http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้านรัฐประหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้านรัฐประหาร แสดงบทความทั้งหมด

2557-05-23

จาตุรนต์: ความเห็นต่อการยึดอำนาจและการรายงานตัว

.
โพสต์เพิ่ม - โคทม นำทีมนักสันติวิธี ออกแถลงการณ์ค้านรัฐประหาร ชี้ช่องศาล รธน.วินิจฉัยขัด ม.68
_____________________________________________________________________________

ความเห็นต่อการยึดอำนาจและการรายงานตัว
โดย จาตุรนต์ ฉายแสง

ใน https://www.facebook.com/Chaturon.FanPage
. . 4 hours ago · Edited 


สวัสดีครับทุกท่าน ในหลายสิบปีมานี้ผมได้แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาตลอดและยังได้เคยให้ความเห็นไว้หลายครั้งว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นในสังคม การรัฐประหารจะยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้นเสมอ วันนี้ผมก็ยังมีความเห็นอย่างเดิมคือไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้และเห็นว่าการยึดอำนาจไม่ใช่ทางออกของประเทศ หากมีแต่จะยิ่งทำให้ประเทศมีปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้และจะเรียกร้องผลักดันให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วต่อไป ทั้งนี้การดำเนินการใดๆของผมจะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ผลประโยชน์ของประเทศชาติและโดยสันติวิธี

สำหรับกรณีที่มีการให้ผมกับนักการเมืองและบุคคลจำนวนมากไปรายงานตัวต่อคสช.นั้น ขอเรียนว่าเมื่อผมไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจและเห็นว่าการยึดอำนาจนี้ไม่เป็นการแก้ปัญหาของบ้านเมืองและไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ผมจึงไม่อาจไปรายงานตัวต่อคสช.ได้ ทั้งนี้มิใช่ว่าผมต้องการจะไปกระทำการอะไรที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองตามปรกติ และก็มิได้ต้องการจะก่อความไม่สงบใดๆ

ทราบจากเพื่อนรัฐมนตรีบางคนที่เข้าไปรายงานตัวว่าบางท่านได้รับแจ้งว่ารมต.ที่ถูกกักตัวไว้จะได้รับการปล่อยตัวเมื่อรมต.ทุกคนมารายงานตัวกันครบแล้ว ผมก็เลยกลายเป็นภาระต่อท่านเหล่านั้น

หากกรณีเป็นเช่นนั้นจริงผมก็ไม่ขัดข้องที่จะไปพบกับคสช. เพียงแต่ว่าคงต้องขอที่จะไม่ไป"รายงานตัว" หากคสช.จะกรุณาก็ขอให้ช่วยมารับตัวหรือจะเรียกว่าคุมตัวไปพบกับคสช.ก็ได้ ในเวลาที่เหมาะสมผมจะได้ประสานติดต่อเพื่อการนี้ต่อไป

อยากจะเรียนยืนยันต่อทุกฝ่ายทุกท่านด้วยความเคารพว่าในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีมานี้ รวมทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมไม่มีความผิดหรือข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายใดๆติดตัวอยู่เลยแม้แตเรื่องเดียวและก็ไม่ต้องการที่จะทำผิดกฎหมาย(ปรกติและที่ชอบธรรม)ใดๆด้วย ผมจึงมิได้คิดจะหลบหนีเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายแต่อย่างใด

จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน



++

โคทม นำทีมนักสันติวิธี ออกแถลงการณ์ค้านรัฐประหาร ชี้ช่องศาล รธน.วินิจฉัยขัด ม.68
ใน www.prachatai.com/journal/2014/05/53443
. . Fri, 2014-05-23 18:32


23 พ.ค.2557 คณะบุคคล ประกอบด้วย โคทม อารียา, ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์, ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์, นันทิยา สุคนธ์ปฏิภาค, ใจสิริ วรธรรมเนียม, งามศุกร์ รัตนเสถียร, เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช, อังคณา นีละไพจิตร, ประทับจิต นีละไพจิตร, ชำนาญ จันทร์เรือง, จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม, จันทนา ภู่เจริญ, เนติลักษณ์ นีระพล, พนิดา วสุธาพิทักษ์, ศิริพร ฉายเพ็ชร, ปัททุมมา ผลเจริญ, ชัชวาล ทองดีเลิศ, สุจิตรา สุทธิพงศ์, กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์, อาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย และ ขวัญชาย ดำรงขวัญ ร่วมออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เรียกร้องให้กองทัพบกยุติการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ ตลอดจนการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และขอให้ฟื้นคืนประเทศกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำอันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่บัญญัติห้ามการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และขอให้ผู้รักและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตยทุกคนอาศัยสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 เพื่อต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

รายละเอียดมีดังนี้

แถลงการณ์
ขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร


พวกเราขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ในเบื้องต้นกองทัพบกอ้างว่าต้องประกาศกฎอัยการศึกเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มิใช่การรัฐประหาร และขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตตามปกติ แต่การรัฐประหารเป็นการทำลายหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง

คณะรัฐประหารเริ่มด้วยการห้ามบุคคลทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00-05.00น. การบังคับให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกสถานีถ่ายทอดเฉพาะรายการของกองทัพบก การฉีกรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและการเลือกตั้งผู้แทนของประชาชน การห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และการปิดสถานศึกษาทุกแห่ง เป็นต้น การดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเหตุผลอันควร เพราะทุกฝ่ายได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพบกหลังการประกาศกฎอัยการศึกอยู่แล้ว

การยึดอำนาจโดยการรัฐประหารเป็นการถอยหลังครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กองทัพบกใช้อำนาจนิยมและกำลังบังคับในการแก้ไขปัญหา และเป็นความผิดต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบแก่กองทัพบกรวมทั้งมอบอาวุธและกองกำลังเพื่อไว้ใช้ป้องกันประเทศเป็นหลักมิใช่ให้ใช้อาวุธและกำลังมาบังคับใจประชาชนจำนวนมาก นอกจากนี้ การรัฐประหารยังนำมาสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตพื้นที่เปราะบาง เช่น พื้นที่ติดกับชายแดนซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งพื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงอย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติเช่น กรณีเหมืองแร่ทอง จ.เลย เป็นต้น

พวกเราจึงขอเรียกร้องต่อกองทัพบกและฝ่ายต่างๆ ดังนี้

1) ขอให้กองทัพบกยุติการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ ตลอดจนการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และขอให้ฟื้นคืนประเทศกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายกลับมาร่วมกันเดินหน้าสถาปนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย

2) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำอันเป็นการละเมิดหลักนิติธรรมและการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่บัญญัติห้ามการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว โดยให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กรตามมาตรา 216

3) ขอให้ผู้รักและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตยทุกคนอาศัยสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 เพื่อต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

22 พฤษภาคม 2557

โคทม อารียา
ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
นันทิยา สุคนธ์ปฏิภาค
ใจสิริ วรธรรมเนียม
งามศุกร์ รัตนเสถียร
เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
อังคณา นีละไพจิตร
ประทับจิต นีละไพจิตร
ชำนาญ จันทร์เรือง
จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม
จันทนา ภู่เจริญ
เนติลักษณ์ นีระพล
พนิดา วสุธาพิทักษ์
ศิริพร ฉายเพ็ชร
ปัททุมมา ผลเจริญ
ชัชวาล ทองดีเลิศ
สุจิตรา สุทธิพงศ์
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
อาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย
ขวัญชาย ดำรงขวัญ


_________________________________________________________________

- เชียงใหม่รวมตัวเป็นวันที่ 4 ชูป้าย "ขี้จุ๊เบ่เบ๊" ให้กองทัพ
http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53447
ตัวอย่าง


- ประมวลภาพประชาชนต้านรัฐประหารและการจับกุม
http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53456
ตัวอย่าง


- เพลง NO COUP
http://www.youtube.com/watch?v=cVkQWiTIf7Y



.

2557-03-02

..เข้าสู่‘นาทีสุดท้าย’ จับสัญญาณ‘แตกหัก’ ?!

.

มติชนวิเคราะห์ ..นับถอยหลัง เข้าสู่‘นาทีสุดท้าย’ จับสัญญาณ‘แตกหัก’ ?!
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393749699
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:01:57 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 2 มี.ค. 2557 )


วิเคราะห์

ยังอยู่ในเกมรอคอยมะม่วงหล่น ที่การเผชิญหน้าตึงเครียดมากขึ้นเป็นลำดับ

เสียงระเบิด เสียงปืน ประทัดยักษ์ ดังสนั่นใกล้บริเวณชุมนุม และอาคารสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

การจับกุมหน่วยซีลที่มารับจ๊อบเป็นการ์ดให้แกนนำม็อบ ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเหล่าทัพกับม็อบ กปปส.



นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศไม่เจรจากับใครทั้งสิ้น เป็นสัญญาณที่ส่งตรงไปยังวงเจรจาที่่ถกกันเงียบๆ วางตัวนายกฯคนกลางและรัฐบาลกลาง
ทำเอาวงเจรจาต้องพักประเมินสถานการณ์


ก่อนที่นายสุเทพจะพลิกเกม หันมาเล่นเชิง ท้าให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเจรจาในสถานที่เปิดเผย คุยกันสองต่อสอง ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

ทางฝ่ายรัฐบาลไม่รับข้อเสนอนี้ เพราะตามรูปการณ์ ออกไปทาง "ดีเบต" มากกว่าที่จะเป็นการเจรจาหาทางออก



แรงบีบจากขั้วอำนาจตรงข้าม ต่อรัฐบาลเพื่อไทย หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะการเตรียมจะลงดาบฟัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในข้อหาละเลยเพิกเฉยให้มีการโกงจำนำข้าว ซึ่งคาดว่า จะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯปลาย มี.ค.นี้

ทำให้พรรคเพื่อไทย ต้องงัดเอาข้อมูลความล่าช้าในการพิจารณาการระบายข้าวในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 2553 เวลาผ่านไป 4 ปียังไม่มีความคืบหน้า ขึ้นมาสู้


น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ออกมาตอบโต้แรงบีบแรงกดดัน ด้วยการประกาศว่าจะทำงานในหน้าที่จนนาทีสุดท้าย

รวมถึงที่ให้สัมภาษณ์เมื่อ วันที่ 28 ก.พ. ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ต้องบอกว่าเราเป็นผู้รักษากติกา รักษาประชาธิปไตย ถ้าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือเป็นทหารก็ต้องบอกว่าทหารต้องทำหน้าที่ของตนเองจนนาทีสุดท้าย ทหารต้องรักษาพื้นที่ ต้องตายสนามรบ วันนี้ดิฉันก็ต้องตายในสนามประชาธิปไตย

นี่คือหน้าที่ การที่ประเทศจะเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากต่างชาติได้ ก็คือการที่เราต้องเดินตามกรอบของประชาธิปไตย ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล ไม่สามารถบอกประเทศอื่นว่าตนเองจะไม่รักษาประชาธิปไตย จะให้คนอื่นมาฉีกรัฐธรรมนูญได้ เป็นใครที่อยู่ในหน้าที่ปฏิบัติก็ต้องทำหน้าที่ของตนเอง


เช่นเดียวกับทหารที่ต้องทำหน้าที่ของตนเองในสนามรบจนนาทีสุดท้ายเช่นเดียวกัน



และที่ทำให้สถานการณ์เข้มข้นขึ้นมาอีก ยังได้แก่ การเข้ามาสู่เกมของผู้สนับสนุนรัฐบาล รวมถึง แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.

ด้วยการออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อคำตัดสินของศาลแพ่ง ที่สั่งยกเลิกข้อห้าม 9 ข้อ จาก 12 ข้อ ในมาตรการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

และไปชุมนุมปิดสำนักงาน ป.ป.ช. โดยใช้มุขเดียวกับ กปปส.ที่ไปปิดทำเนียบ สถานที่่ราชการต่างๆ

นปช.นัดชุมนุมประชาชนที่ทุ่งศรีเมือง อุดรธานี ในวันที่ 1 มี.ค. ก่อนจะปฏิบัติการย้อนเกล็ด กปปส. ด้วยเคลื่อนออกไปปิดหน่วยงานองค์กรอิสระ ที่มีสำนักงานในภาคอีสาน

และยังมีการเคลื่อนไหวของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ที่่ประกาศว่า จะระดมกองกำลังอาสาปกป้องประชาธิปไตย จำนวนนับแสนคน

เริ่มเปิดรับสมัครที่ภาคอีสาน ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นไป



การปราศรัยของคนเสื้อแดง กล่าวถึงการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน วิกฤตการเมืองที่ทำให้ความแตกแยกของประชาชนในแต่ละภาครุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในเชิงความมั่นคง


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้สั่งการในฐานะรองผอ.กอ.รมน. ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ด้วยอาการซีเรียส
และให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หลังเป็นประธานเปิดเวทีมวยลุมพินีแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า
ได้นำเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว ในคำสั่งไม่ได้ให้จับตาใครเป็นพิเศษ ให้ดูแลทุกกลุ่มที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง รวมถึงการพูดจาว่าสิ่งไหนผิด บางอย่างต้องเข้าใจว่า เป็นคำพูด การกระทำยังไม่เกิด หากการกระทำที่สมบูรณ์ความผิดก็จะเกิดขึ้น และสามารถดำเนินคดีได้
ส่วนกรณีการสวนสนามตำรวจบ้านที่ จ.พะเยา โดยใช้ธงสีแดงแทนธงชาติไทยนั้น เรื่องนี้ได้เตือนไปหมดแล้วว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก

และยังตอบคำถามเรื่องการปฏิวัติ ว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาเพราะมีเหตุการณ์รุนแรง ความไม่เป็นธรรม แต่ในวันนี้โลกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ประชาชนก็เปลี่ยน พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปถึงตรงนั้นเพราะเป็นเรื่องที่อันตราย 
คงไม่สัญญาว่าการปฏิวัติจะมีหรือไม่มี แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางนิตินัย ซึ่งการปฏิวัติทุกครั้งเพื่อให้สถานการณ์ยุติ แล้วยุติได้หรือไม่ก็ต้องไปนั่งวิเคราะห์กัน ทุกสถานการณ์ต้องแก้ไขด้วยกฎหมาย หากแก้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีพิเศษ
ส่วนจะเป็นวิธีพิเศษอย่างไรก็ต้องไปว่ากัน --พล.อ.ประยุทธ์กล่าว



เมื่อต่างฝ่ายต่างระดม "ตัวช่วย" ออกมาเข้าแนวรบ ขณะที่วันชี้ชะตานายกฯและรัฐบาลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เหมือนจะเป็นสูตรเดิมที่เคยใช้สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์


แต่ปัจจัยตัวแปร แตกต่างออกไป โดยเฉพาะท่าทีจากต่างประเทศ และขบวนการหนุนรัฐบาลในต่างจังหวัดที่ส่งสัญญาณเหมือนพร้อมแตกหัก

สถานการณ์จากนี้ไปน่าจะอ่อนไหวและหมิ่นเหม่มากขึ้น


ด้วยอุณหภูมิจากวิกฤตยืดเยื้อที่ร้อนระอุอยู่แล้ว

และจากการฉวยโอกาส การจ้องหาจังหวะป่วนของกลุ่มที่ยังหวังพึ่งพา "วิธีพิเศษ"




++

‘เสื้อแดง’เข้าโหมดสู้รบ นปช.ลั่นกลอง-จ่อกรุง? ดับเครื่องชน‘ม็อบสุเทพ’
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393737723
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 12:41:03 น.

(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 28 ก.พ. - 6 มี.ค.57 ปี34 ฉ.1750 หน้า11)


สถานการณ์การเมืองถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ

ภายหลังกลุ่ม กปปส. ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลชนปักหลักปิดกรุงเทพฯ ขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มานาน 4 เดือนเต็ม

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นปช.คนเสื้อแดงนัดรวมตัวแกนนำระดับภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อกิจกรรม "ลั่นกลองรบ"


นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ประกาศจุดประสงค์การชุมนุม 3 ข้อ
เพื่อร่วมหารือแนวทางต่อสู้รักษาประชาธิปไตย สนับสนุนการเลือกตั้งให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว และกำหนดแนวทางเคลื่อนไหวมวลชน

เปิดโอกาสให้แกนนำแต่ละภูมิภาคปราศรัยเสนอแนะแนวทางต่อสู้

ก่อน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกล่าวสรุปว่า สถานการณ์ขณะนี้เข้มข้นและแหลมคมที่สุดตั้งแต่มีคนเสื้อแดงมา
เมื่อฝ่ายตรงข้ามกดขี่เหยียบย่ำ คนเสื้อแดงจึงไม่อาจนิ่งเฉย
เตรียมเข้าสู่สถานการณ์สู้รบร้อยเปอร์เซ็นต์

แกนนำ นปช. ประกาศยุทธศาสตร์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ระบุให้นายกรัฐมนตรียืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่าลาออกเด็ดขาด และให้แสดงอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับการวินิจฉัยใดๆ ที่ขาดความยุติธรรมและสองมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ข้อที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีว่าต้องการแบ่งแยกประเทศคือ

ข้อที่แกนนำขอให้รัฐบาลพิจารณาสถานที่ทำงานที่จำเป็นในภาคเหนือหรืออีสาน จัดตั้งกองกำลัง เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันและหากเลวร้ายถึงที่สุด

ให้จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทันที



นอกจากยุทธศาสตร์ข้างต้น

แกนนำ นปช. ยังกำหนดแนวทางต่อสู้ 15 ข้อ ประกอบด้วย

ถ้ามีการนัดหมายเคลื่อนขบวน ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแบบอิสระ เพราะศาลแพ่งวินิจฉัยในกรณีของกลุ่ม กปปส. แล้ว ซึ่งต้องคุ้มครองแนวทางของ นปช. ด้วย

จัดตั้งกองกำลังชายฉกรรจ์แต่ละจังหวัดไม่ต่ำกว่า 100 คน เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชน ประสานงานกับเครือข่ายประชาธิปไตยทุกกลุ่ม

ให้เผยแพร่รายชื่อผู้เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย เพื่อโจมตีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ

ให้ครอบครัวทหาร-ตำรวจเร่งทำความเข้าใจให้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดตั้งเครือข่ายลูกเมียทหาร-ตำรวจเพื่อทำงานสื่อสารมวลชนในที่ตั้งของตนเอง

ตั้งเวทีชุมนุมรอบปริมณฑลเพื่อกดดัน กปปส. ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

จัดตั้งหน่วยนักรบไซเบอร์ เมื่อสถานการณ์คับขัน ต้องเข้ากรุงเทพฯ ให้ชัตดาวน์องค์กรอิสระทั้งหมด

จัดตั้งองค์กรเงาคู่ขนานไปกับองค์กรหลักที่รับใช้เผด็จการ ทำหน้าที่ตอบโต้ทุกประเด็น ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รณรงค์ต่อต้านรัฐประหารเต็มรูปแบบ จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวัง ติดตามพฤติกรรมรอบค่ายทหาร จัดหาสถานที่หลบภัยในยามตั้งรับถอยร่น

ให้คนเสื้อแดงสู้เต็มที่ เตรียมทุกสิ่งให้พร้อมสรรพ ทุกสิ่งที่ควรมี ต้องมีและจำเป็นต้องมี ตามความเหมาะสมของสถานการณ์




แกนนำวิเคราะห์การเมืองว่า

ฝ่ายอำมาตย์ มีความมุ่งมั่นไปสู่จุดแตกหักเพื่อทำลายล้างตระกูลชินวัตร พรรคการเมือง และ"ระบอบทักษิณ"ทั้งหมด

ต้องการทำลายล้างกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ฝ่ายอำมาตย์ไม่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้น ถ้าจะขจัดอิทธิพลทักษิณ จะมีเลือกตั้งไม่ได้

การเสนอให้"ปฏิรูป"ก่อนเป็นกลลวงเพื่อหยุดยั้งกระบวนการประชาธิปไตย หยุดการเลือกตั้ง

และเนื่องจากการทำรัฐประหารโดยกองทัพถูกต่อต้านจากประชาชนและสังคมโลก จึงต้องยึดอำนาจโดยวิธีอื่น

เป็นที่มาของการเสนอยุทธศาสตร์"ปฏิวัติประชาชน-ปฏิรูปประเทศไทย" ใช้มวลมหาประชาชนยึดอำนาจรัฐ

แต่ก็ยังต้องการให้ทหารสนับสนุนทั้งทางตรง คือ ทำรัฐประหารเอง

และทางอ้อม คือ คุ้มครองประชาชนที่ลุกขึ้นสู้

ไม่ร่วมมือกับรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ ช่วยสนับสนุนทางลับ เช่น เป็นการ์ดคุ้มกัน คุ้มครองมวลชนลุกขึ้นสู้ในเมือง กดดันรัฐบาลยาวนาน รอคอยโอกาสเกิดความรุนแรง

การใช้องค์กรอิสระบวกกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ กำจัดฝ่ายประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือที่ได้ผลมาร่วม 10 ปี และยึดโยงกับเครือข่ายอำมาตย์แน่นหนาลึกซึ้ง

เมื่อไม่สามารถยึดอำนาจได้ก็ใช้ทฤษฎี "มะม่วงหล่น" ยึดฐานที่มั่นในเมือง รบแบบจรยุทธ์ สะสมอาวุธและยกระดับมวลชน

การอ้างเป็นขบวนการสงบ สันติ ทั้งที่โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาวุธ เป็นกลยุทธ์ป้องกันฝ่ายต่างๆ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับตนเอง

พร้อมกันนั้นก็ยิงนก 2 ตัวด้วยกระสุนนัดเดียว คือให้ทหารคุ้มครองตนเองด้วย และอาจได้นกตัวที่ 3 ถ้าหากสถานการณ์บานปลาย

กองทัพก็จะออกมาทำรัฐประหาร



สําหรับฝ่ายประชาธิปไตย หลังชนะเลือกตั้ง ความพยายามเปิดเกมรุกทางการเมืองไม่เคยสำเร็จ เพราะถูกสกัดการใช้อำนาจโดยองค์กรอิสระและตุลาการ

ฝ่ายประชาชนถูกคุมขังยาวนาน
ฝ่ายประชาธิปไตยเปลี่ยนสถานะจากรุกมาเป็นรับและถอยร่น ต้องยุบสภาและเผชิญคดีความหนักหน่วง

ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์เตรียมตัวสู้รบใหม่ทันทีหลังแพ้เลือกตั้ง แต่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่คิดถึงการต่อสู้ในลักษณะสู้รบแตกหัก ยังคิดลักษณะประนีประนอม ใช้การเจรจาเป็นหลัก


ไม่สนับสนุนฝ่ายประชาชนให้เข้มแข็ง ไม่เฉลียวใจว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงชัยชนะในศึกเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะในสงครามใหญ่

ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกทำให้อ่อนพลังสู้รบ 


เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล นักต่อสู้ส่วนหนึ่งกลายเป็นนักการเมืองและหัวคะแนน แตกแยกกันเนื่องจากผลประโยชน์  ทั้งยังถูกทำให้อ่อนแรงด้วยกลยุทธ์จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง ด้วยการจัดตั้งองค์กรอื่นซ้อนเข้ามาในหมู่เสื้อแดงสมาชิก นปช. พยายามแย่งชิงการนำ ทำให้ นปช. อ่อนแอ

การทบทวนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเฉพาะหน้าในสถานการณ์วิกฤตจึงจำเป็น

ที่มีอยู่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เป็น 2 ขาที่ผูกติดกับพรรคการเมือง ขาดลักษณะสู้รบ ขาดการเป็นฝ่ายกระทำ ไม่อาจสร้างภาวะการนำได้อย่างอิสระ
และถูกหยุดยั้งด้วยฝ่ายการเมืองซึ่งมียุทธศาสตร์เจรจาประนีประนอมเป็นหลัก

ฉะนั้น เมื่อเกิดยุทธการปฏิวัติประชาชน ปฏิรูปประเทศไทยของนายสุเทพและ กปปส. ที่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเรียกร้องต่อผู้รักประชาธิปไตย จะต้องยกระดับต่อสู้ทางการเมือง

เพื่อเปลี่ยนจากรับ เป็นรุก




ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ แถลงความคืบหน้าการลั่นกลองรบ ว่า 
ถึงเวลาประชาชนต้องออกมาดูแลประชาธิปไตยเอง กำหนดเคลื่อนไหว 1 มีนาคม ณ ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี ก่อนเคลื่อนไปอีกหลายจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขอให้คนเสื้อแดงพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง รอสัญญาณเข้ากรุงเทพฯ
ไม่เพียงการจัดทัพจาก นปช.ส่วนกลาง

นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ยังรวบรวมแกนนำเสื้อแดงอีสาน 20 จังหวัด กว่า 500 คน ตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ
เปิดรับอาสาสมัครใน 20 จังหวัดอีสาน ตั้งเป้า 200,000 แสนคน พร้อมจัดเตรียมยุทธวิธีจัดการกลุ่มมุ่งทำลายประชาธิปไตย

ด้านกลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย นำโดย นายไพจิต ศรีวรขาน นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายขจิต ชัยนิคม นายอดิศร เพียงเกษ จัดตั้งกลุ่ม"ขบวนการคนอีสานปกป้องประชาธิปไตย"
ประกาศไม่ยอมให้กลุ่มขบวนการที่กระทำขัดกฎหมาย มากำหนดทิศทางประเทศไทย และรับไม่ได้หากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย
จะไม่ยอมรับทุกเงื่อนไขหากไม่ใช่วิธีการเลือกตั้ง คนอีสาน 20 จังหวัดพร้อมออกมาต่อสู้


นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ระบุ

ปัญหาขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่นายสุเทพแค่คนเดียว แต่อยู่ที่เครือข่ายอำมาตย์ทั้งหมด

การกระทำตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 การล้อมปราบในปี 2552 และ 2553 เป็นตัวละครเดียวกันทั้งสิ้น

ถ้าไม่สู้ เราก็ตาย ถ้าอยากให้บ้านเมืองมีความยุติธรรมเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องออกมาสู้ จะได้รู้ว่าประชาชนของจริงเป็นอย่างไร

จากนี้เข้าสู่สถานการณ์สู้รบแล้ว


..................



.

2557-01-14

วิจักขณ์ พานิช เขียน สันติภาพบนความขัดแย้ง

.

สันติภาพบนความขัดแย้ง
โดย วิจักขณ์ พานิช

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389669261 
วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 10:30:20 น.

( ที่มา : คอลัมน์ ธรรมนัว นสพ.มติชนรายวัน )


อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปร่วมงานจุดเทียนสันติภาพ ที่หน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ มาครับ

แม้จะเป็นกลุ่มมิตรสหายที่คุ้นหน้าคุ้นตากันในแวดวงสันติวิธี แต่พอเห็นว่าเป็นกิจกรรมจุดเทียน ผมก็แอบชะงักไปเล็กน้อย เพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบการจุดเทียนสักเท่าไหร่ ครั้งหนึ่งยังเคยวิจารณ์กลุ่มสันติวิธีที่ออกมารณรงค์จุดเทียนสันติภาพระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เสียด้วยซ้ำ ยิ่งได้เห็นชื่องาน "พอกันที : หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" ยิ่งทำให้นึกย้อนอดีตไปถึงกลุ่ม "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เช่นกัน ซึ่งในครั้งนั้นผมมีความชัดเจนว่าไม่สนใจที่จะออกไปร่วมรณรงค์กับทั้งสองกลุ่ม


แล้วทำไมครั้งนี้ผมจึงเอาด้วย? ทำไมในสถานการณ์ตอนนี้ผมจึงเห็นว่าการจุดเทียนเป็นกิจกรรมที่ใช้ได้?


ประการแรก ผมมองว่าการจุดเทียนไม่ได้มีความหมายหรือความเหมาะสมในตัวมันเองหรอกนะครับ แต่ความหมายหรือความชอบธรรมของการจุดเทียนน่าจะขึ้นอยู่กับ "พลังของสถานการณ์" หรือ "บริบททางการเมือง" ในขณะนั้นมากกว่า

สำหรับผมแล้ว การจุดเทียนคือเครื่องมือการต่อสู้อย่างหนึ่ง เป็นสันติวิธีทางการเมือง ไม่ใช่สันติวิธีแบบศาสนา การจุดเทียนไม่ได้บ่งบอกว่าเรากำลังทำสิ่งดีๆ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นกลางทางการเมือง หรือลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์ความขัดแย้ง แต่การจุดเทียนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการเมืองอย่างหนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่ง ในบริบทเฉพาะบริบทหนึ่ง การจุดเทียนในวันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้คนมารักกัน เข้าใจกัน สงบสันติ หรือสามัคคีกัน ไม่ใช่เลยครับ... แต่เราแค่เรียกร้องให้ "เคารพกันบ้าง" เพราะการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ได้ดำเนินมาจนถึงจุดที่คนจำนวนมากรู้สึกว่ากำลังถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน การจุดเทียนจึงถูกนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องสิทธิที่เราหวงแหน

ณ สถานกาณ์ตอนนี้ "แสงเทียน" ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในการต่อสู้กับ "เสียงนกหวีด" ที่ดังอื้ออึงได้ดีอย่างหนึ่ง การจุดเทียนร่วมกันของผู้คนจะส่องสว่างให้อีกฟากฝั่งทางการเมืองได้ตระหนักว่ามีคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่เห็นด้วยกับเสียงนกหวีดที่คุณเป่า แต่เราจะไม่ไปทำร้ายคุณ เราจะไม่เกลียดชังคุณ เราแค่ต้องการยืนยันในสิทธิทางการเมืองที่เรามี เมื่อคุณเลือกที่จะปิดหูไม่ฟัง ส่งเสียงดังกลบเสียงคนอื่น เราก็ขอเลือกที่จะใช้แสงสว่างในการต่อสู้

แม้ไม่ได้ยินเสียงของเรา แต่โปรดเห็นแสงเทียนของเรา



ประการที่สอง ผมมองว่าการจุดเทียนครั้งนี้ไม่ได้มีขึ้นอย่างลอยๆ แต่มีการส่งสารที่ชัดเจนแนบไปด้วยครับ นั่นคือขอให้ทุกฝ่ายเคารพการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ในฐานะวิธีการที่ดีที่สุด เป็นอารยะที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติ ดังนั้น แสงเทียนที่ถูกจุดขึ้นจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่รวมตัวกันตามที่ต่างๆ โดยไม่มีการจัดตั้ง จึงหมายถึงแสงสว่างแห่งประชาธิปไตยในพื้นที่ทางการเมืองอันมืดมิดในตอนนี้


ประการที่สาม คำว่า "หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" หรือแม้แต่ "หยุดทำร้ายประเทศไทย" ในบริบทปัจจุบันกับในปี 2553 นั้น สำหรับผมแล้ว มีความแตกต่างกันมากครับ

การชุมนุมจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูกันว่ามีอาวุธหรือไม่มีอาวุธเท่านั้น แต่น่าจะดูจากข้อเรียกร้องของการชุมนุมเป็นสำคัญด้วย

การชุมนุมของเสื้อแดงปี 2553 แม้จะดูดุดันน่ากลัวสำหรับคนกรุงเทพฯบางกลุ่ม แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขา พื้นฐานมากๆ คือเรียกร้องให้มีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ความรุนแรงที่เริ่มเกิดขึ้นมาจากการนำกองกำลังทหาร รถถัง พร้อมอาวุธสงครามออกมาสู้กับพวกเขา ดังนั้น หากมองจากข้อเรียกร้องของการชุมนุม การชุมนุมของเสื้อแดงไม่ใช่การชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง

ตรงข้ามกับการชุมนุมของ กปปส.ในปัจจุบัน ที่ข้ามเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปนานแล้ว ข้ามการล้มรัฐบาลไปนานแล้ว ...และจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายของ กปปส.จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แม้ยุบสภาแล้วก็ไม่ยุติ การเคลื่อนไหวของคุณสุเทพและ กปปส.ไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนและปฏิเสธการเจรจากับรัฐบาลรักษาการในทุกกรณี ข้อเรียกร้อง "ล้มระบอบทักษิณให้สิ้นซาก" "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" หรือทำทุกวิถีทางเพื่อกดดันไม่ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นนั้น ไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงของคนทั้งประเทศ ที่สำคัญคือพยายามกดดันให้มีอำนาจนอกระบบ โดยเฉพาะกองทัพให้ออกมาแก้ปัญหานอกกติกาประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา


ดังนั้น เมื่อมองจากการไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของการชุมนุม นอกเสียจากการกำจัดฝั่งตรงข้ามทางการเมืองโดยทุกวิถีทาง ยิ่งถึงขั้นพยายามล้มการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ด้วยแล้ว การชุมนุมของ กปปส.จึงเป็นการชุมนุมที่กำลังเหยียบหัวคนจำนวนมาก และพร้อมสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ตลอดเวลา

การที่มีกลุ่มสันติวิธีออกมาพูดคำว่า "เรียกร้องให้ยุติการชุมนุมที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรง" ในวันนี้ กับในปี 2553 จึงแตกต่างกันมากครับ และก็ไม่น่าแปลกใจเลย หากในบริบทที่ต่างกัน กลุ่มที่ออกมาจุดเทียน หรือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง จะเป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง แม้จะใช้เครื่องมือเดียวกัน คำพูดเดียวกัน แต่เมื่อบริบททางการเมืองต่างกันย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจทางการเมืองของประชาชนคนละกลุ่มกัน สารที่ถูกส่งออกไปผ่านเครื่องมือนั้นก็เป็นคนละสารกันด้วย

และนี่คือความหมายของสันติวิธีที่มีความเป็นการเมือง สะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองของสามัญชนในกรอบกติกาประชาธิปไตย ไม่ใช่สันติวิธีวิถีธรรมอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของนักศีลธรรม นักบวช นักบุญ อย่างที่มักเข้าใจกัน




การจุดเทียนครั้งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความปรารถนาดีต่อประเทศชาติของเพื่อนร่วมชาติ "ชาติ" ที่ไม่ควรถูกยึดไปเป็นสมบัติส่วนตัวของคนบางกลุ่มที่อ้างว่าตนรักชาติเหนือคนอื่น

น่าเศร้าครับที่ผู้เข้าร่วมกับการชุมนุม กปปส.ตอนนี้ ไม่รู้ตัวว่าการเคลื่อนไหวเพื่อล้มการเลือกตั้งของพวกเขากำลังผลักผู้คนจำนวนมากออกไป และบีบคั้นสถานการณ์จนใครก็ตามที่สนับสนุนประชาธิปไตยแทบไม่มีที่ให้ยืนในชาตินี้ กระทั่งหลังๆ ผมเริ่มก็ได้ยินคำถามประมาณว่า...


"ระหว่างการจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กับการยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย ถ้าต้องให้เลือก คุณจะเลือกอย่างไหน?"

คำถามที่ประชาชนผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยไม่รู้จะตอบยังไง เพราะมันเป็น false question นั่นคือเมื่อถามคำถามแบบนี้ คนตอบไม่สามารถตอบเป็นอย่างอื่นได้
ส่วนคนถามก็มีคำตอบในใจที่อยากให้คนตอบตอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงถาม


ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสภาวะปกติที่สำนึกประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานให้กับความจงรักภักดี พูดง่ายๆ คือ เป็นสังคมที่มีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ คำถามแบบนี้ไม่จำเป็นต้องถูกถามครับ อีกทั้งคนตอบก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ตอบด้วย คือเราสามารถเฉยๆ กับมันได้ เพราะคำถามแบบนี้เป็น false question และไม่ใช่คำถามที่สำคัญอะไรกับชีวิตเรา

ปัญหาใหญ่มากๆ ของการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในตอนนี้ คือ การทำให้ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย...การจงรักภักดีกลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับการเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค จนในที่สุด กลายเป็นว่าเมื่อคุณยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย คุณจะกลายเป็นพวกไม่จงรักภักดี...

ซึ่งอันตรายมากๆ ครับ

เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความจงรักภักดีถูกทำให้กลายเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย นอกจากผู้คนจำนวนมากที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยจะถูกทำให้กลายเป็นพวกไม่จงรักภักดีแล้ว ขบวนการใดก็ตามที่กระทำการในนามความจงรักภักดี ก็จะกลายเป็นขบวนการทำลายประชาธิปไตยไปพร้อมกันด้วย

แน่ใจเหรอครับว่าจะต้องให้เลือกกันแบบนี้จริงๆ


การจุดเทียนในวันนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของ "เพื่อนร่วมชาติ" ความรักชาติร่วมกันโดยการยืนยันสิทธิในการเลือกอย่างมีอารยะ เลือกตามกติกา ตามระบอบที่เคารพการเลือกและเคารพทุกคนที่เลือก ไม่ใช่ระบอบที่ต้องถูกบังคับให้เลือกหรือเลือกให้
เป็นการจุดเทียนเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย ให้การใช้เหตุและผลเป็นรากฐานที่แข็งแรงมั่นคงให้กับศรัทธาและความรัก


เทียนเล่มนี้ในมือผม คือเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสันติ ผมจุดมันชูขึ้น เพื่อส่องแสงสว่างน้อยๆ สื่อข้อความสำคัญแห่งสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของคนในชาติไปยังกลุ่ม กปปส.

"พอเถอะครับ... ช่วยเคารพสิทธิทางการเมืองของเราบ้าง เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งในประเทศนี้เหมือนกับคุณ คนทุกคนควรได้รับการเคารพเสมอเหมือนกัน เพราะคนทุกคนเท่ากัน ทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการเคารพเสียงของประชาชนทุกคนผ่านการเลือกตั้ง เราไม่อยากเห็นใครต้องมาสังเวยชีวิตให้กับการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงเช่นนี้อีก"

ขอให้สังคมไทยมีพื้นที่ให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ



.

2557-01-10

อย่าปิดเลยบางกอกจะบอกให้ โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: อย่าปิดเลยบางกอกจะบอกให้
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51069
. . Fri, 2014-01-10 16:40



สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา : โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 446 วันที่ 11 มกราคม 2557



สถานการณ์ในกรุงเทพมหานครในขณะนี้ ก็ยังถือได้ว่า ยังคงตึงเครียด จากการที่ม็อบของ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เสื่อมสภาพกลายเป็นก๊วนอันธพาลการเมือง กระบวนการนี้ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ด้วยการที่ม็อบ กปปส.ยกกำลังฝูงชนเข้ายึดกระทรวงการคลัง และสถานที่ราชการหลายแห่ง ต่อมาก็คือ การส่งกลุ่มอันธพาลไปสกัดกั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สนามกีฬาราชมังคลา จนนำมาซึ่งการเสียชีวิตถึง 5 คน จากนั้น ต่อมาเมื่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภา ม็อบอันธพาลเหล่านี้ก็หาเหตุว่าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม เพราะจะต้องปฏิรูปเสียก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง จึงพยายามล้มการเลือกตั้ง โดยใช้กำลังขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งจนก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย 2 คน และเมื่อการรับสมัครเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ม็อบอันธพาลของนายสุเทพก็ข่มขู่ที่จะปิดกรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมนี้เป็นต้นไป จนกว่ารัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะลาออก ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้

แต่เป็นที่เข้าใจกันได้ดีว่า การที่ม็อบ กปปส.สามารถก่อการเป็นพาลได้ขนาดนี้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากพลังจารีตนิยมในสังคมไทย ซึ่งท่าทีของฝ่ายจารีตนิยมนั่นเอง กลายเป็นเครื่องพันธนาการไม่ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้ความเด็ดขาดในการรักษากฎหมายกับฝ่ายม็อบ ตัวอย่างเช่น กองทัพแทนที่จะเป็นกลไกสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐบาล และช่วยเหลือในการดำเนินการให้สถานการณ์คืนสู่ปกติ แต่กลับวางตัวในลักษณะเป็นกลางหรือแสดงท่าทีให้ท้ายฝ่ายม็อบ เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้แต่อาศัยฝ่ายตำรวจเท่านั้นที่เป็นกองกำลังรักษาสถานการณ์

นอกจากนี้คือ กลุ่มประชาสังคมชนชั้นกลางจำนวนมากที่เทใจสนับสนุนฝ่ายม็อบ กลุ่มนี้จะมีส่วนช่วยสร้างคำอธิบายให้ความชอบธรรมแก่ฝ่ายม็อบ เช่น การอธิบายการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณว่าเป็นการกระทำที่รักชาติ การสร้างกระแสเรื่องการทุจริตคอรับชั่นอันปราศจากหลักฐานมาโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การช่วยแก้ต่างเวลาฝ่ายม็อบก่อความรุนแรง เช่น ที่สนามราชมังคลาก็โยนความผิดไปที่กลุ่มคนเสื้อแดง ต่อมา ก็อธิบายว่า การล้มการเลือกตั้ง ทำลายประชาธิปไตย ตัดสิทธิเลือกตั้งของประชาชนเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อที่จะต้องปฏิรูปประเทศก่อน หรือที่ไปไกลก็คือการยอมรับว่า การเลือกตั้งแบบ 1 สิทธิ์ 1 เสียงไม่เหมาะกับประเทศไทย ต้องเป็นระบอบการปกครองโดยคนดีที่เสนอโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงเหมาะกับประเทศไทย เป็นต้น

ที่มากกว่านั้นคือองค์กรอิสระทั้งหลาย ได้แสดงบทบาทเป็นแนวร่วมทางอ้อมของม็อบ กปปส. เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็รับรองว่าการเคลื่อนไหวของม็อบเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญก็อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายม็อบยังเป็นแบบสันติ อหิงสา ส่วนคณะกรรมการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.) ที่มีหน้าที่จะต้องจัดการเลือกตั้ง กลับแสดงความพยายามที่จะหาทางเลื่อนและล้มการเลือกตั้งให้จงได้ และยังมีการตระเตรียมที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิดของ ส.ส.และ ส.ว. 383 คน ที่ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.อีกด้วย ซึ่งส่วนมากเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล และรวมนายกรัฐมนตรีด้วย โดยหวังจะใช้เงื่อนไขนี้เป็นการล้างบางนักการเมืองฝ่ายเพื่อไทย


แต่ปัญหาสำคัญของการเคลื่อนไหวของ กปปส.และกระบวนการฝ่ายจารีตนิยมขณะนี้ คือ การขาดเหตุผล ขาดความชอบธรรมในแทบทุกประเด็น โดยเฉพาะการข่มขู่ล้มการเลือกตั้งก็เป็นการละเมิดกฎหมาย ทำลายหลักประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิคนอื่นที่ต้องการจะเข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้ง ขบวนการของพวกม็อบล้มประชาธิปไตยเช่นนี้จึงถูกปฏิเสธจากโลกนานาชาติ ยิ่งกว่านั้น การเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพที่จะมีขึ้นก็จะสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างมหาศาล และสร้างความเดือดร้อนอย่างยิ่งต่อประชาชน จะเป็นการทำลายแนวร่วมและผู้สนับสนุนฝ่ายม็อบในกรุงเทพจำนวนมาก แต่ที่สำคัญคือ มาตรการนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเลยในการล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์

หรืออธิบายในอีกด้านหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ควบคุมสถานการณ์ด้วยความสงบนิ่ง ยึดหลักการประชาธิปไตย และความชอบธรรมทางกฎหมายไว้ แล้วยืนยันจะไม่ลาออกตามกระแส ก็จะสร้างความยากลำบากให้กับฝ่ายอำมาตย์มากขึ้นทุกที การปิดกรุงเทพฯไม่ว่าจะกี่วันจะทำอะไรฝ่ายรัฐบาลไม่ได้เลย และจะถูกบีบจากประชาชนที่เดือดร้อนให้ยุติไปเอง


หรือจะเกิดเหตุอื่น เช่น กรณีที่ คณะกรรมการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.)หาเหตุอย่างใดทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ดำเนินไปไม่ได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังรักษาการบริหารประเทศต่อไป ถ้าเลือกตั้งแล้วเปิดประชุมสภาไม่ได้เพราะเสียงไม่ครบ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังรักษาการไปจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ เป้าหมายที่จะโค่นรัฐบาลจึงใช้วิธีนี้ไม่ได้

ถ้าหากจะให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดของ ส.ส.และ ส.ว. 383 คน ก็จะต้องใช้เหตุผลแบบตะแบงอย่างมาก เพื่ออธิบายให้ได้ว่า ส.ส.และ ส.ว.ลงมติในสภาในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา แล้วมีความผิดได้อย่างไร แต่ที่มากกว่านั้นคือ วิธีการนี้ล้มรัฐบาลไม่ได้ เพราะนี่เป็นรัฐบาลรักษาการ ต้องทำงานไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่มารับผิดชอบ และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีใหม่ก็จะมาจากพรรคเพื่อไทยนั่นเอง ถ้าหากนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.จำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ พรรคเพื่อไทยก็มีบุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิ์ครบ 5 ปี ได้สิทธิกลับมาแล้ว ก็ตั้งรัฐบาลใหม่ได้อยู่ดี

ดังนั้น ถ้าม็อบ กปปส.จะโค่นรัฐบาลให้ได้ จะต้องให้ม็อบอันธพาลยกระดับการก่อกวน และสร้างความรุนแรงให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต แต่การกระทำเช่นนั้น ก็จะยิ่งกลายเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายม็อบมากขึ้นทุกที


ในที่สุดเหลือวิธีการสุดท้ายเพียงประการเดียวที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนรัฐบาล หรือ“โค่นระบบทักษิณ”ให้ได้สำเร็จ ก็คือการสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารในรูปแบบใดก็ได้ ดังนั้น กระแสรัฐประหารจึงเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้น ในเมื่อม็อบเริ่มไม่มีทางออก การเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงเป็นการสร้างความวุ่นวายเพื่อปูทางสู่การรัฐประหาร จากนี้เอง การที่กลุ่ม นปช.(แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ) รณรงค์เรื่องการต่อต้านรัฐประหารจึงมีนัยสำคัญ

เพียงแต่ว่าการก่อการรัฐประหารใน พ.ศ.2557 นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวิธีการเปลี่ยนอำนาจโดยการก่อรัฐประหาร ถือเป็นเรื่องเหลวไหลในระดับโลก เป็นการเมืองแบบด้อยพัฒนา ในประเทศไทยเอง กระแสการไม่เอารัฐประหารในหมู่ประชาชนก็รุนแรง แม้แต่ในกองทัพเอง ก็มีนายทหารที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารจำนวนมาก ดังนั้น ถ้ามีทหารกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก่อการรัฐประหารได้สำเร็จ การควบคุมสถานการณ์ก็ไม่ง่ายนัก


แต่กระนั้น กลุ่มพลังฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังต้องร่วมกันคัดค้านการปิดกรุงเทพฯ ต้องพยายามผลักดันการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ให้ลุล่วง ไม่ใช่เพื่อเป็นการรักษารัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เป็นการรักษาประชาธิปไตยของประเทศให้ดำเนินต่อไป เป็นการรักษาสิทธิที่จะเลือกตั้งของประชาชนเอาไว้ ให้พ้นจากภัยพวกขี้แพ้ชวนตี



.

2556-01-20

การเมืองไทย2556 เมื่ออังคารอ่อนแรง! โดย สุรชาติ บำรุงสุข

.

การเมืองไทย 2556 เมื่ออังคารอ่อนแรง!
โดย สุรชาติ บำรุงสุข  คอลัมน์ ยุทธบทความ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1692 หน้า 36-37
(ที่มา www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid
=1358670847 . . อาทิตย์ 20 ม.ค. 2556 เวลา 19:19:19 น.)



"วันที่ 23 เมษายน 2556 ดาวอังคารโคจรทับลัคนาราศีเมษของดวงเมืองร่วมกับดาวศุกร์มีตำแหน่งในราศีเมษ เล็งดาวเสาร์กับราหูในราศีตุล ทำมุมฉากกับเกตุในราศีมังกร ทำให้ดาวอังคารอ่อนเปลี้ยเพลียแรงหมดสภาพไปในปีนี้
...
ดาวอังคารเป็นดาวของผู้มาดูแลบ้านเมือง เป็นบุคคลในเครื่องแบบ จึงส่งผลให้บุคคลผู้มีอำนาจอยู่ในมือพร้อมอาวุธอ่อนกำลังอ่อนแอลงไป"
โสรัจจะ นวลอยู่
ศาสตร์แห่งโหร 2556



สําหรับท่านที่สนใจเรื่องโหราศาสตร์แล้ว คำทำนายทางการเมืองของ โสรัจจะ นวลอยู่ ที่ปรากฏในหนังสือ "ศาสตร์แห่งโหร 2556" น่าสนใจอย่างยิ่งว่า พลังทหารซึ่งเป็นแกนกลางของกลุ่มอำนาจนิยมไทยมาโดยตลอดนั้นมีสภาพที่จะอ่อนกำลังลง หรือสรุปง่ายว่า กองทัพจะอ่อนแรงลงในการเมืองไทยของปี 2556
แต่ถ้าพิจารณาอีกมุมหนึ่งที่ไม่ต้องอ้างอิงตำราทางโหราศาสตร์จากการเดินทางของดวงดาวในเรื่องของดวงเมืองแล้ว เราก็อาจจะเห็นภาพที่คล้ายคลึงกัน

เพราะหลังจากการล้อมปราบใหญ่ด้วยการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงทั้งในปี 2552 และ 2553 แล้ว กองทัพได้ตกเป็นจำเลยของการ "สังหารหมู่ 98 ศพ" แม้จะมีการกล่าวว่า ปฏิบัติการล้อมปราบที่เกิดขึ้นเป็นไปตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองในขณะนั้นก็ตาม หรือแม้นว่า กระบวนการสอบสวนที่เกิดขึ้นจะมุ่งไปสู่การเอาผิดผู้ออกคำสั่งในเหตุการณ์นั้นๆ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสียชีวิตเกิดขึ้นจากกระสุนของอาวุธสงคราม


ในความเป็นจริงเช่นนี้ แม้จะถูกปกป้องด้วยการกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารปฏิบัติการใช้ "กระสุนจริง" ตามคำสั่งของฝ่ายการเมือง โดยมีคำสั่งของ ศอฉ. เป็นเครื่องยืนยัน 
แต่ในทางศีลธรรมแล้ว กองทัพปฏิเสธไม่ได้ว่าความตายที่เกิดขึ้น เป็นผลของปฏิบัติการทางทหาร 
ซึ่งหากกระบวนการสอบสวนเดินหน้าไปอีกขั้นหนึ่งจากการเอาผิดฝ่ายการเมืองในฐานะผู้ออกคำสั่งแล้ว ก็น่าสนใจว่า ผู้ปฏิบัติการทางทหารในระดับใดบ้างต้องอยู่ในฐานะ "ผู้รับผิดชอบร่วม" ด้วย

แต่ด้วยเงื่อนไขการเมืองของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องยอมรับความจริงว่า การได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554 นั้น ใช่ว่ารัฐบาลจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้อย่างแท้จริง กลไกรัฐในหลายๆ ส่วนยังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลอยู่มาก 
ยิ่งในส่วนของผู้นำกองทัพแล้ว ก็น่าสงสัยอย่างมากว่า พวกเหล่านั้นยอมรับหรือไม่ว่า กองทัพเป็น "กลไก" ของรัฐบาล หรือพวกเขายังเชื่อว่า กองทัพเป็น "องค์กรอิสระ" ที่แม้จะได้รับงบประมาณของรัฐ แต่พวกเขาก็เป็นอิสระจากรัฐ และไม่ใช่กลไกรัฐแต่อย่างใด


สถานภาพทางการเมืองเช่นนี้ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีท่าทีประนีประนอมกับผู้นำกองทัพอย่างมาก จนหลายๆ ครั้งทำให้กลุ่มมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลรู้สึกไม่พอใจ 
หรือในอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นท่าทีเช่นนี้จากการที่รัฐบาลแทบไม่ได้มีบทบาทที่เด่นชัดในงานด้านทหาร 
เช่น กรณีของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่ง กอ.รมน. เป็นเสมือน "กล่องดวงใจ" ของกองทัพโดยเฉพาะมิติด้านงบประมาณ และได้รับการยอมรับว่าเป็น "สิ่งที่แตะต้องไม่ได้" จากรัฐบาลพลเรือน หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น "untouchable" ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพทุกยุคทุกสมัย

การที่รัฐบาลเองไม่ได้มีฐานะทางการเมืองที่เข้มแข็ง และประกอบกับฝ่ายการเมืองบางส่วนมีทัศนะแบบ "หนีความขัดแย้ง" เพราะเชื่อว่า การไม่เข้าไปยุ่งในพื้นที่ที่เป็นปริมณฑลแห่งอำนาจของทหารนั้น จะเป็นเงื่อนไขสำคัญทำให้ชีวิตของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยืนนานต่อไปได้ 
พวกเขาจึงมักจะมีท่าทีแบบ "ประนีประนอมสูง" กับฝ่ายทหาร

อีกทั้งหลังจากการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลเมื่อต้องเผชิญกับ "มหาอุทกภัย" ในช่วงปลายปี 2554 นั้น รัฐบาลได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากผู้นำกองทัพในการนำเอาทหารออกมาแสดงบทบาทในการบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ 
จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตน้ำท่วมกลายเป็นช่วงเวลาของ "น้ำผึ้งพระจันทร์" ทางการเมืองระหว่างผู้นำกองทัพกับผู้นำรัฐบาล

สำหรับผู้นำรัฐบาลและฝ่ายการเมืองบางส่วนดูจะเชื่อว่า น้ำผึ้งพระจันทร์ไม่ได้หายไปกับสายน้ำหลาก เพราะหลังจากวิกฤตน้ำท่วมแล้ว ต้องยอมรับอย่างมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำหญิงของรัฐบาลกับผู้นำทหารนั้น เป็นไปด้วยดี และดูจะดีมากกว่าที่หลายคนประมาณการเอาไว้เช่นในช่วงต้นของรัฐบาล 
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ท่าทีของรัฐบาลดูจะไม่ประสงค์ที่จะให้การชี้ความผิดในคดีสังหารหมู่ 98 ศพ ไปไกลเกินจากฝ่ายการเมือง
หรือกล่าวในทางคดีอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐบาลดูจะต้องการกันฝ่ายทหารไว้เป็นพยาน มากกว่าจะถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดร่วม
และก็มีท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการเดินไปให้ถึงจุดที่กองทัพจะตกเป็น "จำเลยร่วม" แต่อย่างใด



การเมืองในสภาพเช่นนี้ยังผสมกับเงื่อนไขของความจำกัดอันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร 2549 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่าแม้รัฐประหารดังกล่าวจะล่วงเลยมามากกว่า 6 ปีแล้ว แต่การวิพากษ์วิจารณ์ยังเกิดขึ้นโดยตลอด 
อีกทั้งผู้นำรัฐประหารดังกล่าวก็แสดงออกถึงการต่อต้านการยึดอำนาจด้วยการพาตัวเองลงสู่สนามเลือกตั้ง และเข้าสู่รัฐสภาด้วย "รถหาเสียง" ไม่ใช่ด้วย "รถถัง" การกระทำดังกล่าวของผู้นำรัฐประหารจึงเท่ากับเป็นการทำลายเครดิตและความขลังของการยึดอำนาจอย่างหมดสิ้น 
และเท่ากับเป็นการยืนยันว่าในที่สุดแล้ว ถ้าผู้นำทหารต้องการเล่นการเมือง ก็สามารถทำได้ด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเช่นนักการเมืองโดยทั่วไป และหากความน่าเชื่อถือยังคงพอมีอยู่แล้ว การได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภาก็เกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยขบวนรถถังเช่นในยามรัฐประหาร
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรนักที่จะกล่าวว่า รัฐประหาร 2549 เป็นผลในด้านกลับ ถือเป็นการยึดอำนาจที่ทำลายพลังของกองทัพในทางการเมืองได้อย่างชัดเจน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการรัฐประหารที่ทำลายตัวเองอย่างรวดเร็ว อาจจะมากกว่ารัฐประหาร 2534 เสียด้วย 

แม้จะมีข้อโต้แย้งได้ว่า รัฐประหาร 2534 นั้นในที่สุดแล้วก็จบลงด้วยวิกฤตการเมืองด้วยการล้อมปราบในเดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งกองทัพพ่ายแพ้และคลี่คลายต่อมาด้วยการออกรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ก็จะเห็นได้ว่า ผลกระทบเกิดขึ้นในปี 2535 เป็นหลัก แต่กับอำนาจในส่วนอื่นๆ ของกองทัพนั้นดูจะถูกปรับเปลี่ยนไปน้อยมาก 
สำหรับรัฐประหาร 2549 และตามมาด้วยการล้อมปราบครั้งแรกในสงกรานต์ปี 2552 และล้อมปราบใหญ่ในปี 2553 นั้น แม้กองทัพจะเป็นฝ่ายชนะในการล้อมปราบ แต่ก็ส่งผลกระทบกับกองทัพอย่างมาก จนกลายเป็น "ตราบาป" ของนายทหารที่เกี่ยวข้องเพราะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 98 ศพ

และการเสียชีวิตในครั้งนี้ไม่ได้ถูกปล่อยให้กลายเป็น "คลื่นกระทบฝั่ง" เช่นในปี 2516 หรือ 2519
หรือจบลงด้วยการประนีประนอมจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นในปี 2535
หากกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียหลายๆ คนตัดสินใจสู้ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเงียบไป ประกอบกับการเติบโตของสื่อใหม่อย่าง "โซเชียลมีเดีย" ทำให้เรื่องราวของการเสียชีวิตครั้งนี้ได้รับการกระตุ้นเตือนอยู่ตลอด 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยกเครดิตในอีกส่วนหนึ่งให้แก่กลุ่มนักวิชาการของ "ศูนย์ข้อมูลติดตามประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.)" ซึ่งได้จัดทำรายงานการเสียชีวิตของผู้คนในเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นระบบ และมีความยาวถึง 1,390 หน้า(เอกสารตีพิมพ์ในปี 2555)



เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นข้อจำกัดทางการเมืองของกองทัพโดยตรง เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงเรื่องของการล้อมปราบที่ราชประสงค์ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงบทบาทของปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นด้วย 
อีกทั้งในการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ได้มีเสียงเรียกร้องมาโดยตลอดที่ต้องการให้รัฐบาลไทยตัดสินใจเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ "ICC" (ไอซีซี) 

การเรียกร้องเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทหาร แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า การเรียกร้องเช่นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบทบาทของกองทัพในการเมืองไทย
เพราะจากการล้อมปราบทางการเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 6 ตุลาคม 2519 พฤษภาคม 2535 รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุด เมษายน 2552 และเมษายน-พฤษภาคม 2553 ล้วนเป็นเรื่องของการใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าสลายการชุมนุมของฝูงชนที่ต่อต้านรัฐบาลทั้งสิ้น

ซึ่งถ้ารัฐบาลไทยตอบรับในการเข้าร่วมอนุสัญญาดังกล่าว การใช้กำลังทหารในการปราบปรามทางการเมืองจะเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง 
เพราะปฏิบัติการทางทหารเช่นนั้นอาจถูกฟ้องในศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผู้นำทหารที่เกี่ยวข้องกลายเป็น "อาชญากร" ในศาลดังกล่าวได้ไม่ยากนัก

ฉะนั้น แม้หลายคนจะคิดว่า การผลักดันให้รัฐบาลกรุงเทพฯ ยอมรับในเรื่องของศาลนี้แล้ว จะเป็นเสมือนการ "ปิดประตู" ของการใช้กำลังทหารในทางการเมือง โดยเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลพลเรือนยอมรับอำนาจของศาลดังกล่าว จะทำให้เกิดเครื่องมือของ "การป้องกัน" บทบาทของการใช้กำลังทหารในการปราบปราม หรือบางทีอาจจะเป็นกลไกของ "การป้องปราม" รัฐประหารในตัวเองด้วย 
แต่ว่าที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัฐบาลพลเรือนจะกล้าตัดสินใจในเรื่องเช่นนี้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญเข้ามาเกี่ยวข้องจนรัฐบาลอาจจะไม่สามารถตัดสินใจได้ในปี 2556

แต่อย่างน้อยก็คงพอคาดการณ์ได้ว่า เสียงเรียกร้องเรื่องนี้อาจจะมีมากขึ้น และแม้รัฐบาลอาจจะทำอะไรไม่ได้ แต่ในทางกลับกันก็จะกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้นำทหารในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นกัน 
และขณะเดียวกันหากมองในทางที่ดีแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่า ผู้นำทหารหลังปี 2549 เองก็มีบทเรียนอยู่หลายเรื่อง 
และหลายคนก็ดูจะตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่พอสมควร และไม่มีผู้นำทหารคนใดอยากตกเป็น "จำเลยการเมือง" อีก




อย่างไรก็ตามการอ่อนพลังลงของอำนาจทางทหารนั้นถูกพิสูจน์ด้วยผลของรัฐประหาร 2549 เอง เพราะเป็นการยึดอำนาจซึ่งในที่สุดแล้ว กลุ่มพลังที่ถูกทำลายลงจากการรัฐประหารกลับฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในรูปของขบวนของคนเสื้อแดง จนสามารถชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้ในปี 2554 
และขณะเดียวกันพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทหารนั้น นอกจากจะแพ้ในการเลือกตั้งแล้ว พวกเขาตั้งรัฐบาลได้ก็ต่อเมื่อต้องใช้อำนาจทางทหารบีบคั้น จนเกิดการเปลี่ยนขั้วการเมืองได้ 


นอกจากนี้ นับวันจะเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า กระแสการเมืองภายนอกไม่ยอมรับการเมืองนอกระบบที่ต้องอาศัยพลังทหารเป็นแกนกลางของการขับเคลื่อนแต่อย่างใด 
และยิ่งในช่วงปลายปี 2555 ที่เห็นถึงการเดินทางเยือนไทยทั้งของผู้นำสหรัฐอเมริกาและผู้นำจีนแล้ว ก็พอจะตีความได้ว่า ชาติมหาอำนาจที่ไทยต้องเกี่ยวข้องด้วยนั้น ไม่ได้ต้องการเห็นการเมืองไทยถอยกลับสู่ระบอบอำนาจนิยมอีกแต่อย่างใด
และทั้งการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ก็เป็นอีกปัจจัยเหนี่ยวรั้งหนึ่งในเรื่องของทหารกับการแทรกแซงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำทหารพม่ากำลังคลายมือออกจากการเมืองแล้ว ในภูมิภาคนี้จึงไม่มีใครอยากเห็นผู้นำทหารไทยพยายามกระชับมือกับการเมืองไทยอีกแต่อย่างใด

ถ้าพิจารณาจากคำอธิบายอย่างสังเขปในข้างต้นแล้ว รัฐศาสตร์กับโหราศาสตร์ดูจะตอบคล้ายกันว่า ดาวอังคารน่าจะอ่อนแรงในปี 2556... แต่ก็อย่าประมาทจนเกินไป !



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2555-10-22

ความรุนแรงที่ปฏิวัติ:โต้พวกเพ้อเจ้อ โดย ฉลาด แซ่โง่

.
บทความก่อนหน้า - การปฏิวัติจำต้องรุนแรงหรือ? วิพากษ์ลัทธิปฏิวัติปีกซ้ายไร้เดียงสา โดย เกษียร เตชะพีระ
อ่านที่ http://blogazine.in.th/blogs/kasian/post/3685
บทความตอบภายหลัง - ในโลกอันแคบชัดของความรุนแรงที่ปฏิวัติ ทางเลือกที่ไม่รุนแรงย่อมเพ้อเจ้อทั้งสิ้น โดย เกษียร เตชะพีระ 
อ่านที่ http://blogazine.in.th/blogs/kasian/post/3699


____________________________________________________________________________________________________________

ความรุนแรงที่ปฏิวัติ : โต้พวกเพ้อเจ้อ
โดย ฉลาด แซ่โง่
ใน www.prachatai.com/journal/2012/10/43263 . . Sun, 2012-10-21 21:42


จะใช้ความรุนแรงหรือไม่ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมต้องเลือกให้เหมาะสมกับ กาละ และ เทศะ  เพราะความรุนแรงเป็นวิธีการ,ไม่ใช่จุดหมาย ในเมื่อจุดหมายคือแค่ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง,ได้เป็นรัฐบาล  การใช้ความรุนแรงไม่เพียงแต่จะไม่คุ้มค่าเท่านั้น แต่อาจจะเสียหายถึงขั้นผู้ใช้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ก็ได้  แต่ถ้าจุดหมายคือการเปลี่ยนแปลงระบอบสังคม,ชนชั้นหนึ่งโค่นล้มอีกชนชั้นหนึ่ง และเมื่อประเมินตามทัศนะของ แม็กซ์ เวเบอร์ ที่ว่ารัฐเป็นผู้ผูกขาดและใช้ความรุนแรงเหนืออาณาดินแดนหนึ่งๆแล้ว “ ความรุนแรง “ ก็กลายเป็นวิธีการที่ถูกบังคับให้เลือกเพื่อที่จะบรรลุจุดหมายดังกล่าว   นอกเสียจากจะล้มเลิกความมุ่งหมายของตนเสีย

ไม่ว่าใคร,ชนชั้นอะไร หรือ ยากดีมีจนอย่างไร,ก็ไม่มีใครอยากสูญเสียบาดเจ็บล้มตายทั้งสิ้น    แต่จะชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาเรื่องความรุนแรงนั้นต้องไม่มองความรุนแรงโดดๆเหมือนกันไปหมด  แต่ต้องจำแนกอย่างวิภาษ เมื่อประชาชนเดินขบวนอย่างสันติ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วกลับมีการใช้ความรุนแรงที่”ปฏิกริยา”เข้าปราบปรามด้วยทหารตำรวจติดอาวุธ ก็ชอบธรรมที่อีกฝ่ายจะใช้ความรุนแรงที่”ปฏิวัติ”เข้าต่อต้าน   ในระยะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ผูกขาดการใช้อำนาจรัฐกดขี่ข่มเหงผู้คนทั้วทั้งแผ่นดินไปสู่การมีสิทธิเสรีของประชาชน,การจัดสรรแบ่งปันที่เป็นธรรมและทั่วถึง   นอกจากความรุนแรงแล้ว  จะมีหมอตำแยไหนมาทำคลอดให้สังคมใหม่ ?


โดยธรรมชาติแล้ว ประชาชนไม่มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง เมื่อพวกเขาตัดสินใจใช้ความรุนแรง ย่อมเกิดจากเงื่อนไขที่แน่นอนเงื่อนไขหนึ่ง    พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะแรกนั้น ก็ดำเนินงานอย่างสันติโดยร่วมมือกับพรรคก๊กมิ่นตั่งซึ่งกุมกลไกรัฐทหารตำรวจในขณะนั้นเพื่อปราบขุนศึกภาคเหนือ  เมื่อ เจียง ไค เช็ค หักหลังการปฏิวัติทำรัฐประหาร เปิดฉากเข่นฆ่าบรรดาผู้รักความเป็นธรรม ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ทำรัฐประหาร 12 เมษายน ค.ศ. 1927 จนถึงวันที่ 31 กรกฏาคม ค.ศ. 1927 ทั่วทั้งประเทศจีนมีผู้ถูกฆ่าตายไปแสนกว่าคน  เฉพาะที่มหานครซั่งไห่แค่วันที่ 12-14 เมษายน  มีกรรมกร นักศึกษา และประชาชนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าห้าพันคน( ประมาณการภายหลังโดย โจว เอิน ไหล ) ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1927 พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงรวบรวมกำลังที่เหลือจากความเสียหายอย่างหนักหน่วง ก่อการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธที่นครหนานชาง มณฑลเจียงซี 

วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1930  ชาวนาหลายพันคนเดินขบวนประท้วงอย่างสงบ ที่เมืองหวิ่น  ในเวียดนามภาคกลาง รัฐบาลเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในขณะนั้น ใช้เครื่องบินยิงกราดและทิ้งระเบิดลงใส่ขบวนแถวผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ  มีผู้เสียชีวิตทันที่กว่าสองร้อยคน  บาดเจ็บเรือนพัน เฉพาะปี1930 -1931 สองปีนี้มีผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิด,ยิงใส่,ตัดหัวเสียบประจานจนถึงทรมานจนตาย ไม่ต่ำกว่าหมื่นคน นำไปสู่การจัดตั้งขบวนการ”เวียตมินห์” ซึ่งขยายตัวไประหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จนสามารถเอาชนะกองทหารฝรั่งเศสในสมรภูมิ “ เดียน เบียน ฟู “ อันเลื่องลือ และสถาปนาเวียดนามเหนือเป็นเอกราชได้. ในเวียดนามใต้  การเข่นฆ่าผู้ประท้วงชาวพุทธที่ชุมนุมมือเปล่าบริเวณ เจดีย์” ซาโหล่ย “ สังหารพระและประชาชนกว่าร้อย โดยรัฐบาล โง ดินห์ เดียม,   การกวาดล้างจับกุมตลอดจนการบังคับกวาดต้อนชาวนาในชนบทสิบล้านคนเข้าสู่” หมู่บ้านยุทธศาสตร์ “ เพื่อแยก “ น้ำ “ ออกจาก “ ปลา “ อันนำมาซึ่งความทุกขเวทนาบ้านแตกสาแหรกขาด โดยรัฐบาล เหงียน วัน เทียว    จนถึงจุดสูงสุดของการเข่นฆ่าปราบปรามด้วยการทิ้งระเบิด” ปูพรม “ โดยฝูงป้อมบินยักษ์  บี 52 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ลงใส่ฮานอยและเมืองท่าไฮฟอง อย่างต่อเนื่อง ผลของมันคือการปลดปล่อยเวียดนามใต้และรวมประเทศด้วยกำลังอาวุธ เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975

ในประเทศไทยเราเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่จะแตกต่างไปจากประเทศอื่น การใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามก็เป็นเหตุให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งใช้การต่อสู้อย่างสันติมา 23 ปี ตัดสินใจต่อสู้ด้วยอาวุธในปี พ.ศ. 2508 แม้ขบวนการดังกล่าวจะเพลี่ยงพล้ำจนพ่ายแพ้ไปในช่วง 2530 แต่ก็ด้วยสาเหตุที่ประเมินสถานการณ์การเมืองผิดพลาดทั้งในประเทศและทางสากล มิใช่กำหนดใช้วิธีการที่ผิดพลาด ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกเปิดเผยเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปแล้ว จึงไม่ต้องกล่าวรายละเอียดในที่นี้      ที่ควรให้ความสนใจคือหลังจากนั้น ประชาชนเราก็ “ สมาทาน สันติ-อหิงสา “ เสมอมา  ชนชั้นปกครองที่กุมกลไกรัฐใช้ความรุนแรงแต่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ไม่ว่าใน ปี 2535 ,2552 และ 2553 ประชาชนเรายืนหยัดต่อสู้ด้วยความไม่รุนแรงอย่างอดทน ต่อสู้แบบยอมเสียเลือดเสียเนื้อบาดเจ็บล้มตายจนกระทั่งลงคะแนนเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา นำสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่พอจะเป็นเครื่องแสดงความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น  เพียงแค่นี้ ชนชั้นนำที่กุมกลไกรัฐอย่างแท้จริงก็ยังใช้กลไกของพวกเขาพยายามเบียดขับรัฐบาลที่คนส่วนใหญ่เลือกมาทั้งๆที่รัฐบาลนี้ก็ประนีประนอมกับชนชั้นนำดังกล่าวเป็นด้านหลักด้วยซ้ำ  ความพยายามอย่างต่อเนื่องโดยใช้ทุกกลไกที่ตนมีและโดยไม่เลือกวิธีการของชนชั้นนำกลุ่มนี้ที่จะผลักไสประชาชนให้หมดความอดทน เมื่อใดที่ แม้หนทางรัฐสภาซึ่งพวกซ้ายไร้เดียงสา ประณามว่า “ ฉวยโอกาสเอียงขวา “ ก็ไม่มีให้เดินแล้ว เท่ากับว่าพวกเขาบังคับให้ประชาชนเราใช้”วิธีอื่น “ นั่นเอง


สำหรับประชาชนเรานั้น  มิใช่เอะอะอะไรก็จะใช้ความรุนแรงแต่ถ่ายเดียว ประชาชนเรานั้นรักสันติเสียยิ่งกว่าฝ่ายที่เป็นชนชั้นปกครองเสียอีก จะใช้ความรุนแรงก็ต่อเมื่อฝ่ายชนชั้นปกครองบีบบังคับเสียจนไม่เหลือทางต่อสู้ใดๆ ,ใช้โดยความจำเป็น
รุนแรงหรือสันติ เรามองสิ่งเหล่านี้อย่างสัมพัทธ์  เมื่อสังคมก้าวไปข้างหน้าจนถึงระยะที่ไร้ชนชั้น,ไร้การกดขี่ขูดรีด ทั่วทั้งสังคมมีความเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์ มนุษย์ต่อสู้เพียงเพื่อพัฒนาพลังการผลิต(เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์)เมื่อนั้นความรุนแรงก็หมดความจำเป็น 
วิธีการอันจำเป็นซึ่งกำเนิดจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์นี้ ก็จะดับสลายไปในประวัติศาสตร์เอง  ทัศนะต่อความรุนแรงของประชาชนเรา เรามองมันอย่างคลี่คลายขยายตัว ไม่ใช่โดดเดี่ยวและหยุดนิ่ง เช่นนี้

รุนแรง หรือไม่  กล่าวสำหรับประชาชนแล้ว เป็นไปตาม “ กาละ “ และ “ เทศะ “ อันเป็นเงื่อนไขประวัติศาสตร์  สิ่งเหล่านี้ประชาชนเราคิดและไตร่ตรองอย่างดีจนตกผลึก จึงมีความหมายแน่นอน   มิใช่กล่าวลอยๆเพียงแค่ประดับปากให้ดูสวยงามเท่านั้น



.

2555-10-14

(ชมคลิป)วงเสวนา“14 ตุลา ในมุมมองคนหลากรุ่น” กระตุ้นคนรุ่นหลังปลุกประวัติศาสตร์มีชีวิต

.

วงเสวนา“14 ตุลา ในมุมมองคนหลากรุ่น” กระตุ้นคนรุ่นหลังปลุกประวัติศาสตร์มีชีวิต(ชมคลิป)
ในมติชน ออนไลน์  วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:30:28 น.


เสวนา 1
www.youtube.com/watch?v=8pplN4qS35w



ที่ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่  14 ตุลาคม  มีการจัดเสวนาเพื่อรำลึกครบรอบ 39 ปี 14 ตุลาคม ประจำปี 2555 ในหัวข้อ "14 ตุลา ในมุมมองคนหลากรุ่น"   โดยมี  ศ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตาภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์,  นายวัฒนชัย วินิจจะกูล อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ,นางสาวนภาวัลย์ สิทธิศักดิ์ สมาชิกกลุ่มศึกษาสังคมประชาธิปไตย  พร้อมด้วยนายสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ผู้แทนจากสถาบันปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา  


ศาสตราจารย์ธเนศ  กล่าวถึงแนวทางการสืบสานเจตนารมย์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไม่ควรเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ เหตุเพราะประวัติศาสตร์จะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อคนรุ่นหลังหรือคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ ควรให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้สืบทอดเหตุการณ์  ถ้าให้คนในเหตุการณ์เป็นผู้สืบทอดประวัติศาสตร์ก็จะเป็นเรื่องราวที่พูดถึงกันในวงเหล้ามากกว่า
ธรรมศาสตาภิชาน กล่าวต่อว่า   เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยังเป็นประวัติศาสตร์แรกที่มีความโดดเด่นมากที่สุดเพราะเป็นเหตุการณ์ที่คนส่วนใหญ่ในประเทศสมัยนั้นมีส่วนร่วม เป็นประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นจริง สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถยึดโยงได้ แล้วก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เกิดมายาคติที่ทำให้เห็นว่าประชาชนสามารถเอาชนะอำนาจเผด็จการทหารและอำนาจนอกระบบได้    แต่ความเป็นจริงแล้วตามที่บทความที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์เขียนไว้หลังจากเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า ชัยชนะของประชาชนในครั้งนั้นเป็นเพียงก้าวแรกของการที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ...   ซึ่งในตอนนั้นกลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชนก็สงสัยว่า ทำไมไม่ใช่ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของขบวนการประชาธิปไตย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  ถึงก็พอจะเข้าใจแล้วว่า บทความที่อาจารย์ปรีดีเขียนนั้นหมายความว่าอย่างไร อุปสรรคของขบวนการประชาธิปไตยไม่ใช่แค่พวกเผด็จการทหารอย่างที่นิสิตนักศึกษาในช่วงเวลานั้นเข้าใจ    นอกจากนี้ไม่ควรจัดงานรำลึกเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยในสังคมไทยต่อไป


ด้านนายวัฒนชัย กล่าวถึงการสืบสานเจตนารมย์ของประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า แม้จะไม่สามารถทำให้เกิดการสืบสานเจตนารมย์ของเหตุการณ์ แต่อย่างน้อยก็ควรให้เกิดกระบวนการเสียก่อน โดยส่วนตัวให้ความสำคัญที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ เช่นการจะล้มรัฐบาลเผด็จการรัฐสภาไม่ควรเกิดจากการรัฐประหาร หรือการปราบปรามยาเสพติดก็ไม่ควรใช้การฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ แม้กระบวนการทั้งสองจะทำให้บรรลุผลลัพธ์ แต่ก็ถือเป็นกระบวนการที่มีผลร้ายแรงแล้วส่งผลเสียต่อสังคมในระยะเวลาต่อมา
 อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต    กล่าวต่อว่า  ไม่ควรสืบทอดจิตวิญญาณเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แบบท่องจำ แต่ควรเป็นการสืบทอดด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกควบคุมโดยแนวคิดหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้การส่งเสริมจิตวิญญาณขบถเหมือนกับ
เหตุการณ์อภิวัฒน์ 2475 หรือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก แต่วิญญาณเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าสังคมไทยยังไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันตามรัฐธรรมนูญ 
"ถ้าไม่สามารถกำจัดกลุ่มปฎิปักษ์กับคณะราษฎรหรือกลุ่มแนวคิดที่ต้องการให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทยได้ เราก็จะเห็นเหตุการณ์เดือนตุลาคมหรือเดือนพฤษภาคมซ้ำไปซ้ำมาในอนาคตไม่ที่ที่สิ้นสุด ในหลายประเทศแม้จะมีการล้อมปราบประชาชนแต่มักจะเกิดขึ้นครั้งเดียว

เพราะหลังจากนั้นแต่ละประเทศจะมีการชำระประวัติศาสตร์เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ดังนั้นสังคมไทยจะต้องชำระประวัติศาสตร์ความรุนแรงทุกเหตุการณ์ออกไปจากสังคมไทย ไม่ใช่ว่าถ้าวิจารณ์แล้วก็จะต้องถูกไล่ไปอยู่นอกประเทศ ประเทศนี้เป็นของประชาชนทุกคน ไม่มีใครมาไล่ใครออกไปอยู่ประเทศอื่นได้" อาจารย์วิทยาลัยนวตกรรม มหาวิทยาศาสตร์รังสิตกล่าว


ขณะที่ นางสาวนภาวัลย์ กล่าวถึงแนวทางที่จะให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า ควรทำให้ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 มีชีวิตขึ้นมา อาจจะทำห้องนิทรรศการหรือห้องให้ปากคำทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็จะสร้างสีสันให้คนรุ่นใหม่สนใจประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าทำให้คนรุ่นใหม่สนใจเหตุการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตย ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยมีการต่อสู้ เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ได้ เพราะถ้านับจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงปัจจุบัน สังคมไทยยังไม่มีการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคมขนานใหญ่อีกเลย



.

2555-10-01

“น่าสมเพชที่ชนชั้นกลาง-ปัญญาชนสายตาสั้น มองเห็นการรัฐประหาร เป็นทางออก..”

.

6 รัฐประหาร“น่าสมเพชที่ชนชั้นกลาง-ปัญญาชนสายตาสั้น มองเห็นการรัฐประหาร เป็นทางออก..”
( ที่มา ในมติชน ออนไลน์  วันจันทร์ที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 16:25:39 น. และจากต้นทาง เว็ปประชาไท เรื่อง เก็บตก 6 ปี รัฐประหาร สนนท.จัดเสวนา ศรัทธาที่เสื่อมคลายภายใต้การเรียนรู้ . . Mon, 2012-10-01 10:41 )


วงเสวนาชี้ 6 ปีรัฐประหาร เสื่อมศรัทธาฝ่ายที่อ้างว่าก้าวหน้า, ผู้ผ่านยุค รสช., ปัญญาชนชนชั้นกลาง, สถาบันต่างๆ ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ชี้ในทางกลับกันศรัทธาอำนาจประชาชนโตจากการเรียนรู้โครงสร้างอำนาจเก่าที่เสื่อม  และมาพร้อมกับอาการตาสว่าง และ ในความอึมครึมเสนอยกเลิก ม.112 สร้างความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.55 เวลา 13.00 – 17.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน  สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) จัดกิจกรรมเสวนา “ย้อนรอยรัฐประหาร 49 ศรัทธาที่เสื่อมคลายภายใต้การเรียนรู้” โดยมีวิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ อดีตแกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ น.ส.จิตรา คชเดช อดีตเลขาธิการสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิงทอฯ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ นักกิจรรมและนายสุพัฒน์ อาษาศรี เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)


สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด อดีตแกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการต้านรัฐประหาร กล่าวถึงอินเตอร์เน็ตกับการรัฐประหารว่า

เป็นรัฐประหารครั้งแรกที่มีการไปบล็อคโครงข่ายโครงข่ายทางอินเตอร์เน็ต แต่ก็ยังมีช่องทางอินเตอร์เน็ตเหลืออยู่ อย่างไรก็ตามก็มีการปิดการเมืองอย่างห้องราชดำเนินในพันทิพ หลังจากรัฐประหารได้ไปทำแฟลชม็อบที่สยามพารากอน และได้มีการทำเวปไซต์ 19seb.com จดวันที่ 20 ก.ย.49 มีการเปิดเว็บบอร์ดอภิปรายการเมือง แต่อยู่ได้ไม่ถึง 2 วันก็ถูกบล็อก หลังจากนั้นจึงได้เปิดเป็น 19seb.org และพยายามที่จะเรียกร้องต่อผู้ให้บริการในระหว่างที่มีการพยายามที่จะปิดกั้น
ปรากฏการณ์ทางเทคโนโลยี หลังสลายการชุมนุม พ.ค.53 เสื้อแดงแตกหือ แต่ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือคนหนีเข้าเฟสบุ๊ค แทนที่จะเข้าป่าในสมัย 6 ตุลา 19 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญ แต่น่าเสียดายที่ขบวนการประชาธิปไตยไม่ถอดบทเรียน ที่จะเห็นว่าอินเตอร์เน็ตเป็นโอกาสในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้ อ.ธิดา จะประกาศว่า. Cyber เป็นแนวรบหนึ่ง แต่ก็ไม่มีปฏิบัติการจริง

ปัจจุบันการปิดอินเตอร์เน็ตนี้เรียกแขกหรือคนไม่พอใจเพราะปัจจุบันมีการทำธุรกรรมจำนวนมากผ่านทางนี้ รัฐก็จะชั่งใจทำให้การปิดยากขึ้น

รัฐประหารอาจจะจบในเกมส์ระยะสั้น แต่ระยะยาวมันไม่จบ

คิดว่าการไปยื่นดอกไม้มีการจัดตั้งเพื่อหวังผลเรื่องกระแส เพราะไม่กี่วันถัดมาก็มีโพลล์ที่บอกว่าคนกว่า 70 % เห็นด้วยกับการรัฐประหาร จึงอยากให้มีการสอบสวนตรงนี้ เพราะโพลล์ถือเป็นมาร์เก็ตติ้งอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนการรัฐประหาร มันน่าสมเพชทีมีชนชั้นกลางและปัญญาชนสายตาสั้นมองเห็นการรัฐประหารจะเป็นทางออกจากปัญหาการเมืองขณะนั้น แต่ในความเป็นจริงรัฐประหารอาจจะจบในเกมส์ระยะสั้น แต่ระยะยาวมันไม่จบ 
ควรแก้กฎอัยการศึกว่าห้ามใช้ในกิจการทางการเมือง คณะรัฐประหารจะได้ไม่มีเครื่องมือ

การต้านรัฐประหารทันทีและสืบเนื่อง เป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐประหารต่อจาก 19 ก.ย. ยังไม่เกิด

คุณูปการของการต้านรัฐประหารทันทีและสืบเนื่องยาวนานมานั้นเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้รัฐประหารต่อจาก 19 ก.ย. ยังไม่เกิด คณะ รัฐประหารยังหาวิธีการไม่ได้ หากประชาชนออกมาต้านและต่อต้านในทุกรูปแบบ  ดังนั้นการคณะรัฐประหารจึงไม่รู้จะรับมือย่างไร นี่จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การรัฐประหารไม่เกิด แต่ความพยายามรัฐประหารก็มีอยู่ตลอดเวลาอยู่ ซึ่งก็ต้องรอปัจจัยสนับสนุน อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่เห็นว่าปัจจัยทางการเมืองจะเป็นเหตุแต่อาจจะมีปัจจัยอื่น

ศรัทธาที่หายไปกับคนที่คิดว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า ผู้ที่ผ่านยุค รสช. และปัญญาชนชนชั้นกลาง

รัฐประหารปี 49 สิ่งที่เจ็บปวดคือรุ่นพี่ที่ผ่านรัฐประหาร ยุค รสช. 34, 35 แล้วมาถอดบทเรียนว่าจะไม่มีการปล่อยให้เกิดการรัฐประหารอีก แล้วมีการออกคู่มือต้านการรัฐประหาร นี่เป็นศรัทธาแรกๆที่หายไป อย่างไรก็ตามไม่มีปัญหากับคนไปเป็นพันธมิตร แต่มีปัญหาที่เขายันจุดยืนไม่อยู่ เสียความรู้สึกดีๆกับคนที่คิดว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า แม้เสื่อมศรัทธาแต่ก็ไม่ได้เกลียดชัง

เสียองค์กรประชาธิปไตยไป ซึ่งเป็นองค์กร NGO ที่ทำงานเรื่องประชาธิปไตยคือ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. ซึ่งมีเลขาชื่อสุริยะใส กตะศิลา การที่ ครป.ออกแถลงการณ์ต่อท่าทีการรัฐประหารช้า 1 สัปดาห์ และออกมาบอกแปลกๆว่า “ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่บอกด้วยว่ามีความเข้าใจที่เกิดการรัฐประหาร” นี่เป็นการทำลายองค์กรเลย ที่มีรากเหง้าการต่อสู้มาตั้งแต่ พ.ค.35

เคยคิดว่าปัญญาชนคือคนที่มีการศึกษา แต่เหตุการณ์รัฐประหารนี้ทำให้ไม่คิดเช่นนั้น ปัญญาชนชนชั้นกลางที่สนับสนุนรัฐประหารครั้งนี้ เนื่องจากชนชั้นนี้ได้รับการปลดปล่อยแล้วตั้งแต่ 14 ตุลา 16 และ พ.ค.35  คนเหล่านี้มีตัวตน แต่กลับไม่เข้าใจการเคลื่อนตัวของรากหญ้า หรืออาจเพราะเข้าใจว่าการแชร์อำนาจอาจทำให้สูญเสียสถานะ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ดูถูกคนต่างจังหวัด ทั้งๆที่คนต่างจังหวัดดูจานดำกันแล้ว ทำให้รู้สึกเสียความรู้สึกกับคนที่มีโอกาสในสังคมเหล่านี้

ถ้าเราต่อสู้กับชนชั้นกลางจะใช้ชนชั้นล่างต่อสู้ไม่ได้ เพราะคุยกันคนละภาษา ดังนั้นต้องให้ชนชั้นกลางเข้าปะทะกัน และการปรากฏตัวของคณะนิติราษฎร์ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือหลังสลายการชุมนุม พ.ค.53 นำไปสู่การปะทะกันทางความคิดในสังคมมากขึ้น ดังนั้นต้องแสวงหารูปแบบของชนชั้นกลางในการเคลื่อนไหว



จิตรา คชเดช นักสหภาพแรงงาน อดีตเลขาธิการสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ หนึ่งในองค์กรแรงงานจดทะเบียนทีเข้าร่วมต้านรัฐประหาร กล่าวว่ารัฐประหาร 19 ก.ย.49 มีองค์กรแรงงานรัฐวิสาหกิจบางองค์กรนำดอกไม้ไปแสดงความยินดี ในช่วงรัฐประหารโรงงานไหนที่มีคนงานร่วมต้านรัฐประหารจะมีทหารมาตั้งเต็นท์หน้าโรงงานและมี กอ.รมน. เข้าไปที่โรงงานเพื่อให้ทางโรงงานควบคุมกรรมการสหภาพแรงงาน และในช่วงที่มีการณรงค์รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 นั้น ขบวนการกรรมกรแบ่งเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน คือฝ่ายรับกับฝ่ายไม่รับ ในฐานะที่อยู่ฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 นั้น ช่วงที่มีการรณรงค์แจกเอกสารให้ข้อมูลและการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น พบว่าคนงานในโรงงานต่างๆให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

พวกที่ออกมาต้านรัฐประหารถูกทำลายทุกรูปแบบ

หลังจากนั้นในปี 51 คนที่ออกมาต้านรัฐประหารอย่างแข็งขันคนแรกที่โดนจัดการด้วยขบวนการล่าแม่มดคือ นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ซึ่งไม่ยืนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จนถูกแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ภายหลังได้มีการออกเสื้อจำหน่ายรณรงค์และระดมทุนสู้คดีนั้น ได้มีโอกาสสนับสนุนเสื้อดังกล่าวที่มีข้อความ “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” แล้วใส่ออกรายการโทรทัศน์ทางช่อง 11 หลังจากนั้นถูกเว็บไซต์ผู้จัดการและเครือข่ายโจมตี จนเป็นเหตุให้นายจ้างฉวยโอกาสเลิกจ้าง ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และคนงานสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ในโรงงานก็ได้หยุดงานเพื่อเรียกร้องให้บริษัทรับประธานสหภาพฯกลับเข้าทำงาน เพราะคนงานเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำลายสหภาพแรงงาน และในปี 52 คนงานในส่วนที่มีบทบาทสำคัญกับการต่อสู้ของสหภาพก็ถูกเลิกจ้างจำนวนมาก จึงมองว่านี่เป็นอีกส่วนหนึ่งของกระบวนการฉวยโอกาสในการทำลายสหภาพ ไปพร้อมกับการทำลายฝ่ายต่อต้านรัฐประหารด้วย

ปัจจุบันนี้มองว่าเสื้อที่สกรีนคำว่า “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” นั้นถือว่าเป็นคำที่เบามากๆเมื่อเทียบกับเสื้อรณรงค์ในปัจจุบัน ที่มีสามารถมีการเดินขบวนรณรงค์ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว

รัฐประหาร 49 ทำให้เห็นสิ่งที่เป็นปัญหาต่อประชาธิปไตย

ผลดีของการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 นั้นทำให้เห็นสิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรค์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยมากขึ้น ภาษาของคนเสื้อแดงคือ “ตาสว่าง” ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่แค่นักศึกษา ปัญญาชน ในการออกมาต้านการรัฐประหาร แต่มีกรรมกรออกมาต้านด้วย เพียงแต่ไม่สามารถออกมาแบบเปิดเผยได้มากนักเนื่องจากข้อจำกัดจาก พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ปี 18 ที่ห้ามองค์กรแรงงานที่มีการจดทะเบียน เช่น สหภาพแรงงาน ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะจะถูกเพิกถอนทะเบียนจากนายทะเบียนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้ นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดในการออกมาชุมนุม เพราะต้องทำงาน หากลางานมาก็จะถูกตรวจสอบจากนายจ้าง อย่างไรก็ตามคนงานที่เป็นแถวหน้าในการต้านรัฐประหารเสมอคือคนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ

ศรัทธาที่เสื่อมคลายกับสถาบันต่างๆ ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินถึงได้ทราบกรณีเขายายเที่ยง ที่เกี่ยวเนื่องกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รวมทั้งความศรัทธาที่เสื่อมคลายนั้นเนื่องจากเราไม่มีกระบวนการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาในหลายองค์กรและสถาบันในสังคม ทำให้คนพูดถึงแบบจริงบ้างไม่จริงบ้าง รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบ ทำให้คนสงสัยเกิดคำถามและศรัทธาที่เสื่อมคลาย

ดังนั้นกระบวนการตรวจสอบในทุกองค์กรและสถาบันจะต้องเกิดขึ้นภายใต้ความโปร่งใส ต้องไม่มีกฎหมายหรืออำนาจที่จะมาคอยปิดปากการตรวจสอบ แต่ตอนนี้กลับมีคนเสนออกกฎหมายห้ามวิจารณ์ศาสนา ซึ่งถือเป็นกระบวนการทำลายการตรวจสอบสาธารณะ

รวมทั้งหากเราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ได้ เราก็ยังอยู่ในผลพวงของการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ต่อไป



จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  กล่าวถึงความศรัทธาที่เสื่อมคลาย 6 ปี หลังจากการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ว่าประกอบด้วย เคยคิดว่าคนมีการศึกษาจะเห็นด้วยกับประชาธิปไตย แต่ความเป็นจริงส่วนหนึ่งกลับไม่เห็นด้วย พวกนี้เห็นว่าประชาชนปกครองตัวเองไม่ได้ ประชาชนยังไม่มีการศึกษา ทั้งๆที่หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยคืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รวมทั้งบางสิ่งในสังคมที่คนเคยศรัทธาก็ไม่ศรัทธาแล้ว

สังคมใช้จุดยืนและอารมณ์เป็นหลัก การแสวงหาสัจธรรมหรือความจริงจึงลำบาก

ทั้ง 2 ฝ่ายในสังคมไทยเราใช้จุดยืนและอารมณ์เป็นหลัก ดังนั้นการแสวงหาสัจธรรมหรือความจริงจึงลำบาก ทั้ง 2 ฝ่ายมักโจมตีอีกฝ่ายว่าโง่ ดังนั้นเราใช้ความคิดเดียวกันกับอีกฝ่ายเลย เหล่านี้มาจากการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 และก่อนหน้านั้น ที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดการตัดแบ่งสังคมไทย

2 มาตรฐานทำสถาบันยุติธรรมเสื่อม

รวมทั้งความเสื่อมคลายของศรัทธาต่อสถาบันยุติธรรม จากปรากฏการณ์ 2 มาตรฐาน นำไปสู่วิกฤติการณ์ทำให้ศาลเสื่อมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความเชื่อถือจากประชาชนโดยเฉพาะเสื้อแดง เป็นสิ่งที่ยากมากในการฟื้นกลับคืนมา



ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ นักกิจรรมและนักจัดรายการวิทยุ กล่าวว่าปรากฏการณ์หลังจากการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 นำไปสู่ปรากฏการณ์ตาสว่างโดยเริ่มจากตาสว่างข้างเดียว จากการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 7 ต.ค.51 และมีผู้เสียชีวิตคือน้องโบว์ หรือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และงานศพ จนกระทั่งอาการตาสว่าง 2 ข้าง จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เมษา – พ.ค.53

ศรัทธาที่เสื่อมคลายมาพร้อมกับอาการตาสว่าง และความอึมครึม

สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดบรรยากาศของความอึมครึมที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ดังนั้นจะปลอดจากบรรยากาศเช่นนั้น ต้องปลดล็อคคือยกเลิกมาตรา 112 หรือกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บรรยากาศอึมครึมที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงเนื่องจากฝ่ายอำมาตย์คิดไปเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะเล่นงาน ทั้งๆที่ไม่ได้มีการจะเล่นงาน ดังนั้นเมื่อเกิดความอึมครึมและความระแวงอาจจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามหรือโจมตีฝ่ายประชาธิปไตยด้วยความเข้าใจผิดจากการที่ไม่สามารถแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมาเพราะมีมาตรา 112 อยู่นั้นเอง



สุพัฒน์ อาษาศรี เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) คนล่าสุด กล่าวถึงศรัทธาที่เสื่อมคลายในรอบ 6 ปีหลังจากการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ว่า ขณะนี้ความศรัทธาในตัวประชาชนกำลังโตขึ้น แข่งกับศรัทธาเดิมที่ไม่ได้ศรัทธาในตัวประชาชน

6 ปีรัฐประหาร ศรัทธาในอำนาจประชาชนโตจากการเรียนรู้‘โครงสร้างอำนาจเก่า’

ได้เห็นโครงสร้างอำนาจเก่าที่ใช้คุมทั้งพรรคการเมือง ศาล ทหารและสื่อมวลชน เมื่อมีขบวนการประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยภายใต้การพยายามเข้ามาควบคุมปราบปรามของโครงสร้างอำนาจเก่า จึงนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ของประชาชน เช่น ปรากฏการณ์ของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับรถแท็กซี่ที่ขับรถชนรถถังในวันที่ 30 ก.ย.49 และแขวนคอตายในเดือนถัดมา เพื่อประท้วงการรัฐประหาร เป็นคุณูปการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าประชาธิปไตยไม่ได้มาจากปากกระบอกปืน  ทำให้ศรัทธาในพลังประชาชนที่เติบโตขึ้น



.

ยุกติ: “สังคมไทยปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตยที่ชราภาพมากแล้ว”

.

ยุกติ มุกดาวิจิตร: “สังคมไทยปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตยที่ชราภาพมากแล้ว”
สัมภาษณ์โดย พันธวิศย์ เทพจันทร์
ในมติชน ออนไลน์  วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 23:59:18 น.


แม้การรำลึกครบรอบ 6 ปี รัฐประหารจะผ่านไปแล้ว
แต่กระแสข่าวการเกิดรัฐประหารมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ
โดยเฉพาะการปลุกระดมเสื้อแดง-เสื้อเหลืองจนเกิดการปะทะกันหน้ากองปราบในช่วงเวลาที่ผ่านมา 

อาจจะนำไปสู่ข้ออ้างสำคัญที่คณะรัฐประหารมักใช้อ้างเพื่อกระทำการก็คือ

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและป้องกันปัญหา "คนไทยฆ่ากันเอง"



"มติชนออนไลน์"  สัมภาษณ์ "ยุกติ มุกดาวิจิตร"
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จะมาตอบคำถามว่าเหตุใดประเทศไทยยังสามารถเกิดรัฐประหารในอนาคตได้ 
แม้จะมีกระแสต่อต้านจะขยายไปในวงกว้างของสังคมแล้วก็ตาม
แล้วชนชั้นนำไทยเกี่ยวข้องอย่างไรกับการรัฐประหาร
ถึงเวลาที่ต้องรับ "ชมคลิป" และอ่านอย่าง "เพ่งพินิจตรึกตรอง"

......


- ปัจจัยใดทางสังคมที่ทำให้มีการรัฐประหารถึง 4 ปี/ครั้ง นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475

 รัฐประหารทุกครั้งมันตอกย้ำสิ่งที่ยังมีอยู่ในสังคมไทยคือ ระบบอำนาจนิยมและชนชั้นนำยังไม่อยากปล่อยอำนาจของตัวเอง ดังนั้นข้ออ้างของการทำรัฐประหารจะซ้ำ ๆ กัน โดยเฉพาะเรื่องของการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์จะถูกเอามาใช้เป็นข้ออ้าง ชนชั้นนำก็เชื่อว่ากลุ่มของตนเองเท่านั้นที่จะปกป้อง จงรักภักดีต่อสถาบันฯ และคิดว่าคนกลุ่มอื่นในสังคมไทยไม่มีใครรักสถาบันฯ เลย มีแต่ทหารกับชนชั้นนำเท่านั้น 
 อีกปัจจัยคือ อุดมคติของข้าราชการก็ไม่ได้คิดว่า ตัวเองทำงานให้กับนักการเมืองซึ่งเท่ากับคิดว่าข้าราชการก็ไม่ได้ทำงานให้กับประชาชน ข้าราชการคิดว่า ตัวเองทำงานให้สถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ประชาชน โครงสร้างพื้นฐานของระบบข้าราชการจึงคิดว่า ตัวเองไม่ได้ทำงานให้ประชาชน  แล้วผู้ที่ทำรัฐประหารก็คือ ทหารซึ่งก็เป็นข้าราชการอีกด้วย


- ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยชนชั้นกลางจะเป็นคนกลุ่มแรกที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร แต่ทำไมการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ชนชั้นกลางกับยอมรับแล้วยื่นดอกไม้ให้ทหารที่ทำการรัฐประหาร

เพราะมันเป็นการรัฐประหารเพื่อชนชั้นกลาง โดยการกระทำและความสนับสนุนจากชนชั้นนำ การรัฐประหารในครั้งก่อน ๆ มันคือเรื่องผลประโยชน์ของชนชั้นนำเอง แต่หลังจากที่การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจมันแพร่หลายในเขตเมืองมากขึ้นชนชั้นกลางก็มีอำนาจทางการเมืองเพิ่มขึ้นจนสามารถกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
พอรัฐบาลทักษิณกระจายอำนาจให้ชนชั้นกลางระดับล่างจึงทำให้กลุ่มชนชั้นกลางในเมืองไม่พอใจ และยินดีที่เกิดรัฐประหารปี 2549 เพราะอย่างน้อยอำนาจทางการเมืองก็ยังอยู่ในมือพวกเขา แล้วอุดมการณ์ของชนชั้นกลางในเมืองยังเชื่อว่า ควรจะมีพลังพิเศษมาป้องกันหรือขัดขวางการเติบโตของพลังสถาบันพรรคการเมือง


- หมายความว่าชนชั้นกลางในเมืองกำลังหวาดกลัวกับการมีอำนาจทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่างใช่หรือไม่

ใช่ โครงสร้างทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2534 คือต้องการให้อำนาจมาจากประชาชน ต้องการให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง แต่พอหลังรัฐประหารปี2549 ก็เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนดี จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของชนชั้นกลางไม่ค่อยยึดหลักการแต่
พร้อมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตราบเท่าที่ตนไม่เสียผลประโยชน์ 

แต่โครงสร้างการเมืองหลัง ปี 2540 คือการออกแบบให้อำนาจการกระจายไปสู่พื้นที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองหลวง กระจายอำนาจไปยังชนบท แล้วโครงสร้างทางการเมืองก็ถูกออกแบบให้นักการเมืองและพรรคการเมืองยึดโยงกับอำนาจของประชาชนมากขึ้น

ดังนั้นต่อให้ไม่มีคนชื่อทักษิณ สังคมไทยก็จะมีนโยบายทางการเมืองและนักการเมืองแบบทักษิณอยู่ดี เป็นนักการเมืองและนโยบายทางการเมืองที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนทั้งหมด แต่ไม่ตอบสนองกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองหลวงอย่างที่เคยเป็น 
 ด้วยเหตุนี้ชนชั้นกลางจึงสนับสนุนให้มีการรัฐประหารเพราะเขากลัวว่า นโยบายต่าง ๆ จะไม่ตอบสนองต่อชนชั้นกลางในเมืองหลวงอีกแล้ว ทรัพยากรต่าง  ๆ ที่คนในเมืองหลวงเคยได้ทั้งหมด พอโครงสร้างทางการเมืองเป็นลักษณะกระจายอำนาจไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศ ทรัพยากรก็ต้องกระจายตามอำนาจทางการเมืองไปด้วย ดังนั้นต่อให้เป็นคุณคนดีขนาดไหนถ้าทำตามโครงสร้างทางการเมืองที่ถูกออกแบบไว้หลังปี 2540 ก็สามารถถูกรัฐประหารได้ทั้งนั้น


- ทำยังไงให้ชนชั้นกลางในเมืองยอมรับว่าถึงเวลาที่กระจายอำนาจให้กับกลุ่มชนชั้นล่างที่มาเรียกร้องอำนาจทางผลประโยชน์ของตัวเอง

สังคมไม่ได้มีเพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นกลางในเมืองมักจะคิดว่า ตนเป็นผู้ที่ชำระภาษีมากกว่าคนต่างจังหวัด  แต่ถ้าเราลองไปดูฐานภาษีในประเทศไทยจะพบว่า  ฐานภาษีส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากรายได้ของชนชั้นกลางในเมือง แต่มาจากภาษีการค้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม  แล้วประชากรส่วนใหญ่ก็อยู่ตามต่างจังหวัดเพราะฉะนั้นผู้บริโภคสินค้าส่วนใหญ่คือใประชาชนตามต่างจังหวัด
ดังนั้นกลุ่มคนที่เสียภาษีมากที่สุดก็คือ ประชาชนที่อยู่ตามต่างจังหวัด แต่งบประมาณส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหรือเมืองหลวง ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อประชากรที่อยู่ตามต่างจังหวัด  ดังนั้นจึงสมควรแล้วที่นโยบายของรัฐบาลจะต้องตอบสนองต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ 

ด้วยเหตุนี้การสนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นสามารถเก็บภาษีท้องถิ่นเพื่อนำงบประมาณไว้ใช้บริหารพัฒนาพื้นที่ของตัวเองต้องสนับสนุนให้มีมากขึ้น เรื่องเหล่านี้เคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แต่เมื่อมาใช้รัฐธรรมนูญ  ปี 2550 จำนวนเงินที่จะลงไปสู่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นก็ลดลงไปอย่างมาก 
นั่นแสดงให้เห็นว่า สังคมชนบทไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่ทรัพยากร ภาษีของคนต่างจังหวัดจะกลับไปสู่ท้องถิ่น แล้วคนในเมืองหลวงก็บ่นว่า กระจุกตัว เมืองหลวงแออัด รถติด น้ำท่วม ประชาชนล้นเมือง นั่นก็เพราะทรัพยากรและงบประมาณเทใส่ที่กรุงเทพฯ ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดก็อพยพมาเพื่อแสวงหาทรัพยากรเหล่านี้


- สังคมหลายส่วนสงสัยมากว่า ชนชั้นนำมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับรัฐประหาร 2549 ในเมื่อเป็นความขัดแย้งกันระหว่างชนชั้นกลางในเมืองกับกลุ่มชนชั้นล่างและประชาชนที่อยู่ตามต่างจังหวัด

ชนชั้นนำก็กลัวการเปลี่ยนผ่านของชนชั้นนำเหมือนกัน  ไม่มีใครมีอยู่เป็นอมตะ ทุกอย่างย่อมมีเกิด แก่ เจ็บและก็ตาย แล้วความกังวลตรงจุดนี้ก็มาจากฝ่ายที่อยู่ในอำนาจนั้นเอง พวกเขากังวลว่า การเปลี่ยนผ่านอาจไม่ราบรื่น กลัวการเปลี่ยนถ่ายอำนาจอาจนำไปสู่การล้มล้างกลุ่มอำนาจเดิมที่ครองอำนาจในการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน
ดังนั้นพวกเขาต้องมั่นใจว่า อำนาจในการเปลี่ยนผ่านต้องอยู่ในมือของพวกเขา และผมมั่นใจว่า ในหมู่ชนชั้นนำเองก็มีความขัดแย้งเรื่องการเปลี่ยนผ่านอย่างแน่นอน  แล้วด้วยความกังวลนี่เองข้ออ้างที่ใช้ในการทำรัฐประหาร จึงมีเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่เสมอ


- ฝ่ายรัฐบาลพูดชัดเจนว่า ถ้าไม่มีการคอร์รัปชั่น รัฐบาลไม่ล้มล้างสถาบันฯ จะไม่มีรัฐประหารแน่นอน แล้วถ้าตัดปัจจัยนี้ออก ปัจจัยใดที่จะทำให้เกิดรัฐประหารได้อีกในอนาคต 

ความขัดแย้งในระยะเวลานี้ยังไม่จบ เมื่อยังไม่จบก็สามารถเกิดรัฐประหารได้ทุกเมื่อ  ถ้าพิจารณาจาก 20 ปีก่อน ช่วง รสช. ที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณถูกรัฐประหาร สาเหตุที่เกิดรัฐประหารก็คือ กลุ่มทหารฝ่ายหนึ่งไม่พอใจการสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหารที่อยู่ข้างกลุ่มชนชั้นนำเก่า
 ส่วนรัฐประหารโดย คมช.คือ ความขัดแย้งที่ชนชั้นกลางไม่พอใจที่อำนาจทางการเมืองกระจายออกไปมากขึ้น แล้วชนชั้นนำเองก็ยังกังวลกับการเปลี่ยนผ่าน
 เรื่องเหล่านี้ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ ถ้ายังไม่สามารถปฎิรูปสถาบันให้อิงกับอำนาจของประชาชนและสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยการรัฐประหารยังเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน


- ถ้าชนชนชั้นนำไม่ปฎิรูป ชนชั้นกลางไม่ปฎิรูป  แล้วใครจะเป็นหัวหอกในการปฎิรูป

 กลุ่มคนชนชั้นกลางใหม่ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกลุ่มชนชั้นล่างและชนชั้นกลางเข้าด้วยกันจะเป็นหัวหอกสำคัญการต่อสู้ทางการเมือง ในระยะหลังๆ ที่ผ่านมา ชนชั้นกลางใหม่ซึ่งเป็นผู้นำทางปัญญาจะเป็นผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำในการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลุ่มชนชั้นกลางหัวก้าวหน้าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะต่อต้านการรัฐประหารแล้วพวกเขาก็กำลังทำอยู่ตลอดเพื่อทำให้การเมืองไทยพัฒนามากกว่านี้


- สรุปแล้วที่ผ่านมาการเมืองไทยเป็นแบบคณาธิปไตยมากกว่าประชาธิปไตย

  สังคมไทยเป็นคณาธิปไตยแน่นอน แล้วกลุ่มคณะนี้ยังหลงตัวเองว่ายังเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่มีอำนาจ แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า คณาธิปไตยของพวกเขากำลังชราภาพ กระดูกเล็กลง อ่อนแรงลงไปทุกที
เมื่อคณาประชาธิปไตยชราภาพลง ประชาธิปไตยก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แล้วฐานของชนชั้นกลางก็เริ่มกระจายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด สำนึกทางการเมืองไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในชนชั้นกลางในเมืองหลวงอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน ถ้าในอนาคตจะเกิดการรัฐประหารอีก ประชาชนก็จะออกมาต้านอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในสังคมไทย



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ยุกติ Published on Sep 25, 2012 by matichon tv
www.youtube.com/watch?v=feCV58bH6qM




.

2555-09-14

พิชิต: ความเสื่อมของสื่อมวลชนกระแสหลัก

.

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์:  ความเสื่อมของสื่อมวลชนกระแสหลัก
ใน www.prachatai.com/journal/2012/09/42623 . . Thu, 2012-09-13 21:56


รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
( ที่มา: เผยแพร่ครั้งแรกใน“โลกวันนี้วันสุข” ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555 )



 วิกฤตการเมืองในระยะกว่าหกปีมานี้ สื่อมวลชนกระแสหลักของไทย ทั้งฟรีทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์ค่ายต่าง ๆ ล้วนเป็นกลุ่มผู้ร่วมสมคบก่อเหตุที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่ง จนอาจกล่าวได้ว่า คนพวกนี้ “มือเปื้อนเลือด” ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกอันธพาลการเมืองที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

                เบื้องหลังพฤติการณ์ของสื่อมวลชนกระแสหลักเหล่านี้ก็คือ ความคิดที่รับใช้เผด็จการ ผนวกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทั้งของนายทุนเจ้าของสื่อและนักสื่อสารมวลชนอาชีพเกือบทุกระดับ
                สื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบันที่เป็นค่ายใหญ่ ๆ เป็นธุรกิจมูลค่านับหมื่นล้านบาท มีเครือข่ายโยงใยผลประโยชน์ไปยังเครือข่ายราชการที่อยู่ในอำนาจรัฐและสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองเก่าแก่บางพรรค อยู่ภายในโครงครอบทางอำนาจและอุดมการณ์จารีตนิยมที่คอยบ่อนทำลายระบบการเมืองแบบเลือกตั้งในประเทศไทยมาทุกยุคสมัย อิงแอบอำนาจและแบ่งปันผลประโยชน์กับพวกเผด็จการแฝงเร้นจนแยกกันไม่ออก

                การเมืองแบบเลือกตั้งที่ถูกตัดตอนด้วยรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่านั้น เต็มไปด้วยจุดอ่อนมากมาย สื่อมวลชนกระแสหลักจึงรับหน้าที่เป็นแกนหลักในการเผยแพร่และตอกย้ำวาทกรรม “นักการเมืองเลว” มาทุกยุคสมัย ปั่นกระแสในหมู่คนชั้นกลางในเมืองให้เกลียดชังนักการเมือง สร้างเงื่อนไขทางความคิดในหมู่ประชาชน ที่นำไปสู่รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา 
                นักสื่อมวลชน ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ลงมาถึงบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ คนเขียนข่าว จนถึงคนอ่านข่าวหน้าจอทีวีและวิทยุ เป็นกลุ่มวิชาชีพพิเศษเช่นเดียวกับนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย คือสถาปนาตนเองเป็นฐานันดรที่แยกจากประชาชนทั่วไป ด้วยการสมมติ “จรรยาบรรณและจริยธรรม” ชุดหนึ่งขึ้นมา ให้สาธารณชนเชื่อว่า พวกตนเป็นกลุ่มคนที่มีความสูงส่งทางสติปัญญา สถานะ ความรู้ เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรม คนพวกนี้รวมตัวกันอยู่ในองค์กรอาชีพ เป็นสมาคมสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ มีจุดประสงค์หลักคือ ปกป้องผลประโยชน์และสถานะของคนในอาชีพมิให้ถูกตรวจสอบจากสาธารณชน มีกิจกรรมหลักคือ เชิดชูกันเอง ให้รางวัลกันเองไปมา และคอยข่มขู่ผู้คนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพวกเขาว่า “คุกคามสื่อ”
                มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่ดีพอ สูงส่งพอ สะอาดพอที่จะไปตรวจสอบ ชี้นิ้วประณามคนอื่นได้หมด แต่สังคมไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบคนพวกนี้ 
                คนพวกนี้สังกัดกลุ่มทุนสื่อมวลชนที่ร่วมผลประโยชน์กับเผด็จการ ถูกบ่มเพาะอุดมการณ์รับใช้เผด็จการมาตั้งแต่เรียนอยู่ในคณะวิชานิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต่อเนื่องมาถึงในที่ทำงาน มีสถานะพิเศษในสังคมที่แยกจากประชาชนทั่วไปและไม่ถูกตรวจสอบจากสาธารณชน ทำให้คนพวกนี้เป็นอนุรักษ์นิยมถอยหลังเข้าคลอง อหังการ เป็นอำนาจนิยม มีพฤติกรรม “มือถือสาก ปากถือศีล”


                สื่อมวลชนกระแสหลักของไทยครองอำนาจทางความคิดมายาวนาน สามารถ “สร้างประเด็น กำหนดวาระทางสังคม” ในแต่ละช่วงเวลาได้ตามสถานการณ์และผลประโยชน์ของพวกเขา คนพวกนี้ทรงอำนาจอิทธิพลอย่างสูงที่แม้แต่กลุ่มอำนาจในระบบราชการ ทหารตำรวจ และนักการเมืองยังต้องเกรงใจ
                ในช่วงกว่าหกปีมานี้ พวกเขามีบทบาทเป็น “เท้าที่สอง” ของพวกอันธพาลพันธมิตรฯ ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการปั่นกระแสความวุ่นวาย โจมตีใส่ไคล้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มาจากการเลือกตั้ง สร้างกระแสและความชอบธรรมที่นำไปสู่รัฐประหาร 2549 โดยตรง แล้วสื่อมวลชนพวกนี้ก็เข้าไปเสวยตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์จากรัฐประหาร ทั้งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาสรรหา รวมถึงการได้โครงการสัญญาจ้างในสื่อฟรีทีวีและวิทยุช่องต่าง ๆ แบ่งปันกันอย่างอิ่มหมีพีมัน 
                คนพวกนี้แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการ “เลือกข้าง” สนับสนุนรัฐประหาร สภาและรัฐบาลจากรัฐประหาร สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งตนเป็นศัตรูกับประชาชนเสื้อแดงและพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ใช้สื่อสารมวลชนในมือทุกชนิดโจมตีอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสังหารหมู่เมษายน-พฤษภาคม 2553 สื่อมวลชนพวกนี้ก็ช่วยกันกระพือกระแสความเกลียดชัง ส่งเสียงเชียร์อย่างกระหายเลือดให้ทหารเข้าเข่นฆ่าคนเสื้อแดงตายเป็นร้อย บาดเจ็บหลายพันคน แล้วเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากนั้น ก็ยังตาม “กระทืบซ้ำ” คนตายด้วยการปกปิดบิดเบือนข้อเท็จจริง ขณะที่ทหารฆ่าประชาชนด้วยปืน สื่อมวลชนพวกนี้ช่วยฆ่าซ้ำด้วยปากกา นี่คือบทบาทที่คนพวกนี้ถนัด หลังจากที่กระทำสำเร็จมาแล้วหนหนึ่งเมื่อ 6 ตุลาคม 2519

                แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ยังสามารถชนะเลือกตั้งถึงสองครั้ง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนกระแสหลักประสบความพ่ายแพ้ ไม่สามารถ “สร้างประเด็น กำหนดวาระ ปั่นหัวคน” ให้คิดและเชื่อไปตามที่พวกตนต้องการเหมือนที่เคยเป็นมา 
                เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลัก “เสื่อม” ในครั้งนี้ก็คือ เทคโนโลยี คนพวกนี้มัวแต่หลงระเริงอยู่กับสถานะอภิสิทธิ์ชนของตน จมอยู่ในผลประโยชน์และกรอบความคิดคับแคบ บนเทคโนโลยียุคอนาล็อกอันล้าหลังที่พวกเขาควบคุมได้เบ็ดเสร็จตลอดมา ซึ่งก็คือสื่อบนกระดาษกับสื่อคลื่นในอากาศ เชื่อว่า พวกตนสามารถควบคุมความคิดของคนไทยไปได้ตลอดกาล จนลืมดูไปว่า พลังโลกาภิวัฒน์นั้นมาพร้อมกับอาวุธที่ทรงพลานุภาพอย่างยิ่งคือ “อินเตอร์เน็ตกับสื่อดิจิตอล” ที่มาถึงโดยไม่รู้ตัว ประชาชนมีทางเลือกในการแสวงหาข่าวสารข้อมูลและความคิดนอกกรอบไม่มีสิ้นสุด สื่อบนอินเตอร์เน็ตนี้เองที่กลายเป็น “กระดูกสันหลัง” ของสื่อสารทางเลือกที่มีลักษณะมวลชนอื่น ๆ คือ วิทยุโทรทัศน์อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ไปจนถึงเคเบิ้ลท้องถิ่น

                สื่อดิจิตอลและอินเตอร์เน็ตคือ “สื่อประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง ที่ไม่มีใครผูกขาดควบคุม กำหนดเนื้อหาได้อีกต่อไป สื่อใหม่แห่งยุคโลกาภิวัฒน์นี้ได้ทำลายการผูกขาดข่าวสารข้อมูลของสื่อมวลชนกระแสหลัก ยิ่งสื่อทางเลือกแผ่ขยายออกไปเท่าไร ฐานะครอบงำของสื่อมวลชนกระแสหลักของไทยก็ยิ่ง “เสื่อมทรุด” ลงไปเท่านั้น 
                จำนวนครัวเรือนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและสื่อทางเลือกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกนาที ทุกหมู่บ้านตั้งแต่ชานเมืองกรุงเทพไปถึงชนบททั่วประเทศ เราจะเห็นแต่จานดาวเทียมบนหลังคาบ้าน จำนวนคนที่ติดตามรายการโทรทัศน์ดาวเทียมผ่านจานดาวเทียม เคเบิลท้องถิ่น และวิทยุชุมชนนั้นมีมากกว่าคนดูฟรีทีวีและวิทยุหลักหลายเท่าตัว

                ลูกค้าที่ยังเสพย์ฟรีทีวี วิทยุและหนังสือพิมพ์กระแสหลักทุกวันนี้ มีจำนวนแคบลงไปทุกที จนกล่าวได้ว่า ฐานของสื่อกระแสหลักในวันนี้เหลือแต่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่เป็นสำคัญ คนเมืองที่ยังหลงคิดว่า ตัวเองฉลาด มีการศึกษา มีข่าวสารข้อมูลครบถ้วนกว่าคนชนบท แต่กลับจำกัดตัวเองอยู่กับฟรีทีวีเพียงไม่กี่ช่องกับหนังสือพิมพ์หลักไม่กี่ฉบับ และเชื่อทุกอย่างที่ถูกยัดเยียดมาให้ แต่คนประเภทนี้ก็กำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

                ทุกวันนี้ ชาวบ้านในชานเมืองและชนบทเขาอ่านหนังสือพิมพ์หลักและดูฟรีทีวีเฉพาะละครน้ำเน่าตอนหัวค่ำ ทอล์คโชว์ กับรายการข่าวประเภท “สัพเพเหระ” เท่านั้น เขาไม่เชื่อข่าวการเมืองจากคนพวกนี้อีกต่อไปแล้ว



.

2555-09-06

ใจ: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน; ประชาชนหรือนายทุน ‘เสื้อแดง’หรือ ‘ทักษิณ’

.

ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน ‘เสื้อแดง’ หรือ ‘ทักษิณ’
ใน www.prachatai.com/journal/2012/09/42468 . . Tue, 2012-09-04 17:42


ใจ อึ๊งภากรณ์

ในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 70 ปีก่อน มีสงครามคู่ขนานในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะ คือเยอรมัน อิตาลี่ และญี่ปุ่น เพราะประชาชนธรรมดา โดยเฉพาะมวลชนก้าวหน้า สู้เพื่อทำลายระบบฟาซิสต์เผด็จการ และสู้เพื่อเสรีภาพกับความเท่าเทียม คนจำนวนมากยังสู้เพื่อสังคมนิยมอีกด้วย  แต่ฝ่ายชนชั้นปกครองทุนนิยมตลาดเสรีในอังกฤษ สหรัฐ กับฝรั่งเศส และชนชั้นปกครอง “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในเผด็จการคอมมิวนิสต์รัสเซีย สู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและจักรวรรดินิยมเท่านั้น
 แต่ในการปลุกระดมมวลชนให้รบในกองทัพของรัฐบาล ชนชั้นปกครองต้องใช้วาจาในการสร้างภาพว่า สงครามนั้นเป็น “สงครามต้านฟาสซิสต์เพื่อเสรีภาพ” ในขณะเดียวกัน โรสเวลต์ เชอร์ชิล และสตาลิน เคยแสดงความพร้อมที่จะทำข้อตกลงจับมือกับฟาสซิสต์

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกอย่างผิวเผิน เราอาจมองไม่เห็นว่า สงครามของประชาชน กับสงครามของนายทุนประเทศพันธมิตรต่างกันเท่าไร เพราะทั้งสองรบกับฝ่ายอักษะ วิกฤติไทยหลัง 19 กันยา มีส่วนคล้ายตรงนี้ ถ้าดูผิวเผินอาจมองว่า เสื้อแดงกับทักษิณสู้กับศัตรูเดียวกัน

ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรัฐประหาร 19 กันยา ก็มีสองสงครามคู่ขนานเช่นกัน คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ร่วมกันสร้างขบวนการเสื้อแดงและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงโดยอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ และท่ามกลางการต่อสู้ มีการตื่นตัวมากขึ้นจนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เริ่มมองสังคมไทยจากมุมมองชนชั้น อย่างน้อยก็มองว่า มีสองฝ่ายหลักคือ “เรา” ที่เป็น “ไพร่” กับ “เขา” ที่เป็น “อำมาตย์กับพรรคประชาธิปัตย์ และสลิ่มฟาสซิสต์”
และเสื้อแดงเหล่านี้ต้องการให้มีการเปลี่ยนสังคมไทย ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วย และเขาเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิ่งเหล่านี้

แต่ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้สู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียมแต่อย่างใด เขาไม่ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ไม่ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง และไม่ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป้าหมายของเขา คือการกลับมาปรองดองกับคู่ขัดแย้ง และเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด อย่างที่เป็นก่อน 19 กันยา


ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่า เขามองว่า วิกฤตไทยมาจากการทะเลาะกันระหว่างนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก กับทักษิณและพรรคพวกของเขา และแน่นอนคำพูดนี้เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงที่สุด เพราะตัดบทบาทของทหารที่ทำรัฐประหารและฆ่าประชาชนออกไปหมด และลบทิ้ง “สงคราม” ของประชาชนเสื้อแดง เพื่อให้มีแค่การต่อสู้เพื่อตัวทักษิณเอง สรุปแล้ว ในความฝันของทักษิณ คนเสื้อแดงเป็นแค่ไพร่รับใช้ทักษิณเท่านั้น

เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือแค่การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและอภิสิทธิ์ชนซีกทักษิณ นั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลปัจจุบันเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไม่เคยสู้เพื่อประชาธิปไตย และหลายคนก็มีประวัติการเป็นโจรอีกด้วย และเป้าหมายของทักษิณกับยิ่งลักษณ์หมายความว่า จะไม่กล่าวถึงอาชญากรรมของทหาร เพราะจับมือจูบปากทหารแล้ว จะไม่ลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอคณะนิติราษฏร์ และจะไม่ป้องกันไม่ให้ทหารแทรกแซงการเมืองอีก


ในสงครามคู่ขนานที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างน้อยชนชั้นปกครองยังให้เกียรติทหารธรรมดาที่ล้มตายในสงครามบ้าง แต่ในกรณีสงครามเสื้อแดงไม่มีเลย ทักษิณกับเพื่อไทย “ถุยน้ำลายใส่” วีรชนเสื้อแดงที่เสียสละในการต่อสู้ และทำการปรองดองบนซากศพเขา ไม่มีการนำทหารกับนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาล และมีการปล่อยให้นักโทษการเมืองติดคุกต่อไปจนบางคนต้องตายในคุก
แต่เราอธิบายได้ เพราะถ้ามีการนำทหารและนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลในคดี “อาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน” ในอนาคตอาจนำทักษิณมาขึ้นศาลได้ในคดีอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนที่ตากใบ และในเรื่องการฆ่าวิสามัญยาเสพติด คำขวัญสำคัญของชนชั้นปกครองไทยคือ “เรารู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราเสมอ” นั้นคือสาเหตุที่ผมเชื่อว่า แม้แต่ อภิสิทธิ์ หรือสุเทพ จะไม่ถูกนำมาลงโทษ อย่าว่าแต่ทหารมือเปื้อนเลือดเลย และสิ่งที่เราเห็นอยู่ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือการสืบคดีสไนเปอร์ เป็นแค่ละครตลกร้ายเท่านั้น

ในสงครามของประชาชนชั้นล่าง สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บ่อยครั้งประชาชนชั้นล่างสามารถปลดแอกตนเองโดยการเอาชนะฝ่ายอักษะได้ โดยไม่อาศัยกองกำลังของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น การปลดแอกเมืองปารีส การปลดแอกประเทศกรีซ หรือมลายู ซึ่งกระทำโดยกองกำลังของแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม แกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกตอนนั้น มองว่าภาระหลักคือการสนับสนุนรัสเซียภายใต้สตาลิน และการเคารพข้อตกลงที่สตาลินมีกับผู้นำตะวันตก ดังนั้นกองกำลังของประชาชนที่ปลดแอกตนเอง กลับยอมมอบอาวุธให้ศัตรูและสลายตัว ผลคือการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของทุนนิยมในฝรั่งเศสและกรีซ และการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของการเป็นอาณานิคมของมลายู

สำหรับสงครามเสื้อแดง แกนนำ นปช. ซึ่งบางคนเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต ก็มองว่า ภาระหลักของ นปช. คือการเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณ และการสนับสนุนเป้าหมายของทักษิณและยิ่งลักษณ์ในการนำสังคมไทย “กลับคืนสู่สภาพปกติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด” ดังนั้นทั้งๆ ที่มีการใช้วาจาสร้างภาพว่าจะไม่ “ทอดทิ้งกัน” แกนนำ นปช. ก็ค่อยๆ สลายขบวนการเสื้อแดง และหันหลังให้กับนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ไม่มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ให้ลบผลพวงของรัฐประหาร ให้มีการยกเลิก 112 และให้มีการนำทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาลแต่อย่างใด และเวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งปีหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งแล้ว


แต่อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดงเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนไม่เคยได้อะไร อย่าเข้าใจผิดว่าเราต้องถูกแกนนำหลอกเสมอ
ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ เช่น การรณรงค์ของนิติราษฎร์หรือผู้ที่ต้องการจัดการกับกฏหมาย 112 และถ้าพวกเราไม่ได้ออกมาสู้ อำมาตย์ก็จะมั่นใจยิ่งกว่านี้ว่า ทำอะไรกับเราก็ได้ เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็อาจไม่เกิดด้วย


การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้อแดงในการปฏิรูปสังคมไทยและสามารถหักหลังวีรชนได้ ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจมากเกินไป ถ้าเราเข้าใจว่า 'เสื้อแดงก้าวหน้า'บกพร่องในการสร้างองค์กรทางการเมืองที่อิสระจาก นปช. เหมือนกับที่ประชาชนก้าวหน้าสมัยสงครามโลก มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถสร้างองค์กรฝ่ายซ้ายที่อิสระจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินได้

การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้นปกครองบนซากศพวีรชน... ฆาตกรลอยนวล... อำนาจอำมาตย์ถูกปกป้อง... พรรคการเมืองทำลายความฝันของประชาชน:  นั้นคืออ่างน้ำเน่าของการเมืองไทยในรอบห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าเราอยากให้เรื่องแบบนี้จบสักที คนก้าวหน้าต้องรู้จักรวมตัวกันทางการเมืองในลักษณะที่อิสระจากพวก “ผู้ใหญ่” เราต้องมาร่วมกันสร้าง “พรรคสังคมนิยม”


พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้ปฏิบัติการจากคนที่เข้าใจประเด็นการเมืองทางชนชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการขยายความคิดนี้ไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดกลางๆ ระหว่างความก้าวหน้ากับความล้าหลัง หรือระหว่างความเป็นซ้ายกับความเป็นขวา พรรคไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการทำงานกับคนที่ล้าหลังที่สุด ถูกกดขี่มากที่สุด หรือเข้าใจการเมืองน้อยที่สุดเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดง่ายๆ นั้นคือสาเหตุที่พรรคฝ่ายซ้ายควรทำงานกับคนเสื้อแดง ก่อนที่ขบวนการนี้จะสูญหายไปหมดภายใต้นโยบายของ นปช. และเพื่อไทย

แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะนำไปสู่เสรีภาพแท้ได้ การเปลี่ยนสังคมดังกล่าวต้องเป็นการกระทำของมวลชนส่วนใหญ่เอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มเล็กๆ หรือ "กองหน้า"

พรรคสังคมนิยมต้องยึดถือผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม หรือพนักงานปกคอขาว และไม่ว่าจะเป็นคนจนที่เป็นชาวนา ลูกจ้างภาคเกษตร ชนกลุ่มน้อย หรือคนจนในเมือง พรรคต้องเป็นปากเสียงของผู้ถูกกดขี่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิต

เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้นกลางเท่าไร เพราะในวิกฤตปัจจุบัน และในยุค 6 ตุลา คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในไทยเลือกข้างของความป่าเถื่อน และทั่วโลกมักเป็นพลังสำคัญของกระแสฟาสซิสต์

พรรคจะต้องมีประชาธิปไตยภายใน ไม่ใช่เป็นพรรคของ “ผู้ใหญ่” คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นต้องมีโครงสร้างและระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้สมาชิกธรรมดาเป็นผู้ควบคุมนโยบาย ผู้นำ และผู้แทนของพรรคตลอดเวลา พรรคต้องอาศัยเงินทุนที่เก็บจากสมาชิกในอัตราก้าวหน้าเป็นหลัก คือสมาชิกที่มีเงินเดือนสูงจ่ายมากและคนที่มีรายได้น้อยจ่ายน้อย ไม่ใช่ไปพึ่งเงินทุนจากที่อื่นและตกเป็นเครื่องมือของคนมีเงิน และถึงแม้ว่าพรรคจะมีทุนน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบพรรคนายทุนทุกพรรค คือการเป็นพรรคของมวลชนจริงๆ การดึงคนมาสนับสนุนพรรคจึงทำภายใต้นโยบายที่ชัดเจน และผู้สนับสนุนพรรคจะไม่เข้ามาร่วมภายใต้นโยบายของพรรคเท่านั้น แต่จะได้รับการส่งเสริมให้นำตนเอง และมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายด้วยสิทธิเท่าเทียมกัน


พรรคสังคมนิยมไม่ใช่พรรคประเภทบนลงล่างที่โกหกว่า “คุณเลือกเราเป็น ส.ส. แล้วเราจะทำให้คุณทุกอย่าง” ในระยะสั้นพรรคต้องไม่ตั้งเป้าหลักที่การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา เพราะรัฐสภาไม่ใช่ศูนย์กลางอำนาจแท้ในระบบประชาธิปไตยครึ่งใบของนายทุน การจดทะเบียนพรรคจึงไม่สำคัญ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบปัจจุบันอาจเป็นโอกาสดีสำหรับการโฆษณาแนวคิดในอนาคต พรรคจะต้องเป็นแหล่งรวมของประสบการณ์และทฤษฎีการต่อสู้ แหล่งรวมของนักเคลื่อนไหวไฟแรง และเป็นเครื่องมือในการประสานงานและปลุกระดมการต่อสู้ในหมู่กรรมาชีพกับคนจน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยตามความไฝ่ฝันของเสื้อแดง

พูดง่ายๆ พรรคสังคมนิยมควรรับภาระในการต่อสู้ต่อไปของคนชั้นล่าง ท่ามกลางการหักหลังทรยศของพรรคเพื่อไทยและ นปช.



.