.
ประเทศที่ไร้ความหวัง
โดย Siam Intelligence
ใน http://www.siamintelligence.com/thailand-has-no-hope/
. . 3 มกราคม 2015
ทักษิณ ชินวัตร น่าจะถือเป็น “ความหวังครั้งสุดท้าย” ของสังคมไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
มหาเศรษฐีผู้ขี่กระแสคลื่นลูกที่สาม เจ้าพ่อแห่งวงการโทรคมนาคมผู้หันเหเข้าสู่วงการการเมือง เข้ามากระตุ้นสังคมไทยที่เจ็บช้ำปวดร้าวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ได้อย่างน่าทึ่งด้วยแนวนโยบายแบบใหม่และการบริหารที่กระฉับกระเฉงว่องไว
ในช่วงของรัฐบาลทักษิณ คนไทยมองไปข้างหน้าสู่อนาคตที่ดีกว่า เศรษฐกิจสดใสเต็มไปด้วยความหวังว่าไทยจะพัฒนาและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของเอเชีย สานต่อความฝัน “เสือตัวที่ห้า” ที่ยังทำไม่สำเร็จในทศวรรษ 2530 ความภูมิใจของคนในชาติเปี่ยมล้น ภูมิใจต่อพัฒนาการของ “ประเทศไทย” ที่สามารถต่อสู้กับอารยประเทศได้อย่างสมศักดิ์ศรี
แต่ทักษิณก็ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยต้อง “ผิดหวัง” ความทะเยอทะยานและพฤติกรรมที่ล้นเกินไปหลายอย่างของเขาทำให้คนบางส่วน “รับไม่ได้” และเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว เป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ชุมนุมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 เป็นต้นมา และเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน
เราต้องยอมรับว่ากลุ่มคนที่ “เกลียดทักษิณ” ในปัจจุบันนี้ เดิมทีเคยเป็นกลุ่มคนที่ตั้งความหวังกับทักษิณอย่างมาก และ “อกหัก” จนเปลี่ยนความรักเป็นความเกลียดชังในที่สุด
หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนไทยก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกมาโดยตลอด
ความหวังประเทศไทย
เมื่อรัฐบาลทักษิณถูกโค่นล้มลงไป คนไทยจำนวนไม่น้อยหวังว่าคณะรัฐประหาร คมช. และรัฐบาล “ขิงแก่” จะเข้ามากอบกู้ประเทศได้ในปี 2549 แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว กลายเป็นรัฐประหารที่ถูกพวกเดียวกันมองว่า “เสียของ”
หลังจากนั้นคนไทยก็ให้ความหวังกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหนุ่มดีกรีอ๊อกซ์ฟอร์ด หน้าตาหล่อเหลา วาจาคมคาย น่าจะเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ทันสมัยเป็นสากล แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง เหลือเพียงแค่วาทะ “ดีแต่พูด” เก็บไว้ในความทรงจำ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขี่กระแสภาพลักษณ์และความหวังว่า “เมืองไทยจะกลับมาดีอีกครั้ง” อย่างเช่นสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายแล้ว รัฐบาลเพื่อไทยก็ทำลายความหวังเหล่านี้ลงในชั่วข้ามคืน ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ที่แสนขัดแย้ง จนทำให้สุดท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพังทลาย จบลงด้วยรัฐประหารครั้งที่สองในรอบ 8 ปี
ล่าสุดกับรัฐบาล คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงแม้คนบางกลุ่มจะตั้งความหวังเป็นอย่างสูง แต่ทิศทางการบริหารประเทศในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า คสช. กำลังพาประเทศไทยไปสู่อนาคตสักเท่าไรนัก จะมีแต่การหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกับไปสู่วันวานแห่งอดีตเสียเป็นส่วนใหญ่
มองให้ไกลกว่าประเด็นการเมือง สังคมไทยก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับแทบทุกเรื่อง เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเริ่มเดินมาถึงทางตัน สังคมฟอนเฟะในทุกมิติ สถาบันหลักของประเทศแทบทุกแห่งเต็มไปด้วยจุดด่างพร้อย ตั้งแต่รัฐสภาปาเก้าอี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังนั่งควบสองตำแหน่ง โครงการ GT200 ของทหาร ศาลสูงสุดที่เขียนคำวินิจฉัยแบบลวกๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ไม่ทำงาน ไปจนถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่อยากจัดการเลือกตั้ง
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอยในการจัดอันดับแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น สิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัย
ความภูมิใจต่อประเทศไทยเริ่มจืดจางลง หลายคนเลิกเปรียบเทียบประเทศไทยกับต่างชาติ ด้วยวาทกรรม “เมืองไทยมีแนวทางของตัวเอง” และ “อารยธรรมต่างชาตินำมาใช้กับเมืองไทยไม่ได้ทั้งหมด”
แน่นอนว่าพื้นฐานของประเทศไทยยังเข้มแข็ง ประเทศไทยยังไม่มีโอกาสจะล่มสลายลงในชั่วพริบตาแบบเดียวกับครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคราวนี้ถือภาวะเซื่องซึมที่ยาวนาน คนไทยยังอยู่ได้ มีกิน ชีวิตอยู่ได้ตามปกติสุข แต่มองไปทางไหนก็ยังไม่เห็นประกายความหวังในสายตา
สภาพการณ์อึมครึมแบบที่เป็นอยู่ กลายเป็นเหตุสั่งสมความเครียดโดยรวมของสังคม คนไทยจำนวนไม่น้อยหันไปคว้าจับ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ทั้งจิตและกรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ในขณะที่คนไทยอีกส่วนหนึ่งก็หวังพึ่งโชคชะตาด้วยการ “รวยทางลัด” ทั้งหวยและหุ้น
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจนัก ถ้าหากมีคนไทยกลุ่มไหนสามารถสร้าง “ความหวัง” มาตอบสนองภาวะโหยหาความภาคภูมิใจเหล่านี้ สังคมไทยจะตอบสนองอย่างท่วมท้น
ทีมฟุตบอลไทยภายใต้การนำของโค้ช “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ถือเป็นดาวความหวังดวงใหม่ล่าสุดของประเทศไทย ด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในระดับอาเซียน สามารถทวงบัลลังก์เก่าของทีมฟุตบอลไทย (ที่ห่างหายไปนานหลายปี) อย่างแชมป์ซีเกมส์ และแชมป์ซูซูกิคัพ กลับคืนสู่อ้อมอกของคนไทยได้สำเร็จ ในขณะที่ระดับเอเชียก็ไม่น้อยหน้า สามารถขึ้นไปยืนอยู่ในระดับ 4 ทีมสุดท้ายฟุตบอลชายเอเชี่ยนเกมส์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
นักเตะในยุคของ “ซิโก้” ยังแสดงให้แฟนฟุตบอลชาวไทยเห็นว่า พวกเขามีมาตรฐานการเล่นทัดเทียมกับระดับสากล มีความขยัน มีทักษะ มีวินัย รู้จักการเล่นเป็นทีมเวิร์ค ต่างไปจากนักฟุตบอลไทยชุดก่อนๆ ที่ดูจะขี้เกียจ ไม่มีความฟิต และชอบเล่นฟุตบอลชายเดี่ยวเพื่อโชว์ความสามารถตัวเอง
การคว้าแชมป์ซูซูกิคัพในช่วงปลายปีของทีมฟุตบอลไทย จึงทำให้คนไทยทั้งประเทศ “สะใจ” ได้ปลดปล่อยความภูมิใจที่สะกดกลั้นมานาน และได้รู้สึกว่า “ประเทศไทยมีดี” กลับมาแข่งขันได้ในระดับสากล
แต่เมื่อหันกลับมามองที่แวดวงอื่น โดยเฉพาะวงการการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เรากลับยังไม่เห็นความหวังแบบเดียวกันมากนัก เรายังไม่สามารถค้นพบดาวรุ่งกลุ่มใหม่ที่เต็มไปด้วยขีดความสามารถ ภาพลักษณ์ใสสะอาด ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ที่จะสามารถฝากความหวังว่าอนาคตของประเทศไทยจะดีขึ้นเอาไว้ได้
สภาพการณ์ของประเทศไทยในปี 2558 จึงยังอึมครึมต่อไป และคนไทยก็ยังต้องอยู่กับตัวละครหน้าเดิมๆ ต่อไปในทุกวงการ แม้จะรู้ว่าไม่สามารถฝากความหวังไว้กับคนเหล่านี้ได้ แต่ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นใดที่ดีไปกว่านี้แล้ว
SIU ขอสวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่าน และขอให้ทุกท่าน “อดทน” ต่อสภาวการณ์อันอึมครึมนี้ต่อไป จนกว่าประเทศไทยจะกลับมาเงยหน้าและมองขึ้นไปหาอนาคตอีกครั้ง
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขีดความสามารถแข่งขัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขีดความสามารถแข่งขัน แสดงบทความทั้งหมด
2558-01-03
2557-07-07
สื่อในรัฐประหาร โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : สื่อในรัฐประหาร
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404722239
. . วันจันทร์ที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 20:00:46 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 7ก.ค.57 )
ผมไม่ทราบว่าสื่อกระแสหลักสักกี่ฉบับกี่ช่องกี่คลื่นที่เสนอข่าวแถลงการณ์ของคุณจอม เพชรประดับ ได้เห็นข่าวออนไลน์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอข่าวแต่เพียงว่า คุณจอมได้ประกาศยุติการทำหน้าที่สื่อไว้ก่อนจนกว่าประเทศไทยจะได้เสรีภาพกลับคืนมา แต่ก็ไม่มีรายละเอียดของแถลงการณ์ เพียงแต่อ้างที่มาของแถลงการณ์ไว้ในเว็บไซต์อื่นให้ตามไปอ่านกันเอง
เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดแถลงการณ์ฉบับเต็มของคุณจอมจึงเสนอในสื่อกระแสหลักไม่ได้ เพราะนอกจากคุณจอมจะชี้ให้เห็นความน่าเคลือบแคลงของคณะรัฐประหารแล้ว คุณจอมยังตั้งคำถามสำคัญถึงสื่อทั้งหลายว่า ท่ามกลางการถูกจับกุมคุมขังและ "กระทำย่ำยีอย่างไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมาก" เหตุใดสื่อจึงไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ปราศจากสิทธิเสรีภาพ สื่อทำงานต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ทำอยู่นี้ก็ "เหมือนคนโกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคนอื่น"
ด้วยเหตุดังนั้น คุณจอมจึงเลือกที่จะยุติบทบาทสื่อจนกว่าบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพจริง
ขอค้อมหัวคารวะคุณจอม เพชรประดับ ไว้ ณ ที่นี้
คำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจเมื่ออ่านแถลงการณ์ของคุณจอมก็คือ ปราศจากเสรีภาพอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ สื่อส่วนใหญ่ทนทำงานอยู่ได้อย่างไร เสรีภาพของสื่อซึ่งคนนอกสื่อเคยร่วมรณรงค์ปกป้องนั้นมีความสำคัญต่อการทำงานของสื่อจริงหรือ ปราศจากเสรีภาพที่สื่อเรียกร้องก็เห็นสื่อทำงานได้อย่างไม่อนาทรร้อนใจแต่อย่างไร ทั้งยังมีคำถามที่ร้ายแรงกว่านั้นด้วยว่า เสรีภาพที่สื่อเรียกร้องนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สื่อกระแสหลักเอามันไปใช้ทำอะไร คุ้มหรือไม่ที่จะไปต่อสู้ปกป้องเสรีภาพของสื่ออีก
ผมทราบดีว่า ส่วนใหญ่ของคนทำสื่อเวลานี้ไม่มีที่หลบภัยในต่างประเทศอย่างคุณจอม อีกหลายคนมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมพอจะหลบไปอยู่ต่างประเทศได้ แต่ชีวิตส่วนตัวและความก้าวหน้าในอาชีพการงานก็ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้
ดังนั้นที่จะเขียนต่อไปนี้จึงไม่มีเจตนาจะโจมตีคนทำสื่อในฐานะบุคคล แต่อยากชวนให้ช่วยกันคิดถึงบทบาทของสื่อในสังคมปัจจุบัน (โดยเฉพาะสังคมไทย) ว่าสื่อกระแสหลักยังมีความสำคัญเพียงไรในสิทธิการรับรู้ของพลเมืองระบอบประชาธิปไตย
สื่อกระแสหลักในทุกวันนี้เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ความจำเป็นในการแข่งขันด้านธุรกิจของโลกปัจจุบันทำให้สื่อไม่มีทางเลือกมากนัก มีรายได้น้อยก็ไม่อาจทำสื่อที่มีคุณภาพได้ คุณภาพที่ต่ำก็ทำให้โฆษณาไม่เข้า รายได้ก็ยิ่งหดหายไป จนในที่สุดก็ต้องเลิกกิจการ ดังนั้นสื่อจึงต้องลงทุนเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก จนเป้าหมายของความเป็นสื่อลดความสำคัญลงเรื่อยๆ บ้างอาจขยายไปสู่ธุรกิจสื่อแขนงอื่นเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ก็เพิ่มต้นทุนด้านภาระของลูกค้าไปพร้อมกัน เช่น เลือกจะไม่ลงข่าวที่เป็นผลเสียต่อลูกค้าโฆษณารายใหญ่
บ้างขยาย(หรืองอกมาจาก)ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่สื่อ ทำให้ต้องคอยระวังผลกระทบต่อธุรกิจทั้งด้านสื่อและด้านอื่นซึ่งตัวทำกำไรอยู่
ยิ่งลงทุนมากผลกำไรมากก็ยิ่งมีเดิมพันสูง จนกระทั่งบรรทัดฐานของการทำงานห่างไกลจากอุดมคติของความเป็นสื่อมากขึ้นทุกที เมื่อรัฐใช้อำนาจตรวจข่าว (ทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม) ธุรกิจสื่อย่อมเลือกที่จะ "โกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคนอื่น" ตามคำของคุณจอม เพชรประดับ มากกว่าเสี่ยงที่จะล้มละลายหรือขาดทุนสูงทางธุรกิจ
สภาวะทางธุรกิจในประเทศไทยอาจพร้อมที่จะเปิดให้สื่อลงทุนด้านธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนี้แต่สภาวะทางการเมืองไม่พร้อม หากเปรียบเทียบกับโลกตะวันตกเสรีภาพของสื่อได้รับการประกันอย่างแน่นหนาไม่แต่เพียงตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ได้รับการประกันอย่างแน่นหนาเสียกว่าจากสังคม ไม่มีฝ่ายบริหารคณะใด ไม่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้นสักเพียงไร จะสามารถละเมิดเสรีภาพของสื่อซึ่งสังคมรับรองอย่างแข็งขันได้ แม้แต่สมมติให้เกิดรัฐประหารขึ้นในอังกฤษ หนึ่งในสิ่งที่คณะรัฐประหารไม่กล้าทำอย่างเด็ดขาดก็คือ ตรวจข่าวหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ แม้แต่ปลดผู้อำนวยการบีบีซีก็คงไม่กล้า
ในเมืองไทยมีแต่ความพร้อมด้านสภาวะทางธุรกิจ แต่ไม่มีความพร้อมด้านสภาวะทางการเมืองที่จะปล่อยให้สื่อขยายตัวจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่าสื่อได้พยายามพิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นหรือยังว่าเสรีภาพของสื่อมีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมสมัยใหม่อย่างไร
ผมหมายความว่าพิสูจน์ด้วยการกระทำนะครับไม่ใช่พิสูจน์ด้วยการโฆษณา (ชวนเชื่อ)
ผ่านไปแล้วครับ ยุคสมัยของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ คุณอิศรา อมันตกุล เหลือไว้เพียงชื่อให้สื่อในทุกวันนี้ทำมาหากินเท่านั้น นั่นเป็นยุคสมัยที่สื่อยังเป็นเอสเอ็มอี ไม่ใช่บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์อย่างทุกวันนี้
ตรงกันข้ามกับสื่อกระแสหลัก คือ สื่อออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งบางทีก็เรียกว่าสื่อทางเลือก รวมทั้งโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ก็เป็นส่วนหนึ่งของสื่อทางเลือกเหมือนกัน
สื่อเหล่านี้ในเมืองไทยยังไม่พัฒนาไปเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบส่วนใหญ่ไม่เป็นธุรกิจเลยอีกทั้งการเริ่มกิจการก็ไม่ยาก จึงแทบไม่มีการลงทุนมากไปกว่าเวลาของผู้ทำและพร้อมจะถูกปิดเมื่อไรก็ได้ เพราะอาจหาช่องเปิดใหม่ได้ไม่ยากอีกเหมือนกัน หรือเลิกไปเลยก็ได้ ลูกเมียไม่เดือดร้อน
ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร สื่อทางเลือกเท่านั้นที่ยังพอรักษาเสรีภาพของสื่อไว้ได้ (เพราะต้นทุนในการรักษาต่ำ) เหตุดังนั้น ในทุกวันนี้หากต้องการตรวจสอบข่าวสารข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นจริงในบ้านเมือง สื่อทางเลือกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มีคลิปวิดีโอที่หาชมที่ไหนไม่ได้ มีเนื้อหาข่าวที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้ มีตัวเลขข้อมูลบางอย่างซึ่งไม่เปิดเผยทั่วไป มีความเห็นของคนต่างๆ ซึ่งไม่อาจแสดงออกในสื่อใดได้เลย รวมทั้งมีบทความ (ทั้งแปลแล้วและยังไม่ได้แปล) จากสื่อต่างประเทศที่มีเสรีภาพจากคณะรัฐประหาร และอีกมากทีเดียวมีข่าวลือที่แพร่หลายทั่วไปในสังคม
ข่าวสารข้อมูลที่ได้จากสื่อทางเลือกเหล่านี้เชื่อถือได้หรือไม่ เพราะทำได้ง่ายอย่างแทบไม่ต้องลงทุน จึงทำให้ใครๆ ก็สามารถทำสื่อได้ ด้วยจุดประสงค์ที่คละเคล้ากันระหว่างประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นจึงเชื่อถือไม่ได้เท่ากับข่าวสารข้อมูลที่ได้จากสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารข้อมูลจากสื่อประเภทใด ผู้รับก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบทั้งนั้น แม้ไม่อาจตรวจสอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ตรวจสอบเพื่อให้น้ำหนักแก่ข้อมูลเหล่านั้นได้ด้วยการตรวจสอบข่าวต่างๆ กันเองบนวิจารณญาณที่มีตรรกะของผู้ตรวจสอบ
อย่างที่เห็นได้ในสื่อทางเลือกอันหนึ่งคือ Bangkok Pundit พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเป็นความสามารถที่คนในโลกยุคปัจจุบันขาดไม่ได้เสมอ
สื่อกระแสหลักต้องการขายชื่อเพราะชื่อจะทำให้ได้มาซึ่งกำไรจากโฆษณา แต่พูดกันอย่างไม่เกรงใจยังไม่มีสื่อกระแสหลักใดในประเทศไทยที่มี "ชื่อ" ในความน่าเชื่อถือของข่าว ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ มีความพยายามอย่างนี้ปรากฏในสื่อทางเลือกบางชื่อ ขอยกตัวอย่างเพียงชื่อเดียวคือ "ประชาไท" อย่างน้อย "ประชาไท" ก็เคยขออภัยผู้อ่านที่ลงข่าวผิดพลาด ในขณะที่สื่อกระแสหลักไม่เคยทำ แม้แต่ที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา
ผมเดาไม่ถูกว่าสื่อทางเลือกในเมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจโฆษณาเต็มรูปแบบพอจะเลี้ยงตนเองได้สักวันหนึ่งข้างหน้าหรือไม่(ไม่นับฉบับออนไลน์ของสื่อกระแสหลักซึ่งเป็นของแถมแก่ผู้ลงโฆษณา)แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ ผมคิดว่าเสรีภาพของสื่อทางเลือกต่างหากที่เราต้องช่วยกันปกป้อง ไม่ใช่เสรีภาพของสื่อกระแสหลักซึ่งไม่ต้องการเสรีภาพมากไปกว่ากำไร
สักวันหนึ่งเมื่อเรากลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย เราควรเฉยเมยต่อการละเมิดเสรีภาพสื่อกระแสหลักของนักการเมืองในฐานะสหภาพแรงงานสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์สู้เอาเอง
แต่เราควรร่วมกันปกป้องเสรีภาพของสื่อทางเลือก ผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในสภา นำเทคโนโลยีการหลบหลีกการเซ็นเซอร์ของนักการเมืองทั้งที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารมาเผยแพร่และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สื่อกระแสหลักอาจไม่ใช่สื่อของสังคมปัจจุบันไปแล้ว
เราจะดูทีวีออนไลน์ฟังวิทยุออนไลน์ และอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ อย่างรู้จักประเมินด้วยความระมัดระวัง (ซึ่งเรามักลืมที่จะทำอย่างนั้นกับสื่อกระแสหลัก)
และปล่อยให้สื่อกระแสหลักค่อยๆ ตายไปเอง
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : สื่อในรัฐประหาร
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404722239
. . วันจันทร์ที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 20:00:46 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 7ก.ค.57 )
ผมไม่ทราบว่าสื่อกระแสหลักสักกี่ฉบับกี่ช่องกี่คลื่นที่เสนอข่าวแถลงการณ์ของคุณจอม เพชรประดับ ได้เห็นข่าวออนไลน์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอข่าวแต่เพียงว่า คุณจอมได้ประกาศยุติการทำหน้าที่สื่อไว้ก่อนจนกว่าประเทศไทยจะได้เสรีภาพกลับคืนมา แต่ก็ไม่มีรายละเอียดของแถลงการณ์ เพียงแต่อ้างที่มาของแถลงการณ์ไว้ในเว็บไซต์อื่นให้ตามไปอ่านกันเอง
เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดแถลงการณ์ฉบับเต็มของคุณจอมจึงเสนอในสื่อกระแสหลักไม่ได้ เพราะนอกจากคุณจอมจะชี้ให้เห็นความน่าเคลือบแคลงของคณะรัฐประหารแล้ว คุณจอมยังตั้งคำถามสำคัญถึงสื่อทั้งหลายว่า ท่ามกลางการถูกจับกุมคุมขังและ "กระทำย่ำยีอย่างไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมาก" เหตุใดสื่อจึงไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ปราศจากสิทธิเสรีภาพ สื่อทำงานต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ทำอยู่นี้ก็ "เหมือนคนโกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคนอื่น"
ด้วยเหตุดังนั้น คุณจอมจึงเลือกที่จะยุติบทบาทสื่อจนกว่าบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพจริง
ขอค้อมหัวคารวะคุณจอม เพชรประดับ ไว้ ณ ที่นี้
คำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจเมื่ออ่านแถลงการณ์ของคุณจอมก็คือ ปราศจากเสรีภาพอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ สื่อส่วนใหญ่ทนทำงานอยู่ได้อย่างไร เสรีภาพของสื่อซึ่งคนนอกสื่อเคยร่วมรณรงค์ปกป้องนั้นมีความสำคัญต่อการทำงานของสื่อจริงหรือ ปราศจากเสรีภาพที่สื่อเรียกร้องก็เห็นสื่อทำงานได้อย่างไม่อนาทรร้อนใจแต่อย่างไร ทั้งยังมีคำถามที่ร้ายแรงกว่านั้นด้วยว่า เสรีภาพที่สื่อเรียกร้องนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สื่อกระแสหลักเอามันไปใช้ทำอะไร คุ้มหรือไม่ที่จะไปต่อสู้ปกป้องเสรีภาพของสื่ออีก
ผมทราบดีว่า ส่วนใหญ่ของคนทำสื่อเวลานี้ไม่มีที่หลบภัยในต่างประเทศอย่างคุณจอม อีกหลายคนมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมพอจะหลบไปอยู่ต่างประเทศได้ แต่ชีวิตส่วนตัวและความก้าวหน้าในอาชีพการงานก็ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้
ดังนั้นที่จะเขียนต่อไปนี้จึงไม่มีเจตนาจะโจมตีคนทำสื่อในฐานะบุคคล แต่อยากชวนให้ช่วยกันคิดถึงบทบาทของสื่อในสังคมปัจจุบัน (โดยเฉพาะสังคมไทย) ว่าสื่อกระแสหลักยังมีความสำคัญเพียงไรในสิทธิการรับรู้ของพลเมืองระบอบประชาธิปไตย
สื่อกระแสหลักในทุกวันนี้เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ความจำเป็นในการแข่งขันด้านธุรกิจของโลกปัจจุบันทำให้สื่อไม่มีทางเลือกมากนัก มีรายได้น้อยก็ไม่อาจทำสื่อที่มีคุณภาพได้ คุณภาพที่ต่ำก็ทำให้โฆษณาไม่เข้า รายได้ก็ยิ่งหดหายไป จนในที่สุดก็ต้องเลิกกิจการ ดังนั้นสื่อจึงต้องลงทุนเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก จนเป้าหมายของความเป็นสื่อลดความสำคัญลงเรื่อยๆ บ้างอาจขยายไปสู่ธุรกิจสื่อแขนงอื่นเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ก็เพิ่มต้นทุนด้านภาระของลูกค้าไปพร้อมกัน เช่น เลือกจะไม่ลงข่าวที่เป็นผลเสียต่อลูกค้าโฆษณารายใหญ่
บ้างขยาย(หรืองอกมาจาก)ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่สื่อ ทำให้ต้องคอยระวังผลกระทบต่อธุรกิจทั้งด้านสื่อและด้านอื่นซึ่งตัวทำกำไรอยู่
ยิ่งลงทุนมากผลกำไรมากก็ยิ่งมีเดิมพันสูง จนกระทั่งบรรทัดฐานของการทำงานห่างไกลจากอุดมคติของความเป็นสื่อมากขึ้นทุกที เมื่อรัฐใช้อำนาจตรวจข่าว (ทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม) ธุรกิจสื่อย่อมเลือกที่จะ "โกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคนอื่น" ตามคำของคุณจอม เพชรประดับ มากกว่าเสี่ยงที่จะล้มละลายหรือขาดทุนสูงทางธุรกิจ
สภาวะทางธุรกิจในประเทศไทยอาจพร้อมที่จะเปิดให้สื่อลงทุนด้านธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนี้แต่สภาวะทางการเมืองไม่พร้อม หากเปรียบเทียบกับโลกตะวันตกเสรีภาพของสื่อได้รับการประกันอย่างแน่นหนาไม่แต่เพียงตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ได้รับการประกันอย่างแน่นหนาเสียกว่าจากสังคม ไม่มีฝ่ายบริหารคณะใด ไม่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้นสักเพียงไร จะสามารถละเมิดเสรีภาพของสื่อซึ่งสังคมรับรองอย่างแข็งขันได้ แม้แต่สมมติให้เกิดรัฐประหารขึ้นในอังกฤษ หนึ่งในสิ่งที่คณะรัฐประหารไม่กล้าทำอย่างเด็ดขาดก็คือ ตรวจข่าวหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ แม้แต่ปลดผู้อำนวยการบีบีซีก็คงไม่กล้า
ในเมืองไทยมีแต่ความพร้อมด้านสภาวะทางธุรกิจ แต่ไม่มีความพร้อมด้านสภาวะทางการเมืองที่จะปล่อยให้สื่อขยายตัวจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่าสื่อได้พยายามพิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นหรือยังว่าเสรีภาพของสื่อมีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมสมัยใหม่อย่างไร
ผมหมายความว่าพิสูจน์ด้วยการกระทำนะครับไม่ใช่พิสูจน์ด้วยการโฆษณา (ชวนเชื่อ)
ผ่านไปแล้วครับ ยุคสมัยของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ คุณอิศรา อมันตกุล เหลือไว้เพียงชื่อให้สื่อในทุกวันนี้ทำมาหากินเท่านั้น นั่นเป็นยุคสมัยที่สื่อยังเป็นเอสเอ็มอี ไม่ใช่บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์อย่างทุกวันนี้
ตรงกันข้ามกับสื่อกระแสหลัก คือ สื่อออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งบางทีก็เรียกว่าสื่อทางเลือก รวมทั้งโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ก็เป็นส่วนหนึ่งของสื่อทางเลือกเหมือนกัน
สื่อเหล่านี้ในเมืองไทยยังไม่พัฒนาไปเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบส่วนใหญ่ไม่เป็นธุรกิจเลยอีกทั้งการเริ่มกิจการก็ไม่ยาก จึงแทบไม่มีการลงทุนมากไปกว่าเวลาของผู้ทำและพร้อมจะถูกปิดเมื่อไรก็ได้ เพราะอาจหาช่องเปิดใหม่ได้ไม่ยากอีกเหมือนกัน หรือเลิกไปเลยก็ได้ ลูกเมียไม่เดือดร้อน
ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร สื่อทางเลือกเท่านั้นที่ยังพอรักษาเสรีภาพของสื่อไว้ได้ (เพราะต้นทุนในการรักษาต่ำ) เหตุดังนั้น ในทุกวันนี้หากต้องการตรวจสอบข่าวสารข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นจริงในบ้านเมือง สื่อทางเลือกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มีคลิปวิดีโอที่หาชมที่ไหนไม่ได้ มีเนื้อหาข่าวที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้ มีตัวเลขข้อมูลบางอย่างซึ่งไม่เปิดเผยทั่วไป มีความเห็นของคนต่างๆ ซึ่งไม่อาจแสดงออกในสื่อใดได้เลย รวมทั้งมีบทความ (ทั้งแปลแล้วและยังไม่ได้แปล) จากสื่อต่างประเทศที่มีเสรีภาพจากคณะรัฐประหาร และอีกมากทีเดียวมีข่าวลือที่แพร่หลายทั่วไปในสังคม
ข่าวสารข้อมูลที่ได้จากสื่อทางเลือกเหล่านี้เชื่อถือได้หรือไม่ เพราะทำได้ง่ายอย่างแทบไม่ต้องลงทุน จึงทำให้ใครๆ ก็สามารถทำสื่อได้ ด้วยจุดประสงค์ที่คละเคล้ากันระหว่างประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นจึงเชื่อถือไม่ได้เท่ากับข่าวสารข้อมูลที่ได้จากสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารข้อมูลจากสื่อประเภทใด ผู้รับก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบทั้งนั้น แม้ไม่อาจตรวจสอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ตรวจสอบเพื่อให้น้ำหนักแก่ข้อมูลเหล่านั้นได้ด้วยการตรวจสอบข่าวต่างๆ กันเองบนวิจารณญาณที่มีตรรกะของผู้ตรวจสอบ
อย่างที่เห็นได้ในสื่อทางเลือกอันหนึ่งคือ Bangkok Pundit พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเป็นความสามารถที่คนในโลกยุคปัจจุบันขาดไม่ได้เสมอ
สื่อกระแสหลักต้องการขายชื่อเพราะชื่อจะทำให้ได้มาซึ่งกำไรจากโฆษณา แต่พูดกันอย่างไม่เกรงใจยังไม่มีสื่อกระแสหลักใดในประเทศไทยที่มี "ชื่อ" ในความน่าเชื่อถือของข่าว ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ มีความพยายามอย่างนี้ปรากฏในสื่อทางเลือกบางชื่อ ขอยกตัวอย่างเพียงชื่อเดียวคือ "ประชาไท" อย่างน้อย "ประชาไท" ก็เคยขออภัยผู้อ่านที่ลงข่าวผิดพลาด ในขณะที่สื่อกระแสหลักไม่เคยทำ แม้แต่ที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา
ผมเดาไม่ถูกว่าสื่อทางเลือกในเมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจโฆษณาเต็มรูปแบบพอจะเลี้ยงตนเองได้สักวันหนึ่งข้างหน้าหรือไม่(ไม่นับฉบับออนไลน์ของสื่อกระแสหลักซึ่งเป็นของแถมแก่ผู้ลงโฆษณา)แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ ผมคิดว่าเสรีภาพของสื่อทางเลือกต่างหากที่เราต้องช่วยกันปกป้อง ไม่ใช่เสรีภาพของสื่อกระแสหลักซึ่งไม่ต้องการเสรีภาพมากไปกว่ากำไร
สักวันหนึ่งเมื่อเรากลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย เราควรเฉยเมยต่อการละเมิดเสรีภาพสื่อกระแสหลักของนักการเมืองในฐานะสหภาพแรงงานสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์สู้เอาเอง
แต่เราควรร่วมกันปกป้องเสรีภาพของสื่อทางเลือก ผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในสภา นำเทคโนโลยีการหลบหลีกการเซ็นเซอร์ของนักการเมืองทั้งที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารมาเผยแพร่และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สื่อกระแสหลักอาจไม่ใช่สื่อของสังคมปัจจุบันไปแล้ว
เราจะดูทีวีออนไลน์ฟังวิทยุออนไลน์ และอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ อย่างรู้จักประเมินด้วยความระมัดระวัง (ซึ่งเรามักลืมที่จะทำอย่างนั้นกับสื่อกระแสหลัก)
และปล่อยให้สื่อกระแสหลักค่อยๆ ตายไปเอง
.
2557-07-04
ประชาธิปไตยของคอสตาริกา โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประชาธิปไตยของคอสตาริกา
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/07/54403
. . Fri, 2014-07-04 04:51
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา: โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 471 วันที่ 5 กรกฎาคม 2557
ในขณะที่ทีมฟุตบอลของคอสตาริกา ได้สร้างความแปลกใจด้วยการเข้ารอบสองเป็นที่หนึ่งในสายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ และยังผ่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว แต่ความจริงประเทศคอสตาริกามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าอีกมาก โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยถาวรของอเมริกากลาง
คอสตาริกาเป็นประเทศเล็กอยู่ระหว่างนิการากัวและปานามา มีเนื้อที่เพียง 51,000 ตร.กม.(ราว 1 ใน 10 ของประเทศไทย) มีประชาชนเพียง 4,5 ล้านคน มีค่ารายได้ต่อบุคคลราว 9,300 ดอลลาร์ต่อปี(ไทย 5,700) ดินแดนดั้งเดิมเป็นที่อาศัยของอินเดียนแดง 20 ชนเผ่าจำนวนราว 4 แสนคน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้นำเรือของสเปนมาถึงคอสตาริกาครั้งแรกใน ค.ศ.1502 และเป็นผู้ตั้งชื่อดินแดนชายฝั่งว่า “la costa rica”ซึ่งหมายถึง”ชายฝั่งอันมั่งคั่ง” และจึงกลายมาเป็นชื่อประเทศในปัจจุบัน
ต่อมาสเปนเข้ายึดครองดินแดนนี้เป็นอาณานิคมราว ค.ศ.1524 โดยถือเป็นมณฑลหนึ่งขึ้นกับผู้ว่าการ”สเปนใหม่”ที่เม็กซิโก ซึ่งดินแดนอเมริกากลางจะแบ่งเป็น 5 มณฑล คือ กัวเตมาลา นิการากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และ คอสตาริกา ในระยะนี้ ชาวสเปนได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคอสตาริกามากขึ้นและพบว่าไม่ได้เป็นดินแดนมั่งคั่งตามชื่อ ยิ่งกว่านั้น คอสตาริกาถือว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางที่เม็กซิโก ถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีทรัพยากรที่มีค่าเช่นโลหะเงินหรือทอง จึงถือเป็นดินแดนที่ยากจนและด้อยพัฒนาที่สุดในกลุ่มอาณานิคมของสเปน การผลิตในคอสตาริกาขึ้นกับเจ้าดินขนาดย่อย ไม่มีการสร้างไร่ขนาดใหญ่ที่ดินแดนนี้ พืชผลที่ปลูกคือข้าวโพด ถั่ว และปลูกอ้อยกับยาสูบสำหรับขายต่างประเทศ
ในระยะ ค.ศ.1810-1821 ดินแดนลาตินอเมริกาได้ก่อการปฏิวัติแยกตัวจากสเปน และนำมาซึ่งการประกาศเอกราชของเม็กซิโก เมื่อ.ศ.1810 อันนำมาซึ่งสงครามระหว่างสเปนกับเม็กซิโกจนถึง ค.ศ.1821 ดังนั้น ดินแดนอเมริกากลาง 5 มณฑลก็ได้ประกาศเอกราชจากสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ.1821 แต่ยังคงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเม็กซิโก จนถึง ค.ศ.1823 กลุ่มรัฐอเมริกากลางจึงประกาศความเป็นอิสระและปกครองตนเองด้วยระบอบสาธารณรัฐ โดยตั้งเป็น”สหมณฑลอเมริกากลาง” หวังจะให้มีลักษณะการบริหารแบบสหรัฐอเมริกา แต่ความขัดแย้งระหว่างมณฑล ทำให้สหพันธรัฐล้มเหลว เมื่อนิการากัวและคอสตาริกา แยกตัวเมื่อ ค.ศ.1838 จากนั้น รัฐอื่นก็แยกตัวเป็นเอกราช
ในระยะนี้ คอสตาริกาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนที่ผลิตกาแฟ เพราะเขตเทือกเขาตอนกลางของประเทศ มีพื้นดินอันเหมาะสมที่จะปลูกกาแฟอาราบิกา ในที่สุด คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีฐานะดีขึ้นด้วยการส่งออกกาแฟคุณภาพสูง อังกฤษกลายเป็นตลาดสำคัญของกาแฟจากคอสตาริกา และในขณะนั้น กาแฟกลายเป็นที่มาของเงินตราต่างประเทศถึง 90 % ของคอสตาริกา
ใน ค.ศ.1856 วิลเลียม วอล์คเกอร์ นักเผชิญโชคชาวอเมริกัน รวบรวมนักรบรับจ้างจำนวนหนึ่งเข้ายึดอำนาจในนิการากัว ตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีและรื้อฟื้นระบอบทาส วอล์คเกอร์พยายามขยายอำนาจเข้าสู่คอสตาริกา รัฐบาลคอสตาริกาส่งกองทัพไปป้องกัน ทหารระดับพลคนหนึ่งชื่อ ฮวน ซานตามาเรีย ได้ถือไฟเข้าไปเผาค่ายของฝ่ายศัตรู ทำให้คอสตาริกาชนะในการสู้รบ แต่ซานตามาเรียสละชีวิต ปัจจุบันถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ สนามบินนานาชาติของคอสตาริกาจึงตั้งชื่อว่า สนามบินฮวนซานตามาเรีย
ต่อมาจากกาแฟ กล้วยหอมได้กลายมาเป็นสินค้าออกสำคัญ โดยรัฐบาลคอสตาริกาเปิดทางให้นักลงทุนจากอเมริกา มาลงทุนปลูกกล้วยหอมในประเทศ และเริ่มส่งออกไปยังอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1890 กลับกลายเป็นว่ากล้วยหอมคอสตาริกาเป็นที่นิยมในอเมริกาอย่างรวดเร็ว ในที่สุด สินค้ากล้วยหอมก็แซงหน้ากาแฟ และคอสตาริกากลายเป็นประเทศผลิตกล้วยหอมรายใหญ่ที่สุดของโลกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
คอสตาริกาในระยะแรกก็เริ่มต้นเหมือนประเทศอเมริกากลางอื่น คือ ฝ่ายขุนศึกจะทำรัฐประหารเพื่อคุมอำนาจ ค.ศ.1842 ฟรานซิสโก โมราซาน ผู้นำคนสุดท้ายของสหมณฑลอเมริกากลาง ยึดอำนาจในคอสตาริกา แล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประชาธิปไตยของคอสตาริกาเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1869 เมื่อเกิดการเลือกตั้งเสรีครั้งแรก จากนั้นระบอบรัฐสภาของประเทศก็พัฒนาอย่างค่อนข้างราบรื่น มีเพียงเมื่อ 27 มกราคม ค.ศ.1917 พล.อ.เฟแดริโก ทิโนโก กราเนดอส รัฐมนตรีกลาโหม ก่อการรัฐประหารแล้วดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ถูกประชาชนทั่วประเทศต่อต้าน และสหรัฐอเมริกาก็ไม่รับรอง จนถึง 13 สิงหาคม ค.ศ.1913 เฟแดริโกต้องลาออกแล้วไปลี้ภัยต่างประเทศ กระบวนประชาธิปไตยจึงดำเนินต่อมา
จากนั้น ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1948 ซึ่งพรรคเอกภาพแห่งชาติชนะเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ถูกโจมตีว่าทุจริต และนำมาซึ่งสงครามกลางเมือง 44 วัน ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2,000 คน ในปีต่อมา ผู้นำฝ่ายปฏิวัติ คือ โฮเซ่ ฟิแกเรส แฟรแร ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการ เขาเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ศัตรู และประเทศยังสามารถรักษาสันติภาพได้โดยไม่ต้องมีทหารประจำการ ดังนั้นจึงยกเลิกกองทัพทั้งหมด จึงเป็นการปิดฉากการแทรกแซงทางการเมืองของทหารมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้ประชาธิปไตยคอสตาริกามั่นคงกว่าประเทศลาตินอเมริกาอื่น ต่อมา การพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ได้นำประเทศคอสตาริกาก้าวหน้าเหนือประเทศอื่นในอเมริกากลาง และเป็นประเทศที่ชื่อว่าสงบสันติที่สุด
การพัฒนาของลัทธิสังคมประชาธิปไตยในคอสตาริกา ยังนำมาซึ่งการสร้างสวัสดิการแก่ชนชั้นกรรมกร และคนยากจน และการเร่งนโยบายให้ประชาชนรู้หนังสืออย่างรวดเร็ว ทำให้คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีสวัสดิการมากที่สุด และมีการศึกษาเฉลี่ยสูงที่สุดในอเมริกากลาง และทำให้คอสตาริกาหลีกเลี่ยงสงครามปฏิวัติจากกลุ่มฝ่ายซ้าย ทั้งที่ขบวนการปฏิวัติในนิการากัว เอลซัลวาดอร์ และ กัวเตมาลา มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา
เศรษฐกิจคอสตาริกาแต่เดิมขึ้นกับการส่งออกกาแฟ กล้วยหอม และเนื้อวัว แต่ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกทางเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้พัฒนามากขึ้น และกลายเป็นที่มาของรายได้หลักของประเทศแทนที่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการขายบริการทางการแพทย์ระหว่างประเทศ กลายเป็นที่มาสำคัญของรายได้ของคอสตาริกาปัจจุบัน
สรุปตัวอย่างจากประเทศที่เคยด้อยพัฒนาอย่างคอสตาริกา เราก็จะเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และปราศจากการรัฐประหาร ก็สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้ และการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีข้อดีเหนือระบบอื่นคือ สิทธิมนุษยชนก็ได้รับการเคารพ เสียงของประชาชนคนรากหญ้าก็จะมีความสำคัญ ระบบการเมืองที่ใช้อำนาจปืนยึดอำนาจ กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ล้าหลังอย่างยิ่ง ไม่สมควรจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และสมควรแล้วที่ประเทศอันมีระบบการเมืองเหลวไหลอย่างนั้น จะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประชาธิปไตยของคอสตาริกา
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/07/54403
. . Fri, 2014-07-04 04:51
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา: โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 471 วันที่ 5 กรกฎาคม 2557
ในขณะที่ทีมฟุตบอลของคอสตาริกา ได้สร้างความแปลกใจด้วยการเข้ารอบสองเป็นที่หนึ่งในสายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ และยังผ่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว แต่ความจริงประเทศคอสตาริกามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าอีกมาก โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยถาวรของอเมริกากลาง
คอสตาริกาเป็นประเทศเล็กอยู่ระหว่างนิการากัวและปานามา มีเนื้อที่เพียง 51,000 ตร.กม.(ราว 1 ใน 10 ของประเทศไทย) มีประชาชนเพียง 4,5 ล้านคน มีค่ารายได้ต่อบุคคลราว 9,300 ดอลลาร์ต่อปี(ไทย 5,700) ดินแดนดั้งเดิมเป็นที่อาศัยของอินเดียนแดง 20 ชนเผ่าจำนวนราว 4 แสนคน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้นำเรือของสเปนมาถึงคอสตาริกาครั้งแรกใน ค.ศ.1502 และเป็นผู้ตั้งชื่อดินแดนชายฝั่งว่า “la costa rica”ซึ่งหมายถึง”ชายฝั่งอันมั่งคั่ง” และจึงกลายมาเป็นชื่อประเทศในปัจจุบัน
ต่อมาสเปนเข้ายึดครองดินแดนนี้เป็นอาณานิคมราว ค.ศ.1524 โดยถือเป็นมณฑลหนึ่งขึ้นกับผู้ว่าการ”สเปนใหม่”ที่เม็กซิโก ซึ่งดินแดนอเมริกากลางจะแบ่งเป็น 5 มณฑล คือ กัวเตมาลา นิการากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และ คอสตาริกา ในระยะนี้ ชาวสเปนได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคอสตาริกามากขึ้นและพบว่าไม่ได้เป็นดินแดนมั่งคั่งตามชื่อ ยิ่งกว่านั้น คอสตาริกาถือว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางที่เม็กซิโก ถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีทรัพยากรที่มีค่าเช่นโลหะเงินหรือทอง จึงถือเป็นดินแดนที่ยากจนและด้อยพัฒนาที่สุดในกลุ่มอาณานิคมของสเปน การผลิตในคอสตาริกาขึ้นกับเจ้าดินขนาดย่อย ไม่มีการสร้างไร่ขนาดใหญ่ที่ดินแดนนี้ พืชผลที่ปลูกคือข้าวโพด ถั่ว และปลูกอ้อยกับยาสูบสำหรับขายต่างประเทศ
ในระยะ ค.ศ.1810-1821 ดินแดนลาตินอเมริกาได้ก่อการปฏิวัติแยกตัวจากสเปน และนำมาซึ่งการประกาศเอกราชของเม็กซิโก เมื่อ.ศ.1810 อันนำมาซึ่งสงครามระหว่างสเปนกับเม็กซิโกจนถึง ค.ศ.1821 ดังนั้น ดินแดนอเมริกากลาง 5 มณฑลก็ได้ประกาศเอกราชจากสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ.1821 แต่ยังคงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเม็กซิโก จนถึง ค.ศ.1823 กลุ่มรัฐอเมริกากลางจึงประกาศความเป็นอิสระและปกครองตนเองด้วยระบอบสาธารณรัฐ โดยตั้งเป็น”สหมณฑลอเมริกากลาง” หวังจะให้มีลักษณะการบริหารแบบสหรัฐอเมริกา แต่ความขัดแย้งระหว่างมณฑล ทำให้สหพันธรัฐล้มเหลว เมื่อนิการากัวและคอสตาริกา แยกตัวเมื่อ ค.ศ.1838 จากนั้น รัฐอื่นก็แยกตัวเป็นเอกราช
ในระยะนี้ คอสตาริกาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนที่ผลิตกาแฟ เพราะเขตเทือกเขาตอนกลางของประเทศ มีพื้นดินอันเหมาะสมที่จะปลูกกาแฟอาราบิกา ในที่สุด คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีฐานะดีขึ้นด้วยการส่งออกกาแฟคุณภาพสูง อังกฤษกลายเป็นตลาดสำคัญของกาแฟจากคอสตาริกา และในขณะนั้น กาแฟกลายเป็นที่มาของเงินตราต่างประเทศถึง 90 % ของคอสตาริกา
ใน ค.ศ.1856 วิลเลียม วอล์คเกอร์ นักเผชิญโชคชาวอเมริกัน รวบรวมนักรบรับจ้างจำนวนหนึ่งเข้ายึดอำนาจในนิการากัว ตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีและรื้อฟื้นระบอบทาส วอล์คเกอร์พยายามขยายอำนาจเข้าสู่คอสตาริกา รัฐบาลคอสตาริกาส่งกองทัพไปป้องกัน ทหารระดับพลคนหนึ่งชื่อ ฮวน ซานตามาเรีย ได้ถือไฟเข้าไปเผาค่ายของฝ่ายศัตรู ทำให้คอสตาริกาชนะในการสู้รบ แต่ซานตามาเรียสละชีวิต ปัจจุบันถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ สนามบินนานาชาติของคอสตาริกาจึงตั้งชื่อว่า สนามบินฮวนซานตามาเรีย
ต่อมาจากกาแฟ กล้วยหอมได้กลายมาเป็นสินค้าออกสำคัญ โดยรัฐบาลคอสตาริกาเปิดทางให้นักลงทุนจากอเมริกา มาลงทุนปลูกกล้วยหอมในประเทศ และเริ่มส่งออกไปยังอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1890 กลับกลายเป็นว่ากล้วยหอมคอสตาริกาเป็นที่นิยมในอเมริกาอย่างรวดเร็ว ในที่สุด สินค้ากล้วยหอมก็แซงหน้ากาแฟ และคอสตาริกากลายเป็นประเทศผลิตกล้วยหอมรายใหญ่ที่สุดของโลกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
คอสตาริกาในระยะแรกก็เริ่มต้นเหมือนประเทศอเมริกากลางอื่น คือ ฝ่ายขุนศึกจะทำรัฐประหารเพื่อคุมอำนาจ ค.ศ.1842 ฟรานซิสโก โมราซาน ผู้นำคนสุดท้ายของสหมณฑลอเมริกากลาง ยึดอำนาจในคอสตาริกา แล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประชาธิปไตยของคอสตาริกาเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1869 เมื่อเกิดการเลือกตั้งเสรีครั้งแรก จากนั้นระบอบรัฐสภาของประเทศก็พัฒนาอย่างค่อนข้างราบรื่น มีเพียงเมื่อ 27 มกราคม ค.ศ.1917 พล.อ.เฟแดริโก ทิโนโก กราเนดอส รัฐมนตรีกลาโหม ก่อการรัฐประหารแล้วดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ถูกประชาชนทั่วประเทศต่อต้าน และสหรัฐอเมริกาก็ไม่รับรอง จนถึง 13 สิงหาคม ค.ศ.1913 เฟแดริโกต้องลาออกแล้วไปลี้ภัยต่างประเทศ กระบวนประชาธิปไตยจึงดำเนินต่อมา
จากนั้น ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1948 ซึ่งพรรคเอกภาพแห่งชาติชนะเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ถูกโจมตีว่าทุจริต และนำมาซึ่งสงครามกลางเมือง 44 วัน ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2,000 คน ในปีต่อมา ผู้นำฝ่ายปฏิวัติ คือ โฮเซ่ ฟิแกเรส แฟรแร ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการ เขาเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ศัตรู และประเทศยังสามารถรักษาสันติภาพได้โดยไม่ต้องมีทหารประจำการ ดังนั้นจึงยกเลิกกองทัพทั้งหมด จึงเป็นการปิดฉากการแทรกแซงทางการเมืองของทหารมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้ประชาธิปไตยคอสตาริกามั่นคงกว่าประเทศลาตินอเมริกาอื่น ต่อมา การพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ได้นำประเทศคอสตาริกาก้าวหน้าเหนือประเทศอื่นในอเมริกากลาง และเป็นประเทศที่ชื่อว่าสงบสันติที่สุด
การพัฒนาของลัทธิสังคมประชาธิปไตยในคอสตาริกา ยังนำมาซึ่งการสร้างสวัสดิการแก่ชนชั้นกรรมกร และคนยากจน และการเร่งนโยบายให้ประชาชนรู้หนังสืออย่างรวดเร็ว ทำให้คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีสวัสดิการมากที่สุด และมีการศึกษาเฉลี่ยสูงที่สุดในอเมริกากลาง และทำให้คอสตาริกาหลีกเลี่ยงสงครามปฏิวัติจากกลุ่มฝ่ายซ้าย ทั้งที่ขบวนการปฏิวัติในนิการากัว เอลซัลวาดอร์ และ กัวเตมาลา มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา
เศรษฐกิจคอสตาริกาแต่เดิมขึ้นกับการส่งออกกาแฟ กล้วยหอม และเนื้อวัว แต่ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกทางเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้พัฒนามากขึ้น และกลายเป็นที่มาของรายได้หลักของประเทศแทนที่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการขายบริการทางการแพทย์ระหว่างประเทศ กลายเป็นที่มาสำคัญของรายได้ของคอสตาริกาปัจจุบัน
สรุปตัวอย่างจากประเทศที่เคยด้อยพัฒนาอย่างคอสตาริกา เราก็จะเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และปราศจากการรัฐประหาร ก็สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้ และการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีข้อดีเหนือระบบอื่นคือ สิทธิมนุษยชนก็ได้รับการเคารพ เสียงของประชาชนคนรากหญ้าก็จะมีความสำคัญ ระบบการเมืองที่ใช้อำนาจปืนยึดอำนาจ กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ล้าหลังอย่างยิ่ง ไม่สมควรจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และสมควรแล้วที่ประเทศอันมีระบบการเมืองเหลวไหลอย่างนั้น จะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ
.
2557-04-07
เงาและเครื่องมือ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เงาและเครื่องมือ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396869412
. . วันจันทร์ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 21:30:01 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 7 เมษายน 2557 )
คุณ "ใบตองแห้ง" ตั้งคำถามหลังประกาศผลเลือกตั้ง ส.ว.ว่า เสื้อแดงหายไปไหน และตั้งข้อสังเกตว่าคงไม่มีใครรู้ว่าผู้สมัครรายใดที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย
ตรงกันข้ามกับผู้สมัครใน กทม.ของ กปปส.ซึ่งได้รับการแนะนำบนเวทีเลยว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถควบคุมตรวจสอบการทุจริตของรัฐได้ดี
อันที่จริง พลพรรคเสื้อแดงไม่ได้ส่งให้ผู้สมัครของเพื่อไทยเข้าสู่ตำแหน่งนับตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ใน พ.ศ.2554 มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หรืออื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็น่าสังเกตด้วยว่า ผู้สมัครในนามของพรรคเพื่อไทยหรือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อไทย ชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง แม้แต่นายกเทศมนตรีของเมืองใหญ่ในภาคใต้บางแห่ง ก็มีรายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากเพื่อไทย
ดูเหมือนจะแสดงว่า พลังในการจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้งของเสื้อแดงนั้น (หากจะมี) ก็มีผลเฉพาะในระดับท้องถิ่น เมื่อผู้สมัครมีความสัมพันธ์โดยตรงกับองค์กรและเครือข่ายของเสื้อแดงในท้องถิ่นเท่านั้น ไม่สามารถขยายไปเชื่อมโยงกันในระดับที่กว้างกว่านั้นได้มากนัก ตรงกับที่นักร่างรัฐธรรมนูญ 2550 คาดหวังไว้ว่า หากจัดการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตรวมเบอร์ เขตเลือกตั้งก็จะใหญ่เกินกว่าองค์กรประชาชนในท้องถิ่นจะสามารถเป็นพลังชี้ขาดผลการเลือกตั้งได้
ผมควรเตือนไว้ด้วยว่า การจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้ง กับการจัดองค์กรเพื่อการอื่น (เช่นต่อต้านเขื่อน, โรงไฟฟ้า, บ่อขยะ, โรงงาน, หรืออนุรักษ์ป่าชุมชน ซึ่งมีผลกระทบต่อท้องถิ่นโดยตรง) นั้น แตกต่างกันมาก ว่าไปแล้ว เรายังไม่เคยเห็นการจัดองค์กรภาคประชาชนในท้องถิ่นเพื่อการต่อรองผ่านการเลือกตั้งเลย เพราะโครงสร้างการบริหารของรัฐรวมศูนย์เสียจนการต่อรองผ่านการมี ส.ส.ของผลประโยชน์ท้องถิ่นเดียว ไม่มีผลต่อการวางนโยบายสาธารณะแต่อย่างไร
พรรคเพื่อไทยและพลังประชาชนได้คะแนนอย่างท่วมท้นจากเสื้อแดง ไม่ใช่โดยผ่านการจัดองค์กรของภาคประชาชนหรือของพรรค (ขบวนการเสื้อแดง) แต่เป็นการตอบสนองของประชาชนต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าทางการเมือง ฉะนั้นหากปราศจากการปลุกปั่นให้เกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าทางการเมือง ผมเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว พรรคการเมืองอื่น (ยกเว้น ปชป.) ก็อาจแทรกเข้ามาใช้ขบวนการเสื้อแดงในท้องถิ่น เพื่อเป็นฐานคะแนนของตนเองได้เหมือนกัน
ทั้งหมดที่ผมพูดมาถึงตรงนี้ ก็เพื่อจะบอกว่า เอาเข้าจริงทั้งขบวนการเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยนั้น อ่อนแอทางการเมืองระดับชาติอย่างมาก คือมากกว่าที่เสื้อแดงและเพื่อไทยประเมินตนเอง และมากกว่าที่ศัตรูของเสื้อแดงและเพื่อไทยประเมินให้
หากยุบสภาแล้ว มีการเลือกตั้งโดยปกติ เพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะร่าง พ.ร.บ.เหมาเข่งเหยียบย่ำเสื้อแดงซึ่งคือเหยื่อที่แท้จริงมากเสียกว่าเหยียบย่ำศัตรูทักษิณ การจัดองค์กรของขบวนการซึ่งหลวมอย่างมากอยู่แล้ว แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หลังร่าง พ.ร.บ.ถูกนำเข้าสภา แต่ผมออกจะเชื่อด้วยว่า คะแนนเสียงของเพื่อไทยซึ่งสูญเสียไปในหมู่เสื้อแดงจะไม่ตกแก่พรรค ปชป. แต่จะตกแก่พรรคเล็กอื่นๆ ต่างหาก และนั่นคือเหตุผลหลักที่ กปปส.ไม่ยอมกลับบ้านหลังยุบสภา
(ขอออกนอกเรื่อง เพื่อเตือนพวก "อำมาตย์" ไว้ด้วยว่า อย่านึกเป็นอันขาดว่าจะสามารถใช้พรรคการเมืองใดเป็น "เครื่องมือ" ของตนเองได้ฝ่ายเดียว ในโลกนี้ไม่มีใครเป็นไขควงของใครได้ตลอดไป พรรคการเมืองก็อาจใช้ความอ่อนโลกของ "อำมาตย์" เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตนเองได้เหมือนกัน เช่นในที่สุดเครือข่ายอำมาตย์กลับต้องเดินตามเกมของ กปปส.มากกว่ากลับกัน)
ดังที่ทราบอยู่แล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อจัดองค์กรสำหรับการเลือกตั้ง แต่เกิดขึ้นเพื่อคัดค้านการรัฐประหารใน พ.ศ.2549 และเรียกร้องสิทธิความยุติธรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งสองเป้าหมายดึงดูดผู้สนับสนุนได้จำนวนมาก ทั้งแฟนและไม่ใช่แฟนทักษิณ เหตุการณ์หลังจากนั้นยิ่งทำให้
ขบวนการเสื้อแดงมีการรวมตัวกันอย่างกว้างขวาง โดยไม่จำเป็นต้องจัดองค์กรเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคใด แต่ก็นับเป็นโชคดีของขบวนการเสื้อแดงที่การเลือกตั้งถูกทำให้ไร้ความหมายลงไปเรื่อยๆ ความจำเป็นที่จะต้องจัดองค์กรเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งจึงไม่มี
สรุปให้เหลือสั้นๆ ก็คือ พลังของขบวนการเสื้อแดงมาจากความอยุติธรรมที่ชนชั้นนำสร้างขึ้นในสังคม ผมอยากจะย้ำว่าเป็นความอยุติธรรมตื้นๆ ด้วย กล่าวคือไม่ใช่ลึกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-การเมือง เช่นลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างภาษี, การถือครองที่ดิน, หรือการกระจายอำนาจและทรัพยากรสู่ชนบทอย่างแท้จริง ฯลฯ อันอาจกระทบต่ออำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ขบวนการเสื้อแดงไม่เคยเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ได้แต่เรียกร้องให้เคารพการตัดสินใจทางการเมืองของตนผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น
ดังนั้น หากประเทศไทยมีการเลือกตั้งไปตามปกติ โดยไม่มีอำนาจอื่นมาขัดขวางการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน ผมเชื่อว่าขบวนการเสื้อแดงก็จะค่อยๆ หมดพลังทางการเมืองลงไปเอง พรรคการเมืองที่สนับสนุนคุณทักษิณอาจได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ แต่ก็จะไม่มีพลังมวลชนหนุนหลังอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จะถูกองค์กรอิสระและวุฒิสภาถ่วงดุลอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (โดยไม่ต้องเบี้ยวให้เสียความเป็นธรรม) หากไม่ปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับของสังคมในเวลาอันควร ก็จะแพ้เลือกตั้งไปไม่นานเอง
ไม่ใช่แต่ขบวนการเสื้อแดงเท่านั้น แม้แต่พรรคเพื่อไทยเองก็หาได้มีความเข้มแข็งทางการเมืองเรื่องเลือกตั้งมากนัก ปราศจากบรรยากาศแห่งความอยุติธรรมที่ครอบงำการเมืองมาหลายปี ผู้คนคงไม่พากันเทคะแนนให้พรรคเพื่อไทย (หรือพลังประชาชน) อย่างที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีลักษณะเป็นพรรคเฉพาะกิจอย่างมาก ร้ายไปกว่าเฉพาะกิจด้วยซ้ำ เพราะ "กิจ" ที่ตนคิดว่าต้องทำเป็นการเฉพาะนั้นคืออะไร ผมสงสัยว่าพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แม้แต่ที่ได้รับเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้นเพราะอะไร ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยรู้ และไม่เคยพยายามจะวิเคราะห์ด้วยข้อมูลความรู้ว่า เหตุผลที่ทำให้ชนะเลือกตั้งนั้นคืออะไร เป็นเหตุผลที่มีความยั่งยืนทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน
เพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองตัวแทนของคนกลุ่มไหนกันแน่ หากคิดว่าเป็นตัวแทนของผลประโยชน์คนชนบท เหตุใดจึงไม่รอบคอบกับนโยบายที่หวังจะได้คะแนนจากชนบท เช่นโครงการรับจำนำข้าว หากคิดจะหาคะแนนจากคนชั้นกลางระดับล่าง เหตุใดจึงไม่มีเป้าหมายระยะยาวแก่โครงการรถคันแรกมากไปกว่าเพิ่มยอดขาย ฯลฯ ถึงที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยเก็บคะแนนจากคนที่ไม่พอใจการจัดการทางการเมืองของชนชั้นนำเท่านั้น โดยตนเองก็ไม่มีแผนการเปลี่ยนแปลงการจัดการทางการเมืองใดๆ ขึ้นมาทดแทน
พรรคการเมืองแบบนี้ตั้งอยู่ไม่ได้หรอก หากชนชั้นนำไม่ช่วยสร้างเงื่อนไขทางการเมืองจนคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเลือกพรรคที่แทบไม่มีลักษณะเป็นพรรคการเมืองเอาเลยเช่นพรรคเพื่อไทย
เช่นเดียวกับขบวนการเสื้อแดง หากการเมืองไม่ถูกแทรกแซงด้วยความฉ้อฉลต่างๆ อย่างไร้ยางอาย ผมเชื่อว่าขบวนการนี้จะค่อยๆ สลายตัวลงไปในเวลาไม่นาน เพราะผู้คนจำนวนมากหยุดเคลื่อนไหวร่วมไปกับขบวนการ เนื่องจากไม่มีเหตุที่จะอยากเข้าไปร่วม และขบวนการเองก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะแปรเปลี่ยนตนเองเป็นขบวนการที่มีการจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้ง เช่นความพยายามของเสื้อแดงบางกลุ่มในภาคเหนือที่จะเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยจัดไพรมารี่โหวตในการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง แต่ก็ถูกเจ๊ในพรรคเพื่อไทยขัดขวาง เพราะการเปิดให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งกำหนดตัวผู้สมัครของพรรค ย่อมทำลายอิทธิพลของเจ๊อย่างแน่นอน
แต่เจ๊เพื่อไทยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ขวางอำนาจประชาชน เสื้อแดงโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่จะแปรเปลี่ยนขบวนการของตนไปสู่การจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้งด้วย ได้แต่เลือกพรรคเพื่อไทยไป เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่จะเผชิญกับการขัดขวางประชาธิปไตยของชนชั้นนำได้ในช่วงนี้
ผมไม่ทราบว่า ชนชั้นนำไทยได้นำการต่อสู้ทางการเมืองไปสู่ความไม่สร้างสรรค์เช่นนี้ได้อย่างไร เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยแก่การรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำเองในระยะยาว สิ่งที่มองเห็นว่าเป็น "ศัตรู" ของตนนั้น เอาเข้าจริงก็เป็นแค่เงา
การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์และอำนาจที่แท้จริงของชนชั้นนำยังมาไม่ถึง เมื่อมาถึงในอนาคต ชนชั้นนำไทยจะรักษาผลประโยชน์และอำนาจได้ก็โดยระบบที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชอบธรรมต่างหาก แต่การเคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามในปัจจุบัน กลับไปทำลายโอกาสที่จะรักษาระบอบที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชอบธรรมลง ซึ่งเป็นผลร้ายต่อชนชั้นนำมากกว่า (อย่าลืมว่าชนชั้นนำคือคนส่วนน้อยของสังคมเสมอ)
กลับมาสู่เรื่องเครื่องมือใหม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ชนชั้นนำไทยวางใจกับเครื่องมือคือพรรคแมลงสาบเกินไป จนลืมไปว่าพรรคแมลงสาบก็มีเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นนำเสมอไป
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เงาและเครื่องมือ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396869412
. . วันจันทร์ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 21:30:01 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 7 เมษายน 2557 )
คุณ "ใบตองแห้ง" ตั้งคำถามหลังประกาศผลเลือกตั้ง ส.ว.ว่า เสื้อแดงหายไปไหน และตั้งข้อสังเกตว่าคงไม่มีใครรู้ว่าผู้สมัครรายใดที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย
ตรงกันข้ามกับผู้สมัครใน กทม.ของ กปปส.ซึ่งได้รับการแนะนำบนเวทีเลยว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถควบคุมตรวจสอบการทุจริตของรัฐได้ดี
อันที่จริง พลพรรคเสื้อแดงไม่ได้ส่งให้ผู้สมัครของเพื่อไทยเข้าสู่ตำแหน่งนับตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ใน พ.ศ.2554 มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หรืออื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็น่าสังเกตด้วยว่า ผู้สมัครในนามของพรรคเพื่อไทยหรือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อไทย ชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง แม้แต่นายกเทศมนตรีของเมืองใหญ่ในภาคใต้บางแห่ง ก็มีรายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากเพื่อไทย
ดูเหมือนจะแสดงว่า พลังในการจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้งของเสื้อแดงนั้น (หากจะมี) ก็มีผลเฉพาะในระดับท้องถิ่น เมื่อผู้สมัครมีความสัมพันธ์โดยตรงกับองค์กรและเครือข่ายของเสื้อแดงในท้องถิ่นเท่านั้น ไม่สามารถขยายไปเชื่อมโยงกันในระดับที่กว้างกว่านั้นได้มากนัก ตรงกับที่นักร่างรัฐธรรมนูญ 2550 คาดหวังไว้ว่า หากจัดการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตรวมเบอร์ เขตเลือกตั้งก็จะใหญ่เกินกว่าองค์กรประชาชนในท้องถิ่นจะสามารถเป็นพลังชี้ขาดผลการเลือกตั้งได้
ผมควรเตือนไว้ด้วยว่า การจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้ง กับการจัดองค์กรเพื่อการอื่น (เช่นต่อต้านเขื่อน, โรงไฟฟ้า, บ่อขยะ, โรงงาน, หรืออนุรักษ์ป่าชุมชน ซึ่งมีผลกระทบต่อท้องถิ่นโดยตรง) นั้น แตกต่างกันมาก ว่าไปแล้ว เรายังไม่เคยเห็นการจัดองค์กรภาคประชาชนในท้องถิ่นเพื่อการต่อรองผ่านการเลือกตั้งเลย เพราะโครงสร้างการบริหารของรัฐรวมศูนย์เสียจนการต่อรองผ่านการมี ส.ส.ของผลประโยชน์ท้องถิ่นเดียว ไม่มีผลต่อการวางนโยบายสาธารณะแต่อย่างไร
พรรคเพื่อไทยและพลังประชาชนได้คะแนนอย่างท่วมท้นจากเสื้อแดง ไม่ใช่โดยผ่านการจัดองค์กรของภาคประชาชนหรือของพรรค (ขบวนการเสื้อแดง) แต่เป็นการตอบสนองของประชาชนต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าทางการเมือง ฉะนั้นหากปราศจากการปลุกปั่นให้เกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าทางการเมือง ผมเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว พรรคการเมืองอื่น (ยกเว้น ปชป.) ก็อาจแทรกเข้ามาใช้ขบวนการเสื้อแดงในท้องถิ่น เพื่อเป็นฐานคะแนนของตนเองได้เหมือนกัน
ทั้งหมดที่ผมพูดมาถึงตรงนี้ ก็เพื่อจะบอกว่า เอาเข้าจริงทั้งขบวนการเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยนั้น อ่อนแอทางการเมืองระดับชาติอย่างมาก คือมากกว่าที่เสื้อแดงและเพื่อไทยประเมินตนเอง และมากกว่าที่ศัตรูของเสื้อแดงและเพื่อไทยประเมินให้
หากยุบสภาแล้ว มีการเลือกตั้งโดยปกติ เพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะร่าง พ.ร.บ.เหมาเข่งเหยียบย่ำเสื้อแดงซึ่งคือเหยื่อที่แท้จริงมากเสียกว่าเหยียบย่ำศัตรูทักษิณ การจัดองค์กรของขบวนการซึ่งหลวมอย่างมากอยู่แล้ว แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หลังร่าง พ.ร.บ.ถูกนำเข้าสภา แต่ผมออกจะเชื่อด้วยว่า คะแนนเสียงของเพื่อไทยซึ่งสูญเสียไปในหมู่เสื้อแดงจะไม่ตกแก่พรรค ปชป. แต่จะตกแก่พรรคเล็กอื่นๆ ต่างหาก และนั่นคือเหตุผลหลักที่ กปปส.ไม่ยอมกลับบ้านหลังยุบสภา
(ขอออกนอกเรื่อง เพื่อเตือนพวก "อำมาตย์" ไว้ด้วยว่า อย่านึกเป็นอันขาดว่าจะสามารถใช้พรรคการเมืองใดเป็น "เครื่องมือ" ของตนเองได้ฝ่ายเดียว ในโลกนี้ไม่มีใครเป็นไขควงของใครได้ตลอดไป พรรคการเมืองก็อาจใช้ความอ่อนโลกของ "อำมาตย์" เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตนเองได้เหมือนกัน เช่นในที่สุดเครือข่ายอำมาตย์กลับต้องเดินตามเกมของ กปปส.มากกว่ากลับกัน)
ดังที่ทราบอยู่แล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อจัดองค์กรสำหรับการเลือกตั้ง แต่เกิดขึ้นเพื่อคัดค้านการรัฐประหารใน พ.ศ.2549 และเรียกร้องสิทธิความยุติธรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งสองเป้าหมายดึงดูดผู้สนับสนุนได้จำนวนมาก ทั้งแฟนและไม่ใช่แฟนทักษิณ เหตุการณ์หลังจากนั้นยิ่งทำให้
ขบวนการเสื้อแดงมีการรวมตัวกันอย่างกว้างขวาง โดยไม่จำเป็นต้องจัดองค์กรเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคใด แต่ก็นับเป็นโชคดีของขบวนการเสื้อแดงที่การเลือกตั้งถูกทำให้ไร้ความหมายลงไปเรื่อยๆ ความจำเป็นที่จะต้องจัดองค์กรเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งจึงไม่มี
สรุปให้เหลือสั้นๆ ก็คือ พลังของขบวนการเสื้อแดงมาจากความอยุติธรรมที่ชนชั้นนำสร้างขึ้นในสังคม ผมอยากจะย้ำว่าเป็นความอยุติธรรมตื้นๆ ด้วย กล่าวคือไม่ใช่ลึกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-การเมือง เช่นลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างภาษี, การถือครองที่ดิน, หรือการกระจายอำนาจและทรัพยากรสู่ชนบทอย่างแท้จริง ฯลฯ อันอาจกระทบต่ออำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ขบวนการเสื้อแดงไม่เคยเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ได้แต่เรียกร้องให้เคารพการตัดสินใจทางการเมืองของตนผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น
ดังนั้น หากประเทศไทยมีการเลือกตั้งไปตามปกติ โดยไม่มีอำนาจอื่นมาขัดขวางการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน ผมเชื่อว่าขบวนการเสื้อแดงก็จะค่อยๆ หมดพลังทางการเมืองลงไปเอง พรรคการเมืองที่สนับสนุนคุณทักษิณอาจได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ แต่ก็จะไม่มีพลังมวลชนหนุนหลังอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จะถูกองค์กรอิสระและวุฒิสภาถ่วงดุลอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (โดยไม่ต้องเบี้ยวให้เสียความเป็นธรรม) หากไม่ปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับของสังคมในเวลาอันควร ก็จะแพ้เลือกตั้งไปไม่นานเอง
ไม่ใช่แต่ขบวนการเสื้อแดงเท่านั้น แม้แต่พรรคเพื่อไทยเองก็หาได้มีความเข้มแข็งทางการเมืองเรื่องเลือกตั้งมากนัก ปราศจากบรรยากาศแห่งความอยุติธรรมที่ครอบงำการเมืองมาหลายปี ผู้คนคงไม่พากันเทคะแนนให้พรรคเพื่อไทย (หรือพลังประชาชน) อย่างที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีลักษณะเป็นพรรคเฉพาะกิจอย่างมาก ร้ายไปกว่าเฉพาะกิจด้วยซ้ำ เพราะ "กิจ" ที่ตนคิดว่าต้องทำเป็นการเฉพาะนั้นคืออะไร ผมสงสัยว่าพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แม้แต่ที่ได้รับเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้นเพราะอะไร ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยรู้ และไม่เคยพยายามจะวิเคราะห์ด้วยข้อมูลความรู้ว่า เหตุผลที่ทำให้ชนะเลือกตั้งนั้นคืออะไร เป็นเหตุผลที่มีความยั่งยืนทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน
เพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองตัวแทนของคนกลุ่มไหนกันแน่ หากคิดว่าเป็นตัวแทนของผลประโยชน์คนชนบท เหตุใดจึงไม่รอบคอบกับนโยบายที่หวังจะได้คะแนนจากชนบท เช่นโครงการรับจำนำข้าว หากคิดจะหาคะแนนจากคนชั้นกลางระดับล่าง เหตุใดจึงไม่มีเป้าหมายระยะยาวแก่โครงการรถคันแรกมากไปกว่าเพิ่มยอดขาย ฯลฯ ถึงที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยเก็บคะแนนจากคนที่ไม่พอใจการจัดการทางการเมืองของชนชั้นนำเท่านั้น โดยตนเองก็ไม่มีแผนการเปลี่ยนแปลงการจัดการทางการเมืองใดๆ ขึ้นมาทดแทน
พรรคการเมืองแบบนี้ตั้งอยู่ไม่ได้หรอก หากชนชั้นนำไม่ช่วยสร้างเงื่อนไขทางการเมืองจนคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเลือกพรรคที่แทบไม่มีลักษณะเป็นพรรคการเมืองเอาเลยเช่นพรรคเพื่อไทย
เช่นเดียวกับขบวนการเสื้อแดง หากการเมืองไม่ถูกแทรกแซงด้วยความฉ้อฉลต่างๆ อย่างไร้ยางอาย ผมเชื่อว่าขบวนการนี้จะค่อยๆ สลายตัวลงไปในเวลาไม่นาน เพราะผู้คนจำนวนมากหยุดเคลื่อนไหวร่วมไปกับขบวนการ เนื่องจากไม่มีเหตุที่จะอยากเข้าไปร่วม และขบวนการเองก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะแปรเปลี่ยนตนเองเป็นขบวนการที่มีการจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้ง เช่นความพยายามของเสื้อแดงบางกลุ่มในภาคเหนือที่จะเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยจัดไพรมารี่โหวตในการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง แต่ก็ถูกเจ๊ในพรรคเพื่อไทยขัดขวาง เพราะการเปิดให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งกำหนดตัวผู้สมัครของพรรค ย่อมทำลายอิทธิพลของเจ๊อย่างแน่นอน
แต่เจ๊เพื่อไทยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ขวางอำนาจประชาชน เสื้อแดงโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่จะแปรเปลี่ยนขบวนการของตนไปสู่การจัดองค์กรเพื่อการเลือกตั้งด้วย ได้แต่เลือกพรรคเพื่อไทยไป เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่จะเผชิญกับการขัดขวางประชาธิปไตยของชนชั้นนำได้ในช่วงนี้
ผมไม่ทราบว่า ชนชั้นนำไทยได้นำการต่อสู้ทางการเมืองไปสู่ความไม่สร้างสรรค์เช่นนี้ได้อย่างไร เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยแก่การรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำเองในระยะยาว สิ่งที่มองเห็นว่าเป็น "ศัตรู" ของตนนั้น เอาเข้าจริงก็เป็นแค่เงา
การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์และอำนาจที่แท้จริงของชนชั้นนำยังมาไม่ถึง เมื่อมาถึงในอนาคต ชนชั้นนำไทยจะรักษาผลประโยชน์และอำนาจได้ก็โดยระบบที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชอบธรรมต่างหาก แต่การเคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามในปัจจุบัน กลับไปทำลายโอกาสที่จะรักษาระบอบที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชอบธรรมลง ซึ่งเป็นผลร้ายต่อชนชั้นนำมากกว่า (อย่าลืมว่าชนชั้นนำคือคนส่วนน้อยของสังคมเสมอ)
กลับมาสู่เรื่องเครื่องมือใหม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ชนชั้นนำไทยวางใจกับเครื่องมือคือพรรคแมลงสาบเกินไป จนลืมไปว่าพรรคแมลงสาบก็มีเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นนำเสมอไป
.
2557-03-31
สงครามความชอบธรรม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
สงครามความชอบธรรม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396065853
. . วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09:11:21 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ28 มี.ค.-3 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1754 หน้า 30 )
หลายคนพูดว่า ในความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ฝ่าย "อำมาตย์" หรือพูดให้เป็นวิชาการหน่อยคือ ฝ่าย "อำนาจในระบบ" (The Establisment) ทั้งหมด พากันเปิดหน้าออกมาล้มล้างระบอบประชาธิปไตยกันอย่างไม่อาย สำนวนของผมคือพากันแก้ผ้าหมด
อันที่จริงแล้ว ดูไม่จำเป็นเลย เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งพยายามสถาปนาระบอบปกครองที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบกว่าที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่จะถ่วงดุลประชาธิปไตยให้อยู่ในกรอบที่น่าจะเป็นที่พอใจของพวกเขาอยู่แล้ว ซ้ำยังมีกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจของฝ่ายอำนาจในระบบไม่มีทางทำได้ (เช่น ยกเลิก ส.ว. ที่มาจากการสรรหาไม่ได้)
ทุกอย่างก็ดูจะไปได้ดีกับอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วเหล่านี้ เหตุใดจึงต้องพากันออกมาแก้ผ้าหมดเช่นนี้ ผมตอบไม่ได้ (บางคนอธิบายว่า เป็นเหตุการณ์ "ปรกติ" ในปลายรัชกาลของไทยนับตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว แต่ผมก็ยังจับตรรกะของคำอธิบายนี้ไม่ได้สักที)
อย่างไรก็ตาม มีผีตองเหลือง และชีเปลือยเต็มเมือง (ขอประทานโทษชาวมราบลี ผมไม่เจตนาจะเหยียดชาติพันธุ์ แต่นึกคำไม่ออก อย่างน้อยผมคิดว่า "ผีตองเหลือง" เป็นจินตนาการของคนพื้นราบซึ่งไม่มีชาติพันธุ์นี้จริงในโลก)
พื้นฐานที่มาของอำนาจในระบบมีสองอย่าง คือกฎหมายและประเพณี เพียงเท่านี้ก็ดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับให้พวกเขาได้กำกับควบคุมสังคมไทยไปในทิศทางที่ต้องการ หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาได้ แม้กระนั้นพวกเขาก็รู้ดีว่า การยอมรับของประชาชนมีความสำคัญ เพราะการยอมรับคือพื้นฐานที่แข็งแกร่งของกฎหมายและประเพณีที่ให้อำนาจแก่พวกเขา
แต่พวกเขาอาจลืมไปว่า การยอมรับนั้นไม่ได้มาจากกฎหมายและประเพณีเฉยๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือความชอบธรรม ซึ่งไม่มีใครบัญญัติให้เป็นไปตามใจชอบได้ เราลองพิจารณาความชอบธรรมที่ว่านี่สักหน่อย
โดยไม่ต้องเรียนกฎหมายเลย มนุษย์ทุกคนก็พอหยั่งได้ว่า คำสั่ง, คำพิพากษา, หรือวิธีการใด ชอบธรรมหรือไม่ จริงอยู่การหยั่งรู้ความชอบธรรมของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่ก็พอจะมีแนวกว้างๆ ตรงกัน มิฉะนั้นก็คงเถียงกันไม่ได้ว่าคำสั่งนั้น, คำพิพากษานั้น, วิธีการนั้น เป็นธรรมหรือไม่
บางศาสนาเชื่อว่า สำนึกในความชอบธรรมนี้เป็นมโนธรรมซึ่งพระเจ้ามอบให้แก่มนุษย์ทุกคน จะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยเราก็เห็นได้ว่า ในทุกวัฒนธรรม มนุษย์ถูกกล่อมเกลาสั่งสอนให้ยอมรับระบบคุณค่าของสังคม ยอมรับว่าอะไรดี อะไรถูก อะไรชั่ว อะไรผิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้น อย่างน้อยมโนธรรมสำนึกถึงความชอบธรรมของคน ถ้าไม่ได้มาจากพระเจ้าก็ย่อมต้องมาจากวัฒนธรรมอยู่ดี
วัฒนธรรมไทยก็วางรากฐานมโนธรรมสำนึกด้านความชอบธรรมไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่น และนี่เป็นความแข็งแกร่งและน่าชื่นชมสำหรับวัฒนธรรมไทยซึ่งนักปราชญ์และปัญญาชนไม่ค่อยพูดถึง
แต่เพราะมโนธรรมสำนึกความชอบธรรมมาจากวัฒนธรรม มันจึงไม่หยุดนิ่งกับที่ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นที่เคยยอมรับสถานภาพสูงต่ำของคน และยอมรับอภิสิทธิ์และสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน ก็เริ่มยอมรับได้น้อยลง มองเห็นความเหลื่อมล้ำอย่างน้อยก็ด้านอำนาจทางการเมืองเป็นความไม่ชอบธรรมไปแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กฎหมายยับยั้งไว้ไม่ได้ ตรงกันข้ามเสียซ้ำ กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อไปได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับมโนธรรมสำนึกความชอบธรรมที่เปลี่ยนไป
ในแง่นี้แหละ ที่ผมเห็นว่าความชอบธรรมอยู่เหนือกฎหมายเสียอีก อย่าพูดถึงการตีความของเนติบริกรที่อ่านกฎหมายเพื่อเอาใจอำนาจเลย นั่นยิ่งหาความชอบธรรมใดๆ ไม่ได้เลย
การแก้ผ้ากันถ้วนหน้าของอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วในวิกฤตการเมืองครั้งนี้ คือการละทิ้งทั้งกฎหมายและละทิ้งทั้งความชอบธรรม ไม่ว่าในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด, การระงับโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การปฏิเสธไม่รับพิจารณาคำร้องว่า กปปส. ฝ่าฝืนมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ, การห้ามมิให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายในการจับกุมและดำเนินคดีผู้นำ กปปส., การกีดกันการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง, การตั้งบังเกอร์ทั่วกรุงเทพฯ ของกองทัพบก โดยไม่ได้รับคำสั่งจากผู้รับผิดชอบทางการเมือง, การไม่ออกหมายจับให้แก่ผู้กระทำความผิด "ซึ่งหน้า" จำนวนมาก, ฯลฯ
องค์กรและสถาบันของอำนาจในระบบตามรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาทำงานกันอย่างสุดตัว โดยไม่ต้องเคารพทั้งกฎหมายและความชอบธรรม สอดรับกับการเคลื่อนไหวของ "ผู้ใหญ่" ของอำนาจในระบบ ที่เสนอนายกฯ คนกลางบ้าง เว้นวรรคทางการเมืองบ้าง ฯลฯ แม้แต่คนที่อำนาจในระบบไม่ยอมรับให้เป็น "ผู้ใหญ่" ก็ยังออกมาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
การยอมสละละทิ้งความชอบธรรมของกลไกตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้ จะเป็นภาระอันหนักแม้แต่แก่อำนาจในระบบในอนาคต รัฐบาลคนกลางซึ่งถึงอย่างไรก็จะมีอำนาจจำกัด (เพราะส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งของสังคมไทยย่อมไม่อาจยอมรับได้) ย่อมไม่สามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งขององค์กรอิสระเหล่านี้ไว้ได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนองค์กรเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็ต้องปรับเปลี่ยนบุคคลในองค์กรเหล่านี้ ด้วยความหวังว่าจะเพิ่มความชอบธรรมแก่ตนเองขึ้นมาบ้าง
อย่าว่าแต่บุคคลและองค์กรอิสระเลย แม้แต่ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 (ซึ่งคงถูกระงับใช้ไปหลายมาตราพอสมควร) ยังจะรักษาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ระบบตุลาการซึ่งการอภิวัฒน์ใน พ.ศ.2475 ไม่ได้แตะเข้าไปถึง ก็อาจจำเป็นต้องถูกปฏิรูปในระดับหนึ่ง หรือถูกปฏิรูปอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะจะต้องถูกตรวจสอบอย่างมีนัยยะสำคัญจากคนภายนอก ที่เชื่อมโยงกับประชาชนบ้าง หากความพยายามจะตั้งรัฐบาลคนกลางไม่ประสบความสำเร็จ
และหากความพยายามนี้ล้มเหลว ไม่เพียงแต่ระบบตุลาการเท่านั้นที่จะถูกปฏิรูปขนานใหญ่ ผมสงสัยว่าจะถึงเวลาที่ the establishment หรืออำนาจในระบบทั้งยวง จะถูกปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ตามไปด้วย เพราะบัดนี้มองเห็นชัดเจนแล้วว่า ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยไทยนั้น แท้จริงแล้วมาจากองค์กรและสถาบันทั้งหมดของอำนาจในระบบนี่เอง หากเราจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาเพื่อไปให้ถึงสังคมประชาธิปไตย อย่างไรเสียก็ต้องเข้ามาจัดการกับอำนาจในระบบเหล่านี้ให้ได้
ที่หนังสือพิมพ์ฝรั่งบางฉบับให้ความเห็นว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ประกาศให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ อาจเป็นโอกาสทางบวก คือทำให้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลับมาลงเลือกตั้งใหม่และการเมืองไทยเดินต่อไปได้ ผมคิดว่าเป็นการมองที่ตื้นเขินเกินไป พรรค ปชป. นั้นกระจอกเกินกว่าจะเป็นอุปสรรคของการเมืองแบบประชาธิปไตยในเมืองไทยได้ ปชป. ยอมตัวเป็นเครื่องมือของอำนาจในระบบ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตนเอง ในสนามที่ไม่ต้องมีการแข่งขันอย่างยุติธรรมต่างหาก
โอกาสทางบวกของคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ หากจะมีจริง ก็คือการละเมิดความชอบธรรมอย่างอุจาดในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนมีโอกาสเป็นครั้งแรกที่จะรื้อโครงสร้างของอำนาจในระบบลงทั้งหมดต่างหาก
คราวนี้ หันกลับมาดูว่า ฝ่ายประชาชนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยจะต่อสู้กับอำนาจในระบบ ซึ่งได้ละทิ้งความชอบธรรมไปจนสิ้นเชิงนี้อย่างไร
สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมเป็นอันขาดก็คือ เรากำลังเข้าสงครามความชอบธรรม ไม่ใช่สงครามปะทะกันด้วยกำลัง ฉะนั้น การต่อสู้ต้องทำบนฐานของความชอบธรรมอย่างเคร่งครัด แฉโพยความไม่ชอบธรรมของอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วในทุกวิถีทาง รวมทั้งการล่อให้พวกเขาทำสิ่งที่ไร้ความชอบธรรมอย่างเห็นๆ มากขึ้น ไม่ใช่เห็นเฉพาะในหมู่คนไทยเท่านั้น แม้แต่คนต่างประเทศก็ได้เห็นความไม่ชอบธรรมไปพร้อมกันด้วย
ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ควรยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. และ กปปส. บังคับให้พวกเขาต้องให้คำพิพากษาที่ใครๆ ทั้งในและต่างประเทศก็เห็นว่าไม่ชอบธรรม (เพราะการลงทุนทางการเมืองที่ผ่านมา ไม่สามารถให้คำพิพากษาที่ชอบธรรมได้)
รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตราบเท่าที่ยังปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลอยู่ก็ต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. ในขณะเดียวกันก็ผลักดันการฟ้องร้องคดีอาญากลุ่ม กปปส. อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้หน้าที่การฟ้องร้องเอาผิดกับ กปปส. กลายเป็นหน้าที่ของรัฐบาล (อย่างที่ คุณฉลาด วรฉัตร พูด) ซึ่งแม้แต่รัฐบาลใหม่ที่มาจากอำนาจในระบบ จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามได้ยากที่สุด
ถ้ารัฐบาลคนกลางคิดว่าแน่มาก ก็ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาเลย ยิ่งจะทำให้ใครๆ เห็นต้นสายปลายเหตุและความไม่ชอบธรรมยิ่งขึ้น
เรื่องเล็กๆ เช่น สวมเสื้อสีบางสี หรือจุดเทียนประท้วง หรือโพกศีรษะด้วยข้อความประท้วง ฯลฯ ถูกจับกุม หรือถูกอันธพาลซ้อม ก็ยิ่งแฉโพยความไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น เพราะการสวมเสื้อ, จุดเทียน, ประดับศีรษะ เป็นกิจกรรมปรกติในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป กลับถูกห้ามหรือถูกกำกับควบคุม อำนาจที่ใช้ในการห้ามหรือกำกับควบคุมก็จะกลายเป็นอำนาจที่ไร้ความชอบธรรมอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น
สงครามกลางเมืองจะเกิดหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับเรา แต่สงครามความชอบธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่สงครามที่แบ่งแยกประเทศตามภูมิภาค แต่เป็นสงครามที่แบ่งแยกระหว่างความชอบธรรมและความไม่ชอบธรรม จะมีคนอีกมากในทุกภาคของประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา คือฝ่ายความชอบธรรม
แล้วเราจะชนะ
.
สงครามความชอบธรรม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396065853
. . วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09:11:21 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ28 มี.ค.-3 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1754 หน้า 30 )
หลายคนพูดว่า ในความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ฝ่าย "อำมาตย์" หรือพูดให้เป็นวิชาการหน่อยคือ ฝ่าย "อำนาจในระบบ" (The Establisment) ทั้งหมด พากันเปิดหน้าออกมาล้มล้างระบอบประชาธิปไตยกันอย่างไม่อาย สำนวนของผมคือพากันแก้ผ้าหมด
อันที่จริงแล้ว ดูไม่จำเป็นเลย เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งพยายามสถาปนาระบอบปกครองที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบกว่าที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่จะถ่วงดุลประชาธิปไตยให้อยู่ในกรอบที่น่าจะเป็นที่พอใจของพวกเขาอยู่แล้ว ซ้ำยังมีกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจของฝ่ายอำนาจในระบบไม่มีทางทำได้ (เช่น ยกเลิก ส.ว. ที่มาจากการสรรหาไม่ได้)
ทุกอย่างก็ดูจะไปได้ดีกับอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วเหล่านี้ เหตุใดจึงต้องพากันออกมาแก้ผ้าหมดเช่นนี้ ผมตอบไม่ได้ (บางคนอธิบายว่า เป็นเหตุการณ์ "ปรกติ" ในปลายรัชกาลของไทยนับตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว แต่ผมก็ยังจับตรรกะของคำอธิบายนี้ไม่ได้สักที)
อย่างไรก็ตาม มีผีตองเหลือง และชีเปลือยเต็มเมือง (ขอประทานโทษชาวมราบลี ผมไม่เจตนาจะเหยียดชาติพันธุ์ แต่นึกคำไม่ออก อย่างน้อยผมคิดว่า "ผีตองเหลือง" เป็นจินตนาการของคนพื้นราบซึ่งไม่มีชาติพันธุ์นี้จริงในโลก)
พื้นฐานที่มาของอำนาจในระบบมีสองอย่าง คือกฎหมายและประเพณี เพียงเท่านี้ก็ดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับให้พวกเขาได้กำกับควบคุมสังคมไทยไปในทิศทางที่ต้องการ หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาได้ แม้กระนั้นพวกเขาก็รู้ดีว่า การยอมรับของประชาชนมีความสำคัญ เพราะการยอมรับคือพื้นฐานที่แข็งแกร่งของกฎหมายและประเพณีที่ให้อำนาจแก่พวกเขา
แต่พวกเขาอาจลืมไปว่า การยอมรับนั้นไม่ได้มาจากกฎหมายและประเพณีเฉยๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือความชอบธรรม ซึ่งไม่มีใครบัญญัติให้เป็นไปตามใจชอบได้ เราลองพิจารณาความชอบธรรมที่ว่านี่สักหน่อย
โดยไม่ต้องเรียนกฎหมายเลย มนุษย์ทุกคนก็พอหยั่งได้ว่า คำสั่ง, คำพิพากษา, หรือวิธีการใด ชอบธรรมหรือไม่ จริงอยู่การหยั่งรู้ความชอบธรรมของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่ก็พอจะมีแนวกว้างๆ ตรงกัน มิฉะนั้นก็คงเถียงกันไม่ได้ว่าคำสั่งนั้น, คำพิพากษานั้น, วิธีการนั้น เป็นธรรมหรือไม่
บางศาสนาเชื่อว่า สำนึกในความชอบธรรมนี้เป็นมโนธรรมซึ่งพระเจ้ามอบให้แก่มนุษย์ทุกคน จะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยเราก็เห็นได้ว่า ในทุกวัฒนธรรม มนุษย์ถูกกล่อมเกลาสั่งสอนให้ยอมรับระบบคุณค่าของสังคม ยอมรับว่าอะไรดี อะไรถูก อะไรชั่ว อะไรผิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้น อย่างน้อยมโนธรรมสำนึกถึงความชอบธรรมของคน ถ้าไม่ได้มาจากพระเจ้าก็ย่อมต้องมาจากวัฒนธรรมอยู่ดี
วัฒนธรรมไทยก็วางรากฐานมโนธรรมสำนึกด้านความชอบธรรมไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่น และนี่เป็นความแข็งแกร่งและน่าชื่นชมสำหรับวัฒนธรรมไทยซึ่งนักปราชญ์และปัญญาชนไม่ค่อยพูดถึง
แต่เพราะมโนธรรมสำนึกความชอบธรรมมาจากวัฒนธรรม มันจึงไม่หยุดนิ่งกับที่ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นที่เคยยอมรับสถานภาพสูงต่ำของคน และยอมรับอภิสิทธิ์และสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน ก็เริ่มยอมรับได้น้อยลง มองเห็นความเหลื่อมล้ำอย่างน้อยก็ด้านอำนาจทางการเมืองเป็นความไม่ชอบธรรมไปแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กฎหมายยับยั้งไว้ไม่ได้ ตรงกันข้ามเสียซ้ำ กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อไปได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับมโนธรรมสำนึกความชอบธรรมที่เปลี่ยนไป
ในแง่นี้แหละ ที่ผมเห็นว่าความชอบธรรมอยู่เหนือกฎหมายเสียอีก อย่าพูดถึงการตีความของเนติบริกรที่อ่านกฎหมายเพื่อเอาใจอำนาจเลย นั่นยิ่งหาความชอบธรรมใดๆ ไม่ได้เลย
การแก้ผ้ากันถ้วนหน้าของอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วในวิกฤตการเมืองครั้งนี้ คือการละทิ้งทั้งกฎหมายและละทิ้งทั้งความชอบธรรม ไม่ว่าในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด, การระงับโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การปฏิเสธไม่รับพิจารณาคำร้องว่า กปปส. ฝ่าฝืนมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ, การห้ามมิให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายในการจับกุมและดำเนินคดีผู้นำ กปปส., การกีดกันการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง, การตั้งบังเกอร์ทั่วกรุงเทพฯ ของกองทัพบก โดยไม่ได้รับคำสั่งจากผู้รับผิดชอบทางการเมือง, การไม่ออกหมายจับให้แก่ผู้กระทำความผิด "ซึ่งหน้า" จำนวนมาก, ฯลฯ
องค์กรและสถาบันของอำนาจในระบบตามรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาทำงานกันอย่างสุดตัว โดยไม่ต้องเคารพทั้งกฎหมายและความชอบธรรม สอดรับกับการเคลื่อนไหวของ "ผู้ใหญ่" ของอำนาจในระบบ ที่เสนอนายกฯ คนกลางบ้าง เว้นวรรคทางการเมืองบ้าง ฯลฯ แม้แต่คนที่อำนาจในระบบไม่ยอมรับให้เป็น "ผู้ใหญ่" ก็ยังออกมาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
การยอมสละละทิ้งความชอบธรรมของกลไกตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้ จะเป็นภาระอันหนักแม้แต่แก่อำนาจในระบบในอนาคต รัฐบาลคนกลางซึ่งถึงอย่างไรก็จะมีอำนาจจำกัด (เพราะส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งของสังคมไทยย่อมไม่อาจยอมรับได้) ย่อมไม่สามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งขององค์กรอิสระเหล่านี้ไว้ได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนองค์กรเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็ต้องปรับเปลี่ยนบุคคลในองค์กรเหล่านี้ ด้วยความหวังว่าจะเพิ่มความชอบธรรมแก่ตนเองขึ้นมาบ้าง
อย่าว่าแต่บุคคลและองค์กรอิสระเลย แม้แต่ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 (ซึ่งคงถูกระงับใช้ไปหลายมาตราพอสมควร) ยังจะรักษาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ระบบตุลาการซึ่งการอภิวัฒน์ใน พ.ศ.2475 ไม่ได้แตะเข้าไปถึง ก็อาจจำเป็นต้องถูกปฏิรูปในระดับหนึ่ง หรือถูกปฏิรูปอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะจะต้องถูกตรวจสอบอย่างมีนัยยะสำคัญจากคนภายนอก ที่เชื่อมโยงกับประชาชนบ้าง หากความพยายามจะตั้งรัฐบาลคนกลางไม่ประสบความสำเร็จ
และหากความพยายามนี้ล้มเหลว ไม่เพียงแต่ระบบตุลาการเท่านั้นที่จะถูกปฏิรูปขนานใหญ่ ผมสงสัยว่าจะถึงเวลาที่ the establishment หรืออำนาจในระบบทั้งยวง จะถูกปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ตามไปด้วย เพราะบัดนี้มองเห็นชัดเจนแล้วว่า ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยไทยนั้น แท้จริงแล้วมาจากองค์กรและสถาบันทั้งหมดของอำนาจในระบบนี่เอง หากเราจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาเพื่อไปให้ถึงสังคมประชาธิปไตย อย่างไรเสียก็ต้องเข้ามาจัดการกับอำนาจในระบบเหล่านี้ให้ได้
ที่หนังสือพิมพ์ฝรั่งบางฉบับให้ความเห็นว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ประกาศให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ อาจเป็นโอกาสทางบวก คือทำให้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลับมาลงเลือกตั้งใหม่และการเมืองไทยเดินต่อไปได้ ผมคิดว่าเป็นการมองที่ตื้นเขินเกินไป พรรค ปชป. นั้นกระจอกเกินกว่าจะเป็นอุปสรรคของการเมืองแบบประชาธิปไตยในเมืองไทยได้ ปชป. ยอมตัวเป็นเครื่องมือของอำนาจในระบบ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตนเอง ในสนามที่ไม่ต้องมีการแข่งขันอย่างยุติธรรมต่างหาก
โอกาสทางบวกของคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ หากจะมีจริง ก็คือการละเมิดความชอบธรรมอย่างอุจาดในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนมีโอกาสเป็นครั้งแรกที่จะรื้อโครงสร้างของอำนาจในระบบลงทั้งหมดต่างหาก
คราวนี้ หันกลับมาดูว่า ฝ่ายประชาชนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยจะต่อสู้กับอำนาจในระบบ ซึ่งได้ละทิ้งความชอบธรรมไปจนสิ้นเชิงนี้อย่างไร
สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมเป็นอันขาดก็คือ เรากำลังเข้าสงครามความชอบธรรม ไม่ใช่สงครามปะทะกันด้วยกำลัง ฉะนั้น การต่อสู้ต้องทำบนฐานของความชอบธรรมอย่างเคร่งครัด แฉโพยความไม่ชอบธรรมของอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วในทุกวิถีทาง รวมทั้งการล่อให้พวกเขาทำสิ่งที่ไร้ความชอบธรรมอย่างเห็นๆ มากขึ้น ไม่ใช่เห็นเฉพาะในหมู่คนไทยเท่านั้น แม้แต่คนต่างประเทศก็ได้เห็นความไม่ชอบธรรมไปพร้อมกันด้วย
ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ควรยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. และ กปปส. บังคับให้พวกเขาต้องให้คำพิพากษาที่ใครๆ ทั้งในและต่างประเทศก็เห็นว่าไม่ชอบธรรม (เพราะการลงทุนทางการเมืองที่ผ่านมา ไม่สามารถให้คำพิพากษาที่ชอบธรรมได้)
รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตราบเท่าที่ยังปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลอยู่ก็ต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. ในขณะเดียวกันก็ผลักดันการฟ้องร้องคดีอาญากลุ่ม กปปส. อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้หน้าที่การฟ้องร้องเอาผิดกับ กปปส. กลายเป็นหน้าที่ของรัฐบาล (อย่างที่ คุณฉลาด วรฉัตร พูด) ซึ่งแม้แต่รัฐบาลใหม่ที่มาจากอำนาจในระบบ จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามได้ยากที่สุด
ถ้ารัฐบาลคนกลางคิดว่าแน่มาก ก็ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาเลย ยิ่งจะทำให้ใครๆ เห็นต้นสายปลายเหตุและความไม่ชอบธรรมยิ่งขึ้น
เรื่องเล็กๆ เช่น สวมเสื้อสีบางสี หรือจุดเทียนประท้วง หรือโพกศีรษะด้วยข้อความประท้วง ฯลฯ ถูกจับกุม หรือถูกอันธพาลซ้อม ก็ยิ่งแฉโพยความไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น เพราะการสวมเสื้อ, จุดเทียน, ประดับศีรษะ เป็นกิจกรรมปรกติในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป กลับถูกห้ามหรือถูกกำกับควบคุม อำนาจที่ใช้ในการห้ามหรือกำกับควบคุมก็จะกลายเป็นอำนาจที่ไร้ความชอบธรรมอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น
สงครามกลางเมืองจะเกิดหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับเรา แต่สงครามความชอบธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่สงครามที่แบ่งแยกประเทศตามภูมิภาค แต่เป็นสงครามที่แบ่งแยกระหว่างความชอบธรรมและความไม่ชอบธรรม จะมีคนอีกมากในทุกภาคของประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา คือฝ่ายความชอบธรรม
แล้วเราจะชนะ
.
2557-03-25
หัวร่อมิได้ .. อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
.
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395748788
วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:55:28 น.
ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน
อินโดนีเซีย เดินหน้า 14 ล้านล้าน
หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หรือที่เรียกกันติดปากว่า "พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน" ต้องพับไปเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่า ร่างกฎหมาย ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ
แต่ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น 1 ในประเทศกลุ่มอาเซียน กลับเตรียมที่จะลงทุนด้านโครงการสร้างพื้นฐาน วงเงิน 4.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 14 ล้านล้านบาท
ล่าสุด มติชนออนไลน์ เปิด พิมพ์เขียว การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของอินโดนีเซีย มูลค่า 14 ล้านล้าน วิสัยทัศน์เพื่อต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ประเทศอินโดนีเซียมีประชากร 250 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากประเทศจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา แต่เศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก จึงได้รับสมญานามว่า “ยักษ์หลับของเอเชีย”
ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความเชื่อมโยงที่เข้มแข็งกับจีน และสถานะการประเทศผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค อินโดนีเซียถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการพัฒนาใน 20 ปีข้างหน้าที่เรียกว่า MINT ประกอบด้วย เม็กซิโก อินโดนิเซีย ไนจีเรีย และตุรกี ทั้งนี้ การไปสู่ศักยภาพดังกล่าวได้จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เป็นอันมาก
กรุงจาการ์ตาของประเทศอินโดนีเซียเป็นเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลายโดยมีทั้งรีสอร์ทริมชายหาดอันหรูหราและย่านพักอาศัยที่ยากจนการเดินทางในจาการ์ตาเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดตลอดทั้งวัน มลพิษทางอากาศและสภาพอากาศที่ร้อน ตลอดจนอันตรายในการเดินข้ามถนน จาการ์ตามีประชากร 26 ล้านคน และมีการเติบโตของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ แม้ว่ามีโครงข่ายรถไฟชานเมืองที่กว้างขวาง แต่การเชื่อมต่อระบบและการเข้าถึงยังขาดประสิทธิภาพ รถโดยสารประจำทางบางเส้นทางมีช่องทางพิเศษแต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาจราจร ประชาชนจำนวนมากจึงต้องเดินทางด้วยความยากลำบากหากไม่มีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนบุคคล
สถานการณ์การขนส่งในกรุงจาการ์ตาได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เหลือของเกาะชวาซึ่งมีประชากรกว่า135 ล้านคน และมีผลผลิตทางเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 60 ของประเทศ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการอย่างมาก เมืองใหญ่อื่นๆ ได้แก่ บันดุง เซมารัง และสุราบายา ล้วนประสบกับปัญหาการจราจรติดขัด ในขณะที่โครงข่ายรถไฟระหว่างเมืองยังมีข้อจำกัด โดยยังเป็นรถไฟทางเดี่ยว มีขบวนรถและระบบอาณัติสัญญาณที่ล้าสมัย มีเพียงถนนหลัก 2 สายที่เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของเกาะชวา การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มสูงเป็นร้อยละ 17 และส่งผลต่อราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีต้นทุนโลจิสติกส์เพียงร้อยละ 10
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 6-6.5 แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 7-9 หากโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อปี 2538-2539 รัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประมาณร้อยละ 8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) แต่หลังจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของเอเชียในช่วงตั้งแต่ปี 2540 ทำให้การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลง โดยเหลือเพียงร้อยละ 2.1 ในปี 2554
ในปี 2555 การลงทุนได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการริเริ่มแผนพัฒนาประเทศระยะกลาง พ.ศ. 2553-2557 (National Medium-Term Development Plan 2010-2014) วงเงิน 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพัฒนาตามแผนแม่บทการเร่งรัดและขยายการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย (Masterplan for the Acceleration and Expansion of Indonesia’s Economic Development) วงเงิน 468,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพิ่ม GDP เป็น 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 และอินโดนีเซียจะต้องติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ภายใต้แผนแม่บทดังกล่าวมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง จำนวน 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.32 ล้านล้านบาท) ซึ่งได้รวมโครงการพัฒนารถไฟในเกาะต่างๆ ภายในระยะเวลา 11ปี รวม 49 โครงการ วงเงิน 47,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.46 ล้านล้านบาท) ไว้ด้วย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซีย (Dr.Bambang Susantono) กล่าวว่า ในปี 2557 งบประมาณสำหรับรถไฟจะมีจำนวนสูงที่สุดในกระทรวงคมนาคม เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางถนนมาเป็นระบบราง ที่ผ่านมานโยบายการขนส่งมุ่งเน้นการพัฒนาทางถนนส่งผลให้ปัจจุบันต้องประสบปัญหาจราจรติดขัดบนทางหลวงสายหลักของอินโดนีเซียแนวทางนี้จะเป็นการแก้ปัญหาทั้งการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าวิสัยทัศน์ของอินโดนีเซีย คือ การมีโครงข่ายรถไฟเพื่อเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า
ขั้นตอนหลักในบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดให้บริการรถไฟทางคู่ช่วงกรุงจาการ์ตา-สุราบายาระยะทาง 727 กิโลเมตร (ในเดือนมีนาคม 2557) รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางใหม่ ระยะทาง 465.5 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่าง 2 เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะชวาได้มากกว่าร้อยละ 300 โดยปัจจุบันการขนส่งทางถนนระหว่างกรุงจาการ์ตากับสุราบายา มีปริมาณ 2 ล้าน TEU ต่อปี อินโดนีเซียจึงต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบราง โดยมีเป้าหมาย 1 ล้าน TEU ต่อปี
ปัจจุบันรถไฟอินโดนีเซียมีปริมาณการขนส่งสินค้าเพียง 200,000 TEU ต่อปี ในเดือนธันวาคม 2556 การรถไฟของอินโดนีเซีย (Indonesian Railway Directorate) ได้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเปกาลองกัน-เซมารัง แล้วเสร็จ และคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟจาก ร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 15 ของการขนส่งสินค้าทั้งหมดภายในปี 2573 การดึงดูดให้มีการขนส่งทางรถไฟเพิ่มขึ้นจะเกิดจากการเชื่อมต่อโครงข่ายเข้าท่าเรือในกรุงจาการ์ตา ซีเรบอน เซมารัง และสุราบายา
โครงการรถไฟเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่บรรจุในแผนแม่บทฯ การลงทุนดังกล่าวรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้หวังผลตอบแทนทางการเงิน ในการลงทุนเกี่ยวกับรถไฟ นอกจากทางรถไฟ จะมีการปรับปรุงให้เป็นระบบรถไฟไฟฟ้าและปรับปรุงสถานี ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียระบุว่า โครงการรถไฟมีความสำคัญในทุกพื้นที่แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรไม่มากนัก เนื่องจากรัฐจำเป็นต้องเชื่อมโยงพื้นที่ดังกล่าวกับพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเจริญมากกว่า
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอินโดนีเซียจะดำเนินการโดยภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจแต่ก็มีการเปิดให้รัฐบาลท้องถิ่นร่วมลงทุนกับรัฐบาลกลางภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการหรือให้บริการจากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐพัฒนาขึ้น ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียใช้ความระมัดระวังมากในการค้ำประกันเงินกู้สำหรับการดำเนินโครงการ การที่ภาครัฐไม่พิจารณาบริหารความเสี่ยงเป็นรายโครงการและการไม่ให้ความคุ้มครองหรือให้การสนับสนุนในทำนองเดียวกันกับที่รัฐบาลประเทศอื่นทำให้นักลงทุนภาคเอกชนปฏิเสธหรือชะลอการลงทุนออกไปดังนั้น ในการพัฒนาตามแผนแม่บทฯ
นอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ริเริ่มการส่งเสริมเอกชนร่วมลงทุนในโครงการรถไฟ 3 วิธีการ ดังนี้
1. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในรูปแบบสัมปทาน เป็นรูปแบบที่ภาครัฐจัดให้มีทางรถไฟและเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาให้บริการเดินรถ โดยมีการให้สัมปทานการให้บริการขนส่งมวลชนซึ่งมีเงื่อนไขในการแข่งขันว่าผู้เสนอราคาที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐน้อยที่สุดจะได้รับการคัดเลือกในรูปแบบนี้ภาครัฐจะให้การสนับสนุนทางการเงิน 2 ประเภท คือ
1.1 กระทรวงการคลังให้การสนับสนุนผ่านกองทุน Viability Gap Fund (VGF) โดยจะนำเงินในกองทุนมาชดเชยส่วนที่เอกชนต้องขาดทุนจากการควบคุมราคาค่าโดยสาร ทำให้การดำเนินการไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
1.2 รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ผ่านกองทุนค้ำประกันโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซีย (Indonesia Infrastructure Guarantee Fund) สำหรับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนภาคเอกชนภายในประเทศและต่างประเทศ
2. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Zone: FTZ) ซึ่งมีการจูงใจทางทางภาษีสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนในพื้นที่ที่กำหนด โดยมีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่ผ่อนปรนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ และการให้ความสะดวกเป็นกรณีพิเศษในการออกใบอนุญาตต่างๆ ผ่านหน่วยงานบริหาร SEZ/FTZ
3. การออกใบอนุญาตสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ
บริษัทเอกชนจะได้รับอนุญาตให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้งบประมาณของตัวเองโดยต้องดำเนินการตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและด้านความมั่นคงที่รัฐกำหนดวิธีนี้จะดึงดูดบริษัทที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าปริมาณมากระหว่างแหล่งผลิตและแหล่งบริโภค เช่น ในกิจการเหมืองแร่
การดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ จะเน้นการลงทุนซึ่งจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น มีการระบุว่าร้อยละ 85 ของผลผลิตของโครงการก่อสร้างต้องใช้วัสดุภายในประเทศ (Local Content) หรือร้อยละ 90 ต้องจัดซื้อจัดจ้างจากบริษัทเอกชนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบางโครงการก็ได้เปิดให้ใช้ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วย
แม้ว่าในปี 2557 นี้ อินโดนีเซียจะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซียจะสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯอย่างต่อเนื่องโดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ประชาชนชาวอินโดนีเซียทุกคนมั่นใจในการดำเนินโครงการพัฒนาด้านรถไฟตามแผนแม่บทฯ และที่สำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ทุกคนรู้ดีว่าในปัจจุบันการขนส่งทางถนนสร้างภาระให้ประเทศมากและจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบรางหรือการขนส่งชายฝั่งให้มากยิ่งขึ้นรัฐบาลใหม่จะมองว่าการลงทุนเป็นโอกาสซึ่งไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาลเอง แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น
ข้อมูล : สำนักงานนโยบายและแผนการจราจรและขนส่ง(สนข.)
.
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395748788
วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:55:28 น.
ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน
อินโดนีเซีย เดินหน้า 14 ล้านล้าน
หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หรือที่เรียกกันติดปากว่า "พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน" ต้องพับไปเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่า ร่างกฎหมาย ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ
แต่ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น 1 ในประเทศกลุ่มอาเซียน กลับเตรียมที่จะลงทุนด้านโครงการสร้างพื้นฐาน วงเงิน 4.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 14 ล้านล้านบาท
ล่าสุด มติชนออนไลน์ เปิด พิมพ์เขียว การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของอินโดนีเซีย มูลค่า 14 ล้านล้าน วิสัยทัศน์เพื่อต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ประเทศอินโดนีเซียมีประชากร 250 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากประเทศจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา แต่เศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก จึงได้รับสมญานามว่า “ยักษ์หลับของเอเชีย”
ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความเชื่อมโยงที่เข้มแข็งกับจีน และสถานะการประเทศผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค อินโดนีเซียถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการพัฒนาใน 20 ปีข้างหน้าที่เรียกว่า MINT ประกอบด้วย เม็กซิโก อินโดนิเซีย ไนจีเรีย และตุรกี ทั้งนี้ การไปสู่ศักยภาพดังกล่าวได้จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เป็นอันมาก
กรุงจาการ์ตาของประเทศอินโดนีเซียเป็นเมืองที่มีความแตกต่างหลากหลายโดยมีทั้งรีสอร์ทริมชายหาดอันหรูหราและย่านพักอาศัยที่ยากจนการเดินทางในจาการ์ตาเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดตลอดทั้งวัน มลพิษทางอากาศและสภาพอากาศที่ร้อน ตลอดจนอันตรายในการเดินข้ามถนน จาการ์ตามีประชากร 26 ล้านคน และมีการเติบโตของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ แม้ว่ามีโครงข่ายรถไฟชานเมืองที่กว้างขวาง แต่การเชื่อมต่อระบบและการเข้าถึงยังขาดประสิทธิภาพ รถโดยสารประจำทางบางเส้นทางมีช่องทางพิเศษแต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาจราจร ประชาชนจำนวนมากจึงต้องเดินทางด้วยความยากลำบากหากไม่มีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนบุคคล
สถานการณ์การขนส่งในกรุงจาการ์ตาได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เหลือของเกาะชวาซึ่งมีประชากรกว่า135 ล้านคน และมีผลผลิตทางเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 60 ของประเทศ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการอย่างมาก เมืองใหญ่อื่นๆ ได้แก่ บันดุง เซมารัง และสุราบายา ล้วนประสบกับปัญหาการจราจรติดขัด ในขณะที่โครงข่ายรถไฟระหว่างเมืองยังมีข้อจำกัด โดยยังเป็นรถไฟทางเดี่ยว มีขบวนรถและระบบอาณัติสัญญาณที่ล้าสมัย มีเพียงถนนหลัก 2 สายที่เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของเกาะชวา การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มสูงเป็นร้อยละ 17 และส่งผลต่อราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีต้นทุนโลจิสติกส์เพียงร้อยละ 10
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ร้อยละ 6-6.5 แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 7-9 หากโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อปี 2538-2539 รัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประมาณร้อยละ 8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) แต่หลังจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของเอเชียในช่วงตั้งแต่ปี 2540 ทำให้การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลง โดยเหลือเพียงร้อยละ 2.1 ในปี 2554
ในปี 2555 การลงทุนได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการริเริ่มแผนพัฒนาประเทศระยะกลาง พ.ศ. 2553-2557 (National Medium-Term Development Plan 2010-2014) วงเงิน 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพัฒนาตามแผนแม่บทการเร่งรัดและขยายการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย (Masterplan for the Acceleration and Expansion of Indonesia’s Economic Development) วงเงิน 468,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพิ่ม GDP เป็น 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 และอินโดนีเซียจะต้องติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก
ภายใต้แผนแม่บทดังกล่าวมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง จำนวน 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.32 ล้านล้านบาท) ซึ่งได้รวมโครงการพัฒนารถไฟในเกาะต่างๆ ภายในระยะเวลา 11ปี รวม 49 โครงการ วงเงิน 47,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.46 ล้านล้านบาท) ไว้ด้วย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซีย (Dr.Bambang Susantono) กล่าวว่า ในปี 2557 งบประมาณสำหรับรถไฟจะมีจำนวนสูงที่สุดในกระทรวงคมนาคม เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางถนนมาเป็นระบบราง ที่ผ่านมานโยบายการขนส่งมุ่งเน้นการพัฒนาทางถนนส่งผลให้ปัจจุบันต้องประสบปัญหาจราจรติดขัดบนทางหลวงสายหลักของอินโดนีเซียแนวทางนี้จะเป็นการแก้ปัญหาทั้งการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าวิสัยทัศน์ของอินโดนีเซีย คือ การมีโครงข่ายรถไฟเพื่อเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า
ขั้นตอนหลักในบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดให้บริการรถไฟทางคู่ช่วงกรุงจาการ์ตา-สุราบายาระยะทาง 727 กิโลเมตร (ในเดือนมีนาคม 2557) รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางใหม่ ระยะทาง 465.5 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่าง 2 เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะชวาได้มากกว่าร้อยละ 300 โดยปัจจุบันการขนส่งทางถนนระหว่างกรุงจาการ์ตากับสุราบายา มีปริมาณ 2 ล้าน TEU ต่อปี อินโดนีเซียจึงต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบราง โดยมีเป้าหมาย 1 ล้าน TEU ต่อปี
ปัจจุบันรถไฟอินโดนีเซียมีปริมาณการขนส่งสินค้าเพียง 200,000 TEU ต่อปี ในเดือนธันวาคม 2556 การรถไฟของอินโดนีเซีย (Indonesian Railway Directorate) ได้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเปกาลองกัน-เซมารัง แล้วเสร็จ และคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟจาก ร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 15 ของการขนส่งสินค้าทั้งหมดภายในปี 2573 การดึงดูดให้มีการขนส่งทางรถไฟเพิ่มขึ้นจะเกิดจากการเชื่อมต่อโครงข่ายเข้าท่าเรือในกรุงจาการ์ตา ซีเรบอน เซมารัง และสุราบายา
โครงการรถไฟเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่บรรจุในแผนแม่บทฯ การลงทุนดังกล่าวรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้หวังผลตอบแทนทางการเงิน ในการลงทุนเกี่ยวกับรถไฟ นอกจากทางรถไฟ จะมีการปรับปรุงให้เป็นระบบรถไฟไฟฟ้าและปรับปรุงสถานี ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียระบุว่า โครงการรถไฟมีความสำคัญในทุกพื้นที่แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรไม่มากนัก เนื่องจากรัฐจำเป็นต้องเชื่อมโยงพื้นที่ดังกล่าวกับพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเจริญมากกว่า
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอินโดนีเซียจะดำเนินการโดยภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจแต่ก็มีการเปิดให้รัฐบาลท้องถิ่นร่วมลงทุนกับรัฐบาลกลางภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการหรือให้บริการจากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐพัฒนาขึ้น ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียใช้ความระมัดระวังมากในการค้ำประกันเงินกู้สำหรับการดำเนินโครงการ การที่ภาครัฐไม่พิจารณาบริหารความเสี่ยงเป็นรายโครงการและการไม่ให้ความคุ้มครองหรือให้การสนับสนุนในทำนองเดียวกันกับที่รัฐบาลประเทศอื่นทำให้นักลงทุนภาคเอกชนปฏิเสธหรือชะลอการลงทุนออกไปดังนั้น ในการพัฒนาตามแผนแม่บทฯ
นอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ริเริ่มการส่งเสริมเอกชนร่วมลงทุนในโครงการรถไฟ 3 วิธีการ ดังนี้
1. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในรูปแบบสัมปทาน เป็นรูปแบบที่ภาครัฐจัดให้มีทางรถไฟและเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาให้บริการเดินรถ โดยมีการให้สัมปทานการให้บริการขนส่งมวลชนซึ่งมีเงื่อนไขในการแข่งขันว่าผู้เสนอราคาที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐน้อยที่สุดจะได้รับการคัดเลือกในรูปแบบนี้ภาครัฐจะให้การสนับสนุนทางการเงิน 2 ประเภท คือ
1.1 กระทรวงการคลังให้การสนับสนุนผ่านกองทุน Viability Gap Fund (VGF) โดยจะนำเงินในกองทุนมาชดเชยส่วนที่เอกชนต้องขาดทุนจากการควบคุมราคาค่าโดยสาร ทำให้การดำเนินการไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
1.2 รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ผ่านกองทุนค้ำประกันโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซีย (Indonesia Infrastructure Guarantee Fund) สำหรับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนภาคเอกชนภายในประเทศและต่างประเทศ
2. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Zone: FTZ) ซึ่งมีการจูงใจทางทางภาษีสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนในพื้นที่ที่กำหนด โดยมีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่ผ่อนปรนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ และการให้ความสะดวกเป็นกรณีพิเศษในการออกใบอนุญาตต่างๆ ผ่านหน่วยงานบริหาร SEZ/FTZ
3. การออกใบอนุญาตสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ
บริษัทเอกชนจะได้รับอนุญาตให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้งบประมาณของตัวเองโดยต้องดำเนินการตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและด้านความมั่นคงที่รัฐกำหนดวิธีนี้จะดึงดูดบริษัทที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าปริมาณมากระหว่างแหล่งผลิตและแหล่งบริโภค เช่น ในกิจการเหมืองแร่
การดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ จะเน้นการลงทุนซึ่งจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น มีการระบุว่าร้อยละ 85 ของผลผลิตของโครงการก่อสร้างต้องใช้วัสดุภายในประเทศ (Local Content) หรือร้อยละ 90 ต้องจัดซื้อจัดจ้างจากบริษัทเอกชนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบางโครงการก็ได้เปิดให้ใช้ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วย
แม้ว่าในปี 2557 นี้ อินโดนีเซียจะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซียจะสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯอย่างต่อเนื่องโดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ประชาชนชาวอินโดนีเซียทุกคนมั่นใจในการดำเนินโครงการพัฒนาด้านรถไฟตามแผนแม่บทฯ และที่สำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ทุกคนรู้ดีว่าในปัจจุบันการขนส่งทางถนนสร้างภาระให้ประเทศมากและจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาใช้ระบบรางหรือการขนส่งชายฝั่งให้มากยิ่งขึ้นรัฐบาลใหม่จะมองว่าการลงทุนเป็นโอกาสซึ่งไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาลเอง แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น
ข้อมูล : สำนักงานนโยบายและแผนการจราจรและขนส่ง(สนข.)
.
2557-01-22
ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์
.
ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ
โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์ madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390312336
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:02:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 มกราคม 2557 )
"ลักษณะสำคัญที่เป็นหัวใจของกรุงเทพฯคือความวุ่นวาย"
(RossKing-Reading Bangkok-National University of Singapore Press-2011)
ข้อเขียนของผมชิ้นนี้เขียนขึ้นในโอกาสครบรอบหกวันของการประกาศ "ปิดกรุงเทพฯ" ของ กปปส.
เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าทำไม กปปส "ปิดกรุงเทพฯ" ไม่สำเร็จมาแล้วอย่างน้อยหกวัน
อนึ่งงานเขียนชิ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ "จุดยืนทางการเมือง" (political stand) หากแต่เป็นเรื่อง "การเมือง" (city affairs) ล้วนๆ (ฮา)
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯ นั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรนั้นก็สุดแท้แต่จะจินตนาการ เช่นเมืองเป็นอัมพาต ทหารต้องออกมาทำหน้าที่ "ทะลวงท่อ" (ศัพท์ที่ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ใช้บ่อยเพื่อเปรียบการรัฐประหารว่าเสมือนกับการแก้ทางตันทางการเมือง) หรือทำให้รัฐล้มเหลว ฯลฯ
แต่ที่น่าสนใจก็คือ การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ทำให้กรุงเทพฯนั้นถูกปิดลงเลยในฐานะของ "มหานคร" ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความพิศวงงงงวยและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งของผู้คนทั่วโลก (แน่นอนว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกนั้นไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯได้มาง่ายๆ หรอกครับ แต่เพราะกรุงเทพฯมันมีความมหัศจรรย์ "อย่างแรง" ต่างหาก)
พูดง่ายๆ ว่า ขนาดเราคิดกันแทบตายมาตั้งจะเกือบหกสิบปีแล้วว่าจะทำอย่างไรถึงจะ "วางแผน วางผัง" เมืองกรุงเทพฯให้ได้ เรายังทำไม่ได้เลย ดังนั้นเราจะปิดกรุงเทพฯจริงๆ นั้นจะทำได้ง่ายๆ เชียวหรือ?
แน่นอนว่า การสร้างผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯโดยรู้สึกว่าจะทำให้วุ่นวายมากขึ้นนั้นย่อมเป็นจินตนาการที่ไม่อาจห้ามได้แต่เอาเข้าจริงการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯนั้นทำได้ไม่ยาก แต่จะทำให้ความวุ่นวายดังกล่าวนั้นกลายเป็นเรื่องของการปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด
หุหุ ... ฟันธงเลยก็ได้ว่า ล้มรัฐบาลนั้นน่าจะง่ายกว่าล้มกรุงเทพฯหละครับ ... ไม่เชื่อถามผู้ว่าราชการกรุงเทพฯดูสิครับ ขนาดเป็นมาสองสมัยและพรรคตัวเองเป็นมาตั้งนานแล้ว สามารถบริหารกรุงเทพฯได้อย่างที่หวังไหมหล่ะครับผม?
เอาเป็นว่าทำไมกรุงเทพฯนั้นปิดไม่ได้ง่ายๆ? นี่ขนาดมวลมหาประชาชนที่ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้วยังปิดกรุงเทพฯไม่ได้?
คำตอบประการที่หนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯมาหกวันแล้ว(ถึงวันอาทิตย์ที่ 19) นั้นสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขา "ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกวัน"
กล่าวง่ายๆ ก็คือ มายาคติที่ว่าคนที่ทำให้กรุงเทพฯวุ่นวายนั้นคือพวกที่มาจากต่างจังหวัด พวกคนจน คนไม่มีระเบียบ ซึ่งควรจะส่งพวกเขากลับไปต่างจังหวัด ดังที่คิดๆ กันอยู่ หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อสาม-สี่ปีก่อนนั้น
เอาเข้าจริงก็พูดได้ยากว่า คราวนี้การปิดกรุงเทพฯเป็นเรื่องของม็อบผู้ดีมีมารยาทเท่านั้น เพราะสุดท้ายคนดีมีมารยาททั้งจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเองนั้นก็ยังทำกิจกรรมที่สร้างความวุ่นวายบนท้องถนนต่อไป
กล่าวง่ายๆก็คือการเข้าไปสกัดขัดขวางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯจากคนมากหน้าหลายตาด้วยคนมากหน้าหลายตา ที่ออกมายืนบนท้องถนน หรือเคลื่อนตัวบนท้องถนนนั้นก็กลายเป็นกิจกรรมของความปกติ ที่ไม่ว่าคนหน้าไหนก็ทำเหมือนๆ กัน
การปิดกรุงเทพฯในความหมายของการปิดสี่แยกนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะการทำให้รถติดนั้นเป็นเรื่องที่เจอกันบ่อยๆ ทั้งการปิดถนนชั่วคราว การมีเทศกาล และการที่ถนนปิดตัวเองเนื่องจากการจราจรติดขัดอย่างหนักหน่วงอยู่บ่อยๆ
"การปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกๆ วัน" ของ "ผู้ที่ปิดกรุงเทพฯในช่วงนี้" นั้นยังสามารถขยายความเข้าใจเพิ่มเติมไปด้วยการสร้างเรื่องราวว่าถนนที่ถูกปิดนั้นจะเอาไปทำอะไรนอกจากการฟังปราศรัยและความบันเทิงจากดนตรีและการแสดงก็ด้วยการ "สร้างตลาดนัด" เล็กๆ ขึ้นในพื้นที่ที่ปิดนั่นแหละครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ การทำให้เกิดความปกติของผู้ที่พยายามเชื่อว่าการปิดกรุงเทพฯนั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ ก็คือ การทำให้เกิดการซื้อขายของในพื้นที่ที่ปิดตัวลง เพื่อให้รู้สึกถึงความสนุก ผ่อนคลาย และมีความเป็นชุมชนเดียวกัน และสร้างภาพของการปิดกรุงเทพฯที่ไม่รุนแรงและเป็นปกติ
ไม่นับรวมซุ้มกิจกรรมต่างๆ ของความบันเทิงเริงรมย์ ด้วยนะครับ
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ปิดในแง่ไม่มีกิจกรรม แต่เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและขัดกันเองว่าปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างกิจกรรมที่คนควรจะออกมาเข้าร่วมตามที่พวกเขาต้องการ
ดังนั้นการปิดกรุงเทพฯจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องการ"สร้างที่ว่าง" แต่ต้องการเปลี่ยนความหมายของพื้นที่ และสร้างสถานที่แบบใหม่เสียมากกว่า (ตรงนี้ให้ดูความพิสดารของคำว่า space ที่หมายถึงทั้งที่ว่าง และพื้นที่ที่พร้อมจะถูกสร้างความหมายและกิจกรรมต่างๆ ลงไป และหมายถึงการสร้างสถานที่ - place making) ได้ด้วย
กล่าวโดยสรุป คนที่ปิดกรุงเทพฯวันนี้ เมื่อรู้สึกว่า (หรือถ้าเชื่อว่า) ตนนั้นปิดกรุงเทพฯสำเร็จ หรือได้เปลี่ยนกรุงเทพฯไปในทางที่ตนต้องการนั้น เขาอาจจะลืมไปว่าถ้าเขารู้สึกว่าเขาทำอะไรกับกรุงเทพฯก็ได้ตามที่เขาเชื่อ นั้นก็ย่อมหมายถึงว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในกรุงเทพฯในทุกๆ วันอยู่แล้ว และพวกเขานั่นแหละที่ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทำให้คนอื่นเดือดร้อนมิรู้จบอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้รู้สึกตัวว่าเขาสร้างปัญหาให้กับกรุงเทพฯมาโดยตลอดนั่นแหละครับ
เรื่องการปิดกรุงเทพฯยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่อมาก็คือ เรื่องของการพิจารณาว่าตกลงปิดสำเร็จจริงไหมในแง่ของยุทธวิธีทางการเมือง
ซึ่งก็ขอตอบว่าไม่สำเร็จ
ถ้าเทียบกับการพยายามไปปิดสถานที่ราชการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดสี่แยกนั้นไม่สำเร็จเท่ากับปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่เชื่อว่าทำให้ "รัฐล้มเหลว" (failed state) แต่ในอีกทางหนึ่งนั้น การปิดกรุงเทพฯไม่ได้ทำให้ "เมืองล้มเหลว" (failed city)
ทั้งนี้ เพราะกรุงเทพฯนั้นมีหัวใจสำคัญที่ธุรกิจและความวุ่นวายที่ทุกคนสามารถปรับตัวดิ้นรนได้ ขณะที่ในมุมมองที่มีกับรัฐนั้น เราเชื่อว่ารัฐมีการ "สั่งการ" จากศูนย์กลาง และจากบนลงล่าง
กล่าวคือ เมื่อพยายามไปล้อมหรือปิดระบบราชการนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามที่จะจัดการกับตัวข้าราชการ ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนผู้รับคำสั่งจากรัฐ
แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะปิดเมือง คุณจะไปสั่งใคร? คุณจะสั่งพลเรือนทั้งหมดของเมืองได้อย่างไร? และที่สำคัญเมื่อไม่ได้จัดการปิดธุรกิจโดยตรงแบบที่สั่งการรัฐ (และที่มากกว่านั้นจะต้องสร้างภาพว่าธุรกิจนั้นเปิดทำการได้ปกติ และมีกำไรมากขึ้น รวมทั้งเชื้อเชิญให้มาขายของในม็อบ รวมทั้งต้องไม่สร้างภาพม็อบให้น่าหวาดกลัว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีคนมาร่วมม็อบ ที่ต้องการภาพความอลังการทางสายตา (spectacle) ของการเข้าร่วมเข้าไปด้วย)
หึหึ "ธุรกิจ" และ "ความไม่เป็นทางการ" (informality) ของชีวิตกรุงเทพฯนี่แหละครับที่จัดการยาก ไม่เชื่อลองไปจัดการมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ให้ทำมาหากินตอนมีม็อบสิครับ ไม่ใช่แค่จัดการรถเมล์ รถตู้ และรถแท็กซี่เท่านั้น?
มิพักต้องพูดถึงว่า การจัดการชุมนุมที่ตอนแรกอ้างว่าจะมียี่สิบจุด และสุดท้ายกลายมาเป็นแค่สี่แยกไม่กี่แห่งในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นใจกลางเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ เอาเข้าจริงก็ไม่ต้องการให้ปิดจริงๆ เพียงแต่ต้องการสร้างกิจกรรมให้เกิดการชุมนุมเท่านั้น ยังหลงลืมไปว่า กรุงเทพฯนั้นมีการใช้พื้นที่ที่ผสมปนเป และมีความกระจัดกระจายสูง ซึ่งในแง่นี้จึงมีความคงทนที่จะอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตและความวุ่นวาย (ซึ่งก็มีทุกวันอยู่แล้ว)
คนจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯจึงอาจจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการปิดกรุงเทพฯบางส่วนดังที่เป็นอยู่และยิ่งเมื่อต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อให้มีการชุมนุมด้วยแล้วยิ่งจะต้องผ่อนปรนให้มีการเคลื่อนที่เพื่อมาชุมนุมอีกต่างหาก
ที่สำคัญ การจัดการปิดแยกปทุมวันนั้นจัดการง่ายกว่าการปิดแยกอื่นๆ ที่เป็นแยกธุรกิจเต็มตัว และพื้นที่ก็เล็กกว่า และเข้าถึงได้ไม่ยาก กล่าวคือแยกปทุมวันมีเจ้าของที่ต้องเคลียร์ไม่มาก และไม่ต้องมีภาพที่จะต้องขัดแย้งกับเอกชนเต็มตัวเหมือนแยกราชประสงค์ ที่มีสมาคมผู้ประกอบการอย่างชัดแจ้ง
นอกจากนี้ถ้าคนที่วางแผนจะปิดกรุงเทพฯได้มีความรู้เรื่องเมืองกรุงเทพฯอีกสักหน่อย หรืออ่านหนังสือที่วิเคราะห์กรุงเทพฯอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นงานของ Ross King อดีตศาสตราจารย์และคณบดีคณะสถาปัตย์ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ก็คงจะเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น เว้นแต่ว่าต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างความกดดันไปสู่เงื่อนไขความรุนแรงทางใดทางหนึ่งนั่นแหละครับ
คิงชี้ให้เห็นว่าความวุ่นวายในกรุงเทพฯนั้นถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการสำคัญสามกระบวนการ
กระบวนการที่หนึ่งก็คือการนำเอาของที่ไม่ลงรูปลงรอยและไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน (juxtapositions) ซึ่งความไร้ระเบียบพวกนี้ในโลกตะวันตกเขาพยายามจะหลีกเลี่ยง แต่เรื่องนี้กลับเป็นหัวใจของบ้านเราที่เจออะไรผสมปนเปกันไปหมด เสียจนกลายเป็นความวุ่นวายอันทรงเสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยวและนักวิชาการที่พยายามค้นหาและอธิบายกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเรื่องของผังเมือง
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สอง ก็คือเรื่องของการพยายามที่จะเอาอะไรมาทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ (superimpositions) ในความหมายที่ว่ามี "ชั้น" (layers) ของกิจกรรมต่างๆ ที่ทับกันไปเรื่อยๆ เช่นมีการขายของซ้อนไปบนทางเท้า หรือมีแผงลอยหน้าตึกขายของปกติ รวมทั้งมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ซ้อนไปบนกิจกรรมอื่นๆ โดยในความหมายนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เพียงแค่อยู่ร่วมกัน แต่อาจมีลักษณะของการกดทับกัน หรือซ่อนเร้นความหมายอื่นๆ เอาไว้ ซึ่งทำให้เราต้องมาเข้าใจว่ากิจกรรมบนพื้นที่ที่เกิดขึ้นนั้น มันปกปิดหรือกดทับความหมายหรือการใช้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นอยู่
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สามก็คือการมองว่าความวุ่นวายนั้นอาจเป็นสื่อกลางในการสร้างความคงทนและดิ้นรนเอาตัวรอด(resilience and survival) หรือแม้กระทั่งเป็นการต่อต้าน (resistance) ในความหมายทั้งการดิ้นรนในกระบวนการแห่งความวุ่นวาย (ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นความวุ่นวาย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นรถลงเรือ หรือเข้าไปตามคูคลอง มอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อไปให้ถึงที่หมายและที่ทำงาน หรือกลับบ้าน อาจจะเป็นชีวิตอันสุดแสนจะปกติของผู้คนในเมืองในแต่ละวันก็ได้
ที่สำคัญ คิง ชี้ว่าหัวใจสำคัญของความวุ่นวายในกรุงเทพฯที่ซ่อนอยู่ในสามกระบวนการก็คือรากฐานของกรุงเทพฯที่เติบโตขึ้นมาจากการสร้างอาณานิคมภายในหรือการยึดครองตัวเอง(self-colonization) ของกรุงเทพฯต่อส่วนอื่นๆ ของประเทศ และของผู้นำและคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนอื่นๆ ของประเทศ
และที่สำคัญ เมื่อดูจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ย่อมชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่การเลือกตั้ง และการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ นอกกรุงเทพฯนั้นกำลังทำลายการครองความคิดและสถาปนา/ครองความเป็นเจ้า (hegemony) ของกรุงเทพฯและชนชั้นที่มีอำนาจในกรุงเทพฯให้เสื่อมถอยลงทุกวัน
ในหนังสือเรื่อง "อ่านกรุงเทพฯ" ของคิงนั้นยังพูดถึงพื้นที่กรุงเทพฯไว้น่าสนใจ ว่ามี "ภูมิทัศน์แห่งการครอบงำ (ตัวเอง)" (landscape of (self) - colonization) โดยเฉพาะอยู่ห้าพื้นที่หลัก นั่นก็คือ เมืองเก่า (ธนบุรี - เกาะรัตนโกสินทร์) พื้นที่สมัยใหม่ยุคแรก (เจริญกรุง สีลม และราชดำเนิน) พื้นที่แห่งธุรกิจและการบริโภค (สุขุมวิท) พื้นที่แห่งความเจริญที่เต็มไปด้วยความเสื่อมและความขัดแย้ง (รัชดา และ สลัมคลองเตย) และพื้นที่แห่งการครอบงำทางความคิด (มหาวิทยาลัย)
จะว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็กระไรอยู่ หากแต่การปักวางพื้นที่ไว้ครอบคลุมทั้งห้าพื้นที่นี้ในทางใดทางหนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าใจถึงความสำคัญต่อพื้นที่แห่งการครอบงำอยู่ไม่น้อย
หากแต่จะสะท้อนถึงความเข้าใจการผลิตความวุ่นวายในพื้นที่ในสามกระบวนการของพื้นที่ทั้งห้ามากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่สำคัญเมื่อเข้าใจว่าสังคมไทยเป็นสังคมของการครอบงำต่อกันเป็นชั้นๆและการรักษาผิวหน้าของปรากฏการณ์ต่างๆ ให้ดูดี คิง เองก็ไม่แปลกใจว่าทำไมนักวิชาการไทยโดยเฉพาะปัญญาชนสาธารณะถึงชอบพูดถึงการ "ปฏิรูปการเมือง" กันนัก เมื่อเทียบกับเรื่องหลักๆ ในระดับโครงสร้างที่สังคมกรุงเทพฯนั้นครอบงำส่วนอื่นๆ ของประเทศเอาไว้โดยตลอดอย่างยาวนานนับตั้งแต่การตั้งกรุงทพฯเมื่อสองร้อยกว่าปีนั่นแหละครับ
มาดูกันดีกว่าครับว่า ในระยะยาวนั้น รัฐจะล้มเหลว เมืองจะล้มเหลว หรือ ม็อบจะล้มเหลว ?
ยิ่งกว่านั้นถ้าม็อบดันเกิดล้มเหลวขึ้นมา อะไรกันแน่ที่จะล้มเหลวและพังทลายตามมาอีกมากมายครับผม ...
_________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ
โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์ madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390312336
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:02:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 มกราคม 2557 )
"ลักษณะสำคัญที่เป็นหัวใจของกรุงเทพฯคือความวุ่นวาย"
(RossKing-Reading Bangkok-National University of Singapore Press-2011)
ข้อเขียนของผมชิ้นนี้เขียนขึ้นในโอกาสครบรอบหกวันของการประกาศ "ปิดกรุงเทพฯ" ของ กปปส.
เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าทำไม กปปส "ปิดกรุงเทพฯ" ไม่สำเร็จมาแล้วอย่างน้อยหกวัน
อนึ่งงานเขียนชิ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ "จุดยืนทางการเมือง" (political stand) หากแต่เป็นเรื่อง "การเมือง" (city affairs) ล้วนๆ (ฮา)
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯ นั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรนั้นก็สุดแท้แต่จะจินตนาการ เช่นเมืองเป็นอัมพาต ทหารต้องออกมาทำหน้าที่ "ทะลวงท่อ" (ศัพท์ที่ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ใช้บ่อยเพื่อเปรียบการรัฐประหารว่าเสมือนกับการแก้ทางตันทางการเมือง) หรือทำให้รัฐล้มเหลว ฯลฯ
แต่ที่น่าสนใจก็คือ การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ทำให้กรุงเทพฯนั้นถูกปิดลงเลยในฐานะของ "มหานคร" ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความพิศวงงงงวยและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งของผู้คนทั่วโลก (แน่นอนว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกนั้นไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯได้มาง่ายๆ หรอกครับ แต่เพราะกรุงเทพฯมันมีความมหัศจรรย์ "อย่างแรง" ต่างหาก)
พูดง่ายๆ ว่า ขนาดเราคิดกันแทบตายมาตั้งจะเกือบหกสิบปีแล้วว่าจะทำอย่างไรถึงจะ "วางแผน วางผัง" เมืองกรุงเทพฯให้ได้ เรายังทำไม่ได้เลย ดังนั้นเราจะปิดกรุงเทพฯจริงๆ นั้นจะทำได้ง่ายๆ เชียวหรือ?
แน่นอนว่า การสร้างผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯโดยรู้สึกว่าจะทำให้วุ่นวายมากขึ้นนั้นย่อมเป็นจินตนาการที่ไม่อาจห้ามได้แต่เอาเข้าจริงการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯนั้นทำได้ไม่ยาก แต่จะทำให้ความวุ่นวายดังกล่าวนั้นกลายเป็นเรื่องของการปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด
หุหุ ... ฟันธงเลยก็ได้ว่า ล้มรัฐบาลนั้นน่าจะง่ายกว่าล้มกรุงเทพฯหละครับ ... ไม่เชื่อถามผู้ว่าราชการกรุงเทพฯดูสิครับ ขนาดเป็นมาสองสมัยและพรรคตัวเองเป็นมาตั้งนานแล้ว สามารถบริหารกรุงเทพฯได้อย่างที่หวังไหมหล่ะครับผม?
เอาเป็นว่าทำไมกรุงเทพฯนั้นปิดไม่ได้ง่ายๆ? นี่ขนาดมวลมหาประชาชนที่ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้วยังปิดกรุงเทพฯไม่ได้?
คำตอบประการที่หนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯมาหกวันแล้ว(ถึงวันอาทิตย์ที่ 19) นั้นสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขา "ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกวัน"
กล่าวง่ายๆ ก็คือ มายาคติที่ว่าคนที่ทำให้กรุงเทพฯวุ่นวายนั้นคือพวกที่มาจากต่างจังหวัด พวกคนจน คนไม่มีระเบียบ ซึ่งควรจะส่งพวกเขากลับไปต่างจังหวัด ดังที่คิดๆ กันอยู่ หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อสาม-สี่ปีก่อนนั้น
เอาเข้าจริงก็พูดได้ยากว่า คราวนี้การปิดกรุงเทพฯเป็นเรื่องของม็อบผู้ดีมีมารยาทเท่านั้น เพราะสุดท้ายคนดีมีมารยาททั้งจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเองนั้นก็ยังทำกิจกรรมที่สร้างความวุ่นวายบนท้องถนนต่อไป
กล่าวง่ายๆก็คือการเข้าไปสกัดขัดขวางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯจากคนมากหน้าหลายตาด้วยคนมากหน้าหลายตา ที่ออกมายืนบนท้องถนน หรือเคลื่อนตัวบนท้องถนนนั้นก็กลายเป็นกิจกรรมของความปกติ ที่ไม่ว่าคนหน้าไหนก็ทำเหมือนๆ กัน
การปิดกรุงเทพฯในความหมายของการปิดสี่แยกนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะการทำให้รถติดนั้นเป็นเรื่องที่เจอกันบ่อยๆ ทั้งการปิดถนนชั่วคราว การมีเทศกาล และการที่ถนนปิดตัวเองเนื่องจากการจราจรติดขัดอย่างหนักหน่วงอยู่บ่อยๆ
"การปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกๆ วัน" ของ "ผู้ที่ปิดกรุงเทพฯในช่วงนี้" นั้นยังสามารถขยายความเข้าใจเพิ่มเติมไปด้วยการสร้างเรื่องราวว่าถนนที่ถูกปิดนั้นจะเอาไปทำอะไรนอกจากการฟังปราศรัยและความบันเทิงจากดนตรีและการแสดงก็ด้วยการ "สร้างตลาดนัด" เล็กๆ ขึ้นในพื้นที่ที่ปิดนั่นแหละครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ การทำให้เกิดความปกติของผู้ที่พยายามเชื่อว่าการปิดกรุงเทพฯนั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ ก็คือ การทำให้เกิดการซื้อขายของในพื้นที่ที่ปิดตัวลง เพื่อให้รู้สึกถึงความสนุก ผ่อนคลาย และมีความเป็นชุมชนเดียวกัน และสร้างภาพของการปิดกรุงเทพฯที่ไม่รุนแรงและเป็นปกติ
ไม่นับรวมซุ้มกิจกรรมต่างๆ ของความบันเทิงเริงรมย์ ด้วยนะครับ
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ปิดในแง่ไม่มีกิจกรรม แต่เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและขัดกันเองว่าปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างกิจกรรมที่คนควรจะออกมาเข้าร่วมตามที่พวกเขาต้องการ
ดังนั้นการปิดกรุงเทพฯจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องการ"สร้างที่ว่าง" แต่ต้องการเปลี่ยนความหมายของพื้นที่ และสร้างสถานที่แบบใหม่เสียมากกว่า (ตรงนี้ให้ดูความพิสดารของคำว่า space ที่หมายถึงทั้งที่ว่าง และพื้นที่ที่พร้อมจะถูกสร้างความหมายและกิจกรรมต่างๆ ลงไป และหมายถึงการสร้างสถานที่ - place making) ได้ด้วย
กล่าวโดยสรุป คนที่ปิดกรุงเทพฯวันนี้ เมื่อรู้สึกว่า (หรือถ้าเชื่อว่า) ตนนั้นปิดกรุงเทพฯสำเร็จ หรือได้เปลี่ยนกรุงเทพฯไปในทางที่ตนต้องการนั้น เขาอาจจะลืมไปว่าถ้าเขารู้สึกว่าเขาทำอะไรกับกรุงเทพฯก็ได้ตามที่เขาเชื่อ นั้นก็ย่อมหมายถึงว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในกรุงเทพฯในทุกๆ วันอยู่แล้ว และพวกเขานั่นแหละที่ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทำให้คนอื่นเดือดร้อนมิรู้จบอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้รู้สึกตัวว่าเขาสร้างปัญหาให้กับกรุงเทพฯมาโดยตลอดนั่นแหละครับ
เรื่องการปิดกรุงเทพฯยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่อมาก็คือ เรื่องของการพิจารณาว่าตกลงปิดสำเร็จจริงไหมในแง่ของยุทธวิธีทางการเมือง
ซึ่งก็ขอตอบว่าไม่สำเร็จ
ถ้าเทียบกับการพยายามไปปิดสถานที่ราชการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดสี่แยกนั้นไม่สำเร็จเท่ากับปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่เชื่อว่าทำให้ "รัฐล้มเหลว" (failed state) แต่ในอีกทางหนึ่งนั้น การปิดกรุงเทพฯไม่ได้ทำให้ "เมืองล้มเหลว" (failed city)
ทั้งนี้ เพราะกรุงเทพฯนั้นมีหัวใจสำคัญที่ธุรกิจและความวุ่นวายที่ทุกคนสามารถปรับตัวดิ้นรนได้ ขณะที่ในมุมมองที่มีกับรัฐนั้น เราเชื่อว่ารัฐมีการ "สั่งการ" จากศูนย์กลาง และจากบนลงล่าง
กล่าวคือ เมื่อพยายามไปล้อมหรือปิดระบบราชการนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามที่จะจัดการกับตัวข้าราชการ ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนผู้รับคำสั่งจากรัฐ
แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะปิดเมือง คุณจะไปสั่งใคร? คุณจะสั่งพลเรือนทั้งหมดของเมืองได้อย่างไร? และที่สำคัญเมื่อไม่ได้จัดการปิดธุรกิจโดยตรงแบบที่สั่งการรัฐ (และที่มากกว่านั้นจะต้องสร้างภาพว่าธุรกิจนั้นเปิดทำการได้ปกติ และมีกำไรมากขึ้น รวมทั้งเชื้อเชิญให้มาขายของในม็อบ รวมทั้งต้องไม่สร้างภาพม็อบให้น่าหวาดกลัว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีคนมาร่วมม็อบ ที่ต้องการภาพความอลังการทางสายตา (spectacle) ของการเข้าร่วมเข้าไปด้วย)
หึหึ "ธุรกิจ" และ "ความไม่เป็นทางการ" (informality) ของชีวิตกรุงเทพฯนี่แหละครับที่จัดการยาก ไม่เชื่อลองไปจัดการมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ให้ทำมาหากินตอนมีม็อบสิครับ ไม่ใช่แค่จัดการรถเมล์ รถตู้ และรถแท็กซี่เท่านั้น?
มิพักต้องพูดถึงว่า การจัดการชุมนุมที่ตอนแรกอ้างว่าจะมียี่สิบจุด และสุดท้ายกลายมาเป็นแค่สี่แยกไม่กี่แห่งในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นใจกลางเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ เอาเข้าจริงก็ไม่ต้องการให้ปิดจริงๆ เพียงแต่ต้องการสร้างกิจกรรมให้เกิดการชุมนุมเท่านั้น ยังหลงลืมไปว่า กรุงเทพฯนั้นมีการใช้พื้นที่ที่ผสมปนเป และมีความกระจัดกระจายสูง ซึ่งในแง่นี้จึงมีความคงทนที่จะอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตและความวุ่นวาย (ซึ่งก็มีทุกวันอยู่แล้ว)
คนจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯจึงอาจจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการปิดกรุงเทพฯบางส่วนดังที่เป็นอยู่และยิ่งเมื่อต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อให้มีการชุมนุมด้วยแล้วยิ่งจะต้องผ่อนปรนให้มีการเคลื่อนที่เพื่อมาชุมนุมอีกต่างหาก
ที่สำคัญ การจัดการปิดแยกปทุมวันนั้นจัดการง่ายกว่าการปิดแยกอื่นๆ ที่เป็นแยกธุรกิจเต็มตัว และพื้นที่ก็เล็กกว่า และเข้าถึงได้ไม่ยาก กล่าวคือแยกปทุมวันมีเจ้าของที่ต้องเคลียร์ไม่มาก และไม่ต้องมีภาพที่จะต้องขัดแย้งกับเอกชนเต็มตัวเหมือนแยกราชประสงค์ ที่มีสมาคมผู้ประกอบการอย่างชัดแจ้ง
นอกจากนี้ถ้าคนที่วางแผนจะปิดกรุงเทพฯได้มีความรู้เรื่องเมืองกรุงเทพฯอีกสักหน่อย หรืออ่านหนังสือที่วิเคราะห์กรุงเทพฯอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นงานของ Ross King อดีตศาสตราจารย์และคณบดีคณะสถาปัตย์ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ก็คงจะเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น เว้นแต่ว่าต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างความกดดันไปสู่เงื่อนไขความรุนแรงทางใดทางหนึ่งนั่นแหละครับ
คิงชี้ให้เห็นว่าความวุ่นวายในกรุงเทพฯนั้นถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการสำคัญสามกระบวนการ
กระบวนการที่หนึ่งก็คือการนำเอาของที่ไม่ลงรูปลงรอยและไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน (juxtapositions) ซึ่งความไร้ระเบียบพวกนี้ในโลกตะวันตกเขาพยายามจะหลีกเลี่ยง แต่เรื่องนี้กลับเป็นหัวใจของบ้านเราที่เจออะไรผสมปนเปกันไปหมด เสียจนกลายเป็นความวุ่นวายอันทรงเสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยวและนักวิชาการที่พยายามค้นหาและอธิบายกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเรื่องของผังเมือง
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สอง ก็คือเรื่องของการพยายามที่จะเอาอะไรมาทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ (superimpositions) ในความหมายที่ว่ามี "ชั้น" (layers) ของกิจกรรมต่างๆ ที่ทับกันไปเรื่อยๆ เช่นมีการขายของซ้อนไปบนทางเท้า หรือมีแผงลอยหน้าตึกขายของปกติ รวมทั้งมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ซ้อนไปบนกิจกรรมอื่นๆ โดยในความหมายนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เพียงแค่อยู่ร่วมกัน แต่อาจมีลักษณะของการกดทับกัน หรือซ่อนเร้นความหมายอื่นๆ เอาไว้ ซึ่งทำให้เราต้องมาเข้าใจว่ากิจกรรมบนพื้นที่ที่เกิดขึ้นนั้น มันปกปิดหรือกดทับความหมายหรือการใช้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นอยู่
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สามก็คือการมองว่าความวุ่นวายนั้นอาจเป็นสื่อกลางในการสร้างความคงทนและดิ้นรนเอาตัวรอด(resilience and survival) หรือแม้กระทั่งเป็นการต่อต้าน (resistance) ในความหมายทั้งการดิ้นรนในกระบวนการแห่งความวุ่นวาย (ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นความวุ่นวาย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นรถลงเรือ หรือเข้าไปตามคูคลอง มอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อไปให้ถึงที่หมายและที่ทำงาน หรือกลับบ้าน อาจจะเป็นชีวิตอันสุดแสนจะปกติของผู้คนในเมืองในแต่ละวันก็ได้
ที่สำคัญ คิง ชี้ว่าหัวใจสำคัญของความวุ่นวายในกรุงเทพฯที่ซ่อนอยู่ในสามกระบวนการก็คือรากฐานของกรุงเทพฯที่เติบโตขึ้นมาจากการสร้างอาณานิคมภายในหรือการยึดครองตัวเอง(self-colonization) ของกรุงเทพฯต่อส่วนอื่นๆ ของประเทศ และของผู้นำและคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนอื่นๆ ของประเทศ
และที่สำคัญ เมื่อดูจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ย่อมชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่การเลือกตั้ง และการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ นอกกรุงเทพฯนั้นกำลังทำลายการครองความคิดและสถาปนา/ครองความเป็นเจ้า (hegemony) ของกรุงเทพฯและชนชั้นที่มีอำนาจในกรุงเทพฯให้เสื่อมถอยลงทุกวัน
ในหนังสือเรื่อง "อ่านกรุงเทพฯ" ของคิงนั้นยังพูดถึงพื้นที่กรุงเทพฯไว้น่าสนใจ ว่ามี "ภูมิทัศน์แห่งการครอบงำ (ตัวเอง)" (landscape of (self) - colonization) โดยเฉพาะอยู่ห้าพื้นที่หลัก นั่นก็คือ เมืองเก่า (ธนบุรี - เกาะรัตนโกสินทร์) พื้นที่สมัยใหม่ยุคแรก (เจริญกรุง สีลม และราชดำเนิน) พื้นที่แห่งธุรกิจและการบริโภค (สุขุมวิท) พื้นที่แห่งความเจริญที่เต็มไปด้วยความเสื่อมและความขัดแย้ง (รัชดา และ สลัมคลองเตย) และพื้นที่แห่งการครอบงำทางความคิด (มหาวิทยาลัย)
จะว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็กระไรอยู่ หากแต่การปักวางพื้นที่ไว้ครอบคลุมทั้งห้าพื้นที่นี้ในทางใดทางหนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าใจถึงความสำคัญต่อพื้นที่แห่งการครอบงำอยู่ไม่น้อย
หากแต่จะสะท้อนถึงความเข้าใจการผลิตความวุ่นวายในพื้นที่ในสามกระบวนการของพื้นที่ทั้งห้ามากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่สำคัญเมื่อเข้าใจว่าสังคมไทยเป็นสังคมของการครอบงำต่อกันเป็นชั้นๆและการรักษาผิวหน้าของปรากฏการณ์ต่างๆ ให้ดูดี คิง เองก็ไม่แปลกใจว่าทำไมนักวิชาการไทยโดยเฉพาะปัญญาชนสาธารณะถึงชอบพูดถึงการ "ปฏิรูปการเมือง" กันนัก เมื่อเทียบกับเรื่องหลักๆ ในระดับโครงสร้างที่สังคมกรุงเทพฯนั้นครอบงำส่วนอื่นๆ ของประเทศเอาไว้โดยตลอดอย่างยาวนานนับตั้งแต่การตั้งกรุงทพฯเมื่อสองร้อยกว่าปีนั่นแหละครับ
มาดูกันดีกว่าครับว่า ในระยะยาวนั้น รัฐจะล้มเหลว เมืองจะล้มเหลว หรือ ม็อบจะล้มเหลว ?
ยิ่งกว่านั้นถ้าม็อบดันเกิดล้มเหลวขึ้นมา อะไรกันแน่ที่จะล้มเหลวและพังทลายตามมาอีกมากมายครับผม ...
_________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
2556-10-22
สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน? เสื้อแดงหรือทักษิณ? โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
.
+บทความปี 2555 - ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน 'เสื้อแดง' หรือ 'ทักษิณ'
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน? เสื้อแดงหรือทักษิณ?
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ใน http://prachatai3.info/journal/2013/10/49337
. . Mon, 2013-10-21 13:35
ใจ อึ๊งภากรณ์
รัฐบาลเพื่อไทยหักหลังวีรชนเสื้อแดง นิรโทษกรรมทหารและนักการเมืองมือเปื้อนเลือด หวังทักษิณได้กลับไทย ทิ้งนักโทษทางความคิด 112 ให้ตายในคุก นี่คือผลพวงของการจับมือกันระหว่างชนชั้นปกครองซีกทักษิณและทหาร เป็นสิ่งที่ผมและเลี้ยวซ้ายคาดว่าจะเกิดนานแล้ว เราเถียงกับพวกเสื้อแดงที่เชียร์ยิ่งลักษณ์จนหน้าดำหน้าแดง
... ข้อสรุปที่เราต้องยืนยันอีกครั้งคือ คนเสื้อแดงก้าวหน้าต้องจัดตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมืองอิสระจาก นปช. และเพื่อไทย และต้องไม่พึงพอใจกับการจัดตั้งกระจัดกระจายที่ต่างคนต่างเคลื่อนไหว
ถ้าทักษิณจับมือกับทหารซีกรัฐประหารได้ คนก้าวหน้าน่าจะจับมือกันได้
ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรัฐประหาร 19กันยา มีสองสงครามคู่ขนานคือ.......
หนึ่ง ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ร่วมกันสร้างขบวนการเสื้อแดงและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงโดยอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ และท่ามกลางการต่อสู้มีการตื่นตัวมากขึ้นจนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เริ่มมองสังคมไทยจากมุมมองชนชั้น อย่างน้อยก็มองว่ามีสองฝ่ายหลักคือ “เรา” ที่เป็น “ไพร่” กับ “เขา” ที่เป็น “อำมาตย์” และเสื้อแดงเหล่านี้ต้องการให้มีการเปลี่ยนสังคมไทย ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปขบวนการยุติธรรมด้วย และเขาเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิ่งเหล่านี้
สอง ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้สู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียมแต่อย่างใด เขาไม่ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ไม่ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง และไม่ต้องการให้ปฏิรูปขบวนการยุติธรรม เป้าหมายของเขาคือการกลับมาปรองดองกับคู่ขัดแย้ง และเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด อย่างที่เป็นก่อน 19 กันยา
ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่าเขามองว่าวิกฤตไทยมาจากการทะเลาะกันระหว่างนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก กับทักษิณและพรรคพวกของเขา และแน่นอนคำพูดนี้เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงที่สุด เพราะตัดบทบาทของทหารที่ทำรัฐประหารและฆ่าประชาชนออกไปหมด และลบทิ้ง “สงคราม” ของประชาชนเสื้อแดง เพื่อให้มีแค่การต่อสู้เพื่อตัวทักษิณเอง สรุปแล้วในความฝันของทักษิณ คนเสื้อแดงคือแค่ไพร่รับใช้ทักษิณและพรรคเพื่อไทยเท่านั้น
เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือแค่การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและอภิสิทธิ์ชนซีกทักษิณ นั้นคือสาเหตุที่รัฐบาลปัจจุบันเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไม่เคยสู้เพื่อประชาธิปไตย และหลายคนก็มีประวัติการเป็นโจรอีกด้วย และเป้าหมายของทักษิณกับยิ่งลักษณ์หมายความว่าจะไม่กล่าวถึงอาชญากรรมของทหาร เพราะจับมือจูบปากทหารแล้ว จะไม่ลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอคณะนิติราษฏร์ และจะไม่ป้องกันไม่ให้ทหารแทรกแซงการเมืองอีก
ข้อเสนอให้ฟอกตัวพวกมือเปื้อนเลือดของทักษิณกับเพื่อไทย เป็นการ “ถุยน้ำลายใส่” วีรชนเสื้อแดงที่เสียสละในการต่อสู้ และทำการปรองดองบนซากศพเขา ไม่มีการนำทหารกับนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาล และมีการปล่อยให้นักโทษการเมือง 112 ติดคุกต่อไป คนเหล่านี้ติดคุกเพราะกล้าคิดต่าง เช่นสมยศกับดา
ถ้ามีการนำทหารและนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลในคดี “อาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน” ในอนาคตอาจต้องนำทักษิณมาขึ้นศาลได้ในคดีอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนที่ตากใบ และในเรื่องการฆ่าวิสามัญยาเสพติด ดังนั้นคำวัญสำคัญของชนชั้นปกครองไทยคือ “เรารู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราเสมอ” และกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 คือกฏหมายที่ปกป้องผลประโยชน์ของทหาร นายทุน และข้าราชการชั้นสูง
ผู้เขียนเคยอธิบายมานานแล้วว่ามีการจับมือกันระหว่างทหารกับเพื่อไทย และแม้แต่ อภิสิทธิ์ หรือสุเทพ จะไม่ถูกนำมาลงโทษ แต่บ่อยครั้งเสื้อแดงที่เป็นกองเชียร์ของรัฐบาลจะหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ มาเถียง และกล่าวหาว่าผมรีบสรุปเกินไป ตอนนี้เราเห็นชัดว่าอะไรเกิดขึ้นแล้ว
สำหรับแกนนำ นปช. พวกนี้มองว่าภาระหลักของ นปช. คือการเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณ และการสนับสนุนเป้าหมายของทักษิณและยิ่งลักษณ์ในการนำสังคมไทย “กลับคืนสู่สภาพปกติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด” ดังนั้นทั้งๆ ที่มีการใช้วาจาสร้างภาพว่าจะไม่ “ทอดทิ้งกัน” แกนนำ นปช. ก็ค่อยๆ สลายขบวนการเสื้อแดง และหันหลังให้กับนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ไม่มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ให้ลบผลพวงของรัฐประหาร ให้มีการยกเลิก 112 และให้มีการนำทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาลแต่อย่างใด และเวลาก็ผ่านไปนานแล้วหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง
การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้อแดงในการปฏิรูปสังคมไทยและสามารถหักหลังวีรชนได้ ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจมากเกินไป
ถ้าเราเข้าใจว่าเสื้อแดงก้าวหน้าบกพร่องในการสร้างองค์กรทางการเมืองที่อิสระจาก นปช.
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการออกมาต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดงเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเข้าใจผิดว่าการออกมาต่อสู้ของประชาชนไม่เคยได้อะไร อย่าเข้าใจผิดว่าเราต้องถูกแกนนำหลอกเสมอ
ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ เช่นการรณรงค์ของนิติราษฎร์หรือผู้ที่ต้องการจัดการกับกฏหมาย 112 และถ้าพวกเราไม่ได้ออกมาสู้อำมาตย์ก็จะมั่นใจยิ่งกว่านี้ว่าทำอะไรกับเราก็ได้
การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้นปกครองบนซากศพวีรชน... ฆาตกรลอยนวล... อำนาจอำมาตย์ถูกปกป้อง... พรรคการเมืองทำลายความฝันของประชาชน: นั้นคืออ่างน้ำเน่าของการเมืองไทยในรอบห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าเราอยากให้เรื่องแบบนี้จบสักที คนก้าวหน้าต้องรู้จักรวมตัวกันทางการเมืองในลักษณะที่อิสระจากพวก “ผู้ใหญ่” เราต้องมาร่วมกันสร้าง “พรรคสังคมนิยม”
พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้ปฏิบัติการจากคนที่เข้าใจประเด็นการเมืองทางชนชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการขยายความคิดนี้ไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดกลางๆ ระหว่างความก้าวหน้ากับความล้าหลัง หรือระหว่างความเป็นซ้ายกับความเป็นขวา พรรคไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการทำงานกับคนที่ล้าหลังที่สุด ถูกกดขี่มากที่สุด หรือเข้าใจการเมืองน้อยที่สุดเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดง่ายๆ นั้นคือสาเหตุที่พรรคฝ่ายซ้ายควรทำงานกับคนเสื้อแดงก้าวหน้า คนหนุ่มสาว และนักสหภาพแรงงาน
แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะนำไปสู่เสรีภาพแท้ได้ การเปลี่ยนสังคมดังกล่าวต้องเป็นการกระทำของมวลชนส่วนใหญ่เอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มเล็กๆ หรือ "กองหน้า" หรือการกระทำของพรรค “เพื่อปลดแอกคนส่วนใหญ่”
เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้นกลางเท่าไร เพราะในวิกฤตปัจจุบัน และในยุค 6 ตุลา คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในไทยเลือกข้างของความป่าเถื่อน และทั่วโลกมักเป็นพลังสำคัญของกระแสฟัสซิสต์
พรรคสังคมนิยมต้องยึดถือผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม หรือพนักงานปกคอขาว และไม่ว่าจะเป็นคนจนที่เป็นชาวนา ลูกจ้างภาคเกษตร ชนกลุ่มน้อย หรือคนจนในเมือง พรรคต้องเป็นปากเสียงของผู้ถูกกดขี่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิต
พูดง่ายๆ พรรคหรือกลุ่มสังคมนิยมควรรับภาระในการต่อสู้ต่อไปของคนชั้นล่างท่ามกลางการหักหลังทรยศของพรรคเพื่อไทยและ นปช.
+++
บทความของปี 2555
ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน 'เสื้อแดง' หรือ 'ทักษิณ'
ใน http://prachatai.com/journal/2012/09/42468
. . Tue, 2012-09-04 17:42
( ภาพจาก http://thaireddenmark.blogspot.com/2013/02/blog-post_6977.html )
ใจ อึ๊งภากรณ์
ในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 70 ปีก่อน มีสงครามคู่ขนานในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะ คือเยอรมัน อิตาลี่ และญี่ปุ่น เพราะประชาชนธรรมดา โดยเฉพาะมวลชนก้าวหน้า สู้เพื่อทำลายระบบฟาซิสต์เผด็จการ และสู้เพื่อเสรีภาพกับความเท่าเทียม คนจำนวนมากยังสู้เพื่อสังคมนิยมอีกด้วย แต่ฝ่ายชนชั้นปกครองทุนนิยมตลาดเสรีในอังกฤษ สหรัฐ กับฝรั่งเศส และชนชั้นปกครอง “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในเผด็จการคอมมิวนิสต์รัสเซีย สู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและจักรวรรดินิยมเท่านั้น แต่ในการปลุกระดมมวลชนให้รบในกองทัพของรัฐบาล ชนชั้นปกครองต้องใช้วาจาในการสร้างภาพว่า สงครามนั้นเป็น “สงครามต้านฟาสซิสต์เพื่อเสรีภาพ” ในขณะเดียวกัน โรสเวลต์ เชอร์ชิล และสตาลิน เคยแสดงความพร้อมที่จะทำข้อตกลงจับมือกับฟาสซิสต์
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกอย่างผิวเผิน เราอาจมองไม่เห็นว่า สงครามของประชาชน กับสงครามของนายทุนประเทศพันธมิตรต่างกันเท่าไร เพราะทั้งสองรบกับฝ่ายอักษะ วิกฤติไทยหลัง 19 กันยา มีส่วนคล้ายตรงนี้ ถ้าดูผิวเผินอาจมองว่า เสื้อแดงกับทักษิณสู้กับศัตรูเดียวกัน
ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรัฐประหาร 19 กันยา ก็มีสองสงครามคู่ขนานเช่นกัน คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ร่วมกันสร้างขบวนการเสื้อแดงและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงโดยอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ และท่ามกลางการต่อสู้ มีการตื่นตัวมากขึ้นจนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เริ่มมองสังคมไทยจากมุมมองชนชั้น อย่างน้อยก็มองว่า มีสองฝ่ายหลักคือ “เรา” ที่เป็น “ไพร่” กับ “เขา” ที่เป็น “อำมาตย์กับพรรคประชาธิปัตย์ และสลิ่มฟาสซิสต์” และเสื้อแดงเหล่านี้ต้องการให้มีการเปลี่ยนสังคมไทย ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วย และเขาเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิ่งเหล่านี้
แต่ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้สู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียมแต่อย่างใด เขาไม่ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ไม่ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง และไม่ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป้าหมายของเขา คือการกลับมาปรองดองกับคู่ขัดแย้ง และเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด อย่างที่เป็นก่อน 19 กันยา
ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่า เขามองว่า วิกฤตไทยมาจากการทะเลาะกันระหว่างนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก กับทักษิณและพรรคพวกของเขา และแน่นอนคำพูดนี้เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงที่สุด เพราะตัดบทบาทของทหารที่ทำรัฐประหารและฆ่าประชาชนออกไปหมด และลบทิ้ง “สงคราม” ของประชาชนเสื้อแดง เพื่อให้มีแค่การต่อสู้เพื่อตัวทักษิณเอง สรุปแล้ว ในความฝันของทักษิณ คนเสื้อแดงเป็นแค่ไพร่รับใช้ทักษิณเท่านั้น
เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือแค่การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและอภิสิทธิ์ชนซีกทักษิณ นั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลปัจจุบันเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไม่เคยสู้เพื่อประชาธิปไตย และหลายคนก็มีประวัติการเป็นโจรอีกด้วย และเป้าหมายของทักษิณกับยิ่งลักษณ์หมายความว่า จะไม่กล่าวถึงอาชญากรรมของทหาร เพราะจับมือจูบปากทหารแล้ว จะไม่ลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอคณะนิติราษฏร์ และจะไม่ป้องกันไม่ให้ทหารแทรกแซงการเมืองอีก
ในสงครามคู่ขนานที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างน้อยชนชั้นปกครองยังให้เกียรติทหารธรรมดาที่ล้มตายในสงครามบ้าง แต่ในกรณีสงครามเสื้อแดงไม่มีเลย ทักษิณกับเพื่อไทย “ถุยน้ำลายใส่” วีรชนเสื้อแดงที่เสียสละในการต่อสู้ และทำการปรองดองบนซากศพเขา ไม่มีการนำทหารกับนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาล และมีการปล่อยให้นักโทษการเมืองติดคุกต่อไปจนบางคนต้องตายในคุก แต่เราอธิบายได้ เพราะถ้ามีการนำทหารและนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลในคดี “อาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน” ในอนาคตอาจนำทักษิณมาขึ้นศาลได้ในคดีอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนที่ตากใบ และในเรื่องการฆ่าวิสามัญยาเสพติด คำขวัญสำคัญของชนชั้นปกครองไทยคือ “เรารู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราเสมอ” นั้นคือสาเหตุที่ผมเชื่อว่า แม้แต่ อภิสิทธิ์ หรือสุเทพ จะไม่ถูกนำมาลงโทษ อย่าว่าแต่ทหารมือเปื้อนเลือดเลย และสิ่งที่เราเห็นอยู่ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือการสืบคดีสไนเปอร์ เป็นแค่ละครตลกร้ายเท่านั้น
ในสงครามของประชาชนชั้นล่าง สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บ่อยครั้งประชาชนชั้นล่างสามารถปลดแอกตนเองโดยการเอาชนะฝ่ายอักษะได้ โดยไม่อาศัยกองกำลังของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น การปลดแอกเมืองปารีส การปลดแอกประเทศกรีซ หรือมลายู ซึ่งกระทำโดยกองกำลังของแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม แกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกตอนนั้น มองว่าภาระหลักคือการสนับสนุนรัสเซียภายใต้สตาลิน และการเคารพข้อตกลงที่สตาลินมีกับผู้นำตะวันตก ดังนั้นกองกำลังของประชาชนที่ปลดแอกตนเอง กลับยอมมอบอาวุธให้ศัตรูและสลายตัว ผลคือการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของทุนนิยมในฝรั่งเศสและกรีซ และการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของการเป็นอาณานิคมของมลายู
สำหรับสงครามเสื้อแดง แกนนำ นปช. ซึ่งบางคนเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต ก็มองว่า ภาระหลักของ นปช. คือการเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณ และการสนับสนุนเป้าหมายของทักษิณและยิ่งลักษณ์ในการนำสังคมไทย “กลับคืนสู่สภาพปกติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด” ดังนั้นทั้งๆ ที่มีการใช้วาจาสร้างภาพว่าจะไม่ “ทอดทิ้งกัน” แกนนำ นปช. ก็ค่อยๆ สลายขบวนการเสื้อแดง และหันหลังให้กับนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ไม่มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ให้ลบผลพวงของรัฐประหาร ให้มีการยกเลิก 112 และให้มีการนำทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาลแต่อย่างใด และเวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งปีหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งแล้ว
แต่อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดงเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนไม่เคยได้อะไร อย่าเข้าใจผิดว่าเราต้องถูกแกนนำหลอกเสมอ
ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ เช่น การรณรงค์ของนิติราษฎร์หรือผู้ที่ต้องการจัดการกับกฏหมาย 112 และถ้าพวกเราไม่ได้ออกมาสู้ อำมาตย์ก็จะมั่นใจยิ่งกว่านี้ว่า ทำอะไรกับเราก็ได้ เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็อาจไม่เกิดด้วย
การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้อแดงในการปฏิรูปสังคมไทยและสามารถหักหลังวีรชนได้ ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจมากเกินไป ถ้าเราเข้าใจว่า เสื้อแดงก้าวหน้าบกพร่องในการสร้างองค์กรทางการเมืองที่อิสระจาก นปช. เหมือนกับที่ประชาชนก้าวหน้าสมัยสงครามโลก มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถสร้างองค์กรฝ่ายซ้ายที่อิสระจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินได้
การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้นปกครองบนซากศพวีรชน... ฆาตกรลอยนวล... อำนาจอำมาตย์ถูกปกป้อง... พรรคการเมืองทำลายความฝันของประชาชน: นั้นคืออ่างน้ำเน่าของการเมืองไทยในรอบห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าเราอยากให้เรื่องแบบนี้จบสักที คนก้าวหน้าต้องรู้จักรวมตัวกันทางการเมืองในลักษณะที่อิสระจากพวก “ผู้ใหญ่” เราต้องมาร่วมกันสร้าง “พรรคสังคมนิยม”
พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้ปฏิบัติการจากคนที่เข้าใจประเด็นการเมืองทางชนชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการขยายความคิดนี้ไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดกลางๆ ระหว่างความก้าวหน้ากับความล้าหลัง หรือระหว่างความเป็นซ้ายกับความเป็นขวา พรรคไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการทำงานกับคนที่ล้าหลังที่สุด ถูกกดขี่มากที่สุด หรือเข้าใจการเมืองน้อยที่สุดเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดง่ายๆ นั้นคือสาเหตุที่พรรคฝ่ายซ้ายควรทำงานกับคนเสื้อแดง ก่อนที่ขบวนการนี้จะสูญหายไปหมดภายใต้นโยบายของ นปช. และเพื่อไทย
แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะนำไปสู่เสรีภาพแท้ได้ การเปลี่ยนสังคมดังกล่าวต้องเป็นการกระทำของมวลชนส่วนใหญ่เอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มเล็กๆ หรือ "กองหน้า"
พรรคสังคมนิยมต้องยึดถือผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม หรือพนักงานปกคอขาว และไม่ว่าจะเป็นคนจนที่เป็นชาวนา ลูกจ้างภาคเกษตร ชนกลุ่มน้อย หรือคนจนในเมือง พรรคต้องเป็นปากเสียงของผู้ถูกกดขี่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิต
เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้นกลางเท่าไร เพราะในวิกฤตปัจจุบัน และในยุค 6 ตุลา คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในไทยเลือกข้างของความป่าเถื่อน และทั่วโลกมักเป็นพลังสำคัญของกระแสฟาสซิสต์
พรรคจะต้องมีประชาธิปไตยภายใน ไม่ใช่เป็นพรรคของ “ผู้ใหญ่” คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นต้องมีโครงสร้างและระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้สมาชิกธรรมดาเป็นผู้ควบคุมนโยบาย ผู้นำ และผู้แทนของพรรคตลอดเวลา พรรคต้องอาศัยเงินทุนที่เก็บจากสมาชิกในอัตราก้าวหน้าเป็นหลัก คือสมาชิกที่มีเงินเดือนสูงจ่ายมากและคนที่มีรายได้น้อยจ่ายน้อย ไม่ใช่ไปพึ่งเงินทุนจากที่อื่นและตกเป็นเครื่องมือของคนมีเงิน และถึงแม้ว่าพรรคจะมีทุนน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบพรรคนายทุนทุกพรรค คือการเป็นพรรคของมวลชนจริงๆ การดึงคนมาสนับสนุนพรรคจึงทำภายใต้นโยบายที่ชัดเจน และผู้สนับสนุนพรรคจะไม่เข้ามาร่วมภายใต้นโยบายของพรรคเท่านั้น แต่จะได้รับการส่งเสริมให้นำตนเอง และมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายด้วยสิทธิเท่าเทียมกัน
พรรคสังคมนิยมไม่ใช่พรรคประเภทบนลงล่างที่โกหกว่า “คุณเลือกเราเป็น ส.ส. แล้วเราจะทำให้คุณทุกอย่าง” ในระยะสั้นพรรคต้องไม่ตั้งเป้าหลักที่การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา เพราะรัฐสภาไม่ใช่ศูนย์กลางอำนาจแท้ในระบบประชาธิปไตยครึ่งใบของนายทุน การจดทะเบียนพรรคจึงไม่สำคัญ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบปัจจุบันอาจเป็นโอกาสดีสำหรับการโฆษณาแนวคิดในอนาคต พรรคจะต้องเป็นแหล่งรวมของประสบการณ์และทฤษฎีการต่อสู้ แหล่งรวมของนักเคลื่อนไหวไฟแรง และเป็นเครื่องมือในการประสานงานและปลุกระดมการต่อสู้ในหมู่กรรมาชีพกับคนจน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยตามความไฝ่ฝันของเสื้อแดง
พูดง่ายๆ พรรคสังคมนิยมควรรับภาระในการต่อสู้ต่อไปของคนชั้นล่าง ท่ามกลางการหักหลังทรยศของพรรคเพื่อไทยและ นปช.
.
+บทความปี 2555 - ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน 'เสื้อแดง' หรือ 'ทักษิณ'
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน? เสื้อแดงหรือทักษิณ?
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ใน http://prachatai3.info/journal/2013/10/49337
. . Mon, 2013-10-21 13:35
ใจ อึ๊งภากรณ์
รัฐบาลเพื่อไทยหักหลังวีรชนเสื้อแดง นิรโทษกรรมทหารและนักการเมืองมือเปื้อนเลือด หวังทักษิณได้กลับไทย ทิ้งนักโทษทางความคิด 112 ให้ตายในคุก นี่คือผลพวงของการจับมือกันระหว่างชนชั้นปกครองซีกทักษิณและทหาร เป็นสิ่งที่ผมและเลี้ยวซ้ายคาดว่าจะเกิดนานแล้ว เราเถียงกับพวกเสื้อแดงที่เชียร์ยิ่งลักษณ์จนหน้าดำหน้าแดง
... ข้อสรุปที่เราต้องยืนยันอีกครั้งคือ คนเสื้อแดงก้าวหน้าต้องจัดตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมืองอิสระจาก นปช. และเพื่อไทย และต้องไม่พึงพอใจกับการจัดตั้งกระจัดกระจายที่ต่างคนต่างเคลื่อนไหว
ถ้าทักษิณจับมือกับทหารซีกรัฐประหารได้ คนก้าวหน้าน่าจะจับมือกันได้
ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรัฐประหาร 19กันยา มีสองสงครามคู่ขนานคือ.......
หนึ่ง ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ร่วมกันสร้างขบวนการเสื้อแดงและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงโดยอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ และท่ามกลางการต่อสู้มีการตื่นตัวมากขึ้นจนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เริ่มมองสังคมไทยจากมุมมองชนชั้น อย่างน้อยก็มองว่ามีสองฝ่ายหลักคือ “เรา” ที่เป็น “ไพร่” กับ “เขา” ที่เป็น “อำมาตย์” และเสื้อแดงเหล่านี้ต้องการให้มีการเปลี่ยนสังคมไทย ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปขบวนการยุติธรรมด้วย และเขาเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิ่งเหล่านี้
สอง ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้สู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียมแต่อย่างใด เขาไม่ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ไม่ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง และไม่ต้องการให้ปฏิรูปขบวนการยุติธรรม เป้าหมายของเขาคือการกลับมาปรองดองกับคู่ขัดแย้ง และเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด อย่างที่เป็นก่อน 19 กันยา
ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่าเขามองว่าวิกฤตไทยมาจากการทะเลาะกันระหว่างนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก กับทักษิณและพรรคพวกของเขา และแน่นอนคำพูดนี้เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงที่สุด เพราะตัดบทบาทของทหารที่ทำรัฐประหารและฆ่าประชาชนออกไปหมด และลบทิ้ง “สงคราม” ของประชาชนเสื้อแดง เพื่อให้มีแค่การต่อสู้เพื่อตัวทักษิณเอง สรุปแล้วในความฝันของทักษิณ คนเสื้อแดงคือแค่ไพร่รับใช้ทักษิณและพรรคเพื่อไทยเท่านั้น
เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือแค่การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและอภิสิทธิ์ชนซีกทักษิณ นั้นคือสาเหตุที่รัฐบาลปัจจุบันเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไม่เคยสู้เพื่อประชาธิปไตย และหลายคนก็มีประวัติการเป็นโจรอีกด้วย และเป้าหมายของทักษิณกับยิ่งลักษณ์หมายความว่าจะไม่กล่าวถึงอาชญากรรมของทหาร เพราะจับมือจูบปากทหารแล้ว จะไม่ลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอคณะนิติราษฏร์ และจะไม่ป้องกันไม่ให้ทหารแทรกแซงการเมืองอีก
ข้อเสนอให้ฟอกตัวพวกมือเปื้อนเลือดของทักษิณกับเพื่อไทย เป็นการ “ถุยน้ำลายใส่” วีรชนเสื้อแดงที่เสียสละในการต่อสู้ และทำการปรองดองบนซากศพเขา ไม่มีการนำทหารกับนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาล และมีการปล่อยให้นักโทษการเมือง 112 ติดคุกต่อไป คนเหล่านี้ติดคุกเพราะกล้าคิดต่าง เช่นสมยศกับดา
ถ้ามีการนำทหารและนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลในคดี “อาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน” ในอนาคตอาจต้องนำทักษิณมาขึ้นศาลได้ในคดีอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนที่ตากใบ และในเรื่องการฆ่าวิสามัญยาเสพติด ดังนั้นคำวัญสำคัญของชนชั้นปกครองไทยคือ “เรารู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราเสมอ” และกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 คือกฏหมายที่ปกป้องผลประโยชน์ของทหาร นายทุน และข้าราชการชั้นสูง
ผู้เขียนเคยอธิบายมานานแล้วว่ามีการจับมือกันระหว่างทหารกับเพื่อไทย และแม้แต่ อภิสิทธิ์ หรือสุเทพ จะไม่ถูกนำมาลงโทษ แต่บ่อยครั้งเสื้อแดงที่เป็นกองเชียร์ของรัฐบาลจะหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ มาเถียง และกล่าวหาว่าผมรีบสรุปเกินไป ตอนนี้เราเห็นชัดว่าอะไรเกิดขึ้นแล้ว
สำหรับแกนนำ นปช. พวกนี้มองว่าภาระหลักของ นปช. คือการเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณ และการสนับสนุนเป้าหมายของทักษิณและยิ่งลักษณ์ในการนำสังคมไทย “กลับคืนสู่สภาพปกติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด” ดังนั้นทั้งๆ ที่มีการใช้วาจาสร้างภาพว่าจะไม่ “ทอดทิ้งกัน” แกนนำ นปช. ก็ค่อยๆ สลายขบวนการเสื้อแดง และหันหลังให้กับนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ไม่มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ให้ลบผลพวงของรัฐประหาร ให้มีการยกเลิก 112 และให้มีการนำทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาลแต่อย่างใด และเวลาก็ผ่านไปนานแล้วหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง
การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้อแดงในการปฏิรูปสังคมไทยและสามารถหักหลังวีรชนได้ ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจมากเกินไป
ถ้าเราเข้าใจว่าเสื้อแดงก้าวหน้าบกพร่องในการสร้างองค์กรทางการเมืองที่อิสระจาก นปช.
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการออกมาต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดงเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเข้าใจผิดว่าการออกมาต่อสู้ของประชาชนไม่เคยได้อะไร อย่าเข้าใจผิดว่าเราต้องถูกแกนนำหลอกเสมอ
ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ เช่นการรณรงค์ของนิติราษฎร์หรือผู้ที่ต้องการจัดการกับกฏหมาย 112 และถ้าพวกเราไม่ได้ออกมาสู้อำมาตย์ก็จะมั่นใจยิ่งกว่านี้ว่าทำอะไรกับเราก็ได้
การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้นปกครองบนซากศพวีรชน... ฆาตกรลอยนวล... อำนาจอำมาตย์ถูกปกป้อง... พรรคการเมืองทำลายความฝันของประชาชน: นั้นคืออ่างน้ำเน่าของการเมืองไทยในรอบห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าเราอยากให้เรื่องแบบนี้จบสักที คนก้าวหน้าต้องรู้จักรวมตัวกันทางการเมืองในลักษณะที่อิสระจากพวก “ผู้ใหญ่” เราต้องมาร่วมกันสร้าง “พรรคสังคมนิยม”
พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้ปฏิบัติการจากคนที่เข้าใจประเด็นการเมืองทางชนชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการขยายความคิดนี้ไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดกลางๆ ระหว่างความก้าวหน้ากับความล้าหลัง หรือระหว่างความเป็นซ้ายกับความเป็นขวา พรรคไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการทำงานกับคนที่ล้าหลังที่สุด ถูกกดขี่มากที่สุด หรือเข้าใจการเมืองน้อยที่สุดเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดง่ายๆ นั้นคือสาเหตุที่พรรคฝ่ายซ้ายควรทำงานกับคนเสื้อแดงก้าวหน้า คนหนุ่มสาว และนักสหภาพแรงงาน
แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะนำไปสู่เสรีภาพแท้ได้ การเปลี่ยนสังคมดังกล่าวต้องเป็นการกระทำของมวลชนส่วนใหญ่เอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มเล็กๆ หรือ "กองหน้า" หรือการกระทำของพรรค “เพื่อปลดแอกคนส่วนใหญ่”
เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้นกลางเท่าไร เพราะในวิกฤตปัจจุบัน และในยุค 6 ตุลา คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในไทยเลือกข้างของความป่าเถื่อน และทั่วโลกมักเป็นพลังสำคัญของกระแสฟัสซิสต์
พรรคสังคมนิยมต้องยึดถือผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม หรือพนักงานปกคอขาว และไม่ว่าจะเป็นคนจนที่เป็นชาวนา ลูกจ้างภาคเกษตร ชนกลุ่มน้อย หรือคนจนในเมือง พรรคต้องเป็นปากเสียงของผู้ถูกกดขี่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิต
พูดง่ายๆ พรรคหรือกลุ่มสังคมนิยมควรรับภาระในการต่อสู้ต่อไปของคนชั้นล่างท่ามกลางการหักหลังทรยศของพรรคเพื่อไทยและ นปช.
+++
บทความของปี 2555
ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน 'เสื้อแดง' หรือ 'ทักษิณ'
ใน http://prachatai.com/journal/2012/09/42468
. . Tue, 2012-09-04 17:42
( ภาพจาก http://thaireddenmark.blogspot.com/2013/02/blog-post_6977.html )
ใจ อึ๊งภากรณ์
ในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 70 ปีก่อน มีสงครามคู่ขนานในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะ คือเยอรมัน อิตาลี่ และญี่ปุ่น เพราะประชาชนธรรมดา โดยเฉพาะมวลชนก้าวหน้า สู้เพื่อทำลายระบบฟาซิสต์เผด็จการ และสู้เพื่อเสรีภาพกับความเท่าเทียม คนจำนวนมากยังสู้เพื่อสังคมนิยมอีกด้วย แต่ฝ่ายชนชั้นปกครองทุนนิยมตลาดเสรีในอังกฤษ สหรัฐ กับฝรั่งเศส และชนชั้นปกครอง “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในเผด็จการคอมมิวนิสต์รัสเซีย สู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและจักรวรรดินิยมเท่านั้น แต่ในการปลุกระดมมวลชนให้รบในกองทัพของรัฐบาล ชนชั้นปกครองต้องใช้วาจาในการสร้างภาพว่า สงครามนั้นเป็น “สงครามต้านฟาสซิสต์เพื่อเสรีภาพ” ในขณะเดียวกัน โรสเวลต์ เชอร์ชิล และสตาลิน เคยแสดงความพร้อมที่จะทำข้อตกลงจับมือกับฟาสซิสต์
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกอย่างผิวเผิน เราอาจมองไม่เห็นว่า สงครามของประชาชน กับสงครามของนายทุนประเทศพันธมิตรต่างกันเท่าไร เพราะทั้งสองรบกับฝ่ายอักษะ วิกฤติไทยหลัง 19 กันยา มีส่วนคล้ายตรงนี้ ถ้าดูผิวเผินอาจมองว่า เสื้อแดงกับทักษิณสู้กับศัตรูเดียวกัน
ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรัฐประหาร 19 กันยา ก็มีสองสงครามคู่ขนานเช่นกัน คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ร่วมกันสร้างขบวนการเสื้อแดงและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงโดยอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ และท่ามกลางการต่อสู้ มีการตื่นตัวมากขึ้นจนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เริ่มมองสังคมไทยจากมุมมองชนชั้น อย่างน้อยก็มองว่า มีสองฝ่ายหลักคือ “เรา” ที่เป็น “ไพร่” กับ “เขา” ที่เป็น “อำมาตย์กับพรรคประชาธิปัตย์ และสลิ่มฟาสซิสต์” และเสื้อแดงเหล่านี้ต้องการให้มีการเปลี่ยนสังคมไทย ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วย และเขาเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิ่งเหล่านี้
แต่ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้สู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียมแต่อย่างใด เขาไม่ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ไม่ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง และไม่ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป้าหมายของเขา คือการกลับมาปรองดองกับคู่ขัดแย้ง และเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด อย่างที่เป็นก่อน 19 กันยา
ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่า เขามองว่า วิกฤตไทยมาจากการทะเลาะกันระหว่างนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก กับทักษิณและพรรคพวกของเขา และแน่นอนคำพูดนี้เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงที่สุด เพราะตัดบทบาทของทหารที่ทำรัฐประหารและฆ่าประชาชนออกไปหมด และลบทิ้ง “สงคราม” ของประชาชนเสื้อแดง เพื่อให้มีแค่การต่อสู้เพื่อตัวทักษิณเอง สรุปแล้ว ในความฝันของทักษิณ คนเสื้อแดงเป็นแค่ไพร่รับใช้ทักษิณเท่านั้น
เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือแค่การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและอภิสิทธิ์ชนซีกทักษิณ นั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลปัจจุบันเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไม่เคยสู้เพื่อประชาธิปไตย และหลายคนก็มีประวัติการเป็นโจรอีกด้วย และเป้าหมายของทักษิณกับยิ่งลักษณ์หมายความว่า จะไม่กล่าวถึงอาชญากรรมของทหาร เพราะจับมือจูบปากทหารแล้ว จะไม่ลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอคณะนิติราษฏร์ และจะไม่ป้องกันไม่ให้ทหารแทรกแซงการเมืองอีก
ในสงครามคู่ขนานที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างน้อยชนชั้นปกครองยังให้เกียรติทหารธรรมดาที่ล้มตายในสงครามบ้าง แต่ในกรณีสงครามเสื้อแดงไม่มีเลย ทักษิณกับเพื่อไทย “ถุยน้ำลายใส่” วีรชนเสื้อแดงที่เสียสละในการต่อสู้ และทำการปรองดองบนซากศพเขา ไม่มีการนำทหารกับนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาล และมีการปล่อยให้นักโทษการเมืองติดคุกต่อไปจนบางคนต้องตายในคุก แต่เราอธิบายได้ เพราะถ้ามีการนำทหารและนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลในคดี “อาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน” ในอนาคตอาจนำทักษิณมาขึ้นศาลได้ในคดีอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนที่ตากใบ และในเรื่องการฆ่าวิสามัญยาเสพติด คำขวัญสำคัญของชนชั้นปกครองไทยคือ “เรารู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราเสมอ” นั้นคือสาเหตุที่ผมเชื่อว่า แม้แต่ อภิสิทธิ์ หรือสุเทพ จะไม่ถูกนำมาลงโทษ อย่าว่าแต่ทหารมือเปื้อนเลือดเลย และสิ่งที่เราเห็นอยู่ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือการสืบคดีสไนเปอร์ เป็นแค่ละครตลกร้ายเท่านั้น
ในสงครามของประชาชนชั้นล่าง สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บ่อยครั้งประชาชนชั้นล่างสามารถปลดแอกตนเองโดยการเอาชนะฝ่ายอักษะได้ โดยไม่อาศัยกองกำลังของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น การปลดแอกเมืองปารีส การปลดแอกประเทศกรีซ หรือมลายู ซึ่งกระทำโดยกองกำลังของแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม แกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกตอนนั้น มองว่าภาระหลักคือการสนับสนุนรัสเซียภายใต้สตาลิน และการเคารพข้อตกลงที่สตาลินมีกับผู้นำตะวันตก ดังนั้นกองกำลังของประชาชนที่ปลดแอกตนเอง กลับยอมมอบอาวุธให้ศัตรูและสลายตัว ผลคือการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของทุนนิยมในฝรั่งเศสและกรีซ และการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของการเป็นอาณานิคมของมลายู
สำหรับสงครามเสื้อแดง แกนนำ นปช. ซึ่งบางคนเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต ก็มองว่า ภาระหลักของ นปช. คือการเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณ และการสนับสนุนเป้าหมายของทักษิณและยิ่งลักษณ์ในการนำสังคมไทย “กลับคืนสู่สภาพปกติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด” ดังนั้นทั้งๆ ที่มีการใช้วาจาสร้างภาพว่าจะไม่ “ทอดทิ้งกัน” แกนนำ นปช. ก็ค่อยๆ สลายขบวนการเสื้อแดง และหันหลังให้กับนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ไม่มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ให้ลบผลพวงของรัฐประหาร ให้มีการยกเลิก 112 และให้มีการนำทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาลแต่อย่างใด และเวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งปีหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งแล้ว
แต่อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดงเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนไม่เคยได้อะไร อย่าเข้าใจผิดว่าเราต้องถูกแกนนำหลอกเสมอ
ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ เช่น การรณรงค์ของนิติราษฎร์หรือผู้ที่ต้องการจัดการกับกฏหมาย 112 และถ้าพวกเราไม่ได้ออกมาสู้ อำมาตย์ก็จะมั่นใจยิ่งกว่านี้ว่า ทำอะไรกับเราก็ได้ เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็อาจไม่เกิดด้วย
การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้อแดงในการปฏิรูปสังคมไทยและสามารถหักหลังวีรชนได้ ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจมากเกินไป ถ้าเราเข้าใจว่า เสื้อแดงก้าวหน้าบกพร่องในการสร้างองค์กรทางการเมืองที่อิสระจาก นปช. เหมือนกับที่ประชาชนก้าวหน้าสมัยสงครามโลก มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถสร้างองค์กรฝ่ายซ้ายที่อิสระจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินได้
การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้นปกครองบนซากศพวีรชน... ฆาตกรลอยนวล... อำนาจอำมาตย์ถูกปกป้อง... พรรคการเมืองทำลายความฝันของประชาชน: นั้นคืออ่างน้ำเน่าของการเมืองไทยในรอบห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าเราอยากให้เรื่องแบบนี้จบสักที คนก้าวหน้าต้องรู้จักรวมตัวกันทางการเมืองในลักษณะที่อิสระจากพวก “ผู้ใหญ่” เราต้องมาร่วมกันสร้าง “พรรคสังคมนิยม”
พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้ปฏิบัติการจากคนที่เข้าใจประเด็นการเมืองทางชนชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการขยายความคิดนี้ไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดกลางๆ ระหว่างความก้าวหน้ากับความล้าหลัง หรือระหว่างความเป็นซ้ายกับความเป็นขวา พรรคไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการทำงานกับคนที่ล้าหลังที่สุด ถูกกดขี่มากที่สุด หรือเข้าใจการเมืองน้อยที่สุดเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดง่ายๆ นั้นคือสาเหตุที่พรรคฝ่ายซ้ายควรทำงานกับคนเสื้อแดง ก่อนที่ขบวนการนี้จะสูญหายไปหมดภายใต้นโยบายของ นปช. และเพื่อไทย
แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะนำไปสู่เสรีภาพแท้ได้ การเปลี่ยนสังคมดังกล่าวต้องเป็นการกระทำของมวลชนส่วนใหญ่เอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มเล็กๆ หรือ "กองหน้า"
พรรคสังคมนิยมต้องยึดถือผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม หรือพนักงานปกคอขาว และไม่ว่าจะเป็นคนจนที่เป็นชาวนา ลูกจ้างภาคเกษตร ชนกลุ่มน้อย หรือคนจนในเมือง พรรคต้องเป็นปากเสียงของผู้ถูกกดขี่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิต
เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้นกลางเท่าไร เพราะในวิกฤตปัจจุบัน และในยุค 6 ตุลา คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในไทยเลือกข้างของความป่าเถื่อน และทั่วโลกมักเป็นพลังสำคัญของกระแสฟาสซิสต์
พรรคจะต้องมีประชาธิปไตยภายใน ไม่ใช่เป็นพรรคของ “ผู้ใหญ่” คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นต้องมีโครงสร้างและระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้สมาชิกธรรมดาเป็นผู้ควบคุมนโยบาย ผู้นำ และผู้แทนของพรรคตลอดเวลา พรรคต้องอาศัยเงินทุนที่เก็บจากสมาชิกในอัตราก้าวหน้าเป็นหลัก คือสมาชิกที่มีเงินเดือนสูงจ่ายมากและคนที่มีรายได้น้อยจ่ายน้อย ไม่ใช่ไปพึ่งเงินทุนจากที่อื่นและตกเป็นเครื่องมือของคนมีเงิน และถึงแม้ว่าพรรคจะมีทุนน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบพรรคนายทุนทุกพรรค คือการเป็นพรรคของมวลชนจริงๆ การดึงคนมาสนับสนุนพรรคจึงทำภายใต้นโยบายที่ชัดเจน และผู้สนับสนุนพรรคจะไม่เข้ามาร่วมภายใต้นโยบายของพรรคเท่านั้น แต่จะได้รับการส่งเสริมให้นำตนเอง และมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายด้วยสิทธิเท่าเทียมกัน
พรรคสังคมนิยมไม่ใช่พรรคประเภทบนลงล่างที่โกหกว่า “คุณเลือกเราเป็น ส.ส. แล้วเราจะทำให้คุณทุกอย่าง” ในระยะสั้นพรรคต้องไม่ตั้งเป้าหลักที่การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา เพราะรัฐสภาไม่ใช่ศูนย์กลางอำนาจแท้ในระบบประชาธิปไตยครึ่งใบของนายทุน การจดทะเบียนพรรคจึงไม่สำคัญ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบปัจจุบันอาจเป็นโอกาสดีสำหรับการโฆษณาแนวคิดในอนาคต พรรคจะต้องเป็นแหล่งรวมของประสบการณ์และทฤษฎีการต่อสู้ แหล่งรวมของนักเคลื่อนไหวไฟแรง และเป็นเครื่องมือในการประสานงานและปลุกระดมการต่อสู้ในหมู่กรรมาชีพกับคนจน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยตามความไฝ่ฝันของเสื้อแดง
พูดง่ายๆ พรรคสังคมนิยมควรรับภาระในการต่อสู้ต่อไปของคนชั้นล่าง ท่ามกลางการหักหลังทรยศของพรรคเพื่อไทยและ นปช.
.
2556-10-04
คือเกียรติแห่งสถาบัน โดย นวพร เรืองสกุล
.
คือเกียรติแห่งสถาบัน
โดย นวพร เรืองสกุล
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380891062
วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:45:51 น.
( ที่มา : คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ นสพ.มติชนรายวัน 4 ต.ค.2556 )
ในระดับนักศึกษาอุดมศึกษา เรื่อง "หมวกกันลอกข้อสอบ" เคยเป็นที่ฮือฮากันอยู่ราวเดือนสิงหาคม 2556 นี้เอง
ไม่ว่าจะทำเล่นๆ หรือทำจริงๆ ก็บ่งบอกได้ว่า เรื่องการลอกคำตอบข้อสอบ เป็นเรื่องใหญ่ในใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน
เหตุการณ์นี้สำหรับผู้เขียนเป็นเพียงยอดของสิ่งเลวร้ายที่กลายเป็นค่านิยมที่นับวันได้รับความสำคัญมากขึ้นทุกวัน คือเรื่องของการทุจริต (จริตในทางชั่ว)
ระดับชาติ เราเห็นการคอร์รัปชั่นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นกระบวนการที่บางครั้งดูเผินๆ ก็เหมือนจะถูกต้องเสียด้วย
มหาวิทยาลัยบางแห่งหรือบางโปรแกรม คุณภาพการสอนอาจถูกสงสัยได้ว่า กำลังขายปริญญา โดยไม่ห่วงชื่อเสียงเชิงวิชาการของมหาวิทยาลัย
ระดับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้ยินเรื่องการ "ลักลอกผลงานทางวิชาการ" อย่างหนาหู ทุกคนที่ทำไม่กลัวเสียชื่อ (และทำให้คนที่สุจริต พลอยเสียชื่อไปด้วย)
อาจารย์ต้องการสร้างผลงานทางวิชาการ เพราะตำแหน่งทางวิชาการ (อย่างน้อยๆ ก็หมายถึงว่า ได้เงินประจำตำแหน่ง)
ส่วนบัณฑิตก็ลอกงาน เพื่อให้เรียนจบ ได้ปริญญา ซึ่งนำไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรืองานที่ดีขึ้น
นักเรียน นักศึกษา ก็ลอกงานจากอินเตอร์เน็ต แบบตัดปะไปส่งอาจารย์
ส่วนคนจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องดิ้นรน เพื่อสอบเข้าให้ได้ ไม่ว่าวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นดีหรือไม่ต่อตนเอง ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
บางคนไม่เป็นอันเรียนเอาความรู้ มุ่งเรียนติวเพื่อให้สอบได้เท่านั้น เพื่อหวังอนาคตอันเรืองรองจากการเป็นบัณฑิต
ครูบางคนทิ้งเกียรติแห่งความเป็นครู (ซึ่งกินไม่ได้) มุ่งไปหาเงินจากการสอนติว แทนการใส่ใจการสอนในห้องเรียน
การสอบเข้าแต่ละแบบล้วนมีปัญหาต่างๆ กัน
คณะที่ประสบปัญหาไม่ได้นักศึกษาที่เหมาะกับตนเริ่มหาทางเสาะหานักศึกษาที่เหมาะโดยการรับตรง นับเป็นวิธีการที่มีจุดประสงค์ดี
แต่แล้วสิ่งที่ดีก็ถูกนำไปใช้อย่างเบี่ยงเบน เมื่อต่างมหาวิทยาลัยต่างจัดสอบ และแย่งกันสอบให้เร็วขึ้น สอบได้แล้วก็รีบผูกมัดนักเรียนไว้ โดยการให้จ่ายค่าเทอมทันที
สิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาทำ เป็นประโยชน์ต่อตน แต่เสียหายต่อส่วนรวม เพราะนักเรียนต้องเดินทางไปสอบทั่วทุกทิศ และนักเรียนที่มาจากครอบครัวชั้นกลางล่างหมดทางเลือก เพราะไม่มีเงินสอบหลายๆ ที่ และไม่มีเงินพอจะทิ้งค่าเทอม
จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแม้แต่สถาบันอุดมศึกษา ก็คิดว่าเงินเป็นเงื่อนไขผูกมัดที่ดีที่สุด
เราจะหาทางออกอย่างไรได้บ้าง
เมื่อเจอหมวกกันลอกข้อสอบ เพื่อนวัยเด็กโทรศัพท์มาหาทันที เตือนความจำว่า "จำได้ไหม สมัยเราเป็นเด็ก นั่งติดๆ กันแบบนี้ แต่เราไม่เคยลอกคำตอบกันเลย บางครั้งครูก็ไม่อยู่ในห้อง ให้เรานั่งทำกันเอง"
เขากำลังพูดถึงระบบเกียรติยศ (honor system) ซึ่งครูใช้กับพวกเรา โดยไม่ต้องมีสโลแกนว่าโรงเรียนนี้ใช้ระบบเกียรติยศ
มันอยู่ในทุกวิถีในโรงเรียน จนเข้าไปในสายเลือด ในจิตวิญญาณ
เราไม่ลอกงานกัน และไม่ลอกงานใคร ใครไม่รู้ก็ถามกัน ก็สอนกัน จนรู้เรื่อง จนทำได้ เรื่องการลักลอกงานเป็นอันว่าไม่เคยคิด
ในครั้งกระโน้น ในโลกธรรม 3 ประการ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เราเน้นกันที่ "สรรเสริญ"
จะได้ลาภ ได้ยศด้วยหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่นำมาคำนึงถึง
และสรรเสริญนั้น หมายถึงเราสรรเสริญตัวเราเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมา "ให้เกียรติ"
เราเองเป็นคนมีเกียรติ เพราะการกระทำของเรา
เมื่อเห็นการติวหนาตา เพื่อนอีกคนก็เตือนความจำว่า สมัยเรายังเด็ก ครูเห็นนักเรียนคนไหนอ่อน จะเรียกตัวมาติวนอกเวลา โดยไม่เคยคิดเงิน
แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว เพราะสังคมในปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่เงินมาก่อน หรือเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ประสงค์
ดังนั้น เราจึงมี "บัณฑิต" แต่เพียงในนาม
มีครูติวสอบ ที่ไม่สนใจความเข้าใจของผู้เรียน
มีผู้สร้างผลงานวิชาการ ที่ทำแบบไหนก็ได้ให้ได้ผลงาน เพราะต้องการ "ลาภ" ที่มากับยศ ตำแหน่ง
กระทั่งการยื้อแย่งกันรับตำแหน่ง จนเกิดการแตกร้าวในองค์กรแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่ว่าจะเป็นระดับอธิการบดี หรือคณบดี จำเลยตัวสำคัญก็คือเงินเดือนที่สูงขึ้นมากจากการดำรงตำแหน่ง และอำนาจในการสั่งเงิน สั่งคน โดยที่การวัดผลงานไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง เพราะวัดแล้วก็เอาไปให้คุณให้โทษไม่ได้
การเปลี่ยนค่านิยมกลับไปหาระบบที่เกียรติเป็นใหญ่ เป็นเรื่องที่พูดง่าย ทำยาก
แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่เราคงต้องคิดทำอะไรสักอย่างคือระบบรับตรง
มีอย่างน้อยสองโจทย์ที่สำคัญ คือ
1. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไรให้นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนอย่างตั้งใจได้ความรู้ จนจบระดับมัธยมศึกษา
2. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไร ให้นักเรียนได้เรียนในวิชาที่ตนอยากเรียน ในคณะ และมหาวิทยาลัยที่ตนอยากเรียน ภายใต้เงื่อนไขว่า คุณภาพของนักเรียนคนนั้นแข่งขันได้กับผู้สมัครคนอื่นๆ
ไม่ควรมีคนจำนวนมากต้องเรียนในคณะที่ไม่อยากเรียน เพราะบังเอิญสอบติด หรือต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องเข้า เพราะบังคับให้ตัดสินใจล่วงหน้า
ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการได้เลือก (freedom of choice) ภายในขอบเขตมาตรฐานที่สถาบันการศึกษา หรือคณะนั้นๆ รับได้
เป็นเรื่องที่ท้าทายเรามาทุกยุคทุกสมัย
ผู้เขียนไม่มีข้อเสนอที่ดี มีแต่คำถามถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ที่เป็นปัญญา เป็นเสาหลัก และเป็นเลิศในแผ่นดิน ว่า
มหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะมีทางออกร่วมกันอย่างไรให้กับปัญหาการรับตรงทุกวันนี้ อย่างน้อยๆ ก็มีทางออกให้กับกลุ่มสถาบันกลุ่มเดียวกันที่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย
วางบรรทัดฐานใหม่ให้กับการรับนิสิตนักศึกษาของกลุ่มตนเอง โดยเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้มากเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทิ้งหลักการของความเป็นเลิศของอุดมศึกษาแห่งนั้นๆ
แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างปัญหา หรือซ้ำเติมปัญหาให้กับระบบ เพราะต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาดูแลแต่ตนเอง ดังเช่นทุกวันนี้
.
คือเกียรติแห่งสถาบัน
โดย นวพร เรืองสกุล
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380891062
วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:45:51 น.
( ที่มา : คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ นสพ.มติชนรายวัน 4 ต.ค.2556 )
ในระดับนักศึกษาอุดมศึกษา เรื่อง "หมวกกันลอกข้อสอบ" เคยเป็นที่ฮือฮากันอยู่ราวเดือนสิงหาคม 2556 นี้เอง
ไม่ว่าจะทำเล่นๆ หรือทำจริงๆ ก็บ่งบอกได้ว่า เรื่องการลอกคำตอบข้อสอบ เป็นเรื่องใหญ่ในใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน
เหตุการณ์นี้สำหรับผู้เขียนเป็นเพียงยอดของสิ่งเลวร้ายที่กลายเป็นค่านิยมที่นับวันได้รับความสำคัญมากขึ้นทุกวัน คือเรื่องของการทุจริต (จริตในทางชั่ว)
ระดับชาติ เราเห็นการคอร์รัปชั่นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นกระบวนการที่บางครั้งดูเผินๆ ก็เหมือนจะถูกต้องเสียด้วย
มหาวิทยาลัยบางแห่งหรือบางโปรแกรม คุณภาพการสอนอาจถูกสงสัยได้ว่า กำลังขายปริญญา โดยไม่ห่วงชื่อเสียงเชิงวิชาการของมหาวิทยาลัย
ระดับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้ยินเรื่องการ "ลักลอกผลงานทางวิชาการ" อย่างหนาหู ทุกคนที่ทำไม่กลัวเสียชื่อ (และทำให้คนที่สุจริต พลอยเสียชื่อไปด้วย)
อาจารย์ต้องการสร้างผลงานทางวิชาการ เพราะตำแหน่งทางวิชาการ (อย่างน้อยๆ ก็หมายถึงว่า ได้เงินประจำตำแหน่ง)
ส่วนบัณฑิตก็ลอกงาน เพื่อให้เรียนจบ ได้ปริญญา ซึ่งนำไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรืองานที่ดีขึ้น
นักเรียน นักศึกษา ก็ลอกงานจากอินเตอร์เน็ต แบบตัดปะไปส่งอาจารย์
ส่วนคนจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องดิ้นรน เพื่อสอบเข้าให้ได้ ไม่ว่าวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นดีหรือไม่ต่อตนเอง ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
บางคนไม่เป็นอันเรียนเอาความรู้ มุ่งเรียนติวเพื่อให้สอบได้เท่านั้น เพื่อหวังอนาคตอันเรืองรองจากการเป็นบัณฑิต
ครูบางคนทิ้งเกียรติแห่งความเป็นครู (ซึ่งกินไม่ได้) มุ่งไปหาเงินจากการสอนติว แทนการใส่ใจการสอนในห้องเรียน
การสอบเข้าแต่ละแบบล้วนมีปัญหาต่างๆ กัน
คณะที่ประสบปัญหาไม่ได้นักศึกษาที่เหมาะกับตนเริ่มหาทางเสาะหานักศึกษาที่เหมาะโดยการรับตรง นับเป็นวิธีการที่มีจุดประสงค์ดี
แต่แล้วสิ่งที่ดีก็ถูกนำไปใช้อย่างเบี่ยงเบน เมื่อต่างมหาวิทยาลัยต่างจัดสอบ และแย่งกันสอบให้เร็วขึ้น สอบได้แล้วก็รีบผูกมัดนักเรียนไว้ โดยการให้จ่ายค่าเทอมทันที
สิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาทำ เป็นประโยชน์ต่อตน แต่เสียหายต่อส่วนรวม เพราะนักเรียนต้องเดินทางไปสอบทั่วทุกทิศ และนักเรียนที่มาจากครอบครัวชั้นกลางล่างหมดทางเลือก เพราะไม่มีเงินสอบหลายๆ ที่ และไม่มีเงินพอจะทิ้งค่าเทอม
จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแม้แต่สถาบันอุดมศึกษา ก็คิดว่าเงินเป็นเงื่อนไขผูกมัดที่ดีที่สุด
เราจะหาทางออกอย่างไรได้บ้าง
เมื่อเจอหมวกกันลอกข้อสอบ เพื่อนวัยเด็กโทรศัพท์มาหาทันที เตือนความจำว่า "จำได้ไหม สมัยเราเป็นเด็ก นั่งติดๆ กันแบบนี้ แต่เราไม่เคยลอกคำตอบกันเลย บางครั้งครูก็ไม่อยู่ในห้อง ให้เรานั่งทำกันเอง"
เขากำลังพูดถึงระบบเกียรติยศ (honor system) ซึ่งครูใช้กับพวกเรา โดยไม่ต้องมีสโลแกนว่าโรงเรียนนี้ใช้ระบบเกียรติยศ
มันอยู่ในทุกวิถีในโรงเรียน จนเข้าไปในสายเลือด ในจิตวิญญาณ
เราไม่ลอกงานกัน และไม่ลอกงานใคร ใครไม่รู้ก็ถามกัน ก็สอนกัน จนรู้เรื่อง จนทำได้ เรื่องการลักลอกงานเป็นอันว่าไม่เคยคิด
ในครั้งกระโน้น ในโลกธรรม 3 ประการ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เราเน้นกันที่ "สรรเสริญ"
จะได้ลาภ ได้ยศด้วยหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่นำมาคำนึงถึง
และสรรเสริญนั้น หมายถึงเราสรรเสริญตัวเราเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมา "ให้เกียรติ"
เราเองเป็นคนมีเกียรติ เพราะการกระทำของเรา
เมื่อเห็นการติวหนาตา เพื่อนอีกคนก็เตือนความจำว่า สมัยเรายังเด็ก ครูเห็นนักเรียนคนไหนอ่อน จะเรียกตัวมาติวนอกเวลา โดยไม่เคยคิดเงิน
แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว เพราะสังคมในปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่เงินมาก่อน หรือเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ประสงค์
ดังนั้น เราจึงมี "บัณฑิต" แต่เพียงในนาม
มีครูติวสอบ ที่ไม่สนใจความเข้าใจของผู้เรียน
มีผู้สร้างผลงานวิชาการ ที่ทำแบบไหนก็ได้ให้ได้ผลงาน เพราะต้องการ "ลาภ" ที่มากับยศ ตำแหน่ง
กระทั่งการยื้อแย่งกันรับตำแหน่ง จนเกิดการแตกร้าวในองค์กรแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่ว่าจะเป็นระดับอธิการบดี หรือคณบดี จำเลยตัวสำคัญก็คือเงินเดือนที่สูงขึ้นมากจากการดำรงตำแหน่ง และอำนาจในการสั่งเงิน สั่งคน โดยที่การวัดผลงานไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง เพราะวัดแล้วก็เอาไปให้คุณให้โทษไม่ได้
การเปลี่ยนค่านิยมกลับไปหาระบบที่เกียรติเป็นใหญ่ เป็นเรื่องที่พูดง่าย ทำยาก
แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่เราคงต้องคิดทำอะไรสักอย่างคือระบบรับตรง
มีอย่างน้อยสองโจทย์ที่สำคัญ คือ
1. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไรให้นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนอย่างตั้งใจได้ความรู้ จนจบระดับมัธยมศึกษา
2. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไร ให้นักเรียนได้เรียนในวิชาที่ตนอยากเรียน ในคณะ และมหาวิทยาลัยที่ตนอยากเรียน ภายใต้เงื่อนไขว่า คุณภาพของนักเรียนคนนั้นแข่งขันได้กับผู้สมัครคนอื่นๆ
ไม่ควรมีคนจำนวนมากต้องเรียนในคณะที่ไม่อยากเรียน เพราะบังเอิญสอบติด หรือต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องเข้า เพราะบังคับให้ตัดสินใจล่วงหน้า
ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการได้เลือก (freedom of choice) ภายในขอบเขตมาตรฐานที่สถาบันการศึกษา หรือคณะนั้นๆ รับได้
เป็นเรื่องที่ท้าทายเรามาทุกยุคทุกสมัย
ผู้เขียนไม่มีข้อเสนอที่ดี มีแต่คำถามถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ที่เป็นปัญญา เป็นเสาหลัก และเป็นเลิศในแผ่นดิน ว่า
มหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะมีทางออกร่วมกันอย่างไรให้กับปัญหาการรับตรงทุกวันนี้ อย่างน้อยๆ ก็มีทางออกให้กับกลุ่มสถาบันกลุ่มเดียวกันที่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย
วางบรรทัดฐานใหม่ให้กับการรับนิสิตนักศึกษาของกลุ่มตนเอง โดยเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้มากเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทิ้งหลักการของความเป็นเลิศของอุดมศึกษาแห่งนั้นๆ
แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างปัญหา หรือซ้ำเติมปัญหาให้กับระบบ เพราะต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาดูแลแต่ตนเอง ดังเช่นทุกวันนี้
.
2556-09-27
ยุทธศาสตร์ ปท.ไทย ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค โดย พิชัย นริพทะพันธุ์
.
บทความ 2 - ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง? โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ยุทธศาสตร์ ประเทศไทย ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค
โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380189088
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:32:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 26 ก.ย.2556 )
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 2555 ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชาติต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และผู้นำเหล่าทัพ ในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยผู้เขียนเป็นผู้ร่วมคิดและเป็นผู้ร่วมนำเสนอด้วย พร้อมกับ ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล จากสภาพัฒน์ และ ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมี พลโท พฤษภะ สุวรรณทัต เจ้ากรมการพลังงานทหาร เป็นประธานฝ่ายวิชาการ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะนำมาใช้พัฒนาประเทศไทยในอนาคต จึงขอนำเสนอรายละเอียดและข้อคิดเห็นดังนี้
จากการวิเคราะห์ภาวะแวดล้อมของโลกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง ซึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลกได้ ประเทศไทยที่มีความได้เปรียบในที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ประกอบกับมีการพัฒนาที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม)
ดังนั้นจึงขอเสนอจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ให้ "ประเทศไทย เป็น ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค? เพราะเห็นว่าจะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านยอมรับและเห็นด้วย โดยประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีความเจริญสูงสุดเพื่อที่จะกระจายความเจริญไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เสมือนว่ามีบทบาทเป็นผู้ให้มากกว่าจะเป็นผู้รับ หากไปกำหนดว่าจะเป็นผู้นำของภูมิภาค อาจจะเกิดแรงต่อต้านและไม่เห็นด้วยได้ แต่ที่จริงแล้วการที่ประเทศไทยยิ่งให้เท่าไหร่ ประเทศไทยก็จะยิ่งได้รับกลับมามากกว่า เพราะในอนาคต ประเทศเพื่อนบ้านนอกจากจะเป็นตลาดสำหรับสินค้าและบริการให้กับประเทศไทยแล้ว ยังเป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากที่ประเทศไทยจะโยกย้ายไป อีกทั้งจะเป็นแหล่งผลิตห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ให้กับอุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นอนาคตของประเทศไทย
โดยภาพรวมคือ การที่จะต้องทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางให้เป็นประเทศที่รายได้สูงขึ้น
คาดหวังว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเพิ่มรายได้ต่อหัว ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ให้ขึ้นเป็น 13,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งหมายถึงการต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งที่จะโยกย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ภาคบริการที่จะทำให้มีรายได้สูงขึ้น
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรปี 2555 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรัฐบาลใน พ.ร.บ.ลงทุน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม โดยจะต้องพัฒนาระบบคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศให้สอดประสานกัน และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดสำหรับการลงทุนเหล่านี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในทางบก ขอเสนอการพัฒนาเชิงพื้นที่
หลังจากที่รัฐบาลได้มีแนวทางการพัฒนาการคมนาคมทางบก ระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และระบบถนน พร้อมจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การพัฒนาในเชิงพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากพื้นที่ในจังหวัดที่มีการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีการพัฒนารองรับ การค้า การลงทุน ที่จะเกิดขึ้น และหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ก็จะต้องพัฒนาให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะต้องมีเมืองใหม่มารองรับการเจริญในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่ย้ายการลงทุนมากจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก และกระจายสินค้าในภูมิภาค หรือเมืองสำหรับให้บริการในด้านต่างๆ เช่น ด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น
การพัฒนาเชิงพื้นที่ในเมืองต่างๆ ตามแนวระบบคมนาคมนี้ จะทำให้เกิดการกระจายความเจริญเข้าสู่ภูมิภาคและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ในทางน้ำ ขอเสนอ Energy Bridge
ประเทศไทยมีพื้นที่ติดทะเลเป็นระยะทางยาวทั้งสองฝั่งทะเล รัฐบาลมีแนวทางที่จะลงทุนทำท่าเรือหลายแห่งเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมทางน้ำ แต่โครงการเพิ่มเติมที่เห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุดคือโครงการ Energy Bridge ที่จะทำท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อสองฝั่งของมหาสมุทร ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานอย่างถาวร
ปัจจุบันการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือได้ใช้ช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันมีความหนาแน่นมาก เป็นเส้นทางหลัก หากประเทศไทยทำ Energy Bridge จะช่วยให้ร่นระยะเวลาการขนส่งน้ำมันได้ถึง 3-4 วัน ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก ดังนั้น การขนส่งน้ำมันดิบจะมาใช้ Energy Bridge ของไทยอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้มีน้ำมันดิบผ่านประเทศไทยตลอดเวลา ปีละหลายล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ Energy Bridge จะไม่ใช่แค่ท่อส่งน้ำมัน แต่จะมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่พร้อมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ซึ่งจะสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศ จากเดิมที่ ปตท.มียอดขายปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท และธุรกิจปิโตรเคมีของไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 8 ของโลก ก็คงจะได้ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และโครงการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางพลังงานในภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยจะเป็นศูนย์กลางของน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า หลังจากที่มีข้อตกลงของอาเซียนในการเชื่อมต่อทางท่อก๊าซและเชื่อมต่อทางไฟฟ้าโดยประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์อยู่แล้ว และยังจะช่วยแก้ปัญหาให้กับพี้นที่ภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบเพราะจะนำความเจริญเข้าสู่พื้นที่ อีกทั้งรายได้ส่วนหนึ่งของทุกโครงการในพื้นที่จะต้องถูกนำมาพัฒนาพื้นที่ในภาคใต้นี้
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเชื่อมต่อถึงการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการทำเกษตรโซนนิ่งเพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงานและพืชอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม ผลผลิตพืชพลังงานจะสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อส่งออกร่วมกับน้ำมันที่กลั่นได้
อีกทั้งหน่วยธุรกิจของประเทศไทยยังสามารถไปทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปลูกพืชพลังงาน ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาคด้วย
ทางอากาศ ขอเสนอการบริหารห้วงอากาศ
เมื่อพูดถึงการปรับปรุงระบบคมนาคมทางอากาศ คนส่วนใหญ่จะนึกถึง การสร้าง การปรับปรุง การขยาย สนามบิน แต่ความจริงก็คือ การพัฒนาห้วงอากาศเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน
ปัจจุบันประเทศไทยรองรับเที่ยวบินประมาณ 600,000 เที่ยวบินต่อปี และมีการขยายตัวปีละประมาณ 10% ทุกปี ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี จะต้องรองรับเที่ยวบินถึงปีละ 1.2 ล้านเที่ยวบิน แต่ปัจจุบัน รูปแบบการจัดการแบบเดิมทำให้การบินหนาแน่นแล้ว หากไม่ปรับปรุงแก้ไขก็จะเป็นปัญหาในอนาคต
หากมองประเทศเยอรมนีที่เป็นศูนย์กลางการบินของยุโรป ปัจจุบันรองรับเที่ยวบินถึง 3 ล้านเที่ยวบินต่อปี ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าหากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน และด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ โอกาสที่ไทยจะรองรับเที่ยวบินในปริมาณเดียวกันก็เป็นไปได้สูง ดังนั้น การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสนามบินจึงเป็นสิ่งต้องเร่งดำเนินการ
การสำรวจพบว่า 90% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยใช้ระบบคมนาคมทางอากาศ ซึ่งหากมีปัญหาการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นไม่ได้ก็จะส่งผลถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
อุตสาหกรรมที่จะน่าเป็นอนาคตของประเทศไทยคือ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เกษตรแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ แฟชั่น พลังงานและพลังงานทดแทน ปิโตรเคมี เป็นต้น โดยประเทศไทยจะต้องโยกย้ายอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากให้ไปผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกันก็จะต้องย้ายแรงงานจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมให้เข้ามาสู่ภาคบริการเพื่อให้ได้รายได้เพิ่มขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจบริการที่น่าจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เช่น การท่องเที่ยว ที่อาจจะเห็นนักท่องเที่ยว เฉพาะจากประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีประชากรมากและมีเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น มาเที่ยวเมืองไทยถึงปีละ 50 ล้านคน ศูนย์กลางเมดิคัลฮับที่ไทยมีความชำนาญและมีบุคลากรพร้อมอยู่แล้ว ศูนย์กลางให้บริการทางการเงิน และเป็นศูนย์กลางตลาดทุน ศูนย์กลางการให้บริการทางพาณิชย์ เช่นการรับคำสั่งซื้อมากระจายการผลิตในภูมิภาค หรือการรับสินค้ามากระจาย ศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์ให้บริการทางโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายสิบปีที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ ยังมีอีกนโยบายสำคัญที่เป็นการแสดงวิสัยทัศน์อย่างยอดเยี่ยม ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิดไว้แล้วคือ การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาค ซึ่งหากสามารถยกระดับเงินบาทให้เป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคได้ ก็เหมือนกับว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบการเงินในภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังสามารถลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนให้กับภาคธุรกิจของไทย
ประเทศไทยยังจะสามารถให้เงินกู้ในรูปเงินบาทแก่ประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาประเทศ โดยอาจจะจัดตั้งกองทุนในรูปเงินบาทเพื่อพัฒนาเฉพาะด้าน เช่น กองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนพัฒนาพลังงานและพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยหวังว่าเงินบาทจะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเมื่อประเทศไทยพัฒนาไปมากและเริ่มมีภาวะถดถอย ประเทศไทยก็ยังสามารถที่จะออก QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนที่สหรัฐและญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักในภูมิภาคยังเป็นตัวบังคับให้ประชาชนไทยจะต้องประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมเพื่อให้ไม่กระทบกระเทือนต่อค่าเงิน จะมาสร้างความวุ่นวายแบบในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการที่จะต้องปรับวิธีคิดและการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทันกับสถานการณ์เพื่อรองรับกับนโยบายนี้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศของภูมิภาค ศูนย์กลางพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์กลางการให้บริการในรูปแบบต่างๆ และมีเงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคแล้ว เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีความเจริญมากที่สุด และจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้การเตรียมพร้อมของประชาชนไทยเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างประเทศนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาทางความคิดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะไม่สามารถพัฒนาได้เลย หากประชาชนไทยไม่พร้อม
ผู้เขียนเห็นว่า แนวทางทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีแนวความคิดในการพัฒนาก้าวไปข้างหน้า และเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม
พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนนี้และยังจะมีแนวความคิดย้อนหลังจะกลับไปอาศัยอำนาจนอกระบบเพื่อแสวงอำนาจ ไม่น่าจะสามารถพัฒนาประเทศในแนวทางนี้ได้ น่าจะเปลี่ยนความคิดและหันมาแข่งกันคิดนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศน่าจะดีกว่ามาก
+++
ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง?
โดย ธีรภัทร เจริญสุข คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380255953
วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 11:49:47 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับ พุธ 25 ก.ย.56 หน้า 20 )
วันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงมติในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง หรืออีกชื่อคือ พ.ร.บ.สร้างอนาคตไทย 2020 ซึ่ง ส.ส. ก็ได้อภิปรายกันอย่างเข้มข้น
แต่มีข้อเท็จจริงสองประการที่ทั้ง ส.ส. สำนักข่าวและบุคคลทั่วไป ยังเข้าใจไม่ค่อยถูกต้อง คือการร่วมทุนกับเอกชน โดยเฉพาะเอกชนจากประเทศจีน และสภาพการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงกับ ส.ป.ป.ลาว ซึ่งเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
เดิมทีนั้น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในลาวโดยบริษัทเอกชนของจีน มีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2010 และจะแล้วเสร็จในปี 2014 โดยการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลลาว กับบริษัทเอกชนของจีน แต่เมื่อได้ดำเนินการสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างรถไฟ พบว่า 2 ใน 3 ของเส้นทางจากแขวงซำเหนือถึงนครหลวงเวียงจัน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางเวียดนามที่เมืองวินห์ ต่อไปถึงชุมทางรถไฟที่เมืองหนานหนิงนั้น เป็นภูมิประเทศป่าเขาสูงชัน ต้องขุดอุโมงค์และทำสะพานกันต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณที่ประเมินกันว่า เดิมจะใช้งบก่อสร้างไม่ถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ ทวีขึ้นเป็น 7,000 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลจีนก็ประสบปัญหา
การหาบริษัทเอกชนมาดำเนินโครงการตาม MOU ที่ทำไว้กับรัฐบาลลาว จนต้องตั้งข้อเสนอเพื่อความคุ้มทุนและรับประกันรายได้ของเอกชนในการก่อสร้างต่อรัฐบาลลาวล่าสุดในเดือนเมษายน 2013 ดังต่อไปนี้
ข้อแรก รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดที่บริษัทเอกชนของจีนมาร่วมลงทุน 100%
ข้อสอง รัฐบาลลาวต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ประการ คือ
1. ต้องตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารจัดการรายได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยมีสถานะเป็นลูกหนี้รัฐบาลจีน
2. ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สินในอัตรา 2% เป็นเวลา 30 ปี โดยมีระยะปลอดการชำระหนี้ (แต่ยังคิดดอกเบี้ย) 10 ปีแรก
3. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดด้วยทรัพย์สินของโครงการ รวมรายรับในอนาคตต่อรัฐบาลจีน ซึ่งหมายถึงที่ดินตลอดแนวทางรถไฟ
4. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเพิ่มเติมด้วยรายได้จากเหมืองทองคำ 2 แห่งในแขวงเซโปน
เงื่อนไขดังกล่าวนั้นชวนให้คิดถึงสัญญาสร้างทางรถไฟที่บริษัทยูไนเต็ด ฟรุตส์ ของสหรัฐอเมริกาทำกับประเทศในเขตอเมริกากลาง ที่สร้างทางรถไฟให้แลกกับที่ดินตามแนวรถไฟ เพื่อนำไปปลูกกล้วย จนบริษัทสามารถแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ตามอำเภอใจ เป็น "สาธารณรัฐกล้วย : Banana Republic" ซึ่งหากลาวยอมแลกแบบเดียวกัน คงไม่พ้นที่สองข้างทางรถไฟความเร็วสูง จะถูกตัดทำลายป่าเป็นพื้นที่ปลูกยางพารา และถูกแทรกแซงจนกลายเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนยาง : Rubber′s People Democratic Republic" บ้างในไม่ช้า
รัฐบาลลาวจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการพึ่งพาการลงทุนจากจีนฝ่ายเดียว มาเป็นการเปิดเจรจาร่วมกับไทยให้ช่วยต่อรองกับรัฐบาลจีน โดยมีการเจรจากันในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ไทย-ลาว ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และแสวงหาการลงทุนเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
โดยล่าสุด ได้มีแผนการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อสะหวันนะเขด-ลาวบาว เพื่อเชื่อมไปสู่ท่าเรือด่าหนัง (ดานัง) ของเวียดนาม โดยมีกลุ่มทุน ไจแอนท์ คอนโซลิเดต สัญชาติมาเลเซียและสถาบันการเงินริช แบงโก เบอร์ฮัดที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เข้ามาลงนามข้อตกลงการสำรวจและก่อสร้างแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ความคืบหน้าทั้งหมดก็ยังต้องชะลออยู่ เพราะสิ่งสำคัญคือ แผนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของลาวไม่ว่าจะสายไหน ก็ต้องต่อเชื่อมกับเส้นทางรถไฟของไทย ลำพังเพียงแค่การขนส่งหรือโดยสารในลาว ซึ่งมีประชากรเพียง 6.5 ล้านคน ย่อมไม่อาจขยายตัวจนถึงจุดคุ้มทุนได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจหรือด้านเศรษฐกิจมหภาค
ดังนั้น "การร่วมทุนกับเอกชน" จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องมี "ค่าตอบแทน" ที่ต้องจัดหาให้อย่างคุ้มค่า ซึ่ง "ค่าตอบแทน" นั้น อาจจะมากกว่าผลที่ได้รับซึ่งผู้ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนอาจไม่รู้และไม่เคยเข้าใจ
.
บทความ 2 - ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง? โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ยุทธศาสตร์ ประเทศไทย ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค
โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380189088
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:32:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 26 ก.ย.2556 )
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 2555 ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชาติต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และผู้นำเหล่าทัพ ในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยผู้เขียนเป็นผู้ร่วมคิดและเป็นผู้ร่วมนำเสนอด้วย พร้อมกับ ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล จากสภาพัฒน์ และ ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมี พลโท พฤษภะ สุวรรณทัต เจ้ากรมการพลังงานทหาร เป็นประธานฝ่ายวิชาการ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะนำมาใช้พัฒนาประเทศไทยในอนาคต จึงขอนำเสนอรายละเอียดและข้อคิดเห็นดังนี้
จากการวิเคราะห์ภาวะแวดล้อมของโลกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง ซึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลกได้ ประเทศไทยที่มีความได้เปรียบในที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ประกอบกับมีการพัฒนาที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม)
ดังนั้นจึงขอเสนอจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ให้ "ประเทศไทย เป็น ศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาค? เพราะเห็นว่าจะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านยอมรับและเห็นด้วย โดยประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีความเจริญสูงสุดเพื่อที่จะกระจายความเจริญไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เสมือนว่ามีบทบาทเป็นผู้ให้มากกว่าจะเป็นผู้รับ หากไปกำหนดว่าจะเป็นผู้นำของภูมิภาค อาจจะเกิดแรงต่อต้านและไม่เห็นด้วยได้ แต่ที่จริงแล้วการที่ประเทศไทยยิ่งให้เท่าไหร่ ประเทศไทยก็จะยิ่งได้รับกลับมามากกว่า เพราะในอนาคต ประเทศเพื่อนบ้านนอกจากจะเป็นตลาดสำหรับสินค้าและบริการให้กับประเทศไทยแล้ว ยังเป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากที่ประเทศไทยจะโยกย้ายไป อีกทั้งจะเป็นแหล่งผลิตห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ให้กับอุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นอนาคตของประเทศไทย
โดยภาพรวมคือ การที่จะต้องทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางให้เป็นประเทศที่รายได้สูงขึ้น
คาดหวังว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเพิ่มรายได้ต่อหัว ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ให้ขึ้นเป็น 13,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งหมายถึงการต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งที่จะโยกย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ภาคบริการที่จะทำให้มีรายได้สูงขึ้น
คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรปี 2555 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรัฐบาลใน พ.ร.บ.ลงทุน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม โดยจะต้องพัฒนาระบบคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศให้สอดประสานกัน และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดสำหรับการลงทุนเหล่านี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในทางบก ขอเสนอการพัฒนาเชิงพื้นที่
หลังจากที่รัฐบาลได้มีแนวทางการพัฒนาการคมนาคมทางบก ระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และระบบถนน พร้อมจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การพัฒนาในเชิงพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากพื้นที่ในจังหวัดที่มีการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีการพัฒนารองรับ การค้า การลงทุน ที่จะเกิดขึ้น และหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ก็จะต้องพัฒนาให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะต้องมีเมืองใหม่มารองรับการเจริญในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่ย้ายการลงทุนมากจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก และกระจายสินค้าในภูมิภาค หรือเมืองสำหรับให้บริการในด้านต่างๆ เช่น ด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น
การพัฒนาเชิงพื้นที่ในเมืองต่างๆ ตามแนวระบบคมนาคมนี้ จะทำให้เกิดการกระจายความเจริญเข้าสู่ภูมิภาคและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ในทางน้ำ ขอเสนอ Energy Bridge
ประเทศไทยมีพื้นที่ติดทะเลเป็นระยะทางยาวทั้งสองฝั่งทะเล รัฐบาลมีแนวทางที่จะลงทุนทำท่าเรือหลายแห่งเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมทางน้ำ แต่โครงการเพิ่มเติมที่เห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุดคือโครงการ Energy Bridge ที่จะทำท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อสองฝั่งของมหาสมุทร ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานอย่างถาวร
ปัจจุบันการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือได้ใช้ช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันมีความหนาแน่นมาก เป็นเส้นทางหลัก หากประเทศไทยทำ Energy Bridge จะช่วยให้ร่นระยะเวลาการขนส่งน้ำมันได้ถึง 3-4 วัน ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก ดังนั้น การขนส่งน้ำมันดิบจะมาใช้ Energy Bridge ของไทยอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้มีน้ำมันดิบผ่านประเทศไทยตลอดเวลา ปีละหลายล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ Energy Bridge จะไม่ใช่แค่ท่อส่งน้ำมัน แต่จะมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่พร้อมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ซึ่งจะสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศ จากเดิมที่ ปตท.มียอดขายปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท และธุรกิจปิโตรเคมีของไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 8 ของโลก ก็คงจะได้ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และโครงการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางพลังงานในภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยจะเป็นศูนย์กลางของน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า หลังจากที่มีข้อตกลงของอาเซียนในการเชื่อมต่อทางท่อก๊าซและเชื่อมต่อทางไฟฟ้าโดยประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์อยู่แล้ว และยังจะช่วยแก้ปัญหาให้กับพี้นที่ภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบเพราะจะนำความเจริญเข้าสู่พื้นที่ อีกทั้งรายได้ส่วนหนึ่งของทุกโครงการในพื้นที่จะต้องถูกนำมาพัฒนาพื้นที่ในภาคใต้นี้
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเชื่อมต่อถึงการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการทำเกษตรโซนนิ่งเพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงานและพืชอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม ผลผลิตพืชพลังงานจะสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อส่งออกร่วมกับน้ำมันที่กลั่นได้
อีกทั้งหน่วยธุรกิจของประเทศไทยยังสามารถไปทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปลูกพืชพลังงาน ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาคด้วย
ทางอากาศ ขอเสนอการบริหารห้วงอากาศ
เมื่อพูดถึงการปรับปรุงระบบคมนาคมทางอากาศ คนส่วนใหญ่จะนึกถึง การสร้าง การปรับปรุง การขยาย สนามบิน แต่ความจริงก็คือ การพัฒนาห้วงอากาศเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน
ปัจจุบันประเทศไทยรองรับเที่ยวบินประมาณ 600,000 เที่ยวบินต่อปี และมีการขยายตัวปีละประมาณ 10% ทุกปี ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี จะต้องรองรับเที่ยวบินถึงปีละ 1.2 ล้านเที่ยวบิน แต่ปัจจุบัน รูปแบบการจัดการแบบเดิมทำให้การบินหนาแน่นแล้ว หากไม่ปรับปรุงแก้ไขก็จะเป็นปัญหาในอนาคต
หากมองประเทศเยอรมนีที่เป็นศูนย์กลางการบินของยุโรป ปัจจุบันรองรับเที่ยวบินถึง 3 ล้านเที่ยวบินต่อปี ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าหากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน และด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ โอกาสที่ไทยจะรองรับเที่ยวบินในปริมาณเดียวกันก็เป็นไปได้สูง ดังนั้น การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสนามบินจึงเป็นสิ่งต้องเร่งดำเนินการ
การสำรวจพบว่า 90% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยใช้ระบบคมนาคมทางอากาศ ซึ่งหากมีปัญหาการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นไม่ได้ก็จะส่งผลถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
อุตสาหกรรมที่จะน่าเป็นอนาคตของประเทศไทยคือ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เกษตรแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ แฟชั่น พลังงานและพลังงานทดแทน ปิโตรเคมี เป็นต้น โดยประเทศไทยจะต้องโยกย้ายอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและใช้แรงงานมากให้ไปผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกันก็จะต้องย้ายแรงงานจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมให้เข้ามาสู่ภาคบริการเพื่อให้ได้รายได้เพิ่มขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว ธุรกิจบริการที่น่าจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เช่น การท่องเที่ยว ที่อาจจะเห็นนักท่องเที่ยว เฉพาะจากประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีประชากรมากและมีเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น มาเที่ยวเมืองไทยถึงปีละ 50 ล้านคน ศูนย์กลางเมดิคัลฮับที่ไทยมีความชำนาญและมีบุคลากรพร้อมอยู่แล้ว ศูนย์กลางให้บริการทางการเงิน และเป็นศูนย์กลางตลาดทุน ศูนย์กลางการให้บริการทางพาณิชย์ เช่นการรับคำสั่งซื้อมากระจายการผลิตในภูมิภาค หรือการรับสินค้ามากระจาย ศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์ให้บริการทางโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายสิบปีที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ ยังมีอีกนโยบายสำคัญที่เป็นการแสดงวิสัยทัศน์อย่างยอดเยี่ยม ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิดไว้แล้วคือ การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาค ซึ่งหากสามารถยกระดับเงินบาทให้เป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคได้ ก็เหมือนกับว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบการเงินในภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังสามารถลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนให้กับภาคธุรกิจของไทย
ประเทศไทยยังจะสามารถให้เงินกู้ในรูปเงินบาทแก่ประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาประเทศ โดยอาจจะจัดตั้งกองทุนในรูปเงินบาทเพื่อพัฒนาเฉพาะด้าน เช่น กองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนพัฒนาพลังงานและพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยหวังว่าเงินบาทจะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเมื่อประเทศไทยพัฒนาไปมากและเริ่มมีภาวะถดถอย ประเทศไทยก็ยังสามารถที่จะออก QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนที่สหรัฐและญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักในภูมิภาคยังเป็นตัวบังคับให้ประชาชนไทยจะต้องประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมเพื่อให้ไม่กระทบกระเทือนต่อค่าเงิน จะมาสร้างความวุ่นวายแบบในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการที่จะต้องปรับวิธีคิดและการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทันกับสถานการณ์เพื่อรองรับกับนโยบายนี้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศของภูมิภาค ศูนย์กลางพลังงานและพลังงานทดแทน ศูนย์กลางการให้บริการในรูปแบบต่างๆ และมีเงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคแล้ว เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีความเจริญมากที่สุด และจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญของภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้การเตรียมพร้อมของประชาชนไทยเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างประเทศนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาทางความคิดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะไม่สามารถพัฒนาได้เลย หากประชาชนไทยไม่พร้อม
ผู้เขียนเห็นว่า แนวทางทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีแนวความคิดในการพัฒนาก้าวไปข้างหน้า และเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม
พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนนี้และยังจะมีแนวความคิดย้อนหลังจะกลับไปอาศัยอำนาจนอกระบบเพื่อแสวงอำนาจ ไม่น่าจะสามารถพัฒนาประเทศในแนวทางนี้ได้ น่าจะเปลี่ยนความคิดและหันมาแข่งกันคิดนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศน่าจะดีกว่ามาก
+++
ทำไมลาวยังไม่ได้สร้าง รถไฟความเร็วสูง?
โดย ธีรภัทร เจริญสุข คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380255953
วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 11:49:47 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับ พุธ 25 ก.ย.56 หน้า 20 )
วันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงมติในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง หรืออีกชื่อคือ พ.ร.บ.สร้างอนาคตไทย 2020 ซึ่ง ส.ส. ก็ได้อภิปรายกันอย่างเข้มข้น
แต่มีข้อเท็จจริงสองประการที่ทั้ง ส.ส. สำนักข่าวและบุคคลทั่วไป ยังเข้าใจไม่ค่อยถูกต้อง คือการร่วมทุนกับเอกชน โดยเฉพาะเอกชนจากประเทศจีน และสภาพการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงกับ ส.ป.ป.ลาว ซึ่งเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
เดิมทีนั้น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในลาวโดยบริษัทเอกชนของจีน มีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2010 และจะแล้วเสร็จในปี 2014 โดยการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลลาว กับบริษัทเอกชนของจีน แต่เมื่อได้ดำเนินการสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างรถไฟ พบว่า 2 ใน 3 ของเส้นทางจากแขวงซำเหนือถึงนครหลวงเวียงจัน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางเวียดนามที่เมืองวินห์ ต่อไปถึงชุมทางรถไฟที่เมืองหนานหนิงนั้น เป็นภูมิประเทศป่าเขาสูงชัน ต้องขุดอุโมงค์และทำสะพานกันต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณที่ประเมินกันว่า เดิมจะใช้งบก่อสร้างไม่ถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ ทวีขึ้นเป็น 7,000 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลจีนก็ประสบปัญหา
การหาบริษัทเอกชนมาดำเนินโครงการตาม MOU ที่ทำไว้กับรัฐบาลลาว จนต้องตั้งข้อเสนอเพื่อความคุ้มทุนและรับประกันรายได้ของเอกชนในการก่อสร้างต่อรัฐบาลลาวล่าสุดในเดือนเมษายน 2013 ดังต่อไปนี้
ข้อแรก รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดที่บริษัทเอกชนของจีนมาร่วมลงทุน 100%
ข้อสอง รัฐบาลลาวต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ประการ คือ
1. ต้องตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารจัดการรายได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยมีสถานะเป็นลูกหนี้รัฐบาลจีน
2. ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สินในอัตรา 2% เป็นเวลา 30 ปี โดยมีระยะปลอดการชำระหนี้ (แต่ยังคิดดอกเบี้ย) 10 ปีแรก
3. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมดด้วยทรัพย์สินของโครงการ รวมรายรับในอนาคตต่อรัฐบาลจีน ซึ่งหมายถึงที่ดินตลอดแนวทางรถไฟ
4. รัฐบาลลาวต้องค้ำประกันเพิ่มเติมด้วยรายได้จากเหมืองทองคำ 2 แห่งในแขวงเซโปน
เงื่อนไขดังกล่าวนั้นชวนให้คิดถึงสัญญาสร้างทางรถไฟที่บริษัทยูไนเต็ด ฟรุตส์ ของสหรัฐอเมริกาทำกับประเทศในเขตอเมริกากลาง ที่สร้างทางรถไฟให้แลกกับที่ดินตามแนวรถไฟ เพื่อนำไปปลูกกล้วย จนบริษัทสามารถแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ตามอำเภอใจ เป็น "สาธารณรัฐกล้วย : Banana Republic" ซึ่งหากลาวยอมแลกแบบเดียวกัน คงไม่พ้นที่สองข้างทางรถไฟความเร็วสูง จะถูกตัดทำลายป่าเป็นพื้นที่ปลูกยางพารา และถูกแทรกแซงจนกลายเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนยาง : Rubber′s People Democratic Republic" บ้างในไม่ช้า
รัฐบาลลาวจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการพึ่งพาการลงทุนจากจีนฝ่ายเดียว มาเป็นการเปิดเจรจาร่วมกับไทยให้ช่วยต่อรองกับรัฐบาลจีน โดยมีการเจรจากันในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ไทย-ลาว ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และแสวงหาการลงทุนเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
โดยล่าสุด ได้มีแผนการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อสะหวันนะเขด-ลาวบาว เพื่อเชื่อมไปสู่ท่าเรือด่าหนัง (ดานัง) ของเวียดนาม โดยมีกลุ่มทุน ไจแอนท์ คอนโซลิเดต สัญชาติมาเลเซียและสถาบันการเงินริช แบงโก เบอร์ฮัดที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เข้ามาลงนามข้อตกลงการสำรวจและก่อสร้างแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ความคืบหน้าทั้งหมดก็ยังต้องชะลออยู่ เพราะสิ่งสำคัญคือ แผนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของลาวไม่ว่าจะสายไหน ก็ต้องต่อเชื่อมกับเส้นทางรถไฟของไทย ลำพังเพียงแค่การขนส่งหรือโดยสารในลาว ซึ่งมีประชากรเพียง 6.5 ล้านคน ย่อมไม่อาจขยายตัวจนถึงจุดคุ้มทุนได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจหรือด้านเศรษฐกิจมหภาค
ดังนั้น "การร่วมทุนกับเอกชน" จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องมี "ค่าตอบแทน" ที่ต้องจัดหาให้อย่างคุ้มค่า ซึ่ง "ค่าตอบแทน" นั้น อาจจะมากกว่าผลที่ได้รับซึ่งผู้ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนอาจไม่รู้และไม่เคยเข้าใจ
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











