http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุ่มเมืองจันท์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุ่มเมืองจันท์ แสดงบทความทั้งหมด

2556-04-06

“ยึดมั่น-ถือมั่น” โดย สรกล อดุลยานนท์

.

“ยึดมั่น-ถือมั่น”
โดย สรกล อดุลยานนท์  คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์  วันเสาร์ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:02:09 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 6 เม.ย. 2556 )


ทุกครั้งที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมจะนึกถึงคำพูดของ "จรัญ ภักดีธนากุล" ขึ้นมาทุกครั้งไป

ขออนุญาตย้อนอดีตหน่อยครับ
เพื่อไม่ให้ใครดูถูกว่าคนไทยลืมง่าย

ก่อนวันลงประชามติว่าจะ "รับ" หรือ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการ "ดีเบต" กันระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550 
"จรัญ" อยู่ในฝั่ง "เห็นด้วย" เพราะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มากับมือ

และนี่คือคำพูดของ "จรัญ" วันที่เป็น "รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ"
ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่ง "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ในวันนี้

ลองทบทวนความทรงจำกันอีกครั้ง

"ผมเองในฐานะได้รับมอบหมาย จากคณะผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับให้สรุป ผมก็ต้องสรุปอย่างนี้ครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรายอมรับว่าไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด
แต่เรามองว่า มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมาแห่งอำนาจของประชาชนอย่างราบรื่น.. ..ชัดเจน ..แน่นอน

จุดที่สองครับ การที่เราลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะให้ผลดีคือ ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที
คมช. สิ้นสภาพทันที

ส่วนว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง มีบางจุดหลายจุดที่ท่านนำเสนอมานี้ เราเริ่มกระบวนการแก้ไข การแก้ไขนี้ผมอยากจะให้ เราทำแบบเมื่อปี 2540 
เราเสนอแบบให้ 50,000 คนเท่านั้นครับ! แล้วก็ ส.ส.ในสภา 1 ใน 4 เท่านั้นครับ 
เสนอแก้ไข “มาตราเดียว” แบบที่เราเริ่มทำในปี 2540 แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่

ถ้าเราเดินอย่างนี้มันจะราบรื่นกว่าที่เราจะใช้วิธีการว่า เอาล่ะ! เราล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วคาดหวังว่า คมช. กับ ครม. จะหยิบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในอดีต มาปรับปรุงให้ดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เรากำลังทำนี้

ท่านครับ ท่านไม่มีอะไรไปบังคับเขาได้นะครับ! ไม่มีเลย นี่เป็นความคาดหวังของเรา แล้วถ้าไม่เป็นไปตามที่เราคาดละครับ อะไรจะเกิดขึ้น

แต่ถ้าเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะดีจะเลว เราได้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประเทศ เราได้อำนาจอธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประชาชน 
แล้วหลังจากนั้นครับ เราช่วยกันเถิดครับ ช่วยกันพาประเทศนี้เข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ที่เราทุกคนอยากได้อีกครั้งหนึ่งเถิดครับ"


ใครที่ฟังในวันนั้นจะยอมรับเลยว่า "จรัญ" พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและจริงใจมาก

ทุกคนเชื่อว่า "จรัญ" คิดอย่างนั้นจริงๆ

คือ 1.ให้ "รับร่าง" ไปก่อน เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยคืนมา

และ 2.รับแล้วค่อย "แก้ไขใหม่" แบบปี 2540 เพราะการเสนอแก้ไขง่ายมาก

แต่ "ความเชื่อ" ของเขาถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียว
คือ "รับร่างไปก่อน"

ส่วนการแก้ไขใหม่ง่ายๆ ไม่จริง เพราะแก้ไขยากมาก 
จะแก้ไขมาตราเดียว เพื่อทำแบบ ส.ส.ร.ปี 2540 ก็ไม่ได้ 
จะแก้ไขรายมาตราก็มีคนกล่าวหาว่าจะล้มล้างระบอบประชาธิปไตย


ผมนึกถึงคำพูดของ "จรัญ" อีกประโยคหนึ่งในวันเดียวกัน

"สิ่งที่ผมพบว่าเป็นปัญหาจริงๆ อยู่ที่ความยึดมั่น ถือมั่น ของพวกเรากันเอง"

วันนี้ผมเชื่อแล้ว!!

เพราะมีบางกลุ่ม "ยึดมั่น-ถือมั่น" ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามแก้ไข

ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน 



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

www.youtube.com/watch?v=BSPdbucYl94
รับๆไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง ตอนที่ 2 ( Published on Apr 26, 2012 )



www.youtube.com/watch?v=Gqlws1rXbkc
สุดยอดของการแถ จรัญ ภักดีธนากุล ( Published on Jun 8, 2012 )




.

2556-01-12

สรกล: เสรีภาพบนศีรษะ

.
- การ์ตูนคิวคน “วันเด็กไทย น่าเศร้า แท้ๆ เพราะอะไรตามไปดู !” โดย อรุณ วัชระสวัสดิ์

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

เสรีภาพบนศีรษะ
โดย สรกล อดุลยานนท์  คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์  วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:50:18 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 12 ม.ค. 2556 )


ถือเป็น "ของขวัญวันเด็ก" ที่เด็กรอมานานหลายสิบปี 
เมื่อ "พงษ์เทพ เทพกาญจนา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศยกเลิกทรงผม "ไถเกรียน" ของนักเรียนชาย
ขยับ "เสรีภาพ" เพิ่มขึ้นเป็นระดับ "รองทรง" 
ส่วนนักเรียนหญิงให้ไว้ผมยาวได้ แต่ต้องรวบผมให้เรียบร้อย

แน่นอนว่าทุกครั้งของการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน 
การเปลี่ยนกฎครั้งนี้ก็เช่นกัน 
เป็นการต่อสู้ทางความคิดระหว่างผู้เชื่อมั่นใน "กฎ" 
เห็นอะไรว่าไม่ควรทำก็ต้องห้ามไว้ก่อน


กับฝ่ายที่เชื่อมั่นใน "เสรีภาพ"
เปิดโอกาสให้มนุษย์ตัดสินใจใช้ดุลพินิจของตัวเอง



ในบางเรื่องเราจำเป็นต้องมี "กฎ" เพื่อการอยู่ร่วมในสังคม 
แต่บางเรื่องเราจำเป็นต้องปล่อยให้คนตัดสินใจเอง 

คำถามก็คือว่า เรื่องความยาวของเส้นผมบนศีรษะของเด็กนักเรียน 
เราควรจะใช้ "กฎ" ข้อห้าม 
หรือจะมอบ "เสรีภาพ" ให้เด็กตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไรกับหัวของเขา


วิธีคิดในเรื่องนี้สำคัญนะครับ 
คำตอบในใจของแต่ละคนจะบอกว่า เราเชื่อมั่นในตัวเด็กมากแค่ไหน 
และอยากเห็นพัฒนาการในเรื่อง "ความรับผิดชอบ" ของเด็กเป็นอย่างไร 
เพราะ "เสรีภาพ" นั้นมาพร้อมกับ "ความรับผิดชอบ"

ถ้าเราไม่ปล่อยให้เด็กใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจเลย
ก็เหมือนกับระบบการเรียนในอดีตของไทยที่เน้น "การท่องจำ"
มากกว่า "ความเข้าใจ"

"กฎ" ก็เหมือนกับ "การท่องจำ" 
ห้ามทำอย่างนั้น ห้ามทำอย่างนี้

"เสรีภาพ" เหมือน "ความเข้าใจ" 
เปิดให้คิดและตัดสินใจเอง

การอยู่ในกฎนั้นเป็นเรื่องง่าย 
เขาห้ามอย่างไร ก็ทำตามนั้น 
แต่การให้เสรีภาพคือการเปิดกว้างให้เด็กรู้จักตั้งคำถามและหาคำตอบ 
ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง


ครับ แค่เรื่องเล็กๆ บนศีรษะของเด็ก ให้เขาได้ตัดสินใจเองเถอะครับ 
อย่าลืมว่า "เสรีภาพ" ที่เปิดกว้างจะทำให้เด็กได้เรียนรู้การใช้ "ดุลพินิจ" ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิต 
การตัดสินใจบ่อยๆ จะทำให้เขากล้าตัดสินใจ 
เสียงปรบมือ หรือรอยแผลในชีวิตจะทำให้ "ดุลพินิจ" ของเขาเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ

จากการตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ แค่ความยาวของเส้นผมจะนำไปสู่การตัดสินใจเรื่องใหญ่ในอนาคต 

มีคนเคยบอกว่า "กุญแจ" ชีวิตที่ใช้เปิดประตู "นรก" เป็นกุญแจดอกเดียวที่เปิดประตู "สวรรค์" 
กุญแจนั้นชื่อว่า "ดุลพินิจ" 


จะใช้ได้ถูกต้องหรือผิดพลาด
ต้องฝึกฝนตั้งแต่เด็ก





+++

วันเด็กไทย น่าเศร้า แท้ๆ เพราะอะไรตามไปดู !
การ์ตูนคิวคน โดย อรุณ วัชระสวัสดิ์
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:30:15 น.

ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ดีกว่า !!!



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย . .ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-01-01

หนุ่มเมืองจันท์: “ปัญหา” คือ “โอกาส”

.

“ปัญหา” คือ “โอกาส”
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 24 


ใครที่เห็นข่าว "แมคโดนัลด์" ออกประกาศเตือนเด็กที่มาใช้ร้านเป็นที่ติวหนังสือแบบสิงสถิตยาวนาน 
ส่วนใหญ่ทุกคนจะเห็นใจเจ้าของ 
เพราะทำธุรกิจขายอาหาร ไม่มีใครอยากให้ลูกค้านั่งแช่หรอกครับ 
อยากให้ "กิน" แล้วรีบ "ไป"


ส่วนลูกค้าที่ต้องการเข้าไปใช้บริการจริงๆ ก็ไม่พอใจที่หาที่นั่งไม่ได้
แถมบางโต๊ะก็มีการวางหนังสือจองไว้ทั้งที่ตัวคนยังไม่มา 
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการหาสถานที่ดูหนังสือ หรือติวหนังสือ

วัฒนธรรมของเด็กรุ่นใหม่ ไม่เหมือนกับคนรุ่นเก่า 

สมัยก่อน การอ่านหนังสือจะต้องการบรรยากาศโรแมนติก 
เงียบ-เงียบ คนเดียว 
ถ้าไม่อ่านที่บ้านก็อ่านในห้องสมุด



แต่วันนี้วัฒนธรรมการอ่านหนังสือเปลี่ยนไป
เด็กๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือคนเดียว 
เขาจะรวมกลุ่มนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน 
ไม่ต้องการความเงียบ แต่ต้องการบรรยากาศความคึกคัก 
คุยกันได้ กินขนม พักสายตาด้วยการมองสาวหรือมองหนุ่มๆ

ไม่ชอบบรรยากาศห้องสมุด
มันเงียบเกินไป คุยกันไม่ได้


นอกจากนั้น เด็กรุ่นใหม่ยังติวกันเป็นอาชีพ 
ติวกันตั้งแต่ประถมจนถึง ม.ปลาย 
นอกจากเข้าเรียนในสถาบันกวดวิชาแล้ว ยังมีระบบติวส่วนตัวอีก 
การติวส่วนตัวก็ต้องการสถานที่ที่เดินทางสะดวก มีแอร์เย็นๆ บรรยากาศไม่น่าเบื่อ 
และประหยัด

นั่นคือ เหตุผลที่เขาเลือกร้านแมคโดนัลด์ ทั้งที่เปิดในห้างสรรพสินค้า
หรือแยกมาเปิดต่างหากนอกห้าง
เพราะองค์ประกอบครบครับ
เดินทางสะดวก 
มีแอร์เย็นๆ 
มีอาหารและเครื่องดื่ม 
บรรยากาศคึกคัก 
และ "ประหยัด"



ในอีกมุมหนึ่ง "ปัญหา" ของร้านแมคฯ ก็คือ "โอกาส" ทางธุรกิจ 
เพราะแสดงว่ามี "ดีมานด์" เรื่องหาสถานที่อ่านหนังสือ หรือติวหนังสือของเด็กรุ่นใหม่จริง 

เราเห็นความต้องการของคนกลุ่มนี้ชัดเจน 
เพียงแต่เป็น "ดีมานด์" ที่ไม่ตรงกับลักษณะธุรกิจของ "แมคฯ" เท่านั้นเอง

ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเราเอาความต้องการของเด็กกลุ่มนี้เป็นตัวตั้ง 
แล้วดีไซน์รูปแบบธุรกิจมาตอบสนองความต้องการนั้น 
เป็นไปได้ไหม
ผมว่าเป็นไปได้ 
ตอนนี้มีคนหนึ่งทำแล้วครับ 
เขาชื่อ "เอนก จงเสถียร"


ธุรกิจหลักของเขาคือทำโรงงานผลิตฟิล์มถนอมอาหารใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 
"เอ็ม แรป" 
จนวันหนึ่งเขาไปเรียนปริญญาโทแล้วมีปัญหา หาสถานที่อ่านหนังสือตอนกลางคืนไม่ได้ 
ต้องไปอ่านหนังสือที่ออฟฟิศของเพื่อน 
จะไปร้านกาแฟก็ปิดแค่ 4 ทุ่ม 
"เอนก" ตั้งคำถามว่าทำไมเมืองไทยไม่มีสถานที่อ่านหนังสือดีๆ สำหรับนักเรียน นักศึกษาบ้าง 

และนั่นคือ ที่มาของร้าน Too fast to sleep ตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินสถานีสามย่าน 
เปิดบริการ 24 ชั่วโมง 
เป็นสถานที่มั่วสุมทางปัญญา 
ตกแต่งร้านทันสมัย คล้ายห้องสมุด 
มีอาหารและเครื่องดื่มบริการ

ผมชอบแนวคิดของ "เอนก" มาก 
เขาบอกว่าทำ Too fast to sleep ไม่ได้หวังกำไรสูงสุดเหมือนธุรกิจทั่วไป 
ขอแค่มีรายได้พอเลี้ยงลูกน้องก็พอ 
แต่เป็นธุรกิจที่ทำแล้วมีความสุข 
ดีกว่าสร้างวัดสร้างโรงเรียน

ความจริงแล้วแนวคิดเรื่องสถานที่ดูหนังสือ หรือติวหนังสือของเด็กนักเรียน นักศึกษา นั้นน่าสนใจมาก 
อาจไม่ต้องทำหรูแบบ Too fast to sleep ก็ได้ 
"เอนก" ลงทุนไปประมาณ 10 ล้านบาท 
และพึ่งรายได้จากการขายอาหาร เครื่องดื่ม

ผมลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราพลิกมุมคิดใหม่ 
ลงทุนกับการตกแต่งน้อยลง 
รายได้มาจากเวลาที่นั่งอ่านหนังสือ 
คิดเงินตามเวลาที่นั่ง 

เหมือนที่จอดรถ 
ไม่ต้องคิดแพง

ราคาอาหารและเครื่องดื่มอย่าคิดแบบฟาสต์ฟู้ด 
แต่คิดแบบร้านอาหารทั่วไปที่เด็กจ่ายได้ 

คำนวณดีๆ อาจกลายเป็นธุรกิจใหม่ 
แปร "ปัญหา" ให้เป็น "โอกาส"




ประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "มติชนออนไลน์" เคยไปสัมภาษณ์ "เอนก" 
เขาบอกว่าไม่มีงานไหนที่ทำแล้วภูมิใจเท่ากับงานนี้
"เอนก" เล่าว่าเขาเคยเจอเด็กคนหนึ่งเดินมาขอดูหนังสือโดยไม่ซื้อของในร้าน เพราะไม่มีสตางค์ 
"ผมก็อนุญาตนะ บอกให้มานั่งได้เลย ที่นี่มีน้ำเปล่าให้ดื่มฟรี มีดินสอเหลาไว้ให้ใช้ แล้วผมก็ถามเขาว่าทำไมไม่อยู่อ่านหนังสือที่บ้าน"
เด็กคนนั้นตอบว่าเขาอยู่บ้านเช่า ที่ห้องอยู่ด้วยกัน 5 คน เวลานอนแค่พลิกตัวยังแทบไม่ได้ เพราะห้องมันเล็ก จะเปิดไฟอ่านหนังสือก็ไม่ได้

"ตอนฟังผมสลดใจมาก ร้องไห้เลย เห็นเลยว่าสังคมมันแตกต่างกัน"
เด็กคนนั้นจึงได้สิทธิพิเศษอ่านหนังสือที่ร้านทุกวันตั้งแต่ตอนเย็นถึงตอนเช้า


พอเริ่มเปิดร้าน Too fast to sleep เขาก็ได้เจอประสบการณ์ที่นึกไม่ถึง
"เด็กหอ" ครับ 
กลุ่มนี้จะส่งตัวแทนมาดูลาดเลาก่อน 1 คน 
ดูว่าที่ร้านมีที่ว่างไหม 
ถ้าว่างก็จะโทร.เรียกเพื่อน 
เพื่อนที่มาก็เตรียมพร้อมเต็มที่ ใส่กางเกงชาวเลมาเลย 
บางคนเตรียมผ้าห่มและหมอนมาด้วย
ดูหนังสือกันยันสว่าง

ครับ นี่คือ พฤติกรรมการดูหนังสือของเด็กรุ่นใหม่ 
วิธีคิดและวิธีการดำเนินชีวิตของเขาอาจแตกต่างจากคนรุ่นเรา 

แต่อย่าตัดสินเขาจากมาตรฐานของเราเป็นอันขาด
เพราะคนทุกรุ่นล้วนมีเหตุผลตามยุคสมัย

ต้องพยายามเข้าใจเขาจากมุมของ "เขา"
ไม่ใช่ในมุมของ "เรา"




.

2555-12-11

หนุ่มเมืองจันท์: วิธีคิด

.

วิธีคิด 
โดย หนุ่มเมืองจันท์
www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 24


วันก่อนไปคุยกับนักอ่านในงานหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
งาน CMU Book Fair ครับ
ทั้งที่ผมมางานหนังสือที่เชียงใหม่หลายครั้ง แต่เป็นงาน "แฮปปี้ บุ๊กเดย์" ของสำนักพิมพ์มติชนที่จัดต่อเนื่องหลายปีเมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว
ช่วงนั้นงาน CMU Book Fair ก็มีแล้ว แต่ไม่เคยได้ไปร่วมงานเลย

ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกสำหรับงานหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ 
"อิง" ประชาสัมพันธ์ของสำนักพิมพ์มติชนเป็นผู้ดำเนินการเสวนา 
เธอเป็นสาวเจียงฮาย แต่เคยมาทำงานที่เชียงใหม่ 1 ปี 
ผมถาม "อิง" ว่าเคยไปงาน "แฮปปี้ บุ๊กเดย์" ที่เชียงใหม่หรือเปล่า
"เคยค่ะ" อิงตอบ 
"ตอนนั้นอิงเรียนมัธยม"
จบข่าว!!!

บนเวทีเสวนา นอกจากการคุยกันบนเวทีแล้ว ยังมีคำถามจากผู้ฟังเยอะมาก 
สนุกและอบอุ่นอย่างยิ่ง 
มีคำถามหนึ่ง น้องถามว่าทำไมพี่สนใจเรื่อง "วิธีคิด" ของคน 
ใช่ครับ ผมชอบศึกษาเรื่อง "วิธีคิด" มาก เพราะเชื่อว่า "วิธีคิด" เป็นตัวกำหนด "การกระทำ"

ชนะหรือแพ้
สุขหรือทุกข์
ขึ้นอยู่กับ "วิธีคิด" ทั้งสิ้น



ผมยกตัวอย่าง "ศุภชัย เจียรวนนท์" ตอนวิกฤติค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 
กลุ่มทรูกู้เงินต่างประเทศมาเยอะ ประมาณ 45,000 ล้านบาท 
พอรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท 
จากอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ 
ขึ้นมาเป็น 50 บาท
หนี้ของกลุ่มทรูเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 ล้านบาททันที 
ตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่า "ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว"
ขายสินทรัพย์ทั้งหมดก็ยังไม่ได้เลย 
คิดแบบยอมแพ้

แต่ "ศุภชัย" กลับคิดอีกมุมหนึ่ง
"ไม่มีอะไรเสียอีกแล้ว"
เป็นความคิดแบบหลังชนฝา เดินหน้าสู้อย่างเดียว 
วิธีคิดแบบนี้เองทำให้ "ทรู" ยืนยันอยู่จนถึงทุกวันนี้ 
เพราะเขาคิดแบบไม่ยอมแพ้




"อิวาน เลนเดิล" อดีตนักเทนนิสชื่อดังของโลก 
ช่วงหนึ่งเขาได้แชมป์มาทุกรายการ 
ยกเว้น "แกรนด์สแลม" ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของการแข่งขันเทสนิสระดับโลก 4 รายการ 
เข้ารอบชิงชนะเลิศ "ยูเอส โอเพ่น" 1 ในแกรนด์สแลม 2 ครั้ง 
ครั้งแรกชิงกับ "จิมมี่ คอนเนอร์" เขาเล่นได้ดีและนำมาตลอด 
จนมาถึงลูกสำคัญ ถ้าได้แต้มก็ชนะเป็นแชมป์เลย 
ปรากฏว่า "เลนเดิล" ตีพลาด
จากนั้นเขาก็ตีเสียมาโดยตลอด จนกระทั่งแพ้ไปในที่สุด

ปีต่อมา "เลนเดิล" เข้าชิงชนะเลิศกับ "ไมเคิล ชาง" 
เกมสูสีกันมาก จน "ชาง" เป็นตะคริวต้องพักการแข่งขันไปพักหนึ่ง 
และเมื่อ "ชาง" กลับมาเล่นใหม่ 
"เลนเดิล" ก็ตีพลาดแล้วพลาดอีก 
เขาพ่ายแพ้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

หลังการแข่งขัน "เลนเดิล" ไปปรึกษาจิตแพทย์
จิตแพทย์ถามคำถามแรก 
"ปกติเวลาซ้อมคุณตีดีใช่ไหม"  
"ใช่" 
"แล้วทำไมตอนแข่ง ตีไม่ได้"
"มันรู้สึกตื่นเต้น"

"ทำไมตื่นเต้น" จิตแพทย์ถามต่อ
"เลนเดิล" นิ่งคิด 
"ผมกลัวแพ้ครับ"

จิตแพทย์จึงแนะนำว่า "แพ้" หรือ "ชนะ" มันเป็นแค่ "ผล" 
"ผล" นั้นมาจาก "เหตุ" 
"เหตุ" คือ การตีดีหรือไม่ดี 
ถ้าตี "ดี" ก็ชนะ 
ตี "ไม่ดี" ก็มีโอกาสแพ้


"คุณควบคุมการตีของคู่ต่อสู้ไม่ได้ แต่สามารถควบคุมการตีของตัวเองได้" 
คำแนะนำของจิตแพทย์ก็คือ การแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ มากมาย 
ดังนั้น สิ่งที่ "เลนเดิล" ต้องทำก็คือ เมื่ออยู่ในสนาม ห้ามคิดถึงผล "แพ้-ชนะ" เป็นอันขาด 
ให้พยายามท่องคาถาในใจอยู่ตลอดเวลา
คือ "ตีทุกลูกให้ดีที่สุด"


ปีต่อมา "เลนเดิล" เข้าชิงชนะเลิศยูเอส โอเพ่นกับ "จอห์น แม็กเอนโร" 
ก่อนลงสนาม เขานึกถึงคำแนะนำของจิตแพทย์ 
ทำสมาธิและท่องในใจ 
"ตีทุกลูกให้ดีที่สุด"
แต่ด้วยบรรยากาศในสนามทำให้เขาตื่นเต้นและลืมสิ่งที่ท่องมา
"เลนเดิล" แพ้ 2 เซ็ตรวด

เซ็ตที่ 3 ถ้าเขาแพ้ ก็แพ้เลย
"เลนเดิล" บอกว่าตอนนั้นเขานั่งทำใจแล้ว และคิดว่า "คงแพ้อีกแล้ว" 
พอคำว่า "แพ้" เข้ามาในความคิด
"เลนเดิล" ฉุกคิดถึงคำสอนของจิตแพทย์ขึ้นมาทันที 
"แพ้" คือ "ผล"
"ผล" มาจาก "เหตุ"
"เหตุ" คือ ตีดีหรือไม่ดี

เขาเดินเข้าสนามอีกครั้งแบบ "นิว เลนเดิล" 
ไม่สนใจว่าผลจะเป็นอย่างไร คะแนนจะนำหรือตาม 
แต่ตีทุกลูกให้ดีที่สุด 
เขาตั้งหน้าตี-ตี และตี 
ไม่สนใจอะไรอะไรทั้งสิ้น


"เลนเดิล" มารู้ตัวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ "จอห์น แม็กเอนโร" เดินมาที่กลางสนามและจับมือกับเขาเพื่อแสดงความยินดี

เป็นสัญญาณการสิ้นสุดเกม

"อิวาน เลนเดิล" เป็นแชมป์ยูเอส โอเพ่น

เพียงเพราะ "วิธีคิด" ที่เปลี่ยนไป 




.

2555-12-04

หนุ่มเมืองจันท์: โกดัง

.

โกดัง
โดย หนุ่มเมืองจันท์
www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1685 หน้า 24


วันก่อนนั่งฟัง "ป๋าเต็ด" ยุทธนา บุญอ้อม คุยเรื่อง "โกดัง" ให้ฟัง 
ไม่ใช่ "โกดัง" ที่รับ "จำนำข้าว" นะครับ 
แต่เป็น www.godung.com


การทำเว็บไซต์เกี่ยวกับดนตรีไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ที่แปลกและแตกต่างคือ "วิธีคิด" 
"ป๋าเต็ด" นั้นถือเป็น "เจ้าพ่อเด็กแนว" ที่โด่งดังมาจาก "แฟตเรดิโอ" 
เขาเป็นผู้ให้กำเนิดคลื่นดนตรีเด็กแนว ซึ่งตอนแรกไม่มีใครเชื่อว่าจะจะประสบความสำเร็จได้ 
เพราะเปิดเพลงนอกกระแส ไม่ใช่เพลงป๊อปที่คุ้นหูจากค่ายเพลงใหญ่ๆ 
แต่วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก "แฟตเรดิโอ" และ "แฟต เฟสทิวัล"

ความกล้าที่จะริเริ่มและแตกต่างเป็นคุณสมบัติของ "ป๋าเต็ด" 
ขนาดย้ายเข้าค่ายแกรมมี่ซึ่งเป็นค่ายยักษ์ใหญ่ของเพลงในกระแส "ป๋าเต็ด" ยังคิดแตกต่างเลย
เทศกาลดนตรี "บิ๊กเม้าเทน มันใหญ่มาก" ที่เขาใหญ่ คือ ตัวอย่างที่ดีที่สุด 
ล่าสุดเขากำลังริเริ่มโครงการใหม่ 
เป็น "วิธีคิด" คล้ายๆ กับตอนทำ "แฟต เรดิโอ" 
เขาเห็นช่องว่างทางการตลาดใหม่ของเพลงฝรั่ง 
ถ้าภาษาการตลาดเรียกว่า "นิชมาร์เก็ต"
หรือ "ตลาดเฉพาะ"

เป็นความเชื่อของเขาว่าดนตรีไม่มีข้อจำกัด 
มีแนวดนตรีใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ 
"ป๋าเต็ด" บอกว่าโลกนี้ยังมีวงดนตรีดีๆ อีกมากที่คนไทยไม่รู้จัก 
แต่คนไทยยังฟังเพลงสากลเฉพาะวงดังๆ เท่านั้น ทั้งที่มีวงดนตรีรุ่นใหม่ที่มีฝีมือจำนวนมาก 
ที่สำคัญเมืองไทยไม่มีรายการเพลงสากลแนว "อินดี้" 
และถ้าให้ค้นหาทางอินเตอร์เน็ตก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
สำหรับ "ป๋าเต็ด" 
นี่คือ "โอกาส"



สมัยก่อน "ป๋าเต็ด" คิดเพียงแค่ "สถานีวิทยุ" 
แต่วันนี้เขาคิดไกลไปกว่านั้น 
ผมนั่งฟัง "วิธีคิด" เรื่องเว็บ "โกดัง" ของ "ป๋าเต็ด" แล้ว 
แน่ใจเลยว่าวันนี้เขาไม่ใช่แค่ "ดีเจ." หรือคนจัดคอนเสิร์ตทั่วไป 
แต่ "ป๋าเต็ด" เป็น "นักคิด" ด้านการตลาดที่เก่งมากคนหนึ่ง

เขาต่อ "จิ๊กซอว์" แบบนี้ครับ 
เริ่มจากทำเว็บโกดังขึ้นมา 
ในเว็บจะมีคลิปคอนเสิร์ตของวงดนตรีรุ่นใหม่เป็น 100 วงให้ดู 
เขาเลือกวงที่แสดงสดสนุกๆ เพื่อต่อยอดไปสู่การจัด "คอนเสิร์ต" 
มีข่าวสารของวงต่างๆ ให้ติดตามด้วย

"ป๋าเต็ด" มองออกว่าถ้าจะปลุกกระแสวง "อินดี้" ในเมืองไทย สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ให้ "ประสบการณ์" และ "ข้อมูล" 
"ประสบการณ์" จากการดูผ่านคลิปคอนเสิร์ต 
"ข้อมูล" ข่าวความเคลื่อนไหวของวงต่างๆ ในเว็บ

นอกจากนั้นใครที่จัดคอนเสิร์ต ก็เข้ามาประชาสัมพันธ์งานในเว็บได้อย่างเต็มที่ 
เพื่อให้ www.godung.com เป็นชุมชนคนรักดนตรี 
กลยุทธหนึ่งที่ "ป๋าเต็ด" นำมาใช้คือการเปิดรับสมัครสมาชิกของเว็บ โดยแจกหนังสือ "108 วงดนตรี ที่ควรดูก่อนตาย" ฟรี 
แค่ชื่อหนังสือก็กวนแล้ว


"สมาชิก" จะได้สิทธิ์ในการโหวตว่าวงดนตรีไหนที่เขาอยากให้มาแสดงในเมืองไทย 
และยังได้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับกิจกรรมของ "โกดัง" ที่จัดทุกเดือน หรือจองบัตรคอนเสิร์ตก่อนใคร 
"ยุทธนา" รู้ดีว่า "วงอินดี้" นั้นมีคนดูไม่มากนัก 
ไม่ใช่ระดับ "อิมแพ็ค" 
แต่ประมาณ 200-300 คน หรือ 1,000-2,000 คน แล้วแต่ชื่อเสียงของวง


รูปแบบของ "ป๋าเต็ด" คือการจัดคอนเสิร์ตวงอินดี้ที่ปลอดภัยที่สุด
เพราะให้สมาชิก "โกดัง" เลือก 
ปริมาณคนสนใจมากพอค่อยจัด 
หา "ดีมานด์" ก่อน แล้วค่อย "ซัพพลาย"


"ป๋าเต็ด" บอกว่าวงอินดี้ของต่างประเทศบางวงไม่ได้ต้องการเงินค่าจ้างแพงๆ 
ขอเพียงให้มั่นใจว่ามาเล่นแล้วคนรู้จัก หรือมีโอกาสดังในเมืองไทย 
บางวงขอแค่ตั๋วเครื่องบินและที่พักก็พอแล้ว 
นี่คือ "วิธีคิด" การสร้างชุมชนคนดนตรีรุ่นใหม่ของ "ป๋าเต็ด"

แต่ "ทีเด็ด" ของเขาที่ผมชอบมาก
คือ วิธีการหาเงินครับ



"ป๋าเต็ด" บอกว่าเขาอยากจัดคอนเสิร์ตวงอินดี้ใหญ่ๆ แบบนี้ประมาณปีละ 2-3 ครั้ง 
"มินิคอนเสิร์ต" ของวงไทยและต่างประเทศตามผับต่างๆ ในต่างจังหวัด 
ขอแค่คนดูประมาณ 200-300 คนก็พอแล้ว 
ถือเป็นการเก็บข้อมูลคนแต่ละพื้นที่ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร 

ถ้าขายงานเป็น "คอนเสิร์ต" เหมือนการขายทั่วไป 
"ป๋าเต็ด" บอกว่าคงได้สปอนเซอร์ครั้งละ 500,000-1,000,000 บาทสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่
แต่เขาคิดใหม่ 
"ป๋าเต็ด" ไม่ขายเป็น "คอนเสิร์ต" 
แต่ขาย "ชุมชน" 
ขาย "ชุมชนคนดนตรี" ที่ชื่อ "โกดัง" 
"ป๋าเต็ด" ตั้งเป้าว่าช่วงเริ่มต้นน่าจะมีสมาชิกประมาณ 10,000 คน

ภายใน 1 ปีจะมีคนรักดนตรีเป็นสมาชิกของ "โกดัง" ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน 
เชื่อไหมครับว่าจาก 500,000 บาทถ้าขายเป็น "คอนเสิร์ต" 
พอเขาขายเป็น "ชุมชนคนดนตรี" 
"ป๋าเต็ด" ขายได้ 17 ล้านบาท


"ไทเกอร์เบียร์" ครับ 
"ยุทธนา" เล่าว่าเรื่องแบบนี้อยู่ที่ว่าเราขายใคร 
ถ้าใครคนนั้นไม่เห็น "คุณค่า" ในสิ่งที่เราขาย หรือไม่เข้าใจแนวคิดของเรา 
เขาจะว่า "แพง" 
แต่ถ้าเข้าใจหรือมองทะลุ เขาจะบอกว่า "ไม่แพง" 
จะ "โดน" หรือ "ไม่โดน" ขึ้นอยู่กับว่าเรา "ขายใคร"

"ไทเกอร์เบียร์" มองออกว่าเขาจะได้อะไรจาก "ชุมชนคนดนตรี" 
ถ้าให้ทายใจ "ไทเกอร์เบียร์" น่าจะมองเห็นแล้วว่าเขาจะเป็นอะไรในเมืองไทย 
"โกดัง" คือ "นิชมาร์เก็ต" ที่เขาต้องการ 
17 ล้านบาทสำหรับการสร้างแบรนด์ จึงไม่แพง


"ป๋าเต็ด" บอกว่าแม้บริษัทของเขาจะชื่อ "เกเร" และชอบทำงานประหลาดๆ 
แต่เขาไม่เคยเกเรแบบไม่มีหลักการ 
"เกเร" ทีไร ต้องได้ "เงิน" ทุกครั้ง 
"เพราะถ้าต้องเครียดว่าจะเอาเงินที่ไหนไปทำ มันก็บ้าเต็มที่ไม่ได้ ในที่สุดต้องต้องกลับไปทำงานแมสๆ เหมือนเดิม"

ถ้าอยาก "เกเร" ได้เต็มที่ 
ต้อง "ท้องอิ่ม" ครับ  

เป็น "วิธีคิด" ที่เท่มากของ "ป๋าเต็ด" 

และถือเป็นยุทธศาสตร์การรบที่ถูกต้องตามหลักพิชัยสงคราม

"กองทัพ" ต้องเดินด้วยท้อง 
และห้ามท้องตอนเดินทัพ




.

2555-11-27

หนุ่มเมืองจันท์: ไร้สาระ (1), (2)

.

ไร้สาระ (1)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 24


วันหยุดที่ผ่านมา แวบไปเดินเล่นที่ "เซ็นทรัลลาดพร้าว"
เห็นคนยืนต่อคิวยาวเหยียดที่หน้าห้างเซ็นทรัลชั้นบน
ส่วนใหญ่เป็น "ผู้หญิง"

มี "ผู้ชาย" ยืนอยู่บ้างประปราย สังเกตจากใบหน้าที่ดูเซ็งๆ แล้วคาดว่าคงไม่ได้เป็น "ลูกค้า" แต่เป็น "แฟนลูกค้า" 
รอสาวเลือกรองเท้าลดราคา


ผมชะโงกดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นรองเท้ายี่ห้ออะไร

Fitflop ครับ
รองเท้า Fitflop รองเท้าเพื่อสุขภาพยี่ห้อดังที่เพิ่งเปิดสาขาในเมืองไทยมีโปรโมชั่นลดราคา 
ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นคิวแบบนี้เซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วครั้งหนึ่ง เขาให้คนยืนรอคิวแล้วเข้าไปเลือกรองเท้าเป็นรอบๆ 
คิวยาวเหยียดพอกัน

พอกลับบ้าน ผมเกิดแรงบันดาลใจจากใบหน้าหนุ่มๆ ที่ยืนรอสาวเลือกรองเท้า เขียนเล่นลงในเฟซบุ๊ก boycitychanFC 
"ไปเซ็นทรัลลาดพร้าววันนี้ เจอสาวๆ ยืนรอคิวเข้าไปซื้อรองเท้า fitflop ยาวเหยียด. 
...รอกันเป็นชั่วโมง. 
เห็นแล้วปลงจิต. เพราะไม่มีทางที่ "ผู้ชาย" จะทำอะไรไร้สาระแบบนี้ 
เฮ้อ. คืนนี้ถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืนดีกว่า"

ครับ ในสายตาของ "ผู้ชาย" อาจมองว่าการต่อคิวซื้อสินค้าลดราคาของ "ผู้หญิง" เป็นเรื่องไร้สาระน่าดูเลย 
มี "ผู้ชาย" น้อยคนที่จะยอมยืนต่อแถวนานๆ เพื่อซื้อสินค้า 
ไม่ต้องต่อคิวซื้อสินค้าหรอกครับ แค่รอคิวร้านเอ็มเคสุกี้ ผมเคยถามสาวๆ ว่าถ้าต้องรอ 10 นาที รอหรือเปล่า
ทั้งหมด "รอ"
15 นาทีรอไหม?
ลดลงไปนิด แต่ส่วนใหญ่ก็ยัง "รอ"

แต่พอถาม "ผู้ชาย" บ้าง
10 นาทีรอไหม?
ประมาณ 70% รอ แต่อีก 30% ไม่รอ 
รอ 15 นาทีล่ะ
เชื่อไหมครับ หายไปเกินครึ่ง


แต่พอถามว่าไปกับแฟน 20 นาทีรอไหม
ผู้ชายทุกคนยกมือพร้อมกัน 
"รอ"
เป็นการแสดงให้เห็นว่า "ผู้ชาย" รักจริง
บ้า "ผู้หญิง" มากกว่า "เอ็มเคสุกี้"



การรอคิวซื้อสินค้าลดราคาสำหรับ "ผู้หญิง" ถือเป็นเรื่องปกติ 
ไม่ "ไร้สาระ" 
แต่สำหรับ "ผู้ชาย" ส่วนใหญ่มองตรงกันข้ามและบางครั้งก็เอามาเม้าธ์ในหมู่เพื่อน 
ในมุมกลับ กิจกรรมบางอย่างสำหรับ "ผู้ชาย" เช่น การอดหลับอดนอนดูฟุตบอล 
โดยเฉพาะช่วงฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรฯ
"ผู้หญิง" ก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเช่นกัน

ในโลกที่คนคิดต่างกัน "ความไร้สาระ" ของคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องมี "สาระ" ของอีกคนหนึ่ง
เช่นเดียวกับเรื่องที่เปี่ยมด้วยสาระของคนหนึ่งก็เป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ของอีกคนหนึ่งเช่นกัน

โดยเฉพาะ "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" ที่ว่ากันว่ามาจากดาวคนละดวง 
หลังจากผมโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร
ขำ-ขำ

แต่คนที่มาแสดงความเห็นต่อท้ายสิครับ
แม้ส่วนใหญ่จะเข้าใจในความหมายของการเสียดสี "ผู้ชาย" ด้วยกัน แต่กลับมีบางคนนึกว่าผมตั้งใจว่า "ผู้หญิง" 
"สาระมันต่างกัน เพราะผู้ชายมันยังแหกตาดูบอล ที่ไม่มีสาระอันใด หรือไม่ก็ไปต่อแถวซื้อมือถือ ค่ายแอปเปิ้ลนั่นไง ผู้ชายทั้งเพ" 
หรือประชดประชันแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง "ถ่างตา ก็เป็นสาระดีนี่คะ" 
หรือบางคนก็แซวเล่นแบบมีอารมณ์ขัน 
"ไม่มีทางที่ผู้หญิงจะถ่างตารอเช่นนี้เหมือนกัน ไปนอนเอาสลัดผักโปะหน้าดีกว่าเป็นไหนๆ ฮาๆๆ" 

พอโทนเสียงต่อว่าเริ่มแรง ก็เริ่มมีคนมาช่วยเถียงแทนว่าให้อ่านดีๆ 
ผมไม่ได้ต่อว่า "ผู้หญิง" แต่เสียดสีตัวเอง 
มีคนแสดงความเห็นในกระทู้นี้เกือบ 200 คน
สนุกดีครับ

นั่งอ่านเล่นพักหนึ่งก็เกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมา 
กะว่าจะโพสต์ข้อความใหม่ 
"วันนี้ เพื่อนผู้ชายคุยกันว่าจะถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืน 
ฟังแล้วปลงจิต เพราะไม่มีทางที่ "ผู้หญิง" อย่างเราจะทำอะไรไร้สาระแบบนี้ 
เฮ้อ...คืนนี้รีบนอนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะรีบไปเข้าคิวซื้อรองเท้า Fitflop"
ลงชื่อ "สาวเมืองจันท์"

เรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นมองอีกมุมหนึ่งแทน 
แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเขียนข้อความแบบ "เซน" ดีกว่า 
"ตอบ" โดย "ไม่ตอบ"

เมื่อต้องการจะบอกว่าคนเราทุกคนล้วนแต่มีเรื่อง "ไร้สาระ" กันทั้งนั้น 
เราเปิดประเด็นให้แฟนเพจเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองดีกว่า 
"ไหนๆ ก็คุยกันเรื่องความไร้สาระแล้ว 
อยากรู้ว่าใครเคยทำเรื่องที่คิดว่า "ไร้สาระ" ที่สุดบ้าง
เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ"


เชื่อไหมครับว่าไม่ถึง 10 นาที มีคนเขียนเล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัวเองมาเกือบ 50 คน 
แต่ละเรื่องสนุกทั้งนั้น 
สนุกจนอยากให้รางวัล 
โพสต์ข้อความเดิมอีกครั้ง แต่เพิ่มข้อความว่าจะแจกหนังสือเป็นรางวัล
ตอนแรก 5 เล่ม พอเรื่องเริ่มเยอะก็เลยเพิ่มเป็น 10 เล่มสำหรับ "เรื่องไร้สาระ" ที่โดนใจที่สุด

และสุดท้ายคงต้องเพิ่มเป็น 20 เล่ม
เพราะมีคนเข้ามาเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองถึง 500 กว่าคน 
สนุกมากครับ
อ่านไปหัวเราะไปทั้งคืน
ไม่นึกว่าคนเราจะสามารถทำเรื่อง "ไร้สาระ" ได้ขนาดนี้



มีตัวอย่างเรื่อง "ไร้สาระ" มาเล่าให้ฟังเพื่อเรียกน้ำย่อย 2-3 เรื่องครับ 
"โบกแท็กซี่ แล้วถาม ว่ากี่โมงแล้วค่ะ ตอนนี้ ^^" (คุณไม่ถือสา แต่ว่ารู้สึก) 
"เคยเข้าห้องน้ำแล้วห้องข้างๆ ตดเสียงดัง เราเลยพยายามจะเบ่งให้ตดดังกว่าเค้า แต่ไม่ออก ออกจากห้องน้ำมาเครียด แพ้เลย 55" (Anntie Ams) 
เฮ้อ คิดได้ไง


"จีบผู้หญิงคนแรก ไม่กล้าคุยกับเค้า ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังจีนกำลังภายใน ประทับใจการสะกดรอยตามผู้ร้ายที่สุด 
ผมจึงเอาวิธีนี้มาประยุกต์ใช้ โดยการรอเวลาหลังเลิกเรียน เธอจะเดินไปขึ้นรถบริเวณใกล้ๆ ผมจะค่อยๆ เดินตามไม่ให้เธอรู้ตัว จนรู้ว่าเธอขึ้นรถประจำตรงไหน 
แต่อนิจจาเธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมสะกดรอยตาม เธอฝากมาบอกเพื่อนของผมว่าเธอกลัวมาก 
ผมเลยกลายเป็นพวกโรคจิตในสายตาเค้าไปเลย 555 

ไร้สาระมั้ยครับ นี่แหละ การคิดจะจีบหญิงครั้งแรก ไม่เป็นท่าเลยครับ" (Valio Campione)   
ครับ นี่แค่ "ตัวอย่าง"

ฉบับหน้าขออีกตอน จะคัดอีก 17 เรื่องที่ได้รางวัลมาเล่าให้ฟัง
แล้วจะรู้ว่าคนเรา "ไร้สาระ" มากกว่าที่คุณคิด 

(ถ้าอยากอ่านเรื่องทั้งหมด ให้เข้าไปในเฟซบุ๊ก boycitychanFC ได้เลยครับ
รับประกันความฮา!!!
)



++

ไร้สาระ (2)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ 
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 24


ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วครับ จากการเปิดประเด็นให้ "แฟนเพจ" เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัว 
ฉบับที่แล้วลงไป 3 เรื่อง
ฉบับนี้ ขออนุญาตลงเรื่องที่คัดสรรมาแล้วว่า "ไร้สาระ-เพี้ยน" และขำสุดๆ อีก 17 เรื่องครับ 


กลุ่มแรก เป็นเรื่องความไร้สาระและไร้เดียงสาในวัยเด็ก 
"หยิกแขนคนข้างๆ เมื่อเจอรถเต่า และอธิษฐาน" Firstread Firstsight 
มีคนโพสต์ประเด็นนี้หลายคน แต่ Firstread Firstsight เป็นคนแรก
Bewitch ZAng "ตอนประถม ต้องกินยาแก้หวัด กินยาไปแล้วก็กินน้ำจากขวดเลยค่ะไม่ได้ใส่แก้ว แล้วยามันร่วงจากปากตกลงไปในขวด
แทนที่เราจะเทน้ำออก หรือเปลี่ยนยาเม็ดใหม่
ดันดื่มน้ำจากขวดต่อไป คิดว่าเม็ดยาจะไหลตามไป
ที่ไหนได้ จุกก็จุก

ที่สำคัญ "ทิฟฟี่" ยังอยู่ที่เดิม ไม่น่าเล้ย..."


Rina Sitt "ตอน ป.3 คุณครูสอนว่าต้นไม้ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนเช้าและจะปล่อยออกซิเจนออกมาให้เราแทน ... 
ในช่วงนั้น แม่ใช้ให้ปลูกต้นคุณนายตื่นสายตามข้างทางเข้าบ้าน (ก็ตื่นเต้นค่ะ ฝีมือเราปลูก) กลัวมันไม่โต กลัวเสียหน้าด้วย 
ตอนเช้าต้องตื่นมานอนราบกับพื้น ก้มหน้าลงไปให้ใกล้ดอกไม้ที่สุดแล้วถอนหายใจ(แบบถี่ๆ แรงๆ) 
เป็นการให้คาร์บอนไดออกไซด์กับดอกไม้ 
ลุกๆ นอนๆ กับพื้นอยู่นั่นแหละค่ะ พอให้คาร์บอนไดออกไซด์ต้นไม้เสร็จ ก็ต้องค่อยๆ ถอยกลับมาสูดออกซิเจนคืน 
...ปลูกต้นไม้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย ฮ่าๆๆ"

Natkrita Nhoojam "เรื่องนานมากแล้วอันนี้พยานเพียบ!! ตอนประถมกลับจากโรงเรียนตอนเย็นหิวน้ำมาก อยากดื่มน้ำเย็น เปิดตู้เย็นก็ไม่มีน้ำสักขวด ไม่รู้จะทำไงดี 
มองซ้ายมองขวาไม่มีคน เห็นที่ผนังของช่องแช่แข็งมันมีน้ำแข็งเกาะอยู่ ด้วยความหิวน้ำมากจึงเอามือแกะแต่มันก็ได้แค่นิดเดียว 
ตัดสินใจเอาหัวเข้าไป แล้วก็ใช้ลิ้นเลียน้ำแข็งเลย ปรากฏว่าไฟดูด ดึงออกก็ไม่ได้ ตกใจมากคิดว่าจะตายเป็นผีเฝ้าตู้เย็นแล้ว!!! 
แต่ดึงมันออกอย่างแรงอีกอีกครั้ง ลิ้นหลุดจากผนังช่องแช่แข็ง แต่เลือดออกเยอะมาก เลยวิ่งร้องไห้เข้าห้องไม่กล้าบอกใคร แล้วเอาผ้ามาอมไว้ไม่ให้เลือดไหล 
บังเอิญตอนที่วิ่งร้องไห้เข้าห้องน้องชายเห็นเลยตามเข้าไป เลยรู้กันทั้งบ้าน!!!! 
ไม่รู้ทำไปได้ไง"

Joy Siriporn "ตอนเด็กๆ พยายามตัดยางรถยนต์ แล้วขุดหลุมข้างบ้าน ขโมยเกลือของแม่ที่เตรียมไว้ทำปลาเค็มมาทั้งหมด นำไปเทลงในหลุม
เติมน้ำนิดหน่อย ใส่ยางรถยนต์ลงไป 
ด้วยหวังจะให้มันกลายเป็นยางลบ คิดได้อ่ะ"

Chanin Jobb "ตอน ม.3 ช่วงพักกลางวัน เคยร่วมกับเพื่อนๆ เกือบสิบคน ร้อง เฮ้ย!!! ดังๆ แล้ววิ่งกรูกันไปกลางสนามฟุตบอล
คนแตกตื่นและวิ่งตามไปดู 
3 นาที หลังจากนั้น นักเรียนเกือบครึ่งโรงเรียนลงไปอยู่กลางสนามฟุตบอล 
เรื่องนี้จบลงที่ ฝ่ายปกครองต้องประกาศให้นักเรียนอยู่ในความสงบและสั่งให้ทุกคนออกจากสนามฟุตบอล (ส่วนพวกเราก็ชิ่งออกมานั่งขำกันข้างสนามตั้งนานแล้ว)^^"

Suvallee Yamsart "ตอนเรียน ป.2 เอาชื่อพ่อกับแม่ของเพื่อนเกือบทั้งหมดในห้อง มาทำเป็นเพลงให้เพื่อนไว้ใช้ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว 555" 
คาดว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงประจำห้องที่ร้องเล่นในโรงเรียนเป็นประจำ 
ยกเว้น "วันแม่" และ "วันพ่อ"



กลุ่มที่ 2 เป็นเรื่อง "ความรัก"

มีสุข สิริยา "ที่บ้านชอบเลี้ยงหมา ทุกเย็นแฟนจะชอบมานั่งหาเห็บหาหมัด 
เห็นแฟนทำแบบนี้ทุกวันเซ็งจิตสุดๆ 
ไปตลาดนัดซื้อยาฆ่าเห็บที่ใช้ผสมข้าวให้หมากิน ใช้เวลา 7 วัน เห็บหมัดตายเกลี้ยง 
แทนที่แฟนจะดีใจที่เห็บตาย กลับต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องเห็บ  
แฟนบอกว่าการหาเห็บเป็นการใช้สมาธิและได้อยู่ในโลกส่วนตัว 
เฮ้อ มนุษย์หนอ..."

Phatcharin Thirarungsikul "หนูเลิกกับแฟนเพราะแฟนกินเค้กก่อนที่หนูจะถ่ายรูปแล้วอัพลงเฟซบุ๊ก 
ทะเลาะกันจนคว่ำจานทิ้งแล้วเลิกกันตรงนั้นเลย
พอมองย้อนกลับไป หนูว่ามัน...ไร้สาระ"

Chupong Ittiwut "สมัย สื่อสารทางเดียว ด้วย "เพจเจอร์" ซึ่งต้องโทร.เข้าศูนย์ฝากข้อความ 
ทะเลาะกับแฟน แฟนขึ้น ปอ.7 หนีกลับบ้าน 
ผ่านเยาวราช ไปพาต้า รถติดมาก ผมเลยเดินไล่ตามรถทันตลอดทาง และมีเวลาพอที่จะแวะตู้โทรศัพท์ เป็นพักๆ เพื่อเพจเข้าเครื่อง
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง 
เดินตามรถไปได้เรื่อยๆ ด้วยความโมโห สุดท้าย รถขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ รถเมล์ไปได้ แต่คนเดินหาทางขึ้นไม่เจอ 
หาอยู่นานมาก จนหายโมโห
พอไม่เจอ เลยเลิก
ขากลับ สติคืนมา... รถติดกว่าเดิม เลือกการเดินอีกที 
โห...ไกลว่ะครับ ><"

Pennapa Jun "ตอนยังเป็นวัยรุ่น แฟนเก่าบอกเลิก ตกใจไม่รู้จะทำไงดี 
แต่จำฉากหนึ่งในละครได้ว่าเขาต้องโยนแหวนทิ้งและวิ่งจากไปทั้งน้ำตา เลยเอามั่งดีกว่า!!  
ถอดแหวนทองที่เขาเคยให้โยนทิ้งใส่เขา และวิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ประหนึ่งว่าเป็นนางเอกคนนั้น 
เฮ้อออ!! เสียดายจนถึงทุกวันนี้ รู้งี้เป็นนางร้ายเก็บแหวนไว้แล้วเอาไปขายดีกว่ายังได้ตั้งหลายตังค์

ทุกวันนี้จะจำไว้ว่า "ความรู้สึกดีๆ เก็บไว้ในความทรงจำ แต่ถ้าเป็นแหวนทองคำขอแลกเป็นตังค์จะดีกว่า"
ครับ ถือว่า "วุฒิภาวะ" ทาง "ความรัก" ดีขึ้น



กลุ่มสุดท้าย เป็นเรื่องอื่นๆ อีกมากมายครับ

Sagurong Max "ผมเคยนั่งนับเสาไฟ ระหว่างนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ กลับโคราช เพราะเบื่อเหลือเกิน ไม่มีอะไรทำ ... นับได้จน 900 ก็เสา ก็ดันไปคิดเรื่องอื่นแทน 
... ไอ้เรื่องที่คิดเรื่องอื่นนี่แหละ มันไร้สาระ T_T"

Knot Suphenphan "เป็นประจำค่ะ นิ่งอุบเงียบไม่ยอมบอกทางลัดโล่งๆ กับแท็กซี่ที่เรียกไปส่งบ้าน ถ้าแท็กซี่คันนั้นบ่นมากเรื่องรถติด 
เชอะๆ พูดมากอยู่นั่น ติดซะให้เข็ด ติดไปด้วยกันอย่างนี้แหละ บางทีติดเป็นชั่วโมงโดนไปอีกหลายบาท 
ลงจากแท็กซี่ จ่ายเงินแบบยิ้มๆ 
สงครามการโต้ตอบแบบนี้ มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละที่คิดได้"

Tik A Tok "สมัครเฟซบุ๊กเพิ่มอีกอัน (ใช้ชื่อตัวเองนี่แหละ) แล้วเอามาคุยกับตัวเองค่ะ 
เพื่อนถามว่า มึงบ้ารึป่าว 
ตอบว่า เออ...กูเพี้ยน!!"

Ob Obbie "เข้าห้องน้ำในห้างแล้วทิชชูหมด...ต้องวอทแอพเรียกเพื่อนให้เอาทิชชูมาให้ นั่งรอในห้องน้ำนานมาก...ที่ไร้สาระคือไม่กล้าขอห้องข้างๆ...เขินล์ล์ล์..."

Title Kriangsak "สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังพักหอเดียวกับเพื่อน รีบไปทำงานตอนเช้าเกินไป จนลืมว่าเพื่อนยังอยู่ในห้อง ล็อกแม่กุญแจตัวเบ้อเร่อขังมันไว้ในห้อง 
...โดนมันด่ายันลูกจะบวชจนทุกวันนี้"

ปรัชญ์ ตรีจาตุรันต์ "มีอยู่วันหนึ่ง ทั้งกระเป๋าผมมีแต่แบงก์พัน กับเศษตังค์กุ๊งกิ๊งๆ ในกระเป๋าประมาณ 2-3 บาท 
คิดหาที่แตกแบงก์ไปเป็นค่ารถเมล์ จะเข้าเซเว่นก็ไม่รู้จะซื้ออะไร เลยเดินเข้าซีเอ็ดแทน 
หยิบๆ เลือกๆ หนังสือได้มา 3 เล่ม เดินไปจ่ายตังค์ 
แคชเชียร์หน้าตาน่ารัก : ทั้งหมด 501 บาทค่ะ... 
...ผมยื่นแบงก์พัน (ปากมันไปไวกว่าความคิด!!!)

ผม : มีเศษบาทนึงครับ
เดินออกมาจากร้าน มีหนังสือเพิ่มขึ้น 3 เล่ม 
และแบงก์ 500 ในมือ"

555 เรื่องนี้ได้รับการกด Like เยอะที่สุดครับ




มีอยู่คนหนึ่ง ไม่ได้เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" แต่ตั้งข้อสังเกตที่ทำให้สะดุ้ง

Sutti Jinna "นั่งไล่อ่านแล้ว รู้สึกว่า "แฟนคลับ" พี่นี้เพี้ยนเยอะเนอะ. 

พี่เคยถามตัวเองไหม. 
"ทำไม"
คริ คริ...



.

2555-10-02

หนุ่มเมืองจันท์: มูลค่า “จินตนาการ”

.

มูลค่า “จินตนาการ”
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1676 หน้า 24


วันก่อนคุยกับ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่อง "รถไฟความเร็วสูง" 
ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก ก็คือ "รถไฟความเร็วสูง" ไม่ใช่ "รถไฟ" 
แต่เป็น "อนาคต"


ถือเป็นคำโฆษณาขาย "ความฝัน" ที่เท่มาก 
"ชัชชาติ" บอกว่าเรื่องเงิน เทคโนโลยี ไม่ใช่ปัญหา 
เพราะประเทศไทยมีเงินพร้อมจะลงทุน 
เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ 
หลายประเทศใช้มานานแล้ว

เรื่องใหญ่ที่สุดของเขากลับเป็นเรื่อง "จินตนาการ" 
เรามอง "รถไฟความเร็วสูง" ว่าเป็นอะไร 
เป็นแค่รถไฟที่วิ่งเร็วระดับ 250-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขน "คน" จากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง 
มองแค่นั้นหรือเปล่า

เพราะถ้ามองแค่การขน "คน"
"มูลค่า" ของ "รถไฟความเร็วสูง" ก็อยู่ในระดับหนึ่ง 
แต่ถ้าจินตนาการว่านอกจากขน "คน" แล้ว ยังช่วยขนส่ง "สินค้า" สินค้าเบาๆ ที่มีมูลค่าสูง
"มูลค่า" ก็เพิ่มอีกระดับหนึ่ง

และหากจินตนาการในเชิงการพัฒนาประเทศว่าจะเป็นการกระจายความเจริญไปยังภูมิภาค 
เพราะ "รถไฟความเร็วสูง" สามารถเคลื่อนย้าย "คน" จำนวนมากจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งในเวลาอันรวดเร็ว 
ถ้าเราคิดแบบทุนนิยมเต็มตัว 
ยิ่งลด "เวลา" การเดินทางมากเท่าไร 
เท่ากับเพิ่ม "เวลา" ให้กับการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยมากเท่านั้น

อีกมุมหนึ่ง "รถไฟความเร็วสูง" ยังช่วยลดความแออัดในเมืองกรุง 
เพราะคนจากต่างจังหวัดสามารถเดินทางมาทำงานใน กทม. หรือเดินทางกลับบ้านในเวลาอันรวดเร็ว 
เราสามารถมีบ้านอยู่ต่างจังหวัดและเดินทางมาทำงานในเมืองกรุงได้ 
เห็นไหมครับว่าถ้าเรามองว่า "รถไฟความเร็วสูง" คือ เครื่องมือในการพัฒนาประเทศ

"มูลค่า" ของ "รถไฟความเร็วสูง" จะยกระดับขึ้นทันที 
เงินลงทุนเท่าเดิม แต่ "มูลค่า" เปลี่ยนไป 
เพราะ "จินตนาการ"




เคยคุยกับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับบิ๊กคนหนึ่ง 
เขาบอกว่ามูลค่าของที่ดินแปลงหนึ่งจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับ "จินตนาการ" 
สมมุติว่ามีที่ดิน 2 ไร่อยู่ริมถนนสุขุมวิท ใกล้สถานีรถไฟฟ้า 
มีคนบอกขายตารางวาละ 500,000 บาท 
400 ล้านบาท

ถ้าเราจินตนาการว่าอยากทำสวนผลไม้ 
400 ล้านบาท โค-ตะ-ระ แพงเลย 
แต่ถ้าเราจินตนาการเป็น "บ้านเดี่ยว" 
ที่ดิน 50 ตารางวาก็สามารถสร้าง "บ้านเดี่ยว" ได้ 1 หลัง
ที่ดิน 2 ไร่ ก็แปลงเป็น "บ้านเดี่ยว" ได้ 16 หลัง 
400 ล้านบาท แพงระยับ

แต่ถ้าเราจินตนาการว่าจะแปรสภาพที่ดิน 2 ไร่นี้ให้เป็น "คอนโดมิเนียม" 20 ชั้น 
สักประมาณ 400 ยูนิต 
ขายยูนิตละ 5-15 ล้านบาท 
ที่ดินตารางวาละ 500,000 บาทก็จะไม่แพงเลย 
"มูลค่า" ของทุกสิ่งจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับ "จินตนาการ" ของเรา


ครั้งหนึ่งคุยกับ "ธนินท์ เจียรวนนท์" 
"ธนินท์" ถือว่า "เวลา" ของเขามีค่ามาก 
ผมไม่รู้ว่าเงินเดือนและรายรับอื่นๆ ของ "ธนินท์" สูงแค่ไหน 
แต่ถ้าคำนวณเป็นชั่วโมง 
ต้นทุน "เวลา" สำหรับ "ธนินท์" คงสูงที่สุดในซีพี 
และสูงมากสำหรับคนทั่วไป 
เมื่อ "เวลา" มีค่า "ธนินท์" จึงคิดตลอดว่าทุกครั้งที่สูญเสีย "เวลา" ให้กับใครหรือเรื่องอะไร 
เขาต้องได้ "ผลตอบแทน" คุ้มค่า 
ครับ ถ้าเป็นเรื่อง "งาน" เมื่อไร 
"ธนินท์" จะคำนวณอย่างละเอียดว่าคุ้มค่าไหมที่ต้องเสีย "เวลา" ไป

ไม่เหมือนกับตอนที่เขาใช้ "เวลา" กับการพักผ่อน 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกีฬา "ตีไก่" ที่เขารัก 
เขาไม่เคยคำนวณเลยว่าเสียเวลาไปเท่าไร
ได้อะไรกลับคืนมาบ้าง 
เพราะนี่คือ การพักผ่อน

"เวลา" จึงไม่มี "ราคา"
"จินตนาการ" ที่มีต่อ "เวลา" เปลี่ยนไป
"มูลค่า" ก็เปลี่ยนตาม




ผมเล่าเรื่องนี้ให้ "อมร" ฟัง 
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำความเข้าใจหลักการของ "จินตนาการ" ได้ในเวลาอันรวดเร็ว 
และยกตัวอย่างใหม่ 
เป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยที่สุด

"ผู้หญิง" ครับ
หนุ่มมร บอกว่าเวลาเราเจอ "ผู้หญิง" สักคน
"จินตนาการ" จะทำให้เราทุ่มเทกับผู้หญิงคนนั้นแตกต่างกัน 
ถ้าจินตนาการว่าจะคบคนนี้เป็นแค่คนรู้จัก หรือเพื่อน 
เราจะเฉยๆ

ถ้าไปเป็นกลุ่มก็จะชวนไปกินข้าว-ดูหนัง 
ไม่ไปก็ไม่ว่าอะไร

แต่ถ้าเราจินตนาการว่าผู้หญิงคนนี้น่าสนใจ 
อยาก "จีบ" 
พอ "จินตนาการ" เปลี่ยน "มูลค่า" การลงทุนก็เปลี่ยนไป 
เริ่มชวนไปกินข้าว ดูหนัง 
โทร.คุยตลอด ว่างก็กริ๊ง พอวางสายก็ line 
พร้อมจะขับรถไปส่ง 
ไกลเท่าไรยิ่งชอบ 
มีความรู้สึกแปลกๆ ...อยากเสียเวลาไปกับเธอ

ถ้าแค่จีบแบบ "กิ๊ก" การลงทุนก็จะหวังผลแบบหนึ่ง 
แต่ถ้ายกระดับจินตนาการถึงขั้น "แฟน" 
การทุ่มเทก็จะเพิ่มขึ้น 
ยิ่งถ้าเกิดอยากได้เธอเป็น "แม่ของลูก"

"อมร" บอกว่า "จินตนาการ" ถึงระดับนี้เมื่อไร
เท่าไร-เท่ากัน




.

2555-09-25

หนุ่มเมืองจันท์: ซัมซุง-ไอโฟน

.

ซัมซุง-ไอโฟน
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1675 หน้า 24 


วันที่ "แอปเปิ้ล" ไม่มี "สตีฟ จ็อบส์" 
ผมเคยวิเคราะห์ว่าสถานการณ์จะเหมือน "เล่าปี่" ไม่มี "ขงเบ้ง" 
คู่แข่งที่เคยกลัวจะไม่กลัว 
นึกถึงตอน "ขงเบ้ง" หนีไปตั้งทัพอยู่ในเมืองเล็กๆ แต่ยังใช้วิธีเปิดประตูเมืองทั้ง 4 ด้าน และนั่งตีขิมเล่นอยู่บนกำแพง 
ทำใจดีสู้เสือ ใช้ "บารมี" ข่มขวัญ "สุมาอี้"  
ในที่สุด "สุมาอี้" ต้องถอยทัพหนี เพราะเกรงว่าจะหลงกล "ขงเบ้ง" หลอกให้บุกเข้าไปในเมือง  


เรื่อง "บารมี" นั้นเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ 
ต้องลงมือทำและใช้เวลาสั่งสมเท่านั้น  
"สตีฟ จ็อบส์" ก็เช่นเดียวกัน บารมีของเขาทำให้คู่แข่งไม่กล้าผลีผลาม 
จะบุกก็กลัวโดนสวน 
แต่ทันทีที่ "แอปเปิ้ล" ไม่มี "สตีฟ จ็อบส์" ผมรู้สึกว่า "ซัมซุง" กล้าแลกหมัดขึ้นเยอะ 
และล่าสุดเขากลายเป็นแชมป์สมาร์ทโฟนไปแล้ว  


ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อ "ซัมซุง" ไม่กลัว 
"แอปเปิ้ล" กลับมีท่าทีเกร็งๆ 
ไม่ได้โชว์ความเหนือชั้นเหมือนในอดีต 
การเปิดตัว iPhone 5 ของ "แอปเปิ้ล" แม้จะเรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร และเรียกยอดจองเพียงแค่วันเดียว 2 ล้านเครื่อง 
แต่มีปรากฏการณ์บางอย่างที่แปลกกว่าครั้งก่อนๆ สมัยที่ "จ็อบส์" ยังอยู่ 
นั่นคือ "แอปเปิ้ล" ปิดความลับไม่ได้


เป็นเรื่องปกติที่ก่อนหน้าวันเปิดตัว iPhone ทุกรุ่น จะมี "ข่าวหลุด" ออกมาเป็นประจำว่ารุ่นนี้หน้าตาจะเป็นอย่างไร จะมีคุณสมบัติพิเศษอะไรบ้าง
แต่สุดท้ายแล้ว "ข่าว" ที่คิดว่า "หลุด" ก็กลายเป็น "ข่าวมั่ว" 
เพราะไม่ตรงกับ "ของจริง" 

แต่ปรากฏว่า iPhone 5 "ข่าวหลุด" กลายเป็น "ข่าวจริง" 
ทั้งหน้าจอขนาด 4 นิ้ว หรือคุณสมบัติต่างๆ 
เป๊ะเลย  
คลาดเคลื่อนน้อยมาก  
ด้านหนึ่ง มีคนบอกว่าผู้บริหาร "แอปเปิ้ล" รุ่นนี้ไม่โหดเหมือนกับ "สตีฟ จ็อบส์"  
ทำให้คนไม่กลัวเกรง 
"ความลับ" จึงหลุดรอดออกมา

แต่อีกด้านหนึ่ง มีคนวิเคราะห์ว่าเป็นกลยุทธ์ของ "แอปเปิ้ล" ที่ต้องการปล่อยข่าวออกมาล่วงหน้า   
เพื่อเป็นการเตะสกัดความแรงของ "ซัมซุง กาแล็กซี่ เอส 3"  
ปล่อยข้อมูลออกมาทำให้คนชะงัก ยังไม่ตัดสินใจซื้อ 
รอดู iPhone 5 ก่อน  

กลยุทธ์นี้คือการเล่นกับจิตวิทยาผู้บริโภค  
เพราะหากตัดสินใจควักเงินซื้อ "ซัมซุง" ไปแล้ว  
ถ้า iPhone 5 ออกมาแล้วเจ๋งกว่า 
คนซื้อจะเกิดอาการ "เสียดาย" 
เพราะเงินในกระเป๋าเกลี้ยงแล้ว




การต่อสู้ระหว่าง "ซัมซุง" กับ "แอปเปิ้ล" ในวันที่ไร้ "สตีฟ จ็อบส์" น่าสนใจมาก  
"ซัมซุง" ใช้กลยุทธ์ที่สวนทางกับแนวคิดของ "สตีฟ จ็อบส์" อย่างสิ้นเชิง  
วันแรกที่ "จ็อบส์" กลับเข้ามาบริหาร "แอปเปิ้ล" อีกครั้งหนึ่ง สิ่งแรกที่เขาทำก็คือลดจำนวนสินค้าที่หลากหลายลงเหลือไม่กี่ตัว 
กลยุทธ์ของ "สตีฟ จ็อบส์" คือ "โฟกัส" 
ผลิตสินค้าไม่กี่ประเภทให้ดีที่สุด

iMac iPad iPod iPhone


ผู้บริหาร "แอปเปิ้ล" คนหนึ่งเคยบอกว่าโต๊ะเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าเขา สามารถวางผลิตภัณฑ์ของ "แอปเปิ้ล" ทั้งหมดได้ 
แต่ยอดขายของสินค้าไม่กี่ตัวนั้นเท่ากับบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่  
ในขณะที่ "จ็อบส์" โฟกัส "ซัมซุง" กลับใช้กลยุทธ์ความหลากหลายเข้าตีโอบ  
โทรศัพท์มือถือของเขามีหลายรุ่นหลายแบบ  
สมกับที่ใช้ชื่อรุ่นว่า "กาแล็กซี่"

เพราะ "กาแล็กซี่" นั้นกว้างใหญ่มาก  

มีคนล้อเลียนว่าตอนนี้ "เขาค้อ-เขาทราย" มีน้องชายคนใหม่แล้ว 
ชื่อว่า "ซัมซุง กาแล็กซี่"  
นอกจากเรื่องความหลากหลายแล้ว 
"ซัมซุง" ยังทำในสิ่งที่ "สตีฟ จ็อบส์" ไม่เชื่อ  
ถ้าอ่านหนังสือประวัติของ "สตีฟ จ็อบส์" จะพบว่าตอนที่เขาคิดผลิต iPhone มี 2 สิ่งที่เขาปฏิเสธและยืนยันว่า "ห้ามใช้" ในผลิตภัณฑ์นี้ 
1. คีย์บอร์ด แบบแบล็กเบอร์รี่ 
2. ปากกา สไตลัส ที่ใช้เขียนหรือกดปุ่มต่างๆ หน้าจอมือถือ

iPhone จึงเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ทำให้หน้าจอเป็นคีย์บอร์ด และใช้นิ้วกดแทนปากกา 
ย่อก็ได้ ขยายก็ได้  
กลายเป็น "จุดเด่น" ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ iPhone  
และ "แอปเปิ้ล" กลายเป็นผู้กำหนดเกมการแข่งขันโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน

ใครๆ ก็คิดเลียนแบบ "แอปเปิ้ล" 
แต่ "ซัมซุง" กลับไม่สนใจ 
เขาออกซัมซุงรุ่นกาแล็กซี่ โน้ต ที่ใช้ปากกาเอสเพน ใช้เขียนและกดคีย์บอร์ดได้ ซึ่งประสบความสำเร็จมากทีเดียว 

นอกจากนั้น "ซัมซุง" ยังสู้ "แอปเปิ้ล" ด้วย "ความเร็ว" 
"แอปเปิ้ล" นานๆ จะออกผลิตภัณฑ์สักชิ้น 
แต่ "ซัมซุง" ใช้ "ความเร็ว" เข้าสู้ 


เดี๋ยวๆ ก็ออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ 
เหมือนทายใจว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ชอบความจำเจ  
ในขณะที่โทรศัพท์มือถือของ "แอปเปิ้ล" มี iPhone ตัวเดียว แต่ "ซัมซุง" มีเป็นสิบรุ่น   
ตีโอบทั้งระดับราคาถูก รุ่นไลท์ฟลายเวต  
จนถึงระดับเฮฟวี่เวตระดับ ซัมซุง กาแล็กซี่ เอส 3 ที่ท้าชนกับ iPhone แบบไม่กลัว

"ซัมซุง" ได้แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์สู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงหนทางเดียว 
ไม่จำเป็นที่บริษัทมือถือต้องเดินตามรอย "สตีฟ จ็อบส์"  
เพราะในโลกนี้มีวิธีอื่นอีกมากมายที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ  
ความสำเร็จของ "แอปเปิ้ล" ก็เป็นเพียงรอยเท้าของ "จ็อบส์" 
เราไม่จำเป็นต้องเดินตาม

ทุกคนล้วนมี "จุดแข็ง"  
ขอเพียงแค่เลือกให้เหมาะสมกับตัวเราเท่านั้นเอง 




.

2555-09-24

สรกล: “ชุดดำ”หรือ“ใจดำ”, นิทาน“แพะ”

.

“ชุดดำ”หรือ“ใจดำ”
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์  วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 20:00:00 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555 หน้า 2 )


ทุกครั้งของการชุมนุมใหญ่ประท้วงรัฐบาลของประชาชนมักจะมี "มือที่ 3" เกิดขึ้นเสมอ 
14 ตุลาคม 2516 ก็มี "มือที่ 3" 
จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าใครยิงปืนจากกองสลาก ใครสั่งให้ตีนักศึกษาตกน้ำที่บริเวณสวนจิตรลดา 

เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็มี "มือที่ 3" 
ถ้า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการหาม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จากสนามหลวงไปยังสะพานผ่านฟ้า 
เป็นคนไล่ตีทหาร และเผาโรงพักนางเลิ้ง 
เราก็คงไม่รู้ว่ามี "มือที่ 3" ในเหตุการณ์ครั้งนั้น

แต่เพราะเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือ พฤษภาคม 2553 "มวลชน" เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด 
คำถามเรื่อง "มือที่ 3" จึงหายไปกับสายลม 
พร้อมกับการหรี่ตาให้กับการเผาตึกกองสลาก หรือโรงพักนางเลิ้ง 
จำไม่ได้กับวิธีการต่อสู้ของมวลชนด้วยการขับรถเมล์พุ่งชนแนวทหาร
"ผู้ชนะ" คือ "ผู้ถูกต้อง"


แต่เหตุการณ์ เมษา-พฤษภาฯ "มวลชนเสื้อแดง" ไม่ได้เป็นผู้ชนะ 
เขาเป็น "ผู้แพ้" เหมือนกับนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 
แต่ประวัติศาสตร์มักเขียนโดย "ผู้ชนะ" 
ตัวละคร "ชายชุดดำ" จึงเกิดขึ้น

ถามว่า "ชายชุดดำ" กับการใช้อาวุธสงครามมีจริงหรือไม่
ตอบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมี "มือที่ 3" กระทำการเช่นนั้นจริง 
แต่ไม่ได้มีบทบาทถึงขั้นเป็นกองกำลังระดับ 500 คน 
เพราะถ้ายิ่งใหญ่ขนาดนั้น ทหารคงเสียชีวิตมากกว่านี้

และถ้ามีการทำเป็นขบวนการจริง ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองอำนาจต่ออีกกว่า 1 ปี กลับไม่สามารถหาหลักฐานเรื่องขบวนการ "ชายชุดดำ" ได้เลย 
"ชายชุดดำจึงเหมือนตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์ไทยแค่ 1 บรรทัด แต่สามารถสร้างภาพยนตร์ได้ทั้งเรื่อง 
ที่สำคัญ "ชายชุดดำ" กลายเป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปรามประชาชนด้วยกระสุนจริง  
ซึ่งเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนอย่างยิ่ง


กรณีที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เราควรตั้งคำถามทีละขั้นตอน
1.ชายชุดดำมีจริงหรือไม่
2.ถ้ามีจริง ชายชุดดำกลุ่มนี้มีบทบาทแค่ไหนในเหตุการณ์ครั้งนี้
ถึงขนาดเป็นกองกำลังจริงหรือ 
3.แกนนำ นปช.รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของชายชุดดำหรือเปล่า

ความรับรู้ของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-จตุพร พรหมพันธุ์" ในเหตุการณ์นี้จะอยู่ในระดับ พล.ต.จำลอง หรือ "ปริญญา เทวานฤมิตร" ในเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" 
รู้กันหรือไม่รู้เรื่องกับการกระทำของ พล.อ.พัลลภ


แต่คำถามที่ 4 สำคัญที่สุด 
ไม่ว่า "ชายชุดดำ" จะมีจริงหรือไม่ หรือเกี่ยวพันกับแกนนำ นปช.ระดับใด
รัฐบาลมีสิทธิปราบปรามประชาชนด้วยกระสุนจริงหรือไม่  มีสิทธิใช้ "พลซุ่มยิง" กับการสลายมวลชนหรือไม่ 
นี่คือ คำถามที่สำคัญที่สุด

และเป็นคำถามที่ "สมชาย หอมละออ" สมควรต้องตอบอย่างยิ่ง



++

นิทาน“แพะ”
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์  วันเสาร์ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:19 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12  นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2555 )


กรณีของเด็กหนุ่มตระกูล "อยู่วิทยา" ซิ่งรถหรูเฟอร์รารีชนตำรวจเสียชีวิต กลายเป็น "ข่าวใหญ่" ต่อเนื่องมาหลายวัน
ส่วนหนึ่งเพราะรูปคดีที่ไม่ธรรมดา
ทั้งชนแล้วหนี
ที่สำคัญส่งคนขับรถมาเป็น "แพะ" ก่อนรับสารภาพในเวลาต่อมา

ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ใครเป็นคนเสนอความคิดแก้ปัญหาแบบ "แพะ-แพะ" ขึ้นมา 
คิดเอง หรือมีคนเสนอแนะ 
คำสั่งด่วนย้าย พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ นามเมือง สวป.สน.ทองหล่อมาช่วยราชการน่าจะเป็นคำตอบได้ระดับหนึ่ง 

ในอดีตเรื่องการหาแพะรับบาปนั้นมักใช้เมื่อเป็นคดีใหญ่แต่หาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ 
เมื่อโดนเร่งคดีมาก กลยุทธ์หนึ่งในการปิดคดีก็คือ การหา "แพะ" 
พอรู้ตัวว่าใครทำ ข่าวก็เริ่มซาลง 
แต่สุดท้ายคดีลักษณะนี้จะจบลงด้วยการสั่งไม่ฟ้อง หรือยกฟ้อง


นานๆ ครั้งจึงจะมีเรื่องการหา "แพะ" เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหา 
อ่านข่าวนี้แล้วทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีรุ่นพี่เคยเล่าให้ฟัง 
มีตำรวจจาก 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอีกประเทศหนึ่งในเอเชียไปอบรมเรื่องวิธีการสืบสวนสอบสวน 
วิธีการทดสอบฝีมือง่ายมาก

เขาปล่อย "กระต่าย" ตัวหนึ่งเข้าไปในป่า พร้อมคำสั่ง..
"ให้จับกระต่ายตัวนี้ให้ได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง" 
ตำรวจสหรัฐอเมริกาเริ่มก่อน 
เขาใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทั้งดาวเทียม เครื่องตรวจสัญญาณทุกระบบค้นหากระต่ายในป่า
1 ชั่วโมงผ่านไปก็ยังหากระต่ายไม่เจอ 
ตำรวจสหรัฐประกาศยอมแพ้

ถึงคิวของตำรวจรัสเซียบ้าง  
เขาเดินลุยป่าราดน้ำมันจนทั่ว หยิบไฟแช็กขึ้นมาแล้วจุดไฟเผาป่า 
1 ชั่วโมงผ่านไป ไฟไหม้ป่าวอดวาย 
แต่สุดท้ายเขาก็หาซากกระต่ายไม่เจอ 
ตำรวจรัสเซียประกาศยอมแพ้

มาถึงคิวตำรวจจากประเทศหนึ่งในเอเชีย 
อาจารย์ปล่อยกระต่ายเข้าป่าผืนใหม่ 
เขาลุยเข้าไปในป่าท่ามกลางความสงสัยของทุกฝ่ายที่เฝ้ามอง 
เพราะไม่มีอุปกรณ์อะไรติดตัวเข้าไปเลย 
พักหนึ่ง เขาก็ลาก "แพะ" ตัวหนึ่งออกมา

อาจารย์ที่สอนส่ายหน้า 
"นี่มันแพะ เราต้องการกระต่าย" 
ตำรวจเอเชียยิ้ม 
"ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ"

พูดจบก็หยิบปืนออกมาจ่อไปที่หัวแพะ ก้มตัวลงไปกระซิบเบาๆ ที่หูแพะ 
เจ้าแพะตาเหลือก รีบยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนลั่น 
"ผมเป็นกระต่ายครับ ผมเป็นกระต่าย"

จนถึงวันนี้รุ่นพี่คนที่เล่านิทานยังไม่ยอมบอกว่าตำรวจจากเอเชียคนนี้มาจากประเทศอะไร 
ที่สำคัญสั่งเสียงเข้มว่าเล่าต่อได้ แต่ห้ามบอกชื่อคนเล่าโดยเด็ดขาด 
เขาไม่อยากเป็น "กระต่าย" 



.

2555-09-11

หนุ่มเมืองจันท์: มีชีวิตเพื่อผู้อื่น

.

มีชีวิตเพื่อผู้อื่น
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673 หน้า 24


วันก่อน ผมไปพูดที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 
ดีใจมากที่ได้เจอ อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ หรือ "วีรกร ตรีเศศ" สุดยอดนักเขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่ย่อยง่ายที่สุดในประเทศไทย
อาจารย์วรากรณ์ตอนนี้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 
และด้วยภารกิจที่หนักหนาสาหัสในตำแหน่งนี้ทำให้อาจารย์ต้องวางปากกาไป 
น่าเสียดายจริงๆ


ผมไม่ได้เจออาจารย์นานมาก
แต่คำทักทายแรกที่อาจารย์วรากรณ์ทักกลับเป็นประโยคที่ผมเจอเป็นประจำ 
"มีคนเคยบอกไหมว่าคุณหน้าตาคล้ายอาจารย์ปริญญามาก" 
ผมหัวเราะเลย 
เพราะเจอคำพูดนี้บ่อยมาก 
ล่าสุด ที่สนามบินดอนเมือง มีผู้หญิงคนหนึ่งยกมือไหว้แล้วทักทายแบบสนิทสนม
"อาจารย์จะไปไหนคะ" 
ตอนแรกนึกว่าเป็นคนที่เคยเข้าอบรมในงานที่ผมไปพูด 
"ไปอุบลฯ ครับ" 
พอได้ยินเสียงผม เธอก็ชะงักไปนิดนึง 
"อาจารย์ปริญญาหรือเปล่าคะ" 
555 เธอทักผิดครับ

ผมเคยคุยกับ "เอก" ปริญญา หลายครั้ง เพราะเราทั้งคู่เจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำ 
ตอนนี้ผมเดินเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษายกมือไหว้เป็นประจำ 
ส่วน "เอก" เดินในงานหนังสือ ก็เจอคนทักผิด
ครั้งนี้เจออาจารย์วรากรณ์ทักอีก 
ผมบอกอาจารย์ว่าโชคดีมากที่รับมาพูดในวันนี้ เพราะได้เจอกับอาจารย์


ตอนแรกที่ได้รับเมล์จาก "อาจารย์หนึ่ง" ผมตั้งใจจะปฏิเสธ 
เหตุผลหนึ่ง คือ การพูดต่อหน้านักศึกษาตั้ง 800 คน น่ากลัวมาก 
อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ขี้เกียจเตรียมตัว 
ทั้งสคริปต์และการทำเพาเวอร์พอยต์ 
แต่เมื่อดูชื่อหัวข้อเรื่องที่เชิญไปพูดแล้ว รีบรับเลยครับ 
"มีชีวิตเพื่อผู้อื่น"
หัวข้อแบบนี้ คนพูดต้องเป็น "คนดี" แน่นอนเลย 
ไม่รับได้อย่างไร




ในขณะที่หัวข้อที่พูดคือ "มีชีวิตเพื่อผู้อื่น" 
แต่ผมเรียกร้องให้น้องๆ เห็นแก่ตัว 
เห็นแก่ "ความสุข" ส่วนตัว 
จากประสบการณ์ของผม การแสวงหา "ความสุข" ให้กับตัวเองนั้นมีหลายรูปแบบ 

แต่ไม่น่าเชื่อว่าการทำให้ "ผู้อื่น" มีความสุข 
เรากลับมีความสุขยิ่งกว่า


ตั้งแต่ตอนทำกิจกรรมนักศึกษา 
4 ปีผมไปค่ายอาสาพัฒนาชนบท 8 ครั้ง 
ผมเชื่อว่าการไปค่ายถือเป็น "ยาเสพติด" รูปแบบหนึ่ง 
ไปแล้ว "ติด" 
ยังนึกถึงพ่อๆ แม่ๆ ที่ผูกข้อมือวันกลับได้เลย 
น้ำหูน้ำตาไหลกันทั้ง 2 ฝ่าย

ผมมีเรื่องประทับใจมากมายเกี่ยวกับพี่-เพื่อน-น้องที่ช่วยเหลือผู้อื่น 
ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นคนมี "น้ำใจ"  
แต่รุ่นพี่คนหนึ่งเล่นแรง เขาบอกว่าการช่วยเหลือมนุษย์ที่ด้อยกว่านั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแค่ "น้ำใจ" 
แต่เป็น "หน้าที่" 
"หน้าที่" ของมนุษย์ทุกคนพึงมี 
อึ้งไปเลย

แต่ก็เป็นเรื่องจริงครับ 
มี "คนตัวเล็กๆ" ในโลกนี้มากมายที่ทำสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ 
ทำเท่าที่เราทำได้ แต่ทำจริง  
การช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเหมือนกับ "ยาเสพติด" 
ยิ่งได้ทำ ยิ่งอยากทำมากขึ้น 
เพราะเขาค้นพบว่าการช่วยเหลือให้ผู้อื่นมี "ความสุข" 
ตัวเรากลับสุขยิ่งกว่า


ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ประทับใจมาก คือ ตอนที่ผมทำหนังสือ "ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่" และนำค่าเรื่องไปบริจาคให้กลุ่มลูกเหรียง 
วันหนึ่ง รายการ "โลกนักอ่าน บ้านนักเขียน" เชิญผมไปออกรายการ 
พูดถึงหนังสือเล่มนี้  
เขาไปสัมภาษณ์ "ชมพู่" ของกลุ่มลูกเหรียงที่ดูแลเด็กที่กำพร้าพ่อแม่จากเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้มาประกอบในรายการด้วย
ผมเพิ่งรู้ว่าเงินก้อนแรก 40,000 บาทที่ส่งไปนั้นมี "ความหมาย" แค่ไหนสำหรับเด็กน้อยๆ กลุ่มนี้  
"ชมพู่" เล่าว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเปิดเทอม ต้องหาเงินเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็ก 
เงินที่คนอื่นบริจาคมานั้นไม่พอสำหรับเด็กทั้งหมด 
ขณะที่เธอกำลังจะนำสิ่งของมีค่าของกลุ่มลูกเหรียงไปขายเพื่อนำเงินมาเป็นทุนการศึกษาที่ขาดอยู่ 
เงินค่าเรื่องของผมก็ไปถึง 
ทันเวลาพอดี
ไม่ต้องขายเครื่องใช้ของกลุ่มลูกเหรียง

"ชมพู่" เล่าว่าเด็กๆ ถามว่าคนที่ส่งเงินก้อนนี้เป็นใคร เพราะไม่ใช่ "ขาประจำ" ที่เขาคุ้นเคย 
"ชมพู่" บอกเด็กว่า ผมเคยได้ฟังเธอไปพูดในงานงานหนึ่ง และเขียนถึงกลุ่มลูกเหรียงในคอลัมน์
เด็กถามว่าจะตอบแทนอย่างไรดี 
"แค่ทุกคนเป็นคนดี พี่เชื่อว่าพี่หนุ่มเมืองจันท์เขาคงมีความสุข"
ครับ ถ้าเป็นคุณ คุณจะรู้สึกอย่างไร
ผมก็รู้สึกแบบเดียวกัน


ผมบอกน้องๆ ว่าในวันที่เราเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย มี 2 สิ่งที่คุณพึงมี คือ 
1. การตั้งคำถาม 
คุณต้องรู้จักตั้งโจทย์ชีวิตของตัวเอง 
ตั้งเอง-ตอบเอง

ชีวิตของคุณจะเป็นไปอย่างไร เพื่อใคร 
จะปล่อยชีวิตให้เดินไปสู่การสิ้นสุด เพียงแค่ทำงาน มีครอบครัว และตาย
เท่านั้นเองหรือ

"คำถาม" นั้นจะบอก "ทิศ" ของชีวิต
แต่ "คำตอบ" จะบอกเส้นทางเดินของเราในอนาคต


2. ดุลพินิจ 
การตัดสินใจว่าเราจะเดินไปทางไหน 
อะไรที่เราควรทำ และไม่ควรทำ 
ไม่มีใครสอนได้

คุณต้องรู้จักใช้ดุลพินิจหาคำตอบที่ถูกต้องเอง 
นี่คือ สิ่งที่คุณควรจะได้เมื่อพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัย 

เป็นวิชาสำคัญที่สุดที่ไม่มีเกรด



.

2555-09-04

หนุ่มเมืองจันท์: ต้อง “สู้”

.

ต้อง “สู้”
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1672 หน้า 24


ไม่ได้เจอ "ตัน ภาสกรนที" มานาน
พอเจอกันวันก่อน คำแรกที่ผมทักทายคุณตันก็คือ "ทำตลาดเงินอัดฉีดเหรียญทองโอลิมปิกเสียอีกแล้ว" 
ครับ หลังจากที่ "ตัน" ทำตลาดการบริจาคเงินช่วยการกุศลพังทลายมาแล้วครั้งหนึ่ง 
เพราะบริจาคช่วยน้ำท่วมครั้งเดียว 30 ล้านบาท 
ทั้งที่คนอื่นๆ ช่วยกันไม่เกิน 10 ล้านบาท 
ครั้งนี้ "ตัน" ประกาศให้นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก 10 ล้านบาท
ทั้งที่เอกชนรายอื่นให้สูงสุดแค่ 1 ล้านบาท

แถมพอ "แก้ว พงษ์ประยูร" แพ้ในรอบชิงชนะเลิศแบบน่าเกลียด 
"ตัน" ก็ยังให้ 10 ล้านบาทกับ "แก้ว" 
ด้วยเหตุผลว่าเป็น "เหรียญทองที่ห้อยอยู่ในหัวใจคนไทยทุกคน"
นอกจากนั้น "ตัน" ยังประกาศล่วงหน้าด้วยว่าโอลิมปิกครั้งหน้า ใครได้เหรียญทอง
เอาไปเลย 10 ล้านบาท
อัดฉีดล่วงหน้า 4 ปี

คิดเล่นๆ ว่าถ้าโอลิมปิกครั้งหน้านักกีฬาไทยได้สัก 20 เหรียญทอง
200 ล้านบาท
คาดว่าช่วงนั้นถ้า "ตัน" ใส่กางเกงขาสั้น หน้าแข้งข้างซ้ายของเขาคงราบเรียบ
ไม่มี "ขนหน้าแข้ง" ให้เห็นอย่างแน่นอน 



"ตัน" เล่าให้ฟังว่าอย่าคิดว่าเงินอัดฉีดล่วงหน้าไม่มีผล 
"โอ๊ค" พนักงานของ "อิชิตัน" ที่เป็นนักเทควันโด้ เพิ่งไปแข่งคัดตัว UTCC หรือนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัยที่จะไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัยโลก
เขาฝากบอกคุณตันด้วยว่าอีก 4 ปีจะมาเอาเงิน 10 ล้าน 
"โอ๊ค" เล่าว่ากระแสเงินอัดฉีด 10 ล้านบาทแรงมาก 
โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาที่เล่นกีฬา


"เทควันโด้" ที่เคยมีคนสมัครคัดตัวทีมชาติปีละไม่ถึง 500 คน
ปีนี้มีคนส่งใบสมัครทิ้งไว้แล้วทั้งที่ยังไม่เปิดรับสมัครสูงถึง 2,000 คน
แต่ละคนพูดเหมือนกันว่าจะเอาเงิน 10 ล้านจากคุณตันให้ได้
เป้าหมายชัดเจนมาก




แม้การบริหารงานของ "ตัน" จะเป็นแบบมืออาชีพ 
แต่การตัดสินใจจะเป็นแบบ "เถ้าแก่" 
เขาจึงสามารถตัดสินใจใช้เงินได้อย่างรวดเร็ว 
ไม่ต้องมีขั้นตอนเยอะ

ดูเทป "แก้ว" ชกซ้ำอีกครั้งแล้วรู้สึกว่า "แก้ว" ถูกปล้นชัยชนะ
เอาไปเลย 10 ล้าน 
เขาใช้ "ความรู้สึก" เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ 
เพราะเมื่อตั้งใจจะให้ "เหรียญทอง" 10 ล้านบาทอยู่แล้ว
การควักกระเป๋าจ่ายในวงเงินที่ตั้งใจอยู่แล้วกับคนที่สมควรจะได้
จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินใจนาน

"ตัน" เคยบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ คือ เขาทายใจผู้บริโภคถูกต้อง 
ผู้บริโภคชอบอะไร เขาทำในสิ่งนั้น  
เช่นเดียวกับครั้งนี้ เขารู้สึกเหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่ 
และสิ่งที่เขาให้คือสิ่งที่คนไทยทุกคนอยากให้เหมือนกัน 
อยากให้รางวัลปลอบใจ "แก้ว" 
"คุณรู้ไหมว่าหลังจากดูแก้วชก ผมนึกถึงอะไร" เขาถาม
ผมส่ายหน้า

"ผมนึกถึง 2 เรื่อง" 
เรื่องแรก คือ คำที่แม่สอนเขาตั้งแต่เด็ก 
"ถ้าอยากชนะ ต้องอย่ากลัวแพ้" 
และ "ความพ่ายแพ้ คือ ทางผ่านของชัยชนะ" 
คุณแม่ของเขาต้องสู้กับชีวิตมาตลอด ลำบากมานานจนช่วงปลายชีวิตจึงเริ่มสบายเพราะลูกๆ มีฐานะดีขึ้น

"แก้ว" กลายเป็นผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ในสายตาคนไทย 
เพราะเขาสู้อย่างเต็มที่ 
ไม่กลัวที่จะพ่ายแพ้ 
"ตัน" บอกว่าถ้าเราสู้แบบกล้าๆ กลัวๆ กลัวที่จะแพ้ คิดอยู่ในใจว่าคงแพ้แน่ๆ 
เราจะไม่มีทางจะชนะได้เลย 
แต่ถ้าเชื่อมั่นว่าเราจะชนะ และสู้เต็มที่ 
เราก็มีโอกาสที่จะชนะ



เรื่องที่สอง "ตัน" นึกถึงช่วงวัยหนุ่ม เขาไปหัดชกมวยที่ค่ายมวยในวัดแห่งหนึ่ง 
ตามระดับความห้าวของวัย 
วันหนึ่ง ขณะที่กำลังซ้อมชกลมอยู่ในค่าย มีพ่อแม่จูงลูกอายุประมาณ 7-8 ขวบมาหาหลวงพ่อ 
จะขอฝากให้ลูกชายหัดชกมวย 
เด็กน้อยท่าทางหงอๆ หลบอยู่ข้างหลังพ่อ 
แม่บอกหลวงพ่อว่าลูกชายอ่อนแอมาก อยากให้ฝึกมวยที่ค่าย 
"รบกวนหลวงพ่อช่วยฝึกให้เขารู้จักสู้คนบ้าง" 
คาดว่าเด็กน้อยคงถูกเพื่อนๆ รังแกเป็นประจำ แม่จึงอยากให้เขาเป็นเด็กชายที่แข็งแกร่ง ไม่กลัวใคร
และคิดว่าค่ายมวยแห่งนี้จะช่วยได้

เด็กน้อยเริ่มมาซ้อมที่ค่าย เป็นการฝึกซ้อมเหมือนเด็กทั่วไป 
ทั้งวิ่ง ทั้งชกมวย รวมทั้งเตะกระสอบทราย 
ผ่านไปแค่ 1 สัปดาห์ พ่อแม่ก็ตามมาดูลูกฝึกชกมวย
คงอยากเห็นผล 
วันนั้น เด็กน้อยลงซ้อมกับเพื่อน 
ไม่ถึงนาที เด็กคนนี้ก็ถูกเตะตัดขาล้มลง
อีกพักหนึ่งก็โดนจับทุ่ม 
ไม่กี่วินาทีก็ล้มอีก 
แต่เด็กน้อยก็ลุกขึ้นสู้ต่อ
ไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
แต่พักเดียวก็ล้มอีก

เห็นลูกสู้ไม่ได้ แม่ทนไม่ไหว บุกขึ้นเวที จูงมือเด็กน้อยลงมา 
"ไม่เอาแล้ว ฝึกมวยไม่เห็นช่วยอะไรเลย กลับบ้าน...กลับบ้าน" เธอโวยวายต่อหน้าหลวงพ่อแล้วพาลูกกลับไป 
"ตัน" บอกว่าเขายังจำคำของหลวงพ่อในวันนั้นได้เป็นอย่างดี 
"เขาลืมคำที่พูดในวันแรกกับหลวงพ่อ" หลวงพ่อบอก 
วันนั้นคุณแม่ของเด็กน้อยคนนี้บอกเองว่าอยากให้ลูกชายรู้จักสู้คน 
เธอไม่ได้สังเกตว่าวันนี้ลูกของเธอแม้จะถูกชกล้มกี่ครั้ง 
เขาก็ไม่ร้องไห้ 
และลุกขึ้นมาสู้ต่อ
ถ้าแม่เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ เขาจะรู้ว่าลูกชายของเขาไม่เหมือนเดิม 
และประสบความสำเร็จแล้วที่ลูกรู้จักสู้คน


"ชัยชนะ" หรือ "พ่ายแพ้" นั้นเป็นแค่บรรทัดสุดท้ายของการแข่งขัน
"ระหว่างทาง" สำคัญกว่า 
สู้หรือไม่สู้ 

ถ้าสู้เต็มที่แล้ว ต่อให้พ่ายแพ้
เขาก็ชนะใจคนดูทุกคน




.

2555-08-28

หนุ่มเมืองจันท์: เพื่อนชื่อ “ความรู้สึก”

.

เพื่อนชื่อ “ความรู้สึก”
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1671 หน้า 24


เคยมีความฝันอะไรที่ยังไม่ได้ลงมือทำบ้างหรือเปล่าครับ
แล้วรู้สึก "คาใจ" ไหม
มีผลการวิจัยเรื่องหนึ่งจากหนังสือ "โชคดีที่เคยล้ม" (Whoever Makes the Most Mistakes Wins) มาเล่าให้ฟังครับ 
เป็นผลงานของ "แพททรีเซีย วีโนลเซ็น" นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน


เธอทำวิจัยผู้หญิงอายุตั้งแต่ 25-67 ปี 
ผลการศึกษาพบว่าคนที่มีความสุขที่สุด คือ คนที่ความทะเยอทะยานในวัยเด็กได้รับการตอบสนอง 
คือ ฝันไว้อย่างไร ได้ทำอย่างนั้น 
เชื่อไหมครับ ไม่ว่าผลที่ตามมาจะ "สำเร็จ" หรือ "ล้มเหลว" 
แต่ทุกคนมีความสุข


ส่วนคนที่ไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเองนั้น ไม่ว่าเธอจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหนในอาชีพและครอบครัว
แต่ทุกคนรู้สึกว่าไม่มีความสุข 
ถ้าย้อนเวลาได้ ผู้หญิงกลุ่มนี้ขอกลับไปไล่ล่าความฝันของตัวเอง 


"วิโนลเซ็น" สรุปผลการวิจัยว่า "หากเราทำอะไรโดยคำนึงถึงแต่เหตุผล แทนที่จะทำตามที่ใจต้องการ เราจะรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง" 
อาจจะเป็นเพราะ "ทุกข์" หรือ "สุข" คือ "ความรู้สึก" 
ไม่ใช่ "เหตุผล"


ในโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจใช้ตรรกะของเหตุผลตอบตัวเราได้ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น 
ทำไมต้องทำอย่างนี้ 
แต่เราไม่สามารถจะใช้หลักของ "เหตุผล" ทำให้เรามี "ความสุข" ได้ 
เพราะ "ความสุข" เป็น "ความรู้สึก" ล้วนๆ

ในหนังสือเล่มนี้เล่าถึงเลขานุการที่เกษียณแล้วคนหนึ่ง ชื่อ "เอมิลี่"
"เอมีลี่" ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาก 
เธอปฏิเสธทุกคำแนะนำที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต 
"เอมีลี่" อยู่กับพ่อกับแม่ ไม่เรียนมหาวิทยาลัย ไม่แต่งงาน ทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งจนเกษียณ 
วิถีของ "เอมีลี่" คือหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ความล้มเหลว 
ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย 

ตอนอายุ 70 ปี "เอมีลี่" บอกว่าถ้าเธอจะเขียนหนังสือสักเล่ม
เธอจะตั้งชื่อหนังสือว่า "โอกาสที่ฉันไม่กล้าออกไปไขว่คว้า" 
เพราะสุดท้าย เธอเสียดายวันเวลาที่ผ่านไปที่ไม่เคยทำในสิ่งที่อยากทำ 
เธอไม่มีความสุข 
เพียงเพราะกลัวที่จะ "ล้มเหลว"




บริษัท 3M หนึ่งในบริษัทที่สร้าง "นวัตกรรม" ของโลก สอนพนักงานทุกคนว่า "ความสำเร็จเกิดจากความล้มเหลว" 
มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาที่ 3M เพื่อเรียนรู้เคล็ดลับของการสร้างองค์กรแห่งความคิดสร้างสรรค์ 
ส่วนหนึ่งคิดว่า "ความสำเร็จ" มาจากงบประมาณการวิจัยและพัฒนา 
ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากเทคโนโลยีสุดล้ำ 
หรือว่ามาจากปรัชญาองค์กรที่มุ่งเน้นความสำเร็จของการค้นคิดนวัตกรรม

แต่ถ้าถามพนักงานของ 3M ว่าความสำเร็จขององค์กรนี้มาจากอะไร 
คำตอบที่ได้ก็คือ "บรรยากาศการทำงาน"

ที่ 3M เขาเชื่อว่า "ทัศนคติ" สำคัญกว่า "แผนการจัดการ" 
"ความรู้สึก" ของคนทำงาน สำคัญกว่า "เทคโนโลยี" 
เชื่อไหมครับว่าการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของ 3M 
...60% ล้มเหลว 
แต่คนที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลวนั้น ไม่เคยโดนลงโทษ 
ทุกคนยังปลอดภัย และกล้าเปิดเผยผลิตภัณฑ์ "ความล้มเหลว" นั้น 


กรณีศึกษาที่คลาสสิกของ 3M ก็คือ เรื่อง "โพสต์ อิต" 
เริ่มจาก "สเปนเซอร์ ซิลเวอร์" พยายามพัฒนากาวพิเศษที่มีคุณสมบัติติดแน่นแบบไม่มีใครเคยคิดมาก่อน 
แต่เขากลับได้กาวที่ไม่เหนียวเลย

ถ้าอธิบายคุณสมบัติตามแบบเพลงของ "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ก็ต้องบอกว่า "แปะ-หล่น แปะ-หล่น ตั้ง 5-6 ที" 
และความรู้สึกของ "ซิลเวอร์" ก็คงคล้าย "พุ่มพวง" 
...เสียดายจัง !!! 
"ซิลเวอร์" เสียดาย แต่ไม่อาย 
เขากล้าที่บอกถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ใครๆ เรียกว่า "ความล้มเหลว" กับเพื่อนๆ ในบริษัท

จนวันหนึ่ง "อาร์ต ฟราย" นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักร้องในโบสถ์มีปัญหาเรื่องการหาหนทางคั่นหนังสือเพลง 
เอากระดาษเสียบก็ปลิวหล่นได้ 
เขานึกกาวตัวนี้ขึ้นมา 
กาวที่ "แปะ-หล่น" ของ "ซิลเวอร์" สามารถนำมาใช้เป็นที่คั่นหนังสืออย่างดีเยี่ยม 
"โพสต์ อิต" กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้มโหฬารให้กับ 3M



ที่ 3M มีผลิตภัณฑ์มากมายที่เกิดจาก "ความล้มเหลว" 
โครงสำหรับเสื้อชั้นในผู้หญิงที่ใช้ไม่ได้ กลายเป็นหน้ากากสำหรับศัลยแพทย์ 
เทปกาวที่แสนธรรมดาสำหรับการผ่าตัดกลายเป็นเทปกาวชั้นเยี่ยมสำหรับการใช้งานที่บ้าน

"ความล้มเหลว" ของสิ่งหนึ่ง กลายเป็น "ความสำเร็จ" ของสิ่งใหม่ 
นักประดิษฐ์ทุกคนของ 3M จึงไม่เคยกลัวที่จะล้มเหลว 
การหลีกเลี่ยงความล้มเหลวต่างหาก 
คือ "ความล้มเหลว" ที่แท้จริง



ในชีวิต เรามีเพื่อนอยู่ 2 คน ที่ต้องปรึกษาอยู่เป็นประจำ 
คือ เจ้าเหตุผล และเจ้าความรู้สึก 
บางช่วงเวลาเราก็ต้องฟังเจ้าเหตุผลให้มาก 
เพราะ "เหตุผล" จะบอกให้เรารอบคอบและระมัดระวัง 
ทำตามคำปรึกษาของเพื่อนคนนี้ แม้บางครั้งอาจไม่ประสบความสำเร็จ 
แต่ส่วนใหญ่จะไม่ล้มเหลว

ส่วนเพื่อนที่ชื่อ "ความรู้สึก" 
เพื่อนคนนี้จะเอาแต่ใจ ไม่รอบคอบ 
มักจะยุให้เราทำตามใจของเราเอง 
อยากทำอะไรให้ทำเลย

ถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนคนนี้ครั้งใด เรามักจะเสี่ยงต่อความล้มเหลว
แต่เชื่อไหมว่า "ความล้มเหลว" จากการทำในสิ่งที่เราอยากทำ 
บางทีอาจมี "ความสุข" มากกว่า "ความสำเร็จ" ในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ 
ครับ ถ้าใครละเลยไม่ได้คุยกับเพื่อนที่ชื่อ "ความรู้สึก" มานาน วันนี้เราลองกอดคอคุยกับเพื่อนคนนี้ดูบ้าง 
ถามเพื่อนว่าเราควรทำอะไร 
แล้วทำเลย

ให้คิดว่า "ความสำเร็จ" หรือ "ความล้มเหลว" เป็นเพียงแค่ "ผลลัพธ์" ของการลงมือทำ
อย่ากลัวที่จะล้มเหลว 
ความรู้สึกไม่กลัว "ความล้มเหลว" จะทำให้เรากล้าทำในสิ่งที่อยากทำ 
แต่ถ้าเจ็บตัวกลับมาเมื่อไร เราค่อยไปง้อเจ้าเหตุผล 
อย่ากลัวว่าเพื่อนจะโกรธ เพื่อนคนนี้มีเหตุผล


ถามเพื่อนดีๆ ว่าเราควรทำอย่างไรต่อไปดี 
จากนั้นให้ทำตามเจ้าเหตุผลสักพัก 
รอจนแผลหาย

แฮ่ม...ค่อยกอดคอคุยกับเจ้า "ความรู้สึก" อีกที 
ถามเหมือนเดิม
แล้วทำใหม่อีกครั้ง!!!



.

2555-08-21

หนุ่มเมืองจันท์: โค้ชอ๊อด

.

โค้ชอ๊อด
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1670 หน้า 24


เมื่อเดือนก่อน มีน้องคนหนึ่งถามว่าสัมภาษณ์คนมาเยอะ วันนี้อยากสัมภาษณ์ใครมากที่สุด 
"โค้ชอ๊อด" ผมตอบแบบไม่ต้องคิดเลย
"โค้ชอ๊อด" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร คือ ผู้ฝึกสอนทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย
ผมประทับใจทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยมาก เพราะนอกจากเก่งแล้ว ยังใจสู้ และเปี่ยมด้วยความเป็น "ทีม"

แต่ประทับใจ "โค้ชอ๊อด" มากกว่า
ผมอยากรู้ว่าเขาสร้างทีมอย่างไร 
เคยเข้าไปดูในเฟซบุ๊กของหัวหน้าข่าวกีฬาเนชั่นที่ไปทำข่าวการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงตั๋วไปโอลิมปิกครั้งล่าสุด
เขาเล่าถึงวิธีการปลุกเร้านักวอลเลย์บอลหญิงไทยของ "โค้ชอ๊อด" ในคืนก่อนการแข่งขันนัดหนึ่ง
...สุดยอด

วันก่อน เจอนิตยสาร ฅ.คน เล่มใหม่ มีบทสัมภาษณ์ "โค้ชอ๊อด" 
แบบนี้จะพลาดได้อย่างไร 
นิตยสาร ฅ.คน เพิ่งปรับโฉมใหม่ได้ 2-3 เล่ม เรื่องราวอ่านสบายมากกว่าเดิม อย่างเล่มนี้มีหลายเรื่องที่ชอบ
แต่ที่ชอบที่สุด คือ บทสัมภาษณ์ "โค้ชอ๊อด"

ผมเพิ่งรู้ว่าเราเล่นวอลเลย์บอลในยุคใกล้ๆ กัน เพราะ "โค้ชอ๊อด" พูดถึง "มือตบ" ทีมชาติไทยคนหนึ่ง ชื่อ "สมชาย จรรยาศิริ" 
จำได้ว่าตอนที่ผมติดทีมจันทบุรีไปแข่งคัดตัววอลเลย์บอลเขต 2 ที่นครนายก
คำว่า "ติดทีม" หมายถึง ติดไปกับทีมในฐานะ "คูลเลอร์ซ้าย-จ่ายผ้าเย็น" ครับ 
ทุกคนในทีมจำ "สมชาย เบอร์ 10" ของจังหวัดตราดได้เป็นอย่างดี 
เพราะกระโดดที อกพ้นเน็ต
สะบัดข้อมือที บอลกระเด้งสูงเกือบขึ้นชั้น 3
ดังนั้น เมื่อ "สมชาย" ขึ้นตบ ทุกคนจะมองหาที่หลบ และภาวนาว่าอย่าให้ตบมาโดนตัวเรา 
"โค้ชอ๊อด" เล่นทีมชาติอยู่ในทีมเดียวกับ "สมชาย" ก่อนจะเบนเข็มมาเป็น "โค้ช" 

เมื่อ "ฅ.คน" ถามว่าให้ความสำคัญกับ "พรสวรรค์" กับ "พรแสวง" อย่างไร  
เขาให้ความสำคัญกับ "พรแสวง" มากกว่า
อย่างนักวอลเลย์บอลทีมชาติชุดปัจจุบัน ทุกคนมี "พรสวรรค์" ไม่กี่เปอร์เซ็นต์
"บางคนมี 10% 20% ที่เหลือมากกว่า 80% ซ้อมเอาทั้งนั้น"



วิธีคิดของ "โค้ชอ๊อด" คมคายมาก
เขาบอกว่าเราไม่สามารถทำให้นักวอลเลย์บอลหญิงไทยสูงขึ้นได้ 
แต่เราทำให้นักกีฬาของเราเล่นเป็นทีมได้ 

"กีฬาวอลเลย์บอล ผมรู้กระจ่างว่ามันมีอยู่ 3 ทักษะที่มันเป็นแต้ม หนึ่ง คือ การตบ สอง การเสิร์ฟ และสาม การสกัดกั้น"
จับประเด็นได้คม
แต่การสกัดกั้นหรือการบล็อก นั้นก็ต้องใช้ "ความสูง"
เมื่อ "บล็อก" ไม่ได้ ก็ต้องรองรับลูกตบให้ได้
เขาจึงเทรนนักวอลเลย์หญิงไทยในเรื่องการรับลูกตบอย่างหนัก ทั้งตบเอง เอานักกีฬาผู้ชายมาตบ

"ทุกคนต้องอ่านทางบอลให้ได้"
ไม่แปลกที่ทีมหญิงไทยจะขึ้นชื่อเรื่อง "ความเหนียวหนึบ" แบบ "Die Hard"
...ตายยาก 
"โค้ชอ๊อด" เป็นคนนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ในการฝึกซ้อมเยอะมาก

ที่ผมชอบที่สุดคือ เรื่องการฝึกฝนร่างกาย พร้อมๆ กับการฝึกฝนทางจิตใจ

ในการแข่งขันแม้แต้มทุกแต้มล้วนมีค่า
แต่แรงกดดันของแต่ละคะแนนไม่เหมือนกัน 
ใครที่เคยเล่นกีฬาจะรู้ดี 
แต้มปกติ กับแต้มตัดสินแพ้-ชนะ นั้นมีแรงกดดันแตกต่างกัน

ถ้าสมมุติว่าทีมเราได้ 23 แต้ม คู่แข่งได้ 24 แต้ม 
เราเสียแต้มนี้ เราจะเสียเซ็ต และแพ้ไปเลย
รับรองว่าแรงกดดันมหาศาล
ดังนั้น การซ้อมจึงต้องสร้างสถานการณ์สมมุติขึ้นมา เช่น ถ้าแต้มนี้คุณเสีย คุณแพ้ 
"ทุกคนต้องเริ่มต้นใหม่เลย"
หรือ เพื่อสร้างความสามัคคี ตอนวิ่งแข่งกัน ถ้ามีคนใดคนหนึ่งไม่ผ่าน
ทุกคนต้องวิ่งใหม่

เขาบอกว่าการฝึกฝนทางจิตเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับโค้ชที่จะมอบให้นักกีฬา คือ มอบความลำบากเพื่อให้เกิดความท้าทาย
และสุดท้าย ทุกอย่างจะแสดงผลในสนามแข่งขัน 
"คุณจะเห็นว่าเขาสู้มาก ไม่ย่อท้อ เขาจะสู้ตาย นี่คือ ผลพลอยได้จากการฝึกซ้อมอย่างหนัก"

นักวอลเลย์หญิงไทยเด่นมาก เรื่อง ความเป็น "ทีม"
ทุกคนให้กำลังใจกัน และยิ้มให้กันตลอด
"แพ้ก็ยิ้มได้ ชนะก็ยิ้มได้ แต่ที่สำคัญ คือ ต้องไม่ทำเล่น เล่นสนุกกับทำเล่นไม่เหมือนกัน เล่นให้สนุกแต่ไม่ใช่ทำเล่น"
หลักของ "โค้ชอ๊อด" คือ "ต้องตั้งใจแต่ไม่ซีเรียส"


อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบ
คนสัมภาษณ์เห็นวิธีการฝึกซ้อมของ "โค้ชอ๊อด" แล้วสงสัยว่าทำไมบางครั้งนักกีฬาตบลูกลง แต่ "โค้ชอ๊อด" บอกว่า "ออก"

รู้ไหมครับว่าทำไม
"ผมต้องการให้เขายอมรับกับความไม่เป็นธรรมที่มันจะเกิดขึ้น และอาจจะมีในการแข่งขัน ซึ่งเขาต้องผ่านพ้นและเอาชนะให้ได้"
ครับ เพราะถ้าเราโกรธ อารมณ์เสีย ไม่ยอมปล่อยวาง จะส่งผลเสียถึงแต้มต่อไปทันที

ฟังประโยคนี้แล้ว ผมนึกถึง "แก้ว พงษ์ประยูร" ขึ้นมาทันที
...ต้องผ่านพ้นและเอาชนะให้ได้

วันที่ "ญี่ปุ่น" แพ้ "เซอร์เบีย" 3 ต่อ 2 เซ็ต ซึ่งเป็นสกอร์เดียวที่จะทำให้ไทยไม่ได้ไปโอลิมปิก
คืนนั้น นักวอลเลย์บอลหญิงไทยร่ำไห้กันทุกคน เพราะการไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสักครั้งในชีวิต คือ ความฝันของทุกคน
รวมทั้ง "โค้ชอ๊อด" ด้วย 
แม้จะเสียใจเพียงใด แต่ "โค้ชอ๊อด" ก็เดินไปปลอบนักกีฬาทุกคนที่ห้องพัก
"ผมบอกทุกคนว่าภูมิใจในตัวเขา ขอบคุณด้วยความจริงใจที่เขาทำหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุด ผมภูมิใจได้ที่เราได้เป็นลูกศิษย์และอาจารย์กัน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันลืมทุกคน"

"โค้ชอ๊อด" บอกว่าเราจะมัวอยู่กับความโกรธ ความเกลียดไม่ได้ ความโกรธความเกลียดไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น มันมีแต่ความทุกข์ การที่เราจะโกรธญี่ปุ่นหรือเซอร์เบีย มันไม่ใช่ทางออก 
เพราะสุดท้ายบนเส้นทางของการแข่งขัน 
ไทยก็ต้องเจอกับ 2 ทีมนี้อีก 
"เราจะปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้มาทำลายชีวิตของเราหรือ เราต้องสู้ ต้องกัดฟัน ต้องอดทนที่จะผ่านมันไปให้ได้"

และตามด้วยประโยคเด็ด
"ถ้าอยากจะร้องไห้ ก็ร้องนะ เราเสียใจได้ แต่ขอให้ทุกคนเข้มแข็งให้เร็วที่สุด แล้ววันหนึ่งเราจะแข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่"

ครับ ทุกครั้งที่เราผิดหวัง เราร้องไห้ได้
แต่ต้องเข้มแข็งให้เร็วที่สุด
เพราะชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป 



.

2555-08-14

หนุ่มเมืองจันท์: “มติชน” กลับด้าน

.

“มติชน” กลับด้าน
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1669 หน้า 24


ดู"มติชนข่าวค่ำ" หรือยังครับ??
ถือเป็นก้าวแรกของ "มติชน" ที่เหยียบย่างเข้าสู่แวดวงจอแก้ว 
ผมเข้าใจแล้วว่าที่มีคนบอกว่า "คนดู" กับ "คนเล่น" นั้นไม่เหมือนกัน


ตอนที่เราดูฟุตบอล
เราจะบ่นนักฟุตบอลน่าดูเลยว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่เล่นอย่างนี้ 
แต่พอลงเล่นเอง
ใจไปแล้ว แต่ขายังไม่ไปไหนเลย
เหมือนกับตอนที่เราดูข่าวโทรทัศน์ เราจะรู้สึกว่าง่าย
แต่พอลงมาเล่นเอง 
โหย...ทำไมมันยากขนาดนี้


วิธีคิดเปลี่ยนเลยครับ
เป็น "นักข่าว" มาครึ่งชีวิต ทำข่าวหนังสือพิมพ์มานาน 
เรื่องข่าว เรื่องสัมภาษณ์คนใหญ่คนโต
ไม่เคยกลัว
แต่พอลงมาทำข่าวโทรทัศน์
เหมือนเด็กอนุบาลเลยครับ
เพียงแต่ตัวโตเท่ากับคุณครูเท่านั้นเอง

ทีมงาน "มติชนทีวี" ทุกคนที่มาจากสิ่งพิมพ์ในเครือรู้เลยว่าต้องเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ 
"วิธีคิด" ต้องเปลี่ยน
จากที่คิดเป็น "ตัวอักษร"
ต้องคิดเป็น "ภาพ"



จำได้ว่า "ครูบ๊อบ" จากข่าว 3 มิติ สอนว่าระหว่างข่าวการเมือง กับข่าวรถส่วนตัวระเบิด 
ถ้าเราได้ภาพรถกำลังระเบิด 
ข่าวรถระเบิดจะเป็น "ข่าวนำ"

มีคุณครูพี่ลักษณ์ มาสอนเรื่องการเขียนสคริปต์ข่าวทีวี
การเล่าเรื่องโดยมีภาพประกอบ เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่

"ครูหนิง" สายสวรรค์ มาเล่าเรื่องการอ่านข่าว
แค่การใช้เสียง ก็เป็นศาสตร์ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว 

ผมได้ค้นพบว่าความสนุกเรื่องหนึ่งของการทำในสิ่งที่เรา "ไม่รู้" 
คือ เราได้ "เรียนรู้"
"ความไม่รู้" เป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ


และในที่สุดก็ถึงเวลาที่ "มติชนข่าวค่ำ" จะปรากฏโฉมบนจอโทรทัศน์ 
ที่ช่อง "เวิร์คพอยท์ทีวี" ตอน 1 ทุ่มตรง 
เริ่มต้นเมื่อวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

เดือนแรก เราทำข่าวแค่วันจันทร์-ศุกร์
จากนั้นในเดือนกันยายน ช่วงเสาร์-อาทิตย์ จะพบกับ "มติชนสุดสัปดาห์"
"สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร" บรรณาธิการบริหารนำทีม 

เราได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก "เวิร์คพอยท์" ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรายการโทรทัศน์ 
เขาส่งทีมงานระดับ "ทัพหลวง" มาช่วยงานด้านโปรดักชั่นอย่างเต็มที่ 
ตั้งแต่ "กร-แก้ว-ปุ้ย" พร้อมทีมงานคอสตูม เสื้อผ้าหน้าผม 
รวมทั้งฉาก เพลงประกอบรายการ และอะไรที่ต้องใช้เทคนิคมากๆ 
"เวิร์คพอยท์" จัดให้

ส่วนทีมงาน "มติชนทีวี" นั้นก็ซุ่มฝึกวิชาเหมือนจะไปโอลิมปิก 
"ทำ-ทิ้ง" มากว่า 2 เดือน 
คือ ผลิตรายการข่าวเหมือนจริง ทำเสร็จก็ทิ้งไป
จำได้ว่าวันแรกที่ผลิตรายการข่าว พอเปิดดูในห้องประชุม 
ทุกคนนั่งนิ่ง แล้วมองหน้ากัน 
ไม่มีใครพูดอะไร แต่รู้เลยว่าทุกคนมองไปในอนาคต 
เห็นแต่ "ความมืด"

ในห้วงเวลานั้น การไม่พูด คือ การให้กำลังใจซึ่งกันและกันที่ดีที่สุด 
แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่า "ความมืด" เป็นแค่ทางผ่านไปสู่เป้าหมาย 
ยิ่งเดินต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่าแสบตา 
แฮ่ม... "แสงสว่าง" มันแรงครับ

รายการโทรทัศน์นั้นเป็นโลกมายาอย่างแท้จริง
"กร" เคยบอกผมว่าเวลาจะดูว่าภาพบนหน้าจอโทรทัศน์จะเป็นอย่างไร 
ห้ามดูด้วยตาเปล่า 
ต้องมองผ่านกล้อง
เห็นอะไรในกล้อง 
นั่นคือ สิ่งที่เห็นในจอโทรทัศน์
เหมือนกับ "ฉาก" ของ "มติชนข่าวค่ำ"



หลังจาก "มติชนข่าวค่ำ" ออนแอร์ 
นอกเหนือจากการติชมเรื่องข่าว 
มีคำถามหนึ่งที่น้องๆ ทุกคนต้องเจอ 
ทำไมฉากด้านหลัง ตัวอักษรคำว่า "มติชน" จึงกลับด้าน 
ลองดูภาพหน้าปก "มติชนสุดสัปดาห์" ก่อนอ่านข้อความต่อไป

รู้ไหมครับ ????
ฉากนี้ "แก้ว" ของ "เวิร์คพอยท์" เป็น "ตัวการ" 
เขาต้องการให้ฉากหลังเป็นภาพที่มองผ่านกระจกอาคารสูง 
เหมือนกับรายงานข่าวอยู่ริมกระจกชั้นที่ 20
และด้วยความคิดกวนๆ ของเขา

เมื่อเป็นอาคารมติชน 
ต้องมีชื่อ "มติชน" ติดอยู่นอกอาคาร 
เมื่อมองจากข้างใน ตัวอักษร "มติชน" จะต้องกลับด้าน
เป็นความคิดที่เท่แต่ท้าทายมาก 
เมื่อฉากเสร็จเป็นรูปร่าง ใครที่เห็นจะถามเหมือนกัน

"ทำไมคำว่ามติชนกลับด้าน"
ผมจะไม่ตอบทันที ปล่อยให้เขาคิดแป๊บหนึ่ง 
"อ๋อ..." ส่วนใหญ่จะคิดออก 
"รู้แล้ว เพราะเป็นป้ายมติชนที่อยู่ด้านนอกอาคาร"

ครับ ใครที่คิดออกจะรู้สึกเลยว่าตัวเองมีฉลาด มีไหวพริบ 
หน้าตาดี รักเสียงเพลง ไม่ดูถูกคนจน 
และนั่นคือ คนดู "มติชนทีวี"



แต่คนที่คิดได้ลึกซึ้งกว่า คือ "อู" สุวพงศ์ 
เขาบอกว่าป้ายอาคารมติชนที่กลับด้านแสดงถึงบุคลิกของ "มติชนข่าวค่ำ"
"เราไม่หลอกลวงคนดู" 
เพราะเมื่อมองจากในอาคารแล้ว ป้าย "มติชน" จะต้องกลับด้าน เราก็ให้คนดูเห็นภาพแบบนั้น
"เรายืนหยัดในความจริง" หนุ่มอูบอกด้วยเสียงจริงจัง 
ผมคุกเข่าลงทันที โขกศีรษะคารวะให้ "บ.ก.อู" 3 ครั้ง

คิดได้ยังไงเนี่ย



.

2555-08-07

หนุ่มเมืองจันท์: “น้ำตา” โอลิมปิก

.

“น้ำตา” โอลิมปิก
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1668 หน้า 24


วันก่อนไปอัดรายการ "เจาะใจ"
เจอหน้า "ดู๋" สัญญา คุณากร ในห้องพัก เขาถามทันที
"วันนี้พี่จะคุยเรื่องอะไร" 
พอผมบอกประเด็น "ดู๋" ก็แกล้งบ่นทันที 
"โธ่ นึกว่าจะคุยเรื่องโอลิมปิก"



ครั้งก่อน ผมหยิบเรื่องฟุตบอลยูโรมาคุย เพราะชอบวิธีคิดของ "เดลบอสเก้" ผู้จัดการทีมชาติสเปนที่กล้าสร้างสไตล์การเล่นแบบใหม่
4-6-0
ไม่ต้องมี "กองหน้า" แต่อัด "กองกลาง" เข้าไปเยอะๆ 
ความคิดแหวกแนวแบบ "ทำไมต้องเหมือนเดิม" ของ "เดลบอสเก้" น่าสนใจมาก ผมก็เลยนำมาเล่าในรายการ "เจาะใจ" 

"ดู๋" ก็เลยแซวว่า เมื่อเล่าเรื่อง "บอลยูโร" ไปแล้ว 
ครั้งนี้ก็น่าจะเป็น "โอลิมปิก" บ้าง

จริงๆ แล้ว กีฬาโอลิมปิกทุกครั้งก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพิธีเปิดที่ยิ่งใหญ่อลังการหรือแง่มุมต่างๆ ของการแข่งขัน 
มีทั้งเรื่อง "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" 
"ผู้ชนะ" ที่ชนะ
"ผู้ชนะ" ที่พ่ายแพ้
"ผู้แพ้" ที่แพ้จริงๆ
และ "ผู้แพ้" ที่ชนะใจคนทั้งโลก



เทปแรกที่ได้ร่วมในรายการ "เจาะใจ" ผมเคยหยิบยกเรื่อง "ดีเร็ค เรดมอนด์" นักวิ่ง 400 เมตรชาวอังกฤษ มาเป็นตัวอย่างของ "ผู้แพ้" ที่ชนะใจคนทั่วโลก 
"เรดมอนด์" เคยได้สิทธิ์ลงแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกที่เกาหลีใต้ 
แต่เขาบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน 
"เรดมอนด์" ต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 5 ครั้ง 
แต่เขายังสู้ต่อ

4 ปีต่อมา "เรดมอนด์" ได้สิทธิ์อีกครั้งในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่บาร์เซโลน่า
ครั้งนี้ เขาเป็นตัวเก็งที่จะได้เหรียญทอง 
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น "เรดมอนด์" อยู่ในกลุ่มผู้นำ
เหลืออีก 150 เมตรจะถึงเส้นชัย เขาเร่งฝีเท้าเต็มที่
แต่สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
"เอ็นร้อยหวาย" ของเขาฉีกขาด

"เรดมอนด์" ชะลอความเร็วก่อนทรุดตัวลงกับลู่วิ่ง 
การแข่งขันวิ่ง 400 เมตรชายในกีฬาโอลิมปิกยังดำเนินต่อไป
แต่สำหรับ "ดีเรค เรดมอนด์"
การแข่งขันจบแล้ว



"เรดมอนด์" ให้สัมภาษณ์ "บีบีซี" หลังการแข่งขัน 
เขาบอกตัวเองในวินาทีที่ล้มลงว่า "การแข่งขันจบแล้ว แต่ความฝันยังไม่จบ" 
"เรดมอนด์" ลุกขึ้นอีกครั้ง พยายามประคองตัวเข้าสู่เส้นชัย
"ความฝัน" ของเขาคือ การวิ่ง 400 เมตรในกีฬาโอลิมปิกให้ถึงเส้นชัย
ภาพที่ปรากฏต่อคนทั่วโลก คือ "เรดมอนด์" ไม่ได้วิ่ง แต่ค่อยๆ กะเผลกไปข้างหน้า

มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้าไปในสนาม
คนนั้น คือ พ่อของ "เรดมอนด์"
แม้จะมีคนพยายามขวางไม่ให้เข้าไปในลู่วิ่ง แต่เขาไม่ยอม
พ่อเข้าไปประคอง "เรดมอนด์"
และประโยคประวัติศาสตร์ที่เรียกน้ำตาคนทั่วโลกก็เริ่มต้นขึ้น
"ลูก ไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้"

"เรดมอนด์" ซบหน้ากับไหล่ของพ่อ แล้วร่ำไห้
แม้จะร้องไห้ แต่หัวใจของเขายังแกร่งกล้า
"พ่อ ผมต้องทำ" 
พ่ออึ้งไปนิดนึง ก่อนบอกกับลูก 
"ถ้าอย่างนั้น เราจะไปด้วยกัน"
ภาพของพ่อที่ประคองลูกเดินเข้าเส้นชัย กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ประทับใจคนทั่วโลก
"เรดมอนด์" กลายเป็นผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ 
เพราะเขาชนะใจคนทั่วโลก

จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของ "เรดมอนด์" ยังแสดงให้เห็นต่อไปหลังการแข่งขันจบลง 
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเขาไม่สามารถเล่นในระดับทีมชาติอีกต่อไป 
วันนั้น "เรดมอนด์" เศร้ามาก เพราะแม้ใจยังสู้แต่ร่างกายของเขาสู้ไม่ไหว
กล้ามเนื้อขาไม่สามารถเร่งความเร็วได้อีกแล้ว 
แต่พ่อของ "เรดมอนด์" กลับให้สติ และตั้งคำถามที่เปลี่ยนชีวิตของเขาอีกครั้ง 
"กีฬาไม่ได้มีเพียงแค่การวิ่งเพียงอย่างเดียว"

เชื่อไหมครับ "เรดมอนด์" เปลี่ยนไปเล่นบาสเก็ตบอล 
และในอีกไม่กี่ปีต่อมา เขาติดทีมชาติอังกฤษ 
วันนั้น เขาถ่ายรูปในเสื้อธงชาติอังกฤษ 
เซ็นชื่อ
และส่งไปให้แพทย์ที่บอกว่าเขาไม่สามารถเล่นระดับทีมชาติได้แล้ว
เพื่อยืนยันว่าเขาทำได้
คงเป็นความสะใจส่วนตัว

นายแพทย์คนนั้นคงหมายความว่า "เรดมอนด์" เป็นนักวิ่งทีมชาติไม่ได้แล้ว 
เขาคิดไม่ถึงว่า "เรดมอนด์" จะเปลี่ยนไปเล่นกีฬาประเภทอื่น
จนติดทีมชาติ 
นี่คือ ความยิ่งใหญ่ของนักกีฬาคนหนึ่งที่ทำ "ความพ่ายแพ้" ที่ใครคิดว่าเป็น "ความล้มเหลว"
กลายเป็น "ความยิ่งใหญ่" ที่ไม่มีใครลืมเลือน




"โอลิมปิกครั้งนี้มีอะไรน่าสนใจ นอกจากเรื่องพิธีเปิด "ผมถาม" ดู๋ "กลับบ้าง
"ผมเห็นอย่างหนึ่ง น้ำตาไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ" 
"ดู๋" บอกว่า นักกีฬาที่ลงแข่งในกีฬาโอลิมปิก ทุกคนแข็งแรง และสู้เต็มที่ 
แต่เมื่อพ่ายแพ้ ไม่มีใครอายที่จะร้องไห้

ผู้ชนะบางคนก็ร้องไห้ 
นักกีฬาเหล่านี้ล้วนเข้มแข็ง ทั้งร่างกายและจิตใจ
เพราะถ้าไม่เข้มแข็ง เขาคงไม่สามารถฟันฝ่าการฝึกซ้อมอย่างหนัก และต่อสู้จนได้สิทธิ์ลงแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกได้ 
น้ำตาที่ไหลออกมา จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ "ความอ่อนแอ" 
"ที่ชอบพูดกันว่าต้องเข้มแข็ง อย่าร้องไห้ มีแต่คนที่อ่อนแอเท่านั้นที่ร้องไห้...ไม่จริง"
คนเข้มแข็ง ร้องไห้ได้

การร้องไห้จึงเป็นเพียงแค่การระบายความรู้สึกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง 
ไม่ใช่เครื่องตัดสินว่าใครเข้มแข็งหรืออ่อนแอ

คมมาก...

ผมบอก "ดู๋" ว่า วันนี้ผมไม่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิกในรายการ "เจาะใจ"
แต่ผมมีเรื่องที่จะเขียนในคอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" แล้ว 
ขอบคุณครับ "ดู๋"

อย่าร้องไห้นะ !!!



.