http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิธิ เอียวศรีวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิธิ เอียวศรีวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด

2555-06-11

นิธิ: “กระบอกศาล”

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง“กระบอกศาล”
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 11:50:14 น.


แกนนำเสื้อแดงในจังหวัดที่ผมอยู่กำลังระดมคน, วัสดุและทรัพย์ เพื่อเตรียมขนคนลงกรุงเทพฯ ในการต่อต้านรัฐประหาร
ปาหี่ของ ปชป.ในสภา และการชุมนุมของพันธมิตรและเสื้อหลากสี ทำให้แกนนำเสื้อแดงระดับชาติ เชื่อว่าการรัฐประหารกำลังจะตามมา ยิ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการพิจารณาการแก้รัฐธรรมนูญ ม.291 ก็กลายเป็นสัญญาณที่ทำให้เสื้อแดงเชื่อว่าสภาวการณ์ไม่ปกติแล้ว และการรัฐประหารจะเป็นความปกติที่สุดในความไม่ปกติทางการเมืองไทย  
หากการรัฐประหารหมายถึง การยกกำลังของกองทัพออกมายึดอำนาจ ผมไม่คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะนำไปสู่การรัฐประหาร

ปาหี่ของ ปชป.คือการส่งสารว่า ระบอบรัฐสภาไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองได้แล้ว แต่ปัญหาของ ปชป.ก็คือจะส่งสารถึงใคร? หากต้องการส่งถึงกองทัพ ผมคิดว่ากองทัพไม่ได้รับสารนั้น แต่เห็นเป็นกลการเมืองที่กองทัพไม่เกี่ยว อย่าลืมว่าการตัดสินใจยึดอำนาจด้วยกำลังนั้น กองทัพไม่เคย (หรือแทบไม่เคย) ตัดสินใจคนเดียว ต้องมีกลุ่มทางการเมืองอื่นๆ หนุนหลังอยู่พอสมควรด้วย

กลุ่มการเมืองที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือคนในวงธุรกิจ กลุ่มนี้แสดงปฏิกิริยาที่ไม่ชื่นชมต่อการชุมนุมของพันธมิตรและเสื้อหลากสีเอาเลย ผู้ใหญ่ในวงการนี้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่า สภาวะจลาจลที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นย่อมไม่เป็นผลดีแก่ธุรกิจ (ซึ่งพวกเขาชอบเรียกว่าเศรษฐกิจ) เอาเลย 
กลุ่มการเมืองอื่นๆ ที่มีความสำคัญหายตัวไปจากเวทีของพันธมิตรและเสื้อหลากสี เช่น นายทหารเก่า, ตำรวจเก่า, หรือข้าราชสำนักเก่า แม้แต่เครือข่ายของ ส.ส.ส.ยังไม่ปรากฏตัวบนเวทีเลย

อันที่จริง นับตั้งแต่ 2549 กองทัพยังไม่เคยออกมายึดอำนาจอีกเลย ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งใหญ่ไม่เคยให้ผลที่กองทัพพอใจสักครั้งเดียว สภาพของรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลังจากถูกยึดสนามบินแล้วนั้น เหมือนผลไม้ที่คั่วเหี่ยวจนใกล้หล่นเต็มประดา แค่เป่าแรงๆ ก็หล่นแล้ว กองทัพก็ยังไม่เคลื่อนออกมาอย่างเคย ทำได้เพียงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในค่ายทหาร 
ยึดอำนาจนั้นง่าย แต่ประเมินพลังและรูปแบบการต่อต้านหลังจากนั้นยังทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้ก็วางแผนยุทธการไม่ได้เหมือนกันว่า แล้วจะจัดการอย่างไรต่อไป 
แกนนำเสื้อแดงซึ่งเจนการเมืองกว่าผมแยะก็น่าจะอ่านออกเหมือนกัน ดังนั้นเสียงเรียกร้องให้รวมพลังต่อต้านรัฐประหารจึงเป็นการเตรียมการที่เหมือนไม่ได้เตรียมอะไร เช่นให้ทุกคนมาชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทำอะไรก็ไม่ทราบ นอกจากเป็นเป้าให้สไนเปอร์ แกนนำเสื้อแดงในจังหวัดผมบอกให้มาลงชื่อขึ้นรถไว้ ส่วนรถจะออกเมื่อไร ยังไม่ทราบ 
เป็นไปได้ว่า เสื้อแดงต้องแสดงพลังในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อต่อต้านการยึดอำนาจด้วยกำลัง แต่เพื่อเป้าหมายอื่นทางการเมืองมากกว่า

รัฐประหารด้วยกำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ไม่ได้ไปเสียแล้ว อย่างน้อยก็ยังใช้ไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ ด้วยเหตุดังนั้น การแทรกแซงการเมืองของชนชั้นนำจึงต้องใช้วิธีอื่น (จะเรียกรัฐประหารหรือไม่ก็ตามที) โดยเฉพาะ "ตุลาการภิวัตน์"  
และในครั้งนี้ ก็เป็นบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 กำลังจะเปลี่ยนระบอบปกครอง จึงได้ออกคำสั่งให้สภาชะลอการลงมติวาระที่ 3 ของร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 แต่การออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นนี้ (ซึ่งย่อมไม่มีผลใดๆ) มีเจตนาที่จะนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่? 
ผมคิดว่าเจตนาไม่ได้อยู่ตรงนั้น


ผู้ร้องอาจไม่ทราบว่า ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนั้น จำเป็นต้องยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด แต่ศาลรัฐธรรมนูญทราบ เพราะแม้แต่ในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าสิทธิพลเมืองในเรื่องนี้ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น ยากที่จะคิดว่า บุคคลซึ่งเป็นองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านกฎหมายไม่แตกได้ถึงเพียงนั้น และยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ที่คิดว่าเขาเหล่านั้น ประเมินไม่ได้ว่า นักกฎหมายอื่นๆ อีกมากในประเทศไทยจะไม่สามารถมองเห็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยเจตนาของศาล และชี้ให้สาธารณชนเห็น 

แม้กระนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็รับเรื่องราวจากผู้ร้องไว้พิจารณา ซ้ำยังออกคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะคำร้องนั้นอีก เจตนาจึงไม่น่าจะมุ่งไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย เพราะอุปสรรคทางกฎหมายที่ขวางกั้นทำให้ดูจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย มันโจ่งแจ้งเกือบไม่ต่างอะไรจากการยึดอำนาจด้วยกำลังทหาร จะต้องเผชิญกับการต่อต้านไม่ต่างกัน สู้ใช้กำลังทหารมาแต่ต้นเลยมิง่ายกว่าหรือ 
เจตนาของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเจตนาทางการเมืองเฉพาะหน้า คือเจตนาที่จะให้การกระทำของตนมีผลต่อเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ม.291 ของรัฐธรรมนูญที่กำลังจะผ่านวาระ 3 นั้น เกือบจะเหมือนการให้เช็คเปล่าแก่ ส.ส.ร. ไม่ได้สงวนหมวดใดหมวดหนึ่ง (เช่นหมวดพระมหากษัตริย์ หรือหมวดว่าด้วยบทเฉพาะกาล) ไว้มิให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ซ้ำ ส.ส.ร.ก็ยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจตั้งแต่ยังไม่มีการเลือกตั้ง เพราะมองเห็นแล้วว่าการหนุนช่วยของพรรคการเมืองในพื้นที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้เป็น ส.ส.ร. เหลือพรรคการเมืองอยู่เพียงสามพรรคที่จะเข้าไปต่อรองกติกาใหม่กันในสภาร่าง คือ เพื่อไทย, ปชป. และภูมิใจไทย ส่วนสมาชิกที่มาจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ต้องผ่านการเลือกของ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง  
ลองคิดเปรียบเทียบกับสภาร่างครั้งแรกที่ได้จากการเลือกตั้งและคัดสรรใน พ.ศ.2539 ความไม่น่าไว้วางใจของสภาร่าง ซึ่งจะเกิดใน พ.ศ.นี้ ยิ่งเห็นได้ชัด ในครั้งแรกนั้น ความเคลื่อนไหวเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาจากแรงผลักดันของ ศ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ศ.นพ.ประเวศ วะสี ภายใต้รัฐบาลที่ค่อนข้างเชื่อฟังคือรัฐบาลพรรคชาติไทยซึ่งมีคุณบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี และในที่สุดคนที่เข้าไปนั่งในตำแหน่งสำคัญของสภาก็มีเช่นคุณอานันท์ ปันยารชุน และ ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ในเชิงการเฉลี่ยแบ่งปันอำนาจตามโครงสร้าง สภาร่างใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะไม่เหมือนกับสภาร่างเดิมซึ่งผลิตรัฐธรรมนูญ 2540 ออกมาเลย


นอกจากหมวดพระมหากษัตริย์ และบทเฉพาะกาล (ซึ่งกระทบต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง) แล้ว รัฐธรรมนูญใหม่จะยังมีข้อความเหล่านี้อยู่ต่อไปหรือไม่ เช่น รัฐต้อง "สนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด", "ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง", "ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม" ฯลฯ

อันที่จริง มีผู้แสดงความเห็นว่า รัฐธรรมนูญไทยวางกรอบการบริหารงานของรัฐไว้อย่างรัดกุมและละเอียดเสียจนกระทั่ง การเลือกตั้งและเลือกนโยบายเกือบจะไร้ความหมาย ที่จริงแล้วแนวนโยบายแห่งรัฐ หรือข้อกำหนดอื่นที่กระจายไปตามหมวดต่างๆ นั้น คือข้อตกลงร่วมกันของกลุ่มอำนาจอันหลากหลายในบรรดาชนชั้นนำไทยนั่นเอง

แต่เมื่อสังคมไทยมีกลุ่มอำนาจใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในหมู่ชนชั้นนำเกิดมากขึ้นเช่นในปัจจุบัน ข้อกำหนดเหล่านั้นอาจไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ และ ส.ส.ร.ที่กำลังจะได้มา อาจกินเหล็กกินไหลพอจะรื้อมันออกทั้งหมด หรือบางส่วน หรือเพิ่มข้อกำหนดใหม่ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจใหม่ทั้งหลายก็ได้


คำสั่งที่ไร้ผลทางกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคำเตือนอันหนักแน่นของชนชั้นนำ (ซึ่งไม่ค่อยเห็นลู่ทางที่จะเข้าไปต่อรองในสภาร่าง) ว่าความเป็น "ประชาธิปไตย" ที่จะเพิ่มลงไปในรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ขอให้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของวุฒิสมาชิก, ที่มา-อำนาจ-และบทบาท ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฯลฯ หากจะล่วงล้ำเข้าไปสู่ข้อกำหนดอื่นๆ ก็ใช่ว่าชนชั้นนำจะไม่มีทางตอบโต้เสียเลย เพราะข้อกำหนดเหล่านั้นเป็นเรื่องอ่อนไหว 
(เรื่องทักษิณซึ่งเป็นประเด็นปลุกระดมนั้น ที่จริงแล้วเป็นเรื่องเล็กที่ชนชั้นนำไม่ห่วงนัก เพราะอย่างที่ผมเคยกล่าวแล้วว่า ผมเชื่อว่าได้มีการเจรจาตกลงกันได้ระดับหนึ่งแล้ว)

หากสภาเลื่อนการพิจารณาวาระ 3 ออกไป ก็มีผลให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ตกไป ซึ่งก็ดีแล้ว หากไม่ฟังคำสั่งอันไม่ชอบด้วยกฎหมายและพิจารณาต่อ คำเตือนนี้ก็ดังพอที่ทั้งสมาชิกรัฐสภาและ ส.ส.ร.ที่จะเกิดขึ้นได้ยินและตระหนักแล้ว



.

2555-06-04

นิธิ: ปรองดอง บนศพเกลื่อนกลาด


.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ปรองดอง บนศพเกลื่อนกลาด
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.


ผมขอเดาว่า พ.ร.บ.ปรองดองผ่านสภาแน่ โดยร่างของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นร่างหลัก อีกทั้งไม่เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งใหญ่ในสังคม หรือยังไม่เป็นเหตุให้เกิดในตอนนี้หรอก
หากผมเดาถูก ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ใครที่ติดตามสัญญาณทางการเมืองมา ก็คงเดาได้อย่างเดียวกัน พ.ร.บ.ปรองดองที่มุ่งจะเอาคุณทักษิณกลับประเทศ จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเจรจาต้าอวยกันก่อน อาศัยแต่เสียงข้างมากในสภาเพียงอย่างเดียว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

เขาเจรจาต่อรองกันที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่มีสัญญาณที่ใครๆ ก็เห็นว่า ได้ตกลงกันถึงระดับที่พอใจแก่ทั้งสองฝ่ายแล้ว จู่ๆ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จะไปงานเลี้ยงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดขึ้น แสดงไมตรีตอบสนองกันให้สื่อได้เห็น จนแม้แต่เปิดบ้านต้อนรับการเข้าอวยพรในวันสงกรานต์แก่นายกฯยิ่งลักษณ์ และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังพูดชมเชยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเป็นคนดี ย่อมจะร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร 
ทางฝ่ายเสื้อแดงก็หยุดโจมตีพลเอกเปรม แกนนำบางคนถึงกับพูดยกย่อง บางคนไม่ยกย่อง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าเกมส์เปลี่ยนไปแล้ว วาทกรรมอำมาตย์-ไพร่ค่อนข้างเลือนรางลง


ในข้อตกลงกันนี้จะมีรายละเอียดอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่อยากเดาว่าคงต้องมีอย่างน้อยคือ

1/ คุณทักษิณกลับประเทศได้ ภาระทางคดีที่ดินรัชดานั้น จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนคดีอื่นๆ ต้องว่ากันไปในแต่ละคดี ส่วนหนึ่งคงระงับการฟ้องร้อง (เพราะการถูกฟ้องร้องเป็นการกระทำที่เนื่องกับการยึดอำนาจ ในวันที่ 19 ก.ย.49) แต่คุณทักษิณจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ตรงกับที่คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์เองก่อนหน้านี้ 
ข้อตกลงนี้ อย่างน้อยก็ทำความมั่นใจแก่ผู้ที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณทักษิณว่า จะไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็โดยยังไม่ทันตั้งตัว ส่วนตำแหน่งที่ได้มาเพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เอาไว้ต่อสู้กันใน ส.ส.ร.ต่อไปข้างหน้า

2/ ในส่วนข้าราชการประจำที่สำคัญๆ และเป็นกำลังหลักของฝ่ายปฏิปักษ์คุณทักษิณ น่าจะทำความเข้าใจกันแล้วว่า จะไม่โยกย้ายจนกว่าจะครบอายุเกษียณอายุ

3/ เมื่อเลิกแล้วต่อคุณทักษิณ ก็หมายความว่าต้องเลิกแล้วต่อฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณด้วย โดยเฉพาะทหารที่สังหารหมู่ประชาชน รวมทั้งฝ่ายพันธมิตร ที่ได้ละเมิดกฎหมายมาก่อน ข้อนี้เห็นได้ชัดในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองอยู่แล้ว

4/ ฝ่ายคุณทักษิณคงสัญญาว่า จะไม่ทำอะไรที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย โดยอีกฝ่ายหนึ่งก็จะยุติการตามล้างตามผลาญฝ่ายคุณทักษิณในทางกฎหมาย (เช่น ละเมิดกฎหมายอาญา ม.112) ด้วย แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงคนอื่นซึ่งไม่ใช่คู่กรณี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังมีหน้าที่ปราบปรามผู้ที่อาจสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่น่าหวาดระแวงว่าผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์, ม.112 หรือทำหนังทำละครที่ดูจะล้ำเส้น พวกนี้ต้องกำราบเอาไว้

เป็นอันว่า "ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป" เพราะชนชั้นนำทั้งสองกลุ่มสามารถตกลงกันได้ในกติกาของความขัดแย้ง


อันที่จริง ชนชั้นนำไทยเคยขัดแย้งกันตลอดมา แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้ระดับหนึ่งเสมอ (หรือเกือบเสมอ หากไม่นับกรณีท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์) ที่เกิดการนองเลือดเป็นครั้งคราว ก็เพราะมีคนหน้าใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่วงในของชนชั้นนำเสนอหน้าเข้ามาร่วมวง จึงต้องใช้วิธีรุนแรงซึ่งทำให้เกี้ยเซี้ยกันยาก 
คนหน้าใหม่เหล่านี้ ที่จริงจะว่าเข้ามาเองก็ไม่เชิงทีเดียวนัก ส่วนหนึ่งของเขาได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาโดยบางกลุ่มของชนชั้นนำ ดังเช่นการลุกฮือขึ้นของประชาชนในวันที่ 14 ต.ค.2516 แต่เครื่องมือที่ใช้จนสำเร็จภารกิจแล้ว ควรกลับไปอยู่ในกล่อง ไม่ใช่มีเสียงของตัวเอง หรือไปดึงคนหน้าใหม่อื่นๆ เข้ามาในวงมากขึ้น ฉะนั้น จึงต้องเกิด 6 ตุลา ให้น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่า 14 ตุลาเสียอีก เช่นเดียวกับพฤษฎามหาโหดใน 2535 
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเกี้ยเซี้ยของชนชั้นนำเริ่มจะควบคุมความขัดแย้งได้ยากขึ้น เพราะคนหน้าใหม่ที่ถูกดึงเข้ามาร่วมวงในการต่อสู้ (หรือเข้ามาเองก็ตาม) เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือหลากหลายขึ้นด้วย 
ดังนั้น การเกี้ยเซี้ยครั้งนี้จึงต้องข้าม "ศพ" คนจำนวนมาก ทั้งที่หายใจไม่ได้แล้ว และศพที่ยังหายใจได้อยู่


92 ศพ (ข้อมูลบางแห่งว่าในปัจจุบันมีถึง 102 ศพเข้าไปแล้ว) ที่เสียชีวิตเนื่องจากการกระทำของรัฐใน 2553 ถูกข้ามไปหน้าตาเฉยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ยังผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน  
แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่ได้เป็นศพ ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน แม้พยายามดิ้นรนขัดขวางไม่ให้ข้าม เขาก็ข้ามไปจนได้

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปี และโอกาสกู้หนี้อีกก้อนมหึมา ก็ยังอุตส่าห์แพ้การเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ถูกข้ามไปเหมือนกัน เพราะถูกพิจารณาว่าเป็น "ศพ" ในทางการเมืองไปเสียแล้ว ยิ่งเล่นการเมืองแบบโต้วาทีเช่นนี้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้น (หากจะมีโอกาสฟื้น) และถึงจะเปลี่ยนการแสดงเป็นปาหี่ ก็หาทำให้สถานการณ์ดีขึ้นไม่  

แม้กระนั้น ศพทั้งสองก็มิได้ถูกกระทำย่ำยีอนาจาร เพราะ พ.ร.บ.ปรองดองได้นิรโทษกรรมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว



สมาชิก นปช.ที่ต่อต้านอำนาจอันมาจากการรัฐประหาร และบางคนก็อาจสนับสนุนคุณทักษิณด้วย อย่างน้อยก็เชิงสัญลักษณ์ นี่ก็เป็น "ศพ" ที่ถูกข้ามไปจาก พ.ร.บ.ปรองดองเช่นกัน พวกเขาไม่ได้เสี่ยงชีวิตสู้เพื่อช่วยคุณทักษิณ แต่สู้เพื่อให้คุณทักษิณได้รับความยุติธรรม อย่างที่พวกเขาอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพความเป็นธรรม หากคุณทักษิณทำผิดกฎหมาย คุณทักษิณก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมาย แต่กระบวนการทางกฎหมายที่จะเอาผิดกับคุณทักษิณ ต้องโปร่งใส, เป็นธรรม และให้โอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่เท่าที่กฎหมายซึ่งยุติธรรม (อันเปรียบเทียบได้กับนานาอารยประเทศ) มอบให้ 
โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนปฏิรูปอะไรในโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเลย คุณทักษิณก็จะเดินข้ามศพคนจำนวนมากกลับบ้าน ดังนั้น พวกเขาจึงเป็น "ศพ" อีกชนิดหนึ่งที่คุณทักษิณต้องก้าวข้าม (แล้วลืมพวกมันไป) เหมือนกัน

คนพวกนี้จะมีสักเท่าไร ผมตอบไม่ได้ แต่รู้แน่ว่ามีจำนวนมาก (อย่างน้อยก็มากกว่า"ศพ"พันธมิตรไม่เกิน 5,000 คนที่ชนชั้นนำได้ก้าวข้ามไปแล้ว) ผมประเมินจากปัจจัยสองสามอย่าง อาจารย์ธิดา ประธาน นปช.ในปัจจุบัน ซึ่งมีสามีเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้แสดงจุดยืนให้เห็นว่า ไม่อาจเห็นด้วยกับข้อเสนอนิรโทษกรรมทุกฝ่ายในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ วิทยุเสื้อแดงในจังหวัดที่ผมอยู่ระดมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เกือบ 24 ชั่วโมง เสียงสะท้อนของคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ออกมาในสื่อออนไลน์ และในการประชุมสัมมนาตามที่ต่างๆ รวมทั้งการกลับลำของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ถ้าคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ก็ไม่ต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ 
แต่คนพวกนี้ ทั้งที่อยู่ในพันธมิตร, ใน นปช. รวมกับคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง เพราะคิดว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จะเป็นศพให้ข้ามไปเฉยๆ กระนั้นหรือ
ขออนุญาตใช้สำนวนของคุณ "ใบตองแห้ง" ที่ว่า คนเหล่านี้เป็นยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว (คงจะกลับลงขวดหรือตะเกียงอีกได้ยาก)

แต่ยักษ์ไม่ได้ตื่นเพียงเพราะเหตุการณ์ชุมนุมใน 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเขาถูกปลุกให้ตื่นจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดในเมืองไทยมา กว่า 20 ปีแล้ว จากคนที่ไม่อินังขังขอบทางการเมือง กลายเป็นคนที่กระตือรือร้นจะมีส่วนร่วมทางการเมือง และเมื่อไม่มีพื้นที่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้มากกว่าหีบบัตรเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องใช้ท้องถนน

ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่า การเคลื่อนไหวของยักษ์เหลืองยักษ์แดงเหล่านี้มีชนชั้นนำบางกลุ่มสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่พอหรอกครับ ไม่ว่าจะสนับสนุนอย่างไร ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยบางอย่างที่ช่วยให้เขาเลือกจะตอบสนองต่อการสนับสนุนนั้นด้วย ชนชั้นนำที่คิดว่า เมื่อตนถอนการสนับสนุน ยักษ์ก็ต้องกลับลงขวดหรือลงตะเกียงไปเอง ออกจะคิดตื้นและสั้นไปหน่อย

ผมเห็นด้วยกับคุณ "ใบตองแห้ง" ว่า ยักษ์ไม่กลับลงไปแน่ ไม่ว่าแกนนำจะถอดสีไปอย่างไร เสื้อแดงและเหลืองจำนวนหนึ่ง ย่อมกระเสือกกระสนที่จะมีพื้นที่ทางการเมืองของตนเองต่อไปอย่างแน่นอน แม้อาจต้องเปลี่ยนสีเสื้อไปตามสถานการณ์ก็ตาม



ร่าง พ.ร.บ.นี้จึงไม่นำไปสู่อะไรสักอย่างเดียว นอกจากเอาคุณทักษิณกลับบ้าน (อย่างสง่างามไม่มากไปกว่าการหลบเข้าเมืองสักเท่าไรนัก) ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ต่อไป แต่เมื่อขาดการสนับสนุนของชนชั้นนำ ก็อาจไม่บานปลายถึงขนาดยึดทำเนียบ-สนามบิน หรือยึดสี่แยกราชประสงค์ ที่สำคัญก็คือร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้สร้างเงื่อนไขใหม่ และกติกาใหม่ สำหรับเปิดให้ความขัดแย้งสามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ชนชั้นนำเกี้ยเซี้ยกันได้อีกครั้งหนึ่ง บนซาก"ศพ"นานาชนิดอย่างเคย แต่ครั้งนี้จะไม่สามารถผัดผ่อนความขัดแย้งระดับรากฐานในสังคมได้เสียแล้ว ในที่สุด เมื่อชนชั้นนำลงมาหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ก็จะกลับไปสู่การนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง 



.

2555-06-02

รัฐนาฏกรรม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

รัฐนาฏกรรม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1659 หน้า 30


หนึ่งในแนวคิดเกี่ยวกับรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนสมัยใหม่ ซึ่งนักวิชาการด้านนี้ได้สร้างเอาไว้ก็คือ รัฐโบราณเหล่านี้ล้วนเป็นรัฐนาฏกรรม (theatrical state) รัฐคือโรงละคร มีหน้าที่แสดง 
แสดงอะไรหรือครับ ก็แสดงความยิ่งใหญ่ ความรุ่งเรือง บารมีอันเปี่ยมล้นของพระราชา ความมีพลังอำนาจในการอุปถัมภ์ค้ำจุน รวมทั้งการจำลองอำนาจในจักรวาลออกมาเป็นรูปธรรมบนพื้นโลกในขนาดที่ย่อส่วนลงมา (เช่น มีพระศิวะหรือพระอินทร์ และเหล่าเทพบริวารคอยรับใช้)


จะสรุปให้เหลือสั้นๆ ก็ได้ว่า รัฐคือแบบจำลองของจักรวาลอันมีพระเจ้าถือเกียรติยศและอำนาจสูงสุด ความยิ่งใหญ่อลังการต่างๆ ของพระราชา ก็คือแบบจำลองของพระเจ้านั่นเอง

ผมควรเตือนท่านผู้อ่านด้วยว่า การแสดงดังกล่าวนี้ไม่ได้มีเหตุมาจากการที่พระราชายกตัวเองเป็นพระเจ้าเท่านั้น แต่ระเบียบของจักรวาลคือระเบียบของโลก "ละคร" ที่รัฐแสดงให้ดูนี้ คือการยืนยันระเบียบที่ทำให้ประชาชนอุ่นใจว่า ตัวจะสามารถมีชีวิตอย่างมั่นคง (แปลว่าไม่เปลี่ยนแปลง) และอย่างมีความสุขตามอัตภาพ คือสุขทุกข์ตามสถานภาพของตนเอง (ไม่ใช่สุขเท่าๆ กัน) 


ทำไมรัฐโบราณของอุษาคเนย์จึงต้องเป็นรัฐนาฏกรรม?

คําตอบมีสองอย่าง คืออย่างง่ายและอย่างยาก ผมขอพูดถึงคำอธิบายอย่างง่ายก่อน

หากไม่นับหว่างเด๊ของเวียดนามแล้ว พระราชาของรัฐอุษาคเนย์โบราณ หาได้มีพระราชอำนาจมากล้นจริงจังไม่ เริ่มจากการเปรียบเทียบกับเวียดนามก็ได้ แม้ว่าพระราชามีข้าราชการปฏิบัติงานตามพระราชโองการ แต่ข้าราชการเหล่านี้ไม่ได้มาจากการสอบคัดเลือกอย่างการสอบของเวียดนาม (ซึ่งเอาอย่างมาจากจีน) ซึ่งเปิดให้ประชาชนคนทั่วไปสามารถสมัครสอบได้ แต่มักเป็นลูกท่านหลานเธอหรือมาจากตระกูลซึ่งมีอำนาจในตัวเอง ที่พระราชาต้องประนีประนอมด้วย 
ดังนั้น ระบบราชการจึงเป็นหอกข้างแคร่ของพระราชาเสมอ ไม่มีก็ไม่ได้ มีก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว 
นอกจากนี้ พระราชาไม่มีกองทัพประจำการ ไม่มีเครื่องมือสื่อสารคมนาคม (ไม่จำเป็นต้องคิดถึงโทรเลขหรือโทรทัศน์เสมอไป แต่ไม่มีแม้แต่ระบบม้าเร็วอย่างที่เปอร์เซีย, โรมัน, จีน มี) ไม่มีโรงเรียนเพื่อการศึกษามวลชน ไม่มีตำรวจ ไม่มีเจ้าพนักงานเก็บภาษี พูดง่ายๆ คือไม่มีเครื่องมือแห่งอำนาจของรัฐอย่างที่จะทำให้พระองค์มีพระราชอำนาจจริงๆ สักอย่าง

อำนาจจึงต้องตั้งอยู่บนการแสดง หรือเป็นอำนาจเชิงสัญลักษณ์

หนึ่งในการแสดงที่สำคัญคือพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งรัฐต้องทำให้ได้ชมกันเป็นประจำ ในเมืองไทยนั้นทำกันทุกเดือนเลยทีเดียว ดังที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลของกฎหมายตราสามดวง สิ่งหนึ่งที่แทบจะขาดไม่ได้ในพระราชพิธีต่างๆ คือขบวนแห่ ภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระแก้วคือภาพขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคและสถลมารค เหมือนหนึ่งเป็นตำรา (แปลว่าที่ "ตรา" เอาไว้) สำหรับเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องตลอดไป 
(อันที่จริง มีตำราที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับขบวนแห่ทั้งสองประเภทนี้ ซึ่งสืบค้นจากความทรงจำของคนเก่าๆ และจดไว้ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ด้วย) 
ขบวนแห่เป็น "ละคร" ที่ให้สารสำคัญบางอย่าง จึงต้องเคร่งครัดกับแบบธรรมเนียม สารที่ว่านั้นคืออะไรบ้าง ผมคิดว่ามีดังต่อไปนี้ ความมั่งคั่งหรูหราอุดมสมบูรณ์ เพราะทุกคนแต่ง "เต็มยศ" แม้แต่ไพร่เลวที่ถูกเกณฑ์เข้าขบวน ก็ยังสวมเสื้อสีต่างๆ อันเป็นหน้าที่ของคลังศุภรัตน์ต้องจัดหาให้

อย่างที่สอง คือสถานภาพอันสูงสุดของพระราชา หรือบุคคลที่พระราชามอบหมายให้ทำหน้าที่แทน หรือพระโกศ พระราชยานที่ประทับตั้งอยู่กึ่งกลางขบวนค่อนไปข้างหน้า แวดล้อมด้วยไพร่พลหน้าหลัง มีเครื่องยศนับตั้งแต่บังสูรย์และอื่นๆ ล้อมหน้าหลัง

อย่างที่สาม คือการแสดงช่วงชั้นทางสังคม ขุนน้ำขุนนางหรือแม้แต่พระบรมวงศานุวงศ์ จะเดินในขบวนแห่ตรงไหน ใกล้ไกลจากพระราชาเท่าไร ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คิดเอาเอง หรือแทรกลงไปในที่ว่างตามใจชอบ แต่ต้องจัดขึ้นให้ตรงกับสถานภาพที่แท้จริงของแต่ละคน สารของ "ละคร" ตรงนี้ ช่วยตอกย้ำระเบียบทางสังคมของรัฐโบราณเหล่านี้ คือความไม่เสมอภาคเป็นระเบียบที่ขาดไม่ได้ในสังคมที่สงบสุข

ผู้อ่านบางท่านอาจท้วงผมว่า ในเมืองไทยโบราณ เขาห้ามประชาชนเงยหน้าขึ้นดูพระราชา ต้องหมอบก้มหน้าอยู่กับพื้นเท่านั้น "ละคร" จึงแสดงโดยไม่มีคนดู และไม่มีผลในทางสังคมและการเมืองอย่างไร
ผมก็อยากชี้ให้เห็นว่า ประชาชนผู้หมอบก้มหน้าบนหนทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น เป็นฉาก "ละคร" ที่ขาดไม่ได้ของขบวนแห่ ผมไม่ทราบว่าในสมัยนั้นเขาเกณฑ์มาให้นั่งก้มหน้าอย่างนั้นหรือไม่ คิดว่าคงไม่ เพราะรัฐโบราณไม่มีสมรรถภาพพอจะเกณฑ์ได้ แต่ถึงอย่างไร เมื่อพระราชยานที่ประทับผ่านไปแล้ว ก็ย่อมเงยหน้าขึ้นชมขบวนแห่ได้ และหลังรัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ห้ามชมพระบารมีอีกแล้ว

นี่เป็นตัวอย่างของรัฐนาฏกรรมโดยคำอธิบายอย่างง่าย สรุปก็คือนาฏกรรมเข้ามาแทนที่อำนาจที่เป็นจริง



ผมขอไม่พูดถึง "ละคร" อื่นๆ นอกจากพระราชพิธี เช่น พระราชวัง, วัดหลวง มัสยิดหลวง, ละครหรือการแสดงของหลวง, เครื่องราชูปโภค, นางห้าม, ฯลฯ ล้วนส่งสารอย่างเดียวกัน
คำอธิบายอย่างยากนั้น ผมเอามาจากหนังสืออันลือชื่อเรื่อง Negara, The Theatre State in Nineteenth-Century Bali ของศาสตราจารย์ Clifford Geertz

บาหลีในช่วงนั้นประกอบด้วยรัฐเล็กรัฐน้อยมากมาย และพระราชาหาได้มีอำนาจจริง (อย่างรัฐบาลปัจจุบัน) สักแห่งเดียว แต่ Geertz ไม่ได้คิดว่า ความเป็นรัฐนาฏกรรมของรัฐบาหลีเหล่านั้น เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการรักษาเพิ่มพูนอำนาจของผู้ปกครอง 
ปัญหาทั้งหมดมาอยู่ที่ว่า ในโลกปัจจุบัน เมื่อเราพูดถึงรัฐ ความคิดที่อยู่หลังหัวของเรา คือแนวคิดเรื่องรัฐแบบตะวันตก ซึ่งเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 เช่น รัฐเป็นผู้ผูกขาดความรุนแรงทั้งหมดไว้แต่ผู้เดียว รัฐคือเจ้าของอาณาบริเวณ (ทางภูมิศาสตร์) อันหนึ่ง ฯลฯ
แต่รัฐบาหลี (ซึ่ง Geertz พูดไว้ชัดเจนว่า นัยยะของมันใช้อธิบายรัฐโบราณของอุษาคเนย์ได้หมด) ไม่ใช่ "รัฐ" อย่างนั้น และด้วยเหตุดังนั้นเขาจึงใช้คำบาหลีเรียกแทน นั่นคือ "นคระ" และเนื้อหาสำคัญของ "นคระ" คือรัฐนาฏกรรม 
ตัวนาฏกรรมนั่นแหละครับคือรัฐ

จะพูดว่ารัฐไม่ใช่อำนาจทางการเมืองก็เกือบจะใช่ เพราะอำนาจในการจัดการชีวิตคนในสังคมบาหลีนั้น แม้มีหลายสถาบันหรือองค์กร แต่ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของ "นคระ" เด็ดขาดสักอย่างเดียว หลายองค์กรนั้นไม่เกี่ยวกับ "นคระ" เลย 
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า "นคระ" ไม่มีความสำคัญ "นคระ" ให้ความหมายแก่ชีวิตของผู้คน เป็นหมุดหมายที่ขาดไม่ได้ของระบบเกียรติยศหรือช่วงชั้นทางสังคม (ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับตำแหน่งแหล่งที่ในรัฐ แต่ขึ้นกับสายสัมพันธ์ของกลุ่มเครือญาติชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะของบาหลีเอง เรียกในภาษาบาหลีว่า "ดาดิอา") 
ในขณะเดียวกัน "ละคร" ที่ "นคระ" แสดงให้ดู ก็ช่วยกำหนดตำแหน่งแหล่งที่ของผู้คนแต่ละคนในจักรวาล เป็น "ตัวฉัน" ที่จะใช้ในการสัมพันธ์กับโลกข้างนอกตัวเรา นับตั้งแต่คนในครอบครัวไปจนถึงเพื่อนบ้าน, พ่อค้าแม่ค้า, พราหมณ์, คนเก็บภาษี, ไปจนถึงพระเจ้า และโลกหน้า ฯลฯ


Geertz กล่าวว่า "รัฐพิธีไม่ใช่ลัทธิพิธีของรัฐ แต่เป็นข้อถกเถียงซึ่งกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยศัพท์ของพิธีกรรมที่ใช้กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบอกว่าสถานภาพทางโลกล้วนมีฐานในจักรวาล ความเป็นช่วงชั้นคือหลักการที่ครอบงำจักรวาล และบอกว่าชีวิตมนุษย์เป็นแต่เพียงการจำลองอย่างใกล้เคียงบ้าง ไม่ใกล้เคียงบ้าง ของชีวิตเทพยเจ้า"
และ "พิธีฉลองของรัฐในบาหลีโบราณเป็นละครอภิปรัชญา นั่นคือละครที่ออกแบบมาเพื่อแสดงทัศนะเกี่ยวกับธรรมดาของความเป็นจริง และในขณะเดียวกัน ก็เพื่อกำหนดให้สภาพชีวิตที่เป็นอยู่สอดคล้องกับความเป็นจริงสูงสุดนั้น นั่นก็คือละครที่เสนอธรรมะ [สภาวะที่เป็นอยู่จริง] และเพราะได้เสนอธรรมะจึงเท่ากับทำให้มันเกิดขึ้น หรือทำให้มันเป็นจริง"

ความยิ่งใหญ่ของพระราชาในนาฏกรรมที่แสดงให้ดู จึงทำให้ชาวบ้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่นั้นด้วย "พระราชาคือสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของชาวนา"
สัญลักษณ์สำคัญของ "นคระ" ทั้งสามอย่างย่อมกลืนกันไปกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมบาหลี สัญลักษณ์อย่างแรกคือศิวลึงค์ อันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นพระราชา ความเป็นพระราชาย่อมเป็นสัญลักษณ์ของนายเหนือหัว และนายเหนือหัวคือสัญลักษณ์ของประโยชน์สุขร่วมกัน
สัญลักษณ์อย่างที่สองคือปัทมะหรือดอกบัว (ที่ประทับของพระเจ้า-ปัทมาสน์) อันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวัง พระราชวังคือสัญลักษณ์ของราชอาณาจักร และราชอาณาจักรคือสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน
สัญลักษณ์อย่างที่สามคือ Sekti (จาก "ศักติ" ในสันสกฤตคืออำนาจในทางโลก ภาษาไทยคงเป็นอานุภาพและบารมี) คือสัญลักษณ์ของสถานภาพ สถานภาพคือสัญลักษณ์ของอาญาสิทธิ์ และอาญาสิทธิ์คือสัญลักษณ์ของความเคารพนบนอบ 
สัญลักษณ์หมดนะครับ ไม่ใช่อำนาจหรือที่มาของอำนาจซึ่งเป็นวิธีอธิบายองค์ประกอบของรัฐแบบตะวันตก



รัฐโบราณของภูมิภาคนี้ ถูกครอบงำด้วยอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของจักรวรรดินิยมตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนหมด ต่างก็สร้างกลไกแห่งอำนาจแบบรัฐสมัยใหม่ขึ้นแทนที่นาฏกรรมกันทุกประเทศ
จริงอยู่ นาฏกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือแห่งอำนาจของรัฐทุกรัฐ แม้ในสมัยปัจจุบัน (อังกฤษกำลังจะฉลอง 60 ปีแห่งการครองราชย์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถอย่างยิ่งใหญ่) แต่เพราะเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจ รัฐเหล่านั้นจึงไม่ใช่รัฐนาฏกรรม
ความเป็นรัฐนาฏกรรมซึ่งอยู่กับภูมิภาคนี้มานานก็ยังหลงเหลืออยู่ไม่น้อย (เมื่อเทียบกับจีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น ฯลฯ) แต่ก็มีปริมาณไม่เท่ากันในแต่ละรัฐของอุษาคเนย์ ในรัฐที่ถูกฝรั่งปกครองโดยตรง ความเป็นรัฐนาฏกรรมเหลืออยู่น้อย แต่ในรัฐที่ถูกฝรั่งปกครองโดยอ้อม ส่วนหนึ่งที่สำคัญของรัฐเหล่านี้คือความเป็นรัฐนาฏกรรมสืบมาจนถึงทุกวันนี้

แต่นาฏกรรมที่ขาดความเชื่ออย่างที่คนโบราณเชื่อ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร (ในงานปลงศพของราชารัฐเล็กๆ แห่งหนึ่งในบาหลีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีคนมาชมงานถึง 50,000 คน คิดเป็น 5% ของประชาชนทั่วเกาะบาหลีในเวลานั้น)  
คำตอบคือการลงทุนอย่างมโหฬารในทุกทาง เพื่อให้ละครที่จัดแสดงเป็นการแสดงที่ตื่นตาตื่นใจและประทับใจไปอีกนาน 



.

2555-05-28

นิธิ: ทำลายศาลเจ้า ปรีดี พนมยงค์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ทำลายศาลเจ้า ปรีดี พนมยงค์
ในมติชน ออนไลน์  วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 22:00:00 น.


ผมออกจะตื่นเต้นกับการกระทำของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่รู้จักกันใน "นามปากกา" ว่า อั้ม เนโกะ มาก เธอขึ้นไปนั่งเหยียดขาไขว้กันที่ฐานรูปปั้นของท่านปรีดี พนมยงค์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเขียนข้อความว่า "ความรัก ความคลั่งคืออะไร แต่ประเทศไทยก็ไม่มีกฎหมายหมิ่นท่านปรีดี เพราะเราทุกคนเท่ากัน" 
มีการอภิปรายถกเถียง (และแน่นอนด่าประณาม) เกี่ยวกับความหมายของการกระทำนี้ในอินเตอร์เน็ตมากมาย

ความหมายแรกที่พูดกัน และตรงกับคำสัมภาษณ์ของเธอเองก็คือ ท่านปรีดีถูกทำให้กลายเป็นผีเจ้าที่ของธรรมศาสตร์ โดยไม่มีใครใส่ใจจะทำให้นักศึกษาเข้าใจอุดมคติทางสังคมและการเมืองของท่านปรีดี อาจารย์ธรรมศาสตร์บางท่านบอกผมว่า รูปปั้นท่านปรีดีในปัจจุบันเป็นที่บนบานศาลกล่าวของนักศึกษาไปแล้ว มีการ "ถวาย" ดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะต่างๆ เพื่อแก้บนกันเป็นปกติ

ท่านปรีดีนั้นเป็นหนึ่งในบุคคลในประวัติศาสตร์ไทยซึ่งจัดการได้ยากที่สุด 
อย่างที่ทราบอยู่แล้วนะครับว่า ประวัติศาสตร์คือเรื่องเล่าเพื่อสนับสนุนโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาคือส่วนบนของโครงสร้างอำนาจ จะจัดการให้บุคคลในประวัติศาสตร์ ซึ่งล้วนตายไปแล้วหรือได้ทำสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว กลายเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันได้อย่างไร

นักประวัติศาสตร์ทางการของไทยมีวิธีการง่ายๆ อยู่สามอย่าง

หนึ่งคือนำบุคคลเหล่านั้นเข้ามาจัดลำดับไว้ในมาตรฐานค่านิยมของปัจจุบัน เช่น พระราชมนูนั้น ท่านจะรบเก่งแค่ไหนยังเป็นรองความจงรักภักดีที่มีต่อสมเด็จพระนเรศวร พันท้ายนรสิงห์นั้นยอมตายเพื่ออะไร? ความเป็นใหญ่สูงสุดของกฎหมาย ซึ่งแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องเคารพ หรือความจงรักภักดีอันสูงสุดเหนือชีวิตเพื่อรักษาพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ แน่นอนก็ต้องเลือกเหตุผลอย่างหลัง

วิธีการอย่างที่สองใช้กับบุคคลที่ไม่รู้จะจัดการอย่างไร คือใช้วิธีอมสาก ไม่กล่าวอะไรมากกว่าจำเป็น เช่น เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเป็นผู้นำซึ่งรักชาติ สมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของท่านย่อมถูกวิจารณ์ในเชิงลบ อึดอัดนะครับ จึงไม่ต้องพูดถึงให้มากกว่าความจำเป็น

แต่มีบุคคลในประวัติศาสตร์บางคนที่ใช้วิธีเงียบเฉยไม่ได้ เช่น พระเจ้าตาก เพราะมีผู้คนนับถือมาก เฉพาะศาลพระเจ้าตากอย่างเดียว เคยมีคนนับได้เกินร้อยทั่วประเทศ ก็ใช้วิธีอมๆ คายๆ สากแทน คือพูดยกย่องสรรเสริญส่วนที่สามารถอธิบายให้ตรงกับมาตรฐานค่านิยมของชนชั้นนำได้ แต่ไม่พูดถึงส่วนที่อธิบายไม่ได้ หากถูกบีบให้พูดก็สร้างหลักฐานจากความฝันหรือการนั่งทางในมาบิดเบือนเสีย

สามวิธีดังกล่าวนี้ "กลืน" ท่านปรีดีไม่ลง



เกียรติยศและการยอมรับของผู้คนทุกกลุ่มทำให้ยากจะปฏิเสธคุณูปการที่ท่านกระทำแก่บ้านเมือง หนทางเดียวที่จะทำได้คือการสร้างข้อกล่าวหาว่าท่านมีส่วนร่วมปลงพระชนม์ ร.8 เมื่อการกล่าวหาเป็นเท็จ ก็ยิ่งจำเป็นต้องสังเวยชีวิตของผู้ไม่เกี่ยวข้องไปอีก 3 คน เพื่อทำให้ข้อกล่าวหานั้นดูเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น แต่นับวันวิธีการนี้ก็ได้ผลน้อยลง จนในที่สุดแม้แต่ผู้อยู่ใกล้ชิดกับกรณีสวรรคตในครั้งนั้น ก็ต้องยอมรับว่าท่านปรีดีไม่เกี่ยวข้องกับการปลงพระชนม์ ร.8

ในที่สุดก็ต้องใช้วิธีเงียบ ไม่ไยดี งานฌาปนกิจของท่านซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี, รัฐบุรุษอาวุโส, และผู้นำเสรีไทยซึ่งมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครอง กลายเป็นงานที่จัดกันเองภายในครอบครัว แต่วิธีเงียบและไม่ไยดีก็ยังไม่สามารถฝังกลบท่านปรีดีไปได้ ศิษย์หาและผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศไทยก็ยังแซ่ซ้องสรรเสริญท่านปรีดีอยู่นั่นเอง และอย่างเปิดเผยกว่าเดิมด้วยซ้ำ

แม้แต่พรรคการเมืองซึ่งเคยป้ายสีท่านกรณีสวรรคต ยังต้องใช้รูปและวาทะของท่านในการหาเสียง 
จนในที่สุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สร้างอนุสาวรีย์ของท่านปรีดีขึ้นในบริเวณมหาวิทยาลัย เท่าที่ผมทราบ ดูเหมือนจะเป็นอนุสาวรีย์เพียงแห่งเดียวของท่าน 
ผมคิดว่านี่เป็นการส่งสารแบบสยบยอม อนุสาวรีย์ตั้งอยู่ในพื้นที่กึ่งสาธารณะ คือไม่ใช่สาธารณะแท้ อย่างน้อยก็เป็นพื้นที่ในอำนาจจัดการของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเท่านั้น พิธีกรรมที่ทำกับรูปปั้น ก็เป็นพิธีภายใน กล่าวคือมีการวางพวงมาลาในวันก่อตั้งมหาวิทยาลัยโดยผู้บริหาร ความหมายยิ่งเลือนไป และจำกัดคุณูปการของท่านปรีดีให้เหลือเพียงผู้ก่อตั้งและผู้ประศาสน์การคนแรกของธรรมศาสตร์เท่านั้น และนี่คือสิ่งที่นักศึกษาธรรมศาสตร์รับเอาไปในภายหลัง คือกราบไหว้บูชารูปปั้นในฐานะ "เทพ" ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย เกือบจะไม่ต่างจากพระพิฆเนศ

ทั้งรูปปั้นและทั้งท่านปรีดีกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของธรรมศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งอนุสาวรีย์มาจนถึงทุกวันนี้ ผมเข้าใจว่ายังไม่เคยมีสมาชิกรัฐสภา, คนในวงการตุลาการ, หรือฝ่ายบริหาร คนใด ได้เข้าร่วมพิธีแสดงความเคารพอนุสาวรีย์ท่านปรีดีที่ธรรมศาสตร์ ในฐานะที่เป็นคนในตำแหน่งนะครับ ไม่ใช่ในฐานะศิษย์เก่า 
ในขณะที่อุดมคติของท่านปรีดี คือความเท่าเทียมกันของพลเมืองทุกคน, รัฐต้องเอาใจใส่ผู้อ่อนแอก่อน, นิติรัฐ, good governance, ประชาธิปไตย, ความยุติธรรม และอิสรภาพจากการครอบงำของต่างชาติ กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยมากขึ้น
จนอาจเป็นผลให้ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจภายในประเทศ ท่านปรีดีถูกทำให้ "ศักดิ์สิทธิ์" มากขึ้นๆ ตลอดมา

การทำให้สิ่งใดมีความศักดิ์สิทธิ์ คือการสร้างความหมายใหม่ให้แก่สิ่งนั้น เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พูดเองไม่ได้ แม้แต่สิ่งที่เคยพูดไปแล้ว ก็อาจถูกให้ความหมายใหม่เพื่อให้ตรงกับผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้ จนในที่สุดแม้แต่สิ่งที่ไม่เคยพูดก็อาจยัดเยียดให้พูดได้  
การทำให้สิ่งใดให้ศักดิ์สิทธิ์ คือทำสิ่งนั้นให้หมดพลังทางการเมืองและสังคมที่แท้จริงของตนเองลงเหลือแต่พลังที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ถืออำนาจเท่านั้น
แม้แต่ "เสด็จพ่อ ร.5" ก็ยังอาจตกพระทัย ที่พสกนิกรผู้เข้าเฝ้าฯในวันอังคาร พากันทรุดตัวเกลือกกลั้วบนพื้นถนนเพื่อกราบกราน เพราะพระบรมราชโองการแรกในรัชกาลคือ โปรดให้ผู้เข้าเฝ้าฯลุกขึ้นจากพื้น แล้วยืนเสมอกับพระราชา
เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีไว้เคารพกราบไหว้บูชา ไม่ได้มีไว้ศึกษา


ก่อนที่ท่านปรีดีจะกลายเป็น "เจ้าพ่อ" ซึ่งไม่เกี่ยงงอนที่จะรับใช้คนโกง, เผด็จการ, และอำนาจไม่เป็นธรรมต่างๆ อย่างที่ "เจ้าพ่อ" ผู้ประทับทรง และตามศาลต่างๆ เป็น การกระทำของคุณอั้ม เนโกะ จึงเป็นการเตือนสติ ให้ชาวธรรมศาสตร์และชาวไทย ย้อนกลับมาเรียนรู้และทำความเข้าใจกับอุดมคติที่ล้มเหลวของท่านปรีดี ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับอุดมคตินั้นหรือไม่ มากน้อยเพียงไร แต่ท่านปรีดีและอุดมคติของท่านจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยกล้าคิด และกล้าทำ ที่จะปฏิรูปสังคมไทยไปสู่ความเป็นธรรมไปอีกนาน

การกระทำของคุณอั้ม เนโกะ จะ "งาม" หรือไม่นั้น ยกไว้ก่อน แต่การกระทำของคนเล็กๆ เช่นเธอที่จะสื่อความอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ก็มีทางเลือกให้ได้ผลไม่สู้จะมากนัก



.

2555-05-27

นางนากพระโขนง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นางนากพระโขนง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 30


ผีไทยนั้นไม่มีตัวตนเฉพาะเจาะจง (individuality) นะครับ เหมือนกับจิ้งจก, ตุ๊กแก หรือแมลงสาบ อย่างน้อยก็ไม่มีใครตั้งชื่อให้แก่สัตว์เหล่านี้
แม้แต่ผีเรือน ซึ่งว่ากันว่าเป็นผีบรรพบุรุษ ก็มิได้หมายถึงยายมา, ยายสุข หรือตากล่ำ คนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงพลังลี้ลับบางอย่าง ซึ่งคอยควบคุมกฎเกณฑ์ทางสังคมของครอบครัวหรือตระกูล 
ผีเจ้าที่ก็อย่างเดียวกัน คือพลังที่ปกป้องคุ้มครองอาณาบริเวณอันหนึ่ง (เช่น หมู่บ้าน) มีศาลตั้งอยู่ใกล้โขลนทวารทางเข้าหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามโดยเฉพาะ และจึงไม่มีประวัติความเป็นมาว่าสืบเนื่องกับพระเจ้าองค์ไหน หรือเมื่อเป็นคนเคยทำอะไรไว้
(ผมเข้าใจว่าประวัติพระภูมิเจ้าที่ซึ่งมาเขียนตำรากันขึ้นในภายหลัง-ประมาณปลายอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์-ซึ่งเชื่อมโยงพระภูมิเจ้าที่กับเทวดาฮินดูบางองค์ และให้ชื่อเสียงเรียงนามไว้ทุกองค์ เป็นพัฒนาการรุ่นหลังเมื่อพวกผู้ดีในเมืองเริ่มตั้งศาลพระภูมิในเขตเรือนของตนเองแล้ว)

วัฒนธรรมไทยนั้นเต็มไปด้วยผีซึ่งรวมถึงผีที่เราเรียกว่าเทพารักษ์ด้วย ที่ไหนๆ ก็มีผีทั้งนั้น ในป่า, บนเขา, ต้นน้ำ, ปากน้ำ, ประตูเมือง, เมือง, ในบ้านเรือน, ไปจนแม้แต่วัดก็ยังมีผีคอยดูแลปกป้องอยู่ด้วย ยังไม่นับผีอีกชนิดที่เข้ามารบกวนเกี่ยวข้องกับคนเช่นผีโขมด, ผีกระสือ, ผีกระหัง, ผีนางแมว, ผีสากตำข้าว, ผีลิงลม ฯลฯ แต่ก็ล้วนเป็นผีที่ไม่มีตัวตนเฉพาะทั้งนั้น เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่มีอยู่ เหมือนสัตว์ตามธรรมชาติที่อยู่ร่วมโลกทั้งหลายล้วนมีอยู่ แต่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน (ยกเว้นสัตว์เลี้ยง)  
ผมคิดว่า คนไทยมองผีเหมือนสัตว์ร่วมโลกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเราต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เหมือนสัตว์อื่นๆ ผีบางอย่างต้องล่ามไว้ด้วยอามิสนานาชนิด เพื่อคอยปกป้องดูแลเรา บางอย่างต้องข่มขู่ให้กลัว บางอย่างเอาไว้เล่นกัน แต่ไม่มีผีที่มีตัวตนเฉพาะของตนเอง เช่น แดร็กคิวล่า (ซึ่งมีประวัติว่าเป็นอัศวินเจ้าครองแคว้นที่เคยรบกับมุสลิม จนตัวตายอย่างทรมาน) หรือแฟรงเกนสไตน์
ทุกตนล้วนเป็นผีเฉยๆ เหมือนกับเสือสิงห์กระทิงแรดที่บังเอิญเข้ามาอยู่ร่วมกับมนุษย์ในโลก



ผีที่มีตัวตนเฉพาะตนแรกในเมืองไทย ตามความเข้าใจของผมคือนางนากพระโขนง ซึ่งเป็นผีรุ่นบุกเบิก เปิดพื้นที่ให้ผีประเภทมีตัวตนเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ได้ตามมาอีกนับไม่ถ้วนจนถึงปัจจุบัน 
ดังนั้น นางนากพระโขนงจึงเป็นประจักษ์พยานความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญอันหนึ่งของไทย ผมจึงอยากรู้ว่า เรื่องนี้เริ่มเล่ากันแพร่หลายเมื่อไร และอยากเดาต่อว่าทำไมถึงเกิดในตอนนั้น

ท่านอาจารย์นิยะดา เหล่าสุนทร เขียนบทความลงในศิลปวัฒนธรรมฉบับล่าสุดนี้ เล่าการอ้างถึงนางนากในบทเสภาของครูแจ้ง 
นางนากของครูแจ้งนั้นมีตัวตนเฉพาะอย่างเด่นชัด คือเป็นหญิงชาว "บางพระโขนง" ตายทั้งกลม ลูกในครรภ์นั้นเป็นชาย ส่วนที่เป็นผีเที่ยวหลอกหลอนผู้คนแถบบางพระโขนงนั้น ครูแจ้งไม่ได้พูดถึง แต่เข้าใจว่าคงมีชื่อเสียงอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นครูแจ้งจะเอามาลงในท้องเรื่องขุนช้างขุนแผนไปทำไม 
ก่อนที่เรื่องของนางนากจะถูกแต่งเติมเสริมต่อในภายหลัง รายละเอียดชีวิตของนางนากเท่าที่จะพอหาได้ก็มีเพียงเท่านี้ 
ครูแจ้งมีชีวิตอยู่ระหว่างรัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 เราไม่รู้ว่าท่านแต่งบทเสภาตอนนี้ขึ้นเมื่อไรแน่ แต่การที่บทเสภาจะนำเอาเรื่องที่ฮือฮากันในสมัยที่แต่งใส่ลงไปด้วยนั้น เป็นปรกติธรรมดา เหมือนใครแต่งเสภาในสมัยปัจจุบัน ไม่พูดถึงทักษิณและอำมาตย์เลย ก็ออกจะพิลึกอยู่


บทเสภาของครูแจ้งนี้ตรงกับหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง คือพระประวัติของสมเด็จกรมฯ พระยาดำรงราชานุภาพ ที่ตรัสเล่าไว้ในที่แห่งหนึ่ง ท่านเล่าว่าเมื่อทรงพระเยาว์อยู่นั้น ได้ทดลองทำ "วิจัยเชิงสำรวจ" แบบเล่นๆ ขึ้น โดยไปยืนที่ประตูวัดพระแก้ว แล้วถามคนเดินผ่านเข้าไปว่า รู้จักชื่อใครบ้าง ผู้ที่มีคนรู้จักมากที่สุดคือนางนากพระโขนง 
กะเวลาก็คงต้นรัชกาลที่ 5 หรืออย่างเก่งก็ปลายรัชกาลที่ 4 ที่เรื่องนางนากเป็นที่ฮือฮากันในกรุงเทพฯ ตรงกับที่บทเสภาครูแจ้งจะนำเข้ามาใส่ไว้พอดี  
แน่นอนว่าเรื่องนางนากที่ถูกแต่งเติมเสริมต่อในภายหลังนั้นย่อมไม่ตรงกับข้อสันนิษฐานนี้แน่ เช่นที่เล่าว่า "พี่มาก" ผัวนางนากถูกเกณฑ์ทหาร ต้องจากเมียสาวไปแต่ยังได้เสียกันไม่นานนั้น ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะในปลาย ร.4-ต้น ร.5 ยังไม่มี พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร จะเล่าว่าถูกเกณฑ์ไปรบในศึกเชียงตุงยังเข้าเค้ากว่า 
ผมชี้เรื่องนี้เพื่อบอกว่า เรื่องผีนางนากนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผมไม่ยืนยัน แต่อยากจะยืนยันเรื่องเดียวว่า ความสำเหนียก (perception) ว่ามีผีตนหนึ่งที่เที่ยวอาละวาดหลอกหลอนผู้คน ชื่อนางนากพระโขนง ได้เกิดมีแล้วในสังคมกรุงเทพฯ (และใกล้เคียง?) ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างช้า

จากนั้น ผีที่มีตัวตนเฉพาะอย่างนางนากก็เริ่มแพร่หลายไปในที่ต่างๆ มากขึ้น เช่น ผีของบุญเพงหีบเหล็กและหญิงที่ถูกบุญเพงฆ่า อาละวาดอยู่แถววัดสุทัศน์
ผมควรกล่าวด้วยว่า ครูแจ้งเรียกผีนางนากว่า "พราย" คำนี้มีความหมายอย่างไรแน่ ผมก็ไม่ทราบ พจนานุกรมแปลว่าผีจำพวกหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าแตกต่างจากผีจำพวกอื่นอย่างไร หรือ "พราย" จะหมายถึงผีของบุคคลที่เฉพาะเจาะจง แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามี "พราย" อย่างนั้นมาก่อนนางนาก 

ยังมีข้อน่าสังเกตด้วยว่า เรื่องนางนากพระโขนงนั้นแพร่หลายในหมู่คนไทยกรุงเทพฯ และโดยรอบมาก่อนเป็นเวลานาน จะหาวรรณกรรมท้องถิ่นห่างไกลอื่นๆ ที่อ้างถึงนางนากในสมัยเดียวกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมปักษ์ใต้, ล้านนา หรืออีสาน 
ความเป็นผีกรุงเทพฯ ของนางนากทำให้ผมเข้าใจว่า ผีประเภทเดียวกันนี้ คือมีตัวตนเฉพาะ เช่น บุญเพงหีบเหล็ก ก็คงแพร่หลายเฉพาะในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงด้วยเหมือนกัน สะท้อนให้เห็นว่า ผีที่มีตัวตนเฉพาะเกิดขึ้นในบริเวณที่ถูกกระทบด้วยความเปลี่ยนแปลงมาก่อน แล้วจึงขยายไปยังส่วนอื่นในภายหลัง  
โดยเฉพาะเมื่อมีสื่อสมัยใหม่ เช่น สิ่งพิมพ์, วิทยุ, ทีวีและภาพยนตร์ ช่วยขยายให้กว้างไกลออกไป



ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้คนคิดถึงผี อย่างที่เหมือนเป็นบุคคลเฉพาะ มีบุคลิกภาพเฉพาะสำหรับผีแต่ละตน (เช่น นางนากก็ต้องยื่นมือให้ยาวจนสามารถเก็บสากที่ตกใต้ถุนได้ แต่ผีตนอื่นอาจมีบุคลิกภาพอีกอย่างหนึ่ง เช่น ชอบเดินหิ้วหัวตัวเอง) เช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนมีสำนึกถึงความเป็นปัจเจกของตนเอง, ของคนอื่น, ของสถาบัน, ขององค์กรทางสังคม ฯลฯ มากขึ้น 

สำนึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะอธิบายว่าเป็นอิทธิพลตะวันตกก็ได้ เพราะตะวันตกคิดอย่างนี้มานานแล้ว แต่ก็น่าประหลาดที่ว่าเหตุใดอิทธิพลตะวันตกจึงแพร่ขยายไปถึงระดับชาวบ้านได้รวดเร็วอย่างนั้น เพราะส่วนใหญ่ของชาวบ้านในช่วงปลาย ร.4 ต้น ร.5 อาจไม่เคยเห็นฝรั่งตัวเป็นๆ เลยก็ได้ ไม่พักต้องพูดถึงอ่านหนังสือฝรั่งออกหรือไม่ คงมีปัจจัยภายในอะไรที่ช่วยเสริมสร้างสำนึกปัจเจกเช่นนี้ นอกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตะวันตกมากขึ้น 
ผมอยากเดาว่าตลาดครับ คนในกรุงเทพฯ และใกล้เคียงมีชีวิตที่เข้ามาสัมพันธ์กับตลาดมากขึ้น ตลาดคือสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างบุคคลกับบุคคลโดยตรง 
มนุษย์เราแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องแลกเปลี่ยนกันในตลาดเสมอไป ส่วนใหญ่แล้วแลกเปลี่ยนกันผ่านพิธีกรรม โดยเฉพาะการ "ทำบุญ" ผ่านพ่อค้าเร่ซึ่งนานๆ จึงจะเข้ามาสักที ผ่านพ่อค้าทางไกลเช่นนายฮ้อย ซึ่งทำให้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาผู้ซื้อเลย เป็นต้น 
แต่แลกเปลี่ยนกันในตลาดไม่ใช่อย่างนั้น มีการพบปะหน้าตาและต่อรองกันอย่างบุคคลต่อบุคคล หากต้องทำบ่อยๆ มากขึ้น ก็ทำให้สำนึกที่มีต่อสังคมรอบข้างเปลี่ยนไป จากสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่มีตัวตนกลายเป็นรูปธรรมที่มีบุคคลที่เห็นหน้าเห็นตากันได้ มีตัวเราและมีตัวเขาชัดเจนขึ้น


ผมขอยกตัวอย่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ในสมัยอยุธยา คงมีคนไทยน้อยคนมากที่เคยเห็นแม้แต่บางส่วนขององค์พระมหากษัตริย์ เพราะท่านไม่ให้เห็น พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่อยู่พ้นออกไปจากชีวิตของไพร่ฟ้า เป็นอำนาจเบื้องบนที่ใครๆ ก็สัมผัสไม่ถึง
แต่เมื่อสำนึกปัจเจกขยายตัวในกรุงเทพฯ มากขึ้น ร.4 ก็โปรดให้ยกเลิกธรรมเนียมปิดบ้านปิดช่องเมื่อมีขบวนเสด็จผ่าน หรือยิงกระสุนเข้าตาผู้ลักลอบชมขบวนเสด็จ พระองค์กลายเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งที่คนอื่นอาจมองเห็นได้ กษัตริย์กลายเป็นมนุษย์เหมือนคนอื่นๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ ยิ่งมาถึงต้น ร.5 มีการถ่ายรูป และซื้อขายแลกเปลี่ยนพระบรมรูป รวมทั้งพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ลงบนเหรียญกษาปณ์ และแสตมป์ ใครๆ ก็เคยเห็นพระมหากษัตริย์อย่างมนุษย์ทุกคน 
นี่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนโลกทรรศน์จากสถาบันที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรม และความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผีไทยเปลี่ยนไปเป็นผีที่มีตัวตนเฉพาะขึ้น จนเกิดผีอย่างนางนากพระโขนง และผีอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

กระบวนการเปลี่ยนผีที่เป็นนามธรรมมาสู่ผีที่เป็นรูปธรรม ยังดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ผีมเหสักข์ซึ่งแต่เดิมหมายถึงผีเจ้าเมืองคนแรก (และคนแรกๆ) ที่ตั้งชุมชนเมืองขึ้น บัดนี้ก็กลายเป็นอนุสาวรีย์ของบุคคล ที่ต้องทำพิธีกราบไหว้บูชาประจำปีกันในหลายจังหวัด บางตนก็เฮี้ยนในด้านต่างๆ ที่เป็นการเฉพาะ เช่น เหมาะจะบนบานศาลกล่าวในเรื่องบางอย่าง 
ฮวงซุ้ยของคอซู้เจียงในเมืองระนอง กลายเป็นศาลเจ้าประจำเมืองไปแล้ว เป็นต้น

หอผีบ้านในชุมชนอีกหลายแห่ง ซึ่งแต่เดิมไม่มีรูปอะไร ตั้งเป็นศาลไว้เฉยๆ บัดนี้ก็มีที่นอนหมอนมุ้ง และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เหมือนผีเป็นคน บางแห่งปั้นรูปขนาดใหญ่ขึ้น (มักทำเป็นรูปตา-ยาย) แล้วแต่งประวัติของสองสามีภรรยาซึ่งเป็นผู้ตั้งชุมชนไว้ให้เสร็จ

ความเป็นบุคคลหรือความเป็นตัวตนนั้น ในแง่หนึ่งก็ดีเพราะเฮี้ยนหนักขึ้น ผู้คนทั้งกลัวทั้งรัก แต่ความเป็นสถาบันก็สำคัญ เพราะถ้าอยากให้อยู่ยั่งยืนยาวนานต่อไปในอนาคตได้ บุคคลก็ต้องมีความสำคัญน้อยลง แต่ต้องให้ความเป็นสถาบันเด่นกว่า เพราะสถาบันนั้นถูกล้มยากกว่าบุคคลแยะ 



.

2555-05-21

นิธิ: มรณกรรมของ“อากง”

.

มรณกรรมของ“อากง” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชน ออนไลน์  วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 15:52:07 น.


มรณกรรมของ "อากง" ก่อให้เกิดการถกเถียงโต้แย้งกันมากในสังคมออนไลน์ อันเป็นพื้นที่ซึ่งมีเสรีภาพมากกว่าในสื่อเชิงธุรกิจ แต่ประเด็นที่ถกเถียงกันถูกจำกัดอยู่แต่เพียงเรื่อง ม.112 ในกฎหมายอาญา ว่าควรแก้ไขหรือไม่
หรือที่แย่กว่านั้นคือเรื่องของความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นว่าใครที่เห็นใจ"อากง" คือคนที่ไม่จงรักภักดี และใครที่สาปส่ง "อากง" คือคนที่จงรักภักดี

ที่จริงแล้ว "อากง" และผู้ที่แสดงความเห็นใจ "อากง" จะจงรักภักดีต่อสถาบันหรือไม่ หาได้เป็นประเด็นเกี่ยวกับมรณกรรมของ "อากง" แต่อย่างไร เพราะกฎหมายอาญาไม่ได้บังคับให้ต้องจงรักภักดีต่อสถาบัน เนื่องจากความจงรักภักดีเป็นความคิดและความรู้สึก ซึ่งไม่อาจบังคับได้ด้วยอำนาจใดๆ ประเทศใดๆ ก็ล้วนยอมรับเสรีภาพทางความคิดและความรู้สึกทั้งนั้น
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เสรีภาพที่จะคิด แต่อยู่ที่เสรีภาพที่จะทำตามความคิดหนึ่ง และเงื่อนไขที่จะเปิดให้คนได้คิดอย่างอิสระเสรีอีกหนึ่งน่าเสียดายที่การถกเถียงโต้แย้งส่วนใหญ่จำกัดประเด็นอยู่เพียงเท่านี้


เพราะเรื่องราวของ "อากง" จนถึงเสียชีวิตในเรือนจำนั้น มีประเด็นที่สังคมควรใส่ใจอีกหลายประเด็น ซึ่งล้วนกระทบต่อประโยชน์สุขของสังคมโดยรวมทั้งสิ้น อย่างน้อยที่เห็นได้ชัดก็มีถึงสามประเด็น คือปัญหาในกระบวนการยุติธรรม สิทธิของผู้ต้องหาและผู้ต้องโทษ และมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา

ตลอดเวลาที่ถูกดำเนินคดี "อากง" ปฏิเสธตลอดมาว่า ไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความจาบจ้วงแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์, พระราชินี และรัชทายาท อย่างไรก็ตามหลักฐานสำคัญของฝ่ายโจทก์ก็คือตัวเลขประจำเครื่องโทรศัพท์ หรือที่เรียกว่าอีมี่ ที่ทางเจ้าหน้าที่สามารถสืบได้ เป็นหมายเลขประจำโทรศัพท์ซึ่ง "อากง" ใช้อยู่เป็นประจำ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งฝ่ายโจทก์นำสืบในศาลแถลงว่า แม้ตัวเลขหลักสุดท้ายอาจไม่ตรงกับโทรศัพท์ของ "อากง" แต่ตัวเลขหลักสุดท้ายไม่มีความสำคัญในการหมายตัวเครื่อง เพราะเป็นรหัสของฝ่ายวิศวกรรมเท่านั้น

แต่ปัญหายังมีอีกว่า หมายเลขเครื่องโทรศัพท์นั้น อาจลอกเลียนหรือใช้ซ้ำกันได้หรือไม่ ทางฝ่ายจำเลยเสนอเอกสารแก่ศาลว่า โอกาสจะเกิดการซ้ำซ้อนกันนั้นมีอยู่ แต่ศาลไม่รับฟัง เพราะไม่ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านโทรศัพท์มือถือ (หรือด้านอื่น) มาให้การยืนยันว่า ตัวเลขอีมี่นั้นลอกเลียนหรือลักลอบนำมาใช้โดยผู้อื่นได้

สรุปก็คือการต่อสู้ทางฝ่ายจำเลยนั้นเข้าไม่ถึง "ผู้เชี่ยวชาญ" นี่เป็นปัญหาที่เกิดกับคดีของคนจนเสมอ ไม่ว่าในฐานะโจทก์หรือจำเลย ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือคดีที่เกี่ยวเนื่องกับผลกระทบจากการทำงานของแรงงาน ยากจะหาผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์มาให้การเป็นพยานได้ ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาที่กระบวนการยุติธรรมต้องหาทางแก้ไข เพื่อให้คนจนๆ มีโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมได้เท่าเทียมกับผู้อื่น



"อากง" ปฏิเสธข้อกล่าวหาตลอดมา และได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวออกมาสู้คดีหลายครั้ง หากไม่ได้รับอนุมัติตลอดมา แม้เมื่อมีคำพิพากษาแล้ว "อากง" ก็ยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ของตน จึงได้ยื่นอุทธรณ์ และขอประกันตัวอีกหลายครั้ง ก็ไม่ได้รับอนุมัติอยู่นั่นเอง เนื่องจากศาลวินิจฉัยว่าเป็นคดีร้ายแรง อาจหลบหนีหรือไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้ ความเจ็บป่วยของ "อากง" ทำให้ในที่สุดตัดสินใจถอนอุทธรณ์ เพื่อรอรับพระราชทานอภัยโทษ ด้วยความหวังว่าจะได้ออกจากคุกเร็วกว่า

การถอนอุทธรณ์คือการรับว่าตนได้ละเมิดกฎหมายจริง หรือรับสารภาพนั่นเอง นี่ไม่ใช่ความยุติธรรม ที่บุคคลต้องรับสารภาพเพราะความทุกข์ทรมานซึ่งเกิดจากการถูกจองจำในระหว่างต่อสู้คดี จะมีจำเลยอีกเท่าไรที่ต้องรับสารภาพด้วยเหตุเดียวกันนี้ เรามีกระบวนการยุติธรรมก็เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด ตามกระบวนการซึ่งไม่แฝงการบีบบังคับให้รับสารภาพ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
มิฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมก็เป็นเพียงเรื่องจับแพะชนแกะ ไร้ความน่าเชื่อถือจนเป็นอันตรายต่อสังคมโดยรวม



ความล่าช้าในกระบวนพิจารณาคดี และสิทธิการประกันตัว เป็นปัญหาใหญ่ที่วงการตุลาการต้องนำมาทบทวนและปรับปรุง สิทธิการประกันตัวต้องมี "ยี่ต๊อก" ที่ชัดเจน และเท่าเทียมกันในทุกคดี ข้อกล่าวหาเรื่อง "สองมาตรฐาน" นั้น เมื่อใช้กล่าวหากระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก เป็นหน้าที่ของฝ่ายยุติธรรมต้องแสดงให้ประจักษ์ว่าข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูล

เมื่อกล่าวโดยรวม ประโยชน์สุขของสังคมโดยรวมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงรากถึงโคนทั้งระบบ หลักการสำคัญก็คือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ต้องถูกสาธารณชนตรวจสอบได้ อาจโดยสร้างกลไกของผู้ชำนัญการแขนงต่างๆ เพื่อทบทวนตรวจสอบและรายงานแก่สาธารณชนทุกปี

ทั้งนี้ย่อมรวมถึงระดับสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมคือ คุก

"อากง" เป็นผู้ต้องหาและนักโทษที่มีโรคร้ายแรงประจำตัว ซึ่งควรได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ปัญหาอยู่ที่ว่า "อากง" ได้รับการตรวจรักษาที่เหมาะสมกับโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่หรือไม่ หากไม่ได้รับ เหตุใดจึงไม่ได้รับ รัฐจะต้องทำอะไรเพื่อช่วยให้ผู้ต้องหาและนักโทษในเรือนจำได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมกับความเป็นมนุษย์ของเขา

อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงประเพณีตีตรวน และแบบปฏิบัติอีกนานาชนิดที่นักโทษได้รับในเรือนจำ ก็ทำให้แน่ใจได้ว่า "อากง" คงไม่ได้รับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมนัก นี่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่หน่วยงานเกี่ยวข้องควรให้ความสนใจให้มาก

อันที่จริงเราอาจดูอารยธรรมของรัฐใดรัฐหนึ่ง ได้จากสวัสดิภาพของบุคคลที่รัฐเจตนาจะขจัดออกไปนั่นเอง



เรื่องสุดท้ายที่มีความสำคัญในกรณีมรณกรรมของ "อากง" ก็คือ ม.112 ในกฎหมายอาญาฝ่ายค้านรีบดักคอรัฐบาลทันทีที่มีข่าวมรณกรรมของ "อากง" ว่า รัฐบาลจะไม่นำกรณีนี้ไปเป็นเหตุแก้ไข ม.112 แต่มรณกรรมอันน่าสมเพชของ "อากง" นี่ต่างหาก ที่น่าจะตอกย้ำให้เห็นความจำเป็นต้องแก้ ม.112 อย่างชัดเจน เพราะนอกจากความบกพร่องในด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรวมถึงการลงทัณฑ์แล้ว ม.112 นี่แหละที่ยิ่งทำให้ความบกพร่องซึ่งมีอยู่แล้วนั้น ยิ่งบกพร่องมากขึ้นไปอีก

ดังเช่นข้อวินิจฉัยของศาลว่า คดีนี้เป็นคดีร้ายแรงจึงไม่อาจให้ประกันตัวได้ ที่ถูกวินิจฉัยว่าร้ายแรงก็เพราะ ม.112 ถูกจัดอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ เทียบไม่ได้กับมาตราอื่นในหมวดเดียวกัน ความผิดในมาตรานี้ที่จริงแล้วเทียบได้กับการหมิ่นประมาทบุคคลเท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับความมั่นคงแห่งรัฐไม่ แต่เพราะไปรวมไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ จึงทำให้ศาลต้องวินิจฉัยว่าเป็นคดีร้ายแรง

ม.112 กำหนดโทษไว้สูงผิดปกติ คือสูงกว่าโทษที่ระบุไว้ในกฎหมายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก จึงไม่ได้สัดส่วนกับความผิดของผู้ต้องโทษ ยิ่งกว่านี้ทำให้คดีถูกพิจารณาว่า "ร้ายแรง" โดยปริยาย

เมื่อกำหนดให้ ม.112 อยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ ผู้ฟ้องร้องกล่าวโทษจึงเป็นใครก็ได้ (เทียบกับรู้ว่ามีผู้คิดประทุษร้ายทางกายประมุขของรัฐ ใครรู้ก็ควรรีบแจ้งความเพื่อป้องกันมิให้เกิดขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้น) ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เวลานี้มีคนที่อยู่ในเรือนจำเพราะต้องคำพิพากษาหรือกำลังอยู่ระหว่างสู้คดีเพราะ ม.112 อีกเป็นร้อย เพราะถูกแจ้งความโดยบุคคลอื่น อันอาจเป็นศัตรูของตนเอง ยังไม่พูดถึงผู้ซึ่งตำรวจให้ประกันตัวออกไป เพราะถูกแจ้งความคดีเดียวกันนี้อีกรวมอาจถึงพัน


ความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเช่นนี้ เกิดขึ้นจากความบกพร่องของ ม.112 อย่างชัดแจ้ง เหตุใดจึงไม่ควรแก้ไข ม.112 เล่า มรณกรรมของ "อากง" ยิ่งกระตุ้นให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข ม.112 ขึ้นไปอีก หากรัฐบาลจะได้รับแรงกระตุ้นนั้น ก็ไม่เห็นผิดตรงไหน (แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลเลือกจะเล่นเกมนี้ตามที่ฝ่ายค้านกำหนด )

ความบกพร่องของ ม.112 ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้ที่จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างจริงใจ ก็น่าวิตกว่า ม.112 จะเป็นเหตุให้เสียพระเกียรติยิ่งกว่าเชิดชูพระเกียรติ ต่อผู้ที่ยอมรับสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบบการเมือง ก็น่าวิตกว่า ม.112 ถูกใช้ไปในทางขัดขวางระบอบประชาธิปไตยมากกว่าส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ต่อผู้ที่ขาดความจงรักภักดี หรือผู้ไม่ยอมรับประชาธิปไตยแบบที่มีประมุขเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น ที่ยินดีกับ ม.112 เพราะทำให้เสื่อมพระเกียรติและอาจใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ขัดขวางการเติบโตของประชาธิปไตยในเมืองไทย



.

2555-05-20

บาดุย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

บาดุย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1657 หน้า 30


ชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนน้อยที่สุดในอินโดนีเซียคือพวก "บาดุย" รวมทั้งหมดแล้วอาจมีไม่เกิน 1,000 คน เรื่องราวของพวกเขามีคนรู้น้อยมาก รวมทั้งนักวิชาการที่พยายามเข้าไปศึกษามาเกือบ 200 ปีแล้ว ก็แทบจะหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับพวกเขาได้ยาก เพราะบาดุยปิดตัวเอง ไม่อยากคบหาสมาคมกับใคร เพราะเกรงว่าจะทำให้ตัวต้อง "แปดเปื้อน" ด้วยสิ่งที่เรียกกันว่าอารยธรรมในปัจจุบัน

ชาติพันธุ์กลุ่มนี้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในซุนดา ไม่ไกลจากเทือกเขาต่างๆ แถบเมืองโบกอร์นัก คือบนทิวเขาบาดุย ซึ่งมีแม่น้ำชื่อเดียวกันในหุบ ชื่อของชนเผ่าจึงมาจากชื่อสถานที่ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นคำที่ออกจะเหยียดๆ เพราะพวกเขาเรียกตัวเองว่าคน "ราวาจัน" จะว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่สูงส่งก็ไม่เชิงทีเดียว เพราะเป็นชื่อของหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่เท่านั้นเอง บาดุยเป็นชื่อภูเขา คงทำให้รู้สึกว่าตัวเป็นชาวป่าชาวเขา ในขณะที่อย่างน้อยราวาจันก็เป็นชื่อบ้าน ฟังดูเป็นชาวบ้านกว่าเท่านั้นกระมัง 
พวกเขาเป็นใครมาจากไหนแน่ ไม่มีใครรู้ชัด แต่มีตำนานที่เล่ากันมาในหมู่พวกเขาเองว่า เมื่อตอนเมืองทางตอนเหนือของซุนดาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ผู้ปกครองมุสลิมขยายอำนาจเข้าไปส่วนในของเกาะชวา อาณาจักรฮินดู-พุทธของซุนดาขณะนั้นคือปะจาจะรัน ถูกมุสลิมโจมตีแตกสลาย ประชาชนและผู้ปกครองถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา คนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมเปลี่ยนจึงต้องหลบหนีไปอยู่ตามป่าเขา เลือกทำเลได้ที่ภูเขาบาดุยนี้ อันเป็นที่ห่างไกลแต่อุดมสมบูรณ์ และอยู่กันมาโดยไม่ถูกรบกวนจนถึงทุกวันนี้

ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับอินโดนีเซียมาพอสมควร แต่ไม่เคยได้ยินกลุ่มชาติพันธุ์บาดุยมาก่อนเลย เพิ่งได้อ่านพบในหนังสือที่อดีตเอกอัครราชทูตสิงคโปร์เขียนเกี่ยวกับอินโดนีเซีย ออกจะตื่นเต้น จึงอยากนำมาเล่าต่อ



นักวิชาการสามารถพิสูจน์ตำนานนี้ได้เพียงว่า พวกบาดุยน่าจะเป็นชาวซุนดาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะภาษาของเขาเป็นภาษาซุนดาเก่าแน่ ส่วนเรื่องการหนีมุสลิมนั้นไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่จนถึงทุกวันนี้พวกเขาก็เป็นชาวพื้นเมืองจำนวนน้อยนิดบนเกาะชวา ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม 
ศาสนาที่พวกเขานับถือคือศาสนาที่อาจเรียกกว้างๆ (และง่ายๆ) ได้ว่าคือศาสนา "พื้นเมือง" แต่ในขณะเดียวกันก็มีร่องรอยว่าผสมปนเปด้วยศาสนาจากภายนอกคือฮินดูและพุทธด้วยแน่ แม้แต่ศาสนาอิสลามเองก็อาจมีอิทธิพลในความเชื่อของเขาด้วย เพราะเขาเรียกพระเจ้าสูงสุดของเขาว่า Batara Tunggal แปลตามตัวคือสมเด็จพระผู้เป็นเจ้า (ภัทระ) อันเป็นหนึ่งเดียว

เท่าที่คนภายนอกพอจะรู้เรื่องศาสนาและสังคมของพวกเขาก็คือ ดินแดนของพวกบาดุยนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่ข้างในสุด เป็นดินแดนต้องห้าม คนนอกจะเข้าไปไม่ได้ (เรียกว่า Badui Dalam แปลว่า บาดุยส่วนใน) ประกอบด้วยหมู่บ้านสามหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีหัวหน้าเรียกว่า ปูอุน ซึ่งมีบริวารคอยช่วยเหลือในการปกครองดูแลลูกบ้าน ชาวบ้านเชื่อว่าปูอุนแต่ละคนล้วนสืบเชื้อสายมาจากบาตาราตุงกัล ฉะนั้น จึงมีอิทธิฤทธิ์บางอย่าง เช่น เรียกฝนหรือหยุดฝนได้ ตลอดจนมีญาณทิพย์อาจล่วงรู้อะไรต่อมิอะไรได้หมด ทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งฝรั่งเพิ่งมารู้ในภายหลัง และใครล่วงละเมิดข้อห้ามต่างๆ ของชนเผ่า 
ในสามหมู่บ้านของบาดุยส่วนในนี้ จะมีครัวเรือนรวมกันเกิน 40 ครัวเรือนไม่ได้ เพราะฉะนั้น หากมีครัวเรือนเพิ่มขึ้น บาดุยก็จะตัดสินว่าครัวเรือนใดจะต้องย้ายออกไป 
การเพาะปลูกไม่มีการทดน้ำ ซ้ำยังค่อนข้างต่อต้านการทดน้ำด้วย เพราะเชื่อว่าปูอุนมีอิทธิฤทธิ์เรียกฝนหรือห้ามฝนได้ จึงไม่จำเป็นต้องมีการชลประทาน บาดุยมองการชลประทานว่าผิดธรรมชาติ และไม่ยอมให้นายอำเภอในเขตใกล้เคียงพัฒนาชลประทาน หากต้องมาละเมิดน้ำส่วนที่ผ่านหมู่บ้านของบาดุย การเลี้ยงสัตว์เป็นการละเมิดข้อห้ามของบาดุย มีสัตว์เลี้ยงอยู่เพียงสุนัข, เป็ดและไก่ เท่านั้น และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ใช้เครื่องมือในการเพาะปลูก (น่าจะเป็นนาหว่าน) และคงแทบไม่ได้เตรียมดิน เพราะจะใช้แม้แต่จอบก็ถือว่าละเมิดข้อห้ามเหมือนกัน

เมื่อดูจากข้อกำหนดมิให้สามหมู่บ้านในบาดุยส่วนในมีมากกว่า 40 ครัวเรือน บวกกับข้อห้ามต่างๆ แล้ว ก็พอจะเห็นได้ว่า ชีวิตของเขาคงอยู่กันอย่าง "พอเพียง" จริงๆ คืออาศัยทรัพยากรจากธรรมชาติโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่สามารถรองรับคนได้เกิน 40 ครัวเรือน เพราะต้องจำกัดคนให้พอดีกับทรัพยากรที่มีอยู่ 
เมื่อครัวเรือนส่วนเกินถูกขับให้ออกจากบาดุยส่วนใน จะย้ายไปอยู่ที่ไหน?


ก็ย้ายไปยังอยู่ในบาดุยส่วนนอก ซึ่งมีหมู่บ้านต่างๆ ถึง 24 หมู่บ้าน ในบาดุยส่วนนอกนั้น ก็มีข้อห้ามในการดำเนินชีวิตไม่สู้ต่างจากบาดุยส่วนในนัก ความแตกต่างที่สำคัญก็คือ ผู้ปกครองหมู่บ้านไม่ใช่ปูอุนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากบาตาราตุงกัล อีกทั้งการติดต่อกับคนนอกพอจะทำได้บ้าง เพราะไม่ถึงกับหวงห้ามมิให้คนนอกได้เข้าไป อันที่จริงข้อมูลเกี่ยวกับบาดุยที่คนนอกมีอยู่ในเวลานี้ ไม่ว่าจะมาจากนักวิชาการหรือพระสอนศาสนา ก็ล้วนมาจากบาดุยส่วนนอกนี่เอง

ผมเดาเอาเองว่า เพราะบาดุยส่วนนอกมีหมู่บ้านเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ จนถึง 24 หมู่บ้าน แสดงว่าข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรต่างๆ ก็น่าจะผ่อนคลายลงบ้าง ไม่ต้องยึดถือการไม่ปรับเปลี่ยนธรรมชาติเลยอย่างบาดุยส่วนใน มิฉะนั้นก็จะไม่มีทรัพยากรพอกินกันได้ แต่จากข้อมูลที่ได้อ่านก็ไม่ชัดว่า เขายอมผ่อนปรนในเรื่องอะไรบ้าง 
เพราะบาดุยส่วนในเป็นส่วนที่คนนอกเข้าไปไม่ได้ แม้แต่ปูอุนก็ไม่ยอมพบคนนอก และไม่เคยมีคนนอกคนใดได้เคยพบปูอุนเลย (ยกเว้นคนเดียวซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า)

ข้อห้ามในชีวิตของบาดุยนั้นมีหลายอย่าง จะแตะต้องเงินตราไม่ได้เป็นอันขาด ไม่รับของขวัญจากใคร ไม่ขึ้นพาหนะใดๆ ทั้งสิ้น ห้ามดื่มเหล้าและสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด ไม่มองผู้หญิงด้วยตัณหา ไม่นอนบนสิ่งใดนอกจากเสื่อซึ่งต้องลาดบนพื้นดินเท่านั้น ไม่กินอาหารเย็นก่อนค่ำ ไม่นุ่งผ้าสีอื่นใดนอกจากขาว, น้ำเงิน และดำ นอกจากข้อห้ามในการดำเนินชีวิตแล้ว ยังมีข้อห้ามหรือศีลในศาสนาซึ่งคล้ายๆ กับศีลในพุทธศาสนา เช่น ห้ามฆ่า, ห้ามขโมย, ห้ามผิดผัวผิดเมีย และห้ามใช้ความรุนแรง เป็นต้น

ชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายเช่นนั้น น่าจะทำให้ชาวบาดุยมีอายุสั้นและสุขภาพไม่ค่อยดี แต่บาดุยชราซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ผู้เขียนหนังสือเล่มที่ผมได้อ่าน อายุตามคำบอกของเขาคือ 175 ปี ผู้เขียนหนังสือบอกว่าไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่ยอมรับว่าตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยเห็นใครที่เหี่ยวย่นมากเท่ากับปู่ยักมินซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลมาก่อนเลย

ปู่ยักมินบอกว่าในป่าซึ่งพวกเขามีชีวิตอยู่นั้น อุดมด้วยพืชสมุนไพรบวกกับความรู้ของปูอุน ก็สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนในหมู่บ้านได้อย่างไม่มีปัญหา ยกเว้นแต่ฝีดาษซึ่งไม่มียารักษา แต่ถ้าเป็นฝีดาษแล้วไม่ตายก็ยิ่งดี เพราะพระเจ้าของเขาก็มีใบหน้าปุปะเหมือนกัน แสดงว่าได้รับความรักจากพระเจ้าเป็นพิเศษ



ข้อห้ามสำคัญอีกอย่างหนึ่งของบาดุย คือห้ามการอ่านเขียนหนังสือ เพราะเชื่อว่าการศึกษาที่ต้องอ่านเขียนได้ย่อมนำความเสื่อมมาให้ การศึกษาที่ประเสริฐต้องเรียนรู้จากธรรมชาติและวัฒนธรรมประเพณีที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ผมชอบข้อห้ามนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นปราการป้องกันมิให้รัฐใดเข้ามาครอบงำบาดุยได้เลย จะหาอาวุธของรัฐใดที่กำราบประชาชนได้เด็ดขาดยิ่งไปกว่าการศึกษาคงยาก โดยเฉพาะรัฐสมัยใหม่

ความพยายามที่จะอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และเฝ้าระวังรักษาจิตใจตนเองด้วยการทำสมาธิและถือศีลเคร่งครัด ทำความลำบากใจแก่รัฐบาลอินโดนีเซียพอสมควร ดังที่เล่าแล้วว่า บาดุยไม่ยอมให้นายอำเภอข้างๆ เข้ามาสำรวจลำน้ำเพื่อสร้างระบบชลประทาน อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตเคยขอพบปูอุนทั้งสาม โดยเดินทางมาเจรจากันในบาดุยส่วนนอก ประธานาธิบดีเสนอโครงการพัฒนามากมายหลายอย่างแก่บาดุย ทั้งระบบชลประทานที่ทันสมัย ถนนหนทาง โรงเรียน และสิทธิพิเศษต่างๆ แก่บาดุยเพื่อ "พัฒนา" ปูอุนฟังแล้วก็บอกว่า ไม่เอาล่ะ ขออยู่อย่างเดิมดีกว่า ซูฮาร์โตต้องกลับไปโดยไม่สามารถเปิดดินแดนบาดุยให้แก่การพัฒนาตามโครงการของรัฐได้

แต่แทนที่ซูฮาร์โตจะสั่งทหารลุย กลับยอมเลิกรากันไปโดยดี และปล่อยให้บาดุยดำเนินชีวิตตามอุดมคติของเขาสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ข้อนี้จะเป็นความดีส่วนตัวของประธานาธิบดีซูฮาร์โตหรือไม่ผมไม่ทราบ เพียงแต่อยากเตือนว่า บาดุยเป็นชนส่วนน้อยระดับขี้ผงของอินโดนีเซีย จำนวนน้อยนิดจนไร้ความหมาย จึงไม่คุกคามความมั่นคงของรัฐหรือของรัฐบาลแต่ประการใด ซ้ำยังไม่ฝักใฝ่กับการเมืองของฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปลุยบาดุย 

แต่ข้อที่น่าสรรเสริญอยู่ตรงที่ว่า หากมองจากธุรกิจการท่องเที่ยว ดินแดนบาดุยเป็น "ทรัพยากร" การท่องเที่ยวที่ทำกำไรได้มโหฬารแน่ ฉะนั้น แทนที่จะสั่งทหารลุย ก็อาจสั่งองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวอินโดนีเซียลุยแทนก็ได้ นอกจากได้เงินแล้ว ในไม่ช้าบาดงบาดุยก็คงจะเละไปเองด้วยกล้องถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว 
ถึงตอนนั้นอยากพัฒนาอะไรในดินแดนตรงนั้น ก็คงไม่มีใครขวาง



ความยับยั้งชั่งใจของซูฮาร์โตนั้นอาจมีมูลมาจากอีกทางหนึ่ง นั่นคือวัฒนธรรมของบาดุยนั้นค่อนข้างจะใกล้เคียง หรืออย่างน้อยก็เป็นที่เข้าใจได้ของวัฒนธรรมเก่าของชาวชวา แม้ว่าในทุกวันนี้เกือบ 100% ของชาวชวาเป็นมุสลิม แต่จำนวนมากก็เป็นมุสลิมเพียงในนามเท่านั้น ในวิถีชีวิตจริงกลับปฏิบัติศาสนาเก่าซึ่งเรียกว่าเกอะบาตินัน (kebatinan) มีการทำสมาธิ, นับถือวัตถุศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่ถือเป็นมรดกตกทอด (เช่น กริช), กระทำทุกรกิริยาบางอย่างเพื่อชำระล้างจิตใจตนเอง, รวมทั้งเชื่อในอำนาจลี้ลับศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซูฮาร์โตเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่นับถือเกอะบาตินันของชวาโบราณ

ฉะนั้น การลุยบาดุยด้วยกำลังทหารหรือกำลังทุนท่องเที่ยว จึงอาจทำความไม่พอใจให้แก่ชาวชวาอีกจำนวนไม่น้อยได้

จะด้วยเหตุใดก็ตาม ในโลกสมัยใหม่ที่คนเล็กๆ มีโอกาสได้ใช้ชีวิตตามอุดมคติของตนเองไปตามลำพังมีไม่สู้มากนัก

นี่ก็เป็นความประทับใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมนำเอาเรื่องของบาดุยมาเล่าให้ฟัง



.

2555-05-14

นิธิ: (3)อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา อะไรและอย่างไร

.
อ่านตอนแรก - นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา อะไร และอย่างไร (1)
ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/05/npt-budh.html
อ่านตอนสอง -  นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา อะไร และอย่างไร (2)
ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/05/npt2budh.html

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

นิธิ เอียวศรีวงศ์: อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา อะไร และอย่างไร (3)
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:59:38 น.

.......

ในสภาพที่พระศาสนาอ่อนแอเช่นนี้ หากต้องการจะ "อุปถัมภ์และคุ้มครอง" พระพุทธศาสนา พึงทำอย่างไร


1.ต้องหย่าขาดจากอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจเงิน ในโลกสมัยใหม่ อำนาจกลับทำให้ศาสนาเสื่อม หรือทำให้เกิดสงครามกลางเมือง (ดูตัวอย่างได้ดีจากประวัติศาสตร์ยุโรป) อำนาจที่ห้ามหมิ่นศาสดาของศาสนาในกฎหมายอาญานั้น ไม่น่าจะมีเป้าหมายที่การ "อุปถัมภ์และคุ้มครอง" พระพุทธศาสนา แต่มีเป้าหมายเพื่อความสงบสุขของสังคม จึงคุ้มครองศาสดาของทุกศาสนา

ศาสนาในโลกปัจจุบัน ดำรงอยู่ได้ด้วยความสามารถที่จะตอบสนองการท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท้าทายจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือการท้าทายจากการตีความหลักธรรม และไม่ว่าจะทำโดยศาสนิกหรือคนนอกศาสนา ถ้าไร้ความสามารถที่จะตอบสนองการท้าทายนั้น ศาสนาก็เสื่อมความนิยม คริสต์ศาสนาในหลายสังคมใช้เวลานานมาก ในการเผาหนังสือ, เก็บหนังสือ, จับคนเข้าคุก ฯลฯ ด้วยอำนาจรัฐ แต่ในที่สุดการท้าทายนั้นเช่นทฤษฎีดาร์วิน กลับยิ่งแพร่หลาย ในที่สุดจึงจับประเด็นได้ และหันมาตอบสนองการท้าทายด้วยสติปัญญา แทนอำนาจ

อำนาจจึงเป็นตัวบ่อนทำลายศาสนายิ่งกว่าสิ่งใด หากจะอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาใด อย่าให้อำนาจ ถึงอำนาจทางโลกย์ที่มีมาก่อนก็พึงถอนออกเสีย เพื่อบังคับให้ศาสนานั้นๆ ต้องตอบสนองการท้าทายด้วยสติปัญญา โดยวิธีนี้เท่านั้น ยิ่งถูกท้าทายมาก ศาสนานั้นจะยิ่งแข็งแกร่ง แต่ศาสนาใดที่หลีกเลี่ยงการท้าทายด้วยการถืออำนาจ ศาสนานั้นจะยิ่งอ่อนแอ


2.องค์กรศาสนาใดที่จะเหลือรอดในโลกปัจจุบันได้ ต้องมีฐานความรู้ที่แข็งแกร่ง แบ่งอย่างหยาบๆ ความรู้มีอยู่สองอย่าง คือความรู้ทางโลกย์และความรู้ทางธรรม พระสงฆ์ในพุทธศาสนาต้องจับประเด็นความทุกข์ของโลกปัจจุบันได้อย่างเป็นระบบ สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงของความทุกข์ที่แต่ละปัจเจกบุคคลมี กับระบบการเมือง, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, ระบบสังคม, เศรษฐกิจ, สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม

ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่า ความรู้ทางโลกย์เป็นสิ่งที่ใครๆ เขาก็รู้กัน ฉะนั้นพระในพุทธศาสนาจึงต้องรู้บ้าง เพื่อไม่ให้เขาดูถูก ที่จริง พระต้องรู้ความรู้เหล่านี้อย่างเป็นระบบยิ่งกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะพระไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนเพื่อไปรับจ้างใครทำงานกินเงินเดือน พระจึงต้องเรียนเพื่อความเข้าใจที่ปรุโปร่ง จนสามารถสร้างญาณทรรศนะที่ล้ำลึกของตนเอง ในเรื่องที่เรียกว่าทาง "โลกย์"

ส่วนความรู้ทางธรรมนั้น ต้องเข้าใจด้วยว่า ในปัจจุบันการศึกษาพระพุทธศาสนาในโลกได้ก้าวรุดหน้าไปมาก พระไทยต้องตามความรู้เหล่านี้ให้ทัน พร้อมกับสร้างฐานให้แข็งแกร่งพอจะสร้างความรู้ใหม่ๆ ได้เองด้วย ไทยต้องผลิตนักปราชญ์พุทธระดับโลก ซึ่งไม่ได้มีความรู้เพียงภาษาบาลี แต่ต้องรู้สันสกฤต, ทิเบต, จีน, ญี่ปุ่น, พม่า, มอญ, เขมร อย่างแตกฉาน สามารถวินิจฉัยข้อธรรมซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในวงวิชาการได้ จนเป็นที่รับฟังของปราชญ์พุทธทั่วโลก ในขณะเดียวกันความรู้เหล่านี้ก็จะเป็นฐานให้แก่การปฏิบัติของชาวพุทธ และเป็นฐานวิชาการให้แก่ปัญญาชนชาวพุทธในการเสนอความเห็นบนเวทีโลกด้วย

แม้แบ่งออกเป็นความรู้สองอย่าง แต่ที่จริงแล้วก็แยกออกจากกันไม่ได้ ธรรมที่ไม่วางอยู่บนฐานข้อเท็จจริงในทางโลกย์เลยก็คงสื่อความกับใครในโลกปัจจุบันไม่ได้ และในทางกลับกันข้อเท็จจริงในทางโลกย์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร หากไม่มีการให้ความหมายแก่ข้อเท็จจริงเหล่านั้น พุทธศาสตร์คือการรวมสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน จะให้ความหมายทางพุทธธรรมแก่ข้อเท็จจริงทางโลกย์อย่างไร ไม่ใช่เพียงประทับตรายี่ห้อพุทธเท่านั้น การให้ความหมายเชิงพุทธธรรม ต้องทำให้ความเข้าใจต่อความรู้ทางโลกย์มีความลุ่มลึกขึ้น หรือเปิดแนวทางใหม่ในวิธีการมองปัญหา

การศึกษาของพระสงฆ์จึงไม่อาจฝากไว้กับการศึกษาที่จัดให้ฆราวาส หรือไม่อาจก๊อบปี้จากสถาบันการศึกษาของฆราวาสได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของวิชาความรู้ เท่ากับกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งการศึกษาแนวพุทธน่าจะมีแนวทางพิเศษของตนเอง

หากองค์กรศาสนาของไทยเรียนรู้จนเกิดความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการศึกษาแนวพุทธ ซึ่งไม่ใช่แค่สวดมนต์ทำวัตรเช้า หรือวิชาศีลธรรมทุกวัน หรือโรงเรียนที่เหมือนของกระทรวงศึกษาฯ เพียงแต่วัดเป็นผู้อุปถัมภ์ ก็น่าจะที่สร้างการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมกับกุลบุตรกุลธิดาชาวพุทธในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ปกครองมีทางเลือกเกี่ยวกับการศึกษาของลูกหลาน

การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ควรหมายถึงการทุ่มเททรัพยากรเพื่อทำให้เกิดการศึกษาเชิงพุทธ ทั้งของสงฆ์และฆราวาส แต่จะทุ่มเททรัพยากรอย่างไรจึงจะบังเกิดผล การให้งบประมาณลงไปมากๆ แก่ระบบการศึกษาภายใต้มหาเถรสมาคม อาจไม่เกิดผลอะไรเลยก็ได้ อาจจำเป็นต้องสร้างระบบการศึกษาที่เป็นอิสระทั้งจากรัฐและจากมหาเถรสมาคมขึ้น โดยทำในลักษณะร่วมมือกันเป็นภาคีเสมอภาค ระหว่างรัฐและสังคมก็ได้


3.เพื่ออุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รัฐควรส่งเสริมเสรีภาพทางศาสนาของพลเมืองไทย เสรีภาพทางศาสนาหมายความว่าการเลือกนับถือศาสนา เป็นเสรีภาพที่ไม่มีใครมีอำนาจไปละเมิดได้ ไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนี้ยังหมายถึงการเลือกไม่นับถือศาสนาใดเลย ก็เป็นเสรีภาพที่ไม่มีใครมีอำนาจไปละเมิดได้เหมือนกัน ต้องทำให้ชาวพุทธและองค์กรของพุทธศาสนาที่เป็นทางการสำนึกว่า ตนไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นหากผู้ใดแสดงความเห็นอันบริสุทธิ์ เกี่ยวกับศาสนาใด ก็เป็นหน้าที่ของศาสนิกนั้นจะชี้แจงหรือปกป้องเอง รัฐไม่อาจให้อำนาจไปปกป้องแทนได้


4.ช่วยให้คำสอนของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นกระแสใดก็ตาม ได้มีโอกาสเผยแพร่ผ่านสื่อ โดยเฉพาะสื่อใหม่หรือสื่อทางเลือกให้มากขึ้น ที่ต้องเป็นสื่อใหม่ก็เพราะไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องฟังหรือชม เวลานี้คำสอนของพุทธศาสนาเพียงสองกระแสเท่านั้น ที่มีโอกาสเผยแพร่ผ่านสื่อเก่าอยู่ คือกระแสพุทธศาสนาที่เป็นทางการ และธรรมกาย รัฐจึงควรส่งเสริมให้กระแสอื่นๆ ได้มีโอกาสเผยแพร่คำสอนของตนบ้าง


5.พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ มีอำนาจที่จะกำหนดได้ว่า ใครเป็นหรือไม่เป็นพระภิกษุของพระพุทธศาสนาในกระแสนี้ แต่ภิกษุ (และภิกษุณี) อื่นที่บวชเรียนต้องตามพระวินัย ย่อมเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน แม้ไม่ต้องตรงตามพระวินัยของเถรวาท ก็ยังต้องนับว่าเป็นภิกษุ (เช่นพระภิกษุจีน, ญวน, ญี่ปุ่น เป็นต้น) อยู่นั่นเอง ส่วนใครจะเลือกนับถือพระภิกษุประเภทใด ย่อมเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน เป็นธรรมดาที่ย่อมเกิดมีพระภิกษุเถรวาทที่ไม่สังกัดมหาเถรสมาคมอันเป็นองค์กรปกครองของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการเท่านั้นขึ้นอย่างแน่นอน

พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการต้องทำตัวให้เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกในเมืองไทยเอง และอันที่จริงก็มีทุนเดิมที่จะทำได้ง่ายอยู่แล้วหลายอย่าง ทั้งทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงนี่แหละคือการอุปถัมภ์และคุ้มครองที่ได้ผลที่สุด เพราะผ้าเหลืองนั้น คนไม่ได้เคารพที่เป็นตัวผ้า แต่เคารพเพราะมันครองบุคคลที่น่าเคารพเลื่อมใสต่างหาก

พูดง่ายๆ ก็คือปลดทุนทางการเมืองของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการออกเสีย คณะสงฆ์ของกระแสนี้จะขวนขวายปรับตัวให้มีคุณค่าแก่สังคมอย่างขมีขมันแน่นอน


6.รัฐควรอุปถัมภ์ศาสนาทุกศาสนา แต่รัฐไม่ควรใช้อำนาจของตนไปปกป้องศาสนาใดๆ จากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือการท้าทายด้วยความคิดทางศาสนาที่แตกต่าง อันที่จริงบุคลากรในพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ก็วิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอื่นอยู่เสมอ เช่นเห็นว่าศาสนาที่มีพระเจ้าอาศัยแต่ความศรัทธาเท่านั้น ไม่ได้ใช้ปัญญานำศรัทธาเลย เป็นต้น



ไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์โลก ที่ศาสนาทุกศาสนาต้องเผชิญการท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเท่ายุคสมัยปัจจุบัน แค่ทำให้ตัวเลขเงินฝากเป็นเป้าหมายของชีวิตเพียงอย่างเดียว พระนิพพานและพระเจ้าก็ไม่มีที่อยู่บนโลกนี้แล้ว อำนาจรัฐไม่เคยขจัดการท้าทายไปได้ ตรงกันข้าม เสรีภาพต่างหากที่จะทำให้ศาสนาอยู่ได้ เพราะศาสนาจำเป็นต้องใช้สติปัญญาในการเสริมสร้างศรัทธาของผู้คน สนทนา (แปลว่า "เทียบ" คือทั้งสองฝ่ายได้พูด) กับผู้คน และมีคำตอบแก่ผู้คน

ไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจที่จะฟังเฉพาะที่ตัวอยากฟังเท่านั้น 



.

2555-05-12

ทหารไทยในเวียดนาม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์


.

ทหารไทยในเวียดนาม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1656 หน้า 30


Richard A. Ruth เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลเกี่ยวกับกองทหารไทยที่อาสาไปรบในเวียดนามระหว่าง พ.ศ.2508-2515 เพิ่งพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ( In Buddha"s Company )ในปีนี้เอง
ผมอ่านด้วยความเพลิดเพลิน และคิดว่ามีอะไรจะคุยกับผู้อ่านในเรื่องนี้ 
ดังที่คงทราบกันอยู่แล้วว่า นโยบายนำทหารนานาชาติเข้าร่วมรบในเวียดนามนั้น เป็นนโยบายของสหรัฐ หลังจากถูกนานาชาติโจมตีนโยบายรุกรบในเวียดนามของตนทั่วไป อาจทำให้สงครามเวียดนามหน้าตาดีขึ้นบ้างกระมัง

รัฐบาลถนอม-ประภาสตอบสนองด้วยเงื่อนไขที่มีการเจรจากันพอสมควร สรุปก็คือนอกจากสหรัฐต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว สหรัฐยังสัญญาจะให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ไทยเพิ่มขึ้นด้วย 
ในส่วนที่เกี่ยวกับกำลังทหารที่ส่งไป ไทยจะไม่ส่งทหารประจำการเข้าร่วมรบ เหตุผลที่ให้แก่สหรัฐและแก่ตัวเองก็คือ ขณะนั้นเรามีสงครามกับ พคท. ในเมืองไทย จึงต้องใช้กำลังทหารในการปราบปราม ไม่อาจแบ่งกำลังไปได้ กองกำลังของไทยที่ส่งไปเวียดนามจึงล้วนเป็นทหารอาสา อย่างน้อยก็เป็นโดยตัวหนังสือ

ผู้เขียนไม่ได้ให้เหตุผลอะไรมากไปกว่านี้ แต่ผมให้สงสัยว่า เราคงรีรอที่จะเข้าสงครามซึ่งไม่ประกาศของสหรัฐ จำเป็นจะต้องร่วมรบก็รบโดยทหารอาสา ดูเหมือนความรับผิดชอบของรัฐจะน้อยลงไปหน่อย หากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้น 
แม้ทั้งรัฐบาลและทหารอาสาได้ "กำไร" จากการเข้าร่วมรบไม่น้อย แต่ผู้เขียนก็ชี้ให้เห็นว่า จะเรียกกองกำลังของไทยในครั้งนั้นว่า "ทหารรับจ้าง" อย่างที่สื่อต่างประเทศชอบเรียก ก็ไม่สู้จะยุติธรรมนัก
เพราะรัฐบาลที่ส่งกองกำลังไปก็ยังหวังประโยชน์จากการเมืองภายในด้วย นั่นคือปลุกเร้าประชาชนให้ร่วมมือในการปราบหรือเป็นศัตรูกับ "คอมมิวนิสต์" ในบ้าน และเมื่อดูจากคำประกาศของทางการและสื่อ (ซึ่งสมัยนั้นก็แหยๆ เหมือนสมัยนี้) ก็จะเห็นความประสงค์ข้อนี้ได้ชัดเจน

ในส่วนทหารอาสาซึ่งผู้เขียนได้สัมภาษณ์จำนวนไม่น้อยนั้น เกือบทุกคนต่างรู้สึกว่าการอาสาไปรบในเวียดนามเป็นการรับใช้ชาติ ผลักดันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ให้อยู่ไกลจากชายแดนไทย 
แต่ก็แน่นอนว่า เหมือนมนุษย์ทั่วไปในโลกนี้ แรงผลักดันให้ทำหรือไม่ทำอะไร ย่อมมีความซับซ้อนกว่าเป้าประสงค์เพียงอย่างเดียว ไปรบเพื่อหาเงินก็ใช่ ไปรบเพื่อชาติก็ใช่ แต่ล้วน-ไม่ใช่อย่างเดียว


ทหารไทยมีบทบาทอย่างไรในสงครามจริงๆ ไม่ใช่ประเด็นที่ผู้เขียนสนใจ แต่ทหารผ่านศึกไทยมีความทรงจำว่าตัวทำหรือไม่ทำอะไร เพราะอะไร นั่นต่างหากที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจกว่า

ต้องไม่ลืมด้วยว่า แม้เป็นทหารอาสา (ซึ่งมีชายไทยอาสาเกินกว่าความต้องการหลายเท่าเสมอ) แต่ที่จริงแล้วกองทัพมีมาตรฐานการคัดเลือกอยู่แล้ว นั่นคือต้องผ่านการเป็นทหารมาแล้ว และ/หรือ ได้รับการศึกษาในระดับมัธยมก็ยิ่งดี
ดังนั้น ส่วนใหญ่ของทหารอาสาจึงเป็นอดีตทหารเกณฑ์ หรือเคยรับราชการจนได้ชั้นยศประทวนระดับหนึ่ง แล้วลาออกจากราชการไป ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด มีชีวิตในหมู่บ้านหรือหัวเมือง ก็ถือว่าห่างไกลจากกรุงเทพฯ พอสมควร เพราะการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สู้สะดวกสบายนัก
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาเป็นคนไทยระดับที่เรียกกันว่า "รากหญ้า" (ในสมัยนั้น) ต้องมาทำการรบในสภาพแวดล้อมของการรบตามมาตรฐานอเมริกัน ต้องรบกับศัตรูที่เขาไม่เคยพบหน้าค่าตา ท่ามกลางสังคมที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากไทย เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร และจะทำความเข้าใจกับสถานการณ์แปลกประหลาดนี้อย่างไร

ผู้เขียนบรรยายประเด็นต่างๆ ที่กล่าวนี้ไว้หลายเรื่องด้วยกัน แต่มีอยู่สองเรื่องที่ออกจะประทับใจแก่ผมมาก



เรื่องแรกก็คือ ความเคารพต่อธรรมชาติ ไม่ใช่มีสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมนะครับ แต่ผูกโยงความเคารพนี้กับการนับถือผีสางเทวดา ผสมกับความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม อันเป็นปรกติธรรมดาในหมู่ชาวบ้านไทย

ผีที่ทหารไทยให้ความสำคัญอย่างสูงคือเจ้าที่เจ้าทาง แต่ทหารไทยเรียกรวมๆ ว่า "แม่พระธรณี" ถ้าว่ากันอย่างเคร่งครัด สองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ออกจะเหลื่อมๆ กันมากทีเดียว

ตามความเข้าใจของผม แม่พระธรณีหมายถึงเทพที่คุ้มครองสรรพสัตว์บนผืนโลกทั้งหมด เป็นเทพที่ไม่มีเขตแดน เพราะท่านคุ้มครองหลักศีลธรรมบางอย่างซึ่งถือว่าเป็นสากล
ส่วนเจ้าที่นั้น คุ้มครองสรรพสัตว์โดยเฉพาะมนุษย์บนพื้นที่ซึ่งมีขอบเขตแน่นอน รักษากฏเกณฑ์บางอย่างบนพื้นที่นั้น บางข้อก็อาจถือเป็นสากลได้ บางข้อก็อาจเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะในพื้นที่
ถึงสองอย่างนี้จะต่างกัน แต่ก็เหลื่อมเข้าหากันง่าย ยิ่งคนสมัยใหม่มีสำนึกเรื่องเขตแดนของชาติ บางทีก็อาจมองแม่พระธรณีของชาติอื่นเป็นเทพอีกองค์หนึ่งไปได้

ดังนั้น สิ่งแรกที่ทหารไทยลงเรือหรือเครื่องบินที่เวียดนามแล้วมักทำ คือทำความเคารพต่อแม่พระธรณีเวียดนาม ฝากเนื้อฝากตัวให้ท่านคอยดูแล แน่นอนว่าที่ค่ายแบร์แคตซึ่งทหารไทยไปตั้งเป็นฐานของตนเอง ทหารไทยก็สร้างศาลเจ้าที่ขึ้นในค่าย ไว้กราบไหว้บูชาด้วย
เกิด "ศีลธรรม" ในสภาพแวดล้อมของสงครามซึ่งทหารไทยส่วนมากให้ความเคารพ "ศีลธรรม" ดังกล่าวคือให้ความเคารพต่อธรรมชาติบนพื้นโลกซึ่งแม่พระธรณีคุ้มครองอยู่
หนึ่งในนั้นคือเคารพต่อชีวิตของสัตว์ป่า แม้อาหารอเมริกันกระป๋องที่ส่งให้ทหารไทยกินประจำนั้นไม่น่าพิสมัยอย่างไร แต่ทหารไทยส่วนใหญ่ก็หลีกเลี่ยงการล่าสัตว์ป่ามาบริโภค เช่น หมูป่า, เก้ง หรือแม้แต่ปลาไหล

ด้วยเหตุผลทางระบบนิเวศน์ที่เกิดจากสงครามอย่างใดไม่ทราบได้ ป่าแถบที่ตั้งฐานของหน่วยทหารไทย อุดมด้วยเก้ง บางครั้งก็วิ่งหลุดเข้ามาในค่าย แต่ทหารไทยก็ไม่ยิงเอาเนื้อมาแกง บางครั้งระหว่างที่เครื่องบินอเมริกันทิ้งระเบิดปูพรมป่าแถบนั้นอยู่ ทหารไทยยังช่วยกันไม่ให้เก้งวิ่งกลับเข้าป่าด้วยซ้ำ 
หมูป่าก็มีมากเหมือนกัน บางครั้งเดินกันมาทั้งครอกให้เห็นขณะออกลาดตระเวน แต่ทหารไทยก็นึกถึงแต่แกงป่าโดยไม่ยิงอยู่นั่นเอง 

ทั้งหมดนี้มาจากความเชื่อที่แพร่หลายในหมู่ทหารไทยว่า การฆ่าสัตว์ป่าเป็นการละเมิดต่อสิ่งที่แม่พระธรณีคุ้มครอง จะเป็นผลให้ตนเองถูกเวียดกงทำร้ายหรือฆ่าได้ ทหารไทยเชื่อว่าความเคารพต่อชีวิตสัตว์ป่าเหล่านี้ ย่อมส่งผลบุญให้ตนเองปลอดภัย
มีเรื่องเล่าที่รู้กันทั่วไปในค่ายแบร์แคตว่า ทหารหนึ่งหมู่ที่ยิงหมูป่าแล้วแบกกลับมาปรุงอาหารที่ค่ายนั้น ถูกเวียดกงซุ่มโจมตีตายเรียบในเวลาต่อมา แม้แต่ที่ไปขุดเจอปลาไหลตัวใหญ่แล้วเอามาแกงกินกัน ก็มีคนคอยห้ามปรามว่าอย่าไปร่วมกินด้วย ผลในที่สุดก็ลงเอยอย่างเดียวกัน คือตายหมด 

ทัศนคติเช่นนี้ ทำให้ทหารไทยจำนวนมากมองการทิ้งสารเคมีขจัดพืชในป่าของอเมริกันอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เพราะเป็นการละเมิดแม่พระธรณีอย่างร้ายแรง 
ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่า ในช่วงนั้นทั้งรัฐบาลและสื่อไทยต่างโหมโฆษณาความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีการทหารของอเมริกันในสงครามเวียดนามกันอย่างขนานใหญ่ แต่ทหารไทยก็ยังคงเข้าสู่สงคราม ด้วยโลกทรรศน์ของคนบ้านนอกเหมือนไม่เคยได้ยินการโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้นเลย 



เรื่องที่สองเกี่ยวกับเวียดกง รัฐบาลไทยได้โหมโฆษณาให้คอมมิวนิสต์กลายเป็นอมนุษย์ที่ต้องฆ่าหรือทำลายมาหลายปีแล้ว ทหารอาสาไทยจะมีทัศนคติต่อเวียดกงอย่างไร

ทหารไทยแทบไม่เคยเจอเวียดกงเลย นอกจากศพ ที่ถูกจับเป็นเชลยนั้นมีจำนวนน้อยมาก สิ่งที่ทหารไทยได้เห็นคือคนที่ดูจะไม่ค่อยได้กินอิ่มเท่าไรนัก ใช้อาวุธที่ไม่น่าเกรงขาม นุ่งห่มปอนเต็มทน และหลายศพไม่ได้สวมเสื้อ 
ว่ากันที่จริงแล้ว ทหารไทยแทบไม่ค่อยได้พบผู้ชายชาวเวียดนามเลย เพราะเมื่อลาดตระเวนไปตามหมู่บ้าน ก็พบแต่ผู้หญิง ซึ่งทหารไทยเชื่อว่าตัวมีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะพยายามให้ความช่วยเหลือ นับตั้งแต่ให้อาหารกระป๋องอเมริกันที่ตัวไม่อยากกิน ไปจนถึงบางครั้งเรี่ยไรเงินกันช่วยเหลือก็มี ทหารไทยเชื่อด้วยว่า อาหารที่ตนบริจาคให้ชาวบ้านเวียดนามนั้น ต้องมีส่วนหนึ่งที่ตกไปถึงเวียดกง ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะจะทำให้เวียดกงมีความเป็นมิตรกับทหารไทย

แต่น่าประหลาดว่าในสภาพเช่นนี้ ทหารไทยกลับนับถือเวียดกง นับตั้งแต่ไม่หมิ่นศพตามประเพณีไทย (ยกเว้น "นับหัวศพ" อันเป็นยุทธวิธีปราบปรามผู้ก่อการร้ายของกองทัพสหรัฐ) และยังไม่รู้สึกอะไรกับชาย-หญิงเวียดนามที่ได้พบปะในบทบาทอื่นๆ แม้จะระแวงว่าที่จริงแล้วเป็นเวียดกงหรือเป็นสายให้เวียดกงเกือบทั้งนั้น  
ทหารผ่านศึกไทยต่างให้การตรงกันว่า พวกเขายกย่องความกล้าหาญและเสียสละของเวียดกง เพราะประเทศถูกรุกราน ก็จำเป็นต้องลุกขึ้นต่อสู้ หากเป็นเขาก็คงทำอย่างเดียวกัน
น่าสังเกตด้วยนะครับว่า ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดของทหารอาสาไทยที่ผู้เขียนสัมภาษณ์ คือทหารระดับประทวนลงมาถึงพลทหาร ล้วนเป็นคนไกลปืนเที่ยงในสมัยนั้นทั้งสิ้น


เมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว อิทธิพลของรัฐบาลที่จะกำหนด-กำกับโลกทรรศน์และระบบศีลธรรมของคนไทยมีจำกัดมาก แม้แต่ทหารอาสาซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ ก็ยังคงดำรงรักษาโลกทรรศน์แบบชาวบ้านไทยไว้ได้ 

นี่หรือมิใช่ เหนือยิ่งกว่าปัจจัยใดๆ ที่ทำให้ในช่วงสั้นๆ ที่ผมอยู่ในเวียดนาม ผมไม่รู้สึกความเป็นปฏิปักษ์ของชาวเวียดนามสักคน เมื่อเขารู้ว่าผมมาจากประเทศไทย



.

2555-05-08

นิธิ: (2)อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา อะไรและอย่างไร

.


 
อ่านตอนแรก - นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา อะไร และอย่างไร (1)
ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/05/npt-budh.html

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา อะไร และอย่างไร (2)
ในมติชน ออนไลน์ วันอังคารที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:00:00 น.

.......

เมื่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยขยายตัวมากขึ้น พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการก็ยิ่งไม่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตของผู้คน ที่ดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจบังคับของรัฐ เช่น บรรจุลงในหลักสูตรการศึกษา หรือราชพิธีและรัฐพิธีต่างๆ แต่สังคมไทยก็ไม่ได้ปล่อยให้พระพุทธศาสนาไร้ความหมายลงไปโดยไม่ทำอะไรเลย มีความพยายามของทั้งพระภิกษุและฆราวาส ในการให้หรือฟื้นความหมาย ที่มีนัยยะต่อชีวิตของผู้คนในปัจจุบันอยู่หลายครั้งและหลายอย่าง จะขอพูดถึงที่ค่อนข้างจะรู้กันดีอยู่แล้วดังนี้


คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุทำให้เป้าหมายทางโลกุตรธรรม ซึ่งพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการละเลย กลับมามีความสำคัญใหม่ นิพพานเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถกระทำให้แจ้งแก่ตนได้ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" นัยยะก็คือ ปลดปล่อยพระพุทธศาสนาออกจากวัด เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ได้จำกัดความหมายให้เหลือเพียงการเป็นพระภิกษุเท่านั้น

ฆราวาสอีกมาก ทั้งที่คิดอย่างเดียวกันมา หรือได้รับอิทธิพลของท่านพุทธทาส พากันเผยแพร่พุทธธรรมด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่เกี่ยวอะไรกับองค์กรปกครองคณะสงฆ์ หรือรัฐ ในระยะหนึ่งทั้งองค์กรคณะสงฆ์และรัฐก็ออกจะระแวงความเคลื่อนไหวนี้ แต่ในที่สุดก็ใช้วิธีตีกิน (coopt) กลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้ แทนการปราบปราม ถึงอย่างไรกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ก็ไม่ได้ท้าทายแบบปฏิบัติที่เป็นทางการ (orthopraxie) ของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการอยู่แล้ว

ผลอย่างหนึ่งของการเผยแพร่คำสอนของท่านพุทธทาส ก็คือ การโต้เถียงอภิปรายเกี่ยวกับปรมัตถธรรม ในหมู่นักคิดชาวพุทธอย่างกว้างขวาง มีการพิมพ์หนังสือออกตอบโต้กันอยู่เสมอ อาจถือได้ว่าเป็นความพยายามในการ "ปฏิรูป" (ในความหมายฆราวาส ไม่ใช่ทางศาสนา) พระพุทธศาสนาที่น่าสนใจที่สุดในเมืองไทย เพราะไปพ้นจากแบบปฏิบัติ เช่น ประเพณีการบวช หรือการครองผ้า แต่เข้าไปทำความเข้าใจกับโลกุตรธรรมโดยตรง ทั้งยังเชื่อมโยงโลกุตรธรรมนั้นให้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนปัจจุบันด้วย

ในแง่หนึ่ง การขยายตัวของการทำสมาธิ (ที่เรียกว่า "ปฏิบัติธรรม") ทั้งในเชิงพาณิชย์ และในเชิงเผยแพร่ ซึ่งปรากฏในปัจจุบัน ก็เป็นผลมาจากการ "ปฏิรูป" ในครั้งนั้น

นี่เป็นตัวอย่างของ "การอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา" ที่ฉลาดและสุขุม ไม่มีอำนาจรัฐ หรือกฎหมายลิดรอนเสรีภาพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และบังคับให้องค์กรคณะสงฆ์ต้องปรับตัวบ้าง หากเหมือนบางประเทศที่มีรัฐฆราวาสวิสัยอย่างแท้จริง องค์กรคณะสงฆ์อาจต้องปรับตัวมากกว่านี้อีกมาก เพื่อเผชิญการแข่งขันของนัก "ปฏิรูป" (ซึ่งคงแยกตัวออกไปจากองค์กรคณะสงฆ์ที่เป็นทางการ)


กระแสการ "ปฏิรูป" ในครั้งนั้น ยังเป็นผลให้มีความพยายามจะปรับเปลี่ยนวิถีพุทธให้เข้ากับโลกปัจจุบันอีกหลายอย่างตามมา ความเคลื่อนไหวของธรรมกาย, สันติอโศก, ของพระพยอม กัลยาโณ, หรือแม้แต่การเผยแพร่ไสยศาสตร์ในวัด ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะให้ความหมายใหม่แก่องค์กรศาสนาที่มีมาแต่โบราณ เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนปัจจุบัน

ดังที่กล่าวแล้วว่า พระพุทธศาสนาสำนวนที่เป็นพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยนั้น เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทางการเมือง ของผู้ปกครองรัฐซึ่งพยายามจะรวบอำนาจเข้าศูนย์กลางในช่วงหนึ่งเมื่อร้อยปีมาแล้ว นับวันก็ยิ่งไร้ความหมายแก่สังคมไทยซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นอย่างสุดขั้วแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการจะตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ แม้มีอำนาจรัฐหนุนอย่างเต็มที่ รัฐเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ความเสื่อมโทรมในวัตรปฏิบัติของพระภิกษุ และความไม่ใส่ใจต่อหลักธรรมคำสอนจึงเห็นได้อยู่ทั่วไป ทั้งในหมู่พระและฆราวาส

เวลานี้สภาพของพระพุทธศาสนาในเมืองไทยจึงเป็นเรื่องต่างคนต่างอยู่ พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการรับผิดชอบในด้านรัฐประเพณีและราชประเพณีต่างๆ ซึ่งได้ออกสื่อทั่วประเทศ 

ในขณะที่ชาวพุทธต่างพยายามหาความหมายของพุทธธรรมให้แก่ชีวิตของตนเองไปตามถนัด บางคนนั่งสมาธิทุกวันหยุด บางคนถือศีล บางคนล่าพระเครื่องดังๆ บางคนไหว้พระเก้าวัด บางคนใช้ชีวิตไปตามปกติโดยไม่เคยนึกถึงศาสนาเลย ไม่มีใครเข้าวัดเพื่อแสวงหาคำตอบอีกแล้ว และบางคนหันไปนับถือศาสนาอื่น


ในที่นี้จะยกเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ไม่สนใจจะให้คำตอบแก่สังคมสมัยใหม่ และชีวิตสมัยใหม่อย่างไรบ้าง

แม้ในปัจจุบัน พุทธศาสนาที่เป็นทางการไม่กล่าวหมิ่นพระนิพพานอย่างเปิดเผย ดังผู้นำพุทธศาสนาที่เป็นทางการเมื่อร้อยปีที่แล้ว แต่พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ก็ไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่า เราจะสามารถบรรลุพระนิพพานได้อย่างไร และท่าทีแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใดเช่นนั้น จะช่วยการดำเนินชีวิตของคนในโลกปัจจุบันอย่างไร พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โลกุตรธรรมและโลกียธรรมในพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการก็ยังแยกขาดจากกันเหมือนเดิม 
ในขณะที่คุณคำผกาท้าทายว่า
ศีลส่วนโลกียธรรมนั้นมีกฎหมายบังคับอยู่แล้วส่วนหนึ่ง และก็มีในศาสนาอื่นๆ คล้ายกัน

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงการตอบสนองต่อการท้าทายอื่นๆ ซึ่งมีมาจากภายนอก เช่น พระนิพพานแบบเถรวาทนั้น เป็นสภาวะที่ไม่อาจดำรงอยู่อย่างถาวรได้ เกิด-ดับอยู่ในบุคคลตลอดเวลา เพราะลึกลงไปคือความเห็นแก่ตัว เนื่องจากต้องการความหลุดพ้นแก่ตนเองเท่านั้น ในขณะที่ผู้บำเพ็ญโพธิสัตวบารมี มุ่งจะช่วยคนอื่นจนหมดสิ้นซึ่งตัวตนไปเลย นิพพานอย่างนั้นต่างหาก จึงเป็นสภาวะที่อยู่คงทนตลอดไปได้ ยังมีการท้าทายหลักธรรมของเถรวาทอีกหลายอย่าง ซึ่งพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่เคยสนใจ และไม่คิดสร้างสมรรถภาพในการให้คำอธิบายแข่ง


แต่ในโลกการสื่อสารของปัจจุบัน แนวคิดที่ท้าทายเหล่านี้ไม่อาจปิดกั้นจากสังคมไทย หรือนำเสนออย่างบิดเบือนได้อีกแล้ว การโหมโฆษณาความประเสริฐเลิศสุดในโลกของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ปิดตาใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง

พระพุทธศาสนาที่ถูกขังอยู่ในวัด อาจไม่มีคำตอบอะไรแก่สังคมสมัยใหม่เลย ศีลห้าซึ่งพระสงฆ์ให้แก่อุบาสกอุบาสิกาทุกวันพระนั้น มีความหมายอย่างไรกันแน่ในสภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน
การถือหุ้นในบริษัทค้าอาวุธคือปาณาติบาตกรรมอย่างหนึ่ง หรือมิใช่ การใช้ก๊าซหุงต้มในรถยนต์ส่วนตัวและโรงงานส่วนตัวคือการขโมยอย่างหนึ่ง หรือมิใช่ การเที่ยวหญิงโสเภณีเป็นการประพฤติผิดในกามหรือไม่ ในโลกนี้มีการดื่มสุราเมรัยและมัชชะที่ไม่ประมาทหรือไม่ ฯลฯ
ศีลห้าที่มีนัยยะสำคัญแก่สังคมปัจจุบัน ต้องเป็นข้อห้ามทางศีลธรรมที่อยู่เหนือข้อห้ามของกฎหมาย มิฉะนั้นจะรับศีลไปทำไม ในเมื่อทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น
รัฐสมัยใหม่มีอำนาจมากขึ้นอย่างที่ไม่มีรัฐโบราณอะไรเทียบได้ พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการจะมีส่วนในการยับยั้งอำนาจรัฐนั้น มิให้รังควานประชาชนได้อย่างไร เช่น รัฐต้องไม่ฆ่า การชุมนุมโดยผิดกฎหมายจะต้องจัดการอย่างไรก็ตาม แต่ต้องไม่ฆ่า เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้อำนาจรัฐถูกกำกับจากศีลธรรมไปส่วนหนึ่ง พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการสร้างขึ้นโดยรัฐ และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่เคยมีประวัติการถ่วงอำนาจรัฐเลยสักครั้งเดียว
ในสงครามทุกครั้ง พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ประพรมน้ำมนตร์ให้ทหารที่กำลังจะออกไปทำการฆ่าทุกที และบางครั้งก็เขียนหรือเทศน์ส่งเสริมสงครามเสียอีก



ประชาธิปไตยเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะคอยกำกับอำนาจอันมากล้นของรัฐสมัยใหม่ แต่พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยไม่เคยแสดงท่าทีอันชัดเจนต่อประชาธิปไตย ขัดขวางประชาธิปไตย หากรัฐสั่งให้ขัดขวาง เงียบเฉยหรือทัดทานโดยทีต่อการเคลื่อนไหวในภาคประชาชน
เป็นไปได้หรือในสังคมปัจจุบันทั่วโลก ที่ศาสนาจะไม่มีจุดยืนอะไรสักอย่างเดียวกับประชาธิปไตยได้เช่นนี้ ในขณะที่ประชาธิปไตยกลายเป็นคำถามสำคัญในชีวิตคนส่วนใหญ่ของสังคมไปแล้ว 
ทำนองเดียวกับประชาธิปไตย พุทธศาสนาที่เป็นทางการเคยมีท่าทีอย่างไรต่อปัญหาสำคัญยิ่งของโลกปัจจุบัน รัฐฆราวาสวิสัยควรเป็นอย่างไร, สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของพลเมือง, การอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการดัดแปลงธรรมชาติ, โลกาภิวัตน์ ฯลฯ
พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ไม่เคยชี้ความไม่เป็นธรรมนานาชนิดที่เกิดในสังคมไทย แต่กลับร่วมมือกับรัฐในการทำลายอำนาจ (อย่างน้อยก็อำนาจทางวัฒนธรรม) ของท้องถิ่นและชาติพันธุ์ต่างๆ การแย่งชิงทรัพยากรที่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้คนจำนวนมาก เช่น กรณีเขื่อนต่างๆ และเหมืองแร่โพแทส การบังคับใช้ ม.112 อย่างไม่เป็นธรรม ฯลฯ เป็นต้น

นี่คือพุทธศาสนาที่เป็นทางการ ซึ่งรัฐสภากำลังจะออกกฎหมายมาอนุรักษ์และคุ้มครองกระนั้นหรือ เพื่ออะไร และเพื่อใคร

แต่พระศาสนายังมีพลังและคุณค่าแก่สังคมไทยอย่างแน่นอน ดังที่กล่าวแล้วว่ามีความพยายามของหลายฝ่ายตลอดมาที่จะฟื้นฟูพระศาสนา ให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตคนไทยสมัยปัจจุบัน ฉะนั้น หากจะอุปถัมภ์และคุ้มครองพระศาสนา ก็ต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองความเคลื่อนไหวทางศาสนาของทุกฝ่าย รวมทั้งองค์กรคณะสงฆ์ของพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการด้วย

แต่จะเอาอำนาจรัฐมาคุ้มตัวโดยไม่ทำอะไรเลย หรือเอางบประมาณมาบำเรอการไม่ทำอะไรเลยนั้น ไม่ควรอนุญาต เพราะจะยิ่งทำให้พระศาสนาไร้ความหมายในชีวิตผู้คนมากขึ้น



.

พหุวัฒนธรรมนิยม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

พหุวัฒนธรรมนิยม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1655 หน้า 30


ไทยอาจเป็นประเทศเดียวในอุษาคเนย์ที่อ้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (homogeneity) ในการสร้างชาติ ไม่ได้หมายความว่าผู้นำไทยไม่ยอมรับว่ามีคนต่างชาติพันธุ์และวัฒนธรรมอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินที่เป็นรัฐไทย ยอมรับด้วยความหนักอกทีเดียว แต่การเน้นย้ำแต่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ ทำให้นโยบายที่มีต่อความหลากหลายดังกล่าวเหลืออยู่ทางเดียวคือ "กลืนชาติ" ให้เป็น "ไทย" เสีย

เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านของเรา เวียดนามนับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศตนเองได้ 54 ชาติพันธุ์ พม่านับได้ 135 ลาวนับได้ระหว่าง 147-236 อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ก็นับได้หลายร้อยและหลายสิบ และไม่อ้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางชาติพันธุ์เป็นรากฐานของความเป็นชาติแต่อย่างใด
แต่การนับหรือการยอมรับ ก็อาจไม่มีความหมายแตกต่างจากไทยที่ไม่ยอมนับและไม่ยอมรับสักเท่าไรก็ได้
ผมขออธิบายเรื่องนี้จากตัวอย่างของไทย


ในความเป็นจริง ในปัจจุบัน แม้ว่าโดยทางการ เราอาจไม่เน้นเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่ในทางปฏิบัติเราให้ความสำคัญแก่พหุวัฒนธรรมมากพอสมควร รวมทั้งความหลากหลายของท้องถิ่นด้วย เพราะเราเห็นความหลากหลายเหล่านี้เป็น "ทุน" สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว

นับตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคมเป็นต้นมา กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเข้ามาแบ่งสัดส่วนในการบริหารรัฐเพิ่มมากขึ้น และกลุ่มนี้เองที่มองเห็นศักยภาพของพหุวัฒนธรรมในทางธุรกิจ นโยบายกลืนชาติจึงหายไป รัฐยอมรับอัตลักษณ์ที่ "ไม่ไทย" ทั้งหลายของชนกลุ่มน้อยต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้รื้อฟื้น (และสร้างใหม่) ประเพณีต่างๆ ที่แสดงอัตลักษณ์อันแตกต่างของคนเหล่านั้นในพื้นที่สาธารณะ (จากท้องถนนไปถึงทีวี)

แต่ลองไปพิจารณาใกล้ๆ ดูสิว่า "วัฒนธรรม" ของชนกลุ่มน้อย (และท้องถิ่น) ซึ่งรัฐไทยมีขันติธรรม หรือแม้แต่ส่งเสริมให้แสดงออกคืออะไร
คือเครื่องแต่งกาย, เครื่องมือเครื่องใช้ในการหาเลี้ยงชีพและการใช้ชีวิต, ภาษิต, นิทานพื้นบ้าน, การร่ายรำ, เพลง, เครื่องดนตรี, ปราชญ์ชาวบ้าน (ซึ่งอายุเกิน 50 ไปแล้วทั้งนั้น), งานฉลองตามประเพณีและการละเล่น, ภาษา, พิธีกรรม ฯลฯ
ทั้งหมดคือวัตถุ หรืออะไรที่จับต้องได้ใกล้เคียงกับวัตถุทั้งสิ้น เมื่อไรที่เราลดวัฒนธรรมลงให้เหลือแต่วัตถุ เมื่อนั้นเรากำลังทำให้วัตถุเหล่านั้นไม่มีบริบทและไม่มีประวัติศาสตร์


การโล้ชิงช้าของชาวอาข่าในวันขึ้นปีใหม่ มีความหมายอย่างไรต่อสังคมอาข่า ตอกย้ำสถานะและบทบาทของบุคคล และเพศสถานะอย่างไร โครงสร้างของสถานะและบทบาทนั้นๆ ดำรงอยู่ได้ท่ามกลางสังคม-เศรษฐกิจ-การเมืองอย่างไร ได้ปรับเปลี่ยนมาอย่างไรและจะต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนต่อไปได้

โล้ชิงช้าที่ไม่มีบริบทและไม่มีประวัติศาสตร์ จึงไม่ได้ให้พลังทางวัฒนธรรมแก่ชาวอาข่าแต่อย่างใด บอกไม่ได้ว่า ทำไมเขาจึงต้องอยู่บนที่สูง ทำไมเขาจึงควรปกครองตนเอง ทำไมเขาจึงควรจัดการศึกษาให้แก่ลูกหลานเขาเอง หรือทำไมเขาจึงควรมีอำนาจกำกับรัฐได้เท่ากับคนไทยพื้นราบ
แต่ดีสำหรับการถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว

"พหุวัฒนธรรมนิยม" ในลักษณะนี้ ก็คือการจัดการกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์อีกอย่างหนึ่ง ที่ไม่เหมือนกับการ "กลืน" แต่ทำให้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมไร้ความหมายทางการเมืองได้เท่าๆ กัน (depoliticized) ความเป็นอาข่า ไม่ได้เพิ่มอำนาจต่อรองในด้านการใช้ทรัพยากร หรือด้านนโยบายสาธารณะอื่นใด 
"แต่ผมไม่ขัดข้องที่คุณจะแต่งตัวสวยๆ แล้วเรียกตัวเองว่าอาข่า และเพื่อให้คุณสบายใจ ผมก็จะหยุดเรียกคุณว่าอีก้อนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"
ความเป็นอาข่าที่รัฐไทยยอมรับ จึงมีแค่วัตถุธรรมทั้งหลายซึ่งสามารถนำไปขายนักท่องเที่ยวได้ แต่ไม่รวมวัฒนธรรมทั้งหมดของอาข่า ซึ่งทำให้เกิดสิทธิในที่ทำกิน, ในความเป็นพลเมือง, ในการปรับเปลี่ยนเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงตามวิถีทางของตน ฯลฯ

ดังนั้น ในช่วงเดียวกับที่ดูเหมือนพหุวัฒนธรรมนิยมได้รับการยอมรับจากรัฐมากขึ้น ชาวเขาจำนวนมากกลับถูกบังคับด้วยกำลัง (ทหาร) ให้อพยพลงจากที่สูง มาสู่นิคมในพื้นราบซึ่งทางการจัดไว้ให้ นอกจากต้องสูญเสียวัฒนธรรมของเขาซึ่งเกิดและดำรงอยู่ได้ในระบบนิเวศน์ที่สูงแล้ว เขาก็ยังไม่มีพลังในการดิ้นรนในวัฒนธรรมพื้นราบของโลกปัจจุบันได้ด้วย เพราะรัฐปฏิเสธความเป็นพลเมืองของเขา จำนวนมากของชาวเขาจึงไม่มีบัตรประชาชน 
แม้อาข่าอาจจะยังโล้ชิงช้าบนพื้นราบอยู่ต่อไป ชิงช้าก็คือชิงช้า จะโล้โดยชาวอาข่า หรือ คุณชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เกต ก็เหมือนกัน หรือที่จริงน่าตื่นเต้นกว่าตั้งแยะ 
และในช่วงที่ชาวเขาถูกบังคับให้อพยพลงมาพื้นราบนั้น นายทุนและชนชั้นนำทางการเมือง-เศรษฐกิจ ก็รุกคืบขึ้นไปสู่ที่สูงแทน เพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศและรีสอร์ตบนพื้นที่ต้นน้ำหรือใกล้ต้นน้ำเหล่านั้น 
พหุวัฒนธรรมนิยมแบบนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับวัฒนธรรมเดี่ยวที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากชนส่วนใหญ่ ไม่อาจขัดขวางการแย่งชิงทรัพยากร ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจใช้วัฒนธรรมของตนเองในการปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมได้



เรื่องนี้คล้ายๆ กับเรื่อง "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ที่เราเห่อกันมาหลายปีแล้ว สิ่งที่เราเรียกว่าภูมิปัญญาและนำมาสอนกันในโรงเรียนและทีวี ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงส่วนเดียวของระบบการดำรงชีวิตและสังคมของคนทั้ง "ระบบ" ไม่เฉพาะแต่การทำมาหากินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดองค์กรทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อหาประโยชน์จากทรัพยากรและการแบ่งปันประโยชน์นั้นกัน อย่างที่พอจะรับได้แก่คนในท้องถิ่น จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีอำนาจในท้องถิ่นระดับหนึ่ง กระจายอยู่กับคนกลุ่มต่างๆ 
แต่ภายใต้รัฐรวมศูนย์ดังที่เป็นอยู่ในเมืองไทย การรื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นจะรวมไปถึง "ระบบ" การเมือง-สังคม-เศรษฐกิจทั้งหมดเช่นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ พหุวัฒนธรรมของภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงเหลือแต่วัตถุ เช่น ผ้าทอมือ, ผ้าย้อมมือ, เครื่องมือจับปลา, ครกตำข้าว, หรือการฟ้อนเล็บ
จะเอา "ตุ้ม" ไปจับปลาในแม่น้ำที่ถูกสร้างเขื่อนไฟฟ้าไปแล้วได้อย่างไร แต่อำนาจตัดสินใจที่จะสร้างเขื่อนไม่ได้อยู่ในมือชาวบ้านท้องถิ่นอีกแล้ว "ตุ้ม" จึงไม่เหลือหน้าที่อะไรอีก
นอกจากเป็นวัสดุของ "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ซึ่งต้องเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ชาวบ้าน

ก็เรื่องเดียวกันนะครับ วัฒนธรรมถูกทำให้ไม่มีบริบท ไม่มีประวัติศาสตร์ และด้วยเหตุดังนั้น จึงไม่มีพลังทางการเมืองใดๆ ด้วย
ความแตกต่างในพหุวัฒนธรรมก็ยังมีอยู่ แต่เป็นความแตกต่างที่ถูกทำให้เซื่อง และถูกปิดล้อมให้อยู่ในอาณาบริเวณจำกัดของพิพิธภัณฑ์ และเวทีการแสดง
น่าสังเกตด้วยว่า การยอมรับพหุวัฒนธรรมแบบนี้ไม่สามารถ "กลืน" ชาวมลายูในภาคใต้ได้ ชาวมลายูยืนยันว่า วัฒนธรรมของเขาเป็นวิถีชีวิตหรือองค์รวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่ภาษา, ศาสนา, เครื่องแต่งกาย, ลิเกฮูลู, ไก่กอแระ, ฯลฯ ดังนั้น จึงต้องหมายถึงอำนาจในการจัดการชีวิตและความฝันของตนเองด้วย
พหุวัฒนธรรมนิยมแบบที่รัฐไทยถนัด จึงไม่สามารถทำให้พวกเขายอมรับว่า ความเป็นมลายูมุสลิมของเขาได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมในรัฐไทยแล้ว

วัฒนธรรมไม่ได้ทำให้เกิดอัตลักษณ์ที่แตกต่างของตนเองเท่านั้น แต่ทำให้เกิดสิทธิในอันที่จะ "ต่าง" ด้วย เช่นเพราะเป็นมลายู, หรืออาข่า, หรือม้ง, หรือกูย ฯลฯ ทำให้เกิดสิทธิในการจัดการที่ทำกินแตกต่างจากที่กฎหมายไทยกำหนด รัฐที่ยอมรับแนวคิดพหุวัฒนธรรมนิยม ต้องพร้อมจะต่อรองและปรับตัวให้ความต่างนั้นดำรงอยู่ได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของรัฐ

แต่รัฐใดที่ห้าม "ต่าง" นอกจากเครื่องแต่งกาย, การฟ้อนรำ, หรือภาษา ฯลฯ ที่เหลือต้องอยู่ในรูปเดียวกันตามที่ศูนย์กลางกำหนดผู้เดียว ลักษณะพหุวัฒนธรรมก็ไร้ความหมาย นอกจากตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวเท่านั้น



พหุวัฒนธรรมนิยมจอมปลอมเช่นนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในชาติไทยที่เน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้น ในประเทศอาเซียนอื่นๆ ซึ่งประกาศความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของรัฐชาติตนเอง ก็ไม่สู้จะต่างกันนัก 
สปป.ลาวแบ่งประชาชนของตนออกเป็นสามกลุ่มคือลาวลุ่ม, ลาวเทิง และลาวสูง เหมือนจะยอมรับกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายเหล่านั้นเป็น "ลาว" เหมือนกันหมด แต่คนบนที่สูง (ทั้งระดับกลางและระดับบน) ไม่เคยเรียกตัวเองว่า "ลาว" ส่วนใหญ่เป็นชนชาติมอญ-เขมร ซึ่งมีชื่อเรียกตนเองหลายอย่าง อีกส่วนหนึ่งเป็นม้งเสียมาก 
เป็น "ลาว" แล้ว สิทธิต่างๆ ที่เคยมียังมีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเอง จำนวนไม่น้อยของคนกลุ่มนี้เสียที่ทำกิน หรือได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไฟฟ้าจำนวนมากในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ทั้งยังมีโครงการจะสร้างต่อไปอีกหลายสิบเขื่อน

มีงานศึกษาทางวิชาการถึงลักษณะพหุวัฒนธรรมนิยมของพม่า, เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งก็พบเหมือนกันว่า ไม่สู้จะต่างอะไรจากประเทศไทย คือต่างยอมรับวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุฉาบฉวย แต่ปิดล้อมและปลดอาวุธวัฒนธรรมส่วนอื่นๆ เสีย เพื่อให้ความต่างไร้สิทธิและอำนาจ


เวลาพูดถึงพหุวัฒนธรรมนิยมในรัฐ เรามักคิดถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่เสมอ ผมจึงอยากเตือนไว้ด้วยว่าในสังคมปัจจุบัน วัฒนธรรมที่หลากหลายไม่ได้จำกัดอยู่แต่ชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องคิดถึง "วิถีชีวิต" ที่แตกต่างด้วย แม้ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน อาชีพในเศรษฐกิจสมัยใหม่มีความหลากหลายมาก พอๆ กับความเชื่อ, ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ, วิถีการใช้ทรัพยากร ฯลฯ

พหุวัฒนธรรมนิยมที่ไม่จอมปลอมต้องคิดถึงความแตกต่างตรงนี้ไม่น้อยไปกว่าความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ เพราะว่าที่จริงแล้วความแตกต่างตรงนี้ก็ทำให้เกิด "วัฒนธรรม" ที่แตกต่างกันอย่างมากด้วยเหมือนกัน คนที่ใช้ทรัพยากรโดยตรงซึ่งต่อต้านเหมืองโพแทสที่อุดรฯ, ต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐในอีสานใต้ หรือต่อต้านท่าเรือน้ำลึกที่สตูล มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากผู้ถืออำนาจในกรุงเทพฯ อย่างมาก และ "วัฒนธรรม" ของเขาควรได้รับความเคารพ

เช่นเดียวกับคนอีกมากที่หลุดไปจากเกษตรยังชีพ กลายเป็นคนในตลาดเต็มตัว จึงต้องการสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเพื่อต่อรองในตลาดอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับคนชั้นกลางในเมือง หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือส่วนใหญ่ของคนเสื้อแดง

โดยสรุป พหุวัฒนธรรมนิยมไม่ใช่การครอบงำแบบเนียนๆ แต่คือการให้ความเคารพแก่ความแตกต่าง และเปิดพื้นที่อย่างเท่าเทียมแก่ความแตกต่างของคนด้อยอำนาจทุกกลุ่ม พหุวัฒนธรรมนิยมเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยนั่นเอง


(ได้แนวคิดหลักจาก Hayami Yoko, "Introduction : Notes Towards Debating Multiculturalism in Thailand and Beyond." ใน Redefining "Otherness" from Northern Thailand.)



.