.
ไร้สาระ (1)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 24
วันหยุดที่ผ่านมา แวบไปเดินเล่นที่ "เซ็นทรัลลาดพร้าว"
เห็นคนยืนต่อคิวยาวเหยียดที่หน้าห้างเซ็นทรัลชั้นบน
ส่วนใหญ่เป็น "ผู้หญิง"
มี "ผู้ชาย" ยืนอยู่บ้างประปราย สังเกตจากใบหน้าที่ดูเซ็งๆ แล้วคาดว่าคงไม่ได้เป็น "ลูกค้า" แต่เป็น "แฟนลูกค้า"
รอสาวเลือกรองเท้าลดราคา
ผมชะโงกดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นรองเท้ายี่ห้ออะไร
Fitflop ครับ
รองเท้า Fitflop รองเท้าเพื่อสุขภาพยี่ห้อดังที่เพิ่งเปิดสาขาในเมืองไทยมีโปรโมชั่นลดราคา
ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นคิวแบบนี้เซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วครั้งหนึ่ง เขาให้คนยืนรอคิวแล้วเข้าไปเลือกรองเท้าเป็นรอบๆ
คิวยาวเหยียดพอกัน
พอกลับบ้าน ผมเกิดแรงบันดาลใจจากใบหน้าหนุ่มๆ ที่ยืนรอสาวเลือกรองเท้า เขียนเล่นลงในเฟซบุ๊ก boycitychanFC
"ไปเซ็นทรัลลาดพร้าววันนี้ เจอสาวๆ ยืนรอคิวเข้าไปซื้อรองเท้า fitflop ยาวเหยียด.
...รอกันเป็นชั่วโมง.
เห็นแล้วปลงจิต. เพราะไม่มีทางที่ "ผู้ชาย" จะทำอะไรไร้สาระแบบนี้
เฮ้อ. คืนนี้ถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืนดีกว่า"
ครับ ในสายตาของ "ผู้ชาย" อาจมองว่าการต่อคิวซื้อสินค้าลดราคาของ "ผู้หญิง" เป็นเรื่องไร้สาระน่าดูเลย
มี "ผู้ชาย" น้อยคนที่จะยอมยืนต่อแถวนานๆ เพื่อซื้อสินค้า
ไม่ต้องต่อคิวซื้อสินค้าหรอกครับ แค่รอคิวร้านเอ็มเคสุกี้ ผมเคยถามสาวๆ ว่าถ้าต้องรอ 10 นาที รอหรือเปล่า
ทั้งหมด "รอ"
15 นาทีรอไหม?
ลดลงไปนิด แต่ส่วนใหญ่ก็ยัง "รอ"
แต่พอถาม "ผู้ชาย" บ้าง
10 นาทีรอไหม?
ประมาณ 70% รอ แต่อีก 30% ไม่รอ
รอ 15 นาทีล่ะ
เชื่อไหมครับ หายไปเกินครึ่ง
แต่พอถามว่าไปกับแฟน 20 นาทีรอไหม
ผู้ชายทุกคนยกมือพร้อมกัน
"รอ"
เป็นการแสดงให้เห็นว่า "ผู้ชาย" รักจริง
บ้า "ผู้หญิง" มากกว่า "เอ็มเคสุกี้"
การรอคิวซื้อสินค้าลดราคาสำหรับ "ผู้หญิง" ถือเป็นเรื่องปกติ
ไม่ "ไร้สาระ"
แต่สำหรับ "ผู้ชาย" ส่วนใหญ่มองตรงกันข้ามและบางครั้งก็เอามาเม้าธ์ในหมู่เพื่อน
ในมุมกลับ กิจกรรมบางอย่างสำหรับ "ผู้ชาย" เช่น การอดหลับอดนอนดูฟุตบอล
โดยเฉพาะช่วงฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรฯ
"ผู้หญิง" ก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเช่นกัน
ในโลกที่คนคิดต่างกัน "ความไร้สาระ" ของคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องมี "สาระ" ของอีกคนหนึ่ง
เช่นเดียวกับเรื่องที่เปี่ยมด้วยสาระของคนหนึ่งก็เป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ของอีกคนหนึ่งเช่นกัน
โดยเฉพาะ "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" ที่ว่ากันว่ามาจากดาวคนละดวง
หลังจากผมโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร
ขำ-ขำ
แต่คนที่มาแสดงความเห็นต่อท้ายสิครับ
แม้ส่วนใหญ่จะเข้าใจในความหมายของการเสียดสี "ผู้ชาย" ด้วยกัน แต่กลับมีบางคนนึกว่าผมตั้งใจว่า "ผู้หญิง"
"สาระมันต่างกัน เพราะผู้ชายมันยังแหกตาดูบอล ที่ไม่มีสาระอันใด หรือไม่ก็ไปต่อแถวซื้อมือถือ ค่ายแอปเปิ้ลนั่นไง ผู้ชายทั้งเพ"
หรือประชดประชันแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง "ถ่างตา ก็เป็นสาระดีนี่คะ"
หรือบางคนก็แซวเล่นแบบมีอารมณ์ขัน
"ไม่มีทางที่ผู้หญิงจะถ่างตารอเช่นนี้เหมือนกัน ไปนอนเอาสลัดผักโปะหน้าดีกว่าเป็นไหนๆ ฮาๆๆ"
พอโทนเสียงต่อว่าเริ่มแรง ก็เริ่มมีคนมาช่วยเถียงแทนว่าให้อ่านดีๆ
ผมไม่ได้ต่อว่า "ผู้หญิง" แต่เสียดสีตัวเอง
มีคนแสดงความเห็นในกระทู้นี้เกือบ 200 คน
สนุกดีครับ
นั่งอ่านเล่นพักหนึ่งก็เกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมา
กะว่าจะโพสต์ข้อความใหม่
"วันนี้ เพื่อนผู้ชายคุยกันว่าจะถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืน
ฟังแล้วปลงจิต เพราะไม่มีทางที่ "ผู้หญิง" อย่างเราจะทำอะไรไร้สาระแบบนี้
เฮ้อ...คืนนี้รีบนอนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะรีบไปเข้าคิวซื้อรองเท้า Fitflop"
ลงชื่อ "สาวเมืองจันท์"
เรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นมองอีกมุมหนึ่งแทน
แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเขียนข้อความแบบ "เซน" ดีกว่า
"ตอบ" โดย "ไม่ตอบ"
เมื่อต้องการจะบอกว่าคนเราทุกคนล้วนแต่มีเรื่อง "ไร้สาระ" กันทั้งนั้น
เราเปิดประเด็นให้แฟนเพจเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองดีกว่า
"ไหนๆ ก็คุยกันเรื่องความไร้สาระแล้ว
อยากรู้ว่าใครเคยทำเรื่องที่คิดว่า "ไร้สาระ" ที่สุดบ้าง
เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ"
เชื่อไหมครับว่าไม่ถึง 10 นาที มีคนเขียนเล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัวเองมาเกือบ 50 คน
แต่ละเรื่องสนุกทั้งนั้น
สนุกจนอยากให้รางวัล
โพสต์ข้อความเดิมอีกครั้ง แต่เพิ่มข้อความว่าจะแจกหนังสือเป็นรางวัล
ตอนแรก 5 เล่ม พอเรื่องเริ่มเยอะก็เลยเพิ่มเป็น 10 เล่มสำหรับ "เรื่องไร้สาระ" ที่โดนใจที่สุด
และสุดท้ายคงต้องเพิ่มเป็น 20 เล่ม
เพราะมีคนเข้ามาเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองถึง 500 กว่าคน
สนุกมากครับ
อ่านไปหัวเราะไปทั้งคืน
ไม่นึกว่าคนเราจะสามารถทำเรื่อง "ไร้สาระ" ได้ขนาดนี้
มีตัวอย่างเรื่อง "ไร้สาระ" มาเล่าให้ฟังเพื่อเรียกน้ำย่อย 2-3 เรื่องครับ
"โบกแท็กซี่ แล้วถาม ว่ากี่โมงแล้วค่ะ ตอนนี้ ^^" (คุณไม่ถือสา แต่ว่ารู้สึก)
"เคยเข้าห้องน้ำแล้วห้องข้างๆ ตดเสียงดัง เราเลยพยายามจะเบ่งให้ตดดังกว่าเค้า แต่ไม่ออก ออกจากห้องน้ำมาเครียด แพ้เลย 55" (Anntie Ams)
เฮ้อ คิดได้ไง
"จีบผู้หญิงคนแรก ไม่กล้าคุยกับเค้า ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังจีนกำลังภายใน ประทับใจการสะกดรอยตามผู้ร้ายที่สุด
ผมจึงเอาวิธีนี้มาประยุกต์ใช้ โดยการรอเวลาหลังเลิกเรียน เธอจะเดินไปขึ้นรถบริเวณใกล้ๆ ผมจะค่อยๆ เดินตามไม่ให้เธอรู้ตัว จนรู้ว่าเธอขึ้นรถประจำตรงไหน
แต่อนิจจาเธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมสะกดรอยตาม เธอฝากมาบอกเพื่อนของผมว่าเธอกลัวมาก
ผมเลยกลายเป็นพวกโรคจิตในสายตาเค้าไปเลย 555
ไร้สาระมั้ยครับ นี่แหละ การคิดจะจีบหญิงครั้งแรก ไม่เป็นท่าเลยครับ" (Valio Campione)
ครับ นี่แค่ "ตัวอย่าง"
ฉบับหน้าขออีกตอน จะคัดอีก 17 เรื่องที่ได้รางวัลมาเล่าให้ฟัง
แล้วจะรู้ว่าคนเรา "ไร้สาระ" มากกว่าที่คุณคิด
(ถ้าอยากอ่านเรื่องทั้งหมด ให้เข้าไปในเฟซบุ๊ก boycitychanFC ได้เลยครับ
รับประกันความฮา!!!)
++
ไร้สาระ (2)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 24
ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วครับ จากการเปิดประเด็นให้ "แฟนเพจ" เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัว
ฉบับที่แล้วลงไป 3 เรื่อง
ฉบับนี้ ขออนุญาตลงเรื่องที่คัดสรรมาแล้วว่า "ไร้สาระ-เพี้ยน" และขำสุดๆ อีก 17 เรื่องครับ
กลุ่มแรก เป็นเรื่องความไร้สาระและไร้เดียงสาในวัยเด็ก
"หยิกแขนคนข้างๆ เมื่อเจอรถเต่า และอธิษฐาน" Firstread Firstsight
มีคนโพสต์ประเด็นนี้หลายคน แต่ Firstread Firstsight เป็นคนแรก
Bewitch ZAng "ตอนประถม ต้องกินยาแก้หวัด กินยาไปแล้วก็กินน้ำจากขวดเลยค่ะไม่ได้ใส่แก้ว แล้วยามันร่วงจากปากตกลงไปในขวด
แทนที่เราจะเทน้ำออก หรือเปลี่ยนยาเม็ดใหม่
ดันดื่มน้ำจากขวดต่อไป คิดว่าเม็ดยาจะไหลตามไป
ที่ไหนได้ จุกก็จุก
ที่สำคัญ "ทิฟฟี่" ยังอยู่ที่เดิม ไม่น่าเล้ย..."
Rina Sitt "ตอน ป.3 คุณครูสอนว่าต้นไม้ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนเช้าและจะปล่อยออกซิเจนออกมาให้เราแทน ...
ในช่วงนั้น แม่ใช้ให้ปลูกต้นคุณนายตื่นสายตามข้างทางเข้าบ้าน (ก็ตื่นเต้นค่ะ ฝีมือเราปลูก) กลัวมันไม่โต กลัวเสียหน้าด้วย
ตอนเช้าต้องตื่นมานอนราบกับพื้น ก้มหน้าลงไปให้ใกล้ดอกไม้ที่สุดแล้วถอนหายใจ(แบบถี่ๆ แรงๆ)
เป็นการให้คาร์บอนไดออกไซด์กับดอกไม้
ลุกๆ นอนๆ กับพื้นอยู่นั่นแหละค่ะ พอให้คาร์บอนไดออกไซด์ต้นไม้เสร็จ ก็ต้องค่อยๆ ถอยกลับมาสูดออกซิเจนคืน
...ปลูกต้นไม้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย ฮ่าๆๆ"
Natkrita Nhoojam "เรื่องนานมากแล้วอันนี้พยานเพียบ!! ตอนประถมกลับจากโรงเรียนตอนเย็นหิวน้ำมาก อยากดื่มน้ำเย็น เปิดตู้เย็นก็ไม่มีน้ำสักขวด ไม่รู้จะทำไงดี
มองซ้ายมองขวาไม่มีคน เห็นที่ผนังของช่องแช่แข็งมันมีน้ำแข็งเกาะอยู่ ด้วยความหิวน้ำมากจึงเอามือแกะแต่มันก็ได้แค่นิดเดียว
ตัดสินใจเอาหัวเข้าไป แล้วก็ใช้ลิ้นเลียน้ำแข็งเลย ปรากฏว่าไฟดูด ดึงออกก็ไม่ได้ ตกใจมากคิดว่าจะตายเป็นผีเฝ้าตู้เย็นแล้ว!!!
แต่ดึงมันออกอย่างแรงอีกอีกครั้ง ลิ้นหลุดจากผนังช่องแช่แข็ง แต่เลือดออกเยอะมาก เลยวิ่งร้องไห้เข้าห้องไม่กล้าบอกใคร แล้วเอาผ้ามาอมไว้ไม่ให้เลือดไหล
บังเอิญตอนที่วิ่งร้องไห้เข้าห้องน้องชายเห็นเลยตามเข้าไป เลยรู้กันทั้งบ้าน!!!!
ไม่รู้ทำไปได้ไง"
Joy Siriporn "ตอนเด็กๆ พยายามตัดยางรถยนต์ แล้วขุดหลุมข้างบ้าน ขโมยเกลือของแม่ที่เตรียมไว้ทำปลาเค็มมาทั้งหมด นำไปเทลงในหลุม
เติมน้ำนิดหน่อย ใส่ยางรถยนต์ลงไป
ด้วยหวังจะให้มันกลายเป็นยางลบ คิดได้อ่ะ"
Chanin Jobb "ตอน ม.3 ช่วงพักกลางวัน เคยร่วมกับเพื่อนๆ เกือบสิบคน ร้อง เฮ้ย!!! ดังๆ แล้ววิ่งกรูกันไปกลางสนามฟุตบอล
คนแตกตื่นและวิ่งตามไปดู
3 นาที หลังจากนั้น นักเรียนเกือบครึ่งโรงเรียนลงไปอยู่กลางสนามฟุตบอล
เรื่องนี้จบลงที่ ฝ่ายปกครองต้องประกาศให้นักเรียนอยู่ในความสงบและสั่งให้ทุกคนออกจากสนามฟุตบอล (ส่วนพวกเราก็ชิ่งออกมานั่งขำกันข้างสนามตั้งนานแล้ว)^^"
Suvallee Yamsart "ตอนเรียน ป.2 เอาชื่อพ่อกับแม่ของเพื่อนเกือบทั้งหมดในห้อง มาทำเป็นเพลงให้เพื่อนไว้ใช้ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว 555"
คาดว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงประจำห้องที่ร้องเล่นในโรงเรียนเป็นประจำ
ยกเว้น "วันแม่" และ "วันพ่อ"
กลุ่มที่ 2 เป็นเรื่อง "ความรัก"
มีสุข สิริยา "ที่บ้านชอบเลี้ยงหมา ทุกเย็นแฟนจะชอบมานั่งหาเห็บหาหมัด
เห็นแฟนทำแบบนี้ทุกวันเซ็งจิตสุดๆ
ไปตลาดนัดซื้อยาฆ่าเห็บที่ใช้ผสมข้าวให้หมากิน ใช้เวลา 7 วัน เห็บหมัดตายเกลี้ยง
แทนที่แฟนจะดีใจที่เห็บตาย กลับต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องเห็บ
แฟนบอกว่าการหาเห็บเป็นการใช้สมาธิและได้อยู่ในโลกส่วนตัว
เฮ้อ มนุษย์หนอ..."
Phatcharin Thirarungsikul "หนูเลิกกับแฟนเพราะแฟนกินเค้กก่อนที่หนูจะถ่ายรูปแล้วอัพลงเฟซบุ๊ก
ทะเลาะกันจนคว่ำจานทิ้งแล้วเลิกกันตรงนั้นเลย
พอมองย้อนกลับไป หนูว่ามัน...ไร้สาระ"
Chupong Ittiwut "สมัย สื่อสารทางเดียว ด้วย "เพจเจอร์" ซึ่งต้องโทร.เข้าศูนย์ฝากข้อความ
ทะเลาะกับแฟน แฟนขึ้น ปอ.7 หนีกลับบ้าน
ผ่านเยาวราช ไปพาต้า รถติดมาก ผมเลยเดินไล่ตามรถทันตลอดทาง และมีเวลาพอที่จะแวะตู้โทรศัพท์ เป็นพักๆ เพื่อเพจเข้าเครื่อง
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
เดินตามรถไปได้เรื่อยๆ ด้วยความโมโห สุดท้าย รถขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ รถเมล์ไปได้ แต่คนเดินหาทางขึ้นไม่เจอ
หาอยู่นานมาก จนหายโมโห
พอไม่เจอ เลยเลิก
ขากลับ สติคืนมา... รถติดกว่าเดิม เลือกการเดินอีกที
โห...ไกลว่ะครับ ><"
Pennapa Jun "ตอนยังเป็นวัยรุ่น แฟนเก่าบอกเลิก ตกใจไม่รู้จะทำไงดี
แต่จำฉากหนึ่งในละครได้ว่าเขาต้องโยนแหวนทิ้งและวิ่งจากไปทั้งน้ำตา เลยเอามั่งดีกว่า!!
ถอดแหวนทองที่เขาเคยให้โยนทิ้งใส่เขา และวิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ประหนึ่งว่าเป็นนางเอกคนนั้น
เฮ้อออ!! เสียดายจนถึงทุกวันนี้ รู้งี้เป็นนางร้ายเก็บแหวนไว้แล้วเอาไปขายดีกว่ายังได้ตั้งหลายตังค์
ทุกวันนี้จะจำไว้ว่า "ความรู้สึกดีๆ เก็บไว้ในความทรงจำ แต่ถ้าเป็นแหวนทองคำขอแลกเป็นตังค์จะดีกว่า"
ครับ ถือว่า "วุฒิภาวะ" ทาง "ความรัก" ดีขึ้น
กลุ่มสุดท้าย เป็นเรื่องอื่นๆ อีกมากมายครับ
Sagurong Max "ผมเคยนั่งนับเสาไฟ ระหว่างนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ กลับโคราช เพราะเบื่อเหลือเกิน ไม่มีอะไรทำ ... นับได้จน 900 ก็เสา ก็ดันไปคิดเรื่องอื่นแทน
... ไอ้เรื่องที่คิดเรื่องอื่นนี่แหละ มันไร้สาระ T_T"
Knot Suphenphan "เป็นประจำค่ะ นิ่งอุบเงียบไม่ยอมบอกทางลัดโล่งๆ กับแท็กซี่ที่เรียกไปส่งบ้าน ถ้าแท็กซี่คันนั้นบ่นมากเรื่องรถติด
เชอะๆ พูดมากอยู่นั่น ติดซะให้เข็ด ติดไปด้วยกันอย่างนี้แหละ บางทีติดเป็นชั่วโมงโดนไปอีกหลายบาท
ลงจากแท็กซี่ จ่ายเงินแบบยิ้มๆ
สงครามการโต้ตอบแบบนี้ มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละที่คิดได้"
Tik A Tok "สมัครเฟซบุ๊กเพิ่มอีกอัน (ใช้ชื่อตัวเองนี่แหละ) แล้วเอามาคุยกับตัวเองค่ะ
เพื่อนถามว่า มึงบ้ารึป่าว
ตอบว่า เออ...กูเพี้ยน!!"
Ob Obbie "เข้าห้องน้ำในห้างแล้วทิชชูหมด...ต้องวอทแอพเรียกเพื่อนให้เอาทิชชูมาให้ นั่งรอในห้องน้ำนานมาก...ที่ไร้สาระคือไม่กล้าขอห้องข้างๆ...เขินล์ล์ล์..."
Title Kriangsak "สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังพักหอเดียวกับเพื่อน รีบไปทำงานตอนเช้าเกินไป จนลืมว่าเพื่อนยังอยู่ในห้อง ล็อกแม่กุญแจตัวเบ้อเร่อขังมันไว้ในห้อง
...โดนมันด่ายันลูกจะบวชจนทุกวันนี้"
ปรัชญ์ ตรีจาตุรันต์ "มีอยู่วันหนึ่ง ทั้งกระเป๋าผมมีแต่แบงก์พัน กับเศษตังค์กุ๊งกิ๊งๆ ในกระเป๋าประมาณ 2-3 บาท
คิดหาที่แตกแบงก์ไปเป็นค่ารถเมล์ จะเข้าเซเว่นก็ไม่รู้จะซื้ออะไร เลยเดินเข้าซีเอ็ดแทน
หยิบๆ เลือกๆ หนังสือได้มา 3 เล่ม เดินไปจ่ายตังค์
แคชเชียร์หน้าตาน่ารัก : ทั้งหมด 501 บาทค่ะ...
...ผมยื่นแบงก์พัน (ปากมันไปไวกว่าความคิด!!!)
ผม : มีเศษบาทนึงครับ
เดินออกมาจากร้าน มีหนังสือเพิ่มขึ้น 3 เล่ม
และแบงก์ 500 ในมือ"
555 เรื่องนี้ได้รับการกด Like เยอะที่สุดครับ
มีอยู่คนหนึ่ง ไม่ได้เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" แต่ตั้งข้อสังเกตที่ทำให้สะดุ้ง
Sutti Jinna "นั่งไล่อ่านแล้ว รู้สึกว่า "แฟนคลับ" พี่นี้เพี้ยนเยอะเนอะ.
พี่เคยถามตัวเองไหม.
"ทำไม"
คริ คริ...
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2555-11-27
ปริญญา: กินดี สุขภาพดี, รถพุ่มพวง
.
กินดี สุขภาพดี
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 19
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ ขอร่วมยุคสมัยวัยรุ่น ขอร่วมกระแสรักษาสุขภาพ ขอร่วมวงกับ เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง เจ้าของคอลัมน์ โลกหมุนเร็ว ที่เมื่อเร็วๆ นี้ เชิญชวนให้บรรดา สว. (ผู้สูงอายุ) ไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผล อากาศดี อาหารถูกปาก
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองย่านนิมมานเหมินท์ ที่เป็นโครงการจัดสรรที่ดินสำหรับปลูกบ้านพักอาศัยรุ่นแรกๆ ของเชียงใหม่ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นย่านธุรกิจที่คึกคักทั้งวัน ตอนเช้าสายเป็นพื้นที่สำหรับบรรดา สว. ตอนกลางวันและบ่ายเป็นพื้นที่สำหรับนักศึกษาและคนทำงาน ตอนเย็นจนถึงดึกเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ไฟแรง
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองร้านอาหารเล็กๆ อยู่ตรงปากซอย 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เดอะสลัดคอนเซ็ปต์
ร้านนี้เน้นเรื่องสลัดตามชื่อ ถ้าเลือกรายการสลัดแบบธรรมดา นอกจากจะได้ผักสดกองใหญ่แล้ว ยังมีสิทธิเลือกสิ่งอื่นเพิ่มได้อีก 5 อย่าง มีตั้งแต่ ถั่วแดง ลูกเดือย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง มะเขือเทศ แครอต แรดิช หน่อไม้ฝรั่ง พริกหวาน ฟักทองลวก หอมหัวใหญ่ แตงกวา ขึ้นฉ่าย บล็อกโคลีต้ม ขนมปังกรอบ และเส้นพาสต้า ส่วนน้ำสลัด ก็มีให้เลือกถึง 9 รส
หากใครอยากได้โปรตีนเสริม ก็มีให้เลือกตั้งแต่ ไก่ เบคอน กุ้ง เนื้อย่าง ปลาทูน่า ปลาทอด ไปจนถึง ไส้อั่วเชียงใหม่ แคปหมูและชีส รวมทั้งเต้าหู้ สำหรับมังสวิรัตนิกชน
แต่ถ้าขี้เกียจคิดสูตรเอง ก็เลือกสลัดแบบพิเศษ ที่ปรุงมาเรียบร้อย มีตั้งแต่ สลัดเต้าหู้ สลัดเนื้อย่าง สลัดซีอิ๊ว สลัดทูน่า และสลัดเมือง (เหนือ)
นอกจากสลัดแล้ว ยังมีซุปแบบฝรั่ง คือ มะเขือเทศ ฟักทอง เห็ดหอมชิตาเกะที่รสชาติดี เครื่องดื่มประเภทน้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ น้ำผลไม้ปั่น น้ำสุขภาพ อย่าง วิทกลาสคั้น น้ำต้านมะเร็ง น้ำดีทอกซ์
แต่สำหรับคนไม่รักสุขภาพ ก็มีทั้งชากาแฟไทย ชากาแฟฝรั่ง
ที่นำเสนอรายการอาหารเครื่องดื่มมายาวเหยียด เพื่อจะให้เห็นว่าร้านนี้มุ่งเน้นเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ โดยการันตีทั้งเรื่องสารพิษและสารตกค้าง
ร้านอาหารแห่งนี้มีลูกค้าหนาแน่นทั้งวัน ด้วยตรงกับจริต สว. ที่ต้องรักษาสุขภาพในตอนสาย นักศึกษาที่รู้คุณค่าโภชนาการในตอนบ่าย และคนหนุ่มสาว ที่ต้องรักษาทรวดทรงและผิวหน้าในตอนเย็น
โดยทั่วไป อาหารส่งเสริมสุขภาพ มักจะคล้ายอาหารโรงพยาบาล ที่ไร้รสชาติ ไม่น่ารับประทาน
แต่สำหรับรายการอาหารที่ร้านนี้ จะต่างออกไป ด้วยมีที่มาน่าสนใจ
ย้อนกลับไปเกือบสิบปี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์ ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยพื้นฐานความรู้ทางด้านเภสัชกรรม จึงศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับผักและผลไม้ ที่จะช่วยเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาวในร่างกาย รวมทั้งเสาะหาพืชพักผลไม้ปลอดสารพิษ โดยดั้นด้นติดตามไปจนถึงแหล่งเพาะปลูก ซึ่งทุกวันนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ส่งให้ร้านเป็นประจำ
ประกอบกับมีภรรยาที่รักและเอาใจใส่ จึงสรรหาและดัดแปลงรายการอาหารไม่ให้ซ้ำซากน่าเบื่อ ช่วยให้สุขภาพสามีกลับมาดีแข็งแรง ในขณะที่โรคร้ายหายไปโดยสิ้นเชิง
ต่อมาลูกสาวมีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จึงมีโอกาสเรียนรู้เรื่องความหลากหลายของสลัด อันเป็นที่มารายการต่างๆ ที่มีให้เลือก
ครอบครัวนี้พำนักอยู่ในย่านนิมมานเหมินทร์มายาวนาน ที่ปัจจุบันกลายเป็นทำเลยอดนิยม พื้นที่บ้านกว้างขวางสามารถกั้นแบ่งเป็นร้านอาหารทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์ รวมทั้งลานจอดรถที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในย่านนี้
ความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหาร เดอะสลัดคอนเซ็ปต์ ที่แม้จะเป็นไปตามกระแส แต่ก็มีปัจจัยเสริม การได้มาของวัตถุดิบมีคุณภาพ ราคาพอสมควร อาหารรสชาติดี มีความหลากหลาย ทำเลร้านโดดเด่น มีพื้นที่กว้างขวาง สวยงาม และมีลานจอดรถบริการรวมทั้งการกำหนดราคาเหมาะสม
จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับงานออกแบบและวางผังสถาปัตยกรรม ที่ประสบความสำเร็จเพราะสามารถสนองตอบปัจจัยต่างๆ อย่างครบถ้วน
ประเภทเลียนแบบเขาหรือสวยแต่รูป จูบไม่หอม สถาปัตยกรรมอาจโดดเด่นแปลกตา แต่สถาปนิก (มักจะ) โดนด่าภายหลัง (ฮา)
++
รถพุ่มพวง
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1681 หน้า 37
เมื่อเร็วๆ นี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง ตลาดออนไลน์ ในมติชนรายวัน เลยรู้ว่า ปรมาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์เป็นผู้ก้าวไปกับโลกไฮเทค จึงฉายภาพธุรกิจหนังสือบ้านเราที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว และเกิดการซื้อขายผ่านตลาดออนไลน์
ในบทความเดียวกันได้กล่าวย้อนอดีตไปถึง ตลาด ที่เดิมทีคือ ถนนหรือคลอง ที่กิจการค้าหาบเร่หรือแผงลอย อาศัยเป็นทำเลทำมาหากิน จึงเป็นโอกาสให้มองบ้านมองเมืองขอย้อนมองอดีต
เมื่อครั้งที่คลองถูกถม ทำให้การค้าขายทางน้ำหมดไป เหลือเพียงตลาดทางน้ำเพื่อการท่องเที่ยว ที่แผงไม่ลอยไปลอยมา เช่นเดียวกับปริมาณการจราจรที่คับคั่งบนถนน เบียดหาบเร่ให้ไปอยู่บนทางเท้า (และทางเท้าลอยฟ้า) เกิดเป็นแหล่งรายได้หลักของเจ้าหน้าที่ดูแล และเป็นตลาดสดสำหรับคนทำงาน
แต่ก็เป็นสิ่งกีดขวางการเดินเท้าของชาวบ้าน ที่ต้องยอมไปเดินบนถนน และยอมเสี่ยงชีวิตกับรถราที่วิ่งไปมา
เดิมทีหาบเร่แผงลอยเคยย้ายเข้าไปรวมกันในตลาดสด ที่เปิดบริการตามชุมชนต่างๆ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า รูปแบบตลาดสดนั้น ไม่ใช่วิถีชีวิตของชาวไทยดั้งเดิม หากเป็นกิจการส่งเสริมสุขลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง
เหมือนอย่างเช่น ตลาดวโรรสเจ้าเก่าที่เชียงใหม่นั้น พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงนำแบบอย่างและเงินทุนจากกรุงเทพฯ มาสร้างโรงเรือนและห้องแถวตรงบริเวณข่วงเมรุ ริมแม่น้ำปิง ให้เป็นตลาดทันสมัย เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จนได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ตลาดแห่งอื่น เมืองอื่น คงมีที่มาคล้ายๆ กัน เมื่อเทศบาลลงทุนสร้างตลาดเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน เช่นเดียวกับกรมธนารักษ์ สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
หรือแม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ลงทุนสร้างเพื่อหารายได้
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคแรกของไทย จึงประกอบด้วย ตลาดสดและห้องแถวที่อยู่โดยรอบ ก่อนที่แปรเปลี่ยน เพิ่มกิจการท่ารถโดยสาร โรงภาพยนตร์ หรือโรงแรม จนกลายเป็นแบบแผนศูนย์กลางธุรกิจของเมือง คล้ายกับ Central Business District CBD ในเมืองฝรั่ง
เมื่อธุรกิจข้ามชาติที่แผ่อิทธิพลการค้า จากยุคล่าอาณานิคมมาจนถึงยุคแบรนด์เนม ทุกวันนี้บรรดาซูเปอร์สโตร์จากต่างชาติเข้ามาสนองวิถีชีวิตสมัยใหม่
ยุคที่การเดินทางโดยรถยนต์เป็นเรื่องปกติ คนไทยยังต้องการเสพติดความสะดวกสบาย ความสะอาด และความเย็นสบาย ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ และศูนย์การค้า บานสะพรั่งไปทั่วประเทศ
ในขณะที่ตลาดรุ่นเก่าเลือนหายไป กลายเป็น ตลาดอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว (ฮา)
เช่นเดียวกับหาบเร่หรือแผงลอย ที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยีเมื่อจักรยานยนต์หรือรถยนต์บรรทุกเล็กหรือปิกอัพ กลายเป็นพาหนะประจำครัวเรือน
พ่อค้าแม่ค้าจึงบรรทุกสินค้าบนรถจักรยานยนต์หรือรถปิกอัพ มีการมัดรวมใส่ถุงพลาสติกแขวนเรียงรายให้เห็น
จนเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า รถพุ่มพวง ที่ให้บริการอาหารสดและสินค้าอื่นๆ ถึงบ้านถึงเรือนผู้ซื้อ อาศัยความคุ้นเคยส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการตลาด มีบริการเสริม เช่น การสั่ง รับสั่งอาหารพิเศษสำหรับทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระ รับจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้า เป็นต้น
จากกำลังคนในการหาบและพายเรือที่รัศมีการบริการจำกัดในอดีต มาสู่กำลังเครื่องยนต์ที่ขยายรัศมีบริการกว้างไกลมากขึ้นในปัจจุบัน เราจึงพบเห็นรถพุ่มพวงทั้งในเมืองและชนบท
แม้แต่ใจกลางเมือง อย่าง สาทร นราธิวาสราชนครินทร์ ก็มีรถพุ่มพวงขายสินค้าให้คนงานก่อสร้าง คนงานบ้าน รวมทั้งพนักงานระดับล่าง
ในขณะที่ ตลาดสดและห้องแถว ที่เป็นผลิตผลของสังคมไทยยุคใหม่ ค่อยๆ จืดจางลง หาบเร่แผงลอย ที่เป็นวิถีชีวิตของไทยดั้งเดิม ย้อนกลับคืนมาคึกคักในรูปแบบรถพุ่มพวงที่สอดคล้องกับสภาพบ้านเมืองและเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างลงตัว
เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า บ้านเมืองนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต
หากไม่ยอมสูญสลายไป ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
.
กินดี สุขภาพดี
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 19
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ ขอร่วมยุคสมัยวัยรุ่น ขอร่วมกระแสรักษาสุขภาพ ขอร่วมวงกับ เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง เจ้าของคอลัมน์ โลกหมุนเร็ว ที่เมื่อเร็วๆ นี้ เชิญชวนให้บรรดา สว. (ผู้สูงอายุ) ไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผล อากาศดี อาหารถูกปาก
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองย่านนิมมานเหมินท์ ที่เป็นโครงการจัดสรรที่ดินสำหรับปลูกบ้านพักอาศัยรุ่นแรกๆ ของเชียงใหม่ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นย่านธุรกิจที่คึกคักทั้งวัน ตอนเช้าสายเป็นพื้นที่สำหรับบรรดา สว. ตอนกลางวันและบ่ายเป็นพื้นที่สำหรับนักศึกษาและคนทำงาน ตอนเย็นจนถึงดึกเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ไฟแรง
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองร้านอาหารเล็กๆ อยู่ตรงปากซอย 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เดอะสลัดคอนเซ็ปต์
ร้านนี้เน้นเรื่องสลัดตามชื่อ ถ้าเลือกรายการสลัดแบบธรรมดา นอกจากจะได้ผักสดกองใหญ่แล้ว ยังมีสิทธิเลือกสิ่งอื่นเพิ่มได้อีก 5 อย่าง มีตั้งแต่ ถั่วแดง ลูกเดือย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง มะเขือเทศ แครอต แรดิช หน่อไม้ฝรั่ง พริกหวาน ฟักทองลวก หอมหัวใหญ่ แตงกวา ขึ้นฉ่าย บล็อกโคลีต้ม ขนมปังกรอบ และเส้นพาสต้า ส่วนน้ำสลัด ก็มีให้เลือกถึง 9 รส
หากใครอยากได้โปรตีนเสริม ก็มีให้เลือกตั้งแต่ ไก่ เบคอน กุ้ง เนื้อย่าง ปลาทูน่า ปลาทอด ไปจนถึง ไส้อั่วเชียงใหม่ แคปหมูและชีส รวมทั้งเต้าหู้ สำหรับมังสวิรัตนิกชน
แต่ถ้าขี้เกียจคิดสูตรเอง ก็เลือกสลัดแบบพิเศษ ที่ปรุงมาเรียบร้อย มีตั้งแต่ สลัดเต้าหู้ สลัดเนื้อย่าง สลัดซีอิ๊ว สลัดทูน่า และสลัดเมือง (เหนือ)
นอกจากสลัดแล้ว ยังมีซุปแบบฝรั่ง คือ มะเขือเทศ ฟักทอง เห็ดหอมชิตาเกะที่รสชาติดี เครื่องดื่มประเภทน้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ น้ำผลไม้ปั่น น้ำสุขภาพ อย่าง วิทกลาสคั้น น้ำต้านมะเร็ง น้ำดีทอกซ์
แต่สำหรับคนไม่รักสุขภาพ ก็มีทั้งชากาแฟไทย ชากาแฟฝรั่ง
ที่นำเสนอรายการอาหารเครื่องดื่มมายาวเหยียด เพื่อจะให้เห็นว่าร้านนี้มุ่งเน้นเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ โดยการันตีทั้งเรื่องสารพิษและสารตกค้าง
ร้านอาหารแห่งนี้มีลูกค้าหนาแน่นทั้งวัน ด้วยตรงกับจริต สว. ที่ต้องรักษาสุขภาพในตอนสาย นักศึกษาที่รู้คุณค่าโภชนาการในตอนบ่าย และคนหนุ่มสาว ที่ต้องรักษาทรวดทรงและผิวหน้าในตอนเย็น
โดยทั่วไป อาหารส่งเสริมสุขภาพ มักจะคล้ายอาหารโรงพยาบาล ที่ไร้รสชาติ ไม่น่ารับประทาน
แต่สำหรับรายการอาหารที่ร้านนี้ จะต่างออกไป ด้วยมีที่มาน่าสนใจ
ย้อนกลับไปเกือบสิบปี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์ ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยพื้นฐานความรู้ทางด้านเภสัชกรรม จึงศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับผักและผลไม้ ที่จะช่วยเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาวในร่างกาย รวมทั้งเสาะหาพืชพักผลไม้ปลอดสารพิษ โดยดั้นด้นติดตามไปจนถึงแหล่งเพาะปลูก ซึ่งทุกวันนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ส่งให้ร้านเป็นประจำ
ประกอบกับมีภรรยาที่รักและเอาใจใส่ จึงสรรหาและดัดแปลงรายการอาหารไม่ให้ซ้ำซากน่าเบื่อ ช่วยให้สุขภาพสามีกลับมาดีแข็งแรง ในขณะที่โรคร้ายหายไปโดยสิ้นเชิง
ต่อมาลูกสาวมีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จึงมีโอกาสเรียนรู้เรื่องความหลากหลายของสลัด อันเป็นที่มารายการต่างๆ ที่มีให้เลือก
ครอบครัวนี้พำนักอยู่ในย่านนิมมานเหมินทร์มายาวนาน ที่ปัจจุบันกลายเป็นทำเลยอดนิยม พื้นที่บ้านกว้างขวางสามารถกั้นแบ่งเป็นร้านอาหารทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์ รวมทั้งลานจอดรถที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในย่านนี้
ความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหาร เดอะสลัดคอนเซ็ปต์ ที่แม้จะเป็นไปตามกระแส แต่ก็มีปัจจัยเสริม การได้มาของวัตถุดิบมีคุณภาพ ราคาพอสมควร อาหารรสชาติดี มีความหลากหลาย ทำเลร้านโดดเด่น มีพื้นที่กว้างขวาง สวยงาม และมีลานจอดรถบริการรวมทั้งการกำหนดราคาเหมาะสม
จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับงานออกแบบและวางผังสถาปัตยกรรม ที่ประสบความสำเร็จเพราะสามารถสนองตอบปัจจัยต่างๆ อย่างครบถ้วน
ประเภทเลียนแบบเขาหรือสวยแต่รูป จูบไม่หอม สถาปัตยกรรมอาจโดดเด่นแปลกตา แต่สถาปนิก (มักจะ) โดนด่าภายหลัง (ฮา)
++
รถพุ่มพวง
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1681 หน้า 37
เมื่อเร็วๆ นี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง ตลาดออนไลน์ ในมติชนรายวัน เลยรู้ว่า ปรมาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์เป็นผู้ก้าวไปกับโลกไฮเทค จึงฉายภาพธุรกิจหนังสือบ้านเราที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว และเกิดการซื้อขายผ่านตลาดออนไลน์
ในบทความเดียวกันได้กล่าวย้อนอดีตไปถึง ตลาด ที่เดิมทีคือ ถนนหรือคลอง ที่กิจการค้าหาบเร่หรือแผงลอย อาศัยเป็นทำเลทำมาหากิน จึงเป็นโอกาสให้มองบ้านมองเมืองขอย้อนมองอดีต
เมื่อครั้งที่คลองถูกถม ทำให้การค้าขายทางน้ำหมดไป เหลือเพียงตลาดทางน้ำเพื่อการท่องเที่ยว ที่แผงไม่ลอยไปลอยมา เช่นเดียวกับปริมาณการจราจรที่คับคั่งบนถนน เบียดหาบเร่ให้ไปอยู่บนทางเท้า (และทางเท้าลอยฟ้า) เกิดเป็นแหล่งรายได้หลักของเจ้าหน้าที่ดูแล และเป็นตลาดสดสำหรับคนทำงาน
แต่ก็เป็นสิ่งกีดขวางการเดินเท้าของชาวบ้าน ที่ต้องยอมไปเดินบนถนน และยอมเสี่ยงชีวิตกับรถราที่วิ่งไปมา
เดิมทีหาบเร่แผงลอยเคยย้ายเข้าไปรวมกันในตลาดสด ที่เปิดบริการตามชุมชนต่างๆ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า รูปแบบตลาดสดนั้น ไม่ใช่วิถีชีวิตของชาวไทยดั้งเดิม หากเป็นกิจการส่งเสริมสุขลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง
เหมือนอย่างเช่น ตลาดวโรรสเจ้าเก่าที่เชียงใหม่นั้น พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงนำแบบอย่างและเงินทุนจากกรุงเทพฯ มาสร้างโรงเรือนและห้องแถวตรงบริเวณข่วงเมรุ ริมแม่น้ำปิง ให้เป็นตลาดทันสมัย เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จนได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ตลาดแห่งอื่น เมืองอื่น คงมีที่มาคล้ายๆ กัน เมื่อเทศบาลลงทุนสร้างตลาดเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน เช่นเดียวกับกรมธนารักษ์ สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
หรือแม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ลงทุนสร้างเพื่อหารายได้
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคแรกของไทย จึงประกอบด้วย ตลาดสดและห้องแถวที่อยู่โดยรอบ ก่อนที่แปรเปลี่ยน เพิ่มกิจการท่ารถโดยสาร โรงภาพยนตร์ หรือโรงแรม จนกลายเป็นแบบแผนศูนย์กลางธุรกิจของเมือง คล้ายกับ Central Business District CBD ในเมืองฝรั่ง
เมื่อธุรกิจข้ามชาติที่แผ่อิทธิพลการค้า จากยุคล่าอาณานิคมมาจนถึงยุคแบรนด์เนม ทุกวันนี้บรรดาซูเปอร์สโตร์จากต่างชาติเข้ามาสนองวิถีชีวิตสมัยใหม่
ยุคที่การเดินทางโดยรถยนต์เป็นเรื่องปกติ คนไทยยังต้องการเสพติดความสะดวกสบาย ความสะอาด และความเย็นสบาย ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ และศูนย์การค้า บานสะพรั่งไปทั่วประเทศ
ในขณะที่ตลาดรุ่นเก่าเลือนหายไป กลายเป็น ตลาดอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว (ฮา)
เช่นเดียวกับหาบเร่หรือแผงลอย ที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยีเมื่อจักรยานยนต์หรือรถยนต์บรรทุกเล็กหรือปิกอัพ กลายเป็นพาหนะประจำครัวเรือน
พ่อค้าแม่ค้าจึงบรรทุกสินค้าบนรถจักรยานยนต์หรือรถปิกอัพ มีการมัดรวมใส่ถุงพลาสติกแขวนเรียงรายให้เห็น
จนเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า รถพุ่มพวง ที่ให้บริการอาหารสดและสินค้าอื่นๆ ถึงบ้านถึงเรือนผู้ซื้อ อาศัยความคุ้นเคยส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการตลาด มีบริการเสริม เช่น การสั่ง รับสั่งอาหารพิเศษสำหรับทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระ รับจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้า เป็นต้น
จากกำลังคนในการหาบและพายเรือที่รัศมีการบริการจำกัดในอดีต มาสู่กำลังเครื่องยนต์ที่ขยายรัศมีบริการกว้างไกลมากขึ้นในปัจจุบัน เราจึงพบเห็นรถพุ่มพวงทั้งในเมืองและชนบท
แม้แต่ใจกลางเมือง อย่าง สาทร นราธิวาสราชนครินทร์ ก็มีรถพุ่มพวงขายสินค้าให้คนงานก่อสร้าง คนงานบ้าน รวมทั้งพนักงานระดับล่าง
ในขณะที่ ตลาดสดและห้องแถว ที่เป็นผลิตผลของสังคมไทยยุคใหม่ ค่อยๆ จืดจางลง หาบเร่แผงลอย ที่เป็นวิถีชีวิตของไทยดั้งเดิม ย้อนกลับคืนมาคึกคักในรูปแบบรถพุ่มพวงที่สอดคล้องกับสภาพบ้านเมืองและเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างลงตัว
เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า บ้านเมืองนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต
หากไม่ยอมสูญสลายไป ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



