมไปคัดค้าน การแก้ปัญหาก็คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ต้องแสดงจุดยืน ในการประท้วงอย่างสันติจริงๆ ไม่ขัดขวาง แม้ว่าจะบอกว่าเป็นการคัดค้านก็ตาม แต่ปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งเช่นนี้ปัญหาทั้งหมดจึงอยู่ที่ กปปส. ดังนั้นกกต.ต้องทำหน้าที่ ตามมาตรา 93 วรรค 6 และฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้สั่งห้าม ไม่ให้ผู้ชุมนุมมาขัดขวางการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม กกต.ระบุว่าการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้นั้นมีปัญหา แต่ กกต.กลับไม่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความเรื่องดังกล่าว ซึ่งในการหารือร่วม กกต.เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็ได้นำเสนอเรื่องนี้ เพื่อเป็นทางออกให้กับ กกต. ซึ่ง กกต.ก็รับฟัง แต่ไม่พูดว่าจะดำเนินการหรือไม่อย่างไร ก็เสียใจที่ กกต.ไม่ทำตามข้อเสนอ
กกต.มองแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ใช้วิธีการตีความว่าจะต้องจัดการเลือกตั้งให้ครบทุกหน่วย ซึ่งก็ขอเสนอว่าให้ กกต.ดูข้อกฎหมายกว้างๆ อย่างมาตรา 93 วรรค 6 ได้บอกไปแล้ว อยากถามว่าถ้ามีการเลือกตั้งได้หมด แล้วเหลือเพียง 0.001 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังทำการเลือกตั้งไม่ได้ ประเทศชาติต้องรอตรงนี้หรือไม่ การที่ประเทศเราไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอันตรายหรือไม่ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศก็จะส่งผลกระทบกับประเทศเป็นอย่างมาก
นายเอกชัย ไชยนุวัติ
รองคณะบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
รัฐบาลไม่ต้องทำอะไร เพราะหน้าที่การจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ ส.ส.ครบ 500 คน เป็นหน้าที่ของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 235 ที่ระบุว่า กกต.เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้ง และสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่ให้อำนาจ กกต.ออกประกาศหรือวางระเบียบกำหนดการทั้งหลาย อันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามมาตรา 235 ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ไปสั่งการอะไรได้ แต่ กกต.ต้องเป็นฝ่ายแก้ปัญหาในการจัดการเลือกตั้งให้ได้ตามรัฐธรรมนูญ
- บทบาทหน้าที่ของ กกต.มองว่าการจัดการเลือกตั้งยังเป็นปัญหาอยู่ในหลายเขต
ทุกคนกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งนั้น แม้ว่านายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง จะพยายามอาศัยอำนาจ กกต.ในการพยายามหาทางแก้ปัญหาโดยมีการประชุมหารือสัปดาห์ละครั้งก็ตาม อีกทั้งยังมีการเสนอให้มีการสมัครผ่านทางระบบไปรษณีย์ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้สมัคร จะเห็นว่า กกต.มีอำนาจล้นฟ้าในการแก้ปัญหาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
- ทางออกที่รัฐบาลกับ กกต.ต้องแก้ปัญหาการเลือกตั้งคืออะไร เพราะในที่สุดอาจนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง
กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งให้สมบูรณ์ตามหน้าที่ ให้อำนาจประชาชนมาเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม แล้วมาสู้กันระบบรัฐสภา จะขับไล่นายกรัฐมนตรีก็มาไล่ในสภา วิธีการนี้ไม่ทำให้เกิดความรุนแรง ไม่มีใครตาย ไม่มีใครติดคุกด้วย แต่ข้อเรียกร้องที่ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากรักษาการนั้น นายกฯไม่สามารถปลดแอกข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ เพราะรัฐธรรมนูญห้ามไว้ ดังนั้น เมื่อยุบสภาแล้ว ก็ถือว่ารัฐบาลได้คืนอำนาจให้ประชาชน และ กกต.ก็ต้องจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนมาใช้อำนาจในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ
- หากในวันที่ 4 มีนาคม ยังเปิดสภาไม่ได้จะถือว่ารัฐบาลพ้นสภาพรักษาการ และเกิดสุญญากาศทางการเมืองหรือไม่
สุญญากาศทางการเมืองยังไม่เกิดขึ้น และ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลไม่มีอำนาจ ถ้า กกต.ยังจัดการเลือกตั้งไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปตามรัฐธรรมนูญ
.
2557-02-24
คณะรัฐบุคคล โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
.
คณะรัฐบุคคล
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร คอลัมน์ คนเดินตรอก
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1393224114
. . updated: 24 ก.พ. 2557 เวลา 13:37:46 น.
( ภาพของเซีย จากไทยรํฐ ไม่เกี่ยวกับผู้เขียน ไม่มีในเพจประชาชาติ )
เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไปเพียงวันเดียว มีการเปิดตัวคณะรัฐบุคคลโดยตั้งชื่อว่า "Man of The State" เป็นข่าวใหญ่ไปในหนังสือพิมพ์หลักทุกฉบับ โทรทัศน์พื้นฐานทุกช่อง
ที่เป็นที่ฮือฮาก็เพราะบุคคลที่เข้าไปร่วมชุมนุมนั้นล้วนแต่เป็นผู้สูงวัย นัยว่ามีอายุอยู่ระหว่าง 70-90 ปีโดยเฉลี่ย ทุกคน
เคยทำงานในตำแหน่งระดับสูง ทั้งในกองทัพ กระทรวงทบวงกรม มหาวิทยาลัย เป็น ดร. เป็นศาสตราจารย์ทั้งจริงและปลอม เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก็หลายคน
ขอชมเชยที่ทุกคนมีจิตใจที่เห็นปัญหาของบ้านเมือง อยากจะมีส่วนคิดอ่านหาทางให้มีการแก้ไข ก่อนที่ประเทศชาติจะล่มสลายในสายตาของพวกท่าน
ความจริงมิได้มีแต่กลุ่มคณะรัฐบุคคล หรือ Man of The State ชุดนี้ชุดเดียวที่มีความกังวล แต่มีกลุ่มอื่น ๆ หลายกลุ่มที่มีความกังวลในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่กลุ่มอื่นไม่ได้ตั้งกล้องถ่าย ไม่ได้ตั้งไมโครโฟนอัดเสียง การเผยแพร่ความเห็นนี้จะมีเจตนาอย่างไรไม่ควรจะไปค้นหา ควรจะสนใจเฉพาะสิ่งที่ท่าน "ผู้เฒ่า" เหล่านี้ต้องการจะสื่อสารว่ามีอะไรบ้าง ดีหรือไม่ดี ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร
ที่จริงก็คุ้นหน้ากันเป็นส่วนใหญ่ข้อสนทนาที่จับความได้ก็คือ บัดนี้ปัญหาของชาตินั้นรุนแรงหนักหนามาก ต้องหาคนมาแก้ไขเพื่อ การจัดการปฏิรูปประเทศในเวลาประมาณปีครึ่งถึง 2 ปี เพื่อร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แก้กฎหมายเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อจะได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศในระยะยาว
ส่วนในระยะสั้นนี้ก็สรรหา "คนดี" มีฝีมือหา "คนกลาง" ที่ประชาชนยอมรับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจัดกวาดบ้านเรือน ทำการปฏิรูปเสียให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้ง เราก็จะได้รัฐบาล "คนดี" มาปกครองบ้านเมือง แต่วงสนทนาก็พบกับปัญหาข้อแรกว่าถ้าจะได้รัฐบาลคนกลางที่เป็นคนดีมาเป็นนายกรัฐมนตรี การมีสภาคนดีมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่บัญญัติก็จะต้องได้อำนาจ "รัฐ" มาเสียก่อน ปัญหาก็คือจะได้ "อำนาจรัฐ" มาได้อย่างไร
นักกฎหมายใหญ่และนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งเสนอว่า ไม่มีทางอย่างอื่นในการได้ "อำนาจรัฐ" มาเพื่อทำการปฏิรูป นอกจากทำการ "ปฏิวัติ" หรือรัฐประหาร จะใช้เครือข่ายองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น ป.ป.ช. กกต. ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะยังมีรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ขวางอยู่
แต่อย่างไรความเห็นของอดีตข้าราชการพลเรือน และ "นักวิชาการสมัครเล่น"ก็ถูกติติงโดย พล.อ.วิมล วงศ์วานิช จำได้ว่าท่านเป็น จปร.รุ่น 5
ฟังดูแล้วก็เหมือนความคิดคนรุ่นเก่าที่คิดถึงความรุ่งโรจน์ของกลุ่มตัวในสมัย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ กับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ร่วมกันทำปฏิวัติในปี 2519 และปี 2520 จัดระบบการปกครองโดยเอากองทัพมาคานกับสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวุฒิสภาที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเป็นตัวแทนของกองทัพ มีอำนาจเท่ากับสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงอยู่ได้ถึง 8 ปีครึ่ง บวกกับช่วงที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ 10 ปีกว่า ๆ
ต่อมาเมื่อมีรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.ชาติ ชาย ชุณหะวัณ คณะรัฐประหารก็ไปเชิญ "คนดี" คุณอานันท์ ปันยารชุน คนกลางมาเป็นนายกฯเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี หลังเลือกตั้งสภาผู้แทนฯเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไปไม่รอด เกิดการชุมนุมใหญ่ประท้วงคัดค้าน ในยุคนั้นเป็นม็อบของคนกรุงเทพฯที่อ้างว่าเป็น "ม็อบมือถือ"
เพราะสมัยนั้นคนชั้นกลางและคนรวยเท่านั้นที่มีมือถือ พล.อ.สุจินดาต้องการจัดระบบการปกครองให้เหมือนสมัย พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ คือเอากองทัพมาคานกับสภาผู้แทนราษฎร แล้วตั้งพรรคคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างที่เคยทำมาสมัยพล.อ.เปรม สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีพลวัตสูงมากไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่เคยมีใครหยุดยั้งได้ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเมื่อพรรคไทยรักไทยโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาในวงการเมืองและชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้ปลุกสำนึกของคนรากหญ้าทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดให้ตื่นตัวทางการเมืองอย่างมาก โดยการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำการปกครองให้เป็นรัฐบริการ ซึ่งไม่เคยมีพรรคใดทำมาก่อน การปลุกกระแสตื่นตัวทางการเมืองของคนระดับรากหญ้าในต่างจังหวัด ในภาคอีสานและภาคเหนือนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และคงจะเป็นของที่ย้อนกลับไปอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว
การเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกนึกคิดของคนในต่างจังหวัดนั้น ปรากฏว่าคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ และอาจจะรวมถึงคนภาคใต้ด้วยไม่ยอมรับรู้หรือรู้แต่ยอมรับไม่ได้ ยังมีความคิดแบบเดิม ๆ ที่รังเกียจนักการเมือง รับผู้แทนราษฎรไม่ได้เพราะมีแต่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไร้การศึกษา
มีรายงานของมูลนิธิเอเชีย ซึ่งได้ทำวิจัยโดยส่งคนไปทำการสำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นข้อมูลที่เก็บจากการไปสัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 13-14 มกราคมศกนี้เอง จากผู้เข้าร่วมชุมนุม 350 คน จากเวทีประท้วง 3 แห่ง ซึ่งคุณฐากูร บุนปานนำมารายงานในมติชนรายสัปดาห์ฉบับวันที่ 14-20 กุมภาพันธ์
รายงานการสำรวจนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนในกรุงเทพฯถึงกว่าครึ่ง คือร้อยละ 54 ส่วนร้อยละ 46 มาจากต่างจังหวัด สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัดนั้นส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และภาคกลางประมาณร้อยละ 75 ส่วนคนภาคเหนือและภาคอีสานมีเพียงร้อยละ 25 ซึ่งตรงกับความรู้สึกของพวกเรามาก่อนแล้ว
คนที่มาชุมนุมเป็นผู้หญิง มากกว่าผู้ชายคือร้อยละ 53 ผู้ชายร้อยละ 47 เป็นคนมีอายุตั้งแต่กลางคนขึ้นไปถึงร้อยละ 60 อายุระหว่าง 45-54 มากที่สุดถึงร้อยละ 25 และที่สำคัญผู้ชุมนุมเป็นผู้มีการศึกษาสูงกล่าวคือร้อยละ 54 จบปริญญาตรี ร้อยละ19 จบปริญญาโท กล่าวคือกว่าร้อยละ 73 หรือประมาณ 3 ใน 4 ของผู้มาชุมนุมนั้นมีการศึกษาระดับปริญญาตรี
จากองค์ประกอบของผู้ชุมนุมที่กล่าวมานี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาชุมนุมประท้วงเป็นคนชั้นสูงของสังคมไทยที่มาจากกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคใต้ เป็นคนที่มีฐานะทางสังคม มีอายุวัยกลางคนขึ้นไป และกว่าครึ่งหนึ่งมีรายได้ค่อนข้างสูงคือเดือนละ 50,000-60,000 บาทขึ้นไป และกว่าครึ่งเคยบริจาคเงินให้กับแกนนำผู้ชุมนุม
เราจึงไม่แปลกใจว่าวาทกรรมที่ปลุกเร้าเข้าถึงใจคนชั้นกลางระดับสูง ทั้งในแง่พื้นที่ ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาวิธี คิดและทัศนคติของคนที่เป็นเป้าหมายนั้น ไม่ได้เกรงใจ ไม่ได้สนใจความรู้สึกนึกคิดของคนชั้นล่างระดับรากหญ้าที่อยู่ในต่างจังหวัดเลย
กว่าร้อยละ 55 ให้เหตุผลของการมาชุมนุมก็เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ ปกป้องสถาบัน ให้มีการปฏิรูปก่อนจะมีการเลือกตั้ง
กว่า 42 เปอร์เซ็นต์ของผู้มาร่วมชุมนุมตอบว่าระบอบทักษิณไม่มีอะไรดีเลย
ร้อยละ 72 เห็นว่าข้อเสียของระบอบทักษิณคือการทุจริต ข้อเสียของประชาธิปัตย์ร้อยละ 55 ตอบว่าทำงานช้า เช้าชามเย็นชามไม่มีผลงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็เคยได้ยินบ่อย ๆ ในการโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรื่องทุจริตกับเรื่องความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่คนกรุงเทพฯและคนชั้นกลางขึ้นไปให้น้ำหนักมากที่สุด หากผู้ใดถูกโจมตีด้วยข้อหาทั้งสองข้อนี้ก็มักจะอยู่ในฐานะที่ลำบาก
สำหรับความรู้ ความเข้าใจทางการเมืองของคนชั้นสูงในกรุงเทพฯนั้นค่อนข้างแปลก เพราะมีถึงร้อยละ 84 เห็นด้วยกับข้อเสนอในการจัดตั้งสภาประชาชน และมีถึงร้อยละ 81 เห็นว่าการปฏิเสธการลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ
ร้อยละ 72 ไม่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือให้ทหารเข้ามาแทรกแซง
และกว่าร้อยละ 62 เห็นว่าไม่ต้องใช้วิธีการรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างที่คณะรัฐบุคคลเสนอ
คนกรุงเทพฯยังสับสนและไม่เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตย
ในเรื่องทัศนคติของคนในกรุง เรื่องความเท่าเทียมกันทางการเมืองแล้วก็เห็นได้ชัด คนในกรุงยังยอมรับไม่ได้ ยังสับสน
แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ เพราะจำนวนคนประมาณเท่า ๆ กันตอบว่าถูกต้องและไม่ขัดกับหลักประชาธิปไตย แม้จะคิดว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากันไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ต้องยอมรับ หรือถูกหลักประชาธิปไตยแต่คนนำไปใช้ผิด ๆหรือตีความผิด ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมากสำหรับกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงสุดของประเทศไทย
เมื่ออ่านรายงานผลสำรวจผู้ชุมนุมในวันที่ 13-14 มกราคมศกนี้ ซึ่งเป็นวัน "ปิด กรุงเทพฯ" ซึ่งรัฐบาลเป็นฝ่ายประโคมข่าวนี้อย่างมาก คงจะหวังให้คนกรุงเทพฯอึดอัด คัดค้าน แต่ปรากฏว่าคนกรุงเทพฯรับได้ และยอมรับได้กับการดำเนินการปฏิรูป ซึ่งยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าหัวข้อหรือกรอบของการปฏิรูปคืออะไร
เป็นการย้ำให้เห็นว่าที่คนกรุงเทพฯออกมาร่วมชุมนุมนั้นเพราะไม่ชอบระบอบทักษิณ ซึ่งก็คงจะหมายถึงพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอะไรก็แล้วแต่ที่สืบเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทย
หลักการประชาธิปไตย ที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน รวมทั้งหลักนิติรัฐ ไม่มีความสำคัญ ไม่สนใจเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ขอแค่นายกฯยิ่งลักษณ์ออกไป แล้วเอานายกฯคนกลางกับสภาประชาชนมาทำการปกครองแทน ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ ไม่สนใจ
เห็นได้ชัดว่าวิธีคิด ทัศนคติของคน กรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อการพัฒนาการเมืองของไทย ถ้าคนต่างจังหวัดยังไม่ตื่นตัวทางการเมืองก็คงไม่เป็นไร แต่บัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯเริ่มตื่นตัวแล้ว ความขัดแย้งจะดำรงอยู่ไปอีกนาน และคงจะปะทุขึ้นเป็นระยะเมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งระเบิดขึ้น วนเวียนเป็นวัฏจักรเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ
.
คณะรัฐบุคคล
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร คอลัมน์ คนเดินตรอก
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1393224114
. . updated: 24 ก.พ. 2557 เวลา 13:37:46 น.
( ภาพของเซีย จากไทยรํฐ ไม่เกี่ยวกับผู้เขียน ไม่มีในเพจประชาชาติ )
เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไปเพียงวันเดียว มีการเปิดตัวคณะรัฐบุคคลโดยตั้งชื่อว่า "Man of The State" เป็นข่าวใหญ่ไปในหนังสือพิมพ์หลักทุกฉบับ โทรทัศน์พื้นฐานทุกช่อง
ที่เป็นที่ฮือฮาก็เพราะบุคคลที่เข้าไปร่วมชุมนุมนั้นล้วนแต่เป็นผู้สูงวัย นัยว่ามีอายุอยู่ระหว่าง 70-90 ปีโดยเฉลี่ย ทุกคน
เคยทำงานในตำแหน่งระดับสูง ทั้งในกองทัพ กระทรวงทบวงกรม มหาวิทยาลัย เป็น ดร. เป็นศาสตราจารย์ทั้งจริงและปลอม เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก็หลายคน
ขอชมเชยที่ทุกคนมีจิตใจที่เห็นปัญหาของบ้านเมือง อยากจะมีส่วนคิดอ่านหาทางให้มีการแก้ไข ก่อนที่ประเทศชาติจะล่มสลายในสายตาของพวกท่าน
ความจริงมิได้มีแต่กลุ่มคณะรัฐบุคคล หรือ Man of The State ชุดนี้ชุดเดียวที่มีความกังวล แต่มีกลุ่มอื่น ๆ หลายกลุ่มที่มีความกังวลในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่กลุ่มอื่นไม่ได้ตั้งกล้องถ่าย ไม่ได้ตั้งไมโครโฟนอัดเสียง การเผยแพร่ความเห็นนี้จะมีเจตนาอย่างไรไม่ควรจะไปค้นหา ควรจะสนใจเฉพาะสิ่งที่ท่าน "ผู้เฒ่า" เหล่านี้ต้องการจะสื่อสารว่ามีอะไรบ้าง ดีหรือไม่ดี ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร
ที่จริงก็คุ้นหน้ากันเป็นส่วนใหญ่ข้อสนทนาที่จับความได้ก็คือ บัดนี้ปัญหาของชาตินั้นรุนแรงหนักหนามาก ต้องหาคนมาแก้ไขเพื่อ การจัดการปฏิรูปประเทศในเวลาประมาณปีครึ่งถึง 2 ปี เพื่อร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แก้กฎหมายเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อจะได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศในระยะยาว
ส่วนในระยะสั้นนี้ก็สรรหา "คนดี" มีฝีมือหา "คนกลาง" ที่ประชาชนยอมรับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจัดกวาดบ้านเรือน ทำการปฏิรูปเสียให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้ง เราก็จะได้รัฐบาล "คนดี" มาปกครองบ้านเมือง แต่วงสนทนาก็พบกับปัญหาข้อแรกว่าถ้าจะได้รัฐบาลคนกลางที่เป็นคนดีมาเป็นนายกรัฐมนตรี การมีสภาคนดีมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่บัญญัติก็จะต้องได้อำนาจ "รัฐ" มาเสียก่อน ปัญหาก็คือจะได้ "อำนาจรัฐ" มาได้อย่างไร
นักกฎหมายใหญ่และนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งเสนอว่า ไม่มีทางอย่างอื่นในการได้ "อำนาจรัฐ" มาเพื่อทำการปฏิรูป นอกจากทำการ "ปฏิวัติ" หรือรัฐประหาร จะใช้เครือข่ายองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น ป.ป.ช. กกต. ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะยังมีรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ขวางอยู่
แต่อย่างไรความเห็นของอดีตข้าราชการพลเรือน และ "นักวิชาการสมัครเล่น"ก็ถูกติติงโดย พล.อ.วิมล วงศ์วานิช จำได้ว่าท่านเป็น จปร.รุ่น 5
ฟังดูแล้วก็เหมือนความคิดคนรุ่นเก่าที่คิดถึงความรุ่งโรจน์ของกลุ่มตัวในสมัย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ กับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ร่วมกันทำปฏิวัติในปี 2519 และปี 2520 จัดระบบการปกครองโดยเอากองทัพมาคานกับสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวุฒิสภาที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเป็นตัวแทนของกองทัพ มีอำนาจเท่ากับสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงอยู่ได้ถึง 8 ปีครึ่ง บวกกับช่วงที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ 10 ปีกว่า ๆ
ต่อมาเมื่อมีรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.ชาติ ชาย ชุณหะวัณ คณะรัฐประหารก็ไปเชิญ "คนดี" คุณอานันท์ ปันยารชุน คนกลางมาเป็นนายกฯเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี หลังเลือกตั้งสภาผู้แทนฯเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไปไม่รอด เกิดการชุมนุมใหญ่ประท้วงคัดค้าน ในยุคนั้นเป็นม็อบของคนกรุงเทพฯที่อ้างว่าเป็น "ม็อบมือถือ"
เพราะสมัยนั้นคนชั้นกลางและคนรวยเท่านั้นที่มีมือถือ พล.อ.สุจินดาต้องการจัดระบบการปกครองให้เหมือนสมัย พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ คือเอากองทัพมาคานกับสภาผู้แทนราษฎร แล้วตั้งพรรคคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างที่เคยทำมาสมัยพล.อ.เปรม สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีพลวัตสูงมากไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่เคยมีใครหยุดยั้งได้ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเมื่อพรรคไทยรักไทยโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาในวงการเมืองและชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้ปลุกสำนึกของคนรากหญ้าทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดให้ตื่นตัวทางการเมืองอย่างมาก โดยการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำการปกครองให้เป็นรัฐบริการ ซึ่งไม่เคยมีพรรคใดทำมาก่อน การปลุกกระแสตื่นตัวทางการเมืองของคนระดับรากหญ้าในต่างจังหวัด ในภาคอีสานและภาคเหนือนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และคงจะเป็นของที่ย้อนกลับไปอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว
การเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกนึกคิดของคนในต่างจังหวัดนั้น ปรากฏว่าคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ และอาจจะรวมถึงคนภาคใต้ด้วยไม่ยอมรับรู้หรือรู้แต่ยอมรับไม่ได้ ยังมีความคิดแบบเดิม ๆ ที่รังเกียจนักการเมือง รับผู้แทนราษฎรไม่ได้เพราะมีแต่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไร้การศึกษา
มีรายงานของมูลนิธิเอเชีย ซึ่งได้ทำวิจัยโดยส่งคนไปทำการสำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นข้อมูลที่เก็บจากการไปสัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 13-14 มกราคมศกนี้เอง จากผู้เข้าร่วมชุมนุม 350 คน จากเวทีประท้วง 3 แห่ง ซึ่งคุณฐากูร บุนปานนำมารายงานในมติชนรายสัปดาห์ฉบับวันที่ 14-20 กุมภาพันธ์
รายงานการสำรวจนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนในกรุงเทพฯถึงกว่าครึ่ง คือร้อยละ 54 ส่วนร้อยละ 46 มาจากต่างจังหวัด สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัดนั้นส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และภาคกลางประมาณร้อยละ 75 ส่วนคนภาคเหนือและภาคอีสานมีเพียงร้อยละ 25 ซึ่งตรงกับความรู้สึกของพวกเรามาก่อนแล้ว
คนที่มาชุมนุมเป็นผู้หญิง มากกว่าผู้ชายคือร้อยละ 53 ผู้ชายร้อยละ 47 เป็นคนมีอายุตั้งแต่กลางคนขึ้นไปถึงร้อยละ 60 อายุระหว่าง 45-54 มากที่สุดถึงร้อยละ 25 และที่สำคัญผู้ชุมนุมเป็นผู้มีการศึกษาสูงกล่าวคือร้อยละ 54 จบปริญญาตรี ร้อยละ19 จบปริญญาโท กล่าวคือกว่าร้อยละ 73 หรือประมาณ 3 ใน 4 ของผู้มาชุมนุมนั้นมีการศึกษาระดับปริญญาตรี
จากองค์ประกอบของผู้ชุมนุมที่กล่าวมานี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาชุมนุมประท้วงเป็นคนชั้นสูงของสังคมไทยที่มาจากกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคใต้ เป็นคนที่มีฐานะทางสังคม มีอายุวัยกลางคนขึ้นไป และกว่าครึ่งหนึ่งมีรายได้ค่อนข้างสูงคือเดือนละ 50,000-60,000 บาทขึ้นไป และกว่าครึ่งเคยบริจาคเงินให้กับแกนนำผู้ชุมนุม
เราจึงไม่แปลกใจว่าวาทกรรมที่ปลุกเร้าเข้าถึงใจคนชั้นกลางระดับสูง ทั้งในแง่พื้นที่ ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาวิธี คิดและทัศนคติของคนที่เป็นเป้าหมายนั้น ไม่ได้เกรงใจ ไม่ได้สนใจความรู้สึกนึกคิดของคนชั้นล่างระดับรากหญ้าที่อยู่ในต่างจังหวัดเลย
กว่าร้อยละ 55 ให้เหตุผลของการมาชุมนุมก็เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ ปกป้องสถาบัน ให้มีการปฏิรูปก่อนจะมีการเลือกตั้ง
กว่า 42 เปอร์เซ็นต์ของผู้มาร่วมชุมนุมตอบว่าระบอบทักษิณไม่มีอะไรดีเลย
ร้อยละ 72 เห็นว่าข้อเสียของระบอบทักษิณคือการทุจริต ข้อเสียของประชาธิปัตย์ร้อยละ 55 ตอบว่าทำงานช้า เช้าชามเย็นชามไม่มีผลงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็เคยได้ยินบ่อย ๆ ในการโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรื่องทุจริตกับเรื่องความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่คนกรุงเทพฯและคนชั้นกลางขึ้นไปให้น้ำหนักมากที่สุด หากผู้ใดถูกโจมตีด้วยข้อหาทั้งสองข้อนี้ก็มักจะอยู่ในฐานะที่ลำบาก
สำหรับความรู้ ความเข้าใจทางการเมืองของคนชั้นสูงในกรุงเทพฯนั้นค่อนข้างแปลก เพราะมีถึงร้อยละ 84 เห็นด้วยกับข้อเสนอในการจัดตั้งสภาประชาชน และมีถึงร้อยละ 81 เห็นว่าการปฏิเสธการลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ
ร้อยละ 72 ไม่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือให้ทหารเข้ามาแทรกแซง
และกว่าร้อยละ 62 เห็นว่าไม่ต้องใช้วิธีการรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างที่คณะรัฐบุคคลเสนอ
คนกรุงเทพฯยังสับสนและไม่เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตย
ในเรื่องทัศนคติของคนในกรุง เรื่องความเท่าเทียมกันทางการเมืองแล้วก็เห็นได้ชัด คนในกรุงยังยอมรับไม่ได้ ยังสับสน
แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ เพราะจำนวนคนประมาณเท่า ๆ กันตอบว่าถูกต้องและไม่ขัดกับหลักประชาธิปไตย แม้จะคิดว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากันไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ต้องยอมรับ หรือถูกหลักประชาธิปไตยแต่คนนำไปใช้ผิด ๆหรือตีความผิด ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมากสำหรับกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงสุดของประเทศไทย
เมื่ออ่านรายงานผลสำรวจผู้ชุมนุมในวันที่ 13-14 มกราคมศกนี้ ซึ่งเป็นวัน "ปิด กรุงเทพฯ" ซึ่งรัฐบาลเป็นฝ่ายประโคมข่าวนี้อย่างมาก คงจะหวังให้คนกรุงเทพฯอึดอัด คัดค้าน แต่ปรากฏว่าคนกรุงเทพฯรับได้ และยอมรับได้กับการดำเนินการปฏิรูป ซึ่งยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าหัวข้อหรือกรอบของการปฏิรูปคืออะไร
เป็นการย้ำให้เห็นว่าที่คนกรุงเทพฯออกมาร่วมชุมนุมนั้นเพราะไม่ชอบระบอบทักษิณ ซึ่งก็คงจะหมายถึงพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอะไรก็แล้วแต่ที่สืบเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทย
หลักการประชาธิปไตย ที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน รวมทั้งหลักนิติรัฐ ไม่มีความสำคัญ ไม่สนใจเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ขอแค่นายกฯยิ่งลักษณ์ออกไป แล้วเอานายกฯคนกลางกับสภาประชาชนมาทำการปกครองแทน ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ ไม่สนใจ
เห็นได้ชัดว่าวิธีคิด ทัศนคติของคน กรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อการพัฒนาการเมืองของไทย ถ้าคนต่างจังหวัดยังไม่ตื่นตัวทางการเมืองก็คงไม่เป็นไร แต่บัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯเริ่มตื่นตัวแล้ว ความขัดแย้งจะดำรงอยู่ไปอีกนาน และคงจะปะทุขึ้นเป็นระยะเมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งระเบิดขึ้น วนเวียนเป็นวัฏจักรเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ
.
2557-02-22
เกรงใจ ปชช.บ้าง, ความต่าง2 รบ., คนดี-สร้างได้, สมุนขี้ข้า-พอกัน, มือที่กดปุ่มสั่งทั้งพรรค โดย วงค์ ตาวัน
.
เกรงใจประชาชนบ้าง
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qazVOVGswTnc9PQ
. . วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
เพราะการศึกครั้งนี้มันยืดเยื้อยาวนาน ยิ่งรบยิ่งลากยาวไม่สำเร็จเสร็จสิ้นเสียที เลยต้องปรับเปลี่ยนแผนกันเป็นระยะๆ เป็นเหตุให้ต้องเปิดตัวเปิดหน้ากันออกมาสู้มากมายหลากหลายขึ้น
แผนนี้ทำอะไรไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแผนใหม่ เปลี่ยนกระบวนใหม่ เปลี่ยนเรื่องใหม่ เปลี่ยนผู้คนและองค์กรใหม่ๆ มาจัดการ
นับวันชาวบ้านจึงได้เห็นชัดเจนขึ้นว่า รัฐบาลกำลังโดนรุมสกรัมจากสารพัดคณะสารพัดองค์กรเช่นไร!?
คนละไม้คนละมือ ปิดโน่น ขัดขวางนี่ ล็อกนั่น สกัดนี่ เงื้อดาบเตรียมเชือดในวันนั้นวันนี้
ตั้งแต่การเลือกตั้ง ไปยันการปฏิบัติหน้าที่ และกรณีการจ่ายเงินจำนำข้าว จนถึงคดีจำนำข้าว
พูดง่ายๆ ว่า กำลังทำทุกอย่างทุกวิถีทางเพื่อกำจัดรัฐบาลอย่างเดียว
เอาเรื่องปฏิรูปไม่เอาเลือกตั้งก็แล้ว ขัดขวางกลไกราชการก็แล้ว
หันซ้ายหันขวา เอาเรื่องความทุกข์ร้อนของชาวนานี่แหละมาจัดการก็ได้
จะใช้เงินจากแหล่งนี้ก็มีมือดีโผล่ขวาง หาเงินจากส่วนนี้โอนเข้าธนาคารนั้นก็โดนบีบจนติดขัด
เล่นกันอย่างประเจิดประเจ้อ ไม่ต้องแอบข้างหลังกันอีกแล้ว
ทั้งหลายทั้งปวง ชาวบ้านเลยเข้าใจแล้วว่า ขบวนการเดิมๆ ไม่เคยเลิกรา
ปัญหาก็คือ จะขัดแย้งแก่งแย่งอำนาจ จะหักโค่นกันเช่นไรก็ตาม ไม่เคยเกรงใจประชาชนบ้างเลย!!
รบกันอีนุงตุงนังท่ามกลางความย่อยยับที่เกิดกับชีวิตและเศรษฐกิจของชาวบ้าน แล้วลงเอยจะเอานายกฯคนกลางมาใหญ่ในบ้านเมือง
โดยไม่คิดเลยว่า แล้วระบอบประชาธิปไตย กติการัฐธรรมนูญ ที่ให้ประชาชนเลือกส.ส.เลือกพรรคที่นิยมเป็นเสียงข้างมากเพื่อมาเป็นนายกฯเล่า
จะละเมิดอำนาจของประชาชนอย่างง่ายๆ ได้หรือ!?!
วันนี้สนุกกันใหญ่ ทำนอกวิถีทางประชาธิปไตย นอกกฎหมายทุกอย่าง เพื่อจะเอาชนะกันให้ได้
นึกไหมว่า ถึงวันหนึ่งประชาชนส่วนอื่นเขาเกิดไม่ยินยอม แล้วลุกฮือขึ้นมาบ้างจะเหนื่อยกันทั้งประเทศอีกแค่ไหน
เพราะถ้าเอาวิธีนอกระบบมาโค่นล้มฝ่ายหนึ่งเสร็จ สถาปนาอำนาจของพวกตัวเอง โดยข้ามหัวประชาชนเจ้าของอำนาจไป
จะกลายเป็นแรงกดดันให้ประชาชนที่ทนนิ่งเฉยในวันนี้ จะถึงจุดทนไม่ไหวบ้าง
อย่านึกว่าเก่งคนเดียวพวกเดียว
เตือนกันมาเยอะแล้วว่า เอาชนะกันด้วยวิธีนอกกติกาเมื่อไร จะสร้างวิกฤตใหม่ไม่รู้จบ!
++
ความต่างของ 2 รัฐบาล
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qZ3lORE16TVE9PQ
. . วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
ผลพวงจากความรุนแรง มีการใช้ปืน ระเบิด ไปจนถึงเอ็ม 79 ขณะเกิดเหตุปะทะระหว่างตำรวจปราบจลาจลกับผู้ชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า นำมาซึ่งความสูญเสียรุนแรง ตายทั้งตำรวจและชาวบ้าน
แน่นอน ไม่มีใครยอมรับว่า ตนเองเป็นฝ่ายผิด ตนเองต้องรับผิดชอบ
ผู้สูญเสียคือ ตำรวจที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมือง และประชาชนที่มาร่วมการชุมนุม ไปจนถึงที่มามุงดูเหตุการณ์
ผู้อยู่เบื้องหลังศึกแย่งชิงอำนาจ ไม่เคยต้องเสียเลือดเนื้ออะไรกับเขาหรอก
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ควรจะได้ตระหนักเอาไว้ก็คือ
การปฏิบัติของรัฐบาลชุดนี้ กับการปฏิบัติของรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ เมื่อปี 2553
ต่างกันอย่างสิ้นเชิง!!
ทั้งๆ ที่มีเหตุการณ์ที่น่าจะเข้าข่าย
มีการใช้อาวุธอย่างโจ๋งครึ่มในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ก่อนวันเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่บริเวณหลักสี่ โดยกลุ่มมือปืนที่เรียกกันว่าป๊อปคอร์น ซึ่งแฝงตัวมากับม็อบไหนเห็นได้ชัดเจน
ใช้อาวุธสงคราม จนทำให้ประชาชนฝ่ายเรียกร้องเลือกตั้งถูกยิงร่วงไปหลายราย และบาดเจ็บสาหัส
แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เคยนำมาเป็นข้ออ้าง ขยายความใส่สีตีไข่ เพื่อสั่งการให้ปราบผู้ชุมนุมด้วยกระสุนจริง
ด้วยข้ออ้างว่ามีการใช้อาวุธ มีผู้ก่อการร้าย แล้วใช้ทหารพร้อมกระสุนจริงจัดการได้
รัฐบาลนี้ ยังไม่เคยขยายเรื่องเพื่ออ้างเหตุใช้หน่วยรบเข้าสลายม็อบ!
ถึงวันนี้ยังใช้หน่วยปราบจลาจล โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา ปืนยิงแห ปืนกระสุนยาง
ปฏิบัติการทุกครั้ง จะแจ้งสื่อมวลชนให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย
ในเหตุการณ์ที่ผ่านฟ้า ภาพที่เห็นได้อย่างเปิดเผยทั่วไป เป็นหน่วยปราบจลาจลตามหลักสากลทุกประการ
แต่ในระหว่างที่เข้าประชิดกับฝ่ายผู้ชุมนุมและเกิดเหตุชุลมุน เกิดเสียงปืน เสียงระเบิดขึ้น
ภาพที่สื่อถ่ายเห็นชัดเจนคือ แนวตำรวจโดนเข้าเต็มๆ ล้มกลิ้งเลือดสาดแดง
แต่ขณะเดียวกันก็น่าเศร้าสลด เมื่อผู้ชุมนุมก็ล้มตายไปด้วย
นี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนให้กับทุกฝ่าย
ใครที่เชื่อในหลักสงบสันติจริงๆ ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นอีก
รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติบนหลักสากลอย่างเคร่งครัดต่อไป!
++
คนดี-สร้างได้
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qY3pPRGc0TkE9PQ
. . วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
( ภาพจากเวบบอร์ด ไม่เกี่ยวกับผู้เขียนและข่าวสด )
ความจริงไม่ได้อยากจะรื้อฟื้นเพื่อจะตอกย้ำให้เป็นปมชีวิต แต่จำเป็นต้องพูดถึง "แท็กซี่สมพงษ์" ซึ่งเป็นผลงานข่าวเจาะอีกชิ้นของข่าวสดเมื่อหลายปีก่อน เป็นข่าวที่เปิดโปงเบื้องหลัง การสร้างเรื่องเพื่อให้เป็นคนดี การทำความดีที่ผ่านการวางแผนจัดการ
แล้วสังคมไทยก็แห่กันยกย่อง เชื่อกันทันทีโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ
การสร้างเรื่องให้ตัวเองเป็นแท็กซี่ฮีโร่เก็บเงินคืนฝรั่งผู้โดยสารนับสิบล้าน
นำไปสู่การรับโล่รางวัลยกย่องเชิดชูจากหลายองค์กร กลายเป็นคนดังทางรายการทีวี
ส่วนจะนำตราประทับคนดีนำไปสู่อะไรอื่นใดอีกหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ เพราะถูกจับได้ไล่ทันเสียก่อน
กรณีแท็กซี่สมพงษ์ได้ผ่านไปแล้ว ต้องติดคุกชดใช้กรรมไปแล้ว
หยิบยกมาพูดถึง ด้วยเชื่อว่าเป็นเรื่องที่คนไทยจดจำได้ดี!
เอามาเน้นย้ำว่า อย่าไปโหยหาหรือยึดติดกับคำว่า คนดี เสียจนมองข้ามระบบระบอบที่ต้องมี
ไม่ต่างจากกรณีวงการแพทย์ สาธารณสุข ที่สังคมนับถือยกย่อง ออกมาบอกว่าต้องการนายกฯจากคนกลาง ปฏิเสธนายกฯปัจจุบันเพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ดี
เพียงเท่านี้ คนจำนวนหนึ่งก็เฮตาม
ด้วยเชื่อในความเป็นหมอทันที ว่าคนระดับนี้ล้วนเป็นคนดีดูแลรักษาชีวิตมนุษย์ ถ้ามาบอกว่านายกฯนี้ไม่ดี ดังนั้น รัฐบาลนี้ต้องเลวแน่ๆ
แต่ในทางกลับกัน มีคนอีกจำนวนไม่น้อย ฟังแล้วเกิดคำถามสวนกลับ!
ถามว่า ความรู้มีมากมาย สติปัญญาน่าจะบอกให้ยึดกฎระเบียบประชาธิปไตย
ทำไมไม่เคารพประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกนายกฯและรัฐบาลนี้เข้ามา
จะว่าไปแล้ว ใครจะเป็นคนดีหรือเป็นคนเลว ไม่ใช่จะสรุปกันได้ง่ายๆ หรือหลงเชื่อกันได้ง่ายๆ
ดังนั้น การยึดในระบบและกฎหมาย จะเป็นบรรทัดฐานที่ไว้วางใจได้มากที่สุด
ทั้งนี้ ความดีและคนดีนั้น ต้องสัมผัสหรือเรียนรู้กันในระยะเวลาพอสมควร
ไม่อาจสรุปได้ด้วยคำพูดคำจาหรือแค่เสื้อผ้าที่สวมใส่
นักการเมืองใหญ่ระดับประเทศ เป็นสัญลักษณ์คนดี ซื่อสัตย์ สมถะ แต่เบื้องหลังมีคนบริหารจัดการจนเกิดภาพนั้นขึ้นมาหรือไม่
วันนี้ความจริงยิ่งกระจ่างชัด
เมื่อคนที่อยู่เบื้องหลังนั้น กดปุ่มสั่งให้กระทำ ตรงกันข้ามกับความเป็นนักประชาธิปไตยที่เชื่อในระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง
ก็ทำตามแต่โดยดี!
++
สมุนขี้ข้า-พอกัน
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qWTFNVE01TXc9PQ
. . วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
คนในพรรคเพื่อไทย ถูกอีกพรรคป่าวประณามหยามเหยียดโดยตลอด ทั้งผ่านการให้สัมภาษณ์ และผ่านเวทีปราศรัย ทำนองว่าคนของเพื่อไทยก็แค่ลูกน้องทักษิณ พร้อมรับคำสั่งตลอดเวลาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
หรือเหยียดหยามรุนแรงกว่านั้น ว่าเป็นสมุนบ้าง เป็นขี้ข้าบ้าง
แต่มองย้อนกลับไปยังพรรคตรงข้ามพรรคเพื่อไทยดังกล่าว มองกันให้ดี
วันนี้มีคนคนหนึ่งกดปุ่มสั่ง ให้ขัดขวาง คัดค้านการเลือกตั้ง
แม้คนคนนี้ แยกตัวออกไปเดินบนท้องถนนแล้ว แต่เมื่อกดปุ่มปุ๊บก็ยอมกันหมด ระดับอาวุโส ระดับหัวหน้า ยันสมาชิกแทบทั้งหมด
จะมีก็แต่สมาชิกที่ยืนหยัดเป็นตัวของตัวเอง ไม่เคยต้องพึ่งพาใครคนใดคนหนึ่งในพรรค ที่กล้าออกมาประกาศความเป็นอิสระ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ขัดกับความเป็นนักการเมืองอาชีพ
เพราะถ้าพึ่งพา วันหนึ่งเขาทวงบุญคุณ วันหนึ่งเขาถือว่ากุมความลับได้แทบทั้งหมด เขาก็สั่งได้ดุจซ้ายหันขวาหัน!
ไปกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทย ถูกทักษิณสั่งได้ทั้งหมด
แล้วถามพรรคอีกพรรคว่า สิ่งที่กระทำกันอยู่ในวันนี้ คือ ต่อต้านระบบรัฐสภา ต่อต้านการเลือกตั้ง
ก็ไม่ต่างอะไรกันกระมัง
คือถูกคนคนเดียว สั่งได้ทั้งหมด
พรรคนี้ก็มีคนกดปุ่มสั่ง เหมือนกับที่ไปกล่าวหาเพื่อไทยนั่นแหละ!!
ที่น่าตลกคือ ผู้อาวุโสที่เป็นเสมือนเครื่องหมายของพรรค
วันนี้ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เพราะวางตัวซื่อสัตย์สมถะนั่นเอง จึงต้องมีเบื้องหลัง มีคนช่วยบริหารจัดการครอบครัว
สุดท้ายคนที่เข้ามาช่วยจัดการบริหารครอบครัว เพื่อให้ผู้อาวุโสวางตัวเป็นคนสะอาดสะอ้านต่อไปได้นั้น
เขาเป็นคนที่กุมชะตากรรมของผู้อาวุโสเอาไว้ในกำมือ!
ถึงเวลาเขาก็สั่งให้ผู้อาวุโส ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณผู้แทนฯ แห่งระบบรัฐสภาได้อย่างว่าง่ายใช้ฟัง
ไม่ลงสมัครก็ไม่ลง ให้ไปเดินถนนก็เดิน
แล้วไหนล่ะที่เรียกร้องการปฏิรูประบบพรรค การเมือง ต้องไม่ขึ้นกับนายทุนคนใดคนหนึ่ง
ประกาศจะเป็นพรรคที่มีอิสระ ใครคนใดคนหนึ่งมาสั่งไม่ได้!?
วันนี้ชัดเจนว่า มีพรรคการเมืองนี้ ถูกคนคนเดียวสั่งการกดปุ่มแน่ๆ
เป็นสมุน เป็นขี้ข้า พอกันกระมัง!
++
มือที่กดปุ่มสั่งทั้งพรรค
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qVTJORGM1TkE9PQ
. . วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
หากมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ทักษิณสามารถกดปุ่มสั่งการได้เพียงผู้เดียวและโดยตลอดเวลา
ครั้นมองไปยังอีกพรรคซึ่งอยู่ตรงกันข้าม
วันนี้ก็ชัดเจนว่า เป็นพรรคที่สามารถกดปุ่มได้ด้วยคน คนเดียวเหมือนกัน เดินอยู่นอกพรรคด้วยเช่นกัน
คนกดปุ่มพรรคเก่าแก่ วันนี้เดินอยู่บนท้องถนน
ระดับอาวุโสสุด เป็นสัญลักษณ์ของพรรค ซึ่งมีจิตวิญญาณนักการเมืองอาชีพเต็มเปี่ยม เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาอย่างสูงยิ่ง
ยังต้องเชื่อฟังคนกดปุ่ม
เพราะอะไร
หรือว่า ภายใต้ความซื่อสัตย์สมถะนั้น มีผู้ที่คอยบริหารจัดการให้มายาวนาน!?!
นานเสียจนสามารถควบคุมสั่งการผู้อาวุโสสุดได้
การไม่ลงสนามผู้แทนฯ ซึ่งน่าจะฝืนจิตใจและ ตัวตนผู้อาวุโสอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องก้มหน้ายอมรับ
หรือว่า...ทั้งชีวิตเขาดูแลมาตลอด เป็นเสมือนกำทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมดสิ้น!
ระดับหัวหน้าปัจจุบันก็ไม่ต่างกันหรอก
ถูกเขากุมชะตากรรมไว้หมด
สิ่งหนึ่งซึ่งพิสูจน์ได้ว่า สมาชิกพรรคเก่าแก่โดยส่วนใหญ่มีคำว่าระบบสภา มีการเลือกตั้ง อยู่ในทุกลมหายใจ แต่วันนี้แทบทั้งหมดต้องฝืนความรู้สึกของชีวิตนักการเมือง
เห็นได้จาก ยังมีบางคนไม่ยอมทำตามคนกดปุ่ม
จะมีเฉพาะคนที่มีความพร้อมในทางเศรษฐกิจ ดูแลตัวเองได้
ไม่เคยต้องให้คนคน หนึ่งคอยมาจัดการดูแล แล้วถูกเขากำชีวิตทางการเมืองเอาไว้
เฉพาะคนแบบนี้เท่านั้น ที่ประกาศความเป็นนักการเมืองอาชีพ ประกาศเสรีภาพทางความคิดและจุดยืนออกมาต่อสังคมได้
คนกดปุ่ม กุมไม่ได้ บังคับไม่ได้
สิ่งที่สมาชิกของพรรคเก่าแก่บางคน แสดงออกว่าไม่ยอมรับแนวทางขัดขวางเลือกตั้ง
สะท้อนว่า ยังมีบางคนไม่ถูกควบคุม
แต่ส่วนใหญ่ถูกกดปุ่มได้โดยคนคน เดียว
อนิจจา...พรรคเก่าแก่!
.
เกรงใจประชาชนบ้าง
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qazVOVGswTnc9PQ
. . วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
เพราะการศึกครั้งนี้มันยืดเยื้อยาวนาน ยิ่งรบยิ่งลากยาวไม่สำเร็จเสร็จสิ้นเสียที เลยต้องปรับเปลี่ยนแผนกันเป็นระยะๆ เป็นเหตุให้ต้องเปิดตัวเปิดหน้ากันออกมาสู้มากมายหลากหลายขึ้น
แผนนี้ทำอะไรไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแผนใหม่ เปลี่ยนกระบวนใหม่ เปลี่ยนเรื่องใหม่ เปลี่ยนผู้คนและองค์กรใหม่ๆ มาจัดการ
นับวันชาวบ้านจึงได้เห็นชัดเจนขึ้นว่า รัฐบาลกำลังโดนรุมสกรัมจากสารพัดคณะสารพัดองค์กรเช่นไร!?
คนละไม้คนละมือ ปิดโน่น ขัดขวางนี่ ล็อกนั่น สกัดนี่ เงื้อดาบเตรียมเชือดในวันนั้นวันนี้
ตั้งแต่การเลือกตั้ง ไปยันการปฏิบัติหน้าที่ และกรณีการจ่ายเงินจำนำข้าว จนถึงคดีจำนำข้าว
พูดง่ายๆ ว่า กำลังทำทุกอย่างทุกวิถีทางเพื่อกำจัดรัฐบาลอย่างเดียว
เอาเรื่องปฏิรูปไม่เอาเลือกตั้งก็แล้ว ขัดขวางกลไกราชการก็แล้ว
หันซ้ายหันขวา เอาเรื่องความทุกข์ร้อนของชาวนานี่แหละมาจัดการก็ได้
จะใช้เงินจากแหล่งนี้ก็มีมือดีโผล่ขวาง หาเงินจากส่วนนี้โอนเข้าธนาคารนั้นก็โดนบีบจนติดขัด
เล่นกันอย่างประเจิดประเจ้อ ไม่ต้องแอบข้างหลังกันอีกแล้ว
ทั้งหลายทั้งปวง ชาวบ้านเลยเข้าใจแล้วว่า ขบวนการเดิมๆ ไม่เคยเลิกรา
ปัญหาก็คือ จะขัดแย้งแก่งแย่งอำนาจ จะหักโค่นกันเช่นไรก็ตาม ไม่เคยเกรงใจประชาชนบ้างเลย!!
รบกันอีนุงตุงนังท่ามกลางความย่อยยับที่เกิดกับชีวิตและเศรษฐกิจของชาวบ้าน แล้วลงเอยจะเอานายกฯคนกลางมาใหญ่ในบ้านเมือง
โดยไม่คิดเลยว่า แล้วระบอบประชาธิปไตย กติการัฐธรรมนูญ ที่ให้ประชาชนเลือกส.ส.เลือกพรรคที่นิยมเป็นเสียงข้างมากเพื่อมาเป็นนายกฯเล่า
จะละเมิดอำนาจของประชาชนอย่างง่ายๆ ได้หรือ!?!
วันนี้สนุกกันใหญ่ ทำนอกวิถีทางประชาธิปไตย นอกกฎหมายทุกอย่าง เพื่อจะเอาชนะกันให้ได้
นึกไหมว่า ถึงวันหนึ่งประชาชนส่วนอื่นเขาเกิดไม่ยินยอม แล้วลุกฮือขึ้นมาบ้างจะเหนื่อยกันทั้งประเทศอีกแค่ไหน
เพราะถ้าเอาวิธีนอกระบบมาโค่นล้มฝ่ายหนึ่งเสร็จ สถาปนาอำนาจของพวกตัวเอง โดยข้ามหัวประชาชนเจ้าของอำนาจไป
จะกลายเป็นแรงกดดันให้ประชาชนที่ทนนิ่งเฉยในวันนี้ จะถึงจุดทนไม่ไหวบ้าง
อย่านึกว่าเก่งคนเดียวพวกเดียว
เตือนกันมาเยอะแล้วว่า เอาชนะกันด้วยวิธีนอกกติกาเมื่อไร จะสร้างวิกฤตใหม่ไม่รู้จบ!
++
ความต่างของ 2 รัฐบาล
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qZ3lORE16TVE9PQ
. . วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
ผลพวงจากความรุนแรง มีการใช้ปืน ระเบิด ไปจนถึงเอ็ม 79 ขณะเกิดเหตุปะทะระหว่างตำรวจปราบจลาจลกับผู้ชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า นำมาซึ่งความสูญเสียรุนแรง ตายทั้งตำรวจและชาวบ้าน
แน่นอน ไม่มีใครยอมรับว่า ตนเองเป็นฝ่ายผิด ตนเองต้องรับผิดชอบ
ผู้สูญเสียคือ ตำรวจที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมือง และประชาชนที่มาร่วมการชุมนุม ไปจนถึงที่มามุงดูเหตุการณ์
ผู้อยู่เบื้องหลังศึกแย่งชิงอำนาจ ไม่เคยต้องเสียเลือดเนื้ออะไรกับเขาหรอก
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ควรจะได้ตระหนักเอาไว้ก็คือ
การปฏิบัติของรัฐบาลชุดนี้ กับการปฏิบัติของรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ เมื่อปี 2553
ต่างกันอย่างสิ้นเชิง!!
ทั้งๆ ที่มีเหตุการณ์ที่น่าจะเข้าข่าย
มีการใช้อาวุธอย่างโจ๋งครึ่มในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ก่อนวันเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่บริเวณหลักสี่ โดยกลุ่มมือปืนที่เรียกกันว่าป๊อปคอร์น ซึ่งแฝงตัวมากับม็อบไหนเห็นได้ชัดเจน
ใช้อาวุธสงคราม จนทำให้ประชาชนฝ่ายเรียกร้องเลือกตั้งถูกยิงร่วงไปหลายราย และบาดเจ็บสาหัส
แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เคยนำมาเป็นข้ออ้าง ขยายความใส่สีตีไข่ เพื่อสั่งการให้ปราบผู้ชุมนุมด้วยกระสุนจริง
ด้วยข้ออ้างว่ามีการใช้อาวุธ มีผู้ก่อการร้าย แล้วใช้ทหารพร้อมกระสุนจริงจัดการได้
รัฐบาลนี้ ยังไม่เคยขยายเรื่องเพื่ออ้างเหตุใช้หน่วยรบเข้าสลายม็อบ!
ถึงวันนี้ยังใช้หน่วยปราบจลาจล โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา ปืนยิงแห ปืนกระสุนยาง
ปฏิบัติการทุกครั้ง จะแจ้งสื่อมวลชนให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย
ในเหตุการณ์ที่ผ่านฟ้า ภาพที่เห็นได้อย่างเปิดเผยทั่วไป เป็นหน่วยปราบจลาจลตามหลักสากลทุกประการ
แต่ในระหว่างที่เข้าประชิดกับฝ่ายผู้ชุมนุมและเกิดเหตุชุลมุน เกิดเสียงปืน เสียงระเบิดขึ้น
ภาพที่สื่อถ่ายเห็นชัดเจนคือ แนวตำรวจโดนเข้าเต็มๆ ล้มกลิ้งเลือดสาดแดง
แต่ขณะเดียวกันก็น่าเศร้าสลด เมื่อผู้ชุมนุมก็ล้มตายไปด้วย
นี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนให้กับทุกฝ่าย
ใครที่เชื่อในหลักสงบสันติจริงๆ ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นอีก
รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติบนหลักสากลอย่างเคร่งครัดต่อไป!
++
คนดี-สร้างได้
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qY3pPRGc0TkE9PQ
. . วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
( ภาพจากเวบบอร์ด ไม่เกี่ยวกับผู้เขียนและข่าวสด )
ความจริงไม่ได้อยากจะรื้อฟื้นเพื่อจะตอกย้ำให้เป็นปมชีวิต แต่จำเป็นต้องพูดถึง "แท็กซี่สมพงษ์" ซึ่งเป็นผลงานข่าวเจาะอีกชิ้นของข่าวสดเมื่อหลายปีก่อน เป็นข่าวที่เปิดโปงเบื้องหลัง การสร้างเรื่องเพื่อให้เป็นคนดี การทำความดีที่ผ่านการวางแผนจัดการ
แล้วสังคมไทยก็แห่กันยกย่อง เชื่อกันทันทีโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ
การสร้างเรื่องให้ตัวเองเป็นแท็กซี่ฮีโร่เก็บเงินคืนฝรั่งผู้โดยสารนับสิบล้าน
นำไปสู่การรับโล่รางวัลยกย่องเชิดชูจากหลายองค์กร กลายเป็นคนดังทางรายการทีวี
ส่วนจะนำตราประทับคนดีนำไปสู่อะไรอื่นใดอีกหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ เพราะถูกจับได้ไล่ทันเสียก่อน
กรณีแท็กซี่สมพงษ์ได้ผ่านไปแล้ว ต้องติดคุกชดใช้กรรมไปแล้ว
หยิบยกมาพูดถึง ด้วยเชื่อว่าเป็นเรื่องที่คนไทยจดจำได้ดี!
เอามาเน้นย้ำว่า อย่าไปโหยหาหรือยึดติดกับคำว่า คนดี เสียจนมองข้ามระบบระบอบที่ต้องมี
ไม่ต่างจากกรณีวงการแพทย์ สาธารณสุข ที่สังคมนับถือยกย่อง ออกมาบอกว่าต้องการนายกฯจากคนกลาง ปฏิเสธนายกฯปัจจุบันเพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ดี
เพียงเท่านี้ คนจำนวนหนึ่งก็เฮตาม
ด้วยเชื่อในความเป็นหมอทันที ว่าคนระดับนี้ล้วนเป็นคนดีดูแลรักษาชีวิตมนุษย์ ถ้ามาบอกว่านายกฯนี้ไม่ดี ดังนั้น รัฐบาลนี้ต้องเลวแน่ๆ
แต่ในทางกลับกัน มีคนอีกจำนวนไม่น้อย ฟังแล้วเกิดคำถามสวนกลับ!
ถามว่า ความรู้มีมากมาย สติปัญญาน่าจะบอกให้ยึดกฎระเบียบประชาธิปไตย
ทำไมไม่เคารพประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกนายกฯและรัฐบาลนี้เข้ามา
จะว่าไปแล้ว ใครจะเป็นคนดีหรือเป็นคนเลว ไม่ใช่จะสรุปกันได้ง่ายๆ หรือหลงเชื่อกันได้ง่ายๆ
ดังนั้น การยึดในระบบและกฎหมาย จะเป็นบรรทัดฐานที่ไว้วางใจได้มากที่สุด
ทั้งนี้ ความดีและคนดีนั้น ต้องสัมผัสหรือเรียนรู้กันในระยะเวลาพอสมควร
ไม่อาจสรุปได้ด้วยคำพูดคำจาหรือแค่เสื้อผ้าที่สวมใส่
นักการเมืองใหญ่ระดับประเทศ เป็นสัญลักษณ์คนดี ซื่อสัตย์ สมถะ แต่เบื้องหลังมีคนบริหารจัดการจนเกิดภาพนั้นขึ้นมาหรือไม่
วันนี้ความจริงยิ่งกระจ่างชัด
เมื่อคนที่อยู่เบื้องหลังนั้น กดปุ่มสั่งให้กระทำ ตรงกันข้ามกับความเป็นนักประชาธิปไตยที่เชื่อในระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง
ก็ทำตามแต่โดยดี!
++
สมุนขี้ข้า-พอกัน
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qWTFNVE01TXc9PQ
. . วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
คนในพรรคเพื่อไทย ถูกอีกพรรคป่าวประณามหยามเหยียดโดยตลอด ทั้งผ่านการให้สัมภาษณ์ และผ่านเวทีปราศรัย ทำนองว่าคนของเพื่อไทยก็แค่ลูกน้องทักษิณ พร้อมรับคำสั่งตลอดเวลาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
หรือเหยียดหยามรุนแรงกว่านั้น ว่าเป็นสมุนบ้าง เป็นขี้ข้าบ้าง
แต่มองย้อนกลับไปยังพรรคตรงข้ามพรรคเพื่อไทยดังกล่าว มองกันให้ดี
วันนี้มีคนคนหนึ่งกดปุ่มสั่ง ให้ขัดขวาง คัดค้านการเลือกตั้ง
แม้คนคนนี้ แยกตัวออกไปเดินบนท้องถนนแล้ว แต่เมื่อกดปุ่มปุ๊บก็ยอมกันหมด ระดับอาวุโส ระดับหัวหน้า ยันสมาชิกแทบทั้งหมด
จะมีก็แต่สมาชิกที่ยืนหยัดเป็นตัวของตัวเอง ไม่เคยต้องพึ่งพาใครคนใดคนหนึ่งในพรรค ที่กล้าออกมาประกาศความเป็นอิสระ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ขัดกับความเป็นนักการเมืองอาชีพ
เพราะถ้าพึ่งพา วันหนึ่งเขาทวงบุญคุณ วันหนึ่งเขาถือว่ากุมความลับได้แทบทั้งหมด เขาก็สั่งได้ดุจซ้ายหันขวาหัน!
ไปกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทย ถูกทักษิณสั่งได้ทั้งหมด
แล้วถามพรรคอีกพรรคว่า สิ่งที่กระทำกันอยู่ในวันนี้ คือ ต่อต้านระบบรัฐสภา ต่อต้านการเลือกตั้ง
ก็ไม่ต่างอะไรกันกระมัง
คือถูกคนคนเดียว สั่งได้ทั้งหมด
พรรคนี้ก็มีคนกดปุ่มสั่ง เหมือนกับที่ไปกล่าวหาเพื่อไทยนั่นแหละ!!
ที่น่าตลกคือ ผู้อาวุโสที่เป็นเสมือนเครื่องหมายของพรรค
วันนี้ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เพราะวางตัวซื่อสัตย์สมถะนั่นเอง จึงต้องมีเบื้องหลัง มีคนช่วยบริหารจัดการครอบครัว
สุดท้ายคนที่เข้ามาช่วยจัดการบริหารครอบครัว เพื่อให้ผู้อาวุโสวางตัวเป็นคนสะอาดสะอ้านต่อไปได้นั้น
เขาเป็นคนที่กุมชะตากรรมของผู้อาวุโสเอาไว้ในกำมือ!
ถึงเวลาเขาก็สั่งให้ผู้อาวุโส ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณผู้แทนฯ แห่งระบบรัฐสภาได้อย่างว่าง่ายใช้ฟัง
ไม่ลงสมัครก็ไม่ลง ให้ไปเดินถนนก็เดิน
แล้วไหนล่ะที่เรียกร้องการปฏิรูประบบพรรค การเมือง ต้องไม่ขึ้นกับนายทุนคนใดคนหนึ่ง
ประกาศจะเป็นพรรคที่มีอิสระ ใครคนใดคนหนึ่งมาสั่งไม่ได้!?
วันนี้ชัดเจนว่า มีพรรคการเมืองนี้ ถูกคนคนเดียวสั่งการกดปุ่มแน่ๆ
เป็นสมุน เป็นขี้ข้า พอกันกระมัง!
++
มือที่กดปุ่มสั่งทั้งพรรค
โดย วงค์ ตาวัน
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qVTJORGM1TkE9PQ
. . วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
หากมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ทักษิณสามารถกดปุ่มสั่งการได้เพียงผู้เดียวและโดยตลอดเวลา
ครั้นมองไปยังอีกพรรคซึ่งอยู่ตรงกันข้าม
วันนี้ก็ชัดเจนว่า เป็นพรรคที่สามารถกดปุ่มได้ด้วยคน คนเดียวเหมือนกัน เดินอยู่นอกพรรคด้วยเช่นกัน
คนกดปุ่มพรรคเก่าแก่ วันนี้เดินอยู่บนท้องถนน
ระดับอาวุโสสุด เป็นสัญลักษณ์ของพรรค ซึ่งมีจิตวิญญาณนักการเมืองอาชีพเต็มเปี่ยม เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาอย่างสูงยิ่ง
ยังต้องเชื่อฟังคนกดปุ่ม
เพราะอะไร
หรือว่า ภายใต้ความซื่อสัตย์สมถะนั้น มีผู้ที่คอยบริหารจัดการให้มายาวนาน!?!
นานเสียจนสามารถควบคุมสั่งการผู้อาวุโสสุดได้
การไม่ลงสนามผู้แทนฯ ซึ่งน่าจะฝืนจิตใจและ ตัวตนผู้อาวุโสอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องก้มหน้ายอมรับ
หรือว่า...ทั้งชีวิตเขาดูแลมาตลอด เป็นเสมือนกำทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมดสิ้น!
ระดับหัวหน้าปัจจุบันก็ไม่ต่างกันหรอก
ถูกเขากุมชะตากรรมไว้หมด
สิ่งหนึ่งซึ่งพิสูจน์ได้ว่า สมาชิกพรรคเก่าแก่โดยส่วนใหญ่มีคำว่าระบบสภา มีการเลือกตั้ง อยู่ในทุกลมหายใจ แต่วันนี้แทบทั้งหมดต้องฝืนความรู้สึกของชีวิตนักการเมือง
เห็นได้จาก ยังมีบางคนไม่ยอมทำตามคนกดปุ่ม
จะมีเฉพาะคนที่มีความพร้อมในทางเศรษฐกิจ ดูแลตัวเองได้
ไม่เคยต้องให้คนคน หนึ่งคอยมาจัดการดูแล แล้วถูกเขากำชีวิตทางการเมืองเอาไว้
เฉพาะคนแบบนี้เท่านั้น ที่ประกาศความเป็นนักการเมืองอาชีพ ประกาศเสรีภาพทางความคิดและจุดยืนออกมาต่อสังคมได้
คนกดปุ่ม กุมไม่ได้ บังคับไม่ได้
สิ่งที่สมาชิกของพรรคเก่าแก่บางคน แสดงออกว่าไม่ยอมรับแนวทางขัดขวางเลือกตั้ง
สะท้อนว่า ยังมีบางคนไม่ถูกควบคุม
แต่ส่วนใหญ่ถูกกดปุ่มได้โดยคนคน เดียว
อนิจจา...พรรคเก่าแก่!
.
2557-02-18
กบฏกระฎุมพี (2) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
อ่านตอนแรก - กบฏกระฎุมพี (1) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ http://botkwamdee.blogspot.com/2014/02/n1bourgeoisie.html
......................................................................................................................................................................................
กบฏกระฎุมพี (2)
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392649284
. . วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08:00:03 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 17 ก.พ.2557 )
( ต่อ )
ในทางการเมือง กระฎุมพีอาจเคยต่อสู้กับเผด็จการทหารมาแล้ว ทั้งใน 14 ตุลาและพฤษภามหาโหด แต่เผด็จการทหารที่กระฎุมพีไทยรับไม่ได้ คือเผด็จการทหารแบบอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างระบอบสฤษดิ์ หรือความพยายามจะรื้อฟื้นระบอบนั้นกลับคืนมาใหม่ของ รสช. เพราะเผด็จการแบบนั้นไม่เอื้อต่อการเติบโตอย่างอิสระของกระฎุมพี ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม หรือการเมือง แต่กระฎุมพีไทยไม่รังเกียจระบอบปกครองที่อยู่ภายใต้การชี้นำและกำกับของทหาร ในทรรศนะของพวกเขา ระบอบนี้เท่านั้นที่จะดำรงรักษาระเบียบสังคมที่เอื้อต่อความเจริญก้าวหน้าของพวกเขา เพราะเป็นระบอบที่เปิดให้ปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพได้มาก ตราบเท่าที่ไม่ใช้เสรีภาพไปบั่นรอนโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ของสังคม ทุกคนมีตำแหน่งแหล่งที่ของตนเอง และตำแหน่งแหล่งที่ของกระฎุมพี ก็หาใช่ตำแหน่งแหล่งที่อันต้อยต่ำแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถเขยิบขึ้นได้อีกด้วย (หากใช้เส้นสายให้เป็นและถูก) คนอย่างทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละคือวีรบุรุษ "อัศวินคลื่นลูกที่สาม" ของพวกเขา เพราะใช้เส้นสายเป็นและถูกจนเขยิบขึ้นมาเป็นอภิมหาเศรษฐี
กระฎุมพีไทยคือผู้ต้องการรักษาสถานะเดิม(status quo) ซึ่งทำให้เขาได้เปรียบ จึงพร้อมจะต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตและกฎกติกาใดๆ เพื่อรักษาสถานะเดิมไว้
ในคำว่าสถานะเดิมนี้ หมายถึงระเบียบสังคมประเภทใด สรุปให้เหลือสั้นๆ คือความลดหลั่นเป็นช่วงชั้นของสังคมนั่นเอง คนมีสถานะที่สูงต่ำโดยกำเนิด โดยการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือโดยทรัพย์สมบัติ เพราะทรัพย์สมบัติคือตัวกลางความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญที่สุดที่กระฎุมพีรู้จักและคุ้นเคย
และด้วยเหตุดังนั้นกระฎุมพีไทยจึงมีความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์สูง(ส่วนจะจงรักภักดีหรือไม่เป็นคนละเรื่อง) เราต้องไม่ลืมว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีบทบาทและอิทธิพลสูงมากขึ้น อย่างรวดเร็วหลังการรัฐประหารใน พ.ศ.2500 เป็นต้นมา (ไม่เฉพาะในทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงด้านวัฒนธรรม, สังคม และเศรษฐกิจด้วย) อันเป็นช่วงที่กระฎุมพีขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าคนไทยที่เกิดก่อน 2500 และหลัง 2500 มีญาณทัศน์ (perception) ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต่างกันอย่างมาก
สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของระเบียบสังคมหรือสถานะเดิมที่กระฎุมพีไทยส่วนใหญ่ต้องการเหนี่ยวรั้งไว้ให้ดำรงอยู่สืบไป
นับตั้งแต่ 14 ตุลาเป็นต้นมา กระฎุมพีมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพราะกระฎุมพีคือลูกค้าของสื่อหลักแบบเดิม (หนังสือพิมพ์กระดาษ, ทีวีเสาอากาศ, วิทยุเสาอากาศ) กระจุกตัวในพื้นที่แคบๆ คือเมือง จึงอาจถูกกระตุ้นให้รวมตัวกันแสดงพลังต่อรองทางการเมืองได้ง่ายและเร็ว เมื่อดึงความร่วมมือจากกลุ่มอื่นในเขตเมืองด้วยกันมาได้ เช่น ธุรกิจอุตสาหกรรม, สื่อ, นักวิชาการ และปัญญาชน ก็อาจกำหนดวิถีทางการเมืองและนโยบายสาธารณะได้เกือบเด็ดขาด
น่าสังเกตด้วยว่า การเลือกตั้งหรือการรณรงค์เพื่อสนับสนุนนโยบายสาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เคยเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองของกระฎุมพี (ก่อน 2540 สถิติผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของกรุงเทพฯ มักต่ำกว่าจังหวัดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด)
การเป็นคนฉลาดจำนวนน้อยที่คอยดูแลปกครองคนโง่จำนวนมาก จึงรู้สึกเป็นภาระหน้าที่ของกระฎุมพี และเป็นความมีระเบียบของสังคมไปพร้อมกัน (นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งหลัง 6 ตุลา คิดว่าเพลโตคือผู้วางรากฐานประชาธิปไตย สะท้อนว่า "ประชาธิปไตย" ในทรรศนะของกระฎุมพีคือระบอบปกครองของคนฉลาด โดยคนฉลาด เพื่อประชาชน)
ผมควรกล่าวด้วยว่า ทัศนคติของกระฎุมพีเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับกระฎุมพีไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่เคยเกิดแก่กระฎุมพีอังกฤษ, ฝรั่งเศส, สหรัฐ, ฯลฯ มาแล้ว เดอ ต๊อคเคอวิลล์ ผู้ให้อรรถาธิบายแก่ประชาธิปไตยอเมริกันที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เคยแสดงความวิตกว่า เมื่อประชาธิปไตยอเมริกันซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยมวลชนมากขึ้น ข้อดีและพลังของประชาธิปไตยอเมริกันที่เขาชื่นชมก็จะเสื่อมลงไป แต่ในยุโรปตะวันตกและสหรัฐ กระฎุมพีสามารถก้าวข้ามปรัชญา "คนไม่เท่ากัน" ไปได้ เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ช่วยสนับสนุน ผมอยากพูดถึงปัจจัยเหล่านี้ในเมืองไทย
หลายคนมักนึกถึงเศรษฐกิจที่พัฒนาได้ทั่วถึงจนฐานะทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ดีขึ้นแต่ความจริงแล้วนี่คือสิ่งที่เกิดในเมืองไทยเวลานี้ซึ่งกลับทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองมากขึ้น ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจสืบเนื่องมาหลายปี ทำให้คนจำนวนมากต้องเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัวมากขึ้นแม้อย่างเสียเปรียบ แต่ก็ทำให้รายได้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเข้าสู่ตลาดบังคับให้เขาต้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง เพราะนโยบายสาธารณะของรัฐกระทบชีวิตของเขา
ตรงกันข้ามกับที่เห็นในเมืองไทย ประชาธิปไตยอังกฤษและฝรั่งเศสขยายตัวไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนวงกว้างขึ้น (แม้ไม่ใช่ผ่านสิทธิเลือกตั้ง) ในขณะที่สังคมอังกฤษและฝรั่งเศสยังมีความข้นแค้น (pauperism) อยู่ดาษดื่นด้วยซ้ำ การต่อสู้เพื่อล้มเลิกกฎหมาย The Poor Law และ Corn Law ในอังกฤษนั้น แม้มีกระฎุมพีเป็นผู้นำ (เพราะกฎหมายเหล่านี้กีดกันมิให้แรงงานกลายเป็นสินค้าเต็มตัว จึงขัดขวางความก้าวหน้าของทุนนิยม) แต่ก็มีคนจนและคนข้นแค้นจำนวนมากหนุนช่วยอยู่เบื้องหลัง ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา (เช่นก่อจลาจลด้วยความหิวอยู่บ่อยๆ)
เหตุใดในที่สุดแล้วกระฎุมพีอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐจึงยอมรับความเสมอภาคทางการเมืองของเพื่อนๆ โอลิเวอร์ ทวิสต์, พวก sans coulotte, และ hilly-billy ในเคนตักกี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเด็ดขาดเพียงปัจจัยเดียวอย่างแน่นอน
ผมอยากให้คำตอบโดยสรุปแก่คำถามข้างต้นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่สองด้าน หนึ่งคือการลดความแปลกแยกของกระฎุมพีกับสังคมลง และอีกด้านหนึ่งคือการยอมให้ชนชั้นล่างได้เคลื่อนไหวเพื่อต่อรองทางการเมืองได้
การขยายการศึกษาคงมีส่วนสำคัญในการลดความแปลกแยกทางสังคมของกระฎุมพีลูกหลานของชนชั้นล่างได้เรียนหนังสือที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่ากันจนจำนวนไม่น้อยมีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระดับสูง กระฎุมพีและคนอื่นสามารถพูดภาษาเดียวกันได้ ในเมืองไทยแม้มีการขยายการศึกษาตลอดมา แต่เรามักเอาเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เช่นผลิตแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้น จึงแยกการศึกษาระหว่างลูกหลานกระฎุมพีไว้ในโรงเรียนดังเพื่อเตรียมนักบริหาร ส่วนคนอื่นเรียนในโรงเรียนทั่วไปซึ่งด้อยคุณภาพกว่ากันมาก ถูกเตรียมเพื่อเป็นแค่แรงงานฝีมือ กระฎุมพีไทยจึงยังแปลกแยกจากสังคมเหมือนเดิม
การศึกษากำหนดประสบการณ์ของกระฎุมพีให้ต้องมีวิถีชีวิตที่แปลกแยกต่อไปเพราะแทบไม่ได้สัมพันธ์กับคนต่างสถานภาพอื่นอีกนอกจากในฐานะนาย-บ่าว คำพูดของปัญญาชนกระฎุมพีคนหนึ่งที่ว่า คนอีสานเป็นได้แค่เด็กปั๊มและคนรับใช้สะท้อนประสบการณ์แห่งความแปลกแยกทางสังคมที่ชัดเจนที่สุด
นอกจากวิถีชีวิตแล้วอุดมการณ์ชีวิตในวัฒนธรรมไทยก็ไม่ส่งเสริมสำนึกความเสมอภาคมากนัก เช่นพุทธศาสนาที่ถูกปฏิรูปในสมัย ร.5 เป็นต้นมา เน้นหลักบุญทำกรรมแต่งซึ่งทำให้ต้องยอมรับความไม่เสมอภาคของบารมีหรือความดีที่ได้สั่งสมมาในอดีตชาติของแต่ละคนในขณะที่หลักของพุทธศาสนาที่เน้นศักยภาพของมนุษย์ทุกคนซึ่งสามารถเข้าถึงสิ่งสูงสุดในชีวิตได้เหมือนกัน ไม่เคยถูกเน้นเลยจนถึงคำสอนของท่านพุทธทาส
อาจเป็นเพราะความแปลกแยกดังกล่าวนี้ ทำให้กระฎุมพีไทยไม่เป็นปราการให้แก่สิทธิการเคลื่อนไหวต่อรองของชนชั้นล่าง รัฐทุนนิยมไทยใช้กำลังและมาตรการนอกกฎหมายนานาชนิดในการปราบปรามการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม ชาวบ้านที่ต่อต้านทุนในการแย่งยื้อทรัพยากร หรือทำลายทรัพยากรท้องถิ่น เกษตรกรที่เรียกร้องราคาผลผลิตที่เป็นธรรม ฯลฯ ในขณะที่กระฎุมพีไทย ไม่รู้สึกหวงแหนสิทธิเสรีภาพของชนชั้นล่างเหล่านั้น ตรงกันข้ามเสียอีก กระฎุมพีไทยอาจรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นที่มีรัฐคอยรักษาระเบียบสังคมของความไม่เท่าเทียมหรือสถานะเดิมไว้ให้อย่างเข้มแข็ง
และแล้ววันหนึ่งโลกทรรศน์และจินตนาการทางการเมืองเช่นนี้ก็เป็นไปไม่ได้ในสังคมไทยอีกต่อไปเพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดขึ้น โลกที่ปลอดภัยมั่นคงของกระฎุมพีกำลังสลายลงต่อหน้า จะหยุดยั้งความแปรเปลี่ยนของระเบียบสังคมที่กระฎุมพีไทยคุ้นเคยได้อย่างไร ดูจะไม่มีวิธีอื่นเลยนอกจากสองทาง หนึ่งคือปรับตัวเองให้เข้ากับระเบียบสังคมใหม่ที่ต้องยอมเปิดพื้นที่ให้แก่คนแปลกหน้าจำนวนมากเข้ามาต่อรองอย่างเท่าเทียมกัน(ซึ่งผมก็ยอมรับว่าประสบการณ์และทักษะของกระฎุมพีไทยในด้านนี้มีไม่มากนัก ทั้งๆ ที่กระฎุมพีมี "ทุน" ทางการเมือง, เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมสูงกว่าคู่แข่งมาก) หรือสองคือหยุดยั้งความแปรเปลี่ยนของระเบียบสังคมนี้ทุกวิถีทาง
น่าเศร้าที่กระฎุมพีไทยเลือกหนทางที่สอง และนี่คือ ที่มาของกบฏกระฎุมพีที่เรากำลังเผชิญอยู่
.............
.
อ่านตอนแรก - กบฏกระฎุมพี (1) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ http://botkwamdee.blogspot.com/2014/02/n1bourgeoisie.html
......................................................................................................................................................................................
กบฏกระฎุมพี (2)
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392649284
. . วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08:00:03 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 17 ก.พ.2557 )
( ต่อ )
ในทางการเมือง กระฎุมพีอาจเคยต่อสู้กับเผด็จการทหารมาแล้ว ทั้งใน 14 ตุลาและพฤษภามหาโหด แต่เผด็จการทหารที่กระฎุมพีไทยรับไม่ได้ คือเผด็จการทหารแบบอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างระบอบสฤษดิ์ หรือความพยายามจะรื้อฟื้นระบอบนั้นกลับคืนมาใหม่ของ รสช. เพราะเผด็จการแบบนั้นไม่เอื้อต่อการเติบโตอย่างอิสระของกระฎุมพี ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม หรือการเมือง แต่กระฎุมพีไทยไม่รังเกียจระบอบปกครองที่อยู่ภายใต้การชี้นำและกำกับของทหาร ในทรรศนะของพวกเขา ระบอบนี้เท่านั้นที่จะดำรงรักษาระเบียบสังคมที่เอื้อต่อความเจริญก้าวหน้าของพวกเขา เพราะเป็นระบอบที่เปิดให้ปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพได้มาก ตราบเท่าที่ไม่ใช้เสรีภาพไปบั่นรอนโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ของสังคม ทุกคนมีตำแหน่งแหล่งที่ของตนเอง และตำแหน่งแหล่งที่ของกระฎุมพี ก็หาใช่ตำแหน่งแหล่งที่อันต้อยต่ำแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถเขยิบขึ้นได้อีกด้วย (หากใช้เส้นสายให้เป็นและถูก) คนอย่างทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละคือวีรบุรุษ "อัศวินคลื่นลูกที่สาม" ของพวกเขา เพราะใช้เส้นสายเป็นและถูกจนเขยิบขึ้นมาเป็นอภิมหาเศรษฐี
กระฎุมพีไทยคือผู้ต้องการรักษาสถานะเดิม(status quo) ซึ่งทำให้เขาได้เปรียบ จึงพร้อมจะต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตและกฎกติกาใดๆ เพื่อรักษาสถานะเดิมไว้
ในคำว่าสถานะเดิมนี้ หมายถึงระเบียบสังคมประเภทใด สรุปให้เหลือสั้นๆ คือความลดหลั่นเป็นช่วงชั้นของสังคมนั่นเอง คนมีสถานะที่สูงต่ำโดยกำเนิด โดยการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือโดยทรัพย์สมบัติ เพราะทรัพย์สมบัติคือตัวกลางความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญที่สุดที่กระฎุมพีรู้จักและคุ้นเคย
และด้วยเหตุดังนั้นกระฎุมพีไทยจึงมีความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์สูง(ส่วนจะจงรักภักดีหรือไม่เป็นคนละเรื่อง) เราต้องไม่ลืมว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีบทบาทและอิทธิพลสูงมากขึ้น อย่างรวดเร็วหลังการรัฐประหารใน พ.ศ.2500 เป็นต้นมา (ไม่เฉพาะในทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงด้านวัฒนธรรม, สังคม และเศรษฐกิจด้วย) อันเป็นช่วงที่กระฎุมพีขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าคนไทยที่เกิดก่อน 2500 และหลัง 2500 มีญาณทัศน์ (perception) ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต่างกันอย่างมาก
สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของระเบียบสังคมหรือสถานะเดิมที่กระฎุมพีไทยส่วนใหญ่ต้องการเหนี่ยวรั้งไว้ให้ดำรงอยู่สืบไป
นับตั้งแต่ 14 ตุลาเป็นต้นมา กระฎุมพีมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพราะกระฎุมพีคือลูกค้าของสื่อหลักแบบเดิม (หนังสือพิมพ์กระดาษ, ทีวีเสาอากาศ, วิทยุเสาอากาศ) กระจุกตัวในพื้นที่แคบๆ คือเมือง จึงอาจถูกกระตุ้นให้รวมตัวกันแสดงพลังต่อรองทางการเมืองได้ง่ายและเร็ว เมื่อดึงความร่วมมือจากกลุ่มอื่นในเขตเมืองด้วยกันมาได้ เช่น ธุรกิจอุตสาหกรรม, สื่อ, นักวิชาการ และปัญญาชน ก็อาจกำหนดวิถีทางการเมืองและนโยบายสาธารณะได้เกือบเด็ดขาด
น่าสังเกตด้วยว่า การเลือกตั้งหรือการรณรงค์เพื่อสนับสนุนนโยบายสาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เคยเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองของกระฎุมพี (ก่อน 2540 สถิติผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของกรุงเทพฯ มักต่ำกว่าจังหวัดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด)
การเป็นคนฉลาดจำนวนน้อยที่คอยดูแลปกครองคนโง่จำนวนมาก จึงรู้สึกเป็นภาระหน้าที่ของกระฎุมพี และเป็นความมีระเบียบของสังคมไปพร้อมกัน (นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งหลัง 6 ตุลา คิดว่าเพลโตคือผู้วางรากฐานประชาธิปไตย สะท้อนว่า "ประชาธิปไตย" ในทรรศนะของกระฎุมพีคือระบอบปกครองของคนฉลาด โดยคนฉลาด เพื่อประชาชน)
ผมควรกล่าวด้วยว่า ทัศนคติของกระฎุมพีเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับกระฎุมพีไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่เคยเกิดแก่กระฎุมพีอังกฤษ, ฝรั่งเศส, สหรัฐ, ฯลฯ มาแล้ว เดอ ต๊อคเคอวิลล์ ผู้ให้อรรถาธิบายแก่ประชาธิปไตยอเมริกันที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เคยแสดงความวิตกว่า เมื่อประชาธิปไตยอเมริกันซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยมวลชนมากขึ้น ข้อดีและพลังของประชาธิปไตยอเมริกันที่เขาชื่นชมก็จะเสื่อมลงไป แต่ในยุโรปตะวันตกและสหรัฐ กระฎุมพีสามารถก้าวข้ามปรัชญา "คนไม่เท่ากัน" ไปได้ เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ช่วยสนับสนุน ผมอยากพูดถึงปัจจัยเหล่านี้ในเมืองไทย
หลายคนมักนึกถึงเศรษฐกิจที่พัฒนาได้ทั่วถึงจนฐานะทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ดีขึ้นแต่ความจริงแล้วนี่คือสิ่งที่เกิดในเมืองไทยเวลานี้ซึ่งกลับทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองมากขึ้น ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจสืบเนื่องมาหลายปี ทำให้คนจำนวนมากต้องเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัวมากขึ้นแม้อย่างเสียเปรียบ แต่ก็ทำให้รายได้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเข้าสู่ตลาดบังคับให้เขาต้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง เพราะนโยบายสาธารณะของรัฐกระทบชีวิตของเขา
ตรงกันข้ามกับที่เห็นในเมืองไทย ประชาธิปไตยอังกฤษและฝรั่งเศสขยายตัวไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนวงกว้างขึ้น (แม้ไม่ใช่ผ่านสิทธิเลือกตั้ง) ในขณะที่สังคมอังกฤษและฝรั่งเศสยังมีความข้นแค้น (pauperism) อยู่ดาษดื่นด้วยซ้ำ การต่อสู้เพื่อล้มเลิกกฎหมาย The Poor Law และ Corn Law ในอังกฤษนั้น แม้มีกระฎุมพีเป็นผู้นำ (เพราะกฎหมายเหล่านี้กีดกันมิให้แรงงานกลายเป็นสินค้าเต็มตัว จึงขัดขวางความก้าวหน้าของทุนนิยม) แต่ก็มีคนจนและคนข้นแค้นจำนวนมากหนุนช่วยอยู่เบื้องหลัง ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา (เช่นก่อจลาจลด้วยความหิวอยู่บ่อยๆ)
เหตุใดในที่สุดแล้วกระฎุมพีอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐจึงยอมรับความเสมอภาคทางการเมืองของเพื่อนๆ โอลิเวอร์ ทวิสต์, พวก sans coulotte, และ hilly-billy ในเคนตักกี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเด็ดขาดเพียงปัจจัยเดียวอย่างแน่นอน
ผมอยากให้คำตอบโดยสรุปแก่คำถามข้างต้นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่สองด้าน หนึ่งคือการลดความแปลกแยกของกระฎุมพีกับสังคมลง และอีกด้านหนึ่งคือการยอมให้ชนชั้นล่างได้เคลื่อนไหวเพื่อต่อรองทางการเมืองได้
การขยายการศึกษาคงมีส่วนสำคัญในการลดความแปลกแยกทางสังคมของกระฎุมพีลูกหลานของชนชั้นล่างได้เรียนหนังสือที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่ากันจนจำนวนไม่น้อยมีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระดับสูง กระฎุมพีและคนอื่นสามารถพูดภาษาเดียวกันได้ ในเมืองไทยแม้มีการขยายการศึกษาตลอดมา แต่เรามักเอาเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เช่นผลิตแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้น จึงแยกการศึกษาระหว่างลูกหลานกระฎุมพีไว้ในโรงเรียนดังเพื่อเตรียมนักบริหาร ส่วนคนอื่นเรียนในโรงเรียนทั่วไปซึ่งด้อยคุณภาพกว่ากันมาก ถูกเตรียมเพื่อเป็นแค่แรงงานฝีมือ กระฎุมพีไทยจึงยังแปลกแยกจากสังคมเหมือนเดิม
การศึกษากำหนดประสบการณ์ของกระฎุมพีให้ต้องมีวิถีชีวิตที่แปลกแยกต่อไปเพราะแทบไม่ได้สัมพันธ์กับคนต่างสถานภาพอื่นอีกนอกจากในฐานะนาย-บ่าว คำพูดของปัญญาชนกระฎุมพีคนหนึ่งที่ว่า คนอีสานเป็นได้แค่เด็กปั๊มและคนรับใช้สะท้อนประสบการณ์แห่งความแปลกแยกทางสังคมที่ชัดเจนที่สุด
นอกจากวิถีชีวิตแล้วอุดมการณ์ชีวิตในวัฒนธรรมไทยก็ไม่ส่งเสริมสำนึกความเสมอภาคมากนัก เช่นพุทธศาสนาที่ถูกปฏิรูปในสมัย ร.5 เป็นต้นมา เน้นหลักบุญทำกรรมแต่งซึ่งทำให้ต้องยอมรับความไม่เสมอภาคของบารมีหรือความดีที่ได้สั่งสมมาในอดีตชาติของแต่ละคนในขณะที่หลักของพุทธศาสนาที่เน้นศักยภาพของมนุษย์ทุกคนซึ่งสามารถเข้าถึงสิ่งสูงสุดในชีวิตได้เหมือนกัน ไม่เคยถูกเน้นเลยจนถึงคำสอนของท่านพุทธทาส
อาจเป็นเพราะความแปลกแยกดังกล่าวนี้ ทำให้กระฎุมพีไทยไม่เป็นปราการให้แก่สิทธิการเคลื่อนไหวต่อรองของชนชั้นล่าง รัฐทุนนิยมไทยใช้กำลังและมาตรการนอกกฎหมายนานาชนิดในการปราบปรามการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม ชาวบ้านที่ต่อต้านทุนในการแย่งยื้อทรัพยากร หรือทำลายทรัพยากรท้องถิ่น เกษตรกรที่เรียกร้องราคาผลผลิตที่เป็นธรรม ฯลฯ ในขณะที่กระฎุมพีไทย ไม่รู้สึกหวงแหนสิทธิเสรีภาพของชนชั้นล่างเหล่านั้น ตรงกันข้ามเสียอีก กระฎุมพีไทยอาจรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นที่มีรัฐคอยรักษาระเบียบสังคมของความไม่เท่าเทียมหรือสถานะเดิมไว้ให้อย่างเข้มแข็ง
และแล้ววันหนึ่งโลกทรรศน์และจินตนาการทางการเมืองเช่นนี้ก็เป็นไปไม่ได้ในสังคมไทยอีกต่อไปเพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดขึ้น โลกที่ปลอดภัยมั่นคงของกระฎุมพีกำลังสลายลงต่อหน้า จะหยุดยั้งความแปรเปลี่ยนของระเบียบสังคมที่กระฎุมพีไทยคุ้นเคยได้อย่างไร ดูจะไม่มีวิธีอื่นเลยนอกจากสองทาง หนึ่งคือปรับตัวเองให้เข้ากับระเบียบสังคมใหม่ที่ต้องยอมเปิดพื้นที่ให้แก่คนแปลกหน้าจำนวนมากเข้ามาต่อรองอย่างเท่าเทียมกัน(ซึ่งผมก็ยอมรับว่าประสบการณ์และทักษะของกระฎุมพีไทยในด้านนี้มีไม่มากนัก ทั้งๆ ที่กระฎุมพีมี "ทุน" ทางการเมือง, เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมสูงกว่าคู่แข่งมาก) หรือสองคือหยุดยั้งความแปรเปลี่ยนของระเบียบสังคมนี้ทุกวิถีทาง
น่าเศร้าที่กระฎุมพีไทยเลือกหนทางที่สอง และนี่คือ ที่มาของกบฏกระฎุมพีที่เรากำลังเผชิญอยู่
.............
.
กบฏกระฎุมพี (1) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
กบฏกระฎุมพี (1)
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392034210
. . วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 07:31:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 10 กุมภาพันธ์ 2557 )
มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากรู้ แต่คงไม่ได้รู้แน่ชัดตลอดชาติ นอกจากจะมีใครสักคนลงไปเก็บข้อมูลในที่ชุมนุมของ กปปส.อย่างต่อเนื่องยาวนานพอสมควร แล้วเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มา หรือวิเคราะห์ให้ได้คำอธิบายอะไรบางอย่าง
สิ่งที่ผมอยากรู้และเข้าใจก็คือ บทบาทและจินตนาการทางการเมืองของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน
จากข้อมูลที่พอหาได้ ทั้งในสื่อและสื่อสังคม ทำให้เข้าใจว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ กปปส. เมื่อตัดคนจำนวนมากที่มาจากภาคใต้ ตัดการ์ดซึ่งต้องจ้างเข้ามารักษาความปลอดภัยจำนวนมากแล้ว คนกลุ่มใหญ่ที่เหลืออยู่คือกระฎุมพี หรือที่ผมเคยเรียกว่าคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไป
เขาเหล่านี้ เข้าไปร่วมชุมนุมกับขบวนการที่มีเป้าหมายขัดแย้งกับระบบคุณค่าและหลักการของประชาธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ทำไม และดังที่กล่าวแล้วว่า ผมคงไม่สามารถตอบปัญหาเช่นนี้ได้เองตลอดชาติ ที่จะพูดต่อไปนี้จึงเป็นเพียงการสังเกตจากหลักกว้างๆ เท่านั้น สักวันหนึ่ง นักวิชาการที่ลงไปศึกษาวิจัยจริง ก็จะพบว่าขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เขาเก็บได้จากการวิจัย
ที่เรียกว่ากระฎุมพีในที่นี้ ผมหมายถึงคนชั้นกลางในตระกูลที่เติบโตทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับนโยบายพัฒนาของระบอบสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ การขยายการศึกษาเพื่อรับการลงทุนด้านธุรกิจอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทำให้พวกเขาได้รับการศึกษาสูงขึ้น เขยิบเข้าไปเป็นคนงานคอปกขาว แล้วก็เขยิบต่อไปถึงระดับบริหาร ตั้งแต่ชั้นสูงถึงชั้นกลางๆ ลูกหลานของเขาซึ่งบัดนี้ก็เป็นหนุ่มสาว ได้รับการศึกษาสูงกว่าคนทั่วไป และกำลังไต่เต้าอยู่ในบรรไดของหน้าที่การงานต่างๆ ซึ่งดูจะมีอนาคต (prospect) ดีกว่าพ่อแม่ของเขาเสียอีก
ฝรั่งคนหนึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับการถดถอยของประชาธิปไตยทั่วโลก และถูกอ้างในสื่อไทยบ่อยๆ กล่าวว่าประชาธิปไตยกำลังถูกคนชั้นกลางในหลายประเทศทั่วโลกปฏิเสธ ผมคิดว่าผู้เขียนสรุปอย่างหยาบเกินไป เพราะเรื่องนี้ต้องดู "คนชั้นกลาง" ในแต่ละสังคมให้ดี เพราะถึงถูกเรียกเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วแตกต่างกันมากทีเดียว
ในที่นี้ขอดูแต่คนชั้นกลางกลุ่มที่ผมเรียกว่ากระฎุมพีไทยเท่านั้น
ในยุโรปตะวันตก กระฎุมพีถือกำเนิดนอกระบบศักดินา เมื่อเริ่มขยายตัวก็พบว่าอำนาจของศักดินาที่ยังตกค้างอยู่ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มพูนโภคทรัพย์และอำนาจของตน จึงหันไปร่วมมือกับกษัตริย์ในการลิดรอนอำนาจศักดินาลง แต่ต่อมาก็เลือกจะเป็นปฏิปักษ์กับกษัตริย์อีก เพราะระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่ง ขัดขวางความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจและการเมืองของกระฎุมพีเช่นเดียวกัน
ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมของยุโรปตะวันตก คือคำตอบที่กระฎุมพีฝรั่งเลือกสนับสนุน เพราะที่จริงก็คือระบอบปกครองที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของกระฎุมพีที่สุด จะเรียกว่าเป็นระบอบปกครองของกระฎุมพี, เพื่อกระฎุมพี และโดยกระฎุมพีก็ได้
ตรงกันข้าม ในเมืองไทย กระฎุมพีถือกำเนิดภายใต้ระบบศักดินา ร่วมมือกับคนชั้นปกครองของศักดินาในการก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นผู้ครองสมบัติมากรองลงมาจากผู้นำในระบบศักดินา สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเกิดจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับ "เจ้าศักดินา" (ในเมืองไทยก็คือขุนนางและเจ้าประเทศราช) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระฎุมพีที่เป็นพ่อค้าวาณิชและเจ้าภาษีนายอากร ตรงกันข้ามกลับทำลายประโยชน์ของกระฎุมพีกลุ่มนี้เสียด้วย
แม้ว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามระวังมิให้กระฎุมพีมีอำนาจมากเกินไปตลอด แต่กระฎุมพีก็กระเสือกกระสนอยู่รอดมาได้ โดยการสวามิภักดิ์ต่อนายใหม่คือพระมหากษัตริย์ และอาศัยบารมีของมหาอำนาจตะวันตกในการประกอบการ บางส่วนขาดทุนย่อยยับลงในช่วงทศวรรษ 2430 จึงส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาแผนใหม่ และรีบกลืนตัวเองเข้าไปในระบบราชการแบบใหม่ของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม จนกลายเป็นขุนนางผู้มีการศึกษาแบบตะวันตกรุ่นแรกๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระฎุมพีใหม่ (ผู้ดีใหม่ในรุ่นนั้น) ซึ่งมีฐานความชอบธรรมจากการศึกษาแผนใหม่ที่รัฐจัดขึ้น มีอำนาจเพราะสังกัดระบบราชการของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม
คลุกเคล้าเป็นเครือข่ายที่แยกออกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้
ระบอบประชาธิปไตยถูกนำเข้ามาสู่สยามด้วยกระฎุมพีข้าราชการกลุ่มเล็กๆ แม้ได้รับความเห็นชอบอย่างกว้างขวางจากกระฎุมพีอื่น แต่เป็นเพราะกระฎุมพีข้าราชการถูกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขัดขวางความก้าวหน้าในระบบราชการต่างหาก ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์เสรีนิยม หรือความห่วงหาอาทรต่อประชาชนระดับล่างซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ทั้งสิ้น จึงยินดีที่ได้เห็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามสิ้นสลายไปเสียที
ส่วนใหญ่ของการปกครองในระบอบที่เรียกว่าประชาธิปไตยไทย ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของกองทัพ โดยเปิดเผยบ้าง โดยนัยยะในทางปฏิบัติบ้าง ตลอดมา ในช่วงเวลานี้ กระฎุมพีไทยได้มีส่วนในการผลักดันนโยบายสาธารณะหรือไม่ ก็มีเช่นกัน แต่เป็นการต่อรองอย่างไม่เท่าเทียมกันกับกองทัพ และระบบราชการ (ไม่เกี่ยวกับคนกลุ่มอื่นในสังคม) อำนาจตัดสินเด็ดขาดไม่ได้อยู่ที่กระฎุมพี แต่อยู่ที่กองทัพและอำนาจนอกระบบทั้งหลาย
ดังนั้นกระฎุมพีไทยจึงเติบโตและอยู่รอดได้ดีภายใต้เผด็จการทหาร ซ้ำมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้เผด็จการทหารที่ทำลายร่องรอยของสถาบันประชาธิปไตยจนหมดสิ้นอย่างเปิดเผย คือภายใต้ระบอบสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ กระฎุมพีขยายตัวอย่างมโหฬารทั้งด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และกำลังคนที่แปรผันตัวเองไปสู่ความเป็นชนชั้นกระฎุมพี สร้างวัฒนธรรมที่มีตลาดภายในรองรับ (บนจอทีวี, โรงหนัง, แผ่นเสียง และสิ่งพิมพ์ และนี่คือตระกูล "ผู้ดีใหม่" ของปัจจุบัน)
ในทุกวันนี้ หากให้กระฎุมพีไทยหวนรำลึกถึงยุคทองของตน หลายคนคงฝันถึงเผด็จการที่ตอบสนองผลประโยชน์ของตน (แม้ต้องแบ่ง "ค่าเช่า" ให้บ้าง) ในยุคเผด็จการทหารของระบอบสฤษฎิ์ เพราะหลังจากระบอบนี้ถูกทำลายลงในเหตุการณ์ 14 ตุลาแล้ว บ้านเมืองก็ไม่เคยราบเรียบแก่การทำกำไรอย่างนั้นอีก นอกจากภายใต้การกำกับของกองทัพเบื้องหลัง เช่นสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ
ผมคิดว่า น่าประหลาดมากกว่า หากจะหวังให้กระฎุมพีกลุ่มนี้เป็นหัวหอกในการผลักดันประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่พลเมืองทุกคน ภาระอันนั้นกลับไปตกอยู่กับคนชั้นกลางกลุ่มใหม่ (ซึ่งผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่ากระฎุมพี เพื่อแยกจากกันให้ชัด) เพราะคนกลุ่มใหม่เหล่านี้ เติบโตมาในการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยกว่า ได้รับอานิสงส์จากการกระจายทรัพยากรกลางไปสู่การพัฒนาชนบท (ซึ่งก็เปิดทางให้แก่การแย่งชิงทรัพยากรของกระฎุมพีจากในเมืองด้วย) อันเป็นฐานเสียงของนักการเมืองที่ต้องลงเลือกตั้ง
การเติบโตทางเศรษฐกิจของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่เหล่านี้ มิได้ราบเรียบนัก เพราะต้องเผชิญกับการผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายลักษณะ เผชิญกับโครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นธรรม และเผชิญกับการกระจายโอกาส (ทางการศึกษา, สาธารณสุข, สาธารณูปโภคพื้นฐาน) ที่ไม่เป็นธรรม (เกิน 50% - บางครั้งอาจถึง 70% ของงบประมาณแผ่นดินของทุกรัฐบาลใช้ในกรุงเทพฯ)
ประชาธิปไตย โดยเฉพาะมิติกำกับนโยบายสาธารณะผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นคำตอบแก่พวกเขา
นี่เป็นการวิเคราะห์โดยอาศัยหลักกว้างๆ จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่ก็อาจช่วยอธิบายถึงสงครามชนชั้น (หากนี่คือสงครามชนชั้นจริง)ที่เราเผชิญอยู่ได้บ้าง แต่ผมสงสัยว่า สงครามชนชั้นเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายความกระตือรือร้นของกระฎุมพีจำนวนมาก ที่เข้าร่วมการชุมนุมกับ กปปส.ได้ ผมจึงอยากพูดถึงความแปลกแยกทางสังคมที่กระฎุมพีไทยรับและดำรงสืบมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย
ในทางวัฒนธรรม กระฎุมพีในสังคมใดๆ ก็มักจะลอกเลียนวัฒนธรรมของคนชั้นสูงในสังคมนั้น แต่กระฎุมพีไม่ใช่ชนชั้นเวลาว่างเหมือนคนชั้นสูง การลอกเลียนวัฒนธรรมจึงทำได้จำกัด ไม่ช้าก็เร็ว วัฒนธรรมที่เหมาะกับกระฎุมพีย่อมเกิดขึ้นจนได้ กลายเป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่มักจะฟูมฟาย (baroque) เพื่อแสดงกำลังทางเศรษฐกิจที่มีมากของตน ยิ่งในยุคสมัยที่ตลาดคือผู้อุปถัมภ์ศิลปะวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด กระฎุมพีซึ่งมีกำลังซื้อครอบตลาดอยู่แล้ว จึงเป็นผู้กำหนดศิลปะวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ
คนชั้นสูงเองเสียอีกที่ต้องหันมายึดถือศิลปะวัฒนธรรมและค่านิยมทางศีลธรรมของกระฎุมพี (เช่นเลิกมีเมียมากอย่างออกหน้า)
และนี่คือแฟชั่นบาโรกนานาชนิดที่เราได้เห็นตามสื่อ และสื่อสังคม (เมื่อผมเป็นเด็ก กระฎุมพีกรุงเทพฯ มักหัวเราะเยาะชาวบ้านนอกที่นิยมเอาสีธงชาติไปทาบนหลังคาเรือนสังกะสีของตน)
................
.
กบฏกระฎุมพี (1)
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392034210
. . วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 07:31:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 10 กุมภาพันธ์ 2557 )
มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากรู้ แต่คงไม่ได้รู้แน่ชัดตลอดชาติ นอกจากจะมีใครสักคนลงไปเก็บข้อมูลในที่ชุมนุมของ กปปส.อย่างต่อเนื่องยาวนานพอสมควร แล้วเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มา หรือวิเคราะห์ให้ได้คำอธิบายอะไรบางอย่าง
สิ่งที่ผมอยากรู้และเข้าใจก็คือ บทบาทและจินตนาการทางการเมืองของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน
จากข้อมูลที่พอหาได้ ทั้งในสื่อและสื่อสังคม ทำให้เข้าใจว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ กปปส. เมื่อตัดคนจำนวนมากที่มาจากภาคใต้ ตัดการ์ดซึ่งต้องจ้างเข้ามารักษาความปลอดภัยจำนวนมากแล้ว คนกลุ่มใหญ่ที่เหลืออยู่คือกระฎุมพี หรือที่ผมเคยเรียกว่าคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไป
เขาเหล่านี้ เข้าไปร่วมชุมนุมกับขบวนการที่มีเป้าหมายขัดแย้งกับระบบคุณค่าและหลักการของประชาธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ทำไม และดังที่กล่าวแล้วว่า ผมคงไม่สามารถตอบปัญหาเช่นนี้ได้เองตลอดชาติ ที่จะพูดต่อไปนี้จึงเป็นเพียงการสังเกตจากหลักกว้างๆ เท่านั้น สักวันหนึ่ง นักวิชาการที่ลงไปศึกษาวิจัยจริง ก็จะพบว่าขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เขาเก็บได้จากการวิจัย
ที่เรียกว่ากระฎุมพีในที่นี้ ผมหมายถึงคนชั้นกลางในตระกูลที่เติบโตทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับนโยบายพัฒนาของระบอบสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ การขยายการศึกษาเพื่อรับการลงทุนด้านธุรกิจอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทำให้พวกเขาได้รับการศึกษาสูงขึ้น เขยิบเข้าไปเป็นคนงานคอปกขาว แล้วก็เขยิบต่อไปถึงระดับบริหาร ตั้งแต่ชั้นสูงถึงชั้นกลางๆ ลูกหลานของเขาซึ่งบัดนี้ก็เป็นหนุ่มสาว ได้รับการศึกษาสูงกว่าคนทั่วไป และกำลังไต่เต้าอยู่ในบรรไดของหน้าที่การงานต่างๆ ซึ่งดูจะมีอนาคต (prospect) ดีกว่าพ่อแม่ของเขาเสียอีก
ฝรั่งคนหนึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับการถดถอยของประชาธิปไตยทั่วโลก และถูกอ้างในสื่อไทยบ่อยๆ กล่าวว่าประชาธิปไตยกำลังถูกคนชั้นกลางในหลายประเทศทั่วโลกปฏิเสธ ผมคิดว่าผู้เขียนสรุปอย่างหยาบเกินไป เพราะเรื่องนี้ต้องดู "คนชั้นกลาง" ในแต่ละสังคมให้ดี เพราะถึงถูกเรียกเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วแตกต่างกันมากทีเดียว
ในที่นี้ขอดูแต่คนชั้นกลางกลุ่มที่ผมเรียกว่ากระฎุมพีไทยเท่านั้น
ในยุโรปตะวันตก กระฎุมพีถือกำเนิดนอกระบบศักดินา เมื่อเริ่มขยายตัวก็พบว่าอำนาจของศักดินาที่ยังตกค้างอยู่ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มพูนโภคทรัพย์และอำนาจของตน จึงหันไปร่วมมือกับกษัตริย์ในการลิดรอนอำนาจศักดินาลง แต่ต่อมาก็เลือกจะเป็นปฏิปักษ์กับกษัตริย์อีก เพราะระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่ง ขัดขวางความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจและการเมืองของกระฎุมพีเช่นเดียวกัน
ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมของยุโรปตะวันตก คือคำตอบที่กระฎุมพีฝรั่งเลือกสนับสนุน เพราะที่จริงก็คือระบอบปกครองที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของกระฎุมพีที่สุด จะเรียกว่าเป็นระบอบปกครองของกระฎุมพี, เพื่อกระฎุมพี และโดยกระฎุมพีก็ได้
ตรงกันข้าม ในเมืองไทย กระฎุมพีถือกำเนิดภายใต้ระบบศักดินา ร่วมมือกับคนชั้นปกครองของศักดินาในการก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นผู้ครองสมบัติมากรองลงมาจากผู้นำในระบบศักดินา สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเกิดจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับ "เจ้าศักดินา" (ในเมืองไทยก็คือขุนนางและเจ้าประเทศราช) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระฎุมพีที่เป็นพ่อค้าวาณิชและเจ้าภาษีนายอากร ตรงกันข้ามกลับทำลายประโยชน์ของกระฎุมพีกลุ่มนี้เสียด้วย
แม้ว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามระวังมิให้กระฎุมพีมีอำนาจมากเกินไปตลอด แต่กระฎุมพีก็กระเสือกกระสนอยู่รอดมาได้ โดยการสวามิภักดิ์ต่อนายใหม่คือพระมหากษัตริย์ และอาศัยบารมีของมหาอำนาจตะวันตกในการประกอบการ บางส่วนขาดทุนย่อยยับลงในช่วงทศวรรษ 2430 จึงส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาแผนใหม่ และรีบกลืนตัวเองเข้าไปในระบบราชการแบบใหม่ของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม จนกลายเป็นขุนนางผู้มีการศึกษาแบบตะวันตกรุ่นแรกๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระฎุมพีใหม่ (ผู้ดีใหม่ในรุ่นนั้น) ซึ่งมีฐานความชอบธรรมจากการศึกษาแผนใหม่ที่รัฐจัดขึ้น มีอำนาจเพราะสังกัดระบบราชการของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม
คลุกเคล้าเป็นเครือข่ายที่แยกออกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้
ระบอบประชาธิปไตยถูกนำเข้ามาสู่สยามด้วยกระฎุมพีข้าราชการกลุ่มเล็กๆ แม้ได้รับความเห็นชอบอย่างกว้างขวางจากกระฎุมพีอื่น แต่เป็นเพราะกระฎุมพีข้าราชการถูกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขัดขวางความก้าวหน้าในระบบราชการต่างหาก ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์เสรีนิยม หรือความห่วงหาอาทรต่อประชาชนระดับล่างซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ทั้งสิ้น จึงยินดีที่ได้เห็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามสิ้นสลายไปเสียที
ส่วนใหญ่ของการปกครองในระบอบที่เรียกว่าประชาธิปไตยไทย ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของกองทัพ โดยเปิดเผยบ้าง โดยนัยยะในทางปฏิบัติบ้าง ตลอดมา ในช่วงเวลานี้ กระฎุมพีไทยได้มีส่วนในการผลักดันนโยบายสาธารณะหรือไม่ ก็มีเช่นกัน แต่เป็นการต่อรองอย่างไม่เท่าเทียมกันกับกองทัพ และระบบราชการ (ไม่เกี่ยวกับคนกลุ่มอื่นในสังคม) อำนาจตัดสินเด็ดขาดไม่ได้อยู่ที่กระฎุมพี แต่อยู่ที่กองทัพและอำนาจนอกระบบทั้งหลาย
ดังนั้นกระฎุมพีไทยจึงเติบโตและอยู่รอดได้ดีภายใต้เผด็จการทหาร ซ้ำมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้เผด็จการทหารที่ทำลายร่องรอยของสถาบันประชาธิปไตยจนหมดสิ้นอย่างเปิดเผย คือภายใต้ระบอบสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ กระฎุมพีขยายตัวอย่างมโหฬารทั้งด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และกำลังคนที่แปรผันตัวเองไปสู่ความเป็นชนชั้นกระฎุมพี สร้างวัฒนธรรมที่มีตลาดภายในรองรับ (บนจอทีวี, โรงหนัง, แผ่นเสียง และสิ่งพิมพ์ และนี่คือตระกูล "ผู้ดีใหม่" ของปัจจุบัน)
ในทุกวันนี้ หากให้กระฎุมพีไทยหวนรำลึกถึงยุคทองของตน หลายคนคงฝันถึงเผด็จการที่ตอบสนองผลประโยชน์ของตน (แม้ต้องแบ่ง "ค่าเช่า" ให้บ้าง) ในยุคเผด็จการทหารของระบอบสฤษฎิ์ เพราะหลังจากระบอบนี้ถูกทำลายลงในเหตุการณ์ 14 ตุลาแล้ว บ้านเมืองก็ไม่เคยราบเรียบแก่การทำกำไรอย่างนั้นอีก นอกจากภายใต้การกำกับของกองทัพเบื้องหลัง เช่นสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ
ผมคิดว่า น่าประหลาดมากกว่า หากจะหวังให้กระฎุมพีกลุ่มนี้เป็นหัวหอกในการผลักดันประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่พลเมืองทุกคน ภาระอันนั้นกลับไปตกอยู่กับคนชั้นกลางกลุ่มใหม่ (ซึ่งผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่ากระฎุมพี เพื่อแยกจากกันให้ชัด) เพราะคนกลุ่มใหม่เหล่านี้ เติบโตมาในการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยกว่า ได้รับอานิสงส์จากการกระจายทรัพยากรกลางไปสู่การพัฒนาชนบท (ซึ่งก็เปิดทางให้แก่การแย่งชิงทรัพยากรของกระฎุมพีจากในเมืองด้วย) อันเป็นฐานเสียงของนักการเมืองที่ต้องลงเลือกตั้ง
การเติบโตทางเศรษฐกิจของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่เหล่านี้ มิได้ราบเรียบนัก เพราะต้องเผชิญกับการผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายลักษณะ เผชิญกับโครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นธรรม และเผชิญกับการกระจายโอกาส (ทางการศึกษา, สาธารณสุข, สาธารณูปโภคพื้นฐาน) ที่ไม่เป็นธรรม (เกิน 50% - บางครั้งอาจถึง 70% ของงบประมาณแผ่นดินของทุกรัฐบาลใช้ในกรุงเทพฯ)
ประชาธิปไตย โดยเฉพาะมิติกำกับนโยบายสาธารณะผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นคำตอบแก่พวกเขา
นี่เป็นการวิเคราะห์โดยอาศัยหลักกว้างๆ จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่ก็อาจช่วยอธิบายถึงสงครามชนชั้น (หากนี่คือสงครามชนชั้นจริง)ที่เราเผชิญอยู่ได้บ้าง แต่ผมสงสัยว่า สงครามชนชั้นเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายความกระตือรือร้นของกระฎุมพีจำนวนมาก ที่เข้าร่วมการชุมนุมกับ กปปส.ได้ ผมจึงอยากพูดถึงความแปลกแยกทางสังคมที่กระฎุมพีไทยรับและดำรงสืบมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย
ในทางวัฒนธรรม กระฎุมพีในสังคมใดๆ ก็มักจะลอกเลียนวัฒนธรรมของคนชั้นสูงในสังคมนั้น แต่กระฎุมพีไม่ใช่ชนชั้นเวลาว่างเหมือนคนชั้นสูง การลอกเลียนวัฒนธรรมจึงทำได้จำกัด ไม่ช้าก็เร็ว วัฒนธรรมที่เหมาะกับกระฎุมพีย่อมเกิดขึ้นจนได้ กลายเป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่มักจะฟูมฟาย (baroque) เพื่อแสดงกำลังทางเศรษฐกิจที่มีมากของตน ยิ่งในยุคสมัยที่ตลาดคือผู้อุปถัมภ์ศิลปะวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด กระฎุมพีซึ่งมีกำลังซื้อครอบตลาดอยู่แล้ว จึงเป็นผู้กำหนดศิลปะวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ
คนชั้นสูงเองเสียอีกที่ต้องหันมายึดถือศิลปะวัฒนธรรมและค่านิยมทางศีลธรรมของกระฎุมพี (เช่นเลิกมีเมียมากอย่างออกหน้า)
และนี่คือแฟชั่นบาโรกนานาชนิดที่เราได้เห็นตามสื่อ และสื่อสังคม (เมื่อผมเป็นเด็ก กระฎุมพีกรุงเทพฯ มักหัวเราะเยาะชาวบ้านนอกที่นิยมเอาสีธงชาติไปทาบนหลังคาเรือนสังกะสีของตน)
................
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4-%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%99.jpg)
