.
ผาสุก พงษ์ไพจิตร: “รัฐสภาประชาธิปไตย”
ใน www.prachatai.com/journal/2012/06/41113 . . Sun, 2012-06-17 19:13
ชี้ที่ผ่านมา เกิดพัฒนาการการเมืองไทยลงรากลึก-ส่อแนวโน้มการเมืองไทยมีเสถียรภาพแล้ว ต้องไม่ให้เกิดรัฐประหาร ทำประเทศสะดุดอีก
(17 มิ.ย.55) ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบรรยายพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2549 และบทบาทที่ควรจะเป็นของ ขบวนการภาคประชาชน” เนื่องในโอกาสรำลึก 21 ปีการสูญหาย ของทนง โพธิ์อ่าน จัดโดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา รายละเอียดมีดังนี้
000000
สาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันเป็นหัวข้อที่ใหญ่มากและมีคำอธิบาย-ข้อเสนอที่แตกต่างกัน อยากสรุปว่า ที่เรารู้แน่ๆ คือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยไม่ใช่ของที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองไทย ประเทศอื่นๆ ได้ผ่านกระบวนการความขัดแย้งทางการเมืองในแบบเดียวกันมาแล้ว เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เปลี่ยน แต่สถาบันทางการเมืองและชนชั้นนำยังไม่ปรับตัว เปลี่ยนแปลงตาม ยังคงต้องการรักษาสภาพเดิม ซึ่งไม่สามารถสนองตอบกับความต้องการและความคาดหวังใหม่ๆ ได้แล้วเอาไว้ ทำให้เกิดความลักลั่น ไม่สอดคล้อง ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา
เรากำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง โดยอาจมองว่าความขัดแย้งนี้เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะต้องมีความขัดแย้งก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรแก้ความขัดแย้งที่จะคลี่คลายความขัดแย้งได้ทันทีทันใด ไม่ว่าจะมีคณะกรรมการปรองดองสักกี่ชุด แก้กฎหมายกี่ฉบับ หรือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญกี่มาตรา ก็จะไม่ทำให้ความขัดแย้งสูญหายไปทันที สมมติเราไปหาหมอ ได้ยามา ก็จะลดความเจ็บปวดลงได้บ้าง แต่เราก็ต้องรอให้ร่างกายเยียวยาตัวเองจนแผลค่อยๆ หาย แต่ในระหว่างรอเยียวยาตัวเองให้ดีขึ้น เราควรจะมีท่าที-จุดยืนอย่างไรกับสถานการณ์การเมืองบางอย่างที่จะส่งกับสถานการณ์การเมืองในระยะยาว เช่น จุดยืนต่อรัฐประหาร-ล้มรัฐธรรมนูญ หรือการเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวใดๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
ทนง โพธิ์อ่าน หายตัวไปในขณะที่เมืองไทยมีรัฐบาลแต่งตั้งจากการรัฐประหาร เขาเป็นผู้ที่มีหลักการและอุดมการณ์ที่ทำงานเพื่อสิทธิและเสรีภาพของแรงงานอย่างแท้จริง ทนงเป็นผู้นำแรงงานระดับแนวหน้า ที่ต่อต้านกฎอัยการศึกและการยกเลิกสิทธิของคนงานรัฐวิสาหกิจในการก่อตั้งสหภาพและนัดหยุดงาน โดยได้รวบรวมคนงานออกมาประท้วงกรณีดังกล่าวบนท้องถนนในวันที่ 14 มิ.ย. (2534) ก่อนจะถูกอุ้มหายไปเมื่อ 19 มิ.ย.
ปัจจุบัน ผ่านมา 21 ปีแล้วก็ยังไม่มีหน่วยงาน ส.ส. หรือใครเข้ามาช่วยติดตามให้ทราบว่า ทนงหายไปไหน และขณะนี้ ได้ทราบว่า อายุความของคดีได้จบสิ้นลงแล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ไม่จบและยังต้องต่อสู้ต่อไป อยากเห็น ส.ส.คนใดคนหนึ่งออกมาต่อสู้ให้กับคนงาน และแสดงให้เห็นว่า อำนาจประชาธิปไตยน่าจะเป็นอำนาจสูงสุดที่จะต่อสู้กับทหารได้ในเวลาอันเหมาะสม
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย การที่ผู้ต่อต้านรัฐหายตัวไปเช่นนี้โดยไม่มีใครรับผิดชอบ มักเกิดในสมัยของเผด็จการทหาร หรือภาวะที่มีรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร การอุ้มเป็นวิธีการที่รัฐไทยจัดการกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยด้วยความรุนแรง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเกิดกับเรา หรือใครก็ได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องต่อต้านอย่างถึงที่สุด ซึ่งหมายถึงเราต้องพยายามจรรโลงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามคือระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยด้วย
โดยการเมืองในระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยที่มีหลักการอยู่ที่การเลือกตั้ง แม้ไม่ใช่ระบอบการเมืองในอุดมคติ แต่ขณะนี้ ประเทศสำคัญส่วนใหญ่ของโลกที่มีเสถียรภาพทางการเมืองตามสมควร และประชาชนได้รับการทำนุบำรุงเรื่องสิทธิเสรีภาพ ก็ล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบอบที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งได้ดีที่สุด และเป็นระบอบที่จะช่วยลดการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้ดีที่สุด เมื่อเรายังไม่มีทางเลือกซึ่งดีกว่านี้และเป็นที่ยอมรับกันในสากลโลก เราจึงต้องจรรโลงระบอบประชาธิปไตยให้ดีที่สุด
บางคนบอกว่า ระบบแต่งตั้งดีกว่าเพื่อจะได้เลือกคนดีๆ เข้ามาทำงาน คำถามคือ ใครจะเป็นผู้มีสิทธิแต่งตั้ง คนธรรมดาจะมีโอกาสมากแค่ไหน แล้วใครจะคานอำนาจหรือตรวจสอบกับผู้แต่งตั้ง ขณะที่บางคนบอกว่าระบบพรรคเดียวแบบจีนที่ตัดสินใจทำอะไรได้รวดเร็วดีกว่า แต่อย่าลืมว่าคนไทยได้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยที่มีหลักการสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ เสมอภาคมานานแล้ว และไทยไม่ใช่จีน ดังนั้น การหวนสู่ระบอบที่พรรคกำหนดทุกอย่างและมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพคงเป็นไปไม่ได้
แต่ระบอบประชาธิปไตยต้องอยู่ใต้กติกาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด โดยที่รัฐธรรมนูญหากไม่ดี ก็ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนหรือกฎเกณฑ์เดิมไม่เอื้อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกติกาหรือกระบวนการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญก็มักจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
ข้อดีของระบอบรัฐสภาอีกประการคือ การที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์หรือวิธีจัดการกับระบบเศรษฐกิจสังคมที่ต่างกัน อาจแข่งขันกันเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือก และเข้าปกครองประเทศตามวาระ เช่น อังกฤษ ที่สับเปลี่ยนกันระหว่างพรรคแรงงานกับพรรคอนุรักษนิยม แต่กติกาคือ เมื่อพรรคใดชนะการเลือกตั้ง พรรคที่แพ้ต้องยอมถอยและไม่ขัดขวางจนเกินเลย ขอบเขตและกติกาที่วางไว้ เพราะหากเราเปลี่ยนกติกาบ่อยๆ ไม่ชอบรัฐบาลนี้ ชวนทหารขึ้นมาปฏิวัติ เราจะถอยหลังเข้าคลองไปหลายสิบปี และปัจจุบันเราก็กำลังเผชิญปัญหาจากการที่เรายอมให้ทหารเข้ามาปฏิวัติเมื่อ 2549
เราอาจไม่ชอบนักการเมือง โดยในเมืองไทยมักพูดกันว่า เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่คอร์รัปชั่น แต่จากการศึกษาของตนเอง พบว่า ระบบเลือกตั้งเปิดโอกาสให้จำกัดหรือกำจัดคอร์รัปชั่นได้ดีกว่าระบบแต่งตั้ง และไม่ใช่ว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหรือการแต่งตั้งจะไม่คอร์รัปชั่น
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยชี้ว่า มีนักการเมืองถูกลงโทษในคดีคอร์รัปชั่นภายใต้รัฐบาลเลือกตั้งมากกว่าระบอบเผด็จการ โดยจากปี 2500 ที่มีรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้เราอยู่ใต้ระบอบเผด็จการทหารจนถึง 2519 เป็นเวลาเกือบ 20 ปี มีรัฐมนตรีถูกลงโทษจำคุกด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นเพียงคนเดียว แต่ในช่วง 5 ปีนับจาก 2544-2549 เรามีระบอบประชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ 2540 มีรัฐมนตรีที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาคอร์รัปชั่นหรือถูกตัดสิทธิไม่ให้เล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปีถึง 5 คน มีนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพลสูงถูกตัดสินจำคุกจากคอร์รัปชั่น 1 คน และมีข้าราชการประจำจำนวนมากถูกลงโทษ
อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มีรัฐประหาร 2549 แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ดำเนินต่อไปจนปัจจุบัน เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องคอร์รัปชั่นในทางที่ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แต่ป่วยการที่จะพูดถึงสิ่งที่เราไม่สามารถย้อนกลับได้ เราควรมาพูดว่าเราควรมีท่าทีอย่างไร
ท่าทีต่อความขัดแย้งทางการเมือง
ในการเมืองไทย ระบบรัฐสภาประชาธิปไตยไม่ถูกพัฒนาตามธรรมชาติ รัฐประหารทีไร ต้องถอยหลังเข้าคลองและเริ่มใหม่ ทำให้ฝ่ายกองทัพที่ยึดกุมอำนาจความรุนแรงแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับฝ่ายพลเรือน ไม่เป็นผลดีต่อการลดความรุนแรงในสังคม และเป็นปรปักษ์กับการพัฒนาประชาธิปไตย
กรณีทนง โพธิ์อ่าน ทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในบ้านเรายังไม่ทำงานอย่างถูกต้องเหมือนกับในสากลโลก ตำรวจไม่สืบสวนสอบสวน ศาลไม่อาจได้รับความเชื่อถือ กล่าวกันด้วยว่าอาจได้รับอิทธิพลจากภายนอก บ้างว่าการตัดสินคดีความที่เกี่ยวโยงกับการเมือง คำตัดสินมีลักษณะเลือกปฏิบัติ ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมของเราจึงเป็นอีกสถาบันที่ต้องได้รับปรับปรุง เพื่อให้เป็นอิสระ โปร่งใสและเชื่อถือได้ ทั้งนี้เพื่อกรณีเช่นคุณทนงจะไม่เกิดขึ้นอีก
ขบวนการแรงงานเป็นขบวนการทางสังคมที่มีความสำคัญมากเพราะมีจำนวนมาก จึงมีแรงต่อรองสูง และมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ จึงอยู่ในฐานะที่จะผลักดันให้ปฏิรูปได้ในหลายเรื่อง โดยผลงานสำคัญเช่น การผลักดันให้มี พ.ร.บ.แรงงาน พ.ร.บ.ประกันสังคม ซึ่งล้วนส่งผลต่อคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เช่น พ.ร.บ.ประกันสังคมเป็นรากฐานที่นำไปสู่ระบบสวัสดิการสังคมด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อย่าลืมว่าปัญหาการเมืองไทย เหมือนแผลที่ต้องใช้เวลา ระหว่างนั้น เราต้องยึดโยงกับหลักการให้มั่นคง และต่อต้านรัฐประหารที่ล้มรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอย่างสุดขีด
เป้าหมายของขบวนการแรงงานนั้นเพื่อต่อรองให้คนงานมีสภาพการทำงาน รายได้ ศักดิ์ศรี สถานภาพที่ดี ขณะเดียวกัน มีความคาดหวังว่าขบวนการแรงงานจะมีบทบาททางสังคมด้วย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกิจกรรมของแรงงาน โดยเฉพาะจุดยืนว่าเมืองไทยควรมีระบอบการเมืองไปทางไหน และจุดยืนเพื่อกดดันให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
4 พัฒนาการการเมืองไทย
แม้ขณะนี้ หลายคนจะอึดอัดกับการเมืองวันต่อวันที่สร้างความหดหู่ มีแต่ความขัดแย้ง มีผู้วิจารณ์ว่านักการเมือง "ยังอาละวาด แย่งของเล่นกันในสภา" ศาล "เหาะเหินเกินลงกา" หรือถูกสงสัยว่า "จะทำตามคำขอร้องของใคร" แต่การเมืองไทยในระยะสั้น จะเป็นเช่นนี้สักระยะ โดยส่วนตัวมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาต่อรองในกระบวนการทางการเมืองในกรอบของประชาธิปไตย ที่แม้เราอาจจะไม่พอใจ แต่จะต้องใช้เวลา โดยขอให้มองยาวๆ สำรวจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับรากหญ้าและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง ทั้งนี้ มองว่าที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ ที่เป็นพัฒนาการการเมืองไทย ดังนี้
หนึ่ง ผลของการเลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2544 ตอกย้ำว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการระบบรัฐสภาประชาธิปไตย อย่าตกใจที่พรรคของทักษิณ ชินวัตร ชนะขาดลอยทุกครั้ง เราต้องทำใจ อย่ามีอคติและวิเคราะห์เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า ส่วนตัวไม่ใช่ผู้ที่นิยมทักษิณแต่เราต้องดูปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เราอาจวิเคราะห์ว่า ผลดังกล่าวทำให้ข้ออ้างของฝ่ายต่อต้านพรรคการเมืองทั่วไปที่ว่า พรรคทักษิณชนะเพราะซื้อเสียง เริ่มหมดน้ำยาหรือเสื่อมมนต์ขลังลง โดยข้อมูลในระดับพื้นที่ที่นักวิชาการลงไป พบว่า แม้มีการซื้อเสียงแต่ลดลงทุกปี โดยการเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพ เป็นเพราะมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจมากขึ้น เพราะได้ประโยชน์จากการเมืองเลือกตั้ง
นักวิชาการท้องถิ่นในเขตเสื้อสีแดงเล่าว่าในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ประชาชนจะพูดคุยกันทุกวันว่าต้องไปออกเสียงเลือกตั้งเยอะๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าปฏิเสธสิ่งที่เป็นอยู่, พรรคที่ร่วมมือกับทหาร หรือปฏิเสธการสนับสนุนรัฐประหาร ส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงพลังทางการเมืองของ "คนจริง เสียงจริง" จำนวนมาก
การเมืองเลือกตั้งสำคัญขึ้นในระดับท้องถิ่น แม้จะมีปัญหาอุปสรรคจากภาคราชการ แต่มีพัฒนาการทางบวก เช่น กิจกรรมที่เคยทำที่ส่วนกลาง คือกรุงเทพฯ ได้ย้ายมาทำที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และเริ่มต่อสู้-ต่อรองกัน ทั้งนี้มองว่า ถ้ากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นได้จะลดภาระของรัฐบาลส่วนกลางลง จะทำให้ ส.ส.และรัฐมนตรีส่วนกลาง มีเวลาทำงานประเด็นระดับชาติที่ยุ่งยากกว่าได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ส่วนการคอร์รัปชั่นในท้องถิ่นนั้นก็ต้องหาทางปรับปรุง สร้างระบบกำกับควบคุมให้ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาและต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก
สอง สื่อสารมวลชนในไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้สังคมไทยตื่นตัวทางการเมืองมากกว่าสังคมเมื่อ 15 ปีก่อน เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารได้ลดภาวะการผูกขาดของสื่อโทรทัศน์-วิทยุ ของรัฐบาล-ทหารไทย ได้มาก ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นผ่านการสื่อสารออนไลน์ หลายประเภท ทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก เคเบิลทีวี วิทยุชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหลากหลาย คิดด้วยตัวเองมากขึ้น ไม่แน่ว่าคนนอกกรุงเทพฯ ได้รับสื่อหลากหลายกว่าคนกรุงเทพฯ ที่ดูเพียงไม่กี่ช่องเสียอีก การสื่อสารที่แพร่กระจายทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงเร็ว จนคนที่อยู่กรุงเทพฯ ที่เรียกว่าชนชั้นนำและนักธุรกิจตามไม่ทัน
สาม ยุทธศาสตร์การอิงสถาบันกษัตริย์เพื่อผลทางการเมืองถึงคราวต้องทบทวนและยังส่งผลสะท้อนกลับที่ไม่เป็นคุณ ความน่าเชื่อถือของกลุ่มที่พยายามใช้ยุทธศาสตร์นี้ลดลงโดยตลอดโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งยังไม่สามารถก่อตั้งพรรคการเมืองที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย
กองทัพยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเมืองไทย แต่กองทัพเองก็เสี่ยงถ้าจะทำรัฐประหารอีก เว้นแต่จะมีเหตุการณ์พิเศษที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
พรรคเพื่อไทยเองดูเหมือนจะตระหนักว่าปัจจุบัน ให้กองทัพอยู่สบายโดยไม่แซะเก้าอี้ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด และชัดเจนว่า กองทัพเองก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะอยู่อย่างไม่สบาย
สี่ รัฐบาลที่โอบรับโลกาภิวัตน์เพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต ขณะเดียวกันทำให้ประชาชนระดับล่างมีรายได้สูงขึ้นเพื่อเป็นฐานของตลาดภายในควบคู่ตลาดภายนอก ล้วนเป็นผลดีกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลแบบนี้ต้องทำมากกว่านี้คือต้องคิดระยะปานกลางและยาวมากกว่านี้ โดยต้องคิดเรื่องการหารายได้เพื่อใช้จ่ายดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ให้ผลดีกับประชาชน นโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแทนการลดภาษีเป็นหลัก อาจต้องคิดเรื่องปฏิรูประบบภาษี ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยกเลิกการผลักดันการปฏิรูประบบภาษีที่ดิน ก็อยากเห็นพรรคคู่แข่งผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ดีขึ้นและรัฐบาลนำเงินมาใช้ในด้านสวัสดิการมากขึ้น
โดยสรุป พัฒนาการการเมืองดีๆ หลายประการได้ลงรากลึกแล้ว แม้จะมีอุบัติเหตุการเมืองได้อีก แต่สิ่งดีๆ ที่กล่าวมา ส่อว่าการเมืองไทยมีแนวโน้มจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาวซึ่งจะเป็นผลดีกับนักธุรกิจ เศรษฐกิจ และทุกคนในประเทศ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องต้านรัฐประหาร และจรรโลงระบอบรัฐสภาประชาธิปไตย
Pasuk on Thai politics after the coup and suggestion for Thai civil society
www.youtube.com/watch?v=Kjrpyv9YiYw
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาบันการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาบันการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
2555-06-18
2555-05-29
สรกล: เกียร์ปรองดอง, 111
.
เกียร์ปรองดอง
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.
"ระยะทาง" กำลังกลายเป็นปัญหาของ "ทักษิณ ชินวัตร"
ความห่างจากข้อมูลทำให้เขาตัดสินใจหลายเรื่องผิดพลาด
เรื่องแรก คือ การขยายอาณาเขตไปสู่การเมืองท้องถิ่นอย่างเปิดเผย
ไม่ว่าจะเป็นสนามองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาล
"ทักษิณ" ให้พรรคเพื่อไทยสนับสนุนผู้สมัครอย่างเปิดเผย เลือกข้างเลือกขั้วอย่างชัดเจน โดยลืมไปว่าเป็นการแยกมิตร สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น
เพราะผู้สมัครหลายคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทย คือ "คนเสื้อแดง" ที่สนับสนุน "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา
แต่พอ "ทักษิณ" ที่ควรจะวางตัวเป็นกลางกลับเลือกข้าง
"ใจ" ของคนนั้นที่เคยให้กับ "ทักษิณ" ก็ต้องแปรเปลี่ยนไป
ปรากฏการณ์นี้นอกจากแสดงให้เห็นว่าวิธีคิดของ "ทักษิณ" ยังเหมือนเดิม คือ พยายามกุมอำนาจให้มากที่สุด
ยังสะท้อนให้เห็นว่า "ทักษิณ" ห่างไกลจากข้อมูลมาก
ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ย่อมนำมาสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
เรื่องที่สอง การปราศรัยผ่านวิดีโอลิงก์ของ "ทักษิณ" ที่ราชประสงค์ ในคืนวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่พยายามกล่อม "คนเสื้อแดง" ให้ยอมรับการปรองดอง
การเปลี่ยนเกียร์สู่โหมดการปรองดองของ "ทักษิณ" นั้น ใครๆ ก็รู้
และหลายฝ่ายก็ไม่ได้คัดค้าน
แต่ไม่นึกว่าเขาจะเลือกเวลาและสถานที่ "ปล่อยของ" ผิดพลาด
เพราะแยกราชประสงค์สำหรับ "คนเสื้อแดง" นั้นมีตำนาน
ทั้งความแค้น ความสูญเสียจากการต่อสู้
ในขณะที่ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม เกิดกรณี "อากง" เสียชีวิต และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งตัดสินตัดสิทธิความเป็น ส.ส.ของ "จตุพร พรหมพันธุ์"
อุณหภูมิอารมณ์ของ "คนเสื้อแดง" ที่แยกราชประสงค์ จึงไม่ใช่ความรู้สึกอยากปรองดอง หรือฉลองในชัยชนะ
แต่เป็นอารมณ์ที่ยังคงคับแค้นอยู่
เมื่อ "ทักษิณ" ใช้เวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์เปลี่ยนเกียร์อารมณ์สู่การปรองดอง
ปฏิกิริยาทั้งจากหน้าเวทีและความเห็นของคนเสื้อแดงบางกลุ่มหลังจากนั้นจึงชัดเจนอย่างยิ่งว่าไม่พอใจ "ทักษิณ"
นี่คือ อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า "ทักษิณ" นั้นเริ่มห่างไกลจากข้อมูลความเป็นจริง
เกือบ 5 ปีที่ต้องอยู่ต่างแดนทำให้เขามีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ
เขาเลือกเวลาและสถานที่สำหรับ "มิตร" ผิดพลาดอย่างยิ่ง
และจะเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ ถ้า "ทักษิณ" ทายใจฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเขาผิดพลาด
การเปลี่ยนเกียร์ของเขาจึงอาจไม่ใช่แค่ลดความเร็วของรถ
แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนจากการเดินหน้าเป็น "เกียร์ถอยหลัง"
...ลงคลอง
++
111
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.
ดูเหมือนว่าการพ้นโทษจองจำทางการเมืองของพลพรรคบ้านเลขที่ 111 จะส่งผลสะเทือนภายในพรรคเพื่อไทยมากกว่านอกพรรค
ต้องยอมรับว่าอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนนั้นคือ "ตัวจริง" ทางการเมืองและเป็นคนที่ทำให้พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จทางการเมือง
ผลงานในครั้งนั้นเป็นผลบุญให้พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยนำมาหากินจนประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง 2 ครั้งหลัง
ส่วนหนึ่งของผลงานมาจากฝีมือของสมาชิกหมายเลข 1 ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากฝีมือการบริหารของคนในกลุ่ม 111
ดังนั้น การหลุดพ้นจากบ่วงกรรมทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรมครั้งนี้น่าจะส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย เพราะจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพมาเสริมทัพ
ซึ่งเป็นห้วงเวลาประจวบเหมาะที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" กำลังประสบปัญหาเรื่องการบริหารงาน
"บุญเก่า" ที่เคยกินมาตั้งแต่ครั้งก่อน เริ่มหดหายไปเรื่อยๆ
นโยบายต่างๆ เมื่อแปรไปสู่การปฏิบัติกลับประสบความล้มเหลว หรือไม่ได้ฮือฮาเหมือนในอดีตสมัยพรรคไทยรักไทย
การทำงานให้ประสบความสำเร็จนั้นเพียงแค่คิดดี-คิดเก่งนั้นไม่เพียงพอ
ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถด้วย
ต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ "มือไม่ถึง"
การได้ "มือเก่า" จากกลุ่ม 111 มาเสริมทัพจึงน่าจะเป็นเรื่องดีที่ถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง
แต่ในทางการเมือง เรื่องที่ดูเหมือนง่ายในเชิงบริหาร แต่กลับยากยิ่งในทางการเมือง
แม้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในวันนี้จะได้รับการขนานนามว่าเป็น "แถวที่ 3"
พรรคไทยรักไทย คือ แถวที่ 1
พรรคพลังประชาชน คือ แถวที่ 2
เมื่อ 2 พรรคถูกยุบ กรรมการบริหารบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111+109 คน รวมเป็น 220 คน
"แถวที่ 3" อย่างพรรคเพื่อไทย จึงเต็มไปด้วย ส.ส.รุ่นใหม่หรือ ส.ส.ที่มีศักยภาพทางการเมืองต่ำกว่าแถวที่ 1 และ 2
นั่นคือ ภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปรู้สึก
แต่ในความเป็นจริง ส.ส.กลุ่มนี้ไม่ใช่ "ละอ่อน" ทางการเมือง
เขาผ่านเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา
"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ในยุคพรรคไทยรักไทย คือ คนปราศรัยคนแรกๆ ช่วงบ่าย
แต่วันนี้เขาเป็นแม่เหล็กของพรรคเพื่อไทยที่ปราศรัยคนสุดท้ายก่อนถึงคิว "ยิ่งลักษณ์" ในเวทีหาเสียง
หลายคนในพรรคเพื่อไทยวันนี้จึงไม่ใช่ "ละอ่อน" ทางการเมือง
วันนี้ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" จึงต้องเผชิญปัญหาในเชิงการบริหารครั้งใหญ่
หากนำคนบ้านเลขที่ 111 เข้ามาเป็น "รัฐมนตรี"
จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง
จะทำอย่างไรที่จะทำให้คน "แถวที่ 3" ยังมี "ความหวัง"
นี่คือ ศิลปะการบริหารทางการเมืองที่ 2 พี่น้อง "ชินวัตร" ต้องตัดสินใจ
.
เกียร์ปรองดอง
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.
"ระยะทาง" กำลังกลายเป็นปัญหาของ "ทักษิณ ชินวัตร"
ความห่างจากข้อมูลทำให้เขาตัดสินใจหลายเรื่องผิดพลาด
เรื่องแรก คือ การขยายอาณาเขตไปสู่การเมืองท้องถิ่นอย่างเปิดเผย
ไม่ว่าจะเป็นสนามองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาล
"ทักษิณ" ให้พรรคเพื่อไทยสนับสนุนผู้สมัครอย่างเปิดเผย เลือกข้างเลือกขั้วอย่างชัดเจน โดยลืมไปว่าเป็นการแยกมิตร สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น
เพราะผู้สมัครหลายคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทย คือ "คนเสื้อแดง" ที่สนับสนุน "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา
แต่พอ "ทักษิณ" ที่ควรจะวางตัวเป็นกลางกลับเลือกข้าง
"ใจ" ของคนนั้นที่เคยให้กับ "ทักษิณ" ก็ต้องแปรเปลี่ยนไป
ปรากฏการณ์นี้นอกจากแสดงให้เห็นว่าวิธีคิดของ "ทักษิณ" ยังเหมือนเดิม คือ พยายามกุมอำนาจให้มากที่สุด
ยังสะท้อนให้เห็นว่า "ทักษิณ" ห่างไกลจากข้อมูลมาก
ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ย่อมนำมาสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
เรื่องที่สอง การปราศรัยผ่านวิดีโอลิงก์ของ "ทักษิณ" ที่ราชประสงค์ ในคืนวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่พยายามกล่อม "คนเสื้อแดง" ให้ยอมรับการปรองดอง
การเปลี่ยนเกียร์สู่โหมดการปรองดองของ "ทักษิณ" นั้น ใครๆ ก็รู้
และหลายฝ่ายก็ไม่ได้คัดค้าน
แต่ไม่นึกว่าเขาจะเลือกเวลาและสถานที่ "ปล่อยของ" ผิดพลาด
เพราะแยกราชประสงค์สำหรับ "คนเสื้อแดง" นั้นมีตำนาน
ทั้งความแค้น ความสูญเสียจากการต่อสู้
ในขณะที่ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม เกิดกรณี "อากง" เสียชีวิต และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งตัดสินตัดสิทธิความเป็น ส.ส.ของ "จตุพร พรหมพันธุ์"
อุณหภูมิอารมณ์ของ "คนเสื้อแดง" ที่แยกราชประสงค์ จึงไม่ใช่ความรู้สึกอยากปรองดอง หรือฉลองในชัยชนะ
แต่เป็นอารมณ์ที่ยังคงคับแค้นอยู่
เมื่อ "ทักษิณ" ใช้เวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์เปลี่ยนเกียร์อารมณ์สู่การปรองดอง
ปฏิกิริยาทั้งจากหน้าเวทีและความเห็นของคนเสื้อแดงบางกลุ่มหลังจากนั้นจึงชัดเจนอย่างยิ่งว่าไม่พอใจ "ทักษิณ"
นี่คือ อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า "ทักษิณ" นั้นเริ่มห่างไกลจากข้อมูลความเป็นจริง
เกือบ 5 ปีที่ต้องอยู่ต่างแดนทำให้เขามีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ
เขาเลือกเวลาและสถานที่สำหรับ "มิตร" ผิดพลาดอย่างยิ่ง
และจะเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ ถ้า "ทักษิณ" ทายใจฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเขาผิดพลาด
การเปลี่ยนเกียร์ของเขาจึงอาจไม่ใช่แค่ลดความเร็วของรถ
แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนจากการเดินหน้าเป็น "เกียร์ถอยหลัง"
...ลงคลอง
++
111โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.
ดูเหมือนว่าการพ้นโทษจองจำทางการเมืองของพลพรรคบ้านเลขที่ 111 จะส่งผลสะเทือนภายในพรรคเพื่อไทยมากกว่านอกพรรค
ต้องยอมรับว่าอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนนั้นคือ "ตัวจริง" ทางการเมืองและเป็นคนที่ทำให้พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จทางการเมือง
ผลงานในครั้งนั้นเป็นผลบุญให้พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยนำมาหากินจนประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง 2 ครั้งหลัง
ส่วนหนึ่งของผลงานมาจากฝีมือของสมาชิกหมายเลข 1 ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากฝีมือการบริหารของคนในกลุ่ม 111
ดังนั้น การหลุดพ้นจากบ่วงกรรมทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรมครั้งนี้น่าจะส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย เพราะจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพมาเสริมทัพ
ซึ่งเป็นห้วงเวลาประจวบเหมาะที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" กำลังประสบปัญหาเรื่องการบริหารงาน
"บุญเก่า" ที่เคยกินมาตั้งแต่ครั้งก่อน เริ่มหดหายไปเรื่อยๆ
นโยบายต่างๆ เมื่อแปรไปสู่การปฏิบัติกลับประสบความล้มเหลว หรือไม่ได้ฮือฮาเหมือนในอดีตสมัยพรรคไทยรักไทย
การทำงานให้ประสบความสำเร็จนั้นเพียงแค่คิดดี-คิดเก่งนั้นไม่เพียงพอ
ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถด้วย
ต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ "มือไม่ถึง"
การได้ "มือเก่า" จากกลุ่ม 111 มาเสริมทัพจึงน่าจะเป็นเรื่องดีที่ถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง
แต่ในทางการเมือง เรื่องที่ดูเหมือนง่ายในเชิงบริหาร แต่กลับยากยิ่งในทางการเมือง
แม้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในวันนี้จะได้รับการขนานนามว่าเป็น "แถวที่ 3"
พรรคไทยรักไทย คือ แถวที่ 1
พรรคพลังประชาชน คือ แถวที่ 2
เมื่อ 2 พรรคถูกยุบ กรรมการบริหารบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111+109 คน รวมเป็น 220 คน
"แถวที่ 3" อย่างพรรคเพื่อไทย จึงเต็มไปด้วย ส.ส.รุ่นใหม่หรือ ส.ส.ที่มีศักยภาพทางการเมืองต่ำกว่าแถวที่ 1 และ 2
นั่นคือ ภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปรู้สึก
แต่ในความเป็นจริง ส.ส.กลุ่มนี้ไม่ใช่ "ละอ่อน" ทางการเมือง
เขาผ่านเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา
"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ในยุคพรรคไทยรักไทย คือ คนปราศรัยคนแรกๆ ช่วงบ่าย
แต่วันนี้เขาเป็นแม่เหล็กของพรรคเพื่อไทยที่ปราศรัยคนสุดท้ายก่อนถึงคิว "ยิ่งลักษณ์" ในเวทีหาเสียง
หลายคนในพรรคเพื่อไทยวันนี้จึงไม่ใช่ "ละอ่อน" ทางการเมือง
วันนี้ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" จึงต้องเผชิญปัญหาในเชิงการบริหารครั้งใหญ่
หากนำคนบ้านเลขที่ 111 เข้ามาเป็น "รัฐมนตรี"
จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง
จะทำอย่างไรที่จะทำให้คน "แถวที่ 3" ยังมี "ความหวัง"
นี่คือ ศิลปะการบริหารทางการเมืองที่ 2 พี่น้อง "ชินวัตร" ต้องตัดสินใจ
.
สัมภาษณ์“จาตุรนต์” ชี้อำมาตย์ยังทรงอิทธิพล
.
สัมภาษณ์พิเศษ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ชี้อำมาตย์ยังทรงอิทธิพล
จากข่าวสดออนไลน์ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:46 น.
ก่อนวันพ้นโทษการเมืองในอีกเพียงไม่กี่อึดใจ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทย รักไทย นำประสบการณ์ที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 เป็นเวลา 5 ปี มาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในอนาคต
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เหตุการณ์ในอดีตจะย้อนกลับมาอีกหรือไม่ รวมถึงความมั่นใจต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าจะปลอดจากมือที่มองไม่เห็นได้แท้จริงหรือ
แกนนำบ้าน 111 ให้สัมภาษณ์เจาะลึกไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
# การเมืองหลังจากบ้าน 111 พ้นโทษ
ประเทศยังมีปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องแก้ไข พัฒนาการการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังยุบพรรคไทยรักไทย ถือเป็นจุดหักเหสำคัญ ไม่ใช่ว่า 111 คนสำคัญอะไรเป็นพิเศษ
เป็นการร่วมกันของคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ ใช้ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เข้ามาจัดการกับอีกฝ่ายให้ราบคาบ และยังพยายามทำอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งคือเขาดำรงจุดมุ่งหมาย อีกส่วนคือเขาทำลายไม่หมด แสดงให้เห็นว่าการเข้ามาก้าวก่ายการเมืองของชนชั้นนำ เป็นการกระทำที่ล้มเหลว เพราะไม่ได้รัฐบาลที่ต้องการ แต่ทำให้ระบบเสียหาย
# กองทัพปัจจุบันอยู่ในจุดน่าพอใจหรือไม่
บทบาทกองทัพที่จะแทรกแซงการเมืองก็จำกัดลงไป แต่ที่ผ่านมาเวลาผู้นำกองทัพจะทำอะไรมักไม่ค่อยคิดเอง โดยมากจะมีคนสั่ง คอยกำกับอีกทีหนึ่ง
ขณะนี้จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่ากองทัพจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือเข้ามาทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองอีก
ไม่ว่าตัวผู้นำกองทัพเองจะคิดอย่างไร แต่ในแง่ตัวบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่จำเป็นที่จะไปสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ดี
ในเชิงระบบเรายังต้องปลูกฝังสร้างค่านิยมแนวความคิดให้สังคมเข้าใจ และเห็นว่าผู้นำกองทัพและชนชั้นนำไม่พึงที่จะมาก้าวก่ายแทรกแซงการเมือง ต้องให้กระบวนการที่ประชาชนปกครองตนเองเดินและพัฒนาไปข้างหน้า
# โอกาสที่กระบวนการต่างๆ จะกลับมาอีก
ผ่าน มา 5-6 ปี ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่ยุติธรรมของประเทศยังเป็นปัญหาใหญ่และ เรื้อรัง บางช่วงได้รับการแก้ไข บางช่วงก็ดีขึ้น
แต่ไม่ว่าจะดีขึ้นอย่างไร การย้อนกลับเป็นไปเผด็จการก็ยังเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านมา 5-6 ปี ถึงประชาชนจะบอกว่าไม่เอาแล้วรัฐประหาร
แต่ก็ต้องไม่วางใจ ต้องปลูกฝังค่านิยมที่รังเกียจเผด็จการ
# แสดงว่ามือที่มองไม่เห็นยังไม่สงบ
อาจไม่ใช่เป็นมือไหนหรือมือใคร แต่เป็นเรื่องรวมๆ จะใช้คำว่าชนชั้นนำและพวก หรือช่วงหลังมักเรียกกันว่าอำมาตย์ ซึ่งอำมาตย์ก็มีพวกอยู่ด้วยเหมือนกัน ยังอยู่ในฐานะที่ทรงอิทธิพลในสังคมไทยอยู่
เพราะระบบความคิดของพวกเขายังมีอยู่ และแสดงออกในโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ
คือไม่เชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อถือการเลือกตั้ง เห็นว่าประชาชนยังโง่ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ต้องให้ชนชั้นนำที่มีคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้นเป็นผู้กำหนด
แนวความคิดแบบนี้มักนำไปสู่ความคิดที่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่ดีควรล้ม ปล่อยให้บ้านเมืองเสียหายไม่ได้ จะต้องเข้ามาจัดการเสีย
ความคิดเหล่านี้ยังมีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้แสดงอาการออกมากเพราะยังไม่มีเหตุเพียงพอ หรือเขาอาจรู้ว่าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
แต่การเมืองไม่แน่นอน ฉะนั้นจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไปเป็นข้ออ้าง ระวังไม่ให้เป็นเงื่อนไขให้เขาทำได้ง่าย จึงต้องทำให้คนส่วนใหญ่
เข้าใจให้มากที่สุด พร้อมจะร่วมกันระงับยับยั้ง
หรือป้องกันไม่ให้เขาทำอะไรอย่างที่ต้องการได้อีก
# โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับสู่วังวนเดิม
เป็นไปได้ กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องหนึ่งที่เขาอาศัยเหตุไปร้องให้ยุบพรรค พรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบก็ได้ ยังมีกรณีอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2-3 กรณี ฉะนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
5 ปีมานี้เราเห็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนของการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกหลักนิติธรรม เลือกยุบเฉพาะฝ่ายไทยรักไทย หรือพรรคที่สืบเนื่องจากไทยรักไทย เป็นพันธมิตรกับพรรคไทยรักไทยในการตั้งรัฐบาล แต่จะไม่ยุบบางพรรค
ฉะนั้นไม่มีหลักประกันอะไรว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ถูกยุบ
ต้องไปแก้ระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคเสียใหม่ ไม่ให้ยุบกันง่ายๆ อย่างนี้อีก เพราะเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ทำลายระบบพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ
# ความพยายามล้มรัฐบาลจากฝ่ายตรงข้าม
มีได้ตลอด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกติการะบบรัฐสภาแบบของเรามีเรื่องการยุบสภา และการลาออกของนายกฯ รวมทั้งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หมายถึง มีการกำหนดไว้อยู่แล้วถึงวิธีการจะล้มรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
จึงว่ากันไม่ได้ถ้าใครจะคิดล้มรัฐบาล เช่น พรรคประชา ธิปัตย์ ทุกเวลานาทีคิดจะล้มรัฐบาลทุกวัน เขาทนไม่ได้ที่จะให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่นานๆ
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณจะล้มวิธีไหน
ไม่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แต่พันธมิตร หลากสี ชนชั้นนำก็คิด ถือเป็นสิทธิของเขา แต่ขอให้ดำเนินการตามกติกา
ตรงนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ พอเคลื่อนไหวก็จะเรียกร้องว่าทหารต้องทำหน้าที่บ้าง ทหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชน หรือวิธีอื่นใดก็ตาม รวมทั้งอาจใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ
จะไปตำหนิหรือประณามคนที่ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ต้องไปพูดเรื่องกติกาว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร
# รัฐบาลต้องตั้งรับโดยวิธีไหน
จุดสำคัญอยู่ที่การบริหารแก้ปัญหาประเทศให้ดี ป้องกันอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำ 2 อย่างนี้ได้จะเป็นภูมิคุ้มกัน
ที่สำคัญรัฐบาลต้องร่วมมือกับพรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตยและองค์กรอื่นๆ แก้กติกาให้ดี ป้องกันไม่ให้เกิดการล้มรัฐบาลโดยไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
รวมถึงต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี ให้คนร่วมต่อต้านการล้มรัฐบาลโดยวิถีทางไม่ถูกต้อง
# บ้าน 111 เข้ามาสถานการณ์อาจดีขึ้น
การเอาคนมีความรู้ มีประสบการณ์เข้ามาช่วยงานที่พรรคและรัฐบาลน่าจะเป็นผลดี แต่ต้องคำนึงด้วยว่าทำอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ เพราะใน 5 ปีมานี้เกิดนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ขึ้น
ต้องคำนึงถึงความสมดุล ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม เกิดความสับสนขึ้นภายในองค์กร
ไม่ใช่เมื่อมีสมาชิก 111 เกิดขึ้นแล้วรัฐบาลต้องปรับ ครม. ไม่ควรเป็นอย่างนี้ จะปรับหรือไม่ต้องเกิดจากรัฐบาลมีความจำเป็นและเห็นประโยชน์ของการปรับด้วย
# กกต.ระบุพ.ต.ท.ทักษิณต้องสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วยตัวเอง
นับตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย กฎกติกาเกี่ยวกับพรรคการเมืองถูกเปลี่ยนแปลง ขัดขวางการหาสมาชิกหรือการเป็นสมาชิกของประชาชน
ทำไมเวลานี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีแค่หลักหมื่นหลักแสน ทำไมจึงไปกำหนดว่าการสมัครสมาชิกพรรคต้องมาที่ทำการพรรค ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ถือว่าผิดทั้งนั้น เป็นกติกาที่ต้องการตอนและบอนไซพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ได้เปรียบมหาศาล พรรคใหม่ๆ เสียเปรียบอย่างร้ายแรง
พรรคเพื่อไทยและผู้สนใจเรื่องพรรคการเมืองต้องช่วยกันหาทางแก้ไข การแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะทำกันต่อไป ต้องแก้เรื่องพวกนี้
อย่าให้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองทำลายพรรคการเมือง
# พ.ต.ท.ทักษิณแม้พ้นโทษ แต่มีคดีที่ศาลตัดสินจำคุกค้างอยู่ จะกลับบ้านด้วยวิธีใด
การกลับมาอย่างไรเป็นหัวข้อใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดไว้ว่าต้องการกลับแบบเท่ๆ
ขณะที่มีการศึกษาและมีข้อสรุปในระยะหลังว่าการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท. ทักษิณ มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการตั้ง คตส. ฉะนั้นการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นไปแล้วจึงถือว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่ยุติธรรม
ดังนั้นปัญหาว่าจะคืนความยุติธรรมกันอย่าง ไร เมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไป
.
สัมภาษณ์พิเศษ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ชี้อำมาตย์ยังทรงอิทธิพล จากข่าวสดออนไลน์ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:46 น.
ก่อนวันพ้นโทษการเมืองในอีกเพียงไม่กี่อึดใจ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทย รักไทย นำประสบการณ์ที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 เป็นเวลา 5 ปี มาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในอนาคต
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เหตุการณ์ในอดีตจะย้อนกลับมาอีกหรือไม่ รวมถึงความมั่นใจต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าจะปลอดจากมือที่มองไม่เห็นได้แท้จริงหรือ
แกนนำบ้าน 111 ให้สัมภาษณ์เจาะลึกไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
# การเมืองหลังจากบ้าน 111 พ้นโทษ
ประเทศยังมีปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องแก้ไข พัฒนาการการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังยุบพรรคไทยรักไทย ถือเป็นจุดหักเหสำคัญ ไม่ใช่ว่า 111 คนสำคัญอะไรเป็นพิเศษ
เป็นการร่วมกันของคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ ใช้ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เข้ามาจัดการกับอีกฝ่ายให้ราบคาบ และยังพยายามทำอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งคือเขาดำรงจุดมุ่งหมาย อีกส่วนคือเขาทำลายไม่หมด แสดงให้เห็นว่าการเข้ามาก้าวก่ายการเมืองของชนชั้นนำ เป็นการกระทำที่ล้มเหลว เพราะไม่ได้รัฐบาลที่ต้องการ แต่ทำให้ระบบเสียหาย
# กองทัพปัจจุบันอยู่ในจุดน่าพอใจหรือไม่
บทบาทกองทัพที่จะแทรกแซงการเมืองก็จำกัดลงไป แต่ที่ผ่านมาเวลาผู้นำกองทัพจะทำอะไรมักไม่ค่อยคิดเอง โดยมากจะมีคนสั่ง คอยกำกับอีกทีหนึ่ง
ขณะนี้จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่ากองทัพจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือเข้ามาทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองอีก
ไม่ว่าตัวผู้นำกองทัพเองจะคิดอย่างไร แต่ในแง่ตัวบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่จำเป็นที่จะไปสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ดี
ในเชิงระบบเรายังต้องปลูกฝังสร้างค่านิยมแนวความคิดให้สังคมเข้าใจ และเห็นว่าผู้นำกองทัพและชนชั้นนำไม่พึงที่จะมาก้าวก่ายแทรกแซงการเมือง ต้องให้กระบวนการที่ประชาชนปกครองตนเองเดินและพัฒนาไปข้างหน้า
# โอกาสที่กระบวนการต่างๆ จะกลับมาอีก
ผ่าน มา 5-6 ปี ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่ยุติธรรมของประเทศยังเป็นปัญหาใหญ่และ เรื้อรัง บางช่วงได้รับการแก้ไข บางช่วงก็ดีขึ้น
แต่ไม่ว่าจะดีขึ้นอย่างไร การย้อนกลับเป็นไปเผด็จการก็ยังเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านมา 5-6 ปี ถึงประชาชนจะบอกว่าไม่เอาแล้วรัฐประหาร
แต่ก็ต้องไม่วางใจ ต้องปลูกฝังค่านิยมที่รังเกียจเผด็จการ
# แสดงว่ามือที่มองไม่เห็นยังไม่สงบ
อาจไม่ใช่เป็นมือไหนหรือมือใคร แต่เป็นเรื่องรวมๆ จะใช้คำว่าชนชั้นนำและพวก หรือช่วงหลังมักเรียกกันว่าอำมาตย์ ซึ่งอำมาตย์ก็มีพวกอยู่ด้วยเหมือนกัน ยังอยู่ในฐานะที่ทรงอิทธิพลในสังคมไทยอยู่
เพราะระบบความคิดของพวกเขายังมีอยู่ และแสดงออกในโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ
คือไม่เชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อถือการเลือกตั้ง เห็นว่าประชาชนยังโง่ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ต้องให้ชนชั้นนำที่มีคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้นเป็นผู้กำหนด
แนวความคิดแบบนี้มักนำไปสู่ความคิดที่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่ดีควรล้ม ปล่อยให้บ้านเมืองเสียหายไม่ได้ จะต้องเข้ามาจัดการเสีย
ความคิดเหล่านี้ยังมีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้แสดงอาการออกมากเพราะยังไม่มีเหตุเพียงพอ หรือเขาอาจรู้ว่าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
แต่การเมืองไม่แน่นอน ฉะนั้นจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไปเป็นข้ออ้าง ระวังไม่ให้เป็นเงื่อนไขให้เขาทำได้ง่าย จึงต้องทำให้คนส่วนใหญ่
เข้าใจให้มากที่สุด พร้อมจะร่วมกันระงับยับยั้ง
หรือป้องกันไม่ให้เขาทำอะไรอย่างที่ต้องการได้อีก
# โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับสู่วังวนเดิม
เป็นไปได้ กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องหนึ่งที่เขาอาศัยเหตุไปร้องให้ยุบพรรค พรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบก็ได้ ยังมีกรณีอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2-3 กรณี ฉะนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
5 ปีมานี้เราเห็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนของการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกหลักนิติธรรม เลือกยุบเฉพาะฝ่ายไทยรักไทย หรือพรรคที่สืบเนื่องจากไทยรักไทย เป็นพันธมิตรกับพรรคไทยรักไทยในการตั้งรัฐบาล แต่จะไม่ยุบบางพรรค
ฉะนั้นไม่มีหลักประกันอะไรว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ถูกยุบ
ต้องไปแก้ระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคเสียใหม่ ไม่ให้ยุบกันง่ายๆ อย่างนี้อีก เพราะเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ทำลายระบบพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ
# ความพยายามล้มรัฐบาลจากฝ่ายตรงข้าม
มีได้ตลอด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกติการะบบรัฐสภาแบบของเรามีเรื่องการยุบสภา และการลาออกของนายกฯ รวมทั้งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หมายถึง มีการกำหนดไว้อยู่แล้วถึงวิธีการจะล้มรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
จึงว่ากันไม่ได้ถ้าใครจะคิดล้มรัฐบาล เช่น พรรคประชา ธิปัตย์ ทุกเวลานาทีคิดจะล้มรัฐบาลทุกวัน เขาทนไม่ได้ที่จะให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่นานๆ
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณจะล้มวิธีไหน
ไม่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แต่พันธมิตร หลากสี ชนชั้นนำก็คิด ถือเป็นสิทธิของเขา แต่ขอให้ดำเนินการตามกติกา
ตรงนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ พอเคลื่อนไหวก็จะเรียกร้องว่าทหารต้องทำหน้าที่บ้าง ทหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชน หรือวิธีอื่นใดก็ตาม รวมทั้งอาจใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ
จะไปตำหนิหรือประณามคนที่ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ต้องไปพูดเรื่องกติกาว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร
# รัฐบาลต้องตั้งรับโดยวิธีไหน
จุดสำคัญอยู่ที่การบริหารแก้ปัญหาประเทศให้ดี ป้องกันอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำ 2 อย่างนี้ได้จะเป็นภูมิคุ้มกัน
ที่สำคัญรัฐบาลต้องร่วมมือกับพรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตยและองค์กรอื่นๆ แก้กติกาให้ดี ป้องกันไม่ให้เกิดการล้มรัฐบาลโดยไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
รวมถึงต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี ให้คนร่วมต่อต้านการล้มรัฐบาลโดยวิถีทางไม่ถูกต้อง
# บ้าน 111 เข้ามาสถานการณ์อาจดีขึ้น
การเอาคนมีความรู้ มีประสบการณ์เข้ามาช่วยงานที่พรรคและรัฐบาลน่าจะเป็นผลดี แต่ต้องคำนึงด้วยว่าทำอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ เพราะใน 5 ปีมานี้เกิดนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ขึ้น
ต้องคำนึงถึงความสมดุล ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม เกิดความสับสนขึ้นภายในองค์กร
ไม่ใช่เมื่อมีสมาชิก 111 เกิดขึ้นแล้วรัฐบาลต้องปรับ ครม. ไม่ควรเป็นอย่างนี้ จะปรับหรือไม่ต้องเกิดจากรัฐบาลมีความจำเป็นและเห็นประโยชน์ของการปรับด้วย
# กกต.ระบุพ.ต.ท.ทักษิณต้องสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วยตัวเอง
นับตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย กฎกติกาเกี่ยวกับพรรคการเมืองถูกเปลี่ยนแปลง ขัดขวางการหาสมาชิกหรือการเป็นสมาชิกของประชาชน
ทำไมเวลานี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีแค่หลักหมื่นหลักแสน ทำไมจึงไปกำหนดว่าการสมัครสมาชิกพรรคต้องมาที่ทำการพรรค ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ถือว่าผิดทั้งนั้น เป็นกติกาที่ต้องการตอนและบอนไซพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ได้เปรียบมหาศาล พรรคใหม่ๆ เสียเปรียบอย่างร้ายแรง
พรรคเพื่อไทยและผู้สนใจเรื่องพรรคการเมืองต้องช่วยกันหาทางแก้ไข การแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะทำกันต่อไป ต้องแก้เรื่องพวกนี้
อย่าให้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองทำลายพรรคการเมือง
# พ.ต.ท.ทักษิณแม้พ้นโทษ แต่มีคดีที่ศาลตัดสินจำคุกค้างอยู่ จะกลับบ้านด้วยวิธีใด
การกลับมาอย่างไรเป็นหัวข้อใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดไว้ว่าต้องการกลับแบบเท่ๆ
ขณะที่มีการศึกษาและมีข้อสรุปในระยะหลังว่าการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท. ทักษิณ มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการตั้ง คตส. ฉะนั้นการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นไปแล้วจึงถือว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่ยุติธรรม
ดังนั้นปัญหาว่าจะคืนความยุติธรรมกันอย่าง ไร เมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไป
.
2555-05-27
นางนากพระโขนง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
นางนากพระโขนง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 30
ผีไทยนั้นไม่มีตัวตนเฉพาะเจาะจง (individuality) นะครับ เหมือนกับจิ้งจก, ตุ๊กแก หรือแมลงสาบ อย่างน้อยก็ไม่มีใครตั้งชื่อให้แก่สัตว์เหล่านี้
แม้แต่ผีเรือน ซึ่งว่ากันว่าเป็นผีบรรพบุรุษ ก็มิได้หมายถึงยายมา, ยายสุข หรือตากล่ำ คนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงพลังลี้ลับบางอย่าง ซึ่งคอยควบคุมกฎเกณฑ์ทางสังคมของครอบครัวหรือตระกูล
ผีเจ้าที่ก็อย่างเดียวกัน คือพลังที่ปกป้องคุ้มครองอาณาบริเวณอันหนึ่ง (เช่น หมู่บ้าน) มีศาลตั้งอยู่ใกล้โขลนทวารทางเข้าหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามโดยเฉพาะ และจึงไม่มีประวัติความเป็นมาว่าสืบเนื่องกับพระเจ้าองค์ไหน หรือเมื่อเป็นคนเคยทำอะไรไว้
(ผมเข้าใจว่าประวัติพระภูมิเจ้าที่ซึ่งมาเขียนตำรากันขึ้นในภายหลัง-ประมาณปลายอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์-ซึ่งเชื่อมโยงพระภูมิเจ้าที่กับเทวดาฮินดูบางองค์ และให้ชื่อเสียงเรียงนามไว้ทุกองค์ เป็นพัฒนาการรุ่นหลังเมื่อพวกผู้ดีในเมืองเริ่มตั้งศาลพระภูมิในเขตเรือนของตนเองแล้ว)
วัฒนธรรมไทยนั้นเต็มไปด้วยผีซึ่งรวมถึงผีที่เราเรียกว่าเทพารักษ์ด้วย ที่ไหนๆ ก็มีผีทั้งนั้น ในป่า, บนเขา, ต้นน้ำ, ปากน้ำ, ประตูเมือง, เมือง, ในบ้านเรือน, ไปจนแม้แต่วัดก็ยังมีผีคอยดูแลปกป้องอยู่ด้วย ยังไม่นับผีอีกชนิดที่เข้ามารบกวนเกี่ยวข้องกับคนเช่นผีโขมด, ผีกระสือ, ผีกระหัง, ผีนางแมว, ผีสากตำข้าว, ผีลิงลม ฯลฯ แต่ก็ล้วนเป็นผีที่ไม่มีตัวตนเฉพาะทั้งนั้น เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่มีอยู่ เหมือนสัตว์ตามธรรมชาติที่อยู่ร่วมโลกทั้งหลายล้วนมีอยู่ แต่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน (ยกเว้นสัตว์เลี้ยง)
ผมคิดว่า คนไทยมองผีเหมือนสัตว์ร่วมโลกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเราต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เหมือนสัตว์อื่นๆ ผีบางอย่างต้องล่ามไว้ด้วยอามิสนานาชนิด เพื่อคอยปกป้องดูแลเรา บางอย่างต้องข่มขู่ให้กลัว บางอย่างเอาไว้เล่นกัน แต่ไม่มีผีที่มีตัวตนเฉพาะของตนเอง เช่น แดร็กคิวล่า (ซึ่งมีประวัติว่าเป็นอัศวินเจ้าครองแคว้นที่เคยรบกับมุสลิม จนตัวตายอย่างทรมาน) หรือแฟรงเกนสไตน์
ทุกตนล้วนเป็นผีเฉยๆ เหมือนกับเสือสิงห์กระทิงแรดที่บังเอิญเข้ามาอยู่ร่วมกับมนุษย์ในโลก
ผีที่มีตัวตนเฉพาะตนแรกในเมืองไทย ตามความเข้าใจของผมคือนางนากพระโขนง ซึ่งเป็นผีรุ่นบุกเบิก เปิดพื้นที่ให้ผีประเภทมีตัวตนเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ได้ตามมาอีกนับไม่ถ้วนจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น นางนากพระโขนงจึงเป็นประจักษ์พยานความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญอันหนึ่งของไทย ผมจึงอยากรู้ว่า เรื่องนี้เริ่มเล่ากันแพร่หลายเมื่อไร และอยากเดาต่อว่าทำไมถึงเกิดในตอนนั้น
ท่านอาจารย์นิยะดา เหล่าสุนทร เขียนบทความลงในศิลปวัฒนธรรมฉบับล่าสุดนี้ เล่าการอ้างถึงนางนากในบทเสภาของครูแจ้ง
นางนากของครูแจ้งนั้นมีตัวตนเฉพาะอย่างเด่นชัด คือเป็นหญิงชาว "บางพระโขนง" ตายทั้งกลม ลูกในครรภ์นั้นเป็นชาย ส่วนที่เป็นผีเที่ยวหลอกหลอนผู้คนแถบบางพระโขนงนั้น ครูแจ้งไม่ได้พูดถึง แต่เข้าใจว่าคงมีชื่อเสียงอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นครูแจ้งจะเอามาลงในท้องเรื่องขุนช้างขุนแผนไปทำไม
ก่อนที่เรื่องของนางนากจะถูกแต่งเติมเสริมต่อในภายหลัง รายละเอียดชีวิตของนางนากเท่าที่จะพอหาได้ก็มีเพียงเท่านี้
ครูแจ้งมีชีวิตอยู่ระหว่างรัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 เราไม่รู้ว่าท่านแต่งบทเสภาตอนนี้ขึ้นเมื่อไรแน่ แต่การที่บทเสภาจะนำเอาเรื่องที่ฮือฮากันในสมัยที่แต่งใส่ลงไปด้วยนั้น เป็นปรกติธรรมดา เหมือนใครแต่งเสภาในสมัยปัจจุบัน ไม่พูดถึงทักษิณและอำมาตย์เลย ก็ออกจะพิลึกอยู่
บทเสภาของครูแจ้งนี้ตรงกับหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง คือพระประวัติของสมเด็จกรมฯ พระยาดำรงราชานุภาพ ที่ตรัสเล่าไว้ในที่แห่งหนึ่ง ท่านเล่าว่าเมื่อทรงพระเยาว์อยู่นั้น ได้ทดลองทำ "วิจัยเชิงสำรวจ" แบบเล่นๆ ขึ้น โดยไปยืนที่ประตูวัดพระแก้ว แล้วถามคนเดินผ่านเข้าไปว่า รู้จักชื่อใครบ้าง ผู้ที่มีคนรู้จักมากที่สุดคือนางนากพระโขนง
กะเวลาก็คงต้นรัชกาลที่ 5 หรืออย่างเก่งก็ปลายรัชกาลที่ 4 ที่เรื่องนางนากเป็นที่ฮือฮากันในกรุงเทพฯ ตรงกับที่บทเสภาครูแจ้งจะนำเข้ามาใส่ไว้พอดี
แน่นอนว่าเรื่องนางนากที่ถูกแต่งเติมเสริมต่อในภายหลังนั้นย่อมไม่ตรงกับข้อสันนิษฐานนี้แน่ เช่นที่เล่าว่า "พี่มาก" ผัวนางนากถูกเกณฑ์ทหาร ต้องจากเมียสาวไปแต่ยังได้เสียกันไม่นานนั้น ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะในปลาย ร.4-ต้น ร.5 ยังไม่มี พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร จะเล่าว่าถูกเกณฑ์ไปรบในศึกเชียงตุงยังเข้าเค้ากว่า
ผมชี้เรื่องนี้เพื่อบอกว่า เรื่องผีนางนากนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผมไม่ยืนยัน แต่อยากจะยืนยันเรื่องเดียวว่า ความสำเหนียก (perception) ว่ามีผีตนหนึ่งที่เที่ยวอาละวาดหลอกหลอนผู้คน ชื่อนางนากพระโขนง ได้เกิดมีแล้วในสังคมกรุงเทพฯ (และใกล้เคียง?) ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างช้า
จากนั้น ผีที่มีตัวตนเฉพาะอย่างนางนากก็เริ่มแพร่หลายไปในที่ต่างๆ มากขึ้น เช่น ผีของบุญเพงหีบเหล็กและหญิงที่ถูกบุญเพงฆ่า อาละวาดอยู่แถววัดสุทัศน์
ผมควรกล่าวด้วยว่า ครูแจ้งเรียกผีนางนากว่า "พราย" คำนี้มีความหมายอย่างไรแน่ ผมก็ไม่ทราบ พจนานุกรมแปลว่าผีจำพวกหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าแตกต่างจากผีจำพวกอื่นอย่างไร หรือ "พราย" จะหมายถึงผีของบุคคลที่เฉพาะเจาะจง แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามี "พราย" อย่างนั้นมาก่อนนางนาก
ยังมีข้อน่าสังเกตด้วยว่า เรื่องนางนากพระโขนงนั้นแพร่หลายในหมู่คนไทยกรุงเทพฯ และโดยรอบมาก่อนเป็นเวลานาน จะหาวรรณกรรมท้องถิ่นห่างไกลอื่นๆ ที่อ้างถึงนางนากในสมัยเดียวกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมปักษ์ใต้, ล้านนา หรืออีสาน
ความเป็นผีกรุงเทพฯ ของนางนากทำให้ผมเข้าใจว่า ผีประเภทเดียวกันนี้ คือมีตัวตนเฉพาะ เช่น บุญเพงหีบเหล็ก ก็คงแพร่หลายเฉพาะในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงด้วยเหมือนกัน สะท้อนให้เห็นว่า ผีที่มีตัวตนเฉพาะเกิดขึ้นในบริเวณที่ถูกกระทบด้วยความเปลี่ยนแปลงมาก่อน แล้วจึงขยายไปยังส่วนอื่นในภายหลัง
โดยเฉพาะเมื่อมีสื่อสมัยใหม่ เช่น สิ่งพิมพ์, วิทยุ, ทีวีและภาพยนตร์ ช่วยขยายให้กว้างไกลออกไป
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้คนคิดถึงผี อย่างที่เหมือนเป็นบุคคลเฉพาะ มีบุคลิกภาพเฉพาะสำหรับผีแต่ละตน (เช่น นางนากก็ต้องยื่นมือให้ยาวจนสามารถเก็บสากที่ตกใต้ถุนได้ แต่ผีตนอื่นอาจมีบุคลิกภาพอีกอย่างหนึ่ง เช่น ชอบเดินหิ้วหัวตัวเอง) เช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนมีสำนึกถึงความเป็นปัจเจกของตนเอง, ของคนอื่น, ของสถาบัน, ขององค์กรทางสังคม ฯลฯ มากขึ้น
สำนึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะอธิบายว่าเป็นอิทธิพลตะวันตกก็ได้ เพราะตะวันตกคิดอย่างนี้มานานแล้ว แต่ก็น่าประหลาดที่ว่าเหตุใดอิทธิพลตะวันตกจึงแพร่ขยายไปถึงระดับชาวบ้านได้รวดเร็วอย่างนั้น เพราะส่วนใหญ่ของชาวบ้านในช่วงปลาย ร.4 ต้น ร.5 อาจไม่เคยเห็นฝรั่งตัวเป็นๆ เลยก็ได้ ไม่พักต้องพูดถึงอ่านหนังสือฝรั่งออกหรือไม่ คงมีปัจจัยภายในอะไรที่ช่วยเสริมสร้างสำนึกปัจเจกเช่นนี้ นอกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตะวันตกมากขึ้น
ผมอยากเดาว่าตลาดครับ คนในกรุงเทพฯ และใกล้เคียงมีชีวิตที่เข้ามาสัมพันธ์กับตลาดมากขึ้น ตลาดคือสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างบุคคลกับบุคคลโดยตรง
มนุษย์เราแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องแลกเปลี่ยนกันในตลาดเสมอไป ส่วนใหญ่แล้วแลกเปลี่ยนกันผ่านพิธีกรรม โดยเฉพาะการ "ทำบุญ" ผ่านพ่อค้าเร่ซึ่งนานๆ จึงจะเข้ามาสักที ผ่านพ่อค้าทางไกลเช่นนายฮ้อย ซึ่งทำให้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาผู้ซื้อเลย เป็นต้น
แต่แลกเปลี่ยนกันในตลาดไม่ใช่อย่างนั้น มีการพบปะหน้าตาและต่อรองกันอย่างบุคคลต่อบุคคล หากต้องทำบ่อยๆ มากขึ้น ก็ทำให้สำนึกที่มีต่อสังคมรอบข้างเปลี่ยนไป จากสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่มีตัวตนกลายเป็นรูปธรรมที่มีบุคคลที่เห็นหน้าเห็นตากันได้ มีตัวเราและมีตัวเขาชัดเจนขึ้น
นี่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนโลกทรรศน์จากสถาบันที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรม และความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผีไทยเปลี่ยนไปเป็นผีที่มีตัวตนเฉพาะขึ้น จนเกิดผีอย่างนางนากพระโขนง และผีอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
กระบวนการเปลี่ยนผีที่เป็นนามธรรมมาสู่ผีที่เป็นรูปธรรม ยังดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ผีมเหสักข์ซึ่งแต่เดิมหมายถึงผีเจ้าเมืองคนแรก (และคนแรกๆ) ที่ตั้งชุมชนเมืองขึ้น บัดนี้ก็กลายเป็นอนุสาวรีย์ของบุคคล ที่ต้องทำพิธีกราบไหว้บูชาประจำปีกันในหลายจังหวัด บางตนก็เฮี้ยนในด้านต่างๆ ที่เป็นการเฉพาะ เช่น เหมาะจะบนบานศาลกล่าวในเรื่องบางอย่าง
ฮวงซุ้ยของคอซู้เจียงในเมืองระนอง กลายเป็นศาลเจ้าประจำเมืองไปแล้ว เป็นต้น
หอผีบ้านในชุมชนอีกหลายแห่ง ซึ่งแต่เดิมไม่มีรูปอะไร ตั้งเป็นศาลไว้เฉยๆ บัดนี้ก็มีที่นอนหมอนมุ้ง และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เหมือนผีเป็นคน บางแห่งปั้นรูปขนาดใหญ่ขึ้น (มักทำเป็นรูปตา-ยาย) แล้วแต่งประวัติของสองสามีภรรยาซึ่งเป็นผู้ตั้งชุมชนไว้ให้เสร็จ
ความเป็นบุคคลหรือความเป็นตัวตนนั้น ในแง่หนึ่งก็ดีเพราะเฮี้ยนหนักขึ้น ผู้คนทั้งกลัวทั้งรัก แต่ความเป็นสถาบันก็สำคัญ เพราะถ้าอยากให้อยู่ยั่งยืนยาวนานต่อไปในอนาคตได้ บุคคลก็ต้องมีความสำคัญน้อยลง แต่ต้องให้ความเป็นสถาบันเด่นกว่า เพราะสถาบันนั้นถูกล้มยากกว่าบุคคลแยะ
.
นางนากพระโขนง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 30
ผีไทยนั้นไม่มีตัวตนเฉพาะเจาะจง (individuality) นะครับ เหมือนกับจิ้งจก, ตุ๊กแก หรือแมลงสาบ อย่างน้อยก็ไม่มีใครตั้งชื่อให้แก่สัตว์เหล่านี้
แม้แต่ผีเรือน ซึ่งว่ากันว่าเป็นผีบรรพบุรุษ ก็มิได้หมายถึงยายมา, ยายสุข หรือตากล่ำ คนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงพลังลี้ลับบางอย่าง ซึ่งคอยควบคุมกฎเกณฑ์ทางสังคมของครอบครัวหรือตระกูล
ผีเจ้าที่ก็อย่างเดียวกัน คือพลังที่ปกป้องคุ้มครองอาณาบริเวณอันหนึ่ง (เช่น หมู่บ้าน) มีศาลตั้งอยู่ใกล้โขลนทวารทางเข้าหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามโดยเฉพาะ และจึงไม่มีประวัติความเป็นมาว่าสืบเนื่องกับพระเจ้าองค์ไหน หรือเมื่อเป็นคนเคยทำอะไรไว้
(ผมเข้าใจว่าประวัติพระภูมิเจ้าที่ซึ่งมาเขียนตำรากันขึ้นในภายหลัง-ประมาณปลายอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์-ซึ่งเชื่อมโยงพระภูมิเจ้าที่กับเทวดาฮินดูบางองค์ และให้ชื่อเสียงเรียงนามไว้ทุกองค์ เป็นพัฒนาการรุ่นหลังเมื่อพวกผู้ดีในเมืองเริ่มตั้งศาลพระภูมิในเขตเรือนของตนเองแล้ว)
วัฒนธรรมไทยนั้นเต็มไปด้วยผีซึ่งรวมถึงผีที่เราเรียกว่าเทพารักษ์ด้วย ที่ไหนๆ ก็มีผีทั้งนั้น ในป่า, บนเขา, ต้นน้ำ, ปากน้ำ, ประตูเมือง, เมือง, ในบ้านเรือน, ไปจนแม้แต่วัดก็ยังมีผีคอยดูแลปกป้องอยู่ด้วย ยังไม่นับผีอีกชนิดที่เข้ามารบกวนเกี่ยวข้องกับคนเช่นผีโขมด, ผีกระสือ, ผีกระหัง, ผีนางแมว, ผีสากตำข้าว, ผีลิงลม ฯลฯ แต่ก็ล้วนเป็นผีที่ไม่มีตัวตนเฉพาะทั้งนั้น เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่มีอยู่ เหมือนสัตว์ตามธรรมชาติที่อยู่ร่วมโลกทั้งหลายล้วนมีอยู่ แต่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน (ยกเว้นสัตว์เลี้ยง)
ผมคิดว่า คนไทยมองผีเหมือนสัตว์ร่วมโลกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเราต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เหมือนสัตว์อื่นๆ ผีบางอย่างต้องล่ามไว้ด้วยอามิสนานาชนิด เพื่อคอยปกป้องดูแลเรา บางอย่างต้องข่มขู่ให้กลัว บางอย่างเอาไว้เล่นกัน แต่ไม่มีผีที่มีตัวตนเฉพาะของตนเอง เช่น แดร็กคิวล่า (ซึ่งมีประวัติว่าเป็นอัศวินเจ้าครองแคว้นที่เคยรบกับมุสลิม จนตัวตายอย่างทรมาน) หรือแฟรงเกนสไตน์
ทุกตนล้วนเป็นผีเฉยๆ เหมือนกับเสือสิงห์กระทิงแรดที่บังเอิญเข้ามาอยู่ร่วมกับมนุษย์ในโลก
ผีที่มีตัวตนเฉพาะตนแรกในเมืองไทย ตามความเข้าใจของผมคือนางนากพระโขนง ซึ่งเป็นผีรุ่นบุกเบิก เปิดพื้นที่ให้ผีประเภทมีตัวตนเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ได้ตามมาอีกนับไม่ถ้วนจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น นางนากพระโขนงจึงเป็นประจักษ์พยานความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญอันหนึ่งของไทย ผมจึงอยากรู้ว่า เรื่องนี้เริ่มเล่ากันแพร่หลายเมื่อไร และอยากเดาต่อว่าทำไมถึงเกิดในตอนนั้น
ท่านอาจารย์นิยะดา เหล่าสุนทร เขียนบทความลงในศิลปวัฒนธรรมฉบับล่าสุดนี้ เล่าการอ้างถึงนางนากในบทเสภาของครูแจ้ง
นางนากของครูแจ้งนั้นมีตัวตนเฉพาะอย่างเด่นชัด คือเป็นหญิงชาว "บางพระโขนง" ตายทั้งกลม ลูกในครรภ์นั้นเป็นชาย ส่วนที่เป็นผีเที่ยวหลอกหลอนผู้คนแถบบางพระโขนงนั้น ครูแจ้งไม่ได้พูดถึง แต่เข้าใจว่าคงมีชื่อเสียงอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นครูแจ้งจะเอามาลงในท้องเรื่องขุนช้างขุนแผนไปทำไม
ก่อนที่เรื่องของนางนากจะถูกแต่งเติมเสริมต่อในภายหลัง รายละเอียดชีวิตของนางนากเท่าที่จะพอหาได้ก็มีเพียงเท่านี้
ครูแจ้งมีชีวิตอยู่ระหว่างรัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 เราไม่รู้ว่าท่านแต่งบทเสภาตอนนี้ขึ้นเมื่อไรแน่ แต่การที่บทเสภาจะนำเอาเรื่องที่ฮือฮากันในสมัยที่แต่งใส่ลงไปด้วยนั้น เป็นปรกติธรรมดา เหมือนใครแต่งเสภาในสมัยปัจจุบัน ไม่พูดถึงทักษิณและอำมาตย์เลย ก็ออกจะพิลึกอยู่
บทเสภาของครูแจ้งนี้ตรงกับหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง คือพระประวัติของสมเด็จกรมฯ พระยาดำรงราชานุภาพ ที่ตรัสเล่าไว้ในที่แห่งหนึ่ง ท่านเล่าว่าเมื่อทรงพระเยาว์อยู่นั้น ได้ทดลองทำ "วิจัยเชิงสำรวจ" แบบเล่นๆ ขึ้น โดยไปยืนที่ประตูวัดพระแก้ว แล้วถามคนเดินผ่านเข้าไปว่า รู้จักชื่อใครบ้าง ผู้ที่มีคนรู้จักมากที่สุดคือนางนากพระโขนง
กะเวลาก็คงต้นรัชกาลที่ 5 หรืออย่างเก่งก็ปลายรัชกาลที่ 4 ที่เรื่องนางนากเป็นที่ฮือฮากันในกรุงเทพฯ ตรงกับที่บทเสภาครูแจ้งจะนำเข้ามาใส่ไว้พอดี
แน่นอนว่าเรื่องนางนากที่ถูกแต่งเติมเสริมต่อในภายหลังนั้นย่อมไม่ตรงกับข้อสันนิษฐานนี้แน่ เช่นที่เล่าว่า "พี่มาก" ผัวนางนากถูกเกณฑ์ทหาร ต้องจากเมียสาวไปแต่ยังได้เสียกันไม่นานนั้น ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะในปลาย ร.4-ต้น ร.5 ยังไม่มี พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร จะเล่าว่าถูกเกณฑ์ไปรบในศึกเชียงตุงยังเข้าเค้ากว่า
ผมชี้เรื่องนี้เพื่อบอกว่า เรื่องผีนางนากนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผมไม่ยืนยัน แต่อยากจะยืนยันเรื่องเดียวว่า ความสำเหนียก (perception) ว่ามีผีตนหนึ่งที่เที่ยวอาละวาดหลอกหลอนผู้คน ชื่อนางนากพระโขนง ได้เกิดมีแล้วในสังคมกรุงเทพฯ (และใกล้เคียง?) ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างช้า
จากนั้น ผีที่มีตัวตนเฉพาะอย่างนางนากก็เริ่มแพร่หลายไปในที่ต่างๆ มากขึ้น เช่น ผีของบุญเพงหีบเหล็กและหญิงที่ถูกบุญเพงฆ่า อาละวาดอยู่แถววัดสุทัศน์
ผมควรกล่าวด้วยว่า ครูแจ้งเรียกผีนางนากว่า "พราย" คำนี้มีความหมายอย่างไรแน่ ผมก็ไม่ทราบ พจนานุกรมแปลว่าผีจำพวกหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าแตกต่างจากผีจำพวกอื่นอย่างไร หรือ "พราย" จะหมายถึงผีของบุคคลที่เฉพาะเจาะจง แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามี "พราย" อย่างนั้นมาก่อนนางนาก
ยังมีข้อน่าสังเกตด้วยว่า เรื่องนางนากพระโขนงนั้นแพร่หลายในหมู่คนไทยกรุงเทพฯ และโดยรอบมาก่อนเป็นเวลานาน จะหาวรรณกรรมท้องถิ่นห่างไกลอื่นๆ ที่อ้างถึงนางนากในสมัยเดียวกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมปักษ์ใต้, ล้านนา หรืออีสาน
ความเป็นผีกรุงเทพฯ ของนางนากทำให้ผมเข้าใจว่า ผีประเภทเดียวกันนี้ คือมีตัวตนเฉพาะ เช่น บุญเพงหีบเหล็ก ก็คงแพร่หลายเฉพาะในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงด้วยเหมือนกัน สะท้อนให้เห็นว่า ผีที่มีตัวตนเฉพาะเกิดขึ้นในบริเวณที่ถูกกระทบด้วยความเปลี่ยนแปลงมาก่อน แล้วจึงขยายไปยังส่วนอื่นในภายหลัง
โดยเฉพาะเมื่อมีสื่อสมัยใหม่ เช่น สิ่งพิมพ์, วิทยุ, ทีวีและภาพยนตร์ ช่วยขยายให้กว้างไกลออกไป
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้คนคิดถึงผี อย่างที่เหมือนเป็นบุคคลเฉพาะ มีบุคลิกภาพเฉพาะสำหรับผีแต่ละตน (เช่น นางนากก็ต้องยื่นมือให้ยาวจนสามารถเก็บสากที่ตกใต้ถุนได้ แต่ผีตนอื่นอาจมีบุคลิกภาพอีกอย่างหนึ่ง เช่น ชอบเดินหิ้วหัวตัวเอง) เช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนมีสำนึกถึงความเป็นปัจเจกของตนเอง, ของคนอื่น, ของสถาบัน, ขององค์กรทางสังคม ฯลฯ มากขึ้น
สำนึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะอธิบายว่าเป็นอิทธิพลตะวันตกก็ได้ เพราะตะวันตกคิดอย่างนี้มานานแล้ว แต่ก็น่าประหลาดที่ว่าเหตุใดอิทธิพลตะวันตกจึงแพร่ขยายไปถึงระดับชาวบ้านได้รวดเร็วอย่างนั้น เพราะส่วนใหญ่ของชาวบ้านในช่วงปลาย ร.4 ต้น ร.5 อาจไม่เคยเห็นฝรั่งตัวเป็นๆ เลยก็ได้ ไม่พักต้องพูดถึงอ่านหนังสือฝรั่งออกหรือไม่ คงมีปัจจัยภายในอะไรที่ช่วยเสริมสร้างสำนึกปัจเจกเช่นนี้ นอกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตะวันตกมากขึ้น
ผมอยากเดาว่าตลาดครับ คนในกรุงเทพฯ และใกล้เคียงมีชีวิตที่เข้ามาสัมพันธ์กับตลาดมากขึ้น ตลาดคือสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างบุคคลกับบุคคลโดยตรง
มนุษย์เราแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องแลกเปลี่ยนกันในตลาดเสมอไป ส่วนใหญ่แล้วแลกเปลี่ยนกันผ่านพิธีกรรม โดยเฉพาะการ "ทำบุญ" ผ่านพ่อค้าเร่ซึ่งนานๆ จึงจะเข้ามาสักที ผ่านพ่อค้าทางไกลเช่นนายฮ้อย ซึ่งทำให้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาผู้ซื้อเลย เป็นต้น
แต่แลกเปลี่ยนกันในตลาดไม่ใช่อย่างนั้น มีการพบปะหน้าตาและต่อรองกันอย่างบุคคลต่อบุคคล หากต้องทำบ่อยๆ มากขึ้น ก็ทำให้สำนึกที่มีต่อสังคมรอบข้างเปลี่ยนไป จากสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่มีตัวตนกลายเป็นรูปธรรมที่มีบุคคลที่เห็นหน้าเห็นตากันได้ มีตัวเราและมีตัวเขาชัดเจนขึ้น
ผมขอยกตัวอย่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ในสมัยอยุธยา คงมีคนไทยน้อยคนมากที่เคยเห็นแม้แต่บางส่วนขององค์พระมหากษัตริย์ เพราะท่านไม่ให้เห็น พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่อยู่พ้นออกไปจากชีวิตของไพร่ฟ้า เป็นอำนาจเบื้องบนที่ใครๆ ก็สัมผัสไม่ถึง
แต่เมื่อสำนึกปัจเจกขยายตัวในกรุงเทพฯ มากขึ้น ร.4 ก็โปรดให้ยกเลิกธรรมเนียมปิดบ้านปิดช่องเมื่อมีขบวนเสด็จผ่าน หรือยิงกระสุนเข้าตาผู้ลักลอบชมขบวนเสด็จ พระองค์กลายเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งที่คนอื่นอาจมองเห็นได้ กษัตริย์กลายเป็นมนุษย์เหมือนคนอื่นๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ ยิ่งมาถึงต้น ร.5 มีการถ่ายรูป และซื้อขายแลกเปลี่ยนพระบรมรูป รวมทั้งพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ลงบนเหรียญกษาปณ์ และแสตมป์ ใครๆ ก็เคยเห็นพระมหากษัตริย์อย่างมนุษย์ทุกคน นี่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนโลกทรรศน์จากสถาบันที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรม และความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผีไทยเปลี่ยนไปเป็นผีที่มีตัวตนเฉพาะขึ้น จนเกิดผีอย่างนางนากพระโขนง และผีอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
กระบวนการเปลี่ยนผีที่เป็นนามธรรมมาสู่ผีที่เป็นรูปธรรม ยังดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ผีมเหสักข์ซึ่งแต่เดิมหมายถึงผีเจ้าเมืองคนแรก (และคนแรกๆ) ที่ตั้งชุมชนเมืองขึ้น บัดนี้ก็กลายเป็นอนุสาวรีย์ของบุคคล ที่ต้องทำพิธีกราบไหว้บูชาประจำปีกันในหลายจังหวัด บางตนก็เฮี้ยนในด้านต่างๆ ที่เป็นการเฉพาะ เช่น เหมาะจะบนบานศาลกล่าวในเรื่องบางอย่าง
ฮวงซุ้ยของคอซู้เจียงในเมืองระนอง กลายเป็นศาลเจ้าประจำเมืองไปแล้ว เป็นต้น
หอผีบ้านในชุมชนอีกหลายแห่ง ซึ่งแต่เดิมไม่มีรูปอะไร ตั้งเป็นศาลไว้เฉยๆ บัดนี้ก็มีที่นอนหมอนมุ้ง และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เหมือนผีเป็นคน บางแห่งปั้นรูปขนาดใหญ่ขึ้น (มักทำเป็นรูปตา-ยาย) แล้วแต่งประวัติของสองสามีภรรยาซึ่งเป็นผู้ตั้งชุมชนไว้ให้เสร็จ
ความเป็นบุคคลหรือความเป็นตัวตนนั้น ในแง่หนึ่งก็ดีเพราะเฮี้ยนหนักขึ้น ผู้คนทั้งกลัวทั้งรัก แต่ความเป็นสถาบันก็สำคัญ เพราะถ้าอยากให้อยู่ยั่งยืนยาวนานต่อไปในอนาคตได้ บุคคลก็ต้องมีความสำคัญน้อยลง แต่ต้องให้ความเป็นสถาบันเด่นกว่า เพราะสถาบันนั้นถูกล้มยากกว่าบุคคลแยะ
.
2555-05-26
พิชิต: สองปี 19พฤษภาคม2553 ประชาชนต้องการอะไร?
.
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: สองปี 19 พฤษภาคม 2553 ประชาชนต้องการอะไร?
ใน www.prachatai.com/journal/2012/05/40680 . . Fri, 2012-05-25 20:27
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
จาก “โลกวันนี้วันสุข” ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555
สารจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 นั้นชัดเจนคือ เป้าหมายการต่อสู้ของประชาชนได้บรรลุแล้วเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาล ภารกิจของประชาชนสิ้นสุดลงแล้ว นับแต่นี้ไป เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดำเนินการสร้างประชาธิปไตยด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แสวงหาความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยการชดเชยเยียวยาและ “การปรองดอง” ฉะนั้น ขอให้ประชาชนผู้สูญเสียยอม “เสียสละ แล้วลืมทุกอย่าง” ก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “ได้กลับบ้าน” มีโอกาสเข้ามาผลักดันการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง
นัยหนึ่ง การต่อสู้ของประชาชนถึงเวลายุติแล้ว ให้แยกย้ายกันกลับบ้านได้ เพื่อรอเลือกตั้ง สสร. จากนี้ไปเป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย!
แน่นอนว่า นี่เป็นความรับรู้ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยส่วนข้างมากที่เห็นว่า ภารกิจประชาธิปไตยยังไม่บรรลุ การต่อสู้จะต้องดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด
การชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรำลึกวาระครบรองสองปีการสังหารหมู่ประชาชนเมษายน-พฤษภาคม 2553 นับเป็นการรวมตัวของมวลชนคนเสี้อแดงครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ตลอดสองปีมานี้ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยยังคงเพิ่มจำนวนและเข้มแข็งขึ้น ด้วยอุดมการณ์ที่เหนียวแน่นมั่นคง
หลังจากฝ่าห่ากระสุน ระเบิด แก๊สน้ำตา กองเลือด และการใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหาฉกรรจ์สารพัด ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้พัฒนายกระดับขึ้นจนกลายเป็นพลังการเมืองที่มีจิตสำนึกทางการเมืองและความเรียกร้องต้องการที่ชัดเจนแน่วแน่คือ ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงและบรรลุความเป็นธรรม ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานและฝ่าฟันความยากลำบากจะเพียงไหน
ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอม ไม่ใช่ประชาธิปไตยอุปถัมภ์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มีข้อยกเว้นในวงเล็บ แต่เป็นประชาธิปไตยที่ปวงประชามหาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ซึ่งมติของประชาชนคือคำตอบสุดท้ายที่ไม่ขึ้นกับอำนาจเหนือโลกใด ๆ ที่ซึ่งแต่ละคนมีศักดิ์และสิทธิ์ทางการเมือง มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เท่าเทียมกัน
ประชาธิปไตยที่พวกเขาเรียกร้องต้องการนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อนยุ่งยากหรืออุดมคติแต่อย่างใด มันคือประชาธิปไตยเสรีนิยมธรรมดา ๆ คือระบอบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ที่ซึ่งแต่ละคนอาจมีฐานะสังคม ยศศักดิ์ ยากดีมีจน การศึกษามากน้อยแตกต่างกันไป แต่เมื่อเข้าคูหาเลือกตั้ง ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ประชาธิปไตยหมายถึงชะตากรรมบ้านเมืองถูกกำหนดจาก “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” นี้ โดยที่อำนาจอธิปไตยทั้งสามคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ต้องมาจากคูหาเลือกตั้ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ประชาชนยังต้องการความเป็นธรรม ซึ่งในปริบทภาพรวมคือ ระบอบเศรษฐกิจสังคมที่ให้ทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนแบ่งในโภคทรัพย์และความเจริญของประเทศอย่างเป็นธรรม ภายใต้กฎกติกาบนหลักการพื้นฐานที่ว่า “ทุกคนเสมอกันเบี้องหน้ากฎหมาย”
แต่ความเป็นธรรมเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเรียกร้องต้องการในขณะนี้ก็คือ การให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายในวิกฤตการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งรวมถึงให้ความเป็นธรรมแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ถูกโค่นล้มด้วยวิธีรัฐประหาร ถูกใส่ร้ายป้ายสี และซ้ำเติมด้วยคดีการเมืองต่าง ๆ รวมตลอดถึงผู้ถูกกระทำอื่นทั้งหมด และท้ายสุดคือ ความยุติธรรมจากรณีสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งประกอบด้วยการเปิดเผยความจริงทั้งหมดถึงผู้บงการ ผู้สั่งการ ผู้ลงมือกระทำ ผู้ถูกกระทำ ทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ สูญเสียทรัพย์และอื่น ๆ แล้วดำเนินการตามฐานานุรูปด้วยกระบวนการยุติธรรมและด้วยการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ในการต่อสู้ยืดเยื้อหลายปี มวลชนผู้รักประชาธิปไตยมีการพัฒนาเป็นขั้น ๆ จากประสบการณ์จริงที่ได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวด การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สุดคือ การสังหารหมู่เมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งพวกเขาได้ยกระดับขึ้น จากมวลชนที่ร่ำร้อง แบมืออ้อนวอนขอประชาธิปไตย มาเป็นมวลชนรู้สำนึกที่มุ่งช่วงชิงประชาธิปไตยมาด้วยมือของตนเอง โดยไม่ชะเง้อหน้า หวังรอแต่ “ความกรุณาปราณีที่หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน”
ผลงานและชะตากรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากตื่นตัวทางการเมือง ออกมาต่อสู้เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม แสวงหาความยุติธรรมให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และก็เพื่ออนาคตของตนเองและลูกหลานที่จะได้อยู่ในสังคมนี้เยี่ยงมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียม
..พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรบอกว่า ความสูญเสียที่ผ่านมาเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” ความขัดแย้งที่ผ่านมาเป็น “เรื่องไร้สาระ” และ “ปัญญาอ่อน”ของคนรักษากติกา ประเทศควรก้าวไปข้างหน้า ถึงวันนี้ ประชาชนได้พายเรือส่งตนเอง “ถึงฝั่ง” แล้ว จากนี้ ตนเองจะไปขึ้นภูเขา ประชาชนจะแบกเรือขึ้นภูเขาตามมาอีกทำไม ฟังมีนัยว่า ประชาชนควร “ทิ้งเรือ” ได้แล้ว ให้ประชาชนยอมรับ “การปรองดอง” ให้ผู้สูญเสียยอม “เสียสละและลืมทุกอย่าง” เพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะได้ “กลับบ้าน” มาบริหารประเทศภายใต้ระบอบจารีตนิยมต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นความต้องการส่วนตัวของท่านเอง แต่ไม่ใช่ของขบวนประชาธิปไตย ! ..
แต่สำหรับประชาชนที่ผ่านการต่อสู้ในหลายปีมานี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุมาจากการปกครองของพวกเผด็จการที่เหยียบย่ำกดขี่ ไม่ยอมรับในศักดิ์ศรีอันเท่าเทียมของประชาชน ปฏิเสธที่จะให้ประชาชนปกครองตนเองตามหนทางประชาธิปไตย ปัญหาไม่ใช่ความรับรู้ที่ต่างกัน ไม่ใช่ความบกพร่องทางสมองของใครบางคน แต่เป็นความขัดแย้งขั้นรากฐานว่า ใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงในสังคมไทย ระหว่างพวกเผด็จการหรือฝ่ายประชาชน!
ในการต่อสู้เพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมี “ผู้นำ” และ “แกนนำ” จำนวนหนึ่งพ่วงมาด้วย ผู้ร่วมทางเหล่านี้ได้เสียสละทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ สุ่มเสี่ยงชีวิต สถานะ ครอบครัว อาชีพของตนอย่างน่ายกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็คือหนึ่งในผู้ร่วมทางที่ถูกกระทำอยุติธรรมตลอดหลายปีมานี้ ผู้ร่วมทางเหล่านี้ได้สร้างคุณูปการแก่ประชาชนไว้มากมายอย่างมิอาจลืมเลือน
ส่วนคำประกาศยุติการต่อสู้ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและ “แผนการปรองดอง” ของรัฐบาลที่จะตามมานั้น จะมีผลสะเทือนทางลบต่อสถานะเกียรติภูมิของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ในสายตาของมวลชนสักเพียงใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
ในที่สุด ประชาชนก็จะก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปได้ และเดินหน้าต่อไปด้วยสองขาของตนเอง ด้วยผู้นำและแกนนำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในหมู่พวกเขาเอง เติบใหญ่เป็นขบวนประชาธิปไตยที่เป็นอิสระ กล้าแข็ง และทรงพลัง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้อย่างถึงราก บรรลุถึงประชาธิปไตยในที่สุด
.
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: สองปี 19 พฤษภาคม 2553 ประชาชนต้องการอะไร?
ใน www.prachatai.com/journal/2012/05/40680 . . Fri, 2012-05-25 20:27
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
จาก “โลกวันนี้วันสุข” ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555
สารจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 นั้นชัดเจนคือ เป้าหมายการต่อสู้ของประชาชนได้บรรลุแล้วเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาล ภารกิจของประชาชนสิ้นสุดลงแล้ว นับแต่นี้ไป เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดำเนินการสร้างประชาธิปไตยด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แสวงหาความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยการชดเชยเยียวยาและ “การปรองดอง” ฉะนั้น ขอให้ประชาชนผู้สูญเสียยอม “เสียสละ แล้วลืมทุกอย่าง” ก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “ได้กลับบ้าน” มีโอกาสเข้ามาผลักดันการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง
นัยหนึ่ง การต่อสู้ของประชาชนถึงเวลายุติแล้ว ให้แยกย้ายกันกลับบ้านได้ เพื่อรอเลือกตั้ง สสร. จากนี้ไปเป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย!
แน่นอนว่า นี่เป็นความรับรู้ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยส่วนข้างมากที่เห็นว่า ภารกิจประชาธิปไตยยังไม่บรรลุ การต่อสู้จะต้องดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด
การชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรำลึกวาระครบรองสองปีการสังหารหมู่ประชาชนเมษายน-พฤษภาคม 2553 นับเป็นการรวมตัวของมวลชนคนเสี้อแดงครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ตลอดสองปีมานี้ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยยังคงเพิ่มจำนวนและเข้มแข็งขึ้น ด้วยอุดมการณ์ที่เหนียวแน่นมั่นคง
หลังจากฝ่าห่ากระสุน ระเบิด แก๊สน้ำตา กองเลือด และการใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหาฉกรรจ์สารพัด ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้พัฒนายกระดับขึ้นจนกลายเป็นพลังการเมืองที่มีจิตสำนึกทางการเมืองและความเรียกร้องต้องการที่ชัดเจนแน่วแน่คือ ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงและบรรลุความเป็นธรรม ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานและฝ่าฟันความยากลำบากจะเพียงไหน
ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอม ไม่ใช่ประชาธิปไตยอุปถัมภ์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มีข้อยกเว้นในวงเล็บ แต่เป็นประชาธิปไตยที่ปวงประชามหาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ซึ่งมติของประชาชนคือคำตอบสุดท้ายที่ไม่ขึ้นกับอำนาจเหนือโลกใด ๆ ที่ซึ่งแต่ละคนมีศักดิ์และสิทธิ์ทางการเมือง มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เท่าเทียมกัน
ประชาธิปไตยที่พวกเขาเรียกร้องต้องการนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อนยุ่งยากหรืออุดมคติแต่อย่างใด มันคือประชาธิปไตยเสรีนิยมธรรมดา ๆ คือระบอบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ที่ซึ่งแต่ละคนอาจมีฐานะสังคม ยศศักดิ์ ยากดีมีจน การศึกษามากน้อยแตกต่างกันไป แต่เมื่อเข้าคูหาเลือกตั้ง ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ประชาธิปไตยหมายถึงชะตากรรมบ้านเมืองถูกกำหนดจาก “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” นี้ โดยที่อำนาจอธิปไตยทั้งสามคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ต้องมาจากคูหาเลือกตั้ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ประชาชนยังต้องการความเป็นธรรม ซึ่งในปริบทภาพรวมคือ ระบอบเศรษฐกิจสังคมที่ให้ทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนแบ่งในโภคทรัพย์และความเจริญของประเทศอย่างเป็นธรรม ภายใต้กฎกติกาบนหลักการพื้นฐานที่ว่า “ทุกคนเสมอกันเบี้องหน้ากฎหมาย”
แต่ความเป็นธรรมเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเรียกร้องต้องการในขณะนี้ก็คือ การให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายในวิกฤตการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งรวมถึงให้ความเป็นธรรมแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ถูกโค่นล้มด้วยวิธีรัฐประหาร ถูกใส่ร้ายป้ายสี และซ้ำเติมด้วยคดีการเมืองต่าง ๆ รวมตลอดถึงผู้ถูกกระทำอื่นทั้งหมด และท้ายสุดคือ ความยุติธรรมจากรณีสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งประกอบด้วยการเปิดเผยความจริงทั้งหมดถึงผู้บงการ ผู้สั่งการ ผู้ลงมือกระทำ ผู้ถูกกระทำ ทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ สูญเสียทรัพย์และอื่น ๆ แล้วดำเนินการตามฐานานุรูปด้วยกระบวนการยุติธรรมและด้วยการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ในการต่อสู้ยืดเยื้อหลายปี มวลชนผู้รักประชาธิปไตยมีการพัฒนาเป็นขั้น ๆ จากประสบการณ์จริงที่ได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวด การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สุดคือ การสังหารหมู่เมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งพวกเขาได้ยกระดับขึ้น จากมวลชนที่ร่ำร้อง แบมืออ้อนวอนขอประชาธิปไตย มาเป็นมวลชนรู้สำนึกที่มุ่งช่วงชิงประชาธิปไตยมาด้วยมือของตนเอง โดยไม่ชะเง้อหน้า หวังรอแต่ “ความกรุณาปราณีที่หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน”
ผลงานและชะตากรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากตื่นตัวทางการเมือง ออกมาต่อสู้เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม แสวงหาความยุติธรรมให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และก็เพื่ออนาคตของตนเองและลูกหลานที่จะได้อยู่ในสังคมนี้เยี่ยงมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียม
..พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรบอกว่า ความสูญเสียที่ผ่านมาเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” ความขัดแย้งที่ผ่านมาเป็น “เรื่องไร้สาระ” และ “ปัญญาอ่อน”ของคนรักษากติกา ประเทศควรก้าวไปข้างหน้า ถึงวันนี้ ประชาชนได้พายเรือส่งตนเอง “ถึงฝั่ง” แล้ว จากนี้ ตนเองจะไปขึ้นภูเขา ประชาชนจะแบกเรือขึ้นภูเขาตามมาอีกทำไม ฟังมีนัยว่า ประชาชนควร “ทิ้งเรือ” ได้แล้ว ให้ประชาชนยอมรับ “การปรองดอง” ให้ผู้สูญเสียยอม “เสียสละและลืมทุกอย่าง” เพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะได้ “กลับบ้าน” มาบริหารประเทศภายใต้ระบอบจารีตนิยมต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นความต้องการส่วนตัวของท่านเอง แต่ไม่ใช่ของขบวนประชาธิปไตย ! ..แต่สำหรับประชาชนที่ผ่านการต่อสู้ในหลายปีมานี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุมาจากการปกครองของพวกเผด็จการที่เหยียบย่ำกดขี่ ไม่ยอมรับในศักดิ์ศรีอันเท่าเทียมของประชาชน ปฏิเสธที่จะให้ประชาชนปกครองตนเองตามหนทางประชาธิปไตย ปัญหาไม่ใช่ความรับรู้ที่ต่างกัน ไม่ใช่ความบกพร่องทางสมองของใครบางคน แต่เป็นความขัดแย้งขั้นรากฐานว่า ใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงในสังคมไทย ระหว่างพวกเผด็จการหรือฝ่ายประชาชน!
ในการต่อสู้เพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมี “ผู้นำ” และ “แกนนำ” จำนวนหนึ่งพ่วงมาด้วย ผู้ร่วมทางเหล่านี้ได้เสียสละทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ สุ่มเสี่ยงชีวิต สถานะ ครอบครัว อาชีพของตนอย่างน่ายกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็คือหนึ่งในผู้ร่วมทางที่ถูกกระทำอยุติธรรมตลอดหลายปีมานี้ ผู้ร่วมทางเหล่านี้ได้สร้างคุณูปการแก่ประชาชนไว้มากมายอย่างมิอาจลืมเลือน
ส่วนคำประกาศยุติการต่อสู้ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและ “แผนการปรองดอง” ของรัฐบาลที่จะตามมานั้น จะมีผลสะเทือนทางลบต่อสถานะเกียรติภูมิของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ในสายตาของมวลชนสักเพียงใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
ในที่สุด ประชาชนก็จะก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปได้ และเดินหน้าต่อไปด้วยสองขาของตนเอง ด้วยผู้นำและแกนนำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในหมู่พวกเขาเอง เติบใหญ่เป็นขบวนประชาธิปไตยที่เป็นอิสระ กล้าแข็ง และทรงพลัง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้อย่างถึงราก บรรลุถึงประชาธิปไตยในที่สุด
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



