http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปชต. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปชต. แสดงบทความทั้งหมด

2557-07-04

ประชาธิปไตยของคอสตาริกา โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประชาธิปไตยของคอสตาริกา
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/07/54403
. . Fri, 2014-07-04 04:51


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา: โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 471 วันที่ 5 กรกฎาคม 2557



ในขณะที่ทีมฟุตบอลของคอสตาริกา ได้สร้างความแปลกใจด้วยการเข้ารอบสองเป็นที่หนึ่งในสายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ และยังผ่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว แต่ความจริงประเทศคอสตาริกามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าอีกมาก โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยถาวรของอเมริกากลาง

คอสตาริกาเป็นประเทศเล็กอยู่ระหว่างนิการากัวและปานามา มีเนื้อที่เพียง 51,000 ตร.กม.(ราว 1 ใน 10 ของประเทศไทย) มีประชาชนเพียง 4,5 ล้านคน มีค่ารายได้ต่อบุคคลราว 9,300 ดอลลาร์ต่อปี(ไทย 5,700) ดินแดนดั้งเดิมเป็นที่อาศัยของอินเดียนแดง 20 ชนเผ่าจำนวนราว 4 แสนคน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้นำเรือของสเปนมาถึงคอสตาริกาครั้งแรกใน ค.ศ.1502 และเป็นผู้ตั้งชื่อดินแดนชายฝั่งว่า “la costa rica”ซึ่งหมายถึง”ชายฝั่งอันมั่งคั่ง” และจึงกลายมาเป็นชื่อประเทศในปัจจุบัน

ต่อมาสเปนเข้ายึดครองดินแดนนี้เป็นอาณานิคมราว ค.ศ.1524 โดยถือเป็นมณฑลหนึ่งขึ้นกับผู้ว่าการ”สเปนใหม่”ที่เม็กซิโก ซึ่งดินแดนอเมริกากลางจะแบ่งเป็น 5 มณฑล คือ กัวเตมาลา นิการากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และ คอสตาริกา ในระยะนี้ ชาวสเปนได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคอสตาริกามากขึ้นและพบว่าไม่ได้เป็นดินแดนมั่งคั่งตามชื่อ ยิ่งกว่านั้น คอสตาริกาถือว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางที่เม็กซิโก ถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีทรัพยากรที่มีค่าเช่นโลหะเงินหรือทอง จึงถือเป็นดินแดนที่ยากจนและด้อยพัฒนาที่สุดในกลุ่มอาณานิคมของสเปน การผลิตในคอสตาริกาขึ้นกับเจ้าดินขนาดย่อย ไม่มีการสร้างไร่ขนาดใหญ่ที่ดินแดนนี้ พืชผลที่ปลูกคือข้าวโพด ถั่ว และปลูกอ้อยกับยาสูบสำหรับขายต่างประเทศ


ในระยะ ค.ศ.1810-1821 ดินแดนลาตินอเมริกาได้ก่อการปฏิวัติแยกตัวจากสเปน และนำมาซึ่งการประกาศเอกราชของเม็กซิโก เมื่อ.ศ.1810 อันนำมาซึ่งสงครามระหว่างสเปนกับเม็กซิโกจนถึง ค.ศ.1821 ดังนั้น ดินแดนอเมริกากลาง 5 มณฑลก็ได้ประกาศเอกราชจากสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ.1821 แต่ยังคงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเม็กซิโก จนถึง ค.ศ.1823 กลุ่มรัฐอเมริกากลางจึงประกาศความเป็นอิสระและปกครองตนเองด้วยระบอบสาธารณรัฐ โดยตั้งเป็น”สหมณฑลอเมริกากลาง” หวังจะให้มีลักษณะการบริหารแบบสหรัฐอเมริกา แต่ความขัดแย้งระหว่างมณฑล ทำให้สหพันธรัฐล้มเหลว เมื่อนิการากัวและคอสตาริกา แยกตัวเมื่อ ค.ศ.1838 จากนั้น รัฐอื่นก็แยกตัวเป็นเอกราช

ในระยะนี้ คอสตาริกาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนที่ผลิตกาแฟ เพราะเขตเทือกเขาตอนกลางของประเทศ มีพื้นดินอันเหมาะสมที่จะปลูกกาแฟอาราบิกา ในที่สุด คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีฐานะดีขึ้นด้วยการส่งออกกาแฟคุณภาพสูง อังกฤษกลายเป็นตลาดสำคัญของกาแฟจากคอสตาริกา และในขณะนั้น กาแฟกลายเป็นที่มาของเงินตราต่างประเทศถึง 90 % ของคอสตาริกา

ใน ค.ศ.1856 วิลเลียม วอล์คเกอร์ นักเผชิญโชคชาวอเมริกัน รวบรวมนักรบรับจ้างจำนวนหนึ่งเข้ายึดอำนาจในนิการากัว ตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีและรื้อฟื้นระบอบทาส วอล์คเกอร์พยายามขยายอำนาจเข้าสู่คอสตาริกา รัฐบาลคอสตาริกาส่งกองทัพไปป้องกัน ทหารระดับพลคนหนึ่งชื่อ ฮวน ซานตามาเรีย ได้ถือไฟเข้าไปเผาค่ายของฝ่ายศัตรู ทำให้คอสตาริกาชนะในการสู้รบ แต่ซานตามาเรียสละชีวิต ปัจจุบันถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ สนามบินนานาชาติของคอสตาริกาจึงตั้งชื่อว่า สนามบินฮวนซานตามาเรีย

ต่อมาจากกาแฟ กล้วยหอมได้กลายมาเป็นสินค้าออกสำคัญ โดยรัฐบาลคอสตาริกาเปิดทางให้นักลงทุนจากอเมริกา มาลงทุนปลูกกล้วยหอมในประเทศ และเริ่มส่งออกไปยังอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1890 กลับกลายเป็นว่ากล้วยหอมคอสตาริกาเป็นที่นิยมในอเมริกาอย่างรวดเร็ว ในที่สุด สินค้ากล้วยหอมก็แซงหน้ากาแฟ และคอสตาริกากลายเป็นประเทศผลิตกล้วยหอมรายใหญ่ที่สุดของโลกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20


คอสตาริกาในระยะแรกก็เริ่มต้นเหมือนประเทศอเมริกากลางอื่น คือ ฝ่ายขุนศึกจะทำรัฐประหารเพื่อคุมอำนาจ ค.ศ.1842 ฟรานซิสโก โมราซาน ผู้นำคนสุดท้ายของสหมณฑลอเมริกากลาง ยึดอำนาจในคอสตาริกา แล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประชาธิปไตยของคอสตาริกาเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1869 เมื่อเกิดการเลือกตั้งเสรีครั้งแรก จากนั้นระบอบรัฐสภาของประเทศก็พัฒนาอย่างค่อนข้างราบรื่น มีเพียงเมื่อ 27 มกราคม ค.ศ.1917 พล.อ.เฟแดริโก ทิโนโก กราเนดอส รัฐมนตรีกลาโหม ก่อการรัฐประหารแล้วดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ถูกประชาชนทั่วประเทศต่อต้าน และสหรัฐอเมริกาก็ไม่รับรอง จนถึง 13 สิงหาคม ค.ศ.1913 เฟแดริโกต้องลาออกแล้วไปลี้ภัยต่างประเทศ กระบวนประชาธิปไตยจึงดำเนินต่อมา

จากนั้น ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1948 ซึ่งพรรคเอกภาพแห่งชาติชนะเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ถูกโจมตีว่าทุจริต และนำมาซึ่งสงครามกลางเมือง 44 วัน ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2,000 คน ในปีต่อมา ผู้นำฝ่ายปฏิวัติ คือ โฮเซ่ ฟิแกเรส แฟรแร ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการ เขาเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ศัตรู และประเทศยังสามารถรักษาสันติภาพได้โดยไม่ต้องมีทหารประจำการ ดังนั้นจึงยกเลิกกองทัพทั้งหมด จึงเป็นการปิดฉากการแทรกแซงทางการเมืองของทหารมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้ประชาธิปไตยคอสตาริกามั่นคงกว่าประเทศลาตินอเมริกาอื่น ต่อมา การพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ได้นำประเทศคอสตาริกาก้าวหน้าเหนือประเทศอื่นในอเมริกากลาง และเป็นประเทศที่ชื่อว่าสงบสันติที่สุด


การพัฒนาของลัทธิสังคมประชาธิปไตยในคอสตาริกา ยังนำมาซึ่งการสร้างสวัสดิการแก่ชนชั้นกรรมกร และคนยากจน และการเร่งนโยบายให้ประชาชนรู้หนังสืออย่างรวดเร็ว ทำให้คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีสวัสดิการมากที่สุด และมีการศึกษาเฉลี่ยสูงที่สุดในอเมริกากลาง และทำให้คอสตาริกาหลีกเลี่ยงสงครามปฏิวัติจากกลุ่มฝ่ายซ้าย ทั้งที่ขบวนการปฏิวัติในนิการากัว เอลซัลวาดอร์ และ กัวเตมาลา มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา

เศรษฐกิจคอสตาริกาแต่เดิมขึ้นกับการส่งออกกาแฟ กล้วยหอม และเนื้อวัว แต่ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกทางเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้พัฒนามากขึ้น และกลายเป็นที่มาของรายได้หลักของประเทศแทนที่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการขายบริการทางการแพทย์ระหว่างประเทศ กลายเป็นที่มาสำคัญของรายได้ของคอสตาริกาปัจจุบัน

สรุปตัวอย่างจากประเทศที่เคยด้อยพัฒนาอย่างคอสตาริกา เราก็จะเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และปราศจากการรัฐประหาร ก็สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้ และการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีข้อดีเหนือระบบอื่นคือ สิทธิมนุษยชนก็ได้รับการเคารพ เสียงของประชาชนคนรากหญ้าก็จะมีความสำคัญ ระบบการเมืองที่ใช้อำนาจปืนยึดอำนาจ กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ล้าหลังอย่างยิ่ง ไม่สมควรจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และสมควรแล้วที่ประเทศอันมีระบบการเมืองเหลวไหลอย่างนั้น จะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ



.

2557-02-10

เรียกร้องการปฏิรูป เริ่มจากปฏิรูปตัวเองก่อนดีไหม..โดย วรรณภา ติระสังขะ

.

เรียกร้องการปฏิรูป เริ่มจากปฏิรูปตัวเองก่อนดีไหม เพื่อสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตย
โดย ดร.วรรณภา ติระสังขะ

อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392015722
. . วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 14:15:09 น.



ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องการปฏิรูปจากหลากหลายกลุ่มเพื่อให้สังคมเป็นประชาธิปไตย (อย่างสมบูรณ์) และต่อต้านคอรัปชั่น มีการเรียกร้องให้มีโครงสร้างทางการเมืองการปกครองที่ดี
แต่สิ่งหนึ่งที่เราคงยังเห็นภาพอย่างลางเลือนของข้อเสนอการปฏิรูป คือ ใคร องค์กรใด (ที่เป็นกลางและมีความชอบธรรม) ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการปฏิรูปนี้

หากเราคงยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน การร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแข็งแรง (Healthy Democracy) อาจไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง อ้อนวอนใครหรือรออัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย เราเริ่มจากตัวเองดีกว่าไหม ?


 การปกครองที่ประชาธิปไตยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ การที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน มีรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน (ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง) มีการปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่และเคารพสิทธิของเสียงส่วนน้อย มีการประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (ซึ่งอย่างน้อยต้องมี เสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการรวมกลุ่ม สิทธิในการได้รับการปกป้องดูแลอย่างเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม)
นอกจากนี้ ความเป็นประชาธิปไตยยังเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย อยู่ภายใต้ระบบนิติรัฐ (ที่กฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ใช่คนเป็นใหญ่) มีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดที่จำกัดการใช้อำนาจและมีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีสังคมระบบเศรษฐกิจที่หลากหลายเสรีเป็นธรรม และที่สำคัญประชาธิปไตยสร้างวัฒนธรรมที่เรียกร้องให้เราเห็นและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ยอมรับความขัดแย้ง เท่าๆกับยอมรับคุณค่าหรือความจำเป็นของความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง


 นอกจากนี้ องค์ประกอบหรือปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้สังคมใดสังคมหนึ่ง มีความเป็นประชาธิปไตยได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ

 1. สภาพทางสังคมเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสังคมที่เป็นประชาธิปไตย คือมีเศรษฐกิจที่ดีในระดับหนึ่ง สังคมมีความเป็นชุมชนเข้มแข็ง มีความตื่นตัวทางการเมือง มีระดับการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีสื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

 2. โครงสร้างทางการเมืองที่มีการออกแบบอย่างเหมาะสมกับสังคม โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีสถาบันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ประมุขของรัฐ รัฐสภา รัฐบาล ตุลาการ องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พรรคการเมือง ภาคประชาสังคม ที่มีการออกแบบอย่างสอดคล้อง ตรวจสอบซึ่งกันและกัน และมีโครงสร้างระบบกฎหมายภายใต้ระบบ “นิติรัฐ”

 3. มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย คำว่า “วัฒนธรรม” (culture) นั้นไม่ได้หมายถึงเฉพาะ ศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี แต่หากหมายรวมถึง ลักษณะอุปนิสัย(behaviors) การปฏิบัติของคนในสังคม (practices) บรรทัดฐานทางสังคม (norms) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของเราทุกคนที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้สังคมนั้นเป็นประชาธิปไตยได้อย่างแข็งแรง


 แน่นอนว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง” ที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบันจำเป็นจะต้องให้นักการเมือง ข้าราชการ ประชาชนปรับเปลี่ยนจากวัฒนธรรมแบบไพร่-ฟ้า (Subject Political Culture) ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (Patron-client relationship) ที่มีอยู่ทั้งในระบบการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ระบบราชการและพรรคการเมือง มาสู่วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย (Democratic Political Culture)


 แต่ขณะเดียวกัน เราในฐานะประชาชนก็สามารถ “ปฏิรูป” ด้วยตัวเองได้ หากเพียงแต่เรายอมรับและเข้าใจวัฒนธรรมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น

- คนเท่ากัน มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แน่นอนว่าสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เพศสภาพ เชื้อชาติ ลักษณะภายนอกทำให้เรามีความแตกต่างกัน แต่เราทุกก็มีศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์เท่าๆกัน เราทุกๆคนต่างมีหน้าที่ในสังคมที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร มันจึงรวมกันประกอบสร้างเป็นสังคม
ดังนั้น เริ่มปฏิรูปง่ายๆ จากการที่เลิกดูถูกคนอื่นโดยมองเพียงแค่จากฐานะ การศึกษา หรือเพศสภาพแต่เพียงอย่างเดียว เพราะทุกๆ คนในสังคม ต่างมีสิทธิมีเสียงและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและประเทศนี้เช่นเดียวกับทุกๆ คน

- การคิดถึงประโยชน์สาธารณะร่วมกัน (common interest/public interest) ร่วมสร้างวัฒนธรรมที่เคารพการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน เช่นทางเท้า ทางสาธารณะที่เราทุกคนต่างเป็นเจ้าของร่วมกัน เราเคารพกฎกติกามารยาทของการใช้ถนนร่วมกันไหม เราติดเครื่องยนต์ขณะอยู่ในที่จอดรถไหม เรามีการเคารพการใช้พื้นที่สาธารณะบนสื่อสาธารณะต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ไม่สร้างให้เกิดความเกลียดชังหรือยัง

-  การเคารพความแตกต่างหลากหลายและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง  ทุกวันนี้เราเห็นสภาพของการที่เมื่อไรมีคนที่เห็นต่างจากเรา เราก็จะผลักคนนั้นออกจากพวกของเราและชี้นิ้วว่าเขาเป็นคนเลว ไม่รักชาติ ฯลฯ อีกมากมาย   โดยแท้จริงแล้ววัฒนธรรมประชาธิปไตยเรียกร้องให้เราเคารพซึ่งกันและกันในความคิดที่แตกต่างและอดทนอดกั้นที่จะฟังกันและกัน  เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครคิดเหมือนกันไปทั้งหมด หากเราอยากให้ใครเคารพเราอย่างไร เราก็ควรจะให้เกียรติและเคารพคนอื่นไหม เราคิดไหมว่าเรามีสิทธิที่จะพูดเท่าๆ กับที่มีหน้าที่จะต้องฟังคนอื่น สังคมประชาธิปไตยเป็นการฝึกให้เรารู้จักมองจากมุมและจากใจของคนอื่นเท่าๆ กับที่เรามองจากมุมของตัวเอง

-  สร้างความเข้าใจว่าความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แน่นอนว่าเราไม่สามารถบังคับใครให้คิดและทำเหมือนกันได้หมด นั่นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย เราจำเป็นต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ความขัดแย้งทั้งหลาย ความไม่เห็นฟ้องต้องกันในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่าง ถูกหรือผิด (clear-cut / right-wrong) แต่เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้จากมุมมองของแต่ละคนที่มีการตีความและมองประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของปัจเจกชนหรือประโยชน์ของตนอย่างไร

-  เรียนรู้ที่จะอดทนอดกลั้น และโต้แย้งด้วยเหตุและผลอย่างสันติ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อคนที่เห็นต่างจากเรา เพราะเราไม่มีสิทธิไปทำร้ายใครเพราะเขาคิดเห็นไม่เหมือนเรา และเราต้องเรียนรู้ยอมรับที่จะอยู่ในโลกนี้ที่มีความแตกต่างหลากหลายให้ได้



จะ “ปฏิรูป” ง่ายนิดเดียว เริ่มจากตัวเองดีกว่าไหม ปรับวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตของตัวเองที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมสร้างวัฒนธรรมที่เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยเพื่อให้การ “ปฏิรูป” ประเทศเป็นไปได้ และเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งด้วยเช่นกันในการ “ปฏิรูป” ประเทศไทย



.

2557-02-09

ธเนศ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบ ปชต.

.

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบประชาธิปไตย
ใน http://prachatai.com/journal/2014/02/51702 
. . Sat, 2014-02-08 23:35



ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

กล่าวได้ว่ามโนทัศน์สิทธิมีมาแต่ดั้งเดิมในรัฐและอาณาจักรการเมืองการปกครองสมัยก่อน ซึ่งจะขอเรียกว่าสิทธิรุ่นที่หนึ่งหรือรุ่นแรก
ลักษณะสำคัญคือการสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจปกครองของผู้นำตามประเพณี ที่ได้รับความชอบธรรมจากอำนาจเหนือสังคม
อีกประการคือเป็นการคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ที่สำคัญคือกลุ่มขุนนางและพระ มากกว่าชนชั้นล่างเช่นชาวนาไพร่ทาส จะเรียกว่าสิทธิรุ่นแรกเป็นการต่อรองและตกลงกันระหว่างกลุ่มนำและที่พอมีฐานะทางการเมืองและทางเศรษฐกิจกันเองก็ได้

มองจากทางปรัชญาหรืออุดมการณ์ของรัฐ ด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของสิทธิ เป็นการพัฒนาของสังคมที่สามารถทำให้อำนาจปกครองจากเบื้องบนมีความชอบธรรมทางจริยธรรมหรือศีลธรรม เช่นคติบุญบารมีในระบบกษัตริย์ อีกด้านหนึ่งคือการที่ทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองต่างเริ่มรู้จักตัวเองที่มีความสัมพันธ์กับคนอื่น และจะจัดการความสัมพันธ์นั้นกับจุดหมายของสังคมอย่างไรจึงจะพัฒนาไปได้ด้วยดี เช่นการสร้างคำสอนเรื่องทศพิธราชธรรม และไตรภูมิกถา
ในยุโรปยุคฟิวดัล สิทธิรุ่นแรกนี้ได้แก่อำนาจคุ้มกันและอภิสิทธิ์ กลุ่มคนที่เรียกร้องสิทธิดังกล่าวต่อกษัตริย์คือบรรดาขุนนาง ไม่ใช่ชาวนา อำนาจคุ้มกันหมายถึงเสรีภาพที่ขุนนางและพระมีจากการจำกัดอำนาจในการจัดการกิจการของพระราชา อภิสิทธิ์หมายถึงอำนาจของขุนนางที่จะกระทำการในสิ่งที่พวกเขาพอใจได้ในอาณาเขตของพวกเขา ในทางปฏิบัติหมายถึงการที่ขุนนางมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจเขา ถึงขั้นว่ามี “อิสรภาพในการแขวนคอผู้อื่น” (liberty of gallows) ได้ในเขตปกครองของเขา


ประเด็นที่สองคือว่าด้วยมโนทัศน์สิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเรียกว่าสิทธิรุ่นที่สองหรือรุ่นหลัง ความหมายและลักษณะสำคัญคือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ราษฎรจำนวนมากที่ถูกปกครอง มากกว่าให้ความชอบธรรมแก่อำนาจรัฐและกลุ่มนำจำนวนน้อยอีกต่อไป
การเรียกร้องและสร้างความหมายให้กับสิทธิรุ่นที่สองนี้ ไม่เพียงแต่เปิดช่องทางในการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้แก่ประชาชนมากขึ้น แต่ที่สำคัญในระยะยาวคือการยกระดับและพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและคุณสมบัติอันเป็นของราษฎรเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของสมาชิกสังคมส่วนใหญ่ ปัจจุบันนี้แสดงออกในอุดมการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและองค์กรด้านสิทธิต่างๆทั่วโลก

การเคลื่อนไหวเฉพาะหน้าคือการเรียกร้องต้องการในการเข้าถึงสิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจและสิทธิทางวัฒนธรรม ในระยะยาวคือการพัฒนาให้ประชาชนเป็นประธานหรือเป็นนายของตัวเอง ด้วยการยกระดับความรู้ขจัดอวิชชา โดยผ่านประสบการณ์ของตนเอง ในที่สุดคือการรู้จักตัวเองและรู้จักผู้อื่นอย่างทัดเทียมและเสมอหน้ากัน



ทำไมบางสังคมถึงไม่ยอมรับสิทธิในความเท่าเทียมกันของคน
ในสังคมสยามไทย คำสอนทางพุทธศาสนาอธิบายว่าหลักการรองรับการให้สิ่งที่อนุโลมเรียกว่าสิทธิและหน้าที่ระหว่างคนฐานะต่างๆ(สังเกตว่ายังไม่ใช่คนที่เป็นนามธรรมที่เป็นสิ่งสากลทั่วไป) ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและมีสำนึกใน 1) การไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 2) เคารพซึ่งกันและกัน 3) เกื้อกูลซึ่งกันและกัน 4) ผูกน้ำใจซึ่งกันและกันอย่างละเอียดอ่อน

สิทธิที่ไม่เป็นของคนทั่วไป
จากสังคมที่อำนาจปกครองจำกัดอยู่กับผู้มีบุญบารมีแต่คนเดียวและคณะเดียวมายาวนาน ภูมิปัญญาไทยจึงเน้นหนักไปที่ความไม่เท่าเทียมกันของคน กล่าวคือทุกคนมิได้เกิดมาแล้วเท่าเทียมกัน เช่นนั้นการมีสิทธิอะไรก็ตามต่อมาก็ย่อมมีอย่างไม่เท่าเทียมกัน
ในสังคมศักดินาหรือก่อนสมัยใหม่ทั้งหลาย สิทธิจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นของคนทุกคน ในสังคมศักดินาหรือฟิวดัล เนื้อหาของสิทธิแสดงออก ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคน(เจ้านายและมูลนาย กับไพร่ทาส)

ฝ่ายแรกมีอภิสิทธิ์และอำนาจเหนือคนและทรัพยากร จึงอยู่ในฐานะที่ให้การคุ้มครอง ให้สิทธิในการทำมาหากินและให้ความยุติธรรมตามการตีความของผู้เป็นเจ้า

ในขณะที่ฝ่ายหลังมีแรงงานและพลังในการผลิตตอบสนองให้แก่รัฐตามต้องการ เนื้อหาของสิทธิในความสัมพันธ์แบบศักดินาจึงแสดงออกที่ความรู้สึกกตัญญูกตเวทีที่คนส่วนมากมีต่อคนส่วนน้อย มากกว่าการให้ความสำคัญและการตระหนักยอมรับถึงฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันบนเงื่อนไขที่เป็นสิ่งทั่วไปที่คนมีตามธรรมชาติได้


หลังจากการก่อตัวขึ้นของสังคมมวลชนที่มีระบบทุนนิยมเสรีและอุดมการณ์ชนชั้นกระฎุมพีกำกับ ประชาชนผู้ถูกปกครองและใช้แรงงานในระบบการผลิตทั้งหลายถึงสามารถอ้างและเรียกร้องสิทธิที่เป็นของปัจเจกชนตามธรรมชาติได้ ในบริบททางสังคมและการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนี้เอง ที่ความคิดเรื่องสิทธิของมนุษย์ได้ยกระดับขึ้นเป็นจุดหมายหนึ่งของชุมชนที่เป็นสังคมการเมือง

การที่สิทธิจะกลายเป็นจุดหมายของสังคมได้ ขึ้นอยู่กับว่าความรับรู้ร่วมกันของคนในสังคมชุมชนนั้น ในเรื่องสำคัญเช่นจุดหมายสังคมที่ร่วมกัน ความต้องการที่ร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ร่วมกันและรวมถึงความรู้สึกที่ร่วมกันในระดับหนึ่งด้วย ว่าการที่สร้างและรักษาอะไรที่ร่วมกันในชุมชนนี้เอาไว้ได้นั้นจะต้องอาศัยการดำรงอยู่ของสิทธิอะไรบ้างที่จำเป็น เช่นถ้าจะรักษาสถาบันอะไรไว้ ก็จำต้องจำกัดสิทธิในการแสดงออกในบางเรื่องไว้เป็นต้น

ดังนั้นการเกิดขึ้นของสิทธิและการอ้างถึงสิ่งที่คนต้องการจากสังคมนั้นอย่างชอบธรรม จึงมักเกิดจากปฏิสัมพันธ์และการต่อสู้ระหว่างฝ่ายให้สิทธิกับฝ่ายนิยามสิทธิ ในระยะยาวการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงต้องเป็นการต่อสู้ทางการเมืองและทางชนชั้นไป เมื่อเสรีชนค้นพบและยึดกุมในความคิดอุดมการณ์แห่งสิทธิได้ว่ามันเป็นอาวุธทางความคิดและในการจัดตั้งของพวกเขาขึ้นมาได้ เช่นการจุดเทียนเขียนสันติภาพและการเรียกร้องสิทธิในการคงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นต้น


ที่ผ่านมา อำนาจรัฐและชนชั้นปกครองได้ทำให้เรื่องของสิทธิเป็นปัญหาทางจริยธรรม(ศีลธรรม) สิทธิทางจริยธรรม (moral rights) เกิดมาจากการผสานร่วมกันระหว่างผลประโยชน์ทั้งหลายกับปัญญา เติบใหญ่และเข้มแข็งด้วยผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันได้ในระหว่างสมาชิกของชุมชนคนชั้นนำ
ในสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตก ที่ไม่มีสถาบันและอุดมการณ์เสรีนิยมกำกับการใช้อำนาจการเมือง ศีลธรรมกลายเป็นเชื้อโรคของคนชั้นล่างและคนที่ไม่มีฐานะ ยิ่งมีแต่ชนชั้นนายทุนอ่อนแอ แต่มีโอกาสและอำนาจนอกระบบจำนวนหนึ่ง โครงสร้างแห่งรัฐจึงเป็นแบบลูกผสม ระหว่างอำนาจเชิงศักดินากับเศรษฐกิจทุนนิยม ผลคืออุดมการณ์สมัยใหม่ของพลเมืองจริงๆไม่ค่อยมีอำนาจ ดังเห็นได้จากอุดมการณ์ต่อต้านประชาธิปไตยและความเป็นสมัยใหม่ (anti-modernity) มักมีคนร่วมด้วยช่วยกันอยู่เนืองๆ แล้วโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้ออ้างเรื่องการได้ประโยชน์ทางวัตถุของระบบทุนนิยม(ทาสเงินหรือคอร์รัปชั่น)
ฝ่ายต่อต้านมักอ้างไปที่ระบบทุนนิยมเสรีแบบยุโรปอเมริกาซึ่งทำกันได้ แต่พวกนั้นไม่อธิบายว่าที่ตะวันตกคุมคนโกงได้นั้น เนื่องจากว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในปลายยุคฟิวดัลช่วยเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติระบอบศักดินาเก่าจนทำให้กลายเป็นรัฐนายทุนไปโดยโครงสร้างและอุดมการณ์ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงดำเนินไปได้ตามปกติและตรรกของเหตุผล



สิทธิทั่วไปกับระบบประชาธิปไตย
กล่าวโดยสรุป กำเนิดและพัฒนาการสิทธิของมนุษย์ ทั้งในตะวันตกและในสังคมสยาม ทั้งจากของผู้ปกครองและของชาวบ้านผู้ถูกปกครอง ประเด็นหลักๆได้แก่การที่แนวคิดสิทธินี้ค่อยๆพัฒนาจากความคิดที่มีลักษณะเฉพาะ(ของคนชั้นนำกลุ่มน้อย) ไปสู่แนวคิดที่มีลักษณะสากลและทั่วไปมากขึ้น(ของคนธรรมดาส่วนมาก)
จากสิทธิที่เป็นของชุมชนและกำกับโดย"ผี"และต่อมาพราหมณ์ มาสู่สิทธิที่เป็นของมนุษย์ที่เป็นปัจเจกชน โดยมีทุนและอำนาจรัฐทางโลก(secular state)เป็นผู้กำกับและส่งเสริม

ปมเงื่อนของปัญหาในยุคปัจจุบันของเรา ก็คือการที่จะทำให้สิทธิรุ่นสองนี้พัฒนาต่อไปในทุกปริมณฑลของสังคมและรัฐ ทำให้เป็นของประชาชนทุกคนในประเทศไม่ว่าจะมีฐานะสีผิวและเชื้อชาติอะไรก็ตาม จะต้องได้รับและสามารถใช้สิทธิของความเป็นมนุษย์ได้อย่างเสมอภาคกัน นั่นคือการบรรลุจุดหมายใหญ่อันเป็นหัวใจของสิทธิ ได้แก่การดำรงและพัฒนาชีวิตของมนุษย์อย่างสมภาคภูมิและมีศักดิ์ศรี ซึ่งมนุษย์แต่อดีตมาถึงปัจจุบันต่างต้องการและพยายามไขว่คว้าให้ได้

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมการต่อสู้ทางการเมืองในระยะสองศตวรรษมานี้ ถูกเรียกอย่างกว้างๆว่าการต่อสู้ของระบบประชาธิปไตย

เพราะสามัญชนคนส่วนใหญ่ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิแห่งความเป็นมนุษยชนของพวกเขากันเองแล้ว

ไม่ต้องรอให้ตัวแทนมาทำให้อีกแล้ว




.

2556-10-14

เสกสรรค์: การประกาศจุดยืน-ข้อเสนอแนะต่อขบวนประชาธิปไตย

.

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: การประกาศจุดยืน-ข้อเสนอแนะต่อขบวนประชาธิปไตย
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49233 . . Sun, 2013-10-13 17:58


13 ต.ค.56 ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ องค์ปาฐกคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ เสกสรรค์  ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และนักคิดนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เขากล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับความหมายทางการเมืองและเจตนารมณ์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ประชาธิปไตยยังไม่สามารถปักหลักมั่นคงได้ในสังคม โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัย ได้แก่ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน, ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา

นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงพลังการเคลื่อนไหวในปัจจุบันว่าเป็นการสืบต่อเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาฯ ในการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม โดยระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิด “กลุ่มชนชั้นกลางใหม่” คือคนในชนบทและคนชั้นกลางหัวเมืองซึ่งกลายมาเป็นผู้มีบทบาทหลักในการผลักดันประชาธิปไตย แสวงหาพื้นที่ทางการเมือง ประกอบกับการเกิดขึ้นของทุนใหม่โลกาภิวัตน์ที่ต้องการมาแทนที่อำนาจเก่าด้วยการสร้างนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชนกว้างขวางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นการชุบชีวิตระบบรัฐสภา และเป็น “หุ้นส่วนที่เหลือเชื่อ” ในทางการเมือง

“พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสันพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต” เสกสรรค์กล่าว

เขายังนำเสนอข้อเสนอแนะต่อขบวนเคลื่อนไหวหรือพลังประชาธิปไตยใน 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1.พลังประชาธิปไตยต้องรักษากลไกของระบอบอื่นๆ นอกเหนือจากรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย ไม่ใช่มุ่งปกป้องแต่พรรคใดหรือรัฐบาลใด 2. เพื่อเสถียรภาพของระบอบ จำเป็นต้องขยายแนวร่วมไปยังชนชั้นหรือบุคคลกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุด เพราะในยุคโลกภิวัตน์ประชาชนมิได้เป็นก้อนเดียว พร้อมทั้งต้องยึดถือหลัก “เสรีนิยมทางการเมือง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีคู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ การเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิมก็เป็นพลังประชาธิปไตยแบบหนึ่งที่จำเป็นต้องให้พื้นที่ในการเรียกร้อง วิจารณ์รัฐบาล สิ่งนี้เป็นกลไกทำให้ระบบดีขึ้น ไม่ได้ขัดแย้งกับพลังมวลชนที่ชื่นชอบพรรค 3. ขบวนประชาธิปไตยควรเรียนรู้การใช้อำนาจอ่อนในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ซึมลึกในสังคมไทย นำเสนอสิ่งที่ดีกว่าเพื่อให้สังคมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่ผู้คนเท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งน่าหวงแหน โดยมีจังหวะก้าวที่ระมัดรวังไม่ทำให้ผู้คนจำนวนมากในสังคมรู้สึกสูญเสียที่ยืนในความคิดความเชื่อ เพราะความขัดแย้งประเด็นทางวัฒนธรรมบางอย่างละเอียดอ่อนและมีแนวโน้มนำสู่ความรุนแรงได้ง่าย



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
( เอกสารปาฐกถา ..มธ 13 ต.ค.2556 ..ฯ /37ปี 6ตุลา.. )


ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางผู้รักประชาธิปไตยทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า และยิ่งยินดีเป็นพิเศษที่ได้พบปะกับมิตรสหายที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เมื่อ 40 ปีก่อนในวันเวลาเดียวกันนี้ คนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยได้พร้อมใจกันเคลื่อนกำลังออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมวลมหาประชาชนประกาศตนไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ มันเป็นการต่อสู้อันมีชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะฝ่ายหนึ่งกุมอำนาจรัฐด้วยอำนาจกระบอกปืน ขณะที่ฝ่ายเรามีสองมือเปล่าและหัวใจเปี่ยมความฝัน ชัยชนะในครั้งนั้นสอนเราว่าเจตนารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าในชีวิตของคนคนหนึ่งหรือการเติบโตของประชาชาติหนึ่ง เจตจำนงแน่วแน่เป็นเรื่องสำคัญโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะเมื่อมาจากคนเรือนแสนเรือนล้านที่ผนึกกันเป็นหนึ่งเดียว

ถามว่าเจตนารมณ์ของ 14 ตุลาคืออะไร เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ต้องโต้เถียงกันอีก ก่อนการลุกสู้ครั้งนั้น ประชาชนไทยต้องเจ็บช้ำอยู่ใต้ระบอบเผด็จการนานหลายปี ความฝันก็ดี ความแค้นก็ดี ล้วนถูกบ่มเพาะจากสภาวะปราศจากสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นคนถูกเหยียบย่ำทำลาย ไม่ต้องเอ่ยถึงความเป็นอยู่ยากลำบากอันเนื่องมาจากการเมืองที่ผูกขาด

สภาพดังกล่าวทำให้เราปรารถนาเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม มันเป็นเช่นนั้นตั้งแต่วันนั้นและยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้ ประชาธิปไตยที่ปรารถนาย่อมแยกไม่ออกจากจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้น เราไม่ต้องการเพียงระบอบการปกครองของชนชั้นนำที่ผูกขาดอำนาจแล้วปะแป้งให้ดูดีกว่าเดิม หากเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมในฐานะทางการเมืองเท่าเทียมกัน เป็นกระบวนการทางการเมืองที่แนบแน่นอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้คนได้อย่างแท้จริง

ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหลอมรวมจุดหมายและวิธีการไว้ด้วยกันได้อย่างแน่นแฟ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถจับโกหกได้ เมื่อมีใครแยกสองส่วนนั้นออกจากกัน หรือบอกเราว่าจุดหมายอยู่ที่ประชาธิปไตย แต่วิธีการกลับกลายเป็นอย่างอื่น

คนเราจะบรรลุความเป็นเสรีชนได้อย่างไร หากไม่สามารถเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจและบอกโลกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร ความเสมอภาคของมนุษย์จะปรากฏเป็นจริงด้วยวิธีไหน หากไม่ใช่สิทธิเสียงที่เท่ากันในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
ความเป็นธรรมก็เช่นกัน เราคงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ถ้าผู้คนที่เสียเปรียบไม่สามารถผลักดันให้รัฐคุ้มครองผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเขา ดังนั้น ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองที่เลื่อนลอย หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่จับต้องไม่ได้ หากเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เรียบง่ายชัดเจนและมีสาระใจกลางของปรัชญาอยู่หนึ่งประโยคเท่านั้น คือ  ให้ประชาชนเป็นนายตัวเอง

ในแนวคิดประชาธิปไตย ไม่มีใครมีสิทธิปกครองผู้อื่นได้ เพราะทุกคนมีความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน ดังนั้น การเป็นนายตัวเองจึงหมายถึงการปกครองตนเอง ซึ่งเมื่อแปลงเป็นระบอบการเมืองแล้วเท่ากับว่ารัฐบาลต้องมาจากความเห็นชอบของประชาชน  ในขณะที่ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความต้องการของเขา แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่คิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว สำหรับสังคมที่ไม่เคยชินกับความเสมอภาค และยิ่งไม่เคยชินกับการลุกขึ้นยืนอย่างทรนงของประชาชนธรรมดา ดังนั้น การเคลื่อนไหวของกรรมกรชาวนาและบรรดานักศึกษาที่เห็นอกเห็นใจในช่วงหลัง 14 ตุลา 16 จึงถูกป้ายสีอย่างเป็นระบบ และถูกให้ร้ายว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในสายตาของชนชั้นปกครองไทย พวกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อสกัดการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ของชนชั้นล่างๆ ที่เสียเปรียบ กระทั่งในที่สุดได้ก็ได้ใช้วิธีโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ผสานกำลังอันธพาลเข้ากับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบล้อมปราบฆ่าฟันนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมใน มธ. เมื่อ 6 ตุลา 19

คงไม่ต้องย้ำ ท่านทั้งหลายคงรู้สึกเองอยู่แล้วว่า พื้นที่เล็กๆ ที่เราใช้ประชุมกันอยู่นี้เคยเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งเสรีภาพและอนุสรณ์สถานของฝ่ายประชาชน เป็นที่ที่เราทั้งเคยปักธงแห่งชัยชนะและเช็ดเลือดของผองเพื่อนที่จากไป
แน่นอน การต่อสู้ไม่อาจสิ้นสุดลงเพียงเพราะประชาชนถูกปราบปราม หลังปี 2519 เราอาจพูดได้ว่าประเทศไทยตกอยู่ในสภาพของสงครามกลางเมืองและมันได้สั่นคลอนเผด็จการอำนาจรัฐอย่างถึงราก การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของนักศึกษาและประชาชนขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งชนชั้นปกครองในเวลานั้นจำเป็นต้องทบทวนท่าทีของตน
อันที่จริงสงครามไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาของผู้ใด เนื่องจากมันคือกองไฟที่อาศัยชีวิตมนุษย์เป็นฟ่อนฟืน กระนั้นก็ตาม เมื่อต้องเลือกระหว่างการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อกับการยอมจำนนกับการกดขี่ข่มเหง ก็คงมีน้อยคนนักที่จะเลือกชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี แม้ว่าท้ายที่สุด ความผันผวนของสถานการณ์สากลผนวกกับความผิดพลาดขององค์กรนำจะทำให้กองกำลังทางอาวุธต้องสลายตัวลง แต่ความไม่ยอมศิโรราบของหนุ่มสาวสมัยนั้นก็ส่งผลกระเทือนหนักหน่วงต่อชนชั้นนำผู้กุมอำนาจแห่งรัฐ มันทำให้พวกเขาตระหนักว่า การปกครองแบบก่อน 2516 เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว จึงต้องเร่งปรับตัวเข้าหาระบอบประชาธิปไตย ถึงจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม

ถามว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากประวัติศาสตร์ช่วงนี้ คำตอบแรกคือ ประชาชนสามารถคัดหางเสือประวัติศาสตร์ได้ ถ้าเราร่วมมือร่วมแรงกันผลักดันบ้านเมืองไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่เราคงต้องยอมรับว่า เส้นทางเดินของประวัติศาสตร์มิใช่ทางตรง มันยอกย้อน คดเคี้ยว กระทั่งวกกลับได้เป็นบางครั้ง เส้นทางเดินของประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน จากการต่อสู้ 14 ตุลา ถึงวันนี้ เวลาผ่านมาถึง 40 ปี ถ้านับจากวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกแห่งการปักธงประชาธิปไตยของสังคมไทย เวลาก็ผ่านมานานกว่า 80 ปี อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ่านไปไม่ใช่พื้นที่ที่ว่างเปล่า แค่นับเฉพาะ 40 ปีหลังเราก็จะพบว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ในจำนวนนี้เป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 3 ครั้ง คือในปี 2519, 2534,2549 ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายรัฐ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กรณีพฤษภาคม 2535 และกรณีกระชับพื้นที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

เช่นนี้แล้ว เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อะไรเล่าเป็นอุปสรรคกั้นขวางไม่ให้บ้านเมืองนี้สามารถตั้งรัฐบาลได้อย่างสันติต่อเนื่อง อะไรทำให้ประชาชนต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจ ด้วยเหตุอะไรหรือ  ระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยจึงไม่สามารถหยั่งรากมั่นคงในประเทศไทย
ผมเองในฐานะปัจเจกชนอาจจะมองปัญหาไม่ครบถ้วน แต่เท่าที่เห็น คิดว่า อุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยน่าจะมาจากเหตุปัจจัย 3 อย่างที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน คือ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน  ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา

ขออนุญาตให้เวลาเพิ่มเติมกับประเด็นเหล่านี้

เราคงต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยเป็นความคิดทางการเมืองและระบอบการเมืองที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศที่มีอายุหลายร้อยปีอย่างไทย ดังนั้น แม้ว่าประชาธิปไตยจะสะท้อนจิตวิญญาณของยุคสมัย และขั้นตอนสูงขึ้นของวิวัฒนาการทางสังคม แต่ก็มีข้อเสียเปรียบที่ต้องแตกหน่อผลิใบบนผืนดินที่เต็มไปด้วยอำนาจเก่า ความคิดเดิม พูดง่ายๆ ว่า ประชาธิปไตยจะโตใหญ่ขยายตัวไม่ได้เลย หากไม่สามารถช่วงชิงพื้นที่จากความคิดอื่น อำนาจอื่น ขณะเดียวกันผู้พิทักษ์แนวคิดเดิมและผู้ปกครองแต่เดิมก็ย่อมดิ้นรนต่อต้านเพื่อรักษาพื้นที่ตน อันนี้เป็นกฎธรรมดาของประวัติศาสตร์สังคม ดังนั้น ตลอด 40 ปีมานี้ นาฏกรรมทางการเมืองของไทยจึงหมุนวนรอบห้อมล้อมรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหารซึ่งผูกพ่วงไปมาสลับกันระหว่างรัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนได้รับอิสระเสรีภาพและเชิดชูความเท่าเทียมของมนุษย์ต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ประชาธิปไตยมีที่อยู่ที่ยืน

ถามว่าทำไมชนชั้นนำแต่เดิมไม่ยอมรับและเปิดทางให้ประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งที่การต่อต้านของฝ่ายประชาชนทำให้เห็นแล้วว่าระบอบอำนาจนิยมเป็นสิ่งล้าหลังทางประวัติศาสตร์ ในยุคนี้สมัยนี้การบังคับบัญชาราษฎรจากข้างบนลงมานอกจากจะหักล้างศักดิ์ศรีความเป็นคนแล้วยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลก คำตอบมีอยู่ว่า นอกจากต้องการรักษาสัดส่วนในพื้นที่อำนาจที่พวกเขาเคยครอบครองแล้ว ชนชั้นนำเก่ายังมีชุดความคิดที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้องกว่าประชาธิปไตยด้วย หรืออย่างน้อยก็ถูกต้องกว่าประชาธิปไตยในความหมายที่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยประกอบด้วยมวลชนจำนวนไม่น้อยที่สมาทานชุดความคิดแบบอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม และชาตินิยมที่คับแคบและแยกออกจากประโยชน์สุขของประชาชน แนวคิดทั้งปวงนี้บางด้านเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางด้านก็ขัดแย้งกับคุณค่าประชาธิปไตยแบบประสานงา และยังถูกผลิตอย่างตั้งอกตั้งใจ และขยายเป็นพิเศษหลังรัฐประหารทุกครั้ง พูดอีกแบบก็คือ แทนที่ประชาธิปไตยไทยจะตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับมัน วัฒนธรรมที่เน้นย้ำเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม การณ์กลับกลายเป็นว่าประชาธิปไตยไทยยังไม่มีฐานวัฒนธรรมที่เหมาะสมคอยเกื้อหนุนและห้อมล้อมให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นนี้แล้วจึงมีความเป็นไปได้ตลอดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำการเมืองบนเวทีประชาธิปไตย จะถูกกล่าวหาว่ามีความผิดทางวัฒนธรรมทั้งๆ ที่บางเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองเลย ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้เสมอที่มวลชนผู้ซาบซึ้งกับวัฒนธรรมเก่าจำนวนไม่น้อยจะออกมาเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีนอกระบบ หรืออย่างน้อยก็ออกมาต้อนรับการรัฐประหารโดยไม่คำนึงถึงผลเสียระยะยาว

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประชาธิปไตยมีพลังรองรับอย่างแน่นหนา คงเส้นคงวา เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และซับซ้อนพอสมควร การที่เหตุการณ์ อย่าง 14 ตุลาคมเกิดขึ้นได้ หรือเหตุการณ์ในปี 2535 และ 2553 เกิดขึ้นได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพลังประชาชนที่คัดค้านการผูกขาดอำนาจนั้นมีมากพอที่จะขับพลังอำนาจนิยมให้ถอยร่นออกไป แต่การจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพยังเป็นอีกเรื่องและจำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขมากกว่านี้ พูดง่ายๆ สั้นๆ ก็คือว่า ประชาธิปไตยไทยต้องมีฐานพลังทางสังคมที่พร้อมแบกพันธะในการพิทักษ์รักษาและเสริมความมั่นคงในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นอาจตกเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำอีก

ถามว่าแล้วชนกลุ่มไหนเล่าที่พร้อมทำหน้าที่ดังกล่าว

ช่วงหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม ชนชั้นผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเคยมีพลังทางการเมืองอย่างมหาศาล แต่หลังรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ขบวนกรรมกรแรงงานถูกควบคุมเข้มงวดจนไม่อาจฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้คนงานในระบบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ถึงร้อยละ 1 เพราะการก่อตั้งหสภาพแรงงานนั้นทำได้ยาก ผู้นำคนงานมักถูกนายทุนกลั่นแกล้ง กีดขวางไม่ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กระทั่งถูกปลดจากงาน ถูกคุกคามทำร้ายโดยที่ฝ่ายรัฐยืนข้างฝ่ายทุนเสมอมา ดังนั้น ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและไร้การจัดตั้งเป็นส่วนใหญ่ คงไม่ง่ายที่พลังกรรมกรจะเป็นพลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย

ลองหันมามองพลังนักศึกษา ในอดีตนักศึกษาและปัญญาชนเคยเป็นกองหน้าที่ฮึกห้าวเหิมหาญในการบุกเบิกพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ หลังการปราบกวาดล้างปี 2519  มหาวิทยาลัยถูกอำนาจรัฐและพลังอนุรักษ์ดัดแปลงให้เป็นเพียงโรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง ยิ่งมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งประกอบด้วยระบบการค้าเสรี การบริโภคเสรี สังคมไทยก็เปลี่ยนไปมาก ประชากรในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนไปด้วย พื้นที่ในมหาวิทยาลัยถูกยึดครองโดยบุตรหลานของผู้มีรายได้สูง มีความใฝ่ฝันในชีวิตกระจัดกระจายและกระเจิดกระเจิงไปตามจินตนาการส่วนตัวมากกว่าจะมีสายใยใดกับสังคมต้นกำเนิด และยิ่งไม่มีสำนึกผูกพันกับชนชั้นผู้เสียเปรียบ ดังนั้น เราจึงพูดได้ว่า เราไม่มีขบวนนักศึกษาในความหมายเดิม แม้จะมีนักศึกษากลุ่มย่อยที่เอาธุระอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ของนักศึกษาแล้วอาจต้องอาศัยสถานการณ์ที่พิเศษมากๆ ในการปลุกพวกเขาให้ตื่นรู้ในเรื่องความเป็นมาและความเป็นไปในสังคม

แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องนี้คงปัดความรับผิดชอบทางศีลธรรมให้เยาวชนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะชนชั้นกลางในระดับตัวพ่อตัวแม่เองก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าใด โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่มักแกว่งไกวอยู่ระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม ในอดีตคนชั้นกลางในเมืองเคยสร้างคุณูปการใหญ่หลวงในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย ไม่ว่าปี  2516, 2535 เขาล้วนเป็นกำลังหลักในการต่อต้านเผด็จการ น่าเสียดายที่มาถึงวันนี้คนชั้นกลางดั้งเดิมกำลังกลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของแนวคิดอนุรักษ์นิยม  จากการที่เคยผลักดันประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้า พวกเขากลับกลายเป็นชนชั้นที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ไว้ในจุดที่ตัวเองได้เปรียบในทุกด้าน ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักน่าจะมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจทุนนิยม เน้นการส่งออก การค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน เงื่อนไขดังกล่าวเพิ่มความมั่นคงให้คนชั้นกลางเดิมหลายเท่าและแยกชีวิตพวกเขาออกจากส่วนที่เหลือของสังคม ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการถือครองทรัพย์สินที่คนบนสุด 20% แรกของจำนวนประชากรไทย มีทรัพย์สินมากกว่าคน 20% ที่อยู่ข้างล่างถึงเกือบ 70 เท่า ความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจเช่นนี้ นับวันทำให้ชนชั้นกลางเก่ามีโอกาสในชีวิต วิถีชีวิตเหนือกว่าคนไทยอีกมหาศาล และยังตัดเฉือนความสัมพันธ์ที่เคยมีระหว่างพวกเขาและชนชั้นอื่นๆ ด้วย ดังนั้น นอกเหนือจากปัจเจกบุคคลที่มีสายตากว้างไกลอันมีอยู่น้อยนิด เราอาจจะกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันคนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่สนใจ ไม่เห็นใจชะตากรรมคนส่วนใหญ่ที่อยู่ล่างจากตน  พวกเขามักหมกมุ่นกับเรื่องส่วนตัว การบริโภค การสร้างสไตล์ในชีวิตที่วิจิตรบรรจง กระทั่งนิยามความดี ความงามและความจริง หลุดลอยไปจากความถูกต้องเป็นธรรมทางสังคม

โดยนัยยะทางการเมืองแล้ว สภาพดังกล่าวหมายความว่า ชนชั้นกลางเก่ามีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจกระทบฐานะตน ที่ผ่านมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า จำนวนไม่น้อยพร้อมสนับสนุนวิธีการนอกระบบในการเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าหากมันจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าโลกของตัวเองจะไม่ถูกโยกไหวสั่นคลอน เช่นนี้แล้วประชาธิปไตยจึงได้ขาดพลังที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม การเติบใหญ่ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนฐานะและโลกทัศน์ของคนชั้นกลางในเมืองฝ่ายเดียว แต่กวาดต้อนคนในหัวเมืองและในชนบทมาไว้ในกรอบทุนนิยมด้วย ทำให้พวกเขามีฐานะทางชนชั้นและวิธีคิดที่ต่างไปจากเดิมเช่นกัน นักวิชาการหลายท่านยืนยันตรงกันว่าระยะหลังชนบทไทยเปลี่ยนมาก เกิดการแบ่งตัวทางชนชั้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ นอกเหนือจากการอพยพเข้ามาขายแรงงานและประกอบอาชีพอิสระในเมืองแล้ว ชาวนาชาวไร่อีกมหาศาลได้เปลี่ยนฐานะจากเกษตรกรแบบเก่าเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ผลิตเพื่อขายและกลายเป็นผู้เล่นอีกกลุ่มในตลาดทุนนิยม แม้คนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ไม่ได้มีฐานะยากจนในความหมายสัมบูรณ์แต่พวกเขาก็ยังเสียเปรียบนานัปการในโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาผลผลิต การเข้าถึงทุน เข้าถึงสวัสดิการ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา พูดง่ายๆ คือ ทั้งๆ ที่มีจำนวนมหาศาลและมีคุณูปการในกระบวนการผลิตในประเทศไทย แต่พี่น้องเหล่านี้เป็นชนชั้นที่ถูกมองข้ามหรือไม่มีตัวตน จึงไม่แปลกที่พวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อประกาศการดำรงอยู่ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้จะต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดเสรี และเพิ่มอำนาจขับเคลื่อนนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน

อันนี้นับเป็นข่าวดีจากมุมมองประชาธิปไตย เพราะใครเล่าจะต้องการเสรีภาพเท่ากับคนที่ต้องการบอกโลกว่าพวกเขามีเรื่องเดือดร้อน ใครเล่าจะต้องการระบอบนี้เท่ากับผู้คนที่แสดงหาความเสมอภาคและความเป็นธรรม ในฐานะผู้ผ่านศึก 14 ตุลาคม ผมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านี้ตั้งอยู่บนเจตนารมณ์เดียวกับการต่อสู้เมื่อ 40 ปีก่อน เพียงแต่บริบทของยุคสมัยอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว มันเป็นการผูกโยงประชาธิปไตยกับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า สังคมที่ดีกว่า ส่งเสริมให้ผู้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันซึ่งเป็นแก่นแท้ของปรัชญาประชาธิปไตย 

แน่นอน มันเป็นเรื่องธรรมดาทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นใหม่ต้องขอแบ่งพื้นที่ทางการเมืองในความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่ปฏิบัติการเช่นนี้ย่อมนำสู่การปะทะกับชนชั้นเดิม ปัญหามีอยู่ว่า พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยได้เพียงใดและอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่าในอดีต

กล่าวสำหรับการยืนหยัดพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น ผมเชื่อมั่นว่า คนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมืองหลวงตลอดจนปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจ คงจะยืนอยู่ในจุดนี้ไปอีกนาน ด้วยเหตุผลเรียบง่าย คือ พวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเสียเปรียบทางชนชั้นอันสืบเนื่องจากโครงสร้างทุนนิยมนั้น ไม่อาจแก้ไขหรือชดเชยด้วยวิธีอื่น นอกจากเพิ่มอำนาจต่อรองผู้เสียเปรียบด้วยวิธีการทางการเมือง ด้วยเหตุดังนี้ เวทีประชาธิปไตยจึงขาดไม่ได้สำหรับคนเล็กคนน้อย เพราะนั่นเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวในการแสดงตัวตน สามารถสร้างทางเลือกในระดับนโยบาย และสามารถอาศัยสิทธิพลเมืองสนับสนุนผู้แทนทางการเมืองที่ขานรับความต้องการของพวกเขา อันที่จริง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่ากับช่วยชุบชีวิตให้ระบบรัฐสภาไทยซึ่งก่อนหน้านี้มักถูกออกแบบให้อ่อนแอต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจการนำของชนชั้นนำที่มาจากภาคราชการ  ในอีกด้านความเคลื่อนไหวในรูปขบวนการชนชั้นกลางใหม่ต่างจังหวัด ก็กดดันให้พรรคการเมืองที่เคยจำกัดตัวในกลุ่มผลประโยชน์แคบๆ เดินแนวทางมวลชนมากขึ้นแม้จะยังไม่ใช่พรรคมวลชนในความหมายที่เต็มรูป  แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นพัฒนาการสำคัญของประชาธิปไตย

จะว่าไปความเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านั้นนับว่าต่างจากการเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิม ในด้านหนึ่งพวกเขายังต้องอยู่ในตลาดทุนนิยมแต่ในอีกด้านหนึ่งก็อยู่ในภาพที่เสียเปรียบสุด สภาพดังกล่าวจึงต้องเกาะติดและต่อรองกับการเมืองภาคตัวแทนเพื่อจะได้อาศัยนโยบายของรัฐมาช่วยคุ้มครองและถ่วงดุลข้อเสีย ในทางตรงกันข้าม กำลังของการเมืองภาคประชาชนในแบบฉบับเดิม มักมาจากกลุ่มชนที่อยากถอยห่างจากตลาดเสรี ต้องการบริหารจัดการชีวิตเรียบเรียบในท้องถิ่นของตัวเองในท้องถิ่นต่างๆ โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐและทุนใหญ่ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาธิปไตยในสายตาของขบวนการเมืองภาคประชาชนจึงมักเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ การกระจายทรัพยากร รวมทั้งลดอำนาจลดบทบาทการเมืองแบบตัวแทนควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ของประชาธิปไตยทางตรง

ตามความมเห็นของผม การเมืองของคนเล็กคนน้อยทั้งสองกระแสล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพลังประชาธิปไตย และไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน เนื่องจากจุดร่วมของทั้งสองฝ่ายคือ ไม่ต้องการระบอบอำนาจนิยม และต่างฝันถึงอิสรภาพ ความเป็นธรรมที่ตัวเองพึงได้รับ ฝันถึงชีวิตที่ไม่ถูกละเมิดล่วงเกิน 

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า ความตื่นตัวของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทนั้นแม้จะสำคัญมากสำหรับการขยายตัวของประชาธิปไตย แต่ก็ไม่เพียงพอจะขับดันประชาธิปไตยไปสู่ขั้นตอนใหม่ หากไม่มีปรากฏการณ์อีกอย่างเกิดขึ้นในเวลาที่ประจวบเหมาะกันคือ การเกิดขึ้นของกลุ่มทุนใหม่ที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์
กลุ่มทุนใหม่นี้ก็มีปัญหาคล้ายชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดที่คิดว่าตนเองต้องการพื้นที่ทางการเมืองที่ควรได้รับและหนทางที่พวกเขาจะเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำเก่าในศูนย์อำนาจก็ต้องอาศัยเวทีประชาธิปไตยด้วย เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ จุดหมายของ 2 ฝ่ายจึงมาบรรจบกัน และกำลังทางสังคมของทั้ง 2 ส่วนที่โดยพื้นฐานแล้วต่างกันก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองที่เหลือเชื่อในกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งได้ขึ้นคุมอำนาจและจัดการระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับนโยบายที่ตอบสนองปัญหาของตน ไม่ว่าการกำหนดราคาผลผลิตการเกษตร การเข้าถึงเงินทุน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเข้าถึงสวัสดิการ ฯ
พูดตามความจริง -ปรารถนาที่จะเห็นประชาธิปไตยกินได้-ไม่ใช่ความฝันใหม่แต่อย่างใด มันมีมาตั้งแต่การต่อสู้ 14 ตุลาคม เมื่อนักศึกษาปัญญาชนผนึกกำลังกรรมกรชาวนาเรียกหาค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมและที่ดินสำหรับผู้หว่านไถ แต่ทั้งหมดนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหม่ในระบบรัฐสภาไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจต่อรองจริง และนโยบายพรรคการเมืองเป็นสิ่งจับต้องได้ เกิดผลเป็นรูปธรรมแทนสัญญาลมๆ แล้งๆ เหมือนที่ผ่านมา

แน่ล่ะ คนอยู่บนเวทีอำนาจมือไม้ย่อมต้องเปรอะเปื้อน และผู้นำรัฐบาลที่เป็นทางเลือกของชนชั้นกลางใหม่ก็มีข้อผิดพลาดใหญ่อยู่หลายประการ แต่สิ่งนี้ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าโดยสาระใจกลางแล้วการเมืองเป็นเรื่องนโยบาย และตราบใดที่รัฐบาลมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ประเด็นอื่นถ้าไม่คอขาดบาดตายต้องนับเป็นเรื่องรอง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบอบการเมือง แม้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมีความผิดร้ายแรง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย และปัญหาก็ยังคงต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย
แต่ก็อีกนั่นแหละ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มีผู้ได้ และเสียประโยชน์ ดังนั้นภายในเวลาไม่กี่ปีหลัง 2540 สถานการณ์ได้บ่มเพาะความขัดแย้งอย่างคาดไม่ถึงและในที่สุดก็นำไปสู่รัฐประหาร 2549 นับเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการนอกระบบ และไม่ว่าข้ออ้างเหตุผลจะเขียนไว้เช่นใด เจตจำนงสูงสุดได้ปรากฏในภายหลังว่า มันคือความพยายามพาประเทศไทยกลับไปสู่ระบบรัฐสภาก่อน 2540 ซึ่งมีองค์ประกอบของอำนาจนิยมผสมบางส่วน และมีข้อกำหนดหลายอย่างที่สกัดการเติบโตของนักการเมืองและพรรคการเมือง

ถามว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นอีกแม้สังคมจะเปลี่ยนไปมากแล้ว สังคมไทยก็เปลี่ยนมากเช่นกัน ทำไมเรายังต้องพบกับวิธีการเปลี่ยนรัฐบาลที่ถอยหลังเข้าคลองขนาดนั้นอีก แน่นอน ความผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลนั้นมีอยู่จริงและสร้างความไม่พอใจให้คนจำนวนไม่น้อย แต่ในความคิดของผม ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งของชนชั้นนำเก่าที่สูญเสียฐานะการนำ กับชนชั้นนำใหม่ที่ขึ้นกุมอำนาจด้วยวิธีการต่างจากเดิม ความขัดแย้งดังกล่าวถูกทำให้แหลมคมขึ้นด้วยบรรยากาศความไม่พอใจรัฐบาลของกลุ่มทุนเก่าตลอดจนคนในเมืองหลวงที่หวั่นไหวกับความเปลี่ยนแปลงโดยกลุ่มทุนใหม่ และไม่คงเส้นคงวาทางประชาธิปไตย การก่อรัฐประหารครั้งนั้นจึงมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดใหญ่หลวงของรัฐประหาร 2549 มิได้เป็นเรื่องของหลักการเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องการประเมินกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย พวกเขามองข้ามการมีอยู่ของมวลชนมหาศาลที่ประกอบเป็นชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมือง มองไม่เห็นการมีอยู่ของปัญญาชนและชนชั้นกลางเก่าบางส่วนที่ผูกพันและหวงแหนระบอบประชาธิปไตย มองไม่เห็นศักยภาพของการตอบโต้ของชนชั้นนำใหม่ที่โตมากับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เรื่องจึงไม่จบลงง่ายๆ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 50 ความขัดแย้งที่ตามมากลับยิ่งรุนแรงและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ความขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยได้ลุกลามสู่ระดับมวลชนและหมิ่นเหม่ต่อการก่อรูปเป็นสงครามกลางเเมือง

มิตรสหายทั้งหลาย พี่น้องทั้งหลาย ผมทราบดีว่าเรื่องราวข้างต้นแทบจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ทุกท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย กระนั้นก็ตาม ผมจำเป็นต้องเอ่ยถึงสภาพดังกล่าวเพื่อบอกพวกท่านว่าผมยืนตรงไหนและคิดอย่างไร

ในการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดในบ้านเรา ท่านจะสังเกตว่าผมจงใจหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อ บุคคล องค์กร ตัวละครใดๆ ออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากอยากชวนให้ท่านมามองปัญหาประชาธิปไตยในระดับโครงสร้างและเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางชนชั้นที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วและมีส่วนอย่างสูงในการกำหนดสถานการณ์ทางการเมือง

ทุกวันนี้คนไทยในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ราษฎรก้อนเดียวที่หน้าตาเหมือนกันหมดอีกต่อไป หากแยกเป็นหลายชนชั้นและชั้นชน นอกจากนี้ภายในชนชั้นเดียวกันยังแบ่งป็นหลายหมู่เหล่าอันนำมาซึ่งความหลากหลายของผลประโยชน์ ความแตกต่างทางความคิด สภาวะทางจิต และวิถีดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพดังกล่าวคือความจริงทางภววิสัย ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการมีบทบาทนำในการเปลี่ยนแปลงสังคมจึงต้องนำมันมาพิจารณาประกอบยุทธศาสตร์และยุทวิธีของตน เรื่องนี้หากมองข้ามไม่ใส่ใจอาจเสี่ยงต่อการจ่ายราคาที่แสนแพง

จริงอยู่ ปรากฏการณ์ทางสังคมนั้นมักอยู่เหนือการควบคุม และการเคลื่อนไหวของมวลชนอาจเกิดขึ้นเอง เป็นไปเอง ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าภาพกำกับดูแลเสมอไป  แต่ถ้าโยงเรื่องนี้กลับมายังประเด็นการสืบทอดเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เป็นตัวเป็นตน สิ่งที่้ต้องนำมาครุ่นคิด ย่อมไม่ใช่การเชิดชูอุดมคติอย่างเดียว หากยังมีวิธีการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เติบใหญ่มั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

กล่าวเฉพาะประเด็นหลัง ผมมีข้อเสนอสองสามข้อที่อยากนำมาแลกเปลี่ยนด้วยมิตรภาพและความหวังดี ในเมื่อพวกท่านให้เกียรติเชิญผมมาพูด ผมก็จะพูดความในใจอย่างตรงไปตรงมา

1.ในทัศนะของผม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อระบอบการเมือง ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ ดังนั้น พลังประชาธิปไตยจึงไม่สามารถจำกัดตัวเองอยู่แค่พิทักษ์รักษารัฐบาลหรือนักการเมืองที่ตัวเองพอใจเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่สถานการณ์บีบคั้นให้การรักษารัฐบาลที่มาจากฉันทานุมัติของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกับความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตย พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ พลังประชาธิปไตยมีหน้าที่ปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่รัฐบาลด้วย เพื่อให้กลไกของระบอบทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนมั่นคงของระบบการเมืองที่เราเชื่อว่าดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด 

สิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตย คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีหลายหมู่เหล่าจำนวนไม่น้อยก็มักมีปัญหากับนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะประชาชนชายขอบที่ถูกการพัฒนาทอดทิ้ง หรือชุมชนท้องถิ่นที่มักได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐหรือทุน ประชาชนเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย แต่บางครั้งอาจขัดแย้งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบและเสริมระบอบในการแก้ปัญหาต่างๆ พวกเขาเป็นพลังประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจต่างจากประชาธิปไตยแบบมวลชนที่ผูกพันกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ดังนั้น ผู้รักประชาธิปไตยที่สังกัดพรรคทั้งหลายอาจต้องฝึกวางเฉยบ้าง เมื่อรัฐบาลที่ท่านเลือกถูกวิจารณ์คัดค้านบางเรื่อง หรือให้ดีกว่านั้น หากท่านสามารถเข้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเมืองภาคประชาชนฉบับเดิมกับระบบรัฐสภาได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง

2. ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เนื่องจากประชาธิปไตยไทยยังไม่เสถียร การขยายฐานทางสังคมของประชาธิปไตยจึงต้องทำต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลทั้งด้านหลักการและวิธีการ ขบวนประชาธิปไตยไม่อาจอาศัยกำลังของชนชั้นเดียวมากำหนดเส้นทางเดินของบ้านเมือง แม้ว่าชนชั้นดังกล่าวมีจำนวนมากพอที่จะคุมสนามการเลือกตั้ง หากต้องพูดถึงเสถียรภาพของระบอบหรือของประเทศแล้วฐานทางสังคมแค่นี้ยังไม่เพียงพอ พูดอีกแบบคือว่า ผู้รักประชาธิปไตยต้องขยายแนวร่วมทางการเมืองออกไปให้ครอบคลุมอีกหลายชนชั้น ทำให้คนหลายหมู่เหล่าที่สุดมองเห็นและยอมรับว่าพื้นที่ประชาธิปไตยเป็นของเขาด้วย เห็นว่าระบอบการเมืองนี้ดี ต้องช่วยกันปกปักรักษา
การสร้างแนวร่วมขนาดนั้นย่อมหมายถึงการจับประเด็นปัญหาที่หลากหลายมากกว่าเรื่องของชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดหรือผู้ประกอบการรายย่อยในเมือง ขบวนประชาธิปไตยควรต้องตอบโจทย์คนงานในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของชนชั้นกลางเก่าบางส่วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ อันที่จริง นี่เป็นประเด็นทางทฤษฎีด้วย ถ้าเรายอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองของปวงชนก็ต้องยอมรับต่อ ว่าบางมิติประชาธิปไตยก็มิใช่อะไรอื่น หากคือเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์ทางชนชั้นและชั้นชนซึ่งหลากหลายและอาจขัดแย้งกัน เราต้องรักษาเวทีกลางเช่นนี้ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะนองเลือด

3. ถ้าเรายอมรับว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นงานสร้างระบอบ การขยายพลังประชาธิปไตยหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า เราคงต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่ห้อมล้อมระบอบการเมืองเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากบรรยากาศเสรีนิยม อันที่จริงเสรีนิยมและประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งเดียวกันในทางปรัชญาแต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะเกิดผลดี เสรีภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด แต่เสรีนิยมอย่างเดียวก็ไม่อาจรวมพลังผู้คนหรือยึดโยงสังคมไว้ได้ กระทั่งหมิ่นเหม่ต่อสภาวะแตกกระจายตัวใครตัวมัน ประชาธิปไตยมีจุดแข็งในการสร้างฉันทามติ รวมพลังของคนจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายของส่วนรวม แต่ก็มีจุดอ่อนของความกระด้างต่อการจัดความสัมพันธ์ของคนกลุ่มใหญ่กับปัจเจกบุคลหรือคนเสียงข้างน้อย ด้วยเหตุนี้ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยในโลกที่เจริญแล้วจึงดำเนินควบคู่กับลัทธิเสรีนิยมทางการเมืองมาโดยตลอด และประเทศไทยก็คงต้องเดินในเส้นทางเดียวกัน

การสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง ไม่ได้อยู่ที่สถาบันการเมือง อย่างการเลือกตั้งหรือระบบรัฐสภาเท่านั้น หากสังคมไทยเองก็ต้องเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ไม่มีระบอบการเมืองใดจะอยู่ได้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล จึงเห็นว่าขบวนประชาธิปไตยที่มีอยู่ควรต้องผลักดันบรรยากาศเสรีนิยมให้มากกว่าเดิม โดยแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างทัศนะหรือพลังปฏิปักษ์ กับทัศนะหรือผู้คนที่แค่คิดต่างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเกินกว่าจะทะเลาะกัน
ความแหลมคมของความขัดแย้งที่ผ่านมาอาจทำให้บางคนด่วนแขวนป้ายทางการเมืองใส่ผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม หลายคนถือโอกาสหว่านถ้อยคำหยาบคายใส่คนที่ไม่เห็นด้วยซึ่งบางทีเราสืบสาวต้นตอไม่ได้ว่ามาจากสภาพจิตส่วนตัวหรือปัญหาส่วนรวม สภาพนี้เข้าใจได้บางสถานการณ์ แต่ถ้าเกิดขึ้นไม่มีขอบเขตจะไม่เป็นผลดีกับเสรีภาพ และมีแต่จะเพิ่มศัตรูให้ตัวเอง ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษา ขอยืนยันว่า การด่วนตัดสินคนด้วยข้อมูลผิวเผิน การด่าทอด้วยสูตรสำเร็จ ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่แท้จริงของการต่อสู้ เพราะมีแต่สร้างความห่างเหินกับมวลชนที่ควรเป็นมิตร เป็นการโดดเดี่ยวขบวนประชาธิปไตย เรามีบทเรียนแล้ว ไม่อยากเห็นความผิดพลาดซ้ำเดิม

แต่แน่นอน การต่อสู้ทางความคิดต้องมีต่อไป ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่มั่นคงมาจากวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ด้วยเหตุนี้การโต้แย้งโต้เถียงกับวัฒนธรรมอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ประชาธิปไตยก็มีระบบคุณค่า มีชุดศีลธรรมและครรลองชีวิตแตกต่างกับสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมเดิมของไทยพอสมควร ที่สำคัญคือ มีจุดเน้นที่ความเสมอภาคในทางการเมืองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น มันจึงเป็นวัฒนธรรมแห่งการเคารพผู้อื่นพร้อมๆ กับการเคารพตัวเอง ตราบใดที่วัฒนธรรมเช่นนี้ยังไม่ใช่ด้านหลักของสังคมไทย ตราบนั้นประชาธิปไตยในฐานะระบอบการปกครองก็จะไม่มีฐานรองรับที่มั่นคง

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าด้านการเมือง เพราะมันเป็นสิ่งที่ซึมลึกในจิตใจและจิตวิญญาณผู้คน อีกทั้งมีมวลชนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้ประเด็นวัฒนธรรมสามารถสร้างความขัดแย้งที่กว้างขวางและรุนแรงได้ ดังนั้น ในสนามแข่งขันด้านวัฒนธรรม นักสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงต้องรักษาจังหวะก้าวที่เหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เป็นจริงในระดับพลาดไม่ได้ ควรเรียนรู้วิธีใช้อำนาจอ่อนที่มุ่งเสนอความดี ความจริง ความงามในนิยามตนมากกว่าพอใจกับภาพลักษณ์ของนักถอดรื้อที่เห็นทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด วัฒนธรรมเก่าไม่จำเป็นต้องขัดแย้งประชาธิปไตยในทุกด้าน บางอย่างก็เข้ากันได้ ยกเว้นส่วนที่เป็นอำนาจนิยมที่ขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม กล่าวสำหรับในมิติอื่นๆ ในด้านวัฒนธรรมประเพณีไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถตัดขาดจากประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ทั้งหมด ในประเด็นนี้การเปลี่ยนแปลงควรถูกปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ ขบวนประชาธิปไตยไม่ควรทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียพื้นที่และตัวตนอย่างกระทันหัน หากควรทำให้เขารู้สึกได้รับสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเก่า ซึ่งจะสร้างความผูกพันกับระบอบต่อไป พูดก็พูด แม้แต่ประชาธิปไตยในตะวันตกก็ต้องมีพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ตั้งแต่อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม สังคมนิยม ตราบเท่าที่ไม่สามารถทำให้มนุษย์มองโลกสีเดียวกันได้ และไม่อยากฆ่าฟันกันอย่างยืดเยื้อ ตราบนั้นการบริหารความขัดแย้งอย่างสันติวิธีของประชาธิปไตยน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ผมได้เรียนท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกแล้วว่า เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 คือการเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ ประชาชนไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายรอบ ได้เห็นการล้มลงของเผด็จการทั้งฝ่ายซ้ายและขวาในโลก และเผด็จการในไทย ดังนั้น  เราจึงไม่เพียงมั่นใจมากขึ้นในการยืนยันเจตจำนงเดิม หากยังเข้าใจมากขึ้นว่าประชาธิปไตยคืออะไรและมีคุณค่าแค่ไหน สังคมจะอยู่รอดและรุ่งเรืองได้หรือไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง ด้วยเหตุดังกล่าว การช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากยืนยงจึงเป็นภารกิจสำคัญของประชาชนคนไทย

สุดท้าย ผมขอยืนยันซ้ำว่า ปรัชญาประชาธิปไตยตั้งบนสมมติฐานที่เห็นว่า สมาชิกของสังคมทุกผู้ทุกนามล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงมีเจตนารมณ์ที่มุ่งคัดค้านการเอารัดเอาเปรียบ การครอบงำทางความคิดและการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม แค่ต่อต้านการกดขี่อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ปรัชญาเดียวกันนี้จึงต้องส่งเสริมให้ประชาชนในฐานะรวมหมู่เป็นเจ้าของอำนาจในการปกครองตนเอง ขณะที่ประชาชนในฐานะปัจเจกมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง 
กล่าวโดยสรุป ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ทั้งปลดปล่อยและรวมพลังไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้จุดหมายและวิธีการของประชาธิปไตยจึงแยกออกจากกันไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวจึงจะเข้าถึงจุดหมายของเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมตัวใครตัวมัน แต่คือสังคมที่เสรีภาพของบุคคลถูกเชื่อมร้อยด้วยพันธกิจที่มีต่อส่วนรวม

ทั้งหมดนี้คือคลื่นความคิดที่ขับเคลื่อนการต่อสู้ 14 ตุลาคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคลื่นลูกใหม่จะยังคงมุ่งไปสู่ทิศเดียวกัน



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

และใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381735212
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:30:18 น.


www.youtube.com/watch?&v=UvlRWR_pq6A
ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล 40ปี14ตุลา 13-10-2013
Published on Oct 13, 2013
ถ่ายทอดสด ทีมงานม้าเร็ว http://speedhorsetv.blogspot.com/




.

2555-11-24

เมื่อแอร์ฟอร์ซวันไปเนปยีดอร์! การรุกทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ โดย สุรชาติ บำรุงสุข

.

เมื่อแอร์ฟอร์ซวันไปเนปยีดอร์! การรุกทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ
โดย สุรชาติ บำรุงสุข  คอลัมน์ ยุทธบทความ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 36


"มีหลักฐานมากมายถึงการที่ความเป็นใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในโลกกำลังลดถอยลง
... (และ) อิทธิพลของสหรัฐ ในเอเชียตะวันออกก็กำลังถูกจีนบดบังมากขึ้นเรื่อยๆ..."
Martin Jacques
When China Rules the World (2012)



ผลจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประธานาธิบดี บารัค โอบามา กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกวาระหนึ่ง 
และน่าสนใจอย่างมากในบริบทของสหรัฐ ในเอเชียก็คือ ประธานาธิบดีโอบามาตัดสินใจเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 21 ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองก็มีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asian Summit-EAS) ครั้งที่ 7 ในระหว่างวันที่ 15-20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาด้วย ซึ่งในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดทั้งสองกรณีนี้ ผู้นำสหรัฐได้ถือโอกาสและเยี่ยมเยือนประเทศไทย ก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมที่กัมพูชา 
และน่าสนใจอย่างมากกับการเดินทางในครั้งนี้ก็คือ ผู้นำสหรัฐตัดสินใจเดินทางไปพม่า!


ถ้าเป็นในยุคก่อนๆ ก็คงต้องบอกว่าข่าวประธานาธิบดีสหรัฐจะไปพม่านั้น ถ้าไม่ใช่เรื่อง "โจ๊ก" แล้ว ก็ตอบด้วยความเป็นจริงทางการเมืองว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับพม่านั้น ถือได้ว่าอยู่ในภาวะต่ำสุด ในขณะที่สหรัฐถือเอาเรื่องการสร้างประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานของการดำเนินนโยบาย และก็ชัดเจนว่า พม่าไม่มีองค์ประกอบทั้งสองปัจจัยแต่อย่างใด 
ดังนั้น มาตรการพื้นฐานของรัฐบาลวอชิงตันก็คือ การใช้มาตรการกดดันและปิดล้อมทางเศรษฐกิจด้วยการ "แซงก์ชั่น" (economic sanction) โดยหวังว่ารัฐบาลทหารของพม่าจะไม่สามารถต้านทานได้ และตัดสินใจเปิดการปฏิรูปการเมืองในที่สุด

ทัศนะของผู้นำพม่าจึงมองสหรัฐด้วยความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ
และที่สำคัญก็คือเมื่อเห็นตัวแบบของการใช้กำลังทหารเพื่อการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (regime change) ของรัฐบาลอเมริกันแล้ว ก็เชื่อว่ารัฐบาลพม่ามีความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อยกับการที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวได้ 

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับเนปยีดอร์จะมีลักษณะถูกตรึงอยู่กับที่ เพราะในขณะที่โลกตะวันตกพยายามกดดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองและกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของพม่า ซึ่งก็ชัดเจนว่า รัฐบาลพม่าไม่มีท่าทีตอบรับแต่อย่างใด
หรือในกรณีของปัญหาสิทธิมนุษยชนก็เช่นกัน การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นปรากฏการณ์ที่ชัดเจนในพม่า และเช่นเดียวกัน รัฐบาลพม่าไม่มีท่าทีในการแก้ไขปัญหาเช่นนี้เท่าใดนัก 

ฉะนั้น คงไม่ผิดอะไรนักที่ปัญหาการปฏิรูปการเมืองและการสร้างประชาธิปไตยของพม่าเป็นปัญหาที่ไม่มีความคืบหน้าสำหรับรัฐบาลตะวันตก เพราะไม่ว่าจะกดดันด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการเมืองใดๆ ก็ดูจะไม่มีผล 
และขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของพม่าก็ดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในระยะสั้น ดังจะเห็นได้ว่า รัฐบาลพม่าได้แสดงอาการแข็งขืนต่อปัญหาเช่นนี้มาโดยตลอด หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลเผด็จการในตะวันออกกลางก่อนเกิด "อาหรับสปริง" แล้วก็อาจจะคล้ายคลึงกัน ดังจะเห็นได้ว่ามีคำอธิบายถึงรัฐบาลรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวว่าเป็น "รัฐบาลอำนาจนิยมที่มีความคงทน" เพราะไม่ว่าจะเกิดแรงต่อต้านมากมายอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครองได้แต่อย่างใด

ซึ่งรัฐบาลทหารของพม่ามีสภาพเช่นนั้น เพราะไม่ว่าจะเกิดการประท้วงภายในประเทศใหญ่เพียงใดก็ตาม หรือจะเกิดแรงกดดันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจากภายนอกมากเพียงใดก็ตาม ในที่สุดแล้ว รัฐบาลทหารก็สามารถอยู่รอดได้ จนต้องถือว่าเป็นหนึ่งในรัฐบาลทหารที่มีอายุยืนนานของการเมืองโลก
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่รัฐบาลตะวันตกจะมีอาการ "เอือมระอา" ในทางการเมืองกับรัฐบาลพม่า



แต่แล้วเมื่อ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ เดินทางเยือนพม่าในช่วงปลายปี 2554 พร้อมกับการเข้าเยี่ยม นางออง ซาน ซูจี จนนำไปสู่ภาพประวัติศาสตร์ของผู้หญิงที่อาจจะต้องถือว่าเป็น "สตรีเหล็ก" ทั้งสองคนถ่ายภาพร่วมกัน 
ภาพการเข้าเยี่ยมในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของพม่าเริ่มขึ้นแล้ว เพราะถ้ารัฐบาลทหารของพม่าไม่ตอบรับด้วยการอนุญาตให้นางคลินตันเดินทางเข้าพม่าแล้ว การเดินทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย
และน่าสนใจอย่างมากว่าถ้ารัฐบาลทหารไม่ยอมแล้ว โอกาสของการพบกันระหว่างผู้นำทางการเมืองสตรีทั้งสองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย และภาพสวมกอดระหว่างทั้งสองก็จะไม่ปรากฏให้เห็นในที่สาธารณะแต่อย่างใดด้วย

ภาพต่างๆ ที่ปรากฏในเวทีสาธารณะ ว่าที่จริงก็คือสัญญาณของการปฏิรูปทางการเมืองและกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่กำลังเริ่มขึ้นในพม่า
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ใหม่ที่กำลังเริ่มขึ้น น่าจะเป็นผลมาจากการเดินงานการเมืองในลักษณะของ "การทูตใต้ดิน" ระหว่างรัฐบาลอเมริกาและรัฐบาลพม่า 
ซึ่งต้องถือว่า วอชิงตันประสบความสำเร็จอย่างมากในการเก็บเรื่องนี้เป็น "ความลับ" ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องราวเหล่านี้แทบจะไม่ "รั่ว" ออกจนปรากฏเป็นข่าวในวงสื่อแต่อย่างใด 
หรือในฐานะประเทศข้างเคียง ดูเหมือนรัฐบาลกรุงเทพฯ เองก็แทบจะไม่ระแคะระคายกับเรื่องราวเหล่านี้เลย



ฉะนั้น คงต้องถือว่ารัฐบาลโอบามาประสบความสำเร็จอย่างมากในการเดินงานการทูตเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับพม่าให้กลับมาสู่สถานะปกติ เพราะรัฐบาลก่อนหน้าล้วนเชื่อมั่นในมาตรการของการกดดันทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าการปิดล้อมดังกล่าวจะทำให้ผู้นำทหารพม่ายอมแพ้และเปิดการปฏิรูปการเมืองขึ้น  
แต่ในครั้งนี้เรากลับพบว่าการยอมของผู้นำพม่าเกิดจากการโน้มน้าวทางการเมืองและการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ  
และที่สำคัญก็คือ รัฐบาลวอชิงตันไม่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการด้านกำลังในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนนโยบายทางการเมือง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือรัฐบาลโอบามาประสบความสำเร็จในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่าโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง เช่น ในกรณีของอิรักและอัฟกานิสถาน

เพราะหากรัฐบาลวอชิงตันใช้กำลังเพื่อการเปลี่ยนระบอบการปกครองของพม่าแล้ว ก็น่าจะกลายเป็น "กับดักสงคราม" ก่อนการเลือตั้งประธานาธิบดีที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งก็อาจเทียบเคียงได้กับกรณีของปัญหาอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน รัฐบาลโอบามาก็ดูจะพยายามหลีกเลี่ยงข้อเสนอของอิสราเอลในการใช้กำลังแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งหากผู้นำสหรัฐตัดสินใจในทิศทางเดียวกับอิสราเอลแล้ว สถานการณ์สงครามในเวทีโลกก็น่าจะยุ่งยากมากขึ้น 
อย่างไรก็ตาม เสียดายว่าในการ "ดีเบต" ในการหาเสียงของประธานาธิบดีโอบามานั้น เขาไม่ได้กล่าวถึงความสำเร็จของการผลักดันให้พม่าตัดสินใจกลับมาเดินทางบนถนนสายประชาธิปไตยแต่อย่างใด 
ซึ่งต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในพม่าเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจประการหนึ่งของผู้บริหารทำเนียบขาวในยุคปัจจุบัน เพราะแม้อาเซียนจะออกแรงมากเพียงใด ก็ไม่อาจผลักให้ผู้นำทหารของพม่าตัดสินใจเปิดระบบการเมืองของตนได้ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่า อาเซียนไม่ได้มีทรัพยากรทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจมากพอที่จะก่อให้เกิดการตัดสินโดยสมัครใจของผู้นำทหารที่จะนำพาประเทศเข้าสู่กระบวนการสร้างประชาธิปไตย

ในอีกด้านหนึ่งก็น่าสนใจอย่างมากว่า ทำไมผู้นำทหารของพม่าตัดสินใจที่จะเปิดระบบการเมือง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่มีท่าทีตอบรับกับข้อเสนอของรัฐบาลตะวันตกในปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด 
ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2546 รัฐบาลทหารประกาศถึง "โร้ดแมปสู่ประชาธิปไตย" (Roadmap to Democracy) แต่ก็เป็นความพยายามในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่รัฐบาลทหาร มากกว่าจะนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตย 
และปรากฏการณ์นี้ก็ถูกตอกย้ำอย่างชัดเจนจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในปี 2553 ที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านถูกขจัดออกไปจากเวทีการเมือง และอำนาจก็ถูกรวบอยู่ในมือของผู้นำทหารอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
สภาพเช่นนี้แทบจะเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนในตัวเองว่า โอกาสของการปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยในพม่านั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย!


แต่สัญญาณในช่วงปลายปี 2554 ต่อต้นปี 2555 เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง 
รัฐบาลทหารแสดงท่าทีอย่างชัดเจนต่อการปฏิรูปทางการเมือง และขณะเดียวกันสัญญาณนี้ก็ถูกเปิดออก 
ไม่เพียงแต่การเดินทางของนางคลินตันกลับเข้าพม่าเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการปล่อยตัวนางซูจี และขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นางมีบทบาททางการเมืองในเวทีสาธารณะมากขึ้น ตลอดรวมถึงการเดินทางเยือนประเทศไทย 
และที่สำคัญในเวลาต่อมาก็คือ การเดินทางเยือนตะวันตกพร้อมกับข้อเรียกร้องให้ประเทศตะวันตกยกเลิกการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ หากว่าประชาธิปไตยสามารถเดินหน้าได้มากขึ้นในพม่า



ถ้ามองในมุมของการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ก็น่าสนใจอย่างมากว่า ในยุคที่ถูกตะวันตกปิดล้อมทางเศรษฐกิจนั้น พม่าไม่มีทางเลือกนอกจากจะเข้าไปมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีน 
ซึ่งความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นทั้งเรื่องในทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง

ในประเด็นด้านความมั่นคงนั้น เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนถึงความใกล้ชิดระหว่างผู้นำทหารของพม่ากับผู้นำการเมืองจีน ดังเช่น ในวันที่ 2-3 มิถุนายน 2553 นายกรัฐมนตรี เหวิน เจีย เป่า ได้เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการลงนามความตกลงทวิภาคีซึ่งมีจำนวนถึง 15 ฉบับระหว่างพม่ากับจีน โดยมีสาระสำคัญทั้งในเรื่องของการจัดสร้างท่อส่งก๊าซ การสร้างเขื่อนพลังน้ำ และการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของจีนต่อพม่า เป็นต้น 
ภาพของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเช่นนี้ยังเห็นได้จากยุทโธปกรณ์ของจีนในกองทัพพม่า ไม่ว่าจะเป็นรถถัง (T-69 และ T-63) และปืนใหญ่ เรือตรวจการณ์ติดอาวุธปล่อย (ชั้น Houxin และ Hainan) หรือเครื่องบินรบ (F-7 และ A-5) 
การนำเข้าอาวุธจากจีนเช่นนี้เป็นทางเลือกหลัก เพราะผลจากการปิดล้อมทางการเมืองนั้น ทำให้รัฐบาลพม่าไม่อาจแสวงหายุทโธปกรณ์จากประเทศตะวันตกได้เลย

การสร้างความสัมพันธ์ทางทหารกับจีนจึงเป็นเส้นทางหลักของการพัฒนากองทัพพม่า จนมีข้อสังเกตการณ์จากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนกับพม่านั้น น่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกว่าความสัมพันธ์ที่จีนมีกับชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
และในความสัมพันธ์เช่นนี้พม่าจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีนในการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นยุทธศาสตร์เพื่อเปิดพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีนออกสู่โลกภายนอกด้วย


ดังนั้น การตัดสินใจของประธานาธิบดีโอบามาในการเดินทางเยือนพม่านั้น ต้องถือว่าเป็นการเปิดการรุกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐในภูมิภาค 
แม้ด้านหนึ่งจะอธิบายได้ว่าเป็นความพยายามของผู้นำทหารพม่าที่ต้องการอาศัยบทบาทของสหรัฐ ในการคานกับอิทธิพลของจีนที่กำลังเติบใหญ่มากขึ้นในพม่า 
และสำหรับสหรัฐแล้ว การบุกเข้าพม่าย่อมจะเป็นการรุกเข้าประชิดกับการขยายอิทธิพลของจีนอย่างน่าสนใจ เพราะพม่าเป็นพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อเมริกามีอิทธิพลน้อยมาก ซึ่งก็เป็นความท้าทายสำหรับวอชิงตันในการกำหนดยุทธศาสตร์ต่อพม่า ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ฉะนั้น การเดินทางสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของทำเนียบขาวครั้งนี้ก็คือ สัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐตัดสินใจกลับสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้งแล้ว ซึ่งก็น่าติดตามอย่างมากว่า แล้วสัญญาณนี้จะเปิดฉากด้วยนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมอะไรอีก...

แต่ปัญหาใกล้ตัวของเราก็คือ แล้วรัฐบาลไทยจะเตรียมตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อย่างไร?



.

2555-11-17

The Obama Doctrine ขอต้อนรับท่านประธานาธิบดีสู่เอเชีย โดย สุรชาติ บำรุงสุข

.

The Obama Doctrine ขอต้อนรับท่านประธานาธิบดีสู่เอเชีย
โดย สุรชาติ บำรุงสุข  คอลัมน์ ยุทธบทความ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 36


"ความสนใจของโลกวันนี้อยู่กับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง
แต่จุดของความขัดแย้งวันพรุ่งนี้อยู่ในเอเชีย"
Sheena C. Greitens
International Herald Tribune
October 24, 2012



การแข่งขันการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมามีประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งสำหรับคนนอกสังคมอเมริกันในเอเชียก็คือ ปัญหานโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคนี้ แม้ในการดีเบต (debate) ระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสองก่อนที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นนั้น จะเห็นได้ว่าทั้งประธานาธิบดีโอบามาและ นายมิตต์ รอมนีย์ แทบจะไม่ได้กล่าวถึงเอเชียเท่าใดนัก จนมีผู้วิจารณ์ตั้งคำถามถึงการดีเบตดังกล่าวว่า "เอเชียอยู่ที่ไหน" ในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอีก 4 ปีข้างหน้า
แต่ว่าที่จริงแล้ว หากเราติดตามดูนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ นับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า สหรัฐให้ความสำคัญกับเอเชียมาโดยตลอด 
แม้ในบางครั้งจะมีข้อถกเถียงว่า สหรัฐให้ความสำคัญกับยุโรปมากกว่าเอเชีย แต่ก็จะพบว่า สหรัฐไม่เคยตัดสินใจที่จะถอยออกจากเอเชียแต่อย่างใด

ผู้นำสหรัฐเชื่อเสมอว่า อเมริกาเป็นชาติหนึ่งในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific nation) หรือเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาเรียกสหรัฐ ว่าเป็น "ชาติแปซิฟิก" (Pacific nation) เป็นต้น


ถ้าเราเริ่มพิจารณาจากยุคของประธานาธิบดีโอบามาจะเห็นได้ว่า สัญญาณที่ชัดเจนของนโยบายสหรัฐ ต่อเอเชียมาจากการเดินทางของ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการเยือนญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 (2552)
และในปีดังกล่าวนางคลินตันยังได้เข้าร่วมประชุมเออาร์เอฟ (ARF-ASEAN Regional Forum) ในเดือนกรกฎาคมและการประชุมเอเปค (APEC) ในเดือนพฤศจิกายน 
และที่สำคัญก็คือการเดินทางเยือนญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีนของประธานาธิบดีโอบามาในช่วงเดือนเดียวกัน ซึ่งในการเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวย้ำถึงความเป็น "ชาติแปซิฟิก" ของสหรัฐ

ประธานาธิบดีโอบามาพยายามแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอเมริกันในยุคของเขาให้ความสนใจกับเอเชียมากกว่ารัฐบาลอื่นๆ ของสหรัฐ
และในการนี้ เขาได้ประกาศทิศทางของนโยบายต่อเอเชีย หรือเรียกว่าเป็น "นโยบายต่อเอเชียตะวันออกของโอบามา" (The Obama"s East Asian Policy) ซึ่งวางอยู่บนหลักการพื้นฐานสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. ความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นจะคงเป็น "หมุดหมายสำคัญ" ของนโยบายสหรัฐ ต่อเอเชียตะวันออก อีกทั้งการดำรงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างพันธมิตรและมิตรประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของนโยบายสหรัฐ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

2. สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนใหม่ในเอเชีย เช่น จีนและอินเดีย ซึ่งนโยบายนี้สะท้อนให้เห็นได้จากการเริ่มต้นเปิดการเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับจีน นอกจากนี้ เวทีการประชุมทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า "การเจรจายุทธศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐ-จีน" (The U.S.-China Strategic Economic Dialogue) ซึ่งเริ่มขึ้นจากสมัยของประธานาธิบดีบุชก็จะถูกยกระดับสูงขึ้น โดยจะรวมเอาประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงเข้าสู่เวทีการประชุมนี้ด้วย

3. รัฐบาลโอบามาได้ลดความสำคัญของแนวคิดแบบ "เอกภาคี" (Unilateralism) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายสหรัฐ ในสมัยประธานาธิบดีบุชลง และจะเพิ่มความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติให้มากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลอเมริกันจะไม่ถือเอาปัญหาอุดมการณ์เป็นทิศทางหลัก แต่จะประเมินสถานการณ์แบบเป็นทีละกรณี (case-by-case situation assessment) อันจะทำให้รัฐบาลวอชิงตันสามารถเปิดการเจรจาได้โดยตรงกับประเทศที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกรณีพม่าหรือกรณีเกาหลีเหนือก็ตาม

4. รัฐบาลของประธานาธิบดีประกาศถึงความพยายามที่จะสร้าง "โครงสร้างของความร่วมมือ" (structures of cooperation) เพื่อกำหนดทิศทางของภูมิภาคเอเชียทั้งหมด หรือแม้กระทั่งทิศทางของโลกทั้งหมด เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือกับบรรดาชาติสมาชิกและชาติหุ้นส่วนต่างๆ โดยสหรัฐจะขยายบทบาทในสถาบันพหุภาคีในระดับภูมิภาค เช่น เออาร์เอฟ (ARF) และเอเปค (APEC) และขณะเดียวกันก็แสวงหาข้อยุติปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือโดยผ่านเวทีการเจรจาหกฝ่าย (The Six-Party Talks)

5. รัฐบาลโอบามาจะดำเนินนโยบายอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อแสวงหาทางออกสำหรับปัญหาต่างๆ ของโลก เช่น ปัญหาการลดอาวุธนิวเคลียร์และการห้ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ปัญหาการต่อสู้กับการก่อการร้าย ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน ตลอดจนถึงปัญหาการแพร่กระจายของโรคระบาด และเพื่อให้เกิดความสำเร็จ

รัฐบาลอเมริกันจะให้ความสำคัญกับบทบาทของชาติในเอเชียตะวันออกมากขึ้นในการต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้



นอกจากนี้ ในระยะเวลาต่อมา รัฐบาลโอบามายังได้กำหนดจุดมุ่งหมายในนโยบายต่อเอเชียตะวันออกเพิ่มเติมจากหลัก 5 ประการในข้างต้นว่า รัฐบาลอเมริกันจะดำเนินการในทิศทาง 3 ประการ ได้แก่ 
1. สนับสนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
2. จัดการให้เกิดเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 
3. ผลักดันให้เกิดการขยายตัวของประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค


ผลจากการกำหนดทิศทางดังกล่าว รัฐบาลโอบามาได้กำหนดการก้าวสู่อนาคตในเอเชีย-แปซิฟิกด้วยการขยายความร่วมมือที่เป็นพหุภาคีมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินการภายใต้กรอบที่เป็นพหุภาคีในภูมิภาค ซึ่งก็คือการบ่งบอกถึงทิศทางที่จะลดความสัมพันธ์แบบทวิภาคีลง
เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวถือกันว่าเป็นกรอบของยุคสงครามเย็นที่อาจจะไม่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในเวทีโลกและในเวทีภูมิภาคที่ต้องการการขยายความร่วมมือ มากกว่าจะให้ความร่วมมือเกิดขึ้นกับเพียงสองชาติ

ในบริบทของการปรับทิศทางใหม่ที่เห็นได้ตั้งแต่ยุคของรัฐบาลโอบามาก็คือ ความพยายามที่จะตอกย้ำถึงความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับชาติพันธมิตรเดิมของสหรัฐ 5 ชาติ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และไทย 
พร้อมกับแสวงหาลู่ทางในการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจใหม่ในภูมิภาคอย่างในกรณีของจีนกับอินเดีย
และขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับประเทศใหม่ๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์

การกำหนดทิศทางเช่นนี้ยังมีนัยโดยตรงถึงการให้ความสำคัญกับองค์กรในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเออาร์เอฟ เอเปค และเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก (EAS) ซึ่งทำเนียบขาวถือว่ากรอบการประชุมที่เป็นพหุภาคีของภูมิภาคเช่นนี้เป็นกรอบหลักที่สหรัฐ จะต้องเข้ามามีบทบาท
และยังคาดหวังว่าเวทีการประชุมเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้สหรัฐ มีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค
และขณะเดียวกันก็เป็นหนทางของการขยายขีดความสามารถของประเทศในภูมิภาคให้จัดการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทของภูมิภาคได้มากขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นหนทางโดยตรงของการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ วอชิงตันต้องการผลักดันให้เกิดกลไกในระดับภูมิภาคที่จะสามารถแก้ไขปัญหาข้อพิพาท เช่น ในกรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องดินแดนให้ได้โดยสันติวิธี

ด้วยทิศทางเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใดว่าในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา เขาจึงกล่าวถึงความสำเร็จของนโยบายต่อเอเชีย โดยเรียกว่า "แกนเอเชีย" (The Asia Pivot) หรืออย่างน้อยก็เพื่อบ่งบอกว่า รัฐบาลและพรรคการเมืองของเขาให้ความสนใจกับเอเชียมากกว่าอีกพรรคหนึ่ง
นอกจากนี้ ทิศทางที่ชัดเจนก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนของปีนี้(..2555)ก็คือ ในเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาออสเตรเลียว่า ตัวเขาในฐานะประธานาธิบดีได้ตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ต่อบทบาทของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิกแล้วว่า สหรัฐจะมีบทบาทมากขึ้นและระยะยาวขึ้นในการกำหนดทิศทางและอนาคตของภูมิภาคนี้



สิ่งที่กล่าวแล้วในข้างต้นอย่างสังเขปนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น "หลักลัทธิโอบามา" (The Obama Doctrine) หรือเป็นทิศทางของนโยบายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งก็ให้ภาพที่ชัดเจนว่า สหรัฐยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ในกรอบที่เป็นพหุภาคีมากขึ้น
และท่าทีเช่นนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยการเยือนของผู้นำระดับสูงของรัฐบาลอเมริกันหลายต่อหลายครั้ง


ซึ่งการส่งสัญญาณเช่นนี้ก็คือ การบ่งบอกถึงความพยายามที่จะรื้อฟื้นบทบาทอย่างมีนัยสำคัญของสหรัฐในเอเชีย เพราะในช่วงที่ผ่านมาเห็นภาพคู่ขนานที่ชัดเจนก็คือ การขยายบทบาทของจีนอย่างต่อเนื่องในเอเชีย 
ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากของจีนในระยะเวลาที่ผ่านมา ก็เปิดโอกาสให้รัฐบาลปักกิ่งขยายขีดความสามารถด้านกำลังรบของตนเองเพิ่มมากขึ้นด้วย 
แน่นอนว่า การเติบใหญ่ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งมาพร้อมกับการขยายตัวของสถานะทางทหารเช่นนี้ กลายเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อบทบาทของสหรัฐในอนาคต แม้จะมีความรู้สึกในทางยุทธศาสตร์มาโดยตลอดว่า มหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเสมือน "ทะเลของอเมริกา" (The American Lake) 
แต่วันนี้กองเรือรบจีนที่แต่เดิมเป็นเพียงกองเรือที่มีขีดความสามารถหลักในการป้องกันแนวชายฝั่งทะเลของจีนเท่านั้น ก็เริ่มปรากฏให้เห็นถึงการเป็นกองเรือในทะเลหลวง
แม้สมรรถนะของกองเรือรบจีนจะยังห่างไกลจากขีดความสามารถของกองทัพเรือที่ 7 ในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขยายตัวของกองเรือจีนในมหาสมุทรนี้ ได้กลายเป็นโจทย์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความท้าทายจากการเติบโตของจีนอาจจะไม่ได้ถูกตัดสินด้วยจำนวนเรือรบอย่างที่ นายมิตต์ รอมนีย์ เสนอ 
แต่คำประกาศของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐในช่วงกลางปี 2012 ที่จะให้มีการจัดสัดส่วนของเรือรบใหม่ว่า ในปี ค.ศ.2020 (พ.ศ.2563) กองทัพเรือสหรัฐในแปซิฟิกจะมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 60 ของกำลังทางเรือของสหรัฐ 
ก็เป็นคำยืนยันถึงการรื้อฟื้นสถานะของ "ทะเลสาบอเมริกัน" นั่นเอง



แม้การนำเสนอนโยบายทางยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกันในฐานะคู่แข่งขันประธานาธิบดีจะไม่ชัดเจน เนื่องจากไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากนักว่า ถ้านายรอมนีย์ชนะสหรัฐ ก็ยังจะต้องให้ความสำคัญกับเอเชียไม่เปลี่ยนแปลง
ปรากฏการณ์จากที่กล่าวในข้างต้นเช่นนี้บ่งบอกถึงความจริงในนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐต่อเอเชียอย่างมีนัยสำคัญประการหนึ่งว่า ไม่ว่าใครจะไปหรือจะมาที่ทำเนียบขาวหลังจากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น อาจจะไม่สำคัญ

เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องมาเอเชียอย่างแน่นอน...

ขอต้อนรับท่านประธานาธิบดีโอบามาสู่เอเชียอีกครั้ง!



.

2555-11-11

ผิดหวังโอบาม่า ผิดหวังยิ่งลักษณ์?? โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

.

ใจ อึ๊งภากรณ์: ผิดหวังโอบาม่า ผิดหวังยิ่งลักษณ์??
ใน http://prachatai.com/journal/2012/11/43537 
. . Thu, 2012-11-08 03:07


ใจ อึ๊งภากรณ์


เราไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับผลงานในรอบ 4 ปีที่แล้วของประธานาธิบดีโอบาม่า และไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย เพราะเราไม่ควรจะมีความหวังกับนักการเมืองฝ่ายนายทุนเหล่านี้ตั้งแต่แรก เราควรมั่นใจมานานแล้วว่าเขาจะหักหลังพวกเราแน่นอน

ในการเลือกตั้งที่สหรัฐ ทั้งๆ ที่ โอบาม่าชนะ แต่เราก็เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ที่เคยตั้งความหวังกับโอบาม่า ผิดหวังจนคะแนนเสียงของโอบาม่าตกต่ำลง คือโอบาม่าได้คะแนนมากกว่ารอมนี้แค่ 2% เอง เทียบกับปี 2008 เขาได้มากกว่ามะเคน 7% และคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่าลดจาก 70 ล้านเสียงเหลือแค่ 60 ล้าน เป็นเพราะอะไร?

สำหรับนักสังคมนิยม เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย“โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว นอกจากนี้เราก็จะปฏิเสธด้วยว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครดจะเป็นรัฐบาลที่ “แย่น้อยกว่า” รัฐบาลพรรคริพับลิแคนทั้งๆ ที่นักการเมืองพรรคริพับลิแคนมักใช้วาจาของพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้วก็ตาม ถ้าไม่เชื่อก็ต้องดูรูปธรรมของนโยบายทั้งสองพรรคเมื่อเป็นรัฐบาล

โอบาม่าชนะการเลือกตั้งในปี 2008 และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ยุค 1930 แต่แทนที่โอบาม่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบทุนนิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในลักษณะการปรองดองระหว่างทุนกับคนงานกรรมาชีพ อย่างที่ประธานาธิบดีรุสเวลท์เคยทำในยุค 1930 โดยการใช้รัฐสร้างงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพแรงงาน โอบาม่ากลับเลือกข้างนายทุนฝ่ายเดียว และให้คนทำงานธรรมดาต้องแบกภาระจากวิกฤตที่ตนเองไม่ได้สร้าง

นโยบายเศรษฐกิจของโอบาม่าเป็นการต่อยอดนโยบายของรัฐบาลบุชที่มาก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในเรื่องการปล่อยให้ธนาคารดำเนินกิจการและกอบโกยอย่างเสรี อันนี้เป็นการเลือกของโอบาม่า ไม่ใช่ว่าถูกบังคับแต่อย่างใด

หลังจากที่กระตุ้นเศราฐกิจเล็กน้อย โอบาม่าหันมาใช้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดตามเคย ซึ่งเน้นการตัดสวัสดิการและแปรรูปภาครัฐให้เป็นเอกชน

เราเข้าใจได้ดีว่าทำไมโอบาม่าเลือกข้างนายทุน ซึ่งไม่ต่างจากพรรคริพับลิแคนเพราะในหนังสือของโอบาม่าที่ออกมาในปี 2007 เขาเล่าว่าตอนที่เขาเป็นวุฒิสมาชิกในสภา เขาเริ่มคลุกคลีกับพวกนายทุนและคนรวยที่สุด 1% ของประเทศจนตัวเขาเองเริ่มเคารพและคิดเหมือนพวกนั้น



เมื่อเราพิจารณาความเดือดร้อนของคนงานสหรัฐ โดยเฉพาะคนงานประกอบรถยนต์ที่เป็นสมาชิกสหภาพ United Auto Workers (UAW) ซึ่งกำลังตกงานจากวิกฤตที่เริ่มในระบบธนาคาร เราจะเห็นว่าหัวหน้าทีมงานของประธานาธิบดีโอบาม่าเคยพูดในทำเนียบขาวว่า “สหภาพนี้ไปตายห่าก็ได้” (“Fuck the UAW”) ซึ่งผลของนโยบายดังกล่าวบวกกับความขี้ขลาดของผู้นำแรงงานระดับชาติ แปลว่าคนงานสหรัฐต้องแบกภาระการตกงานและการถูกตัดเงินเดือน เพื่อให้มีการฟื้นฟูกำไรสำหรับกลุ่มทุน ต่อมาท่าทีของนายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นนักการเมืองพรรคเดโมแครดก็ไม่ต่าง เพราะพยายามแข็งข้อกับครูทั่วเมืองที่นัดหยุดงานในปีนี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการพัฒนาสภาพโรงเรียนและสภาพการจ้างงาน

โดยรวมแล้วในสหรัฐตอนนี้มีตำแหน่งงานน้อยกว่าก่อนวิกฤตระเบิดขึ้นในปี 2007 ถึง 4.2 ล้านตำแหน่ง ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของคนทำงานในสหรัฐ(75 ล้านคน) อยู่ในสภาพยากจนมีรายได้ไม่พอ คือต่ำกว่า $26,000 และถ้าเรารวมรายได้ทั้งหมดของคนงานทุกคนทั่วประเทศที่กินเงินเดือนเท่ากับหรือต่ำกว่า $50,000 มันยังน้อยกว่ารายได้ทั้งหมดของคนรวยที่สุด 1%

ในแง่ของการมีประธานาธิบดีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ คนทำงานผิวดำไม่ได้ประโยชน์เลย เพราะระดับการตกงานของคนผิวดำเพิ่มขึ้น 11% ในยุคโอบาม่า และความแตกต่างระหว่างรายได้เฉลี่ยของคนผิวขาวกับคนผิวดำก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย คือตอนนี้ 22 เท่า

แม้แต่ในเรื่องระบบประกันสุขภาพ ซึ่งระบบสหรัฐแย่กว่าของไทยอีก เพราะพลเมืองจำนวนมากไม่มีการประกันเลย โอบาม่าก็ขี้ขลาดลังเลใจ และในที่สุดก็สนับสนุนกฏหมายประกันสุขภาพที่ไม่ต่างจากระบบที่ มิต รอมนี้ คู่แข่งพรรคริพับลิแคนนำมาใช้ก่อนหน้านั้นในรัฐแมแซชูเซทส์ คือยังแย่กว่าของไทยหรือของรัฐสวัสดิการในยุโรป


ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ หลายคนเคยหวังว่ารัฐบาลโอบาม่าจะเปลี่ยนจุดยืน จากความก้าวร้าวเบ่งอำนาจของรัฐบาลบุช หลายคนคิดว่าโอบาม่าจะพยายามปรึกษาหารือกับประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะทำอะไร แต่ที่ไหนได้ ในคำปราศัยหลังชัยชนะครั้งที่สอง โอบาม่าพูดว่าเขาภูมิใจในการที่สหรัฐอเมริกามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

โอบาม่าเป็นผู้นำร่องในการเข่นฆ่าพลเรือนในตะวันออกกลางและในปากีสถาน ด้วยเครื่องบินไร้นักบิน(Drone) เป็นผู้นำร่องในการตามฆ่าบินลาเดน เป็นผู้ที่สนับสนุนการใช้อำนาจทหารในลิเบียเพื่อแทรกแซง “ไฮแจก” การปฏิวัติ

เป็นผู้ที่เพิ่มกำลังทหารในเอเชียเพื่อค้านจีน และโอบาม่าก็สนับสนุนหมารับใช้ของสหรัฐในตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ คือเป็นเพื่อนที่ดีของอิสราเอลในการที่อิสราเอลกดขี่ปราบปรามชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้โอบาม่าผิดสัญญาว่าจะปิดคุกทหารกวานทานาโมเบย์ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และผิดสัญญาว่าจะยุติสงครามในอัฟกานิสถาน แต่เราไม่ควรแปลกใจเลย เพราะในอดีต รัฐบาลพรรคเดโมแครดกับพรรคริพับลิแคนมีนโยบายจักรวรรดินิยมพอๆ กัน อย่าลืมว่าประธานาธิบดีเคเนดีและจอห์นสัน จากพรรคเดโมแครด เป็นผู้ที่เพิ่มจำนวนทหารและการทิ้งระเบิดมหาศาลในสงครามเวียดนาม

ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเดโมแครดกับสหภาพแรงงาน เราต้องเข้าใจว่าตั้งแต่ยุค 1930 พรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลในหมู่นักเคลื่อนไหวแรงงานยุคนั้น ใช้นโยบายสร้าง “แนวร่วมข้ามชนชั้น” กับพรรคนายทุนอย่างเดโมแครด และมีบทบาทสำคัญในการห้ามไม่ให้เกิด“พรรคแรงงาน” อย่างแท้จริง อย่างที่เราเห็นในยุโรป เช่นพรรคสังคมนิยมปฏิรูปทั้งหลาย และต่อมาในสมัยสงครามเย็น รัฐอเมริกาใช้ “การล่าแม่มด” ในการปราบคอมมิวนิสต์อย่างหนักจนพรรคไม่เหลือซาก ในขณะเดียวกันยุคนั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวและฐานะของคนงานดีขึ้นชั่วคราว ผลในระยะยาวคือในการเลือกตั้งที่สหรัฐไม่มีพรรคทางเลือกเลย มีแต่พรรคนายทุนทีม A กับพรรคนายทุนทีม B แต่พวกผู้นำแรงงานน้ำเน่าก็ได้แต่เกาะพรรคเดโมแครตต่อไป


ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ฝ่ายที่ได้เสียงมากที่สุดคือฝ่ายที่ไม่เลือกใคร คาดว่าประชาชนสหรัฐที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์มีประมาณ 48% ของประชาชนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าคนที่ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่าหรือรอมนี้และปีนี้คนที่ไปใช้สิทธิ์ลดลงจากปี 2008 ประมาณ 10%

ดังนั้นเราสรุปได้ไหมว่าการเมืองในระบบเลือกตั้งของสหรัฐไม่มีความหมายสำหรับคนทำงานธรรมดา? ในแง่หนึ่งเราพูดได้ แต่ในอีกแง่ก็ไม่ถูก

ชัยชนะของโอบาม่าในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน มีความสำคัญที่ผู้ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่า เพราะมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง และมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากไม่เหยียดสีผิวของโอบาม่าด้วย แน่นอนคนที่ไปเลือกโอบาม่ารอบแรกจำนวนมากผิดหวังไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่มองว่าการมีโอบาม่าเป็นประธานาธิบดีจะดีกว่าการมีคนอย่างรอมนี้และพรรคพวก

เหตุผลที่คนเหล่านี้จะใช้คือ ฝ่ายรอมนี้ประกอบไปด้วยนักการเมืองยุคไดโนเสาร์ที่คลั่งศาสนา ดูถูกสิทธิสตรี และปฏิเสธปัญหา “โลกร้อน” ซึ่งเป็นความจริง แต่ในภาพรวมมันเป็นการมองข้ามนโยบายรูปธรรมของฝ่ายเดโมแครดเมื่อเป็นรัฐบาล และเป็นการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาสหรัฐมากไป

อย่างไรก็ตามนักสังคมนิยมต้องเข้าใจคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่า และพยายามแลกเปลี่ยนกับคนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปธรรม เช่นการสู้ผ่านสหภาพแรงงาน อย่างที่เกิดขึ้นกับการนัดหยุดงานของครูทั่วเมืองชิคาโกซึ่งได้รับชัยชนะหรือการรณรงค์ยึดพื้นที่กลางเมืองของขบวนการ Occupy และขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่นการต้านโลกร้อน หรือการต้านจักรวรรดินิยม เป็นต้น เพราะขบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมสหรัฐได้มากกว่าการไปเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆเท่านั้น แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญ


ในอดีตการเปลี่ยนแปลงของสังคมสหรัฐมาจากการต่อสู้นอกรัฐสภาทั้งนั้น เช่นการลุกฮือนัดหยุดงานในยุค 1930 การเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ สตรี และเกย์ทอมดี้ การต่อต้านสงครามเวียดนาม หรือแม้แต่การเผาเมืองท่ามกลางการก่อจลาจล เป็นต้น

การเลือกตั้งในสหรัฐอาจไม่มีความหมายในตัวมันเอง และถ้าเราเป็นนักสังคมนิยมในสหรัฐ เราจะไม่เสียเวลาหรือสร้างความหวังเท็จด้วยการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือหาเสียงให้โอบาม่า แต่มันเป็นโอกาสที่จะพบประชาชนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่วนพวกที่นั่งอยู่บ้านและไม่ไปใช้เสียงก็น่าเห็นใจ แต่คนเหล่านั้นมีแนวโน้มจะไม่มีกำลังใจพอที่จะเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาเลย เขาจึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของนักเคลื่อนไหว

เวลาเราพิจารณาการเลือกตั้งที่สหรัฐ เราควรคิดกลับมาที่ไทย
การเลือกตั้งในเดือนกรกฏาคมปี 2554 สำคัญที่เราสามารถแสดงให้สังคมเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารและไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ คือเราต่อต้านรัฐประหารและการฆ่าประชาชน แต่มันไม่ได้สำคัญตรงที่เราได้พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะพรรคเพื่อไทยประกอบไปด้วยนักการเมืองฝ่ายทุนบวกกับโจรทางการเมืองด้วย

และถ้าเราพิจารณาตัวนโยบายของรัฐบาล โดยไม่พิจารณาที่มาที่ไปของรัฐบาลนี้ หรือความหลังของพรรคต่างๆ เราสามารถฟันธงได้ว่านโยบายพรรคเพื่อไทยจะไม่ต่างและไม่ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในรูปธรรมมากนัก และทั้งสองพรรคก็เลวพอๆ กัน ในเรื่องกฏหมาย 112 การขังลืมนักโทษทางการเมือง การไม่ปฏิรูประบบยุติธรรม การไม่ลดอำนาจกองทัพ และการไม่นำฆาตกรที่สั่งฆ่าเสื้อแดงมาขึ้นศาล และคงเลวพอๆ กันในเรื่องการต่อต้านการสร้างรัฐสวัสดิการผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย หรือการแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองในภาคใต้ผ่านการให้สิทธิคนในพื้นที่ที่จะกำหนดอนาคตของตนเองโดยไม่ต้องคำนึงถังแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วของรัฐไทยอีกด้วย


สรุปแล้วในการเลือกตั้งข้างหน้าเราไม่ควรไปเลือกพรรคเพื่อไทย เราควรกาช่องไม่เลือกใคร แต่ที่สำคัญกว่าหลายร้อยเท่า เราต้องเน้นการเคลื่อนไหวของขบวนการต่างๆ เป็นหลัก เช่นสหภาพแรงงาน การรณรงค์ต่อต้านกฏหมายเผด็จการ 112 การรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองและนำฆาตกรมาขึ้นศาล และการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ และแน่นนอนถ้าเราจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยประสิทธิภาพ เราต้องมีองค์กรหรือพรรคการเมืองสังคมนิยมของเราเอง ที่อิสระจากพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.

ประชาธิปไตยและสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันสำคัญตรงที่มันช่วยสร้างพื้นที่ในการเคลื่อนไหว และเปิดโอกาสให้เราสร้างพรรคทางเลือกได้ แต่ในสหรัฐกับไทย พรรคทางเลือกที่แท้จริงยังไม่เกิด



.

2555-11-10

สมเด็จฯ พระนโรดม สีหนุ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

สมเด็จฯ พระนโรดม สีหนุ
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 30


ในฐานะผู้นำประเทศเล็กๆ ที่อาจถูกละเมิดอธิปไตยทั้งทางดินแดนและทางด้านอื่นจากประเทศเพื่อนบ้านสองฝั่ง ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีกำลังมากกว่า
สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง เพราะท่านสามารถประคองกัมพูชาให้อยู่รอดมาได้ตลอดหลายสิบปีหลังได้รับเอกราช (หรือจะพูดว่าไม่มีมหาอำนาจคุ้มครองอีกแล้วก็ได้)

แต่ในทางตรงกันข้าม ในการกำกับควบคุมการเมืองภายในของกัมพูชาตลอดสมัยที่มีอำนาจ พระองค์กลับได้รับการตำหนิทั้งจากมิตรและศัตรูของพระองค์ไปทั่วโลก

แต่ที่จริงทั้งสองอย่าง-นโยบายต่างประเทศและนโยบายการเมืองภายใน-มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแยกจากกันไม่ได้ 
และผมอยากคุยถึงสมเด็จฯ ในแง่นี้ ทั้งในฐานะรัฐบุรุษและในฐานะมนุษย์



อันที่จริง ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส สมเด็จฯ สีหนุเกือบจะตกเวทีไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะท่านคิดว่ากัมพูชาควรดำเนินแนวทางค่อยเป็นค่อยไป แต่ผู้นำกู้เอกราชอีกคนหนึ่งคือนายซอน ง็อก ทันห์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากประชาชนมากกว่าสมเด็จฯ และเป็นผู้นำกลุ่มที่เรียกว่า "เขมรอิสระ" เสนอนโยบายการเป็นเอกราชในทันที 
ปรากฏว่าประชาชนชาวกัมพูชาสนับสนุนแนวทางของ นายซอน ง็อก ทันห์ มากกว่า ชะตากรรมทางการเมืองของสมเด็จฯ เกือบจะถูกผู้นำเขมรอิสระบดบัง แต่พระองค์ก็ปรับแนวทางเสียใหม่ในทันที เพื่อรักษาสถานะนำของพระองค์เอาไว้

ซอน ง็อก ทันห์ เป็นชาว "แขมร์โกรม" (เขมรต่ำ) คือชาวเขมรที่เกิดในแถบปากน้ำโขง อันเป็นดินแดนที่ถูกเวียดนามผนวกไปแล้ว ซึ่งล้วนยังถือตัวว่าเป็นชาวเขมร เขามีบทบาทด้านเคลื่อนไหวชาตินิยมร่วมกับพระสงฆ์กัมพูชามาก่อน เมื่อญี่ปุ่นผลักให้สมเด็จฯ สีหนุประกาศเอกราชก่อนสิ้นสงคราม เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาที่เป็นเอกราชภายใต้การอุปถัมภ์ของกองทัพญี่ปุ่น
หลังสงคราม นายซอน ง็อกทันห์ จึงเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมที่สุดในกัมพูชา พรรคประชาธิปัตย์ของเขาได้ชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น คือครองที่นั่งถึง 2 ใน 3

สมเด็จฯ สีหนุได้ปรับแนวทางมาสู่การเรียกร้องเอกราชในเวลาอันสั้นเช่นเดียวกัน และร่วมมือกับ นายซอน ง็อก ทันห์ ด้วยประสงค์จะได้รับการสนับสนุนจากพระสงฆ์กัมพูชาซึ่งนายทันห์มีอิทธิพลอยู่มาก จนข้อตกลงเจนีวาใน พ.ศ.2497 รับรองเอกราชของประเทศอินโดจีนทั้งหมด
แต่สมเด็จฯ สีหนุไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างหนึ่งคือ จัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะทรงรู้ดีว่า ถึง นายซอน ง็อก ทันห์ ลี้ภัยทางการเมืองไปแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ของเขาก็จะชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นอยู่ดี ดังนั้น จึงทรงสละราชสมบัติแล้วลงมาเป็นผู้นำทางการเมืองโดยตรง

ตอนนี้แหละที่ทรงแสดงให้เห็นถึงแนวทางการเมืองภายในของพระองค์ ทรงปราบปรามนักการเมืองฝ่ายประชาธิปัตย์อย่างรุนแรงทั่วไปหมด และในบางกรณีก็อย่างโหดเหี้ยมด้วย
นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกรุมซ้อม หรือจับกุมคุมขังและลอบสังหาร ทรงปิดหนังสือพิมพ์อิสระ และละเมิดสิทธิของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างเต็มที่ แม้แต่หีบบัตรเลือกตั้งบางหน่วยก็ถูกนำมาทำลายก่อนนับคะแนน จนกระทั่งพรรคราษฎรสังคมนิยมของท่านชนะการเลือกตั้ง 

จากนั้นมา ก็ทรงเป็นผู้นำทางการเมืองแต่ผู้เดียวของกัมพูชาจนสิ้นอำนาจลงด้วยการรัฐประหารของนายพลลอน นอล แต่ก็เป็นการนำที่ใช้มาตรการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เป็นประชาธิปไตยตลอด เช่น จับนักการเมืองฝ่ายที่ไม่ไว้วางพระทัยเข้าคุก ตลอดจนมีการลอบสังหารผู้นำทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่เสมอ
จำนวนมากของนักการเมืองกัมพูชาต้องหลบภัยไปต่างประเทศ หรือเข้าร่วมกับพรรคปฏิวัติของกัมพูชา


ในระยะแรกสมเด็จฯ สีหนุ ยังไม่มีนโยบายวางตัวเป็นกลางในสงครามเย็น ที่ทำความวิตกกังวลให้มากที่สุดก็คือไม่ไว้ใจว่าจีนจะขยายอำนาจเข้ามาครอบงำอุษาคเนย์หรือไม่ แต่เพราะการประชุมประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่บันดุง ทำให้ได้ทรงพบกับ โจว เอิน ไหล ซึ่งให้ความมั่นใจว่าจีนจะถือนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของต่างประเทศอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกันก็ไม่ไว้วางพระทัยทั้งเวียดนามใต้และไทย ซึ่งเคยรุกรานกัมพูชามาในอดีตทั้งคู่ มีกองทหารเวียดนามใต้รุกล้ำเข้ามายึดหมู่บ้านกัมพูชาอยู่ช่วงหนึ่งทางฝั่งตะวันออก ส่วนที่เสียมเรียบอิทธิพลของเขมรอิสระภายใต้ซอนง็อกทันห์ก็มีสูง เขมรอิสระดึงกำลังพลจาก "แขมร์โกรม" ในสามเหลี่ยมปากน้ำโขงในเวียดนาม และจากจังหวัดสุรินทร์ในประเทศไทย มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายจากไทยรุกเข้าไปปฏิบัติการในกัมพูชาอยู่เสมอ 
ดังนั้น จึงทรงเห็นว่า นโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนั้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาที่สุด กล่าวคือหากยอมอยู่ในโอวาทสหรัฐมากเกินไป ก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจจากจีนซึ่งใกล้ชิดกับเวียดนามเหนือ หากยอมอยู่ฝ่ายจีนมากเกินไปก็จะได้รับอันตรายจากสหรัฐซึ่งเริ่มสั่งสมกำลังในเวียดนามใต้

สมเด็จฯ สีหนุรู้ดีว่า เฉพาะเวียดนามใต้และไทยนั้นไม่มีกำลังพอจะรุกรานกัมพูชาโดยลำพังได้ แต่ทั้งสองประเทศเป็นสมุนของสหรัฐ ฉะนั้น ในตอนแรก สมเด็จฯ จึงหวังว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ จะช่วยให้สหรัฐปรามไทยและเวียดนามหยุดการหนุนหลังเขมรอิสระได้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะที่จริงแล้ว สหรัฐเองนั่นแหละที่เป็นผู้เลี้ยง ซอน ง็อก ทันห์ ไว้สำหรับเป็นเครื่องมือของตน



การประกาศตัวเป็นกลางทำให้สหรัฐไม่พอใจ และมีนโยบายที่จะโค่นล้มสมเด็จฯ สีหนุ หรือทำให้เปลี่ยนพระทัยเป็นอย่างน้อย แต่สหรัฐใช้การบ่อนทำลายเป็นเครื่องมือมากกว่าการกดดันอย่างออกหน้า กองกำลังเขมรอิสระเปลี่ยนมาเป็น "เขมรเสรี" ภายใต้การนำของ ซอน ง็อก ทันห์ เช่นเดิม แต่ได้รับการอุดหนุนจากสหรัฐอย่างมาก เช่น กลืนส่วนหนึ่งของกองกำลังเข้าไปในกองทัพเวียดนามใต้ และให้การฝึกอย่างจริงจัง รวมทั้งสหรัฐอยู่เบื้องหลังการก่อกบฏของนายพลดาบชวน ผู้ว่าฯ เสียมเรียบ-พระตะบอง และผู้บัญชาการทหารที่นั่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

การแทรกแซงของสหรัฐยิ่งทำให้สมเด็จฯ ต้องหันไปสนิทและพึ่งพาจีนมากขึ้น อย่างน้อยการสนับสนุนของจีนก็ทำให้กัมพูชาน่าจะปลอดภัยจากการครอบงำของฮานอย และทำให้เวียดนามใต้และไทยต้องคิดให้มากขึ้นหากจะรังแกกัมพูชา
ดูภายนอก สหรัฐให้ความช่วยเหลือกัมพูชาภายใต้สมเด็จฯ สีหนุ โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านทหาร สิ่งที่สมเด็จฯ ทรงทำผิดพลาดอย่างยิ่งในด้านความช่วยเหลือของสหรัฐก็คือ ยอมให้สหรัฐจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพเสริมแก่ทหาร เพราะกัมพูชามีงบประมาณน้อย เงินเดือนที่จ่ายให้ทหารในกองทัพมีจำกัด เงินช่วยเหลือเสริมของสหรัฐจึงเป็นรายได้ส่วนสำคัญของทหาร ดังนั้นเมื่อสมเด็จฯ ทรงตัดความสัมพันธ์และความช่วยเหลือของสหรัฐใน พ.ศ.2508 จึงทำให้ทหารรู้สึกเดือดร้อนและไม่พอใจสมเด็จฯ อย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม นโยบายบางด้านของสมเด็จฯ ก็ช่วยทำให้พระองค์สามารถรักษาความภักดีของชาวนาไว้ได้ เช่น นโยบายค้าข้าวอันเป็นสินค้าออกที่สำคัญสุด ซึ่งทรงกำหนดขึ้นนั้นช่วยเอื้อต่อชาวนาอยู่บ้าง


จนถึงเมื่อสมเด็จฯถูก ลอน นอล ทำรัฐประหาร อาจกล่าวได้ว่า กองกำลังของเขมรแดงไม่เคยมีเกิน 7,000-8,000 คน แม้แต่กองบัญชาการก็ยังต้องตั้งอยู่ในเวียดนามเหนือ ส่วนใหญ่ของระดับนำล้วนเป็นผู้มีการศึกษาที่หลบหนีการปราบปรามของสมเด็จฯ ออกสู่ชนบท และตราบเท่าที่ชาวนาในชนบทยังไม่ให้การสนับสนุน ก็ยากที่เขมรแดงจะยึดอำนาจในกัมพูชาได้ 
จริงอยู่ เมื่อสงครามในเวียดนามมีความเข้มข้นขึ้น กองกำลังของเวียดกงและฮานอยได้ใช้พื้นที่ชายเขตแดนกัมพูชาในการปฏิบัติการทางทหารและการส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์อยู่ด้วย ซึ่งทำความหนักใจให้สมเด็จฯ สีหนุอย่างมาก เพราะไม่ประสงค์จะให้กัมพูชาถูกดึงเข้าไปในสงครามเวียดนามด้วย แต่กัมพูชาก็อ่อนแอเกินกว่าจะจัดการอะไรได้
ทั้งเวียดนามใต้และสหรัฐได้เข้ามาปฏิบัติการทางทหารอย่างลับๆ ในเขตแดนกัมพูชาเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว

กองทัพสหรัฐในเวียดนามเชื่อว่า การขจัดแหล่งซ่องสุมของเวียดกงและเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่อยู่ในกัมพูชา เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ชนะศึกในเวียดนามได้ จึงเพิ่มปฏิบัติการในกัมพูชาหนักมือขึ้น จนถึงที่สุดก็แอบทิ้งระเบิดในกัมพูชา (คำนวณกันว่าเมื่อสิ้นสงคราม สหรัฐ "แอบ" ทิ้งระเบิดในกัมพูชาไปก่อนที่จะประกาศอย่างเปิดเผยถึงกว่า 100,000 ตัน รวมกับทิ้งระเบิดโดยเปิดเผยเป็น 500,000 ตัน มากกว่าที่ทิ้งในญี่ปุ่นระหว่างสงครามถึง 3 เท่าตัว)
ในภายหลังสหรัฐมาเปิดเผยว่า สมเด็จฯ สีหนุทรงยินยอมให้สหรัฐทิ้งระเบิดในกัมพูชาด้วย นี่เป็นการบิดเบือนความจริงอย่างหนึ่ง สมเด็จฯ ทรงยินยอมให้สหรัฐ "ติดตามศัตรูในการรบฉับพลัน" ได้ (hot pursuit) โดยปรกติความหมายที่เข้าใจกันคือการรบภาคพื้นดินเฉพาะหน้า ไม่ใช่การทิ้งระเบิดปูพรมอย่างแน่นอน

ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ กระบวนการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์และเสบียงอาหารให้แก่เวียดกงนั้น ทหารเช่น ลอน นอล เข้ามาทำกำไรอย่างมาก แม้แต่อาวุธและเสบียงที่ส่งจากจีนมายังท่าเรือสีหนุวิลล์ รถทหารในกองทัพกัมพูชาเองนั่นแหละที่ลักลอบขนส่งไปถึงมือเวียดกงในตอนกลางคืน
ทั้งหมดนี้สมเด็จฯ เองรู้แล้วแกล้งหลับเนตรลงข้างหนึ่งหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่ทรงไว้วางพระทัย นายพลลอน นอล อย่างยิ่งว่า มีความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างไม่เสื่อมคลาย


ระบอบสีหนุเป็นระบอบปกครองเหมือนเจ้าแผ่นดินอุษาคเนย์โบราณ คุณสมบัติสำคัญที่สุดในการคัดคนเข้าทำงานหลวงก็คือความจงรักภักดี ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือหรือความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่  
ความผิดพลาดอย่างที่สองของสมเด็จฯ อาจเป็นความไว้วางพระทัยในความจงรักภักดีของ ลอน นอล นี่แหละ เพราะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่ความนิยมของพระองค์กำลังเสื่อมลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง

ลอน นอล กดราคาข้าว และบังคับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาถูก เพื่อส่งออก เพราะงบประมาณของประเทศลดลง 25% เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ จึงจำเป็นต้องหาเงินจากสินค้าส่งออกหลักอย่างเต็มที่ ชาวนาซี่งเคยเป็นฐานความนิยมต่อสมเด็จฯ เริ่มเปลี่ยนความภักดีไปสู่กลุ่มอื่น 
ปัญญาชนในเมืองตกงานเพิ่มมากขึ้น และความไม่พอใจระบอบสีหนุขยายไปยังคนกลุ่มต่างๆ โดยทั่ว

แต่การพังพินาศของระบอบสีหนุเกิดขึ้นจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐในกัมพูชา ซึ่งทำให้ประชาชนทางฝั่งตะวันออกต้องอพยพหลบภัยจากที่นาสู่เขตเมือง ภายในไม่กี่ปีพนมเป็ญมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า (ทำให้เขมรแดงต้องอพยพคนออกหมด เมื่อยึดพนมเปญได้) อีกส่วนหนึ่งหนีไปเข้าร่วมกับเขมรแดงซึ่งกลายเป็นพรรคปฏิวัติที่มีกองกำลังมหึมา

ยิ่งเมื่อสหรัฐจัดการให้เกิดรัฐประหารโค่นล้มสมเด็จฯ และสถาปนาระบอบ ลอน นอล ขึ้นในกัมพูชาใน พ.ศ.2513 ก็เท่ากับผลักดันให้กัมพูชาตกอยู่ใต้เขมรแดงเร็วขึ้น 
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอะไร สมเด็จฯ สีหนุ ไม่เคยมีศักยภาพเพียงพอที่จะกำกับการเมืองในกัมพูชาอีกเลย จนเสด็จสวรรคตลง



นี่เป็นเรื่องของผู้นำประเทศเล็กๆ ภายใต้บรรยากาศของสงครามเย็น

ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่ที่ประคองให้ประเทศรอดพ้นจากภัยพิบัติของสงครามมาได้นานหลายปี แต่ไม่สำเร็จตลอดไป เพราะความเข้มข้นของการปะทะกันระหว่างศัตรูสองฝ่ายในสงครามเย็น และเพราะความอ่อนแอส่วนพระองค์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย

เหมือนมนุษย์ทั่วไป ที่สถานะและความสำเร็จยกบุคคลขึ้นไปอยู่สูงเสียจนไม่สัมผัสกับความเป็นจริง จึงมักจะยึดติดกับความสำเร็จนั้น โดยไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้น และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไม่รู้เท่าทัน

นำตนเองและผู้อื่นอีกมากไปสู่ความหายนะ 



.