.
ประวิตร โรจนพฤกษ์: จิปาถะข้อสังเกตวิกฤตการเมือง
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4569
. . ศ 24 มกราคม, 2014 - 08:28 | โดย pravit
วิกฤติการเมืองปัจจุบันอาจทำให้หลายคนหน้ามืดตามัวตกหล่มความเกลียดชัง
แต่สำหรับผม ผมถือว่ามันช่วยให้ผมได้คิดและเข้าใจสังคมไทยดีขึ้น
เหล่านี้คือข้อสังเกตโดยสังเขป
1) คนไทยควรเรียนรู้ที่จะสื่อสารพูดจากันโดยไม่ต้องพึ่งนกหวีด ตีนตบ ระเบิดมือหรือปืนอาก้า
2) แดงเคยต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างไรในปี 53 วันนี้พวกคุณก็ควรต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นกันแม้ใช้กับฝ่ายตรงข้าม >กฎหมายเผด็จการย่อมเป็นกฎหมายเผด็จการอยู่วันยังค่ำ
3) หาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้ปัญหาได้จริง ปัญหาคงจบสิ้นไปตั้งแต่ตอนอภิสิทธิ์ใช้แล้ว หรือถ้ายังไม่เข้าใจ ขอให้ดูสามจังหวัดภาคใต้เป็นตัวอย่างเสริม
4) ระหว่างเลือกตั้งกับเทือกตั้ง ผมคงไม่ต้องบอกนะว่าผมเลือกอะไร
5) เวที กปปส. มักมีการแสดงฉ่อยสลับกับการพูดถ่อยๆ แต่เวทีแดงก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน
6) ตอนปี 53 คนตายรวมทุกฝ่าย 99 ศพ คุณยังไม่เคยเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออก มาอาทิตย์ที่แล้วตายหนึ่งศพเพราะระเบิด คุณกลับบอกยิ่งลักษณ์หน้าด้านไม่ยอมลาออกเสียที
7) เวลาคุณดูถูกความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ไม่ว่าเพศหญิงหรือเกย์ตุ๊ด คุณกำลังประจานตนเอง
8) เวลาคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม คุณกำลังสูญเสียความเป็นคนของคุณเอง
9) บางทีความเกลียดชังอาจทำลายผู้ที่เกลียดมากกว่าผู้ที่ถูกเกลียดเสียอีก
10) Respect My Vote แปลว่า เห็นหัวกูหน่อย
11) สิ่งตรงข้าม Respect My Vote คือ Respect My Privileges (..เอกอภิสิทธิ์)
12) กรุงเทพฯ มิใช่ประเทศไทยทั้งหมดหากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศ
13) กรุงเทพมหานครหาใช่สุเทพมหานครไม่
14) คุณจะเอา ‘สภาประชาชน’ คุณเคยถามผมและคนอีกหลายล้านหรือยัง? ทำไมเราตัดสินเรื่องนี้ผ่านประชามติกันไม่ได้?
15) ผมจะไม่ยอมให้ กปปส. ละเมิดสิทธิทางการเมืองของผมและของคนอีกนับสิบล้าน
16) เวลาคุณเป่านกหวีดดังๆ ปี้ดๆ คุณมักไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงนกหวีดของคุณเอง
17) เสื้อแดงควรมีขันติต่อผู้ชุมนุม กปปส. เพราะตอนปี 53 พวกคุณก็ปิดถนนอยู่เป็นเดือน ทำผู้อื่นเดือดร้อนมิใช่น้อยเช่นเดียวกัน
18) ถ้าคุณคิดว่าเลือกตั้งแล้วทุกอย่างจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีสภาประชาชนแล้วจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีรัฐประหารแล้วทุกอย่างจบ ขอให้เลิกคิด
19) ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของทักษิณอาจเป็นตัวทักษิณเอง
20) เผื่อคุณยังไม่ทราบ: การขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์เกี่ยวพันกับความรู้สึกไม่มั่นคงอย่างยิ่งยวดในสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างปฏิเสธมิได้ เสื้อยืดประเภท ‘รักที่สุดคือในหลวง’ หรือ ‘ประชาชนของพระราชา’ จึงหาดูได้ไม่ยากในม็อบ กปปส. บรรดาคนรักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงรับไม่ได้ที่จะยอมให้ทักษิณยิ่งลักษณ์มีอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล
21) ความเกลียดชังมิสามารถรังสรรค์ประชาธิปไตยได้
22) ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย การฆ่ากันเพราะความเห็นต่างตะหากที่ไม่ปกติ
23) ผมยังรอคำขอโทษจากยิ่งลักษณ์เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษเหมาเข่งอยู่
24) เหตุผลที่ผมต้านสภาประชาชนคือเหตุผลเดียวกับที่ผมต้านการฆ่าตัดตอนของสงครามยาเสพติดยุคทักษิณ >มันไม่ชอบธรรมและละเมิดสิทธิผู้อื่น
25) ประชาธิปไตยมิอาจสร้างได้ด้วยวิธีอันเป็นเผด็จการ
26) ผมเข้าใจว่าทำไมวันนี้คุณมองว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมแล้ว แล้วพวกคุณเข้าใจไหมว่าทำไมคนอื่นถึงมองวิธีไล่รัฐบาลของพวกคุณว่าไม่ชอบธรรม?
27) ผมไม่มีปัญหากับการปฏิรูป แต่ผมมีปัญหากับการปฏิรูปแบบเผด็จการอันปราศจากความชอบธรรม
28) กรุงโรมมิได้สร้างภายในหนึ่งวันฉันใด ประชาธิปไตยก็มิอาจสร้างได้โดยการไล่คนที่คุณเกลียดออกจากอำนาจฉันนั้น
29) พวกคุณ shutdown กรุงเทพฯ ได้ แต่พวกคุณชนะใจผมไม่ได้
30) เห็นต่างไม่จำเป็นต้องฆ่ากัน
31) สังคมที่พยายามทำให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนกันเรื่องการเมือง คือสังคมที่ไม่ต้องการให้ประชาชนคิดเอง
32) ผมเคารพสิทธิไม่ไปเลือกตั้งของพวกคุณ แล้วพวกคุณเคารพสิทธิเลือกตั้งของผมไหม?
33) หากคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม ขอให้คุณตรวจเช็คความเป็นคนของคุณด่วน!
34) หากคุณเกลียดคนที่เห็นแตกต่างจากคุณทางการเมือง ผมเกรงว่าคุณอาจมิได้ชื่นชมประชาธิปไตยอย่างที่คุณหลงคิด
++
ประวิตร โรจนพฤกษ์: จดหมายถึงผู้ชุมนุมผู้มีอันจะกินชาวกรุงเทพฯ
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4492
. . พ 11 ธันวาคม, 2013 - 19:06 | โดย pravit
วันก่อนพวกคุณได้ร่วมการถกเถียงเรื่องที่ว่าม็อบวันจันทร์ที่ 9 ธันวา ที่ผ่านมามีคนมาร่วมชุมนุมถึงห้าล้านอย่างที่ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างหรือเพียงแค่แสนห้ากันแน่หรือไม่ -ผมอดนึกมิได้ว่าการถกเถียงอย่างดุเดือดเรื่องนี้ในโซเชียลมีเดียโยงกับความรู้สึกไม่มั่นคงเรื่องความชอบธรรมและข้อสงสัยที่ว่าพวกคุณเป็นคนส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่ในสังคมกันแน่
ท่านสุเทพทำผมตาค้างแทบตกเก้าอี้เมื่อผมได้ยินท่านผู้นำสูงสุดของพวกคุณประกาศตอนบ่ายแก่ๆวันจันทร์ว่าอีกไม่นานท่านจะขึ้นมาแถลงบนเวทีหน้าทำเนียบฯในนามของมวลมหาประชาชนไทยทุกคน เอ่อ…คือ… คือผมจำไม่ได้จริงๆว่าผมเคยยินยอมให้ท่านสุเทพหรือผู้นำของพวกคุณเอาหนึ่งเสียงของผมไปอ้างตั้งแต่เมื่อไหร่ และผมก็มั่นใจว่าลึกๆพวกคุณก็คงทราบดีว่าคนไทยอีกหลายสิบล้านก็มิเคยได้มอบอำนาจให้แก่ท่านสุเทพเช่นกัน
แต่ไม่ว่าจำนวนผู้ชุมนุมบนท้องถนนในวันนั้นจะมากถึงห้าล้านหรือแค่แสนห้า ความจริงก็คือว่าไม่มีผู้ใดจะสามารถอ้างว่าตนพูดในนามของประชาชนทั้งประเทศได้ ผมอยากย้ำเตือนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงชาวกรุงเทพฯผู้มีอันจะกินอย่างพวกคุณทุกคนที่ได้ออกไปใช้สิทธิทางการเมืองโดยการชุมนุมประท้วงมา ณ ที่นี้ด้วยว่าพวกคุณมิใช่คนส่วนใหญ่ของสังคม และเมืองไทยก็มิใช่สมบัติของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เท่านั้น กรุงเทพฯเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเทศเป็นของคนไทยทุกคนร่วมกัน
ผมทราบดีว่าพวกคุณคงรู้สึกอกหักช้ำใจ เพราะพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยนักการเมือง ‘ดีๆ’ ผู้ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศมาอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจาก Oxford Cambridge หรือ Ivy League กลับพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างซ้ำซาก แล้วพวกคุณก็ต้องทนกับนายกรัฐมนตรีที่พูดภาษาอังกฤษห่วยแตก แถมออกเสียงคำภาษาไทยบางคำก็ยังผิด แถมยังต้องมาทนกับพี่ชายแสนดีของเธอที่พยายามบริหารราชการแผ่นดินผ่านโทรศัพท์มือถือไม่รู้กี่เครื่องที่แกมี
ผมทราบดีว่าพวกคุณรู้สึกว่าทักษิณ ยิ่งลักษณ์นั้นชั่ว กร่าง โกง กิน ชอบใช้อำนาจในทางที่ผิด ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ -ในบางแง่ผมก็เห็นด้วย ก็ดูการผลักดันร่างนิรโทษกรรมเหมาเข่งตอนตีสี่ที่่ทักษิณได้ประโยชน์สิ มันหน้าด้านมาก แม้ญาติคนเสียชีวิตปี 53 อย่างแม่น้องเกดหรือคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่แคร์
ผมทราบดีเช่นกันว่าพวกคุณชินกับการชี้นิ้วสั่งลูกน้องสั่งคนขับรถ สั่งเด็กเสิร์ฟ ออเดอร์สาวอาบอบนวดและชนชั้นแรงงานให้ทำโน่นนี่ตามใจชอบ พวกคุณจึงรู้สึกรับไม่ได้ที่บรรดาผู้ที่มีการศึกษาต่ำและคนจนเหล่านั้นดันกลับมีบทบาทชี้ชะตาสังคมผ่านการเลือกตั้ง ผมเคยได้ยินบางคนในกลุ่มพวกคุณพูดแม้กระทั่งว่า เมืองไทยน่าจะมอบสิทธิเลือกตั้งเฉพาะคนที่จบปริญญาตรีหรือจ่ายภาษีรายได้ทางตรงเท่านั้น บรรดา ‘ควายแดง’ คนชนบทที่ด้อยการศึกษามิควรมีโอกาสกำหนดทิศทางการเมืองสังคมไทย เพราะคนพวกนี้โง่ จน และถูก ‘ไอ้เหลี่ยม’ หลอกซ้ำซากไม่รู้จักจบ แต่เวลาผมได้ยินเช่นนี้ ผมกลับอดนึกถึงระบอบเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้สมัยหลายสิบปีก่อนมิได้
นี่มิใช่หนทางรอดหรือทางออกของสังคมไทยสำหรับพวกเรา ผมใช้คำว่า ‘พวกเรา’ เพราะผมก็เป็นคนกรุงเทพฯ และกำพืดก็มิได้ต่างจากพวกคุณที่มักทา sunblock ก่อนออกไปตากแดดชุมนุมหรือชอบหลบไปนั่งร้านกาแฟเย็นๆ ติดแอร์มีลาเต้รสดีให้ดื่มเอาแรงระหว่างรอออกไปเดินขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์ต่อ ความจริงคือว่า สังคมไทยคงเดินต่อไปลำบากยิ่ง หากเรายังดันทุรังกดหัวคนส่วนใหญ่ในสังคมมิให้พวกเขามีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมเรา -มันเหมือนรถสิบล้อที่เคลื่อนที่โดยอาศัยล้อเพียงล้อเดียว
เราควรพยายามสื่อสารกับคนอื่นที่เห็นต่างจากเรามากกว่านี้ หันไปมองมนุษย์เป็นมนุษย์เช่นเดียวกันไม่ว่าการศึกษาในระบบเขาจะน้อยเพียงไร เราควรจะพยายามพูดจากันอย่างสันติด้วยเหตุผล แทนที่จะตะโกนด่าว่ากันด้วยคำหยาบสารพัดอย่างไร้สติและเกลียดชังจนไม่มีใครฟังใคร หรือเกลียดกันจนไม่รู้สึกอะไรเวลาผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้ามถูกทำร้ายจนเสียชีวิต
สังคมต้องการพื้นที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงโต้เถียงกันด้วยเหตุผลอย่างสันติและขันติ ระบอบประชาธิปไตยไทยยังเยาว์และเปราะบางบางนัก แต่ผมหวังว่าทั้งประชาธิปไตยและประชาชนทั้งสังคมจะมีโอกาสได้เดินหน้าเติบโตไปพร้อมกัน และนั่นหมายความว่าเราไม่สามารถปล่อยให้คนไม่กี่คนแอบอ้างเสียงคนทั้งชาติและกำหนดชะตาสังคมอย่างเผด็จการได้ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามลากรถถังออกมาอีก และกรุณาอย่าเข้าใจผิดคิดว่าม็อบคน ‘ห้าล้าน’ มีสิทธิตัดสินใจแทนคนทั้งแผ่นดิน
เราทุกคนคงจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองอย่างสันติและสร้างสรรค์ เคารพเสียงทุกเสียง ยอมรับเสียงส่วนใหญ่และเคารพรับฟังเสียงส่วนน้อย
ผมได้ยินเสียงพวกคุณชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป่านกหวีดบ่อยๆ จนแก้วหูพัง ทีนี้ช่วยกรุณาไปบอกท่านสุเทพด้วยว่า ท่านควรเลิกอ้างเสียงมวลมหาประชาชนคนทั้งประเทศได้แล้ว
ด้วยความจริงใจ
ประวิตร โรจนพฤกษ์
นสพ. The Nation
11 ธันวาคม 2556
ปล. ถอดความดัดแปลงจากจดหมายภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ The Nation วันที่ 11 ธันวาคม 2556 หน้า 11A ชื่อ A letter to the well-heeled protesters of Bangkok by Pravit Rojanaphruk
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชนชั้นกลาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชนชั้นกลาง แสดงบทความทั้งหมด
2557-01-24
2557-01-20
เมื่อนักปรัชญา; “การเลือกตั้ง = ทำให้ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
.
เมื่อนักปรัชญามองว่า “การเลือกตั้ง = ทำให้ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
โดย นักปรัชญาชายขอบ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51284
. . Mon, 2014-01-20 18:49
ผมแปลกใจมากที่ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งยืนยันว่า “ปรัชญาคือการคิดประเด็นปัญหาพื้นฐานสำคัญๆให้ตลอดสาย” แต่วันนี้ท่านโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Wannee Wannee ดังต่อไปนี้
ประชาธิปไตยในสายลม
อีกไม่กี่วัน หากรัฐบาลรักษาการณ์ยังสามารถยื้อการชุมนุมไปจนถึงวันเลือกตั้ง ผมก็คงไปที่คูหาเลือกตั้ง
ณ ที่แห่งนั้น ผมคงเก้ๆกังๆ ไม่รู้จะทำอะไร พรรคการเมืองเท่าที่ผมนึกออกเวลานี้ไม่มีสักพรรคเดียวที่ผมสามารถกัดฟันกาเครื่องหมายเลือกได้
นี่คือสิ่งที่ประชาธิปไตยมอบให้ผม
เขาเรียกมันว่าเสรีภาพ
ครับ.. เสรีภาพที่จะต้องออกจากบ้านมาทั้งที่เหนื่อยหน่ายเพื่อมากาเครื่องหมายบอกว่า ไม่ประสงค์เลือกใคร แล้วกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกเหมือนตนเป็นซอมบี้ ที่ถึงเวลาสี่ปีเขาก็เคาะระฆังนามว่าประชาธิปไตย ปลุกผมจากหลุม เดินกระโผลกกระเผลกมายังวิหารศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำเครื่องหมายลงบนแผ่นกระดาษที่เขาเตรียมไว้ให้ เพื่อแลกกับของกินที่เขาเตรียมไว้ให้ มีรายชื่อของกินที่เรียกว่าปาร์ตี้ลิสต์และที่เป็นคนตัวเป็นๆ เขาบอกผมโชคดีนะ เลือกได้ตั้งสองรายการเลย
ผมยินดีเป็นซอมบี้ที่ถูกปลุก ขอเพียงมีของที่ไม่เน่าเสียให้ผมกินบ้างที่นั่น
แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เขาให้อะไรมาก็ต้องกิน หรือไม่ก็กลับบ้านไปทั้งที่หิว
โอ.. นี่แหละเสรีภาพ.. เสรีภาพ..
สมภาร พรมทา
๒๐ มกราคม ๒๕๕๗
ที่มา: Wannee Wannee
หากนี่เป็น “ความรู้สึกส่วนตัว” ผมก็เคารพครับ แต่ความจริงอาจารย์สมภารกำลังพูดถึง “ประเด็นสาธารณะ” คือปัญหาการเลือกตั้ง และพูดว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งทำให้อาจารย์มีสภาพเหมือน “ซอมบี้” ที่ถูกบังคับ ไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ
ฉะนั้น นี่จึงไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวแบบ “คิดถึงแฟน” แต่เป็นการสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อส่วนรวมโดยมองว่าประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่เป็นอยู่ทำให้อาจารย์ในฐานะ “ปัจเจกบุคคล” ในฐานะ "ประชาชน" กลายเป็นซอมบี้ที่ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง ซึ่งความหมายสำคัญก็คือ “การเลือกตั้งและประชาธิปไตยตามที่เป็นอยู่ทำให้ประชาชนกลายเป็นซอมบี้ ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
แต่ความหมายดังกล่าวนี้จะจริงก็ต่อเมื่อ
1) ประชาชนทุกคนคิดแบบอาจารย์สมภาร
2) ต่อให้ประชาชนคิดแบบอาจารย์สมภารก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 กุมภานี้ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ไม่สมควรเลือก
และ 3) ระบบการเลือกตั้งในตัวมันเองไม่ใช่ระบบที่ให้เสรีภาพในการต่อรอง
ซึ่งสมมติฐาน 3 ข้อนี้ไม่จริงแน่ๆ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะคิดแบบอาจารย์สมภารทั้งหมด ไม่เป็นความจริงว่านักการเมือง และพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งจะไม่มีใครเลยที่มีคุณสมบัติควรถูกเลือก และสมมติฐานตามข้อ 3 ก็ไม่จริง
ต่อให้เราไม่ชอบใครเลย เราก็ยังมีสิทธิ์เลือกกาโหวตโน มันไม่ใช่ว่า “ผมก็ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เขาให้อะไรมาก็ต้องกิน หรือไม่ก็กลับบ้านไปทั้งที่หิว” อย่างที่อาจารย์สมภารพูด และอันที่จริงการที่อาจารย์สมภารไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน หรือกาโหวตโน นั่นคืออาจารย์ “กำลังใช้สิทธิ์ต่อรอง” กับทุกคนที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งในที่สุดแล้วฝ่ายที่ชนะการต่อรองผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งก็คือเสียงข้างมาก
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เสียงข้างน้อยหมดอำนาจในการต่อรองหลังจากลงคะแนนไปแล้ว ทุกคนยังมีสิทธิ์ต่อรองผ่านช่องทางการตรวจสอบต่างๆ ที่กฎหมายเปิดให้
มันจึงไม่ใช่อย่างที่อาจารย์สมภารเขียนว่า “...ถึงเวลาสี่ปีเขาก็เคาะระฆังนามว่าประชาธิปไตย ปลุกผมจากหลุม เดินกระโผลกกระเผลกมายังวิหารศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำเครื่องหมายลงบนแผ่นกระดาษที่เขาเตรียมไว้ให้...” ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ประชาชนใช้สิทธิ์ต่อรองตรวจสอบ แม้กระทั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูประบบที่เป็นอยู่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
คำรำพึงรำพันที่ว่า “โอ.. นี่แหละเสรีภาพ.. เสรีภาพ..” ที่ออกมาจากความรู้สึกว่า “...ไม่มีสักพรรคเดียวที่ผมสามารถกัดฟันกาเครื่องหมายเลือกได้…” เพื่อที่จะสรุปว่า “นี่คือสิ่งที่ประชาธิปไตยมอบให้ผม” ฟังแล้วก็เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนที่คิดเพียงแค่นั้น (คิดว่าประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ให้ได้แค่นี้)
แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนมากในประเทศนี้ที่เขาเชื่อว่าการเลือกตั้ง 2 กุมภามีความหมายเป็นการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ระหว่างฝ่ายที่ยืนยันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสันติตามวิถีทางประชาธิปไตย กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงด้วยวิถีทางนอกระบบอันเป็นเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงนองเลือด
และแน่นอนว่า ย่อมมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เขาเชื่อว่ามีพรรคการเมืองและนักการเมืองที่เขาอยากเลือก การเลือกตั้งของพวกเขาจึงมีความหมาย เสรีภาพของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่มีค่า
ที่สำคัญการเลือกตั้งและเสรีภาพเป็นของทุกคน ต่อให้เราไม่เห็นด้วยเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปลดทอนคุณค่าของมันลงอย่างเกินความเป็นจริง จนกลายเป็นว่า “การเลือกตั้ง= ทำให้ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” ซึ่งผิดจากหลักการ เหตุผล และข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง!
.
เมื่อนักปรัชญามองว่า “การเลือกตั้ง = ทำให้ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
โดย นักปรัชญาชายขอบ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51284
. . Mon, 2014-01-20 18:49
ผมแปลกใจมากที่ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งยืนยันว่า “ปรัชญาคือการคิดประเด็นปัญหาพื้นฐานสำคัญๆให้ตลอดสาย” แต่วันนี้ท่านโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Wannee Wannee ดังต่อไปนี้
ประชาธิปไตยในสายลม
อีกไม่กี่วัน หากรัฐบาลรักษาการณ์ยังสามารถยื้อการชุมนุมไปจนถึงวันเลือกตั้ง ผมก็คงไปที่คูหาเลือกตั้ง
ณ ที่แห่งนั้น ผมคงเก้ๆกังๆ ไม่รู้จะทำอะไร พรรคการเมืองเท่าที่ผมนึกออกเวลานี้ไม่มีสักพรรคเดียวที่ผมสามารถกัดฟันกาเครื่องหมายเลือกได้
นี่คือสิ่งที่ประชาธิปไตยมอบให้ผม
เขาเรียกมันว่าเสรีภาพ
ครับ.. เสรีภาพที่จะต้องออกจากบ้านมาทั้งที่เหนื่อยหน่ายเพื่อมากาเครื่องหมายบอกว่า ไม่ประสงค์เลือกใคร แล้วกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกเหมือนตนเป็นซอมบี้ ที่ถึงเวลาสี่ปีเขาก็เคาะระฆังนามว่าประชาธิปไตย ปลุกผมจากหลุม เดินกระโผลกกระเผลกมายังวิหารศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำเครื่องหมายลงบนแผ่นกระดาษที่เขาเตรียมไว้ให้ เพื่อแลกกับของกินที่เขาเตรียมไว้ให้ มีรายชื่อของกินที่เรียกว่าปาร์ตี้ลิสต์และที่เป็นคนตัวเป็นๆ เขาบอกผมโชคดีนะ เลือกได้ตั้งสองรายการเลย
ผมยินดีเป็นซอมบี้ที่ถูกปลุก ขอเพียงมีของที่ไม่เน่าเสียให้ผมกินบ้างที่นั่น
แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เขาให้อะไรมาก็ต้องกิน หรือไม่ก็กลับบ้านไปทั้งที่หิว
โอ.. นี่แหละเสรีภาพ.. เสรีภาพ..
สมภาร พรมทา
๒๐ มกราคม ๒๕๕๗
ที่มา: Wannee Wannee
หากนี่เป็น “ความรู้สึกส่วนตัว” ผมก็เคารพครับ แต่ความจริงอาจารย์สมภารกำลังพูดถึง “ประเด็นสาธารณะ” คือปัญหาการเลือกตั้ง และพูดว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งทำให้อาจารย์มีสภาพเหมือน “ซอมบี้” ที่ถูกบังคับ ไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ
ฉะนั้น นี่จึงไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวแบบ “คิดถึงแฟน” แต่เป็นการสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อส่วนรวมโดยมองว่าประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่เป็นอยู่ทำให้อาจารย์ในฐานะ “ปัจเจกบุคคล” ในฐานะ "ประชาชน" กลายเป็นซอมบี้ที่ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง ซึ่งความหมายสำคัญก็คือ “การเลือกตั้งและประชาธิปไตยตามที่เป็นอยู่ทำให้ประชาชนกลายเป็นซอมบี้ ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
แต่ความหมายดังกล่าวนี้จะจริงก็ต่อเมื่อ
1) ประชาชนทุกคนคิดแบบอาจารย์สมภาร
2) ต่อให้ประชาชนคิดแบบอาจารย์สมภารก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 กุมภานี้ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ไม่สมควรเลือก
และ 3) ระบบการเลือกตั้งในตัวมันเองไม่ใช่ระบบที่ให้เสรีภาพในการต่อรอง
ซึ่งสมมติฐาน 3 ข้อนี้ไม่จริงแน่ๆ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะคิดแบบอาจารย์สมภารทั้งหมด ไม่เป็นความจริงว่านักการเมือง และพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งจะไม่มีใครเลยที่มีคุณสมบัติควรถูกเลือก และสมมติฐานตามข้อ 3 ก็ไม่จริง
ต่อให้เราไม่ชอบใครเลย เราก็ยังมีสิทธิ์เลือกกาโหวตโน มันไม่ใช่ว่า “ผมก็ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เขาให้อะไรมาก็ต้องกิน หรือไม่ก็กลับบ้านไปทั้งที่หิว” อย่างที่อาจารย์สมภารพูด และอันที่จริงการที่อาจารย์สมภารไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน หรือกาโหวตโน นั่นคืออาจารย์ “กำลังใช้สิทธิ์ต่อรอง” กับทุกคนที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งในที่สุดแล้วฝ่ายที่ชนะการต่อรองผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งก็คือเสียงข้างมาก
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เสียงข้างน้อยหมดอำนาจในการต่อรองหลังจากลงคะแนนไปแล้ว ทุกคนยังมีสิทธิ์ต่อรองผ่านช่องทางการตรวจสอบต่างๆ ที่กฎหมายเปิดให้
มันจึงไม่ใช่อย่างที่อาจารย์สมภารเขียนว่า “...ถึงเวลาสี่ปีเขาก็เคาะระฆังนามว่าประชาธิปไตย ปลุกผมจากหลุม เดินกระโผลกกระเผลกมายังวิหารศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำเครื่องหมายลงบนแผ่นกระดาษที่เขาเตรียมไว้ให้...” ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ประชาชนใช้สิทธิ์ต่อรองตรวจสอบ แม้กระทั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูประบบที่เป็นอยู่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
คำรำพึงรำพันที่ว่า “โอ.. นี่แหละเสรีภาพ.. เสรีภาพ..” ที่ออกมาจากความรู้สึกว่า “...ไม่มีสักพรรคเดียวที่ผมสามารถกัดฟันกาเครื่องหมายเลือกได้…” เพื่อที่จะสรุปว่า “นี่คือสิ่งที่ประชาธิปไตยมอบให้ผม” ฟังแล้วก็เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนที่คิดเพียงแค่นั้น (คิดว่าประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ให้ได้แค่นี้)
แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนมากในประเทศนี้ที่เขาเชื่อว่าการเลือกตั้ง 2 กุมภามีความหมายเป็นการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ระหว่างฝ่ายที่ยืนยันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสันติตามวิถีทางประชาธิปไตย กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงด้วยวิถีทางนอกระบบอันเป็นเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงนองเลือด
และแน่นอนว่า ย่อมมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เขาเชื่อว่ามีพรรคการเมืองและนักการเมืองที่เขาอยากเลือก การเลือกตั้งของพวกเขาจึงมีความหมาย เสรีภาพของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่มีค่า
ที่สำคัญการเลือกตั้งและเสรีภาพเป็นของทุกคน ต่อให้เราไม่เห็นด้วยเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปลดทอนคุณค่าของมันลงอย่างเกินความเป็นจริง จนกลายเป็นว่า “การเลือกตั้ง= ทำให้ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” ซึ่งผิดจากหลักการ เหตุผล และข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง!
.
2557-01-18
ข้อยกเว้นมีหรือไม่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ข้อยกเว้นมีหรือไม่
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51234
. . Sat, 2014-01-18 08:22
( เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 มกราคม 2557 หน้า 30
ที่มา: www.sujitwongthes.com )
ถึงที่สุดของบทความนี้ ผมคงต้องตั้งคำถามเชยๆ อันหนึ่งแก่นักสันติวิธี นั่นคือคำถามที่ถามกันมานานแล้วว่า สันติวิธีนั้นใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันเป็นธรรมได้จริงหรือ
นักสันติวิธีตอบคำถามนี้ไปนานแล้ว ด้วยการยกกรณีของความสำเร็จซึ่งเกิดในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ผมก็ไม่ได้ตามไปศึกษากรณีต่างๆ เหล่านั้น แต่ก็ยอมรับข้อถกเถียงของนักสันติวิธีอย่างง่ายๆ หรือมักง่าย
อย่างไรก็ตาม มีกรณีหนึ่งที่ผมพอจะรู้อะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือกรณีของคานธีและอินเดีย จริงอยู่หรอกครับที่คานธีและสันติวิธีมีความสำคัญที่สุดที่ทำให้อังกฤษหลังสงคราม เห็นว่าไม่คุ้มในทุกทาง (เศรษฐกิจ, การเมืองระหว่างประเทศ, การทหาร ฯลฯ) ที่จะรักษาอินเดียไว้เป็นอาณานิคมต่อไป จึงยอมให้เอกราชแก่อินเดีย แต่คานธีไม่ได้ดำเนินการสันติวิธีในสุญญากาศ หากดำเนินการอยู่ในความวุ่นวายปั่นป่วนและความรุนแรงหลายประเภทของสังคมอินเดีย (อังกฤษใช้คำว่า agitation ซึ่งกระทำโดยสันติวิธีก็ได้ โดยใช้ความรุนแรงก็ได้)
ทุกครั้งที่มีการประท้วงซึ่งนำโดยคานธี หรือกระทำในนามของคานธี แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ประท้วงใช้สันติวิธี แต่อังกฤษใช้ตำรวจชาวอินเดียตอบโต้ด้วยความรุนแรง บาดเจ็บกันจำนวนมาก กลายเป็นภาพความทารุณโหดร้ายปรากฏในสื่อทั่วโลก และในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ร่วมประท้วงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทนไม่ไหวกับการปราบปราม ลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงต่อสู้กับตำรวจบ้าง ยิ่งทำให้ตำรวจระแวงและยิ่งใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นมากขึ้น
ไม่มีหรอกครับ กระบวนการสันติวิธีที่ใช้กับคนจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน จะสามารถรักษาแนวทางสันติวิธีได้ทั่วถึงและตลอดไป
นอกจากนี้ แนวทางสันติวิธีของคานธี ก็เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางอีกหลายชนิดที่นักชาตินิยมอินเดียใช้ในการขับไล่อังกฤษ วิธีที่ไม่ใช่อหิงสาก็มีอีกหลายแนว รวมทั้งการตั้งใจใช้ความรุนแรงโดยตรง ผู้นำที่รู้จักชื่อกันดีซึ่งเลือกใช้วิธีนี้ก็เช่น สุภาส จันทรโบส ซึ่งไปร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อใช้กำลังทหารขับไล่อังกฤษ ที่จริงยังมีผู้นำชาวเบงกอลีอีกหลายคน ทั้งก่อนและหลังสุภาสที่เลือกใช้ความรุนแรง
อังกฤษต้องเลือกระหว่างแนวสันติวิธีของคานธีกับแนวความรุนแรงของผู้นำคนอื่น การตัดสินใจในที่สุดที่จะจำนนต่อแนวของคานธี ทำให้เมื่ออินเดียเป็นเอกราชแล้ว อินเดียก็ยังสมัครใจอยู่ในเครือจักรภพ ตัดสินใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอีกพักใหญ่ ตัดสินใจที่จะไม่ผนวกธุรกิจของอังกฤษทั้งหมดในอินเดียให้เป็นของชาติ ฯลฯ
ผมจึงคิดว่า เราไม่อาจมองความสำเร็จของคานธี โดยลืมปูมหลังความรุนแรงนานาชนิดที่เกิดในอินเดียไม่ได้
ความสำเร็จของคานธีคือสันติวิธี แต่ความสำเร็จของอินเดียที่กู้เอกราชได้ ไม่ใช่สันติวิธีล้วนๆ แน่
และกระแสความรุนแรงเหล่านั้นก็มาปรากฏอย่างชัดเจนแพร่หลายไปทั่วหลังจากได้เอกราช แม้แต่คานธีเองก็คานไม่อยู่
อีกทั้งต้องจบชีวิตลงเพราะความรุนแรงนั้น
ในกรณีเหตุการณ์ซึ่งเกิดในประเทศไทยเวลานี้ ผมมีปัญหามากกับการเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีจัดการ หรือเรียกร้องให้ไม่ใช้ความรุนแรง
เริ่มต้นจาก เรียกร้องใคร ทุกกลุ่มที่เรียกร้องก็อ้างว่าเรียกร้องทั้งสองฝ่าย คือทั้งผู้ประท้วงและรัฐบาล แต่การเป่านกหวีดใส่ฝ่ายตรงข้าม, การยึดสถานที่ราชการจนข้าราชการไม่อาจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้, การไม่อำนวยความสะดวกแก่การจราจร โดยเฉพาะกรณีเด็กไปโรงเรียน หรือคนป่วยจะเข้าโรงพยาบาล, การปิดหน่วยรับสมัครเลือกตั้ง, การลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกำลังอาวุธ, การกล่าวร้ายผู้อื่นโดยปราศจากความจริง, การปิดกรุงเทพฯ, การตั้งข้อเรียกร้องที่ไม่อนุญาตให้ต่อรอง, ความพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพออกมายึดอำนาจ, การละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรุนแรงหรอกหรือ
หากใช่ สิ่งแรกที่องค์กรต่างๆ ควรเรียกร้อง คือให้กลุ่มประท้วงหยุดใช้ความรุนแรงลงทันทีไม่ใช่หรือ แน่นอนก็ควรเตือนฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า อย่าใช้ความรุนแรงจัดการกับการประท้วง แต่อย่างไรเสียก็ต้องทำให้ฝ่ายที่กำลังใช้ความรุนแรงอยู่ ยุติการกระทำนั้นเสียก่อน
และที่ผ่านมาจนถึงนาทีนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลใช้สันติวิธีในการจัดการกับการประท้วงมาโดยตลอด แต่ผลของสันติวิธีตามนโยบายของรัฐบาลก็คือ รัฐไทยกำลังล้มเหลวลงเป็นครั้งแรก น่าประหลาดที่คนซึ่งได้ประโยชน์จากรัฐไทยมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ, ปัญญาหมอทั้งหลาย, ผู้บริหารมหาวิทยาลัย, นักธุรกิจระดับสูง, และคนชั้นกลางในเขตเมือง กลับไม่วิตกกังวลกับความเป็นรัฐล้มเหลวแต่อย่างไร
(ผมก็อยากเตือนนอกเรื่องไว้ด้วยว่า ความเป็นรัฐล้มเหลวนั้นไม่อาจกู้คืนได้ง่ายๆ เพียงเพราะทหารยึดอำนาจนะครับ กระบวนการกู้คืนรัฐที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น ใช้เวลาเป็นสิบปีทั้งนั้น ในหลายกรณีกู้คืนเองก็ไม่ได้ ต้องอาศัยแรงกดดันและการจัดการจากนานาชาติเช่นสหประชาชาติ ทั้งในกระบวนการล้มเหลวและกู้คืน ยังต้องเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็นอีกมาก กรณีกัมพูชาเสียไปถึงเกือบ 2 ล้านชีวิต)
แม้กระนั้น หากถามว่า รัฐจะแก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ไหม ตามทฤษฎีก็ต้องตอบว่าได้ เช่น ปล่อยให้ยึดที่ทำการของกระทรวงไป แต่รักษาการทำงานของรัฐให้ดำเนินสืบไปได้ เช่น กระทรวงการคลังถูกยึด แต่จ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ จ่ายหนี้ของรัฐได้ ฯลฯ เป็นต้น ถึงจะขัดขวางมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็เปลี่ยนวิธีรับสมัครโดยวิธีออนไลน์ สถานีตำรวจบางแห่งถูกยึด ก็ประกาศรับแจ้งความในท้องที่นั้นได้ทุกสถานี ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็คอยปลอบใจประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิทั้งหลาย ให้อดกลั้นเพื่อรักษาเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน
แต่ในทางปฏิบัติ รัฐไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอำนาจนอกระบบหลากหลายชนิดซึ่งคอยกำกับควบคุมรัฐอยู่อย่างอิสระ เรื่องนี้ก็รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น กองทัพ, ตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด, องค์กรอิสระ ฯลฯ รัฐไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่ยอมร่วมมือด้วย (เพราะเหตุใดก็แล้วแต่) การสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากรัฐไม่ปกป้องความปลอดภัยของผู้สมัครด้วยการป้องกันมิให้ฝูงชนบุกเข้าไปทำลายกระบวนการรับสมัคร
และจะป้องกันได้อย่างไร หากไม่ให้ใช้ความรุนแรงเลย (แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง) ผมคิดว่าการเรียกร้องมิให้ฝ่ายใดใช้ความรุนแรงโดยไม่ปรามฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเลยเช่นนี้ ก็เท่ากับห้ามมิให้รัฐใช้ความรุนแรงเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ปล่อยให้ฝ่ายประท้วงใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ได้
การเรียกร้องเช่นนี้ก็ไม่ผิดนะครับ เพราะรัฐมีศักยภาพจะใช้ความรุนแรงได้ฉกาจฉกรรจ์กว่าฝ่ายประท้วงหลายสิบเท่า จึงต้องปรามรัฐไว้ก่อน
แต่ขอโทษเถิดครับ หากคิดอย่างนี้ก็พูดมาตรงๆ สิครับ อย่าทำเนียนเหมือนว่าเป็นกลาง ลูบหน้าแล้วไม่ปะจมูก
กลับมาสู่ปัญหาสันติวิธี เหมือนกับ “วิธี” อื่นๆ ในโลกบ้างไหมครับ คือใช้ได้เฉพาะในบางเงื่อนไข แต่ใช้ไม่ได้ในบางเงื่อนไข (ผมยังไม่พูดถึงว่า ไม่ควรใช้ในบางเงื่อนไข) วิธีรุนแรงก็เหมือนกัน ใช้ได้เฉพาะบางเงื่อนไข เหมือนกัน เช่น หากมีกรณีพิพาทกับจีนหรือสหรัฐ อย่าได้คิดแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงเป็นอันขาด
แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่า ปัญหาจำนวนมากในโลกนี้อาจแก้ได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ซ้ำจะได้ผลดีกว่าเสียด้วย แต่มนุษย์เราเคยชินกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหามานาน หรือบางกลุ่มบางเหล่าสืบทอดวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหามานาน (เช่น คนไทยซึ่งมีประเพณีประหารชีวิตด้วยวิธีโหดร้ายหลายอย่างมาแต่โบราณ) จึงมักถนัดจะหันเข้าหาความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาอยู่เสมอ แม้กระนั้นผมยังสงสัยว่า ไม่มีกรณีใดบ้างเลยหรือ ที่หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงไม่ได้เลย เช่น กรณีที่รัฐไทยกำลังเผชิญอยู่เวลานี้เป็นต้น
หากนักสันติวิธียอมรับว่า อาจมีบ้างเหมือนกัน (แต่ไม่ใช่กรณีของรัฐไทยในเวลานี้) สิ่งที่น่าจะคิดควบคู่กันไปกับสันติวิธีก็คือ เราจะจำกัดความรุนแรงได้อย่างไร เช่น การควบคุมฝูงชนที่ถูกปลุกระดมจนบ้าคลั่ง โดยไม่ใช้กระสุนจริง ทำอย่างไรได้บ้าง ทำแต่ละอย่างแล้วมักให้ผลอย่างไร เป็นต้น
ลองคิดถึงกลไกสันติภาพที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสิครับ มีมากมายเหลือคณานับ ตั้งแต่สมัยที่มี Holy Alliance สืบมาจนองค์กรโลกในปัจจุบันหลายชนิด แม้แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งถึงขั้นใช้อาวุธ ก็ยังพยายามสร้างกฎกติกาที่จะกำกับความรุนแรงในการสงครามอีกหลายอย่าง เปรียบเทียบกับความขัดแย้งภายใน กลไกในการควบคุมการใช้ความรุนแรงมีน้อยและไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไรนัก
มันมีเหตุผลหรือไม่ครับ ที่ผู้รังเกียจการใช้ความรุนแรง จะต้องคิดถึงกลไกและกลวิธีกำกับควบคุมการใช้ความรุนแรงไปพร้อมกัน (คือไม่ปฏิเสธเด็ดขาดว่า วิธีรุนแรงใช้ไม่ได้เลยในทุกกรณี)
หากสังคมไทยต้องตกอยู่ในสภาพจลาจลจนถึงสงครามกลางเมือง นอกจากผมจะโทษศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., กกต., กสม., ทปอ., สื่อ ฯลฯ แล้ว ผมคงอดโทษนักสันติวิธีไม่ได้ด้วย
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ข้อยกเว้นมีหรือไม่
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51234
. . Sat, 2014-01-18 08:22
( เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 มกราคม 2557 หน้า 30
ที่มา: www.sujitwongthes.com )
ถึงที่สุดของบทความนี้ ผมคงต้องตั้งคำถามเชยๆ อันหนึ่งแก่นักสันติวิธี นั่นคือคำถามที่ถามกันมานานแล้วว่า สันติวิธีนั้นใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันเป็นธรรมได้จริงหรือ
นักสันติวิธีตอบคำถามนี้ไปนานแล้ว ด้วยการยกกรณีของความสำเร็จซึ่งเกิดในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ผมก็ไม่ได้ตามไปศึกษากรณีต่างๆ เหล่านั้น แต่ก็ยอมรับข้อถกเถียงของนักสันติวิธีอย่างง่ายๆ หรือมักง่าย
อย่างไรก็ตาม มีกรณีหนึ่งที่ผมพอจะรู้อะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือกรณีของคานธีและอินเดีย จริงอยู่หรอกครับที่คานธีและสันติวิธีมีความสำคัญที่สุดที่ทำให้อังกฤษหลังสงคราม เห็นว่าไม่คุ้มในทุกทาง (เศรษฐกิจ, การเมืองระหว่างประเทศ, การทหาร ฯลฯ) ที่จะรักษาอินเดียไว้เป็นอาณานิคมต่อไป จึงยอมให้เอกราชแก่อินเดีย แต่คานธีไม่ได้ดำเนินการสันติวิธีในสุญญากาศ หากดำเนินการอยู่ในความวุ่นวายปั่นป่วนและความรุนแรงหลายประเภทของสังคมอินเดีย (อังกฤษใช้คำว่า agitation ซึ่งกระทำโดยสันติวิธีก็ได้ โดยใช้ความรุนแรงก็ได้)
ทุกครั้งที่มีการประท้วงซึ่งนำโดยคานธี หรือกระทำในนามของคานธี แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ประท้วงใช้สันติวิธี แต่อังกฤษใช้ตำรวจชาวอินเดียตอบโต้ด้วยความรุนแรง บาดเจ็บกันจำนวนมาก กลายเป็นภาพความทารุณโหดร้ายปรากฏในสื่อทั่วโลก และในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ร่วมประท้วงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทนไม่ไหวกับการปราบปราม ลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงต่อสู้กับตำรวจบ้าง ยิ่งทำให้ตำรวจระแวงและยิ่งใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นมากขึ้น
ไม่มีหรอกครับ กระบวนการสันติวิธีที่ใช้กับคนจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน จะสามารถรักษาแนวทางสันติวิธีได้ทั่วถึงและตลอดไป
นอกจากนี้ แนวทางสันติวิธีของคานธี ก็เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางอีกหลายชนิดที่นักชาตินิยมอินเดียใช้ในการขับไล่อังกฤษ วิธีที่ไม่ใช่อหิงสาก็มีอีกหลายแนว รวมทั้งการตั้งใจใช้ความรุนแรงโดยตรง ผู้นำที่รู้จักชื่อกันดีซึ่งเลือกใช้วิธีนี้ก็เช่น สุภาส จันทรโบส ซึ่งไปร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อใช้กำลังทหารขับไล่อังกฤษ ที่จริงยังมีผู้นำชาวเบงกอลีอีกหลายคน ทั้งก่อนและหลังสุภาสที่เลือกใช้ความรุนแรง
อังกฤษต้องเลือกระหว่างแนวสันติวิธีของคานธีกับแนวความรุนแรงของผู้นำคนอื่น การตัดสินใจในที่สุดที่จะจำนนต่อแนวของคานธี ทำให้เมื่ออินเดียเป็นเอกราชแล้ว อินเดียก็ยังสมัครใจอยู่ในเครือจักรภพ ตัดสินใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอีกพักใหญ่ ตัดสินใจที่จะไม่ผนวกธุรกิจของอังกฤษทั้งหมดในอินเดียให้เป็นของชาติ ฯลฯ
ผมจึงคิดว่า เราไม่อาจมองความสำเร็จของคานธี โดยลืมปูมหลังความรุนแรงนานาชนิดที่เกิดในอินเดียไม่ได้
ความสำเร็จของคานธีคือสันติวิธี แต่ความสำเร็จของอินเดียที่กู้เอกราชได้ ไม่ใช่สันติวิธีล้วนๆ แน่
และกระแสความรุนแรงเหล่านั้นก็มาปรากฏอย่างชัดเจนแพร่หลายไปทั่วหลังจากได้เอกราช แม้แต่คานธีเองก็คานไม่อยู่
อีกทั้งต้องจบชีวิตลงเพราะความรุนแรงนั้น
ในกรณีเหตุการณ์ซึ่งเกิดในประเทศไทยเวลานี้ ผมมีปัญหามากกับการเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีจัดการ หรือเรียกร้องให้ไม่ใช้ความรุนแรง
เริ่มต้นจาก เรียกร้องใคร ทุกกลุ่มที่เรียกร้องก็อ้างว่าเรียกร้องทั้งสองฝ่าย คือทั้งผู้ประท้วงและรัฐบาล แต่การเป่านกหวีดใส่ฝ่ายตรงข้าม, การยึดสถานที่ราชการจนข้าราชการไม่อาจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้, การไม่อำนวยความสะดวกแก่การจราจร โดยเฉพาะกรณีเด็กไปโรงเรียน หรือคนป่วยจะเข้าโรงพยาบาล, การปิดหน่วยรับสมัครเลือกตั้ง, การลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกำลังอาวุธ, การกล่าวร้ายผู้อื่นโดยปราศจากความจริง, การปิดกรุงเทพฯ, การตั้งข้อเรียกร้องที่ไม่อนุญาตให้ต่อรอง, ความพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพออกมายึดอำนาจ, การละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรุนแรงหรอกหรือ
หากใช่ สิ่งแรกที่องค์กรต่างๆ ควรเรียกร้อง คือให้กลุ่มประท้วงหยุดใช้ความรุนแรงลงทันทีไม่ใช่หรือ แน่นอนก็ควรเตือนฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า อย่าใช้ความรุนแรงจัดการกับการประท้วง แต่อย่างไรเสียก็ต้องทำให้ฝ่ายที่กำลังใช้ความรุนแรงอยู่ ยุติการกระทำนั้นเสียก่อน
และที่ผ่านมาจนถึงนาทีนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลใช้สันติวิธีในการจัดการกับการประท้วงมาโดยตลอด แต่ผลของสันติวิธีตามนโยบายของรัฐบาลก็คือ รัฐไทยกำลังล้มเหลวลงเป็นครั้งแรก น่าประหลาดที่คนซึ่งได้ประโยชน์จากรัฐไทยมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ, ปัญญาหมอทั้งหลาย, ผู้บริหารมหาวิทยาลัย, นักธุรกิจระดับสูง, และคนชั้นกลางในเขตเมือง กลับไม่วิตกกังวลกับความเป็นรัฐล้มเหลวแต่อย่างไร
(ผมก็อยากเตือนนอกเรื่องไว้ด้วยว่า ความเป็นรัฐล้มเหลวนั้นไม่อาจกู้คืนได้ง่ายๆ เพียงเพราะทหารยึดอำนาจนะครับ กระบวนการกู้คืนรัฐที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น ใช้เวลาเป็นสิบปีทั้งนั้น ในหลายกรณีกู้คืนเองก็ไม่ได้ ต้องอาศัยแรงกดดันและการจัดการจากนานาชาติเช่นสหประชาชาติ ทั้งในกระบวนการล้มเหลวและกู้คืน ยังต้องเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็นอีกมาก กรณีกัมพูชาเสียไปถึงเกือบ 2 ล้านชีวิต)
แม้กระนั้น หากถามว่า รัฐจะแก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ไหม ตามทฤษฎีก็ต้องตอบว่าได้ เช่น ปล่อยให้ยึดที่ทำการของกระทรวงไป แต่รักษาการทำงานของรัฐให้ดำเนินสืบไปได้ เช่น กระทรวงการคลังถูกยึด แต่จ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ จ่ายหนี้ของรัฐได้ ฯลฯ เป็นต้น ถึงจะขัดขวางมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็เปลี่ยนวิธีรับสมัครโดยวิธีออนไลน์ สถานีตำรวจบางแห่งถูกยึด ก็ประกาศรับแจ้งความในท้องที่นั้นได้ทุกสถานี ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็คอยปลอบใจประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิทั้งหลาย ให้อดกลั้นเพื่อรักษาเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน
แต่ในทางปฏิบัติ รัฐไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอำนาจนอกระบบหลากหลายชนิดซึ่งคอยกำกับควบคุมรัฐอยู่อย่างอิสระ เรื่องนี้ก็รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น กองทัพ, ตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด, องค์กรอิสระ ฯลฯ รัฐไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่ยอมร่วมมือด้วย (เพราะเหตุใดก็แล้วแต่) การสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากรัฐไม่ปกป้องความปลอดภัยของผู้สมัครด้วยการป้องกันมิให้ฝูงชนบุกเข้าไปทำลายกระบวนการรับสมัคร
และจะป้องกันได้อย่างไร หากไม่ให้ใช้ความรุนแรงเลย (แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง) ผมคิดว่าการเรียกร้องมิให้ฝ่ายใดใช้ความรุนแรงโดยไม่ปรามฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเลยเช่นนี้ ก็เท่ากับห้ามมิให้รัฐใช้ความรุนแรงเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ปล่อยให้ฝ่ายประท้วงใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ได้
การเรียกร้องเช่นนี้ก็ไม่ผิดนะครับ เพราะรัฐมีศักยภาพจะใช้ความรุนแรงได้ฉกาจฉกรรจ์กว่าฝ่ายประท้วงหลายสิบเท่า จึงต้องปรามรัฐไว้ก่อน
แต่ขอโทษเถิดครับ หากคิดอย่างนี้ก็พูดมาตรงๆ สิครับ อย่าทำเนียนเหมือนว่าเป็นกลาง ลูบหน้าแล้วไม่ปะจมูก
กลับมาสู่ปัญหาสันติวิธี เหมือนกับ “วิธี” อื่นๆ ในโลกบ้างไหมครับ คือใช้ได้เฉพาะในบางเงื่อนไข แต่ใช้ไม่ได้ในบางเงื่อนไข (ผมยังไม่พูดถึงว่า ไม่ควรใช้ในบางเงื่อนไข) วิธีรุนแรงก็เหมือนกัน ใช้ได้เฉพาะบางเงื่อนไข เหมือนกัน เช่น หากมีกรณีพิพาทกับจีนหรือสหรัฐ อย่าได้คิดแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงเป็นอันขาด
แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่า ปัญหาจำนวนมากในโลกนี้อาจแก้ได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ซ้ำจะได้ผลดีกว่าเสียด้วย แต่มนุษย์เราเคยชินกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหามานาน หรือบางกลุ่มบางเหล่าสืบทอดวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหามานาน (เช่น คนไทยซึ่งมีประเพณีประหารชีวิตด้วยวิธีโหดร้ายหลายอย่างมาแต่โบราณ) จึงมักถนัดจะหันเข้าหาความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาอยู่เสมอ แม้กระนั้นผมยังสงสัยว่า ไม่มีกรณีใดบ้างเลยหรือ ที่หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงไม่ได้เลย เช่น กรณีที่รัฐไทยกำลังเผชิญอยู่เวลานี้เป็นต้น
หากนักสันติวิธียอมรับว่า อาจมีบ้างเหมือนกัน (แต่ไม่ใช่กรณีของรัฐไทยในเวลานี้) สิ่งที่น่าจะคิดควบคู่กันไปกับสันติวิธีก็คือ เราจะจำกัดความรุนแรงได้อย่างไร เช่น การควบคุมฝูงชนที่ถูกปลุกระดมจนบ้าคลั่ง โดยไม่ใช้กระสุนจริง ทำอย่างไรได้บ้าง ทำแต่ละอย่างแล้วมักให้ผลอย่างไร เป็นต้น
ลองคิดถึงกลไกสันติภาพที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสิครับ มีมากมายเหลือคณานับ ตั้งแต่สมัยที่มี Holy Alliance สืบมาจนองค์กรโลกในปัจจุบันหลายชนิด แม้แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งถึงขั้นใช้อาวุธ ก็ยังพยายามสร้างกฎกติกาที่จะกำกับความรุนแรงในการสงครามอีกหลายอย่าง เปรียบเทียบกับความขัดแย้งภายใน กลไกในการควบคุมการใช้ความรุนแรงมีน้อยและไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไรนัก
มันมีเหตุผลหรือไม่ครับ ที่ผู้รังเกียจการใช้ความรุนแรง จะต้องคิดถึงกลไกและกลวิธีกำกับควบคุมการใช้ความรุนแรงไปพร้อมกัน (คือไม่ปฏิเสธเด็ดขาดว่า วิธีรุนแรงใช้ไม่ได้เลยในทุกกรณี)
หากสังคมไทยต้องตกอยู่ในสภาพจลาจลจนถึงสงครามกลางเมือง นอกจากผมจะโทษศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., กกต., กสม., ทปอ., สื่อ ฯลฯ แล้ว ผมคงอดโทษนักสันติวิธีไม่ได้ด้วย
.
2557-01-07
ทางออกจากวิกฤต โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
ทางออกจากวิกฤต
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389008436
วันอังคารที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:02:06 น.
(ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 6 มกราคม 2557 )
เรากำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่สุด และเราจะออกจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนก็คือ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งกันทางการเมือง เพราะความขัดแย้งนี้ดำเนินมาในสังคมไทยกว่า 7 ปีแล้ว แม้ทำให้การเมืองไทยลุ่มๆ ดอนๆ แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ รวมแม้แต่การริเริ่มนโยบายใหม่เช่นปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ครอบคลุมคนทั้งประเทศ อันอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
วิกฤตครั้งนี้เกิดจากการล้มล้างระเบียบกฎเกณฑ์ทั้งมวล ที่ช่วยกำกับความขัดแย้งไม่ให้เหลือแต่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน จะดีจะชั่ว สังคมไทยก็มีระเบียบกฎเกณฑ์หรือกฎหมาย ที่ทำให้เราต่างจากซ่องโจรที่คนกำปั้นใหญ่รวบอำนาจทั้งหมดไว้ในมือ หนักข้อกว่าการรัฐประหารของกองทัพเสียอีก
เมื่อกองทัพทำรัฐประหาร กฎหมายที่คณะรัฐประหารทุกคณะล้มล้างทันทีคือรัฐธรรมนูญ แต่ยังรักษากฎหมายอื่นๆ ไว้ทั้งหมด ในครั้งนี้ นอกจากม็อบสุเทพจะล้มล้างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังละเมิดกฎหมายอื่นๆ อีกหลายมาตรา ขัดขวางการทำงานโดยปกติของรัฐ เช่นยึดที่ทำการของรัฐ ปิดล้อมมิให้โรงพักรับแจ้งความ ใช้อาวุธต่อสู้กับเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ขัดขวาง กกต.มิให้จัดการเลือกตั้งโดยสงบ ก่อวินาศกรรมกับรถตำรวจ ทำโจรกรรมในสถานที่ราชการที่ปิดล้อมไว้ ฯลฯ
ความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งดำเนินมาหลายปี ได้แปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งระหว่างอาชญากรกับรัฐ
ผมคิดว่าผิดถนัดที่หลายองค์กรมองวิกฤตครั้งนี้ เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างกลุ่มเหมือนที่ผ่านมา การเสนอตัวเป็น "คนกลาง" เพื่อให้เกิดการเจรจาระหว่างอาชญากรและรัฐ เป็นการเสนอตัวที่หลงประเด็น เพราะรัฐหรือผู้ถืออำนาจรัฐแทนปวงชนชาวไทย ไม่มีอำนาจที่จะรอมชอมกับอาชญากรให้ละเมิดกฎหมายได้ตามใจชอบเช่นนี้ ทั้งกฎหมายและรัฐไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ที่จะเอาไปยื่นให้แก่ใครเพื่อยุติความขัดแย้งได้ เช่นหาก ครม.ทั้งคณะยอมลาออก นอกจากละเมิดรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดให้ต้องทำหน้าที่จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่แล้ว ยังเท่ากับยกประเทศไทยให้แก่อันธพาลการเมือง หักหลังประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจนั้นแก่นายกรัฐมนตรี
ผิดถนัดอีกเช่นกัน ที่ไปคิดว่าสภาพจลาจลซึ่งกลุ่มอันธพาลการเมืองก่อขึ้นในการบุกรุกเข้าไปในสถานที่รับเลือกตั้ง จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา เป็นความน่าอับอายและทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสื่อมเสียในสายตาของต่างชาติ ตรงกันข้ามหากปล่อยให้อันธพาลเข้าไปยึดสถานที่ จนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ต่างหาก ที่น่าอับอายและทำลายภาพพจน์ของสมรรถภาพของรัฐในการอำนวยความมั่นคงและปลอดภัยแก่สังคม ใครอยากมาเที่ยวในประเทศนี้ ใครอยากทำสัญญากับคนไทยซึ่งไม่มีรัฐให้หลักประกันใดๆ
เช่นเดียวกับสื่อกระแสหลักอีกมาก ที่รายงานข่าวฝ่ายอันธพาลทางการเมืองประหนึ่งวีรบุรุษ มองรัฐและกลุ่มอันธพาลว่ามีความชอบธรรมเท่ากัน หรือแม้แต่เห็นอันธพาลมีความชอบธรรมมากกว่า ทำให้สังคมหลงประเด็นว่า เรากำลังเผชิญทางเลือก 2 ทางที่มีความชอบธรรมเท่ากัน ทั้งๆ ที่ทางเลือกที่ฝ่ายอันธพาลการเมืองเสนอ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นคำสั่งที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามอย่างปราศจากเงื่อนไข โดยอาศัยฝูงชนเป็นเครื่องมือ ไม่ต่างจากในซ่องโจร ที่ผู้นำซึ่งรวบรวมกำลังโจรได้มากกว่า ย่อมสามารถประกาศิตความเป็นไปของซ่องโจรได้ตามใจตนเองแต่ผู้เดียวหรือฝ่ายเดียว
กลุ่มอันธพาลการเมืองเหล่านี้ไม่ได้ท้าทายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ท้าทายกฎหมายและระเบียบแบบแผนทางการเมืองของสังคมไทยทั้งหมด
ที่น่าเศร้าก็คือ ประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯ (และที่ขนกันมาจากภาคใต้) คิดว่า นี่คือการแสดงความรักชาติ
ชาติจะดำรงอยู่ได้อย่างไร หากพลเมืองของชาติไม่มีความเท่าเทียมกันทางการเมือง หากกฎเกณฑ์ระเบียบของชาติถูกทำลายลงหมด เพื่อสนองตอบความทะเยอทะยานทางการเมืองของคนกลุ่มเล็กๆ หากกลไกของชาติพอใจจะนั่งดูเฉยๆ (หรือแอบเข้าข้างอันธพาล) เพื่อรอเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กับฝ่ายชนะ นี่คือชาติที่มีแต่ปัจจุบัน ไม่มีอนาคต เพราะไม่มีใครมองไกลไปกว่าการยกระดับวันต่อวันของอันธพาลการเมือง
หนทางที่จะออกจากวิกฤตนี้แคบ ข้อจำกัดในการใช้อำนาจรัฐก็มาก (ทั้งที่ควรและไม่ควร) ยากที่จะฝ่าฟันออกไปได้ นอกจากได้รับความร่วมมือจากสังคมในวงกว้าง
และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้บางคนคิดหาทางออกที่ลัดและมักง่าย นั่นคือทำรัฐประหาร แต่รัฐประหารคือทางตันไม่ใช่ทางออก นอกจากต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคนจำนวนมาก กระทำในหลายรูปแบบ และบางรูปแบบก็อาจทำให้รัฐยิ่ง "ล้มเหลว" หนักขึ้นไปอีก
คิดง่ายๆ แค่ว่า คณะรัฐประหารจะจัดการกับอันธพาลการเมืองอย่างไร แต่ละคนมีคดีติดตัวหลายสิบคดี หากออกคำสั่งนิรโทษกรรมทั้งหมด คณะรัฐประหารจะจัดการอย่างไรกับการละเมิดกฎหมายของฝูงชนใหม่ที่ต่อต้านการรัฐประหาร ฆ่าเขาอย่างที่ได้ฆ่ามาใน 2553 ก็ยิ่งทำลายความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร ปล่อยทิ้งไว้รัฐก็ล่มสลายไปในมือของคณะรัฐประหาร
จนถึงที่สุด ใครก็ตามที่ยังสามารถมองอะไรได้ไกลกว่าปลายจมูกของตนเอง จะให้การรับรองแก่การรัฐประหารที่ทำลายชาติให้ย่อยยับลงไปกว่านี้ได้
ทางออกเดียวที่เหลืออยู่จึงเป็นทางแคบ มีข้อจำกัดมาก ยากจะฝ่าฟันออกไป และต้องได้รับความร่วมมือจากสังคมในวงกว้าง และภาระเป็นของรัฐบาลรักษาการต้องทำให้สำเร็จ
คุณยิ่งลักษณ์ต้องแสดงการนำที่ชัดเจน และเข้มแข็ง ชัยชนะจากการเลือกตั้งที่จะมาถึงเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะเงื่อนไขของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่การแข่งขันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นวิกฤตของชาติ จะรักษาชาติให้ดำรงอยู่สืบไปโดยไม่เสื่อมทรามลงเป็นซ่องโจรได้อย่างไร คุณยิ่งลักษณ์ต้องหวังว่าการนำของตนจะไม่ดึงเฉพาะคนไทยที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมาร่วมรณรงค์เท่านั้น แต่ต้องรวมคนไทยทุกคนแม้แต่ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่นๆ ด้วย
ภาระสำคัญที่สุดของคุณยิ่งลักษณ์ก็คือ ต้องทำทุกวิถีทางมิให้รัฐ "ล้มเหลว" การยอมถอยให้แก่อันธพาลในการยึดถนนและยึดสถานที่ราชการนั้น พอรับได้ เพราะพื้นที่ทางการเมืองของสาธารณชนไทยมีจำกัด ในขณะที่แม้จะถูกยึดที่ทำการรัฐบาล แต่รัฐยังทำหน้าที่ของตนต่อไปได้ ยังแจ้งความได้ ยังจัดการจราจรได้ เด็กยังได้ไปโรงเรียน เจ็บป่วยก็เข้าโรงพยาบาลได้ ฯลฯ แต่เมื่ออันธพาลการเมืองปิดล้อมสถานที่เลือกตั้ง จนรัฐไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายได้ รัฐเริ่ม "ล้มเหลว" เป็นครั้งแรก คุณยิ่งลักษณ์ต้องใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ทั้งโดยผ่านกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ และผ่านการใช้กองกำลังทั้งหมดของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายที่ไม่จำเป็น (ดังเช่นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำอย่างเหมาะสมในวันที่ 28 ธ.ค.) เพื่อประกันความปลอดภัยของผู้สมัครและกรรมการเลือกตั้ง จนทำให้กระบวนการรับสมัครดำเนินไปได้
กระบวนการเลือกตั้งเพิ่งเริ่มขึ้น รัฐบาลรักษาการต้องดูแลให้กระบวนการนี้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น แม้ต้องใช้มาตรการแข็งกร้าวก็ตาม (โดยระวังมิให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเกินกว่าที่จำเป็น) ทุกคนมีสิทธิหาเสียงอย่างถูกกฎหมาย ทุกคนมีสิทธิเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างปลอดภัย
สังคมไทยต้องมองเห็นอย่างชัดเจน ระหว่างทางเลือกการอยู่ในสังคมที่มีกฎหมาย และสังคมอันธพาล
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีต้องออกหน้าแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่นนายกฯต้องมีคำสั่งอย่างชัดเจนว่า ต้องทำให้กระบวนการเลือกตั้งดำเนินไปได้โดยราบรื่น หากจำเป็นต้องใช้มาตรการที่รุนแรงเด็ดขาดก็ต้องใช้ (แต่อย่าทำ "เกินกว่าเหตุ") ตราบเท่าที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกระทำไปตามกฎหมาย เขาไม่ต้องรับผิดชอบ แต่นายกฯ ผู้ออกคำสั่งจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมาย หรือทางที่ถูกอันธพาลก่นด่า
รวมทั้งออกคำสั่งให้กองทัพส่งกำลังอีกมาก มาเป็นผู้ช่วยตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องไม่อนุญาตให้กองทัพปฏิบัติงานโดยลำพัง เพราะกองทัพไม่มีสมรรถภาพในการควบคุมฝูงชน เขาไม่ใช่หน่วยงานที่มีภาระหน้าที่เช่นนี้ จึงไม่ถูกฝึกให้ทำเป็น สมรรถภาพของกองทัพอยู่ที่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างเฉียบพลันรุนแรง จึงไม่เหมาะที่จะปฏิบัติงานเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องอยู่ในบังคับบัญชาฝ่ายตำรวจ (เรื่องนี้ "เล็งเห็นผล" ได้ หากไม่โง่หรือโหดเหี้ยมจนเกินไป)
คำสั่งที่ให้แก่กองทัพเช่นนี้ ต้องประกาศให้สังคมรับรู้โดยทั่วกัน หากกองทัพไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ก็ต้องแจ้งให้สังคมรู้เช่นกัน คุณยิ่งลักษณ์อย่าคิดเป็นอันขาดว่า จะควบคุมกองทัพได้ด้วยตนเอง โดยปราศจากการหนุนหลังของสังคม
หากการปฏิบัติงานเพื่อรักษากฎเกณฑ์และระเบียบของบ้านเมือง เป็นเหตุให้ กกต.ลาออกเกิน 3 คน ผมไม่มีความรู้ทางกฎหมายว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่าต้องมีช่องทางที่จะจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายจนได้ มิฉะนั้นก็เท่ากับยกสังคมประชาธิปไตยของเราทุกคนให้แก่คนกะล่อนเพียง 3 คนเท่านั้น ใครก็ตามที่มีหน้าที่คัดสรรกรรมการของ กกต. ก็ควรรับผิดชอบต่อวิจารณญาณห่วยแตกของตนเองบ้าง
การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเข้มแข็งดังกล่าวทั้งหมดนี้ จะทำได้สำเร็จก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากสังคมในวงกว้าง หากจำเป็นต้องใช้กฎหมายเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดแก่บ้านเมือง ก็ต้องใช้ เพื่อจะได้มีอำนาจในการควบคุมสื่อโดยเฉพาะโทรทัศน์ ใช้สื่อนั้นในการสื่อสารสถานการณ์ที่เป็นจริง และจุดยืนของรัฐที่จะรักษากฎระเบียบที่ขาดไม่ได้ของความเป็นชาติ
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อาจเป็น ผอ.ของ ศอ.รส.ต่อไปได้ แต่ต้องจัดทีมประชาสัมพันธ์ที่มีความสามารถขึ้น เพื่อสื่อสารกับสังคมวงกว้างในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองเรื่องเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับวิกฤตครั้งนี้ และความจำเป็นที่รัฐจะต้องนำสังคมฝ่าวิกฤตความชอบธรรมทางกฎหมายออกไปให้ได้ เพื่ออนาคตของชาติที่เป็นของเราทุกคน
หลังจากการถอยอย่างไม่มีหลักที่ผ่านมา (ตั้งกรรมการปฏิรูป, แสดงท่าทีพร้อมเจรจากับอันธพาล, และปล่อยให้อันธพาลปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง) จะสายเกินไปหรือไม่ที่จะพลิกนโยบายมาสู่การรักษา "ชาติ" ซึ่งต้องรวมถึงกฎกติกาของการอยู่ร่วมกัน ผมไม่แน่ใจ
แต่ในวิกฤตทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในครั้งนี้ ไม่มีอะไรที่สายเกินไป
.
ทางออกจากวิกฤต
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389008436
วันอังคารที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:02:06 น.
(ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 6 มกราคม 2557 )
เรากำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่สุด และเราจะออกจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนก็คือ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งกันทางการเมือง เพราะความขัดแย้งนี้ดำเนินมาในสังคมไทยกว่า 7 ปีแล้ว แม้ทำให้การเมืองไทยลุ่มๆ ดอนๆ แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ รวมแม้แต่การริเริ่มนโยบายใหม่เช่นปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ครอบคลุมคนทั้งประเทศ อันอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
วิกฤตครั้งนี้เกิดจากการล้มล้างระเบียบกฎเกณฑ์ทั้งมวล ที่ช่วยกำกับความขัดแย้งไม่ให้เหลือแต่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน จะดีจะชั่ว สังคมไทยก็มีระเบียบกฎเกณฑ์หรือกฎหมาย ที่ทำให้เราต่างจากซ่องโจรที่คนกำปั้นใหญ่รวบอำนาจทั้งหมดไว้ในมือ หนักข้อกว่าการรัฐประหารของกองทัพเสียอีก
เมื่อกองทัพทำรัฐประหาร กฎหมายที่คณะรัฐประหารทุกคณะล้มล้างทันทีคือรัฐธรรมนูญ แต่ยังรักษากฎหมายอื่นๆ ไว้ทั้งหมด ในครั้งนี้ นอกจากม็อบสุเทพจะล้มล้างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังละเมิดกฎหมายอื่นๆ อีกหลายมาตรา ขัดขวางการทำงานโดยปกติของรัฐ เช่นยึดที่ทำการของรัฐ ปิดล้อมมิให้โรงพักรับแจ้งความ ใช้อาวุธต่อสู้กับเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ขัดขวาง กกต.มิให้จัดการเลือกตั้งโดยสงบ ก่อวินาศกรรมกับรถตำรวจ ทำโจรกรรมในสถานที่ราชการที่ปิดล้อมไว้ ฯลฯ
ความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งดำเนินมาหลายปี ได้แปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งระหว่างอาชญากรกับรัฐ
ผมคิดว่าผิดถนัดที่หลายองค์กรมองวิกฤตครั้งนี้ เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างกลุ่มเหมือนที่ผ่านมา การเสนอตัวเป็น "คนกลาง" เพื่อให้เกิดการเจรจาระหว่างอาชญากรและรัฐ เป็นการเสนอตัวที่หลงประเด็น เพราะรัฐหรือผู้ถืออำนาจรัฐแทนปวงชนชาวไทย ไม่มีอำนาจที่จะรอมชอมกับอาชญากรให้ละเมิดกฎหมายได้ตามใจชอบเช่นนี้ ทั้งกฎหมายและรัฐไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ที่จะเอาไปยื่นให้แก่ใครเพื่อยุติความขัดแย้งได้ เช่นหาก ครม.ทั้งคณะยอมลาออก นอกจากละเมิดรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดให้ต้องทำหน้าที่จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่แล้ว ยังเท่ากับยกประเทศไทยให้แก่อันธพาลการเมือง หักหลังประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจนั้นแก่นายกรัฐมนตรี
ผิดถนัดอีกเช่นกัน ที่ไปคิดว่าสภาพจลาจลซึ่งกลุ่มอันธพาลการเมืองก่อขึ้นในการบุกรุกเข้าไปในสถานที่รับเลือกตั้ง จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา เป็นความน่าอับอายและทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสื่อมเสียในสายตาของต่างชาติ ตรงกันข้ามหากปล่อยให้อันธพาลเข้าไปยึดสถานที่ จนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ต่างหาก ที่น่าอับอายและทำลายภาพพจน์ของสมรรถภาพของรัฐในการอำนวยความมั่นคงและปลอดภัยแก่สังคม ใครอยากมาเที่ยวในประเทศนี้ ใครอยากทำสัญญากับคนไทยซึ่งไม่มีรัฐให้หลักประกันใดๆ
เช่นเดียวกับสื่อกระแสหลักอีกมาก ที่รายงานข่าวฝ่ายอันธพาลทางการเมืองประหนึ่งวีรบุรุษ มองรัฐและกลุ่มอันธพาลว่ามีความชอบธรรมเท่ากัน หรือแม้แต่เห็นอันธพาลมีความชอบธรรมมากกว่า ทำให้สังคมหลงประเด็นว่า เรากำลังเผชิญทางเลือก 2 ทางที่มีความชอบธรรมเท่ากัน ทั้งๆ ที่ทางเลือกที่ฝ่ายอันธพาลการเมืองเสนอ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นคำสั่งที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามอย่างปราศจากเงื่อนไข โดยอาศัยฝูงชนเป็นเครื่องมือ ไม่ต่างจากในซ่องโจร ที่ผู้นำซึ่งรวบรวมกำลังโจรได้มากกว่า ย่อมสามารถประกาศิตความเป็นไปของซ่องโจรได้ตามใจตนเองแต่ผู้เดียวหรือฝ่ายเดียว
กลุ่มอันธพาลการเมืองเหล่านี้ไม่ได้ท้าทายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ท้าทายกฎหมายและระเบียบแบบแผนทางการเมืองของสังคมไทยทั้งหมด
ที่น่าเศร้าก็คือ ประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯ (และที่ขนกันมาจากภาคใต้) คิดว่า นี่คือการแสดงความรักชาติ
ชาติจะดำรงอยู่ได้อย่างไร หากพลเมืองของชาติไม่มีความเท่าเทียมกันทางการเมือง หากกฎเกณฑ์ระเบียบของชาติถูกทำลายลงหมด เพื่อสนองตอบความทะเยอทะยานทางการเมืองของคนกลุ่มเล็กๆ หากกลไกของชาติพอใจจะนั่งดูเฉยๆ (หรือแอบเข้าข้างอันธพาล) เพื่อรอเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กับฝ่ายชนะ นี่คือชาติที่มีแต่ปัจจุบัน ไม่มีอนาคต เพราะไม่มีใครมองไกลไปกว่าการยกระดับวันต่อวันของอันธพาลการเมือง
หนทางที่จะออกจากวิกฤตนี้แคบ ข้อจำกัดในการใช้อำนาจรัฐก็มาก (ทั้งที่ควรและไม่ควร) ยากที่จะฝ่าฟันออกไปได้ นอกจากได้รับความร่วมมือจากสังคมในวงกว้าง
และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้บางคนคิดหาทางออกที่ลัดและมักง่าย นั่นคือทำรัฐประหาร แต่รัฐประหารคือทางตันไม่ใช่ทางออก นอกจากต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคนจำนวนมาก กระทำในหลายรูปแบบ และบางรูปแบบก็อาจทำให้รัฐยิ่ง "ล้มเหลว" หนักขึ้นไปอีก
คิดง่ายๆ แค่ว่า คณะรัฐประหารจะจัดการกับอันธพาลการเมืองอย่างไร แต่ละคนมีคดีติดตัวหลายสิบคดี หากออกคำสั่งนิรโทษกรรมทั้งหมด คณะรัฐประหารจะจัดการอย่างไรกับการละเมิดกฎหมายของฝูงชนใหม่ที่ต่อต้านการรัฐประหาร ฆ่าเขาอย่างที่ได้ฆ่ามาใน 2553 ก็ยิ่งทำลายความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร ปล่อยทิ้งไว้รัฐก็ล่มสลายไปในมือของคณะรัฐประหาร
จนถึงที่สุด ใครก็ตามที่ยังสามารถมองอะไรได้ไกลกว่าปลายจมูกของตนเอง จะให้การรับรองแก่การรัฐประหารที่ทำลายชาติให้ย่อยยับลงไปกว่านี้ได้
ทางออกเดียวที่เหลืออยู่จึงเป็นทางแคบ มีข้อจำกัดมาก ยากจะฝ่าฟันออกไป และต้องได้รับความร่วมมือจากสังคมในวงกว้าง และภาระเป็นของรัฐบาลรักษาการต้องทำให้สำเร็จ
คุณยิ่งลักษณ์ต้องแสดงการนำที่ชัดเจน และเข้มแข็ง ชัยชนะจากการเลือกตั้งที่จะมาถึงเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะเงื่อนไขของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่การแข่งขันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นวิกฤตของชาติ จะรักษาชาติให้ดำรงอยู่สืบไปโดยไม่เสื่อมทรามลงเป็นซ่องโจรได้อย่างไร คุณยิ่งลักษณ์ต้องหวังว่าการนำของตนจะไม่ดึงเฉพาะคนไทยที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมาร่วมรณรงค์เท่านั้น แต่ต้องรวมคนไทยทุกคนแม้แต่ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่นๆ ด้วย
ภาระสำคัญที่สุดของคุณยิ่งลักษณ์ก็คือ ต้องทำทุกวิถีทางมิให้รัฐ "ล้มเหลว" การยอมถอยให้แก่อันธพาลในการยึดถนนและยึดสถานที่ราชการนั้น พอรับได้ เพราะพื้นที่ทางการเมืองของสาธารณชนไทยมีจำกัด ในขณะที่แม้จะถูกยึดที่ทำการรัฐบาล แต่รัฐยังทำหน้าที่ของตนต่อไปได้ ยังแจ้งความได้ ยังจัดการจราจรได้ เด็กยังได้ไปโรงเรียน เจ็บป่วยก็เข้าโรงพยาบาลได้ ฯลฯ แต่เมื่ออันธพาลการเมืองปิดล้อมสถานที่เลือกตั้ง จนรัฐไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายได้ รัฐเริ่ม "ล้มเหลว" เป็นครั้งแรก คุณยิ่งลักษณ์ต้องใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ทั้งโดยผ่านกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ และผ่านการใช้กองกำลังทั้งหมดของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายที่ไม่จำเป็น (ดังเช่นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำอย่างเหมาะสมในวันที่ 28 ธ.ค.) เพื่อประกันความปลอดภัยของผู้สมัครและกรรมการเลือกตั้ง จนทำให้กระบวนการรับสมัครดำเนินไปได้
กระบวนการเลือกตั้งเพิ่งเริ่มขึ้น รัฐบาลรักษาการต้องดูแลให้กระบวนการนี้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น แม้ต้องใช้มาตรการแข็งกร้าวก็ตาม (โดยระวังมิให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเกินกว่าที่จำเป็น) ทุกคนมีสิทธิหาเสียงอย่างถูกกฎหมาย ทุกคนมีสิทธิเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างปลอดภัย
สังคมไทยต้องมองเห็นอย่างชัดเจน ระหว่างทางเลือกการอยู่ในสังคมที่มีกฎหมาย และสังคมอันธพาล
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีต้องออกหน้าแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่นนายกฯต้องมีคำสั่งอย่างชัดเจนว่า ต้องทำให้กระบวนการเลือกตั้งดำเนินไปได้โดยราบรื่น หากจำเป็นต้องใช้มาตรการที่รุนแรงเด็ดขาดก็ต้องใช้ (แต่อย่าทำ "เกินกว่าเหตุ") ตราบเท่าที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกระทำไปตามกฎหมาย เขาไม่ต้องรับผิดชอบ แต่นายกฯ ผู้ออกคำสั่งจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมาย หรือทางที่ถูกอันธพาลก่นด่า
รวมทั้งออกคำสั่งให้กองทัพส่งกำลังอีกมาก มาเป็นผู้ช่วยตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องไม่อนุญาตให้กองทัพปฏิบัติงานโดยลำพัง เพราะกองทัพไม่มีสมรรถภาพในการควบคุมฝูงชน เขาไม่ใช่หน่วยงานที่มีภาระหน้าที่เช่นนี้ จึงไม่ถูกฝึกให้ทำเป็น สมรรถภาพของกองทัพอยู่ที่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างเฉียบพลันรุนแรง จึงไม่เหมาะที่จะปฏิบัติงานเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องอยู่ในบังคับบัญชาฝ่ายตำรวจ (เรื่องนี้ "เล็งเห็นผล" ได้ หากไม่โง่หรือโหดเหี้ยมจนเกินไป)
คำสั่งที่ให้แก่กองทัพเช่นนี้ ต้องประกาศให้สังคมรับรู้โดยทั่วกัน หากกองทัพไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ก็ต้องแจ้งให้สังคมรู้เช่นกัน คุณยิ่งลักษณ์อย่าคิดเป็นอันขาดว่า จะควบคุมกองทัพได้ด้วยตนเอง โดยปราศจากการหนุนหลังของสังคม
หากการปฏิบัติงานเพื่อรักษากฎเกณฑ์และระเบียบของบ้านเมือง เป็นเหตุให้ กกต.ลาออกเกิน 3 คน ผมไม่มีความรู้ทางกฎหมายว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่าต้องมีช่องทางที่จะจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายจนได้ มิฉะนั้นก็เท่ากับยกสังคมประชาธิปไตยของเราทุกคนให้แก่คนกะล่อนเพียง 3 คนเท่านั้น ใครก็ตามที่มีหน้าที่คัดสรรกรรมการของ กกต. ก็ควรรับผิดชอบต่อวิจารณญาณห่วยแตกของตนเองบ้าง
การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเข้มแข็งดังกล่าวทั้งหมดนี้ จะทำได้สำเร็จก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากสังคมในวงกว้าง หากจำเป็นต้องใช้กฎหมายเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดแก่บ้านเมือง ก็ต้องใช้ เพื่อจะได้มีอำนาจในการควบคุมสื่อโดยเฉพาะโทรทัศน์ ใช้สื่อนั้นในการสื่อสารสถานการณ์ที่เป็นจริง และจุดยืนของรัฐที่จะรักษากฎระเบียบที่ขาดไม่ได้ของความเป็นชาติ
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อาจเป็น ผอ.ของ ศอ.รส.ต่อไปได้ แต่ต้องจัดทีมประชาสัมพันธ์ที่มีความสามารถขึ้น เพื่อสื่อสารกับสังคมวงกว้างในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองเรื่องเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับวิกฤตครั้งนี้ และความจำเป็นที่รัฐจะต้องนำสังคมฝ่าวิกฤตความชอบธรรมทางกฎหมายออกไปให้ได้ เพื่ออนาคตของชาติที่เป็นของเราทุกคน
หลังจากการถอยอย่างไม่มีหลักที่ผ่านมา (ตั้งกรรมการปฏิรูป, แสดงท่าทีพร้อมเจรจากับอันธพาล, และปล่อยให้อันธพาลปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง) จะสายเกินไปหรือไม่ที่จะพลิกนโยบายมาสู่การรักษา "ชาติ" ซึ่งต้องรวมถึงกฎกติกาของการอยู่ร่วมกัน ผมไม่แน่ใจ
แต่ในวิกฤตทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในครั้งนี้ ไม่มีอะไรที่สายเกินไป
.
2556-11-24
อารยะขัดขืนอีกแย้ว โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
อารยะขัดขืนอีกแย้ว
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5USTJOemMxTnc9P
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 11:35 น.
(ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2556 หน้า 25)
ภาพจากเวบบอร์ด มิใด้เกี่ยวข้องกับ มติชนหรือผู้เขียน
อารยะขัดขืนคือคำแปลของภาษาอังกฤษว่า civil disobedience ซึ่งนักเรียนอักษรศาสตร์ต้องรับไปด้วยความพะอืดพะอม เพราะมีรูปเหมือนคำสมาส ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเอาสองภาษามาสมาสกันได้ ถ้าแปลว่าขัดขืนอย่างอารยะ ก็ฟังเป็นไทยกว่า แม้ความเป็นคำนามดูจะหายไปก็ตาม
ผมจู้จี้กับเรื่องนี้เพราะ “อารยะ” มีความสำคัญมากในศัพท์นี้ ทั้งที่ในภาษาอังกฤษ ผมเข้าใจว่า civil ในที่นี้หมายถึงอะไรที่ไม่ใช่รัฐ มากกว่าหมายถึงนาครธรรม (civility) แต่โดยรากศัพท์สองคำนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน จะแปลว่าอารยะก็ได้ เพราะฝรั่งเชื่อว่าอารยธรรมมากับความเป็นเมืองหรือ “นาคร” และที่จริงอารยธรรมก็เป็นรากศัพท์เดียวกันในภาษาฝรั่งอีกนั่นแหละ
อารยะสำคัญอย่างไรในการทำอารยะขัดขืน ผมหวังว่าผู้อ่านจะเห็นได้เองข้างหน้า
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำฝูงชนที่ประท้วงรัฐบาลอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ยกระดับการประท้วงไปสู่การทำอารยะขัดขืนสี่แนวทางด้วยกัน
1. หยุดจ่ายภาษี แต่มาขยายความในภายหลังว่าให้ชะลอการจ่ายภาษี
2. หยุดงานและหยุดเรียนทั่วประเทศ
3. ชักธงชาติขึ้นทุกบ้านเป็นสัญลักษณ์การประท้วง
4. เป่านกหวีดใส่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
คุณสุเทพไม่ใช่คนแรกในเมืองไทยที่อ้างการกระทำของตนว่าเป็นอารยะขัดขืน ผู้ประท้วงรัฐบาลทักษิณตั้งแต่ก่อนรัฐประหารก็อ้างการกระทำของตนว่าเป็นอารยะขัดขืนเช่นกัน พันธมิตรฯ ก็เคยอ้างการละเมิดกฎหมายของตนว่าเป็นการทำอารยะขัดขืน
แต่มันใช่หรือครับ?
หลักข้อแรกของการทำอารยะขัดขืนซึ่งคุณสุเทพหรือใครอื่นที่อยากทำควรสำเหนียกไว้ด้วยก็คือ สิ่งที่ทำนั้นเป็นการละเมิดกฎหมาย แต่เพราะกฎหมายไม่ชอบธรรม หรือเพราะรัฐทำสิ่งที่เสียหายมากจนต้องประท้วงด้วยการละเมิดกฎหมาย แต่ผู้ประท้วงไม่ต้องการทำลายรัฐ อันเป็นรากฐานสำคัญของ “อารยะ” ถึงประท้วงรัฐก็ยอมรับอำนาจของรัฐ และความจำเป็นที่รัฐจะต้องดำรงอยู่ต่อไป ด้วยเหตุดังนั้นจึงยินดีรับโทษด้วยความยินดี นักปฏิบัติอารยะขัดขืนเห็นว่า การรับโทษนั่นแหละยิ่งทำให้ผู้คนมองเห็นความไม่ชอบธรรมของรัฐมากขึ้น จนออกมาร่วมประท้วงจำนวนมาก กลายเป็นพลังที่สามารถกำกับควบคุมให้รัฐยุติการกระทำที่ไม่ชอบธรรมนั้นได้
ผมไม่ทราบว่า คุณสุเทพยอมรับหลักการนี้แค่ไหนเพียงไร แต่อยากเตือนว่า นักปฏิบัติอารยะขัดขืนที่เข้าคุกหรือโดนยิงเป้า แล้วก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ราษฎรอย่างกว้างขวาง มีจำนวนน้อยมากในโลก เท่าที่ผมนึกออกก็มีกรณีที่เห็นได้ชัดคือท่านมหาตมะคานธี และ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง แต่ที่เห็นไม่ชัดอาจมีอีกก็ได้ (เพราะมักแยกไม่ออกระหว่างนักปฏิบัติอารยะขัดขืนกับนักปฏิวัติ เช่น โฮเซ่ ริซาล แห่งฟิลิปปินส์) ส่วนใหญ่ของนักปฏิบัติอารยะขัดขืน มักรับโทษไปคนเดียว ดังเช่นเดวิด โธโรส์ เจ้าตำรับชาวอเมริกัน
ในอนาคต คุณสุเทพอาจมีชื่อในประวัติศาสตร์ แต่ยังไม่สามารถทำให้ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในตอนนี้ เพราะถึงมีรัฐประหาร เขาก็คงไม่ชักสายล่อฟ้าอภิสิทธิ์ขึ้นอีก แค่ไม่มีอภิสิทธิ์ ยังไม่รู้ว่าจะปรามการจลาจลได้อย่างไร
ยิ่งคิดถึงผู้เข้าร่วมประท้วง ผมยิ่งค่อนข้างเชื่อว่า ส่วนใหญ่คงไม่อยากจะหยุดการชำระภาษี เพราะมีโทษปรับเป็นอย่างน้อย หากชำระเกินเวลาที่รัฐกำหนดไว้ อย่าลืมสิ่งที่เบนจามิน แฟรงกลิน กล่าวไว้นะครับว่า สิ่งที่แน่นอนในชีวิตมนุษย์นั้นมีอยู่สองอย่างคือความตายกับภาษี
อันที่จริง ภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐที่จะดำเนินการอะไรต่างๆ ทั้งที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม การหยุดชำระภาษีจึงเท่ากับปลดอาวุธของรัฐได้ราบเรียบอย่างแน่นอน และนักประท้วงรัฐทั่วโลกก็คิดเรื่องนี้มาหลายศตวรรษแล้ว แม้ไม่ได้คิดประท้วงรัฐเลย ก็ไม่อยากเสียภาษีอยู่ดีแหละครับ
คนที่ไม่รู้ว่าจ่ายภาษีครบหรือไม่ และออกมาพูดว่า การเสียภาษีเป็นหน้าที่พลเมืองนั้น ผมคิดว่าพลาดประเด็นไปถนัด ก็เพราะเป็นหน้าที่ซึ่งรัฐกำหนดขึ้นล่ะสิครับ จึงเอามาขัดขืนอย่างอารยะได้
แต่การไม่เสียภาษีบำรุงการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของรัฐโดยไม่ต้องรับโทษนั้นมีวิธีครับ หากเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ซึ่งใจไม่ถึงทำไม่ได้ นั่นก็คืออย่ามีรายได้หรือมีกำไรในการค้าสิครับ รวมทั้งไม่ซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
ไม่ง่ายครับ แต่มีคนใจถึงทำมาแล้ว นั่นคือ นายเดวิด โธโรส์ ที่กล่าวถึงไปแล้ว เขาเลิกทำงาน แล้วออกไปอยู่ดงหนองน้ำ Walden คนเดียวทั้งปี กินอาหารตามธรรมชาติ ไม่มีรายได้ที่จะนำมาประเมินภาษีได้ รวมทั้งไม่ซื้อหาอะไรมาบริโภคอีกด้วย เขาเห็นว่ารัฐเอาเงินภาษีไปทำสงครามรุกรานประเทศเพื่อนบ้านเล็กๆ ไม่ชอบธรรม การเสียภาษีจึงเท่ากับร่วมมือกับรัฐในการประกอบอาชญากรรมระหว่างประเทศไปด้วย
นายโธโรส์ทำอะไรเหมือนบรรพบุรุษของคนทั้งโลกเคยทำมาแล้ว คือเมื่อทนเสียภาษี ถูกเก็บส่วยและเกณฑ์แรงงานไม่ไหว ก็หนีออกไปอยู่ในที่ซึ่งมือของรัฐเอื้อมไปไม่ถึง แต่รัฐสมัยใหม่ที่นายโธโรส์มีชีวิตอยู่มือมันยาวมาก ไม่มีที่ไหนจะหนีรอด จึงต้องยากลำบากถึงเพียงนั้น เพื่อให้พ้นมือของรัฐไปได้
ผมไม่เชื่อว่าจะมีผู้เข้าร่วมประท้วงกับคุณสุเทพสักคนเดียวที่พร้อมจะหยุดจ่ายภาษีด้วยวิธีอารยะขัดขืน เพราะมันแพงไปในทุกทาง แพงค่าปรับ และแพงชีวิตเกินกว่าคนทั่วไปจะรับไหว
ผมอดคิดถึงการประท้วงธนาคารของคนจนฟิลิปปินส์ไม่ได้ ดูเหมือนธนาคารเรียกเก็บเงินค่ารักษาบัญชีอะไรทำนองนั้น คนจนจึงประท้วงด้วยการถอนเงินและฝากเงินที่เคาน์เตอร์กันทั้งวัน จนธนาคารแทบทำอะไรไม่ได้ นอกจากบริการลูกค้าที่ถอนๆ ฝากๆ อยู่ทั้งวัน นี่คืออารยะขัดขืนจริง และทำได้ในโลกสมัยปัจจุบัน ยังมีวิธีอารยะขัดขืนที่คนจนทั่วโลกคิดขึ้นอีกหลายวิธี ล้วนเด็ดๆ และเป็นการขัดขืนอย่างอารยะทั้งนั้น เพราะอารยะคือเกราะป้องกันตัวของคนจนคนไร้อำนาจ อาวุธของคนจนจึงล้วนเป็นอารยาวุธทั้งสิ้น
แต่อาวุธที่อารยะเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากผู้นำคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ขึ้นไปร้องตะโกนบนเวที แล้วให้ปรบมือหรือเป่านกหวีดรับเป็นมติ อาวุธอารยะเกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกัน คิดร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขข้อบกพร่องและอุดช่องโหว่ต่างๆ จึงลงมือปฏิบัติการร่วมกันให้ได้ผล การดำเนินการแบบประชาธิปไตยนั้นเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการคนจน ไม่ใช่การนำของวีรบุรุษเอกชนคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว
ยกเว้นแต่มีผู้นำระดับมหาตมะคานธี แต่คนอย่างคานธีไม่ได้เกิดมีขึ้นได้บ่อยๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน กระบวนการประชาธิปไตยจึงมีความสำคัญที่ขาดไม่ได้ของการทำอารยะขัดขืน เพราะดังที่กล่าวแล้วว่า ในรัฐปัจจุบัน การทำอารยะขัดขืนโดยปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องที่ยากเกินไป จำเป็นต้องทำเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่พอสมควร กลุ่มก้อนนั้นจะรวมตัวกันติดเป็นเวลานานได้ ก็คือการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมเท่านั้น ทุนอุดหนุนการชุมนุมก็ตาม, วาทศิลป์ของผู้นำก็ตาม, ความบันเทิงบนเวทีก็ตาม ฯลฯ มาแทนที่การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมไม่ได้
เพราะดูยังไงๆ ก็เป็นการประท้วงของคุณสุเทพและแฟนานุแฟนของ ปชป. อยู่ดี ไม่ใช่อารยะขัดขืน
การหยุดงานและหยุดเรียนก็มีราคาเหมือนกัน หากผู้ประกอบการทั้งหลายพากันปิดงานประท้วง ราคาที่ต้องจ่ายก็คือ อาจผลิตสินค้าได้ไม่ทันออเดอร์ ในขณะที่พนักงานไม่มีราคาต้องจ่าย ยกเว้นแต่ลูกจ้างรายวัน (ซึ่งมีจำนวนมหึมาในแรงงานไทย) แต่หากให้พนักงานแต่ละคนหยุดงานโดยสมัครใจ คงทำได้จำนวนน้อยเท่านั้น เพราะพนักงานส่วนใหญ่คือคนที่ต้องเกรงใจนายจ้าง คนที่นายจ้างเกรงใจมีจำนวนน้อย แม้แต่หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ ก็มีเฉพาะบางหน่วยที่ไม่ต้องกลัวนายเท่านั้น เช่นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์บางคณะ หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตบางหน่วย ก็อย่างที่บอกแล้วว่ามันมีราคาที่ประมาณลำบาก เรี่ยไรเงินยังพร้อมจ่ายมากกว่า เพราะรู้แล้วว่าจะจ่ายเท่าไร
ผมไม่ทราบว่าเหตุใดผู้นำการประท้วงจึงเลือกวิธีนี้ในการทำอารยะขัดขืน เพราะเป็นวิธีที่หวังผลได้น้อย อยากจะเดาว่าประเมินกำลังของตนเองผิด เหมือนการนำคนเดียวในที่อื่นและสถานการณ์อื่น
การประเมินผิดเป็นจุดอ่อนของระบบนำคนเดียวเสมอ นับตั้งแต่นโปเลียนมาถึงฮิตเลอร์ สตาลิน เหมาเจ๋อตง คุณทักษิณ และคุณสุเทพ
ส่วนชักธงชาตินั้น ผมมองไม่ออกว่าขัดขืนอะไร ประเทศนี้ใช้ธงชาติกล่อมให้ประชาชนลืมความอยุติธรรมและความยากลำบากมานานแล้ว ยิ่งชักยิ่งชอบ ผมเห็นหลายบ้านชักธงชาติคู่กับธงตราประจำรัชกาลมานานแล้ว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาชักเพื่อร่วมประท้วง หรือเขาชักอยู่เป็นประจำ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เสนอให้นุ่งกางเกงประท้วงเป็นสัญลักษณ์ล่ะครับ พรึบเลย นับเป็นการขัดขืนที่ “อารยะ” จริงๆ เลยทีเดียว คือเอากิจวัตรปรกติมาเป็นสัญลักษณ์ของการขัดขืน เสียแต่ว่า คุณยิ่งลักษณ์จะรู้ไหมเนี่ย ว่าถูกขัดขืนไปแล้ว
มาถึงการเป่านกหวีดใส่นักการเมืองพรรคเพื่อไทย คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่า การรังแกผู้อื่นเป็นอารยะขัดขืนไปได้อย่างไร มหาตมะคานธีตั้งกฎการเดินขบวนที่แม้แต่สาวกใกล้ชิด (เช่นท่านเนห์รู) ก็ทำไม่สำเร็จ นั่นคือเมื่อตำรวจอินเดียซึ่งใช้ไม้กระบองยาวเป็นอาวุธ (ลาธิ) ยกขึ้นจะตีหัวผู้เดินขบวน ท่านแนะว่า อย่าแม้แต่ยกมือรับกระบองเพื่อป้องกันศีรษะ (อันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์) เพราะการเคลื่อนไหวเพื่อรับกระบอง สอดรับกับการใช้ความรุนแรง อันเป็นเหตุให้ตำรวจยิ่งใช้ความรุนแรงมากขึ้น นี่เป็นสุดโต่งของอารยะขัดขืน แต่เห็นหลักการของอหิงสาซึ่งเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของอารยะขัดขืนได้ชัดดี
ถึงยกเรื่องอารยะขัดขืนออกไป การเป่านกหวีดใส่ปฏิปักษ์ก็ทำได้ยากในวัฒนธรรมไทย ครูของผมคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์เฮอเบิร์ต ฟิลลิปส์ พูดถึงบุคลิกภาพของชาวนาไทย (ซึ่งอาจรวมถึงคนไทยทั่วไปด้วย ไม่มากก็น้อย) เรื่องหนึ่งไว้ว่า คนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้าตรงๆ (face-to-face conflict) แต่เลี่ยงไปเกาะกลุ่มนินทา บัตรสนเท่ห์ หรือโจมตีปฏิปักษ์ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เห็นคู่ขัดแย้งอย่างโจ่งแจ้ง
การเป่านกหวีดเป็นการเผชิญหน้าตรงๆ คนถูกเป่าก็เห็นหน้าคนเป่าอย่างถนัด ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากทำ ยกเว้นในสถานการณ์ที่มีผู้เป่านกหวีดมากเสียจนหน้าของผู้เป่าถูกกลบไปในฝูงชน เสียงบ่นของ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่ถูกนักการเมืองเป่านกหวีดใส่นั้นน่าสนใจนะครับ ท่านบอกว่าก็คนรู้จักกันมานานๆ ทั้งนั้นไม่น่าทำอย่างนี้เลย คุณจาตุรนต์ลดการประท้วงมาเป็นเรื่องส่วนบุคคล และด้วยเหตุดังนั้น จึงกลายเป็นการเผชิญหน้าตรงๆ คนไทยฟังแล้วคงเห็นว่า อ้าว ไม่ใช่เรื่องบ้านเมืองหรอกหรือ ที่แท้ก็เรื่องหมากัดกัน กูไม่เกี่ยวดีกว่า
ผมอยากช่วยคงความหมายของ civil disobedience มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จสักที เหตุผลสำคัญคงอยู่ที่ว่า civil disobedience เกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสังคมนั้นต้องมีสำนึกในเรื่อง civil society อย่างชัดเจนและเต็มเปี่ยมกว่านี้ การเกาะกลุ่มกันเพื่อแย่งอำนาจรัฐจึงถูกบิดเบือนความหมายเป็น civil disobedience ได้ง่ายด้วยประการฉะนี้
.
อารยะขัดขืนอีกแย้ว
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5USTJOemMxTnc9P
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 11:35 น.
(ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2556 หน้า 25)
ภาพจากเวบบอร์ด มิใด้เกี่ยวข้องกับ มติชนหรือผู้เขียน
อารยะขัดขืนคือคำแปลของภาษาอังกฤษว่า civil disobedience ซึ่งนักเรียนอักษรศาสตร์ต้องรับไปด้วยความพะอืดพะอม เพราะมีรูปเหมือนคำสมาส ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเอาสองภาษามาสมาสกันได้ ถ้าแปลว่าขัดขืนอย่างอารยะ ก็ฟังเป็นไทยกว่า แม้ความเป็นคำนามดูจะหายไปก็ตาม
ผมจู้จี้กับเรื่องนี้เพราะ “อารยะ” มีความสำคัญมากในศัพท์นี้ ทั้งที่ในภาษาอังกฤษ ผมเข้าใจว่า civil ในที่นี้หมายถึงอะไรที่ไม่ใช่รัฐ มากกว่าหมายถึงนาครธรรม (civility) แต่โดยรากศัพท์สองคำนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน จะแปลว่าอารยะก็ได้ เพราะฝรั่งเชื่อว่าอารยธรรมมากับความเป็นเมืองหรือ “นาคร” และที่จริงอารยธรรมก็เป็นรากศัพท์เดียวกันในภาษาฝรั่งอีกนั่นแหละ
อารยะสำคัญอย่างไรในการทำอารยะขัดขืน ผมหวังว่าผู้อ่านจะเห็นได้เองข้างหน้า
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำฝูงชนที่ประท้วงรัฐบาลอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ยกระดับการประท้วงไปสู่การทำอารยะขัดขืนสี่แนวทางด้วยกัน
1. หยุดจ่ายภาษี แต่มาขยายความในภายหลังว่าให้ชะลอการจ่ายภาษี
2. หยุดงานและหยุดเรียนทั่วประเทศ
3. ชักธงชาติขึ้นทุกบ้านเป็นสัญลักษณ์การประท้วง
4. เป่านกหวีดใส่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
คุณสุเทพไม่ใช่คนแรกในเมืองไทยที่อ้างการกระทำของตนว่าเป็นอารยะขัดขืน ผู้ประท้วงรัฐบาลทักษิณตั้งแต่ก่อนรัฐประหารก็อ้างการกระทำของตนว่าเป็นอารยะขัดขืนเช่นกัน พันธมิตรฯ ก็เคยอ้างการละเมิดกฎหมายของตนว่าเป็นการทำอารยะขัดขืน
แต่มันใช่หรือครับ?
หลักข้อแรกของการทำอารยะขัดขืนซึ่งคุณสุเทพหรือใครอื่นที่อยากทำควรสำเหนียกไว้ด้วยก็คือ สิ่งที่ทำนั้นเป็นการละเมิดกฎหมาย แต่เพราะกฎหมายไม่ชอบธรรม หรือเพราะรัฐทำสิ่งที่เสียหายมากจนต้องประท้วงด้วยการละเมิดกฎหมาย แต่ผู้ประท้วงไม่ต้องการทำลายรัฐ อันเป็นรากฐานสำคัญของ “อารยะ” ถึงประท้วงรัฐก็ยอมรับอำนาจของรัฐ และความจำเป็นที่รัฐจะต้องดำรงอยู่ต่อไป ด้วยเหตุดังนั้นจึงยินดีรับโทษด้วยความยินดี นักปฏิบัติอารยะขัดขืนเห็นว่า การรับโทษนั่นแหละยิ่งทำให้ผู้คนมองเห็นความไม่ชอบธรรมของรัฐมากขึ้น จนออกมาร่วมประท้วงจำนวนมาก กลายเป็นพลังที่สามารถกำกับควบคุมให้รัฐยุติการกระทำที่ไม่ชอบธรรมนั้นได้
ผมไม่ทราบว่า คุณสุเทพยอมรับหลักการนี้แค่ไหนเพียงไร แต่อยากเตือนว่า นักปฏิบัติอารยะขัดขืนที่เข้าคุกหรือโดนยิงเป้า แล้วก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ราษฎรอย่างกว้างขวาง มีจำนวนน้อยมากในโลก เท่าที่ผมนึกออกก็มีกรณีที่เห็นได้ชัดคือท่านมหาตมะคานธี และ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง แต่ที่เห็นไม่ชัดอาจมีอีกก็ได้ (เพราะมักแยกไม่ออกระหว่างนักปฏิบัติอารยะขัดขืนกับนักปฏิวัติ เช่น โฮเซ่ ริซาล แห่งฟิลิปปินส์) ส่วนใหญ่ของนักปฏิบัติอารยะขัดขืน มักรับโทษไปคนเดียว ดังเช่นเดวิด โธโรส์ เจ้าตำรับชาวอเมริกัน
ในอนาคต คุณสุเทพอาจมีชื่อในประวัติศาสตร์ แต่ยังไม่สามารถทำให้ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในตอนนี้ เพราะถึงมีรัฐประหาร เขาก็คงไม่ชักสายล่อฟ้าอภิสิทธิ์ขึ้นอีก แค่ไม่มีอภิสิทธิ์ ยังไม่รู้ว่าจะปรามการจลาจลได้อย่างไร
ยิ่งคิดถึงผู้เข้าร่วมประท้วง ผมยิ่งค่อนข้างเชื่อว่า ส่วนใหญ่คงไม่อยากจะหยุดการชำระภาษี เพราะมีโทษปรับเป็นอย่างน้อย หากชำระเกินเวลาที่รัฐกำหนดไว้ อย่าลืมสิ่งที่เบนจามิน แฟรงกลิน กล่าวไว้นะครับว่า สิ่งที่แน่นอนในชีวิตมนุษย์นั้นมีอยู่สองอย่างคือความตายกับภาษี
อันที่จริง ภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐที่จะดำเนินการอะไรต่างๆ ทั้งที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม การหยุดชำระภาษีจึงเท่ากับปลดอาวุธของรัฐได้ราบเรียบอย่างแน่นอน และนักประท้วงรัฐทั่วโลกก็คิดเรื่องนี้มาหลายศตวรรษแล้ว แม้ไม่ได้คิดประท้วงรัฐเลย ก็ไม่อยากเสียภาษีอยู่ดีแหละครับ
คนที่ไม่รู้ว่าจ่ายภาษีครบหรือไม่ และออกมาพูดว่า การเสียภาษีเป็นหน้าที่พลเมืองนั้น ผมคิดว่าพลาดประเด็นไปถนัด ก็เพราะเป็นหน้าที่ซึ่งรัฐกำหนดขึ้นล่ะสิครับ จึงเอามาขัดขืนอย่างอารยะได้
แต่การไม่เสียภาษีบำรุงการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของรัฐโดยไม่ต้องรับโทษนั้นมีวิธีครับ หากเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ซึ่งใจไม่ถึงทำไม่ได้ นั่นก็คืออย่ามีรายได้หรือมีกำไรในการค้าสิครับ รวมทั้งไม่ซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
ไม่ง่ายครับ แต่มีคนใจถึงทำมาแล้ว นั่นคือ นายเดวิด โธโรส์ ที่กล่าวถึงไปแล้ว เขาเลิกทำงาน แล้วออกไปอยู่ดงหนองน้ำ Walden คนเดียวทั้งปี กินอาหารตามธรรมชาติ ไม่มีรายได้ที่จะนำมาประเมินภาษีได้ รวมทั้งไม่ซื้อหาอะไรมาบริโภคอีกด้วย เขาเห็นว่ารัฐเอาเงินภาษีไปทำสงครามรุกรานประเทศเพื่อนบ้านเล็กๆ ไม่ชอบธรรม การเสียภาษีจึงเท่ากับร่วมมือกับรัฐในการประกอบอาชญากรรมระหว่างประเทศไปด้วย
นายโธโรส์ทำอะไรเหมือนบรรพบุรุษของคนทั้งโลกเคยทำมาแล้ว คือเมื่อทนเสียภาษี ถูกเก็บส่วยและเกณฑ์แรงงานไม่ไหว ก็หนีออกไปอยู่ในที่ซึ่งมือของรัฐเอื้อมไปไม่ถึง แต่รัฐสมัยใหม่ที่นายโธโรส์มีชีวิตอยู่มือมันยาวมาก ไม่มีที่ไหนจะหนีรอด จึงต้องยากลำบากถึงเพียงนั้น เพื่อให้พ้นมือของรัฐไปได้
ผมไม่เชื่อว่าจะมีผู้เข้าร่วมประท้วงกับคุณสุเทพสักคนเดียวที่พร้อมจะหยุดจ่ายภาษีด้วยวิธีอารยะขัดขืน เพราะมันแพงไปในทุกทาง แพงค่าปรับ และแพงชีวิตเกินกว่าคนทั่วไปจะรับไหว
ผมอดคิดถึงการประท้วงธนาคารของคนจนฟิลิปปินส์ไม่ได้ ดูเหมือนธนาคารเรียกเก็บเงินค่ารักษาบัญชีอะไรทำนองนั้น คนจนจึงประท้วงด้วยการถอนเงินและฝากเงินที่เคาน์เตอร์กันทั้งวัน จนธนาคารแทบทำอะไรไม่ได้ นอกจากบริการลูกค้าที่ถอนๆ ฝากๆ อยู่ทั้งวัน นี่คืออารยะขัดขืนจริง และทำได้ในโลกสมัยปัจจุบัน ยังมีวิธีอารยะขัดขืนที่คนจนทั่วโลกคิดขึ้นอีกหลายวิธี ล้วนเด็ดๆ และเป็นการขัดขืนอย่างอารยะทั้งนั้น เพราะอารยะคือเกราะป้องกันตัวของคนจนคนไร้อำนาจ อาวุธของคนจนจึงล้วนเป็นอารยาวุธทั้งสิ้น
แต่อาวุธที่อารยะเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากผู้นำคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ขึ้นไปร้องตะโกนบนเวที แล้วให้ปรบมือหรือเป่านกหวีดรับเป็นมติ อาวุธอารยะเกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกัน คิดร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขข้อบกพร่องและอุดช่องโหว่ต่างๆ จึงลงมือปฏิบัติการร่วมกันให้ได้ผล การดำเนินการแบบประชาธิปไตยนั้นเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการคนจน ไม่ใช่การนำของวีรบุรุษเอกชนคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว
ยกเว้นแต่มีผู้นำระดับมหาตมะคานธี แต่คนอย่างคานธีไม่ได้เกิดมีขึ้นได้บ่อยๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน กระบวนการประชาธิปไตยจึงมีความสำคัญที่ขาดไม่ได้ของการทำอารยะขัดขืน เพราะดังที่กล่าวแล้วว่า ในรัฐปัจจุบัน การทำอารยะขัดขืนโดยปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องที่ยากเกินไป จำเป็นต้องทำเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่พอสมควร กลุ่มก้อนนั้นจะรวมตัวกันติดเป็นเวลานานได้ ก็คือการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมเท่านั้น ทุนอุดหนุนการชุมนุมก็ตาม, วาทศิลป์ของผู้นำก็ตาม, ความบันเทิงบนเวทีก็ตาม ฯลฯ มาแทนที่การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมไม่ได้
เพราะดูยังไงๆ ก็เป็นการประท้วงของคุณสุเทพและแฟนานุแฟนของ ปชป. อยู่ดี ไม่ใช่อารยะขัดขืน
การหยุดงานและหยุดเรียนก็มีราคาเหมือนกัน หากผู้ประกอบการทั้งหลายพากันปิดงานประท้วง ราคาที่ต้องจ่ายก็คือ อาจผลิตสินค้าได้ไม่ทันออเดอร์ ในขณะที่พนักงานไม่มีราคาต้องจ่าย ยกเว้นแต่ลูกจ้างรายวัน (ซึ่งมีจำนวนมหึมาในแรงงานไทย) แต่หากให้พนักงานแต่ละคนหยุดงานโดยสมัครใจ คงทำได้จำนวนน้อยเท่านั้น เพราะพนักงานส่วนใหญ่คือคนที่ต้องเกรงใจนายจ้าง คนที่นายจ้างเกรงใจมีจำนวนน้อย แม้แต่หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ ก็มีเฉพาะบางหน่วยที่ไม่ต้องกลัวนายเท่านั้น เช่นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์บางคณะ หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตบางหน่วย ก็อย่างที่บอกแล้วว่ามันมีราคาที่ประมาณลำบาก เรี่ยไรเงินยังพร้อมจ่ายมากกว่า เพราะรู้แล้วว่าจะจ่ายเท่าไร
ผมไม่ทราบว่าเหตุใดผู้นำการประท้วงจึงเลือกวิธีนี้ในการทำอารยะขัดขืน เพราะเป็นวิธีที่หวังผลได้น้อย อยากจะเดาว่าประเมินกำลังของตนเองผิด เหมือนการนำคนเดียวในที่อื่นและสถานการณ์อื่น
การประเมินผิดเป็นจุดอ่อนของระบบนำคนเดียวเสมอ นับตั้งแต่นโปเลียนมาถึงฮิตเลอร์ สตาลิน เหมาเจ๋อตง คุณทักษิณ และคุณสุเทพ
ส่วนชักธงชาตินั้น ผมมองไม่ออกว่าขัดขืนอะไร ประเทศนี้ใช้ธงชาติกล่อมให้ประชาชนลืมความอยุติธรรมและความยากลำบากมานานแล้ว ยิ่งชักยิ่งชอบ ผมเห็นหลายบ้านชักธงชาติคู่กับธงตราประจำรัชกาลมานานแล้ว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาชักเพื่อร่วมประท้วง หรือเขาชักอยู่เป็นประจำ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เสนอให้นุ่งกางเกงประท้วงเป็นสัญลักษณ์ล่ะครับ พรึบเลย นับเป็นการขัดขืนที่ “อารยะ” จริงๆ เลยทีเดียว คือเอากิจวัตรปรกติมาเป็นสัญลักษณ์ของการขัดขืน เสียแต่ว่า คุณยิ่งลักษณ์จะรู้ไหมเนี่ย ว่าถูกขัดขืนไปแล้ว
มาถึงการเป่านกหวีดใส่นักการเมืองพรรคเพื่อไทย คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่า การรังแกผู้อื่นเป็นอารยะขัดขืนไปได้อย่างไร มหาตมะคานธีตั้งกฎการเดินขบวนที่แม้แต่สาวกใกล้ชิด (เช่นท่านเนห์รู) ก็ทำไม่สำเร็จ นั่นคือเมื่อตำรวจอินเดียซึ่งใช้ไม้กระบองยาวเป็นอาวุธ (ลาธิ) ยกขึ้นจะตีหัวผู้เดินขบวน ท่านแนะว่า อย่าแม้แต่ยกมือรับกระบองเพื่อป้องกันศีรษะ (อันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์) เพราะการเคลื่อนไหวเพื่อรับกระบอง สอดรับกับการใช้ความรุนแรง อันเป็นเหตุให้ตำรวจยิ่งใช้ความรุนแรงมากขึ้น นี่เป็นสุดโต่งของอารยะขัดขืน แต่เห็นหลักการของอหิงสาซึ่งเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของอารยะขัดขืนได้ชัดดี
ถึงยกเรื่องอารยะขัดขืนออกไป การเป่านกหวีดใส่ปฏิปักษ์ก็ทำได้ยากในวัฒนธรรมไทย ครูของผมคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์เฮอเบิร์ต ฟิลลิปส์ พูดถึงบุคลิกภาพของชาวนาไทย (ซึ่งอาจรวมถึงคนไทยทั่วไปด้วย ไม่มากก็น้อย) เรื่องหนึ่งไว้ว่า คนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้าตรงๆ (face-to-face conflict) แต่เลี่ยงไปเกาะกลุ่มนินทา บัตรสนเท่ห์ หรือโจมตีปฏิปักษ์ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เห็นคู่ขัดแย้งอย่างโจ่งแจ้ง
การเป่านกหวีดเป็นการเผชิญหน้าตรงๆ คนถูกเป่าก็เห็นหน้าคนเป่าอย่างถนัด ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากทำ ยกเว้นในสถานการณ์ที่มีผู้เป่านกหวีดมากเสียจนหน้าของผู้เป่าถูกกลบไปในฝูงชน เสียงบ่นของ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่ถูกนักการเมืองเป่านกหวีดใส่นั้นน่าสนใจนะครับ ท่านบอกว่าก็คนรู้จักกันมานานๆ ทั้งนั้นไม่น่าทำอย่างนี้เลย คุณจาตุรนต์ลดการประท้วงมาเป็นเรื่องส่วนบุคคล และด้วยเหตุดังนั้น จึงกลายเป็นการเผชิญหน้าตรงๆ คนไทยฟังแล้วคงเห็นว่า อ้าว ไม่ใช่เรื่องบ้านเมืองหรอกหรือ ที่แท้ก็เรื่องหมากัดกัน กูไม่เกี่ยวดีกว่า
ผมอยากช่วยคงความหมายของ civil disobedience มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จสักที เหตุผลสำคัญคงอยู่ที่ว่า civil disobedience เกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสังคมนั้นต้องมีสำนึกในเรื่อง civil society อย่างชัดเจนและเต็มเปี่ยมกว่านี้ การเกาะกลุ่มกันเพื่อแย่งอำนาจรัฐจึงถูกบิดเบือนความหมายเป็น civil disobedience ได้ง่ายด้วยประการฉะนี้
.
2556-10-14
เสกสรรค์: การประกาศจุดยืน-ข้อเสนอแนะต่อขบวนประชาธิปไตย
.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: การประกาศจุดยืน-ข้อเสนอแนะต่อขบวนประชาธิปไตย
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49233 . . Sun, 2013-10-13 17:58
13 ต.ค.56 ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ องค์ปาฐกคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และนักคิดนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เขากล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับความหมายทางการเมืองและเจตนารมณ์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ประชาธิปไตยยังไม่สามารถปักหลักมั่นคงได้ในสังคม โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัย ได้แก่ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน, ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา
นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงพลังการเคลื่อนไหวในปัจจุบันว่าเป็นการสืบต่อเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาฯ ในการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม โดยระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิด “กลุ่มชนชั้นกลางใหม่” คือคนในชนบทและคนชั้นกลางหัวเมืองซึ่งกลายมาเป็นผู้มีบทบาทหลักในการผลักดันประชาธิปไตย แสวงหาพื้นที่ทางการเมือง ประกอบกับการเกิดขึ้นของทุนใหม่โลกาภิวัตน์ที่ต้องการมาแทนที่อำนาจเก่าด้วยการสร้างนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชนกว้างขวางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นการชุบชีวิตระบบรัฐสภา และเป็น “หุ้นส่วนที่เหลือเชื่อ” ในทางการเมือง
“พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสันพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต” เสกสรรค์กล่าว
เขายังนำเสนอข้อเสนอแนะต่อขบวนเคลื่อนไหวหรือพลังประชาธิปไตยใน 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1.พลังประชาธิปไตยต้องรักษากลไกของระบอบอื่นๆ นอกเหนือจากรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย ไม่ใช่มุ่งปกป้องแต่พรรคใดหรือรัฐบาลใด 2. เพื่อเสถียรภาพของระบอบ จำเป็นต้องขยายแนวร่วมไปยังชนชั้นหรือบุคคลกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุด เพราะในยุคโลกภิวัตน์ประชาชนมิได้เป็นก้อนเดียว พร้อมทั้งต้องยึดถือหลัก “เสรีนิยมทางการเมือง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีคู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ การเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิมก็เป็นพลังประชาธิปไตยแบบหนึ่งที่จำเป็นต้องให้พื้นที่ในการเรียกร้อง วิจารณ์รัฐบาล สิ่งนี้เป็นกลไกทำให้ระบบดีขึ้น ไม่ได้ขัดแย้งกับพลังมวลชนที่ชื่นชอบพรรค 3. ขบวนประชาธิปไตยควรเรียนรู้การใช้อำนาจอ่อนในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ซึมลึกในสังคมไทย นำเสนอสิ่งที่ดีกว่าเพื่อให้สังคมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่ผู้คนเท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งน่าหวงแหน โดยมีจังหวะก้าวที่ระมัดรวังไม่ทำให้ผู้คนจำนวนมากในสังคมรู้สึกสูญเสียที่ยืนในความคิดความเชื่อ เพราะความขัดแย้งประเด็นทางวัฒนธรรมบางอย่างละเอียดอ่อนและมีแนวโน้มนำสู่ความรุนแรงได้ง่าย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
( เอกสารปาฐกถา ..มธ 13 ต.ค.2556 ..ฯ /37ปี 6ตุลา.. )
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางผู้รักประชาธิปไตยทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า และยิ่งยินดีเป็นพิเศษที่ได้พบปะกับมิตรสหายที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เมื่อ 40 ปีก่อนในวันเวลาเดียวกันนี้ คนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยได้พร้อมใจกันเคลื่อนกำลังออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมวลมหาประชาชนประกาศตนไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ มันเป็นการต่อสู้อันมีชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะฝ่ายหนึ่งกุมอำนาจรัฐด้วยอำนาจกระบอกปืน ขณะที่ฝ่ายเรามีสองมือเปล่าและหัวใจเปี่ยมความฝัน ชัยชนะในครั้งนั้นสอนเราว่าเจตนารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าในชีวิตของคนคนหนึ่งหรือการเติบโตของประชาชาติหนึ่ง เจตจำนงแน่วแน่เป็นเรื่องสำคัญโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะเมื่อมาจากคนเรือนแสนเรือนล้านที่ผนึกกันเป็นหนึ่งเดียว
ถามว่าเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาคืออะไร เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ต้องโต้เถียงกันอีก ก่อนการลุกสู้ครั้งนั้น ประชาชนไทยต้องเจ็บช้ำอยู่ใต้ระบอบเผด็จการนานหลายปี ความฝันก็ดี ความแค้นก็ดี ล้วนถูกบ่มเพาะจากสภาวะปราศจากสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นคนถูกเหยียบย่ำทำลาย ไม่ต้องเอ่ยถึงความเป็นอยู่ยากลำบากอันเนื่องมาจากการเมืองที่ผูกขาด
สภาพดังกล่าวทำให้เราปรารถนาเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม มันเป็นเช่นนั้นตั้งแต่วันนั้นและยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้ ประชาธิปไตยที่ปรารถนาย่อมแยกไม่ออกจากจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้น เราไม่ต้องการเพียงระบอบการปกครองของชนชั้นนำที่ผูกขาดอำนาจแล้วปะแป้งให้ดูดีกว่าเดิม หากเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมในฐานะทางการเมืองเท่าเทียมกัน เป็นกระบวนการทางการเมืองที่แนบแน่นอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้คนได้อย่างแท้จริง
ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหลอมรวมจุดหมายและวิธีการไว้ด้วยกันได้อย่างแน่นแฟ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถจับโกหกได้ เมื่อมีใครแยกสองส่วนนั้นออกจากกัน หรือบอกเราว่าจุดหมายอยู่ที่ประชาธิปไตย แต่วิธีการกลับกลายเป็นอย่างอื่น
คนเราจะบรรลุความเป็นเสรีชนได้อย่างไร หากไม่สามารถเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจและบอกโลกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร ความเสมอภาคของมนุษย์จะปรากฏเป็นจริงด้วยวิธีไหน หากไม่ใช่สิทธิเสียงที่เท่ากันในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
ความเป็นธรรมก็เช่นกัน เราคงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ถ้าผู้คนที่เสียเปรียบไม่สามารถผลักดันให้รัฐคุ้มครองผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเขา ดังนั้น ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองที่เลื่อนลอย หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่จับต้องไม่ได้ หากเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เรียบง่ายชัดเจนและมีสาระใจกลางของปรัชญาอยู่หนึ่งประโยคเท่านั้น คือ ให้ประชาชนเป็นนายตัวเอง
ในแนวคิดประชาธิปไตย ไม่มีใครมีสิทธิปกครองผู้อื่นได้ เพราะทุกคนมีความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน ดังนั้น การเป็นนายตัวเองจึงหมายถึงการปกครองตนเอง ซึ่งเมื่อแปลงเป็นระบอบการเมืองแล้วเท่ากับว่ารัฐบาลต้องมาจากความเห็นชอบของประชาชน ในขณะที่ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความต้องการของเขา แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่คิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว สำหรับสังคมที่ไม่เคยชินกับความเสมอภาค และยิ่งไม่เคยชินกับการลุกขึ้นยืนอย่างทรนงของประชาชนธรรมดา ดังนั้น การเคลื่อนไหวของกรรมกรชาวนาและบรรดานักศึกษาที่เห็นอกเห็นใจในช่วงหลัง 14 ตุลา 16 จึงถูกป้ายสีอย่างเป็นระบบ และถูกให้ร้ายว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในสายตาของชนชั้นปกครองไทย พวกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อสกัดการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ของชนชั้นล่างๆ ที่เสียเปรียบ กระทั่งในที่สุดได้ก็ได้ใช้วิธีโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ผสานกำลังอันธพาลเข้ากับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบล้อมปราบฆ่าฟันนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมใน มธ. เมื่อ 6 ตุลา 19
คงไม่ต้องย้ำ ท่านทั้งหลายคงรู้สึกเองอยู่แล้วว่า พื้นที่เล็กๆ ที่เราใช้ประชุมกันอยู่นี้เคยเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งเสรีภาพและอนุสรณ์สถานของฝ่ายประชาชน เป็นที่ที่เราทั้งเคยปักธงแห่งชัยชนะและเช็ดเลือดของผองเพื่อนที่จากไป
แน่นอน การต่อสู้ไม่อาจสิ้นสุดลงเพียงเพราะประชาชนถูกปราบปราม หลังปี 2519 เราอาจพูดได้ว่าประเทศไทยตกอยู่ในสภาพของสงครามกลางเมืองและมันได้สั่นคลอนเผด็จการอำนาจรัฐอย่างถึงราก การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของนักศึกษาและประชาชนขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งชนชั้นปกครองในเวลานั้นจำเป็นต้องทบทวนท่าทีของตน
อันที่จริงสงครามไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาของผู้ใด เนื่องจากมันคือกองไฟที่อาศัยชีวิตมนุษย์เป็นฟ่อนฟืน กระนั้นก็ตาม เมื่อต้องเลือกระหว่างการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อกับการยอมจำนนกับการกดขี่ข่มเหง ก็คงมีน้อยคนนักที่จะเลือกชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี แม้ว่าท้ายที่สุด ความผันผวนของสถานการณ์สากลผนวกกับความผิดพลาดขององค์กรนำจะทำให้กองกำลังทางอาวุธต้องสลายตัวลง แต่ความไม่ยอมศิโรราบของหนุ่มสาวสมัยนั้นก็ส่งผลกระเทือนหนักหน่วงต่อชนชั้นนำผู้กุมอำนาจแห่งรัฐ มันทำให้พวกเขาตระหนักว่า การปกครองแบบก่อน 2516 เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว จึงต้องเร่งปรับตัวเข้าหาระบอบประชาธิปไตย ถึงจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม
ถามว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากประวัติศาสตร์ช่วงนี้ คำตอบแรกคือ ประชาชนสามารถคัดหางเสือประวัติศาสตร์ได้ ถ้าเราร่วมมือร่วมแรงกันผลักดันบ้านเมืองไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่เราคงต้องยอมรับว่า เส้นทางเดินของประวัติศาสตร์มิใช่ทางตรง มันยอกย้อน คดเคี้ยว กระทั่งวกกลับได้เป็นบางครั้ง เส้นทางเดินของประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน จากการต่อสู้ 14 ตุลา ถึงวันนี้ เวลาผ่านมาถึง 40 ปี ถ้านับจากวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกแห่งการปักธงประชาธิปไตยของสังคมไทย เวลาก็ผ่านมานานกว่า 80 ปี อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ่านไปไม่ใช่พื้นที่ที่ว่างเปล่า แค่นับเฉพาะ 40 ปีหลังเราก็จะพบว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ในจำนวนนี้เป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 3 ครั้ง คือในปี 2519, 2534,2549 ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายรัฐ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กรณีพฤษภาคม 2535 และกรณีกระชับพื้นที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553
เช่นนี้แล้ว เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อะไรเล่าเป็นอุปสรรคกั้นขวางไม่ให้บ้านเมืองนี้สามารถตั้งรัฐบาลได้อย่างสันติต่อเนื่อง อะไรทำให้ประชาชนต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจ ด้วยเหตุอะไรหรือ ระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยจึงไม่สามารถหยั่งรากมั่นคงในประเทศไทย
ผมเองในฐานะปัจเจกชนอาจจะมองปัญหาไม่ครบถ้วน แต่เท่าที่เห็น คิดว่า อุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยน่าจะมาจากเหตุปัจจัย 3 อย่างที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน คือ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา
ขออนุญาตให้เวลาเพิ่มเติมกับประเด็นเหล่านี้
เราคงต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยเป็นความคิดทางการเมืองและระบอบการเมืองที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศที่มีอายุหลายร้อยปีอย่างไทย ดังนั้น แม้ว่าประชาธิปไตยจะสะท้อนจิตวิญญาณของยุคสมัย และขั้นตอนสูงขึ้นของวิวัฒนาการทางสังคม แต่ก็มีข้อเสียเปรียบที่ต้องแตกหน่อผลิใบบนผืนดินที่เต็มไปด้วยอำนาจเก่า ความคิดเดิม พูดง่ายๆ ว่า ประชาธิปไตยจะโตใหญ่ขยายตัวไม่ได้เลย หากไม่สามารถช่วงชิงพื้นที่จากความคิดอื่น อำนาจอื่น ขณะเดียวกันผู้พิทักษ์แนวคิดเดิมและผู้ปกครองแต่เดิมก็ย่อมดิ้นรนต่อต้านเพื่อรักษาพื้นที่ตน อันนี้เป็นกฎธรรมดาของประวัติศาสตร์สังคม ดังนั้น ตลอด 40 ปีมานี้ นาฏกรรมทางการเมืองของไทยจึงหมุนวนรอบห้อมล้อมรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหารซึ่งผูกพ่วงไปมาสลับกันระหว่างรัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนได้รับอิสระเสรีภาพและเชิดชูความเท่าเทียมของมนุษย์ต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ประชาธิปไตยมีที่อยู่ที่ยืน
ถามว่าทำไมชนชั้นนำแต่เดิมไม่ยอมรับและเปิดทางให้ประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งที่การต่อต้านของฝ่ายประชาชนทำให้เห็นแล้วว่าระบอบอำนาจนิยมเป็นสิ่งล้าหลังทางประวัติศาสตร์ ในยุคนี้สมัยนี้การบังคับบัญชาราษฎรจากข้างบนลงมานอกจากจะหักล้างศักดิ์ศรีความเป็นคนแล้วยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลก คำตอบมีอยู่ว่า นอกจากต้องการรักษาสัดส่วนในพื้นที่อำนาจที่พวกเขาเคยครอบครองแล้ว ชนชั้นนำเก่ายังมีชุดความคิดที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้องกว่าประชาธิปไตยด้วย หรืออย่างน้อยก็ถูกต้องกว่าประชาธิปไตยในความหมายที่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยประกอบด้วยมวลชนจำนวนไม่น้อยที่สมาทานชุดความคิดแบบอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม และชาตินิยมที่คับแคบและแยกออกจากประโยชน์สุขของประชาชน แนวคิดทั้งปวงนี้บางด้านเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางด้านก็ขัดแย้งกับคุณค่าประชาธิปไตยแบบประสานงา และยังถูกผลิตอย่างตั้งอกตั้งใจ และขยายเป็นพิเศษหลังรัฐประหารทุกครั้ง พูดอีกแบบก็คือ แทนที่ประชาธิปไตยไทยจะตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับมัน วัฒนธรรมที่เน้นย้ำเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม การณ์กลับกลายเป็นว่าประชาธิปไตยไทยยังไม่มีฐานวัฒนธรรมที่เหมาะสมคอยเกื้อหนุนและห้อมล้อมให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นนี้แล้วจึงมีความเป็นไปได้ตลอดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำการเมืองบนเวทีประชาธิปไตย จะถูกกล่าวหาว่ามีความผิดทางวัฒนธรรมทั้งๆ ที่บางเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองเลย ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้เสมอที่มวลชนผู้ซาบซึ้งกับวัฒนธรรมเก่าจำนวนไม่น้อยจะออกมาเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีนอกระบบ หรืออย่างน้อยก็ออกมาต้อนรับการรัฐประหารโดยไม่คำนึงถึงผลเสียระยะยาว
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประชาธิปไตยมีพลังรองรับอย่างแน่นหนา คงเส้นคงวา เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และซับซ้อนพอสมควร การที่เหตุการณ์ อย่าง 14 ตุลาคมเกิดขึ้นได้ หรือเหตุการณ์ในปี 2535 และ 2553 เกิดขึ้นได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพลังประชาชนที่คัดค้านการผูกขาดอำนาจนั้นมีมากพอที่จะขับพลังอำนาจนิยมให้ถอยร่นออกไป แต่การจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพยังเป็นอีกเรื่องและจำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขมากกว่านี้ พูดง่ายๆ สั้นๆ ก็คือว่า ประชาธิปไตยไทยต้องมีฐานพลังทางสังคมที่พร้อมแบกพันธะในการพิทักษ์รักษาและเสริมความมั่นคงในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำอีก
ถามว่าแล้วชนกลุ่มไหนเล่าที่พร้อมทำหน้าที่ดังกล่าว
ช่วงหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม ชนชั้นผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเคยมีพลังทางการเมืองอย่างมหาศาล แต่หลังรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ขบวนกรรมกรแรงงานถูกควบคุมเข้มงวดจนไม่อาจฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้คนงานในระบบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ถึงร้อยละ 1 เพราะการก่อตั้งหสภาพแรงงานนั้นทำได้ยาก ผู้นำคนงานมักถูกนายทุนกลั่นแกล้ง กีดขวางไม่ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กระทั่งถูกปลดจากงาน ถูกคุกคามทำร้ายโดยที่ฝ่ายรัฐยืนข้างฝ่ายทุนเสมอมา ดังนั้น ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและไร้การจัดตั้งเป็นส่วนใหญ่ คงไม่ง่ายที่พลังกรรมกรจะเป็นพลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย
ลองหันมามองพลังนักศึกษา ในอดีตนักศึกษาและปัญญาชนเคยเป็นกองหน้าที่ฮึกห้าวเหิมหาญในการบุกเบิกพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ หลังการปราบกวาดล้างปี 2519 มหาวิทยาลัยถูกอำนาจรัฐและพลังอนุรักษ์ดัดแปลงให้เป็นเพียงโรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง ยิ่งมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งประกอบด้วยระบบการค้าเสรี การบริโภคเสรี สังคมไทยก็เปลี่ยนไปมาก ประชากรในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนไปด้วย พื้นที่ในมหาวิทยาลัยถูกยึดครองโดยบุตรหลานของผู้มีรายได้สูง มีความใฝ่ฝันในชีวิตกระจัดกระจายและกระเจิดกระเจิงไปตามจินตนาการส่วนตัวมากกว่าจะมีสายใยใดกับสังคมต้นกำเนิด และยิ่งไม่มีสำนึกผูกพันกับชนชั้นผู้เสียเปรียบ ดังนั้น เราจึงพูดได้ว่า เราไม่มีขบวนนักศึกษาในความหมายเดิม แม้จะมีนักศึกษากลุ่มย่อยที่เอาธุระอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ของนักศึกษาแล้วอาจต้องอาศัยสถานการณ์ที่พิเศษมากๆ ในการปลุกพวกเขาให้ตื่นรู้ในเรื่องความเป็นมาและความเป็นไปในสังคม
แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องนี้คงปัดความรับผิดชอบทางศีลธรรมให้เยาวชนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะชนชั้นกลางในระดับตัวพ่อตัวแม่เองก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าใด โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่มักแกว่งไกวอยู่ระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม ในอดีตคนชั้นกลางในเมืองเคยสร้างคุณูปการใหญ่หลวงในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย ไม่ว่าปี 2516, 2535 เขาล้วนเป็นกำลังหลักในการต่อต้านเผด็จการ น่าเสียดายที่มาถึงวันนี้คนชั้นกลางดั้งเดิมกำลังกลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของแนวคิดอนุรักษ์นิยม จากการที่เคยผลักดันประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้า พวกเขากลับกลายเป็นชนชั้นที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ไว้ในจุดที่ตัวเองได้เปรียบในทุกด้าน ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักน่าจะมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจทุนนิยม เน้นการส่งออก การค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน เงื่อนไขดังกล่าวเพิ่มความมั่นคงให้คนชั้นกลางเดิมหลายเท่าและแยกชีวิตพวกเขาออกจากส่วนที่เหลือของสังคม ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการถือครองทรัพย์สินที่คนบนสุด 20% แรกของจำนวนประชากรไทย มีทรัพย์สินมากกว่าคน 20% ที่อยู่ข้างล่างถึงเกือบ 70 เท่า ความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจเช่นนี้ นับวันทำให้ชนชั้นกลางเก่ามีโอกาสในชีวิต วิถีชีวิตเหนือกว่าคนไทยอีกมหาศาล และยังตัดเฉือนความสัมพันธ์ที่เคยมีระหว่างพวกเขาและชนชั้นอื่นๆ ด้วย ดังนั้น นอกเหนือจากปัจเจกบุคคลที่มีสายตากว้างไกลอันมีอยู่น้อยนิด เราอาจจะกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันคนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่สนใจ ไม่เห็นใจชะตากรรมคนส่วนใหญ่ที่อยู่ล่างจากตน พวกเขามักหมกมุ่นกับเรื่องส่วนตัว การบริโภค การสร้างสไตล์ในชีวิตที่วิจิตรบรรจง กระทั่งนิยามความดี ความงามและความจริง หลุดลอยไปจากความถูกต้องเป็นธรรมทางสังคม
โดยนัยยะทางการเมืองแล้ว สภาพดังกล่าวหมายความว่า ชนชั้นกลางเก่ามีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจกระทบฐานะตน ที่ผ่านมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า จำนวนไม่น้อยพร้อมสนับสนุนวิธีการนอกระบบในการเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าหากมันจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าโลกของตัวเองจะไม่ถูกโยกไหวสั่นคลอน เช่นนี้แล้วประชาธิปไตยจึงได้ขาดพลังที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม การเติบใหญ่ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนฐานะและโลกทัศน์ของคนชั้นกลางในเมืองฝ่ายเดียว แต่กวาดต้อนคนในหัวเมืองและในชนบทมาไว้ในกรอบทุนนิยมด้วย ทำให้พวกเขามีฐานะทางชนชั้นและวิธีคิดที่ต่างไปจากเดิมเช่นกัน นักวิชาการหลายท่านยืนยันตรงกันว่าระยะหลังชนบทไทยเปลี่ยนมาก เกิดการแบ่งตัวทางชนชั้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ นอกเหนือจากการอพยพเข้ามาขายแรงงานและประกอบอาชีพอิสระในเมืองแล้ว ชาวนาชาวไร่อีกมหาศาลได้เปลี่ยนฐานะจากเกษตรกรแบบเก่าเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ผลิตเพื่อขายและกลายเป็นผู้เล่นอีกกลุ่มในตลาดทุนนิยม แม้คนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ไม่ได้มีฐานะยากจนในความหมายสัมบูรณ์แต่พวกเขาก็ยังเสียเปรียบนานัปการในโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาผลผลิต การเข้าถึงทุน เข้าถึงสวัสดิการ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา พูดง่ายๆ คือ ทั้งๆ ที่มีจำนวนมหาศาลและมีคุณูปการในกระบวนการผลิตในประเทศไทย แต่พี่น้องเหล่านี้เป็นชนชั้นที่ถูกมองข้ามหรือไม่มีตัวตน จึงไม่แปลกที่พวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อประกาศการดำรงอยู่ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้จะต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดเสรี และเพิ่มอำนาจขับเคลื่อนนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน
อันนี้นับเป็นข่าวดีจากมุมมองประชาธิปไตย เพราะใครเล่าจะต้องการเสรีภาพเท่ากับคนที่ต้องการบอกโลกว่าพวกเขามีเรื่องเดือดร้อน ใครเล่าจะต้องการระบอบนี้เท่ากับผู้คนที่แสดงหาความเสมอภาคและความเป็นธรรม ในฐานะผู้ผ่านศึก 14 ตุลาคม ผมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านี้ตั้งอยู่บนเจตนารมณ์เดียวกับการต่อสู้เมื่อ 40 ปีก่อน เพียงแต่บริบทของยุคสมัยอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว มันเป็นการผูกโยงประชาธิปไตยกับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า สังคมที่ดีกว่า ส่งเสริมให้ผู้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันซึ่งเป็นแก่นแท้ของปรัชญาประชาธิปไตย
แน่นอน มันเป็นเรื่องธรรมดาทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นใหม่ต้องขอแบ่งพื้นที่ทางการเมืองในความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่ปฏิบัติการเช่นนี้ย่อมนำสู่การปะทะกับชนชั้นเดิม ปัญหามีอยู่ว่า พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต
กล่าวสำหรับการยืนหยัดพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น ผมเชื่อมั่นว่า คนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมืองหลวงตลอดจนปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจ คงจะยืนอยู่ในจุดนี้ไปอีกนาน ด้วยเหตุผลเรียบง่าย คือ พวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเสียเปรียบทางชนชั้นอันสืบเนื่องจากโครงสร้างทุนนิยมนั้น ไม่อาจแก้ไขหรือชดเชยด้วยวิธีอื่น นอกจากเพิ่มอำนาจต่อรองผู้เสียเปรียบด้วยวิธีการทางการเมือง ด้วยเหตุดังนี้ เวทีประชาธิปไตยจึงขาดไม่ได้สำหรับคนเล็กคนน้อย เพราะนั่นเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวในการแสดงตัวตน สามารถสร้างทางเลือกในระดับนโยบาย และสามารถอาศัยสิทธิพลเมืองสนับสนุนผู้แทนทางการเมืองที่ขานรับความต้องการของพวกเขา อันที่จริง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่ากับช่วยชุบชีวิตให้ระบบรัฐสภาไทยซึ่งก่อนหน้านี้มักถูกออกแบบให้อ่อนแอต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจการนำของชนชั้นนำที่มาจากภาคราชการ ในอีกด้านความเคลื่อนไหวในรูปขบวนการชนชั้นกลางใหม่ต่างจังหวัด ก็กดดันให้พรรคการเมืองที่เคยจำกัดตัวในกลุ่มผลประโยชน์แคบๆ เดินแนวทางมวลชนมากขึ้นแม้จะยังไม่ใช่พรรคมวลชนในความหมายที่เต็มรูป แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นพัฒนาการสำคัญของประชาธิปไตย
จะว่าไปความเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านั้นนับว่าต่างจากการเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิม ในด้านหนึ่งพวกเขายังต้องอยู่ในตลาดทุนนิยมแต่ในอีกด้านหนึ่งก็อยู่ในภาพที่เสียเปรียบสุด สภาพดังกล่าวจึงต้องเกาะติดและต่อรองกับการเมืองภาคตัวแทนเพื่อจะได้อาศัยนโยบายของรัฐมาช่วยคุ้มครองและถ่วงดุลข้อเสีย ในทางตรงกันข้าม กำลังของการเมืองภาคประชาชนในแบบฉบับเดิม มักมาจากกลุ่มชนที่อยากถอยห่างจากตลาดเสรี ต้องการบริหารจัดการชีวิตเรียบเรียบในท้องถิ่นของตัวเองในท้องถิ่นต่างๆ โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐและทุนใหญ่ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาธิปไตยในสายตาของขบวนการเมืองภาคประชาชนจึงมักเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ การกระจายทรัพยากร รวมทั้งลดอำนาจลดบทบาทการเมืองแบบตัวแทนควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ของประชาธิปไตยทางตรง
ตามความมเห็นของผม การเมืองของคนเล็กคนน้อยทั้งสองกระแสล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพลังประชาธิปไตย และไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน เนื่องจากจุดร่วมของทั้งสองฝ่ายคือ ไม่ต้องการระบอบอำนาจนิยม และต่างฝันถึงอิสรภาพ ความเป็นธรรมที่ตัวเองพึงได้รับ ฝันถึงชีวิตที่ไม่ถูกละเมิดล่วงเกิน
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า ความตื่นตัวของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทนั้นแม้จะสำคัญมากสำหรับการขยายตัวของประชาธิปไตย แต่ก็ไม่เพียงพอจะขับดันประชาธิปไตยไปสู่ขั้นตอนใหม่ หากไม่มีปรากฏการณ์อีกอย่างเกิดขึ้นในเวลาที่ประจวบเหมาะกันคือ การเกิดขึ้นของกลุ่มทุนใหม่ที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์
กลุ่มทุนใหม่นี้ก็มีปัญหาคล้ายชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดที่คิดว่าตนเองต้องการพื้นที่ทางการเมืองที่ควรได้รับและหนทางที่พวกเขาจะเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำเก่าในศูนย์อำนาจก็ต้องอาศัยเวทีประชาธิปไตยด้วย เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ จุดหมายของ 2 ฝ่ายจึงมาบรรจบกัน และกำลังทางสังคมของทั้ง 2 ส่วนที่โดยพื้นฐานแล้วต่างกันก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองที่เหลือเชื่อในกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งได้ขึ้นคุมอำนาจและจัดการระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับนโยบายที่ตอบสนองปัญหาของตน ไม่ว่าการกำหนดราคาผลผลิตการเกษตร การเข้าถึงเงินทุน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเข้าถึงสวัสดิการ ฯ
พูดตามความจริง -ปรารถนาที่จะเห็นประชาธิปไตยกินได้-ไม่ใช่ความฝันใหม่แต่อย่างใด มันมีมาตั้งแต่การต่อสู้ 14 ตุลาคม เมื่อนักศึกษาปัญญาชนผนึกกำลังกรรมกรชาวนาเรียกหาค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมและที่ดินสำหรับผู้หว่านไถ แต่ทั้งหมดนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหม่ในระบบรัฐสภาไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจต่อรองจริง และนโยบายพรรคการเมืองเป็นสิ่งจับต้องได้ เกิดผลเป็นรูปธรรมแทนสัญญาลมๆ แล้งๆ เหมือนที่ผ่านมา
แน่ล่ะ คนอยู่บนเวทีอำนาจมือไม้ย่อมต้องเปรอะเปื้อน และผู้นำรัฐบาลที่เป็นทางเลือกของชนชั้นกลางใหม่ก็มีข้อผิดพลาดใหญ่อยู่หลายประการ แต่สิ่งนี้ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าโดยสาระใจกลางแล้วการเมืองเป็นเรื่องนโยบาย และตราบใดที่รัฐบาลมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ประเด็นอื่นถ้าไม่คอขาดบาดตายต้องนับเป็นเรื่องรอง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบอบการเมือง แม้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมีความผิดร้ายแรง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย และปัญหาก็ยังคงต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย
แต่ก็อีกนั่นแหละ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มีผู้ได้ และเสียประโยชน์ ดังนั้นภายในเวลาไม่กี่ปีหลัง 2540 สถานการณ์ได้บ่มเพาะความขัดแย้งอย่างคาดไม่ถึงและในที่สุดก็นำไปสู่รัฐประหาร 2549 นับเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการนอกระบบ และไม่ว่าข้ออ้างเหตุผลจะเขียนไว้เช่นใด เจตจำนงสูงสุดได้ปรากฏในภายหลังว่า มันคือความพยายามพาประเทศไทยกลับไปสู่ระบบรัฐสภาก่อน 2540 ซึ่งมีองค์ประกอบของอำนาจนิยมผสมบางส่วน และมีข้อกำหนดหลายอย่างที่สกัดการเติบโตของนักการเมืองและพรรคการเมือง
ถามว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นอีกแม้สังคมจะเปลี่ยนไปมากแล้ว สังคมไทยก็เปลี่ยนมากเช่นกัน ทำไมเรายังต้องพบกับวิธีการเปลี่ยนรัฐบาลที่ถอยหลังเข้าคลองขนาดนั้นอีก แน่นอน ความผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลนั้นมีอยู่จริงและสร้างความไม่พอใจให้คนจำนวนไม่น้อย แต่ในความคิดของผม ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งของชนชั้นนำเก่าที่สูญเสียฐานะการนำ กับชนชั้นนำใหม่ที่ขึ้นกุมอำนาจด้วยวิธีการต่างจากเดิม ความขัดแย้งดังกล่าวถูกทำให้แหลมคมขึ้นด้วยบรรยากาศความไม่พอใจรัฐบาลของกลุ่มทุนเก่าตลอดจนคนในเมืองหลวงที่หวั่นไหวกับความเปลี่ยนแปลงโดยกลุ่มทุนใหม่ และไม่คงเส้นคงวาทางประชาธิปไตย การก่อรัฐประหารครั้งนั้นจึงมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ
อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดใหญ่หลวงของรัฐประหาร 2549 มิได้เป็นเรื่องของหลักการเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องการประเมินกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย พวกเขามองข้ามการมีอยู่ของมวลชนมหาศาลที่ประกอบเป็นชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมือง มองไม่เห็นการมีอยู่ของปัญญาชนและชนชั้นกลางเก่าบางส่วนที่ผูกพันและหวงแหนระบอบประชาธิปไตย มองไม่เห็นศักยภาพของการตอบโต้ของชนชั้นนำใหม่ที่โตมากับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เรื่องจึงไม่จบลงง่ายๆ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 50 ความขัดแย้งที่ตามมากลับยิ่งรุนแรงและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ความขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยได้ลุกลามสู่ระดับมวลชนและหมิ่นเหม่ต่อการก่อรูปเป็นสงครามกลางเเมือง
มิตรสหายทั้งหลาย พี่น้องทั้งหลาย ผมทราบดีว่าเรื่องราวข้างต้นแทบจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ทุกท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย กระนั้นก็ตาม ผมจำเป็นต้องเอ่ยถึงสภาพดังกล่าวเพื่อบอกพวกท่านว่าผมยืนตรงไหนและคิดอย่างไร
ในการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดในบ้านเรา ท่านจะสังเกตว่าผมจงใจหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อ บุคคล องค์กร ตัวละครใดๆ ออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากอยากชวนให้ท่านมามองปัญหาประชาธิปไตยในระดับโครงสร้างและเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางชนชั้นที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วและมีส่วนอย่างสูงในการกำหนดสถานการณ์ทางการเมือง
ทุกวันนี้คนไทยในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ราษฎรก้อนเดียวที่หน้าตาเหมือนกันหมดอีกต่อไป หากแยกเป็นหลายชนชั้นและชั้นชน นอกจากนี้ภายในชนชั้นเดียวกันยังแบ่งป็นหลายหมู่เหล่าอันนำมาซึ่งความหลากหลายของผลประโยชน์ ความแตกต่างทางความคิด สภาวะทางจิต และวิถีดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพดังกล่าวคือความจริงทางภววิสัย ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการมีบทบาทนำในการเปลี่ยนแปลงสังคมจึงต้องนำมันมาพิจารณาประกอบยุทธศาสตร์และยุทวิธีของตน เรื่องนี้หากมองข้ามไม่ใส่ใจอาจเสี่ยงต่อการจ่ายราคาที่แสนแพง
จริงอยู่ ปรากฏการณ์ทางสังคมนั้นมักอยู่เหนือการควบคุม และการเคลื่อนไหวของมวลชนอาจเกิดขึ้นเอง เป็นไปเอง ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าภาพกำกับดูแลเสมอไป แต่ถ้าโยงเรื่องนี้กลับมายังประเด็นการสืบทอดเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เป็นตัวเป็นตน สิ่งที่้ต้องนำมาครุ่นคิด ย่อมไม่ใช่การเชิดชูอุดมคติอย่างเดียว หากยังมีวิธีการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เติบใหญ่มั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
กล่าวเฉพาะประเด็นหลัง ผมมีข้อเสนอสองสามข้อที่อยากนำมาแลกเปลี่ยนด้วยมิตรภาพและความหวังดี ในเมื่อพวกท่านให้เกียรติเชิญผมมาพูด ผมก็จะพูดความในใจอย่างตรงไปตรงมา
1.ในทัศนะของผม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อระบอบการเมือง ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ ดังนั้น พลังประชาธิปไตยจึงไม่สามารถจำกัดตัวเองอยู่แค่พิทักษ์รักษารัฐบาลหรือนักการเมืองที่ตัวเองพอใจเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่สถานการณ์บีบคั้นให้การรักษารัฐบาลที่มาจากฉันทานุมัติของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกับความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตย พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ พลังประชาธิปไตยมีหน้าที่ปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่รัฐบาลด้วย เพื่อให้กลไกของระบอบทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนมั่นคงของระบบการเมืองที่เราเชื่อว่าดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด
สิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตย คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีหลายหมู่เหล่าจำนวนไม่น้อยก็มักมีปัญหากับนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะประชาชนชายขอบที่ถูกการพัฒนาทอดทิ้ง หรือชุมชนท้องถิ่นที่มักได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐหรือทุน ประชาชนเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย แต่บางครั้งอาจขัดแย้งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบและเสริมระบอบในการแก้ปัญหาต่างๆ พวกเขาเป็นพลังประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจต่างจากประชาธิปไตยแบบมวลชนที่ผูกพันกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ดังนั้น ผู้รักประชาธิปไตยที่สังกัดพรรคทั้งหลายอาจต้องฝึกวางเฉยบ้าง เมื่อรัฐบาลที่ท่านเลือกถูกวิจารณ์คัดค้านบางเรื่อง หรือให้ดีกว่านั้น หากท่านสามารถเข้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเมืองภาคประชาชนฉบับเดิมกับระบบรัฐสภาได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง
2. ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เนื่องจากประชาธิปไตยไทยยังไม่เสถียร การขยายฐานทางสังคมของประชาธิปไตยจึงต้องทำต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลทั้งด้านหลักการและวิธีการ ขบวนประชาธิปไตยไม่อาจอาศัยกำลังของชนชั้นเดียวมากำหนดเส้นทางเดินของบ้านเมือง แม้ว่าชนชั้นดังกล่าวมีจำนวนมากพอที่จะคุมสนามการเลือกตั้ง หากต้องพูดถึงเสถียรภาพของระบอบหรือของประเทศแล้วฐานทางสังคมแค่นี้ยังไม่เพียงพอ พูดอีกแบบคือว่า ผู้รักประชาธิปไตยต้องขยายแนวร่วมทางการเมืองออกไปให้ครอบคลุมอีกหลายชนชั้น ทำให้คนหลายหมู่เหล่าที่สุดมองเห็นและยอมรับว่าพื้นที่ประชาธิปไตยเป็นของเขาด้วย เห็นว่าระบอบการเมืองนี้ดี ต้องช่วยกันปกปักรักษา
การสร้างแนวร่วมขนาดนั้นย่อมหมายถึงการจับประเด็นปัญหาที่หลากหลายมากกว่าเรื่องของชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดหรือผู้ประกอบการรายย่อยในเมือง ขบวนประชาธิปไตยควรต้องตอบโจทย์คนงานในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของชนชั้นกลางเก่าบางส่วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ อันที่จริง นี่เป็นประเด็นทางทฤษฎีด้วย ถ้าเรายอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองของปวงชนก็ต้องยอมรับต่อ ว่าบางมิติประชาธิปไตยก็มิใช่อะไรอื่น หากคือเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์ทางชนชั้นและชั้นชนซึ่งหลากหลายและอาจขัดแย้งกัน เราต้องรักษาเวทีกลางเช่นนี้ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะนองเลือด
3. ถ้าเรายอมรับว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นงานสร้างระบอบ การขยายพลังประชาธิปไตยหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า เราคงต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่ห้อมล้อมระบอบการเมืองเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากบรรยากาศเสรีนิยม อันที่จริงเสรีนิยมและประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งเดียวกันในทางปรัชญาแต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะเกิดผลดี เสรีภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด แต่เสรีนิยมอย่างเดียวก็ไม่อาจรวมพลังผู้คนหรือยึดโยงสังคมไว้ได้ กระทั่งหมิ่นเหม่ต่อสภาวะแตกกระจายตัวใครตัวมัน ประชาธิปไตยมีจุดแข็งในการสร้างฉันทามติ รวมพลังของคนจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายของส่วนรวม แต่ก็มีจุดอ่อนของความกระด้างต่อการจัดความสัมพันธ์ของคนกลุ่มใหญ่กับปัจเจกบุคลหรือคนเสียงข้างน้อย ด้วยเหตุนี้ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยในโลกที่เจริญแล้วจึงดำเนินควบคู่กับลัทธิเสรีนิยมทางการเมืองมาโดยตลอด และประเทศไทยก็คงต้องเดินในเส้นทางเดียวกัน
การสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง ไม่ได้อยู่ที่สถาบันการเมือง อย่างการเลือกตั้งหรือระบบรัฐสภาเท่านั้น หากสังคมไทยเองก็ต้องเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ไม่มีระบอบการเมืองใดจะอยู่ได้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล จึงเห็นว่าขบวนประชาธิปไตยที่มีอยู่ควรต้องผลักดันบรรยากาศเสรีนิยมให้มากกว่าเดิม โดยแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างทัศนะหรือพลังปฏิปักษ์ กับทัศนะหรือผู้คนที่แค่คิดต่างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเกินกว่าจะทะเลาะกัน
ความแหลมคมของความขัดแย้งที่ผ่านมาอาจทำให้บางคนด่วนแขวนป้ายทางการเมืองใส่ผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม หลายคนถือโอกาสหว่านถ้อยคำหยาบคายใส่คนที่ไม่เห็นด้วยซึ่งบางทีเราสืบสาวต้นตอไม่ได้ว่ามาจากสภาพจิตส่วนตัวหรือปัญหาส่วนรวม สภาพนี้เข้าใจได้บางสถานการณ์ แต่ถ้าเกิดขึ้นไม่มีขอบเขตจะไม่เป็นผลดีกับเสรีภาพ และมีแต่จะเพิ่มศัตรูให้ตัวเอง ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษา ขอยืนยันว่า การด่วนตัดสินคนด้วยข้อมูลผิวเผิน การด่าทอด้วยสูตรสำเร็จ ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่แท้จริงของการต่อสู้ เพราะมีแต่สร้างความห่างเหินกับมวลชนที่ควรเป็นมิตร เป็นการโดดเดี่ยวขบวนประชาธิปไตย เรามีบทเรียนแล้ว ไม่อยากเห็นความผิดพลาดซ้ำเดิม
แต่แน่นอน การต่อสู้ทางความคิดต้องมีต่อไป ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มั่นคงมาจากวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ด้วยเหตุนี้การโต้แย้งโต้เถียงกับวัฒนธรรมอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ประชาธิปไตยก็มีระบบคุณค่า มีชุดศีลธรรมและครรลองชีวิตแตกต่างกับสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมเดิมของไทยพอสมควร ที่สำคัญคือ มีจุดเน้นที่ความเสมอภาคในทางการเมืองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น มันจึงเป็นวัฒนธรรมแห่งการเคารพผู้อื่นพร้อมๆ กับการเคารพตัวเอง ตราบใดที่วัฒนธรรมเช่นนี้ยังไม่ใช่ด้านหลักของสังคมไทย ตราบนั้นประชาธิปไตยในฐานะระบอบการปกครองก็จะไม่มีฐานรองรับที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าด้านการเมือง เพราะมันเป็นสิ่งที่ซึมลึกในจิตใจและจิตวิญญาณผู้คน อีกทั้งมีมวลชนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้ประเด็นวัฒนธรรมสามารถสร้างความขัดแย้งที่กว้างขวางและรุนแรงได้ ดังนั้น ในสนามแข่งขันด้านวัฒนธรรม นักสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงต้องรักษาจังหวะก้าวที่เหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เป็นจริงในระดับพลาดไม่ได้ ควรเรียนรู้วิธีใช้อำนาจอ่อนที่มุ่งเสนอความดี ความจริง ความงามในนิยามตนมากกว่าพอใจกับภาพลักษณ์ของนักถอดรื้อที่เห็นทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด วัฒนธรรมเก่าไม่จำเป็นต้องขัดแย้งประชาธิปไตยในทุกด้าน บางอย่างก็เข้ากันได้ ยกเว้นส่วนที่เป็นอำนาจนิยมที่ขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม กล่าวสำหรับในมิติอื่นๆ ในด้านวัฒนธรรมประเพณีไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถตัดขาดจากประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ทั้งหมด ในประเด็นนี้การเปลี่ยนแปลงควรถูกปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ ขบวนประชาธิปไตยไม่ควรทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียพื้นที่และตัวตนอย่างกระทันหัน หากควรทำให้เขารู้สึกได้รับสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเก่า ซึ่งจะสร้างความผูกพันกับระบอบต่อไป พูดก็พูด แม้แต่ประชาธิปไตยในตะวันตกก็ต้องมีพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ตั้งแต่อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม สังคมนิยม ตราบเท่าที่ไม่สามารถทำให้มนุษย์มองโลกสีเดียวกันได้ และไม่อยากฆ่าฟันกันอย่างยืดเยื้อ ตราบนั้นการบริหารความขัดแย้งอย่างสันติวิธีของประชาธิปไตยน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ผมได้เรียนท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกแล้วว่า เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 คือการเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ ประชาชนไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายรอบ ได้เห็นการล้มลงของเผด็จการทั้งฝ่ายซ้ายและขวาในโลก และเผด็จการในไทย ดังนั้น เราจึงไม่เพียงมั่นใจมากขึ้นในการยืนยันเจตจำนงเดิม หากยังเข้าใจมากขึ้นว่าประชาธิปไตยคืออะไรและมีคุณค่าแค่ไหน สังคมจะอยู่รอดและรุ่งเรืองได้หรือไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง ด้วยเหตุดังกล่าว การช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากยืนยงจึงเป็นภารกิจสำคัญของประชาชนคนไทย
สุดท้าย ผมขอยืนยันซ้ำว่า ปรัชญาประชาธิปไตยตั้งบนสมมติฐานที่เห็นว่า สมาชิกของสังคมทุกผู้ทุกนามล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงมีเจตนารมณ์ที่มุ่งคัดค้านการเอารัดเอาเปรียบ การครอบงำทางความคิดและการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม แค่ต่อต้านการกดขี่อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ปรัชญาเดียวกันนี้จึงต้องส่งเสริมให้ประชาชนในฐานะรวมหมู่เป็นเจ้าของอำนาจในการปกครองตนเอง ขณะที่ประชาชนในฐานะปัจเจกมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง
กล่าวโดยสรุป ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ทั้งปลดปล่อยและรวมพลังไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้จุดหมายและวิธีการของประชาธิปไตยจึงแยกออกจากกันไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวจึงจะเข้าถึงจุดหมายของเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมตัวใครตัวมัน แต่คือสังคมที่เสรีภาพของบุคคลถูกเชื่อมร้อยด้วยพันธกิจที่มีต่อส่วนรวม
ทั้งหมดนี้คือคลื่นความคิดที่ขับเคลื่อนการต่อสู้ 14 ตุลาคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคลื่นลูกใหม่จะยังคงมุ่งไปสู่ทิศเดียวกัน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
และใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381735212
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:30:18 น.
www.youtube.com/watch?&v=UvlRWR_pq6A
ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล 40ปี14ตุลา 13-10-2013
Published on Oct 13, 2013
ถ่ายทอดสด ทีมงานม้าเร็ว http://speedhorsetv.blogspot.com/
.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: การประกาศจุดยืน-ข้อเสนอแนะต่อขบวนประชาธิปไตย
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49233 . . Sun, 2013-10-13 17:58
13 ต.ค.56 ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ องค์ปาฐกคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และนักคิดนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เขากล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับความหมายทางการเมืองและเจตนารมณ์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ประชาธิปไตยยังไม่สามารถปักหลักมั่นคงได้ในสังคม โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัย ได้แก่ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน, ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา
นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงพลังการเคลื่อนไหวในปัจจุบันว่าเป็นการสืบต่อเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาฯ ในการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม โดยระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิด “กลุ่มชนชั้นกลางใหม่” คือคนในชนบทและคนชั้นกลางหัวเมืองซึ่งกลายมาเป็นผู้มีบทบาทหลักในการผลักดันประชาธิปไตย แสวงหาพื้นที่ทางการเมือง ประกอบกับการเกิดขึ้นของทุนใหม่โลกาภิวัตน์ที่ต้องการมาแทนที่อำนาจเก่าด้วยการสร้างนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชนกว้างขวางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นการชุบชีวิตระบบรัฐสภา และเป็น “หุ้นส่วนที่เหลือเชื่อ” ในทางการเมือง
“พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสันพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต” เสกสรรค์กล่าว
เขายังนำเสนอข้อเสนอแนะต่อขบวนเคลื่อนไหวหรือพลังประชาธิปไตยใน 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1.พลังประชาธิปไตยต้องรักษากลไกของระบอบอื่นๆ นอกเหนือจากรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย ไม่ใช่มุ่งปกป้องแต่พรรคใดหรือรัฐบาลใด 2. เพื่อเสถียรภาพของระบอบ จำเป็นต้องขยายแนวร่วมไปยังชนชั้นหรือบุคคลกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุด เพราะในยุคโลกภิวัตน์ประชาชนมิได้เป็นก้อนเดียว พร้อมทั้งต้องยึดถือหลัก “เสรีนิยมทางการเมือง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีคู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ การเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิมก็เป็นพลังประชาธิปไตยแบบหนึ่งที่จำเป็นต้องให้พื้นที่ในการเรียกร้อง วิจารณ์รัฐบาล สิ่งนี้เป็นกลไกทำให้ระบบดีขึ้น ไม่ได้ขัดแย้งกับพลังมวลชนที่ชื่นชอบพรรค 3. ขบวนประชาธิปไตยควรเรียนรู้การใช้อำนาจอ่อนในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ซึมลึกในสังคมไทย นำเสนอสิ่งที่ดีกว่าเพื่อให้สังคมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่ผู้คนเท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งน่าหวงแหน โดยมีจังหวะก้าวที่ระมัดรวังไม่ทำให้ผู้คนจำนวนมากในสังคมรู้สึกสูญเสียที่ยืนในความคิดความเชื่อ เพราะความขัดแย้งประเด็นทางวัฒนธรรมบางอย่างละเอียดอ่อนและมีแนวโน้มนำสู่ความรุนแรงได้ง่าย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
( เอกสารปาฐกถา ..มธ 13 ต.ค.2556 ..ฯ /37ปี 6ตุลา.. )
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางผู้รักประชาธิปไตยทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า และยิ่งยินดีเป็นพิเศษที่ได้พบปะกับมิตรสหายที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เมื่อ 40 ปีก่อนในวันเวลาเดียวกันนี้ คนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยได้พร้อมใจกันเคลื่อนกำลังออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมวลมหาประชาชนประกาศตนไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ มันเป็นการต่อสู้อันมีชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะฝ่ายหนึ่งกุมอำนาจรัฐด้วยอำนาจกระบอกปืน ขณะที่ฝ่ายเรามีสองมือเปล่าและหัวใจเปี่ยมความฝัน ชัยชนะในครั้งนั้นสอนเราว่าเจตนารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าในชีวิตของคนคนหนึ่งหรือการเติบโตของประชาชาติหนึ่ง เจตจำนงแน่วแน่เป็นเรื่องสำคัญโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะเมื่อมาจากคนเรือนแสนเรือนล้านที่ผนึกกันเป็นหนึ่งเดียว
ถามว่าเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาคืออะไร เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ต้องโต้เถียงกันอีก ก่อนการลุกสู้ครั้งนั้น ประชาชนไทยต้องเจ็บช้ำอยู่ใต้ระบอบเผด็จการนานหลายปี ความฝันก็ดี ความแค้นก็ดี ล้วนถูกบ่มเพาะจากสภาวะปราศจากสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นคนถูกเหยียบย่ำทำลาย ไม่ต้องเอ่ยถึงความเป็นอยู่ยากลำบากอันเนื่องมาจากการเมืองที่ผูกขาด
สภาพดังกล่าวทำให้เราปรารถนาเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม มันเป็นเช่นนั้นตั้งแต่วันนั้นและยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้ ประชาธิปไตยที่ปรารถนาย่อมแยกไม่ออกจากจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้น เราไม่ต้องการเพียงระบอบการปกครองของชนชั้นนำที่ผูกขาดอำนาจแล้วปะแป้งให้ดูดีกว่าเดิม หากเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมในฐานะทางการเมืองเท่าเทียมกัน เป็นกระบวนการทางการเมืองที่แนบแน่นอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้คนได้อย่างแท้จริง
ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหลอมรวมจุดหมายและวิธีการไว้ด้วยกันได้อย่างแน่นแฟ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถจับโกหกได้ เมื่อมีใครแยกสองส่วนนั้นออกจากกัน หรือบอกเราว่าจุดหมายอยู่ที่ประชาธิปไตย แต่วิธีการกลับกลายเป็นอย่างอื่น
คนเราจะบรรลุความเป็นเสรีชนได้อย่างไร หากไม่สามารถเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจและบอกโลกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร ความเสมอภาคของมนุษย์จะปรากฏเป็นจริงด้วยวิธีไหน หากไม่ใช่สิทธิเสียงที่เท่ากันในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
ความเป็นธรรมก็เช่นกัน เราคงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ถ้าผู้คนที่เสียเปรียบไม่สามารถผลักดันให้รัฐคุ้มครองผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเขา ดังนั้น ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองที่เลื่อนลอย หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่จับต้องไม่ได้ หากเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เรียบง่ายชัดเจนและมีสาระใจกลางของปรัชญาอยู่หนึ่งประโยคเท่านั้น คือ ให้ประชาชนเป็นนายตัวเอง
ในแนวคิดประชาธิปไตย ไม่มีใครมีสิทธิปกครองผู้อื่นได้ เพราะทุกคนมีความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน ดังนั้น การเป็นนายตัวเองจึงหมายถึงการปกครองตนเอง ซึ่งเมื่อแปลงเป็นระบอบการเมืองแล้วเท่ากับว่ารัฐบาลต้องมาจากความเห็นชอบของประชาชน ในขณะที่ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความต้องการของเขา แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่คิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว สำหรับสังคมที่ไม่เคยชินกับความเสมอภาค และยิ่งไม่เคยชินกับการลุกขึ้นยืนอย่างทรนงของประชาชนธรรมดา ดังนั้น การเคลื่อนไหวของกรรมกรชาวนาและบรรดานักศึกษาที่เห็นอกเห็นใจในช่วงหลัง 14 ตุลา 16 จึงถูกป้ายสีอย่างเป็นระบบ และถูกให้ร้ายว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในสายตาของชนชั้นปกครองไทย พวกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อสกัดการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ของชนชั้นล่างๆ ที่เสียเปรียบ กระทั่งในที่สุดได้ก็ได้ใช้วิธีโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ผสานกำลังอันธพาลเข้ากับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบล้อมปราบฆ่าฟันนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมใน มธ. เมื่อ 6 ตุลา 19
คงไม่ต้องย้ำ ท่านทั้งหลายคงรู้สึกเองอยู่แล้วว่า พื้นที่เล็กๆ ที่เราใช้ประชุมกันอยู่นี้เคยเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งเสรีภาพและอนุสรณ์สถานของฝ่ายประชาชน เป็นที่ที่เราทั้งเคยปักธงแห่งชัยชนะและเช็ดเลือดของผองเพื่อนที่จากไป
แน่นอน การต่อสู้ไม่อาจสิ้นสุดลงเพียงเพราะประชาชนถูกปราบปราม หลังปี 2519 เราอาจพูดได้ว่าประเทศไทยตกอยู่ในสภาพของสงครามกลางเมืองและมันได้สั่นคลอนเผด็จการอำนาจรัฐอย่างถึงราก การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของนักศึกษาและประชาชนขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งชนชั้นปกครองในเวลานั้นจำเป็นต้องทบทวนท่าทีของตน
อันที่จริงสงครามไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาของผู้ใด เนื่องจากมันคือกองไฟที่อาศัยชีวิตมนุษย์เป็นฟ่อนฟืน กระนั้นก็ตาม เมื่อต้องเลือกระหว่างการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อกับการยอมจำนนกับการกดขี่ข่มเหง ก็คงมีน้อยคนนักที่จะเลือกชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี แม้ว่าท้ายที่สุด ความผันผวนของสถานการณ์สากลผนวกกับความผิดพลาดขององค์กรนำจะทำให้กองกำลังทางอาวุธต้องสลายตัวลง แต่ความไม่ยอมศิโรราบของหนุ่มสาวสมัยนั้นก็ส่งผลกระเทือนหนักหน่วงต่อชนชั้นนำผู้กุมอำนาจแห่งรัฐ มันทำให้พวกเขาตระหนักว่า การปกครองแบบก่อน 2516 เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว จึงต้องเร่งปรับตัวเข้าหาระบอบประชาธิปไตย ถึงจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม
ถามว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากประวัติศาสตร์ช่วงนี้ คำตอบแรกคือ ประชาชนสามารถคัดหางเสือประวัติศาสตร์ได้ ถ้าเราร่วมมือร่วมแรงกันผลักดันบ้านเมืองไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่เราคงต้องยอมรับว่า เส้นทางเดินของประวัติศาสตร์มิใช่ทางตรง มันยอกย้อน คดเคี้ยว กระทั่งวกกลับได้เป็นบางครั้ง เส้นทางเดินของประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน จากการต่อสู้ 14 ตุลา ถึงวันนี้ เวลาผ่านมาถึง 40 ปี ถ้านับจากวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกแห่งการปักธงประชาธิปไตยของสังคมไทย เวลาก็ผ่านมานานกว่า 80 ปี อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ่านไปไม่ใช่พื้นที่ที่ว่างเปล่า แค่นับเฉพาะ 40 ปีหลังเราก็จะพบว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ในจำนวนนี้เป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 3 ครั้ง คือในปี 2519, 2534,2549 ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายรัฐ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กรณีพฤษภาคม 2535 และกรณีกระชับพื้นที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553
เช่นนี้แล้ว เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อะไรเล่าเป็นอุปสรรคกั้นขวางไม่ให้บ้านเมืองนี้สามารถตั้งรัฐบาลได้อย่างสันติต่อเนื่อง อะไรทำให้ประชาชนต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจ ด้วยเหตุอะไรหรือ ระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยจึงไม่สามารถหยั่งรากมั่นคงในประเทศไทย
ผมเองในฐานะปัจเจกชนอาจจะมองปัญหาไม่ครบถ้วน แต่เท่าที่เห็น คิดว่า อุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยน่าจะมาจากเหตุปัจจัย 3 อย่างที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน คือ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา
ขออนุญาตให้เวลาเพิ่มเติมกับประเด็นเหล่านี้
เราคงต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยเป็นความคิดทางการเมืองและระบอบการเมืองที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศที่มีอายุหลายร้อยปีอย่างไทย ดังนั้น แม้ว่าประชาธิปไตยจะสะท้อนจิตวิญญาณของยุคสมัย และขั้นตอนสูงขึ้นของวิวัฒนาการทางสังคม แต่ก็มีข้อเสียเปรียบที่ต้องแตกหน่อผลิใบบนผืนดินที่เต็มไปด้วยอำนาจเก่า ความคิดเดิม พูดง่ายๆ ว่า ประชาธิปไตยจะโตใหญ่ขยายตัวไม่ได้เลย หากไม่สามารถช่วงชิงพื้นที่จากความคิดอื่น อำนาจอื่น ขณะเดียวกันผู้พิทักษ์แนวคิดเดิมและผู้ปกครองแต่เดิมก็ย่อมดิ้นรนต่อต้านเพื่อรักษาพื้นที่ตน อันนี้เป็นกฎธรรมดาของประวัติศาสตร์สังคม ดังนั้น ตลอด 40 ปีมานี้ นาฏกรรมทางการเมืองของไทยจึงหมุนวนรอบห้อมล้อมรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหารซึ่งผูกพ่วงไปมาสลับกันระหว่างรัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนได้รับอิสระเสรีภาพและเชิดชูความเท่าเทียมของมนุษย์ต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ประชาธิปไตยมีที่อยู่ที่ยืน
ถามว่าทำไมชนชั้นนำแต่เดิมไม่ยอมรับและเปิดทางให้ประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งที่การต่อต้านของฝ่ายประชาชนทำให้เห็นแล้วว่าระบอบอำนาจนิยมเป็นสิ่งล้าหลังทางประวัติศาสตร์ ในยุคนี้สมัยนี้การบังคับบัญชาราษฎรจากข้างบนลงมานอกจากจะหักล้างศักดิ์ศรีความเป็นคนแล้วยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลก คำตอบมีอยู่ว่า นอกจากต้องการรักษาสัดส่วนในพื้นที่อำนาจที่พวกเขาเคยครอบครองแล้ว ชนชั้นนำเก่ายังมีชุดความคิดที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้องกว่าประชาธิปไตยด้วย หรืออย่างน้อยก็ถูกต้องกว่าประชาธิปไตยในความหมายที่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยประกอบด้วยมวลชนจำนวนไม่น้อยที่สมาทานชุดความคิดแบบอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม และชาตินิยมที่คับแคบและแยกออกจากประโยชน์สุขของประชาชน แนวคิดทั้งปวงนี้บางด้านเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางด้านก็ขัดแย้งกับคุณค่าประชาธิปไตยแบบประสานงา และยังถูกผลิตอย่างตั้งอกตั้งใจ และขยายเป็นพิเศษหลังรัฐประหารทุกครั้ง พูดอีกแบบก็คือ แทนที่ประชาธิปไตยไทยจะตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับมัน วัฒนธรรมที่เน้นย้ำเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม การณ์กลับกลายเป็นว่าประชาธิปไตยไทยยังไม่มีฐานวัฒนธรรมที่เหมาะสมคอยเกื้อหนุนและห้อมล้อมให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นนี้แล้วจึงมีความเป็นไปได้ตลอดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำการเมืองบนเวทีประชาธิปไตย จะถูกกล่าวหาว่ามีความผิดทางวัฒนธรรมทั้งๆ ที่บางเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองเลย ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้เสมอที่มวลชนผู้ซาบซึ้งกับวัฒนธรรมเก่าจำนวนไม่น้อยจะออกมาเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีนอกระบบ หรืออย่างน้อยก็ออกมาต้อนรับการรัฐประหารโดยไม่คำนึงถึงผลเสียระยะยาว
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประชาธิปไตยมีพลังรองรับอย่างแน่นหนา คงเส้นคงวา เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และซับซ้อนพอสมควร การที่เหตุการณ์ อย่าง 14 ตุลาคมเกิดขึ้นได้ หรือเหตุการณ์ในปี 2535 และ 2553 เกิดขึ้นได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพลังประชาชนที่คัดค้านการผูกขาดอำนาจนั้นมีมากพอที่จะขับพลังอำนาจนิยมให้ถอยร่นออกไป แต่การจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพยังเป็นอีกเรื่องและจำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขมากกว่านี้ พูดง่ายๆ สั้นๆ ก็คือว่า ประชาธิปไตยไทยต้องมีฐานพลังทางสังคมที่พร้อมแบกพันธะในการพิทักษ์รักษาและเสริมความมั่นคงในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำอีก
ถามว่าแล้วชนกลุ่มไหนเล่าที่พร้อมทำหน้าที่ดังกล่าว
ช่วงหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม ชนชั้นผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเคยมีพลังทางการเมืองอย่างมหาศาล แต่หลังรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ขบวนกรรมกรแรงงานถูกควบคุมเข้มงวดจนไม่อาจฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้คนงานในระบบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ถึงร้อยละ 1 เพราะการก่อตั้งหสภาพแรงงานนั้นทำได้ยาก ผู้นำคนงานมักถูกนายทุนกลั่นแกล้ง กีดขวางไม่ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กระทั่งถูกปลดจากงาน ถูกคุกคามทำร้ายโดยที่ฝ่ายรัฐยืนข้างฝ่ายทุนเสมอมา ดังนั้น ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและไร้การจัดตั้งเป็นส่วนใหญ่ คงไม่ง่ายที่พลังกรรมกรจะเป็นพลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย
ลองหันมามองพลังนักศึกษา ในอดีตนักศึกษาและปัญญาชนเคยเป็นกองหน้าที่ฮึกห้าวเหิมหาญในการบุกเบิกพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ หลังการปราบกวาดล้างปี 2519 มหาวิทยาลัยถูกอำนาจรัฐและพลังอนุรักษ์ดัดแปลงให้เป็นเพียงโรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง ยิ่งมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งประกอบด้วยระบบการค้าเสรี การบริโภคเสรี สังคมไทยก็เปลี่ยนไปมาก ประชากรในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนไปด้วย พื้นที่ในมหาวิทยาลัยถูกยึดครองโดยบุตรหลานของผู้มีรายได้สูง มีความใฝ่ฝันในชีวิตกระจัดกระจายและกระเจิดกระเจิงไปตามจินตนาการส่วนตัวมากกว่าจะมีสายใยใดกับสังคมต้นกำเนิด และยิ่งไม่มีสำนึกผูกพันกับชนชั้นผู้เสียเปรียบ ดังนั้น เราจึงพูดได้ว่า เราไม่มีขบวนนักศึกษาในความหมายเดิม แม้จะมีนักศึกษากลุ่มย่อยที่เอาธุระอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ของนักศึกษาแล้วอาจต้องอาศัยสถานการณ์ที่พิเศษมากๆ ในการปลุกพวกเขาให้ตื่นรู้ในเรื่องความเป็นมาและความเป็นไปในสังคม
แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องนี้คงปัดความรับผิดชอบทางศีลธรรมให้เยาวชนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะชนชั้นกลางในระดับตัวพ่อตัวแม่เองก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าใด โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่มักแกว่งไกวอยู่ระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม ในอดีตคนชั้นกลางในเมืองเคยสร้างคุณูปการใหญ่หลวงในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย ไม่ว่าปี 2516, 2535 เขาล้วนเป็นกำลังหลักในการต่อต้านเผด็จการ น่าเสียดายที่มาถึงวันนี้คนชั้นกลางดั้งเดิมกำลังกลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของแนวคิดอนุรักษ์นิยม จากการที่เคยผลักดันประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้า พวกเขากลับกลายเป็นชนชั้นที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ไว้ในจุดที่ตัวเองได้เปรียบในทุกด้าน ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักน่าจะมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจทุนนิยม เน้นการส่งออก การค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน เงื่อนไขดังกล่าวเพิ่มความมั่นคงให้คนชั้นกลางเดิมหลายเท่าและแยกชีวิตพวกเขาออกจากส่วนที่เหลือของสังคม ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการถือครองทรัพย์สินที่คนบนสุด 20% แรกของจำนวนประชากรไทย มีทรัพย์สินมากกว่าคน 20% ที่อยู่ข้างล่างถึงเกือบ 70 เท่า ความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจเช่นนี้ นับวันทำให้ชนชั้นกลางเก่ามีโอกาสในชีวิต วิถีชีวิตเหนือกว่าคนไทยอีกมหาศาล และยังตัดเฉือนความสัมพันธ์ที่เคยมีระหว่างพวกเขาและชนชั้นอื่นๆ ด้วย ดังนั้น นอกเหนือจากปัจเจกบุคคลที่มีสายตากว้างไกลอันมีอยู่น้อยนิด เราอาจจะกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันคนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่สนใจ ไม่เห็นใจชะตากรรมคนส่วนใหญ่ที่อยู่ล่างจากตน พวกเขามักหมกมุ่นกับเรื่องส่วนตัว การบริโภค การสร้างสไตล์ในชีวิตที่วิจิตรบรรจง กระทั่งนิยามความดี ความงามและความจริง หลุดลอยไปจากความถูกต้องเป็นธรรมทางสังคม
โดยนัยยะทางการเมืองแล้ว สภาพดังกล่าวหมายความว่า ชนชั้นกลางเก่ามีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจกระทบฐานะตน ที่ผ่านมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า จำนวนไม่น้อยพร้อมสนับสนุนวิธีการนอกระบบในการเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าหากมันจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าโลกของตัวเองจะไม่ถูกโยกไหวสั่นคลอน เช่นนี้แล้วประชาธิปไตยจึงได้ขาดพลังที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม การเติบใหญ่ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนฐานะและโลกทัศน์ของคนชั้นกลางในเมืองฝ่ายเดียว แต่กวาดต้อนคนในหัวเมืองและในชนบทมาไว้ในกรอบทุนนิยมด้วย ทำให้พวกเขามีฐานะทางชนชั้นและวิธีคิดที่ต่างไปจากเดิมเช่นกัน นักวิชาการหลายท่านยืนยันตรงกันว่าระยะหลังชนบทไทยเปลี่ยนมาก เกิดการแบ่งตัวทางชนชั้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ นอกเหนือจากการอพยพเข้ามาขายแรงงานและประกอบอาชีพอิสระในเมืองแล้ว ชาวนาชาวไร่อีกมหาศาลได้เปลี่ยนฐานะจากเกษตรกรแบบเก่าเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ผลิตเพื่อขายและกลายเป็นผู้เล่นอีกกลุ่มในตลาดทุนนิยม แม้คนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ไม่ได้มีฐานะยากจนในความหมายสัมบูรณ์แต่พวกเขาก็ยังเสียเปรียบนานัปการในโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาผลผลิต การเข้าถึงทุน เข้าถึงสวัสดิการ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา พูดง่ายๆ คือ ทั้งๆ ที่มีจำนวนมหาศาลและมีคุณูปการในกระบวนการผลิตในประเทศไทย แต่พี่น้องเหล่านี้เป็นชนชั้นที่ถูกมองข้ามหรือไม่มีตัวตน จึงไม่แปลกที่พวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อประกาศการดำรงอยู่ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้จะต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดเสรี และเพิ่มอำนาจขับเคลื่อนนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน
อันนี้นับเป็นข่าวดีจากมุมมองประชาธิปไตย เพราะใครเล่าจะต้องการเสรีภาพเท่ากับคนที่ต้องการบอกโลกว่าพวกเขามีเรื่องเดือดร้อน ใครเล่าจะต้องการระบอบนี้เท่ากับผู้คนที่แสดงหาความเสมอภาคและความเป็นธรรม ในฐานะผู้ผ่านศึก 14 ตุลาคม ผมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านี้ตั้งอยู่บนเจตนารมณ์เดียวกับการต่อสู้เมื่อ 40 ปีก่อน เพียงแต่บริบทของยุคสมัยอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว มันเป็นการผูกโยงประชาธิปไตยกับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า สังคมที่ดีกว่า ส่งเสริมให้ผู้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันซึ่งเป็นแก่นแท้ของปรัชญาประชาธิปไตย
แน่นอน มันเป็นเรื่องธรรมดาทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นใหม่ต้องขอแบ่งพื้นที่ทางการเมืองในความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่ปฏิบัติการเช่นนี้ย่อมนำสู่การปะทะกับชนชั้นเดิม ปัญหามีอยู่ว่า พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต
กล่าวสำหรับการยืนหยัดพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น ผมเชื่อมั่นว่า คนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมืองหลวงตลอดจนปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจ คงจะยืนอยู่ในจุดนี้ไปอีกนาน ด้วยเหตุผลเรียบง่าย คือ พวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเสียเปรียบทางชนชั้นอันสืบเนื่องจากโครงสร้างทุนนิยมนั้น ไม่อาจแก้ไขหรือชดเชยด้วยวิธีอื่น นอกจากเพิ่มอำนาจต่อรองผู้เสียเปรียบด้วยวิธีการทางการเมือง ด้วยเหตุดังนี้ เวทีประชาธิปไตยจึงขาดไม่ได้สำหรับคนเล็กคนน้อย เพราะนั่นเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวในการแสดงตัวตน สามารถสร้างทางเลือกในระดับนโยบาย และสามารถอาศัยสิทธิพลเมืองสนับสนุนผู้แทนทางการเมืองที่ขานรับความต้องการของพวกเขา อันที่จริง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่ากับช่วยชุบชีวิตให้ระบบรัฐสภาไทยซึ่งก่อนหน้านี้มักถูกออกแบบให้อ่อนแอต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจการนำของชนชั้นนำที่มาจากภาคราชการ ในอีกด้านความเคลื่อนไหวในรูปขบวนการชนชั้นกลางใหม่ต่างจังหวัด ก็กดดันให้พรรคการเมืองที่เคยจำกัดตัวในกลุ่มผลประโยชน์แคบๆ เดินแนวทางมวลชนมากขึ้นแม้จะยังไม่ใช่พรรคมวลชนในความหมายที่เต็มรูป แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นพัฒนาการสำคัญของประชาธิปไตย
จะว่าไปความเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านั้นนับว่าต่างจากการเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิม ในด้านหนึ่งพวกเขายังต้องอยู่ในตลาดทุนนิยมแต่ในอีกด้านหนึ่งก็อยู่ในภาพที่เสียเปรียบสุด สภาพดังกล่าวจึงต้องเกาะติดและต่อรองกับการเมืองภาคตัวแทนเพื่อจะได้อาศัยนโยบายของรัฐมาช่วยคุ้มครองและถ่วงดุลข้อเสีย ในทางตรงกันข้าม กำลังของการเมืองภาคประชาชนในแบบฉบับเดิม มักมาจากกลุ่มชนที่อยากถอยห่างจากตลาดเสรี ต้องการบริหารจัดการชีวิตเรียบเรียบในท้องถิ่นของตัวเองในท้องถิ่นต่างๆ โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐและทุนใหญ่ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาธิปไตยในสายตาของขบวนการเมืองภาคประชาชนจึงมักเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ การกระจายทรัพยากร รวมทั้งลดอำนาจลดบทบาทการเมืองแบบตัวแทนควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ของประชาธิปไตยทางตรง
ตามความมเห็นของผม การเมืองของคนเล็กคนน้อยทั้งสองกระแสล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพลังประชาธิปไตย และไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน เนื่องจากจุดร่วมของทั้งสองฝ่ายคือ ไม่ต้องการระบอบอำนาจนิยม และต่างฝันถึงอิสรภาพ ความเป็นธรรมที่ตัวเองพึงได้รับ ฝันถึงชีวิตที่ไม่ถูกละเมิดล่วงเกิน
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า ความตื่นตัวของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทนั้นแม้จะสำคัญมากสำหรับการขยายตัวของประชาธิปไตย แต่ก็ไม่เพียงพอจะขับดันประชาธิปไตยไปสู่ขั้นตอนใหม่ หากไม่มีปรากฏการณ์อีกอย่างเกิดขึ้นในเวลาที่ประจวบเหมาะกันคือ การเกิดขึ้นของกลุ่มทุนใหม่ที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์
กลุ่มทุนใหม่นี้ก็มีปัญหาคล้ายชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดที่คิดว่าตนเองต้องการพื้นที่ทางการเมืองที่ควรได้รับและหนทางที่พวกเขาจะเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำเก่าในศูนย์อำนาจก็ต้องอาศัยเวทีประชาธิปไตยด้วย เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ จุดหมายของ 2 ฝ่ายจึงมาบรรจบกัน และกำลังทางสังคมของทั้ง 2 ส่วนที่โดยพื้นฐานแล้วต่างกันก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองที่เหลือเชื่อในกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งได้ขึ้นคุมอำนาจและจัดการระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับนโยบายที่ตอบสนองปัญหาของตน ไม่ว่าการกำหนดราคาผลผลิตการเกษตร การเข้าถึงเงินทุน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเข้าถึงสวัสดิการ ฯ
พูดตามความจริง -ปรารถนาที่จะเห็นประชาธิปไตยกินได้-ไม่ใช่ความฝันใหม่แต่อย่างใด มันมีมาตั้งแต่การต่อสู้ 14 ตุลาคม เมื่อนักศึกษาปัญญาชนผนึกกำลังกรรมกรชาวนาเรียกหาค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมและที่ดินสำหรับผู้หว่านไถ แต่ทั้งหมดนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหม่ในระบบรัฐสภาไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจต่อรองจริง และนโยบายพรรคการเมืองเป็นสิ่งจับต้องได้ เกิดผลเป็นรูปธรรมแทนสัญญาลมๆ แล้งๆ เหมือนที่ผ่านมา
แน่ล่ะ คนอยู่บนเวทีอำนาจมือไม้ย่อมต้องเปรอะเปื้อน และผู้นำรัฐบาลที่เป็นทางเลือกของชนชั้นกลางใหม่ก็มีข้อผิดพลาดใหญ่อยู่หลายประการ แต่สิ่งนี้ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าโดยสาระใจกลางแล้วการเมืองเป็นเรื่องนโยบาย และตราบใดที่รัฐบาลมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ประเด็นอื่นถ้าไม่คอขาดบาดตายต้องนับเป็นเรื่องรอง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบอบการเมือง แม้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมีความผิดร้ายแรง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย และปัญหาก็ยังคงต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย
แต่ก็อีกนั่นแหละ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มีผู้ได้ และเสียประโยชน์ ดังนั้นภายในเวลาไม่กี่ปีหลัง 2540 สถานการณ์ได้บ่มเพาะความขัดแย้งอย่างคาดไม่ถึงและในที่สุดก็นำไปสู่รัฐประหาร 2549 นับเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการนอกระบบ และไม่ว่าข้ออ้างเหตุผลจะเขียนไว้เช่นใด เจตจำนงสูงสุดได้ปรากฏในภายหลังว่า มันคือความพยายามพาประเทศไทยกลับไปสู่ระบบรัฐสภาก่อน 2540 ซึ่งมีองค์ประกอบของอำนาจนิยมผสมบางส่วน และมีข้อกำหนดหลายอย่างที่สกัดการเติบโตของนักการเมืองและพรรคการเมือง
ถามว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นอีกแม้สังคมจะเปลี่ยนไปมากแล้ว สังคมไทยก็เปลี่ยนมากเช่นกัน ทำไมเรายังต้องพบกับวิธีการเปลี่ยนรัฐบาลที่ถอยหลังเข้าคลองขนาดนั้นอีก แน่นอน ความผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลนั้นมีอยู่จริงและสร้างความไม่พอใจให้คนจำนวนไม่น้อย แต่ในความคิดของผม ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งของชนชั้นนำเก่าที่สูญเสียฐานะการนำ กับชนชั้นนำใหม่ที่ขึ้นกุมอำนาจด้วยวิธีการต่างจากเดิม ความขัดแย้งดังกล่าวถูกทำให้แหลมคมขึ้นด้วยบรรยากาศความไม่พอใจรัฐบาลของกลุ่มทุนเก่าตลอดจนคนในเมืองหลวงที่หวั่นไหวกับความเปลี่ยนแปลงโดยกลุ่มทุนใหม่ และไม่คงเส้นคงวาทางประชาธิปไตย การก่อรัฐประหารครั้งนั้นจึงมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ
อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดใหญ่หลวงของรัฐประหาร 2549 มิได้เป็นเรื่องของหลักการเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องการประเมินกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย พวกเขามองข้ามการมีอยู่ของมวลชนมหาศาลที่ประกอบเป็นชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมือง มองไม่เห็นการมีอยู่ของปัญญาชนและชนชั้นกลางเก่าบางส่วนที่ผูกพันและหวงแหนระบอบประชาธิปไตย มองไม่เห็นศักยภาพของการตอบโต้ของชนชั้นนำใหม่ที่โตมากับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เรื่องจึงไม่จบลงง่ายๆ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 50 ความขัดแย้งที่ตามมากลับยิ่งรุนแรงและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ความขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยได้ลุกลามสู่ระดับมวลชนและหมิ่นเหม่ต่อการก่อรูปเป็นสงครามกลางเเมือง
มิตรสหายทั้งหลาย พี่น้องทั้งหลาย ผมทราบดีว่าเรื่องราวข้างต้นแทบจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ทุกท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย กระนั้นก็ตาม ผมจำเป็นต้องเอ่ยถึงสภาพดังกล่าวเพื่อบอกพวกท่านว่าผมยืนตรงไหนและคิดอย่างไร
ในการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดในบ้านเรา ท่านจะสังเกตว่าผมจงใจหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อ บุคคล องค์กร ตัวละครใดๆ ออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากอยากชวนให้ท่านมามองปัญหาประชาธิปไตยในระดับโครงสร้างและเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางชนชั้นที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วและมีส่วนอย่างสูงในการกำหนดสถานการณ์ทางการเมือง
ทุกวันนี้คนไทยในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ราษฎรก้อนเดียวที่หน้าตาเหมือนกันหมดอีกต่อไป หากแยกเป็นหลายชนชั้นและชั้นชน นอกจากนี้ภายในชนชั้นเดียวกันยังแบ่งป็นหลายหมู่เหล่าอันนำมาซึ่งความหลากหลายของผลประโยชน์ ความแตกต่างทางความคิด สภาวะทางจิต และวิถีดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพดังกล่าวคือความจริงทางภววิสัย ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการมีบทบาทนำในการเปลี่ยนแปลงสังคมจึงต้องนำมันมาพิจารณาประกอบยุทธศาสตร์และยุทวิธีของตน เรื่องนี้หากมองข้ามไม่ใส่ใจอาจเสี่ยงต่อการจ่ายราคาที่แสนแพง
จริงอยู่ ปรากฏการณ์ทางสังคมนั้นมักอยู่เหนือการควบคุม และการเคลื่อนไหวของมวลชนอาจเกิดขึ้นเอง เป็นไปเอง ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าภาพกำกับดูแลเสมอไป แต่ถ้าโยงเรื่องนี้กลับมายังประเด็นการสืบทอดเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เป็นตัวเป็นตน สิ่งที่้ต้องนำมาครุ่นคิด ย่อมไม่ใช่การเชิดชูอุดมคติอย่างเดียว หากยังมีวิธีการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เติบใหญ่มั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
กล่าวเฉพาะประเด็นหลัง ผมมีข้อเสนอสองสามข้อที่อยากนำมาแลกเปลี่ยนด้วยมิตรภาพและความหวังดี ในเมื่อพวกท่านให้เกียรติเชิญผมมาพูด ผมก็จะพูดความในใจอย่างตรงไปตรงมา
1.ในทัศนะของผม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อระบอบการเมือง ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ ดังนั้น พลังประชาธิปไตยจึงไม่สามารถจำกัดตัวเองอยู่แค่พิทักษ์รักษารัฐบาลหรือนักการเมืองที่ตัวเองพอใจเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่สถานการณ์บีบคั้นให้การรักษารัฐบาลที่มาจากฉันทานุมัติของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกับความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตย พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ พลังประชาธิปไตยมีหน้าที่ปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่รัฐบาลด้วย เพื่อให้กลไกของระบอบทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนมั่นคงของระบบการเมืองที่เราเชื่อว่าดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด
สิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตย คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีหลายหมู่เหล่าจำนวนไม่น้อยก็มักมีปัญหากับนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะประชาชนชายขอบที่ถูกการพัฒนาทอดทิ้ง หรือชุมชนท้องถิ่นที่มักได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐหรือทุน ประชาชนเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย แต่บางครั้งอาจขัดแย้งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบและเสริมระบอบในการแก้ปัญหาต่างๆ พวกเขาเป็นพลังประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจต่างจากประชาธิปไตยแบบมวลชนที่ผูกพันกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ดังนั้น ผู้รักประชาธิปไตยที่สังกัดพรรคทั้งหลายอาจต้องฝึกวางเฉยบ้าง เมื่อรัฐบาลที่ท่านเลือกถูกวิจารณ์คัดค้านบางเรื่อง หรือให้ดีกว่านั้น หากท่านสามารถเข้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเมืองภาคประชาชนฉบับเดิมกับระบบรัฐสภาได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง
2. ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เนื่องจากประชาธิปไตยไทยยังไม่เสถียร การขยายฐานทางสังคมของประชาธิปไตยจึงต้องทำต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลทั้งด้านหลักการและวิธีการ ขบวนประชาธิปไตยไม่อาจอาศัยกำลังของชนชั้นเดียวมากำหนดเส้นทางเดินของบ้านเมือง แม้ว่าชนชั้นดังกล่าวมีจำนวนมากพอที่จะคุมสนามการเลือกตั้ง หากต้องพูดถึงเสถียรภาพของระบอบหรือของประเทศแล้วฐานทางสังคมแค่นี้ยังไม่เพียงพอ พูดอีกแบบคือว่า ผู้รักประชาธิปไตยต้องขยายแนวร่วมทางการเมืองออกไปให้ครอบคลุมอีกหลายชนชั้น ทำให้คนหลายหมู่เหล่าที่สุดมองเห็นและยอมรับว่าพื้นที่ประชาธิปไตยเป็นของเขาด้วย เห็นว่าระบอบการเมืองนี้ดี ต้องช่วยกันปกปักรักษา
การสร้างแนวร่วมขนาดนั้นย่อมหมายถึงการจับประเด็นปัญหาที่หลากหลายมากกว่าเรื่องของชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดหรือผู้ประกอบการรายย่อยในเมือง ขบวนประชาธิปไตยควรต้องตอบโจทย์คนงานในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของชนชั้นกลางเก่าบางส่วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ อันที่จริง นี่เป็นประเด็นทางทฤษฎีด้วย ถ้าเรายอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองของปวงชนก็ต้องยอมรับต่อ ว่าบางมิติประชาธิปไตยก็มิใช่อะไรอื่น หากคือเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์ทางชนชั้นและชั้นชนซึ่งหลากหลายและอาจขัดแย้งกัน เราต้องรักษาเวทีกลางเช่นนี้ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะนองเลือด
3. ถ้าเรายอมรับว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นงานสร้างระบอบ การขยายพลังประชาธิปไตยหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า เราคงต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่ห้อมล้อมระบอบการเมืองเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากบรรยากาศเสรีนิยม อันที่จริงเสรีนิยมและประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งเดียวกันในทางปรัชญาแต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะเกิดผลดี เสรีภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด แต่เสรีนิยมอย่างเดียวก็ไม่อาจรวมพลังผู้คนหรือยึดโยงสังคมไว้ได้ กระทั่งหมิ่นเหม่ต่อสภาวะแตกกระจายตัวใครตัวมัน ประชาธิปไตยมีจุดแข็งในการสร้างฉันทามติ รวมพลังของคนจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายของส่วนรวม แต่ก็มีจุดอ่อนของความกระด้างต่อการจัดความสัมพันธ์ของคนกลุ่มใหญ่กับปัจเจกบุคลหรือคนเสียงข้างน้อย ด้วยเหตุนี้ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยในโลกที่เจริญแล้วจึงดำเนินควบคู่กับลัทธิเสรีนิยมทางการเมืองมาโดยตลอด และประเทศไทยก็คงต้องเดินในเส้นทางเดียวกัน
การสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง ไม่ได้อยู่ที่สถาบันการเมือง อย่างการเลือกตั้งหรือระบบรัฐสภาเท่านั้น หากสังคมไทยเองก็ต้องเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ไม่มีระบอบการเมืองใดจะอยู่ได้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล จึงเห็นว่าขบวนประชาธิปไตยที่มีอยู่ควรต้องผลักดันบรรยากาศเสรีนิยมให้มากกว่าเดิม โดยแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างทัศนะหรือพลังปฏิปักษ์ กับทัศนะหรือผู้คนที่แค่คิดต่างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเกินกว่าจะทะเลาะกัน
ความแหลมคมของความขัดแย้งที่ผ่านมาอาจทำให้บางคนด่วนแขวนป้ายทางการเมืองใส่ผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม หลายคนถือโอกาสหว่านถ้อยคำหยาบคายใส่คนที่ไม่เห็นด้วยซึ่งบางทีเราสืบสาวต้นตอไม่ได้ว่ามาจากสภาพจิตส่วนตัวหรือปัญหาส่วนรวม สภาพนี้เข้าใจได้บางสถานการณ์ แต่ถ้าเกิดขึ้นไม่มีขอบเขตจะไม่เป็นผลดีกับเสรีภาพ และมีแต่จะเพิ่มศัตรูให้ตัวเอง ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษา ขอยืนยันว่า การด่วนตัดสินคนด้วยข้อมูลผิวเผิน การด่าทอด้วยสูตรสำเร็จ ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่แท้จริงของการต่อสู้ เพราะมีแต่สร้างความห่างเหินกับมวลชนที่ควรเป็นมิตร เป็นการโดดเดี่ยวขบวนประชาธิปไตย เรามีบทเรียนแล้ว ไม่อยากเห็นความผิดพลาดซ้ำเดิม
แต่แน่นอน การต่อสู้ทางความคิดต้องมีต่อไป ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มั่นคงมาจากวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ด้วยเหตุนี้การโต้แย้งโต้เถียงกับวัฒนธรรมอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ประชาธิปไตยก็มีระบบคุณค่า มีชุดศีลธรรมและครรลองชีวิตแตกต่างกับสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมเดิมของไทยพอสมควร ที่สำคัญคือ มีจุดเน้นที่ความเสมอภาคในทางการเมืองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น มันจึงเป็นวัฒนธรรมแห่งการเคารพผู้อื่นพร้อมๆ กับการเคารพตัวเอง ตราบใดที่วัฒนธรรมเช่นนี้ยังไม่ใช่ด้านหลักของสังคมไทย ตราบนั้นประชาธิปไตยในฐานะระบอบการปกครองก็จะไม่มีฐานรองรับที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าด้านการเมือง เพราะมันเป็นสิ่งที่ซึมลึกในจิตใจและจิตวิญญาณผู้คน อีกทั้งมีมวลชนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้ประเด็นวัฒนธรรมสามารถสร้างความขัดแย้งที่กว้างขวางและรุนแรงได้ ดังนั้น ในสนามแข่งขันด้านวัฒนธรรม นักสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงต้องรักษาจังหวะก้าวที่เหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เป็นจริงในระดับพลาดไม่ได้ ควรเรียนรู้วิธีใช้อำนาจอ่อนที่มุ่งเสนอความดี ความจริง ความงามในนิยามตนมากกว่าพอใจกับภาพลักษณ์ของนักถอดรื้อที่เห็นทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด วัฒนธรรมเก่าไม่จำเป็นต้องขัดแย้งประชาธิปไตยในทุกด้าน บางอย่างก็เข้ากันได้ ยกเว้นส่วนที่เป็นอำนาจนิยมที่ขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม กล่าวสำหรับในมิติอื่นๆ ในด้านวัฒนธรรมประเพณีไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถตัดขาดจากประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ทั้งหมด ในประเด็นนี้การเปลี่ยนแปลงควรถูกปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ ขบวนประชาธิปไตยไม่ควรทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียพื้นที่และตัวตนอย่างกระทันหัน หากควรทำให้เขารู้สึกได้รับสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเก่า ซึ่งจะสร้างความผูกพันกับระบอบต่อไป พูดก็พูด แม้แต่ประชาธิปไตยในตะวันตกก็ต้องมีพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ตั้งแต่อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม สังคมนิยม ตราบเท่าที่ไม่สามารถทำให้มนุษย์มองโลกสีเดียวกันได้ และไม่อยากฆ่าฟันกันอย่างยืดเยื้อ ตราบนั้นการบริหารความขัดแย้งอย่างสันติวิธีของประชาธิปไตยน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ผมได้เรียนท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกแล้วว่า เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 คือการเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ ประชาชนไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายรอบ ได้เห็นการล้มลงของเผด็จการทั้งฝ่ายซ้ายและขวาในโลก และเผด็จการในไทย ดังนั้น เราจึงไม่เพียงมั่นใจมากขึ้นในการยืนยันเจตจำนงเดิม หากยังเข้าใจมากขึ้นว่าประชาธิปไตยคืออะไรและมีคุณค่าแค่ไหน สังคมจะอยู่รอดและรุ่งเรืองได้หรือไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง ด้วยเหตุดังกล่าว การช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากยืนยงจึงเป็นภารกิจสำคัญของประชาชนคนไทย
สุดท้าย ผมขอยืนยันซ้ำว่า ปรัชญาประชาธิปไตยตั้งบนสมมติฐานที่เห็นว่า สมาชิกของสังคมทุกผู้ทุกนามล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงมีเจตนารมณ์ที่มุ่งคัดค้านการเอารัดเอาเปรียบ การครอบงำทางความคิดและการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม แค่ต่อต้านการกดขี่อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ปรัชญาเดียวกันนี้จึงต้องส่งเสริมให้ประชาชนในฐานะรวมหมู่เป็นเจ้าของอำนาจในการปกครองตนเอง ขณะที่ประชาชนในฐานะปัจเจกมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง
กล่าวโดยสรุป ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ทั้งปลดปล่อยและรวมพลังไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้จุดหมายและวิธีการของประชาธิปไตยจึงแยกออกจากกันไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวจึงจะเข้าถึงจุดหมายของเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมตัวใครตัวมัน แต่คือสังคมที่เสรีภาพของบุคคลถูกเชื่อมร้อยด้วยพันธกิจที่มีต่อส่วนรวม
ทั้งหมดนี้คือคลื่นความคิดที่ขับเคลื่อนการต่อสู้ 14 ตุลาคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคลื่นลูกใหม่จะยังคงมุ่งไปสู่ทิศเดียวกัน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
และใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381735212
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:30:18 น.
www.youtube.com/watch?&v=UvlRWR_pq6A
ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล 40ปี14ตุลา 13-10-2013
Published on Oct 13, 2013
ถ่ายทอดสด ทีมงานม้าเร็ว http://speedhorsetv.blogspot.com/
.
2556-04-04
คำถามจาก“หมา” โดย คำ ผกา
.
คำถามจาก “หมา”
โดย คำ ผกา
ที่มา “คำ ผกา” เขียนเรื่องหมากับการเมือง ใครกันนะที่เห่าไม่เป็นแต่อยากเป็นกรรมการประกวดหมา?
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1365064081 )
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:04:00 น.
จาก บทความ คำถามจาก “หมา” มติชนสุดสัปดาห์ 29 มี.ค. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1702 หน้า 89
( ภาพจากเพจ FB เจิมศักด์ ปิ่นทอง )
“ในการประกวดหมานั้น ต้องใช้เสียงข้างมากของกรรมการเป็นเครื่องตัดสิน โดยกรรมการต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่รู้เรื่องหมาเป็นอย่างดี
แต่น่าประหลาดมากที่ประเทศไทยเราประกวดคนเพื่อคัดเลือกเข้าไปเป็น ส.ส. ส.ว. จนถึง รมต. รมว. นรม. แต่กรรมการผู้ตัดสินการประกวด (ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง) จะเป็นหมูหมากาไก่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมืองเลย ทุกคน (ตัว) มีสิทธิลงคะแนนตัดสิน 1 คะแนนเท่ากันหมด
นี่แสดงว่าเรายอมรับกันว่าการประกวดหมาต้องพิถีพิถันกว่าการประกวดผู้บริหารประเทศใช่ไหม
ถ้าเราอยากได้นักการเมืองที่เก่งดี ก่อนอื่นต้องคัดเลือกกรรมการตัดสินเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมือง เช่น ด้วยการสอบวัดความรู้ทางการเมืองให้ผ่านตามเกณฑ์ จึงจะมีสิทธิเข้าไปเป็นกรรมการตัดสินเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกนักการเมือง
ไม่งั้นส่วนใหญ่ก็คงได้แต่นักการเมืองหมาๆ (ขี้เรื้อนอีกต่างหาก) เข้าไปเห่าหอนกันเต็มสภา
...คนถางทาง (20 มีนาคม 2556)” (จากสเตตัสเฟซบุ๊กของ ดร. เจิมศักด์ ปิ่นทอง)
นั่งอ่านข้อเขียนสั้นๆ ของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แล้วครางในลำคอว่า "อือม..." ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มักมีข่าวให้คนไทยอกสั่นขวัญแขวนอยู่เนืองๆ เช่น นักเรียนไทยชั่วโมงเรียนสูงสุดแต่ระดับความรู้ต่ำสุด, การสอบวัดระดับวิชาหลักของนักเรียนไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายของโลก, ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยอยู่ในอันดับรองบ๊วย ฯลฯ
สถิติเหล่านี้ดูสอดคล้องกับ "ทัศนคติ" ของอดีตปัญญาชนหลายต่อหลายคนในประเทศไทยที่อยู่ๆ ไปทำสติหายทำปัญญาหายเสียที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ามีการสอบวัดระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองและประชาธิปไตยของ "ชนชั้นนำทางปัญญา" หรือ "ปัญญาชนสาธารณะ" ทั่วโลก รับรองว่า "ปัญญาชน" ของไทย คงติดอันดับบ๊วยเอาชนะทุกประเทศอย่างขาดลอย
ไม่น่าเชื่อว่า ดร.เจิมศักดิ์คือคนเดียวกับคนที่จัดรายการ "มองต่างมุม" รายการโทรทัศน์รายการแรกของประเทศไทยที่เปิด "เวที" ให้ "สามัญชน" ได้เปิด "มุม" ของตนเองที่แตกต่าง
ไม่น่าเชื่อว่า ดร.เจิมศักดิ์ครั้งหนึ่งเคยร่วมต่อสู้ผลักดันวาระของ "ป่าชุมชน" ด้วยเชื่อว่า "ชาวบ้าน ตาสีตาสา ชุมชน" สามารถจัดการทรัพยากรของตนเองได้
แต่เหตุใดคนที่เชื่อว่า "ชาวบ้าน" จัดการทรัพยากรเองได้ จึงไม่เชื่อว่าชาวบ้านมีวิจารณญาณที่จะเลือกผู้แทนของตน
เจิมศักดิ์ไม่รู้หรือแกล้งฝากสมองไว้ในธนาคาร (ได้ดอกเบี้ยเป็นปริมาณน้ำในกะโหลก) จึงไม่รู้ว่า หนึ่งคนหนึ่งเสียงคือความเสมอภาคทางการเมือง อันเป็นหลักการประชาธิปไตยที่ต่อยอดมาจากอุดมการณ์เสรีนิยมที่เชื่อในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล และสิทธิ เสรีภาพ ได้รับการรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 1948
หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ "อำนาจเป็นของประชาชน" ส่วนขยายจากอำนาจของประชาชนคือ ปัจเจกบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคทางการเมือง ความเสมอภาคทางการเมืองนี้แสดงผ่านหลักการ "หนึ่งคนหนึ่งเสียง" เมื่อออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง "ตัวแทน" ของตนเองไป "กระทำการทางการเมือง"
หลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความข้องใจของ ดร.เจิมศักดิ์ที่บอกว่า "เอาหมู หมา กา ไก่ ที่ไหนก็ได้มาเลือก ส.ส." เพราะประชาชนเลือก "ตัวแทน" ของเขา ประชาชนไม่ได้เลือก "นางสาวไทย" ที่ต้องหาคนที่สวยที่สุด (ในสายตากรรมการ)
ในที่นี้จึงอาจจะถูกต้องหากกล่าวว่า "เรามี ส.ส. แบบไหนก็แสดงว่า เราเป็นคนแบบนั้น" เพราะถึงที่สุด ส.ส. เหล่านั้น คือตัวแทนของเรา
คนกรุงเทพฯ เลือก คนหล่อ พูดเก่ง ปากหวาน มีการศึกษาตามขนบนิยายน้ำเน่า ก็สะท้อนความหวัง ความฝันของคนกรุงเทพฯ
คนบางภูมิภาคเลือกใครก็ได้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "พรรคพวก" ของตน จะผิด จะถูก จะทำหน้าที่ ส.ส. ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ดีหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับเป็น "พรรคพวกเรา"
การเลือกเช่นนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะเราไม่มีวันได้ "ตัวแทน" ที่ดีกว่า "เรา"
"เรา" เป็นอย่างไร "ตัวแทน" ของเราก็เป็นอย่างนั้น ไม่เชื่อ ดร.เจิมศักดิ์ลองกลับไปดูคนที่ ดร.เจิมศักดิ์เลือก เขาก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนตัวตนของ ดร.เจิมศักดิ์เอง
ปัญหามันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ "เรา" และ "ตัวแทน" ของเรา ไม่ใช่ "เสียงข้างมาก" แต่การไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ไม่ได้แปลว่า คุณเป็นเสียงข้างน้อยถาวร เพราะสังคมจะได้เรียนรู้ทางการเมืองร่วมกันจากการทำงานของ "ตัวแทน" จากเสียงส่วนใหญ่
ไม่เพียงเท่านั้น กระบวนการทำงานในสภานิติบัญญัติยังถูกถ่วงดุลจากการทำงานของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลที่กลายเป็นฝ่ายบริหารถูกถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติ แถมยังมีอำนาจตุลาการมาทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจด้วย
การร่วมต่อสู้กับการฟื้นฟูสิทธิในการดูแลป่าของชุมชนที่ ดร.เจิมศักดิ์เคยสนับสนุนก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
นั่นคือ การถ่วงดุลประชาธิปไตยแบบตัวแทนด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และประชาธิปไตยทางตรงในหน่วยย่อยๆ ของสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการแก้ไขปัญหาของการผูกขาดอำนาจของรัฐบาลกลางในระยะยาว อันจะนำไปสู่การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น
แต่อย่างที่เราทุกคน (ซึ่งไม่ได้ฝากสมองไว้กับธนาคาร) ต่างก็รู้ดีว่า ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และประชาธิปไตยทางตรง จะไม่มีและไม่วันถูกเรียกว่าประชาธิปไตยหากไม่มี "การเลือกตั้ง" และไม่มีหลักความเสมอภาคทางการเมืองขั้นพื้นฐาน นั่นคือ "หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง" ของคนที่บรรลุนิติภาวะ ทุกเพศสถานะ ทั้งนี้ ต้องรู้ตรงกันด้วยความเสมอภาคนี้หมายถึงความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย
ความเสมอภาคนี้ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องจบการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรี, มีไอคิว 100 ขึ้นไปทุกคน, สอบโทเฟลได้คะแนน 600 ฯลฯ
แต่หมายถึงปัจเจกบุคคลที่ไม่ว่าจะยากดีมีจน โง่ หรือฉลาด เรียนสูง หรือเรียนต่ำ กินเหล้าหรือไม่กินเหล้า มีศาสนาหรือไม่มีศาสนา ฯลฯ
ตามหลักการความเสมอภาคทางการเมือง ปัจเจกบุคคลเหล่านี้มีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และมีความเสมอภาคกันทางโอกาส หรือที่เรียกว่า equality of opportunity
ทั้งนี้ คนที่ไม่ได้เอาสมองฝากธนาคารต่างก็เข้าใจตรงกันว่า ไม่มีประชาธิปไตยที่ดีและสมบูรณ์แบบ เรามีตัวแทนที่เลว เรามีรัฐบาลที่ฉ้อฉล เราเลือก "ตัวแทน" ผิดๆ หรือ เราอาจจะเลือกถูกแต่เสียงข้างมากของสังคมไม่เคยเลือกในสิ่งที่เราเลือก (และเราคิดว่าถูก) เราต่างก็รู้ดีว่าในกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นมีข้อบกพร่อง มีช่องว่างให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแสวงหาผลประโยชน์ได้มากกว่าคนกลุ่มอื่นเสมอ
ในสังคมที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกายังมีเด็กหนุ่มฆ่าตัวตายเพียงเพราะเขาต่อสู้เพื่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการอย่างเท่าเทียม แทนที่จะถูกผูกขาดโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำและสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่
ในประเทศอย่างฝรั่งเศสอันเป็นตำนานของประชาธิปไตยยังมีการประท้วงอย่างรุนแรงมิให้คนเพศเดียวกันได้แต่งงาน
แต่ความไม่สมบูรณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่า ประชาธิปไตยเป็นลัทธิการปกครองที่เลวร้าย กักขฬะ เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็มีความเลวน้อยกว่าระบอบเผด็จการอย่างเทียบกันไม่ได้
อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นระบบที่มีหลักประกันเสรีภาพให้กับประชาชนมากกว่าระบอบการปกครองอื่นๆ
อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นระบอบการปกครองที่มีวิธีการจัดการกับความขัดแย้งที่สันติที่สุดอิงอยู่กับการมีส่วนร่วมและเสียงของเจ้าของประเทศมากที่สุด โปร่งใส และเรียกร้องการตรวจสอบได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในขณะที่ระบอบเผด็จการไม่ให้โอกาสแก่คุณแม้แต่พื้นที่ของการส่งเสียงคัดค้านหรือแม้กระทั่งสิทธิที่จะ "ไม่รัก ไม่ชัง"
การเลือก "ตัวแทน" ซึ่งหมายถึง ส.ส. ส.ว. การที่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มาจาก ส.ส. ไม่ใช่การประกวดหาผู้บริหารประเทศ แต่มันคือการบริหารประเทศโดยประชาชน โดยตัวแทนประชาชน
ในเมื่อมันไม่ใช่การประกวดมันจึงไม่มีคุณสมบัติตายตัว เพราะมันจะมีพลวัตไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่งมวลชน การเปลี่ยนแปลงของการใช้ที่ดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ ความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการบริโภค ฯลฯ
เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดพลวัตในระบอบประชาธิปไตยของสังคมแต่ละสังคม
ดังนั้น จึงไม่มีใครทำนายได้ว่าอีกห้าปีข้างหน้า คนไทยจะเลือก "ตัวแทน" แบบไหนไปบริหารประเทศ อีกสิบปีข้างหน้าคนไทยจะเลือก "ตัวแทน" แบบไหนไปบริหารประเทศ
ปีนี้เราอาจจะต้องการรัฐบาลที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจ อีกสิบปีเราอาจจะต้องการรัฐบาลที่สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน อีกสามสิบปีข้างหน้าเราอาจจะต้องการรัฐบาลซ้ายจัดสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ไม่มีใครรู้
ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย, สมมุติเราเรียกมันว่าระบบธรรมาธิปไตยให้คนดีปกครอง ขอถาม ดร.เจิมศักดิ์ว่า เราจะให้ใครนิยามความเป็นคนดี คนเก่ง ใครจะนิยามว่าวุฒิภาวะทางการเมืองใครดีกว่าใคร?
ใบปริญญารัฐศาสตร์ไม่ใช่หลักค้ำประกันความเข้าใจในหลักการสิทธิ เสรีภาพ ดังที่ ดร.เจิมศักดิ์ และอีกหลาย ดร. ที่สอนรัฐศาสตร์ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่ทนโท่ว่าวิ่งโร่ไปสนับสนุนรัฐประหารแค่ไหน
มีคนดี คนเก่ง คนรู้เรื่องการเมืองมาปกครองแล้ว คำถามต่อไปคือการถ่วงดุลทางอำนาจทำอย่างใร? อำนาจนั้นยึดโยงอยู่กับประชาชนอย่างไร หรือจะเห็นประชาชนเป็น "หมา" มีตัวเองและพวกเป็นมนุษย์อยู่ฝ่ายเดียวคอยปกครองเหล่า "หมา" ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด?
มันน่าหัวร่อมาก ที่ ดร.เจิมศักดิ์ยกตัวอย่างการประกวดหมาว่าต้องใช้กรรมการที่มีคุณวุฒิเรื่อง "หมา" ด้วยตรรกะนี้ หากฉันเป็นหมา ฉันจะถาม ดร.เจิมศักดิ์ว่า
"พวกคุณเป็นใครจึงบังอาจมาตัดสินว่าหมาตัวไหนดีกว่าหมาตัวไหน??? มนุษย์อย่างพวกคุณบังอาจมารู้เรื่องหมาดีกว่าหมาได้อย่างไร? การประกวดหมาทำไมต้องมีมนุษย์เป็นกรรมการ เกิดเป็นมนุษย์จะมารู้เรื่องหมาดีกว่าหมาได้อย่างไร เห่าก็ไม่เป็นเหมือนหมายังริจะมาเป็นกรรมการประกวดหมา"
หมามันคงอยากฝากมาถามอย่างนี้ อายดีไหมคะ?
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
คำถามจาก “หมา”
โดย คำ ผกา
ที่มา “คำ ผกา” เขียนเรื่องหมากับการเมือง ใครกันนะที่เห่าไม่เป็นแต่อยากเป็นกรรมการประกวดหมา?
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1365064081 )
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:04:00 น.
จาก บทความ คำถามจาก “หมา” มติชนสุดสัปดาห์ 29 มี.ค. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1702 หน้า 89
( ภาพจากเพจ FB เจิมศักด์ ปิ่นทอง )
“ในการประกวดหมานั้น ต้องใช้เสียงข้างมากของกรรมการเป็นเครื่องตัดสิน โดยกรรมการต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่รู้เรื่องหมาเป็นอย่างดี
แต่น่าประหลาดมากที่ประเทศไทยเราประกวดคนเพื่อคัดเลือกเข้าไปเป็น ส.ส. ส.ว. จนถึง รมต. รมว. นรม. แต่กรรมการผู้ตัดสินการประกวด (ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง) จะเป็นหมูหมากาไก่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมืองเลย ทุกคน (ตัว) มีสิทธิลงคะแนนตัดสิน 1 คะแนนเท่ากันหมด
นี่แสดงว่าเรายอมรับกันว่าการประกวดหมาต้องพิถีพิถันกว่าการประกวดผู้บริหารประเทศใช่ไหม
ถ้าเราอยากได้นักการเมืองที่เก่งดี ก่อนอื่นต้องคัดเลือกกรรมการตัดสินเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมือง เช่น ด้วยการสอบวัดความรู้ทางการเมืองให้ผ่านตามเกณฑ์ จึงจะมีสิทธิเข้าไปเป็นกรรมการตัดสินเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกนักการเมือง
ไม่งั้นส่วนใหญ่ก็คงได้แต่นักการเมืองหมาๆ (ขี้เรื้อนอีกต่างหาก) เข้าไปเห่าหอนกันเต็มสภา
...คนถางทาง (20 มีนาคม 2556)” (จากสเตตัสเฟซบุ๊กของ ดร. เจิมศักด์ ปิ่นทอง)
นั่งอ่านข้อเขียนสั้นๆ ของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แล้วครางในลำคอว่า "อือม..." ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มักมีข่าวให้คนไทยอกสั่นขวัญแขวนอยู่เนืองๆ เช่น นักเรียนไทยชั่วโมงเรียนสูงสุดแต่ระดับความรู้ต่ำสุด, การสอบวัดระดับวิชาหลักของนักเรียนไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายของโลก, ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยอยู่ในอันดับรองบ๊วย ฯลฯ
สถิติเหล่านี้ดูสอดคล้องกับ "ทัศนคติ" ของอดีตปัญญาชนหลายต่อหลายคนในประเทศไทยที่อยู่ๆ ไปทำสติหายทำปัญญาหายเสียที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ามีการสอบวัดระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองและประชาธิปไตยของ "ชนชั้นนำทางปัญญา" หรือ "ปัญญาชนสาธารณะ" ทั่วโลก รับรองว่า "ปัญญาชน" ของไทย คงติดอันดับบ๊วยเอาชนะทุกประเทศอย่างขาดลอย
ไม่น่าเชื่อว่า ดร.เจิมศักดิ์คือคนเดียวกับคนที่จัดรายการ "มองต่างมุม" รายการโทรทัศน์รายการแรกของประเทศไทยที่เปิด "เวที" ให้ "สามัญชน" ได้เปิด "มุม" ของตนเองที่แตกต่าง
ไม่น่าเชื่อว่า ดร.เจิมศักดิ์ครั้งหนึ่งเคยร่วมต่อสู้ผลักดันวาระของ "ป่าชุมชน" ด้วยเชื่อว่า "ชาวบ้าน ตาสีตาสา ชุมชน" สามารถจัดการทรัพยากรของตนเองได้
แต่เหตุใดคนที่เชื่อว่า "ชาวบ้าน" จัดการทรัพยากรเองได้ จึงไม่เชื่อว่าชาวบ้านมีวิจารณญาณที่จะเลือกผู้แทนของตน
เจิมศักดิ์ไม่รู้หรือแกล้งฝากสมองไว้ในธนาคาร (ได้ดอกเบี้ยเป็นปริมาณน้ำในกะโหลก) จึงไม่รู้ว่า หนึ่งคนหนึ่งเสียงคือความเสมอภาคทางการเมือง อันเป็นหลักการประชาธิปไตยที่ต่อยอดมาจากอุดมการณ์เสรีนิยมที่เชื่อในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล และสิทธิ เสรีภาพ ได้รับการรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 1948
หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ "อำนาจเป็นของประชาชน" ส่วนขยายจากอำนาจของประชาชนคือ ปัจเจกบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคทางการเมือง ความเสมอภาคทางการเมืองนี้แสดงผ่านหลักการ "หนึ่งคนหนึ่งเสียง" เมื่อออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง "ตัวแทน" ของตนเองไป "กระทำการทางการเมือง"
หลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความข้องใจของ ดร.เจิมศักดิ์ที่บอกว่า "เอาหมู หมา กา ไก่ ที่ไหนก็ได้มาเลือก ส.ส." เพราะประชาชนเลือก "ตัวแทน" ของเขา ประชาชนไม่ได้เลือก "นางสาวไทย" ที่ต้องหาคนที่สวยที่สุด (ในสายตากรรมการ)
ในที่นี้จึงอาจจะถูกต้องหากกล่าวว่า "เรามี ส.ส. แบบไหนก็แสดงว่า เราเป็นคนแบบนั้น" เพราะถึงที่สุด ส.ส. เหล่านั้น คือตัวแทนของเรา
คนกรุงเทพฯ เลือก คนหล่อ พูดเก่ง ปากหวาน มีการศึกษาตามขนบนิยายน้ำเน่า ก็สะท้อนความหวัง ความฝันของคนกรุงเทพฯ
คนบางภูมิภาคเลือกใครก็ได้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "พรรคพวก" ของตน จะผิด จะถูก จะทำหน้าที่ ส.ส. ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ดีหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับเป็น "พรรคพวกเรา"
การเลือกเช่นนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะเราไม่มีวันได้ "ตัวแทน" ที่ดีกว่า "เรา"
"เรา" เป็นอย่างไร "ตัวแทน" ของเราก็เป็นอย่างนั้น ไม่เชื่อ ดร.เจิมศักดิ์ลองกลับไปดูคนที่ ดร.เจิมศักดิ์เลือก เขาก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนตัวตนของ ดร.เจิมศักดิ์เอง
ปัญหามันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ "เรา" และ "ตัวแทน" ของเรา ไม่ใช่ "เสียงข้างมาก" แต่การไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ไม่ได้แปลว่า คุณเป็นเสียงข้างน้อยถาวร เพราะสังคมจะได้เรียนรู้ทางการเมืองร่วมกันจากการทำงานของ "ตัวแทน" จากเสียงส่วนใหญ่
ไม่เพียงเท่านั้น กระบวนการทำงานในสภานิติบัญญัติยังถูกถ่วงดุลจากการทำงานของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลที่กลายเป็นฝ่ายบริหารถูกถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติ แถมยังมีอำนาจตุลาการมาทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจด้วย
การร่วมต่อสู้กับการฟื้นฟูสิทธิในการดูแลป่าของชุมชนที่ ดร.เจิมศักดิ์เคยสนับสนุนก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
นั่นคือ การถ่วงดุลประชาธิปไตยแบบตัวแทนด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และประชาธิปไตยทางตรงในหน่วยย่อยๆ ของสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการแก้ไขปัญหาของการผูกขาดอำนาจของรัฐบาลกลางในระยะยาว อันจะนำไปสู่การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น
แต่อย่างที่เราทุกคน (ซึ่งไม่ได้ฝากสมองไว้กับธนาคาร) ต่างก็รู้ดีว่า ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และประชาธิปไตยทางตรง จะไม่มีและไม่วันถูกเรียกว่าประชาธิปไตยหากไม่มี "การเลือกตั้ง" และไม่มีหลักความเสมอภาคทางการเมืองขั้นพื้นฐาน นั่นคือ "หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง" ของคนที่บรรลุนิติภาวะ ทุกเพศสถานะ ทั้งนี้ ต้องรู้ตรงกันด้วยความเสมอภาคนี้หมายถึงความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย
ความเสมอภาคนี้ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องจบการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรี, มีไอคิว 100 ขึ้นไปทุกคน, สอบโทเฟลได้คะแนน 600 ฯลฯ
แต่หมายถึงปัจเจกบุคคลที่ไม่ว่าจะยากดีมีจน โง่ หรือฉลาด เรียนสูง หรือเรียนต่ำ กินเหล้าหรือไม่กินเหล้า มีศาสนาหรือไม่มีศาสนา ฯลฯ
ตามหลักการความเสมอภาคทางการเมือง ปัจเจกบุคคลเหล่านี้มีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และมีความเสมอภาคกันทางโอกาส หรือที่เรียกว่า equality of opportunity
ทั้งนี้ คนที่ไม่ได้เอาสมองฝากธนาคารต่างก็เข้าใจตรงกันว่า ไม่มีประชาธิปไตยที่ดีและสมบูรณ์แบบ เรามีตัวแทนที่เลว เรามีรัฐบาลที่ฉ้อฉล เราเลือก "ตัวแทน" ผิดๆ หรือ เราอาจจะเลือกถูกแต่เสียงข้างมากของสังคมไม่เคยเลือกในสิ่งที่เราเลือก (และเราคิดว่าถูก) เราต่างก็รู้ดีว่าในกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นมีข้อบกพร่อง มีช่องว่างให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแสวงหาผลประโยชน์ได้มากกว่าคนกลุ่มอื่นเสมอ
ในสังคมที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกายังมีเด็กหนุ่มฆ่าตัวตายเพียงเพราะเขาต่อสู้เพื่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการอย่างเท่าเทียม แทนที่จะถูกผูกขาดโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำและสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่
ในประเทศอย่างฝรั่งเศสอันเป็นตำนานของประชาธิปไตยยังมีการประท้วงอย่างรุนแรงมิให้คนเพศเดียวกันได้แต่งงาน
แต่ความไม่สมบูรณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่า ประชาธิปไตยเป็นลัทธิการปกครองที่เลวร้าย กักขฬะ เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็มีความเลวน้อยกว่าระบอบเผด็จการอย่างเทียบกันไม่ได้
อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นระบบที่มีหลักประกันเสรีภาพให้กับประชาชนมากกว่าระบอบการปกครองอื่นๆ
อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นระบอบการปกครองที่มีวิธีการจัดการกับความขัดแย้งที่สันติที่สุดอิงอยู่กับการมีส่วนร่วมและเสียงของเจ้าของประเทศมากที่สุด โปร่งใส และเรียกร้องการตรวจสอบได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในขณะที่ระบอบเผด็จการไม่ให้โอกาสแก่คุณแม้แต่พื้นที่ของการส่งเสียงคัดค้านหรือแม้กระทั่งสิทธิที่จะ "ไม่รัก ไม่ชัง"
การเลือก "ตัวแทน" ซึ่งหมายถึง ส.ส. ส.ว. การที่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มาจาก ส.ส. ไม่ใช่การประกวดหาผู้บริหารประเทศ แต่มันคือการบริหารประเทศโดยประชาชน โดยตัวแทนประชาชน
ในเมื่อมันไม่ใช่การประกวดมันจึงไม่มีคุณสมบัติตายตัว เพราะมันจะมีพลวัตไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่งมวลชน การเปลี่ยนแปลงของการใช้ที่ดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ ความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการบริโภค ฯลฯ
เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดพลวัตในระบอบประชาธิปไตยของสังคมแต่ละสังคม
ดังนั้น จึงไม่มีใครทำนายได้ว่าอีกห้าปีข้างหน้า คนไทยจะเลือก "ตัวแทน" แบบไหนไปบริหารประเทศ อีกสิบปีข้างหน้าคนไทยจะเลือก "ตัวแทน" แบบไหนไปบริหารประเทศ
ปีนี้เราอาจจะต้องการรัฐบาลที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจ อีกสิบปีเราอาจจะต้องการรัฐบาลที่สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน อีกสามสิบปีข้างหน้าเราอาจจะต้องการรัฐบาลซ้ายจัดสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ไม่มีใครรู้
ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย, สมมุติเราเรียกมันว่าระบบธรรมาธิปไตยให้คนดีปกครอง ขอถาม ดร.เจิมศักดิ์ว่า เราจะให้ใครนิยามความเป็นคนดี คนเก่ง ใครจะนิยามว่าวุฒิภาวะทางการเมืองใครดีกว่าใคร?
ใบปริญญารัฐศาสตร์ไม่ใช่หลักค้ำประกันความเข้าใจในหลักการสิทธิ เสรีภาพ ดังที่ ดร.เจิมศักดิ์ และอีกหลาย ดร. ที่สอนรัฐศาสตร์ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่ทนโท่ว่าวิ่งโร่ไปสนับสนุนรัฐประหารแค่ไหน
มีคนดี คนเก่ง คนรู้เรื่องการเมืองมาปกครองแล้ว คำถามต่อไปคือการถ่วงดุลทางอำนาจทำอย่างใร? อำนาจนั้นยึดโยงอยู่กับประชาชนอย่างไร หรือจะเห็นประชาชนเป็น "หมา" มีตัวเองและพวกเป็นมนุษย์อยู่ฝ่ายเดียวคอยปกครองเหล่า "หมา" ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด?
มันน่าหัวร่อมาก ที่ ดร.เจิมศักดิ์ยกตัวอย่างการประกวดหมาว่าต้องใช้กรรมการที่มีคุณวุฒิเรื่อง "หมา" ด้วยตรรกะนี้ หากฉันเป็นหมา ฉันจะถาม ดร.เจิมศักดิ์ว่า
"พวกคุณเป็นใครจึงบังอาจมาตัดสินว่าหมาตัวไหนดีกว่าหมาตัวไหน??? มนุษย์อย่างพวกคุณบังอาจมารู้เรื่องหมาดีกว่าหมาได้อย่างไร? การประกวดหมาทำไมต้องมีมนุษย์เป็นกรรมการ เกิดเป็นมนุษย์จะมารู้เรื่องหมาดีกว่าหมาได้อย่างไร เห่าก็ไม่เป็นเหมือนหมายังริจะมาเป็นกรรมการประกวดหมา"
หมามันคงอยากฝากมาถามอย่างนี้ อายดีไหมคะ?
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
2556-03-22
ระงับ“ตอบโจทย์” คำถามร้อน“ทีวีสาธารณะ”แบบไทยๆ
.
ระงับ “ตอบโจทย์” ข่าวร้อน-คำถามร้อน “ทีวีสาธารณะ”แบบไทยๆ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363933056 . . 22 มี.ค. 2556 14:17:12 น.
จากคอลัมน์ แมลงวันในไร่ส้ม มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1701 หน้า 78
จากรายการทีวีสู่ข่าวหน้า 1 อย่างเกรียวกราว
การสั่งระงับออกอากาศรายการ "ตอบโจทย์" ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
รายการตอบโจทย์ที่มี ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้นำเอาฝ่ายต่างๆ มาออกรายการในหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์
ไฮไลต์คือ วันที่ 13 มีนาคม ที่นำเอา นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตอบคำถาม
แล้วจึงนำเอา นายสมศักดิ์ กับ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเคยปะทะกันในเฟซบุ๊ก มาดีเบตกัน ในวันที่ 14 มีนาคม แยกเป็น 2 ตอน ตอนจบคือวันที่ 15 มีนาคม ซึ่งสุดท้ายไม่ได้ออกอากาศ
นายสมศักดิ์ เป็นนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519 จบปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของออสเตรเลีย
แวดวงวิชาการยอมรับว่า นายสมศักดิ์ เป็นนักวิชาการที่มีหลักคิดแหลมคม ด้วยพื้นฐานจากการเป็นนักกิจกรรม และค้นคว้าเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และแสดงทัศนะเกี่ยวกับมาตรา 112 ป.อาญา มาอย่างต่อเนื่อง และตรงไปตรงมา
รายการนี้สร้างบรรยากาศทางปัญญาให้กับวงการทีวีไทย แต่ผู้ชมส่วนหนึ่งไม่พอใจ ก่อนมายื่นคำขาดให้สถานียุติรายการ
ขณะที่บรรณาธิการของช่องจำนวนหนึ่ง ได้เข้าพบ นายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีไทยพีบีเอส เสนอให้ระงับการออกอากาศ
ที่น่าสนใจ ก็คือ นอกจากเข้าพบ ผอ.สถานีเพื่อให้ระงับการออกรายการแล้ว บรรณาธิการกลุ่มนี้ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
ความเห็นของ "บรรณาธิการ" ของช่องไทยพีบีเอส ที่เสนอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับรายการนี้ ก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์มากมายเช่นกัน
อาทิ ณาตยา แวววีรคุปต์ บก.ข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะ โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า "แนวทางการสื่อสารเรื่องอ่อนไหวในสังคมไทย ควรจะใช้วิธีที่ทำให้สื่อไม่กลายเป็นชนวนความขัดแย้งเสียเอง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งยากจะแตะต้องอย่างฉาบฉวย สื่อที่จะทำเรื่องนี้ต้องมองหาทางเลือกของวิธีการนำเสนออย่างเหมาะสม"
สำหรับณาตยา คือคนที่เคยโพสต์ข้อความให้นำเอาละคร "เหนือเมฆ" ที่ช่อง 3 สั่งแบน มาออกอากาศต่อที่ช่องไทยพีบีเอส และเชิญชวนให้ผู้เห็นด้วยมากด like
ความเห็นของ บ.ก. กลุ่มนี้ ถูก "ใบตองแห้ง" คอลัมนิสต์ดังวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อน
ขณะที่กลุ่มผู้จัดรายการตอบโจทย์ ภิญโญ แถลงผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอยุติการจัดรายการตอบโจทย์
ด้วยเหตุผลว่า เพราะไม่สามารถตอบสังคมว่า จะรักษาความเชื่อมั่นในเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญไว้ได้อย่างไร
จึงขอสละรายการเพื่อรักษาหลักการ ยินดีถูกประณาม คุกคาม เพื่อนำการกล่าวร้ายโจมตีในที่มืด ออกสู่ที่แจ้ง ให้คนได้ถกแถลงแสดงเหตุผล และหักล้างกันด้วยปัญญา มิใช่อารมณ์
มติชนออนไลน์ วันที่ 18 มีนาคม ได้นำเอาบทความของ "ปราบ เลาหะโรจนพันธ์" เรื่อง มรดกจากรัฐประหาร 2549 ชื่อ "ไทยพีบีเอส" มาเผยแพร่
มีสาระบางตอน ระบุว่า ThaiPBS เป็นมรดกจากรัฐประหาร 2549 หลังจากปิด ITV ก็เกิด พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
การเมืองช่วงนั้นรุนแรงเข้มข้น ไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง สังคมแบ่งแยกชัดเจน ผู้เขียนตั้งคำถามว่า ย้อนไปอีกที ตอนนั้นเราพร้อมหรือเปล่าที่จะมี "ทีวีสาธารณะ"
ก็เมื่อที่มาและกลุ่มผู้บริหาร เลือกข้างอย่างชัดเจน แล้วจะสาธารณะและเป็นกลางได้อย่างไร
วันนี้ได้มีโอกาสดู ThaiPBS ตลอดทั้งวัน อยากรู้ว่านอกจาก "ตอบโจทย์" แล้วมีรายการไหนที่น่าสนใจบ้าง
ได้ข้อสรุปส่วนตัวออกมาว่า ThaiPBS เป็นช่องทีวีที่น่าเบื่อทีเดียว
เป็นรายการที่พยายามจะทำตัวเป็น "ทีวีสาธารณะ" มาก มีคั่นรายการทำนองว่า "ขณะนี้คุณกำลังดูทีวีสาธารณะ" เป็นภาษาท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งดู fake สุดๆ เพราะจากนั้นก็ไม่มีรายการที่เป็นภาษาท้องถิ่นแต่อย่างใด
รายการส่วนใหญ่ยังเป็นการพูดถึงทุกข์ชาวบ้านผ่านแง่มุมของชนชั้นกลางในเมือง เชิดชูความเรียบง่ายแบบชนบท
ทุกข์ชาวบ้านคือนายทุนคอร์รัปชั่นนักการเมืองที่เข้ามาโกยทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบ้านในอุดมคติต้องเรียบง่ายพออยู่พอกิน ที่สำคัญต้องทนสุดๆ ทนกับความยากจนของตัวเอง โดยยิ้มอารมณ์ดีใช้ชีวิตแบบพอเพียงให้เห็นเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ThaiPBS จึงไม่มีรายการพูดถึงอีกด้านของทุกข์ชาวบ้านที่แก้ด้วยทุน ความเจริญ และเศรษฐกิจแบบทุนนิยมครับ
ช่วงนี้ผมกลับบ้านต่างจังหวัดรู้สึก enjoy กับพิซซ่าซื้อ 1 แถม 1 ที่มาเปิดแถวบ้านเป็นครั้งแรก นึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ ที่เรามี 7-11 สาขาแรกของอำเภอ มีธนาคารครบทุกบริษัทเป็นครั้งแรก
สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับหัวเมืองในหลายจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสาน และนักอสังหาริมทรัพย์ก็รู้ดีว่าเมืองหลายแห่งขายคอนโดฯ อย่างเทน้ำเทท่า
แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้จะไม่ออกจากปากของ "ชาวบ้าน" ในทีวีที่ชื่อว่าทีวีสาธารณะของคนไทย
เพราะสิ่งนี้ขัดต่อภาพจำของ NGOs สายชุมชนจำนวนมากที่กลายเป็นนักจัดรายการในทีวีสาธารณะทุกวันนี้
ทีวีที่บอกว่าตนเองไม่ใช่ทีวีที่แสวงหากำไร แต่ก็ไร้ประสิทธิภาพในการสื่อสาร จนบางคนกล่าวอย่างรุนแรงว่า เป็นเพียงแหล่งสำเร็จความใคร่ทางอุดมการณ์บางรูปแบบไปแล้วเท่านั้น
ผมไม่ปฏิเสธว่าทีวีสาธารณะเป็นสิ่งที่หลายประเทศมี และตอบโจทย์ในการเป็นพื้นที่ของสาระบางอย่างที่ไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแต่มีความจำเป็นในสังคม
การโยงทีวีสาธารณะกับรัฐประหาร หลายคนอาจจะบอกว่าไกลเกินไป หรือไม่เกี่ยวกัน
แต่ถ้ามองย้อนกลับไปแล้วสมมติว่า ThaiPBS เกิดขึ้นในยุคที่ประเทศเรามีประชาธิปไตยแบบเต็มใบ
หรือต่อให้ไม่เต็มใบ ก็ขอให้มันทำงานได้ในระดับหนึ่งเหมือนทุกวันนี้
การต่อรองเรื่องพื้นที่จัดรายการเนื้อหาสาระ ระหว่างขั้วทางการเมืองต่างๆ ขั้วทางความเชื่อและอุดมการณ์ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น
ทีวีสาธารณะคงไม่น่าเบื่อคงไม่เอียงกระเท่เร่แบบนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและ ThaiPBS มีเหมือนกัน
ทั้งสองคือหน่วยงานที่กินภาษีประชาชนตัวแทนประชาชน (รัฐบาล) เข้าไปแทรกแซงไม่ได้แต่ที่อยู่ได้ก็คือ "ความศรัทธา" ที่ประชาชนมีให้ครับแต่ถ้าทำให้ศรัทธาไม่ได้กันเสียแล้ว...ก็ยุบเถอะครับ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน
นั่นคืออีกความเห็น ต่อ "ทีวีสาธารณะ" ที่มองคำว่า "สาธารณะ" กว้างไกลออกไป
แทนที่จะ "สาธารณะ" อยู่แค่ทัศนะของคนในทีวีเพียงไม่กี่คน
* * * * * * * * * * * * * * * * *
มรดกจากรัฐประหาร 2549 ชื่อ "ไทยพีบีเอส"?
จากเฟซบุ๊กของ "ปราบ เลาหะโรจนพันธ์"
อ่านที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363482561
( มติชน ออนไลน์ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:00:00 น. )
.
ระงับ “ตอบโจทย์” ข่าวร้อน-คำถามร้อน “ทีวีสาธารณะ”แบบไทยๆ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363933056 . . 22 มี.ค. 2556 14:17:12 น.
จากคอลัมน์ แมลงวันในไร่ส้ม มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1701 หน้า 78
จากรายการทีวีสู่ข่าวหน้า 1 อย่างเกรียวกราว
การสั่งระงับออกอากาศรายการ "ตอบโจทย์" ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
รายการตอบโจทย์ที่มี ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้นำเอาฝ่ายต่างๆ มาออกรายการในหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์
ไฮไลต์คือ วันที่ 13 มีนาคม ที่นำเอา นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตอบคำถาม
แล้วจึงนำเอา นายสมศักดิ์ กับ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเคยปะทะกันในเฟซบุ๊ก มาดีเบตกัน ในวันที่ 14 มีนาคม แยกเป็น 2 ตอน ตอนจบคือวันที่ 15 มีนาคม ซึ่งสุดท้ายไม่ได้ออกอากาศ
นายสมศักดิ์ เป็นนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519 จบปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของออสเตรเลีย
แวดวงวิชาการยอมรับว่า นายสมศักดิ์ เป็นนักวิชาการที่มีหลักคิดแหลมคม ด้วยพื้นฐานจากการเป็นนักกิจกรรม และค้นคว้าเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และแสดงทัศนะเกี่ยวกับมาตรา 112 ป.อาญา มาอย่างต่อเนื่อง และตรงไปตรงมา
รายการนี้สร้างบรรยากาศทางปัญญาให้กับวงการทีวีไทย แต่ผู้ชมส่วนหนึ่งไม่พอใจ ก่อนมายื่นคำขาดให้สถานียุติรายการ
ขณะที่บรรณาธิการของช่องจำนวนหนึ่ง ได้เข้าพบ นายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีไทยพีบีเอส เสนอให้ระงับการออกอากาศ
ที่น่าสนใจ ก็คือ นอกจากเข้าพบ ผอ.สถานีเพื่อให้ระงับการออกรายการแล้ว บรรณาธิการกลุ่มนี้ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
ความเห็นของ "บรรณาธิการ" ของช่องไทยพีบีเอส ที่เสนอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับรายการนี้ ก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์มากมายเช่นกัน
อาทิ ณาตยา แวววีรคุปต์ บก.ข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะ โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า "แนวทางการสื่อสารเรื่องอ่อนไหวในสังคมไทย ควรจะใช้วิธีที่ทำให้สื่อไม่กลายเป็นชนวนความขัดแย้งเสียเอง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งยากจะแตะต้องอย่างฉาบฉวย สื่อที่จะทำเรื่องนี้ต้องมองหาทางเลือกของวิธีการนำเสนออย่างเหมาะสม"
สำหรับณาตยา คือคนที่เคยโพสต์ข้อความให้นำเอาละคร "เหนือเมฆ" ที่ช่อง 3 สั่งแบน มาออกอากาศต่อที่ช่องไทยพีบีเอส และเชิญชวนให้ผู้เห็นด้วยมากด like
ความเห็นของ บ.ก. กลุ่มนี้ ถูก "ใบตองแห้ง" คอลัมนิสต์ดังวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อน
ขณะที่กลุ่มผู้จัดรายการตอบโจทย์ ภิญโญ แถลงผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอยุติการจัดรายการตอบโจทย์
ด้วยเหตุผลว่า เพราะไม่สามารถตอบสังคมว่า จะรักษาความเชื่อมั่นในเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญไว้ได้อย่างไร
จึงขอสละรายการเพื่อรักษาหลักการ ยินดีถูกประณาม คุกคาม เพื่อนำการกล่าวร้ายโจมตีในที่มืด ออกสู่ที่แจ้ง ให้คนได้ถกแถลงแสดงเหตุผล และหักล้างกันด้วยปัญญา มิใช่อารมณ์
มติชนออนไลน์ วันที่ 18 มีนาคม ได้นำเอาบทความของ "ปราบ เลาหะโรจนพันธ์" เรื่อง มรดกจากรัฐประหาร 2549 ชื่อ "ไทยพีบีเอส" มาเผยแพร่
มีสาระบางตอน ระบุว่า ThaiPBS เป็นมรดกจากรัฐประหาร 2549 หลังจากปิด ITV ก็เกิด พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
การเมืองช่วงนั้นรุนแรงเข้มข้น ไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง สังคมแบ่งแยกชัดเจน ผู้เขียนตั้งคำถามว่า ย้อนไปอีกที ตอนนั้นเราพร้อมหรือเปล่าที่จะมี "ทีวีสาธารณะ"
ก็เมื่อที่มาและกลุ่มผู้บริหาร เลือกข้างอย่างชัดเจน แล้วจะสาธารณะและเป็นกลางได้อย่างไร
วันนี้ได้มีโอกาสดู ThaiPBS ตลอดทั้งวัน อยากรู้ว่านอกจาก "ตอบโจทย์" แล้วมีรายการไหนที่น่าสนใจบ้าง
ได้ข้อสรุปส่วนตัวออกมาว่า ThaiPBS เป็นช่องทีวีที่น่าเบื่อทีเดียว
เป็นรายการที่พยายามจะทำตัวเป็น "ทีวีสาธารณะ" มาก มีคั่นรายการทำนองว่า "ขณะนี้คุณกำลังดูทีวีสาธารณะ" เป็นภาษาท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งดู fake สุดๆ เพราะจากนั้นก็ไม่มีรายการที่เป็นภาษาท้องถิ่นแต่อย่างใด
รายการส่วนใหญ่ยังเป็นการพูดถึงทุกข์ชาวบ้านผ่านแง่มุมของชนชั้นกลางในเมือง เชิดชูความเรียบง่ายแบบชนบท
ทุกข์ชาวบ้านคือนายทุนคอร์รัปชั่นนักการเมืองที่เข้ามาโกยทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบ้านในอุดมคติต้องเรียบง่ายพออยู่พอกิน ที่สำคัญต้องทนสุดๆ ทนกับความยากจนของตัวเอง โดยยิ้มอารมณ์ดีใช้ชีวิตแบบพอเพียงให้เห็นเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ThaiPBS จึงไม่มีรายการพูดถึงอีกด้านของทุกข์ชาวบ้านที่แก้ด้วยทุน ความเจริญ และเศรษฐกิจแบบทุนนิยมครับ
ช่วงนี้ผมกลับบ้านต่างจังหวัดรู้สึก enjoy กับพิซซ่าซื้อ 1 แถม 1 ที่มาเปิดแถวบ้านเป็นครั้งแรก นึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ ที่เรามี 7-11 สาขาแรกของอำเภอ มีธนาคารครบทุกบริษัทเป็นครั้งแรก
สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับหัวเมืองในหลายจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสาน และนักอสังหาริมทรัพย์ก็รู้ดีว่าเมืองหลายแห่งขายคอนโดฯ อย่างเทน้ำเทท่า
แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้จะไม่ออกจากปากของ "ชาวบ้าน" ในทีวีที่ชื่อว่าทีวีสาธารณะของคนไทย
เพราะสิ่งนี้ขัดต่อภาพจำของ NGOs สายชุมชนจำนวนมากที่กลายเป็นนักจัดรายการในทีวีสาธารณะทุกวันนี้
ทีวีที่บอกว่าตนเองไม่ใช่ทีวีที่แสวงหากำไร แต่ก็ไร้ประสิทธิภาพในการสื่อสาร จนบางคนกล่าวอย่างรุนแรงว่า เป็นเพียงแหล่งสำเร็จความใคร่ทางอุดมการณ์บางรูปแบบไปแล้วเท่านั้น
ผมไม่ปฏิเสธว่าทีวีสาธารณะเป็นสิ่งที่หลายประเทศมี และตอบโจทย์ในการเป็นพื้นที่ของสาระบางอย่างที่ไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแต่มีความจำเป็นในสังคม
การโยงทีวีสาธารณะกับรัฐประหาร หลายคนอาจจะบอกว่าไกลเกินไป หรือไม่เกี่ยวกัน
แต่ถ้ามองย้อนกลับไปแล้วสมมติว่า ThaiPBS เกิดขึ้นในยุคที่ประเทศเรามีประชาธิปไตยแบบเต็มใบ
หรือต่อให้ไม่เต็มใบ ก็ขอให้มันทำงานได้ในระดับหนึ่งเหมือนทุกวันนี้
การต่อรองเรื่องพื้นที่จัดรายการเนื้อหาสาระ ระหว่างขั้วทางการเมืองต่างๆ ขั้วทางความเชื่อและอุดมการณ์ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น
ทีวีสาธารณะคงไม่น่าเบื่อคงไม่เอียงกระเท่เร่แบบนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและ ThaiPBS มีเหมือนกัน
ทั้งสองคือหน่วยงานที่กินภาษีประชาชนตัวแทนประชาชน (รัฐบาล) เข้าไปแทรกแซงไม่ได้แต่ที่อยู่ได้ก็คือ "ความศรัทธา" ที่ประชาชนมีให้ครับแต่ถ้าทำให้ศรัทธาไม่ได้กันเสียแล้ว...ก็ยุบเถอะครับ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน
นั่นคืออีกความเห็น ต่อ "ทีวีสาธารณะ" ที่มองคำว่า "สาธารณะ" กว้างไกลออกไป
แทนที่จะ "สาธารณะ" อยู่แค่ทัศนะของคนในทีวีเพียงไม่กี่คน
* * * * * * * * * * * * * * * * *
มรดกจากรัฐประหาร 2549 ชื่อ "ไทยพีบีเอส"?
จากเฟซบุ๊กของ "ปราบ เลาหะโรจนพันธ์"
อ่านที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363482561
( มติชน ออนไลน์ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:00:00 น. )
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




