http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลัวพลังเลือกตั้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลัวพลังเลือกตั้ง แสดงบทความทั้งหมด

2557-09-01

งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (2) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (2) 
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1409548590 
. . วันจันทร์ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 เวลา 13:29:24 น.
( ที่มา: มติชนรายวัน 1 กันยายน 2557 )


(ตอนเดิม - นิธิ เอียวศรีวงศ์ : งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (1) อ่านที่  http://botkwamdee.blogspot.com/2014/08/n-x-taps1.html )

(ต่อ)

เช่นเดียวกับคนอีกจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย คุณอานันท์กล่าวถึง "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ดูเหมือนเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งของการทำรัฐประหาร นั่นคือประชาธิปไตยของไทยไม่สมบูรณ์ และการรัฐประหารคงจะนำประเทศไปสู่หนทางเริ่มต้นที่จะบรรลุประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้

คุณอานันท์อาจแตกต่างจากคนอื่นตรงที่สามารถบอกได้เลยว่า อังกฤษและสหรัฐนั้น ได้บรรลุ "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ในปี ค.ศ.อะไร เช่นอังกฤษเพิ่งบรรลุเมื่อ 1928 เพราะยอมให้ผู้หญิงมีสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกับผู้ชาย ส่วนสหรัฐเมื่อทศวรรษ 1960 เมื่อยอมรับสิทธิอันเท่าเทียมของคนผิวสี

แล้วมัน "สมบูรณ์" จริงหรือครับ ลองถามคนดำและคนขาวจำนวนมากในเมืองเฟอร์กูสัน มิสซูรีในตอนนี้ พวกเขาคงโวยวายว่าไม่จริง ถึงต้องออกมาประท้วงในท้องถนน ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนจำนวนมากในสหรัฐออกมา "ยึด" หรือ occupy โน่นนี่เต็มไปหมดหลายเมือง ด้วยข้ออ้างถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสุดขั้วในสังคมตนเอง การหลั่งไหลของชาวมุสลิมเข้าไปตั้งหลักแหล่งภูมิลำเนาในยุโรปตะวันตก เผยให้เห็นอคติต่อชาติพันธุ์และศาสนาของคนในระบอบ "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ทั่วไปในเกือบทุกประเทศ รวมทั้งอังกฤษด้วย

ไม่มีหรอกครับ ประชาธิปไตย "ที่สมบูรณ์" ในโลกนี้ เราอาจนิยามประชาธิปไตยด้วยอุดมคติ เช่น ใช้คำขวัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส-เสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพก็ได้ หรือของลิงคอล์น-รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนก็ได้ หรือของนิธิ-อำนาจต่อรองที่เท่าเทียมกันของทุกคนและทุกกลุ่มในทุกเรื่อง แต่นี่เป็นอุดมคติเท่านั้น ประชาธิปไตยไม่ได้ทำงานด้วยอุดมคติ หากทำงานด้วย "สำนึก" ครับ โดยเฉพาะสำนึกของประชาชนทั่วไป ขึ้นชื่อว่าสำนึกก็ไม่อยู่คงที่แน่นอน บางสำนึกก็หลุดหายไปหรือได้รับความสำคัญน้อยลง บางสำนึกก็เกิดขึ้นใหม่เนื่องจากสังคมแปรเปลี่ยนไปตลอด แต่สำนึกใหม่เหล่านี้มักถูกบิดเบือน ขวางกั้น หรือทำลายโดยผู้มีประโยชน์ปลูกฝัง (vested interest) อยู่เสมอ

ยกตัวอย่างสิทธิสตรีก็ได้นะครับ ในการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้น ผู้หญิงมีบทบาทอย่างมาก โดยเฉพาะเมียพ่อค้าและแม่บ้านชนชั้นแรงงานซึ่งต้องซื้อขนมปังในราคาแพงขึ้นตลอด พากันออกมาก่อจลาจลต่างๆ ในปารีสเพื่อประท้วงผู้ปกครอง (ทั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และผู้นำการปฏิวัติในเวลาต่อมา) ผมไม่ทราบว่าเมื่อผู้นำปฏิวัติพูดถึงเสมอภาพ เขาคิดถึงผู้หญิงหรือไม่ แต่สิทธิทางการเมืองของผู้หญิงก็ถูกจำกัดมาตั้งแต่ระยะแรกๆ และอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจะจำกัดอำนาจทางการเมืองของมวลชนด้วย

หลังจากผู้หญิงได้สิทธิเท่าเทียมทางการเมืองในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ในประเทศประชาธิปไตยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงก็หาได้รับความเสมอภาพเหมือนผู้ชายในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไม่ ผู้หญิงก็ไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งสำนึกใหม่มาเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเกิดการเคลื่อนไหวใหม่ที่จะเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมแก่ผู้หญิงในมิติอื่นๆ ด้วย จนถึงทุกวันนี้ความเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีก็หาได้ยุติลง เพราะยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ "สำนึก" ของผู้คน ไม่ว่าหญิงหรือชาย

สำนึกใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเกิดพร้อมกับอัตลักษณ์ใหม่ ซึ่งก็เป็น "สำนึก" อีกชนิดหนึ่ง เช่น เพศที่สามไม่เคยมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของตนเอง แต่เมื่อเกิดสำนึกใหม่ถึงตัวตนที่มีอยู่จริงของเพศที่สาม ปลดเปลื้อง "ตราบาป" ต่างๆ ออกไปได้แล้ว ก็เกิดอัตลักษณ์ใหม่ที่ทำให้ต่างจากผู้หญิงหรือผู้ชาย เกิดอัตลักษณ์ใหม่ก็ทำให้คิดถึงสิทธิเสมอภาพของตนเองได้ กลายเป็นการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อเรียกร้องสิทธิเสมอภาพของเพศที่สาม

สำนึกใหม่และอัตลักษณ์ใหม่เป็นอนิจจังครับ เกิดดับได้ไม่สิ้นสุด ด้วยเหตุดังนั้นประชาธิปไตยจึงไม่เคย "สมบูรณ์" สักที และเพราะไปคิดถึงความสมบูรณ์ที่หยุดนิ่งเช่นนี้แหละครับ ที่ทำให้สลิ่มไทยจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจ "สำนึก" ที่เปลี่ยนไปแล้วของมวลชนระดับล่าง ปรารถนาให้คนเหล่านั้นไม่ใส่ใจการเมืองระดับชาติเหมือนเดิม เลือกผู้แทนมาอย่างเบี้ยหัวแตก เพื่อให้สลิ่มสามารถจัดตั้งและควบคุมรัฐบาลได้เหมือนเดิม



เราจึงอาจมองรัฐประหารได้สองอย่าง หนึ่งคือมองอย่างคุณอานันท์ว่า เพราะประชาธิปไตยไทยไม่ "สมบูรณ์" จึงต้องใช้อำนาจนอกระบบมาทำให้ "สมบูรณ์" หรือมองแบบผมก็คือประชาธิปไตยไทยในระยะนี้ มีพลวัตที่แรงและเร็วเกินปัญญาและประสบการณ์ของชนชั้นนำจะปรับตัวได้ จึงต้องใช้อำนาจนอกระบบมาหยุดพลวัตของประชาธิปไตยไว้ที่กรอบแคบๆ ตามเดิม

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณอานันท์พูดถึงคือ "ทฤษฎีฝรั่ง" ที่คนไทยมักนิยมยกย่องจนเหมือนเห็นฝรั่งเป็นพ่อเป็นแม่ (ความโดยนัยยะ ไม่ใช่คำพูดคำต่อคำ) แต่ตั้งแต่เกิดจนบัดนี้ ผมยังไม่เคยเห็นใครโต้เถียงกับ "ทฤษฎีฝรั่ง" เท่าฝรั่ง หากผมเห็นด้วยกับฝรั่งที่โต้แย้งทฤษฎีฝรั่งที่คุณอานันท์ไม่ชอบ ผมยังเห็นฝรั่งเป็นพ่อเป็นแม่อยู่หรือไม่ โดยสรุปก็คือความเห็นอันไร้สาระเช่นนี้ไม่ได้เป็นของคุณอานันท์คนเดียว แต่เป็นของผู้มีการศึกษาไทยอีกมาก รวมทั้งนายพลที่ทำรัฐประหารด้วย

ที่เรียกว่า "ทฤษฎี" คืออะไร พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ "มุมมอง" นั่นเอง ไม่ว่าเราจะศึกษาอะไรก็ตาม เราต้องมี "มุมมอง" อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ อาจโดยไม่รู้ตัวอย่างที่คนไทยทั่วไปมักไม่รู้ตัว เพราะปราศจากมุมที่จะมองเลย ก็ไม่เห็นอะไร สิ่งที่เราศึกษานั้น มองจากมุมนี้ก็มีลักษณะอย่างหนึ่ง มองจากอีกมุมหนึ่งก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง มุมที่จะมองจึงมีความสำคัญอย่างมาก

มุมที่จะมองสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น เป็นมุมที่นำไปมองอะไรอื่นด้วยมุมเดียวกันได้อีกมาก เช่น ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง อาจใช้มองเทหวัตถุอื่นๆ ได้ทั้งจักรวาล ไม่จำกัดเฉพาะลูกแอปเปิลและดวงจันทร์เท่านั้น แต่ "มุมมอง" นี้ก็มีข้อจำกัดซึ่งการค้นพบในสมัยหลังชี้ให้เห็น เช่น ที่ไม่ใช่เทหวัตถุก็อาจตกอยู่ใต้อำนาจของแรงโน้มถ่วงได้เช่นแสง เป็นต้น การเคลื่อนที่ของเทหวัตถุที่เล็กมากๆ เช่น อะตอมหรือในนิวเคลียสของอะตอม ก็เคลื่อนที่ด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์ ทฤษฎีหรือมุมมองของฝรั่งคนแรกจึงมีข้อจำกัด กล่าวคือใช้มองบางอย่างได้ แต่มองบางอย่างไม่ได้ (นี่ก็พ่อแม่ฝรั่งเป็นคนชี้ให้เห็นอีก)


แต่น่าประหลาดที่คนไทยผู้มีการศึกษาจำนวนมากมักไม่คิดว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นมุมมองอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ จึงสามารถรับทฤษฎีวิทยาศาสตร์ได้โดยไม่ต้องเกรงว่าพ่อแม่ของตนจะเปลี่ยนสัญชาติไป วิทยาศาสตร์โชคดีกว่าสังคมศาสตร์ตรงที่ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งโลก (หรือทั้งเอกภพ?) ในขณะที่ปรากฏการณ์ทางสังคมแปรผันไปตามแต่ละสังคมและยุคสมัย แต่ก็ไม่ต่างอะไรจากการสร้างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์รวบรวมข้อเท็จจริงจากสังคมต่างๆ จำนวนมาก เพื่อ "สังเกตการณ์" ว่าในประเด็นที่เขาสนใจนั้นมีอะไรที่เหมือนกัน และมีอะไรที่ต่างกัน แล้วค้นหาพลัง (หรือบางคนเรียกว่า "กฎ") ที่กำกับควบคุมให้ปรากฏการณ์กลุ่มนั้นๆ เหมือนกันหรือต่างกัน แล้วจึงเสนอมุมมองใหม่ที่ทำให้สามารถใช้เป็นมุมสำหรับมองปรากฏการณ์กลุ่มนี้ในสังคมทั่วๆ ไปได้ มีอำนาจอธิบายเพิ่มขึ้น และมีอำนาจพยากรณ์ได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่แม่นยำเหมือนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีก็มีความหมายเพียงเท่านี้ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หากใครนับถือแล้วจะต้องเสียผู้เสียคนไป

ไม่ปฏิเสธว่า ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของฝรั่งนั้น มักสำรวจจากสังคมฝรั่งเสียเป็นส่วนใหญ่ (ปัจจุบัน เนื่องจากฝรั่งหันมาสนใจสังคมที่ไม่ใช่ฝรั่งมากขึ้น ทฤษฎีรุ่นใหม่จึงอาจเป็นผลจากการสำรวจที่กว้างขวางกว่าเก่า) ดังนั้น เมื่อนำมาใช้อธิบายสังคมที่ไม่ใช่ฝรั่งก็อาจมีปัญหา ผมได้ยินเสียงบ่นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว แต่ไม่เคยเห็นนักวิชาการไทยชี้ให้ชัดว่า ปัญหาที่ว่านั้นคืออะไรและอยู่ตรงไหน เพราะเอาเข้าจริง นักวิชาการไทยก็มีความรู้ในเชิงประจักษ์กับสังคมตัวเองไม่มากนัก จึงมองเห็นได้ไม่ชัดว่า มันมีข้อยกเว้นในทฤษฎีฝรั่งอะไรบ้างเมื่อนำมาอธิบายสังคมไทย

ดังนั้น เมื่อเอาทฤษฎีประชาธิปไตยมาอธิบายการเมืองไทย ปัญญาญาณของไทยจึงมีแต่กุดๆ แค่ว่าไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะเป็นทฤษฎีฝรั่งเท่านั้น สังคมฝรั่งกับไทยไม่เหมือนกัน เขามีเวลาปรับตัวนานกว่าเราเป็นศตวรรษ บล่ะๆๆๆ กลวงๆ ไปอย่างนั้น

คนไทยจึงถูกสาปให้ยืนอยู่กับที่ ไปไหนไม่ได้ เพราะปัญญาญาณของชนชั้นนำไทยและนักวิชาการไทยกุดอยู่ที่ปลายจมูก หากจะแหลมออกมาบ้างก็เป็นแค่นกหวีด



เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากพูดถึงคือเลือกตั้ง ได้ยินกันมานานแล้วว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว บางคนก็พูดเลยไปถึงว่าประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งไปโน่นเลย ความหมายก็คือเราอาจเป็นประชาธิปไตยโดยไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ อย่างที่นักปราชญ์ไทยชอบยกรัชสมัยที่เชื่อกันว่า "ดี" บางรัชสมัย (เช่นรัชกาลพระเจ้ารามคำแหง) ว่านั่นก็เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้งเลย

แต่ในปัจจุบัน มีใครหรือครับที่เชื่อว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย แม้แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ได้พูดอย่างนั้น รัฐบาลที่ตั้งขึ้นในค่ายทหารต่างหากที่ยืนยันว่าตัวมาจากการเลือกตั้ง และได้รับเสียงสนับสนุนจากสภา จึงมีความชอบธรรมเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเองเสียอีกที่บอกว่า การเลือกตั้งและเสียงสนับสนุนภายใต้เงื่อนไขที่กองทัพแทรกแซงเช่นนั้น ไม่สามารถให้ความชอบธรรมทางการเมืองของประชาธิปไตยได้

แม้กระนั้น การเลือกตั้งก็เป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ของประชาธิปไตย เพราะเป็นกลไกที่ให้อำนาจประชาชนในการกำกับควบคุมฝ่ายบริหาร ก็จริงแหละครับว่า จะกำกับควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพจริง ยังต้องมีกลไกอื่นๆ อีกด้วย เช่น สื่อที่ทำงานอย่างเที่ยงตรงตามอาชีวปฏิญาณของตนเอง ความรู้ที่ทำให้เท่าทันอำนาจทางการเมืองทุกฝ่าย (แม้แต่ฝ่ายที่ไม่ได้เปิดหน้าเล่นการเมือง) ความรู้ที่จะทำให้มองเห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านในระยะสั้นและระยะยาว พื้นที่สาธารณะหลายรูปแบบที่เปิดให้คนต่างกลุ่มสามารถแสดงตัวตนของตัว รวมทั้งถูกคนอื่นตรวจสอบได้อย่างเท่าเทียมกัน ฯลฯ ถ้ากลไกอื่นเหล่านี้มีคุณภาพ ก็ยิ่งทำให้กลไกการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อกลไกอื่นยังไม่พร้อม จึงต้องระงับการเลือกตั้งไว้ก่อน เพราะยิ่งระงับการเลือกตั้ง กลไกอื่นก็ยิ่งไม่พัฒนาขึ้นมาให้พร้อมสักที

ทำไมหรือครับ ก็เพราะกลไกเหล่านี้ทำงานร่วมกัน ยิ่งเลือกตั้งดำเนินไปได้อย่างมั่นคงสม่ำเสมอ กลไกอื่นก็ยิ่งพัฒนาขึ้น เช่น พื้นที่การต่อรองที่เท่าเทียมกัน ซึ่งมีลักษณะหลากหลายมากขึ้น จึงเปิดให้แก่คนที่มีปูมหลังต่างกันเข้าถึงได้ทั่วหน้ากว่าเดิม พื้นที่เช่นนี้มีมากขึ้นก็ทำให้คนใช้วิจารณญาณได้กว้างไกลขึ้นในการลงบัตรเลือกตั้ง อย่ามองอะไรเป็นขั้วตรงข้ามที่ไม่สัมพันธ์กันเลย ทั้งสองขั้วเป็นกระบวนการเดียวกัน เมื่อรัฐประหารขั้วใดขั้วหนึ่งไปแล้ว อีกขั้วหนึ่งก็เหี่ยวเฉาไปเอง กลายเป็นความสงบแห่งชาติอย่างที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ในเชิงรูปธรรม หากการเลือกตั้งหลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภาสามารถดำเนินไปได้เป็นปรกติ แม้จะถูกบอยคอตจากพรรคฝ่ายค้านบางพรรค สังคมไทยและพรรคฝ่ายค้านบางพรรคก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า หนทางเอาชนะทางการเมืองนั้น ไม่มีวิถีทางอื่นนอกจากแสวงหาความสนับสนุนจากประชาชน (อย่างฉลาด) ย่อมจำเป็นอยู่เองที่ต้องหันกลับมาเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เลิกโยนเก้าอี้ในสภา หรือเลิกขว้างสิ่งของใส่ประธาน เข้าร่วมในพื้นที่สาธารณะที่ปลอดความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อเสนอความเห็นและการติติงที่สร้างสรรค์แก่สังคม คนไทยก็จะมองเห็นทางเลือกของนโยบายสาธารณะได้อีกหลายแบบ

คุณอานันท์คิดว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยไทยจะเข้มแข็งขึ้นหรืออ่อนแอลง ทั้งๆ ที่ "ความพร้อม" อีกหลายด้านของสังคมไทยในการเป็นประชาธิปไตยยังไม่มีหรือยังไม่พัฒนาไปไกลพอ



.

2557-07-29

พิชญ์: รัฐธรรมนูญมาแล้วจ้า..

.

รัฐธรรมนูญมาแล้วจ้า...
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1406621542
. . วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:40:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 29 ก.ค.2557 )
ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ


ในที่สุดสังคมไทยก็ได้รัฐธรรมนูญ "ฉบับแม่น้ำห้าสาย" มาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมขอหลีกเลี่ยงที่จะเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวหรือฉบับถาวร แต่ขอเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามประโยคเด็ดว่าฉบับแม่น้ำห้าสายดีกว่า ด้วยว่าท่านอัครมหาเนติบริกรได้นิยามเอาไว้เอง โดยเฉพาะความมุ่งหมายของอัครเนติบริกรที่ไม่ต้องการให้การยึดอำนาจครั้งนี้ "สูญเปล่า"

อนึ่ง การใช้คำว่าเนติบริกรผู้ยิ่งใหญ่นั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องทางลบอะไร คือบอกตรงๆ ว่าจะให้เรียกว่า "founding father" แบบรัฐธรรมนูญอเมริกาหรืออินเดียก็ลำบากใจครับ ในเมื่อทางท่านผู้มีอำนาจได้ไหว้วานให้เกิดการเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้ก็คงต้องเป็นเช่นนี้ละครับ เว้นแต่ท่านจะยืนยันว่าท่านคิดไว้แล้วและสามารถสั่งการให้ผู้มีอำนาจปืนนำความคิดของท่านไปใช้ได้


ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความน่าสนใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และด้วยวิธีที่สลับซับซ้อน ต่างจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวในอดีตที่มักมีวัตถุประสงค์สำคัญๆ อยู่สองประการ

หนึ่งคือ ใช้เป็นข้ออ้างในการปกครองไปเรื่อยๆ ของฝ่ายผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะฝ่ายที่ล้มล้างประชาธิปไตย ดังจะเห็นจากการไม่ระบุเงื่อนเวลาของรัฐธรรมนูญไว้ว่าจะใช้ไปถึงเมื่อไหร่ คือทำให้รัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะชั่วคราวอย่างถาวร คือลากไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะการปกครองด้วยอำนาจปืนและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นมีลักษะเป็น "การปกครองด้วยข้อยกเว้น" อยู่แล้ว โดยเฉพาะในลักษณะของการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึกต่างๆ ที่ให้อำนาจในการสถาปนาอำนาจที่เหนือกว่าระบบกฎหมายปกติที่มีการกลั่นกรองและคานอำนาจกันของสถาบันทางการเมืองหลายสถาบัน หรือจะว่าง่ายๆ ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญแบบทหารเป็นใหญ่ ปกครองเอง และลากยาวเอง อาทิ สมัยจอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม เป็นต้น

สองคือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในอดีต เป็นรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างเกรงอกเกรงใจประชาชนอยู่บ้างในแง่ที่ว่า หากจะใช้อำนาจพิเศษในขณะเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็มักจะตั้งคนนอกหรือคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่าจะจัดให้มีทั้งรัฐธรรมนูญใหม่และมีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ในแง่นี้ก็เป็นไปได้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นอาจจะให้อำนาจคณะรัฐประหารมากหน่อยในการสรรหาสมาชิก แต่เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญแนวดังกล่าวมีลักษณะของการประนีประนอมอำนาจกับชนชั้นนำจากการเลือกตั้งอยู่มาก ไม่เปลี่ยนอะไรมากนักในรัฐธรรมนูญที่ร่างอยู่ และเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

แต่กระนั้นก็ตาม รัฐธรรมนูญในแบบที่สองนี้ไม่ได้หมายความว่าทหารจะถอยออกไปง่ายๆ แต่หมายถึงการประนีประนอมอำนาจกับนักการเมืองในลักษณะที่นักการเมืองนั้นก็พร้อมจะสวามิภักดิ์กับทหาร โดยมีการย้ายพรรคหรือสร้างพรรคใหม่ให้ผู้นำทางทหารนั้นสามารถลงจากตำแหน่งแล้วเข้ามามีส่วนร่วมได้ ดังที่เราจะเห็นจากกรณีของรัฐธรรมนูญและการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ที่ รสช.นั้นมาไวเคลมไว แล้วก็แปรสภาพเข้ามาเป็นนักการเมือง หรือแม้กระทั่งความซับซ้อนของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นจะมีอยู่หลายเรื่องราว แต่เราก็เห็นว่าสุดท้ายการเลือกตั้งนั้นถูกให้สัญญาและนายกรัฐมนตรีรักษาการในช่วงนั้นก็มีความมุ่งมั่นที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนอยู่ไม่ใช่น้อย และแม้ว่าเราจะไม่เห็นการเปลี่ยนผ่านของ คมช.เข้าสู่พรรคการเมือง แต่อย่างน้อยก็มีพื้นที่ให้หัวหน้าคณะปฏิวัติรอบนั้นจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา

ผมเขียนเรื่องราวอย่างยืดยาวเพื่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับแม่น้ำห้าสายนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญในแบบเดิมอย่างแน่นอน และมีเป้าประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างจริงจังผิดไปจากขนบของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ผ่านมา


ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะดีหรือไม่ดีอันนี้ผมขอไม่วิจารณ์ในที่นี้ ด้วยว่าบรรยากาศของประเทศนี้ไม่ใช่บรรยากาศที่จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากนัก และตราบเท่าที่ยังไม่เห็นบรรดาสมาชิกที่จะเปิดเผยตัวเป็นพันธมิตรผู้ทำงานร่วมกับ คสช. ก็คงจะอธิบายได้ยากเหมือนกันว่าเจตจำนงของการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศด้วยวิธีที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นจะบรรลุผลได้แค่ไหนเพียงใด


สำหรับพื้นที่ที่เหลือในอาทิตย์นี้นั้นจะขอใช้ไปเขียนเรื่องอะไรที่อัครเนติบริกรเขาไม่ค่อยได้ชี้แจงให้เห็น ในแง่ที่ว่านักรัฐศาสตร์นั้น ถ้าเขามองรัฐธรรมนูญแล้วเขาจะมองเห็นอะไรบ้างซึ่งจะขอแบ่งออกเป็นสักห้าประการใหญ่ๆ

หนึ่ง เขามองเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการจัดการปกครองและการเมือง แต่เวลาที่เขามองเรื่องนี้ เขาหลีกไม่พ้นที่มักจะตัดสินว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ หรือเป็นลักษณะที่สะท้อนออกถึง "อุดมการณ์" ของประเทศนั้น

แนวคิดนี้ค่อนข้างเก่ามาก แต่มักจะอยู่ในสายของรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ หรือการปกครองเปรียบเทียบ ยิ่งในสมัยที่เรามีข้อมูลน้อย การเริ่มต้นศึกษาการเมืองของแต่ละประเทศก็เริ่มต้นจากการหารัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศโดยเฉพาะที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาอ่าน มาเปรียบเทียบ แต่ถึงแม้ว่าจะดูล้าสมัยและเชยแสนเชยเพียงใด อย่างน้อยแต่ละประเทศเขาก็จะประกาศออกมาได้ว่าประเทศเขามีอุดมการณ์อะไรกันแน่ และมีการปกครองแบบใดกันแน่


สอง เขามองเห็นถึงความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอุดมการณ์หรือตัวบทที่เขียนไว้อย่างสวยหรู กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคมการเมือง ซึ่งผมอยากจะเรียกคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องของการพูดถึงรูปแบบการปกครองที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือ "รูปแบบ" กับ "เนื้อหา" จริงๆ ซึ่งเราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าไปศึกษาประเทศนั้นๆ อย่างลึกซึ้งและเริ่มเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศนั้นกับความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หรือที่เรามักชอบวิจารณ์ว่า บ้านเราไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะมีแต่เพียงรูปแบบ ไม่มีเนื้อหา ตราบใดที่เรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ของผู้คนและสถาบันทางการเมืองในประเทศเหล่านั้น


สาม เขามองเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นจุดสำคัญไม่ใช่ตัวบทหรือการเขียน แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของการเขียนในความหมายที่ว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นมากกว่าตัวบทหรือกฎหมายสูงสุด หากแต่เป็นสิ่งที่สะท้อน "สัมพันธภาพทางอำนาจ" ของกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าการเขียนในแบบที่มีกลุ่มหนึ่งเหนือกว่ากลุ่มหนึ่ง หรือเป็นการประนีประนอมอำนาจของกลุ่มพลังหลายกลุ่มพลัง

เรื่องการมองรัฐธรรมนูญในฐานะของสัมพันธภาพนั้น เราอาจจะมองอีกอย่างว่า การเขียนรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจในการกำหนดนิยามความหมาย และก่อร่างสร้างสถาบันต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้เอื้อประโยชน์เป็นอย่างมากในการศึกษาพัฒนาการของความคิดต่างๆ ในสังคมไทย นอกเหนือไปจากเรื่องของการออกแบบสถาบันทางการเมืองเท่านั้น เช่นไม่ได้ดูแค่ว่า สภามีกี่สภา หรือนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง แต่การศึกษาในแบบนี้อาจจะชักพาเราให้ไปสนใจแนวคิดบางแนวคิดว่าลงหลักปักฐานในสังคมไทยจริงจังแค่ไหนและถูกตีความอย่างไร เช่น เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือเรื่องของเสรีภาพทางการเมืองด้านต่างๆ ที่การศึกษาวิจัยในด้านนี้ไม่ได้มองแค่ว่ามีหรือไม่มีในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ แต่ต้องดูว่าแนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอเข้ามาอย่างไร ถูกตีความอย่างไร และมีการตกลงที่จะระบุอะไรเอาไว้ หรือมีการละเลย หรือแปรเปลี่ยนให้ออกมาในรูปแบบไหน

การศึกษาแนวนี้ได้รับอิทธิพลสำคัญจากศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ในงานสุดแสนคลาสสิกที่ชื่อว่า "การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ" ซึ่งได้ให้แนวทางการศึกษาเรื่องพัฒนาการของรัฐธรรมนูญที่เหนือไปจากเรื่องของประวัติศาสตร์ของการเมืองในแบบประวัติศาสตร์การเมืองศึกษาผ่านรัฐธรรมนูญทีละฉบับ ซึ่งมักจะลงเอยด้วยลักษณะของการศึกษาแนววงจรอุบาทว์ ว่าจะมีการหมุนวนจากการมีรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้ง และการฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละรอบเมื่อไหร่ มาสู่การตั้งคำถามสำคัญถึงการคลี่คลายตัวของแนวคิดสำคัญที่ซ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญว่ามีชีวิตอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร


สี่ เขามองเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องทำหน้าที่ "ลดต้นทุน" ในการทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และขยายสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การเมืองนั้นก็ถือเป็นเสมือนตลาดแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดแบบหนึ่ง และเอาเข้าจริงการเขียนรัฐธรรมนูญในแบบละเอียดยิบมากๆ เนี่ย อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความเก่งของผู้เขียน แต่อาจจะไม่ได้ทำให้สังคมนั้นสามารถมีวิวัฒนาการในการจัดการความขัดแย้งและอยู่ด้วยกันได้อย่างเสรี หากจะทำความเข้าใจถึงรากฐานของการเมืองแบบเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม มิหนำซ้ำ ยิ่งมีกฎระเบียบทางการเมืองมากจนเกินไปนั้น การเมืองก็อาจจะไม่ได้วิวัฒนาการไปในลักษณะที่ผู้ร่างต้องการ แต่อาจจะเกิดลักษณะของการติดขัด หรือการแปรสภาพไปเป็นภาระและต้นทุนที่ทำให้ระบบการเมืองนั้นๆ ต้องจ่ายอะไรมากมาย

แนวคิดเช่นนี้มองเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีอคติบางอย่างแฝงฝังอยู่ (ไม่ได้ใช้คำหรูหราว่าอุดมการณ์) และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงความมุ่งหวังของรัฐธรรมนูญจริงๆ แม้ว่าจะตั้งใจดี (ต่างจากการคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ หรือเป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นกฎกติกาที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ใดๆ) และอาจจะขัดกันเองระหว่างความมุ่งหวังที่ดี แต่มีกฎระเบียบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจไปในทางอื่น ซึ่งหลักคิดสำคัญนั้นมาจากสำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวสถาบัน ที่พยายามเข้าใจว่าอะไรที่มันทำงานกันมาอย่างยาวนานนั้น บางทีก็มีผลต่อการก่อร่างสร้างแบบแผนบางประการที่ทำให้การแลกเปลี่ยนในแบบเสรีและเป็นธรรมที่เรามุ่งหวังไว้มันไม่เกิดขึ้นจริงๆ

ตัวอย่างสำคัญของแนวคิดนี้มาจากงานวิจัยของศาสตราจารย์รังสรรร ธนะพรพันธุ์ ที่ชี้ให้เห็นถึงปมปัญหาหรือกับดักทางความคิดมากมายที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 อาทิ ความมุ่งหวังที่จะให้เกิดการคานอำนาจกับสถาบันรัฐสภาด้วยการลงชื่อของประชาชนนั้นอาจจะเกิดได้ยาก ด้วยปัญหาของการมีต้นทุนในการรวมตัวกันของคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ที่พวกเขานั้นไม่มีงบประมาณหรือทรัพยากร ต่างจากพรรคการเมืองที่อาจได้รับเงินสนับสนุน เป็นต้น

พูดง่ายๆ ว่าการที่คนจะทำตามกฎหรือไม่ทำตามกฎต่างๆ นั้น สามารถอธิบายพฤติกรรมเหล่านั้นได้ด้วยหลักทางเศรษฐศาสตร์ หรือพฤติกรรมที่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่คิดเอาเองว่ามีกฎระเบียบมากๆ ผู้คนจะกลัวเกรง หรือจะเป็นไปตามนั้น


ห้า พวกเขาอาจจะมองถึง "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ที่ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยกล่าวถึงเอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่เป็นทางการนั้นถูกฉีกทิ้งบ่อยมาก แต่ฉบับที่ไม่เป็นทางการนั้นอาจจะมีบางเรื่องที่คงอยู่ยาวนาน ราวกับเป็นวิถีชีวิตจริงๆ จังๆ ของสังคมการเมืองนั้น ซึ่งหน้าที่ของนักวิเคราะห์ทางการเมืองนั้นก็คือ จะต้องพยายามค้นหาให้เจอว่าแต่ละสังคมนั้นมีรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมอย่างไร นั่นคือมีสถาบันทางการเมืองไหนที่คงอยู่ยาวนาน จะเขียนหรือไม่เขียนก็มีอิทธิพล หรือต่อให้เขียนไว้หลวมๆ ก็อาจจะเอาจริงเอาจังหรือชักพาไปสู่จุดนั้นได้เสมอ อาทิ การไม่มีการระบุถึงบทบาทของกองทัพในการทำรัฐประหารในฐานะการหาทางออกให้กับความขัดแย้งทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงการทำรัฐประหารและการนิรโทษกรรมนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไปแล้ว



หวังว่ามุมมองทางการเมืองเรื่องรัฐธรรมนูญที่หยิบยืมมาจากทั้งนักรัฐศาสตร์ นักปรัชญาการเมือง นักประวัติศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ จะทำให้เรามีเครื่องมือในการทำความเข้าใจกับรัฐธรรมนูญฉบับแม่น้ำห้าสายนี้ได้มากขึ้นนะครับ และไม่หลงประเด็นไปว่าตกลงรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นฉบับชั่วคราวหรือถาวร แต่เราต้องมุ่งเน้นไปที่ลักษณะอุดมการณ์เบื้องหลัง สภาพความเป็นจริงทางการเมือง และการหายไปหรือการแปรเปลี่ยนของชุดแนวคิดในเรื่องต่างๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและการนำไปปฏิบัติจริง รวมไปถึงการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญนี้จะสามารถทำให้คนมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงไหม หรือมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นและทำให้ความเป็นไปได้ในการเข้าถึงอำนาจและกระจายอำนาจออกสู่ประชาชนนั้นเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งประเด็นท้าทายว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของเราในวันนี้ต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

เรื่องแบบนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรับฟังเฉยๆ ว่าบ้านเมืองเรามีหลักนิติธรรมแล้ว เพราะมีรัฐธรรมนูญแล้ว หรือรัฐธรรมนูญนี้ทำตามสัญญาว่า จะไม่ทำให้การรัฐประหารนั้นเสียเปล่า ครับผม



.................................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline


.

2557-06-03

ประชาธิปไตยแบบตู่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ประชาธิปไตยแบบตู่
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1401714264
. . วันอังคารที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:40:45 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน  2 มิ.ย.2557 )
ภาพ: มหาภารตยุทธ คัมภีร์ภควัทคีตา-สงครามของผู้ถือธรรมะ


ด้วยความนับถือ ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี อย่างสืบเนื่องตลอดมาโดยไม่เสื่อมคลาย ผมไม่เคยชอบที่ต้องเขียนอะไรแย้งท่านเป็นการสาธารณะเลย ยกเว้นแต่เห็นว่าความเห็นของท่านในเรื่องนั้นๆ จะมีผลร้ายแก่ส่วนรวม

เพิ่งมีบทความของท่านเรื่อง "ประชาธิปไตยแบบพุทธ" ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ไม่นานต่อมาก็เกิดการประกาศกฎอัยการศึกและการยึดอำนาจบ้านเมืองด้วยกำลังกองทัพ ประกาศให้รัฐธรรมนูญสุดสิ้นลง ซึ่งหมายความว่าในที่สุดก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นแบบพุทธหรือแบบอื่น จึงมีความสำคัญ ผมเห็นว่าจำเป็นต้องแย้งความเห็นของบุคคลที่ผมนับถือท่านนี้เป็นการสาธารณะ แม้จะรู้ว่าคงไม่มีผลสะเทือนได้เท่ากระผีกริ้นเมื่อเทียบกับบทความของท่าน


"ประชาธิปไตยแบบพุทธ" ในความเข้าใจของท่านอาจารย์ประเวศ ไม่ต่างจากคำยกย่องพระพุทธศาสนาว่าเป็นประชาธิปไตยมาเกือบ 100 ปีแล้ว คือยกเอาพระวินัยหรือหลักการปกครองดูแลกันเองในหมู่สงฆ์เป็นพยานหลักฐาน สิ่งที่ "ใหม่" ในคำอธิบายของท่านอาจารย์ประเวศก็คือ วิธีคิดแบบพุทธ (ซึ่งไม่ได้แพร่หลายในหมู่ชาวพุทธทั่วโลก แต่เป็นการตีความของนักปราชญ์พุทธในปัจจุบัน) เป็นวิธีคิดที่ไม่แบ่งความจริงออกเป็นสองด้าน (วิธีคิดแบบทวิภาวะ) วิธีคิดเช่นนี้แตกต่างจากวิธีคิดของประชาธิปไตยตะวันตก ซึ่งมีฐานอยู่ที่วิทยาศาสตร์แบบกลไก กล่าวคือต้องมีผิด-ถูก ชั่ว-ดี ที่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด สองฝ่ายต้องต่อสู้กันเพื่อหาเสียงข้างมากในการหยั่งเสียง ทำให้เกิดความแตกแยกเสียสามัคคีธรรม "ประชาธิปไตยแบบพุทธ" จึงเป็นการหามติเอกฉันท์ในที่ประชุม โดยอาศัยการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นกันโดยสุจริต จนกว่าทุกฝ่ายอาจบรรลุมติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวได้

(ขอนอกเรื่องตรงนี้ด้วยว่า ในทางตรรกะ มติเอกฉันท์ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้คือสิ่งที่ "ถูก" ใช่หรือไม่... ความ "ถูก" มีอยู่ และบรรลุถึงได้ด้วยสามัคคีธรรม ถ้ามีถูก-ผิดเช่นนี้ จะพ้นจากการคิดแบบทวิภาวะได้อย่างไร ท่านกำลังพูดถึงวิธีคิดหรือวิธีการกันแน่?)



ระเบียบปกครองคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัตินั้น นำมาปรับใช้กับสังคมโดยรวมได้หรือไม่? ดูเหมือนปัญหานี้ถูกตอบในเมืองไทยอย่างไม่ต้องไตร่ตรองเลยว่า ได้
แต่คณะสงฆ์คือชุมชนนักบวชขนาดเล็ก (ในทุกสังคมพุทธตั้งแต่พุทธกาลมาแล้ว) ยิ่งไปกว่าขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสังคมใหญ่ คณะสงฆ์ยังเป็นชุมชนที่ประกาศตนอย่างชัดเจนว่าจะแยกออกเป็นต่างหากจากสังคมใหญ่ มีประเพณีและวัฒนธรรมของตนเองที่ไม่ตรงกับสังคมใหญ่ หรือบางกรณีตั้งใจให้เป็นตรงกันข้ามกับประเพณีวัฒนธรรมของสังคมใหญ่เลย เช่นไม่ผลิตอะไรเลย และด้วยเหตุดังนั้นจึงบริโภคให้น้อยที่สุดเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ภิกษุแต่ละรูปไม่ถือครองทรัพย์สินมากไปกว่าเพื่อใช้ในการบริโภคอย่างจำกัด ไม่มีครอบครัว เพราะครอบครัวย่อมทำให้การไม่ผลิต ไม่สะสม ไม่บริโภคเกินจำเป็นทำได้ยาก

ชุมชนสงฆ์ยังประกอบด้วยสมาชิกที่ปฏิญาณจะดำเนินชีวิตเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ (ทำพระนิพพานให้แจ้ง) อย่างน้อยก็โดยรูปแบบ ซึ่งสำนวนบาลีเรียกว่า "มีธรรมเสมอกัน" แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเป็นจริงในสังคมใหญ่

สังคมฆราวาสหลายแห่งและหลายชนิด พยายามจะสร้างสังคมของคนที่มี "ธรรมเสมอกัน" เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่คอมมิวนิสต์เผด็จการ, ฟาสชิสต์-นาซี, สังคมคริสต์ในยุโรปสมัยกลาง, สังคมพิวริตันในอาณานิคมอเมริกา, ฯลฯ ผลก็คือฆ่าล้างผลาญทั้งเผ่าพันธุ์และศัตรูของ" "ธรรมเสมอกัน" ลงเป็นล้าน หรือการล่าแม่มดที่จับคนจำนวนเป็นพันไปเผาทั้งเป็นเพราะมีธรรมไม่เสมอกัน

แน่ใจได้อย่างไรว่า พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์ให้ระเบียบปกครองในชุมชนสงฆ์เป็นแบบอย่างแก่การปกครองในสังคมใหญ่ แน่นอนว่า มีคำสอนที่มุ่งสอนฆราวาสหรือการปกครองของสังคมโดยรวม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมใหญ่ควรจำลองชุมชนสงฆ์ไปใช้ในการดำเนินการ อันที่จริงหากวิเคราะห์คำสอนแก่ฆราวาสและผู้ปกครองฆราวาสแล้ว กลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีสำนึกเต็มเปี่ยมว่าสังคมใหญ่นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากชุมชนสงฆ์ ทั้งในแง่เป้าหมายและวิธีการ (หมั่นคนละเรื่อง, การปฏิบัติต่อภรรยาในทิศหก, พระราชาพึงแจกจ่ายพระราชทรัพย์เพื่อการผลิตของประชาชน ฯลฯ)...

หากสังคมใหญ่และชุมชนสงฆ์จัดการและจัดองค์กรเหมือนกันหมด ใครจะเป็นคนตักบาตรล่ะครับ


ปัญหาที่สำคัญกว่าก็คือความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนสงฆ์กับสังคมใหญ่ ในขณะที่ชุมชนสงฆ์ปฏิเสธสังคมใหญ่ในหลายเรื่อง จะอยู่ร่วมกับสังคมใหญ่โดยไม่เป็นปรปักษ์กันได้อย่างไร คำสอนจำนวนมากของพระพุทธองค์มีเกี่ยวกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนสงฆ์และสังคมใหญ่โดยรวม (ซ้ำเป็นสังคมสมัยพุทธกาลด้วย ไม่ใช่สังคมปัจจุบัน)

ก็จริงที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธวิธีคิดแบบทวิภาวะ แต่ตราบเท่าที่เป็นวิธีคิด ก็ย่อมใช้ได้กับปัจเจกบุคคลเป็นสำคัญ แน่นอนว่าหากทุกคนในสังคมมีวิธีคิดเชิงเอกภาวะหมด ผมก็เชื่อว่าความขัดแย้งต่างๆ คงหมดไป เพราะจะมองเห็นแง่ดีของความเห็นที่เราปฏิเสธเสมอ แต่หากสมาชิกของสังคมใดก็ตามกลายเป็นสาวกของศาสดาของศาสนาใดอย่างเข้าถึงระดับจิตใจขนาดนั้น บางทีเราไม่จำเป็นต้องพูดกันเรื่อง "ระบอบ" "ปกครอง" อีกแล้วกระมัง เหมือนพระอรหันต์ย่อมมีวัตรอันต้องด้วยพระวินัย โดยไม่ได้นึกถึงวินัยบัญญัติเลย

แต่มีสังคมอย่างนั้นอยู่จริงในโลกหรือครับ ที่ท่านอาจารย์ประเวศเสนอความเห็นเรื่องประชาธิปไตยแบบพุทธ ก็เพราะมันไม่มีไม่ใช่หรือครับ อนึ่ง ท่านอาจารย์ประเวศพูดถึงประชาธิปไตยแบบพุทธเป็นคู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยตะวันตก นี่เป็นวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะแล้วหรือครับ


หลังจากพูดถึงวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะทั้งของพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ใหม่แล้ว ท่านอาจารย์ประเวศก็หันมาเสนอวิธีการที่จะอยู่ร่วมกันด้วยวิธีคิดแบบนี้ โดยท่านอาศัยประสบการณ์ในชีวิตมหาวิทยาลัยของท่านเองเป็นตัวอย่าง คือการประชุมหามติกันโดยไม่มีการหยั่งเสียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันโดยเสรี จนต่างฝ่ายต่างเห็นข้อดีข้อเสียของความเห็นนั้นกันทะลุปรุโปร่ง จึงบรรลุมติที่เป็นเอกฉันท์โดยอัตโนมัติ

ท่านอาจารย์ประเวศไม่ได้เป็นคนแรกที่คิดวิธีการนี้ขึ้น ระหว่างปี 1957-1966 ประธานาธิบดีซูการ์โนแห่งอินโดนีเซีย ยกเลิกสภาและรัฐบาลลงหมด แล้วปกครองด้วยกฤษฎีกาของประธานาธิบดีเพียงคนเดียว ท่านประธานาธิบดีอ้างว่าท่านใช้วิธีการของหมู่บ้านในอดีต คือปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เปิดให้แสดงความเห็นกันอย่างเสรี จนในที่สุดก็มาบรรลุมติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันโดยไม่ต้องหยั่งเสียง เช่นเดียวกับอาจารย์ประเวศ ประธานาธิบดีซูการ์โนรังเกียจการหยั่งเสียง เรียกว่าเป็นแบบ "ตะวันตก" เหมือนกัน คิดว่าทำให้แตกความสามัคคีเหมือนกัน ระบอบปกครองของซูการ์โนในช่วงนี้ เรียกในตำรารัฐศาสตร์ว่า Guided Democracy ซึ่งมีหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะแต่ที่ใช้ในอินโดนีเซียเท่านั้น ส่วนท่านประธานาธิบดีเรียกว่าเป็นระบบ Gotong-Royong คือช่วยๆ กันไป (เอื้ออาทรในภาษาเอ็นจีโอไทย)

ท่านอาจารย์ประเวศคงมีประสบการณ์การประชุมแบบไม่หยั่งเสียงเช่นนี้มามาก ผมเองก็เคยมีแม้ไม่มากเท่า และเคยเข้าไปสังเกตการณ์การประชุมลักษณะเช่นนี้ในหมู่บ้าน สิ่งที่ผมพบในการประชุมเช่นนี้ ไม่ว่าในระดับหมู่บ้าน หรือมหาวิทยาลัย หรือที่ประชุมซึ่งใหญ่กว่านั้นก็คือ ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ได้มีความเสมอภาคกันนอกที่ประชุม มีคนที่มีเกียรติยศ, ชื่อเสียง, วาทศิลป์, อำนาจ, ทรัพย์ลดหลั่นกันไป ทำให้ความเห็นของแต่ละฝ่ายนั้นไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน ทวิภาวะหรืออเนกภาวะของความเห็นจึงถูกทำให้กลายเป็นเอกภาวะได้ไม่ยากนัก ผมไม่ทราบหรอกว่า การประชุมโดยไม่หยั่งเสียงในภาควิชาอายุรศาสตร์ที่ท่านอาจารย์ประเวศเป็นหัวหน้าภาคนั้น ก่อให้เกิดความสามัคคีสมานฉันท์มากน้อยแค่ไหน แต่ผมได้พบว่าในหมู่บ้านไทยนั้นมีความตึงเครียดในความสัมพันธ์ไม่ต่างจากระบอบประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" ที่ต้องมีการหยั่งเสียง เพียงแต่เขาใช้การนินทา, การอู้ และพิธีกรรม หรือบางครั้งความรุนแรง ในการต่อต้านมติที่เขาไม่เห็นด้วยเท่านั้น

ระบบ Guided Democracy ของซูการ์โนสิ้นสุดลงที่การรัฐประหารภายใต้รัฐธรรมนูญของกองทัพ เป็นผลให้มีคนถูกฆ่าตายประมาณ 500,000 คน



ผมได้ยินคนที่รังเกียจการหยั่งเสียงในระบอบประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" มักพูดเสมอว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่เขาตำหนิประชาธิปไตยแบบนี้ เขาเองจะพูดประหนึ่งว่าประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" ไม่มีอะไรอื่นนอกจากการหยั่งเสียง (การเลือกตั้งคือการหยั่งเสียงชนิดหนึ่ง...อย่าลืม) แท้ที่จริงแล้ว ประชาธิปไตยที่ถูกเรียกว่าแบบตะวันตกนี้ หัวใจอยู่ที่เปิดโอกาสให้มีการต่อรองอย่างเท่าเทียมกัน แต่การต่อรองอย่างเท่าเทียมนี้เกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่อิสระเสรี และเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน ทั้งเป็นข่าวสารข้อมูลจากทุกฝ่าย ชาวนามีโอกาสที่จะบอกความต้องการอันชอบธรรมของตนเอง ได้เท่ากับนักวิชาการและประธานหอการค้าไทย ต้องอาศัยกฎหมายและการบังคับใช้กฏหมายที่เป็นธรรม(ยอมรับได้ในคนหมู่มาก) การศึกษาที่สอนให้คนนับถือตนเองและคนอื่น และคิดเป็น มีเสรีภาพในการจัดองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง และการต่อรองด้านอื่นๆ

ในกระบวนการต่อรองอันสลับซับซ้อนของสังคมเช่นนี้ คือทำให้ความเห็นอันเป็นอเนกภาวะค่อยๆ ถูกประนีประนอมเข้ามาเป็นเอกภาวะนั่นเอง เพราะทุกคนรู้ว่าในที่สุดก็ต้องนำไปสู่การหยั่งเสียงหรือมติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการหยั่งเสียง (มติครม., มติสภาพัฒน์, มติที่ประชุมภาควิชา, มติสภาอบต., มติสมาคมฟุตบอล, ฯลฯ) จึงต้องยอมรับความเห็นอื่นเข้ามาให้มากที่สุด

ประชาธิปไตยที่ถูกเรียกว่าแบบตะวันตกนั้น หากได้มีโอกาสพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดกลไกและความสามารถในการต่อรองของคนกลุ่มต่างๆ มากขึ้น และการหยั่งเสียงในแต่ละครั้ง ก็จำเป็นต้องรวมเอาข้อเสนอในการต่อรองเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นสิ่งที่ Guided Democracy (ซึ่งท่านอาจารย์ประเวศเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบพุทธ") ทำไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบไหน หากเป็นประชาธิปไตยจริง ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะของพระพุทธศาสนาแต่อย่างไร และดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในตอนต้นแล้วว่า ท่านอาจารย์ประเวศกำลังสับสนระหว่างวิธีคิดและกระบวนการ ที่ท่านพูดและอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบพุทธนั้น ที่จริงไม่ใช่วิธีคิดแต่เป็นกระบวนการ (ซึ่งผมเห็นว่าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยตรงไหนเลย) หากเราเปิดและพยายามสร้างเสริมให้กระบวนการประชาธิปไตยในเมืองไทย ได้พัฒนาไปสู่การกระจายอำนาจต่อรองไปอย่างเท่าเทียมแก่คนทุกกลุ่ม กระบวนการประชาธิปไตยต่างหาก ที่สอดรับกับวิธีคิดแบบพุทธมากกว่า เพราะจะไม่มีมติที่มาจากการหยั่งเสียงใดๆ สามารถละเลยหรือมองข้ามความเห็นของคนกลุ่มต่างๆ ไปได้


แน่นอนว่า ประชาธิปไตยไม่สามารถขจัดคนชั่วไปได้ (เหมือนศาสนาทุกศาสนาในโลก) แต่ประชาธิปไตยที่ให้อำนาจต่อรองแก่คนหลากหลายกลุ่ม ทำให้คนชั่วไม่สามารถลอยนวลต่างหาก ประธานาธิบดีนิกสันในกรณีวอเตอร์เกทต้องชิงลาออก ก่อนที่วุฒิสภาจะลงมติถอดถอน (ซึ่งจะกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกวุฒิสภาถอดถอน) ตรงกันข้ามกับผู้นำของ Guided Democracy แต่ละคนจะถูกถอดถอนได้ ก็ต้องผ่านความรุนแรงและนองเลือดอย่างมิคสัญญีทั้งนั้น

ยิ่งมีคนน่านับถืออย่างท่านอาจารย์ประเวศเป็นผู้นำ ยิ่งถอดถอนได้ยากขึ้น เพราะชั้นแต่จะเขียนบทความแย้งท่านเป็นสาธารณะเช่นนี้ ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ



.

2557-05-08

หลัง“ยิ่งลักษณ์”, + เส้นทางสายไหน โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

.

วรศักดิ์ ประยูรศุข : หลัง“ยิ่งลักษณ์”
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399548138
. . วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:14 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12  นสพ.มติชนรายวัน 8 พ.ค.2557 )
ภาพจากเวบบอร์ด


เที่ยงวันพุธที่ผ่านมา หลายคนจดจ่ออยู่หน้าจอทีวี เพื่อติดตามเหตุการณ์สำคัญ 
ศาลรัฐธรรมนูญฟันเปรี้ยงตามคาดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง "ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ" แล้ว เพราะไปก้าวก่ายแทรกแซงการย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี
พร้อมกับ ครม.ที่ร่วมลงมติเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2554

ครม.ที่เหลือ 25 คนทำหน้าที่รักษาการต่อไป โดยรองนายกฯ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกฯแทน

วันที่ 8 พ.ค. ทาง ป.ป.ช.จะลงดาบสองต่อไปในคดีข้าว หาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด ก็จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอน พร้อมกับส่งอัยการเพื่อดำเนินคดีอาญา


สำหรับพรรคเพื่อไทย ซึ่งโดนยุบมา 2 ครั้ง เปลี่ยนชื่อมาเป็นครั้งที่ 3 ควรบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯคนที่สี่จากพรรคนี้ ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งในลักษณะใกล้เคียงกัน นับจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดนรัฐประหาร 2549 จากนั้น สมัคร สุนทรเวช กับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในปี 2551 เรียกว่าใช้นายกฯสุรุ่ยสุร่ายมาก

สาเหตุของชะตากรรมอันพิสดารนี้ ปัญหามาจากนักการเมือง
หรือมาจากกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายกันแน่ เชิญสาธุชน วิญญูชน ลองไปหาคำตอบกันเอาเอง

แต่ครั้งนี้ ศาลฯไม่เดินสุดซอย จนเกิดสุญญากาศอย่างที่เกรงกัน

ยังเหลือ ครม.รักษาการไว้ให้กลุ่มต่อต้านได้บริหารจัดการกันต่อไปอีก

คำขอให้ศาลสั่งให้มีการตั้งนายกฯ โดยวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 โดยอนุโลม ศาลสั่งยก บอกว่า อยู่นอกอำนาจ ไม่รับวินิจฉัย

แผนการที่จะเสนอ "นายกฯคนกลาง" ต่อเนื่องไปเลย จึงสะดุด


แต่วิกฤตคงไม่จบแค่นี้ เพราะเป้าหมายของแต่ละฝ่ายยังไม่บรรลุ

ทางกลุ่มล้มระบอบทักษิณ ไม่ต้องการให้เลือกตั้ง จะกวาดล้างระบอบทักษิณให้เสร็จก่อน กับทางรัฐบาลรักษาการและพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้เลือกตั้ง

เป็นเป้าหมายที่สวนทางกันอย่างคนละโลก ดังนั้น ความขัดแย้งจะเดินหน้าต่อไปอีก

แรงกดดันและแรงบีบ ทั้งด้วยการใช้มวลชน และการฟ้องร้องด้วยแง่มุมทางกฎหมายที่พลิกแพลงต่างๆ จะพุ่งเป้าไปที่นายกฯรักษาการและรัฐบาลรักษาการที่เหลืออยู่ เพื่อให้พ้นทางให้ได้

เรียกว่าเป็นด่านสุดท้าย ก่อนไปสู่สุญญากาศในความฝัน


ครม.ชุดนี้ จะต้านทานความพยายามนำประเทศไทยไปสู่สุญญากาศได้แค่ไหน จะทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้หรือไม่ ยังสงสัย

เพราะอีกฝ่ายจัดหนักจริงๆ ทุ่มทุนสร้างแบบเทหมดหน้าตัก

แต่สุดท้าย ประชาชนคิดยังไง จะยอมไหม คงจะได้เห็นกันในรอบนี้



++

วรศักดิ์ ประยูรศุข : เส้นทางสายไหน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398346933
. . วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:03 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12  นสพ.มติชนรายวัน 24 เม.ย. 2557 )
ภาพจากเวบบอร์ด


สื่อต่างประเทศหลายสำนักเสนอข่าวสถานการณ์ในประเทศไทยล่าสุด

สรุปความว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงจะพ้นจากนายกฯ เรียบร้อย ร.ร.องค์กรอิสระ-ศาลรัฐธรรมนูญในต้นเดือน พ.ค.นี้

กองทัพนั้นชัดเจนแล้วว่า จะไม่ปฏิวัติ แต่ใช่ว่าจะกอดอกยืนดูบนภูเฉยๆ เสียทีเดียว ยังคงกดดันอยู่เบื้องหลัง

เพราะทหารมีบทเรียนจากการรัฐประหาร 2549 และต้องการสร้างภาพบวกในสายตาประชาชน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กองทัพไม่ใช่ไพ่ตายทางการเมืองเพียงใบเดียว ยังมีศาล และองค์กรอิสระที่อาจล้มรัฐบาลได้เช่นกัน

ขณะที่ตรงกันข้ามกัน ยังมีกลุ่มพลังใหญ่ คือ ขบวนการของคนรากหญ้าหรือคนเสื้อแดง

และขณะนี้ยังไม่รู้ว่าคนเสื้อแดงจะมีปฏิกิริยาใด ต่อคำวินิจฉัยหรือไพ่ที่จะทิ้งลงมา


แม้จะเชื่อว่ากองทัพหลีกเลี่ยงไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะเจอสถานการณ์หนักขนาดไหน แต่กองทัพอาจเข้าแทรกแซงการเมืองจนได้ หากเกิดเหตุม็อบ 2 ฝ่ายเข้าปะทะห้ำหั่นกัน

นั่นคือสาระบางส่วนจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งเข้าใจการเมืองบ้านเรา และแยกแยะได้ว่าอย่างไรคือทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย อย่างไรไม่ใช่

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่า หลังสงกรานต์ ปลาย เม.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.จะลงดาบฟัน "ยิ่งลักษณ์"

แต่เกิดเสียงโต้แย้งว่ารวบรัดไฟลนมากเกินไป ตอนนี้ขยับออกไปต้นเดือน พ.ค

โดย ป.ป.ช.สั่งตัดพยาน เตรียมชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ต้นเดือน พ.ค.นี้ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ยอมขยายเวลาให้ยิ่งลักษณ์ชี้แจง

คาดหมายว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ คงต้องพ้นจากรักษาการนายกฯ ในต้นเดือน พ.ค. ด้วยผลของคดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ส่วน ครม.ยังรักษาการต่อ ตามรัฐธรรมนูญที่ให้พ้นเป็นการเฉพาะตัว และตามแนวคำตัดสินคดี นายสมัคร สุนทรเวช

แล้วให้รองนายกฯที่มีภาพกลางๆ ไม่ทักษิณจ๋า มารักษาการนายกฯแทน พร้อมๆ กับเดินหน้าจัดเลือกตั้ง ส่วนจะให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปกันแบบไหนอย่างไร ต้องรอฟัง



ม็อบ กปปส.คงไม่เห็นด้วย และคาดว่าจะเคลื่อนไหว ขัดขวาง

แต่วิกฤตรอบนี้ ไม่มีทางออกอื่น นอกจากเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้น คงเกิดเหตุใหญ่แน่

สัญญาณเตือน มีมาตลอดและล่าสุดเห็นได้จากการสังหาร คุณไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีและผู้นำเสื้อแดง อย่างอุกอาจ เมื่อบ่ายวันพุธที่ 23 เม.ย. ที่ลาดปลาเค้า ในกรุงเทพฯ

ประวัติศาสตร์เตือนเราว่า เลือดเนื้อชีวิตของประชาชน ความสูญเสีย และเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมือง สำหรับคนบางกลุ่มก็คือทางลัดที่นำไปสู่โอกาสทางการเมือง

ไม่มีก็สร้างขึ้นมาได้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมอๆ โดยประชาชนเป็นฝ่ายสูญเสียตลอด

เส้นทางสายไหนที่มุ่งไปสู่สภาพอย่างที่ว่า คงพอมองกันออก




..............................................................

น่าทบทวน อ่านบทความ เมื่อ2ปีที่แล้ว
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/06/ws-oldway.html
ที่เก่า-เวลานี้ โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
+ ประชาชาติวิเคราะห์ - ถอดรหัส“สุเทพ” คว่ำบาตรจัดรัฐบาลแห่งชาติ“ทักษิณ” วิเคราะห์มีแต่เสียมากกว่าได้




.

2557-05-01

กปปส.คราวถอยรูด โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: กปปส.คราวถอยรูด
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/52968
. . Thu, 2014-05-01 22:04

( ภาพจาก เวบ hunsa.com )


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 
ที่มา โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 461 วันที่ 26 เมษายน 2557



เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมานี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)ว่า นายสุเทพต้องยกระดับการต่อสู้อีกกี่ครั้ง จึงจะถึงครั้งสุดท้ายจริงเสียที โดยอธิบายให้เห็นว่า เมื่อวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง ชีวิตคนกรุงเทพฯก็กลับมาเป็นปกติ คือ ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ทำงาน กลับบ้าน นอน เพื่อตื่นมาในวันรุ่งขึ้น แล้วทำเหมือนเดิม ซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้ แต่ความซ้ำซากจำเจนี้รวมถึง ม็อบ กปปส.ด้วย ที่ประกาศชุมนุมครั้งสุดท้าย ขอแรงพี่น้องเพื่อโค่นระบอบทักษิณครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องจำเจ

ต้นเรื่องมาจากคำปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ 16 เมษายน ที่เวทีชุมนุมสวนลุมพินีว่า กปปส.จะเริ่มปฏิบัติการต่อสู้ใน“ขั้นสุดท้าย” โดยจะมีการออกไปตามสถานที่และหน่วยงานต่างๆ เพื่อพบทั้งประชาชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องร่วมมือกันปฏิบัติเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินในการโค่นล้มระบอบทักษิณและปฏิรูปประเทศ นายสุเทพ อธิบายว่า จะไม่ยอมรับการเจรจายกเว้นแต่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาเจรจาด้วยตัวเอง และจะต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน นายสุเทพก็ยังย้ำลักษณะจำเจว่า การนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และว่า ถ้าหากปฏิรูปประเทศไม่ได้ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาด

แต่กระนั้น ก็เป็นที่อธิบายกันว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดของนายสุเทพขณะนี้ เป็นเพียงการกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้เสื่อมถอยที่เกิดขึ้น อย่างน้อยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ที่ กปปส.ต้องประกาศเลิกการปิดล้อมกรุงเทพฯ ยุบเวทีใหญ่ที่แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และถอยเข้าไปหลบมุมอยู่ในสวนลุมพินี ทิ้งให้ม็อบเล็กน้อย เช่น คปท. และ กองทัพธรรม ปิดถนนราชดำเนินจนกลายเป็นถนนร้าง ยึดกระทรวงมหาดไทยอันว่างเปล่า และทิ้งให้พระพุทธอิสระ ปิดถนนก่อกวนอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ หรือเท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลดลักษณะของการชุมนุมมวลมหาประชาชนอันคึกคัก เหลือทิ้งไว้แต่ขบวนการม็อบอันธพาลกวนเมืองที่เกะกะระราน ที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไป


ย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่เริ่มต้นจากม็อบพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2556 ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสามเสน ข้ออ้างในการชุมนุมขณะนั้น คือ การคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน จะเป็นการยกระดับการชุมนุมครั้งแรก โดยย้ายเวทีมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ปรากฏว่าการชุมนุมได้รับการตอบรับเกินคาดจากประชาชนชนชั้นกลางในเมือง ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศตัวลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำการชุมนุม ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล้มล้าง”ระบอบทักษิณ” มีสถิติว่า ในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว นายสุเทพประกาศยกระดับการชุมนุมอย่างน้อย 8 ครั้ง และยืนยันที่จะปิดฉากระบอบทักษิณภายในเดือนนั้น แม้ว่าจะมีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนไม่น้อย และนายสุเทพได้นำพาประชาชนไปปิดสถานที่ราชการสำคัญได้หลายแห่ง โดยเฉพาะที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แต่นายสุเทพก็ยังไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ตามปรารถนา

การเคลื่อนไหวเข้าสู่เดือนธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมช่วยกดดันสถานการณ์โดยในวันที่ 8 ธันวาคม ส.ส.ประชาธิปัตย์ 153 คน ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชนในเวลาเช้าวันนั้น แต่กลุ่ม กปปส.ของนายสุเทพกลับเสนอแนวทางปฏิเสธระบอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเสนอคำขวัญ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แล้วเสนอสภาแต่งตั้งของมวลมหาประชาชนขึ้นมาแทน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวทางการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ มิได้หวังพึ่งอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะเรียกร้องให้กองทัพกระทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลเป็นสำคัญ


ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ม็อบ กปปส.หันไปใช้ยุทธศาสตร์ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งในทุกขั้นตอน และนำมาสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย นายสุเทพอาจจะเห็นว่ามาตรการยังไม่รุนแรงกดดันเพียงพอ จึงประกาศ“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”ในวันที่ 13 มกราคม ร่วมกับแนวทาง“อารยะขัดขืนขั้นสำคัญ” คือตัดน้ำ-ตัดไฟ สถานที่ราชการ บ้านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการนี้จะทำให้โค่นระบบทักษิณได้ในเร็ววัน

การปิดกรุงเทพฯดำเนินการโดยจัดการชุมนุมประชาชนปิดสี่แยกสำคัญที่เป็นย่านธุรกิจ หรือเป็นชุมทางของการเดินทาง คือ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก แยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแจ้งวัฒนะ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่พ่อค้าประชาชน แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ กลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่อ้าง เพราะกลุ่ม กปปส.มิได้มี“หมัดเด็ด”ที่จะล้มรัฐบาลได้

กลับกลายเป็นว่า การปิดกรุงเทพฯนอกเหนือจากการสร้างความเดือดร้อน และทำให้เศรษฐกิจเสียหายเหลือคณานับแล้ว ม็อบ กปปส.ไม่ได้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย กองทัพก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พร้อมจะทำรัฐประหารตามคำสั่งนายสุเทพ
การขัดขวางการเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ผ่านไปโดยเรียบร้อย โดยมีประชาชนทั่วประเทศมาใช้สิทธิมากถึง 20 ล้านคน

ข้อเสนอ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”กลายเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจะมีสถิติว่า นายสุเทพได้ประกาศชัยชนะมาแล้วมากกว่า 21 ครั้งก็ตาม ในที่สุด ม็อบ กปปส.จึงต้องยอมคืนพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 3 มีนาคม

ตั้งแต่นั้นมา การดำเนินการล้มล้างประชาธิปไตยได้หลุดจากมือของ กปปส.ไปสู่บทบาทขององค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลแพ่งและศาลอาญา เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ได้ให้ความร่วมมือในการสร้างความชอบธรรมแก่การชุมนุมของ กปปส. และช่วยทำให้แกนนำและการ์ดของ กปปส.ที่ก่อการละเมิดกฎหมายหลายครั้ง ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แต่กระนั้น นายสุเทพและ กปปส.ก็ไม่เคยที่จะสร้างกระแสประชาชนได้ในระดับเดิมที่เคยทำได้ในช่วงแรกของการชุมนุม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเบื่อและความชินชาแม้กระทั่งจากผู้สนับสนุน กปปส. เพราะได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมมาแล้วถึง 6 เดือน ก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ดังใจหมาย การยืนหยัดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย น้ำหนักในการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงลดลงทุกที



บทเรียนแห่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวามีมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเคยสร้างผลสะเทือนอย่างมากใน พ.ศ.2551 แต่วันนี้สิ้นความหมาย การชุมนุมของคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) ที่เคยหวือหวาเมื่อ พ.ศ.2555 ก็ถูกลืมไปแล้วเช่นกัน

ม็อบ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเช่นนั้น!



________________________

โพสต์เพิ่มเติม

ขออนุญาตเผยแพร่ สื่อสารการเมืองที่บรรดา บก. แต่ละคนของ http://blog.politicalroad.org โพสต์ไว้ที่ต่างๆ

..Narait ร่วมส่งต่อความดีงามที่ปวงชนชาวไทยควรยึดถือ

10 อันดับคนดีมีคุณธรรมของสังคมไทย คุณค่าที่คนไทยคู่ควร
www.youtube.com/watch?v=nYedp3MaA9U





.

2557-04-25

แผนซ้อนแผน ชิงรัฏฐาธิปัตย์..ไม่มีชัยชนะบนความตาย โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.

แผนซ้อนแผน ชิงรัฏฐาธิปัตย์..ไม่มีชัยชนะบนความตาย
โดย มุกดา สุวรรณชาติ
  คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398404038
. . วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 12:42:53 น.

( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ประจำ 18-24 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1757 หน้า 20 )


ตั้งแต่ปี 2548 มีคนคิดอยากเป็น รัฏฐาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ จึงวางแผนคิดการใหญ่
แต่แนวทางที่เดิน สร้างปัญหามากมายให้กับตนเองและประเทศ
เมื่อแผนแรกพลาด ก็ใช้แผนสองแก้
ยิ่งผิด ยิ่งแก้ ความขัดแย้งยิ่งขยาย



เลือกแนวทางชิงรัฏฐาธิปัตย์...
ถูกหรือผิด


แผนแรกที่ผิดพลาดของกลุ่มอำนาจเก่า คือการตัดสินใจทำการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 ต้องเรียกว่าเป็นการดันทุรัง ฝืนโลก
แต่ประชาชนก็ไม่ยอมรับรัฏฐาธิปัตย์...ของคณะ คมช. จึงต้องรีบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็แพ้เหมือนเดิม

ผิดคราวนี้สร้างศัตรูขึ้นเป็นล้านๆ คน สูญเสียการยอมรับจากนานาชาติ


ต้องใช้แผนสองที่วางซ้อนไว้ในรัฐธรรมนูญ คือการใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ในปลายปี 2551 เพื่อโค่นรัฐบาลและยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นการดึงเอาตุลาการ และองค์กรอิสระ มาเป็นเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมือง ความยุติธรรมก็ต้องเปลี่ยนไปตามสี ตามฝ่าย

รัฏฐาธิปัตย์ แปลงขั้วในค่ายทหาร โดนต่อต้านอีกครั้ง และก็แก้ไขโดยการปราบปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามในปี 2553

ความผิดพลาดครั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการยอมเปิดการเลือกตั้ง ในปี 2554 และก็แพ้อีกครั้ง


8 ปีผ่านไปพวกเขาสรุปว่า การใช้แผนยึดอำนาจด้วยกำลังและกฎหมาย เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะได้อำนาจจริง

แต่การยอมรับการเลือกตั้งหลังถูกกดดันเป็นแนวทางที่ผิด เพราะแพ้ทุกครั้ง
ดังนั้น ต้องยึดอำนาจอีกครั้ง แต่จะไม่ยอมให้มีเลือกตั้งอีกแล้ว


นักวิเคราะห์มองว่าเดินแนวทางผิด แต่เสนาธิการกลุ่มอำนาจเก่ามองว่าถูก อาจเป็นเพราะมีจุดยืนต่างกัน พวกเขามีผลประโยชน์มหาศาลต้องปกป้อง ทำให้คิดเสี่ยงกับความเสียหายโดยรวมของประเทศ



แผนชั้นที่หนึ่ง
เป่านกหวีด ให้มะม่วง รัฏฐาธิปัตย์ หล่น


แผนยึดอำนาจครั้งที่สาม เป็นแผนกึ่งจริง กึ่งหลอก ที่เหมือนเดิมคือไม่ปลูกมะม่วง แต่จะสอยมะม่วงบ้านคนอื่นซึ่งไม่ง่าย จึงต้องคิดแผนการช่วงชิงรัฏฐาธิปัตย์ ซ้อนไว้หลายแผน หลายขั้น

1. ขั้นแรกเแผนทดสอบหยั่งกำลังตลอดทั้งปี 2556 ฝ่าย นปช. ไม่ตอบโต้   เมื่อโอกาสเปิดตอน พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย กำลังแนวร่วมที่เตรียมไว้หลายปี (และผ่านการวัดปริมาณเมื่อครั้งเลือกผู้ว่าฯ กทม.) ก็ถูกระดมออกมา

มีหลายช่วงเวลาที่มวลชนออกมามาก จนแกนนำ กปปส. คิดอยากจะยึดอำนาจจริงๆ

แกนนำบางคนที่แอบซ่อนอยู่ข้างหลังรีบโดดขึ้นเวที เพราะคิดว่าอีกไม่เกิน 3 วัน ชนะแน่นอน

แต่เป้าหมายของมวลชนส่วนใหญ่คือคัดค้านการนิรโทษกรรมสุดซอย
พอเปลี่ยนไปไล่รัฐบาล คนก็น้อยลง และโดนแก้เกมด้วยการยุบสภา
เมื่อไปขัดขวางการเลือกตั้งใหม่ คนยิ่งน้อยลงไปอีก


สุดท้ายก็คิดจะจบด้วยการปิดกรุงเทพฯ ปิดถนน ปิดเมือง ปิดสถานที่ราชการ เลียนแบบกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบิน แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนั้นอ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าขาดกว่าสุเทพ และแกนนำ กปปส. วันนี้

หันไปสำรวจอีกครั้ง ก็พบว่าคนที่แขวนนกหวีดเหลือน้อยมากแล้ว การยึดอำนาจด้วยตนเองเป็นไปไม่ได้


2. ขั้นที่สองเมื่อชายชุดเขียวก็ไม่ออกมาช่วย มีแค่มือปืนป๊อปคอร์น ใครๆ ก็รู้ว่าต้องใช้องค์กรอิสระและศาลธรรมนูญทำการปลดนายกรัฐมนตรี หรือปลดนายกฯ และ ครม. ทั้งคณะ

เช่น เรื่องการย้ายเลขา สมช. เพื่อให้เกิดช่องว่างในอำนาจการบริหาร

ขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเกิดช่องว่างเหลือเพียงวุฒิสภาซึ่งยังไม่สมบูรณ์การชี้ขาดใดๆ ที่ต้องใช้อำนาจของรัฐสภาอาจทำไม่ได้ แต่เรื่องใดที่ใช้อำนาจวุฒิสภาก็อาจมีการจัดการ เช่น การถอดถอนนายกฯ หรือประธานรัฐสภา

สุเทพจึงต้องนัดมวลชน กปปส. มาชุมนุมใหญ่ หลังสงกรานต์ในจังหวะที่ศาลและองค์กรอิสระจะมีการประกาศชี้มูลความผิดหรือตัดสินเพื่อปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ ครม. แต่หลังจากถูก นปช. เปิดชื่อขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าและยอมรับอย่างเปิดเผยว่าจะเป็นนายกฯ ด้วยวิธีพิเศษ และไม่มีใครยอมรับเป็นตัวแทนที่จะเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ขึ้นไปให้โปรดเกล้าฯ

ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนกลางๆ มารับงาน นอกจากคนภายในกลุ่มที่ร่วมวางแผนกันมา

สุเทพจึงสรุปว่า...จะเกิดช่องว่างของอำนาจรัฐและ กปปส. ถือว่ามีกำลังมากที่สุด ลุงกำนันในฐานะที่เป็นคณะที่ยึดอำนาจจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งสภานิติบัญญัติของประชาชน จะออกกฎหมายยึดทรัพย์ จับกุมลงโทษ ฯลฯ ปฏิรูปการเมืองการปกครอง

ส่วนเรื่องการกำหนดเวลา ว่าจะไม่เกินสิ้นเดือนเมษายน จริงๆ แล้วไม่มีอะไรมาบังคับ ความเหมาะสมของสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด

ถ้าเป็นปี 2551 ก็จะจบแบบนี้ แต่ปีนี้ 2557 การต่อต้านมีแน่

นี่จึงเป็นแค่แผนชั้นแรก



แผนชั้นที่สอง
โค่นต้นมะม่วง... ด้วยขวานคู่


3. ขั้นที่สาม เมื่อเป่านกหวีดจนหมดลม แต่มะม่วงไม่หล่น ก็ต้องใช้ขวานองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญ โค่นต้น แล้วฉวยโอกาสอ้างตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์

แม้ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ก็จะหาพรรคพวก กปปส. ที่เป็นข้าราชการ มารายงานตัว และใช้สื่อสร้างกระแสให้คนยอมรับ

ถ้ากำลังที่ต่อต้านไม่เพียงพอและมีแรงหนุนจากอำนาจลึกลับก็มีโอกาสฟลุก ที่จะมีอำนาจปกครองไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มีครบทั้ง อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และอำนาจตุลาการ

แผนนี้จะบีบบังคับให้ นปช. และแนวร่วมอื่นๆ ต้องจัดกำลังขึ้นมาต่อต้าน (ซึ่งเตรียมนัดกันแล้ว) ตามหัวเมืองใหญ่และกรุงเทพฯ ต่างฝ่ายก็อ้างเป็นตัวแทนประชาชน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เรียกร้องให้ประชาชนส่วนใหญ่และนานาชาติยอมรับอำนาจการปกครองของตนเอง

จะมีการปะทะเกิดขึ้นในหลายเมืองโดยเฉพาะรอบๆ กรุงเทพฯ


4. ขั้นที่สี่ ถึงเวลาที่ต้องใช้ขวานอันที่สองของทหาร เพราะความวุ่นวายจากการปะทะของคนสองกลุ่ม สามารถเกิดได้หลายระดับและมีเขตพื้นที่กว้างขวาง คาดว่าจะเกิดในหลายจังหวัด โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดจะมีหลายเมือง และค่อยขยายออกไป

ถนนหนทางที่จะเข้าสู่กรุงเทพฯ อาจใช้ไม่ได้เพราะการปะทะกัน

การทำธุรกิจทั้งภาคบริการและอุตสาหกรรมก็จะหยุดชะงัก

ดังนั้น ก็จะถึงจุดที่ทหารจะต้องออกมาแก้ไขสถานการณ์ โดยอาจจะประกาศกฎอัยการศึกและเคลียร์พื้นที่ขัดแย้งให้เกิดความสงบ จากนั้น ก็จะประกาศไม่ยอมรับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของทั้งสองฝ่าย และขอตั้งนายกฯ พิเศษ (อีกคนหนึ่ง) เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา

ดังนั้น อาจมีช่วงเวลาหนึ่งที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน


5. ถึงขั้นนี้การมีนายกฯ จากการแต่งตั้ง ก็จะเป็นจริง (แต่จะอยู่ได้นานกี่วันไม่รู้) และนายกฯ แต่งตั้งก็ประกาศว่าก็จะอยู่ชั่วคราวเพื่อเคลียร์สถานการณ์ให้สงบ ประกาศปรับปรุง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมือง เลือกตั้งใหม่ในเร็ววัน จะมีการตั้งสภาใหม่อีกครั้งซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นสภาชั่วคราวเพื่อความสามัคคีและการปฏิรูป เมื่อแผนเดินมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายของ กปปส.

แต่แผนสองที่วางไว้ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้โดยง่าย เพราะคนไทยยุคใหม่ไม่ใช่คนโง่ การประกาศว่าจะปฏิรูปการเมืองหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีบทเรียนมาแล้วหลังพฤษภาทมิฬ 2535 ครั้งนั้นต้องใช้เวลาถึง 5 ปี

ดังนั้น เรื่องที่จะยอมให้มีรัฐบาลชั่วคราว สภานิติบัญญัติชั่วคราว โดยการตั้งกันเองจึงไม่มีใครยอมให้ถูกหลอกง่ายๆ



เมื่อหมดหนทางปฏิรูป
แม้ไม่มีแผนก็เหลือแต่การปฏิวัติ


6. โอกาสเดียวที่จะตกลงกันได้คือเมื่อสลายอำนาจของสองฝั่งได้ เคลียร์เหตุการณ์ให้สงบลงได้ต้องประกาศการเลือกตั้งตัวแทนการปฏิรูปจากประชาชนทั้งประเทศทันที เพื่อหารัฐบาลและสภาเพื่อการปฏิรูปโดยให้แล้วเสร็จไม่เกิน 60 วัน ผ่านการเลือกจากประชาชนทั้งประเทศ

แต่กลุ่มอำนาจเก่า ไม่มีทางยอมเลือกตั้ง เพราะผิดแนวทาง

ดังนั้น ผู้ยึดอำนาจด้วยกำลัง ก็จะยืนยันที่รักษาอำนาจและตั้งตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ กลุ่มของสุเทพจะยอม แต่ของฝ่ายประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง จะไม่ยอม เมื่อไม่เลือกตั้ง ก็ต้องต่อสู้


7. ปฏิวัติประชาชนจริงๆ จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ การปฏิวัติประชาชนที่สุเทพเคยประกาศ หลุดจากมือ กปปส. ไปนานแล้ว จะไปเกิดอีกครั้งในกองกำลังของฝ่ายประชาธิปไตย

แม้ไม่ได้วางแผนซ้อนเพื่อการปฏิวัติ แต่การปฏิวัติก็จะเกิดขึ้น

เพราะในความเป็นจริง การชิงรัฏฐาธิปัตย์ ไม่สามารถตัดสินด้วยการแข่งกันชุมนุมสำแดงพลังว่าใครมากกว่า ไม่สามารถตั้งแถว ชักเย่อ ว่าใครชนะ ถ้ายอมรับกติกาได้ ก็ใช้การเลือกตั้งก็ตัดสินได้นานแล้ว เมื่อไม่ยอมรับกติกาก็สู้แบบไร้กติกา


การต่อสู้จะขยายไปเรื่อยๆ คำว่า จบ คำว่าเด็ดขาด ไม่มีทางเกิดขึ้น การมีสองอำนาจจะมีดำรงอยู่และจากมวลชนธรรมดาต่างฝ่ายก็จะมีทหารเป็นของตัวเองสภาพการเป็นอยู่ของสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเดือดร้อนมาก จนต้องอพยพไปต่างจังหวัด แบบเบาๆ ที่เห็นคือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่จะเกิดในอนาคตจะหนักกว่านั้นหลายเท่า กินพื้นที่กว้างขวางหลายสิบจังหวัด ไม่มีความปลอดภัยใดๆ ให้กับประชาชนแม้แต่กำลังทหารที่เคลื่อนออกนอกพื้นที่

ถ้าการต่อสู้ยังดำเนินอยู่ ไม่ว่าฝ่ายใดก็จะไม่สามารถปกครองทั้งประเทศได้ ส่วนประชาชนมีมากเจ๊งมาก มีน้อยเจ๊งน้อย



ความสงบจะเกิดจากการเจรจาเท่านั้นแต่ไม่มีใครสามารถไปบังคับใครให้รักกันได้ เหลือเพียงความยากลำบาก ความเดือดร้อน ความตาย จะบีบบังคับให้คนทุกฝ่าย ทุกชั้น เริ่มหันมามองแนวทางประนีประนอม แล้วก็จะบีบบังคับให้ทุกฝ่ายเปิดการเจรจา

ถ้าไม่ยอมยุติสงคราม คนไทยทั้งประเทศจะเหมือนอยู่ในรถบัสท่องเที่ยวที่กลิ้งตกเหวลึก  ในกองเลือดและซากศพ จะไม่มีใครนึกถึงจุดหมาย ชายทะเล และเกลียวคลื่น นอกจากจะหนีให้พ้นความตาย



................................
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly




.

2557-04-08

วิเคราะห์“แนวรบ-ต้าน” รัฐบาล-ตลก.-นายกฯม.7 โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

.


“พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” วิเคราะห์"แนวรบ-ต้าน" รัฐบาล-ตลก.-นายกฯม.7
สัมภาษณ์พิเศษโดย ขจรศักดิ์ สิริพัฒนกรชัย
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396886661
. . วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 07:00:02 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 7 เมษายน 2557 )


หมายเหตุ - นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ "มติชน" ถึงความพยายามใช้คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอนายกฯคนกลาง ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการรัฐประหารแบบหนึ่งพร้อมกันนี้ยังประเมินแนวต้านจากคนเสื้อแดง พลังที่ 3 และต่างประเทศต่อกรณีดังกล่าว


มองความพยายามที่จะผลักดัน "นายกฯคนกลาง" ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

เบื้องหลังของความพยายามจากบางฝ่ายที่จะเสนอนายกฯคนกลาง เป็นเพราะสู้ด้วยเกมเลือกตั้งไม่ได้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จึงต้องยกเลิกระบบเลือกตั้งชั่วคราว เพื่อจัดการกับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" ให้หมดไปก่อน ให้เหลือเพียงแค่พรรคการเมืองที่ไม่เป็นภัยต่อเขา แล้วจึงจะปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น การจะล้มรัฐบาลได้มี 2 วิธี คือ "รัฐประหารโดยกองทัพ" กับ "รัฐประหารโดยตุลาการ" ซึ่งเมื่อปี 49 ใช้ทหารแต่ก็ไม่สามารถจัดการกับระบอบทักษิณได้ พอมาคราวนี้ก็มีความพยายามที่จะใช้ทหารเหมือนกัน แต่ไม่ง่ายเหมือนเมื่อปี 49 เพราะขณะนี้มีเสื้อแดงแล้ว ทหารเองก็ไม่อยากทำด้วย เพราะมีบทเรียนและมีประสบการณ์ที่แย่มากจากปี 53 ถูกกล่าวหาว่าฆ่าประชาชน ขณะเดียวกันก็รู้ว่าหากมีการรัฐประหารจะมีการปะทะกับคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน ซึ่งจะหลีกหนีการนองเลือดได้ยาก อีกทั้งต่างชาติก็รู้ชัดและแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เอาการรัฐประหาร ดังนั้น การรัฐประหารโดยกองทัพจึงเกิดขึ้นได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิด จึงต้องใช้รัฐประหารโดยวิธีอื่นแทน
และขณะนี้มี 2 คดีที่เตรียมไว้ คำร้องโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ ซึ่งอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ กับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งอยู่ที่ ป.ป.ช. สุดท้ายหากมีการชี้มูลก็ต้องส่งให้วุฒิสภาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงปล่อยให้มีการเลือก ส.ว.ได้โดยง่ายเพื่อให้ ส.ว.เข้ามารับลูกต่อ และจากนั้นก็จะมีกระบวนการที่จะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นไปด้วย ไม่มีใครขึ้นรักษาการต่อได้ ซึ่งธงข้างหน้าค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ภายในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้คงจะต้องมีคำวินิจฉัยอย่างแน่นอน


ประเมินแนวทางการต่อสู้ของฝ่ายต่อต้านนายกฯคนกลางไว้อย่างไรบ้าง

พรรคเพื่อไทยกับตระกูลชินวัตรจะสู้อย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คนเสื้อแดงจะต้องออกมาอย่างแน่นอน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า แกนนำ นปช.ยังยึดติดอยู่กับการต่อสู้ในรูปแบบเก่า กล่าวคือ ทำได้เพียงการชุมนุมแสดงพลังระดมคนให้ออกมาชุมนุมให้ได้มากที่สุด เพื่อข่มไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทำรัฐประหาร ซึ่งวิธีการเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่แล้ว ไม่ว่าจะออกมาชุมนุมที่ถนนอักษะ จำนวนเท่าไรก็ตาม จะไม่สามารถหยุดรัฐประหารได้ เพราะองค์กรเหล่านี้อยู่ใน กทม.ซึ่งขณะนี้มีม็อบ กปปส. มี คปท. ชุมนุมอยู่ ขณะเดียวกันมีพรรคประชาธิปัตย์คอยสนับสนุน และมีทหารออกมาคุ้มครองด้วยการตั้งบังเกอร์เต็มไปหมด เพื่อคอยกดการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่ให้เข้ามาใน กทม. ดังนั้น การเคลื่อนไหวก็ทำได้เพียงรอบนอกเท่านั้น ขณะเดียวกัน มวลชนกลุ่มอื่น อย่าง คปท. กปปส. รู้ว่าเขาเองไม่สามารถระดมมวลชนที่สามารถอยู่ได้ยาวได้ ที่ผ่านมาจึงใช้วิธีตั้งเป็นมวลชนขนาดเล็กแล้วมีการติดอาวุธแทน


การเคลื่อนไหวใหม่ของ นปช.ควรจะเดินไปในแนวทางไหน

ควรเน้นการเคลื่อนไหวในพื้นที่ คนเสื้อแดงมีเครือข่ายที่เข้มแข็งอยู่แล้ว สนับสนุนให้เขาเคลื่อนไหวในพื้นที่ของเขาเองจะดีกว่า กดดันหน่วยราชการ กดดันทหารในพื้นที่ที่สนับสนุนพวกเผด็จการ สนับสนุนให้มีเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อเตรียมรับมือกับการรัฐประหาร ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าที่ระดมคนมาชุมนุม แล้วก็มีปัญหาเรื่องของการรักษาความปลอดภัย เพราะระหว่างการเดินทางที่อาจจะถูกดักโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามอีก แม้จะมีการ์ดคอยดูแลเท่าไรก็ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ที่สำคัญยังจะไม่สามารถหยุดยั้งการรัฐประหารโดยตุลาการได้ด้วย


วิธีที่ว่าจะมีพลังเพียงพอที่จะถ่วงดุลกับฝ่ายตรงข้ามได้แค่ไหน

การสร้างเครือข่ายในพื้นที่เพื่อรอเวลาจะสามารถเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้ทันทีที่มีการรัฐประหารโดยตุลาการ ส่วนใน กทม.ก็ปล่อยไป แล้วรัฐบาลก็ย้ายตัวเองออกไปอยู่ต่างจังหวัด โดยใช้เครือข่ายที่สร้างขึ้นไว้ล่วงหน้าเหล่านี้เป็นเกราะคุ้มครองรัฐบาล ขณะเดียวกันนายกฯต้องประกาศไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และของ ป.ป.ช.ด้วย และยืนยันว่าตนเองยังเป็นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างชอบธรรม และพร้อมจะออกจากตำแหน่งด้วยกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งการที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่ออก ทั้งๆ ที่มีคำวินิจฉัยไปแล้ว จะเป็นปัจจัยให้มีข้ออ้างให้ทหารทำรัฐประหารได้ ดังนั้น หากรัฐบาลไปอยู่ต่างจังหวัดก็จะมีมวลชนเป็นผนังคุ้มกันได้อีกทางหนึ่งหากมีรัฐประหารจริงๆ


แต่ทางพรรคเพื่อไทยกับตระกูลชินวัตรมักจะเล่นเกมประนีประนอมเสมอมา

เขายังหวังว่าจะต่อรองได้ หวังจะเกี้ยเซี้ย ซึ่งเป็นนิสัย ก็ให้เขาทำไป แต่คราวนี้เขาจะเล่นงานตระกูลชินวัตรอย่างหนัก จะไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนเดียวที่โดน อย่างน้อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคนอื่นๆ ด้วย ถ้ามีรัฐบาลใหม่ได้ ก็จะตั้ง คตส.ใหม่ขึ้นมาเพื่อสอบสวนตระกูลชินวัตรทั้งหมด จะมีการจำคุกยึดทรัพย์กันอย่างถ้วนหน้า และถ้ายังอยู่ในเมืองไทยก็ต้องเข้าคุก ดังนั้น จึงต้องไปรวมตัวกันอยู่ที่ประเทศดูไบหมด อยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ จากประวัติศาสตร์นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกฯ และลูกๆ แต่ละคนกว่าจะกลับได้บางคนก็แก่แล้ว ส่วนนายปรีดีก็กลับมาแต่กระดูก ที่พูดแบบนี้ก็หมายความว่า เขาจะเล่นงานคุณ แต่คุณไม่สู้ หวังจะมีการต่อรองกัน โดยให้คุณออกจากการเมืองไปก่อนแล้วมีเคลียร์กันได้ เชื่อได้เลยว่าสุดท้ายเขาจะเล่นงานคุณอีกแน่นอน เพราะจาก 8 ปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นแล้วว่า ถ้ามันเกี้ยเซี้ยกันได้คงจบไปนานแล้ว


จะได้เห็น "พลังที่ 3" ที่จะลุกขึ้นมาต้านถ้ามีการชะลอการเลือกตั้งออกไปแล้วหรือไม่

ถ้ามีการล้มระบอบเลือกตั้งไปเลย แล้วนำนายกฯที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง พลังที่ 3 เหล่านี้ก็จะมารวมตัวกัน จะกลายเป็นกลุ่มต่อต้านที่ไม่เอานายกฯคนกลางแน่นอน แล้วจะไม่ได้มีแต่คนเสื้อแดงด้วย เพราะคนทั่วไปที่ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เขาก็ไม่เอารัฐประหารและระบบการแต่งตั้งมีเยอะมาก เพราะจุดยืนคนเหล่านี้ต้องการการเลือกตั้ง


พลังที่ 3 จะมีพลังพอที่จะหยุดหรือชะลอนายกฯม.7 ได้หรือไม่

รัฐประหารมีแน่ แล้วคงมีความพยายามที่จะตั้งนายกฯคนกลางที่ไม่ใช่คนกลางจริง และจะต้องมีแรงต่อต้าน ส่วนวิธีการขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม อาจจะเป็นแรงต่อต้านที่ซึมลึก อย่างใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่รัฐบาลใหม่อาจจะปกครองโดยมีการก่อกวนอยู่เสมอๆ ขณะเดียวกันต่างชาติจะไม่ยอมรับด้วย หรือ อีกรูปแบบหนึ่งก็อาจจะมีกองกำลังอย่างเปิดเผยก็เป็นได้ กล่าวคือเกิด "สงครามกลางเมือง" นั่นเอง ซึ่งขณะนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะดูจากการเคลื่อนไหวจาก 4-5 เดือนที่ผ่านมา มีการใช้อาวุธกันมากมาย ตำรวจตรวจจับได้เป็นจำนวนมาก แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ยังออกมาพูดอยู่เสมอๆ ว่ามีอาวุธอยู่ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายด้วยตัวเอง เพียงแต่ที่ผ่านมายังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด


มองสถานการณ์ทางการเมืองและแนวทางของการต่อสู้ต่อจากนี้อย่างไร

มองในลักษณะ 2 ซีเนริโอ คือ "ซีเนริโอแรก" ถ้าพรรคเพื่อไทยกับตระกูลชินวัตรไม่สู้ ยอมออกจากการเมืองไป แล้วหวังว่าจะมีเลือกตั้งในอนาคตแล้วค่อยกลับมา หรืออาจจะมีการเกี้ยเซี้ยกัน โดยสัญญาว่าถ้าออกไปจากการเมืองดีๆ จะไม่เอาคดีมาให้ แล้วจะจบ ซึ่งตระกูลชินวัตรก็อาจจะยอมก็เป็นได้ ขนาด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยังเชื่อเลย จากนั้นก็ปล่อยให้รัฐบาลใหม่ที่มีทหารเป็นแบ๊กอัพเข้ามาบริหารได้อย่างราบรื่น แต่ที่สุดก็จะย้อนเกล็ดกลับมาเล่นงานตระกูลชินวัตรอยู่ดี เขาไม่ปล่อยไว้หรอก เป็นการจัดการให้ชินวัตรไม่กลับมายุ่งอีก จากนั้นก็ให้อำนาจทหารกวาดจับกุมแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหมดทั่วประเทศ เพราะขณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ มีสายของ กอ.รมน.ลงพื้นที่เก็บข้อมูลแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าถ้าจับหัวแล้วหางจะไม่ส่าย แต่ไม่จริงหรอก ต่อให้กวาดล้างอย่างไรก็จะมีตัวแทนในที่สุด เพราะมวลชนยังอยู่ ความไม่พอใจยังอยู่ รากฐานของปัญหาคือความอยุติธรรมยังไม่หายไป ที่สุดถ้าเป็นซิเนริโอแรกก็จะมีมวลชนคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวใต้ดินก่อกวนต่อไป
แต่ถ้าเป็น ซีเนริโอที่สองŽ ถ้ามีการใช้ช่องทางวุฒิสภาเสนอชื่อนายกฯคนกลาง หลังการรัฐประหาร แล้วพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรตัดสินใจสู้ ด้วยการออกไปตั้งรัฐบาลอยู่ในต่างจังหวัดท่ามกลางมวลชนที่สนับสนุน สถานการณ์จะแหลมคมกว่ามาก เท่ากับว่าจะมี 2 รัฐบาลเผชิญหน้ากันอย่างชัดเจน


สมมุติว่าถ้าเกิดมี 2 รัฐบาลเผชิญหน้ากัน "ตัวชี้ขาด" จะเป็นปัจจัยใด

ต่างประเทศคือตัวชี้ขาดแรก ตัวชี้ขาดตัวที่สอง คือใครจะมีประชาชนมากกว่ากัน ส่วนกำลังทหารเป็นปัจจัยรอง ต่อให้รัฐบาลในซีเนริโอที่สอง ไม่มีทหารเลยแต่สุดท้ายอาจจะชนะได้ ถ้าต่างชาติกับประชาชนหนุนมากพอ ผมเคยเสนอให้ตั้งอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตย ในรูปแบบที่ทำได้ถูกกฎหมาย คือ อาสาสมัครตำรวจบ้าน ที่ทำแล้วใน จ.พะเยา ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำได้อย่างถูกต้อง เพราะเป็นหน่วยงานที่มีกฎหมายรองรับ มีตำรวจมาควบคุมอีกที ไม่ใช่กองกำลังอิสระที่ตั้งขึ้นมาเถื่อนๆ เพราะยังอยู่ในระบบ และไม่ได้ติดอาวุธ แต่เป็นอาสาสมัครประชาธิปไตยที่สนับสนุนรัฐบาลในแง่ของสวัสดิการ เศรษฐกิจ กำลังคน ข้อมูลข่าวสาร การรณรงค์ เป็นต้น


ปัจจัย "ภายนอกประเทศ" จะช่วยชะลอกระบวนการ "รัฐประหาร" ได้หรือไม่

ก่อนหน้าที่ปัจจัยทางด้านการต่างประเทศช่วยยื้อได้พอสมควร แต่ในช่วงระยะเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา ต่อให้มีข้อมูลจากสื่อมวลชนต่างชาติมาตีแผ่กระบวนการในการโค่นล้มประชาธิปไตยแค่ไหน คิดว่าฝ่ายที่จ้องล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเขาไม่สนกระแสแล้ว เพราะมีคำสั่งให้เดินหน้าอย่างเดียว ต่อให้ต่างชาติกดดันอย่างไร คนเสื้อแดงออกมากี่ล้านก็ไม่มีผลแล้ว


ล่าสุดที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาจุดกระแสเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาตรวจสอบการสลายชุมนุมในปี 53

ขอให้ทำจริงๆ ซึ่งผลที่ออกมาอาจมี 2 ทาง คือ ทางหนึ่ง อาจจะเป็นการต่อรองช่วยให้มีการชะลอการรัฐประหาร แต่อีกทางหนึ่ง ก็อาจจะเป็นตัวเร่งให้มีการทำรัฐประหารโดยเร็วยิ่งขึ้นก็ได้ เพราะรัฐบาลจะได้ลงนามในหนังสือรับรองเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ทัน เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่กล้าลงนามในหนังสือรับรองเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้เข้ามาตรวจสอบกรณีดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้อง เพราะกลัวจะเป็นตัวเร่งให้มีการล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เร็วขึ้น
สำหรับผมรีบทำได้จะดีมาก เพราะเห็นแล้วว่าจะลงนามหรือไม่ ฝ่ายที่จ้องล้มรัฐบาลก็เดินหน้าจัดการคุณอยู่ดี เพราะการลงนามรองรับดังกล่าวจะเป็นการช่วยอำนวยในเรื่องกระบวนการยุติธรรมได้ หากมีการฆ่าประชาชนอีก สุดท้ายคนสั่งจะต้องโดนลงโทษ ทั้งจากกฎหมายภายในประเทศแล้ว และจากกฎหมายระหว่างประเทศด้วย



.

2557-02-24

คณะรัฐบุคคล โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

.

คณะรัฐบุคคล
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
คอลัมน์ คนเดินตรอก
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1393224114
. . updated: 24 ก.พ. 2557 เวลา 13:37:46 น.

( ภาพของเซีย จากไทยรํฐ ไม่เกี่ยวกับผู้เขียน ไม่มีในเพจประชาชาติ )


เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไปเพียงวันเดียว มีการเปิดตัวคณะรัฐบุคคลโดยตั้งชื่อว่า "Man of The State" เป็นข่าวใหญ่ไปในหนังสือพิมพ์หลักทุกฉบับ โทรทัศน์พื้นฐานทุกช่อง

ที่เป็นที่ฮือฮาก็เพราะบุคคลที่เข้าไปร่วมชุมนุมนั้นล้วนแต่เป็นผู้สูงวัย นัยว่ามีอายุอยู่ระหว่าง 70-90 ปีโดยเฉลี่ย ทุกคน
เคยทำงานในตำแหน่งระดับสูง ทั้งในกองทัพ กระทรวงทบวงกรม มหาวิทยาลัย เป็น ดร. เป็นศาสตราจารย์ทั้งจริงและปลอม เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก็หลายคน

ขอชมเชยที่ทุกคนมีจิตใจที่เห็นปัญหาของบ้านเมือง อยากจะมีส่วนคิดอ่านหาทางให้มีการแก้ไข ก่อนที่ประเทศชาติจะล่มสลายในสายตาของพวกท่าน


ความจริงมิได้มีแต่กลุ่มคณะรัฐบุคคล หรือ Man of The State ชุดนี้ชุดเดียวที่มีความกังวล แต่มีกลุ่มอื่น ๆ หลายกลุ่มที่มีความกังวลในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่กลุ่มอื่นไม่ได้ตั้งกล้องถ่าย ไม่ได้ตั้งไมโครโฟนอัดเสียง การเผยแพร่ความเห็นนี้จะมีเจตนาอย่างไรไม่ควรจะไปค้นหา ควรจะสนใจเฉพาะสิ่งที่ท่าน "ผู้เฒ่า" เหล่านี้ต้องการจะสื่อสารว่ามีอะไรบ้าง ดีหรือไม่ดี ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร

ที่จริงก็คุ้นหน้ากันเป็นส่วนใหญ่ข้อสนทนาที่จับความได้ก็คือ บัดนี้ปัญหาของชาตินั้นรุนแรงหนักหนามาก ต้องหาคนมาแก้ไขเพื่อ การจัดการปฏิรูปประเทศในเวลาประมาณปีครึ่งถึง 2 ปี เพื่อร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แก้กฎหมายเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อจะได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศในระยะยาว

ส่วนในระยะสั้นนี้ก็สรรหา "คนดี" มีฝีมือหา "คนกลาง" ที่ประชาชนยอมรับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจัดกวาดบ้านเรือน ทำการปฏิรูปเสียให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้ง เราก็จะได้รัฐบาล "คนดี" มาปกครองบ้านเมือง แต่วงสนทนาก็พบกับปัญหาข้อแรกว่าถ้าจะได้รัฐบาลคนกลางที่เป็นคนดีมาเป็นนายกรัฐมนตรี การมีสภาคนดีมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่บัญญัติก็จะต้องได้อำนาจ "รัฐ" มาเสียก่อน ปัญหาก็คือจะได้ "อำนาจรัฐ" มาได้อย่างไร

นักกฎหมายใหญ่และนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งเสนอว่า ไม่มีทางอย่างอื่นในการได้ "อำนาจรัฐ" มาเพื่อทำการปฏิรูป นอกจากทำการ "ปฏิวัติ" หรือรัฐประหาร จะใช้เครือข่ายองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น ป.ป.ช. กกต. ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะยังมีรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ขวางอยู่
แต่อย่างไรความเห็นของอดีตข้าราชการพลเรือน และ "นักวิชาการสมัครเล่น"ก็ถูกติติงโดย พล.อ.วิมล วงศ์วานิช จำได้ว่าท่านเป็น จปร.รุ่น 5


ฟังดูแล้วก็เหมือนความคิดคนรุ่นเก่าที่คิดถึงความรุ่งโรจน์ของกลุ่มตัวในสมัย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ กับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ร่วมกันทำปฏิวัติในปี 2519 และปี 2520 จัดระบบการปกครองโดยเอากองทัพมาคานกับสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวุฒิสภาที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเป็นตัวแทนของกองทัพ มีอำนาจเท่ากับสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงอยู่ได้ถึง 8 ปีครึ่ง บวกกับช่วงที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ 10 ปีกว่า ๆ

ต่อมาเมื่อมีรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.ชาติ ชาย ชุณหะวัณ คณะรัฐประหารก็ไปเชิญ "คนดี" คุณอานันท์ ปันยารชุน คนกลางมาเป็นนายกฯเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี หลังเลือกตั้งสภาผู้แทนฯเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไปไม่รอด เกิดการชุมนุมใหญ่ประท้วงคัดค้าน ในยุคนั้นเป็นม็อบของคนกรุงเทพฯที่อ้างว่าเป็น "ม็อบมือถือ"

เพราะสมัยนั้นคนชั้นกลางและคนรวยเท่านั้นที่มีมือถือ พล.อ.สุจินดาต้องการจัดระบบการปกครองให้เหมือนสมัย พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ คือเอากองทัพมาคานกับสภาผู้แทนราษฎร แล้วตั้งพรรคคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างที่เคยทำมาสมัยพล.อ.เปรม สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีพลวัตสูงมากไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่เคยมีใครหยุดยั้งได้ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเมื่อพรรคไทยรักไทยโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาในวงการเมืองและชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้ปลุกสำนึกของคนรากหญ้าทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดให้ตื่นตัวทางการเมืองอย่างมาก โดยการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำการปกครองให้เป็นรัฐบริการ ซึ่งไม่เคยมีพรรคใดทำมาก่อน การปลุกกระแสตื่นตัวทางการเมืองของคนระดับรากหญ้าในต่างจังหวัด ในภาคอีสานและภาคเหนือนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และคงจะเป็นของที่ย้อนกลับไปอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกนึกคิดของคนในต่างจังหวัดนั้น ปรากฏว่าคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ และอาจจะรวมถึงคนภาคใต้ด้วยไม่ยอมรับรู้หรือรู้แต่ยอมรับไม่ได้ ยังมีความคิดแบบเดิม ๆ ที่รังเกียจนักการเมือง รับผู้แทนราษฎรไม่ได้เพราะมีแต่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไร้การศึกษา



มีรายงานของมูลนิธิเอเชีย ซึ่งได้ทำวิจัยโดยส่งคนไปทำการสำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นข้อมูลที่เก็บจากการไปสัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 13-14 มกราคมศกนี้เอง จากผู้เข้าร่วมชุมนุม 350 คน จากเวทีประท้วง 3 แห่ง ซึ่งคุณฐากูร บุนปานนำมารายงานในมติชนรายสัปดาห์ฉบับวันที่ 14-20 กุมภาพันธ์

รายงานการสำรวจนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนในกรุงเทพฯถึงกว่าครึ่ง คือร้อยละ 54 ส่วนร้อยละ 46 มาจากต่างจังหวัด สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัดนั้นส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และภาคกลางประมาณร้อยละ 75  ส่วนคนภาคเหนือและภาคอีสานมีเพียงร้อยละ 25 ซึ่งตรงกับความรู้สึกของพวกเรามาก่อนแล้ว

คนที่มาชุมนุมเป็นผู้หญิง มากกว่าผู้ชายคือร้อยละ 53 ผู้ชายร้อยละ 47 เป็นคนมีอายุตั้งแต่กลางคนขึ้นไปถึงร้อยละ 60 อายุระหว่าง 45-54 มากที่สุดถึงร้อยละ 25 และที่สำคัญผู้ชุมนุมเป็นผู้มีการศึกษาสูงกล่าวคือร้อยละ 54 จบปริญญาตรี ร้อยละ19 จบปริญญาโท กล่าวคือกว่าร้อยละ 73 หรือประมาณ 3 ใน 4 ของผู้มาชุมนุมนั้นมีการศึกษาระดับปริญญาตรี

จากองค์ประกอบของผู้ชุมนุมที่กล่าวมานี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาชุมนุมประท้วงเป็นคนชั้นสูงของสังคมไทยที่มาจากกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคใต้ เป็นคนที่มีฐานะทางสังคม มีอายุวัยกลางคนขึ้นไป และกว่าครึ่งหนึ่งมีรายได้ค่อนข้างสูงคือเดือนละ 50,000-60,000 บาทขึ้นไป และกว่าครึ่งเคยบริจาคเงินให้กับแกนนำผู้ชุมนุม



เราจึงไม่แปลกใจว่าวาทกรรมที่ปลุกเร้าเข้าถึงใจคนชั้นกลางระดับสูง ทั้งในแง่พื้นที่ ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาวิธี คิดและทัศนคติของคนที่เป็นเป้าหมายนั้น ไม่ได้เกรงใจ ไม่ได้สนใจความรู้สึกนึกคิดของคนชั้นล่างระดับรากหญ้าที่อยู่ในต่างจังหวัดเลย
กว่าร้อยละ 55 ให้เหตุผลของการมาชุมนุมก็เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ ปกป้องสถาบัน ให้มีการปฏิรูปก่อนจะมีการเลือกตั้ง
กว่า 42 เปอร์เซ็นต์ของผู้มาร่วมชุมนุมตอบว่าระบอบทักษิณไม่มีอะไรดีเลย
ร้อยละ 72 เห็นว่าข้อเสียของระบอบทักษิณคือการทุจริต ข้อเสียของประชาธิปัตย์ร้อยละ 55 ตอบว่าทำงานช้า เช้าชามเย็นชามไม่มีผลงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็เคยได้ยินบ่อย ๆ ในการโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรื่องทุจริตกับเรื่องความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่คนกรุงเทพฯและคนชั้นกลางขึ้นไปให้น้ำหนักมากที่สุด หากผู้ใดถูกโจมตีด้วยข้อหาทั้งสองข้อนี้ก็มักจะอยู่ในฐานะที่ลำบาก

สำหรับความรู้ ความเข้าใจทางการเมืองของคนชั้นสูงในกรุงเทพฯนั้นค่อนข้างแปลก เพราะมีถึงร้อยละ 84 เห็นด้วยกับข้อเสนอในการจัดตั้งสภาประชาชน และมีถึงร้อยละ 81 เห็นว่าการปฏิเสธการลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ
ร้อยละ 72 ไม่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือให้ทหารเข้ามาแทรกแซง
และกว่าร้อยละ 62 เห็นว่าไม่ต้องใช้วิธีการรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างที่คณะรัฐบุคคลเสนอ


คนกรุงเทพฯยังสับสนและไม่เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตย

ในเรื่องทัศนคติของคนในกรุง เรื่องความเท่าเทียมกันทางการเมืองแล้วก็เห็นได้ชัด คนในกรุงยังยอมรับไม่ได้ ยังสับสน
แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ เพราะจำนวนคนประมาณเท่า ๆ กันตอบว่าถูกต้องและไม่ขัดกับหลักประชาธิปไตย แม้จะคิดว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากันไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ต้องยอมรับ หรือถูกหลักประชาธิปไตยแต่คนนำไปใช้ผิด ๆหรือตีความผิด ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมากสำหรับกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงสุดของประเทศไทย



เมื่ออ่านรายงานผลสำรวจผู้ชุมนุมในวันที่ 13-14 มกราคมศกนี้ ซึ่งเป็นวัน "ปิด กรุงเทพฯ" ซึ่งรัฐบาลเป็นฝ่ายประโคมข่าวนี้อย่างมาก คงจะหวังให้คนกรุงเทพฯอึดอัด คัดค้าน แต่ปรากฏว่าคนกรุงเทพฯรับได้ และยอมรับได้กับการดำเนินการปฏิรูป ซึ่งยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าหัวข้อหรือกรอบของการปฏิรูปคืออะไร

เป็นการย้ำให้เห็นว่าที่คนกรุงเทพฯออกมาร่วมชุมนุมนั้นเพราะไม่ชอบระบอบทักษิณ ซึ่งก็คงจะหมายถึงพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอะไรก็แล้วแต่ที่สืบเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทย

หลักการประชาธิปไตย ที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน รวมทั้งหลักนิติรัฐ ไม่มีความสำคัญ ไม่สนใจเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ขอแค่นายกฯยิ่งลักษณ์ออกไป แล้วเอานายกฯคนกลางกับสภาประชาชนมาทำการปกครองแทน ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ ไม่สนใจ


เห็นได้ชัดว่าวิธีคิด ทัศนคติของคน กรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อการพัฒนาการเมืองของไทย ถ้าคนต่างจังหวัดยังไม่ตื่นตัวทางการเมืองก็คงไม่เป็นไร แต่บัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯเริ่มตื่นตัวแล้ว ความขัดแย้งจะดำรงอยู่ไปอีกนาน และคงจะปะทุขึ้นเป็นระยะเมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งระเบิดขึ้น วนเวียนเป็นวัฏจักรเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ 



.

2557-02-14

พลวัตการเมืองไทย โดย วีรพงษ์ รามางกูร

.

พลวัตการเมืองไทย
โดย วีรพงษ์ รามางกูร

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392304989
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08:05:00 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 13กุมภาพันธ์2557 )  


หลายๆ คนมองการเมืองไทยโดยส่วนรวมว่า การเมืองไทยที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้เหมือนกับพายเรืออยู่ในอ่าง วนไปวนมาหาทางออกไม่ได้ แต่ความจริงการเมืองเป็นสิ่งมีชีวิต มีวิญญาณ เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลา ไม่ได้นิ่งอยู่กับที่ หลายๆ คนจึงมองไปพบแต่ทางตัน หาทางออกไม่ได้

การเมืองขณะนี้เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเรามาถึงทางตันแล้ว เพราะหลังจากการยุบสภาการเลือกตั้งมีปัญหา การจัดเลือกตั้งทำให้เรียบร้อยไม่ได้เพราะมีฝ่ายต่อต้าน มีการขัดขวางไม่ให้มีการรับสมัคร 28 เขตเลือกตั้ง บางเขตเลือกตั้งมีผู้สมัครเพียงคนเดียว บางเขตเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ ดังนั้น จึงควรให้รัฐบาลนี้ออกไป จัดตั้งรัฐบาลคนกลางที่เป็น "คนดี" เข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาปฏิรูปการเมือง ถ้าให้มีการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งก็จะเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีการพูดตรงๆ ว่าอยากให้มีการรัฐประหารขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้พ้นไป แล้วจัดการปฏิรูป ขจัดพรรคเพื่อไทยให้พ้นไปก่อนจะมีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ชนะการเลือกตั้ง

ส่วนพรรครัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็ทราบดีฝ่ายทหารมีข้อจำกัด ไม่สามารถจะทำรัฐประหารได้อย่างราบรื่น เหมือนกับการทำรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.2549 เนื่องจากข้อจำกัดทั้งภายในและภายนอกประเทศ จึงต้องเดินตามแนวทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ

การณ์จึงปรากฏว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกระทำการทุกอย่างที่ขัดกับวิถีทางหลักการประชาธิปไตย และขัดกับกฎหมาย ตั้งแต่การชุมนุมที่ว่าเป็นการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ ไม่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นก็ไม่ใช่ เพราะการขู่เข็ญตัดน้ำตัดไฟ ปิดสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ขู่เข็ญเอาชีวิตผู้อื่น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยวิถีทางสันติประชาธิปไตยและกฎหมายทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลก็ยึดรัฐธรรมนูญ ยึดกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ติดอาวุธ เพราะเกรงว่าถ้ามีการเสียเลือดเนื้อแล้วจะ "เข้าทาง" ฝ่ายประท้วง เป็นข้ออ้างให้ทหารทำการปฏิวัติ เมื่อฝ่ายรัฐบาลหลีกเลี่ยงการปะทะ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ย่อมจะไม่สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายได้

เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายได้อำนาจรัฐก็ดูอ่อนแอลงในแง่การป้องกันและปราบปรามผู้ชุมนุมที่กระทำการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกฎหมายแต่การบริหารราชการแผ่นดินก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ไม่ขาดตอน แม้จะดูขลุกขลักไปบ้าง เช่น การให้บริการของรัฐบางอย่าง เช่น การทำหนังสือเดินทาง การออกใบอนุญาต แต่ในที่สุดก็สามารถดำเนินการต่อไปได้

การเรียกร้องให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พร้อมกันหยุดงานโดยการออกคำสั่งของผู้นำการชุมนุมก็ไม่เป็นผล ราชการก็ยังดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความแข็งแกร่งและมั่นคงของระบบราชการไทยที่ไม่โอนเอียง ไม่อ่อนแอไปตามกระแสของการเมือง แม้จะมีการตัดน้ำตัดไฟบ้างหรือการหยุดงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจบางส่วน แต่ระบบขนส่ง ระบบโทรคมนาคม ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บภาษี ระบบการเบิกจ่ายเงินของทางราชการ ระบบการชำระเงินของสถาบันการเงิน ก็ยังสามารถดำเนินการไปได้อย่างปกติ ระบบการส่งออกสินค้าและบริการก็ยังดำเนินการไปตามปกติ สามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าโดยรวมแล้วทุกอย่างยังดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติ


แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั้งคนไทยและคนต่างประเทศมีน้อยลงเงินทุนจึงไหลออกจากตลาดทุนเช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตรและตลาดทุนอย่างอื่น บัดนี้ผลก็ปรากฏขึ้นมาแล้วและอาจจะลุกลามต่อไปถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ ถ้าโชคไม่ดี เศรษฐกิจในภูมิภาค เช่น จีน ขยายตัวในอัตราช้าลง หรืออินโดนีเซีย มีปัญหาทางการเงิน เศรษฐกิจของเราแม้ว่าจะมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ ก็อาจจะมีปัญหาได้แต่ขณะนี้ยังไม่มีปัญหา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าปล่อยให้ดำเนินไปตามธรรมชาติในกรอบของประชาธิปไตยและกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าฝ่ายทหารไม่อาจจะทำการปฏิวัติรัฐประหารได้แล้ว ฝ่ายอำนาจรัฐเก่า อันได้แก่ องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรมต่างๆ ยอมเปลี่ยนท่าที กลับมาตั้งสติใหม่ ว่าวิธีการที่เคยกระทำมาในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษใช้ไม่ได้ผล รังแต่จะสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจของชาติ รังแต่จะได้รับการต่อต้าน คัดค้านจากประชาคมระหว่างประเทศ แม้จะปลอบใจตนเองว่าต่างชาติไม่เข้าใจความสลับซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจของ "รัฐไทย" นั่นเป็นการหลอกตัวเอง สื่อมวลชนต่างชาติเข้าใจความสลับซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจของรัฐไทยดีกว่าคนไทยเสียอีก เพราะเขาไม่ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเหมือนกับสื่อมวลชนของไทย



การที่มีคน "ชั้นสูง" กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ออกมาเสนอความเห็นหรือทางออก โดยให้รัฐบาลถอยออกไป เพื่อให้เกิดทางตัน จะได้จัดตั้งรัฐบาลนอกรัฐธรรมนูญ เพื่อมาปฏิรูปการเมือง ปรับปรุงกฎหมาย ปรับปรุงรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายอื่นๆ แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ชนะการเลือกตั้ง จึงเป็นการพายเรือในอ่าง เป็นข้อเสนอที่ไร้ประโยชน์ ปฏิบัติไม่ได้ รังแต่จะสร้างความเสียหาย รังแต่จะทำให้ขบวนการประชาชนและพรรคเพื่อไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทำให้การอยู่ในอำนาจของพรรคเพื่อไทยยืนยาวยิ่งขึ้น
ถ้าเราปล่อยให้ประชาธิปไตยพัฒนาตัวเองไปโดยธรรมชาติ ไม่มีขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่มีรัฐประหาร 19 กันยา 49 ไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ไม่มีขบวนการล้มรัฐบาลนอกกรอบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ ไม่มีการปลุกระดมชุมนุมต่อหลังประสบชัยชนะในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ไม่มีข้อเสนอเรื่องนายกฯคนกลางที่ดีแต่ไร้สาระ ขณะเดียวกันพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำการปฏิวัติปฏิรูปตัวเอง เปลี่ยนผู้นำพรรค เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนทัศนคติ หันมายึดมั่นในวิถีทางประชาธิปไตย เข้าถึงประชาชนรากหญ้าในภาคอื่นๆ นอกจากกรุงเทพฯและภาคใต้ คนที่ยังเลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะเคยเลือกกันมา ไม่ใช่เพราะชื่นชมในผลงานหรือเชื่อมั่นในนโยบายพรรคว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น

ส่วนคนกรุงเทพฯก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้วเพราะถูกกับรสนิยมของคนเมืองกรุงคนกรุงเทพฯไม่ต้องพึ่งประชาธิปไตยไม่ต้องพึ่งผู้แทนราษฎร

สำหรับคนภาคใต้ ดูจะเสียเปรียบกว่าคนภาคอื่น เพราะการที่เลือกพรรคฝ่ายค้านอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความกระตือรือร้นของผู้แทนของตนเฉื่อยชาในการดึงงบประมาณมาพัฒนาจังหวัดของตน เราจึงเห็นได้ชัดว่าเครือข่ายคมนาคม ถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในภาคใต้พัฒนาได้น้อยและช้ากว่าภาคอื่นๆ มาก


เหตุการณ์การเมืองครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อย่างแรกลำพังกระแสการล้มรัฐบาลของคนกรุงเทพฯและคนภาคใต้ส่วนใหญ่คงทำไม่สำเร็จ หากปราศจากการแทรกแซงของกองทัพเข้ามาปิดเกม ทำปฏิวัติรัฐประหาร ประการที่สองทหารมีข้อจำกัดมากขึ้นในการทำปฏิวัติรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการรวมตัวจัดตั้งของคนในต่างจังหวัด การคัดค้านอย่างเปิดเผยของประชาคมโลก การเปิดตัวอย่างสมบูรณ์ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างที่สามเป็นการพิสูจน์แล้วว่า การทำปฏิวัติเงียบขององค์กรในขบวนการยุติธรรมนั้นไม่ได้ผล นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังก่อให้เกิดความเสียหายกับตนเองและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ผู้ที่ยังเรียกร้องในแนวทางนี้ควรจะเลิกคิด แล้วมาช่วยกันทำการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงในแนวทางประชาธิปไตย ในระบบการปกครองด้วยกฎหมาย ยอมรับเสียงส่วนใหญ่จะดีกว่า

ในขณะที่ยังปฏิวัติรัฐประหารไม่ได้ องค์กรอิสระทำงานไม่ได้ผล แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็กำลังเปลี่ยนไป พรรคการเมือง เช่น ประชาธิปัตย์ก็ดี พรรคเพื่อไทยก็ดี พรรคอื่นๆ ก็ดี ต่างก็มีความคิดความเห็นใหม่ๆ เกิดขึ้นในพรรค ความคิดความเห็นเปลี่ยนไปหลายเรื่อง
การเป็นรัฐบาลโดยเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด (absolute majority) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรได้ทุกอย่าง การดำเนินการทางการเมืองข้างถนนก็ทำสำเร็จไม่ได้

สังคมก็ดี การเมืองก็ดี คนในกรุงก็ดี คนต่างจังหวัดก็ดี ล้วนเป็นสังคมที่มีชีวิต ย่อมเติบโตเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครหยุดยั้งได้แม้แต่กระบอกปืน

ปล่อยสังคมเติบโตตามธรรมชาติไปเองเถิด

............



.

2557-02-12

อุดหูขโมยกระดิ่ง, +สัญญาณ โดย ฐากูร บุนปาน

.

อุดหูขโมยกระดิ่ง
โดย ฐากูร บุนปาน
  คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392212921
วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:00:21 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 12 กุมภาพันธ์ 2557 )


ถ้าสังคมไทยเป็นคนป่วย วันนี้หมอที่รักษาอาจจะขอให้ไปตรวจสายตาและการรับฟังเพิ่มขึ้นอีกสองอย่างจากโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่เป็นอยู่แล้ว

เพราะมีข้อสงสัยว่า ทำไมคนจำนวนมากถึงมองไม่เห็นหรือไม่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนร่วมสังคมส่วนใหญ่ทำให้เห็นอยู่ตำตา หรือว่าพูดออกมากึกก้องเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์

คนกว่า 20 ล้านที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเลือกใคร พรรคไหน หรือไม่เลือกใครเลย มีเจตนาขั้นพื้นฐานตรงกันประการหนึ่งว่า

มาเพื่อแสดงตัวให้เห็นว่าสนับสนุนระบบและระบอบการปกครองที่เคารพเสียงส่วนใหญ่ ที่ใช้กระบวนการที่เป็นอารยะที่สันติเข้าแก้ปัญหาหรือความขัดแย้ง

ระบบระบอบที่ว่านั้นชื่อประชาธิปไตย



แต่คล้อยหลังไปไม่กี่วัน มีท่านผู้รู้ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดีหลายท่าน

ออกมากระทุ้งให้นายกฯลาออกบ้าง ให้รัฐบาลพักร้อนบ้าง ให้รักประชาธิปไตยแต่อย่าไปรักรัฐธรรมนูญ (ที่ตัวเองก็มีส่วนร่างมาด้วย) บ้าง ฯลฯ

ฟังเหมือนเจตนาดี

แต่มีคำถามอยู่ว่า ถ้าลาออกก็ดี พักร้อนก็ดี ล้วนมีผลให้คะแนนเสียงของคนกว่า 20 ล้านไร้ความหมายไปในทันที

จะไปชี้แจงทำความเข้าใจกับคนเหล่านั้นว่าอย่างไร

จะให้เหตุผลแบบไหนว่าเสียงของเขารวมกันแล้ว 20 กว่าล้านเสียง ดังหรือมีน้ำหนักสู้เสียงของคนไม่กี่คนไม่ได้



ไม่ว่าจะเอาเหตุผลเลิศหรูอะไรมาอธิบาย ขอให้ตอบคำถามซื่อๆ ง่ายๆ ที่เป็นพื้นฐานนี้ก่อน
ว่าสิทธิในความเป็นคนของเราไม่เท่ากันได้อย่างไร
นี่ไม่ใช่การแข่งขันทางการค้า ที่ใครมีเงินหรือเส้นสายมากกว่าได้เปรียบ ไม่ใช่การยกพวกตีกันแบบชนเผ่า ใครกำปั้นใหญ่กว่าหรือมากกว่าได้เปรียบ
ใครที่จะไม่เคารพสิทธิเสียงของคนอื่นช่วยเตรียมคำตอบไว้ให้ดี


แน่นอนว่ารัฐบาลที่กำลังรักษาการอยู่นี้มีข้อผิดพลาดบกพร่อง หรือแม้กระทั่งวี่แววของการทุจริต

แต่การแก้ไขความผิดพลาด หรือการจะให้รัฐบาล (ที่คนบางคนหรือบางกลุ่มปักใจเชื่อเสียแล้วว่าผิดเลว ให้อภัยไม่ได้) แสดงความรับผิดชอบ

รวมไปถึงการลงโทษ ทั้งทางกฎหมาย ทางการเมือง ทางสังคม

ต้องเดินไปตามระบบและระบอบประชาธิปไตย


ที่ผ่านมาท่านคนดี คนชั้นสูงทั้งหลายใช้กำปั้นที่ใหญ่กว่าทุบชาวบ้านธรรมดาจนหมอบราบคาบแก้วมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง

แต่หนนี้คงไม่ง่าย-และเชื่อว่าท่านทั้งหลายที่ออกมาแสดงเจตนาดีกันอยู่นี้ก็รู้ดี

ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียงหน้าออกมากันจนได้


เหมือนไม่เชื่อว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือเชื่อว่าสามารถหมุนกลับได้

ทำไมถึงอยากลากสังคมไทยกลับเข้ารูเข้าถ้ำกันหนักหนา

หรือว่าเวลาอยู่ที่มืดแล้วทำอะไรสะดวก?




++

สัญญาณ
โดย ฐากูร บุนปาน 
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391595361
. . วันพฤหัสบดีที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 06:40:03 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 5 กุมภาพันธ์ 2557 )
( ภาพของเซีย จาก นสพ.ไทยรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียนและมติชน )


ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นที่ กกต. แถลงให้คนทั่วไปได้รับรู้ (เอาเป็นตัวเลขกลมๆ) ก็คือ

ใน 68 จังหวัดที่มี 59 จังหวัดเลือกได้ทั้งหมด และ 9 จังหวัดเลือกได้บางส่วน ที่มีผู้มีสิทธิออกเสียง 44.65 ล้านคน มาลงคะแนน 20.47 ล้านคน

หรือร้อยละ 45.84

ซึ่งต้องถือว่าไม่เลวเลย หรือถ้ามองโลกสวยก็ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์แวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการเลือกตั้งของคนกลุ่มหนึ่ง ความไม่กระตือรือร้นของผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง

ไปจนกระทั่งถึงการขาดหายไปของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมากจะน้อยก็ส่งผลให้แฟนคลับไม่ไปลงคะแนนเสียงในครั้งนี้

เทียบกับการเลือกตั้ง 2554 ที่มีผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 46.9 ล้าน และมาลงคะแนน 35.2 โดยเป็นผู้ลงคะแนนให้ประชาธิปัตย์ 11.4 ล้านคน

บวกลบคูณหารแล้วออกมาเลือกพรรคอื่นประมาณ 23.8 ล้านคน


เลือกตั้งหนนี้นอกจากเขตที่ยังไม่ได้ลงคะแนน ยังมีเลือกล่วงหน้ากว่า 2 ล้านเสียง ซึ่งยังไม่ได้นับ ที่เกือบร้อยทั้งร้อยต้องการจะลงคะแนนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะต้องดิ้นรนมาลงทะเบียนทำไม

รวมๆ แล้วก็คงขาดเหลือจากเดิมไม่เท่าไหร่

ไม่เรียกว่าเยี่ยมแล้วจะเป็นอะไรได้



ถ้าหัวหน้ามวลมหาประชาชนหรือผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการยังสงสัยข้องใจ หรือจะเยาะเย้ยว่าที่ออกมาลงคะแนนนี้ยังไม่ถึงครึ่ง ไม่ใช่คนส่วนใหญ่
มีเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่ก็ไสช้างเข้ามาประชัน ให้หญ้าแพรกทั้งหลายได้ชมเป็นขวัญตาเถิด


แต่วันนี้คือช่วงเวลาของคนส่วนใหญ่ที่ออกมาพูดด้วยการกระทำว่า ต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง ความคับข้องใจ ความเหลื่อมล้ำ หรือความบกพร่องพิกลพิการทั้งหลาย
ด้วยวิธีการตามกติกา ด้วยความสงบ สันติ อหิงสาที่แท้จริง
ไม่ต้องพึ่งรถถัง ไม่ต้องเสกคนกลางคนดีมาจากไหน เอาคนธรรมดาที่ตรวจสอบกันได้ ติชมกันได้ ไม่พอใจก็ถอดถอนหรือปลดกันได้ตามกติกานี่แหละ


ชาวบ้านอุตส่าห์ส่งสัญญาณขนาดนี้แล้ว ถ้าหัวหน้าม็อบหรือผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการยังไม่รู้ตัวอีกก็ประหลาด


เช่นกัน รัฐบาลหรือผู้ชนะการเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นผู้ชนะที่แท้จริงของเกมนี้

แต่มีฐานะเป็นแค่ตัวแทนของคนส่วนใหญ่ที่ปรารถนาจะเห็นการแก้ไขปัญหาสารพัดที่สุมกองอยู่

แก้คนเดียวก็เห็นอยู่ว่าไม่ไหว จะแสดงท่าทีอย่างไรก็ต้องรีบๆ ทำ

มือหนึ่งต้องถือกฎหมายจัดระเบียบให้สังคมก็ทำไป แต่อีกมือต้องยื่นออกไปจับกับมืออื่นๆ

แม้กระทั่งมือที่ไม่อยากจับด้วยก็ตามที

เพราะมือของตัวแทนผู้ชนะที่ยื่นออกไปด้วยไมตรีนั้นมีค่ายิ่ง ไม่แต่เฉพาะกับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น

ยังรวมถึงฝ่ายของตนเองและคนส่วนใหญ่อีกด้วย

..........


_________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์


.