.
ชินทาโร่ ฮารา: “ทำไมคนมลายูไม่ภูมิใจภาษาของตัวเอง”
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/07/47753 . . Wed, 2013-07-17 23:28
อ.ชินทาโร่ ฮารา เขียนในภาษามลายู
อับดุลเลาะ วันอะฮ์หมัด ถอดความเป็นภาษาไทย
ชาวญี่ปุ่นที่ศึกษาภาษามลายูยังมีจำนวนไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ใคร่ขออนุญาตที่จะเล่าเรื่องราวในฐานะที่เป็นชาวญี่ปุ่นมาแต่กำเนิดที่มีโอกาสได้สัมผัสกับภาษามลายู และมีความเป็นมาอย่างไรถึงได้มีความหลงใหลในภาษานี้ จนต้องศึกษาต่อเพิ่มเติมที่ประเทศมาเลเซีย
ชื่อบทความเดิม : “ภาษามลายูนำทางชีวิต” (Bahasa Melayu penentu perjalanan hidup)
ผมเริ่มเรียนรู้ภาษามลายูที่ประเทศญี่ปุ่น ณ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่ชื่อ มหาวิทยาลัยกิโอะ(Keio) ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมเองไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับภาษามลายูเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ผมได้รู้จักมักคุ้นก่อนหน้านี้ก็คือ มาเลเซียนั้นเป็นประเทศหนึ่งที่มีการส่งออกยางพาราและแร่ต่างๆ ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก
จากนั้นผมก็ได้เข้าไปศึกษาต่อที่คณะการจัดการนโยบาย (Pengurusan Dasar) ซึ่งเป็นคณะใหม่ที่เปิดสอนที่มหาวิทยาลัยโชนาน ฟูจิซาว่า (Shonan Fujisawa) ซึ่งที่คณะดังกล่าวนี้เอง ได้บังคับให้นักศึกษาทั้งหมดต้องเลือกวิชาภาษาต่างประเทศ
ในขณะเดียวกันนั้นเองทางคณะได้เปิดให้เลือกภาษาต่างประเทศ คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน ภาษาเกาหลี และภาษามลายู ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วภาษาที่ถูกเสนอให้เลือกเรียน มักเป็นภาษาที่คนญี่ปุ่นจะเรียนเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่มีอยู่ภาษาหนึ่งที่ดูเหมือนว่าค่อนข้างแปลก นั่นก็คือภาษามลายู
ในรอบๆ ตัวของผมเองไม่มีใครที่สามารถพูดภาษามลายูได้เลย หรือไม่มีแม้แต่คนที่เคยศึกษาภาษามลายู และผมเองก็ชอบที่จะเลือกทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ค่อยจะเลือกกัน ผมจึงตัดสินใจเลือกที่จะเรียนหลักสูตรภาษามลายูเป็นวิชาภาษาต่างประเทศ
คณะที่ผมศึกษาคือ คณะ Pengurusan Dasar ไม่ใช่คณะภาษามลายูแต่อย่างใด เพราะว่าหลักสูตรวิชาภาษามลายูเป็นแค่วิชาเลือกภาษาต่างประเทศวิชาหนึ่ง ที่ได้เปิดสอนตามหลักสูตรแบบเข้มเท่านั้น ทว่าผมไม่ได้มีพรสวรรค์ และไม่ค่อยชอบกับคณะนี้เท่าไหร่ แต่ผมเองกลับไปให้ความสนใจกับภาษามลายูเป็นอย่างมาก และความลุ่มหลงต่อภาษามลายูของผมนับวันก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกขณะ
เมื่อประตูสู่โลกมลายูเปิด
อาจารย์ที่มีส่วนช่วยในการเรียนภาษามลายูของผมสมัยที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น เขาเป็นอาจารย์ชาวมลายูท่านหนึ่งชื่อ ท่านซัยฟูบาฮารีย์ อะฮ์หมัด ที่ผมมักจะเรียกท่านว่าอาจารย์ซัยฟูล ท่านเป็นชาวมลายูที่มีพื้นเพมาจากเมืองบาตูปาฮัต ซึ่งเป็นอาจารย์รุ่นแรกเลยก็ว่าได้ ที่ถูกส่งมายังประเทศญี่ปุ่น ภายใต้นโยบายของชาติที่ว่าด้วยการเหลียวมองสู่ภาคตะวันออกของรัฐบาล(มาเลเซีย)
ท่านมิเพียงแต่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษามลายูอย่างเดียวเท่านั้นไม่ หากยังมีความรู้ความสามารถในด้านภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย การใช้ภาษาญี่ปุ่นของท่านอยู่ในขั้นดีมาก จนคนส่วนใหญ่นึกว่าท่านเป็นคนญี่ปุ่นโดยแท้ด้วยซ้ำ ประกอบกับรูปร่างหน้าตาของท่านจะดูเป็นคนเชื้อสายจีน ทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ที่จะมองว่าท่านเป็นชาวจีนมากกว่า
ท่านยังสามารถอธิบายปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้ภาษามลายูในภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีและชัดเจนอีกด้วย ในขณะนั้นผมเองก็ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนรู้ภาษามลายูอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นพจนานุกรมภาษามลายู-ญี่ปุ่นและคู่มือต่างๆ แต่การมาของท่านนั้น มาในฐานะนักพูดที่เป็นเจ้าของภาษามลายูโดยแท้ที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่วเป็นอย่างดี สามารถที่จะสร้างความกระจ่างชัดให้กับบรรดานักศึกษาได้เกือบหมด
บรรยากาศในห้องเรียนก็แสนสนุกอีกด้วย เพราะนักศึกษาจะถูกตั้งชื่อเล่นใหม่เป็นภาษามลายูทุกคน และจะใช้ชื่อที่ตั้งใหม่นั้นใช้เรียกในการเรียนการสอนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในห้องหรือนอกห้องเรียน
ในวันแรกของการเรียน ท่านอาจารย์ซัยฟูลจะเขียนชื่อภาษามลายูบนกระดานแล้วให้นักศึกษาเลือกชื่อเหล่านั้นที่ทุกคนชื่นชอบ ส่วนตัวนั้นได้เลือกชื่อว่า ‘Badiuzzaman’ เพราะชื่อดังกล่าว ท่านอาจารย์ได้บอกว่า เป็นชื่อของนักปราชญ์ท่านหนึ่ง และมีเพื่อนคนหนึ่งที่ขอใช้ชื่อตัวเอง โดยได้ให้ท่านอาจารย์ช่วยแปลชื่อเขาให้เป็นภาษามลายูให้หน่อย ซึ่งชื่อเพื่อนคนนั้นมีความหมายว่าเป็น‘mutiara’ (ไข่มุก) เขาจึงได้ตั้งชื่อว่ามูเตียรา
ภายหลังจากที่แต่ละคนได้รับการตั้งชื่อเป็นภาษามลายูโดยครบถ้วนแล้ว ทำให้บรรยากาศในการเรียนดูเหมือนยิ่งสนุกไปกันใหญ่และมีความผูกพันยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมเองมีความรู้สึกซาบซึ้งในชื่อภาษามลายู จนบางครั้งผมเองเกือบจะลืมชื่อญี่ปุ่นไปด้วยซ้ำ
สัมผัสดินแดนมลายู
ความพิเศษของท่านอาจารย์ซัยฟูลก็คือ การที่มีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ของท่านอย่างตั้งใจ เช่น ทุกๆ ปลายภาคเรียนประจำปี ท่านจะนำลูกศิษย์ไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่านอยู่เป็นประจำ ที่หมู่บ้านตือโละบูโละฮ์ เมืองบาตูปาฮัต รัฐยะโฮร์ ซึ่งนักศึกษาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างน้อยประมาณ 3 สัปดาห์ โดยที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ของแต่ละคนที่ได้จัดไว้ให้
โอกาสเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีและมีความหมายต่อนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น แทบจะไม่มีโอกาสในการใช้ภาษามลายูเลยแม้แต่น้อยนอกจากในชั้นเรียนเท่านั้น ในขณะเดียวกันนั้นผมเองก็ได้มีโอกาสในการเรียนรู้ภาษามลายูจากเจ้าของภาษามลายูโดยตรง
ผมเองก็ชอบที่จะไปเยี่ยมเยือนชาวบ้านและทำความรู้จักมักคุ้นกัน และพวกเขาเองก็ต้อนรับผมในฐานะลูกบุญธรรมคนหนึ่งด้วยดีมาตลอด ผมเองก็เรียกชื่อคนในครอบครัวด้วยชื่อที่ไพเราะ ที่เต็มไปด้วยความผูกพัน เช่น ดาโต๊ะ อีบู กากะ อาเดะ เป็นต้น ตัวผมเองก็ถูกเรียกในภาษามลายูเช่นกัน ในที่สุดผมก็ได้กลายเป็นสมาชิกของหมู่บ้านนั้นโดยปริยาย
ปกติแล้วผมเองอาจเดินทางไปที่นั่นหลังจากที่จบหลักสูตรวิชาภาษามลายู นั่นก็คือตอนปิดภาคเรียนที่สอง แต่ด้วยการที่มีความรู้สึกผูกพันที่ดีกับชาวบ้านที่นั่น ทำให้หลายคนรวมทั้งตัวผมเองด้วยที่มักจะกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านนั้นอยู่เป็นนิจ
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสได้ร่วมเทศกาลเนื่องในวันตรุษอิดิ้ลฟิตรีย์ที่หมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งจะมีทั้งญาติพี่น้องที่กลับมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีทั้งที่กลับจากสิงคโปร์และจากที่อื่นๆ พวกเขาก็จะชักชวนผมไปเยี่ยมเยือนครอบครัวของพวกเขาด้วย และโอกาสที่ผมจะได้ท่องแวะเยี่ยมเยือนก็พลอยมีมากขึ้นอีกด้วย ถ้าหากว่าผมได้ไปยังกรุงกัวลัมเปอร์หรือที่สิงคโปร์เมื่อใด ผมแทบไม่ต้องพักโรงแรมอย่างเช่นเคยอีก แต่จะเป็นบ้านพักของผู้คนที่ผมได้รู้จัก และยังได้ช่วยสอนการแนะนำในการเขียนงานอีกด้วย
ผมใคร่ต้องการที่จะพัฒนาแนวการเขียนภาษามลายูให้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทดลองเขียนเป็นภาษามลายูดู และหัวข้อของวิทยานิพนธ์ผมก็เลือกเอง อย่างเช่นจะเป็นแนวปัญหาสังคมของคนญี่ปุ่น วัฒนธรรมของคนมลายู ความพิเศษของภาษามลายู เป็นต้น และทุกๆ งานเขียนของผม ผมจะส่งไปยังอาจารย์ซัยฟูลก่อนทุกครั้ง เพื่อทำการตรวจทานอย่างละเอียด และท่านจะช่วยสรุปให้อีกที
แหละนี่คือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่ได้สร้างขวัญกำลังแก่ตัวผม ซึ่งงานเขียนดังกล่าวผมยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ถ้าหากได้อ่านงานเขียนชิ้นดังกล่าวเมื่อใด จะพบว่ายังมีข้อบกพร่องอีกมาก แต่ว่านั่นคือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับตัวผมในการเขียนหนังสือภาษามลายู
ในช่วงที่ผมอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ผมก็ลองศึกษาเรียนรู้กับกลุ่มนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาจากประเทศมาเลเซียอีกด้วย เพื่อเป็นเพื่อนพูดคุยเรียนรู้กับพวกเขา แต่ที่ค่อนข้างจะมีความสนิทสนมมากเป็นพิเศษก็คือ เห็นจะเป็นกลุ่มอดีตคณาจารย์มากกว่า ที่เข้ามาศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีอายุมากกว่าผมก็ตาม แต่พวกเขายินดีรับผมและเพื่อนๆ เป็นสมาชิกของพวกเขาอีกด้วย
การศึกษาต่อยังประเทศมาเลเซีย โอกาส และมิตรภาพ
ก่อนที่ผมจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น ผมก็ได้ตัดสินใจเลือกที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศมาเลเซีย แต่ในช่วงแรกนั้นค่อนข้างที่จะยุ่งยากนิดหน่อย เพราะยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน อย่างเช่น จะไปศึกษายังมหาวิทยาลัยใด? จะเรียนอะไรดี? และจะอยู่กับใคร? และประจวบกับโอกาสที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศมาเลเซียนั้นก็มาถึงพอดี
จากนั้นการเข้าออกประเทศมาเลเซียของผมจึงกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อครั้นที่ผมอยู่ที่ญี่ปุ่นผมก็ได้ทำงานไปด้วยเพื่อเก็บเงินไว้เป็นทุนเรียนต่อ ส่วนเงินที่เก็บสะสมมานั้นก็หมดไปกับการซื้อตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายระหว่างทาง เหตุการณ์ที่ทำให้ผมไม่อาจลืมมันลงได้คือเป็นช่วงที่ผมไปยังมาเลเซีย แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ผมจำไม่ได้แล้ว เพราะในช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาอยู่นั้น ผมเข้าออกมาเลเซียไม่น้อยกว่าสิบครั้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ผมและเพื่อนๆ ที่มาจากญี่ปุ่นด้วยกัน ได้มีโอกาสติดตามชาวบ้าน ที่บ้านตือโละบูโละฮ์ ที่ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องของเขาที่บ้านบาตูปาฮัต ซึ่งผมเองก็ได้รู้จักเขามาแล้วก่อนหน้านั้น เพราะเขาเองก็เคยไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านที่เราเคยอยู่เป็นประจำ เขามีชื่อเรียกว่า กะนิ
ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น กะนิได้เอยถามผมว่า ยังจำชื่อแกอยู่ได้อีกไหม? แต่ที่รัฐยะโฮร์นั้นไม่เหมือนกับรัฐกลันตัน เพราะที่นี่คนที่มีชื่อนำหน้าด้วยคำว่านิ ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอ่ยคำว่า กะนิ หลายคนในหมู่บ้านนั้นมักจะเข้าใจเป็นเสียงเดียวกันว่าหมายถึงใคร
ผมเองก็ยังไม่ลืมชื่อเต็มของเขา เพื่อเป็นการหยอกเย้ากัน ผมก็ได้เรียกชื่อของเขาด้วยความชื่นชอบและความเคารพ นั่นก็คือท่านนิซาฟียะฮ์ การิม ซึ่งหนังสือไวยกรณ์ของเดวันบาฮาซา(Tatabahasa Dewan) ผมได้อ่านจนจบไม่น้อยกว่าสองครั้งไปแล้วในช่วงนั้น หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวบวกกับการที่ได้อ่านงานเขียนบทความของท่านในวารสารต่างๆ และในหนังสือพิมพ์ ผมจึงได้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของท่านโดยปริยาย ผมมีความหลงใหลในสไตล์การเขียนของท่านที่มีความกระจ่างและมีลำดับความ
และแล้วผมก็ต้องสะดุ้งตกอกตกใจ เมื่อท่านได้ตอบการล้อเล่นของผมว่า นั่นคือชื่อของพี่เขา แรกๆ นั้นผมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่นักกับคำตอบที่ได้ยิน
“ท่านอย่าโกหกนะ มันไม่ดีรู้ไหม!” ผมถาม
“ฉันโกหกที่ไหนกัน” เขาตอบด้วยความสุขุม
ผมก็ได้บอกกับท่านว่า ผมมีความรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากกับคนที่ชื่อ นิซอฟียะฮ์ การีม และผมเองก็ได้ขอร้องให้ท่านแสดงออกมา เพื่อให้เห็นว่าท่านนั้นคือพี่น้องกันกับนักเขียนที่ผมชื่นชอบคนนั้นจริง
และแล้วท่านก็เอยถามผมว่า “คุณจะพูดกับเขาไหม?”
ใจผมตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่าจะมีโอกาสได้คุยกับคนที่ผมให้ความเคารพและติดตามงานเขียนมาโดยตลอด ความหลงใหลของผมในช่วงนั้นมิได้เป็นนักร้องวงแอลล่า เฟาซียะฮ์ ลาตีฟ หรือแอรร่า ฟาซียะฮ์ แต่เป็นบุคคลทางด้านภาษาศาสตร์คนนี้ โดยความรวดเร็วผมตอบไปว่า “ก็ได้!”
กะนิ ก็ไม่รอช้า รีบกดโทรศัพทร์มือถือไปหาพี่เขา กะนิได้โต้ตอบกับคนที่อยู่ปลายสายด้วยสำเนียงการพูดแบบคนกลันตัน ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความผูกพัน แน่นอนเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า กะนิคนนี้เป็นพี่น้องกันกับนักภาษาชื่อดังคนดังกล่าว
กะนิได้บอกกับคนที่อยู่ปลายสายว่า “ตอนนี้มีคนจากประเทศญี่ปุ่นอยากจะคุยกับเมาะจู”(ชื่อเรียกพี่ของกะนิ) จากนั้นกะนิก็ได้ยื่นเครื่องโทรศัพท์มาให้ผม
“อืม นี่พี่ฉันเอง” ด้วยการที่มีความตื่นเต้นมากเกินไป ทำให้ผมจำไม่ได้ว่าผมได้พูดอะไรกับบุคคลที่ผมชื่นชอบในขณะนั้น แต่ผมก็มีโอกาสได้กล่าวกับท่านว่า ผมมีความตั้งใจที่ต้องการอยากจะพบกับท่านสักครั้งหนึ่ง แล้วผมก็ได้ยื่นเครื่องโทรศัพท์ไปให้กะนิด้วยอาการที่ตื่นเต้นและมีความสุขที่สุด เพราะท่านเองก็ยินดีที่จะพบกับผม หากว่าผมเข้าไปยังเมืองหลวงในคราวหน้า
ผมมีโอกาสได้พบกับท่านศาสตราจารย์ นิซาฟียะฮ์ การีม สองครั้งด้วยกัน ณ บ้านพักของท่านที่ปือตาลิงจายา ในครั้งแรกนั้นท่านได้ต้อนรับผมเป็นอย่างดี และผมก็ได้บอกกับท่านว่า ผมมีความตั้งใจที่จะมาศึกษาต่อที่มาเลเซียแห่งนี้ และท่านก็ยังได้ชี้แนะและให้กำลังใจผมอีกด้วย
หลังจากนั้นผมก็ได้ศึกษาภาษามลายูอย่างขยันมากขึ้นกว่าเดิม อีกไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยือนท่านอีกครั้ง และได้บอกกับท่านว่า ผมต้องการที่จะเข้าศึกษาต่อที่คณะศึกษาศาสตร์ภาษามลายู (APM : Akademi Pengajian Melayu) ที่มหาวิทยาลัยมาลายาหรือยูเอ็ม(UM)
และท่านก็ยังได้สอบถามอีกว่าอะไรคือสิ่งที่ผมต้องการ ซึ่งผมก็ได้อธิบายค่อนข้างที่จะยาว หลังจากที่ท่านได้รับฟังท่านก็ได้ตอบกลับมาว่า ถ้าอย่างนั้นเขาพร้อมที่จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ให้ ความรู้สึกของผมในตอนนั้นแทบไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว หลังจากจบหลักสูตรปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ผมไม่ได้รอช้าอะไร รีบกรอกข้อมูลเพื่อเข้าศึกษาต่อที่ยูเอ็มทันที ด้วยการระบุชื่อผู้ดูแลตามที่ได้เตรียมไว้แล้ว ที่พร้อมจะรับนักศึกชาวญี่ปุ่นคนใหม่อีกคน
ภาษานำสู่อิสลาม ‘ไม่ใช่อิทธิของนักเผยแพร่’
นั่นคือภาษามลายูที่ได้นำพาชีวิตของผม ไม่เพียงแค่นั้นอย่างเดียวไม่ หากแต่ภาษามลายูยังมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผม เพราะด้วยภาษามลายูนี้เองที่ทำให้ผมได้รู้จักกับศาสนาอิสลาม จนในที่สุดผมก็ได้เข้ารับอิสลามศาสนาที่บริสุทธิ์นี้จนได้
ผมรับอิสลามไม่ใช่ว่าได้รับอิทธิพลมาจากนักเผยแพร่ท่านใดเลย แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้เข้ารับอิสลามก็คือด้วยวิถีชีวิตของคนมลายูที่มีรากฐานมาจากคำสอนของศาสนานั่นเอง ที่ได้ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเป็นอย่างมาก การรักษาความสะอาดของร่างกายและมีความสมถะในการใช้ชีวิต ถ้าหากว่าผมไม่ได้ร่ำเรียนภาษามลายูบางทีผมอาจจะไม่มีโอกาสไดรู้จักกับศาสนาอิสลามได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ภาษามลายูจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผม บางครั้งผมเองก็มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจเช่นกันกับคนมลายูบางคนที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญต่อภาษาของตนเอง ไม่เหมือนกับบางภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน
ผมเองก็ยังได้มีโอกาสไปเยือนอินโดนีเซียหลายครั้งด้วยกัน ความจริงผมไม่เคยได้เรียนภาษาอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการเลย แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผมแม้แต่น้อยในการพูดคุยกับคนอินโดนีเซีย ผมเองรู้สึกมีความยินดีทุกครั้งที่ได้ไปเยือนอินโดนีเซีย เพราะว่าคนอินโดนีเซียล้วนต่างก็มีความภาคภูมิใจในภาษาของตนเอง เมื่อพวกเขาได้ทราบว่าผมสามารถพูดภาษาอินโดนีเซียได้ แน่นอนเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าภาษาที่ผมใช้นั้นอาจจะไม่ใช่ภาษาอินโดนีเซียก็ตาม แต่เป็นภาษามลายู
ทำไมคนมลายูไม่ภูมิใจในภาษาของตัวเอง
บางครั้งสิ่งที่เป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกันได้เกิดขึ้นที่มาเลเซีย ผมใคร่ขออนุญาตบอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบ่งบอกให้เรารู้ว่า ยังมีคนมลายูส่วนหนึ่งที่ไม่มีความภาคภูมิใจในภาษาของตนเอง
เมื่อครั้นที่ผมกำลังเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่ยังหาสถานที่ไม่พบ ขณะนั้นเอง ก็ได้มีหญิงสาวมลายูท่านหนึ่งเดินผ่านมาพอดี ผมได้ให้สลามกับเขาเพื่อให้เขาช่วยบอกเส้นทางที่จะไปยังที่หมายให้หน่อยโดยใช้ภาษามลายู คำตอบที่ได้รับก็คือ “OK, you go straight, and then turn left, you’ll find...” ผมก็ได้กล่าวขอบคุณว่า “terima kasih” ทว่าคำตอบที่เขาได้ตอบมาคือ “welcome”.
และเหตุการณ์ต่อมาก็เกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินนานาชาติซูบัง มีผู้ชายมลายูวัยกลางคนท่านหนึ่งที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้สอบถามโดยใช้ภาษาอังกฤษว่า “What’s the purpose of your visit?” แต่ผมกลับตอบเป็นภาษามลายูว่า “Saya mahu melanjutkan pelajaran di Universiti Malaya. Ini suratnya” พร้อมกับการยื่นแบบฟอร์มจากทางมหาวิทยาลัยให้เขาดู
เขาก็ยังถามอีกว่า “So where’s your visa? You don’t have a student visa!” ผมก็ได้ตอบเขาไปว่าต้องการต่อวิซ่าในภายหลัง เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็ได้ถามคำถามที่สามด้วยภาษาอังกฤษเช่นเดิม ด้วยที่ว่าผมเองก็ไม่ได้ชำนาญภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ผมจึงได้ขอร้องให้เขาพูดภาษามลายูแทน
“ท่านครับ ท่านสามารถใช้ภาษามลายูได้ไหม? เพราะภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” แต่ว่าเขายังปฏิเสธด้วยเสียงที่แข็งกร้าวว่า “I speak English for you because you are a foreigner!” (ฉันพูดภาษาอังกฤษกับคุณเพราะคุณเป็นชาวต่างชาติ!)
แต่นั่นถือเป็นข้อดีสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจภาษามลายู แต่ถามว่าอะไรคือเหตุผลที่เจ้าของภาษามลายูโดยแท้ใช้ภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติที่อ่อนด้อยในภาษาอังกฤษ ทว่าสามารถพูดภาษามลายูได้? ผมเองก็รู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน จึงพูดออกไปว่า “คนต่างชาติไม่ทั้งหมดหรอกที่พูดอังกฤษได้! อีกทั้งภาษามลายูเองก็เป็นภาษาทางการของมาเลเซียอีกด้วย แล้วมันผิดตรงไหนที่ผมจะพูดภาษามลายู?”
เขาเองมีอาการสีหน้าที่ไม่ค่อยดี และเริ่มชักช้าในการให้บริการด้วยการถามโน่นถามนี่ไปต่างๆ นานา ทั้งยังเป็นคำถามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองด้วยซ้ำ ทั้งหมดนั้นล้วนใช้ภาษาอังกฤษทั้งสิ้น คำตอบของผมยังเป็นในภาษามลายูเช่นเดิม หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมก็รับพาสปอร์ตที่เขายื่นให้โดยที่ปราศจากคำขอบคุณใดๆ
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายๆ กันก็คือ เมื่อตอนที่ผมได้เข้าประชุมสัมมนา เกี่ยวกับภาษาและงานวรรณกรรมมลายู เอกสารทุกชิ้นล้วนเป็นภาษามลายู ในช่วงพักแบรกเช้า ปรากฏว่าได้มีมุสลีมะฮ์มลายูท่านหนึ่งที่เข้าสัมนาด้วยกัน ได้เข้ามาหาและชมเชยในการนำเสนอของผมว่า “Your Malay is very good. I was so impressed by your presentation! Where did you study Malay?”
ผมก็มีความรู้สึกภูมิใจที่การนำเสนอของผมได้รับคำชื่นชมจากผู้คน แต่ผมไม่รู้สึกภูมิใจตรงที่ว่า คำเชยชมที่ถูกกล่าวออกมา ไม่ได้เป็นภาษาที่ผมใช้ในการสัมนาแต่อย่างใด ผมเองก็ตอบเขาไปโดยใช้ภาษามลายู
แค่นั้นยังไม่พอ ทุกครั้งที่ได้ดูโทรทัศน์ของมาเลเซีย จะเห็นได้ว่านักการเมืองที่ไม่ใช่มลายูจะใช้ภาษามลายูมากกว่านักการเมืองมลายู แต่กลับตรงกันข้ามกับนักการเมืองมลายูที่ไม่ค่อยได้ใช้ภาษามลายูหรือไม่ก็จะพูดปนกันกับภาษาอังกฤษ ผมไม่เคยเห็นนักการเมืองของญี่ปุ่นท่านใดที่ตอบคำถามของสื่อมวลชนท้องถิ่นในภาษาอังกฤษ แต่ว่าในมาเลเซียบ่อยครั้งที่คำถามภาษามลายูมักจะถูกตอบในภาษาอื่น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าแปลกใจ
ความจริงยังมีเรื่องอีกมากมายที่ได้บันทอนกำลังใจของคนต่างชาติที่มีความตั้งใจที่จะเรียนในด้านภาษามลายู เพราะภาษาที่ผมกำลังศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังอยู่นี้ เจ้าของภาษาที่แท้นั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญเอาเสียเลย
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาษาที่มีความสำคัญสำหรับผมนั้น จะสามารถแพร่กระจายบนเวทีโลกได้อย่างแน่นอน ผมเองก็ได้มีความพยายามในการเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันเพื่อเผยแพร่ภาษามลายู เพราะผมรู้สึกถึงการเป็นหนี้บุญคุณต่อสังคมมลายูเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบรรดาคณาจารย์และเพื่อนๆ ที่ช่วยเหลือในการเรียนภาษามลายูของผม แต่ในขณะเดียวกันสังคมมลายูเองจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติในแง่ลบที่มีต่อภาษามลายูออกไปด้วย
ผมต้องการที่อยากจะเห็นภาษามลายูมีสถานะเท่าเทียมกับภาษาอื่นๆ ในระดับสากล ส่วนในแง่ระดับความสามารถของตัวภาษาเองนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า ได้ประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนั้นจะต้องไปพร้อมๆกันกับทักษะและอุปนิสัยของผู้พูดที่มีความภูมิใจในภาษาของตนเองอีกด้วย ผมมีความภาคภูมิใจต่อภาษามลายูที่ผมได้ศึกษามาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีคนมลายูบางคนที่ไม่มีความภูมิใจต่อภาษามลายูทั้งๆ ที่ภาษามลายูนั้นเป็นภาษาภูมิบุตร(แม่)ของเขาเอง?
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2556-07-18
2556-06-28
มองใหม่ 2475 โดย คำ ผกา
.
คำ ผกา : มองใหม่ 2475
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:03:14 น.
(www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1373041839)
จาก บทความ มองใหม่ 2475 มติชนสุดสัปดาห์ 28 มิ.ย. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1715
(ภาพ : torakom.com)
เพื่อให้เข้าบรรยากาศการรำลึกถึงการปฏิวัติสยาม 2475 ฉันหยิบหนังสือ "ชีวประวัติของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม" (จัดพิมพ์ในโอกาสครบรอบ 100 ปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปี 2540) มาอ่าน
ด้วยหวังเพียงความเพลิดเพลิน เดาว่า หนังสือชีวประวัติของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเป็น "ลมใต้ปีก" ของผู้เป็นสามี
หากจะมีบทบาททางสังคม การเมือง ก็หนีไม่พ้น บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ อุปถัมภ์ผู้ด้อยโอกาส ทั้งหมดนี้ทำลงไปเพื่อเสริมรัศมี บารมีของผู้เป็นสามีเท่านั้น
เราอาจจะเคยได้ยินว่า ท่านผู้หญิงละเอียด ได้รับราชการเป็นทหารหญิงในกองทัพด้วย ข้อนี้ก็ไม่น่าประหลาดใจอีก หากเราจะคิดว่า "อ้อ ก็สามีเป็นนายกฯ ตัวจะเป็นทหารหรือเป็นอะไรก็ได้นี่นา"
แต่หนังสือชีวประวัติของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม นอกจากมีรูปภาพของท่านในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมสาธารณะและกิจกรรมของครอบครัวแล้ว ยังประกอบไปด้วยเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ตื่นเต้น
เช่น "คำปราศรัยต่อหัวหน้าครอบครัวผู้เข้ารับการอบรมทัศนศึกษา ตั้งแต่วันที่ 3-12 กรกฎาคม 2489"
หรือ "บันทึกของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เรื่อง ควรพิจารณาแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ในส่วนที่ยังไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของสหประชาชาติ"-อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายครอบครัวที่ผู้หญิงยังเสียเปรียบผู้ชายอยู่มาก
หรือเอกสารว่าด้วย "พระราชสัตยาบันสารอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองของสตรี" ที่ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันในปี 2497 และมีผลบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2498 เป็นต้น
สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งมากคือเนื้อหาในคำปราศรัยต่อหัวหน้าครอบครัวผู้เข้ารับการอบรมทัศนศึกษา ซึ่งท่านผู้หญิงละเอียดเล่าประสบการณ์ของตนที่มีโอกาสได้ไปเห็นต่างประเทศ เห็นบ้านเมืองที่เจริญแล้วที่พัฒนาแล้ว อันอาจเรียกได้ว่าเป็นการ "ทัศนศึกษา" อย่างหนึ่ง
ในที่นี้ท่านยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ ที่ไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท ประชาชนมีมาตรฐานของการใช้ชีวิตที่ไม่ห่างไกลกันมากเกินไป หากที่เมืองหลวงมีโรงพยาบาล ชนบทก็มีโรงพยาบาล มีย่านการค้า มีสถานที่ทำการรัฐบาลที่ไม่ต่างจากเมืองหลวง
ท่านผู้หญิงละเอียดสรุปสิ่งที่ท่านได้ไปเห็นมาว่า
"ดิฉันมีความรู้สึกว่าประเทศจะเจริญนั้น ไม่ใช่เจริญอยู่เฉพาะที่ใดที่หนึ่ง ความเจริญต้องแผ่ขยายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในประเทศนั้นๆ และความเจริญอันนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนของประเทศนั้นๆ มีวัฒนธรรม มีความเจริญในการศึกษา มีความเจริญในความรู้ ที่จะช่วยกันทำให้กิจการของแต่ละที่แต่ละแห่งของจังหวัดของตนนั้นให้มีความเจริญสวยงามน่าอยู่ ให้มีที่ทำมาค้าขายเหมือนเมืองหลวง...การแต่งตัวอีกอย่างที่เราเป็นคนต่างประเทศไปนี้ เราจะไม่ทราบเลยว่า (ใคร) เป็นคนชั้นสูง คนชั้นต่ำ หรือชาวนา จะมีอะไรที่ผิดแผกแตกต่างกันในการแต่งตัว ...จะเป็นคนที่มีรายได้มากหรือรายได้น้อย ...ระเบียบในการแต่งตัวก็เหมือนกันทุกอย่าง อันนี้เป็นบทเรียนที่ทำให้รู้สึกว่าคนที่มีวัฒนธรรมสูงคนที่มีการเจริญในการศึกษานั้น ทุกคนในชาติต้องมีระเบียบแบบแผนในการแต่งตัวเหมือนกันหมด" (หน้า 441)
เรามักจะได้ยินคนอธิบายว่า การที่รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีรัฐนิยมให้คนแต่งกายอย่าง "สากล" นั้นเป็นการ "ทำลายความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่น" หรือ "สร้างความเป็นไทยมาครอบท้องถิ่นทำให้กลายเป้นมาตรฐานเดียว"
แต่จากคำปราศรัยของท่านผู้หญิงละเอียด จะเห็นว่า "ระเบียบของการแต่งกาย" ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงการสถาปนา "ความเป็นไทยแท้" ไปกลืน "วัฒนธรรมท้องถิ่น"
ทว่า รัฐบาลประชาธิปไตยต้องการสร้าง "มาตรฐานการดำรงชีวิต" ที่เสมอภาคระหว่างพลเมืองในชาติ
ก่อน 2475 มีแต่ชนชั้นสูง เจ้านายเท่านั้นที่ได้แต่งกายแบบ "สากล" ส่วน ไพร่สามัญชนมีทั้งข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา ทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจเข้าถึงความเป็น "สากล" นั้นได้ เพราะมันเป็น "สมบัติ" ของบางชนชั้นเท่านั้น
แต่ระบอบใหม่หลัง 2475 กำลังจะบอกว่า ถ้าเจ้าคุณในเมืองหลวงใส่สูท ชาวนาก็ควรใส่สูทได้อย่างสง่าผ่าเผยไม่ต่างจากท่านเจ้าคุณ ถ้าเมียเจ้าคุณใส่เสื้ออย่างฝรั่ง สวมกระโปรง ถุงน่อง รองเท้า เมียชาวนาก็ควรจะสวมเสื้อผ้าอย่างเดียวกัน อาจจะต่างกันที่ราคา คุณภาพ แต่โดย "แบบแผนการแต่งกาย" ทุกคนอยู่ในแบบแผนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคน "ชั้น" ไหน
สำหรับฉัน "รัฐนิยม" นี้ ระบอบใหม่และจอมพล ป. อีกทั้งการทำงานของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงที่นำโดยท่านผู้หญิงละเอียด เป็นการท้าทาย "ระบอบเก่า" อย่างถอนรากถอนโคน เพราะร้อยห้าสิบปีที่ผ่านมาคนสยามถูกสอนมาโดยตลอดว่า "อย่าทำตัวเทียมเจ้าเทียมนาย"
แบบแผนการบริโภคของชาวสยามนั้นถูกกำกับไว้ด้วยชนชั้นอย่างเคร่งครัด เช่น ใครมีสิทธิครอบครองโภคทรัพย์ลำดับใด ขึ้นอยู่กับยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจล้วนๆ
หากยศไม่ถึง บารมีไม่ถึง ต่อให้มีเงินจะครอบครองได้ก็ไม่สิทธิจะครอบครอง เพราะของบางอย่างมีแต่ "เจ้านาย" เท่านั้นที่มีบุญถึงพอที่จะครอบครองวัตถุนั้นๆ หากใครละเมิดก็อาจจะเป็นเหตุให้เจ็บป่วย ล้มตาย สิ้นทรัพย์
แต่การยืนยันว่า พลเมืองทุกคนควรได้รับสิทธิที่จะมีมาตรฐานการดำรงชีวิตขั้นต่ำอย่างเสมอภาคกันนั้น (เช่น จะเป็นกรรมกร ชาวนา หรือ นายกรัฐมนตรีก็ใส่สูทเหมือนกัน หรือคนรวยอาจมีส้วมโถทองคำ คนจนอาจมีชักโครกราคาถูก แต่ทั้งสองคนมีมาตรฐานของสุขอนามัยเหมือนกัน) เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย
ลองคิดดูว่า หากสังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมอย่างที่ท่านผู้หญิงละเอียดสรุป
วันนี้เราจะเห็นรัฐมนตรี นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของโรงสี ชาวนา-ทุกคนแต่งตัวในแบบแผนเดียวกัน
สมมุติว่าใส่สูท-นั่งเจรจาต่อรองผลประโยชน์กัน, มองจากที่ไกล เราจะเห็นคนใส่สูท 5 คนนั่งคุยกัน มีศักดิ์ที่ไม่ถูกกดทับจากแบบแผนของเครื่องแต่งกายที่บอกสถานะทางสังคมโดยไม่มีภาพความแตกต่างระหว่าง "ชนชั้น" เปล่งประกายออกมาจาก เสื้อผ้าที่สวม
แต่ทุกวันนี้ เราสงวนเครื่องแต่งกายแบบ "สากล" ไว้กับคนชนชั้นหนึ่ง แล้วหากชาวนาจะลุกขึ้นมาแต่ง "สากล" บ้างก็จะถูกหัวเราะเยาะเย้ย แสร้งว่า เมืองไทยร้อนจะตายมีแต่คนโง่ใส่สูท (แต่พอเป็นคนชั้นสูงใส่สูทอย่างฝรั่งก็เห็นค้อมหัวให้อัตโนมัติ) โดยที่เราไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ทำไมเราต้องหัวเราะถ้าเราเห็นชาวนาใส่สูท??
เมื่อเราไม่ถาม เราจึงไม่รู้ว่า หัวเราะก็เพราะเรายังมีโลกทัศน์แบบศักดินาที่เห็นว่า สิทธิของการมีโภคทรัพย์นั้นมันถูกกำกับด้วย "ชนชั้น" เมื่อเรามีโลกทัศน์แบบ "ศักดินา" เราจึงดิ้นๆๆๆๆ ที่จะเห็นลูกชาวนามีแท็บเล็ต เราจึงดิ้นๆๆๆ ที่จะเห็นคน "อื่น" มีรถยนต์ เราจึงดิ้นๆๆๆ ที่จะเห็นเขาถือบัตร 30 บาท รักษาทุกโรคที่โรงพยาบาลเดียวกันกับเรา เราจึงดิ้นๆๆๆๆ ที่เห็นเขามีโทรศัพท์มือถือเหมือนเรา
หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการผลักดันเรื่องสิทธิสตรีและพูดถึงสิทธิทางการเมืองของสตรีที่ดำเนินไปอย่างจริงจังในช่วงปี 2485-2487
เราหลายคนอาจจะบอกว่าน่าตื่นเต้นตรงไหน? ยิ่งในยุคที่เราเติบโตมาในสมัยที่สตรีนิยมสายเสรีนิยมเป็นสิ่งเร่อร่าล้าหลังเหลือประมาณ ไม่ "ล้ำ" เหมือนสตรีนิยมสายแรดิคัล สายมาร์กซิสต์ ยิ่งในบริบทของสังคมไทยที่เป็นกึ่งอาณานิคม ทฤษฎีสตรีนิยมสายเสรีนิยมนั้นแทบจะใช้ไม่ได้กับสังคมไทยเลยทีเดียว
แต่สิทธิทางการเมืองของผู้หญิง สิทธิที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะและปฏิบัติหน้าที่สาธารณะทั้งหลาย มันเป็นสิทธิที่หล่นลงมาจากฟ้าโดยที่ไม่มีใครต้องลงมือทำอะไรเลยหรือ?
แน่นอนว่าการได้ซึ่งสิทธิเหล่านี้ของสังคมไทย ไม่ได้มาด้วยขบวนการต่อสู้เพื่อปลดแอกผู้หญิงอย่างที่เกิดขึ้นในหลายๆ สังคม
แต่ย้อนหลังกลับไปแค่ 22 ปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่าว่าแต่สิทธิของผู้หญิง-แม้แต่คำว่า "สิทธิ" ในความหมายของการเมืองสมัยใหม่ยังไม่ได้ถือกำเนิดมาในจักรวาลทัศน์ของไพร่สยามเสียด้วยซ้ำไป
เพราะในยุคนั้นเราเกิดมาเป็น "ข้า" ที่ขึ้นต่อ "สังกัด" ใดสังกัดหนึ่งในระบบมูลนาย หาใช่ "มนุษย์ที่มีเจตจำนงเสรี"
แต่รัฐบาลของ "ระบอบใหม่" กระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะสร้างสำนึกแห่งสิทธิเสมอภาคในทางการเมืองการปกครอง (คำว่าสิทธิเสมอภาคทางการเมืองการปกครอง นี้ฉันเอามาจากคำปราศรัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม-ประหลาดใจว่าในปัจจุบันที่ความเข้าใจต่อประธิปไตยของสังคมไทยน่าจะมาได้ไกลกว่านั้นแล้ว เรากลับได้ยินคำว่า "สิทธิเสมอภาคทางการเมือง" นี้น้อยกว่า คำพูดจำพวก "ขอรับใช้ใต้เท้าทุกชาติไป") รวมทั้งสิทธิของสตรี อย่างน้อยในทางกฎหมาย
ทว่า ในปัจจุบันนี้ พวกเราต่างพูดถึงเรื่อง "สิทธิพลเมือง" และ "สิทธิสตรี" ได้โดยไม่เคยและไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวเหล่านี้กับ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นสิทธิสตรีในสังคมไทยอย่าง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
อย่าว่าแต่เราจะมีใจเป็นธรรมพอที่จะเห็นคุณูปการของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้จงได้
สังคมไทยไม่เพียงแต่จะเห็น การปฏิวัติสยาม 2475 เป็นความผิดพลาด เป็นการชิงสุกก่อนห่าม เป็นการก่อการของคนหนุ่มที่เห่อฝรั่ง ก่อนจะลงเอยด้วยการที่คนหนุ่มเหล่านั้นกลายเป็นนักการเมืองที่สุดท้ายก็ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง มีการทรยศหักหลัง เป็นเผด็จการทหาร อำนาจนิยม ขึ้นมาปกครองก็มีแต่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย คนดีๆ ปัญญาชนถูกลอบฆ่า นักการเมืองมีอุดมการณ์ถูกอุ้ม
อย่ากระนั้นเลย สู้กลับไปอยู่แบบระบอบเก่าก็ไม่ได้ เพราะระบอบเก่านั้น คุณงามความดีของผู้ปกครองได้รับประกันจากการสืบเชื้อสายมาจากผู้มีบุญญาธิการ จึงไม่มีอะไรให้ต้องข้องใจสงสัยเลยว่าจะดีหรือไม่ดี เพราะถ้าไม่ดีจะเรียกว่ามีบุญได้อย่างไร?
สังคมไทยมองการปฏิวัติสยาม 2475 เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงก็ว่าอาการหนักแล้ว
แต่ในบรรดาผู้ก่อการปฏิวัติสยาม 2475 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดูเหมือนจะเป็นอดีตผู้นำที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าเป็น "ผู้ร้าย"
น่าประหลาดใจกว่านั้น ฉันเดาว่า เผลอๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยจะชื่นชม สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่บอกว่า จอมพล ป. เป็นเผด็จการฟาสซิสต์
เรื่องราวที่คนไทยในปัจจุบัน (อันบังเอิญว่าล้วนเติบโตมากับวรรณกรรมของอดีตนักโทษคดีกบฏบวรเดช-ที่ผลิตวรรณกรรมโจมตีคณะราษฎรออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย ความเรียงทางการเมือง หรือแม้แต่พจนานุกรมแปลอังกฤษ-ไทย, ไทย -อังกฤษ ที่แปลศัพท์การเมืองออกมาอย่างไม่เป็นคุณต่ออุดมการณ์ ประชาธิปไตยเอาเสียเลย) รับรู้เกี่ยวกับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีอยู่ไม่กี่เรื่อง
เช่น เป็นผู้นำประเทศที่เผด็จการ บ้าๆ บอๆ บังคับให้ตัดต้นหมาก สวมหมวก จูบเมีย พาประเทศเข้าสู่สงคราม เป็นฟาสซิสต์ ทำภาษาวิบัติ บางข้อรุนแรงถึงขั้นบอกว่า จอมพล ป. บ้าอำนาจอยากสถาปนาตนเองเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศไปก็มี
แต่สังคมไทยอันเป็นสังคมอุดมปัญญา กลับยินดีที่จะรู้ จะเชื่อเฉพาะเรื่องเล่าที่ฟังต่อๆ กันมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ฟังต่อๆ กันมามันเข้าล็อคกับอุดมการณ์ความเชื่อของตนเองพอดี
เช่น จอมพล ป. เป็นคนนำประเทศเข้าสงคราม ในขณะที่ฝ่ายเจ้าอย่าง เสนีย์ ปราโมช เป็นเสรีไทย ช่วยประเทศชาติให้หลุดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนจึงกลายเป็นแค่ คนดี คนเลว
เมื่อจอมพล ป. ดูเป็นผู้ร้ายอย่างยิ่ง ผลงานสำคัญๆ ที่จอมพล ป. สร้างทิ้งไว้ให้กับสังคมไทย จึงกลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยอยู่กับมันโดยเข้าใจกันเอาเองว่ามันเป็นผลงานของคนอื่น
คนที่ "ดี" เพราะเผด็จการฟาสซิสต์ อาชญากรสงครามอย่างจอมพล ป. จะมีอะไรให้นึกถึงเล่า?
เราจึงไม่รู้ว่า จอมพล ป. เป็นผู้ริเริ่มนโยบายสวัสดิการสังคมที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็น การเคหะแห่งชาติ สร้างแฟลตดินแดง สร้างบ้านพักคนชราบางแค สร้างมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สร้างมหาวิทยาลัยการศึกษา นำทันตแพทย์เข้ามาในเมืองไทย (พระเจ้า!!! ก่อนหน้านั้นชาวสยามไม่รู้จักหมอฟัน) ปรับปรุงระบบสุขาภิบาล (อย่างมาก เพราะในระบอบเก่า เรา suffer จากโรคอหิวาต์อย่างหนักที่สุด)
เราทำเป็นลืมว่า วิชาการด้าน "สังคมสงเคราะห์" เป็นสิ่งที่รัฐบาลของจอมพล ป. ริเริ่มให้มีขึ้น และเราแทบจะไม่ยอมรับรู้เอาเสียเลยว่า การแก้ไขกฎหมายครอบครัวให้เป็นธรรมต่อผู้หญิงมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็โดยการผลักดันของกลุ่มนักพัฒนาสิทธิสตรีในยุคนี้โดยไม่เคยกล่าวอ้างว่าต้องแก้กฎหมายเพื่อรักษาความดีงามของวัฒนธรรมไทยแต่อ้างถึง "หลักสิทธิมนุษยชนสากล"
24 มิถุนายน มาหาเราทุกปี ถึงเวลาที่เราจะกลับไปหาประวัติศาสตร์บทนี้กันใหม่
และออกจากการถูกครอบงำของวรรณกรรมการเมืองของกลุ่ม "บวรเดช" เพื่อออกมารับอากาศบริสุทธิ์บ้าง
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
