.
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : นักรัฐศาสตร์ในโลกตอนนี้เขาคุยอะไรกัน?
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404832716
. . วันพุธที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09:31:08 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 8 ก.ค.57 )
เพิ่งได้รับจดหมายข่าว Comparative Democratization ฉบับล่าสุด คือ ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังสักหน่อยว่า ตอนนี้วงการรัฐศาสตร์ระดับโลกเขาคุยอะไรกัน เพราะแต่ละวงการวิชาการเขาก็จะมีชุมชนของเขาที่จะพยายามตอบคำถามบางอย่างด้วย การเป็นนักวิชาการก็จะต้องรู้ "กระแส" เหล่านี้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตามกระแสไปทั้งหมด เพราะเรื่องที่เราสนใจอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใครหลายคนสนใจก็ได้ และก็ไม่แน่ว่าเรื่องที่เราสนใจแล้วคนอื่นไม่ค่อยจะสนใจนั้น อาจจะกลายเป็นเรื่องที่คนอื่นสนใจในอนาคตก็ได้
เรื่องแรก ที่ต้องเข้าใจก่อนนะครับ ว่าเมื่อพูดถึงวงการรัฐศาสตร์ในระดับโลกแล้ว ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา อย่างน้อยก็เพราะเป็นประเทศใหญ่ เป็นประเทศมหาอำนาจ ที่มีการเรียนการสอนรัฐศาสตร์มากมาย รวมทั้งเป็นหนึ่งในตัวแบบสำคัญของการเมืองการปกครองที่เรียกว่าระบอบประธานาธิบดี รวมทั้งให้กำเนิดลักษณะการศึกษารัฐศาสตร์ในแบบที่อิงกับการค้นคว้าวิจัยด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อยู่มาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น
และในสาขาที่สำคัญของรัฐศาสตร์ก็คือสาขาที่ชื่อว่า "การเมืองเปรียบเทียบ" (comparative politics) ซึ่งให้ความสนใจกับการเปรียบเทียบพัฒนาการและโครงสร้างทางการเมืองทั้งโลก ไม่ใช่ของอเมริกาเองเท่านั้น
และที่จะพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะจุลสาร Comparative Democratization ซึ่งอาจจะแปลว่า ประชาธิปไตยภิวัฒน์ เปรียบเทียบ หรือการจรรโลงประชาธิปไตย หรือการเปรียบเทียบกระบวนการการทำให้เกิดประชาธิปไตย นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ของ The American Political Science Association หรือสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน ซึ่งเป็นสมาคมที่เป็นเสาหลักของวงการรัฐศาสตร์โลก ที่มีการประชุมประจำปีเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการรัฐศาสตร์ของโลกนั่นแหละครับ สมาคมนี้ก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ.1903 และมีสมาชิกมากกว่า 80 ประเทศครับ
เรื่องที่สอง คือ ในจดหมายข่าวฉบับล่าสุดนี้ เป็นการรวบรวมตีพิมพ์ข้อเสนอและข้อค้นพบทางวิชาการจากการสัมมนาที่ว่าด้วยเรื่อง democratic consolidation ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญมากในการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบในสมัยนี้ ซึ่งถ้าจะแปลกว้างๆ เป็นภาษาไทย ก็น่าจะแปลว่า การผนึกประสานประชาธิปไตยให้เป็นหนึ่งเดียว
ซึ่งในแง่นี้ก็เป็นหนึ่งในการตีความว่าเราจะมีความสามัคคีในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร ในความหมายว่า เราจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยนั้นเป็น "กฎกติกาเดียวที่ใช้ในบ้านเมืองของเรา" (the only game in town) โดยไม่หันไปหากฎกติกาอื่น
หรืออีกทางหนึ่ง ผมจะขออนุญาตเสนอและแปลว่า เราจะสร้าง "สามัคคีประชาธิปไตย" ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
อธิบายเพิ่มขึ้นอีกนิด หลายคนอาจจะ "ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย" จากระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งในอดีตเราก็คงจะพบกับทฤษฎีแบบที่ว่าด้วยการปฏิวัติอยู่มาก แต่สิ่งที่วงการรัฐศาสตร์สมัยหลังเขาสนใจก็คือ ในหลายประเทศที่เพิ่งได้มาซึ่งประชาธิปไตยนั้น เขาจะรักษาประชาธิปไตยให้มันสถิตสถาพรได้อย่างไร ไม่ใช่มาแล้วก็พัง คือพังในลักษณะที่ใช้ไม่ได้ และ/หรือ นำไปสู่การพังทลายลงด้วยการใช้กฎกติกานอกประชาธิปไตยมาทำลายมันลงไป
เอาเป็นว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ที่นั้น บางคนก็จะสนใจว่าคนที่ทำลายนั้นผิดหรือไม่ผิด แต่บางคนก็พยายามมองต่อไปว่าจะไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร
และนอกจากปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอก เช่น ความเข้มแข็งของทหารเองที่มีอำนาจเหนือกว่าในทางกำลังแล้ว เราจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยที่เราได้มานั้นมันแข็งแรง ยืนนาน กว่าสีทาบ้านที่ชอบโฆษณากันนั่นแหละครับ
ผมขออนุญาตกล่าวถึงบทความสี่ชิ้นในจดหมายข่าวประชาธิปไตยภิวัฒน์เปรียบเทียบฉบับนี้ (พฤษภาคม 2014) ซึ่งประกอบด้วยงานสี่ชิ้นคือ "คุณภาพของรัฐบาลและการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย" "รากฐานทางรัฐธรรมนูญ/การจัดการอำนาจของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย" "ทำไมนักวิชาการด้านประชาธิปไตยจำเป็นต้องเรียนรู้มากขึ้นเรื่องการสร้างรัฐ" และ "ผนังทองแดงกำแพงเหล็กแห่งรัฐ และการทำให้ประชาธิปไตยนั้นลงหลักปักฐาน"
1. คุณภาพของรัฐบาลและการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย (Quality of Government and Democratic Consolidation) เป็นงานของศาสตราจารย์ Bo Rothstein แห่งมหาวิทยาลัย Gothenburg ประเทศสวีเดน ซึ่งโบเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของการศึกษาเรื่องของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นที่โบนำมาวิเคราะห์ก็คือการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของสงครามกลางเมืองสองเหตุการณ์ที่นำไปสู่การล่มสลายลงของระบอบประชาธิปไตยในยูโกสโลวาเกีย เมื่อ 1991 และสงครามกลางเมืองในสเปน เมื่อ 1936 ในฐานะที่ความขัดแย้งทางการเมือง (ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่มีเป็นธรรมชาติและเป็นปกติอยู่แล้ว) ได้ยกระดับขึ้นมาจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง และทำให้เห็นว่า การพยายามสร้างกฎกติกาประชาธิปไตยให้เป็นทางออกของปัญหานั้นล้มเหลว
กล่าวโดยสรุปจากบทเรียนประวัติศาสตร์ของสงครามกลางเมืองทั้งสองกรณีนั้น โบเห็นว่าความชอบธรรมทางการเมืองที่ลดลงของรัฐบาลและระบอบการเมืองโดยรวม
รวมไปถึงความล้มเหลวในการสร้างสามัคคีประชาธิปไตยนั้นล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยทางด้าน "ปัจจัยนำออก" ของระบบการเมือง (output) มากกว่า "ปัจจัยด้านนำเข้า" ของระบบการเมือง
พูดแบบที่นักรัฐศาสตร์ทุกคนต้องร้องอ๋อ ก็คือ ถ้าเราตั้งหลักการเข้าใจรัฐศาสตร์ในแบบที่ David Easton อธิบายว่า ระบบการเมืองคือการทำงานของการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าโดยใช้สิทธิอำนาจ (ขอโทษผู้อ่านทั่วไปสักหน่อย แต่บางครั้งก็ต้องชี้แจงบ้างว่ารัฐศาสตร์เขาร่ำเรียนกันจริงจังเหมือนกัน ไม่ใช่มั่วไปเรื่อย)
โดยระบบการเมืองนั้นอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและมีทั้งส่วนที่เป็นปัจจัยนำเข้า (ข้อเรียกร้องและการสนับสนุน) ส่วนของกระบวนการตัดสินใจ และปัจจัยนำออก (นโยบาย) ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการสะท้อน (feedback) กลับไปยังปัจจัยนำเข้าอีกทีเป็นรอบๆ ไป ก็จะพบว่า ประชาธิปไตยนั้นจะยั่งยืนและเป็นกฎกติกาที่ทุกคนใช้มันร่วมกันในบ้านในเมืองได้ และความชอบธรรมทางการเมืองจะมีอยู่ได้หรือไม่
สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่เรื่องของสิทธิในทางการเมืองแบบประชาธิปไตย หรือการมีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่จะมาเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ต้องหมายถึงการทำให้เราสามารถตรวจสอบ ควบคุมการทำงานของระบอบการเมืองนั้นได้ เช่น การปราบปรามคอร์รัปชั่น ประสิทธิภาพของรัฐบาล และหลักนิติรัฐ
ทั้งหมดนี้จากงานวิจัยพบว่าประชาชนในหลายๆ ประเทศนั้นเห็นว่าสำคัญกว่าการอ้างสิทธิประชาธิปไตย (เช่น การเลือกตั้ง) หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การที่ประชาชนจะพอใจกับระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เพียงเพราะว่าเป็นระบอบที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องหมายถึงประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และการมีระบบราชการที่ไม่เข้าข้างนักการเมือง และมีประสิทธิภาพต่างหาก
ส่วนหนึ่งในคำอธิบายของโบก็คือว่า ทำไมประชาชนให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเทศมากกว่าเรื่องของการเลือกตั้งในฐานะเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของระบอบการเมือง และความยั่งยืนของประชาธิปไตย ก็เพราะว่า อาจจะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ไปเลือกตั้ง หรือรู้สึกว่าพรรคที่ตนชอบ คนที่ตนชอบยังไงก็ไม่ได้รับเลือก ดังนั้น การไปเลือกตั้งในฐานะการส่งปัจจัยนำเข้าไปสู่ระบบการเมืองนั้นไม่ได้มีความหมายกับพวกเขาขนาดนั้น หรือแม้กระทั่งเด็กที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับส่วนปัจจัยนำเข้า
แต่กระนั้นก็ตามไม่ว่าคุณจะไปเลือกตั้งหรือเปล่า นโยบายทุกอย่างก็จะส่งผลกระทบย้อนกลับมาหาทุกคนในระบบการเมืองอยู่ดี ทั้งการศึกษา การสาธารณสุข หรือความปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ว่าการพิจารณาประชาธิปไตยจากปัจจัยนำออกก็เป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งนั่นก็คือที่มาของการพยายามสร้างตัวชี้วัดในเรื่องหลักธรรมาภิบาล (good governance)
อย่างไรก็ตาม การจะทำความเข้าใจงานของโบให้ลึกซึ้ง เราต้องเข้าใจว่าโบมุ่งมั่นที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นทำงานได้ ซึ่งการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และการป้องกันการคอร์รัปชั่น และการสร้างตัวชี้วัดที่ดีในการทำงานของรัฐบาลนั้นจะเป็นสิ่งที่ประชาชนรู้สึกว่าระบบนี้เป็นธรรม แต่โบไม่ได้บอกว่าไม่ต้องมีเลือกตั้ง หรือถ้าจะมองกันอีกแบบก็คือ โบต้องการชี้ว่าแม้ในพื้นที่ที่ผู้สมัครนั้นไม่ได้เป็นรัฐบาล การให้บริการสาธารณะอย่างทั่วถึง และไม่มีการคอร์รัปชั่น หรือเล่นพวกนั้นต่างหากที่จะทำให้คนทั้งหมดนั้นรู้สึกว่าประชาธิปไตยมันมีคุณค่ากับทุกคน อาทิ คนกลุ่มน้อยที่ยังไงก็ไม่มีทางจะได้เป็นรัฐบาล แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเขาได้รับสิ่งต่างๆ จากรัฐบาล
ดังนั้นในแง่นี้ ผมคิดว่าจากเดิมที่รัฐศาสตร์อาจจะสนใจเฉพาะเรื่องปัจจัยนำเข้าก็คงจะต้องสนใจเรื่องปัจจัยนำออกอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่ว่าจะมองว่าแก้ด้านเดียวแล้วจะจบ หรือเราจะต้องมองคนที่เห็นต่างจากเราว่าเน้นกันคนละด้านของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตยมากกว่า
2. รากฐานทางรัฐธรรมนูญ/การจัดการอำนาจของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย (The Constitutional Foundations of Democratic Consolidation) เป็นงานของศาสตราจารย์ Jose Antonio Cheibub จากมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งพยายามชี้ประเด็นที่สำคัญในข้อถกเถียงหนึ่ง ซึ่งแทบจะถือว่าเป็นทฤษฎีหลักของการพูดถึงการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย ที่พยายามจะบอกว่าระบอบประธานาธิบดีนั้นเป็นระบอบที่นำไปสู่ความแตกแยกและล่มสลายของสังคมได้มากกว่าระบอบรัฐสภา (นายกรัฐมนตรี) ในกรณีประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ ซึ่งถือว่า Juan Linz นั้น เป็นเจ้าพ่อทฤษฎีนี้ และก็มีอิทธิพลอยู่มากในการถกเถียงในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญของบ้านเราเช่นกัน สำหรับนักรัฐศาสตร์หลายคนที่สมาทานความคิดนี้ ที่แปลงความคิดต่อมาว่า ฝ่ายบริหารไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป และกินรวบได้
แนวคิดแบบ Linzian ชี้ว่าฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น อาจจะมีความเข้มแข็งมาก แม้อาจจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีในแง่ของความนิยมและความชอบธรรมที่ได้จากการเลือกตั้ง แต่หากการทำงานของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติไม่สอดประสานกันแล้ว หรือสอดประสานกันมากเกินไปจนขาดการเจรจาต่อรองประนีประนอมกับอำนาจอื่น เพราะระบบฝ่ายบริหารเข้มแข็งและมาจากการเลือกตั้งทางตรงนั้น อาจจะทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการแสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายอื่นๆ เพราะขาดกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายใน อาทิ ระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติ เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือฝ่ายที่ไม่มีอำนาจอาจเลือกใช้กลไกนอกสภา เช่น ประท้วงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล หรือใช้กำลังทหารในการจัดการ
อย่างไรก็ตาม โฮเซ่เสนอว่า การจะพิจารณาเรื่องของปัญหาของฝ่ายบริหารมีอำนาจมากในแบบประธานาธิบดีในฐานะที่ทำให้เกิดความเปราะบางของประชาธิปไตยนั้น ในวันนี้อาจจะต่างจากเดิม ที่ในยุคเก่านั้นประเทศที่ประชาธิปไตยพังทลายเพราะมีประธานาธิบดีหรือฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งนั้นมักจะไปโดยรัฐประหาร โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970
แต่ในวันนี้ การรัฐประหารโดยทหารนั้นไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแล้ว แต่จะพบว่าการพังทลายลงของประชาธิปไตยในวันนี้เกิดจากระบอบเผด็จการที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเอง ซึ่งพยายามที่จะสร้างความได้เปรียบของพวกตน และลดโอกาสแข่งขันจากคู่แข่งอื่นๆ ซึ่งหากจะทำให้เกิดสามัคคีประชาธิปไตยได้นั้น จะต้องทำให้รัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งนั้นไม่ลดโอกาสคนกลุ่มอื่นๆ ในกระบวนการเลือกตั้ง
นอกจากนั้นแล้ว งานวิจัยใหม่ๆ ยังพบว่า ประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้นั้นรัฐบาลจะต้องไม่มีเสียงสนับสนุนมากเสียจนไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ทำงาน หรือในบางครั้งความมหัศจรรย์ของประชาธิปไตยอาจจะเกิดขึ้นได้จากการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อย และการมีการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐบาลกับสภาเสียอีก เพราะทำให้จะต้องเจรจาต่อรองกัน หรือหมายถึงว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการเข้าใจว่าการทำงานที่ดีนั้นไม่ได้หมายถึงความรวดเร็วและไม่มีข้อขัดแย้ง มาสู่การทำให้เกิดการเจรจาและทำให้เกิดความขัดแย้งกันในอำนาจบริหารกับนิติบัญญัติที่สามารถใช้กฎกติการ่วมกันได้
ซึ่งในแง่นี้ไม่สามารถบอกได้ง่ายๆแล้วว่า ระบอบประธานาธิบดีหรือฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งนั้นจะเป็นพวกที่สร้างปัญหาเท่านั้น แต่อาจจะต้องมองว่าทุกฝ่ายจะต้องเข้มแข็งทั้งหมด และไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวว่าระบอบไหนดีกว่าระบอบไหนแบบง่ายๆ อีกต่อไป
3. ทำไมนักวิชาการด้านประชาธิปไตยจำเป็นต้องเรียนรู้มากขึ้นเรื่องการสร้างรัฐ (Why Democratic Scholars Need to Learn More about State-Building) เป็นงานของศาสตราจารย์ Sheri Berman จากวิทยาลัย Barnard ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นความสำคัญในการเข้าใจประวัติศาสตร์การเกิดรัฐสมัยใหม่ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะการพยายามทำความเข้าใจเงื่อนไขในการรวมศูนย์อำนาจของแต่ละรัฐในฐานะปัจจัยสำคัญในการสร้่างรัฐสมัยใหม่ ซึ่งการรวมศูนย์อำนาจนั้นเป็นฐานของการเกิดรัฐสมัยใหม่ และกองทัพในช่วงรวมศูนย์อำนาจในยุโรปนั้นเอาเข้าจริงใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการจัดการกับความขัดแย้งภายในประเทศในนามของการปราบกบฏไม่น้อยไปกว่าการต้อสู้กับศัตรูจากภายนอกประเทศ นับตั้งแต่ศควรรษที่ 17-19 ซึ่งก็หมายถึงการรบรากันเป็นระยะเวลาข้ามศตวรรษกันทีเดียว
และก็ยังยืนยันให้เห็นข้อเสนอของนักวิชาการยุคก่อนอย่าง Tilly ที่ว่า รัฐนั้นไม่ได้สร้างสงครามเท่านั้น แต่สงครามหรือเงื่อนไขการมีสงครามต่างๆ นั้นก็สร้างรัฐด้วย
ดังนั้น ลักษณะบางอย่างในทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามในแบบไก่กับไข่ว่า ตกลงสงครามหรือการรวมอำนาจนั้นเป็นเหตุ หรือ เป็นผลกันแน่ และศาสตราจารย์เชอริเห็นว่าในกรณียุโรปนั้นความพยายามของผู้นำในการรวมอำนาจและสร้างรัฐเป็นเงื่อนไขให้เกิดสงคราม ความวุ่นวาย และความรุนแรงมากกว่าที่จะบอกว่า ความวุ่นวายและความรุนแรงนั้นเป็นเหตุที่จะต้องรวมอำนาจและใช้กำลังทหาร และที่สำคัญเป็นข้อสรุปก็คือ การพยายามรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางนั่นแหละคือหัวใจของการสร้างรัฐสมัยใหม่นั่นเอง
ซึ่งเราก็คงจะต้องคิดต่อไปว่ารัฐสมัยใหม่นั้นจะสามารถกระจายอำนาจได้มากน้อยเพียงใด เพราะมันกระทบรากฐานของตัวของมันเองตั้งแต่แรก
4. ผนังทองแดงกำแพงเหล็กแห่งรัฐ และการทำให้ประชาธิปไตยนั้นลงหลักปักฐาน (State Firewalls and Democratic Deepening) ของทีมนักวิชาการจาก University of Gothenburg และ Arrhus University ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทีมวิจัยนี้เสนอประเด็นที่น่าสนใจ(แต่ต้องใช้ให้ถูก)ว่า เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการสร้างสามัคคีประชาธิปไตยได้นั้นจะต้องพิจารณาในส่วนของการพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างความเป็นอิสระของฝ่ายข้าราชการออกจากฝ่ายการเมือง
เรื่องนี้ไม่ง่ายแค่ว่าห้ามแทรกแซงข้าราชการ แบบที่หลายคนฝันเอาไว้ แต่จะต้องหาความพอเหมาะพอดีให้ได้ต่างหาก เพราะถ้าไม่แทรกแซงเลยเราก็จะไม่มีหลักประกันในสังคมประชาธิปไตยว่าข้าราชการจะทำงานภายใต้การตรวจสอบของประชาชน แต่ในอีกด้านก็คือถ้าควบคุมมากเกินไป ในแง่ให้นักการเมืองมาคุมข้าราชการ สิ่งที่จะได้ตามมาอาจไม่ใช่การบริหารที่ดี
แต่จะเกิดการอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการมากกว่าเรื่องการบริหารตามนโยบาย เพราะนักการเมืองจะเลือกข้าราชการเข้ามาเป็นพวก มากกว่านักการเมืองจะทำงานในระดับนโยบาย และจะทำให้การเมืองแทรกเข้ามาในระบบราชการ และอาจทำให้เป้าหมายทางนโยบายจริงๆ เสียไป เพราะมีแต่คน "สนองงาน" แต่อาจไม่ได้เป็นเรื่องของเป้าหมายในระดับหลักการที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์และการคอร์รัปชั่น และทำให้ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งต้องรอมาแบ่งเค้กในรอบต่อไป หรืออาจจะหันไปชุมนุมโค่นรัฐบาลแทน
คำถามก็คือทำเช่นนี้แล้วจะมีรัฐบาลไปทำไม?
คําตอบของทีมวิจัยนี้ก็น่าสนใจ เขามองว่าต้องมีประชาสังคมหรือภาคประชาชนที่เข้มแข็ง เพราะภาคประชาชนจะคอยตรวจสอบข้าราชการ แล้วนักการเมืองเองก็ทำงานคู่กันไป
ในกรณีนี้ภาคประชาสังคมเองก็จะไม่ต้องวิ่งเข้าหารัฐบาลแบบมายื่นหมูยื่นแมวเพื่อให้มาคุมระบบราชการ แต่หมายถึงว่าภาคประชาชนนั่นแหละจะเป็นตัวคานอำนาจและความรู้เชิงเทคนิคของระบบราชการที่ชอบอ้างนักอ้างหนาว่ามีเช่นกัน ทีนี้สังคมก็จะเห็นทั้งสองด้าน นักการเมืองก็จะได้ตัดสินใจแบบไม่แทรกแซงข้าราชการรายคน หรือไปสัญญาแบบอุปถัมภ์กับภาคประชาชนเพราะมีอำนาจเหนือระบบราชการแบบอำเภอใจ ดังนั้น ดุลอำนาจก็จะเกิดได้ แล้วประชาธิปไตยก็จะยั่งยืน และผลประโยชน์ก็ตกอยู่ทุกกลุ่ม ไม่ใช่อยู่แต่คนที่ชนะเลือกตั้ง
ดังนั้น คนที่จะชนกับระบบราชการคือภาคประชาชน ที่จะต้องสู้แบบมีส่วนร่วม ผ่านการตรวจสอบคุณภาพที่ทุกฝ่ายจับตามอง ไม่ใช่สู้แบบคุยกับนักการเมืองและได้ตำแหน่ง และนักการเมืองก็มาจากการนำเสนอนโยบายภาพรวมให้ประชาชนซึ่งเป็นทั้งคนในระบบราชการและภาคประชาชนตัดสิน
นั่นแหละครับ สิ่งนี้ก็จะทำให้รัฐมีสมรรถนะที่ดีและการมีส่วนร่วมทำอย่างจริงจัง และประชาธิปไตยทั้งปัจจัยนำเข้าและนำออกนั้นพัฒนาขึ้นและยั่งยืน
ยาวแล้วครับขอจบเท่านี้แล้วกันครับผม สรุปสั้นๆ ก็คือเราจะปฏิรูปหรือเลือกตั้งก่อนกันไม่ใช่ประเด็นเท่ากับต้องทำกันอย่างต่อเนื่องครบวง เพื่อให้เกิดสามัคคีประชาธิปไตยนั้นแหละครับ
........................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝึกให้คิดยาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝึกให้คิดยาว แสดงบทความทั้งหมด
2557-07-09
2557-05-08
ต้องเปลี่ยนแปลงสังคมแบบถอนรากถอนโคน โดยใจ อึ๊งภากรณ์
.
ใจ อึ๊งภากรณ์ : ต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน
ใน http://turnleftthai.blogspot.com/2014/05/blog-post_8.html
และ ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/53085
. . Thu, 2014-05-08 14:50
ใจ อึ๊งภากรณ์
ตอนนี้มันชัดเจนว่าแนวประนีประนอมของพรรคเพื่อไทย และ แนว นปช. ที่เดินตามเพื่อไทย ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ถ้าเราเข้าใจลักษณะของ “รัฐ” ในระบบการเมืองของโลก ตามที่ มาร์คซ์ เองเกิลส์ และเลนิน เคยอธิบาย เราจะเข้าใจว่าการเป็นรัฐบาลในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการคุมอำนาจรัฐเลย เพราะรัฐประกอบไปด้วย ทหาร ศาล ตำรวจ และคุก และรัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองทุกซีกทุกก๊ก เพื่อกดขี่ชนชั้นอื่นๆ มันไม่เคยเป็นกลางและไม่เคยเป็นประชาธิปไตย แม้แต่ในประชาธิปไตยตะวันตกก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าในประเทศดังกล่าวพลังของคนทำงานและประชาชนโดยทั่วไป คอยห้ามไม่ให้รัฐล้ำเส้นมากเกินไปเท่านั้น แต่ทุกอย่างไม่แน่นอนมั่นคง พื้นที่ประชาธิปไตยไม่ได้แช่แข็ง มันขยายและมันหดได้
วันนี้เราเห็นอำนาจรัฐ ผ่านตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สาม ก่อนหน้านั้นเราเห็นทหารทำรัฐประหาร และเห็นทหารเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่ท้าทายเผด็จการและอำนาจรัฐ โดยเรียกร้องประชาธิปไตย
เครื่องไม้เครื่องมือในการใช้อำนาจรัฐมีอีกมากมาย เช่นกระบวนการที่คนใหญ่คนโตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือการใช้วุฒิสภาหรือหัวหน้าสถาบันวิชาการ ในการเชียร์พวกที่มุ่งหวังลดพื้นที่ประชาธิปไตย ส่วนม็อบสุเทพก็เป็นเพียงอันธพาลชนชั้นกลาง เป็นคนส่วนน้อย และผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เขาพยายามสร้างภาพว่าเป็นมวลมหาประชาชน แต่การที่เขาทำอะไรก็ได้บนท้องถนน แสดงว่าส่วนต่างๆ ของรัฐสนับสนุนเขา ถือว่าม็อบสุเทพเป็นเครื่องมือที่ให้ “เอกชน” ทำแทน
ทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง และเขาเคยเป็นก๊กหนึ่งของรัฐไทย เพราะรัฐไม่ได้มีลักษณะรวมศูนย์เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มันเป็น “คณะกรรมการเพื่อร่วมบริหารผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน” อย่างที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เคยเขียนไว้ และมันมีความขัดแย้งภายในด้วย นี่คือสาเหตุที่ทักษิณและนักการเมืองเพื่อไทยไม่ต้องการนำการต่อสู้ที่แตกหักกับกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยมของรัฐ
แต่ถ้าไทยจะเป็นประชาธิปไตย เราต้องเปลี่ยนการเมืองและสังคมแบบถอนรากถอนโคน ถ้าแค่เล่น “ปฏิกูลการเมืองก่อนเลือกตั้ง” มันไม่มีวันที่จะขยายพื้นที่ประชาธิปไตยได้เลย
สิ่งที่ต้องถูกเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนมีมากมาย แต่เรื่องหลักๆ เฉพาะหน้าคือ
1. ต้องสร้างพลังของคนธรรมดา เพื่อห้ามการทำลาย หรือจำกัด เสรีภาพประชาธิปไตย และเพื่อให้มีการเคารพพลเมือง ทุกคนต้องมีหนึ่งเสียงเท่ากัน พลังนี้คนอื่นสร้างให้ไม่ได้ ต้องสร้างจากรากหญ้าข้างล่าง
2. ต้องยกเลิกกฏหมาย 112, พรบ.คอมพิวเตอร์ และกฏหมายหมิ่นศาลในรูปแบบปัจจุบัน เพื่อเปิดให้พลเมืองมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกระบวนการประชาธิปไตยสากล ซึ่งแปลว่าต้องปล่อยนักโทษทางความคิดเช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข และคนอื่น
3. ต้องยกเลิกองค์กรที่อ้างความอิสระ และยกเลิกศาลตุลาการในรูปแบบที่เป็นอยู่ เพราะองค์กรที่อ้างความอิสระทั้งหลายไม่เคยเป็นกลาง และยิ่งกว่านั้นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยทหารหรือฝ่ายเผด็จการอื่นๆ เช่น ตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ มักใช้อำนาจเผด็จการเหนือผู้แทนที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน ที่สำคัญคือแนวคิดเรื่อง “องค์กรอิสระ” เป็นแนวคิดที่มองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะในการลงคะแนนเสียง จึงต้องให้ “ผู้รู้” คอยควบคุมตรวจสอบ ในอนาคตเราจะต้องคานอำนาจหรือตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาด้วยองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
4. ต้องลดบทบาททางการเมืองและสังคมของทหารลงไป เพื่อไม่ให้ทำรัฐประหารหรือแทรกแซงการเมือง ซึ่งแปลว่าต้องลดงบประมาณ ปลดนายพลจำนวนมาก และนำทหารออกจากสื่อมวลชนและรัฐวิสาหกิจ
5. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ด้วยการนำ “ฆาตกรรัฐ” มาขึ้นศาล ไม่ว่าจะเป็นทหารระดับสูง หรือนักการเมืองอย่าง อภิสิทธ์ สุเทพ หรือ ทักษิณ และต้องมีการยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย
6. ต้องเก็บภาษีในอัตราสูงจากคนรวยอย่างถ้วนหน้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ
ถ้าจะทำสำเร็จต้องทำพร้อมกัน และทำด้วยความมั่นใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอาศัยพลังที่อยู่นอกกรอบรัฐในการกระทำ คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยนั้นเอง ซึ่งตอนนี้มีอยู่แล้วในรูปแบบเสื้อแดง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวต้องอาศัยแนวความคิดทางการเมือง ซึ่งในขบวนการเสื้อแดงมีหลายแนว
ในเมื่อแนวหลักของ นปช. กับเพื่อไทย ใช้ไม่ได้ และไม่มุ่งหวังสร้างประชาธิปไตยจริง กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน ต้องพยายามรวมตัวกันเป็นองค์กร เพื่อช่วงชิงการนำ และเพื่อลงมือสร้างสายสัมพันธ์กับขบวนการสหภาพแรงงานที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย เพราะในสังคมทุนนิยม กรรมาชีพมีพลังถ้ารู้จักใช้
.
ใจ อึ๊งภากรณ์ : ต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน
ใน http://turnleftthai.blogspot.com/2014/05/blog-post_8.html
และ ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/53085
. . Thu, 2014-05-08 14:50
ใจ อึ๊งภากรณ์
ตอนนี้มันชัดเจนว่าแนวประนีประนอมของพรรคเพื่อไทย และ แนว นปช. ที่เดินตามเพื่อไทย ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ถ้าเราเข้าใจลักษณะของ “รัฐ” ในระบบการเมืองของโลก ตามที่ มาร์คซ์ เองเกิลส์ และเลนิน เคยอธิบาย เราจะเข้าใจว่าการเป็นรัฐบาลในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการคุมอำนาจรัฐเลย เพราะรัฐประกอบไปด้วย ทหาร ศาล ตำรวจ และคุก และรัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองทุกซีกทุกก๊ก เพื่อกดขี่ชนชั้นอื่นๆ มันไม่เคยเป็นกลางและไม่เคยเป็นประชาธิปไตย แม้แต่ในประชาธิปไตยตะวันตกก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าในประเทศดังกล่าวพลังของคนทำงานและประชาชนโดยทั่วไป คอยห้ามไม่ให้รัฐล้ำเส้นมากเกินไปเท่านั้น แต่ทุกอย่างไม่แน่นอนมั่นคง พื้นที่ประชาธิปไตยไม่ได้แช่แข็ง มันขยายและมันหดได้
วันนี้เราเห็นอำนาจรัฐ ผ่านตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สาม ก่อนหน้านั้นเราเห็นทหารทำรัฐประหาร และเห็นทหารเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่ท้าทายเผด็จการและอำนาจรัฐ โดยเรียกร้องประชาธิปไตย
เครื่องไม้เครื่องมือในการใช้อำนาจรัฐมีอีกมากมาย เช่นกระบวนการที่คนใหญ่คนโตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือการใช้วุฒิสภาหรือหัวหน้าสถาบันวิชาการ ในการเชียร์พวกที่มุ่งหวังลดพื้นที่ประชาธิปไตย ส่วนม็อบสุเทพก็เป็นเพียงอันธพาลชนชั้นกลาง เป็นคนส่วนน้อย และผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เขาพยายามสร้างภาพว่าเป็นมวลมหาประชาชน แต่การที่เขาทำอะไรก็ได้บนท้องถนน แสดงว่าส่วนต่างๆ ของรัฐสนับสนุนเขา ถือว่าม็อบสุเทพเป็นเครื่องมือที่ให้ “เอกชน” ทำแทน
ทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง และเขาเคยเป็นก๊กหนึ่งของรัฐไทย เพราะรัฐไม่ได้มีลักษณะรวมศูนย์เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มันเป็น “คณะกรรมการเพื่อร่วมบริหารผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน” อย่างที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เคยเขียนไว้ และมันมีความขัดแย้งภายในด้วย นี่คือสาเหตุที่ทักษิณและนักการเมืองเพื่อไทยไม่ต้องการนำการต่อสู้ที่แตกหักกับกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยมของรัฐ
แต่ถ้าไทยจะเป็นประชาธิปไตย เราต้องเปลี่ยนการเมืองและสังคมแบบถอนรากถอนโคน ถ้าแค่เล่น “ปฏิกูลการเมืองก่อนเลือกตั้ง” มันไม่มีวันที่จะขยายพื้นที่ประชาธิปไตยได้เลย
สิ่งที่ต้องถูกเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนมีมากมาย แต่เรื่องหลักๆ เฉพาะหน้าคือ
1. ต้องสร้างพลังของคนธรรมดา เพื่อห้ามการทำลาย หรือจำกัด เสรีภาพประชาธิปไตย และเพื่อให้มีการเคารพพลเมือง ทุกคนต้องมีหนึ่งเสียงเท่ากัน พลังนี้คนอื่นสร้างให้ไม่ได้ ต้องสร้างจากรากหญ้าข้างล่าง
2. ต้องยกเลิกกฏหมาย 112, พรบ.คอมพิวเตอร์ และกฏหมายหมิ่นศาลในรูปแบบปัจจุบัน เพื่อเปิดให้พลเมืองมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกระบวนการประชาธิปไตยสากล ซึ่งแปลว่าต้องปล่อยนักโทษทางความคิดเช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข และคนอื่น
3. ต้องยกเลิกองค์กรที่อ้างความอิสระ และยกเลิกศาลตุลาการในรูปแบบที่เป็นอยู่ เพราะองค์กรที่อ้างความอิสระทั้งหลายไม่เคยเป็นกลาง และยิ่งกว่านั้นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยทหารหรือฝ่ายเผด็จการอื่นๆ เช่น ตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ มักใช้อำนาจเผด็จการเหนือผู้แทนที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน ที่สำคัญคือแนวคิดเรื่อง “องค์กรอิสระ” เป็นแนวคิดที่มองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะในการลงคะแนนเสียง จึงต้องให้ “ผู้รู้” คอยควบคุมตรวจสอบ ในอนาคตเราจะต้องคานอำนาจหรือตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาด้วยองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
4. ต้องลดบทบาททางการเมืองและสังคมของทหารลงไป เพื่อไม่ให้ทำรัฐประหารหรือแทรกแซงการเมือง ซึ่งแปลว่าต้องลดงบประมาณ ปลดนายพลจำนวนมาก และนำทหารออกจากสื่อมวลชนและรัฐวิสาหกิจ
5. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ด้วยการนำ “ฆาตกรรัฐ” มาขึ้นศาล ไม่ว่าจะเป็นทหารระดับสูง หรือนักการเมืองอย่าง อภิสิทธ์ สุเทพ หรือ ทักษิณ และต้องมีการยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย
6. ต้องเก็บภาษีในอัตราสูงจากคนรวยอย่างถ้วนหน้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ
ถ้าจะทำสำเร็จต้องทำพร้อมกัน และทำด้วยความมั่นใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอาศัยพลังที่อยู่นอกกรอบรัฐในการกระทำ คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยนั้นเอง ซึ่งตอนนี้มีอยู่แล้วในรูปแบบเสื้อแดง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวต้องอาศัยแนวความคิดทางการเมือง ซึ่งในขบวนการเสื้อแดงมีหลายแนว
ในเมื่อแนวหลักของ นปช. กับเพื่อไทย ใช้ไม่ได้ และไม่มุ่งหวังสร้างประชาธิปไตยจริง กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน ต้องพยายามรวมตัวกันเป็นองค์กร เพื่อช่วงชิงการนำ และเพื่อลงมือสร้างสายสัมพันธ์กับขบวนการสหภาพแรงงานที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย เพราะในสังคมทุนนิยม กรรมาชีพมีพลังถ้ารู้จักใช้
.
2557-03-07
จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง (สัมภาษณ์จอน อึ๊งภากรณ์)
.
สัมภาษณ์จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52153
. . Fri, 2014-03-07 00:32
สัมภาษณ์-เรียบเรียง: พิณผกา งามสม
วีดีโอ: บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของกองทัพอันแสนจะดุดัน เป็นปฏิกิริยาต่อป้าย สปป. ล้านนาที่นำเสนอโดยสื่อฉบับหนึ่ง ดูท่าจะเพิ่มเชื้อฟืนให้กับความขัดแย้งทางการเมืองระลอกนี้หนักยิ่งขึ้น โดยมิพักต้องดูข้อเท็จจริงกันว่า สปป. นั้นย่อมาจาก สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย แต่ยังพยายามเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมาย หยิบยกจากคลิปคำปราศรัยและข้อความที่สื่อสารกันต่างกรรมต่างวาระมากล่าวหาคนคิดต่างทางการเมืองซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป ก็ดูมีทีท่าว่า ข่าวขำๆ เงิบๆ เรื่อง สปป. ล้านนา อาจจะกลายมาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่อาจจะมีคนได้รับผลกระทบไปเสียจริงๆ ได้ในเร็ววันนี้
ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หากใครติดตามเฟซบุ๊กของ จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต ส.ว. เลือกตั้ง และนักกิจกรรมทางสังคมที่คร่ำหวอดอยู่กับประเด็นสิทธิมนุษยชนมายาวนาน จะพบว่า เขาพยายามพูดเรื่องผลเสียหายจากภาวะสงครามกลางเมืองและการแบ่งแยกดินแดน มีนัยยะเหมือนจะส่งสาสน์ไปถึงอารมณ์ความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ในหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยรุ่นหลังๆ อยู่ในที ว่าการพูดถึงการแบ่งแยกประเทศกันด้วยอารมณ์อันคุกรุ่น และบางทีดูเหมือนมีความหวังในเชิงบวกว่าอะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้นั้น อาจจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียขนานใหญ่ในความเป็นจริง
ประชาไทสัมภาษณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ ด้วยเหตุผลของความประจวบเหมาะในการหยิบยกประเด็นการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมากล่าวถึง แต่ด้วยท่าทีที่ต่างกัน จากฐานคิดที่ต่างกันกับกองทัพ จอนกล่าวในตอนหนึ่งว่า การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะไม่อยากให้มองการแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องโรแมนติก และบทเรียนจากประเทศต่างๆ บอกกับเราว่ามันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการสูญเสียขนาดใหญ่ แต่เขาไม่ได้เห็นเหมือนกองทัพว่าขณะนี้กำลังมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนใดๆ อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่มันคือการสะท้อนภาวะอารมณ์ของคนที่ถูกกดขี่ด้วยความอยุติธรรมอันยาวนาน
สำหรับท่าทีของกองทัพต่อประเด็นนี้เขาเห็นว่า กองทัพควรจะหยุดแสดงบทบาทเช่นนี้เสียที และหากเข้าใจความหมายของความมั่นคงจริงๆ แล้ว ก็ควรจะเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติขณะนี้คือการเคลื่อนไหวนอกระบอบรัฐธรรมนูญของ กปปส.
www.youtube.com/watch?v=RcQ7eky1-dI
จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักต่อเนื่องของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง
Published on Mar 6, 2014 ประชาไท สัมภาษณ์พิเศษ 'จอน อึ๊งภากรณ์' อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักพัฒนาเอกชนอาวุโส ถึงทัศนะต่อกระแสแบ่งแยกประเทศในขณะนี้
0 0 0 0 0 0 0 0
ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนที่ติดตามเฟซบุ๊กของอาจารย์ก็จะเห็นว่าอาจารย์พูดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามชี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทำไมอาจารย์ถึงเริ่มพูดประเด็นนี้
สิ่งที่ผมเป็นห่วง ความรู้สึกของผมในระยะหลังคือฝ่ายประชาธิปไตยกำลังหมดหวังกับทางออกที่ยังสามารถที่จะรักษาประชาธิปไตยได้ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองปัจจุบัน เพราะว่ามองว่าสถาบันสำคัญๆ ในสังคมนี้เอียงไปทางด้านสนับสนุนข้อเสนอ กปปส. เป็นหลัก แม้แต่ระบบศาล ระบบยุติธรรม ทหาร และก็ทำให้รู้สึกว่าในที่สุดอาจจะแพ้ อาจจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาปกครองประเทศ อาจจะมีการปฏิรูปที่เป็นวาระของฝ่ายคุณสุเทพ แต่ไม่ได้เป็นวาระของประชาชนทั้งประเทศเกิดขึ้น อาจจะมีมาตรการที่พยายามบังคับไม่ให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณได้มีโอกาสมาลงเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้นทั้งส่วนที่เป็นประชาธิปไตย คนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยกับคนที่สนับสนุนคุณทักษิณก็จะรู้สึกว่า เอ้อ ถ้าเป็นอย่างนี้แบ่งแยกประเทศดีกว่า
ทีนี้เราจะไม่พูดถึงในแง่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญนะ อันนั้นมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว ผิดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างเป็นความคิดแบบโรแมนติก มันเป็นความคิดแบบโรแมนติกที่ไม่มองความเป็นจริง คือลองดูประวัติการแบ่งแยกในประเทศอื่น โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างอินเดีย ปากีสถาน เขาตกลงกันที่จะแบ่งแยกแต่พอแบ่งแยกจริงๆ ฆ่ากันตายเยอะมากเลย ฆ่ากันตายอย่างโหดร้ายทารุณ น่าจะตายเป็นแสน สู้กันระหว่างชุมชนด้วยซ้ำไป ไม่ใช่การสู้กันระหว่างกองทัพ เป็นการฆ่ากันตายในชุมชน เพระว่าอะไร เพราะว่าชุมชนมุสลิมในอินเดียก็มี ชุมชนที่ไม่ใช่มุสลิมในปากีสถานก็มี มันก็เกิดลักษณะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน
ลองดูประเทศไทยจะแบ่งยังไง จะแบ่งเป็นเหลืองกับแดงเหรอ ท่ามกลางจังหวัดที่บอกว่าเป็นแดง ก็จะมีชุมชนของคนที่มีความคิดเห็นไปทางเหลือง ท่ามกลางจังหวัดที่ว่าเหลือง จังหวัดในภาคใต้ก็มีชุมชนของคนเสื้อแดง
แบ่งประเทศอย่างนั้นมันไม่เกิดการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง การฆ่ากันเหรอ
ผมว่ามันไม่มีทาง และก็การแบ่งแยกประเทศก็คือเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกลางเมือง มันแยกกันไม่ออก เพราะว่ามันไม่ใช่การแบ่งแยกประเทศที่เป็นที่ตกลงกันของทุกฝ่าย ไม่ได้มาจากการเจรจาตกลงกันว่าทุกฝ่ายทุกส่วนเห็นสมควรที่จะแยกประเทศ อันนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง อันนี้เป็นการแบ่งแยกที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของทุกฝ่ายมันก็คือสงครามกลางเมืองนั่นแหละ และสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องโหดร้าย เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องต่อสู้กันทั้งประเทศ คือผมเป็นคนเชื่อในระบอบประชาธิปไตย คนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยทั้งประเทศ แล้วถ้าแพ้ ผมก็เชื่อว่าแค่แพ้ชั่วคราว ไม่มีทางที่จะกดระบอบประชาธิปไตยลงไปได้นาน ยิ่งในบรรยากาศโลกปัจจุบันนี้ สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสากล ระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องสากล คนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองทั้งประเทศ มันไม่สามารถที่จะกดระบอบประชาธิปไตยได้นาน เพราะฉะนั้นเราคงต้องอดทนถ้าหากว่าเกิดฝ่าย กปปส. ชนะ แล้วเกิดรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เกิดการพยายามแก้ไขกติกาต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นตามความต้องการของคนทั้งประเทศ เราก็ต้องต่อต้าน ต่อสู้ แต่ผมเชื่อในการต่อสู้โดยสันติวิธี ต่อสู้แบบต่อต้าน ไม่ร่วมมือด้วย ใช้สื่อทุกประเภท เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทุกคนก็สามารถมีสื่อของตัวเองได้ สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ ผมเชื่อว่าเขาไม่สามารถปิดอินเตอร์เน็ตได้ ก็ต้องต่อสู้กับระบอบเผด็จการจนได้ชัยชนะ
นั่นคือทางที่ทำได้โดยสันติวิธี อาจจะมีการเสียชีวิตบ้าง อาจจะมีการถูกจับ อาจจะถูกขังอยู่บ้าง แต่ไม่โหดร้ายเหมือนการทำสงครามกลางเมืองและสิ่งที่เราต้องการคือประชาธิปไตยทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉพาะในส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ
ที่อาจารย์พูดมาคือการจับอารมณ์ของคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย
ใช่ ผมอ่านเฟซบุ๊กมันเห็นชัดอยู่แล้ว ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนคือ การตัดสินของศาลแพ่ง อันนั้นเป็นจุดที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คนเริ่มบอกว่าเนี่ยมันไม่มีที่พึ่งแล้ว ศาลก็พึ่งไม้ได้ คนก็รู้สึกว่าพึ่งศาลไม่ได้มาก่อนแล้ว แต่การตัดสินของศาลแพ่งมันดูชัดเจนเหลือเกินว่าศาลนี่มีธงทางการเมืองแล้ว ทำให้ศาลสามารถที่จะมองเห็นการชุมนุมของ กปปส. เป็นการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติได้อย่างไร คนเลยคิดว่าผิดหวังแล้ว รัฐบาลนี้คงไปไม่รอด รัฐบาลรักษาการไปไม่รอด การเลือกตั้งไปไม่รอด คงไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งต่อไป ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่คิดเหมือนกัน เราไปอยู่กันในพื้นที่ที่มีพวกมากหน่อยไม่ดีหรือ อะไรแบบนี้ ความคิดคล้ายๆ อย่างนั้น
แต่ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้ มันเป็นการไปคอนเฟิร์มสิ่งที่ ผบ. ทบ หรือแม่ทัพภาคสาม เขากำลังทำอยู่ คือการเชื่ออย่างปักใจเลยว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้น อย่ากรณีของ สปป. ล้านนา
อ๋อ ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นขบวนการในความหมายของขบวนการทางการเมือง แต่มันเริ่มมีคนพูดถึงกัน ซึ่งต้องบอกว่าอันนี้เป็นปฎิกริยาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นเรื่องธรรมชาติของความอยุติธรรม เมื่อเกิดความอยุติธรรมอย่างต่อเนื่องคนก็เริ่มคิดจะหนี
คือผมได้ยินสองกระแส กระแสหนึ่งบอกว่าไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า ไม่อยู่แล้วประเทศไทย ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกหมดหวังมากกว่า มันไม่ได้จริงจังในความหมายนั้น แต่ผมก็กลัวว่าเยาวชนบางคน บางคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์หรืออะไรอาจจะเริ่มคิดจริงจังกับมัน
ผมคิดว่า ผบ. ทบ. หรือใครก็ตาม ต้องมองที่ต้นเหตุคือ กปปส. มากกว่า คือขบวนการกปปส. นี่จริงๆ เริ่มต้นจากความชอบธรรม คือเริ่มต้นด้วยการคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่หลังจากนั้นก็ออกไปนอกเส้นทางประชาธิปไตย มาเรียกร้องระบอบเผด็จการแบบหนึ่ง อันนี้ทำให้คนที่รักประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเกิดความผิดหวังอย่างแรง
จริงๆ ต้องแบ่งสังคมออกเป็นสามส่วนในความเห็นผมนะ คือมีคนที่สนับสนุน กปปส. ส่วนหนึ่ง มีคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่ง แล้วก็มีคนอีกส่วนหนึ่งทีเป็นคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้สนับสนุนใครโดยเฉพาะ แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้คนที่ผิดหวังก็จะมีสองส่วน คือส่วนคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับส่วนคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสองอันนี้ก็ซ้อนกันอยู่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำไป
แต่เวลาที่เรากำลังพูด ดูเหมือนว่าเราสามารถเรียกร้อง หรือมีข้อเสนอแนะต่อคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง อารมณ์อันนี้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าแยกตัวไปดีกว่า ในด้านหนึ่งถ้าดูมวลชน กปปส. ก็มีลักษณะที่ขับไล่คนอื่นออกนอกประเทศ
ก็ใช่ คืออันนี้คือบรรยากาศของความเกลียดชังที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผมอยากบอกคือยิ่งแยกประเทศหรือพูดถึงมากขึ้น หรือถ้าเกิดสงครามกลางเมือง ความเกลียดชังจะถึงจุดที่ไม่สามารถกลับมาดีกันได้อีก คือขณะนี้ผมยังเชื่อว่าความเกลียดชังที่เกิดขึ้นยังอยู่ในจุดที่กลับมาคืนดีกันได้ แล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดายมากเพราะผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่สนับสนุน กปปส. กับหลายๆ คนที่เป็นคนเสื้อแดง จริงๆ ถ้ามานั่งคุยกัน ถ้ามาเจอกันจริงๆ มาอยู่ในวงเดียวกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็จะพบว่ามีอะไรเหมือนกันเยอะ ไม่ได้แตกต่างกันมาก ตอนนี้มันต่างกันที่ความเชื่อทางการเมือง ซึ่งความเชื่อทางการเมืองนั้น ถ้าคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน มันสามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือสามารถหาจุดร่วมกันได้ เช่น ผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศไม่ว่าเหลืองแดงหรือขาว ต้องการการปฏิรูปสังคม ต้องการการแก้ปัญหาต่างๆ ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดร่วม ผมอยากเห็นการหาจุดร่วมมากกว่าการเน้นจุดต่าง ผมอยากเห็นการแก้ปัญหาในทางที่เน้นสิทธิมนุษยชน การเคารพสิทธิมากกว่าการเน้นว่าจะต้องแบ่งแยกกันหรือทำสงครามกัน อันนั้นถ้าไปแล้วมันกลับมาไม่ได้ ประวัติศาสตร์ก็สอนอย่างนั้น คือรุ่นเราอาจจะอยู่ในภาวะสงครามยาวนานก็ได้ ถ้าเราจะไปเส้นนั้น ซึ่งผมคิดว่า ผู้ใหญ่โดยทั่วไปจะเข้าใจจุดนี้ แต่ความรู้สึกท้อแท้นั้นผมเข้าใจได้ ผมก็อยากบอกว่ามันไม่มีเหตุที่จะต้องท้อแท้จริงๆ ยังไงประชาธิปไตยต้องชนะ ต้องชนะ เพียงแต่ว่าจะต้องผ่าน.. ตอนนี้เหมือนกับถ้าเราอยู่บนเครื่องบิน เรากำลังผ่านพายุ ช่วงนี้เราผ่านพายุอยู่ แต่ว่าผ่านไปแล้วในที่สุดก็จะกลับมาสู่สภาพที่ดีกว่านี้
อาจารย์ยังเชื่อว่าเราจะผ่านการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้โดยที่ไม่เกิดความรุนแรงหรือ
ความขัดแย้งที่รุแรงมีอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าโดยไม่ตายกันเยอะ ผมคิดว่าได้ ผมคิดว่ามันมีการปรับอยู่ขณะนี้ แม้แต่ฝ่ายคุณสุเทพที่เปลี่ยนจุดชุมนุมอะไรแบบนี้ มันเป็นการส่งสัญลักษณ์เหมือนกันว่าไม่ต้องการให้มันรุนแรงเกินไป เพราะว่ามันเริ่มมีเด็กเสียชีวิต มีอะไรที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่า คือการต่อสู้สำหรับคนที่รักประชาธิปไตย การต่อสู้ถ้าสู้โดยสันติวิธีแล้วมีเสียหายอยู่เหมือนกัน บางคนอาจจะถูกสังหาร บางคนอาจจะถูกจำคุก แต่ไม่ตายกันเยอะ แล้วในที่สุดคนที่สู้โดยวิธีแบบนี้จะชนะ
ปฏิกิริยาจากกองทัพตอนนี้ที่ไปกดทับความรู้สึกคนที่อาจจะน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกพ่ายแพ้ รู้สึกสิ้นหวัง แล้วก็มาเจอข้อกล่าวหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอีก
คือกองทัพควรจะเลิกเล่นบทบาทพวกนี้เสียที มันไม่ใช่หน้าที่กองทัพที่จะทำเรื่องนี้ ถ้ากองทัพเข้าใจเรื่องความมั่นคงจริง คนที่ทำลายความมั่นคงของประเทศคือ กปปส. เพราะว่าดึงประเทศออกนอกทาง ดึงประเทศออกนอกรัฐธรรมนูญ แต่กองทัพกลับตาบอดต่อเรื่องนี้ กลับไปเพ่งเล็งต่อฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งบางคนสิ้นหวังก็เริ่มจะพูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่จริงจังขณะนี้ นี่เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ ผมคิดว่ากองทัพไม่ควรที่จะเล่นบทบาทเหล่านี้ การแก้ปัญหาต่างๆ ขณะนี้ต้องแก้ไขโดยทางการเมือง ไม่ใช่โดยการมาขู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นเรื่อง
การเปลี่ยนผ่านที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด อาจารย์มีข้อเสนอให้กับแต่ละฝ่ายอย่างไรบ้าง
สิ่งที่เสนอ คือ หนึ่งต้องเจรจา และต้องรักษารัฐธรรมนูญปัจจุบันไว้ คือควรจะตกลงแก้ปัญหาบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ อันนี้จะไม่เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงกว่านี้ จะแก้ปัญหาได้
ซึ่งถ้าหากว่ามันเกิดลักษณะการไม่ไว้วางใจกัน ผมก็เคยเสนอแล้วว่าหลังการเลือกตั้งก็อาจจะมีการตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ ซึ่งอันนี้ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เช่น เชิญบางคนในพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่ทำได้ มันคงมีหลายอย่างที่ทำได้ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เราคงต้องคำนึงถึงประชาธิปไตยคงต้องคำนึงถึงทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อยด้วย อันนี้ก็เป็นหลักประชาธิปไตยอยู่เหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องสนใจเสียงส่วนน้อย ยิ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้ต้องคำนึงถึงความต้องการของทุกฝ่าย แต่ต้องยังยึดอยู่กับหลักประชาธิปไตยเหมือนเดิม
รัฐธรรมนูญนี้อาจจะแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ฉีกทิ้ง ไม่ใช่แก้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การจะแก้รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ดีขึ้นก็ต้องมาจากมติของประชาชนทั้งประเทศ
.
สัมภาษณ์จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52153
. . Fri, 2014-03-07 00:32
สัมภาษณ์-เรียบเรียง: พิณผกา งามสม
วีดีโอ: บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของกองทัพอันแสนจะดุดัน เป็นปฏิกิริยาต่อป้าย สปป. ล้านนาที่นำเสนอโดยสื่อฉบับหนึ่ง ดูท่าจะเพิ่มเชื้อฟืนให้กับความขัดแย้งทางการเมืองระลอกนี้หนักยิ่งขึ้น โดยมิพักต้องดูข้อเท็จจริงกันว่า สปป. นั้นย่อมาจาก สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย แต่ยังพยายามเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมาย หยิบยกจากคลิปคำปราศรัยและข้อความที่สื่อสารกันต่างกรรมต่างวาระมากล่าวหาคนคิดต่างทางการเมืองซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป ก็ดูมีทีท่าว่า ข่าวขำๆ เงิบๆ เรื่อง สปป. ล้านนา อาจจะกลายมาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่อาจจะมีคนได้รับผลกระทบไปเสียจริงๆ ได้ในเร็ววันนี้
ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หากใครติดตามเฟซบุ๊กของ จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต ส.ว. เลือกตั้ง และนักกิจกรรมทางสังคมที่คร่ำหวอดอยู่กับประเด็นสิทธิมนุษยชนมายาวนาน จะพบว่า เขาพยายามพูดเรื่องผลเสียหายจากภาวะสงครามกลางเมืองและการแบ่งแยกดินแดน มีนัยยะเหมือนจะส่งสาสน์ไปถึงอารมณ์ความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ในหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยรุ่นหลังๆ อยู่ในที ว่าการพูดถึงการแบ่งแยกประเทศกันด้วยอารมณ์อันคุกรุ่น และบางทีดูเหมือนมีความหวังในเชิงบวกว่าอะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้นั้น อาจจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียขนานใหญ่ในความเป็นจริง
ประชาไทสัมภาษณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ ด้วยเหตุผลของความประจวบเหมาะในการหยิบยกประเด็นการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมากล่าวถึง แต่ด้วยท่าทีที่ต่างกัน จากฐานคิดที่ต่างกันกับกองทัพ จอนกล่าวในตอนหนึ่งว่า การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะไม่อยากให้มองการแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องโรแมนติก และบทเรียนจากประเทศต่างๆ บอกกับเราว่ามันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการสูญเสียขนาดใหญ่ แต่เขาไม่ได้เห็นเหมือนกองทัพว่าขณะนี้กำลังมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนใดๆ อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่มันคือการสะท้อนภาวะอารมณ์ของคนที่ถูกกดขี่ด้วยความอยุติธรรมอันยาวนาน
สำหรับท่าทีของกองทัพต่อประเด็นนี้เขาเห็นว่า กองทัพควรจะหยุดแสดงบทบาทเช่นนี้เสียที และหากเข้าใจความหมายของความมั่นคงจริงๆ แล้ว ก็ควรจะเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติขณะนี้คือการเคลื่อนไหวนอกระบอบรัฐธรรมนูญของ กปปส.
www.youtube.com/watch?v=RcQ7eky1-dI
จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักต่อเนื่องของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง
Published on Mar 6, 2014 ประชาไท สัมภาษณ์พิเศษ 'จอน อึ๊งภากรณ์' อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักพัฒนาเอกชนอาวุโส ถึงทัศนะต่อกระแสแบ่งแยกประเทศในขณะนี้
0 0 0 0 0 0 0 0
ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนที่ติดตามเฟซบุ๊กของอาจารย์ก็จะเห็นว่าอาจารย์พูดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามชี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทำไมอาจารย์ถึงเริ่มพูดประเด็นนี้
สิ่งที่ผมเป็นห่วง ความรู้สึกของผมในระยะหลังคือฝ่ายประชาธิปไตยกำลังหมดหวังกับทางออกที่ยังสามารถที่จะรักษาประชาธิปไตยได้ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองปัจจุบัน เพราะว่ามองว่าสถาบันสำคัญๆ ในสังคมนี้เอียงไปทางด้านสนับสนุนข้อเสนอ กปปส. เป็นหลัก แม้แต่ระบบศาล ระบบยุติธรรม ทหาร และก็ทำให้รู้สึกว่าในที่สุดอาจจะแพ้ อาจจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาปกครองประเทศ อาจจะมีการปฏิรูปที่เป็นวาระของฝ่ายคุณสุเทพ แต่ไม่ได้เป็นวาระของประชาชนทั้งประเทศเกิดขึ้น อาจจะมีมาตรการที่พยายามบังคับไม่ให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณได้มีโอกาสมาลงเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้นทั้งส่วนที่เป็นประชาธิปไตย คนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยกับคนที่สนับสนุนคุณทักษิณก็จะรู้สึกว่า เอ้อ ถ้าเป็นอย่างนี้แบ่งแยกประเทศดีกว่า
ทีนี้เราจะไม่พูดถึงในแง่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญนะ อันนั้นมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว ผิดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างเป็นความคิดแบบโรแมนติก มันเป็นความคิดแบบโรแมนติกที่ไม่มองความเป็นจริง คือลองดูประวัติการแบ่งแยกในประเทศอื่น โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างอินเดีย ปากีสถาน เขาตกลงกันที่จะแบ่งแยกแต่พอแบ่งแยกจริงๆ ฆ่ากันตายเยอะมากเลย ฆ่ากันตายอย่างโหดร้ายทารุณ น่าจะตายเป็นแสน สู้กันระหว่างชุมชนด้วยซ้ำไป ไม่ใช่การสู้กันระหว่างกองทัพ เป็นการฆ่ากันตายในชุมชน เพระว่าอะไร เพราะว่าชุมชนมุสลิมในอินเดียก็มี ชุมชนที่ไม่ใช่มุสลิมในปากีสถานก็มี มันก็เกิดลักษณะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน
ลองดูประเทศไทยจะแบ่งยังไง จะแบ่งเป็นเหลืองกับแดงเหรอ ท่ามกลางจังหวัดที่บอกว่าเป็นแดง ก็จะมีชุมชนของคนที่มีความคิดเห็นไปทางเหลือง ท่ามกลางจังหวัดที่ว่าเหลือง จังหวัดในภาคใต้ก็มีชุมชนของคนเสื้อแดง
แบ่งประเทศอย่างนั้นมันไม่เกิดการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง การฆ่ากันเหรอ
ผมว่ามันไม่มีทาง และก็การแบ่งแยกประเทศก็คือเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกลางเมือง มันแยกกันไม่ออก เพราะว่ามันไม่ใช่การแบ่งแยกประเทศที่เป็นที่ตกลงกันของทุกฝ่าย ไม่ได้มาจากการเจรจาตกลงกันว่าทุกฝ่ายทุกส่วนเห็นสมควรที่จะแยกประเทศ อันนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง อันนี้เป็นการแบ่งแยกที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของทุกฝ่ายมันก็คือสงครามกลางเมืองนั่นแหละ และสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องโหดร้าย เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องต่อสู้กันทั้งประเทศ คือผมเป็นคนเชื่อในระบอบประชาธิปไตย คนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยทั้งประเทศ แล้วถ้าแพ้ ผมก็เชื่อว่าแค่แพ้ชั่วคราว ไม่มีทางที่จะกดระบอบประชาธิปไตยลงไปได้นาน ยิ่งในบรรยากาศโลกปัจจุบันนี้ สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสากล ระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องสากล คนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองทั้งประเทศ มันไม่สามารถที่จะกดระบอบประชาธิปไตยได้นาน เพราะฉะนั้นเราคงต้องอดทนถ้าหากว่าเกิดฝ่าย กปปส. ชนะ แล้วเกิดรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เกิดการพยายามแก้ไขกติกาต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นตามความต้องการของคนทั้งประเทศ เราก็ต้องต่อต้าน ต่อสู้ แต่ผมเชื่อในการต่อสู้โดยสันติวิธี ต่อสู้แบบต่อต้าน ไม่ร่วมมือด้วย ใช้สื่อทุกประเภท เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทุกคนก็สามารถมีสื่อของตัวเองได้ สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ ผมเชื่อว่าเขาไม่สามารถปิดอินเตอร์เน็ตได้ ก็ต้องต่อสู้กับระบอบเผด็จการจนได้ชัยชนะ
นั่นคือทางที่ทำได้โดยสันติวิธี อาจจะมีการเสียชีวิตบ้าง อาจจะมีการถูกจับ อาจจะถูกขังอยู่บ้าง แต่ไม่โหดร้ายเหมือนการทำสงครามกลางเมืองและสิ่งที่เราต้องการคือประชาธิปไตยทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉพาะในส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ
ที่อาจารย์พูดมาคือการจับอารมณ์ของคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย
ใช่ ผมอ่านเฟซบุ๊กมันเห็นชัดอยู่แล้ว ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนคือ การตัดสินของศาลแพ่ง อันนั้นเป็นจุดที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คนเริ่มบอกว่าเนี่ยมันไม่มีที่พึ่งแล้ว ศาลก็พึ่งไม้ได้ คนก็รู้สึกว่าพึ่งศาลไม่ได้มาก่อนแล้ว แต่การตัดสินของศาลแพ่งมันดูชัดเจนเหลือเกินว่าศาลนี่มีธงทางการเมืองแล้ว ทำให้ศาลสามารถที่จะมองเห็นการชุมนุมของ กปปส. เป็นการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติได้อย่างไร คนเลยคิดว่าผิดหวังแล้ว รัฐบาลนี้คงไปไม่รอด รัฐบาลรักษาการไปไม่รอด การเลือกตั้งไปไม่รอด คงไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งต่อไป ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่คิดเหมือนกัน เราไปอยู่กันในพื้นที่ที่มีพวกมากหน่อยไม่ดีหรือ อะไรแบบนี้ ความคิดคล้ายๆ อย่างนั้น
แต่ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้ มันเป็นการไปคอนเฟิร์มสิ่งที่ ผบ. ทบ หรือแม่ทัพภาคสาม เขากำลังทำอยู่ คือการเชื่ออย่างปักใจเลยว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้น อย่ากรณีของ สปป. ล้านนา
อ๋อ ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นขบวนการในความหมายของขบวนการทางการเมือง แต่มันเริ่มมีคนพูดถึงกัน ซึ่งต้องบอกว่าอันนี้เป็นปฎิกริยาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นเรื่องธรรมชาติของความอยุติธรรม เมื่อเกิดความอยุติธรรมอย่างต่อเนื่องคนก็เริ่มคิดจะหนี
คือผมได้ยินสองกระแส กระแสหนึ่งบอกว่าไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า ไม่อยู่แล้วประเทศไทย ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกหมดหวังมากกว่า มันไม่ได้จริงจังในความหมายนั้น แต่ผมก็กลัวว่าเยาวชนบางคน บางคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์หรืออะไรอาจจะเริ่มคิดจริงจังกับมัน
ผมคิดว่า ผบ. ทบ. หรือใครก็ตาม ต้องมองที่ต้นเหตุคือ กปปส. มากกว่า คือขบวนการกปปส. นี่จริงๆ เริ่มต้นจากความชอบธรรม คือเริ่มต้นด้วยการคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่หลังจากนั้นก็ออกไปนอกเส้นทางประชาธิปไตย มาเรียกร้องระบอบเผด็จการแบบหนึ่ง อันนี้ทำให้คนที่รักประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเกิดความผิดหวังอย่างแรง
จริงๆ ต้องแบ่งสังคมออกเป็นสามส่วนในความเห็นผมนะ คือมีคนที่สนับสนุน กปปส. ส่วนหนึ่ง มีคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่ง แล้วก็มีคนอีกส่วนหนึ่งทีเป็นคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้สนับสนุนใครโดยเฉพาะ แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้คนที่ผิดหวังก็จะมีสองส่วน คือส่วนคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับส่วนคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสองอันนี้ก็ซ้อนกันอยู่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำไป
แต่เวลาที่เรากำลังพูด ดูเหมือนว่าเราสามารถเรียกร้อง หรือมีข้อเสนอแนะต่อคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง อารมณ์อันนี้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าแยกตัวไปดีกว่า ในด้านหนึ่งถ้าดูมวลชน กปปส. ก็มีลักษณะที่ขับไล่คนอื่นออกนอกประเทศ
ก็ใช่ คืออันนี้คือบรรยากาศของความเกลียดชังที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผมอยากบอกคือยิ่งแยกประเทศหรือพูดถึงมากขึ้น หรือถ้าเกิดสงครามกลางเมือง ความเกลียดชังจะถึงจุดที่ไม่สามารถกลับมาดีกันได้อีก คือขณะนี้ผมยังเชื่อว่าความเกลียดชังที่เกิดขึ้นยังอยู่ในจุดที่กลับมาคืนดีกันได้ แล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดายมากเพราะผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่สนับสนุน กปปส. กับหลายๆ คนที่เป็นคนเสื้อแดง จริงๆ ถ้ามานั่งคุยกัน ถ้ามาเจอกันจริงๆ มาอยู่ในวงเดียวกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็จะพบว่ามีอะไรเหมือนกันเยอะ ไม่ได้แตกต่างกันมาก ตอนนี้มันต่างกันที่ความเชื่อทางการเมือง ซึ่งความเชื่อทางการเมืองนั้น ถ้าคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน มันสามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือสามารถหาจุดร่วมกันได้ เช่น ผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศไม่ว่าเหลืองแดงหรือขาว ต้องการการปฏิรูปสังคม ต้องการการแก้ปัญหาต่างๆ ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดร่วม ผมอยากเห็นการหาจุดร่วมมากกว่าการเน้นจุดต่าง ผมอยากเห็นการแก้ปัญหาในทางที่เน้นสิทธิมนุษยชน การเคารพสิทธิมากกว่าการเน้นว่าจะต้องแบ่งแยกกันหรือทำสงครามกัน อันนั้นถ้าไปแล้วมันกลับมาไม่ได้ ประวัติศาสตร์ก็สอนอย่างนั้น คือรุ่นเราอาจจะอยู่ในภาวะสงครามยาวนานก็ได้ ถ้าเราจะไปเส้นนั้น ซึ่งผมคิดว่า ผู้ใหญ่โดยทั่วไปจะเข้าใจจุดนี้ แต่ความรู้สึกท้อแท้นั้นผมเข้าใจได้ ผมก็อยากบอกว่ามันไม่มีเหตุที่จะต้องท้อแท้จริงๆ ยังไงประชาธิปไตยต้องชนะ ต้องชนะ เพียงแต่ว่าจะต้องผ่าน.. ตอนนี้เหมือนกับถ้าเราอยู่บนเครื่องบิน เรากำลังผ่านพายุ ช่วงนี้เราผ่านพายุอยู่ แต่ว่าผ่านไปแล้วในที่สุดก็จะกลับมาสู่สภาพที่ดีกว่านี้
อาจารย์ยังเชื่อว่าเราจะผ่านการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้โดยที่ไม่เกิดความรุนแรงหรือ
ความขัดแย้งที่รุแรงมีอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าโดยไม่ตายกันเยอะ ผมคิดว่าได้ ผมคิดว่ามันมีการปรับอยู่ขณะนี้ แม้แต่ฝ่ายคุณสุเทพที่เปลี่ยนจุดชุมนุมอะไรแบบนี้ มันเป็นการส่งสัญลักษณ์เหมือนกันว่าไม่ต้องการให้มันรุนแรงเกินไป เพราะว่ามันเริ่มมีเด็กเสียชีวิต มีอะไรที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่า คือการต่อสู้สำหรับคนที่รักประชาธิปไตย การต่อสู้ถ้าสู้โดยสันติวิธีแล้วมีเสียหายอยู่เหมือนกัน บางคนอาจจะถูกสังหาร บางคนอาจจะถูกจำคุก แต่ไม่ตายกันเยอะ แล้วในที่สุดคนที่สู้โดยวิธีแบบนี้จะชนะ
ปฏิกิริยาจากกองทัพตอนนี้ที่ไปกดทับความรู้สึกคนที่อาจจะน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกพ่ายแพ้ รู้สึกสิ้นหวัง แล้วก็มาเจอข้อกล่าวหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอีก
คือกองทัพควรจะเลิกเล่นบทบาทพวกนี้เสียที มันไม่ใช่หน้าที่กองทัพที่จะทำเรื่องนี้ ถ้ากองทัพเข้าใจเรื่องความมั่นคงจริง คนที่ทำลายความมั่นคงของประเทศคือ กปปส. เพราะว่าดึงประเทศออกนอกทาง ดึงประเทศออกนอกรัฐธรรมนูญ แต่กองทัพกลับตาบอดต่อเรื่องนี้ กลับไปเพ่งเล็งต่อฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งบางคนสิ้นหวังก็เริ่มจะพูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่จริงจังขณะนี้ นี่เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ ผมคิดว่ากองทัพไม่ควรที่จะเล่นบทบาทเหล่านี้ การแก้ปัญหาต่างๆ ขณะนี้ต้องแก้ไขโดยทางการเมือง ไม่ใช่โดยการมาขู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นเรื่อง
การเปลี่ยนผ่านที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด อาจารย์มีข้อเสนอให้กับแต่ละฝ่ายอย่างไรบ้าง
สิ่งที่เสนอ คือ หนึ่งต้องเจรจา และต้องรักษารัฐธรรมนูญปัจจุบันไว้ คือควรจะตกลงแก้ปัญหาบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ อันนี้จะไม่เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงกว่านี้ จะแก้ปัญหาได้
ซึ่งถ้าหากว่ามันเกิดลักษณะการไม่ไว้วางใจกัน ผมก็เคยเสนอแล้วว่าหลังการเลือกตั้งก็อาจจะมีการตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ ซึ่งอันนี้ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เช่น เชิญบางคนในพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่ทำได้ มันคงมีหลายอย่างที่ทำได้ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เราคงต้องคำนึงถึงประชาธิปไตยคงต้องคำนึงถึงทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อยด้วย อันนี้ก็เป็นหลักประชาธิปไตยอยู่เหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องสนใจเสียงส่วนน้อย ยิ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้ต้องคำนึงถึงความต้องการของทุกฝ่าย แต่ต้องยังยึดอยู่กับหลักประชาธิปไตยเหมือนเดิม
รัฐธรรมนูญนี้อาจจะแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ฉีกทิ้ง ไม่ใช่แก้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การจะแก้รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ดีขึ้นก็ต้องมาจากมติของประชาชนทั้งประเทศ
.
2557-03-02
ใจ: แบ่งแยกประเทศผมไม่แคร์ แต่จะยกทรัพยากรให้พวกอำมาตย์มารทำไม?
.
แบ่งแยกประเทศผมไม่แคร์ แต่จะยกทรัพยากรให้พวกอำมาตย์มารทำไม?
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52056
. . Sun, 2014-03-02 23:51
ผมไม่เคยสนับสนุนประโยคในรัฐธรรมนูญไทยที่กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และในการปฏิรูปการเมืองเพื่อประชาธิปไตยควรจะตัดออก อย่างน้อยก็เพื่อให้ “ชาวปาตานี” สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ แต่โดยรวมแล้วผมไม่เคยหวงดินแดนรัฐชาติไทยแทนชนชั้นปกครอง เพราะประชาชนไทย 99% ไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนที่แท้จริงอันนี้ แม้แต่ที่ดินทำกินกับบ้านที่อยู่อาศัย ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เป็นเจ้าของด้วยซ้ำ
และเราก็ไม่ต้องไปเชื่อประวัติศาสตร์ปลอมที่เสนอว่าวีรบุรุษคนใหญ่คนโตเคยปกป้องพรมแดนรัฐชาติไทยเพื่อส่วนรวม ยิ่งกว่านั้นพวกวีรบุรุษเหล่านั้นยังไปยึดพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนอื่น มาขึ้นกับกรุงเทพฯ อีกด้วย
ดังนั้นใครเสนอให้แบ่งแยกประเทศ ผมไม่แคร์เลย
แต่ที่เราทุกคนที่รักประชาธิปไตยควรแคร์และหวงคือ ผลิตผลจากการทำงานของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะทรัพยากรดังกล่าวมาจากหยาดเหงื่อของผู้ทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพหรือเกษตรกร มันไม่ได้เกิดจากนายทุนในปัจจุบันหรือศักดินาในอดีต คนดังกล่าวเป็นเพียงคนที่ “ทำนาบนหลังคน” เท่านั้น
คำถามสำคัญที่เราควรตั้งกับเพื่อนๆ เสื้อแดง ที่อยากแบ่งประเทศ เพราะโกรธแค้น จากการลอยนวลของมารต้านประชาธิปไตย ทหารเผด็จการ และฝูงนักวิชาการกับแกนนำเอ็นจีโอ คือ เรื่องอะไรเราจะไปยกทรัพยากรมหาศาล ที่มาจากการทำงานของคนธรรมดา ให้พวกอำมาตย์?
ลองดูตัวเลขทางเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์มวลรวม แบ่งเป็นภาค ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมนี้คือผลผลิตทั้งหมดที่มาจากการทำงานของประชาชน
มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม
(ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๒๕๕๒ http://www.mtp.rmutt.ac.th/?p=2396 )
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3,770,185 ล้านบาท
ภาคตะวันออกติดชายฝั่งอ่าวไทย 1,398,288 ล้านบาท
ภาคกลางส่วนกลาง 696,438 ล้านบาท
ภาคตะวันตก 396,909 ล้านบาท
ภาคใต้ 886,503 ล่านบาท
รวม 7,148,323 ล้านบาท
ภาคเหนือ 862,657 ล้านบาท
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,039,736 ล้านบาท
รวม 1,902,393 ล้านบาท
จะเห็นว่ากรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรม และศูนย์กลางภาคบริการ มีผลผลิตมากกว่าภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบสามเท่า และมันเป็นผลงานของผู้ทำงานในพื้นที่และผู้ที่ย้ายถิ่นจากภาคอื่นเพื่อหางานทำอีกด้วย
นอกจากนี้ภาคกลางและภาคตะวันออกมีท่าเรือ และอ่าวไทยมีก๊าซธรรมชาติ
ชนชั้นสำคัญกว่าภูมิศาสตร์ ถ้าแบ่งประเทศอย่างที่เสื้อแดงบางคนเสนอ ประเทศล้านนากับตะวันออกเฉียงเหนือจะยากจนมาก แถมประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ที่รักประชาธิปไตยและเกลียดชังม็อบสุเทพ ก็จะตกเป็นทาสเผด็จการอีกด้วย
ไม่ครับ เราควรตั้งความหวังในอนาคต เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ ให้ประชาชนคนทำงาน ทั้งกรรมาชีพและเกษตกร เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เราควรยึดทรัพยากรที่นายทุนใหญ่และทหารขโมยจากการทำงานของเรา เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการภายใต้คำขวัญ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-จากการเก็บภาษีก้าวหน้า”
เราควรปฏิรูประบบยุติธรรมแบบถอนรากถอนโคน ลดอำนาจทหาร ยุบองค์กรที่ไม่เคยอิสระ
และเราควรสร้างมาตรฐานสิทธิเสรีภาพประชาธิไตย บนซากรัฐเผด็จการไทยต่างหาก
.
แบ่งแยกประเทศผมไม่แคร์ แต่จะยกทรัพยากรให้พวกอำมาตย์มารทำไม?
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52056
. . Sun, 2014-03-02 23:51
ผมไม่เคยสนับสนุนประโยคในรัฐธรรมนูญไทยที่กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และในการปฏิรูปการเมืองเพื่อประชาธิปไตยควรจะตัดออก อย่างน้อยก็เพื่อให้ “ชาวปาตานี” สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ แต่โดยรวมแล้วผมไม่เคยหวงดินแดนรัฐชาติไทยแทนชนชั้นปกครอง เพราะประชาชนไทย 99% ไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนที่แท้จริงอันนี้ แม้แต่ที่ดินทำกินกับบ้านที่อยู่อาศัย ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เป็นเจ้าของด้วยซ้ำ
และเราก็ไม่ต้องไปเชื่อประวัติศาสตร์ปลอมที่เสนอว่าวีรบุรุษคนใหญ่คนโตเคยปกป้องพรมแดนรัฐชาติไทยเพื่อส่วนรวม ยิ่งกว่านั้นพวกวีรบุรุษเหล่านั้นยังไปยึดพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนอื่น มาขึ้นกับกรุงเทพฯ อีกด้วย
ดังนั้นใครเสนอให้แบ่งแยกประเทศ ผมไม่แคร์เลย
แต่ที่เราทุกคนที่รักประชาธิปไตยควรแคร์และหวงคือ ผลิตผลจากการทำงานของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะทรัพยากรดังกล่าวมาจากหยาดเหงื่อของผู้ทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพหรือเกษตรกร มันไม่ได้เกิดจากนายทุนในปัจจุบันหรือศักดินาในอดีต คนดังกล่าวเป็นเพียงคนที่ “ทำนาบนหลังคน” เท่านั้น
คำถามสำคัญที่เราควรตั้งกับเพื่อนๆ เสื้อแดง ที่อยากแบ่งประเทศ เพราะโกรธแค้น จากการลอยนวลของมารต้านประชาธิปไตย ทหารเผด็จการ และฝูงนักวิชาการกับแกนนำเอ็นจีโอ คือ เรื่องอะไรเราจะไปยกทรัพยากรมหาศาล ที่มาจากการทำงานของคนธรรมดา ให้พวกอำมาตย์?
ลองดูตัวเลขทางเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์มวลรวม แบ่งเป็นภาค ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมนี้คือผลผลิตทั้งหมดที่มาจากการทำงานของประชาชน
มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม
(ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๒๕๕๒ http://www.mtp.rmutt.ac.th/?p=2396 )
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3,770,185 ล้านบาท
ภาคตะวันออกติดชายฝั่งอ่าวไทย 1,398,288 ล้านบาท
ภาคกลางส่วนกลาง 696,438 ล้านบาท
ภาคตะวันตก 396,909 ล้านบาท
ภาคใต้ 886,503 ล่านบาท
รวม 7,148,323 ล้านบาท
ภาคเหนือ 862,657 ล้านบาท
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,039,736 ล้านบาท
รวม 1,902,393 ล้านบาท
จะเห็นว่ากรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรม และศูนย์กลางภาคบริการ มีผลผลิตมากกว่าภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบสามเท่า และมันเป็นผลงานของผู้ทำงานในพื้นที่และผู้ที่ย้ายถิ่นจากภาคอื่นเพื่อหางานทำอีกด้วย
นอกจากนี้ภาคกลางและภาคตะวันออกมีท่าเรือ และอ่าวไทยมีก๊าซธรรมชาติ
ชนชั้นสำคัญกว่าภูมิศาสตร์ ถ้าแบ่งประเทศอย่างที่เสื้อแดงบางคนเสนอ ประเทศล้านนากับตะวันออกเฉียงเหนือจะยากจนมาก แถมประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ที่รักประชาธิปไตยและเกลียดชังม็อบสุเทพ ก็จะตกเป็นทาสเผด็จการอีกด้วย
ไม่ครับ เราควรตั้งความหวังในอนาคต เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ ให้ประชาชนคนทำงาน ทั้งกรรมาชีพและเกษตกร เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เราควรยึดทรัพยากรที่นายทุนใหญ่และทหารขโมยจากการทำงานของเรา เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการภายใต้คำขวัญ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-จากการเก็บภาษีก้าวหน้า”
เราควรปฏิรูประบบยุติธรรมแบบถอนรากถอนโคน ลดอำนาจทหาร ยุบองค์กรที่ไม่เคยอิสระ
และเราควรสร้างมาตรฐานสิทธิเสรีภาพประชาธิไตย บนซากรัฐเผด็จการไทยต่างหาก
.
2557-01-21
สงครามกลางเมือง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
สงครามกลางเมือง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390230939
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 22:30:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 20 มกราคม 2557 )
หลายคนพูดว่า สถานการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ มีทางที่จะพัฒนาไปเป็นสงครามกลางเมือง หนึ่งในคนที่เตือนเรื่องนี้คือ ผบ.ทบ.
ผมสนใจว่า มันจะเป็นไปได้หรือไม่ และหากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทยขึ้นจริง จะมีลักษณะอย่างไร
สงครามกลางเมืองนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ปรปักษ์มีการจัดองค์กรเพื่อการทำสงคราม จนถึงนาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จัดองค์กรเพื่อทำสงคราม ยกเว้นแต่นับเอากองทัพเข้าไปเป็นคู่ปรปักษ์ด้วยเท่านั้น แต่กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (แม้พยายามจะอยู่เหนือรัฐตลอดมา) ฉะนั้นจึงขอเก็บเรื่องนี้ไปพูดถึงความเป็นไปได้ เมื่อรัฐได้เคลื่อนเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์แล้ว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปทางแนวนั้น หากเกิดการรัฐประหารขึ้น
หากรัฐสามารถยืนอยู่นอกความขัดแย้งได้ต่อไปในระยะยาว คู่ปรปักษ์จะสามารถพัฒนาการจัดองค์กรของตนเองเพื่อทำสงครามได้หรือไม่ เรื่องนี้ไปสัมพันธ์กับเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งของสงครามกลางเมือง จึงต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน
ความขัดแย้งกันภายในรัฐ จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ นอกจากต้องมีการจัดองค์กรเพื่อทำสงครามแล้ว คู่ปรปักษ์ยังต้องมีกองกำลังของตนเองที่สามารถปฏิบัติการได้เหมือนประจำการ ดังเช่น พคท.มีหน่วยทหารป่าของตนเอง ผู้ก่อการในสามจังหวัดภาคใต้ มี RKK เป็นต้น
ในกรณี พคท.ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทำให้สามารถติดอาวุธที่จำเป็นแก่กองกำลังได้ ผมไม่คิดว่าคู่ปรปักษ์ในครั้งนี้จะได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ฉะนั้นถึงจะมีกองกำลังของตนเอง ก็คงไม่มีสมรรถภาพเท่ากับกองทัพของรัฐโดยทั่วไป และหากรัฐกลายเป็นคู่ปรปักษ์เสียเอง ก็คงไม่สามารถทำสงครามในแบบกับรัฐได้แน่
แต่สงครามกลางเมืองในโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แปรเปลี่ยนจากสงครามกลางเมืองในสมัยก่อนหน้านั้นไปมาก แม้ไม่ทำสงครามในแบบ กองกำลังของคู่ปรปักษ์ (ไม่ว่าจะมีรัฐร่วมอยู่ด้วยหรือไม่) ก็อาจต่อสู้รบพุ่งกันได้ โดยวิธีอื่นๆ ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างมีสองกรณีคือพม่าและไอร์แลนด์
กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเคยได้รับความช่วยเหลือจากจีน กลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ที่คุกคามรัฐบาลพม่ามากที่สุด แต่ก็สลายตัวลงเพราะการปราบปรามของกองทัพพม่า อาวุธส่วนหนึ่งกระจัดกระจายไปยังกองกำลังของชนส่วนน้อย แม้กระนั้นก็ไม่สามารถรวบรวมและใช้ประโยชน์ได้เท่ากองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลทหารพม่าสามารถจัดการได้ แม้ไม่เด็ดขาด
แต่ภูมิภาคแถบนี้ รวมทั้งประเทศไทย คือตลาดใหญ่ของการค้าอาวุธเถื่อน ฉะนั้นหากกองกำลังใดที่ไม่ใช่ของรัฐ มีเงินพอ ก็ย่อมเข้าถึงอาวุธสงครามได้หลายชนิด พอที่จะทำสงครามนอกแบบสืบเนื่องไปได้ในระยะยาว ชนส่วนน้อยในพม่ามีเงินที่ได้มาจากยาเสพติด บางกลุ่มผลิตและค้าเอง บางกลุ่มเรียกเก็บเฉพาะค่าผ่านแดน, การเก็บค่าต๋งจากผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐ, หรือเก็บค่าผ่านแดนของสินค้าเข้าและออก และแน่นอนในบางครั้ง ก็ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ (เช่นในขณะที่กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่ายังเข้มแข็ง ไทยย่อมสนับสนุนกองกำลังของชนส่วนน้อยบางกลุ่ม เพื่อเป็นกำลังกันกระทบ)
ความยั่งยืนของสงครามกลางเมืองในพม่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากภูมิประเทศและระบบสื่อสารคมนาคมที่ยังไม่พัฒนา ทำให้อำนาจรัฐไม่เข้มแข็ง -- ทั้งเพราะรัฐคุมการกดขี่ข่มเหงประชาชนของข้าราชการตนเองไม่ได้ และทั้งเพราะกองกำลังของชนส่วนน้อยอาจโจมตีรัฐได้ง่าย -- ปัจจัยแง่นี้ไม่มีในประเทศไทย หากจะมีสงครามกลางเมืองในประเทศไทย คงไม่ออกมาในลักษณะการยึดพื้นที่บางส่วนเป็นฐานที่มั่นอย่างถาวร ดังเช่นที่เกิดในพม่า
กองกำลังของไออาร์เอฝังตัวอยู่ในชุมชน ได้รับความสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผู้นับถือศาสนาเดียวกัน ในขณะที่ได้ทุนจากการระดมจากชาวไอริชที่ไปตั้งรกรากในต่างประเทศ ปฏิบัติการคือการลอบสังหารด้วยวิธีต่างๆ และการก่อวินาศกรรมอย่างไม่มีขอบเขตต่อสังคมอังกฤษ เพื่อสร้างกระแสให้ประชาชนกดดันรัฐบาลประชาธิปไตยของตนให้เปลี่ยนนโยบายจากการทหารมาสู่การเจรจา (คืออาจไปจุดระเบิดในลอนดอนซึ่งอยู่นอกพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง)
มีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างการปฏิบัติการของไออาร์เอ และกลุ่มผู้ก่อการในภาคใต้ เพียงแต่กลุ่มผู้ก่อการนับวันก็ต้องพึ่งพาทุนจากการค้าที่ผิดกฎหมายมากขึ้น และปฏิบัติการมุ่งกระทำต่อรัฐไทยโดยตรง (สังหารเจ้าหน้าที่รัฐ และศัตรูของขบวนการในพื้นที่) ไม่มุ่งจะเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนไทยโดยรวม
หากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทย โดยที่รัฐไม่เข้ามาร่วมเป็นคู่ปรปักษ์ ผมอยากเดาว่า ความรุนแรงในการลอบสังหารและก่อวินาศกรรมไม่น่าจะรุนแรงเท่า เพราะการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์ต้องกระทำโดยเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง ส่วนใหญ่ของการลอบสังหารไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของคนส่วนใหญ่ การก่อวินาศกรรมมักกระทบถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย สถานการณ์อย่างนี้พึงระวังการก่อวินาศกรรมปลอมหรือการลอบสังหารปลอม เพื่อกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามมากกว่า
แต่หากรัฐเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที เช่นหากกองทัพทำรัฐประหาร กองทัพย่อมรู้ดีว่า ฝ่ายที่คัดค้านหรือจนถึงต่อต้านการรัฐประหารย่อมมีมาก เป็นธรรมดาที่กองทัพต้องขยายการคุมออกไปให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งขยายมากกำลังก็ยิ่งบางลง ตกเป็นเหยื่อของการต่อต้านได้มากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยซึ่งอาจยับยั้งการใช้ความรุนแรง (คือการแข่งขันทางการเมืองระหว่างสองกลุ่ม) หายไปเสียแล้ว เพราะการรัฐประหาร โอกาสที่จะต่อต้านการรัฐประหารด้วยความรุนแรงจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
ผมควรกล่าวด้วยว่า สันติวิธีในการต่อต้านการรัฐประหารหรือรัฐที่ไม่ชอบธรรมนั้นมีมากและหลากหลายชนิด แต่สังคมไทยมีประสบการณ์อยู่เพียงอย่างเดียวคือการชุมนุมโดยสงบ เมื่อทำไม่ได้ ก็ไม่ช่ำชองพอจะใช้ยุทธวิธีของสันติวิธีอย่างอื่น ความเสี่ยงในการต่อต้านรัฐประหารที่นำไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อ (ไม่ว่าของฝ่ายใด) จึงมีมากขึ้น
แม้ไม่เกิดการรัฐประหาร รัฐก็เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันรัฐบาลพยายามถอยออกไปโดยยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สถานการณ์ก็บานปลายออกไปไม่หยุด จนทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลกลายเป็นคู่ปรปักษ์กับฝ่ายต่อต้านแทนรัฐบาลไปเสียเอง หากการเลือกตั้งนำมาซึ่งรัฐบาลใหม่ (จะช้าหรือเร็วหลังการเลือกตั้งก็ตาม) รัฐบาลใหม่จะปล่อยให้สถานการณ์กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนตน และฝ่ายประท้วง โดยรัฐไม่เกี่ยวเลยเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะโอกาสที่สองฝ่ายจะปะทะกันด้วยความรุนแรงย่อมเกิดได้เสมอ และที่จริงตอนนี้ก็มีการปะทะกันด้วยความรุนแรงอยู่บ้างแล้ว
รัฐต้องเป็นรัฐ ที่รักษาเวทีซึ่งมีกติกาแห่งความสงบสุขไว้ให้ได้ ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะขัดแย้งกันอย่างไร ใครก็ตามที่ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล จะปล่อยให้รัฐง่อยเปลี้ยเสียขาไปเรื่อยๆ เช่นนี้ไม่ได้
ดังนั้น หากพรรค พท.สามารถจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ จึงควรพิจารณาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ดี หากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถรับผิดชอบฟื้นฟูรัฐให้เป็นกรรมการกลางที่เที่ยงธรรมได้ (ด้วยเหตุใดก็ตามที และผมออกจะเชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์ทำไม่ได้) พรรคเพื่อไทยควรพิจารณาหานายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีนามสกุลเดิมหรือสัมพันธ์กับนามสกุลเดิม บุคคลผู้นั้นควรเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้างกว่าพรรคเพื่อไทย
ในส่วน ครม. ครึ่งหนึ่งหรือกว่านั้นควรเป็นคนนอกพรรคเพื่อไทย แต่เป็นคนที่สังคมวงกว้างยอมรับในความรู้ความสามารถ ไม่จำเป็นว่าเขาต้องมีภาพพจน์ที่เป็นกลาง เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งคนในสังคมวงกว้างเห็นว่ามีความรู้ความสามารถ (ไม่ว่าจะเห็นถูกหรือเห็นผิด) ก็ไม่ได้มีภาพพจน์ที่เป็นกลางแต่อย่างใด หรือคุณวีรชัย พลาศรัย ซึ่งมีความสามารถเป็นที่ยอมรับ และยังไม่มีภาพพจน์ที่เอียงข้างฝ่ายใด คนเหล่านี้ควรได้รับเชิญให้ไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย เพื่อบริหารประเทศไปได้อย่างราบรื่น
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเลือก ครม.จากการเสนอของพรรค ปชป.หรือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะรัฐบาลใหม่ไม่ใช่รัฐบาลประนีประนอม แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่จะฟื้นฟูความเป็นรัฐที่สามารถรักษาเวทีกลางของความขัดแย้งให้สงบสันติได้ การเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี เป็นภาระหน้าที่ของพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องเลือกให้เข้ามาบริหารความเจริญก้าวหน้าได้จริง โดยไม่ถูกขัดขวางอย่างไร้เหตุผลโดยศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, ม็อบ, demagogue และนักวิชาการบางกลุ่ม
หรือแม้แต่ใครที่อยู่เบื้องหลังม็อบสุเทพ ก็ไม่ต้องไปถามให้เขาเสนอชื่อใครเป็นอันขาด พอกันทีสำหรับเส้นสายเครือข่ายของพวกเขา ที่บ้านเมืองเละเป็นวุ้นอยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเส้นสายเครือข่ายเหล่านี้หรอกหรือ
รัฐอย่าได้ทำสงครามกลางเมืองเป็นอันขาด ใช้กฎหมายและเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่เพื่อรักษาอำนาจของรัฐเท่านั้น อย่าได้ตามไปแก้แค้นใครเกินกฎหมาย อย่าปราบปรามแบบปูพรม เมินเสียได้ก็พึงเมิน การกบฏกลางเมืองที่เผยตัวแกนนำชัดเจนอย่างนี้ รัฐไหนๆ ก็จัดการได้ง่ายทั้งสิ้น
แม้กระนั้น การต่อต้านรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงจะมีอยู่ต่อไป ทั้งข้างถนนไปจนถึงองค์กรอิสระ แต่รัฐบาลเพื่อไทยต้องยึดความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ไว้ให้ได้ ไม่ใช่โดยผ่านชื่อทักษิณ ชินวัตร แต่ผ่านนโยบาย, โครงการ, การกระทำให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ
.
สงครามกลางเมือง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390230939
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 22:30:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 20 มกราคม 2557 )
หลายคนพูดว่า สถานการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ มีทางที่จะพัฒนาไปเป็นสงครามกลางเมือง หนึ่งในคนที่เตือนเรื่องนี้คือ ผบ.ทบ.
ผมสนใจว่า มันจะเป็นไปได้หรือไม่ และหากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทยขึ้นจริง จะมีลักษณะอย่างไร
สงครามกลางเมืองนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ปรปักษ์มีการจัดองค์กรเพื่อการทำสงคราม จนถึงนาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จัดองค์กรเพื่อทำสงคราม ยกเว้นแต่นับเอากองทัพเข้าไปเป็นคู่ปรปักษ์ด้วยเท่านั้น แต่กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (แม้พยายามจะอยู่เหนือรัฐตลอดมา) ฉะนั้นจึงขอเก็บเรื่องนี้ไปพูดถึงความเป็นไปได้ เมื่อรัฐได้เคลื่อนเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์แล้ว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปทางแนวนั้น หากเกิดการรัฐประหารขึ้น
หากรัฐสามารถยืนอยู่นอกความขัดแย้งได้ต่อไปในระยะยาว คู่ปรปักษ์จะสามารถพัฒนาการจัดองค์กรของตนเองเพื่อทำสงครามได้หรือไม่ เรื่องนี้ไปสัมพันธ์กับเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งของสงครามกลางเมือง จึงต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน
ความขัดแย้งกันภายในรัฐ จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ นอกจากต้องมีการจัดองค์กรเพื่อทำสงครามแล้ว คู่ปรปักษ์ยังต้องมีกองกำลังของตนเองที่สามารถปฏิบัติการได้เหมือนประจำการ ดังเช่น พคท.มีหน่วยทหารป่าของตนเอง ผู้ก่อการในสามจังหวัดภาคใต้ มี RKK เป็นต้น
ในกรณี พคท.ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทำให้สามารถติดอาวุธที่จำเป็นแก่กองกำลังได้ ผมไม่คิดว่าคู่ปรปักษ์ในครั้งนี้จะได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ฉะนั้นถึงจะมีกองกำลังของตนเอง ก็คงไม่มีสมรรถภาพเท่ากับกองทัพของรัฐโดยทั่วไป และหากรัฐกลายเป็นคู่ปรปักษ์เสียเอง ก็คงไม่สามารถทำสงครามในแบบกับรัฐได้แน่
แต่สงครามกลางเมืองในโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แปรเปลี่ยนจากสงครามกลางเมืองในสมัยก่อนหน้านั้นไปมาก แม้ไม่ทำสงครามในแบบ กองกำลังของคู่ปรปักษ์ (ไม่ว่าจะมีรัฐร่วมอยู่ด้วยหรือไม่) ก็อาจต่อสู้รบพุ่งกันได้ โดยวิธีอื่นๆ ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างมีสองกรณีคือพม่าและไอร์แลนด์
กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเคยได้รับความช่วยเหลือจากจีน กลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ที่คุกคามรัฐบาลพม่ามากที่สุด แต่ก็สลายตัวลงเพราะการปราบปรามของกองทัพพม่า อาวุธส่วนหนึ่งกระจัดกระจายไปยังกองกำลังของชนส่วนน้อย แม้กระนั้นก็ไม่สามารถรวบรวมและใช้ประโยชน์ได้เท่ากองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลทหารพม่าสามารถจัดการได้ แม้ไม่เด็ดขาด
แต่ภูมิภาคแถบนี้ รวมทั้งประเทศไทย คือตลาดใหญ่ของการค้าอาวุธเถื่อน ฉะนั้นหากกองกำลังใดที่ไม่ใช่ของรัฐ มีเงินพอ ก็ย่อมเข้าถึงอาวุธสงครามได้หลายชนิด พอที่จะทำสงครามนอกแบบสืบเนื่องไปได้ในระยะยาว ชนส่วนน้อยในพม่ามีเงินที่ได้มาจากยาเสพติด บางกลุ่มผลิตและค้าเอง บางกลุ่มเรียกเก็บเฉพาะค่าผ่านแดน, การเก็บค่าต๋งจากผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐ, หรือเก็บค่าผ่านแดนของสินค้าเข้าและออก และแน่นอนในบางครั้ง ก็ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ (เช่นในขณะที่กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่ายังเข้มแข็ง ไทยย่อมสนับสนุนกองกำลังของชนส่วนน้อยบางกลุ่ม เพื่อเป็นกำลังกันกระทบ)
ความยั่งยืนของสงครามกลางเมืองในพม่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากภูมิประเทศและระบบสื่อสารคมนาคมที่ยังไม่พัฒนา ทำให้อำนาจรัฐไม่เข้มแข็ง -- ทั้งเพราะรัฐคุมการกดขี่ข่มเหงประชาชนของข้าราชการตนเองไม่ได้ และทั้งเพราะกองกำลังของชนส่วนน้อยอาจโจมตีรัฐได้ง่าย -- ปัจจัยแง่นี้ไม่มีในประเทศไทย หากจะมีสงครามกลางเมืองในประเทศไทย คงไม่ออกมาในลักษณะการยึดพื้นที่บางส่วนเป็นฐานที่มั่นอย่างถาวร ดังเช่นที่เกิดในพม่า
กองกำลังของไออาร์เอฝังตัวอยู่ในชุมชน ได้รับความสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผู้นับถือศาสนาเดียวกัน ในขณะที่ได้ทุนจากการระดมจากชาวไอริชที่ไปตั้งรกรากในต่างประเทศ ปฏิบัติการคือการลอบสังหารด้วยวิธีต่างๆ และการก่อวินาศกรรมอย่างไม่มีขอบเขตต่อสังคมอังกฤษ เพื่อสร้างกระแสให้ประชาชนกดดันรัฐบาลประชาธิปไตยของตนให้เปลี่ยนนโยบายจากการทหารมาสู่การเจรจา (คืออาจไปจุดระเบิดในลอนดอนซึ่งอยู่นอกพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง)
มีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างการปฏิบัติการของไออาร์เอ และกลุ่มผู้ก่อการในภาคใต้ เพียงแต่กลุ่มผู้ก่อการนับวันก็ต้องพึ่งพาทุนจากการค้าที่ผิดกฎหมายมากขึ้น และปฏิบัติการมุ่งกระทำต่อรัฐไทยโดยตรง (สังหารเจ้าหน้าที่รัฐ และศัตรูของขบวนการในพื้นที่) ไม่มุ่งจะเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนไทยโดยรวม
หากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทย โดยที่รัฐไม่เข้ามาร่วมเป็นคู่ปรปักษ์ ผมอยากเดาว่า ความรุนแรงในการลอบสังหารและก่อวินาศกรรมไม่น่าจะรุนแรงเท่า เพราะการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์ต้องกระทำโดยเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง ส่วนใหญ่ของการลอบสังหารไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของคนส่วนใหญ่ การก่อวินาศกรรมมักกระทบถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย สถานการณ์อย่างนี้พึงระวังการก่อวินาศกรรมปลอมหรือการลอบสังหารปลอม เพื่อกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามมากกว่า
แต่หากรัฐเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที เช่นหากกองทัพทำรัฐประหาร กองทัพย่อมรู้ดีว่า ฝ่ายที่คัดค้านหรือจนถึงต่อต้านการรัฐประหารย่อมมีมาก เป็นธรรมดาที่กองทัพต้องขยายการคุมออกไปให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งขยายมากกำลังก็ยิ่งบางลง ตกเป็นเหยื่อของการต่อต้านได้มากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยซึ่งอาจยับยั้งการใช้ความรุนแรง (คือการแข่งขันทางการเมืองระหว่างสองกลุ่ม) หายไปเสียแล้ว เพราะการรัฐประหาร โอกาสที่จะต่อต้านการรัฐประหารด้วยความรุนแรงจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
ผมควรกล่าวด้วยว่า สันติวิธีในการต่อต้านการรัฐประหารหรือรัฐที่ไม่ชอบธรรมนั้นมีมากและหลากหลายชนิด แต่สังคมไทยมีประสบการณ์อยู่เพียงอย่างเดียวคือการชุมนุมโดยสงบ เมื่อทำไม่ได้ ก็ไม่ช่ำชองพอจะใช้ยุทธวิธีของสันติวิธีอย่างอื่น ความเสี่ยงในการต่อต้านรัฐประหารที่นำไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อ (ไม่ว่าของฝ่ายใด) จึงมีมากขึ้น
แม้ไม่เกิดการรัฐประหาร รัฐก็เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันรัฐบาลพยายามถอยออกไปโดยยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สถานการณ์ก็บานปลายออกไปไม่หยุด จนทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลกลายเป็นคู่ปรปักษ์กับฝ่ายต่อต้านแทนรัฐบาลไปเสียเอง หากการเลือกตั้งนำมาซึ่งรัฐบาลใหม่ (จะช้าหรือเร็วหลังการเลือกตั้งก็ตาม) รัฐบาลใหม่จะปล่อยให้สถานการณ์กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนตน และฝ่ายประท้วง โดยรัฐไม่เกี่ยวเลยเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะโอกาสที่สองฝ่ายจะปะทะกันด้วยความรุนแรงย่อมเกิดได้เสมอ และที่จริงตอนนี้ก็มีการปะทะกันด้วยความรุนแรงอยู่บ้างแล้ว
รัฐต้องเป็นรัฐ ที่รักษาเวทีซึ่งมีกติกาแห่งความสงบสุขไว้ให้ได้ ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะขัดแย้งกันอย่างไร ใครก็ตามที่ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล จะปล่อยให้รัฐง่อยเปลี้ยเสียขาไปเรื่อยๆ เช่นนี้ไม่ได้
ดังนั้น หากพรรค พท.สามารถจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ จึงควรพิจารณาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ดี หากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถรับผิดชอบฟื้นฟูรัฐให้เป็นกรรมการกลางที่เที่ยงธรรมได้ (ด้วยเหตุใดก็ตามที และผมออกจะเชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์ทำไม่ได้) พรรคเพื่อไทยควรพิจารณาหานายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีนามสกุลเดิมหรือสัมพันธ์กับนามสกุลเดิม บุคคลผู้นั้นควรเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้างกว่าพรรคเพื่อไทย
ในส่วน ครม. ครึ่งหนึ่งหรือกว่านั้นควรเป็นคนนอกพรรคเพื่อไทย แต่เป็นคนที่สังคมวงกว้างยอมรับในความรู้ความสามารถ ไม่จำเป็นว่าเขาต้องมีภาพพจน์ที่เป็นกลาง เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งคนในสังคมวงกว้างเห็นว่ามีความรู้ความสามารถ (ไม่ว่าจะเห็นถูกหรือเห็นผิด) ก็ไม่ได้มีภาพพจน์ที่เป็นกลางแต่อย่างใด หรือคุณวีรชัย พลาศรัย ซึ่งมีความสามารถเป็นที่ยอมรับ และยังไม่มีภาพพจน์ที่เอียงข้างฝ่ายใด คนเหล่านี้ควรได้รับเชิญให้ไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย เพื่อบริหารประเทศไปได้อย่างราบรื่น
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเลือก ครม.จากการเสนอของพรรค ปชป.หรือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะรัฐบาลใหม่ไม่ใช่รัฐบาลประนีประนอม แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่จะฟื้นฟูความเป็นรัฐที่สามารถรักษาเวทีกลางของความขัดแย้งให้สงบสันติได้ การเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี เป็นภาระหน้าที่ของพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องเลือกให้เข้ามาบริหารความเจริญก้าวหน้าได้จริง โดยไม่ถูกขัดขวางอย่างไร้เหตุผลโดยศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, ม็อบ, demagogue และนักวิชาการบางกลุ่ม
หรือแม้แต่ใครที่อยู่เบื้องหลังม็อบสุเทพ ก็ไม่ต้องไปถามให้เขาเสนอชื่อใครเป็นอันขาด พอกันทีสำหรับเส้นสายเครือข่ายของพวกเขา ที่บ้านเมืองเละเป็นวุ้นอยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเส้นสายเครือข่ายเหล่านี้หรอกหรือ
รัฐอย่าได้ทำสงครามกลางเมืองเป็นอันขาด ใช้กฎหมายและเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่เพื่อรักษาอำนาจของรัฐเท่านั้น อย่าได้ตามไปแก้แค้นใครเกินกฎหมาย อย่าปราบปรามแบบปูพรม เมินเสียได้ก็พึงเมิน การกบฏกลางเมืองที่เผยตัวแกนนำชัดเจนอย่างนี้ รัฐไหนๆ ก็จัดการได้ง่ายทั้งสิ้น
แม้กระนั้น การต่อต้านรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงจะมีอยู่ต่อไป ทั้งข้างถนนไปจนถึงองค์กรอิสระ แต่รัฐบาลเพื่อไทยต้องยึดความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ไว้ให้ได้ ไม่ใช่โดยผ่านชื่อทักษิณ ชินวัตร แต่ผ่านนโยบาย, โครงการ, การกระทำให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ
.
2557-01-14
วิจักขณ์ พานิช เขียน สันติภาพบนความขัดแย้ง
.
สันติภาพบนความขัดแย้ง
โดย วิจักขณ์ พานิช
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389669261
วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 10:30:20 น.
( ที่มา : คอลัมน์ ธรรมนัว นสพ.มติชนรายวัน )
อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปร่วมงานจุดเทียนสันติภาพ ที่หน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ มาครับ
แม้จะเป็นกลุ่มมิตรสหายที่คุ้นหน้าคุ้นตากันในแวดวงสันติวิธี แต่พอเห็นว่าเป็นกิจกรรมจุดเทียน ผมก็แอบชะงักไปเล็กน้อย เพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบการจุดเทียนสักเท่าไหร่ ครั้งหนึ่งยังเคยวิจารณ์กลุ่มสันติวิธีที่ออกมารณรงค์จุดเทียนสันติภาพระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เสียด้วยซ้ำ ยิ่งได้เห็นชื่องาน "พอกันที : หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" ยิ่งทำให้นึกย้อนอดีตไปถึงกลุ่ม "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เช่นกัน ซึ่งในครั้งนั้นผมมีความชัดเจนว่าไม่สนใจที่จะออกไปร่วมรณรงค์กับทั้งสองกลุ่ม
แล้วทำไมครั้งนี้ผมจึงเอาด้วย? ทำไมในสถานการณ์ตอนนี้ผมจึงเห็นว่าการจุดเทียนเป็นกิจกรรมที่ใช้ได้?
ประการแรก ผมมองว่าการจุดเทียนไม่ได้มีความหมายหรือความเหมาะสมในตัวมันเองหรอกนะครับ แต่ความหมายหรือความชอบธรรมของการจุดเทียนน่าจะขึ้นอยู่กับ "พลังของสถานการณ์" หรือ "บริบททางการเมือง" ในขณะนั้นมากกว่า
สำหรับผมแล้ว การจุดเทียนคือเครื่องมือการต่อสู้อย่างหนึ่ง เป็นสันติวิธีทางการเมือง ไม่ใช่สันติวิธีแบบศาสนา การจุดเทียนไม่ได้บ่งบอกว่าเรากำลังทำสิ่งดีๆ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นกลางทางการเมือง หรือลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์ความขัดแย้ง แต่การจุดเทียนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการเมืองอย่างหนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่ง ในบริบทเฉพาะบริบทหนึ่ง การจุดเทียนในวันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้คนมารักกัน เข้าใจกัน สงบสันติ หรือสามัคคีกัน ไม่ใช่เลยครับ... แต่เราแค่เรียกร้องให้ "เคารพกันบ้าง" เพราะการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ได้ดำเนินมาจนถึงจุดที่คนจำนวนมากรู้สึกว่ากำลังถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน การจุดเทียนจึงถูกนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องสิทธิที่เราหวงแหน
ณ สถานกาณ์ตอนนี้ "แสงเทียน" ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในการต่อสู้กับ "เสียงนกหวีด" ที่ดังอื้ออึงได้ดีอย่างหนึ่ง การจุดเทียนร่วมกันของผู้คนจะส่องสว่างให้อีกฟากฝั่งทางการเมืองได้ตระหนักว่ามีคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่เห็นด้วยกับเสียงนกหวีดที่คุณเป่า แต่เราจะไม่ไปทำร้ายคุณ เราจะไม่เกลียดชังคุณ เราแค่ต้องการยืนยันในสิทธิทางการเมืองที่เรามี เมื่อคุณเลือกที่จะปิดหูไม่ฟัง ส่งเสียงดังกลบเสียงคนอื่น เราก็ขอเลือกที่จะใช้แสงสว่างในการต่อสู้
แม้ไม่ได้ยินเสียงของเรา แต่โปรดเห็นแสงเทียนของเรา
ประการที่สอง ผมมองว่าการจุดเทียนครั้งนี้ไม่ได้มีขึ้นอย่างลอยๆ แต่มีการส่งสารที่ชัดเจนแนบไปด้วยครับ นั่นคือขอให้ทุกฝ่ายเคารพการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ในฐานะวิธีการที่ดีที่สุด เป็นอารยะที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติ ดังนั้น แสงเทียนที่ถูกจุดขึ้นจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่รวมตัวกันตามที่ต่างๆ โดยไม่มีการจัดตั้ง จึงหมายถึงแสงสว่างแห่งประชาธิปไตยในพื้นที่ทางการเมืองอันมืดมิดในตอนนี้
ประการที่สาม คำว่า "หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" หรือแม้แต่ "หยุดทำร้ายประเทศไทย" ในบริบทปัจจุบันกับในปี 2553 นั้น สำหรับผมแล้ว มีความแตกต่างกันมากครับ
การชุมนุมจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูกันว่ามีอาวุธหรือไม่มีอาวุธเท่านั้น แต่น่าจะดูจากข้อเรียกร้องของการชุมนุมเป็นสำคัญด้วย
การชุมนุมของเสื้อแดงปี 2553 แม้จะดูดุดันน่ากลัวสำหรับคนกรุงเทพฯบางกลุ่ม แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขา พื้นฐานมากๆ คือเรียกร้องให้มีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ความรุนแรงที่เริ่มเกิดขึ้นมาจากการนำกองกำลังทหาร รถถัง พร้อมอาวุธสงครามออกมาสู้กับพวกเขา ดังนั้น หากมองจากข้อเรียกร้องของการชุมนุม การชุมนุมของเสื้อแดงไม่ใช่การชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง
ตรงข้ามกับการชุมนุมของ กปปส.ในปัจจุบัน ที่ข้ามเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปนานแล้ว ข้ามการล้มรัฐบาลไปนานแล้ว ...และจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายของ กปปส.จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แม้ยุบสภาแล้วก็ไม่ยุติ การเคลื่อนไหวของคุณสุเทพและ กปปส.ไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนและปฏิเสธการเจรจากับรัฐบาลรักษาการในทุกกรณี ข้อเรียกร้อง "ล้มระบอบทักษิณให้สิ้นซาก" "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" หรือทำทุกวิถีทางเพื่อกดดันไม่ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นนั้น ไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงของคนทั้งประเทศ ที่สำคัญคือพยายามกดดันให้มีอำนาจนอกระบบ โดยเฉพาะกองทัพให้ออกมาแก้ปัญหานอกกติกาประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น เมื่อมองจากการไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของการชุมนุม นอกเสียจากการกำจัดฝั่งตรงข้ามทางการเมืองโดยทุกวิถีทาง ยิ่งถึงขั้นพยายามล้มการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ด้วยแล้ว การชุมนุมของ กปปส.จึงเป็นการชุมนุมที่กำลังเหยียบหัวคนจำนวนมาก และพร้อมสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ตลอดเวลา
การที่มีกลุ่มสันติวิธีออกมาพูดคำว่า "เรียกร้องให้ยุติการชุมนุมที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรง" ในวันนี้ กับในปี 2553 จึงแตกต่างกันมากครับ และก็ไม่น่าแปลกใจเลย หากในบริบทที่ต่างกัน กลุ่มที่ออกมาจุดเทียน หรือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง จะเป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง แม้จะใช้เครื่องมือเดียวกัน คำพูดเดียวกัน แต่เมื่อบริบททางการเมืองต่างกันย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจทางการเมืองของประชาชนคนละกลุ่มกัน สารที่ถูกส่งออกไปผ่านเครื่องมือนั้นก็เป็นคนละสารกันด้วย
และนี่คือความหมายของสันติวิธีที่มีความเป็นการเมือง สะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองของสามัญชนในกรอบกติกาประชาธิปไตย ไม่ใช่สันติวิธีวิถีธรรมอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของนักศีลธรรม นักบวช นักบุญ อย่างที่มักเข้าใจกัน
การจุดเทียนครั้งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความปรารถนาดีต่อประเทศชาติของเพื่อนร่วมชาติ "ชาติ" ที่ไม่ควรถูกยึดไปเป็นสมบัติส่วนตัวของคนบางกลุ่มที่อ้างว่าตนรักชาติเหนือคนอื่น
น่าเศร้าครับที่ผู้เข้าร่วมกับการชุมนุม กปปส.ตอนนี้ ไม่รู้ตัวว่าการเคลื่อนไหวเพื่อล้มการเลือกตั้งของพวกเขากำลังผลักผู้คนจำนวนมากออกไป และบีบคั้นสถานการณ์จนใครก็ตามที่สนับสนุนประชาธิปไตยแทบไม่มีที่ให้ยืนในชาตินี้ กระทั่งหลังๆ ผมเริ่มก็ได้ยินคำถามประมาณว่า...
"ระหว่างการจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กับการยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย ถ้าต้องให้เลือก คุณจะเลือกอย่างไหน?"
คำถามที่ประชาชนผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยไม่รู้จะตอบยังไง เพราะมันเป็น false question นั่นคือเมื่อถามคำถามแบบนี้ คนตอบไม่สามารถตอบเป็นอย่างอื่นได้
ส่วนคนถามก็มีคำตอบในใจที่อยากให้คนตอบตอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงถาม
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสภาวะปกติที่สำนึกประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานให้กับความจงรักภักดี พูดง่ายๆ คือ เป็นสังคมที่มีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ คำถามแบบนี้ไม่จำเป็นต้องถูกถามครับ อีกทั้งคนตอบก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ตอบด้วย คือเราสามารถเฉยๆ กับมันได้ เพราะคำถามแบบนี้เป็น false question และไม่ใช่คำถามที่สำคัญอะไรกับชีวิตเรา
ปัญหาใหญ่มากๆ ของการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในตอนนี้ คือ การทำให้ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย...การจงรักภักดีกลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับการเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค จนในที่สุด กลายเป็นว่าเมื่อคุณยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย คุณจะกลายเป็นพวกไม่จงรักภักดี...
ซึ่งอันตรายมากๆ ครับ
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความจงรักภักดีถูกทำให้กลายเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย นอกจากผู้คนจำนวนมากที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยจะถูกทำให้กลายเป็นพวกไม่จงรักภักดีแล้ว ขบวนการใดก็ตามที่กระทำการในนามความจงรักภักดี ก็จะกลายเป็นขบวนการทำลายประชาธิปไตยไปพร้อมกันด้วย
แน่ใจเหรอครับว่าจะต้องให้เลือกกันแบบนี้จริงๆ
การจุดเทียนในวันนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของ "เพื่อนร่วมชาติ" ความรักชาติร่วมกันโดยการยืนยันสิทธิในการเลือกอย่างมีอารยะ เลือกตามกติกา ตามระบอบที่เคารพการเลือกและเคารพทุกคนที่เลือก ไม่ใช่ระบอบที่ต้องถูกบังคับให้เลือกหรือเลือกให้
เป็นการจุดเทียนเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย ให้การใช้เหตุและผลเป็นรากฐานที่แข็งแรงมั่นคงให้กับศรัทธาและความรัก
เทียนเล่มนี้ในมือผม คือเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสันติ ผมจุดมันชูขึ้น เพื่อส่องแสงสว่างน้อยๆ สื่อข้อความสำคัญแห่งสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของคนในชาติไปยังกลุ่ม กปปส.
"พอเถอะครับ... ช่วยเคารพสิทธิทางการเมืองของเราบ้าง เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งในประเทศนี้เหมือนกับคุณ คนทุกคนควรได้รับการเคารพเสมอเหมือนกัน เพราะคนทุกคนเท่ากัน ทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการเคารพเสียงของประชาชนทุกคนผ่านการเลือกตั้ง เราไม่อยากเห็นใครต้องมาสังเวยชีวิตให้กับการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงเช่นนี้อีก"
ขอให้สังคมไทยมีพื้นที่ให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
.
สันติภาพบนความขัดแย้ง
โดย วิจักขณ์ พานิช
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389669261
วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 10:30:20 น.
( ที่มา : คอลัมน์ ธรรมนัว นสพ.มติชนรายวัน )
อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปร่วมงานจุดเทียนสันติภาพ ที่หน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ มาครับ
แม้จะเป็นกลุ่มมิตรสหายที่คุ้นหน้าคุ้นตากันในแวดวงสันติวิธี แต่พอเห็นว่าเป็นกิจกรรมจุดเทียน ผมก็แอบชะงักไปเล็กน้อย เพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบการจุดเทียนสักเท่าไหร่ ครั้งหนึ่งยังเคยวิจารณ์กลุ่มสันติวิธีที่ออกมารณรงค์จุดเทียนสันติภาพระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เสียด้วยซ้ำ ยิ่งได้เห็นชื่องาน "พอกันที : หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" ยิ่งทำให้นึกย้อนอดีตไปถึงกลุ่ม "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เช่นกัน ซึ่งในครั้งนั้นผมมีความชัดเจนว่าไม่สนใจที่จะออกไปร่วมรณรงค์กับทั้งสองกลุ่ม
แล้วทำไมครั้งนี้ผมจึงเอาด้วย? ทำไมในสถานการณ์ตอนนี้ผมจึงเห็นว่าการจุดเทียนเป็นกิจกรรมที่ใช้ได้?
ประการแรก ผมมองว่าการจุดเทียนไม่ได้มีความหมายหรือความเหมาะสมในตัวมันเองหรอกนะครับ แต่ความหมายหรือความชอบธรรมของการจุดเทียนน่าจะขึ้นอยู่กับ "พลังของสถานการณ์" หรือ "บริบททางการเมือง" ในขณะนั้นมากกว่า
สำหรับผมแล้ว การจุดเทียนคือเครื่องมือการต่อสู้อย่างหนึ่ง เป็นสันติวิธีทางการเมือง ไม่ใช่สันติวิธีแบบศาสนา การจุดเทียนไม่ได้บ่งบอกว่าเรากำลังทำสิ่งดีๆ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นกลางทางการเมือง หรือลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์ความขัดแย้ง แต่การจุดเทียนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการเมืองอย่างหนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่ง ในบริบทเฉพาะบริบทหนึ่ง การจุดเทียนในวันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้คนมารักกัน เข้าใจกัน สงบสันติ หรือสามัคคีกัน ไม่ใช่เลยครับ... แต่เราแค่เรียกร้องให้ "เคารพกันบ้าง" เพราะการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ได้ดำเนินมาจนถึงจุดที่คนจำนวนมากรู้สึกว่ากำลังถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน การจุดเทียนจึงถูกนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องสิทธิที่เราหวงแหน
ณ สถานกาณ์ตอนนี้ "แสงเทียน" ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในการต่อสู้กับ "เสียงนกหวีด" ที่ดังอื้ออึงได้ดีอย่างหนึ่ง การจุดเทียนร่วมกันของผู้คนจะส่องสว่างให้อีกฟากฝั่งทางการเมืองได้ตระหนักว่ามีคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่เห็นด้วยกับเสียงนกหวีดที่คุณเป่า แต่เราจะไม่ไปทำร้ายคุณ เราจะไม่เกลียดชังคุณ เราแค่ต้องการยืนยันในสิทธิทางการเมืองที่เรามี เมื่อคุณเลือกที่จะปิดหูไม่ฟัง ส่งเสียงดังกลบเสียงคนอื่น เราก็ขอเลือกที่จะใช้แสงสว่างในการต่อสู้
แม้ไม่ได้ยินเสียงของเรา แต่โปรดเห็นแสงเทียนของเรา
ประการที่สอง ผมมองว่าการจุดเทียนครั้งนี้ไม่ได้มีขึ้นอย่างลอยๆ แต่มีการส่งสารที่ชัดเจนแนบไปด้วยครับ นั่นคือขอให้ทุกฝ่ายเคารพการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ในฐานะวิธีการที่ดีที่สุด เป็นอารยะที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติ ดังนั้น แสงเทียนที่ถูกจุดขึ้นจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่รวมตัวกันตามที่ต่างๆ โดยไม่มีการจัดตั้ง จึงหมายถึงแสงสว่างแห่งประชาธิปไตยในพื้นที่ทางการเมืองอันมืดมิดในตอนนี้
ประการที่สาม คำว่า "หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" หรือแม้แต่ "หยุดทำร้ายประเทศไทย" ในบริบทปัจจุบันกับในปี 2553 นั้น สำหรับผมแล้ว มีความแตกต่างกันมากครับ
การชุมนุมจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูกันว่ามีอาวุธหรือไม่มีอาวุธเท่านั้น แต่น่าจะดูจากข้อเรียกร้องของการชุมนุมเป็นสำคัญด้วย
การชุมนุมของเสื้อแดงปี 2553 แม้จะดูดุดันน่ากลัวสำหรับคนกรุงเทพฯบางกลุ่ม แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขา พื้นฐานมากๆ คือเรียกร้องให้มีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ความรุนแรงที่เริ่มเกิดขึ้นมาจากการนำกองกำลังทหาร รถถัง พร้อมอาวุธสงครามออกมาสู้กับพวกเขา ดังนั้น หากมองจากข้อเรียกร้องของการชุมนุม การชุมนุมของเสื้อแดงไม่ใช่การชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง
ตรงข้ามกับการชุมนุมของ กปปส.ในปัจจุบัน ที่ข้ามเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปนานแล้ว ข้ามการล้มรัฐบาลไปนานแล้ว ...และจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายของ กปปส.จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แม้ยุบสภาแล้วก็ไม่ยุติ การเคลื่อนไหวของคุณสุเทพและ กปปส.ไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนและปฏิเสธการเจรจากับรัฐบาลรักษาการในทุกกรณี ข้อเรียกร้อง "ล้มระบอบทักษิณให้สิ้นซาก" "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" หรือทำทุกวิถีทางเพื่อกดดันไม่ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นนั้น ไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงของคนทั้งประเทศ ที่สำคัญคือพยายามกดดันให้มีอำนาจนอกระบบ โดยเฉพาะกองทัพให้ออกมาแก้ปัญหานอกกติกาประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น เมื่อมองจากการไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของการชุมนุม นอกเสียจากการกำจัดฝั่งตรงข้ามทางการเมืองโดยทุกวิถีทาง ยิ่งถึงขั้นพยายามล้มการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ด้วยแล้ว การชุมนุมของ กปปส.จึงเป็นการชุมนุมที่กำลังเหยียบหัวคนจำนวนมาก และพร้อมสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ตลอดเวลา
การที่มีกลุ่มสันติวิธีออกมาพูดคำว่า "เรียกร้องให้ยุติการชุมนุมที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรง" ในวันนี้ กับในปี 2553 จึงแตกต่างกันมากครับ และก็ไม่น่าแปลกใจเลย หากในบริบทที่ต่างกัน กลุ่มที่ออกมาจุดเทียน หรือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง จะเป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง แม้จะใช้เครื่องมือเดียวกัน คำพูดเดียวกัน แต่เมื่อบริบททางการเมืองต่างกันย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจทางการเมืองของประชาชนคนละกลุ่มกัน สารที่ถูกส่งออกไปผ่านเครื่องมือนั้นก็เป็นคนละสารกันด้วย
และนี่คือความหมายของสันติวิธีที่มีความเป็นการเมือง สะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองของสามัญชนในกรอบกติกาประชาธิปไตย ไม่ใช่สันติวิธีวิถีธรรมอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของนักศีลธรรม นักบวช นักบุญ อย่างที่มักเข้าใจกัน
การจุดเทียนครั้งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความปรารถนาดีต่อประเทศชาติของเพื่อนร่วมชาติ "ชาติ" ที่ไม่ควรถูกยึดไปเป็นสมบัติส่วนตัวของคนบางกลุ่มที่อ้างว่าตนรักชาติเหนือคนอื่น
น่าเศร้าครับที่ผู้เข้าร่วมกับการชุมนุม กปปส.ตอนนี้ ไม่รู้ตัวว่าการเคลื่อนไหวเพื่อล้มการเลือกตั้งของพวกเขากำลังผลักผู้คนจำนวนมากออกไป และบีบคั้นสถานการณ์จนใครก็ตามที่สนับสนุนประชาธิปไตยแทบไม่มีที่ให้ยืนในชาตินี้ กระทั่งหลังๆ ผมเริ่มก็ได้ยินคำถามประมาณว่า...
"ระหว่างการจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กับการยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย ถ้าต้องให้เลือก คุณจะเลือกอย่างไหน?"
คำถามที่ประชาชนผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยไม่รู้จะตอบยังไง เพราะมันเป็น false question นั่นคือเมื่อถามคำถามแบบนี้ คนตอบไม่สามารถตอบเป็นอย่างอื่นได้
ส่วนคนถามก็มีคำตอบในใจที่อยากให้คนตอบตอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงถาม
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสภาวะปกติที่สำนึกประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานให้กับความจงรักภักดี พูดง่ายๆ คือ เป็นสังคมที่มีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ คำถามแบบนี้ไม่จำเป็นต้องถูกถามครับ อีกทั้งคนตอบก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ตอบด้วย คือเราสามารถเฉยๆ กับมันได้ เพราะคำถามแบบนี้เป็น false question และไม่ใช่คำถามที่สำคัญอะไรกับชีวิตเรา
ปัญหาใหญ่มากๆ ของการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในตอนนี้ คือ การทำให้ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย...การจงรักภักดีกลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับการเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค จนในที่สุด กลายเป็นว่าเมื่อคุณยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย คุณจะกลายเป็นพวกไม่จงรักภักดี...
ซึ่งอันตรายมากๆ ครับ
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความจงรักภักดีถูกทำให้กลายเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย นอกจากผู้คนจำนวนมากที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยจะถูกทำให้กลายเป็นพวกไม่จงรักภักดีแล้ว ขบวนการใดก็ตามที่กระทำการในนามความจงรักภักดี ก็จะกลายเป็นขบวนการทำลายประชาธิปไตยไปพร้อมกันด้วย
แน่ใจเหรอครับว่าจะต้องให้เลือกกันแบบนี้จริงๆ
การจุดเทียนในวันนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของ "เพื่อนร่วมชาติ" ความรักชาติร่วมกันโดยการยืนยันสิทธิในการเลือกอย่างมีอารยะ เลือกตามกติกา ตามระบอบที่เคารพการเลือกและเคารพทุกคนที่เลือก ไม่ใช่ระบอบที่ต้องถูกบังคับให้เลือกหรือเลือกให้
เป็นการจุดเทียนเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย ให้การใช้เหตุและผลเป็นรากฐานที่แข็งแรงมั่นคงให้กับศรัทธาและความรัก
เทียนเล่มนี้ในมือผม คือเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสันติ ผมจุดมันชูขึ้น เพื่อส่องแสงสว่างน้อยๆ สื่อข้อความสำคัญแห่งสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของคนในชาติไปยังกลุ่ม กปปส.
"พอเถอะครับ... ช่วยเคารพสิทธิทางการเมืองของเราบ้าง เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งในประเทศนี้เหมือนกับคุณ คนทุกคนควรได้รับการเคารพเสมอเหมือนกัน เพราะคนทุกคนเท่ากัน ทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการเคารพเสียงของประชาชนทุกคนผ่านการเลือกตั้ง เราไม่อยากเห็นใครต้องมาสังเวยชีวิตให้กับการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงเช่นนี้อีก"
ขอให้สังคมไทยมีพื้นที่ให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
.
2556-10-31
แถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฯ และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
.
แถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1383210181
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:15:59 น.
( ที่มา นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร http://www.enlightened-jurists.com )
แถลงการณ์นิติราษฎร์
------------------------------
หมายเหตุ : วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อ่านแถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ห้องประชุม LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ตามที่นายวรชัย เหมะ กับคณะได้เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผลคือ ให้นิรโทษกรรมแก่ประชาชนที่กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชนซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศ รักษาและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง อันจะเป็นรากฐานที่ดีของการลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดอง และต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติในวาระที่หนึ่งรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว หลังจากนั้นสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาและมีมติแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว โดยขยายการนิรโทษกรรมครอบคลุมไปถึง “บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง” แต่ไม่นิรโทษกรรมให้แก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
เมื่อพิจารณาจากร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว พบว่าสภาผู้แทนราษฎรนิรโทษกรรมเฉพาะแก่ “บุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น” จากถ้อยคำดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ฯ ที่ถูกเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร จะเห็นได้ว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการให้นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนผู้กระทำการตามที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น โดยไม่นิรโทษกรรมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ทั้งไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาประกอบกับชื่อของร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ....” แล้ว ยิ่งทำให้เห็นประจักษ์ชัดว่าร่างพระราชบัญญัติฯ นี้มุ่งหมายนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนเท่านั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ให้รวมถึงบุคคลอื่นนอกจากประชาชน จึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่ขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง อันเป็นการต้องห้ามตามข้อ 117 วรรคสามแห่งข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้กระบวนการตราพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวนี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ห้ามมิให้การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติในวาระที่สองขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ
นอกจากประเด็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว คณะนิติราษฎร์เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ยังมีปัญหาในประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1) การนิรโทษกรรมตามที่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ซึ่งครอบคลุมไปถึงบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมอันนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายของประชาชนที่เข้าร่วมในการชุมนุมนั้น นอกจากจะไม่เป็นธรรมต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมแล้ว ยังขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชนรอดพ้นจากความรับผิดดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาในอดีตนอกจากจะเป็นการตอกย้ำบรรทัดฐานที่เลวร้ายให้ดำรงอยู่ต่อไปแล้ว ยังสร้างความเคยชินให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหาร ในการปฏิบัติต่อประชาชนในลักษณะดังกล่าวข้างต้นโดยไม่ต้องกังวลว่าตนจะต้องรับผิดในทางกฎหมายในอนาคต
2) ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น กำหนดยกเว้นไม่นิรโทษกรรมให้แก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถึงแม้ว่าการกระทำความผิดของบุคคลนั้นจะเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองก็ตาม การบัญญัติกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมขัดหรือแย้งกับหลักแห่งความเสมอภาคที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 เนื่องจากหลักดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกัน ให้เหมือนกัน และปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญแตกต่างกันให้แตกต่างกันออกไปตามสภาพของสิ่งนั้นๆ การนิรโทษกรรมตามความมุ่งหมายของร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่กระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่คำนึงว่าการกระทำนั้นจะเป็นความผิดฐานใด ดังนั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตัดมิให้ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้กระทำไปโดยมีความเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัตินี้ จึงเป็นการปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระอย่างเดียวกันให้แตกต่างกัน และขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ
3) เนื่องจากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ มีผลกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ซึ่งครอบคลุมเหตุการณ์จำนวนมาก มีบุคคลที่อาจได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้หลายกลุ่ม และบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในขั้นตอนที่แตกต่างกัน จากเหตุหลายประการดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความซับซ้อนจนหลายกรณีไม่อาจระบุลงไปให้แน่ชัดได้ว่าบุคคลใดบ้างเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จึงอาจทำให้การวินิจฉัยไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เกิดความไม่เสมอภาคในชั้นของการบังคับใช้กฎหมายในท้ายที่สุด
4) ถึงแม้ว่ากระบวนการกล่าวหาบุคคลที่เกิดขึ้นโดยองค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 จะดำเนินไปอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม และบุคคลที่ถูกกล่าวหาและถูกพิพากษาว่ามีความผิดสมควรได้รับคืนความเป็นธรรมก็ตาม แต่โดยที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้มุ่งหมายนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลที่กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีสภาพและลักษณะของเรื่องแตกต่างไปจากการกระทำของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประการสำคัญ ในสภาวการณ์ความขัดแย้งของสังคมขณะนี้ การเสนอให้นิรโทษกรรมแก่บุคคลดังกล่าวอาจเหนี่ยวรั้งให้การหาฉันทามติในการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนเป็นไปอย่างล่าช้า หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ทั้งนี้ การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมให้กับบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากการทำรัฐประหารสมควรกระทำด้วยการลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
5) มีข้อสังเกตว่า ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำความผิดใด ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2547 จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติที่ผ่านการรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ซึ่งนิรโทษกรรมให้แก่การกระทำใด ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 การกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการนิรโทษกรรมตั้งแต่พ.ศ. 2547 อาจส่งผลให้มีเหตุการณ์หรือการกระทำความผิดบางอย่างที่ไม่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารเมื่อวันที่ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ด้วย
6) นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า โดยที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบต่อเนื่องมา ไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงนั้น เมื่อพิจารณาจากคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงย่อมทำให้รัฐต้องคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรม เช่น ในคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ได้รับนิรโทษกรรมแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินที่ยึดมาตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ถึงแม้ว่าคณะนิติราษฎร์จะเห็นว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดโดยองค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร มีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการที่จะได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดไปโดยกระบวนการทางกฎหมายที่เชื่อมโยงกับการทำรัฐประหาร แต่การที่จะได้รับคืนทรัพย์สินดังกล่าวนั้นควรจะต้องเป็นไปโดยหนทางของการลบล้างคำพิพากษาตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่าด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร มิใช่โดยการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้
ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์
โดยเหตุที่ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ มีปัญหาบางประการดังกล่าวมาข้างต้นคณะนิติราษฎร์ จึงขอเสนอแนวทางแก้ปัญหา ดังต่อไปนี้
1) ต้องแยกบุคคลซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแต่กระทำความผิดโดยมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ออกจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549
2) ให้ดำเนินการนิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแต่กระทำความผิดโดยมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่นิรโทษกรรมให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใด ๆ ทั้งนี้ ตามร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง ที่คณะนิติราษฎร์ได้เคยเสนอไว้
3) สำหรับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ให้ลบล้างคำพิพากษา คำวินิจฉัย ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในทุกขั้นตอนที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร ทั้งนี้ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่าด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร
4) อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ไม่ได้รับการพิจารณานำไปปฏิบัติจากผู้เกี่ยวข้อง ประกอบกับขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการนิรโทษกรรมอยู่ในระหว่างการพิจารณาในวาระที่สองของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การนิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งกระทำความผิดหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองเป็นไปโดยรวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดที่เป็นอยู่ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้
4.1 เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฯ จนขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ทำให้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฯ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานในการพิจารณาในวาระที่สองได้ ด้วยเหตุนี้ สภาผู้แทนราษฎรจึงสมควรแก้ไขความบกพร่องดังกล่าวโดยการลงมติว่ากระบวนการตราพระราชบัญญัติฯ นี้ขัดกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรข้อ 117 วรรคสาม เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฯ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตกไป
4.2 ให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติยกเลิกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดเดิม และมีมติตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อเริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ในวาระที่สองใหม่
คณะนิติราษฎร์: นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
31 ตุลาคม พ.ศ. 2556
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ข้อเสนอของนิติราษฎร์ เมื่อต้นปี 2556
“นิติราษฎร์” เสนอร่าง รธน.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ..ย้ำทุกสี ทุกฝ่ายได้ประโยชน์
อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2013/01/ej-blog75.html
____________________________________________________________________________________
หมายเหตุ Admin บทความดี
ในสถานการณ์ที่กำลังมีการเปลี่ยนตัวละครสำคัญในระบบการเมืองและมีการตกลง-ถอยๆยันๆของชนชั้นนำ จึงนำมาซึ่งชุดแก้ปัญหาพิกลพิการ(..ที่จริงก็เกิดอยู่แล้วเป็นระยะๆมาช้านาน)ที่ประชาชนต้องกลืนเลือดอีกครั้ง กำลังกลายเป็นบทเรียนเชิงซ้อน และสร้างความแตกแยกกันเอง-เข้าทาง-ได้ประโยชน์ของกลุ่มอนุรักษ์ที่กำลังรู้ตัวว่าหลังฝุ่นตลบตนจะเพลี่ยงพล้ำมากกว่าเดิม(..จึงขยันเล่นละครต่อต้านเพื่อพยุงตนเองเท่าที่จะเป็นไปได้) ....ฝ่ายประชาชนควรรณรงค์ให้อำนาจตุลาการที่สองมาตรฐาน(เป็นต้นตอความขัดแย้ง)มานาน เร่งรัดดำเนินคดีแก่ฝ่ายอนุรักษ์ก่อน พรบ.พิการนี้มีผล และเปิดโปงแผนการเกลียดตัวกินไข่ของพวกต่อต้านประชาธิปไตย-อยากมีอิทธิพลในการเปลี่ยนตัวละครให้ตนได้ประโยชน์มากที่สุด -อยากล้มรัฐบาลนี้โดยฉวยใช้การปั่นกระแสความไม่พอใจ มิตรของเรามิใช่ผู้ร้ายตัวจริงในขั้นนี้หรอกนะ(แม้อาจเป็นมิตรชั่วคราวไม่ถึง10ปีก็ตาม)
Admin บทความดี เชื่อว่า หากประชาชนเสื้อแดงผ่านการทดสอบครั้งนี้ โดยไม่มัวตีกันเองในซอยสภา มุ่งรักษาแนวทางใหญ่นอกสภาให้ก้าวไปข้างหน้าได้ และเมื่อสถานการณ์พิษนี้ถูกแทนด้วยเหตุการณ์ถัดไป ข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่ผ่านมาจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของฝ่ายประชาชนที่เรียกร้องต่อรัฐสภา
.
แถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1383210181
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:15:59 น.
( ที่มา นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร http://www.enlightened-jurists.com )
แถลงการณ์นิติราษฎร์
------------------------------
หมายเหตุ : วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อ่านแถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ห้องประชุม LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ตามที่นายวรชัย เหมะ กับคณะได้เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผลคือ ให้นิรโทษกรรมแก่ประชาชนที่กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชนซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศ รักษาและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง อันจะเป็นรากฐานที่ดีของการลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดอง และต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติในวาระที่หนึ่งรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว หลังจากนั้นสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาและมีมติแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว โดยขยายการนิรโทษกรรมครอบคลุมไปถึง “บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง” แต่ไม่นิรโทษกรรมให้แก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
เมื่อพิจารณาจากร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว พบว่าสภาผู้แทนราษฎรนิรโทษกรรมเฉพาะแก่ “บุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น” จากถ้อยคำดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ฯ ที่ถูกเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร จะเห็นได้ว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการให้นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนผู้กระทำการตามที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น โดยไม่นิรโทษกรรมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ทั้งไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาประกอบกับชื่อของร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ....” แล้ว ยิ่งทำให้เห็นประจักษ์ชัดว่าร่างพระราชบัญญัติฯ นี้มุ่งหมายนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนเท่านั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ให้รวมถึงบุคคลอื่นนอกจากประชาชน จึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่ขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง อันเป็นการต้องห้ามตามข้อ 117 วรรคสามแห่งข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้กระบวนการตราพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวนี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ห้ามมิให้การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติในวาระที่สองขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ
นอกจากประเด็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว คณะนิติราษฎร์เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ยังมีปัญหาในประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1) การนิรโทษกรรมตามที่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ซึ่งครอบคลุมไปถึงบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมอันนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายของประชาชนที่เข้าร่วมในการชุมนุมนั้น นอกจากจะไม่เป็นธรรมต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมแล้ว ยังขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชนรอดพ้นจากความรับผิดดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาในอดีตนอกจากจะเป็นการตอกย้ำบรรทัดฐานที่เลวร้ายให้ดำรงอยู่ต่อไปแล้ว ยังสร้างความเคยชินให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหาร ในการปฏิบัติต่อประชาชนในลักษณะดังกล่าวข้างต้นโดยไม่ต้องกังวลว่าตนจะต้องรับผิดในทางกฎหมายในอนาคต
2) ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น กำหนดยกเว้นไม่นิรโทษกรรมให้แก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถึงแม้ว่าการกระทำความผิดของบุคคลนั้นจะเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองก็ตาม การบัญญัติกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมขัดหรือแย้งกับหลักแห่งความเสมอภาคที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 เนื่องจากหลักดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกัน ให้เหมือนกัน และปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญแตกต่างกันให้แตกต่างกันออกไปตามสภาพของสิ่งนั้นๆ การนิรโทษกรรมตามความมุ่งหมายของร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่กระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่คำนึงว่าการกระทำนั้นจะเป็นความผิดฐานใด ดังนั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตัดมิให้ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้กระทำไปโดยมีความเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัตินี้ จึงเป็นการปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระอย่างเดียวกันให้แตกต่างกัน และขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ
3) เนื่องจากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ มีผลกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ซึ่งครอบคลุมเหตุการณ์จำนวนมาก มีบุคคลที่อาจได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้หลายกลุ่ม และบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในขั้นตอนที่แตกต่างกัน จากเหตุหลายประการดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความซับซ้อนจนหลายกรณีไม่อาจระบุลงไปให้แน่ชัดได้ว่าบุคคลใดบ้างเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จึงอาจทำให้การวินิจฉัยไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เกิดความไม่เสมอภาคในชั้นของการบังคับใช้กฎหมายในท้ายที่สุด
4) ถึงแม้ว่ากระบวนการกล่าวหาบุคคลที่เกิดขึ้นโดยองค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 จะดำเนินไปอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม และบุคคลที่ถูกกล่าวหาและถูกพิพากษาว่ามีความผิดสมควรได้รับคืนความเป็นธรรมก็ตาม แต่โดยที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้มุ่งหมายนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลที่กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีสภาพและลักษณะของเรื่องแตกต่างไปจากการกระทำของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประการสำคัญ ในสภาวการณ์ความขัดแย้งของสังคมขณะนี้ การเสนอให้นิรโทษกรรมแก่บุคคลดังกล่าวอาจเหนี่ยวรั้งให้การหาฉันทามติในการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนเป็นไปอย่างล่าช้า หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ทั้งนี้ การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมให้กับบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากการทำรัฐประหารสมควรกระทำด้วยการลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
5) มีข้อสังเกตว่า ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำความผิดใด ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2547 จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติที่ผ่านการรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ซึ่งนิรโทษกรรมให้แก่การกระทำใด ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 การกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการนิรโทษกรรมตั้งแต่พ.ศ. 2547 อาจส่งผลให้มีเหตุการณ์หรือการกระทำความผิดบางอย่างที่ไม่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารเมื่อวันที่ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ด้วย
6) นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า โดยที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบต่อเนื่องมา ไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงนั้น เมื่อพิจารณาจากคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงย่อมทำให้รัฐต้องคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรม เช่น ในคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ได้รับนิรโทษกรรมแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินที่ยึดมาตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ถึงแม้ว่าคณะนิติราษฎร์จะเห็นว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดโดยองค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร มีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการที่จะได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดไปโดยกระบวนการทางกฎหมายที่เชื่อมโยงกับการทำรัฐประหาร แต่การที่จะได้รับคืนทรัพย์สินดังกล่าวนั้นควรจะต้องเป็นไปโดยหนทางของการลบล้างคำพิพากษาตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่าด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร มิใช่โดยการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้
ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์
โดยเหตุที่ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ มีปัญหาบางประการดังกล่าวมาข้างต้นคณะนิติราษฎร์ จึงขอเสนอแนวทางแก้ปัญหา ดังต่อไปนี้
1) ต้องแยกบุคคลซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแต่กระทำความผิดโดยมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ออกจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549
2) ให้ดำเนินการนิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแต่กระทำความผิดโดยมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่นิรโทษกรรมให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใด ๆ ทั้งนี้ ตามร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง ที่คณะนิติราษฎร์ได้เคยเสนอไว้
3) สำหรับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ให้ลบล้างคำพิพากษา คำวินิจฉัย ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในทุกขั้นตอนที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร ทั้งนี้ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่าด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร
4) อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ไม่ได้รับการพิจารณานำไปปฏิบัติจากผู้เกี่ยวข้อง ประกอบกับขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการนิรโทษกรรมอยู่ในระหว่างการพิจารณาในวาระที่สองของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การนิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งกระทำความผิดหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองเป็นไปโดยรวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดที่เป็นอยู่ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้
4.1 เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฯ จนขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ทำให้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฯ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานในการพิจารณาในวาระที่สองได้ ด้วยเหตุนี้ สภาผู้แทนราษฎรจึงสมควรแก้ไขความบกพร่องดังกล่าวโดยการลงมติว่ากระบวนการตราพระราชบัญญัติฯ นี้ขัดกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรข้อ 117 วรรคสาม เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฯ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตกไป
4.2 ให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติยกเลิกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดเดิม และมีมติตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อเริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ในวาระที่สองใหม่
คณะนิติราษฎร์: นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
31 ตุลาคม พ.ศ. 2556
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ข้อเสนอของนิติราษฎร์ เมื่อต้นปี 2556
“นิติราษฎร์” เสนอร่าง รธน.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ..ย้ำทุกสี ทุกฝ่ายได้ประโยชน์
อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2013/01/ej-blog75.html
____________________________________________________________________________________
หมายเหตุ Admin บทความดี
ในสถานการณ์ที่กำลังมีการเปลี่ยนตัวละครสำคัญในระบบการเมืองและมีการตกลง-ถอยๆยันๆของชนชั้นนำ จึงนำมาซึ่งชุดแก้ปัญหาพิกลพิการ(..ที่จริงก็เกิดอยู่แล้วเป็นระยะๆมาช้านาน)ที่ประชาชนต้องกลืนเลือดอีกครั้ง กำลังกลายเป็นบทเรียนเชิงซ้อน และสร้างความแตกแยกกันเอง-เข้าทาง-ได้ประโยชน์ของกลุ่มอนุรักษ์ที่กำลังรู้ตัวว่าหลังฝุ่นตลบตนจะเพลี่ยงพล้ำมากกว่าเดิม(..จึงขยันเล่นละครต่อต้านเพื่อพยุงตนเองเท่าที่จะเป็นไปได้) ....ฝ่ายประชาชนควรรณรงค์ให้อำนาจตุลาการที่สองมาตรฐาน(เป็นต้นตอความขัดแย้ง)มานาน เร่งรัดดำเนินคดีแก่ฝ่ายอนุรักษ์ก่อน พรบ.พิการนี้มีผล และเปิดโปงแผนการเกลียดตัวกินไข่ของพวกต่อต้านประชาธิปไตย-อยากมีอิทธิพลในการเปลี่ยนตัวละครให้ตนได้ประโยชน์มากที่สุด -อยากล้มรัฐบาลนี้โดยฉวยใช้การปั่นกระแสความไม่พอใจ มิตรของเรามิใช่ผู้ร้ายตัวจริงในขั้นนี้หรอกนะ(แม้อาจเป็นมิตรชั่วคราวไม่ถึง10ปีก็ตาม)
Admin บทความดี เชื่อว่า หากประชาชนเสื้อแดงผ่านการทดสอบครั้งนี้ โดยไม่มัวตีกันเองในซอยสภา มุ่งรักษาแนวทางใหญ่นอกสภาให้ก้าวไปข้างหน้าได้ และเมื่อสถานการณ์พิษนี้ถูกแทนด้วยเหตุการณ์ถัดไป ข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่ผ่านมาจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของฝ่ายประชาชนที่เรียกร้องต่อรัฐสภา
.
2556-10-01
นิธิ : Digital Divide แบบไทย
.
Digital Divide แบบไทย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380540161
วันอังคารที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:25:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 30 ก.ย.2556 )
คิดดูก็น่าประหลาดนะครับ ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนไทยสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวางเท่าปัจจุบัน ทั้งเนื้อหาที่สื่อสารกันก็ถูกปิดกั้นน้อยลง หรือถูกคนบางกลุ่มผูกขาดได้น้อยลง
แต่นี่กลับเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีครั้งไหน ที่คนไทยขัดแย้งกันเองได้เท่าครั้งนี้ ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ลามไปถึงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม เช่น หนังละคร หรือเพลง และเครื่องแต่งกาย
ใช่แล้วครับ ผมกำลังนึกถึงเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งขอเรียกกว้างๆ ว่าดิจิตอลก็แล้วกัน เปิดโอกาสของการสื่อสารได้กว้างขวางอย่างที่เป็นอยู่ อีกทั้งเป็นการสื่อสารในแนวระนาบด้วย ไม่ได้บนลงล่างเพียงอย่างเดียวดังที่เคยเป็นมาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า นอกจากโอกาสดังกล่าวซึ่งสื่อดิจิตอลสร้างขึ้น ยังมีโอกาสอื่นๆ อีกมากที่เกิดขึ้นเพราะมัน ดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็แล้วแต่กิเลสของมนุษย์จะชวนให้เห็นไป
แต่สิ่งที่ผมสงสัยอย่างยิ่งก็คือ สื่อดิจิตอลนั่นแหละ ที่ทำให้ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น ความสามารถในการเชื่อมโยงคนได้กว้างขวาง กลับไม่ก่อให้เกิดทัศนคติที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้แต่ละคนสามารถสร้างกำแพงกีดกันคนที่ไม่เหมือนตัวเข้ามาใกล้ได้ แต่เปิดประตูดึงดูดคนที่เป็นเหมือนเงาของตนเองให้มาแวดล้อมได้เต็มไปหมด
กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อดิจิตอลขยายการสื่อสารไปตามแนวระนาบ แต่ไม่ขยายไปตามแนวดิ่ง คนต่างกันไม่ได้สื่อสารกัน แต่คนเหมือนกันได้สื่อสารกันเข้มข้นขึ้น
ขออนุญาตเตือนไว้ก่อนว่า ข้อสังเกตนี้มาจากคนที่ใช้สื่อดิจิตอลเพียงแค่ค้นหาข้อมูลที่ประสงค์ และใช้แทน กสท.เท่านั้น ใช้เครือข่ายสังคมไม่เป็น และไม่รู้ว่าจะเปิดเว็บไซต์หรือบล็อกได้อย่างไร ไม่พร้อมที่จะสละเวลาให้แม้แต่เรียนรู้เพื่อทำได้ ฉะนั้นจึงเป็นข้อสังเกตของคนที่รู้เรื่องสื่อดิจิตอลไม่จริง บางส่วนก็จำขี้ปากผู้รู้มาพูด บางส่วนก็เข้าใจเอาเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่าผิดหรือถูก
ผู้ที่รู้ดีกว่าผมให้ข้อมูลว่า ในบรรดาพื้นที่บนเน็ตซึ่งผู้สร้างตั้งใจทำเป็นสาธารณะนั้น อาจแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง หนึ่งคือพื้นที่ของความสนใจเฉพาะ เช่น การเดินป่า, การท่องเที่ยว, ดนตรีไทย, การขี่จักรยาน หรือสาธารณะไปกว่านั้น เช่น ต่อต้านเขื่อน, ต่อต้าน ปตท., ต่อต้านเอฟทีเอ, ต่อต้านยิ่งลักษณ์ ฯลฯ พื้นที่เหล่านี้จะดึงดูดคนคอเดียวกันเข้าไปร่วมรับรู้และแบ่งปันข้อมูล(ความรู้สึกก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่งนะครับ) แม้มีนักป่วนเข้าไปบ้าง แต่นั่นเป็นส่วนน้อยและมักไม่สามารถอยู่ร่วมกับเขาได้ยืนนานนัก
อีกประเภทหนึ่งคือพื้นที่ซึ่งเจตนาจะให้ข้อมูลสาธารณะอย่างกว้างๆ หรือถึงแม้โดยเฉพาะเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ไม่เกี่ยวกับความสนใจโดยส่วนตัวของบุคคล แม้กระนั้น พื้นที่ประเภทนี้ก็ดึงดูดเฉพาะคนคอเดียวกันอยู่นั่นเอง เพราะพื้นที่เหล่านี้มีสีหรือสมมติฐานเบื้องต้น (presupposition, predilection, theoretical framework) บางอย่างอยู่ด้วย ดังนั้น ประชาไท, ไทยอีนิวส์, สยามอินเทลลิเจนซ์ ก็จะดึงคนอ่านประเภทหนึ่ง เอเอสทีวี, ไทยพับลิกา, ประสงค์ดอทคอม ก็จะดึงคนอ่านอีกประเภทหนึ่ง
(ข้อนี้ผมไม่เห็นเป็นความเสียหายอย่างไรนะครับ ข้อเท็จจริงโดดๆ ไม่มีความหมายหรือแม้แต่ไม่มีประโยชน์อะไร และเราคงไม่สามารถพูดถึงข้อเท็จจริงใดๆ ได้ โดยไม่มีสมมติฐานเบื้องต้นบางอย่างในใจ
สถิติว่าประเทศไทยมีผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน ถูกแจงนับก็เพราะมีสมมติฐานเบื้องต้นว่า ความต่างเพศของประชากรมีนัยยะสัมพันธ์กับเรื่องอื่นที่ผู้แจงนับคิดว่าสำคัญชิบเป๋ง ไม่งั้นจะไปนั่งแจงนับมันทำไม )
คำถามที่อยู่ในใจผมก็คือ เฉพาะในสังคมไทยนั้น งานอดิเรกก็ตาม รสนิยมก็ตาม จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม ความสนใจ ส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ สัมพันธ์หรือไม่กับชนชั้น(ในความหมายของมาร์กซ์ หรือของใครก็ได้) หรืออย่างน้อยก็สัมพันธ์กับสถานภาพทางสังคมหรือไม่
ผมตอบเองโดยปราศจากการวิจัยรองรับว่า สัมพันธ์อย่างยิ่ง และอย่างน่ากลัวด้วย
ทั้งนี้เพราะความสืบเนื่องทางสังคมของไทยนั้นมีสูงมาก (เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกัน) แม้เราจะเคยผ่านความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ทางการเมือง, การปกครอง, วัฒนธรรม และเศรษฐกิจมาไม่น้อย แต่โครงสร้างทางสังคมของเราไม่ค่อยเปลี่ยนมากนัก คนที่อยู่ในช่วงชั้นอะไรเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ลูกหลานของเขาก็ยังอยู่ในช่วงชั้นนั้น บางคนอาจนึกถึงอาเสี่ยเชื้อสายจีนที่เปลี่ยนสถานภาพจากพ่อค้าย่อยมาเป็นเจ้าของบริษัทข้ามชาติ และต่างมีเมียเป็นคุณหญิงเกือบทั้งนั้น ก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ดูให้ดีเถิดว่า การสะสมทุนของตระกูลเสี่ยเหล่านี้ เริ่มมาตั้งแต่เกือบ 100 ปีมาแล้ว โตขึ้นๆ จนกลายมาเป็นเสี่ยใหญ่ในทุกวันนี้
เทียบไม่ได้กับร็อคกี้เฟลเลอร์ ฟอร์ด หรือเศรษฐีในสหรัฐ ซึ่งพลิกผันจากคนธรรมดามาสู่มหาเศรษฐีในชั่วคนเดียว ทั้งนี้ยังไม่นับมหาเศรษฐีในปัจจุบันอีกมากซึ่งยังเล่าถึงสลัมที่เขาเกิดมาได้เป็นฉากๆ
ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่กล่าวแล้ว ทำให้รัฐสามารถขยายบริการออกไปได้กว้างขวางขึ้น เช่นขยายการศึกษาออกไปได้กว้างขวาง แต่ใครเล่าที่ได้เรียนหนังสือจนถึงขั้นสูงๆ ใครที่ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบ ป.4 หรือ ม.3 ก็คนหน้าเดิมที่มีรอยสักบนใบหน้ามาแต่กำเนิดแล้วว่า คนนี้ต้องจบมหาวิทยาลัย คนนี้ต้องจบแค่ ป.4
เมื่อรัฐธรรมนูญบังคับให้รัฐต้องจ่ายเงินให้คนได้เรียนฟรี 12 ปี อิทธิพลทางการเมืองของเขา ก็ทำให้กระทรวงศึกษาต้องบริหารโรงเรียนในลักษณะที่กันโรงเรียนไว้สามร้อยกว่าโรง เป็นโรงเรียนของคนในสถานภาพสูง มีคุณภาพการศึกษาที่แข่งกับใครในโลกก็ได้ ลูกหลานของเขาจึงได้เตรียมตัวสำหรับสืบทอดสถานภาพทางสังคมของเขาต่อไปได้สบายๆ
ในบรรดาปัจจัยต่างๆ ที่กำหนด งานอดิเรกก็ตาม, รสนิยมก็ตาม, จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม, ความสนใจส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ นั้นอะไรสำคัญที่สุด ผมคิดว่าครอบครัวและการศึกษามีส่วนสำคัญที่สุด จึงเป็นธรรมดาที่คนในสถานภาพ (หรือชนชั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะให้นิยามแก่คำนี้อย่างไร) ต่างๆ หันเข้าหาพื้นที่บนเน็ตที่ต่างกัน
ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ สื่อดิจิตอลในสังคมไทยขยายการสื่อสารได้กว้างขวางในแนวระนาบ แต่ไม่ขยายการสื่อสารในแนวดิ่ง คนต่างสถานภาพจึงต่างกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ (แปลตามตัวคือคนละฝ่าย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกเป็นศัตรูเสมอไป)กันตลอดมา ความปรองดองจึงเกิดไม่ได้
ความปรองดองหรือไม่ปรองดองมีฐานทางสังคมครับ ไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่จับเข่าคุยกัน หรือทะเลาะกัน ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำให้สังคมมีพื้นที่แห่งความปรองดอง (ซึ่งแปลว่าขัดแย้งกันโดยสงบ) สื่อดิจิตอลไม่ใช่พื้นที่นั้น หรือยังไม่ใช่ ที่เรียกกันว่า digital divide นั้น ในเมืองไทยยังมีความหมายมากกว่าเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ แต่ต้องรวมถึงการแบ่งแยกพื้นที่ดิจิตอลเอาไว้ให้คนต่างสถานภาพกันอย่างค่อนข้างตายตัวด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ได้พบกันมานานแล้วว่า เมื่อคนไปสื่อสัมพันธ์กับคนอื่นบนเน็ต เขามักจะเปลี่ยนบุคลิกภาพไปจากปรกติของความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้คน เช่น เขาไม่เคารพมารยาททางสังคม (civility), อวดตัวมากเป็นพิเศษ, ข่มผู้อื่นอย่างออกหน้า, ตัดสินใจเร็ว, ไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตนเอง ฯลฯ
หนักขึ้นไปอีกก็คือ นักเล่นเน็ตเริ่มสับสนอัตลักษณ์ของตนบนเน็ตกับอัตลักษณ์จริงในชีวิต ไปเอาอัตลักษณ์บนเน็ตมาใช้กับความสัมพันธ์ในชีวิตปกติ อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ด่าคู่แข่งทางการเมืองของตนว่า อีโง่ (ไม่ว่าจะออกจากปากของคุณอภิสิทธิ์หรือหม่อมอะไรก็ตาม) เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เกิดความสับสนด้านอัตลักษณ์ของผู้พูดเสียแล้ว... เล่นเน็ตมากไป
พื้นที่บนเน็ตซึ่งทำให้คนไทยสื่อสารกันได้กว้างขวาง จึงยิ่งทำให้เราเหม็นขี้หน้ากันมากขึ้น
ผมไม่มีความเห็นว่าเราควรควบคุมพื้นที่ดิจิตอลหรือไม่ และอย่างไร ที่คิดเร็วๆ เวลานี้คือปล่อยมันไปก่อนดีกว่า อย่าไปละเมิดเสรีภาพของผู้คน เพราะผู้คนจะใช้เสรีภาพอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพที่เป็นจริงทางสังคมซึ่งเขามีชีวิตอยู่ต่างหาก ในสังคมที่เต็มไปด้วย social divide จะไม่ให้มี digital divide ได้อย่างไร
พื้นที่ดิจิตอลเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้ก็ต่อเมื่อเรารู้แล้วว่า เราต้องการคำตอบอะไร หากเราไม่มีคำตอบเลย เทคโนโลยีก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่เชื่อก็เหลียวดูเขื่อนทั่วประเทศไทยสิครับ
.
Digital Divide แบบไทย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380540161
วันอังคารที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:25:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 30 ก.ย.2556 )
คิดดูก็น่าประหลาดนะครับ ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนไทยสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวางเท่าปัจจุบัน ทั้งเนื้อหาที่สื่อสารกันก็ถูกปิดกั้นน้อยลง หรือถูกคนบางกลุ่มผูกขาดได้น้อยลง
แต่นี่กลับเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีครั้งไหน ที่คนไทยขัดแย้งกันเองได้เท่าครั้งนี้ ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ลามไปถึงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม เช่น หนังละคร หรือเพลง และเครื่องแต่งกาย
ใช่แล้วครับ ผมกำลังนึกถึงเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งขอเรียกกว้างๆ ว่าดิจิตอลก็แล้วกัน เปิดโอกาสของการสื่อสารได้กว้างขวางอย่างที่เป็นอยู่ อีกทั้งเป็นการสื่อสารในแนวระนาบด้วย ไม่ได้บนลงล่างเพียงอย่างเดียวดังที่เคยเป็นมาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า นอกจากโอกาสดังกล่าวซึ่งสื่อดิจิตอลสร้างขึ้น ยังมีโอกาสอื่นๆ อีกมากที่เกิดขึ้นเพราะมัน ดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็แล้วแต่กิเลสของมนุษย์จะชวนให้เห็นไป
แต่สิ่งที่ผมสงสัยอย่างยิ่งก็คือ สื่อดิจิตอลนั่นแหละ ที่ทำให้ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น ความสามารถในการเชื่อมโยงคนได้กว้างขวาง กลับไม่ก่อให้เกิดทัศนคติที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้แต่ละคนสามารถสร้างกำแพงกีดกันคนที่ไม่เหมือนตัวเข้ามาใกล้ได้ แต่เปิดประตูดึงดูดคนที่เป็นเหมือนเงาของตนเองให้มาแวดล้อมได้เต็มไปหมด
กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อดิจิตอลขยายการสื่อสารไปตามแนวระนาบ แต่ไม่ขยายไปตามแนวดิ่ง คนต่างกันไม่ได้สื่อสารกัน แต่คนเหมือนกันได้สื่อสารกันเข้มข้นขึ้น
ขออนุญาตเตือนไว้ก่อนว่า ข้อสังเกตนี้มาจากคนที่ใช้สื่อดิจิตอลเพียงแค่ค้นหาข้อมูลที่ประสงค์ และใช้แทน กสท.เท่านั้น ใช้เครือข่ายสังคมไม่เป็น และไม่รู้ว่าจะเปิดเว็บไซต์หรือบล็อกได้อย่างไร ไม่พร้อมที่จะสละเวลาให้แม้แต่เรียนรู้เพื่อทำได้ ฉะนั้นจึงเป็นข้อสังเกตของคนที่รู้เรื่องสื่อดิจิตอลไม่จริง บางส่วนก็จำขี้ปากผู้รู้มาพูด บางส่วนก็เข้าใจเอาเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่าผิดหรือถูก
ผู้ที่รู้ดีกว่าผมให้ข้อมูลว่า ในบรรดาพื้นที่บนเน็ตซึ่งผู้สร้างตั้งใจทำเป็นสาธารณะนั้น อาจแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง หนึ่งคือพื้นที่ของความสนใจเฉพาะ เช่น การเดินป่า, การท่องเที่ยว, ดนตรีไทย, การขี่จักรยาน หรือสาธารณะไปกว่านั้น เช่น ต่อต้านเขื่อน, ต่อต้าน ปตท., ต่อต้านเอฟทีเอ, ต่อต้านยิ่งลักษณ์ ฯลฯ พื้นที่เหล่านี้จะดึงดูดคนคอเดียวกันเข้าไปร่วมรับรู้และแบ่งปันข้อมูล(ความรู้สึกก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่งนะครับ) แม้มีนักป่วนเข้าไปบ้าง แต่นั่นเป็นส่วนน้อยและมักไม่สามารถอยู่ร่วมกับเขาได้ยืนนานนัก
อีกประเภทหนึ่งคือพื้นที่ซึ่งเจตนาจะให้ข้อมูลสาธารณะอย่างกว้างๆ หรือถึงแม้โดยเฉพาะเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ไม่เกี่ยวกับความสนใจโดยส่วนตัวของบุคคล แม้กระนั้น พื้นที่ประเภทนี้ก็ดึงดูดเฉพาะคนคอเดียวกันอยู่นั่นเอง เพราะพื้นที่เหล่านี้มีสีหรือสมมติฐานเบื้องต้น (presupposition, predilection, theoretical framework) บางอย่างอยู่ด้วย ดังนั้น ประชาไท, ไทยอีนิวส์, สยามอินเทลลิเจนซ์ ก็จะดึงคนอ่านประเภทหนึ่ง เอเอสทีวี, ไทยพับลิกา, ประสงค์ดอทคอม ก็จะดึงคนอ่านอีกประเภทหนึ่ง
(ข้อนี้ผมไม่เห็นเป็นความเสียหายอย่างไรนะครับ ข้อเท็จจริงโดดๆ ไม่มีความหมายหรือแม้แต่ไม่มีประโยชน์อะไร และเราคงไม่สามารถพูดถึงข้อเท็จจริงใดๆ ได้ โดยไม่มีสมมติฐานเบื้องต้นบางอย่างในใจ
สถิติว่าประเทศไทยมีผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน ถูกแจงนับก็เพราะมีสมมติฐานเบื้องต้นว่า ความต่างเพศของประชากรมีนัยยะสัมพันธ์กับเรื่องอื่นที่ผู้แจงนับคิดว่าสำคัญชิบเป๋ง ไม่งั้นจะไปนั่งแจงนับมันทำไม )
คำถามที่อยู่ในใจผมก็คือ เฉพาะในสังคมไทยนั้น งานอดิเรกก็ตาม รสนิยมก็ตาม จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม ความสนใจ ส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ สัมพันธ์หรือไม่กับชนชั้น(ในความหมายของมาร์กซ์ หรือของใครก็ได้) หรืออย่างน้อยก็สัมพันธ์กับสถานภาพทางสังคมหรือไม่
ผมตอบเองโดยปราศจากการวิจัยรองรับว่า สัมพันธ์อย่างยิ่ง และอย่างน่ากลัวด้วย
ทั้งนี้เพราะความสืบเนื่องทางสังคมของไทยนั้นมีสูงมาก (เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกัน) แม้เราจะเคยผ่านความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ทางการเมือง, การปกครอง, วัฒนธรรม และเศรษฐกิจมาไม่น้อย แต่โครงสร้างทางสังคมของเราไม่ค่อยเปลี่ยนมากนัก คนที่อยู่ในช่วงชั้นอะไรเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ลูกหลานของเขาก็ยังอยู่ในช่วงชั้นนั้น บางคนอาจนึกถึงอาเสี่ยเชื้อสายจีนที่เปลี่ยนสถานภาพจากพ่อค้าย่อยมาเป็นเจ้าของบริษัทข้ามชาติ และต่างมีเมียเป็นคุณหญิงเกือบทั้งนั้น ก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ดูให้ดีเถิดว่า การสะสมทุนของตระกูลเสี่ยเหล่านี้ เริ่มมาตั้งแต่เกือบ 100 ปีมาแล้ว โตขึ้นๆ จนกลายมาเป็นเสี่ยใหญ่ในทุกวันนี้
เทียบไม่ได้กับร็อคกี้เฟลเลอร์ ฟอร์ด หรือเศรษฐีในสหรัฐ ซึ่งพลิกผันจากคนธรรมดามาสู่มหาเศรษฐีในชั่วคนเดียว ทั้งนี้ยังไม่นับมหาเศรษฐีในปัจจุบันอีกมากซึ่งยังเล่าถึงสลัมที่เขาเกิดมาได้เป็นฉากๆ
ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่กล่าวแล้ว ทำให้รัฐสามารถขยายบริการออกไปได้กว้างขวางขึ้น เช่นขยายการศึกษาออกไปได้กว้างขวาง แต่ใครเล่าที่ได้เรียนหนังสือจนถึงขั้นสูงๆ ใครที่ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบ ป.4 หรือ ม.3 ก็คนหน้าเดิมที่มีรอยสักบนใบหน้ามาแต่กำเนิดแล้วว่า คนนี้ต้องจบมหาวิทยาลัย คนนี้ต้องจบแค่ ป.4
เมื่อรัฐธรรมนูญบังคับให้รัฐต้องจ่ายเงินให้คนได้เรียนฟรี 12 ปี อิทธิพลทางการเมืองของเขา ก็ทำให้กระทรวงศึกษาต้องบริหารโรงเรียนในลักษณะที่กันโรงเรียนไว้สามร้อยกว่าโรง เป็นโรงเรียนของคนในสถานภาพสูง มีคุณภาพการศึกษาที่แข่งกับใครในโลกก็ได้ ลูกหลานของเขาจึงได้เตรียมตัวสำหรับสืบทอดสถานภาพทางสังคมของเขาต่อไปได้สบายๆ
ในบรรดาปัจจัยต่างๆ ที่กำหนด งานอดิเรกก็ตาม, รสนิยมก็ตาม, จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม, ความสนใจส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ นั้นอะไรสำคัญที่สุด ผมคิดว่าครอบครัวและการศึกษามีส่วนสำคัญที่สุด จึงเป็นธรรมดาที่คนในสถานภาพ (หรือชนชั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะให้นิยามแก่คำนี้อย่างไร) ต่างๆ หันเข้าหาพื้นที่บนเน็ตที่ต่างกัน
ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ สื่อดิจิตอลในสังคมไทยขยายการสื่อสารได้กว้างขวางในแนวระนาบ แต่ไม่ขยายการสื่อสารในแนวดิ่ง คนต่างสถานภาพจึงต่างกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ (แปลตามตัวคือคนละฝ่าย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกเป็นศัตรูเสมอไป)กันตลอดมา ความปรองดองจึงเกิดไม่ได้
ความปรองดองหรือไม่ปรองดองมีฐานทางสังคมครับ ไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่จับเข่าคุยกัน หรือทะเลาะกัน ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำให้สังคมมีพื้นที่แห่งความปรองดอง (ซึ่งแปลว่าขัดแย้งกันโดยสงบ) สื่อดิจิตอลไม่ใช่พื้นที่นั้น หรือยังไม่ใช่ ที่เรียกกันว่า digital divide นั้น ในเมืองไทยยังมีความหมายมากกว่าเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ แต่ต้องรวมถึงการแบ่งแยกพื้นที่ดิจิตอลเอาไว้ให้คนต่างสถานภาพกันอย่างค่อนข้างตายตัวด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ได้พบกันมานานแล้วว่า เมื่อคนไปสื่อสัมพันธ์กับคนอื่นบนเน็ต เขามักจะเปลี่ยนบุคลิกภาพไปจากปรกติของความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้คน เช่น เขาไม่เคารพมารยาททางสังคม (civility), อวดตัวมากเป็นพิเศษ, ข่มผู้อื่นอย่างออกหน้า, ตัดสินใจเร็ว, ไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตนเอง ฯลฯ
หนักขึ้นไปอีกก็คือ นักเล่นเน็ตเริ่มสับสนอัตลักษณ์ของตนบนเน็ตกับอัตลักษณ์จริงในชีวิต ไปเอาอัตลักษณ์บนเน็ตมาใช้กับความสัมพันธ์ในชีวิตปกติ อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ด่าคู่แข่งทางการเมืองของตนว่า อีโง่ (ไม่ว่าจะออกจากปากของคุณอภิสิทธิ์หรือหม่อมอะไรก็ตาม) เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เกิดความสับสนด้านอัตลักษณ์ของผู้พูดเสียแล้ว... เล่นเน็ตมากไป
พื้นที่บนเน็ตซึ่งทำให้คนไทยสื่อสารกันได้กว้างขวาง จึงยิ่งทำให้เราเหม็นขี้หน้ากันมากขึ้น
ผมไม่มีความเห็นว่าเราควรควบคุมพื้นที่ดิจิตอลหรือไม่ และอย่างไร ที่คิดเร็วๆ เวลานี้คือปล่อยมันไปก่อนดีกว่า อย่าไปละเมิดเสรีภาพของผู้คน เพราะผู้คนจะใช้เสรีภาพอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพที่เป็นจริงทางสังคมซึ่งเขามีชีวิตอยู่ต่างหาก ในสังคมที่เต็มไปด้วย social divide จะไม่ให้มี digital divide ได้อย่างไร
พื้นที่ดิจิตอลเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้ก็ต่อเมื่อเรารู้แล้วว่า เราต้องการคำตอบอะไร หากเราไม่มีคำตอบเลย เทคโนโลยีก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่เชื่อก็เหลียวดูเขื่อนทั่วประเทศไทยสิครับ
.
2556-09-23
นิธิ : เกาะเสม็ดในลูกโลกสีเขียว
.
เกาะเสม็ดในลูกโลกสีเขียว
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379940140
วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:30:39 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 23 ก.ย. 2556 )
ผมไม่เคยคิดว่า ปตท.เป็นบริษัทที่มีประวัติดีในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนั่นคือเหตุผลที่โฆษณาของบริษัทต้องเน้นแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม
แม้กระนั้น ผมก็ไม่เข้าใจปฏิกิริยาของคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่มีต่ออุบัติการณ์น้ำมันรั่วจนกระทบเกาะเสม็ด จะเว่อร์ไปหน่อยหรือไม่ เว่อร์บ้างก็ไม่เป็นไรนะครับ คนเราควรมีโอกาสเว่อร์บ้างเป็นครั้งคราว อย่างน้อยก็เพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวเองให้ชัดขึ้น แต่ถ้าเราเอาแต่เว่อร์อย่างเดียว จะหาคนรับผิดชอบไม่ได้ หรือถึงหาได้ เขาก็รับผิดชอบไม่ทั่วถึง
น้ำมันรั่วในการขนถ่ายเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีฝ่ายใดอยากให้เกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นบ่อยทั่วโลก อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุสองอย่าง หนึ่งคือพระเจ้าสาปหรือซวย พูดให้ฟังดูน่าเชื่อถือขึ้นก็คือเกินขีดความสามารถมนุษย์จะควบคุมได้ตลอดไป และสอง เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อ
ถ้าเป็นประการหลัง ก็ต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ความว่า ใครเลินเล่อ และจะพบเสมอว่า คนไม่ได้เลินเล่อ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวที่เลินเล่อ แต่ระบบต่างหากที่เลินเล่ออย่างไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง
ในกรณีน้ำมันรั่วครั้งนี้ ปตท.ได้จัดการสืบสวนแล้วพบว่า มีเหตุมาจากท่ออ่อนท่อแข็งอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ในการขนถ่ายน้ำมันเข้าแท็งก์เกิดฉีกขาด และด้วยเหตุดังนั้น ปตท.จึงมีแผนที่จะเปลี่ยนท่อดังกล่าว จากอ่อนไปหาแข็ง หรือจากแข็งไปหาอ่อน (ผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง) เพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก
กลายเป็น วัสดุเป็นผู้ก่ออุบัติเหตุ
ถามว่าถึงที่สุดของการสอบสวนที่สมควรหรือยัง ผมคิดว่ายัง เพราะความรู้เพียงเท่านี้แก้ได้แต่เปลี่ยนวัสดุ ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ต้นเหตุจริงอาจไม่ได้อยู่ที่วัสดุเพียงอย่างเดียว
การสอบสวนน่าจะไปถึงคำถามว่า ปตท. (ผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบการขนถ่ายน้ำมัน) เคยรู้มาก่อนหรือไม่ว่า ท่อประเภทนี้อาจก่อให้เกิดการรั่วไหลในการขนถ่ายน้ำมันได้ง่าย ถ้าบอกว่าไม่รู้ ก็ต้องถามว่าทำไมไม่รู้ ในเมื่อประสบการณ์การขนถ่ายน้ำมันมีอยู่ทั่วโลก ไม่เคยสนใจศึกษามาก่อนเลยหรือ จึงเพิ่งมารู้เมื่อน้ำมันรั่วไปแล้ว (และก็รู้ได้เร็วมาก จนน่าเชื่อว่าความรู้นั้นต้องแพร่หลายอยู่พอสมควรแล้ว)
หากทำงานโดยไม่สนใจจะรู้อะไรที่ต้องรู้อย่างนี้ ยังสมควรทำงานต่อไปหรือไม่
หากตอบว่ารู้อยู่แล้ว ก็ต้องถามว่า ถ้าอย่างนั้นเหตุใดจึงตัดสินใจใช้ท่อที่อาจก่อให้เกิดการรั่วไหลได้ง่าย หรือท่อนั้นมีอายุการใช้งานแล้วไม่เปลี่ยนตามกำหนด ถ้าฝ่ายขนถ่ายน้ำมันรู้ แต่ฝ่ายบริหารไม่รู้ ก็แสดงว่าระบบการทำงานของบริษัทใช้ไม่ได้ เพราะข่าวสารข้อมูลไม่ไหลภายในบริษัทอย่างสะดวก จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรก็ทำเสีย แค่เปลี่ยนท่ออย่างเดียวไม่ประกันว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก
หากฝ่ายบริหารก็รู้ แต่ตัดสินใจใช้ท่อที่มีข้อบกพร่องอย่างนี้ หรือไม่อนุมัติให้เปลี่ยนท่อตามกำหนด ทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น ถ้าพบว่าเหตุผลของการตัดสินใจคือผลกำไรของบริษัทและเงินปันผลผู้ถือหุ้น เรื่องก็ใหญ่มากขึ้น เพราะนี่เป็นระบบการบริหารธุรกิจของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งรัฐและสังคมต้องเข้าไปควบคุมมิให้ผู้บริหารรับใช้แต่ผู้ถือหุ้น โดยไม่รับใช้สังคมเลยไม่ได้ (ไม่ว่าผู้บริหารจะเชื่อว่ามี "สังคม" อยู่จริงหรือไม่ก็ตาม)
และการนำประเทศไปสู่รัฐเสรีนิยมใหม่นั้นมีอันตรายแค่ไหน ประชาชนก็จะได้เห็นถนัดขึ้น และเพิ่มความระมัดระวังการทำเอฟ ที เอ อย่างมืดบอดไปพร้อมกัน (เพราะนี่ขนาดเป็นบริษัทไทยนะครับ)
การสอบสวนนี้อาจทำให้ต้องปลดผู้บริหารหรือพนักงานบางส่วนที่รับผิดชอบออก จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อการลงโทษเท่ากับการทำให้ตัวระบบประกันความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น เพราะผมเชื่อว่าตัวระบบนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากกว่าคน (นับตั้งแต่โรงงานลูกชิ้นขึ้นไปถึง ปตท.)
ผมจึงเห็นว่า เว่อร์ก็เว่อร์ได้ แต่ต้องเว่อร์อย่างมีสติ เหลือส่วนที่ไม่เว่อร์ไว้กดดันไปสู่ความรู้และการแก้ปัญหาให้สังคมโดยรวมไว้ด้วย กดให้ถูกจุด ทั้งเว่อร์ๆ อย่างนี้แหละครับ
สิ่งที่ ปตท.ทำหลังอุบัติเหตุต้องถือว่าฉลาดมาก (คือมากกว่าสังคมไทยและนักเว่อร์ครับ) นั่นคือขมีขมันรับผิดชอบกับสองส่วน คือสิ่งแวดล้อม และคนที่ได้รับผลกระทบ ปตท.จะทำเพื่อรักษาภาพพจน์ทางธุรกิจของตนอย่างไรก็ช่างเถอะ ควรได้รับการสนับสนุนชมเชย (โดยหลักการ) แต่ทำแล้วได้ผลอย่างไร ปตท.เป็นคนบอกให้เรารู้ว่าได้ผลดีมากเลย
ปตท.บอกโดยสองช่องทาง หนึ่งคือโฆษณาของบริษัท ซึ่งย่อมไม่น่าเชื่อถือนักเป็นธรรมดา แต่ทางที่สองคือแทรกเข้าไปในข่าวของสื่อประเภทต่างๆ อันนี้ฟังดูน่าเชื่อถือกว่ากันแยะเลย แต่คิดอีกทีก็ดูแปลกๆ เช่น ตอนเกิดเรื่องขึ้น มีการสัมภาษณ์ชาวประมงท้องถิ่น ที่ไม่สามารถออกจับปลาได้ เพราะไม่มีตลาดรับซื้อ ครั้นเมื่อ ปตท.เอาเงินไปชดเชยค่าเสียหายซึ่งก็เป็นข่าวใหญ่อีกเหมือนกัน ไม่เห็นมีใครกลับไปสัมภาษณ์ชาวบ้านอีกว่า เงินนั้นพอชดเชยค่าเสียหายหรือไม่ และปัจจุบันกับอนาคตการทำกินของเขาเป็นอย่างไร ชาวบ้านหายตัวไปจากข่าวพร้อมกับเงินชดเชยเสียเฉยๆ อย่างนั้น
ในส่วนสิ่งแวดล้อม ก็มีข่าวการระดมกำลังทั้งจาก ปตท.และหน่วยงานของรัฐไปล้างชายหาดและทะเลกันยกใหญ่ ได้ผลอย่างไร ปตท.เป็นคนบอกว่า ฟื้นธรรมชาติกลับคืนมาได้แล้ว ไชโย แต่ไม่มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ (ซึ่งน่าจะมีคนและเครื่องไม้เครื่องมือดีกว่าองค์กรพัฒนาเอกชน) ออกมาศึกษาประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน แล้วรายงานให้ประชาชนได้รับรู้เลย
โดยสรุปก็คือ การออกมารับผิดชอบและแก้ปัญหาของ ปตท.นั้น ไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอ เพราะ ปตท.เป็นคนตรวจสอบเอง และรายงานเอง ผมคิดว่าเราควรเว่อร์ไปและกดดันรัฐและสื่อให้ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ไปอย่างเป็นกลาง (แม้ยังรับเงินโฆษณาของ ปตท.อยู่ก็ตาม)
ความรู้ที่ได้จาก ปตท.และการตรวจสอบที่เป็นกลาง จะมีประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง เพราะสักวันหนึ่งก็จะต้องเกิดอุบัติเหตุต่อสิ่งแวดล้อมอีกจนได้ - - เราจะพัฒนาดรรชนีชี้วัดการฟื้นตัวของธรรมชาติและชีวิตผู้คนซึ่งเป็นของพื้นถิ่นประเทศไทยเอง เราจะรู้ว่าผลกระทบที่ผู้คนได้รับจากการเปลี่ยนระบบนิเวศนั้นมีอะไรบ้าง เกิดมาตรฐานที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในชีวิตผู้คนมากขึ้นว่า การชดเชยเยียวยาต้องทำแก่อะไรบ้าง - อย่าลืมว่า จะชอบหรือไม่ก็ตาม เรากำลังเปลี่ยนระบบนิเวศใหญ่บ้างเล็กบ้าง เพื่อการ "พัฒนา" อีกมาก - แต่ทั้งหมดนี้จะได้มาก็ต้องไม่เว่อร์เพียงอย่างเดียว ต้องมีสติเหลือไว้สำหรับผลักดันไปสู่ความรู้ที่สร้างสรรค์เหล่านี้ไปพร้อมกัน
จะคืนรางวัลลูกโลกสีเขียวดีหรือไม่ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า คุณไปรับมันมาทำไมแต่แรก คุณไม่รู้หรือว่า ปตท.ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลนี้ทำอะไรอยู่ คุณเห็นชอบกับการกระทำของ ปตท.ที่ผ่านมาหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ควรยอมรับด้วยว่า กิจการของ ปตท.ย่อมเสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่การสำรวจ, ขุด, ขาย และใช้
แต่ก็อย่างที่กล่าวข้างต้นนะครับ อยากคืนก็คืน อย่างน้อยก็เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตัวเอาไว้ แต่แค่นั้นไม่พอหรอกครับที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดีไว้จากบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ปตท.
เรากำลังเผชิญกับปัญหาการทำกำไรอย่างมโหฬารจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ที่มุ่งจะแย่งยื้อทรัพยากรทุกชนิด (รวมแม้แต่รัฐและชาติ) ไปหากำไร โดยไม่คำนึงถึงชีวิตผู้คน และสิ่งแวดล้อม
มีอะไรที่เราต้องร่วมกันทำมากกว่านี้อีกมาก นอกจากคืนรางวัล
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
เกาะเสม็ดในลูกโลกสีเขียว
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379940140
วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:30:39 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 23 ก.ย. 2556 )
ผมไม่เคยคิดว่า ปตท.เป็นบริษัทที่มีประวัติดีในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนั่นคือเหตุผลที่โฆษณาของบริษัทต้องเน้นแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม
แม้กระนั้น ผมก็ไม่เข้าใจปฏิกิริยาของคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่มีต่ออุบัติการณ์น้ำมันรั่วจนกระทบเกาะเสม็ด จะเว่อร์ไปหน่อยหรือไม่ เว่อร์บ้างก็ไม่เป็นไรนะครับ คนเราควรมีโอกาสเว่อร์บ้างเป็นครั้งคราว อย่างน้อยก็เพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวเองให้ชัดขึ้น แต่ถ้าเราเอาแต่เว่อร์อย่างเดียว จะหาคนรับผิดชอบไม่ได้ หรือถึงหาได้ เขาก็รับผิดชอบไม่ทั่วถึง
น้ำมันรั่วในการขนถ่ายเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีฝ่ายใดอยากให้เกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นบ่อยทั่วโลก อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุสองอย่าง หนึ่งคือพระเจ้าสาปหรือซวย พูดให้ฟังดูน่าเชื่อถือขึ้นก็คือเกินขีดความสามารถมนุษย์จะควบคุมได้ตลอดไป และสอง เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อ
ถ้าเป็นประการหลัง ก็ต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ความว่า ใครเลินเล่อ และจะพบเสมอว่า คนไม่ได้เลินเล่อ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวที่เลินเล่อ แต่ระบบต่างหากที่เลินเล่ออย่างไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง
ในกรณีน้ำมันรั่วครั้งนี้ ปตท.ได้จัดการสืบสวนแล้วพบว่า มีเหตุมาจากท่ออ่อนท่อแข็งอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ในการขนถ่ายน้ำมันเข้าแท็งก์เกิดฉีกขาด และด้วยเหตุดังนั้น ปตท.จึงมีแผนที่จะเปลี่ยนท่อดังกล่าว จากอ่อนไปหาแข็ง หรือจากแข็งไปหาอ่อน (ผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง) เพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก
กลายเป็น วัสดุเป็นผู้ก่ออุบัติเหตุ
ถามว่าถึงที่สุดของการสอบสวนที่สมควรหรือยัง ผมคิดว่ายัง เพราะความรู้เพียงเท่านี้แก้ได้แต่เปลี่ยนวัสดุ ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ต้นเหตุจริงอาจไม่ได้อยู่ที่วัสดุเพียงอย่างเดียว
การสอบสวนน่าจะไปถึงคำถามว่า ปตท. (ผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบการขนถ่ายน้ำมัน) เคยรู้มาก่อนหรือไม่ว่า ท่อประเภทนี้อาจก่อให้เกิดการรั่วไหลในการขนถ่ายน้ำมันได้ง่าย ถ้าบอกว่าไม่รู้ ก็ต้องถามว่าทำไมไม่รู้ ในเมื่อประสบการณ์การขนถ่ายน้ำมันมีอยู่ทั่วโลก ไม่เคยสนใจศึกษามาก่อนเลยหรือ จึงเพิ่งมารู้เมื่อน้ำมันรั่วไปแล้ว (และก็รู้ได้เร็วมาก จนน่าเชื่อว่าความรู้นั้นต้องแพร่หลายอยู่พอสมควรแล้ว)
หากทำงานโดยไม่สนใจจะรู้อะไรที่ต้องรู้อย่างนี้ ยังสมควรทำงานต่อไปหรือไม่
หากตอบว่ารู้อยู่แล้ว ก็ต้องถามว่า ถ้าอย่างนั้นเหตุใดจึงตัดสินใจใช้ท่อที่อาจก่อให้เกิดการรั่วไหลได้ง่าย หรือท่อนั้นมีอายุการใช้งานแล้วไม่เปลี่ยนตามกำหนด ถ้าฝ่ายขนถ่ายน้ำมันรู้ แต่ฝ่ายบริหารไม่รู้ ก็แสดงว่าระบบการทำงานของบริษัทใช้ไม่ได้ เพราะข่าวสารข้อมูลไม่ไหลภายในบริษัทอย่างสะดวก จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรก็ทำเสีย แค่เปลี่ยนท่ออย่างเดียวไม่ประกันว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก
หากฝ่ายบริหารก็รู้ แต่ตัดสินใจใช้ท่อที่มีข้อบกพร่องอย่างนี้ หรือไม่อนุมัติให้เปลี่ยนท่อตามกำหนด ทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น ถ้าพบว่าเหตุผลของการตัดสินใจคือผลกำไรของบริษัทและเงินปันผลผู้ถือหุ้น เรื่องก็ใหญ่มากขึ้น เพราะนี่เป็นระบบการบริหารธุรกิจของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งรัฐและสังคมต้องเข้าไปควบคุมมิให้ผู้บริหารรับใช้แต่ผู้ถือหุ้น โดยไม่รับใช้สังคมเลยไม่ได้ (ไม่ว่าผู้บริหารจะเชื่อว่ามี "สังคม" อยู่จริงหรือไม่ก็ตาม)
และการนำประเทศไปสู่รัฐเสรีนิยมใหม่นั้นมีอันตรายแค่ไหน ประชาชนก็จะได้เห็นถนัดขึ้น และเพิ่มความระมัดระวังการทำเอฟ ที เอ อย่างมืดบอดไปพร้อมกัน (เพราะนี่ขนาดเป็นบริษัทไทยนะครับ)
การสอบสวนนี้อาจทำให้ต้องปลดผู้บริหารหรือพนักงานบางส่วนที่รับผิดชอบออก จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อการลงโทษเท่ากับการทำให้ตัวระบบประกันความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น เพราะผมเชื่อว่าตัวระบบนั่นแหละ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากกว่าคน (นับตั้งแต่โรงงานลูกชิ้นขึ้นไปถึง ปตท.)
ผมจึงเห็นว่า เว่อร์ก็เว่อร์ได้ แต่ต้องเว่อร์อย่างมีสติ เหลือส่วนที่ไม่เว่อร์ไว้กดดันไปสู่ความรู้และการแก้ปัญหาให้สังคมโดยรวมไว้ด้วย กดให้ถูกจุด ทั้งเว่อร์ๆ อย่างนี้แหละครับ
สิ่งที่ ปตท.ทำหลังอุบัติเหตุต้องถือว่าฉลาดมาก (คือมากกว่าสังคมไทยและนักเว่อร์ครับ) นั่นคือขมีขมันรับผิดชอบกับสองส่วน คือสิ่งแวดล้อม และคนที่ได้รับผลกระทบ ปตท.จะทำเพื่อรักษาภาพพจน์ทางธุรกิจของตนอย่างไรก็ช่างเถอะ ควรได้รับการสนับสนุนชมเชย (โดยหลักการ) แต่ทำแล้วได้ผลอย่างไร ปตท.เป็นคนบอกให้เรารู้ว่าได้ผลดีมากเลย
ปตท.บอกโดยสองช่องทาง หนึ่งคือโฆษณาของบริษัท ซึ่งย่อมไม่น่าเชื่อถือนักเป็นธรรมดา แต่ทางที่สองคือแทรกเข้าไปในข่าวของสื่อประเภทต่างๆ อันนี้ฟังดูน่าเชื่อถือกว่ากันแยะเลย แต่คิดอีกทีก็ดูแปลกๆ เช่น ตอนเกิดเรื่องขึ้น มีการสัมภาษณ์ชาวประมงท้องถิ่น ที่ไม่สามารถออกจับปลาได้ เพราะไม่มีตลาดรับซื้อ ครั้นเมื่อ ปตท.เอาเงินไปชดเชยค่าเสียหายซึ่งก็เป็นข่าวใหญ่อีกเหมือนกัน ไม่เห็นมีใครกลับไปสัมภาษณ์ชาวบ้านอีกว่า เงินนั้นพอชดเชยค่าเสียหายหรือไม่ และปัจจุบันกับอนาคตการทำกินของเขาเป็นอย่างไร ชาวบ้านหายตัวไปจากข่าวพร้อมกับเงินชดเชยเสียเฉยๆ อย่างนั้น
ในส่วนสิ่งแวดล้อม ก็มีข่าวการระดมกำลังทั้งจาก ปตท.และหน่วยงานของรัฐไปล้างชายหาดและทะเลกันยกใหญ่ ได้ผลอย่างไร ปตท.เป็นคนบอกว่า ฟื้นธรรมชาติกลับคืนมาได้แล้ว ไชโย แต่ไม่มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ (ซึ่งน่าจะมีคนและเครื่องไม้เครื่องมือดีกว่าองค์กรพัฒนาเอกชน) ออกมาศึกษาประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน แล้วรายงานให้ประชาชนได้รับรู้เลย
โดยสรุปก็คือ การออกมารับผิดชอบและแก้ปัญหาของ ปตท.นั้น ไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอ เพราะ ปตท.เป็นคนตรวจสอบเอง และรายงานเอง ผมคิดว่าเราควรเว่อร์ไปและกดดันรัฐและสื่อให้ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ไปอย่างเป็นกลาง (แม้ยังรับเงินโฆษณาของ ปตท.อยู่ก็ตาม)
ความรู้ที่ได้จาก ปตท.และการตรวจสอบที่เป็นกลาง จะมีประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง เพราะสักวันหนึ่งก็จะต้องเกิดอุบัติเหตุต่อสิ่งแวดล้อมอีกจนได้ - - เราจะพัฒนาดรรชนีชี้วัดการฟื้นตัวของธรรมชาติและชีวิตผู้คนซึ่งเป็นของพื้นถิ่นประเทศไทยเอง เราจะรู้ว่าผลกระทบที่ผู้คนได้รับจากการเปลี่ยนระบบนิเวศนั้นมีอะไรบ้าง เกิดมาตรฐานที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในชีวิตผู้คนมากขึ้นว่า การชดเชยเยียวยาต้องทำแก่อะไรบ้าง - อย่าลืมว่า จะชอบหรือไม่ก็ตาม เรากำลังเปลี่ยนระบบนิเวศใหญ่บ้างเล็กบ้าง เพื่อการ "พัฒนา" อีกมาก - แต่ทั้งหมดนี้จะได้มาก็ต้องไม่เว่อร์เพียงอย่างเดียว ต้องมีสติเหลือไว้สำหรับผลักดันไปสู่ความรู้ที่สร้างสรรค์เหล่านี้ไปพร้อมกัน
จะคืนรางวัลลูกโลกสีเขียวดีหรือไม่ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า คุณไปรับมันมาทำไมแต่แรก คุณไม่รู้หรือว่า ปตท.ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลนี้ทำอะไรอยู่ คุณเห็นชอบกับการกระทำของ ปตท.ที่ผ่านมาหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ควรยอมรับด้วยว่า กิจการของ ปตท.ย่อมเสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่การสำรวจ, ขุด, ขาย และใช้
แต่ก็อย่างที่กล่าวข้างต้นนะครับ อยากคืนก็คืน อย่างน้อยก็เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตัวเอาไว้ แต่แค่นั้นไม่พอหรอกครับที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดีไว้จากบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ปตท.
เรากำลังเผชิญกับปัญหาการทำกำไรอย่างมโหฬารจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ที่มุ่งจะแย่งยื้อทรัพยากรทุกชนิด (รวมแม้แต่รัฐและชาติ) ไปหากำไร โดยไม่คำนึงถึงชีวิตผู้คน และสิ่งแวดล้อม
มีอะไรที่เราต้องร่วมกันทำมากกว่านี้อีกมาก นอกจากคืนรางวัล
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
2556-09-06
อนาคตของยางพารา โดย วีรพงษ์ รามางกูร
.
อนาคตของยางพารา
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1378362836
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ updated: 05 ก.ย. 2556 เวลา 13:24:54 น.
(เสนอใน : มติชนรายวัน 5 ก.ย. 2556
และใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378380415 )
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมัน ราคาสินแร่ เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม รวมทั้งยางพาราได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเศรษฐกิจประเทศจีนขยายตัวในอัตราเลข 2 หลักมานานหลายปี
เคยเดินทางไปมณฑลยูนนานของจีน มองลงไปจากเครื่องบินเห็นพื้นที่จำนวนมากมายกลายเป็นสวนยางพารา เนินเขาเป็นลูกๆ ปลูกกันแต่ยางพารา
ที่ประเทศลาว แขวงทางเหนือตั้งแต่แขวงหลวงพระบาง หลวงน้ำทา พงสาลี ไซยะบุลี ลงมาจนถึงแขวงเวียงจันทน์ บอริคำไซย ก็เห็นสวนยางพาราเต็มไปหมด
ประเทศไทยในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาก็นิยมปลูกยางพารากัน ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ ยังนึกในใจว่ายางพารานั้นปลูกได้แต่ที่ภาคใต้ของไทย ที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะยางพาราต้องการภูมิอากาศที่ฝนชุก ความชื้นสูง ที่เมืองไทยนอกจากภาคใต้ ก็มีภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง และตราด
เมื่อไปเห็นสวนยางที่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่ประเทศลาว และที่ยูนนาน ประเทศจีน ก็นึกในใจอยู่แล้วว่า เมื่อต้นยางพาราที่ปลูกใหม่นี้ สามารถกรีดเอาน้ำยางได้ ปริมาณน้ำยางก็คงจะล้นตลาด นึกเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่คิดว่าเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และรัสเซีย คงจะขยายตัวต่อไป ขณะเดียวกันราคาน้ำมัน ก็คงจะไม่อ่อนตัวลงเพราะถ้าราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ราคายางเทียมหรือยางสังเคราะห์ ก็จะอ่อนตัวด้วย ทำให้ราคายางธรรมชาติ อ่อนตัวตามลงไปตามกัน
เหตุการณ์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง เศรษฐกิจรัสเซียและจีนมีปัญหา สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการซื้อยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ยางพาราก็ลดลง ราคายางพาราก็พลอยร่วงลงไปอย่างรวดเร็วด้วย
ปัญหาของสินค้าเกษตรกรรมที่เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพืชล้มลุกอย่าง ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือพืชยืนต้น เช่น ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งยางพารา และการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ สุกร ล้วนเป็นไปตามกฎหรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
กฎหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ว่าก็คือ เมื่อราคาสินค้าประเภทนี้สูงขึ้น เกษตรกรก็หันมาปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้มากขึ้น
เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ปริมาณสินค้าก็จะออกมาพร้อมๆ กัน ทำให้มีสินค้าล้นตลาด เมื่อสินค้าล้นตลาดราคาก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับเกษตรกรผู้ผลิตอย่างมาก
เมื่อราคาลดลงติดต่อกันสักพัก เกษตรกรก็ลดการปลูกหรือปริมาณสัตว์ที่เลี้ยงลง สินค้าก็จะเริ่มขาดตลาดราคาก็จะเริ่มสูงขึ้นหรือเกิดกรณีที่เศรษฐกิจของภูมิภาคหรือของโลกฟื้นตัวขึ้น ความต้องการสินค้าก็เริ่มสูงขึ้น ราคาก็ถีบตัวสูงขึ้น
แต่เศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจของโลกก็มีวัฏจักร เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเฟื่องฟูขึ้น การลงทุนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตลาดอิ่มตัว การลงทุนมากเกินตัว เศรษฐกิจก็ชะลอตัวแล้วก็กลายเป็นเศรษฐกิจขาลง
ดังนั้น วัฏจักรทางด้านการผลิต วัฏจักรทางด้านความต้องการของตลาด จึงเป็นปัจจัยสำคัญทั้ง 2 ด้าน ที่ทำให้ราคามีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักร สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรผู้ผลิตอยู่เป็นประจำ เป็นปรากฏการณ์ที่เราจะพบเห็นอยู่เสมอถ้าเราสังเกต
ยางพาราก็เป็นพืชที่ไม่พ้นไปจากกฎทางเศรษฐศาสตร์เช่นว่านี้ เราเคยเห็นราคายางตกต่ำมาแล้วหลายรอบในช่วง 20 ปีมานี้ ราคายางพาราตกต่ำจนประเทศมาเลเซียสนับสนุนให้เกษตรกรของเขาเปลี่ยนสวนยางมาเป็นสวนปาล์มน้ำมันแทน ไทยเราก็ทำบ้างบางส่วน
สำหรับสินค้าเกษตรอย่างอื่น เกษตรกรอาจจะปรับตัวได้ง่าย เช่น สุกร ไก่ วัฏจักรราคาอาจจะไม่ยาว 2-3 ปีมีครั้งหนึ่งเพราะการเพิ่มการผลิตทำได้เร็ว สำหรับไก่ก็ไม่กี่เดือน สำหรับสุกรก็ไม่นาน แต่สำหรับไม้ยืนต้นอาจจะนาน
ยางพาราตั้งแต่เริ่มปลูกจนสามารถกรีดเอาน้ำยางต้องใช้เวลาถึง 6 ปี เมื่อต้นยางโตพอที่จะกรีดน้ำยางได้ก็พอดีถึงวัฏจักรราคา อยู่ในช่วงขาลงพอดี การปรับตัวก็อาจจะทำได้ยากเพราะเกษตรกรได้ลงทุนมาแล้วเป็นเวลานาน
กิจการสวนยางเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เมื่อปลูกจนโตแล้วก็ต้องใช้แรงงานกรีดยาง ลำพังตัวเกษตรกรเองไม่สามารถจะกรีดยางในสวนของตนได้หมด อีกทั้งบุตรหลานที่มีการศึกษาสูงๆ ก็ไม่นิยมกลับบ้านไปกรีดยาง ดังนั้น การกรีดยางจึงต้องอาศัยแรงงานจากภายนอก และวิธีจ้างก็ไม่มีอะไรดีกว่าการแบ่งผลผลิตกัน เช่น 60-40 หรือ 50-50 แทนที่จะจ้างด้วยการออกค่าจ้าง เช่น การจ้างเกี่ยวข้าว หรือหักข้าวโพด
การปรับตัวต่อราคาจึงมีเพียงจะกรีดยางมากหรือน้อยเท่านั้นในระยะแรก เมื่อเศรษฐกิจภาคใต้เจริญขึ้น แรงงานที่เข้ามากรีดยางก็มักจะเป็นแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเจริญขึ้น แรงงานจากภาคอีสานมีน้อยลง แรงงานจากประเทศพม่าและอินโดนีเซียก็มาแทนที่
ขณะนี้แรงงานในภาคอีสานและภาคเหนือก็กลับไปปลูกยางพาราที่บ้าน เมื่อต้นยางโตพอจะกรีดได้ก็คงมีปัญหาอย่างเดียวกัน จะหาแรงงานจากที่ไหนมากรีด ถ้าราคายางพาราอยู่ในระดับเกินกว่า 100 บาท รายได้จากการรับจ้างกรีดก็คงจะพอเป็นแรงจูงใจให้มีคนทำ แต่ถ้าราคายางพาราในตลาดโลกตกต่ำลงมาอยู่ในระดับ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ปัญหาก็คงจะเกิดขึ้นทันที
สวนยางที่ประเทศลาวจำนวนมากก็ไม่มีแรงงานเพียงพอที่จะกรีด คงต้องใช้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำการกรีดเช่นเดียวกับประเทศไทย
การกรีดยางไม่สามารถใช้เครื่องจักรได้ ยังต้องใช้คนเดินกรีด และเดินเก็บน้ำยางไปทีละต้น ไม่เหมือนการปลูกข้าว ข้าวโพดและมันสำปะหลังรวมทั้งถั่วเหลือง ที่สามารถใช้เครื่องจักรมาแทนแรงงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าประเทศไทยของเรา ซึ่งเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานแล้วในขณะนี้ มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในภาคเศรษฐกิจใช้แรงงานมาก ในอนาคตจะทำอย่างไร
ถ้าพม่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศหลังจากที่ได้เปิดประเทศ และแรงงานจากพม่ากลับบ้าน ไปทำงานที่บ้าน ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราจะยังสามารถรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานมากๆ เช่น การทำสวนยางไว้ได้หรือไม่ หรือถ้าพม่าเริ่มปลูกยางพาราบ้างเช่นเดียวกับ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน ทำและดูดแรงงานไว้ที่บ้านเขา เราจะทำอย่างไร
สถานการณ์ที่ว่าจะมีทั้งวัฏจักรราคา อันเกิดจากการขึ้นลงของเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของค่าแรงงานในประเทศ ในขณะที่ระยะยาวราคาที่แท้จริงของสินค้าเกษตร กล่าวคือราคาของสินค้าปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มแต่กลับตกลง รวมทั้งค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นในระยะยาว อนาคตของยางพาราซึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้น มีวัฏจักรปรับตัวจากปริมาณน้อยหรือช้ากว่าสินค้าอื่นๆ น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน
เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นในปี 2558 ที่จะมีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรหลายๆ อย่าง สินค้าทุกอย่างถ้าจะไปรอดคงต้องปล่อยให้การผลิต การส่งออกและราคาเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงคงต้องใช้งบประมาณมากและอาจจะไม่ได้ผลอย่างที่เห็นอยู่ ควรจะคิดล่วงหน้าเอาไว้ เพราะปัญหานี้คงจะเกิดขึ้นแน่ในอนาคต
ยางพาราก็เป็นสินค้าอีกตัวที่จะเป็นปัญหา
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
อนาคตของยางพารา
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1378362836
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ updated: 05 ก.ย. 2556 เวลา 13:24:54 น.
(เสนอใน : มติชนรายวัน 5 ก.ย. 2556
และใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378380415 )
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมัน ราคาสินแร่ เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม รวมทั้งยางพาราได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเศรษฐกิจประเทศจีนขยายตัวในอัตราเลข 2 หลักมานานหลายปี
เคยเดินทางไปมณฑลยูนนานของจีน มองลงไปจากเครื่องบินเห็นพื้นที่จำนวนมากมายกลายเป็นสวนยางพารา เนินเขาเป็นลูกๆ ปลูกกันแต่ยางพารา
ที่ประเทศลาว แขวงทางเหนือตั้งแต่แขวงหลวงพระบาง หลวงน้ำทา พงสาลี ไซยะบุลี ลงมาจนถึงแขวงเวียงจันทน์ บอริคำไซย ก็เห็นสวนยางพาราเต็มไปหมด
ประเทศไทยในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาก็นิยมปลูกยางพารากัน ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ ยังนึกในใจว่ายางพารานั้นปลูกได้แต่ที่ภาคใต้ของไทย ที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะยางพาราต้องการภูมิอากาศที่ฝนชุก ความชื้นสูง ที่เมืองไทยนอกจากภาคใต้ ก็มีภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง และตราด
เมื่อไปเห็นสวนยางที่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่ประเทศลาว และที่ยูนนาน ประเทศจีน ก็นึกในใจอยู่แล้วว่า เมื่อต้นยางพาราที่ปลูกใหม่นี้ สามารถกรีดเอาน้ำยางได้ ปริมาณน้ำยางก็คงจะล้นตลาด นึกเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่คิดว่าเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และรัสเซีย คงจะขยายตัวต่อไป ขณะเดียวกันราคาน้ำมัน ก็คงจะไม่อ่อนตัวลงเพราะถ้าราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ราคายางเทียมหรือยางสังเคราะห์ ก็จะอ่อนตัวด้วย ทำให้ราคายางธรรมชาติ อ่อนตัวตามลงไปตามกัน
เหตุการณ์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง เศรษฐกิจรัสเซียและจีนมีปัญหา สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการซื้อยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ยางพาราก็ลดลง ราคายางพาราก็พลอยร่วงลงไปอย่างรวดเร็วด้วย
ปัญหาของสินค้าเกษตรกรรมที่เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพืชล้มลุกอย่าง ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือพืชยืนต้น เช่น ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งยางพารา และการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ สุกร ล้วนเป็นไปตามกฎหรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
กฎหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ว่าก็คือ เมื่อราคาสินค้าประเภทนี้สูงขึ้น เกษตรกรก็หันมาปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้มากขึ้น
เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ปริมาณสินค้าก็จะออกมาพร้อมๆ กัน ทำให้มีสินค้าล้นตลาด เมื่อสินค้าล้นตลาดราคาก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับเกษตรกรผู้ผลิตอย่างมาก
เมื่อราคาลดลงติดต่อกันสักพัก เกษตรกรก็ลดการปลูกหรือปริมาณสัตว์ที่เลี้ยงลง สินค้าก็จะเริ่มขาดตลาดราคาก็จะเริ่มสูงขึ้นหรือเกิดกรณีที่เศรษฐกิจของภูมิภาคหรือของโลกฟื้นตัวขึ้น ความต้องการสินค้าก็เริ่มสูงขึ้น ราคาก็ถีบตัวสูงขึ้น
แต่เศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจของโลกก็มีวัฏจักร เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเฟื่องฟูขึ้น การลงทุนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตลาดอิ่มตัว การลงทุนมากเกินตัว เศรษฐกิจก็ชะลอตัวแล้วก็กลายเป็นเศรษฐกิจขาลง
ดังนั้น วัฏจักรทางด้านการผลิต วัฏจักรทางด้านความต้องการของตลาด จึงเป็นปัจจัยสำคัญทั้ง 2 ด้าน ที่ทำให้ราคามีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักร สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรผู้ผลิตอยู่เป็นประจำ เป็นปรากฏการณ์ที่เราจะพบเห็นอยู่เสมอถ้าเราสังเกต
ยางพาราก็เป็นพืชที่ไม่พ้นไปจากกฎทางเศรษฐศาสตร์เช่นว่านี้ เราเคยเห็นราคายางตกต่ำมาแล้วหลายรอบในช่วง 20 ปีมานี้ ราคายางพาราตกต่ำจนประเทศมาเลเซียสนับสนุนให้เกษตรกรของเขาเปลี่ยนสวนยางมาเป็นสวนปาล์มน้ำมันแทน ไทยเราก็ทำบ้างบางส่วน
สำหรับสินค้าเกษตรอย่างอื่น เกษตรกรอาจจะปรับตัวได้ง่าย เช่น สุกร ไก่ วัฏจักรราคาอาจจะไม่ยาว 2-3 ปีมีครั้งหนึ่งเพราะการเพิ่มการผลิตทำได้เร็ว สำหรับไก่ก็ไม่กี่เดือน สำหรับสุกรก็ไม่นาน แต่สำหรับไม้ยืนต้นอาจจะนาน
ยางพาราตั้งแต่เริ่มปลูกจนสามารถกรีดเอาน้ำยางต้องใช้เวลาถึง 6 ปี เมื่อต้นยางโตพอที่จะกรีดน้ำยางได้ก็พอดีถึงวัฏจักรราคา อยู่ในช่วงขาลงพอดี การปรับตัวก็อาจจะทำได้ยากเพราะเกษตรกรได้ลงทุนมาแล้วเป็นเวลานาน
กิจการสวนยางเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เมื่อปลูกจนโตแล้วก็ต้องใช้แรงงานกรีดยาง ลำพังตัวเกษตรกรเองไม่สามารถจะกรีดยางในสวนของตนได้หมด อีกทั้งบุตรหลานที่มีการศึกษาสูงๆ ก็ไม่นิยมกลับบ้านไปกรีดยาง ดังนั้น การกรีดยางจึงต้องอาศัยแรงงานจากภายนอก และวิธีจ้างก็ไม่มีอะไรดีกว่าการแบ่งผลผลิตกัน เช่น 60-40 หรือ 50-50 แทนที่จะจ้างด้วยการออกค่าจ้าง เช่น การจ้างเกี่ยวข้าว หรือหักข้าวโพด
การปรับตัวต่อราคาจึงมีเพียงจะกรีดยางมากหรือน้อยเท่านั้นในระยะแรก เมื่อเศรษฐกิจภาคใต้เจริญขึ้น แรงงานที่เข้ามากรีดยางก็มักจะเป็นแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเจริญขึ้น แรงงานจากภาคอีสานมีน้อยลง แรงงานจากประเทศพม่าและอินโดนีเซียก็มาแทนที่
ขณะนี้แรงงานในภาคอีสานและภาคเหนือก็กลับไปปลูกยางพาราที่บ้าน เมื่อต้นยางโตพอจะกรีดได้ก็คงมีปัญหาอย่างเดียวกัน จะหาแรงงานจากที่ไหนมากรีด ถ้าราคายางพาราอยู่ในระดับเกินกว่า 100 บาท รายได้จากการรับจ้างกรีดก็คงจะพอเป็นแรงจูงใจให้มีคนทำ แต่ถ้าราคายางพาราในตลาดโลกตกต่ำลงมาอยู่ในระดับ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ปัญหาก็คงจะเกิดขึ้นทันที
สวนยางที่ประเทศลาวจำนวนมากก็ไม่มีแรงงานเพียงพอที่จะกรีด คงต้องใช้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำการกรีดเช่นเดียวกับประเทศไทย
การกรีดยางไม่สามารถใช้เครื่องจักรได้ ยังต้องใช้คนเดินกรีด และเดินเก็บน้ำยางไปทีละต้น ไม่เหมือนการปลูกข้าว ข้าวโพดและมันสำปะหลังรวมทั้งถั่วเหลือง ที่สามารถใช้เครื่องจักรมาแทนแรงงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าประเทศไทยของเรา ซึ่งเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานแล้วในขณะนี้ มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในภาคเศรษฐกิจใช้แรงงานมาก ในอนาคตจะทำอย่างไร
ถ้าพม่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศหลังจากที่ได้เปิดประเทศ และแรงงานจากพม่ากลับบ้าน ไปทำงานที่บ้าน ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราจะยังสามารถรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานมากๆ เช่น การทำสวนยางไว้ได้หรือไม่ หรือถ้าพม่าเริ่มปลูกยางพาราบ้างเช่นเดียวกับ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน ทำและดูดแรงงานไว้ที่บ้านเขา เราจะทำอย่างไร
สถานการณ์ที่ว่าจะมีทั้งวัฏจักรราคา อันเกิดจากการขึ้นลงของเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของค่าแรงงานในประเทศ ในขณะที่ระยะยาวราคาที่แท้จริงของสินค้าเกษตร กล่าวคือราคาของสินค้าปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มแต่กลับตกลง รวมทั้งค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นในระยะยาว อนาคตของยางพาราซึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้น มีวัฏจักรปรับตัวจากปริมาณน้อยหรือช้ากว่าสินค้าอื่นๆ น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน
เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นในปี 2558 ที่จะมีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรหลายๆ อย่าง สินค้าทุกอย่างถ้าจะไปรอดคงต้องปล่อยให้การผลิต การส่งออกและราคาเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงคงต้องใช้งบประมาณมากและอาจจะไม่ได้ผลอย่างที่เห็นอยู่ ควรจะคิดล่วงหน้าเอาไว้ เพราะปัญหานี้คงจะเกิดขึ้นแน่ในอนาคต
ยางพาราก็เป็นสินค้าอีกตัวที่จะเป็นปัญหา
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








