.
โพสต์เพิ่ม - โคทม นำทีมนักสันติวิธี ออกแถลงการณ์ค้านรัฐประหาร ชี้ช่องศาล รธน.วินิจฉัยขัด ม.68
_____________________________________________________________________________
ความเห็นต่อการยึดอำนาจและการรายงานตัว
โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ใน https://www.facebook.com/Chaturon.FanPage
. . 4 hours ago · Edited
สวัสดีครับทุกท่าน ในหลายสิบปีมานี้ผมได้แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาตลอดและยังได้เคยให้ความเห็นไว้หลายครั้งว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นในสังคม การรัฐประหารจะยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้นเสมอ วันนี้ผมก็ยังมีความเห็นอย่างเดิมคือไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้และเห็นว่าการยึดอำนาจไม่ใช่ทางออกของประเทศ หากมีแต่จะยิ่งทำให้ประเทศมีปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้และจะเรียกร้องผลักดันให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วต่อไป ทั้งนี้การดำเนินการใดๆของผมจะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ผลประโยชน์ของประเทศชาติและโดยสันติวิธี
สำหรับกรณีที่มีการให้ผมกับนักการเมืองและบุคคลจำนวนมากไปรายงานตัวต่อคสช.นั้น ขอเรียนว่าเมื่อผมไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจและเห็นว่าการยึดอำนาจนี้ไม่เป็นการแก้ปัญหาของบ้านเมืองและไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ผมจึงไม่อาจไปรายงานตัวต่อคสช.ได้ ทั้งนี้มิใช่ว่าผมต้องการจะไปกระทำการอะไรที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองตามปรกติ และก็มิได้ต้องการจะก่อความไม่สงบใดๆ
ทราบจากเพื่อนรัฐมนตรีบางคนที่เข้าไปรายงานตัวว่าบางท่านได้รับแจ้งว่ารมต.ที่ถูกกักตัวไว้จะได้รับการปล่อยตัวเมื่อรมต.ทุกคนมารายงานตัวกันครบแล้ว ผมก็เลยกลายเป็นภาระต่อท่านเหล่านั้น
หากกรณีเป็นเช่นนั้นจริงผมก็ไม่ขัดข้องที่จะไปพบกับคสช. เพียงแต่ว่าคงต้องขอที่จะไม่ไป"รายงานตัว" หากคสช.จะกรุณาก็ขอให้ช่วยมารับตัวหรือจะเรียกว่าคุมตัวไปพบกับคสช.ก็ได้ ในเวลาที่เหมาะสมผมจะได้ประสานติดต่อเพื่อการนี้ต่อไป
อยากจะเรียนยืนยันต่อทุกฝ่ายทุกท่านด้วยความเคารพว่าในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีมานี้ รวมทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมไม่มีความผิดหรือข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายใดๆติดตัวอยู่เลยแม้แตเรื่องเดียวและก็ไม่ต้องการที่จะทำผิดกฎหมาย(ปรกติและที่ชอบธรรม)ใดๆด้วย ผมจึงมิได้คิดจะหลบหนีเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายแต่อย่างใด
จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน
++
โคทม นำทีมนักสันติวิธี ออกแถลงการณ์ค้านรัฐประหาร ชี้ช่องศาล รธน.วินิจฉัยขัด ม.68
ใน www.prachatai.com/journal/2014/05/53443
. . Fri, 2014-05-23 18:32
23 พ.ค.2557 คณะบุคคล ประกอบด้วย โคทม อารียา, ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์, ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์, นันทิยา สุคนธ์ปฏิภาค, ใจสิริ วรธรรมเนียม, งามศุกร์ รัตนเสถียร, เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช, อังคณา นีละไพจิตร, ประทับจิต นีละไพจิตร, ชำนาญ จันทร์เรือง, จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม, จันทนา ภู่เจริญ, เนติลักษณ์ นีระพล, พนิดา วสุธาพิทักษ์, ศิริพร ฉายเพ็ชร, ปัททุมมา ผลเจริญ, ชัชวาล ทองดีเลิศ, สุจิตรา สุทธิพงศ์, กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์, อาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย และ ขวัญชาย ดำรงขวัญ ร่วมออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เรียกร้องให้กองทัพบกยุติการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ ตลอดจนการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และขอให้ฟื้นคืนประเทศกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำอันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่บัญญัติห้ามการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และขอให้ผู้รักและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตยทุกคนอาศัยสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 เพื่อต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
รายละเอียดมีดังนี้
แถลงการณ์
ขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
พวกเราขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ในเบื้องต้นกองทัพบกอ้างว่าต้องประกาศกฎอัยการศึกเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มิใช่การรัฐประหาร และขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตตามปกติ แต่การรัฐประหารเป็นการทำลายหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
คณะรัฐประหารเริ่มด้วยการห้ามบุคคลทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00-05.00น. การบังคับให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกสถานีถ่ายทอดเฉพาะรายการของกองทัพบก การฉีกรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและการเลือกตั้งผู้แทนของประชาชน การห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และการปิดสถานศึกษาทุกแห่ง เป็นต้น การดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเหตุผลอันควร เพราะทุกฝ่ายได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพบกหลังการประกาศกฎอัยการศึกอยู่แล้ว
การยึดอำนาจโดยการรัฐประหารเป็นการถอยหลังครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กองทัพบกใช้อำนาจนิยมและกำลังบังคับในการแก้ไขปัญหา และเป็นความผิดต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบแก่กองทัพบกรวมทั้งมอบอาวุธและกองกำลังเพื่อไว้ใช้ป้องกันประเทศเป็นหลักมิใช่ให้ใช้อาวุธและกำลังมาบังคับใจประชาชนจำนวนมาก นอกจากนี้ การรัฐประหารยังนำมาสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตพื้นที่เปราะบาง เช่น พื้นที่ติดกับชายแดนซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งพื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงอย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติเช่น กรณีเหมืองแร่ทอง จ.เลย เป็นต้น
พวกเราจึงขอเรียกร้องต่อกองทัพบกและฝ่ายต่างๆ ดังนี้
1) ขอให้กองทัพบกยุติการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ ตลอดจนการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และขอให้ฟื้นคืนประเทศกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายกลับมาร่วมกันเดินหน้าสถาปนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย
2) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำอันเป็นการละเมิดหลักนิติธรรมและการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่บัญญัติห้ามการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว โดยให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กรตามมาตรา 216
3) ขอให้ผู้รักและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตยทุกคนอาศัยสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 เพื่อต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
22 พฤษภาคม 2557
โคทม อารียา
ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
นันทิยา สุคนธ์ปฏิภาค
ใจสิริ วรธรรมเนียม
งามศุกร์ รัตนเสถียร
เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
อังคณา นีละไพจิตร
ประทับจิต นีละไพจิตร
ชำนาญ จันทร์เรือง
จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม
จันทนา ภู่เจริญ
เนติลักษณ์ นีระพล
พนิดา วสุธาพิทักษ์
ศิริพร ฉายเพ็ชร
ปัททุมมา ผลเจริญ
ชัชวาล ทองดีเลิศ
สุจิตรา สุทธิพงศ์
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
อาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย
ขวัญชาย ดำรงขวัญ
_________________________________________________________________
- เชียงใหม่รวมตัวเป็นวันที่ 4 ชูป้าย "ขี้จุ๊เบ่เบ๊" ให้กองทัพ
http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53447
ตัวอย่าง
- ประมวลภาพประชาชนต้านรัฐประหารและการจับกุม
http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53456
ตัวอย่าง
- เพลง NO COUP
http://www.youtube.com/watch?v=cVkQWiTIf7Y
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสรีภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสรีภาพ แสดงบทความทั้งหมด
2557-05-23
2557-02-09
ธเนศ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบ ปชต.
.
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบประชาธิปไตย
ใน http://prachatai.com/journal/2014/02/51702
. . Sat, 2014-02-08 23:35
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
กล่าวได้ว่ามโนทัศน์สิทธิมีมาแต่ดั้งเดิมในรัฐและอาณาจักรการเมืองการปกครองสมัยก่อน ซึ่งจะขอเรียกว่าสิทธิรุ่นที่หนึ่งหรือรุ่นแรก
ลักษณะสำคัญคือการสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจปกครองของผู้นำตามประเพณี ที่ได้รับความชอบธรรมจากอำนาจเหนือสังคม
อีกประการคือเป็นการคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ที่สำคัญคือกลุ่มขุนนางและพระ มากกว่าชนชั้นล่างเช่นชาวนาไพร่ทาส จะเรียกว่าสิทธิรุ่นแรกเป็นการต่อรองและตกลงกันระหว่างกลุ่มนำและที่พอมีฐานะทางการเมืองและทางเศรษฐกิจกันเองก็ได้
มองจากทางปรัชญาหรืออุดมการณ์ของรัฐ ด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของสิทธิ เป็นการพัฒนาของสังคมที่สามารถทำให้อำนาจปกครองจากเบื้องบนมีความชอบธรรมทางจริยธรรมหรือศีลธรรม เช่นคติบุญบารมีในระบบกษัตริย์ อีกด้านหนึ่งคือการที่ทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองต่างเริ่มรู้จักตัวเองที่มีความสัมพันธ์กับคนอื่น และจะจัดการความสัมพันธ์นั้นกับจุดหมายของสังคมอย่างไรจึงจะพัฒนาไปได้ด้วยดี เช่นการสร้างคำสอนเรื่องทศพิธราชธรรม และไตรภูมิกถา
ในยุโรปยุคฟิวดัล สิทธิรุ่นแรกนี้ได้แก่อำนาจคุ้มกันและอภิสิทธิ์ กลุ่มคนที่เรียกร้องสิทธิดังกล่าวต่อกษัตริย์คือบรรดาขุนนาง ไม่ใช่ชาวนา อำนาจคุ้มกันหมายถึงเสรีภาพที่ขุนนางและพระมีจากการจำกัดอำนาจในการจัดการกิจการของพระราชา อภิสิทธิ์หมายถึงอำนาจของขุนนางที่จะกระทำการในสิ่งที่พวกเขาพอใจได้ในอาณาเขตของพวกเขา ในทางปฏิบัติหมายถึงการที่ขุนนางมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจเขา ถึงขั้นว่ามี “อิสรภาพในการแขวนคอผู้อื่น” (liberty of gallows) ได้ในเขตปกครองของเขา
ประเด็นที่สองคือว่าด้วยมโนทัศน์สิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเรียกว่าสิทธิรุ่นที่สองหรือรุ่นหลัง ความหมายและลักษณะสำคัญคือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ราษฎรจำนวนมากที่ถูกปกครอง มากกว่าให้ความชอบธรรมแก่อำนาจรัฐและกลุ่มนำจำนวนน้อยอีกต่อไป
การเรียกร้องและสร้างความหมายให้กับสิทธิรุ่นที่สองนี้ ไม่เพียงแต่เปิดช่องทางในการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้แก่ประชาชนมากขึ้น แต่ที่สำคัญในระยะยาวคือการยกระดับและพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและคุณสมบัติอันเป็นของราษฎรเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของสมาชิกสังคมส่วนใหญ่ ปัจจุบันนี้แสดงออกในอุดมการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและองค์กรด้านสิทธิต่างๆทั่วโลก
การเคลื่อนไหวเฉพาะหน้าคือการเรียกร้องต้องการในการเข้าถึงสิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจและสิทธิทางวัฒนธรรม ในระยะยาวคือการพัฒนาให้ประชาชนเป็นประธานหรือเป็นนายของตัวเอง ด้วยการยกระดับความรู้ขจัดอวิชชา โดยผ่านประสบการณ์ของตนเอง ในที่สุดคือการรู้จักตัวเองและรู้จักผู้อื่นอย่างทัดเทียมและเสมอหน้ากัน
ทำไมบางสังคมถึงไม่ยอมรับสิทธิในความเท่าเทียมกันของคน
ในสังคมสยามไทย คำสอนทางพุทธศาสนาอธิบายว่าหลักการรองรับการให้สิ่งที่อนุโลมเรียกว่าสิทธิและหน้าที่ระหว่างคนฐานะต่างๆ(สังเกตว่ายังไม่ใช่คนที่เป็นนามธรรมที่เป็นสิ่งสากลทั่วไป) ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและมีสำนึกใน 1) การไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 2) เคารพซึ่งกันและกัน 3) เกื้อกูลซึ่งกันและกัน 4) ผูกน้ำใจซึ่งกันและกันอย่างละเอียดอ่อน
สิทธิที่ไม่เป็นของคนทั่วไป
จากสังคมที่อำนาจปกครองจำกัดอยู่กับผู้มีบุญบารมีแต่คนเดียวและคณะเดียวมายาวนาน ภูมิปัญญาไทยจึงเน้นหนักไปที่ความไม่เท่าเทียมกันของคน กล่าวคือทุกคนมิได้เกิดมาแล้วเท่าเทียมกัน เช่นนั้นการมีสิทธิอะไรก็ตามต่อมาก็ย่อมมีอย่างไม่เท่าเทียมกัน
ในสังคมศักดินาหรือก่อนสมัยใหม่ทั้งหลาย สิทธิจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นของคนทุกคน ในสังคมศักดินาหรือฟิวดัล เนื้อหาของสิทธิแสดงออก ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคน(เจ้านายและมูลนาย กับไพร่ทาส)
ฝ่ายแรกมีอภิสิทธิ์และอำนาจเหนือคนและทรัพยากร จึงอยู่ในฐานะที่ให้การคุ้มครอง ให้สิทธิในการทำมาหากินและให้ความยุติธรรมตามการตีความของผู้เป็นเจ้า
ในขณะที่ฝ่ายหลังมีแรงงานและพลังในการผลิตตอบสนองให้แก่รัฐตามต้องการ เนื้อหาของสิทธิในความสัมพันธ์แบบศักดินาจึงแสดงออกที่ความรู้สึกกตัญญูกตเวทีที่คนส่วนมากมีต่อคนส่วนน้อย มากกว่าการให้ความสำคัญและการตระหนักยอมรับถึงฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันบนเงื่อนไขที่เป็นสิ่งทั่วไปที่คนมีตามธรรมชาติได้
หลังจากการก่อตัวขึ้นของสังคมมวลชนที่มีระบบทุนนิยมเสรีและอุดมการณ์ชนชั้นกระฎุมพีกำกับ ประชาชนผู้ถูกปกครองและใช้แรงงานในระบบการผลิตทั้งหลายถึงสามารถอ้างและเรียกร้องสิทธิที่เป็นของปัจเจกชนตามธรรมชาติได้ ในบริบททางสังคมและการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนี้เอง ที่ความคิดเรื่องสิทธิของมนุษย์ได้ยกระดับขึ้นเป็นจุดหมายหนึ่งของชุมชนที่เป็นสังคมการเมือง
การที่สิทธิจะกลายเป็นจุดหมายของสังคมได้ ขึ้นอยู่กับว่าความรับรู้ร่วมกันของคนในสังคมชุมชนนั้น ในเรื่องสำคัญเช่นจุดหมายสังคมที่ร่วมกัน ความต้องการที่ร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ร่วมกันและรวมถึงความรู้สึกที่ร่วมกันในระดับหนึ่งด้วย ว่าการที่สร้างและรักษาอะไรที่ร่วมกันในชุมชนนี้เอาไว้ได้นั้นจะต้องอาศัยการดำรงอยู่ของสิทธิอะไรบ้างที่จำเป็น เช่นถ้าจะรักษาสถาบันอะไรไว้ ก็จำต้องจำกัดสิทธิในการแสดงออกในบางเรื่องไว้เป็นต้น
ดังนั้นการเกิดขึ้นของสิทธิและการอ้างถึงสิ่งที่คนต้องการจากสังคมนั้นอย่างชอบธรรม จึงมักเกิดจากปฏิสัมพันธ์และการต่อสู้ระหว่างฝ่ายให้สิทธิกับฝ่ายนิยามสิทธิ ในระยะยาวการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงต้องเป็นการต่อสู้ทางการเมืองและทางชนชั้นไป เมื่อเสรีชนค้นพบและยึดกุมในความคิดอุดมการณ์แห่งสิทธิได้ว่ามันเป็นอาวุธทางความคิดและในการจัดตั้งของพวกเขาขึ้นมาได้ เช่นการจุดเทียนเขียนสันติภาพและการเรียกร้องสิทธิในการคงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นต้น
ที่ผ่านมา อำนาจรัฐและชนชั้นปกครองได้ทำให้เรื่องของสิทธิเป็นปัญหาทางจริยธรรม(ศีลธรรม) สิทธิทางจริยธรรม (moral rights) เกิดมาจากการผสานร่วมกันระหว่างผลประโยชน์ทั้งหลายกับปัญญา เติบใหญ่และเข้มแข็งด้วยผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันได้ในระหว่างสมาชิกของชุมชนคนชั้นนำ
ในสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตก ที่ไม่มีสถาบันและอุดมการณ์เสรีนิยมกำกับการใช้อำนาจการเมือง ศีลธรรมกลายเป็นเชื้อโรคของคนชั้นล่างและคนที่ไม่มีฐานะ ยิ่งมีแต่ชนชั้นนายทุนอ่อนแอ แต่มีโอกาสและอำนาจนอกระบบจำนวนหนึ่ง โครงสร้างแห่งรัฐจึงเป็นแบบลูกผสม ระหว่างอำนาจเชิงศักดินากับเศรษฐกิจทุนนิยม ผลคืออุดมการณ์สมัยใหม่ของพลเมืองจริงๆไม่ค่อยมีอำนาจ ดังเห็นได้จากอุดมการณ์ต่อต้านประชาธิปไตยและความเป็นสมัยใหม่ (anti-modernity) มักมีคนร่วมด้วยช่วยกันอยู่เนืองๆ แล้วโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้ออ้างเรื่องการได้ประโยชน์ทางวัตถุของระบบทุนนิยม(ทาสเงินหรือคอร์รัปชั่น)
ฝ่ายต่อต้านมักอ้างไปที่ระบบทุนนิยมเสรีแบบยุโรปอเมริกาซึ่งทำกันได้ แต่พวกนั้นไม่อธิบายว่าที่ตะวันตกคุมคนโกงได้นั้น เนื่องจากว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในปลายยุคฟิวดัลช่วยเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติระบอบศักดินาเก่าจนทำให้กลายเป็นรัฐนายทุนไปโดยโครงสร้างและอุดมการณ์ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงดำเนินไปได้ตามปกติและตรรกของเหตุผล
สิทธิทั่วไปกับระบบประชาธิปไตย
กล่าวโดยสรุป กำเนิดและพัฒนาการสิทธิของมนุษย์ ทั้งในตะวันตกและในสังคมสยาม ทั้งจากของผู้ปกครองและของชาวบ้านผู้ถูกปกครอง ประเด็นหลักๆได้แก่การที่แนวคิดสิทธินี้ค่อยๆพัฒนาจากความคิดที่มีลักษณะเฉพาะ(ของคนชั้นนำกลุ่มน้อย) ไปสู่แนวคิดที่มีลักษณะสากลและทั่วไปมากขึ้น(ของคนธรรมดาส่วนมาก)
จากสิทธิที่เป็นของชุมชนและกำกับโดย"ผี"และต่อมาพราหมณ์ มาสู่สิทธิที่เป็นของมนุษย์ที่เป็นปัจเจกชน โดยมีทุนและอำนาจรัฐทางโลก(secular state)เป็นผู้กำกับและส่งเสริม
ปมเงื่อนของปัญหาในยุคปัจจุบันของเรา ก็คือการที่จะทำให้สิทธิรุ่นสองนี้พัฒนาต่อไปในทุกปริมณฑลของสังคมและรัฐ ทำให้เป็นของประชาชนทุกคนในประเทศไม่ว่าจะมีฐานะสีผิวและเชื้อชาติอะไรก็ตาม จะต้องได้รับและสามารถใช้สิทธิของความเป็นมนุษย์ได้อย่างเสมอภาคกัน นั่นคือการบรรลุจุดหมายใหญ่อันเป็นหัวใจของสิทธิ ได้แก่การดำรงและพัฒนาชีวิตของมนุษย์อย่างสมภาคภูมิและมีศักดิ์ศรี ซึ่งมนุษย์แต่อดีตมาถึงปัจจุบันต่างต้องการและพยายามไขว่คว้าให้ได้
นั่นคือเหตุผลที่ทำไมการต่อสู้ทางการเมืองในระยะสองศตวรรษมานี้ ถูกเรียกอย่างกว้างๆว่าการต่อสู้ของระบบประชาธิปไตย
เพราะสามัญชนคนส่วนใหญ่ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิแห่งความเป็นมนุษยชนของพวกเขากันเองแล้ว
ไม่ต้องรอให้ตัวแทนมาทำให้อีกแล้ว
.
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบประชาธิปไตย
ใน http://prachatai.com/journal/2014/02/51702
. . Sat, 2014-02-08 23:35
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
กล่าวได้ว่ามโนทัศน์สิทธิมีมาแต่ดั้งเดิมในรัฐและอาณาจักรการเมืองการปกครองสมัยก่อน ซึ่งจะขอเรียกว่าสิทธิรุ่นที่หนึ่งหรือรุ่นแรก
ลักษณะสำคัญคือการสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจปกครองของผู้นำตามประเพณี ที่ได้รับความชอบธรรมจากอำนาจเหนือสังคม
อีกประการคือเป็นการคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ที่สำคัญคือกลุ่มขุนนางและพระ มากกว่าชนชั้นล่างเช่นชาวนาไพร่ทาส จะเรียกว่าสิทธิรุ่นแรกเป็นการต่อรองและตกลงกันระหว่างกลุ่มนำและที่พอมีฐานะทางการเมืองและทางเศรษฐกิจกันเองก็ได้
มองจากทางปรัชญาหรืออุดมการณ์ของรัฐ ด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของสิทธิ เป็นการพัฒนาของสังคมที่สามารถทำให้อำนาจปกครองจากเบื้องบนมีความชอบธรรมทางจริยธรรมหรือศีลธรรม เช่นคติบุญบารมีในระบบกษัตริย์ อีกด้านหนึ่งคือการที่ทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองต่างเริ่มรู้จักตัวเองที่มีความสัมพันธ์กับคนอื่น และจะจัดการความสัมพันธ์นั้นกับจุดหมายของสังคมอย่างไรจึงจะพัฒนาไปได้ด้วยดี เช่นการสร้างคำสอนเรื่องทศพิธราชธรรม และไตรภูมิกถา
ในยุโรปยุคฟิวดัล สิทธิรุ่นแรกนี้ได้แก่อำนาจคุ้มกันและอภิสิทธิ์ กลุ่มคนที่เรียกร้องสิทธิดังกล่าวต่อกษัตริย์คือบรรดาขุนนาง ไม่ใช่ชาวนา อำนาจคุ้มกันหมายถึงเสรีภาพที่ขุนนางและพระมีจากการจำกัดอำนาจในการจัดการกิจการของพระราชา อภิสิทธิ์หมายถึงอำนาจของขุนนางที่จะกระทำการในสิ่งที่พวกเขาพอใจได้ในอาณาเขตของพวกเขา ในทางปฏิบัติหมายถึงการที่ขุนนางมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจเขา ถึงขั้นว่ามี “อิสรภาพในการแขวนคอผู้อื่น” (liberty of gallows) ได้ในเขตปกครองของเขา
ประเด็นที่สองคือว่าด้วยมโนทัศน์สิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเรียกว่าสิทธิรุ่นที่สองหรือรุ่นหลัง ความหมายและลักษณะสำคัญคือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ราษฎรจำนวนมากที่ถูกปกครอง มากกว่าให้ความชอบธรรมแก่อำนาจรัฐและกลุ่มนำจำนวนน้อยอีกต่อไป
การเรียกร้องและสร้างความหมายให้กับสิทธิรุ่นที่สองนี้ ไม่เพียงแต่เปิดช่องทางในการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้แก่ประชาชนมากขึ้น แต่ที่สำคัญในระยะยาวคือการยกระดับและพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและคุณสมบัติอันเป็นของราษฎรเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของสมาชิกสังคมส่วนใหญ่ ปัจจุบันนี้แสดงออกในอุดมการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและองค์กรด้านสิทธิต่างๆทั่วโลก
การเคลื่อนไหวเฉพาะหน้าคือการเรียกร้องต้องการในการเข้าถึงสิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจและสิทธิทางวัฒนธรรม ในระยะยาวคือการพัฒนาให้ประชาชนเป็นประธานหรือเป็นนายของตัวเอง ด้วยการยกระดับความรู้ขจัดอวิชชา โดยผ่านประสบการณ์ของตนเอง ในที่สุดคือการรู้จักตัวเองและรู้จักผู้อื่นอย่างทัดเทียมและเสมอหน้ากัน
ทำไมบางสังคมถึงไม่ยอมรับสิทธิในความเท่าเทียมกันของคน
ในสังคมสยามไทย คำสอนทางพุทธศาสนาอธิบายว่าหลักการรองรับการให้สิ่งที่อนุโลมเรียกว่าสิทธิและหน้าที่ระหว่างคนฐานะต่างๆ(สังเกตว่ายังไม่ใช่คนที่เป็นนามธรรมที่เป็นสิ่งสากลทั่วไป) ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและมีสำนึกใน 1) การไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 2) เคารพซึ่งกันและกัน 3) เกื้อกูลซึ่งกันและกัน 4) ผูกน้ำใจซึ่งกันและกันอย่างละเอียดอ่อน
สิทธิที่ไม่เป็นของคนทั่วไป
จากสังคมที่อำนาจปกครองจำกัดอยู่กับผู้มีบุญบารมีแต่คนเดียวและคณะเดียวมายาวนาน ภูมิปัญญาไทยจึงเน้นหนักไปที่ความไม่เท่าเทียมกันของคน กล่าวคือทุกคนมิได้เกิดมาแล้วเท่าเทียมกัน เช่นนั้นการมีสิทธิอะไรก็ตามต่อมาก็ย่อมมีอย่างไม่เท่าเทียมกัน
ในสังคมศักดินาหรือก่อนสมัยใหม่ทั้งหลาย สิทธิจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นของคนทุกคน ในสังคมศักดินาหรือฟิวดัล เนื้อหาของสิทธิแสดงออก ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคน(เจ้านายและมูลนาย กับไพร่ทาส)
ฝ่ายแรกมีอภิสิทธิ์และอำนาจเหนือคนและทรัพยากร จึงอยู่ในฐานะที่ให้การคุ้มครอง ให้สิทธิในการทำมาหากินและให้ความยุติธรรมตามการตีความของผู้เป็นเจ้า
ในขณะที่ฝ่ายหลังมีแรงงานและพลังในการผลิตตอบสนองให้แก่รัฐตามต้องการ เนื้อหาของสิทธิในความสัมพันธ์แบบศักดินาจึงแสดงออกที่ความรู้สึกกตัญญูกตเวทีที่คนส่วนมากมีต่อคนส่วนน้อย มากกว่าการให้ความสำคัญและการตระหนักยอมรับถึงฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันบนเงื่อนไขที่เป็นสิ่งทั่วไปที่คนมีตามธรรมชาติได้
หลังจากการก่อตัวขึ้นของสังคมมวลชนที่มีระบบทุนนิยมเสรีและอุดมการณ์ชนชั้นกระฎุมพีกำกับ ประชาชนผู้ถูกปกครองและใช้แรงงานในระบบการผลิตทั้งหลายถึงสามารถอ้างและเรียกร้องสิทธิที่เป็นของปัจเจกชนตามธรรมชาติได้ ในบริบททางสังคมและการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนี้เอง ที่ความคิดเรื่องสิทธิของมนุษย์ได้ยกระดับขึ้นเป็นจุดหมายหนึ่งของชุมชนที่เป็นสังคมการเมือง
การที่สิทธิจะกลายเป็นจุดหมายของสังคมได้ ขึ้นอยู่กับว่าความรับรู้ร่วมกันของคนในสังคมชุมชนนั้น ในเรื่องสำคัญเช่นจุดหมายสังคมที่ร่วมกัน ความต้องการที่ร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ร่วมกันและรวมถึงความรู้สึกที่ร่วมกันในระดับหนึ่งด้วย ว่าการที่สร้างและรักษาอะไรที่ร่วมกันในชุมชนนี้เอาไว้ได้นั้นจะต้องอาศัยการดำรงอยู่ของสิทธิอะไรบ้างที่จำเป็น เช่นถ้าจะรักษาสถาบันอะไรไว้ ก็จำต้องจำกัดสิทธิในการแสดงออกในบางเรื่องไว้เป็นต้น
ดังนั้นการเกิดขึ้นของสิทธิและการอ้างถึงสิ่งที่คนต้องการจากสังคมนั้นอย่างชอบธรรม จึงมักเกิดจากปฏิสัมพันธ์และการต่อสู้ระหว่างฝ่ายให้สิทธิกับฝ่ายนิยามสิทธิ ในระยะยาวการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงต้องเป็นการต่อสู้ทางการเมืองและทางชนชั้นไป เมื่อเสรีชนค้นพบและยึดกุมในความคิดอุดมการณ์แห่งสิทธิได้ว่ามันเป็นอาวุธทางความคิดและในการจัดตั้งของพวกเขาขึ้นมาได้ เช่นการจุดเทียนเขียนสันติภาพและการเรียกร้องสิทธิในการคงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นต้น
ที่ผ่านมา อำนาจรัฐและชนชั้นปกครองได้ทำให้เรื่องของสิทธิเป็นปัญหาทางจริยธรรม(ศีลธรรม) สิทธิทางจริยธรรม (moral rights) เกิดมาจากการผสานร่วมกันระหว่างผลประโยชน์ทั้งหลายกับปัญญา เติบใหญ่และเข้มแข็งด้วยผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันได้ในระหว่างสมาชิกของชุมชนคนชั้นนำ
ในสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตก ที่ไม่มีสถาบันและอุดมการณ์เสรีนิยมกำกับการใช้อำนาจการเมือง ศีลธรรมกลายเป็นเชื้อโรคของคนชั้นล่างและคนที่ไม่มีฐานะ ยิ่งมีแต่ชนชั้นนายทุนอ่อนแอ แต่มีโอกาสและอำนาจนอกระบบจำนวนหนึ่ง โครงสร้างแห่งรัฐจึงเป็นแบบลูกผสม ระหว่างอำนาจเชิงศักดินากับเศรษฐกิจทุนนิยม ผลคืออุดมการณ์สมัยใหม่ของพลเมืองจริงๆไม่ค่อยมีอำนาจ ดังเห็นได้จากอุดมการณ์ต่อต้านประชาธิปไตยและความเป็นสมัยใหม่ (anti-modernity) มักมีคนร่วมด้วยช่วยกันอยู่เนืองๆ แล้วโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้ออ้างเรื่องการได้ประโยชน์ทางวัตถุของระบบทุนนิยม(ทาสเงินหรือคอร์รัปชั่น)
ฝ่ายต่อต้านมักอ้างไปที่ระบบทุนนิยมเสรีแบบยุโรปอเมริกาซึ่งทำกันได้ แต่พวกนั้นไม่อธิบายว่าที่ตะวันตกคุมคนโกงได้นั้น เนื่องจากว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในปลายยุคฟิวดัลช่วยเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติระบอบศักดินาเก่าจนทำให้กลายเป็นรัฐนายทุนไปโดยโครงสร้างและอุดมการณ์ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงดำเนินไปได้ตามปกติและตรรกของเหตุผล
สิทธิทั่วไปกับระบบประชาธิปไตย
กล่าวโดยสรุป กำเนิดและพัฒนาการสิทธิของมนุษย์ ทั้งในตะวันตกและในสังคมสยาม ทั้งจากของผู้ปกครองและของชาวบ้านผู้ถูกปกครอง ประเด็นหลักๆได้แก่การที่แนวคิดสิทธินี้ค่อยๆพัฒนาจากความคิดที่มีลักษณะเฉพาะ(ของคนชั้นนำกลุ่มน้อย) ไปสู่แนวคิดที่มีลักษณะสากลและทั่วไปมากขึ้น(ของคนธรรมดาส่วนมาก)
จากสิทธิที่เป็นของชุมชนและกำกับโดย"ผี"และต่อมาพราหมณ์ มาสู่สิทธิที่เป็นของมนุษย์ที่เป็นปัจเจกชน โดยมีทุนและอำนาจรัฐทางโลก(secular state)เป็นผู้กำกับและส่งเสริม
ปมเงื่อนของปัญหาในยุคปัจจุบันของเรา ก็คือการที่จะทำให้สิทธิรุ่นสองนี้พัฒนาต่อไปในทุกปริมณฑลของสังคมและรัฐ ทำให้เป็นของประชาชนทุกคนในประเทศไม่ว่าจะมีฐานะสีผิวและเชื้อชาติอะไรก็ตาม จะต้องได้รับและสามารถใช้สิทธิของความเป็นมนุษย์ได้อย่างเสมอภาคกัน นั่นคือการบรรลุจุดหมายใหญ่อันเป็นหัวใจของสิทธิ ได้แก่การดำรงและพัฒนาชีวิตของมนุษย์อย่างสมภาคภูมิและมีศักดิ์ศรี ซึ่งมนุษย์แต่อดีตมาถึงปัจจุบันต่างต้องการและพยายามไขว่คว้าให้ได้
นั่นคือเหตุผลที่ทำไมการต่อสู้ทางการเมืองในระยะสองศตวรรษมานี้ ถูกเรียกอย่างกว้างๆว่าการต่อสู้ของระบบประชาธิปไตย
เพราะสามัญชนคนส่วนใหญ่ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิแห่งความเป็นมนุษยชนของพวกเขากันเองแล้ว
ไม่ต้องรอให้ตัวแทนมาทำให้อีกแล้ว
.
2557-01-26
ดาวดินเสวนา ‘ภูมิแพ้รัฐประหาร’ ชี้ ‘การเลือกตั้ง’ คือทางออกความขัดแย้ง
.
โพสต์ลิ้งค์บทความ-กราฟิก
- กางกฎหมายไปเลือกตั้ง ถ้าถูกขัดขวางการใช้สิทธิจะทำอย่างไร (กราฟิก: วศิน ปฐมหยก)
ที่ http://prachatai3.info/journal/2014/01/51411
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ดาวดินเสวนา ‘ภูมิแพ้รัฐประหาร’ ชี้ ‘การเลือกตั้ง’ คือทางออกความขัดแย้ง
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51415
. . Sun, 2014-01-26 02:48
รายงานโดย ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)
นักศึกษากลุ่มเผยแพร่กฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนจัดเสวนา ‘ภูมิแพ้รัฐประหาร’ วิเคราะห์ความขัดแย้งทางการเมือง ชี้ ‘รัฐประหารโดยทหาร’ ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แต่ ‘รัฐประหารโดยนักนิติศาสตร์’ น่ากลัว เหตุสร้างระบอบแบบใหม่โดยไม่รู้ตัว
25 ม.ค. 2557 เวลา 13.30 น. นักศึกษากลุ่มเผยแพร่กฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน (ดาวดิน) จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ภูมิแพ้รัฐประหาร” ณ ห้องทองใบ ทองเปาด์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันซึ่งจะนำไปสู่การรัฐประหารในอนาคต วิทยากรที่มาร่วมเวทีเสวนาประกอบด้วยอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาสารคามและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม โดยมีนักศึกษาและผู้ที่สนใจร่วมรับฟัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมของเวทีเสวนาพูดถึงทหารกับระบอบประชาธิปไตยและอำนาจในทางการเมือง ตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการระบุว่าการทำรัฐประหารโดยทหารในปัจจุบันนี้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แต่ความน่ากลัวอยู่ที่การทำรัฐประหารโดยนักนิติศาสตร์ เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถอ้างอิงในสังคมกลายเป็นการสร้างระบอบแบบใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
นายถิรนัย อาป้อง ให้ความเห็นว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นต้องเชื่อในเสียงของประชาชน แต่ในความเป็นจริง ทหารมีอำนาจในการชี้นำรัฐบาลได้ สะท้อนให้เห็นว่าทหารในสังคมพร้อมที่จะทำรัฐประหารได้ทุกเมื่อ และถ้ามีการรัฐประหารในครั้งนี้จริงๆ ทหารจะไม่นำกำลังออกมารัฐประหาร แต่เป็นการรัฐประหารโดยองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและไปสถาปนาองค์กรอิสระให้มีอำนาจสูงสุดรองจากทหาร
ส่วนนายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติกล่าวว่า การรัฐประหารเป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาชนโดยตรง ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างแน่นอน และตามสถิติแล้ว ทุก 3.6 ปี มีการจ้องที่จะแย่งชิงอำนาจกัน ในประเทศไทยจะมีการรัฐประหารทุกๆ 7 ปี
นายกรชนก แสนประเสริฐ ในฐานะที่เป็นนักนิติศาสตร์กล่าวว่า การรัฐประหารโดยทหาร คือ การตบหน้านักกฎหมายอย่างชัดเจน นั่นก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญ อีทั้งทหารเป็นผู้ที่มาปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนำตลอดเวลา และสิ่งที่ กปปส.พยายามจะทำในตอนนี้ก็คือ 1.หยิบยกเรื่องคอรัปชั่นขึ้นมาให้เห็น 2.สร้างความเกลียดชังจนถึงที่สุดและจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง 3.กปปส.ไม่ได้มีแนวคิดที่จะนำไปสู่การสร้างสิ่งที่ดีขึ้น สุดท้าย การทำรัฐประหารครั้งนี้จะแยบยลกว่าเดิม
การหาทางออกสำหรับความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ คือการเลือกตั้ง เป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำให้สิทธิของคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน เมื่อเปรียบเทียบการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนเมืองกับคนชนบทแล้วการเลือกตั้งก็เป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้คนชนบทสามารถต่อสู้กับคนเมืองได้และเป็นวิธีที่สันติที่สุด ซึ่งในขณะนี้เหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งหรือการไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น นั่นเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่เลือกตั้งล่วงหน้าแล้วทั้งที่อยู่ต่างประเทศและภายในประเทศ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการทำให้ถูกบิดเบือนทางความเชื่อในสังคม เช่น ถ้ามีการเลือกตั้งจะนำไปสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นสงครามทางการเมือง เช่นนั้นแล้วพื้นที่ยืนของภาคประชาชนไม่ใช่ขั้วที่ 3 ทางการเมือง (นอกจากขั้วเหลือง-แดง) แต่ประชาชนกำลังต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมแบบไม่รู้ตัว
“วิธียุติความรุนแรงคือ กปปส. ต้องยุติการชุมนุม และถ้าวันที่ 2 ก.พ.2557 ไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น กปปส.จะได้ทุกอย่างในประเทศไทยและนำไปสู่ความรุนแรง” นายกรชนก ได้ทิ้งท้ายไว้ในเวที
ต่อจากนั้นเวลา 18.00 น. กลุ่มนักศึกษาดาวดิน ได้จัดงานในชื่อ “จุดเทียนเขียนสันติภาพ” ณ ลานข้างคอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และร่วมกันจุดเทียนในเวลา 19.00 น. ซึ่งเป็นการจัดงานเพื่อแสดงพลังให้เกิดการรับรู้ถึงกลุ่มที่จุดเทียนทั่วประเทศ และอยากทราบความคิดเห็นทางการเมืองจากคนที่มาร่วมงาน
นายเจตน์สฤษฎิ์ นามโคตร นักศึกษากลุ่มดาวดิน กล่าวว่า การจัดงานได้แรงบัลดาลใจจากเพจ “พอกันที” ทาง facebook ซึ่งในงานเป็นการแสดงจุดยืนถึงการหยุดการชุมนุมที่มีเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง การรัฐประหารไม่ใช่เรื่องดี ก็เลยเปิดพื้นที่ที่เป็นของทุกคนซึ่งไม่ระบุว่าเป็นฝ่ายไหน
“เราต้องสร้างเครือข่ายและร่วมเดินไปด้วยกัน เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขและยุติความรุนแรง” นายเจตน์สฤษฎิ์กล่าว
.
โพสต์ลิ้งค์บทความ-กราฟิก
- กางกฎหมายไปเลือกตั้ง ถ้าถูกขัดขวางการใช้สิทธิจะทำอย่างไร (กราฟิก: วศิน ปฐมหยก)
ที่ http://prachatai3.info/journal/2014/01/51411
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ดาวดินเสวนา ‘ภูมิแพ้รัฐประหาร’ ชี้ ‘การเลือกตั้ง’ คือทางออกความขัดแย้ง
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51415
. . Sun, 2014-01-26 02:48
รายงานโดย ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)
นักศึกษากลุ่มเผยแพร่กฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนจัดเสวนา ‘ภูมิแพ้รัฐประหาร’ วิเคราะห์ความขัดแย้งทางการเมือง ชี้ ‘รัฐประหารโดยทหาร’ ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แต่ ‘รัฐประหารโดยนักนิติศาสตร์’ น่ากลัว เหตุสร้างระบอบแบบใหม่โดยไม่รู้ตัว
25 ม.ค. 2557 เวลา 13.30 น. นักศึกษากลุ่มเผยแพร่กฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน (ดาวดิน) จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ภูมิแพ้รัฐประหาร” ณ ห้องทองใบ ทองเปาด์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันซึ่งจะนำไปสู่การรัฐประหารในอนาคต วิทยากรที่มาร่วมเวทีเสวนาประกอบด้วยอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาสารคามและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม โดยมีนักศึกษาและผู้ที่สนใจร่วมรับฟัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมของเวทีเสวนาพูดถึงทหารกับระบอบประชาธิปไตยและอำนาจในทางการเมือง ตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการระบุว่าการทำรัฐประหารโดยทหารในปัจจุบันนี้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แต่ความน่ากลัวอยู่ที่การทำรัฐประหารโดยนักนิติศาสตร์ เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถอ้างอิงในสังคมกลายเป็นการสร้างระบอบแบบใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
นายถิรนัย อาป้อง ให้ความเห็นว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นต้องเชื่อในเสียงของประชาชน แต่ในความเป็นจริง ทหารมีอำนาจในการชี้นำรัฐบาลได้ สะท้อนให้เห็นว่าทหารในสังคมพร้อมที่จะทำรัฐประหารได้ทุกเมื่อ และถ้ามีการรัฐประหารในครั้งนี้จริงๆ ทหารจะไม่นำกำลังออกมารัฐประหาร แต่เป็นการรัฐประหารโดยองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและไปสถาปนาองค์กรอิสระให้มีอำนาจสูงสุดรองจากทหาร
ส่วนนายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติกล่าวว่า การรัฐประหารเป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาชนโดยตรง ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างแน่นอน และตามสถิติแล้ว ทุก 3.6 ปี มีการจ้องที่จะแย่งชิงอำนาจกัน ในประเทศไทยจะมีการรัฐประหารทุกๆ 7 ปี
นายกรชนก แสนประเสริฐ ในฐานะที่เป็นนักนิติศาสตร์กล่าวว่า การรัฐประหารโดยทหาร คือ การตบหน้านักกฎหมายอย่างชัดเจน นั่นก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญ อีทั้งทหารเป็นผู้ที่มาปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนำตลอดเวลา และสิ่งที่ กปปส.พยายามจะทำในตอนนี้ก็คือ 1.หยิบยกเรื่องคอรัปชั่นขึ้นมาให้เห็น 2.สร้างความเกลียดชังจนถึงที่สุดและจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง 3.กปปส.ไม่ได้มีแนวคิดที่จะนำไปสู่การสร้างสิ่งที่ดีขึ้น สุดท้าย การทำรัฐประหารครั้งนี้จะแยบยลกว่าเดิม
การหาทางออกสำหรับความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ คือการเลือกตั้ง เป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำให้สิทธิของคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน เมื่อเปรียบเทียบการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนเมืองกับคนชนบทแล้วการเลือกตั้งก็เป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้คนชนบทสามารถต่อสู้กับคนเมืองได้และเป็นวิธีที่สันติที่สุด ซึ่งในขณะนี้เหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งหรือการไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น นั่นเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่เลือกตั้งล่วงหน้าแล้วทั้งที่อยู่ต่างประเทศและภายในประเทศ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการทำให้ถูกบิดเบือนทางความเชื่อในสังคม เช่น ถ้ามีการเลือกตั้งจะนำไปสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นสงครามทางการเมือง เช่นนั้นแล้วพื้นที่ยืนของภาคประชาชนไม่ใช่ขั้วที่ 3 ทางการเมือง (นอกจากขั้วเหลือง-แดง) แต่ประชาชนกำลังต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมแบบไม่รู้ตัว
“วิธียุติความรุนแรงคือ กปปส. ต้องยุติการชุมนุม และถ้าวันที่ 2 ก.พ.2557 ไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น กปปส.จะได้ทุกอย่างในประเทศไทยและนำไปสู่ความรุนแรง” นายกรชนก ได้ทิ้งท้ายไว้ในเวที
ต่อจากนั้นเวลา 18.00 น. กลุ่มนักศึกษาดาวดิน ได้จัดงานในชื่อ “จุดเทียนเขียนสันติภาพ” ณ ลานข้างคอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และร่วมกันจุดเทียนในเวลา 19.00 น. ซึ่งเป็นการจัดงานเพื่อแสดงพลังให้เกิดการรับรู้ถึงกลุ่มที่จุดเทียนทั่วประเทศ และอยากทราบความคิดเห็นทางการเมืองจากคนที่มาร่วมงาน
นายเจตน์สฤษฎิ์ นามโคตร นักศึกษากลุ่มดาวดิน กล่าวว่า การจัดงานได้แรงบัลดาลใจจากเพจ “พอกันที” ทาง facebook ซึ่งในงานเป็นการแสดงจุดยืนถึงการหยุดการชุมนุมที่มีเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง การรัฐประหารไม่ใช่เรื่องดี ก็เลยเปิดพื้นที่ที่เป็นของทุกคนซึ่งไม่ระบุว่าเป็นฝ่ายไหน
“เราต้องสร้างเครือข่ายและร่วมเดินไปด้วยกัน เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขและยุติความรุนแรง” นายเจตน์สฤษฎิ์กล่าว
.
2557-01-22
ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์
.
ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ
โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์ madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390312336
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:02:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 มกราคม 2557 )
"ลักษณะสำคัญที่เป็นหัวใจของกรุงเทพฯคือความวุ่นวาย"
(RossKing-Reading Bangkok-National University of Singapore Press-2011)
ข้อเขียนของผมชิ้นนี้เขียนขึ้นในโอกาสครบรอบหกวันของการประกาศ "ปิดกรุงเทพฯ" ของ กปปส.
เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าทำไม กปปส "ปิดกรุงเทพฯ" ไม่สำเร็จมาแล้วอย่างน้อยหกวัน
อนึ่งงานเขียนชิ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ "จุดยืนทางการเมือง" (political stand) หากแต่เป็นเรื่อง "การเมือง" (city affairs) ล้วนๆ (ฮา)
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯ นั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรนั้นก็สุดแท้แต่จะจินตนาการ เช่นเมืองเป็นอัมพาต ทหารต้องออกมาทำหน้าที่ "ทะลวงท่อ" (ศัพท์ที่ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ใช้บ่อยเพื่อเปรียบการรัฐประหารว่าเสมือนกับการแก้ทางตันทางการเมือง) หรือทำให้รัฐล้มเหลว ฯลฯ
แต่ที่น่าสนใจก็คือ การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ทำให้กรุงเทพฯนั้นถูกปิดลงเลยในฐานะของ "มหานคร" ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความพิศวงงงงวยและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งของผู้คนทั่วโลก (แน่นอนว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกนั้นไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯได้มาง่ายๆ หรอกครับ แต่เพราะกรุงเทพฯมันมีความมหัศจรรย์ "อย่างแรง" ต่างหาก)
พูดง่ายๆ ว่า ขนาดเราคิดกันแทบตายมาตั้งจะเกือบหกสิบปีแล้วว่าจะทำอย่างไรถึงจะ "วางแผน วางผัง" เมืองกรุงเทพฯให้ได้ เรายังทำไม่ได้เลย ดังนั้นเราจะปิดกรุงเทพฯจริงๆ นั้นจะทำได้ง่ายๆ เชียวหรือ?
แน่นอนว่า การสร้างผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯโดยรู้สึกว่าจะทำให้วุ่นวายมากขึ้นนั้นย่อมเป็นจินตนาการที่ไม่อาจห้ามได้แต่เอาเข้าจริงการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯนั้นทำได้ไม่ยาก แต่จะทำให้ความวุ่นวายดังกล่าวนั้นกลายเป็นเรื่องของการปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด
หุหุ ... ฟันธงเลยก็ได้ว่า ล้มรัฐบาลนั้นน่าจะง่ายกว่าล้มกรุงเทพฯหละครับ ... ไม่เชื่อถามผู้ว่าราชการกรุงเทพฯดูสิครับ ขนาดเป็นมาสองสมัยและพรรคตัวเองเป็นมาตั้งนานแล้ว สามารถบริหารกรุงเทพฯได้อย่างที่หวังไหมหล่ะครับผม?
เอาเป็นว่าทำไมกรุงเทพฯนั้นปิดไม่ได้ง่ายๆ? นี่ขนาดมวลมหาประชาชนที่ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้วยังปิดกรุงเทพฯไม่ได้?
คำตอบประการที่หนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯมาหกวันแล้ว(ถึงวันอาทิตย์ที่ 19) นั้นสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขา "ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกวัน"
กล่าวง่ายๆ ก็คือ มายาคติที่ว่าคนที่ทำให้กรุงเทพฯวุ่นวายนั้นคือพวกที่มาจากต่างจังหวัด พวกคนจน คนไม่มีระเบียบ ซึ่งควรจะส่งพวกเขากลับไปต่างจังหวัด ดังที่คิดๆ กันอยู่ หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อสาม-สี่ปีก่อนนั้น
เอาเข้าจริงก็พูดได้ยากว่า คราวนี้การปิดกรุงเทพฯเป็นเรื่องของม็อบผู้ดีมีมารยาทเท่านั้น เพราะสุดท้ายคนดีมีมารยาททั้งจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเองนั้นก็ยังทำกิจกรรมที่สร้างความวุ่นวายบนท้องถนนต่อไป
กล่าวง่ายๆก็คือการเข้าไปสกัดขัดขวางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯจากคนมากหน้าหลายตาด้วยคนมากหน้าหลายตา ที่ออกมายืนบนท้องถนน หรือเคลื่อนตัวบนท้องถนนนั้นก็กลายเป็นกิจกรรมของความปกติ ที่ไม่ว่าคนหน้าไหนก็ทำเหมือนๆ กัน
การปิดกรุงเทพฯในความหมายของการปิดสี่แยกนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะการทำให้รถติดนั้นเป็นเรื่องที่เจอกันบ่อยๆ ทั้งการปิดถนนชั่วคราว การมีเทศกาล และการที่ถนนปิดตัวเองเนื่องจากการจราจรติดขัดอย่างหนักหน่วงอยู่บ่อยๆ
"การปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกๆ วัน" ของ "ผู้ที่ปิดกรุงเทพฯในช่วงนี้" นั้นยังสามารถขยายความเข้าใจเพิ่มเติมไปด้วยการสร้างเรื่องราวว่าถนนที่ถูกปิดนั้นจะเอาไปทำอะไรนอกจากการฟังปราศรัยและความบันเทิงจากดนตรีและการแสดงก็ด้วยการ "สร้างตลาดนัด" เล็กๆ ขึ้นในพื้นที่ที่ปิดนั่นแหละครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ การทำให้เกิดความปกติของผู้ที่พยายามเชื่อว่าการปิดกรุงเทพฯนั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ ก็คือ การทำให้เกิดการซื้อขายของในพื้นที่ที่ปิดตัวลง เพื่อให้รู้สึกถึงความสนุก ผ่อนคลาย และมีความเป็นชุมชนเดียวกัน และสร้างภาพของการปิดกรุงเทพฯที่ไม่รุนแรงและเป็นปกติ
ไม่นับรวมซุ้มกิจกรรมต่างๆ ของความบันเทิงเริงรมย์ ด้วยนะครับ
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ปิดในแง่ไม่มีกิจกรรม แต่เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและขัดกันเองว่าปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างกิจกรรมที่คนควรจะออกมาเข้าร่วมตามที่พวกเขาต้องการ
ดังนั้นการปิดกรุงเทพฯจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องการ"สร้างที่ว่าง" แต่ต้องการเปลี่ยนความหมายของพื้นที่ และสร้างสถานที่แบบใหม่เสียมากกว่า (ตรงนี้ให้ดูความพิสดารของคำว่า space ที่หมายถึงทั้งที่ว่าง และพื้นที่ที่พร้อมจะถูกสร้างความหมายและกิจกรรมต่างๆ ลงไป และหมายถึงการสร้างสถานที่ - place making) ได้ด้วย
กล่าวโดยสรุป คนที่ปิดกรุงเทพฯวันนี้ เมื่อรู้สึกว่า (หรือถ้าเชื่อว่า) ตนนั้นปิดกรุงเทพฯสำเร็จ หรือได้เปลี่ยนกรุงเทพฯไปในทางที่ตนต้องการนั้น เขาอาจจะลืมไปว่าถ้าเขารู้สึกว่าเขาทำอะไรกับกรุงเทพฯก็ได้ตามที่เขาเชื่อ นั้นก็ย่อมหมายถึงว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในกรุงเทพฯในทุกๆ วันอยู่แล้ว และพวกเขานั่นแหละที่ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทำให้คนอื่นเดือดร้อนมิรู้จบอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้รู้สึกตัวว่าเขาสร้างปัญหาให้กับกรุงเทพฯมาโดยตลอดนั่นแหละครับ
เรื่องการปิดกรุงเทพฯยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่อมาก็คือ เรื่องของการพิจารณาว่าตกลงปิดสำเร็จจริงไหมในแง่ของยุทธวิธีทางการเมือง
ซึ่งก็ขอตอบว่าไม่สำเร็จ
ถ้าเทียบกับการพยายามไปปิดสถานที่ราชการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดสี่แยกนั้นไม่สำเร็จเท่ากับปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่เชื่อว่าทำให้ "รัฐล้มเหลว" (failed state) แต่ในอีกทางหนึ่งนั้น การปิดกรุงเทพฯไม่ได้ทำให้ "เมืองล้มเหลว" (failed city)
ทั้งนี้ เพราะกรุงเทพฯนั้นมีหัวใจสำคัญที่ธุรกิจและความวุ่นวายที่ทุกคนสามารถปรับตัวดิ้นรนได้ ขณะที่ในมุมมองที่มีกับรัฐนั้น เราเชื่อว่ารัฐมีการ "สั่งการ" จากศูนย์กลาง และจากบนลงล่าง
กล่าวคือ เมื่อพยายามไปล้อมหรือปิดระบบราชการนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามที่จะจัดการกับตัวข้าราชการ ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนผู้รับคำสั่งจากรัฐ
แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะปิดเมือง คุณจะไปสั่งใคร? คุณจะสั่งพลเรือนทั้งหมดของเมืองได้อย่างไร? และที่สำคัญเมื่อไม่ได้จัดการปิดธุรกิจโดยตรงแบบที่สั่งการรัฐ (และที่มากกว่านั้นจะต้องสร้างภาพว่าธุรกิจนั้นเปิดทำการได้ปกติ และมีกำไรมากขึ้น รวมทั้งเชื้อเชิญให้มาขายของในม็อบ รวมทั้งต้องไม่สร้างภาพม็อบให้น่าหวาดกลัว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีคนมาร่วมม็อบ ที่ต้องการภาพความอลังการทางสายตา (spectacle) ของการเข้าร่วมเข้าไปด้วย)
หึหึ "ธุรกิจ" และ "ความไม่เป็นทางการ" (informality) ของชีวิตกรุงเทพฯนี่แหละครับที่จัดการยาก ไม่เชื่อลองไปจัดการมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ให้ทำมาหากินตอนมีม็อบสิครับ ไม่ใช่แค่จัดการรถเมล์ รถตู้ และรถแท็กซี่เท่านั้น?
มิพักต้องพูดถึงว่า การจัดการชุมนุมที่ตอนแรกอ้างว่าจะมียี่สิบจุด และสุดท้ายกลายมาเป็นแค่สี่แยกไม่กี่แห่งในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นใจกลางเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ เอาเข้าจริงก็ไม่ต้องการให้ปิดจริงๆ เพียงแต่ต้องการสร้างกิจกรรมให้เกิดการชุมนุมเท่านั้น ยังหลงลืมไปว่า กรุงเทพฯนั้นมีการใช้พื้นที่ที่ผสมปนเป และมีความกระจัดกระจายสูง ซึ่งในแง่นี้จึงมีความคงทนที่จะอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตและความวุ่นวาย (ซึ่งก็มีทุกวันอยู่แล้ว)
คนจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯจึงอาจจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการปิดกรุงเทพฯบางส่วนดังที่เป็นอยู่และยิ่งเมื่อต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อให้มีการชุมนุมด้วยแล้วยิ่งจะต้องผ่อนปรนให้มีการเคลื่อนที่เพื่อมาชุมนุมอีกต่างหาก
ที่สำคัญ การจัดการปิดแยกปทุมวันนั้นจัดการง่ายกว่าการปิดแยกอื่นๆ ที่เป็นแยกธุรกิจเต็มตัว และพื้นที่ก็เล็กกว่า และเข้าถึงได้ไม่ยาก กล่าวคือแยกปทุมวันมีเจ้าของที่ต้องเคลียร์ไม่มาก และไม่ต้องมีภาพที่จะต้องขัดแย้งกับเอกชนเต็มตัวเหมือนแยกราชประสงค์ ที่มีสมาคมผู้ประกอบการอย่างชัดแจ้ง
นอกจากนี้ถ้าคนที่วางแผนจะปิดกรุงเทพฯได้มีความรู้เรื่องเมืองกรุงเทพฯอีกสักหน่อย หรืออ่านหนังสือที่วิเคราะห์กรุงเทพฯอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นงานของ Ross King อดีตศาสตราจารย์และคณบดีคณะสถาปัตย์ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ก็คงจะเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น เว้นแต่ว่าต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างความกดดันไปสู่เงื่อนไขความรุนแรงทางใดทางหนึ่งนั่นแหละครับ
คิงชี้ให้เห็นว่าความวุ่นวายในกรุงเทพฯนั้นถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการสำคัญสามกระบวนการ
กระบวนการที่หนึ่งก็คือการนำเอาของที่ไม่ลงรูปลงรอยและไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน (juxtapositions) ซึ่งความไร้ระเบียบพวกนี้ในโลกตะวันตกเขาพยายามจะหลีกเลี่ยง แต่เรื่องนี้กลับเป็นหัวใจของบ้านเราที่เจออะไรผสมปนเปกันไปหมด เสียจนกลายเป็นความวุ่นวายอันทรงเสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยวและนักวิชาการที่พยายามค้นหาและอธิบายกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเรื่องของผังเมือง
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สอง ก็คือเรื่องของการพยายามที่จะเอาอะไรมาทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ (superimpositions) ในความหมายที่ว่ามี "ชั้น" (layers) ของกิจกรรมต่างๆ ที่ทับกันไปเรื่อยๆ เช่นมีการขายของซ้อนไปบนทางเท้า หรือมีแผงลอยหน้าตึกขายของปกติ รวมทั้งมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ซ้อนไปบนกิจกรรมอื่นๆ โดยในความหมายนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เพียงแค่อยู่ร่วมกัน แต่อาจมีลักษณะของการกดทับกัน หรือซ่อนเร้นความหมายอื่นๆ เอาไว้ ซึ่งทำให้เราต้องมาเข้าใจว่ากิจกรรมบนพื้นที่ที่เกิดขึ้นนั้น มันปกปิดหรือกดทับความหมายหรือการใช้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นอยู่
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สามก็คือการมองว่าความวุ่นวายนั้นอาจเป็นสื่อกลางในการสร้างความคงทนและดิ้นรนเอาตัวรอด(resilience and survival) หรือแม้กระทั่งเป็นการต่อต้าน (resistance) ในความหมายทั้งการดิ้นรนในกระบวนการแห่งความวุ่นวาย (ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นความวุ่นวาย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นรถลงเรือ หรือเข้าไปตามคูคลอง มอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อไปให้ถึงที่หมายและที่ทำงาน หรือกลับบ้าน อาจจะเป็นชีวิตอันสุดแสนจะปกติของผู้คนในเมืองในแต่ละวันก็ได้
ที่สำคัญ คิง ชี้ว่าหัวใจสำคัญของความวุ่นวายในกรุงเทพฯที่ซ่อนอยู่ในสามกระบวนการก็คือรากฐานของกรุงเทพฯที่เติบโตขึ้นมาจากการสร้างอาณานิคมภายในหรือการยึดครองตัวเอง(self-colonization) ของกรุงเทพฯต่อส่วนอื่นๆ ของประเทศ และของผู้นำและคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนอื่นๆ ของประเทศ
และที่สำคัญ เมื่อดูจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ย่อมชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่การเลือกตั้ง และการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ นอกกรุงเทพฯนั้นกำลังทำลายการครองความคิดและสถาปนา/ครองความเป็นเจ้า (hegemony) ของกรุงเทพฯและชนชั้นที่มีอำนาจในกรุงเทพฯให้เสื่อมถอยลงทุกวัน
ในหนังสือเรื่อง "อ่านกรุงเทพฯ" ของคิงนั้นยังพูดถึงพื้นที่กรุงเทพฯไว้น่าสนใจ ว่ามี "ภูมิทัศน์แห่งการครอบงำ (ตัวเอง)" (landscape of (self) - colonization) โดยเฉพาะอยู่ห้าพื้นที่หลัก นั่นก็คือ เมืองเก่า (ธนบุรี - เกาะรัตนโกสินทร์) พื้นที่สมัยใหม่ยุคแรก (เจริญกรุง สีลม และราชดำเนิน) พื้นที่แห่งธุรกิจและการบริโภค (สุขุมวิท) พื้นที่แห่งความเจริญที่เต็มไปด้วยความเสื่อมและความขัดแย้ง (รัชดา และ สลัมคลองเตย) และพื้นที่แห่งการครอบงำทางความคิด (มหาวิทยาลัย)
จะว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็กระไรอยู่ หากแต่การปักวางพื้นที่ไว้ครอบคลุมทั้งห้าพื้นที่นี้ในทางใดทางหนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าใจถึงความสำคัญต่อพื้นที่แห่งการครอบงำอยู่ไม่น้อย
หากแต่จะสะท้อนถึงความเข้าใจการผลิตความวุ่นวายในพื้นที่ในสามกระบวนการของพื้นที่ทั้งห้ามากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่สำคัญเมื่อเข้าใจว่าสังคมไทยเป็นสังคมของการครอบงำต่อกันเป็นชั้นๆและการรักษาผิวหน้าของปรากฏการณ์ต่างๆ ให้ดูดี คิง เองก็ไม่แปลกใจว่าทำไมนักวิชาการไทยโดยเฉพาะปัญญาชนสาธารณะถึงชอบพูดถึงการ "ปฏิรูปการเมือง" กันนัก เมื่อเทียบกับเรื่องหลักๆ ในระดับโครงสร้างที่สังคมกรุงเทพฯนั้นครอบงำส่วนอื่นๆ ของประเทศเอาไว้โดยตลอดอย่างยาวนานนับตั้งแต่การตั้งกรุงทพฯเมื่อสองร้อยกว่าปีนั่นแหละครับ
มาดูกันดีกว่าครับว่า ในระยะยาวนั้น รัฐจะล้มเหลว เมืองจะล้มเหลว หรือ ม็อบจะล้มเหลว ?
ยิ่งกว่านั้นถ้าม็อบดันเกิดล้มเหลวขึ้นมา อะไรกันแน่ที่จะล้มเหลวและพังทลายตามมาอีกมากมายครับผม ...
_________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ
โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์ madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390312336
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:02:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 มกราคม 2557 )
"ลักษณะสำคัญที่เป็นหัวใจของกรุงเทพฯคือความวุ่นวาย"
(RossKing-Reading Bangkok-National University of Singapore Press-2011)
ข้อเขียนของผมชิ้นนี้เขียนขึ้นในโอกาสครบรอบหกวันของการประกาศ "ปิดกรุงเทพฯ" ของ กปปส.
เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าทำไม กปปส "ปิดกรุงเทพฯ" ไม่สำเร็จมาแล้วอย่างน้อยหกวัน
อนึ่งงานเขียนชิ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ "จุดยืนทางการเมือง" (political stand) หากแต่เป็นเรื่อง "การเมือง" (city affairs) ล้วนๆ (ฮา)
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯ นั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรนั้นก็สุดแท้แต่จะจินตนาการ เช่นเมืองเป็นอัมพาต ทหารต้องออกมาทำหน้าที่ "ทะลวงท่อ" (ศัพท์ที่ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ใช้บ่อยเพื่อเปรียบการรัฐประหารว่าเสมือนกับการแก้ทางตันทางการเมือง) หรือทำให้รัฐล้มเหลว ฯลฯ
แต่ที่น่าสนใจก็คือ การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ทำให้กรุงเทพฯนั้นถูกปิดลงเลยในฐานะของ "มหานคร" ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความพิศวงงงงวยและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งของผู้คนทั่วโลก (แน่นอนว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกนั้นไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯได้มาง่ายๆ หรอกครับ แต่เพราะกรุงเทพฯมันมีความมหัศจรรย์ "อย่างแรง" ต่างหาก)
พูดง่ายๆ ว่า ขนาดเราคิดกันแทบตายมาตั้งจะเกือบหกสิบปีแล้วว่าจะทำอย่างไรถึงจะ "วางแผน วางผัง" เมืองกรุงเทพฯให้ได้ เรายังทำไม่ได้เลย ดังนั้นเราจะปิดกรุงเทพฯจริงๆ นั้นจะทำได้ง่ายๆ เชียวหรือ?
แน่นอนว่า การสร้างผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯโดยรู้สึกว่าจะทำให้วุ่นวายมากขึ้นนั้นย่อมเป็นจินตนาการที่ไม่อาจห้ามได้แต่เอาเข้าจริงการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯนั้นทำได้ไม่ยาก แต่จะทำให้ความวุ่นวายดังกล่าวนั้นกลายเป็นเรื่องของการปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด
หุหุ ... ฟันธงเลยก็ได้ว่า ล้มรัฐบาลนั้นน่าจะง่ายกว่าล้มกรุงเทพฯหละครับ ... ไม่เชื่อถามผู้ว่าราชการกรุงเทพฯดูสิครับ ขนาดเป็นมาสองสมัยและพรรคตัวเองเป็นมาตั้งนานแล้ว สามารถบริหารกรุงเทพฯได้อย่างที่หวังไหมหล่ะครับผม?
เอาเป็นว่าทำไมกรุงเทพฯนั้นปิดไม่ได้ง่ายๆ? นี่ขนาดมวลมหาประชาชนที่ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้วยังปิดกรุงเทพฯไม่ได้?
คำตอบประการที่หนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯมาหกวันแล้ว(ถึงวันอาทิตย์ที่ 19) นั้นสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขา "ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกวัน"
กล่าวง่ายๆ ก็คือ มายาคติที่ว่าคนที่ทำให้กรุงเทพฯวุ่นวายนั้นคือพวกที่มาจากต่างจังหวัด พวกคนจน คนไม่มีระเบียบ ซึ่งควรจะส่งพวกเขากลับไปต่างจังหวัด ดังที่คิดๆ กันอยู่ หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อสาม-สี่ปีก่อนนั้น
เอาเข้าจริงก็พูดได้ยากว่า คราวนี้การปิดกรุงเทพฯเป็นเรื่องของม็อบผู้ดีมีมารยาทเท่านั้น เพราะสุดท้ายคนดีมีมารยาททั้งจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเองนั้นก็ยังทำกิจกรรมที่สร้างความวุ่นวายบนท้องถนนต่อไป
กล่าวง่ายๆก็คือการเข้าไปสกัดขัดขวางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯจากคนมากหน้าหลายตาด้วยคนมากหน้าหลายตา ที่ออกมายืนบนท้องถนน หรือเคลื่อนตัวบนท้องถนนนั้นก็กลายเป็นกิจกรรมของความปกติ ที่ไม่ว่าคนหน้าไหนก็ทำเหมือนๆ กัน
การปิดกรุงเทพฯในความหมายของการปิดสี่แยกนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะการทำให้รถติดนั้นเป็นเรื่องที่เจอกันบ่อยๆ ทั้งการปิดถนนชั่วคราว การมีเทศกาล และการที่ถนนปิดตัวเองเนื่องจากการจราจรติดขัดอย่างหนักหน่วงอยู่บ่อยๆ
"การปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกๆ วัน" ของ "ผู้ที่ปิดกรุงเทพฯในช่วงนี้" นั้นยังสามารถขยายความเข้าใจเพิ่มเติมไปด้วยการสร้างเรื่องราวว่าถนนที่ถูกปิดนั้นจะเอาไปทำอะไรนอกจากการฟังปราศรัยและความบันเทิงจากดนตรีและการแสดงก็ด้วยการ "สร้างตลาดนัด" เล็กๆ ขึ้นในพื้นที่ที่ปิดนั่นแหละครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ การทำให้เกิดความปกติของผู้ที่พยายามเชื่อว่าการปิดกรุงเทพฯนั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ ก็คือ การทำให้เกิดการซื้อขายของในพื้นที่ที่ปิดตัวลง เพื่อให้รู้สึกถึงความสนุก ผ่อนคลาย และมีความเป็นชุมชนเดียวกัน และสร้างภาพของการปิดกรุงเทพฯที่ไม่รุนแรงและเป็นปกติ
ไม่นับรวมซุ้มกิจกรรมต่างๆ ของความบันเทิงเริงรมย์ ด้วยนะครับ
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ปิดในแง่ไม่มีกิจกรรม แต่เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและขัดกันเองว่าปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างกิจกรรมที่คนควรจะออกมาเข้าร่วมตามที่พวกเขาต้องการ
ดังนั้นการปิดกรุงเทพฯจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องการ"สร้างที่ว่าง" แต่ต้องการเปลี่ยนความหมายของพื้นที่ และสร้างสถานที่แบบใหม่เสียมากกว่า (ตรงนี้ให้ดูความพิสดารของคำว่า space ที่หมายถึงทั้งที่ว่าง และพื้นที่ที่พร้อมจะถูกสร้างความหมายและกิจกรรมต่างๆ ลงไป และหมายถึงการสร้างสถานที่ - place making) ได้ด้วย
กล่าวโดยสรุป คนที่ปิดกรุงเทพฯวันนี้ เมื่อรู้สึกว่า (หรือถ้าเชื่อว่า) ตนนั้นปิดกรุงเทพฯสำเร็จ หรือได้เปลี่ยนกรุงเทพฯไปในทางที่ตนต้องการนั้น เขาอาจจะลืมไปว่าถ้าเขารู้สึกว่าเขาทำอะไรกับกรุงเทพฯก็ได้ตามที่เขาเชื่อ นั้นก็ย่อมหมายถึงว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในกรุงเทพฯในทุกๆ วันอยู่แล้ว และพวกเขานั่นแหละที่ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทำให้คนอื่นเดือดร้อนมิรู้จบอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้รู้สึกตัวว่าเขาสร้างปัญหาให้กับกรุงเทพฯมาโดยตลอดนั่นแหละครับ
เรื่องการปิดกรุงเทพฯยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่อมาก็คือ เรื่องของการพิจารณาว่าตกลงปิดสำเร็จจริงไหมในแง่ของยุทธวิธีทางการเมือง
ซึ่งก็ขอตอบว่าไม่สำเร็จ
ถ้าเทียบกับการพยายามไปปิดสถานที่ราชการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดสี่แยกนั้นไม่สำเร็จเท่ากับปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่เชื่อว่าทำให้ "รัฐล้มเหลว" (failed state) แต่ในอีกทางหนึ่งนั้น การปิดกรุงเทพฯไม่ได้ทำให้ "เมืองล้มเหลว" (failed city)
ทั้งนี้ เพราะกรุงเทพฯนั้นมีหัวใจสำคัญที่ธุรกิจและความวุ่นวายที่ทุกคนสามารถปรับตัวดิ้นรนได้ ขณะที่ในมุมมองที่มีกับรัฐนั้น เราเชื่อว่ารัฐมีการ "สั่งการ" จากศูนย์กลาง และจากบนลงล่าง
กล่าวคือ เมื่อพยายามไปล้อมหรือปิดระบบราชการนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามที่จะจัดการกับตัวข้าราชการ ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนผู้รับคำสั่งจากรัฐ
แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะปิดเมือง คุณจะไปสั่งใคร? คุณจะสั่งพลเรือนทั้งหมดของเมืองได้อย่างไร? และที่สำคัญเมื่อไม่ได้จัดการปิดธุรกิจโดยตรงแบบที่สั่งการรัฐ (และที่มากกว่านั้นจะต้องสร้างภาพว่าธุรกิจนั้นเปิดทำการได้ปกติ และมีกำไรมากขึ้น รวมทั้งเชื้อเชิญให้มาขายของในม็อบ รวมทั้งต้องไม่สร้างภาพม็อบให้น่าหวาดกลัว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีคนมาร่วมม็อบ ที่ต้องการภาพความอลังการทางสายตา (spectacle) ของการเข้าร่วมเข้าไปด้วย)
หึหึ "ธุรกิจ" และ "ความไม่เป็นทางการ" (informality) ของชีวิตกรุงเทพฯนี่แหละครับที่จัดการยาก ไม่เชื่อลองไปจัดการมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ให้ทำมาหากินตอนมีม็อบสิครับ ไม่ใช่แค่จัดการรถเมล์ รถตู้ และรถแท็กซี่เท่านั้น?
มิพักต้องพูดถึงว่า การจัดการชุมนุมที่ตอนแรกอ้างว่าจะมียี่สิบจุด และสุดท้ายกลายมาเป็นแค่สี่แยกไม่กี่แห่งในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นใจกลางเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ เอาเข้าจริงก็ไม่ต้องการให้ปิดจริงๆ เพียงแต่ต้องการสร้างกิจกรรมให้เกิดการชุมนุมเท่านั้น ยังหลงลืมไปว่า กรุงเทพฯนั้นมีการใช้พื้นที่ที่ผสมปนเป และมีความกระจัดกระจายสูง ซึ่งในแง่นี้จึงมีความคงทนที่จะอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตและความวุ่นวาย (ซึ่งก็มีทุกวันอยู่แล้ว)
คนจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯจึงอาจจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการปิดกรุงเทพฯบางส่วนดังที่เป็นอยู่และยิ่งเมื่อต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อให้มีการชุมนุมด้วยแล้วยิ่งจะต้องผ่อนปรนให้มีการเคลื่อนที่เพื่อมาชุมนุมอีกต่างหาก
ที่สำคัญ การจัดการปิดแยกปทุมวันนั้นจัดการง่ายกว่าการปิดแยกอื่นๆ ที่เป็นแยกธุรกิจเต็มตัว และพื้นที่ก็เล็กกว่า และเข้าถึงได้ไม่ยาก กล่าวคือแยกปทุมวันมีเจ้าของที่ต้องเคลียร์ไม่มาก และไม่ต้องมีภาพที่จะต้องขัดแย้งกับเอกชนเต็มตัวเหมือนแยกราชประสงค์ ที่มีสมาคมผู้ประกอบการอย่างชัดแจ้ง
นอกจากนี้ถ้าคนที่วางแผนจะปิดกรุงเทพฯได้มีความรู้เรื่องเมืองกรุงเทพฯอีกสักหน่อย หรืออ่านหนังสือที่วิเคราะห์กรุงเทพฯอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นงานของ Ross King อดีตศาสตราจารย์และคณบดีคณะสถาปัตย์ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ก็คงจะเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น เว้นแต่ว่าต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างความกดดันไปสู่เงื่อนไขความรุนแรงทางใดทางหนึ่งนั่นแหละครับ
คิงชี้ให้เห็นว่าความวุ่นวายในกรุงเทพฯนั้นถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการสำคัญสามกระบวนการ
กระบวนการที่หนึ่งก็คือการนำเอาของที่ไม่ลงรูปลงรอยและไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน (juxtapositions) ซึ่งความไร้ระเบียบพวกนี้ในโลกตะวันตกเขาพยายามจะหลีกเลี่ยง แต่เรื่องนี้กลับเป็นหัวใจของบ้านเราที่เจออะไรผสมปนเปกันไปหมด เสียจนกลายเป็นความวุ่นวายอันทรงเสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยวและนักวิชาการที่พยายามค้นหาและอธิบายกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเรื่องของผังเมือง
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สอง ก็คือเรื่องของการพยายามที่จะเอาอะไรมาทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ (superimpositions) ในความหมายที่ว่ามี "ชั้น" (layers) ของกิจกรรมต่างๆ ที่ทับกันไปเรื่อยๆ เช่นมีการขายของซ้อนไปบนทางเท้า หรือมีแผงลอยหน้าตึกขายของปกติ รวมทั้งมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ซ้อนไปบนกิจกรรมอื่นๆ โดยในความหมายนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เพียงแค่อยู่ร่วมกัน แต่อาจมีลักษณะของการกดทับกัน หรือซ่อนเร้นความหมายอื่นๆ เอาไว้ ซึ่งทำให้เราต้องมาเข้าใจว่ากิจกรรมบนพื้นที่ที่เกิดขึ้นนั้น มันปกปิดหรือกดทับความหมายหรือการใช้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นอยู่
กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สามก็คือการมองว่าความวุ่นวายนั้นอาจเป็นสื่อกลางในการสร้างความคงทนและดิ้นรนเอาตัวรอด(resilience and survival) หรือแม้กระทั่งเป็นการต่อต้าน (resistance) ในความหมายทั้งการดิ้นรนในกระบวนการแห่งความวุ่นวาย (ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นความวุ่นวาย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นรถลงเรือ หรือเข้าไปตามคูคลอง มอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อไปให้ถึงที่หมายและที่ทำงาน หรือกลับบ้าน อาจจะเป็นชีวิตอันสุดแสนจะปกติของผู้คนในเมืองในแต่ละวันก็ได้
ที่สำคัญ คิง ชี้ว่าหัวใจสำคัญของความวุ่นวายในกรุงเทพฯที่ซ่อนอยู่ในสามกระบวนการก็คือรากฐานของกรุงเทพฯที่เติบโตขึ้นมาจากการสร้างอาณานิคมภายในหรือการยึดครองตัวเอง(self-colonization) ของกรุงเทพฯต่อส่วนอื่นๆ ของประเทศ และของผู้นำและคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนอื่นๆ ของประเทศ
และที่สำคัญ เมื่อดูจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ย่อมชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่การเลือกตั้ง และการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ นอกกรุงเทพฯนั้นกำลังทำลายการครองความคิดและสถาปนา/ครองความเป็นเจ้า (hegemony) ของกรุงเทพฯและชนชั้นที่มีอำนาจในกรุงเทพฯให้เสื่อมถอยลงทุกวัน
ในหนังสือเรื่อง "อ่านกรุงเทพฯ" ของคิงนั้นยังพูดถึงพื้นที่กรุงเทพฯไว้น่าสนใจ ว่ามี "ภูมิทัศน์แห่งการครอบงำ (ตัวเอง)" (landscape of (self) - colonization) โดยเฉพาะอยู่ห้าพื้นที่หลัก นั่นก็คือ เมืองเก่า (ธนบุรี - เกาะรัตนโกสินทร์) พื้นที่สมัยใหม่ยุคแรก (เจริญกรุง สีลม และราชดำเนิน) พื้นที่แห่งธุรกิจและการบริโภค (สุขุมวิท) พื้นที่แห่งความเจริญที่เต็มไปด้วยความเสื่อมและความขัดแย้ง (รัชดา และ สลัมคลองเตย) และพื้นที่แห่งการครอบงำทางความคิด (มหาวิทยาลัย)
จะว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็กระไรอยู่ หากแต่การปักวางพื้นที่ไว้ครอบคลุมทั้งห้าพื้นที่นี้ในทางใดทางหนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าใจถึงความสำคัญต่อพื้นที่แห่งการครอบงำอยู่ไม่น้อย
หากแต่จะสะท้อนถึงความเข้าใจการผลิตความวุ่นวายในพื้นที่ในสามกระบวนการของพื้นที่ทั้งห้ามากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่สำคัญเมื่อเข้าใจว่าสังคมไทยเป็นสังคมของการครอบงำต่อกันเป็นชั้นๆและการรักษาผิวหน้าของปรากฏการณ์ต่างๆ ให้ดูดี คิง เองก็ไม่แปลกใจว่าทำไมนักวิชาการไทยโดยเฉพาะปัญญาชนสาธารณะถึงชอบพูดถึงการ "ปฏิรูปการเมือง" กันนัก เมื่อเทียบกับเรื่องหลักๆ ในระดับโครงสร้างที่สังคมกรุงเทพฯนั้นครอบงำส่วนอื่นๆ ของประเทศเอาไว้โดยตลอดอย่างยาวนานนับตั้งแต่การตั้งกรุงทพฯเมื่อสองร้อยกว่าปีนั่นแหละครับ
มาดูกันดีกว่าครับว่า ในระยะยาวนั้น รัฐจะล้มเหลว เมืองจะล้มเหลว หรือ ม็อบจะล้มเหลว ?
ยิ่งกว่านั้นถ้าม็อบดันเกิดล้มเหลวขึ้นมา อะไรกันแน่ที่จะล้มเหลวและพังทลายตามมาอีกมากมายครับผม ...
_________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
2556-11-11
ราคาสุดซอย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
ราคาสุดซอย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1384095819
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:11:26 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย. 2556 หน้า 6 )
ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ www.thairath.co.th
ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ผมอยู่ห่างจากสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์กว่า 800 กม. ไม่มีญาติคนใดเข้าไปอยู่ในการประท้วงที่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายสักคนเดียว แต่ผมเจ็บปวดกับการล้อมปราบด้วยอาวุธจริง จนเป็นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตเกือบร้อย และบาดเจ็บกว่า 2,000 รวมทั้งการใช้ (abuse) กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมแก่ผู้คนอีกร่วม 1,000 หลังจากนั้น
จึงอยากเรียนให้ ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบว่า ผมไม่มีความ 'เจ็บปวด'(เจ็บแค้น) ส่วนตัวกับใครแต่อย่างใดทั้งสิ้น แม้กระนั้นผมก็ค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะผมห่วงลูกหลานในอนาคตว่าจะอยู่กันต่อไปในสังคมที่ผู้มีอำนาจใช้ความรุนแรงเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป ก็ต้องเดินหน้าไปสู่ความเป็นสังคมที่มีหลักประกันว่า ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย (ไม่ใช่เพียงอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็ได้)
ผู้มีอำนาจไทยใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนกับประชาชนมาหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะได้รับการนิรโทษกรรม ด้วยข้ออ้างอย่างเดียวกับที่คุณยิ่งลักษณ์ใช้ คือเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่สนใจว่าแล้วจะเดินหน้าไปสู่อะไร ถ้าเห็นแก่ลูกหลานจริง ต้องหยุดความป่าเถื่อนของผู้มีอำนาจลงให้ได้ ไม่ใช่การให้อภัยตั้งแต่ผู้ทำผิดยังไม่สำนึกผิดเลย ดังร่าง พ.ร.บ.ซึ่งผ่านสภาผู้แทนฯไปด้วยการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์เป็นสมาชิกคนสำคัญอยู่
ผมพูดเรื่องนี้เพื่อบอกว่า คำประกาศถอยหลังสุดซอยของท่านนายกฯ ไม่ช่วยให้คะแนนเสียงของรัฐบาลดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะคนที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยความคิดเหมือนกับผม คือไม่ใช่ความเจ็บแค้นส่วนตัว แต่เป็นความห่วงใยต่ออนาคตของสังคมไทย คงรู้สึกถูกสบปรามาสเหมือนกัน ผมเชื่อว่านอกจากผมแล้ว ยังมีคนอย่างนี้อีกมาก แม้เราไม่มีกำลังออกไปเดินประท้วงในถนนให้ทีวีรายงานข่าวก็ตาม
ผมไม่รู้ว่ากุนซือคนไหนที่ร่างแถลงการณ์ให้คุณยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อออกจากปากของคุณยิ่งลักษณ์ได้ ก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรเรียนรู้และจดจำไว้ ว่าคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยมีความเห็นต่อเราอย่างไร
ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงปฏิปักษ์ของคุณยิ่งลักษณ์ซึ่งอาจใช้ความกำกวมในการประกาศถอยหลังครั้งนี้ ไปในทางให้ร้ายคุณยิ่งลักษณ์ได้ถนัด เช่นข่าวของสำนักข่าวอิศราในสังกัดสมาคมนักข่าว ที่รายงานข่าวว่าคุณยิ่งลักษณ์ประกาศสู้สุดซอย ถ้านักข่าวอ่านหนังสือไทยไม่แตกได้ถึงแค่นี้ สิ่งที่สมาคมน่าจะฝึกอบรมนักข่าวก่อนอื่นคือวิชาอ่านเอาเรื่อง
ผมก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกุนซือถึงไม่ร่างประกาศให้ตรงไปตรงมาว่า จะถอยโดยมติของวุฒิสภา เพราะความคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนจำนวนมาก... ทั้งที่แสดงออกในถนน และนอกถนน
ในขณะเดียวกัน ข้อค้านของกลุ่มที่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ก็น่าสังเวชพอๆ กัน นักกีฬา, ดารา, ป.ป.ช., ตุลาการ, และผู้บริหารมหาวิทยาลัย พากันออกมาประท้วงให้เป็นข่าวทั่วไป แต่เกือบทั้งหมดของแถลงการณ์หรือคำให้สัมภาษณ์ที่ผมได้อ่านและฟัง ล้วนต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วยเหตุผลที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ปล่อยให้คุณทักษิณ ซึ่งต้องโทษในกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รอดพ้นจากการถูกลงโทษทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างจากคำให้สัมภาษณ์ของอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวอย่างก็ได้ ท่านบอกว่าร่าง พ.ร.บ.ทำลายระบบนิติรัฐ ส่งเสริมการคอร์รัปชั่น เพราะถึงโกงไปก็จะไม่เป็นไร เพราะจะได้รับนิรโทษกรรม ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยรู้สึกเดือดร้อน เพราะจะสอนลูกศิษย์ให้มีคุณธรรมได้อย่างไร ถ้าการคอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องที่สังคมถูกบังคับให้ไม่เอาโทษ
แต่ท่านไม่พูดถึงการรัฐประหาร ว่าทำลายระบบนิติรัฐไปอย่างไร ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดของคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครได้ประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนี้) ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดในคดียึดทรัพย์ และข้อฉงนของนักกฎหมายอีกมากที่สงสัยว่าหลักฐานเหล่านั้นประกอบกันขึ้นเป็นความผิดทางกฎหมายได้หรือไม่ และแน่นอนท่านไม่พูดถึงกระบวนการของคดี ซึ่งเกิดขึ้นจากผลของการรัฐประหาร
ผมไม่ต้องการให้เข้าใจว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะมีเหตุการณ์ที่สำคัญกว่านั้นอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ เช่น กรณีกรือเซะ, ตากใบ, ฆ่าตัดตอน, การหายตัวไปของคุณสมชาย นีละไพจิตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสอบสวนให้กระจ่างสักเรื่องเดียว แม้แต่การปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อต่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นต่ออุปกรณ์ของสนามบินสุวรรณภูมิ หรือราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตของหุ้นบริษัทมือถือของชินวัตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสืบสวนจนกระจ่าง หรือมีคำอธิบายที่พอจะรับได้จากใครทั้งสิ้น
คุณทักษิณนั้นรอดตัวกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปทันที ที่กระบวนการทำคดีกลายเป็นผลมาจากการรัฐประหาร (ทั้งด้วยอาวุธและตุลาการภิวัฒน์)
เพราะใครๆ ก็อาจเคลือบแคลงได้ว่าทั้งหมดคือการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรมต่อคุณทักษิณ
ท่านอธิการบดีกำลังพูดถึงนิติรัฐด้านเดียว และกำลังพูดถึงการเว้นโทษแก่คนโกงโดยไม่ใส่ใจต่อรายละเอียดที่คนอื่นอาจใช้เพื่อสามารถใช้วิจารณญาณของตนเองได้ ถ้าเราเป็นครู ให้ข้อมูลด้านเดียวเพื่อนำมาสู่ข้อสรุปตามอคติส่วนตน จะถือว่าเป็นการโกงนักศึกษาหรือไม่ และนี่ใช่การคอร์รัปชั่นหรือไม่ เพราะครูไม่ใช่นักปลุกระดม
ยิ่งกว่านี้ ท่านอธิการไม่พูดถึงความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ ไม่ว่าในกรณีกรือเซะ ตากใบ การอุ้มหาย การสังหารหมู่กลางเมืองที่สี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์เลย ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับให้สังคมเว้นโทษแก่ฆาตกรด้วย ทั้งๆ ที่การสืบสวนสอบสวนของบางเหตุการณ์กำลังดำเนินไปอย่างรัดกุมและโปร่งใส (เพราะสาธารณชนอาจตรวจสอบได้) นี่คือเรื่องชีวิตจริง เลือดเนื้อจริง และความทุกข์ยากจริงที่ครอบครัวญาติมิตรของเหยื่อได้รับ ลืมไปได้เฉยๆ เลย เหี้ยมไหมครับ
คุณธรรมที่จุฬาฯ อยากปลูกฝังให้ลูกศิษย์ของตนคืออย่าโกง แต่เหี้ยมโหดอย่างไรก็ได้ใช่หรือไม่
การต่อต้านกลางถนนที่ดำเนินไปในกรุงเทพฯ จึงช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่พรรคเพื่อไทย เพราะเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นอันมาก ไม่เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมนัก เพราะความเหี้ยมของขบวนการต่อต้านกลางถนนเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมาดูทางฝั่งพรรคเพื่อไทย การก้าวพลาดทางการเมืองในครั้งนี้ มีราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ และมีราคาสักเท่าไร
ผมคิดว่ามีแน่ และเท่าที่จะพอประเมินได้ในขณะนี้ คงมีดังนี้
1. ร่าง พ.ร.บ.ช่วยชุบชีวิตของพรรคคู่แข่งคือ ปชป.ให้กลับมากระปรี้กระเปร่าในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ ได้อีกครั้ง แนวทางทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพที่เผชิญหน้าอย่างไม่ลดละนั้น ผมเชื่อว่าไม่เข้ากับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของคนในเขตเมืองเสียแล้ว และการเมืองภายในของพรรคทำให้หันเหออกจากแนวทางนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลานี้ แต่แนวทางนี้กลับดูมีเหตุผลมากขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับการหักด้ามพร้าด้วยเข่าของพรรคเพื่อไทย
ปชป.ก็คงรู้ว่าตัวได้รับส้มหล่น และคงพยายามยืดเวลาบทพระเอกในท้องถนนของตนออกไปให้นานที่สุด เช่น คุณสุเทพเพิ่งประกาศเมื่อเขียนบทความนี้ว่าจะไม่เลิกการชุมนุมจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ต้องตกไปจากรัฐสภาโดยสิ้นเชิง... คือวุฒิฯไม่รับร่าง ต้องส่งกลับมาสภาผู้แทนฯ ต้องโหวตให้ตกไป (หรือแก้ไขตามที่วุฒิฯเสนอ)... ทั้งหมดนี้กินเวลาพอสมควร
2. ความเนิ่นนานหมายถึงเหยื่อของฝ่ายเสื้อแดงต้องทนทุกข์ในคุกต่อไป อย่าลืมว่าพรรค พท.เองก็ปล่อยให้คนเสื้อแดงอยู่ในคุกมานานแล้ว คนเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.นี้กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการเหมาเข่ง คือญาติมิตรของคนที่อยู่ในคุก ถ้าพวกเขายัง'เจ็บปวด'ไม่พอ ก็จะได้รับความ'เจ็บปวด'มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เสื้อแดงทุกฝ่ายเห็นได้ชัดมากขึ้นว่า เพื่อแลกกับการกลับบ้านของคุณทักษิณนั้น พรรคเพื่อไทยพร้อมแลกแม้แต่คุณค่าชีวิตของ'ไพร่'เท่าไรก็ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยเชื่ออย่างจริงใจว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่ 'ควายแดง' เขาคงเรียนรู้พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณไปได้มากทีเดียว ดังนั้น จะหวังให้เขามีพฤติกรรมทางการเมืองเหมือนเดิม จึงไม่พึงคิด
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงกลุ่มนี้จะไม่เลือกพรรค พท. แต่จำนวนไม่น้อยจะเลือก พท.ในเชิงยุทธศาสตร์ ในฐานะนักการเมือง-สมาชิก พท.น่าจะรู้ดีว่าการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์นั้นแตกต่างจากการเลือกตั้งเชิงความภักดีอย่างไร
3. ผมเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนเสียงน้อยลง แม้ยังเป็นฝ่ายที่ได้คะแนนสูงสุด และเพื่อไทยจะได้เรียนรู้การเป็นรัฐบาลผสมที่ตัวไม่ได้มีเสียงเด็ดขาด ในขณะที่ปฏิปักษ์ของเพื่อไทยในสังคมยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม พท.จะดำเนินนโยบายในการบริหารได้ยากขึ้น จนทำให้โครงการดีๆ เช่นปรับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่อาจทำได้ราบรื่นยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงอาจทำไม่ได้เลย ซึ่งย่อมทำให้คะแนนนิยมของพรรคเสื่อมลงไปอย่างหลีกไม่พ้น
4. ราคาที่ต้องจ่ายสูงไม่น้อยเหมือนกันคือคุณทักษิณ ชินวัตร โอกาส "กลับบ้าน" คงจะเนิ่นนานออกไป ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณในครั้งนี้ ทำให้ผู้มีอำนาจนอกและเหนือการเมืองทั้งหมด ต้องต่อรองการ "กลับบ้าน" ในราคาที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก เช่นคุณทักษิณอาจต้องยอมเข้าคุก อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้นๆ อันหนึ่ง
.
ราคาสุดซอย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1384095819
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:11:26 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย. 2556 หน้า 6 )
ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ www.thairath.co.th
ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ผมอยู่ห่างจากสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์กว่า 800 กม. ไม่มีญาติคนใดเข้าไปอยู่ในการประท้วงที่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายสักคนเดียว แต่ผมเจ็บปวดกับการล้อมปราบด้วยอาวุธจริง จนเป็นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตเกือบร้อย และบาดเจ็บกว่า 2,000 รวมทั้งการใช้ (abuse) กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมแก่ผู้คนอีกร่วม 1,000 หลังจากนั้น
จึงอยากเรียนให้ ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบว่า ผมไม่มีความ 'เจ็บปวด'(เจ็บแค้น) ส่วนตัวกับใครแต่อย่างใดทั้งสิ้น แม้กระนั้นผมก็ค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะผมห่วงลูกหลานในอนาคตว่าจะอยู่กันต่อไปในสังคมที่ผู้มีอำนาจใช้ความรุนแรงเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป ก็ต้องเดินหน้าไปสู่ความเป็นสังคมที่มีหลักประกันว่า ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย (ไม่ใช่เพียงอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็ได้)
ผู้มีอำนาจไทยใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนกับประชาชนมาหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะได้รับการนิรโทษกรรม ด้วยข้ออ้างอย่างเดียวกับที่คุณยิ่งลักษณ์ใช้ คือเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่สนใจว่าแล้วจะเดินหน้าไปสู่อะไร ถ้าเห็นแก่ลูกหลานจริง ต้องหยุดความป่าเถื่อนของผู้มีอำนาจลงให้ได้ ไม่ใช่การให้อภัยตั้งแต่ผู้ทำผิดยังไม่สำนึกผิดเลย ดังร่าง พ.ร.บ.ซึ่งผ่านสภาผู้แทนฯไปด้วยการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์เป็นสมาชิกคนสำคัญอยู่
ผมพูดเรื่องนี้เพื่อบอกว่า คำประกาศถอยหลังสุดซอยของท่านนายกฯ ไม่ช่วยให้คะแนนเสียงของรัฐบาลดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะคนที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยความคิดเหมือนกับผม คือไม่ใช่ความเจ็บแค้นส่วนตัว แต่เป็นความห่วงใยต่ออนาคตของสังคมไทย คงรู้สึกถูกสบปรามาสเหมือนกัน ผมเชื่อว่านอกจากผมแล้ว ยังมีคนอย่างนี้อีกมาก แม้เราไม่มีกำลังออกไปเดินประท้วงในถนนให้ทีวีรายงานข่าวก็ตาม
ผมไม่รู้ว่ากุนซือคนไหนที่ร่างแถลงการณ์ให้คุณยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อออกจากปากของคุณยิ่งลักษณ์ได้ ก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรเรียนรู้และจดจำไว้ ว่าคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยมีความเห็นต่อเราอย่างไร
ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงปฏิปักษ์ของคุณยิ่งลักษณ์ซึ่งอาจใช้ความกำกวมในการประกาศถอยหลังครั้งนี้ ไปในทางให้ร้ายคุณยิ่งลักษณ์ได้ถนัด เช่นข่าวของสำนักข่าวอิศราในสังกัดสมาคมนักข่าว ที่รายงานข่าวว่าคุณยิ่งลักษณ์ประกาศสู้สุดซอย ถ้านักข่าวอ่านหนังสือไทยไม่แตกได้ถึงแค่นี้ สิ่งที่สมาคมน่าจะฝึกอบรมนักข่าวก่อนอื่นคือวิชาอ่านเอาเรื่อง
ผมก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกุนซือถึงไม่ร่างประกาศให้ตรงไปตรงมาว่า จะถอยโดยมติของวุฒิสภา เพราะความคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนจำนวนมาก... ทั้งที่แสดงออกในถนน และนอกถนน
ในขณะเดียวกัน ข้อค้านของกลุ่มที่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ก็น่าสังเวชพอๆ กัน นักกีฬา, ดารา, ป.ป.ช., ตุลาการ, และผู้บริหารมหาวิทยาลัย พากันออกมาประท้วงให้เป็นข่าวทั่วไป แต่เกือบทั้งหมดของแถลงการณ์หรือคำให้สัมภาษณ์ที่ผมได้อ่านและฟัง ล้วนต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วยเหตุผลที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ปล่อยให้คุณทักษิณ ซึ่งต้องโทษในกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รอดพ้นจากการถูกลงโทษทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างจากคำให้สัมภาษณ์ของอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวอย่างก็ได้ ท่านบอกว่าร่าง พ.ร.บ.ทำลายระบบนิติรัฐ ส่งเสริมการคอร์รัปชั่น เพราะถึงโกงไปก็จะไม่เป็นไร เพราะจะได้รับนิรโทษกรรม ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยรู้สึกเดือดร้อน เพราะจะสอนลูกศิษย์ให้มีคุณธรรมได้อย่างไร ถ้าการคอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องที่สังคมถูกบังคับให้ไม่เอาโทษ
แต่ท่านไม่พูดถึงการรัฐประหาร ว่าทำลายระบบนิติรัฐไปอย่างไร ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดของคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครได้ประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนี้) ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดในคดียึดทรัพย์ และข้อฉงนของนักกฎหมายอีกมากที่สงสัยว่าหลักฐานเหล่านั้นประกอบกันขึ้นเป็นความผิดทางกฎหมายได้หรือไม่ และแน่นอนท่านไม่พูดถึงกระบวนการของคดี ซึ่งเกิดขึ้นจากผลของการรัฐประหาร
ผมไม่ต้องการให้เข้าใจว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะมีเหตุการณ์ที่สำคัญกว่านั้นอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ เช่น กรณีกรือเซะ, ตากใบ, ฆ่าตัดตอน, การหายตัวไปของคุณสมชาย นีละไพจิตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสอบสวนให้กระจ่างสักเรื่องเดียว แม้แต่การปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อต่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นต่ออุปกรณ์ของสนามบินสุวรรณภูมิ หรือราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตของหุ้นบริษัทมือถือของชินวัตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสืบสวนจนกระจ่าง หรือมีคำอธิบายที่พอจะรับได้จากใครทั้งสิ้น
คุณทักษิณนั้นรอดตัวกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปทันที ที่กระบวนการทำคดีกลายเป็นผลมาจากการรัฐประหาร (ทั้งด้วยอาวุธและตุลาการภิวัฒน์)
เพราะใครๆ ก็อาจเคลือบแคลงได้ว่าทั้งหมดคือการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรมต่อคุณทักษิณ
ท่านอธิการบดีกำลังพูดถึงนิติรัฐด้านเดียว และกำลังพูดถึงการเว้นโทษแก่คนโกงโดยไม่ใส่ใจต่อรายละเอียดที่คนอื่นอาจใช้เพื่อสามารถใช้วิจารณญาณของตนเองได้ ถ้าเราเป็นครู ให้ข้อมูลด้านเดียวเพื่อนำมาสู่ข้อสรุปตามอคติส่วนตน จะถือว่าเป็นการโกงนักศึกษาหรือไม่ และนี่ใช่การคอร์รัปชั่นหรือไม่ เพราะครูไม่ใช่นักปลุกระดม
ยิ่งกว่านี้ ท่านอธิการไม่พูดถึงความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ ไม่ว่าในกรณีกรือเซะ ตากใบ การอุ้มหาย การสังหารหมู่กลางเมืองที่สี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์เลย ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับให้สังคมเว้นโทษแก่ฆาตกรด้วย ทั้งๆ ที่การสืบสวนสอบสวนของบางเหตุการณ์กำลังดำเนินไปอย่างรัดกุมและโปร่งใส (เพราะสาธารณชนอาจตรวจสอบได้) นี่คือเรื่องชีวิตจริง เลือดเนื้อจริง และความทุกข์ยากจริงที่ครอบครัวญาติมิตรของเหยื่อได้รับ ลืมไปได้เฉยๆ เลย เหี้ยมไหมครับ
คุณธรรมที่จุฬาฯ อยากปลูกฝังให้ลูกศิษย์ของตนคืออย่าโกง แต่เหี้ยมโหดอย่างไรก็ได้ใช่หรือไม่
การต่อต้านกลางถนนที่ดำเนินไปในกรุงเทพฯ จึงช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่พรรคเพื่อไทย เพราะเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นอันมาก ไม่เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมนัก เพราะความเหี้ยมของขบวนการต่อต้านกลางถนนเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมาดูทางฝั่งพรรคเพื่อไทย การก้าวพลาดทางการเมืองในครั้งนี้ มีราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ และมีราคาสักเท่าไร
ผมคิดว่ามีแน่ และเท่าที่จะพอประเมินได้ในขณะนี้ คงมีดังนี้
1. ร่าง พ.ร.บ.ช่วยชุบชีวิตของพรรคคู่แข่งคือ ปชป.ให้กลับมากระปรี้กระเปร่าในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ ได้อีกครั้ง แนวทางทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพที่เผชิญหน้าอย่างไม่ลดละนั้น ผมเชื่อว่าไม่เข้ากับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของคนในเขตเมืองเสียแล้ว และการเมืองภายในของพรรคทำให้หันเหออกจากแนวทางนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลานี้ แต่แนวทางนี้กลับดูมีเหตุผลมากขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับการหักด้ามพร้าด้วยเข่าของพรรคเพื่อไทย
ปชป.ก็คงรู้ว่าตัวได้รับส้มหล่น และคงพยายามยืดเวลาบทพระเอกในท้องถนนของตนออกไปให้นานที่สุด เช่น คุณสุเทพเพิ่งประกาศเมื่อเขียนบทความนี้ว่าจะไม่เลิกการชุมนุมจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ต้องตกไปจากรัฐสภาโดยสิ้นเชิง... คือวุฒิฯไม่รับร่าง ต้องส่งกลับมาสภาผู้แทนฯ ต้องโหวตให้ตกไป (หรือแก้ไขตามที่วุฒิฯเสนอ)... ทั้งหมดนี้กินเวลาพอสมควร
2. ความเนิ่นนานหมายถึงเหยื่อของฝ่ายเสื้อแดงต้องทนทุกข์ในคุกต่อไป อย่าลืมว่าพรรค พท.เองก็ปล่อยให้คนเสื้อแดงอยู่ในคุกมานานแล้ว คนเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.นี้กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการเหมาเข่ง คือญาติมิตรของคนที่อยู่ในคุก ถ้าพวกเขายัง'เจ็บปวด'ไม่พอ ก็จะได้รับความ'เจ็บปวด'มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เสื้อแดงทุกฝ่ายเห็นได้ชัดมากขึ้นว่า เพื่อแลกกับการกลับบ้านของคุณทักษิณนั้น พรรคเพื่อไทยพร้อมแลกแม้แต่คุณค่าชีวิตของ'ไพร่'เท่าไรก็ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยเชื่ออย่างจริงใจว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่ 'ควายแดง' เขาคงเรียนรู้พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณไปได้มากทีเดียว ดังนั้น จะหวังให้เขามีพฤติกรรมทางการเมืองเหมือนเดิม จึงไม่พึงคิด
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงกลุ่มนี้จะไม่เลือกพรรค พท. แต่จำนวนไม่น้อยจะเลือก พท.ในเชิงยุทธศาสตร์ ในฐานะนักการเมือง-สมาชิก พท.น่าจะรู้ดีว่าการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์นั้นแตกต่างจากการเลือกตั้งเชิงความภักดีอย่างไร
3. ผมเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนเสียงน้อยลง แม้ยังเป็นฝ่ายที่ได้คะแนนสูงสุด และเพื่อไทยจะได้เรียนรู้การเป็นรัฐบาลผสมที่ตัวไม่ได้มีเสียงเด็ดขาด ในขณะที่ปฏิปักษ์ของเพื่อไทยในสังคมยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม พท.จะดำเนินนโยบายในการบริหารได้ยากขึ้น จนทำให้โครงการดีๆ เช่นปรับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่อาจทำได้ราบรื่นยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงอาจทำไม่ได้เลย ซึ่งย่อมทำให้คะแนนนิยมของพรรคเสื่อมลงไปอย่างหลีกไม่พ้น
4. ราคาที่ต้องจ่ายสูงไม่น้อยเหมือนกันคือคุณทักษิณ ชินวัตร โอกาส "กลับบ้าน" คงจะเนิ่นนานออกไป ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณในครั้งนี้ ทำให้ผู้มีอำนาจนอกและเหนือการเมืองทั้งหมด ต้องต่อรองการ "กลับบ้าน" ในราคาที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก เช่นคุณทักษิณอาจต้องยอมเข้าคุก อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้นๆ อันหนึ่ง
.
2556-10-19
บ้าก็บ้าวะ โดย คำ ผกา
.
คำ ผกา : บ้าก็บ้าวะ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382097874
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:29:41 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556 ปี33 ฉ.1730 หน้า88-89 )
คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าในสังคมไทย โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น "สื่อทางเลือก" สำหรับคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างแท้จริง
และในความเป็น "สื่อทางเลือก" มีความหมายสองอย่างสำหรับฉัน
อย่างแรก เป็นสื่อทางเลือกในความหมายของการที่เราสามารถ "เลือก" บรรณาธิการ "ข่าว" ของเราจากบรรดาคนที่เราเลือกเป็น "เพื่อน"
เช่นในกรณีของฉันเอง หลังจากใช้เฟซบุ๊กมาหลายปี ฉันเริ่มจัดหมวดหมู่ "เพื่อน" ที่เป็น "บรรณาธิการข่าว" (ส่วนตัว)
เช่น จะมีเพื่อนที่คอยแชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเรื่องเพศวิถีโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการคัดสรรข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิชนกลุ่มน้อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับคนเสื้อแดงและกิจกรรมคนเสื้อแดงโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวตลกๆ เรื่องเพศ หรือทัศนคติทางเพศแปลกจากสื่อต่างประเทศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์คลิปงานเสวนาการเมือง วรรณกรรม วิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์เป็นการเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์เกี่ยวกับการรีวิวหนังสือ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวงานวิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ
ลองคิดดูก็แล้วกันด้วยแพล็ตฟอร์มอันหลากหลายขนาดนี้ มันเหมือนเป็นทางลัดที่นำเราไปสู่ข้อมูล ข่าวสาร ที่กลายเป็นเครือข่ายโยงใยกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้น พฤติกรรมการเสพ "สื่อ" ของเราในปัจจุบัน มันไม่ใช่การที่เราคลิกเข้าไปในหน้าเพจของหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งแล้วเริ่มอ่านตั้งแต่หน้า หนึ่ง สอง สาม ไปเรื่อยๆ
แต่ด้วยการผ่านโซเชียลมีเดีย ภายใต้เครือข่ายของบุคคลที่เราติดตาม เราได้สร้างเครือข่ายของข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคและความสนใจของตัวเราเอง
สื่อทางเลือกในความหมายที่สองคือ หลังการรัฐประหาร เรา "เลือก" แล้วจริงๆ ว่าเราจะไม่ "เสพ" สื่อจากข้างที่อยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย เชียร์ให้รัฐบาลออกมาฆ่าคน
ยกตัวอย่างเลยก็แล้วกัน เช่น ฉันเลือกแล้วที่ไม่ให้ "ราคา" กับข่าวจากสำนักข่าวอิศรา, ไทยโพสต์, แนวหน้า เป็นต้น
แม้จะเข้าไปอ่านบ้างแต่เป็นการอ่านเพื่อดูว่า สื่อเหล่านี้ "ประกอบสร้าง" ข้อเท็จจริงอะไรในข่าวของพวกเขา ไม่เพียงแต่เลือก "ข้าง" สื่อ เรายังเลือก "ข้าง" เพื่อนไปเรียบร้อยอีก
เช่น ในกรณีของฉันอีกนั่นแหละ ขอสารภาพว่าไม่มีเพื่อนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย
อันนี้ออกจะอาการหนักอยู่ เพราะหากมองตัวเองเป็น "นักเขียน" ที่ต้องสังเกตโลกทุกใบ อย่างน้อยฉันน่าจะติดตามเฟซบุ๊กของคนอย่างหลากหลายไม่เลือกข้างไม่เลือกสี แต่ในเมื่อ social media คือสื่อทางเลือก ฉันก็เลย "เลือก" เสียเลย คือ เลือกที่จะไม่รำคาญใจจาก "ทัศนคติ" ที่เรา "รำคาญ"
ยิ่งพวกคนที่แอ๊บว่าเป็น "กลาง" มีหลักการ ยึดมั่นในคุณธรรมความดี เชื่อมั่นในภาคประชาสังคมพลังของคนตัวเล็กตัวน้อย สู้เพื่อโลกสีเขียว แต่ลึกๆ แล้วเชียร์ประชาธิปัตย์แทบตาย-ประเภทนี้-คือ "สื่อ" ที่ฉันเลือกจะไม่เสพ
พร่ำมายาวๆ นี่เพียงเพื่อจะบอกว่า จะดีจะชั่ว คนไทยยังมี "ทางเลือก" อย่างน้อยเมื่อเทียบกับ จีน เวียดนาม พม่า ลาว เกาหลีเหนือ
เรายังไม่ถูกบล็อกจากการเข้าถึงบริการของอินเตอร์เน็ต แม้ว่าข้อมูลข่าวสารบางอย่าง บางเรื่องจะเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมไทย ทว่า ผ่านอินเตอร์เน็ต เราสามารถเรียนรู้จากกรณีศึกษาของประเทศอื่นๆ ได้
เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าสถานการณ์ของไทยดีกว่าประเทศอื่นที่ถูกห้ามการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิงอย่างไร
จะขอยกตัวอย่างกรณี เกาหลีเหนือ
ในเว็บไซต์ http://gawker.com/5869210/giant-rabbits-and-double-rainbows-the-10-most-insane-delusions-of-kim-jong+il
มีบทความชื่อ
"Giant Rabbits and Double Rainbows : The 10 Most Insane Delusions of Kim Jong-Il"
ขอแปลใส่อารมณ์แบบไทยว่า
"กระต่ายยักษ์ และ สายรุ้งซ้อนสองชั้น : สุดยอด 10 ความเพี้ยนพันลึกของ คิม จอง อิล"
10 ข้อนี้มีอะไรบ้าง ฉันจะแปลสรุปคร่าวๆ ดังนี้
- โรงเรียนในเกาหลีเหนือสอนนักเรียนว่ามีการณ์อัศจรรย์หลายอย่างบังเกิดตอนที่ คิม จอง อิล ถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ โดยบอกว่า เขาเกิดในกระท่อมไม้ซุงบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ Paekdu เขาเกิดมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของดาวดวงใหม่ และการเกิดของเขาทำให้ฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ ไม่เพียงเท่านั้นยังบังเกิดโค้งรุ้งสองสายพาดบนขอบฟ้าเป็นที่อัศจรรย์ แถมยังเกิดภูเขาน้ำแข็งที่พูดได้ (แต่ตามหลักฐานอื่นกล่าวว่าเขาเกิดที่รัสเซีย)
- ปี 2006 คิม จอง อิล ได้ข่าวว่าที่เยอรมนี มีผู้ชายคนหนึ่งเพาะพันธุ์กระต่ายยักษ์สำเร็จ เขาเชื่อว่า กระต่ายยักษ์คือ กุญแจที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความอดอยากในเกาหลีเหนือได้ เขาจึงติดต่อนาย Karl Szmolinsky ผู้เพาะพันธุ์ กระต่ายยักษ์ เพื่อเชิญเขามาริเริ่มฟาร์มกระต่ายยักษ์ที่เปียงยาง จากนั้นคิมได้ซื้อกระต่ายยักษ์มา 12 ตัว ตัวละ 115 เหรียญ เขาบอกนาย Szmolinsky ว่าจะเอากระต่ายเหล่านี้มาเลี้ยงในสวนสัตว์ หลังจากนั้น ไม่กี่เดือน นาย Szmolinsky ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้เขาเดินทางมาที่เกาหลีเหนือ เพื่อเริ่มทำฟาร์มกระต่าย ทว่าเดือนกุมภาพันธ์ปี 2007 เขาได้รับการติดต่อจากทางการเกาหลีเหนือว่า เขาไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่เกาหลีเหนือแล้ว ทำไม? Szmolinsky เชื่อว่าคงเป็นเพราะ กระต่ายทั้ง 12 ตัวนั้นคงกลายเป็นอาหารฉลองวันเกิดของคิมไปแล้ว
- แบบเรียนของรัฐระบุว่า คิมไม่มีอุจจาระและปัสสาวะเฉกมนุษย์อย่างเราๆ
- ในปี 1994 สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อิล เป็นนักกอล์ฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาทำ 38 อันเดอร์พาร์ 5 โฮลอินวันในการออกรอบครั้งเดียว
- ปี 1989 ที่เปียงยางเป็นเจ้าภาพงาน World Festival of Youth and Students คิมได้ "กำจัด" คนพิการ คนเตี้ย ด้วยการนำไปปล่อยเกาะร้าง เพื่อปกป้อง "ชาติ" เกาหลีเหนือให้ปลอดจากยีนส์ด้อยทั้งมวล
- คิมให้จำคุกญาติผู้กระทำผิด (กฎหมาย) ด้วย เพราะเขาเชื่อว่า อาชญากรนั้นถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ถึงสามรุ่น
- ผู้นำคิมเป็นคนที่กลัวการนั่งเครื่องบินมาก เพราะฉะนั้น เขาจะเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยรถไฟกันกระสุนสุดหรูเท่านั้น และว่ากันว่า บนรถไฟที่เขานั่งจะมีกุ้งล็อบสเตอร์เป็นๆ "บิน" (airlifted) ตรงมาเสิร์ฟในขบวนรถไฟของเขา-และน่าจะเป็นขบวนที่เขาถึงแก่อสัญกรรมนั่นเอง
- คิม จอง อิล เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเฮนเนสซี่ในปี 1993 และ 1994 ลำพังซื้อคอนญัคอย่างเดียวก็ปาเข้าไป 850,000 ดอลลาร์
- ปี 1978 คิมไปลักพาตัวนักทำหนังชาวเกาหลีใต้และภรรยาชื่อ Shin Sang-ok มาเพื่อทำหนังโฆษณาชวนเชื่อให้เกาหลีเหนือในชื่อของคิมในฐานะผู้อำนวยการผลิต สองคนผัวเมียหนีออกมาได้ตอนไปถ่ายหนังที่ออสเตรียหลังจากถูกลักพาตัวไปแปดปี
- ปี 1950 คิม อิล ซุง สร้างเมืองสมมุติชื่อ Kijong-Dong ที่ชายแดนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เมืองนี้สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เกาหลีใต้เห็นว่าเกาหลีเหนือเจ๋งกว่า เจริญกว่า ร่ำรวยกว่า เกาหลีใต้ ทว่า มันเป็นเมืองหลอกๆ ไม่มีคนอยู่จริง มีตึกที่มีหน้าต่างแต่ไม่มีกระจก
แกล้งๆ ทำเป็นแท่งคอนกรีตขึ้นมาเฉยๆ
สิบข้อนี้ยังไม่นับการอัศจรรย์ที่นักเรียนเกาหลีเหนือได้เรียนรู้เกี่ยวกับ "ผู้นำที่ยิงใหญ่" คิม จอง อิล ว่า เขาเดินได้เมื่ออายุเพียงสามอาทิตย์ และพูดได้เมื่ออายุเพียงแปดอาทิตย์
นอกจากนี้ ขณะที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย ภายในสามปี เขาแต่งโอเปราขึ้นมาถึง 4 เรื่อง แต่งหนังสือ 1,500 เล่ม เป็นอัฉริยะทางสถาปัตยกรรม และการกำกับภาพยนตร์
นอกจากนี้ สื่อเกาหลีเหนือยังรายงานว่า คิม จอง อิล คือ ผู้นำทางด้านแฟชั่นของโลกที่คนทั้งโลกพากันแต่งตัวเลียนแบบเขา หลังจากที่ คิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรม ก็มีการแต่งเพลง "No Mother Land Without You" หรือ "ไม่มีท่านก็ไม่มีแผ่นดินแม่" เพื่อสรรเสริญท่านผู้นำ หลังอสัญกรรมมีการออกกฎหมายให้ไว้ทุกข์สามปี ใครละเมิดการไว้ทุกข์ เช่น บังอาจดื่มสุราก็จะถูกจับมีโทษจำคุก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมกับ "เกาหลีเหนือ" เราอาจต้องเผื่อใจว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่มุขเย้ยหยันประเทศเกาหลีจากประเทศ "ตะวันตก" ที่จะไปรู้อะไร้กับเกาหลีเหนือ (แต่ภาวะอดอยากขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนผู้คนล้มตายจำนวนมากนั้นมีจริง)
แม้กระนั้นได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ได้เห็นภาพโฆษณาชวนเชื่อที่ออกมาจากสื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ฉันก็ได้แต่เห็นใจว่า เป็นเพราะประชาชนเกาหลีเหนือถูกกีดกันมิให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก เคยฟังหญิงสาวชาวเกาหลีเหนือพูดในงาน Ted Talk ว่าก่อนที่เธอจะหนีออกมาจากเกาหลีเหนือได้นั้น เธอเคยเชื่อว่าเกาหลีเหนือคือประเทศที่ดีที่สุดในโลก
เขียนถึงตรงนี้ ฉันดีใจจริงๆ ที่คนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลากหลาย เราไม่ถูกปิดกั้นจากสัญญาณอินเตอร์เน็ต ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาในประเทศไทยเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดเสมอ และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรากฎการณ์อย่างเกาหลีเหนือจะเกิดขึ้นที่นี่
ป.ล. อย่าลืมว่าฉันเขียนจากการเลือก "ข้าง" เพื่อนและคนรู้จักในโลกโซเชียลมีเดียแล้ว จึงได้ข้อสรุปเช่นนี้
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
คำ ผกา : บ้าก็บ้าวะ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382097874
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:29:41 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556 ปี33 ฉ.1730 หน้า88-89 )
คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าในสังคมไทย โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น "สื่อทางเลือก" สำหรับคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างแท้จริง
และในความเป็น "สื่อทางเลือก" มีความหมายสองอย่างสำหรับฉัน
อย่างแรก เป็นสื่อทางเลือกในความหมายของการที่เราสามารถ "เลือก" บรรณาธิการ "ข่าว" ของเราจากบรรดาคนที่เราเลือกเป็น "เพื่อน"
เช่นในกรณีของฉันเอง หลังจากใช้เฟซบุ๊กมาหลายปี ฉันเริ่มจัดหมวดหมู่ "เพื่อน" ที่เป็น "บรรณาธิการข่าว" (ส่วนตัว)
เช่น จะมีเพื่อนที่คอยแชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเรื่องเพศวิถีโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการคัดสรรข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิชนกลุ่มน้อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับคนเสื้อแดงและกิจกรรมคนเสื้อแดงโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวตลกๆ เรื่องเพศ หรือทัศนคติทางเพศแปลกจากสื่อต่างประเทศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์คลิปงานเสวนาการเมือง วรรณกรรม วิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์เป็นการเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์เกี่ยวกับการรีวิวหนังสือ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวงานวิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ
ลองคิดดูก็แล้วกันด้วยแพล็ตฟอร์มอันหลากหลายขนาดนี้ มันเหมือนเป็นทางลัดที่นำเราไปสู่ข้อมูล ข่าวสาร ที่กลายเป็นเครือข่ายโยงใยกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้น พฤติกรรมการเสพ "สื่อ" ของเราในปัจจุบัน มันไม่ใช่การที่เราคลิกเข้าไปในหน้าเพจของหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งแล้วเริ่มอ่านตั้งแต่หน้า หนึ่ง สอง สาม ไปเรื่อยๆ
แต่ด้วยการผ่านโซเชียลมีเดีย ภายใต้เครือข่ายของบุคคลที่เราติดตาม เราได้สร้างเครือข่ายของข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคและความสนใจของตัวเราเอง
สื่อทางเลือกในความหมายที่สองคือ หลังการรัฐประหาร เรา "เลือก" แล้วจริงๆ ว่าเราจะไม่ "เสพ" สื่อจากข้างที่อยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย เชียร์ให้รัฐบาลออกมาฆ่าคน
ยกตัวอย่างเลยก็แล้วกัน เช่น ฉันเลือกแล้วที่ไม่ให้ "ราคา" กับข่าวจากสำนักข่าวอิศรา, ไทยโพสต์, แนวหน้า เป็นต้น
แม้จะเข้าไปอ่านบ้างแต่เป็นการอ่านเพื่อดูว่า สื่อเหล่านี้ "ประกอบสร้าง" ข้อเท็จจริงอะไรในข่าวของพวกเขา ไม่เพียงแต่เลือก "ข้าง" สื่อ เรายังเลือก "ข้าง" เพื่อนไปเรียบร้อยอีก
เช่น ในกรณีของฉันอีกนั่นแหละ ขอสารภาพว่าไม่มีเพื่อนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย
อันนี้ออกจะอาการหนักอยู่ เพราะหากมองตัวเองเป็น "นักเขียน" ที่ต้องสังเกตโลกทุกใบ อย่างน้อยฉันน่าจะติดตามเฟซบุ๊กของคนอย่างหลากหลายไม่เลือกข้างไม่เลือกสี แต่ในเมื่อ social media คือสื่อทางเลือก ฉันก็เลย "เลือก" เสียเลย คือ เลือกที่จะไม่รำคาญใจจาก "ทัศนคติ" ที่เรา "รำคาญ"
ยิ่งพวกคนที่แอ๊บว่าเป็น "กลาง" มีหลักการ ยึดมั่นในคุณธรรมความดี เชื่อมั่นในภาคประชาสังคมพลังของคนตัวเล็กตัวน้อย สู้เพื่อโลกสีเขียว แต่ลึกๆ แล้วเชียร์ประชาธิปัตย์แทบตาย-ประเภทนี้-คือ "สื่อ" ที่ฉันเลือกจะไม่เสพ
พร่ำมายาวๆ นี่เพียงเพื่อจะบอกว่า จะดีจะชั่ว คนไทยยังมี "ทางเลือก" อย่างน้อยเมื่อเทียบกับ จีน เวียดนาม พม่า ลาว เกาหลีเหนือ
เรายังไม่ถูกบล็อกจากการเข้าถึงบริการของอินเตอร์เน็ต แม้ว่าข้อมูลข่าวสารบางอย่าง บางเรื่องจะเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมไทย ทว่า ผ่านอินเตอร์เน็ต เราสามารถเรียนรู้จากกรณีศึกษาของประเทศอื่นๆ ได้
เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าสถานการณ์ของไทยดีกว่าประเทศอื่นที่ถูกห้ามการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิงอย่างไร
จะขอยกตัวอย่างกรณี เกาหลีเหนือ
ในเว็บไซต์ http://gawker.com/5869210/giant-rabbits-and-double-rainbows-the-10-most-insane-delusions-of-kim-jong+il
มีบทความชื่อ
"Giant Rabbits and Double Rainbows : The 10 Most Insane Delusions of Kim Jong-Il"
ขอแปลใส่อารมณ์แบบไทยว่า
"กระต่ายยักษ์ และ สายรุ้งซ้อนสองชั้น : สุดยอด 10 ความเพี้ยนพันลึกของ คิม จอง อิล"
10 ข้อนี้มีอะไรบ้าง ฉันจะแปลสรุปคร่าวๆ ดังนี้
- โรงเรียนในเกาหลีเหนือสอนนักเรียนว่ามีการณ์อัศจรรย์หลายอย่างบังเกิดตอนที่ คิม จอง อิล ถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ โดยบอกว่า เขาเกิดในกระท่อมไม้ซุงบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ Paekdu เขาเกิดมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของดาวดวงใหม่ และการเกิดของเขาทำให้ฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ ไม่เพียงเท่านั้นยังบังเกิดโค้งรุ้งสองสายพาดบนขอบฟ้าเป็นที่อัศจรรย์ แถมยังเกิดภูเขาน้ำแข็งที่พูดได้ (แต่ตามหลักฐานอื่นกล่าวว่าเขาเกิดที่รัสเซีย)
- ปี 2006 คิม จอง อิล ได้ข่าวว่าที่เยอรมนี มีผู้ชายคนหนึ่งเพาะพันธุ์กระต่ายยักษ์สำเร็จ เขาเชื่อว่า กระต่ายยักษ์คือ กุญแจที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความอดอยากในเกาหลีเหนือได้ เขาจึงติดต่อนาย Karl Szmolinsky ผู้เพาะพันธุ์ กระต่ายยักษ์ เพื่อเชิญเขามาริเริ่มฟาร์มกระต่ายยักษ์ที่เปียงยาง จากนั้นคิมได้ซื้อกระต่ายยักษ์มา 12 ตัว ตัวละ 115 เหรียญ เขาบอกนาย Szmolinsky ว่าจะเอากระต่ายเหล่านี้มาเลี้ยงในสวนสัตว์ หลังจากนั้น ไม่กี่เดือน นาย Szmolinsky ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้เขาเดินทางมาที่เกาหลีเหนือ เพื่อเริ่มทำฟาร์มกระต่าย ทว่าเดือนกุมภาพันธ์ปี 2007 เขาได้รับการติดต่อจากทางการเกาหลีเหนือว่า เขาไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่เกาหลีเหนือแล้ว ทำไม? Szmolinsky เชื่อว่าคงเป็นเพราะ กระต่ายทั้ง 12 ตัวนั้นคงกลายเป็นอาหารฉลองวันเกิดของคิมไปแล้ว
- แบบเรียนของรัฐระบุว่า คิมไม่มีอุจจาระและปัสสาวะเฉกมนุษย์อย่างเราๆ
- ในปี 1994 สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อิล เป็นนักกอล์ฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาทำ 38 อันเดอร์พาร์ 5 โฮลอินวันในการออกรอบครั้งเดียว
- ปี 1989 ที่เปียงยางเป็นเจ้าภาพงาน World Festival of Youth and Students คิมได้ "กำจัด" คนพิการ คนเตี้ย ด้วยการนำไปปล่อยเกาะร้าง เพื่อปกป้อง "ชาติ" เกาหลีเหนือให้ปลอดจากยีนส์ด้อยทั้งมวล
- คิมให้จำคุกญาติผู้กระทำผิด (กฎหมาย) ด้วย เพราะเขาเชื่อว่า อาชญากรนั้นถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ถึงสามรุ่น
- ผู้นำคิมเป็นคนที่กลัวการนั่งเครื่องบินมาก เพราะฉะนั้น เขาจะเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยรถไฟกันกระสุนสุดหรูเท่านั้น และว่ากันว่า บนรถไฟที่เขานั่งจะมีกุ้งล็อบสเตอร์เป็นๆ "บิน" (airlifted) ตรงมาเสิร์ฟในขบวนรถไฟของเขา-และน่าจะเป็นขบวนที่เขาถึงแก่อสัญกรรมนั่นเอง
- คิม จอง อิล เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเฮนเนสซี่ในปี 1993 และ 1994 ลำพังซื้อคอนญัคอย่างเดียวก็ปาเข้าไป 850,000 ดอลลาร์
- ปี 1978 คิมไปลักพาตัวนักทำหนังชาวเกาหลีใต้และภรรยาชื่อ Shin Sang-ok มาเพื่อทำหนังโฆษณาชวนเชื่อให้เกาหลีเหนือในชื่อของคิมในฐานะผู้อำนวยการผลิต สองคนผัวเมียหนีออกมาได้ตอนไปถ่ายหนังที่ออสเตรียหลังจากถูกลักพาตัวไปแปดปี
- ปี 1950 คิม อิล ซุง สร้างเมืองสมมุติชื่อ Kijong-Dong ที่ชายแดนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เมืองนี้สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เกาหลีใต้เห็นว่าเกาหลีเหนือเจ๋งกว่า เจริญกว่า ร่ำรวยกว่า เกาหลีใต้ ทว่า มันเป็นเมืองหลอกๆ ไม่มีคนอยู่จริง มีตึกที่มีหน้าต่างแต่ไม่มีกระจก
แกล้งๆ ทำเป็นแท่งคอนกรีตขึ้นมาเฉยๆ
สิบข้อนี้ยังไม่นับการอัศจรรย์ที่นักเรียนเกาหลีเหนือได้เรียนรู้เกี่ยวกับ "ผู้นำที่ยิงใหญ่" คิม จอง อิล ว่า เขาเดินได้เมื่ออายุเพียงสามอาทิตย์ และพูดได้เมื่ออายุเพียงแปดอาทิตย์
นอกจากนี้ ขณะที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย ภายในสามปี เขาแต่งโอเปราขึ้นมาถึง 4 เรื่อง แต่งหนังสือ 1,500 เล่ม เป็นอัฉริยะทางสถาปัตยกรรม และการกำกับภาพยนตร์
นอกจากนี้ สื่อเกาหลีเหนือยังรายงานว่า คิม จอง อิล คือ ผู้นำทางด้านแฟชั่นของโลกที่คนทั้งโลกพากันแต่งตัวเลียนแบบเขา หลังจากที่ คิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรม ก็มีการแต่งเพลง "No Mother Land Without You" หรือ "ไม่มีท่านก็ไม่มีแผ่นดินแม่" เพื่อสรรเสริญท่านผู้นำ หลังอสัญกรรมมีการออกกฎหมายให้ไว้ทุกข์สามปี ใครละเมิดการไว้ทุกข์ เช่น บังอาจดื่มสุราก็จะถูกจับมีโทษจำคุก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมกับ "เกาหลีเหนือ" เราอาจต้องเผื่อใจว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่มุขเย้ยหยันประเทศเกาหลีจากประเทศ "ตะวันตก" ที่จะไปรู้อะไร้กับเกาหลีเหนือ (แต่ภาวะอดอยากขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนผู้คนล้มตายจำนวนมากนั้นมีจริง)
แม้กระนั้นได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ได้เห็นภาพโฆษณาชวนเชื่อที่ออกมาจากสื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ฉันก็ได้แต่เห็นใจว่า เป็นเพราะประชาชนเกาหลีเหนือถูกกีดกันมิให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก เคยฟังหญิงสาวชาวเกาหลีเหนือพูดในงาน Ted Talk ว่าก่อนที่เธอจะหนีออกมาจากเกาหลีเหนือได้นั้น เธอเคยเชื่อว่าเกาหลีเหนือคือประเทศที่ดีที่สุดในโลก
เขียนถึงตรงนี้ ฉันดีใจจริงๆ ที่คนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลากหลาย เราไม่ถูกปิดกั้นจากสัญญาณอินเตอร์เน็ต ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาในประเทศไทยเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดเสมอ และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรากฎการณ์อย่างเกาหลีเหนือจะเกิดขึ้นที่นี่
ป.ล. อย่าลืมว่าฉันเขียนจากการเลือก "ข้าง" เพื่อนและคนรู้จักในโลกโซเชียลมีเดียแล้ว จึงได้ข้อสรุปเช่นนี้
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
เบื่อระอาม็อบเหลวไหล โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
.
บทความก่อนหน้า - สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เบื่อระอาม็อบเหลวไหล
โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
( https://www.facebook.com/profile.php?id=100003359048125 )
ใน https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=428510157270949&id=100003359048125
. . October 17 at 9:19pm
( ภาพ FB: Thai Innomemes
https://www.facebook.com/profile.php?id=100003673618021 )
ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้ชื่อกันว่า กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ(กปท.) นำโดยบุคคล เช่น นายไทกร พลสุวรรณ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ เป็นต้น ได้เคลื่อนจากสวนลุมพินี มายึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ถนนพิษณุโลก แล้วประกาศค้างคืน เพื่อรอรับวันที่ ๘ ตุลาคม ที่มีคำทำนายของพวกโหรการเมืองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ โดย พล.ร.อ.ชัยแถลงว่า กลุ่มของพวกเขาคัดค้านการที่นายกรัฐมนตรีจะยื่นทูลเกล้าฯร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง ยกเลิกวุฒิสมาชิกสรรหา เพราะถือว่ารัฐบาลมีเจตนาจะละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์ และว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงให้เห็นว่า มีประชาชนไม่เห็นด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า มีประชาชนมาร่วมชุมนุมด้วยน้อยมาก ที่มาร่วมปักหลักเพียงไม่กี่ร้อยคน แต่กระนั้น ในวันที่ ๙ ตุลาคม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ตอบโต้โดยการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงรอบบริเวณทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาและเขตพระราชฐาน ด้วยเหตุผลคือ หวั่นเกรงจะมีการบุกรุกสถานที่สำคัญ ในโอกาสที่ นาย หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม หลังจากนั้น รัฐบาลได้ตั้งด่านตำรวจหลายพันคนปิดล้อมบริเวณที่เป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมทั้งหมด รวมทั้งล้อมรอบผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลด้วย
บ่ายวันที่ ๑๐ ตุลาคม กลุ่มผู้นำการชุมนุมของ กปท. ตัดสินใจถอนกำลังกลับที่ตั้งที่สวนลุมพินี แต่กลับมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ไม่พอใจ เช่น กลุ่มนักศึกษาอาชีวะพิทักษ์ราชบัลลังก์ กลุ่มกองทัพนิรนาม และองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงแยกตัวมาจัดชุมนุมกันเองโดยปิดถนนที่บริเวณสี่แยกอุรุพงษ์ ถนนพระราม ๖ ซึ่งเป็นบริเวณนอกเขตที่ประชิดพื้นที่ประกาศควบคุมตาม พรบ.ความมั่นคง ขณะที่ กทม. ได้ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ และรถปั่นไฟมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ ได้จัดตั้งเป็น กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และการชุมนุมก็ยังยืดเยื้อต่อมา
รายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองส่วน ต่างก็พยายามในการเรียกระดมมวลชนฝ่ายขวาครั้งใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม เพื่อจะยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้นมากขึ้น เพราะในวันนั้น ก็จะมีการเคลื่อนไหวประจำของกลุ่มหน้ากากขาวที่นัดรวมตัวกันหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ในที่สุด กลุ่มหน้ากากขาวก็เดินขบวนมาสมทบกับผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ โดยมีคนสำคัญปรากฏตัวเข้าร่วม เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ จารุณี สุขสวัสดิ์ เช่นเดียวกับเครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย (จคป.) ก็ได้ประกาศสนับสนุนการชุมนุมประชาชนที่อุรุพงษ์ และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที เรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่มออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ครองบ้านเมืองอย่างทุจริต และเป็น”เผด็จการรัฐสภา”
แต่ในที่สุด ความพยายามในการยกระดับก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนถึงวันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม สถานการณ์ก็กลับคืนสู่ภาวะกระแสต่ำปกติ แม้ว่า กลุ่มกปท. และ กลุ่ม คปท. จะยังไม่สลายการชุมนุมก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มฝ่ายขวาเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ก็คือ การไม่ได้รับการสนับสนุนจากแทบทุกภาคส่วนในสังคม ประชาขนที่เป็นกลางจำนวนมากเบื่อระอากับการชุมนุมอันเหลวไหลขององค์กรเหล่านี้ เพราะการเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้อคติแห่งความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่ประชาชนส่วนข้างมากในประเทศไทยเขาไม่ได้ร่วมแชร์อคติเช่นนี้ด้วย การเคลื่อนไหวจึงได้เหี่ยวเฉาไปทุกครั้ง
ปัญหาที่ชัดเจนประการหนึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาทั้งหมดนี้ก็คือ การที่ไม่สามารถจะหาข้อเรียกร้องที่เป็นที่เห็นพ้องสำหรับทุกภาคส่วนของสังคมได้ หรือแม้กระทั่งการสร้างประเด็นร่วมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เอกภาพของกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหมดก็ไม่มี การเคลื่อนไหวทั้งหมด เป็นตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประธานของกลุ่มเอเอสทีวี ผู้จัดการ ได้กล่าวไว้ในวันที่ ๑๑ ตุลาคมว่า ม็อบมางวดนี้ถึงเสียเที่ยว ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ผิด ทั้งที่ใจคนที่ไปชุมนุมเกินร้อยแล้ว พร้อมที่จะเสี่ยง ปัญหาคือ ทั้งการชุมนุมทั้งที่อุรุพงษ์และสวนลุมพินี ต่างก็มีประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น “แต่ประชาธิปัตย์ไม่ออกมาเต็มตัว ให้คนออกไปตายแทนจะได้ขึ้นเสวยสุข” คุณสนธิจึงบอกประชาชนฝ่ายเหลืองว่า อย่าไปตายแทนประชาธิปัตย์ ให้รอหน่อยก็ไม่เสียหาย ถ้าสู้แล้วไม่ชนะจะออกไปทำไม
ข้อวิเคราะห์ของนายสนธินับว่า ถูกต้อง เพราะการเคลื่อนไหวที่ดำเนินอยู่นี้ มีลักษณะอับจนในด้านยุทธวิธีที่จะสร้างผลสะเทือน แต่ปัญหาหลักคือเรื่องในทางยุทธศาสตร์ เพราะไม่สามารถเสนออย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ว่า จะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงได้อย่างไร และถ้าหากล้มได้แล้ว รัฐบาลใหม่หรือคนกลุ่มใหม่ที่จะมาบริหารแทนจะมีวิธีการมาอย่างไร ถ้าจะหวังให้เกิดการล้มรัฐบาลในลักษณะเดียวกับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ ก็คือให้ศาลยุบพรรค แล้วให้พรรคเพื่อไทยแตกโดย มี ส.ส.กลุ่มใหญ่ย้ายข้างมาสนับสนุนประชาธิปัตย์ แล้วตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ก็ไม่เห็นทางเป็นจริง หรือถ้าหากมีการล้มโดยยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เห็นทางที่พรรคเพื่อไทยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ถ้าจะล้มโดยการสนับสนุนให้กองทัพก่อการรัฐประหาร ก็กลับจะยิ่งทำให้สถานการณ์การต่อต้านอำนาจรัฐลุกลาม บ้านเมืองจะกลายเป็นทุรยุค เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนรัฐประหาร เหลือวิธีเดียวคือล้มด้วยอำนาจศาล แต่ทุกวันนี้ความเชื่อถือในศาลก็เสื่อมลงมาก การล้มโดยศาลก็ไม่ได้ใจประชาชน และไม่ได้เป็นการคลี่คลายปัญหาอะไรเลย
ดังนั้นความพยายามในการก่อม็อบล้มรัฐบาลในวันนี้ จึงเป็นไปเพียงเพื่อสนองความสะใจของพวกเกลียดทักษิณสุดขั้วจำนวนน้อยนิด ไม่สามารถจะตอบได้เลยว่า การเคลื่อนไหวเชนนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาบริหารประเทศตามหลักการและกติกาประชาธิปไตย ความพยายามในการล้มรัฐบาลก่อนวาระจึงต้องล้มกติกาประชาธิปไตยลงไปด้วย การเคลื่อนไหวจึงกลายเป็นความพยายามอันเหลวไหลที่ไม่มีทางบรรลุผล
ถ้าต้องการโค่นระบอบทักษิณและล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหลายกลับไปหาวิธีการใหม่น่าจะเป็นการดีกว่า นั่นคือ การคอยเวลาอีก ๒ ปี เพราะนี่เป็นกรอบเวลาที่กำหนดล่วงหน้าแล้วว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะหมดวาระไม่เกินเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๘ และในระหว่าง ๒ ปีนี้ก็รวบรวมข้อมูลความผิดพลาดหรือความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล แล้วมานำเสนอต่อประชาชนอย่างเป็นระบบมีเหตุผล ทำสงครามต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้เป็นสงครามแห่งความรู้ พร้อมทั้งนำเสนอทางออกใหม่แก่สังคม รวมทั้งเสนอบุคคลที่เป็นทางเลือกใหม่ที่ภาพลักษณ์ดี ไม่เป็นพวกฆาตกรมือเปื้อนเลือดแล้วโกหกปลิ้นปล้อนรายวัน โอกาสที่ประชาชนจำนวนมากจะหันมาสนับสนุนก็เป็นไปได้ แล้วการเปลี่ยนแปลงประเทศก็จะเป็นไปอย่างสันติวิธีและตามกติกา
สรุปแล้ว ถ้าจะล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แทนที่จะใช้วิธีการม็อบบังคับประชาชน ก็ใช้วิธีเคลื่อนไหวทางความคิดให้คนส่วนใหญ่เขาเห็นด้วย จะไม่ดีกว่าหรือ
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
จาก โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ ๔๓๔ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖
++
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49089
. . Sat, 2013-10-05 10:51
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ 432 วันที่ 4 ตุลาคม 2556
สำนักข่าวเอเอสทีวี-ผู้จัดการเมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ได้รายงานข่าวโดยเสนอประเด็นว่า ในการจัดงาน 40 ปี 14 ตุลาประจำปี พ.ศ.2556 นี้ มีการจัดงานเป็นสององค์กรแยกกันโดยชัดเจน คือ ฝ่ายมูลนิธิ 14 ตุลา ที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน ซึ่งจัดงานเป็นประจำอยู่ทุกปี แต่กลุ่มคนเสื้อแดงที่นำโดย จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้ตั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์” และได้จัดงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง และงานของฝ่ายเสื้อแดงนั้น เอเอสทีวีเห็นว่ามีปัญหา เพราะ จัดให้ “จาตุรนต์จ้อ พร้อมไฮไลต์ อำมาตย์เต้นทอล์กโชว์” ซึ่งหมายถึงรายการที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมากล่าวปาฐกถาในงานวันที่ 13 ตุลาคม ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และ อนาคตของประชาธิปไตย” และการที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมาเดี่ยวไมโครโฟนเรื่องปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน ในเวลาบ่ายวันเดียวกัน
แต่ความจริง รายการที่น่าสนใจจากการจัดงานของฝ่ายกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังมีอีก โดยเฉพาะรายการด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรายการเด่นที่ลงทุนค่อนข้างสูง รายการวัฒนธรรมนี้จะแสดงที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลาเย็นทั้งวันที่ 6 และ วันที่ 13 ตุลาคม นั่นคือ ละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ของประกายไฟ ลิเกกายกรรมเรื่อง “บัลลังก์เลือด” โดย มะขามป้อม และ งิ้วธรรมศาสตร์19 เรื่อง “เปาบุ้นจิ้น ตอนสะสางคดี 6 ศพ” ซี่งแน่นอนว่า งานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็จะสะท้อนแนวความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นสำคัญ
ส่วนมูลนิธิ 14 ตุลา ได้มีการจัดกิจกรรมหลายอย่างปูทางมาสู่กระแส 40 ปี 14 ตุลาเช่นกัน เช่น การเสนอให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับวันที่ 14 ตุลาเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัย การผลักดันให้ออกแสตมป์ที่ระลึก 40 ปี 14 ตุลา เป็นต้น แต่งานสำคัญคงอยู่ในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่ง ธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลา ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปณิธานประเทศไทย” ที่น่าสนใจคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล รับจะมาปาฐกถาทั้ง 2 งาน คือ ในวันที่ 13 ตุลาคม จะปาฐกถาเรื่อง “เจตนารมณ์ 14 ตุลา คือ ประชาธิปไตย” ให้กับกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย และบ่ายวันที่ 14 ตุลา ก็จะปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความฝันเดือนตุลา 40 ปี” ที่หมุด 14 ตุลา ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หมายถึงว่า เสกสรรค์พยายามวางตัวเป็นกลางที่ประสานกับทั้งสองฝ่ายได้
มีคำถามที่ถามกันว่า การจัดเป็นสองงานเช่นนี้ หมายความว่าคนเดือนตุลาขัดแย้งแตกแยกกันใช่หรือไม่ หรือน่าจะมีความพยายามรวมกันเป็นงานเดียวได้หรือไม่ ต่อคำถามนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม คนเดือนตุลาก็ขัดแย้งกันมานานแล้ว ไม่เคยเป็นเอกภาพ และยิ่งขัดแย้งกันทางการเมืองมากยิ่งขึ้นหลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 จึงได้สะท้อนออกมาในการจัดงานครั้งนี้
จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้อธิบายว่า ในช่วง 7 ปีมานี้ มีความเปลี่ยนแปลงภายในคนรุ่น 14 ตุลา คนส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อยเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองไปสนับสนุนรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ต่อต้านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในกลุ่มนั้นก็มีมูลนิธิ 14 ตุลา ซึ่งเป็นแกนหลักในการจัดงาน 14 ตุลาด้วย ทำให้มีอีกหลายคนโดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดง ไม่อยากร่วมงานกับคนที่ต่อต้านประชาธิปไตย เช่น คนเสื้อแดงคงไม่มีใครสนใจที่จะไปฟังปาฐกถาของคุณธีรยุทธ บุญมี เป็นแน่ ดังนั้น กลุ่มคณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ จึงต้องจัดงานขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าร่วมด้วยได้
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการให้ความหมายแก่กรณี 14 ตุลา เพราะการที่คนรุ่น 14 ตุลาจำนวนมาก หันไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ทำให้เกิดการตีความประวัติศาสตร์ 14 ตุลาว่า ไม่ได้เป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นชัยชนะของฝ่ายศักดินาที่ฉวยโอกาสใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ในความเห็นของคนเสื้อแดงจำนวนมากจึงไม่ชื่นชม 14 ตุลา แต่มีความชื่นชมต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มากกว่า เพราะรู้สึกว่าถูกปราบปรามสังหารจากต้นเหตุรายเดียวกัน ดังนั้น ฝ่ายของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย จึงต้องการให้มีการจัดงานเพื่อรื้อฟื้นความสำคัญของประวัติศาสตร์ 14 ตุลาในฝ่ายประชาชนให้ชัดเจนขึ้น
ฝ่ายกรรมการ 14 ตุลาของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังอธิบายด้วยว่า เป้าหมายของการจัดงาน 14 ตุลา จึงมิใช่แค่การรำลึกแบบเช็งเม้ง หรือมองด้านเดียว จำเพาะเหตุการณ์เดียวอย่างที่เคยเป็นมา หากแต่จะต้องมีการตอบโจทย์ 14 ตุลา อย่างมีเหตุมีผล มีหลักการ โดยวิธีการ หรือโดยตัวบุคคลที่เคยมีประสบการณ์โดยตรง และตัวบุคคลที่มีมาตรฐานทางวิชาประวัติศาสตร์ และเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองไทยที่สำคัญอันมีความต่อเนื่อง และส่งผลกระทบถึงกัน และไม่ควรที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะคิดผูกขาดการเป็นเจ้าของแต่กลุ่มเดียว
ด้วยเหตุผลเช่นนี้ การจัดงาน 14 ตุลาอย่างเป็นเอกภาพเพียงงานเดียว จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด อันที่จริงตามหลักการของประชาธิปไตย ก็ยอมรับในความเป็นอิสระของความคิดที่แตกต่าง เพราะการบังคับให้คนคิดอย่างเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพนั้นคือระบอบเผด็จการ การยอมรับในความแตกต่าง และให้แต่ละฝ่ายเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมตามทิศทางของตนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และยังเป็นวิธีการระดมคนเข้าร่วมได้หลากหลายที่สุด
ส่วนงาน 6 ตุลาครบรอบ 37 ปีในปีนี้ คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเดือนตุลา เป็นเจ้าภาพในการจัดด้วย ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฝ่ายเหลืองสลิ่มส่วนมากก็ไม่จัดงานและไม่ค่อยร่วมงาน 6 ตุลามานานแล้ว จึงกลายเป็นฝ่ายคนเสื้อแดงเป็นคนจัดงานโดยปริยาย แต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะหันไปจัดงาน และสดุดีวีรชน 7 ตุลาแทน
สรุปแล้วเจตนารมณ์ 14 ตุลา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ได้ถูกตีความใหม่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันถึงจิตใจแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของขบวนการ 14 ตุลา เพียงแต่ว่าการตีความประชาธิปไตยในวันนี้มีความแตกต่างกัน จึงนำมาสู่การจัดงานที่แยกจากกัน ซึ่งถือได้ว่าทำให้งาน 14 ตุลาปีนี้มีความคึกคักขึ้นกว่าปีก่อนมาก
สำหรับประเด็นในทางประวัติศาสตร์ การตีความประวัติศาสตร์แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และแสดงให้เห็นด้วยซ้ำว่า ประเด็นทางประวัติศาสตร์นั้นยังไม่ตายและยังเป็นที่สนใจ เช่นเดียวกับประเด็นประวัติศาสตร์ 14 ตุลาที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้
.
บทความก่อนหน้า - สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เบื่อระอาม็อบเหลวไหล
โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
( https://www.facebook.com/profile.php?id=100003359048125 )
ใน https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=428510157270949&id=100003359048125
. . October 17 at 9:19pm
( ภาพ FB: Thai Innomemes
https://www.facebook.com/profile.php?id=100003673618021 )
ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้ชื่อกันว่า กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ(กปท.) นำโดยบุคคล เช่น นายไทกร พลสุวรรณ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ เป็นต้น ได้เคลื่อนจากสวนลุมพินี มายึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ถนนพิษณุโลก แล้วประกาศค้างคืน เพื่อรอรับวันที่ ๘ ตุลาคม ที่มีคำทำนายของพวกโหรการเมืองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ โดย พล.ร.อ.ชัยแถลงว่า กลุ่มของพวกเขาคัดค้านการที่นายกรัฐมนตรีจะยื่นทูลเกล้าฯร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง ยกเลิกวุฒิสมาชิกสรรหา เพราะถือว่ารัฐบาลมีเจตนาจะละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์ และว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงให้เห็นว่า มีประชาชนไม่เห็นด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า มีประชาชนมาร่วมชุมนุมด้วยน้อยมาก ที่มาร่วมปักหลักเพียงไม่กี่ร้อยคน แต่กระนั้น ในวันที่ ๙ ตุลาคม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ตอบโต้โดยการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงรอบบริเวณทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาและเขตพระราชฐาน ด้วยเหตุผลคือ หวั่นเกรงจะมีการบุกรุกสถานที่สำคัญ ในโอกาสที่ นาย หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม หลังจากนั้น รัฐบาลได้ตั้งด่านตำรวจหลายพันคนปิดล้อมบริเวณที่เป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมทั้งหมด รวมทั้งล้อมรอบผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลด้วย
บ่ายวันที่ ๑๐ ตุลาคม กลุ่มผู้นำการชุมนุมของ กปท. ตัดสินใจถอนกำลังกลับที่ตั้งที่สวนลุมพินี แต่กลับมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ไม่พอใจ เช่น กลุ่มนักศึกษาอาชีวะพิทักษ์ราชบัลลังก์ กลุ่มกองทัพนิรนาม และองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงแยกตัวมาจัดชุมนุมกันเองโดยปิดถนนที่บริเวณสี่แยกอุรุพงษ์ ถนนพระราม ๖ ซึ่งเป็นบริเวณนอกเขตที่ประชิดพื้นที่ประกาศควบคุมตาม พรบ.ความมั่นคง ขณะที่ กทม. ได้ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ และรถปั่นไฟมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ ได้จัดตั้งเป็น กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และการชุมนุมก็ยังยืดเยื้อต่อมา
รายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองส่วน ต่างก็พยายามในการเรียกระดมมวลชนฝ่ายขวาครั้งใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม เพื่อจะยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้นมากขึ้น เพราะในวันนั้น ก็จะมีการเคลื่อนไหวประจำของกลุ่มหน้ากากขาวที่นัดรวมตัวกันหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ในที่สุด กลุ่มหน้ากากขาวก็เดินขบวนมาสมทบกับผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ โดยมีคนสำคัญปรากฏตัวเข้าร่วม เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ จารุณี สุขสวัสดิ์ เช่นเดียวกับเครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย (จคป.) ก็ได้ประกาศสนับสนุนการชุมนุมประชาชนที่อุรุพงษ์ และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที เรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่มออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ครองบ้านเมืองอย่างทุจริต และเป็น”เผด็จการรัฐสภา”
แต่ในที่สุด ความพยายามในการยกระดับก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนถึงวันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม สถานการณ์ก็กลับคืนสู่ภาวะกระแสต่ำปกติ แม้ว่า กลุ่มกปท. และ กลุ่ม คปท. จะยังไม่สลายการชุมนุมก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มฝ่ายขวาเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ก็คือ การไม่ได้รับการสนับสนุนจากแทบทุกภาคส่วนในสังคม ประชาขนที่เป็นกลางจำนวนมากเบื่อระอากับการชุมนุมอันเหลวไหลขององค์กรเหล่านี้ เพราะการเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้อคติแห่งความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่ประชาชนส่วนข้างมากในประเทศไทยเขาไม่ได้ร่วมแชร์อคติเช่นนี้ด้วย การเคลื่อนไหวจึงได้เหี่ยวเฉาไปทุกครั้ง
ปัญหาที่ชัดเจนประการหนึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาทั้งหมดนี้ก็คือ การที่ไม่สามารถจะหาข้อเรียกร้องที่เป็นที่เห็นพ้องสำหรับทุกภาคส่วนของสังคมได้ หรือแม้กระทั่งการสร้างประเด็นร่วมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เอกภาพของกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหมดก็ไม่มี การเคลื่อนไหวทั้งหมด เป็นตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประธานของกลุ่มเอเอสทีวี ผู้จัดการ ได้กล่าวไว้ในวันที่ ๑๑ ตุลาคมว่า ม็อบมางวดนี้ถึงเสียเที่ยว ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ผิด ทั้งที่ใจคนที่ไปชุมนุมเกินร้อยแล้ว พร้อมที่จะเสี่ยง ปัญหาคือ ทั้งการชุมนุมทั้งที่อุรุพงษ์และสวนลุมพินี ต่างก็มีประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น “แต่ประชาธิปัตย์ไม่ออกมาเต็มตัว ให้คนออกไปตายแทนจะได้ขึ้นเสวยสุข” คุณสนธิจึงบอกประชาชนฝ่ายเหลืองว่า อย่าไปตายแทนประชาธิปัตย์ ให้รอหน่อยก็ไม่เสียหาย ถ้าสู้แล้วไม่ชนะจะออกไปทำไม
ข้อวิเคราะห์ของนายสนธินับว่า ถูกต้อง เพราะการเคลื่อนไหวที่ดำเนินอยู่นี้ มีลักษณะอับจนในด้านยุทธวิธีที่จะสร้างผลสะเทือน แต่ปัญหาหลักคือเรื่องในทางยุทธศาสตร์ เพราะไม่สามารถเสนออย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ว่า จะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงได้อย่างไร และถ้าหากล้มได้แล้ว รัฐบาลใหม่หรือคนกลุ่มใหม่ที่จะมาบริหารแทนจะมีวิธีการมาอย่างไร ถ้าจะหวังให้เกิดการล้มรัฐบาลในลักษณะเดียวกับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ ก็คือให้ศาลยุบพรรค แล้วให้พรรคเพื่อไทยแตกโดย มี ส.ส.กลุ่มใหญ่ย้ายข้างมาสนับสนุนประชาธิปัตย์ แล้วตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ก็ไม่เห็นทางเป็นจริง หรือถ้าหากมีการล้มโดยยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เห็นทางที่พรรคเพื่อไทยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ถ้าจะล้มโดยการสนับสนุนให้กองทัพก่อการรัฐประหาร ก็กลับจะยิ่งทำให้สถานการณ์การต่อต้านอำนาจรัฐลุกลาม บ้านเมืองจะกลายเป็นทุรยุค เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนรัฐประหาร เหลือวิธีเดียวคือล้มด้วยอำนาจศาล แต่ทุกวันนี้ความเชื่อถือในศาลก็เสื่อมลงมาก การล้มโดยศาลก็ไม่ได้ใจประชาชน และไม่ได้เป็นการคลี่คลายปัญหาอะไรเลย
ดังนั้นความพยายามในการก่อม็อบล้มรัฐบาลในวันนี้ จึงเป็นไปเพียงเพื่อสนองความสะใจของพวกเกลียดทักษิณสุดขั้วจำนวนน้อยนิด ไม่สามารถจะตอบได้เลยว่า การเคลื่อนไหวเชนนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาบริหารประเทศตามหลักการและกติกาประชาธิปไตย ความพยายามในการล้มรัฐบาลก่อนวาระจึงต้องล้มกติกาประชาธิปไตยลงไปด้วย การเคลื่อนไหวจึงกลายเป็นความพยายามอันเหลวไหลที่ไม่มีทางบรรลุผล
ถ้าต้องการโค่นระบอบทักษิณและล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหลายกลับไปหาวิธีการใหม่น่าจะเป็นการดีกว่า นั่นคือ การคอยเวลาอีก ๒ ปี เพราะนี่เป็นกรอบเวลาที่กำหนดล่วงหน้าแล้วว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะหมดวาระไม่เกินเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๘ และในระหว่าง ๒ ปีนี้ก็รวบรวมข้อมูลความผิดพลาดหรือความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล แล้วมานำเสนอต่อประชาชนอย่างเป็นระบบมีเหตุผล ทำสงครามต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้เป็นสงครามแห่งความรู้ พร้อมทั้งนำเสนอทางออกใหม่แก่สังคม รวมทั้งเสนอบุคคลที่เป็นทางเลือกใหม่ที่ภาพลักษณ์ดี ไม่เป็นพวกฆาตกรมือเปื้อนเลือดแล้วโกหกปลิ้นปล้อนรายวัน โอกาสที่ประชาชนจำนวนมากจะหันมาสนับสนุนก็เป็นไปได้ แล้วการเปลี่ยนแปลงประเทศก็จะเป็นไปอย่างสันติวิธีและตามกติกา
สรุปแล้ว ถ้าจะล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แทนที่จะใช้วิธีการม็อบบังคับประชาชน ก็ใช้วิธีเคลื่อนไหวทางความคิดให้คนส่วนใหญ่เขาเห็นด้วย จะไม่ดีกว่าหรือ
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
จาก โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ ๔๓๔ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖
++
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49089
. . Sat, 2013-10-05 10:51
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ 432 วันที่ 4 ตุลาคม 2556
สำนักข่าวเอเอสทีวี-ผู้จัดการเมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ได้รายงานข่าวโดยเสนอประเด็นว่า ในการจัดงาน 40 ปี 14 ตุลาประจำปี พ.ศ.2556 นี้ มีการจัดงานเป็นสององค์กรแยกกันโดยชัดเจน คือ ฝ่ายมูลนิธิ 14 ตุลา ที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน ซึ่งจัดงานเป็นประจำอยู่ทุกปี แต่กลุ่มคนเสื้อแดงที่นำโดย จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้ตั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์” และได้จัดงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง และงานของฝ่ายเสื้อแดงนั้น เอเอสทีวีเห็นว่ามีปัญหา เพราะ จัดให้ “จาตุรนต์จ้อ พร้อมไฮไลต์ อำมาตย์เต้นทอล์กโชว์” ซึ่งหมายถึงรายการที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมากล่าวปาฐกถาในงานวันที่ 13 ตุลาคม ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และ อนาคตของประชาธิปไตย” และการที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมาเดี่ยวไมโครโฟนเรื่องปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน ในเวลาบ่ายวันเดียวกัน
แต่ความจริง รายการที่น่าสนใจจากการจัดงานของฝ่ายกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังมีอีก โดยเฉพาะรายการด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรายการเด่นที่ลงทุนค่อนข้างสูง รายการวัฒนธรรมนี้จะแสดงที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลาเย็นทั้งวันที่ 6 และ วันที่ 13 ตุลาคม นั่นคือ ละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ของประกายไฟ ลิเกกายกรรมเรื่อง “บัลลังก์เลือด” โดย มะขามป้อม และ งิ้วธรรมศาสตร์19 เรื่อง “เปาบุ้นจิ้น ตอนสะสางคดี 6 ศพ” ซี่งแน่นอนว่า งานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็จะสะท้อนแนวความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นสำคัญ
ส่วนมูลนิธิ 14 ตุลา ได้มีการจัดกิจกรรมหลายอย่างปูทางมาสู่กระแส 40 ปี 14 ตุลาเช่นกัน เช่น การเสนอให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับวันที่ 14 ตุลาเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัย การผลักดันให้ออกแสตมป์ที่ระลึก 40 ปี 14 ตุลา เป็นต้น แต่งานสำคัญคงอยู่ในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่ง ธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลา ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปณิธานประเทศไทย” ที่น่าสนใจคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล รับจะมาปาฐกถาทั้ง 2 งาน คือ ในวันที่ 13 ตุลาคม จะปาฐกถาเรื่อง “เจตนารมณ์ 14 ตุลา คือ ประชาธิปไตย” ให้กับกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย และบ่ายวันที่ 14 ตุลา ก็จะปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความฝันเดือนตุลา 40 ปี” ที่หมุด 14 ตุลา ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หมายถึงว่า เสกสรรค์พยายามวางตัวเป็นกลางที่ประสานกับทั้งสองฝ่ายได้
มีคำถามที่ถามกันว่า การจัดเป็นสองงานเช่นนี้ หมายความว่าคนเดือนตุลาขัดแย้งแตกแยกกันใช่หรือไม่ หรือน่าจะมีความพยายามรวมกันเป็นงานเดียวได้หรือไม่ ต่อคำถามนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม คนเดือนตุลาก็ขัดแย้งกันมานานแล้ว ไม่เคยเป็นเอกภาพ และยิ่งขัดแย้งกันทางการเมืองมากยิ่งขึ้นหลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 จึงได้สะท้อนออกมาในการจัดงานครั้งนี้
จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้อธิบายว่า ในช่วง 7 ปีมานี้ มีความเปลี่ยนแปลงภายในคนรุ่น 14 ตุลา คนส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อยเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองไปสนับสนุนรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ต่อต้านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในกลุ่มนั้นก็มีมูลนิธิ 14 ตุลา ซึ่งเป็นแกนหลักในการจัดงาน 14 ตุลาด้วย ทำให้มีอีกหลายคนโดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดง ไม่อยากร่วมงานกับคนที่ต่อต้านประชาธิปไตย เช่น คนเสื้อแดงคงไม่มีใครสนใจที่จะไปฟังปาฐกถาของคุณธีรยุทธ บุญมี เป็นแน่ ดังนั้น กลุ่มคณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ จึงต้องจัดงานขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าร่วมด้วยได้
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการให้ความหมายแก่กรณี 14 ตุลา เพราะการที่คนรุ่น 14 ตุลาจำนวนมาก หันไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ทำให้เกิดการตีความประวัติศาสตร์ 14 ตุลาว่า ไม่ได้เป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นชัยชนะของฝ่ายศักดินาที่ฉวยโอกาสใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ในความเห็นของคนเสื้อแดงจำนวนมากจึงไม่ชื่นชม 14 ตุลา แต่มีความชื่นชมต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มากกว่า เพราะรู้สึกว่าถูกปราบปรามสังหารจากต้นเหตุรายเดียวกัน ดังนั้น ฝ่ายของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย จึงต้องการให้มีการจัดงานเพื่อรื้อฟื้นความสำคัญของประวัติศาสตร์ 14 ตุลาในฝ่ายประชาชนให้ชัดเจนขึ้น
ฝ่ายกรรมการ 14 ตุลาของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังอธิบายด้วยว่า เป้าหมายของการจัดงาน 14 ตุลา จึงมิใช่แค่การรำลึกแบบเช็งเม้ง หรือมองด้านเดียว จำเพาะเหตุการณ์เดียวอย่างที่เคยเป็นมา หากแต่จะต้องมีการตอบโจทย์ 14 ตุลา อย่างมีเหตุมีผล มีหลักการ โดยวิธีการ หรือโดยตัวบุคคลที่เคยมีประสบการณ์โดยตรง และตัวบุคคลที่มีมาตรฐานทางวิชาประวัติศาสตร์ และเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองไทยที่สำคัญอันมีความต่อเนื่อง และส่งผลกระทบถึงกัน และไม่ควรที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะคิดผูกขาดการเป็นเจ้าของแต่กลุ่มเดียว
ด้วยเหตุผลเช่นนี้ การจัดงาน 14 ตุลาอย่างเป็นเอกภาพเพียงงานเดียว จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด อันที่จริงตามหลักการของประชาธิปไตย ก็ยอมรับในความเป็นอิสระของความคิดที่แตกต่าง เพราะการบังคับให้คนคิดอย่างเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพนั้นคือระบอบเผด็จการ การยอมรับในความแตกต่าง และให้แต่ละฝ่ายเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมตามทิศทางของตนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และยังเป็นวิธีการระดมคนเข้าร่วมได้หลากหลายที่สุด
ส่วนงาน 6 ตุลาครบรอบ 37 ปีในปีนี้ คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเดือนตุลา เป็นเจ้าภาพในการจัดด้วย ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฝ่ายเหลืองสลิ่มส่วนมากก็ไม่จัดงานและไม่ค่อยร่วมงาน 6 ตุลามานานแล้ว จึงกลายเป็นฝ่ายคนเสื้อแดงเป็นคนจัดงานโดยปริยาย แต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะหันไปจัดงาน และสดุดีวีรชน 7 ตุลาแทน
สรุปแล้วเจตนารมณ์ 14 ตุลา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ได้ถูกตีความใหม่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันถึงจิตใจแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของขบวนการ 14 ตุลา เพียงแต่ว่าการตีความประชาธิปไตยในวันนี้มีความแตกต่างกัน จึงนำมาสู่การจัดงานที่แยกจากกัน ซึ่งถือได้ว่าทำให้งาน 14 ตุลาปีนี้มีความคึกคักขึ้นกว่าปีก่อนมาก
สำหรับประเด็นในทางประวัติศาสตร์ การตีความประวัติศาสตร์แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และแสดงให้เห็นด้วยซ้ำว่า ประเด็นทางประวัติศาสตร์นั้นยังไม่ตายและยังเป็นที่สนใจ เช่นเดียวกับประเด็นประวัติศาสตร์ 14 ตุลาที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้
.
2556-10-13
พิชิต: 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย
.
14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย
โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49197 . . Fri, 2013-10-11 14:49
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
( เผยแพร่ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” 11 ตุลาคม 2556 )
ในที่สุด การรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 40 ปีในเดือนนี้
ในช่วง 20-30 ปีแรก ได้มีความพยายามที่จะลบเลือนเหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อเรียกร้องให้รื้อฟื้นความทรงจำและสร้างอนุสาวรีย์แก่ผู้ที่เสียชีวิต จนกระทั่งพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งในปี 2544 อดีตนักเคลื่อนไหว 14 ตุลาฯในพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลขณะนั้นจึงสามารถผลักดันให้มีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาฯ ในปี 2546 อย่างยิ่งใหญ่โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ มีการบรรจุคำอธิบายเหตุการณ์ไว้ในตำราของกระทรวงศึกษาธิการ และสถาปนาอนุสรณ์สถานขึ้น ในเวลานั้น ดูเหมือนทุกฝ่ายจะมีฉันทามติตรงกันว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งแรก (และครั้งเดียว) ของพลังประชาธิปไตยของประเทศไทย
แต่ทว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อถึงปัจจุบันได้ทำให้ “ฉันทามติ” ดังกล่าวสิ้นสุดลง ดังจะเห็นได้จากความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาชนเดือนตุลาฯที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยกับมวลชนเสื้อแดงในการประเมินเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แม้ปัญญาชนเดือนตุลาฯ ได้เพียรพยายามทั้งโดยการปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของเสื้อแดง บนเวทีเสวนา กระทั่งในโรงเรียนการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยพยายามที่จะนำเอาการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 มาเชื่อมต่อกับขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน ด้วยการเชิดชูให้เป็นต้นแบบของขบวนประชาธิปไตยของประชาชน เป็นต้นธารของขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน
แต่การตอบรับจากมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากคือ ความเย็นชา กระทั่งปัญญาชนเดือนตุลาฯหลายคนปรารภด้วยความน้อยใจว่า คนเสื้อแดงไม่เอา 14 ตุลาคม 2516 บางคนอธิบายปฏิกิริยาดังกล่าวว่า เป็นเพราะอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลา 2516 เกือบทั้งหมดปัจจุบันเป็นพวกนิยมกษัตริย์และสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นัยหนึ่ง มองว่า คนเสื้อแดงสับสนปะปนกันระหว่างความไม่พอใจในตัวบุคคล (ที่รับใช้เผด็จการในปัจจุบัน) กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (ซึ่งเป็นชัยชนะของประชาธิปไตย)
ความจริงคือ มวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากมีความเย็นชาต่อการรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มิใช่เพียงแค่เพราะไม่พอใจอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาฯ หากแต่เพราะพวกเขามองปริบททางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์นั้นถึงปัจจุบันแล้วสรุปด้วยตัวเองว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการที่นิยมกษัตริย์
เราจะเข้าใจบริบทประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จากแง่มุมของฝ่ายจารีตนิยมได้นั้น จะต้องเข้าใจปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของพวกจารีตนิยมนับแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา นั่นคือ ปัญหา “การจัดการกับกองทัพ” สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการปฏิวัติ 2475 ก็คือ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้มเหลวในการบริหารจัดการ “ความจงรักภักดีในกองทัพ” จนเป็นเหตุให้เกิดการก่อกบฏโดยทหารครั้งแรกเมื่อ รศ. 130 ตามมาด้วยการปฏิวัติ 2475 และนี่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
เมื่อกลุ่มจารีตนิยมร่วมมือกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์โค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามด้วยรัฐประหารปี 2500แทนที่ด้วยเผด็จการทหารเต็มรูปซึ่งก็คือ ระบอบขุนศึก กลุ่มจารีตนิยมก็อาศัยเผด็จการสฤษดิ์เร่งรื้อฟื้นจารีตและพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่ทว่า รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสที่ทำการรวบอำนาจไว้ในกลุ่มตระกูลของตนกลับได้ทำลายดุลความร่วมมือดังกล่าวลง รัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประเด็น “การจัดการความจงรักภักดีในกองทัพ” กลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลุ่มจารีตนิยมเห็นว่า เผด็จการถนอม-ประภาสอาจเป็นภัยต่อสถานะและอำนาจของตน วาระเฉพาะหน้าจึงเป็นการขจัดกลุ่มถนอม-ประภาสออกไป และหนทางหนึ่งก็คือ การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาที่กำลังก่อตัวขึ้นในเวลานั้น
นิสิตนักศึกษาปัญญาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาสในเวลานั้นประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขวาที่เป็นกษัตริย์นิยมไปจนถึงพวกเสรีนิยมและพวกสังคมนิยม พวกเขามีจุดร่วมกันเพียงประการเดียวคือ ต่อต้านกลุ่มถนอม-ประภาส แต่แกนนำสำคัญของขบวนในเวลานั้นส่วนใหญ่เป็นพวกนิยมกษัตริย์ มีสัมพันธ์เกื้อหนุนส่วนบุคคลกับเครือข่ายจารีตนิยมมาตั้งแต่ต้น จนสิ้นสุดลงเมื่อกลุ่มสังคมนิยมสามารถเข้ายึดกุมการนำขบวนการนิสิตนักศึกษาไว้ได้ในต้นปี 2518
บทเรียนจากการปฏิวัติ 2475 และจากการต่อสู้กับกลุ่มจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ขึ้นอยู่กับการจัดการ “ความจงรักภักดีในหมู่กองทัพ” และถึงอย่างไรก็ไม่อาจไว้วางใจพวกขุนศึกทหารใหญ่ที่โลภโมโทสันและกระหายอำนาจได้ รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสเป็นการย้ำบทเรียนนี้อีกครั้ง การโค่นล้มกลุ่มถนอม-ประภาสในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงนับเป็นชัยชนะสำคัญครั้งแรกของกลุ่มจารีตนิยมในการจัดการกับขุนศึกในกองทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพยายาม “จัดการ” กับระบอบขุนศึก แปรเปลี่ยนกองทัพให้เป็น “ม้าในคอก” ที่ว่านอนสอนง่าย แต่พวกเขาก็ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีที่จะทำให้ชัยชนะเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 มั่นคงเป็นจริง
โดยในระหว่างทาง พวกเขายังต้องจัดการกับกฤษณ์ สีวะรา สังหารหมู่นิสิตนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 และโค่นล้มเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กระทั่งประสบความสำเร็จในท้ายสุดเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกขึ้นควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในต้นปี 2523 แม้ภายหลังจะมีนายทหาร (เช่น อาทิตย์ กำลังเอก และกลุ่มสุจินดา คราประยูร) ที่พยายามตั้งต้นเป็นขุนศึกขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่สำเร็จ
การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 โดยทิศทางประวัติศาสตร์จึงเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบขุนศึกและมุ่งสถาปนา “อำนาจครอบงำเด็ดขาด” ของกลุ่มจารีตนิยมเหนือกองทัพ ทิศทางของการเคลื่อนไหวนอกจากเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วจึงเป็นการเสริมสร้างและขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 ถูกมองว่าเป็น “นิยมกษัตริย์” จากแง่มุมนี้ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จึงไม่อยู่ในกระแสธารของการปฏิวัติ 2475 และกระแสธารประชาธิปไตยของคณะราษฎร ในขณะที่ขบวนเสื้อแดงในปัจจุบันมองว่า ตนเองคือผู้สืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎร และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือการต่อเนื่องของการปฏิวัติ 2475 ที่ยังไม่สิ้นสุดเด็ดขาด
แน่นอนว่า มุมมองนี้มิได้ลดคุณูปการของนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516
และคุณค่าของผู้ที่บาดเจ็บเสียชีวิตในครั้งนั้น พวกเขาเกลียดชังเผด็จการทหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
และไม่หวั่นกลัวต่อการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้เผด็จการถนอม-ประภาสต้องสิ้นสุดลง
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า ทิศทางการคลี่คลายขยายตัวของประวัติศาสตร์อาจไม่เป็นไปตามเจตจำนงส่วนตัวของบุคคลในเหตุการณ์นั้น ๆ เสมอไป
ในทางตรงข้าม มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยกลับแสดงความสนใจและเจ็บแค้นต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใหม่ ๆ ความรู้สึกดังกล่าวแสดงออกเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อมวลชนเหล่านี้ได้ขยายตัวและวิวัฒน์เป็นขบวนคนเสื้อแดงในปี 2551 ผ่านการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถึงปัจจุบัน ปัญญาชนเดือนตุลาฯในขบวนคนเสื้อแดงก็อธิบายว่า นี่เป็นเพราะคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างอยุติธรรมและถูกปราบปรามเหมือน 6 ตุลาคม 2519 พวกเขาจึงมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้มากกว่า
_____________________________________________________________________________________
อ่านความเห็นที่แย้ง
“สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แย้งพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์”
ที่ http://thaienews.blogspot.com/2013/10/14-2516_11.html
.
14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย
โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49197 . . Fri, 2013-10-11 14:49
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
( เผยแพร่ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” 11 ตุลาคม 2556 )
ในที่สุด การรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 40 ปีในเดือนนี้
ในช่วง 20-30 ปีแรก ได้มีความพยายามที่จะลบเลือนเหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อเรียกร้องให้รื้อฟื้นความทรงจำและสร้างอนุสาวรีย์แก่ผู้ที่เสียชีวิต จนกระทั่งพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งในปี 2544 อดีตนักเคลื่อนไหว 14 ตุลาฯในพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลขณะนั้นจึงสามารถผลักดันให้มีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาฯ ในปี 2546 อย่างยิ่งใหญ่โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ มีการบรรจุคำอธิบายเหตุการณ์ไว้ในตำราของกระทรวงศึกษาธิการ และสถาปนาอนุสรณ์สถานขึ้น ในเวลานั้น ดูเหมือนทุกฝ่ายจะมีฉันทามติตรงกันว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งแรก (และครั้งเดียว) ของพลังประชาธิปไตยของประเทศไทย
แต่ทว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อถึงปัจจุบันได้ทำให้ “ฉันทามติ” ดังกล่าวสิ้นสุดลง ดังจะเห็นได้จากความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาชนเดือนตุลาฯที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยกับมวลชนเสื้อแดงในการประเมินเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แม้ปัญญาชนเดือนตุลาฯ ได้เพียรพยายามทั้งโดยการปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของเสื้อแดง บนเวทีเสวนา กระทั่งในโรงเรียนการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยพยายามที่จะนำเอาการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 มาเชื่อมต่อกับขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน ด้วยการเชิดชูให้เป็นต้นแบบของขบวนประชาธิปไตยของประชาชน เป็นต้นธารของขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน
แต่การตอบรับจากมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากคือ ความเย็นชา กระทั่งปัญญาชนเดือนตุลาฯหลายคนปรารภด้วยความน้อยใจว่า คนเสื้อแดงไม่เอา 14 ตุลาคม 2516 บางคนอธิบายปฏิกิริยาดังกล่าวว่า เป็นเพราะอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลา 2516 เกือบทั้งหมดปัจจุบันเป็นพวกนิยมกษัตริย์และสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นัยหนึ่ง มองว่า คนเสื้อแดงสับสนปะปนกันระหว่างความไม่พอใจในตัวบุคคล (ที่รับใช้เผด็จการในปัจจุบัน) กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (ซึ่งเป็นชัยชนะของประชาธิปไตย)
ความจริงคือ มวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากมีความเย็นชาต่อการรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มิใช่เพียงแค่เพราะไม่พอใจอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาฯ หากแต่เพราะพวกเขามองปริบททางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์นั้นถึงปัจจุบันแล้วสรุปด้วยตัวเองว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการที่นิยมกษัตริย์
เราจะเข้าใจบริบทประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จากแง่มุมของฝ่ายจารีตนิยมได้นั้น จะต้องเข้าใจปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของพวกจารีตนิยมนับแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา นั่นคือ ปัญหา “การจัดการกับกองทัพ” สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการปฏิวัติ 2475 ก็คือ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้มเหลวในการบริหารจัดการ “ความจงรักภักดีในกองทัพ” จนเป็นเหตุให้เกิดการก่อกบฏโดยทหารครั้งแรกเมื่อ รศ. 130 ตามมาด้วยการปฏิวัติ 2475 และนี่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
เมื่อกลุ่มจารีตนิยมร่วมมือกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์โค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามด้วยรัฐประหารปี 2500แทนที่ด้วยเผด็จการทหารเต็มรูปซึ่งก็คือ ระบอบขุนศึก กลุ่มจารีตนิยมก็อาศัยเผด็จการสฤษดิ์เร่งรื้อฟื้นจารีตและพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่ทว่า รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสที่ทำการรวบอำนาจไว้ในกลุ่มตระกูลของตนกลับได้ทำลายดุลความร่วมมือดังกล่าวลง รัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประเด็น “การจัดการความจงรักภักดีในกองทัพ” กลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลุ่มจารีตนิยมเห็นว่า เผด็จการถนอม-ประภาสอาจเป็นภัยต่อสถานะและอำนาจของตน วาระเฉพาะหน้าจึงเป็นการขจัดกลุ่มถนอม-ประภาสออกไป และหนทางหนึ่งก็คือ การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาที่กำลังก่อตัวขึ้นในเวลานั้น
นิสิตนักศึกษาปัญญาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาสในเวลานั้นประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขวาที่เป็นกษัตริย์นิยมไปจนถึงพวกเสรีนิยมและพวกสังคมนิยม พวกเขามีจุดร่วมกันเพียงประการเดียวคือ ต่อต้านกลุ่มถนอม-ประภาส แต่แกนนำสำคัญของขบวนในเวลานั้นส่วนใหญ่เป็นพวกนิยมกษัตริย์ มีสัมพันธ์เกื้อหนุนส่วนบุคคลกับเครือข่ายจารีตนิยมมาตั้งแต่ต้น จนสิ้นสุดลงเมื่อกลุ่มสังคมนิยมสามารถเข้ายึดกุมการนำขบวนการนิสิตนักศึกษาไว้ได้ในต้นปี 2518
บทเรียนจากการปฏิวัติ 2475 และจากการต่อสู้กับกลุ่มจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ขึ้นอยู่กับการจัดการ “ความจงรักภักดีในหมู่กองทัพ” และถึงอย่างไรก็ไม่อาจไว้วางใจพวกขุนศึกทหารใหญ่ที่โลภโมโทสันและกระหายอำนาจได้ รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสเป็นการย้ำบทเรียนนี้อีกครั้ง การโค่นล้มกลุ่มถนอม-ประภาสในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงนับเป็นชัยชนะสำคัญครั้งแรกของกลุ่มจารีตนิยมในการจัดการกับขุนศึกในกองทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพยายาม “จัดการ” กับระบอบขุนศึก แปรเปลี่ยนกองทัพให้เป็น “ม้าในคอก” ที่ว่านอนสอนง่าย แต่พวกเขาก็ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีที่จะทำให้ชัยชนะเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 มั่นคงเป็นจริง
โดยในระหว่างทาง พวกเขายังต้องจัดการกับกฤษณ์ สีวะรา สังหารหมู่นิสิตนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 และโค่นล้มเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กระทั่งประสบความสำเร็จในท้ายสุดเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกขึ้นควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในต้นปี 2523 แม้ภายหลังจะมีนายทหาร (เช่น อาทิตย์ กำลังเอก และกลุ่มสุจินดา คราประยูร) ที่พยายามตั้งต้นเป็นขุนศึกขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่สำเร็จ
การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 โดยทิศทางประวัติศาสตร์จึงเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบขุนศึกและมุ่งสถาปนา “อำนาจครอบงำเด็ดขาด” ของกลุ่มจารีตนิยมเหนือกองทัพ ทิศทางของการเคลื่อนไหวนอกจากเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วจึงเป็นการเสริมสร้างและขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 ถูกมองว่าเป็น “นิยมกษัตริย์” จากแง่มุมนี้ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จึงไม่อยู่ในกระแสธารของการปฏิวัติ 2475 และกระแสธารประชาธิปไตยของคณะราษฎร ในขณะที่ขบวนเสื้อแดงในปัจจุบันมองว่า ตนเองคือผู้สืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎร และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือการต่อเนื่องของการปฏิวัติ 2475 ที่ยังไม่สิ้นสุดเด็ดขาด
แน่นอนว่า มุมมองนี้มิได้ลดคุณูปการของนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516
และคุณค่าของผู้ที่บาดเจ็บเสียชีวิตในครั้งนั้น พวกเขาเกลียดชังเผด็จการทหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
และไม่หวั่นกลัวต่อการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้เผด็จการถนอม-ประภาสต้องสิ้นสุดลง
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า ทิศทางการคลี่คลายขยายตัวของประวัติศาสตร์อาจไม่เป็นไปตามเจตจำนงส่วนตัวของบุคคลในเหตุการณ์นั้น ๆ เสมอไป
ในทางตรงข้าม มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยกลับแสดงความสนใจและเจ็บแค้นต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใหม่ ๆ ความรู้สึกดังกล่าวแสดงออกเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อมวลชนเหล่านี้ได้ขยายตัวและวิวัฒน์เป็นขบวนคนเสื้อแดงในปี 2551 ผ่านการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถึงปัจจุบัน ปัญญาชนเดือนตุลาฯในขบวนคนเสื้อแดงก็อธิบายว่า นี่เป็นเพราะคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างอยุติธรรมและถูกปราบปรามเหมือน 6 ตุลาคม 2519 พวกเขาจึงมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้มากกว่า
_____________________________________________________________________________________
อ่านความเห็นที่แย้ง
“สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แย้งพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์”
ที่ http://thaienews.blogspot.com/2013/10/14-2516_11.html
.
2556-09-26
ภูฏานกับอนาคตของGNH โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
.
เพิ่มบทความก่อนหน้า - คนสวิสกับโสเภณี โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ภูฏานกับอนาคตของดัชนีมวลรวมความสุข
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380105244
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:55:37 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 25 ก.ย.2556 )
ราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีทางออกทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่งทวีปเอเชียคือ อินเดียทางใต้และจีนทางเหนือ ซึ่งการรักษาเอกราชของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
ในขณะที่ประเทศทิเบตที่ตั้งอยู่ทางเหนือพรมแดนติดกับภูฏานก็ถูกจีนยึดครองใน พ.ศ.2493 และประเทศสิกขิมที่อยู่ทางทิศตะวันตกพรมแดนติดกับภูฏานเช่นกันก็ถูกอินเดียยึดครองไปใน พ.ศ.2518
ภูฏานเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า "แผ่นดินบนที่สูง" แต่คนภูฏานเรียกดินแดนของพวกเขาว่า "ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า" ภูฏานมีเนื้อที่ประมาณ 38,394 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่ขนาดจังหวัดนครราชสีมากับอุบลราชธานีรวมกันเท่านั้นแหละ) มีประชากรประมาณ 750,000 คน
ภูฏานเป็นประเทศที่ถูกจัดโดยสหประชาชาติว่าเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least developed country-LDC) ที่มีอยู่ 14 ประเทศในทวีปเอเชียโดยวัดจากความยากจน, ทรัพยากรมนุษย์ที่อ่อนแอทางด้านโภชนาการ, สุขภาพ, การศึกษากับจำนวนผู้รู้หนังสือ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรที่มีราคาปรวนแปรสูง เป็นต้น
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของภูฏานเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2450 เมื่อราชวงศ์วังชุกขึ้นเถลิงอำนาจเป็นพระราชาธิบดีปกครองภูฏานแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า "พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่" พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติได้สำเร็จใน พ.ศ.2514
(สำคัญมากนะครับสำหรับประเทศเล็กๆ ที่จะต้องเป็นสมาชิกสหประชาชาติเพื่อป้องกันการถูกรุกรานหรือถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศไทยของเราเองก็ดิ้นรนเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาติเมื่อ พ.ศ.2489 และโมนาโกก็พยายามเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติจนสำเร็จใน พ.ศ.2536 เช่นเดียวกับภูฏานนั่นเอง)
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นพระราชาธิบดี องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก ทรงนำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ.2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว
ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ.2548 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทยด้วย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏานต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
ประเทศภูฏานจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2550 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ยังเป็นผู้เสนอและนำแนวทางของความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness, GNH) เป็นการมองการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้เน้นตัวเลขในการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Gross Domestic Product, GDP) แต่เน้นมุมมองเรื่อง "ความสุข" ที่แท้จริงของสังคมเป็นหลัก
ปัจจุบันแนวคิด GNH กำลังได้รับความสนใจจากนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มี GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) เป็นเกณฑ์นั้นมักนำมาซึ่งผลกระทบในทางลบมากขึ้นทุกที
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญและประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในปี พ.ศ.2549
ภูฏานจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นครั้งแรกในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีพรรคการเมืองสองพรรคคือพรรคภูฏานสันติภาพและรุ่งเรือง (DPT) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหนือพรรคประชาธิปไตยประชาชน (PDP) ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมด้วยที่นั่งในรัฐสภา 45:2 ซึ่งในช่วง 4 ปีของการบริหารงานของพรรค DPT จึงเน้นเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) มากและได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก
แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองของภูฏานในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513 ปรากฏว่าเกิดการพลิกล็อกครั้งใหญ่เนื่องจากว่าพรรค PDP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รณรงค์หาเสียงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแนวทุนนิยม นั่นคือ การเน้นการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ (GDP) มากกว่าความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)
ปรากฏว่าพรรค PDP ได้รับที่นั่งในรัฐสภา 32 ที่นั่ง ส่วนพรรค DPT ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมได้รับที่นั่งในรัฐสภาเพียง 15 ที่นั่งเท่านั้น
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของภูฏานคือ นายซีริง โทบเก อายุ 47 ปี ผู้จบปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งพิตสเบิร์กและปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยรับราชการเป็นอธิบดีกรมอาชีวศึกษา ก่อนที่จะมาเล่นการเมืองโดยเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภามาตลอด 4 ปี ก่อนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้เอง
นายซีริง โทบเก ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP อย่างชัดแจ้งว่า GDP ต้องมาก่อน GNH
เพราะว่าการเสียเวลาพูดถึงความสุขมวลรวมประชาชาติมากๆ โดยไม่ทำงานนั้นทำให้ประเทศภูฏานไม่ใส่ใจในปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าคือหนี้สาธารณะของภูฏานได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนเกิดการขาดแคลนเงินตราระหว่างประเทศ อัตราการว่างงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่างงานของคนหนุ่มสาวและการคอร์รัปชั่นที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาหลัก 4 ประการนี้ ทางการภูฏานต้องเร่งจัดการเป็นการเร่งด่วน
ยิ่งกว่านั้น นายกรัฐมนตรี ซีริง โทบเก ยังกล่าวอย่างประชดประชันว่า GNH คือ "Government Needs Help" ต่างหาก
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
บทความที่เกี่ยวข้อง
คนรุ่นใหม่ในภูฏานต่อต้าน 'GNH'
by Sutthiporn . . 27 มิถุนายน 2556 เวลา 08:22 น.
อ่านที่ http://news.voicetv.co.th/global/73745.html
+++
บทความก่อนหน้า
คนสวิสกับโสเภณี
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377688762
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:32:15 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 28 ส.ค. 2556 )
คนสวิสโดยทั่วไปแล้วเป็นคนประเภทปฏิบัตินิยม (pragmatism)
คือเป็นคนประเภทที่ไม่ยึดถือเอาคำสอนของศาสนาเป็นมาตรฐานวัดว่าอะไรถูกอะไรผิด แบบว่าคุณธรรม จริยธรรมของศาสนา โดยเฉพาะของศาสนาคริสต์นั้นเป็นเรื่องเหลวใหลอย่างสิ้นเชิงไปเลยทีเดียว
ดังนั้น คนสวิสจึงประกาศตั้งตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งทั้งปวงในทวีปยุโรปมาร่วม 500 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยสงคราม 30 ปีโน่น สงคราม 30 ปี เป็นสงครามใหญ่ระหว่างรัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตก (พ.ศ.2161-2191) โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งภายในศาสนาคริสต์ระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์และนิกายโรมันคาทอลิกในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) แต่ความขัดแย้งทางอำนาจ ทางการเมืองภายในจักรวรรดิก็เป็นส่วนสำคัญด้วย ในที่สุดสงครามก็ขยายออกไปเป็นความขัดแย้งของอาณาบริเวณต่างๆ ทั่วยุโรปในช่วงการต่อสู้ทั่วไปสงคราม 30 ปี เป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในการเป็นมหาอำนาจในยุโรป และในที่สุดก็บานปลายไปเป็นสงครามที่ไม่มีเหตุผลใดที่เกี่ยวกับศาสนาเลยในที่สุด
การเป็นกลางของชาวสวิสเกิดจากความปฏิบัตินิยม โดยเฉพาะชายชาวสวิสจำนวนมากมีอาชีพเป็นทหารรับจ้าง (Mercenary) บริการทางทหารให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งความเป็นทหารมืออาชีพ (Professional) ของทหารรับจ้างสวิสเป็นที่นิยมของประเทศต่างๆ ในยุโรปมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันทหารของนครรัฐวาติกันก็ยังใช้ทหารรับจ้างชาวสวิสอยู่จนทุกวันนี้
ซึ่งผลก็คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็อยู่สงบสุขดี แต่คนสวิสก็ไปรับจ้างเป็นทหารรบทั่วยุโรป จนมีคำพูดที่ติดปากชาวยุโรปว่า "ที่ไหนไม่มีเงิน ที่นั่นไม่มีคนสวิส"
การออกเสียงประชามติ (Referendums) กับชาวสวิสนั้นเป็นของคู่กัน
เนื่องจากที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีการลงประชามติในระดับท้องถิ่น ระดับกังตอง (มลรัฐ) และระดับชาติทุกปี ซึ่งการลงประชามตินี้มีบังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ
เนื่องจากการออกเสียงประชามติเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ดีกว่ายอมแต่ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ซึ่งบรรดาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้วส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเสียเป็นส่วนใหญ่
อย่างเรื่องโสเภณีนี่นะครับ เป็นเรื่องสำคัญในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะให้มีโสเภณีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อที่จะป้องกันการค้ามนุษย์ ป้องกันการแพร่กระจายของกามโรคและโรคเอดส์ และยังเป็นการกำจัดองค์กรอาชญากรรม (ขบวนการแมงดาที่หากินกับโสเภณี) ไปในตัวด้วย ที่สำคัญคือ รัฐสามารถเก็บภาษีจากโสเภณีและมีสวัสดิการให้กับโสเภณีที่เป็นอาชีพที่ถูกต้องและมีศักดิ์ศรีตามกฎหมาย
ในทวีปยุโรปมีประเทศที่มีโสเภณีและซ่องโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 7 ประเทศ คือเดนมาร์ก, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, กรีซ และตุรกี ส่วนประเทศที่ให้โสเภณีถูกต้องตามกฎหมายแต่ห้ามมีซ่องโสเภณีมีอยู่ 16 ประเทศ คือ ฟินแลนด์, โปแลนด์, เช็ก, สโลวัก, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส, บัลแกเรีย, อังกฤษ, ไอร์แลนด์, สโลวาเกีย, เอสโตเนีย, ลัตเวีย และฮังการี
มี 3 ประเทศที่น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง เพราะออกกฎหมายที่ก้าวหน้าและยุติธรรมที่สุดคือ นอร์เวย์, สวีเดน และไอซ์แลนด์ ที่ถือว่าโสเภณีผิดกฎหมาย แต่หากมีการละเมิดกฎหมาย ผู้ผิดคือลูกค้าครับ ไม่ใช่ตัวโสเภณี
คราวนี้มีเรื่องที่น่าสนใจจากสำนักข่าวเอเอฟพี คือ ในสวิตเซอร์แลนด์ การค้าประเวณีเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย โสเภณีส่วนใหญ่ทำงานในซ่องและเอเยนซี่ขายบริการ แต่ผู้หญิงบางส่วนจะเตร็ดเตร่หาลูกค้าตามริมถนน ทำให้ชาวบ้านในเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะย่าน Sihlquai ซึ่งเป็นแถบใจกลางเมืองย่านถนนสายโลกีย์ของเมืองซูริกร้องเรียนว่า เซ็งกับภาพอุจาดตาของกระบวนการต่อรองระหว่างโสเภณีกับลูกค้า ดังนั้น จึงได้มีการออกเสียงประชามติกันเรื่องย้ายไปสร้างซ่องแบบไดร์ฟอิน (เหมือนโรงภาพยนตร์กลางแจ้งที่ขับรถเข้าไปดูหนังในรถในซอยลาดพร้าว 130 สมัยก่อน) แต่แบ่งเป็นช่องๆ (ดูรูป) ให้อยู่ที่ชานเมือง โดยเทศบาลเมืองซูริก ออกค่าใช้จ่ายจากเงินภาษีของชาวซูริกเอง
เรื่องนี้ได้ผ่านการออกเสียงประชามติของชาวเมืองซูริกแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2555 ทางเทศบาลนครซูริกจึงได้ลงมือสร้างสถานบริการทางเพศรูปแบบใหม่ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "คูหาเซ็กซ์ (sex boxes)" มีกำหนดทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2556 นี้เอง โดยซ่องโสเภณีแบบไดร์ฟ อิน นี้ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเก่าแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมืองซูริก
สำหรับผู้ชายที่ต้องการใช้บริการแบบนี้ต้องขับรถเข้ามาคนเดียวเท่านั้น โดยขับผ่านประตูเข้ามาเพียงลำพัง ก็จะได้รับการสนองความต้องการทางเพศจากหญิงโสเภณีประมาณ 40 คน ที่ประจำอยู่ และพอตกลงราคากันได้ ทั้งสองคนก็จะขับรถเข้าไปยังช่องสี่เหลื่ยมลักษณะคล้ายกับห้องล้างรถ เพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ ด้วยห้องดังกล่าวติดอุปกรณ์เตือนภัยเอาไว้ ก็ทำให้โสเภณีสามารถแจ้งกับตำรวจได้อย่างรวดเร็ว หากตกอยู่ในอันตรายจากลูกค้าหน้ามืดทั้งหลาย มาตรการใหม่จะช่วยเจ้าหน้าที่สอดส่องดูแล และจัดระเบียบโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย
มาตรการที่ทางเทศบาลนครซูริกสร้างซ่องไดร์ฟอินขึ้นนี้ เพื่อที่จะรับประกันความปลอดภัยแก่หญิงโสเภณี กำจัดเครือข่ายอาชญากรรมค้ามนุษย์ และลดบทบาทของการค้าประเวณีอย่างผิดกฎหมาย
อ้อ! ซ่องโสเภณีไดร์ฟอินนี้ไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดนะครับ แล้วก็ไม่มีตำรวจประจำการอย่างถาวร แต่จะมอบหน้าที่ดูแลนี้แก่เจ้าหน้าที่ทางสังคม กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทน เป็นการช่วยให้ลูกค้าโสเภณีที่หน้ามืดแต่หน้าบางด้วย เข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกใจ
คูหาเซ็กซ์นี้จะเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยมีข้อกำหนดว่า ผู้ใช้บริการต้องขับรถผ่านประตูเข้าไปเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่เมืองซูริกนี้นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา บรรดาโสเภณีทุกคนต้องมีใบอนุญาตเดินเร่ขายบริการ โดยต้องมีใบอนุญาตการทำงานและใบประกันสุขภาพเสียก่อน และเสียภาษีจำนวน 5 ฟรังก์สวิสต่อคืนด้วย ขณะเดียวกัน ทางด้านลูกค้าหน้ามืดในซูริกก็สามารถมองหาหญิงโสเภณีได้เพียง 3 จุดที่กำหนดไว้ ได้แก่คูหาเซ็กซ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จดังกล่าว แล้วก็จะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง โดยแห่งที่สองจะตั้งอยู่ใกล้ๆ ถนนหลวง ส่วนอีกแห่งคือ ในย่านเมืองเก่าที่มีไว้บริการคนที่ไม่มีรถยนต์ต้องเดินเท้าเข้ามาใช้บริการ
ดังนั้น นับแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 เป็นต้นไป นักเที่ยวหน้ามืดคนใดไปซื้อหาบริการทางเพศนอกพื้นที่ที่จัดให้ จะมีโทษปรับเป็นเงิน 50 ฟรังก์สวิส
ครับ ! คนสวิสนี่เขาเป็นพวกปฏิบัตินิยมจริงๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
เพิ่มบทความก่อนหน้า - คนสวิสกับโสเภณี โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ภูฏานกับอนาคตของดัชนีมวลรวมความสุข
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380105244
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:55:37 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 25 ก.ย.2556 )
ราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีทางออกทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่งทวีปเอเชียคือ อินเดียทางใต้และจีนทางเหนือ ซึ่งการรักษาเอกราชของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
ในขณะที่ประเทศทิเบตที่ตั้งอยู่ทางเหนือพรมแดนติดกับภูฏานก็ถูกจีนยึดครองใน พ.ศ.2493 และประเทศสิกขิมที่อยู่ทางทิศตะวันตกพรมแดนติดกับภูฏานเช่นกันก็ถูกอินเดียยึดครองไปใน พ.ศ.2518
ภูฏานเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า "แผ่นดินบนที่สูง" แต่คนภูฏานเรียกดินแดนของพวกเขาว่า "ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า" ภูฏานมีเนื้อที่ประมาณ 38,394 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่ขนาดจังหวัดนครราชสีมากับอุบลราชธานีรวมกันเท่านั้นแหละ) มีประชากรประมาณ 750,000 คน
ภูฏานเป็นประเทศที่ถูกจัดโดยสหประชาชาติว่าเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least developed country-LDC) ที่มีอยู่ 14 ประเทศในทวีปเอเชียโดยวัดจากความยากจน, ทรัพยากรมนุษย์ที่อ่อนแอทางด้านโภชนาการ, สุขภาพ, การศึกษากับจำนวนผู้รู้หนังสือ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรที่มีราคาปรวนแปรสูง เป็นต้น
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของภูฏานเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2450 เมื่อราชวงศ์วังชุกขึ้นเถลิงอำนาจเป็นพระราชาธิบดีปกครองภูฏานแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า "พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่" พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติได้สำเร็จใน พ.ศ.2514
(สำคัญมากนะครับสำหรับประเทศเล็กๆ ที่จะต้องเป็นสมาชิกสหประชาชาติเพื่อป้องกันการถูกรุกรานหรือถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศไทยของเราเองก็ดิ้นรนเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาติเมื่อ พ.ศ.2489 และโมนาโกก็พยายามเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติจนสำเร็จใน พ.ศ.2536 เช่นเดียวกับภูฏานนั่นเอง)
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นพระราชาธิบดี องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก ทรงนำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ.2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว
ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ.2548 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทยด้วย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏานต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
ประเทศภูฏานจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2550 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ยังเป็นผู้เสนอและนำแนวทางของความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness, GNH) เป็นการมองการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้เน้นตัวเลขในการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Gross Domestic Product, GDP) แต่เน้นมุมมองเรื่อง "ความสุข" ที่แท้จริงของสังคมเป็นหลัก
ปัจจุบันแนวคิด GNH กำลังได้รับความสนใจจากนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มี GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) เป็นเกณฑ์นั้นมักนำมาซึ่งผลกระทบในทางลบมากขึ้นทุกที
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญและประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในปี พ.ศ.2549
ภูฏานจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นครั้งแรกในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีพรรคการเมืองสองพรรคคือพรรคภูฏานสันติภาพและรุ่งเรือง (DPT) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหนือพรรคประชาธิปไตยประชาชน (PDP) ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมด้วยที่นั่งในรัฐสภา 45:2 ซึ่งในช่วง 4 ปีของการบริหารงานของพรรค DPT จึงเน้นเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) มากและได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก
แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองของภูฏานในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513 ปรากฏว่าเกิดการพลิกล็อกครั้งใหญ่เนื่องจากว่าพรรค PDP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รณรงค์หาเสียงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแนวทุนนิยม นั่นคือ การเน้นการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ (GDP) มากกว่าความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)
ปรากฏว่าพรรค PDP ได้รับที่นั่งในรัฐสภา 32 ที่นั่ง ส่วนพรรค DPT ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมได้รับที่นั่งในรัฐสภาเพียง 15 ที่นั่งเท่านั้น
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของภูฏานคือ นายซีริง โทบเก อายุ 47 ปี ผู้จบปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งพิตสเบิร์กและปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยรับราชการเป็นอธิบดีกรมอาชีวศึกษา ก่อนที่จะมาเล่นการเมืองโดยเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภามาตลอด 4 ปี ก่อนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้เอง
นายซีริง โทบเก ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP อย่างชัดแจ้งว่า GDP ต้องมาก่อน GNH
เพราะว่าการเสียเวลาพูดถึงความสุขมวลรวมประชาชาติมากๆ โดยไม่ทำงานนั้นทำให้ประเทศภูฏานไม่ใส่ใจในปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าคือหนี้สาธารณะของภูฏานได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนเกิดการขาดแคลนเงินตราระหว่างประเทศ อัตราการว่างงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่างงานของคนหนุ่มสาวและการคอร์รัปชั่นที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาหลัก 4 ประการนี้ ทางการภูฏานต้องเร่งจัดการเป็นการเร่งด่วน
ยิ่งกว่านั้น นายกรัฐมนตรี ซีริง โทบเก ยังกล่าวอย่างประชดประชันว่า GNH คือ "Government Needs Help" ต่างหาก
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
บทความที่เกี่ยวข้อง
คนรุ่นใหม่ในภูฏานต่อต้าน 'GNH'
by Sutthiporn . . 27 มิถุนายน 2556 เวลา 08:22 น.
อ่านที่ http://news.voicetv.co.th/global/73745.html
+++
บทความก่อนหน้า
คนสวิสกับโสเภณี
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377688762
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:32:15 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 28 ส.ค. 2556 )
คนสวิสโดยทั่วไปแล้วเป็นคนประเภทปฏิบัตินิยม (pragmatism)
คือเป็นคนประเภทที่ไม่ยึดถือเอาคำสอนของศาสนาเป็นมาตรฐานวัดว่าอะไรถูกอะไรผิด แบบว่าคุณธรรม จริยธรรมของศาสนา โดยเฉพาะของศาสนาคริสต์นั้นเป็นเรื่องเหลวใหลอย่างสิ้นเชิงไปเลยทีเดียว
ดังนั้น คนสวิสจึงประกาศตั้งตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งทั้งปวงในทวีปยุโรปมาร่วม 500 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยสงคราม 30 ปีโน่น สงคราม 30 ปี เป็นสงครามใหญ่ระหว่างรัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตก (พ.ศ.2161-2191) โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งภายในศาสนาคริสต์ระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์และนิกายโรมันคาทอลิกในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) แต่ความขัดแย้งทางอำนาจ ทางการเมืองภายในจักรวรรดิก็เป็นส่วนสำคัญด้วย ในที่สุดสงครามก็ขยายออกไปเป็นความขัดแย้งของอาณาบริเวณต่างๆ ทั่วยุโรปในช่วงการต่อสู้ทั่วไปสงคราม 30 ปี เป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในการเป็นมหาอำนาจในยุโรป และในที่สุดก็บานปลายไปเป็นสงครามที่ไม่มีเหตุผลใดที่เกี่ยวกับศาสนาเลยในที่สุด
การเป็นกลางของชาวสวิสเกิดจากความปฏิบัตินิยม โดยเฉพาะชายชาวสวิสจำนวนมากมีอาชีพเป็นทหารรับจ้าง (Mercenary) บริการทางทหารให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งความเป็นทหารมืออาชีพ (Professional) ของทหารรับจ้างสวิสเป็นที่นิยมของประเทศต่างๆ ในยุโรปมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันทหารของนครรัฐวาติกันก็ยังใช้ทหารรับจ้างชาวสวิสอยู่จนทุกวันนี้
ซึ่งผลก็คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็อยู่สงบสุขดี แต่คนสวิสก็ไปรับจ้างเป็นทหารรบทั่วยุโรป จนมีคำพูดที่ติดปากชาวยุโรปว่า "ที่ไหนไม่มีเงิน ที่นั่นไม่มีคนสวิส"
การออกเสียงประชามติ (Referendums) กับชาวสวิสนั้นเป็นของคู่กัน
เนื่องจากที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีการลงประชามติในระดับท้องถิ่น ระดับกังตอง (มลรัฐ) และระดับชาติทุกปี ซึ่งการลงประชามตินี้มีบังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ
เนื่องจากการออกเสียงประชามติเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ดีกว่ายอมแต่ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ซึ่งบรรดาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้วส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเสียเป็นส่วนใหญ่
อย่างเรื่องโสเภณีนี่นะครับ เป็นเรื่องสำคัญในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะให้มีโสเภณีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อที่จะป้องกันการค้ามนุษย์ ป้องกันการแพร่กระจายของกามโรคและโรคเอดส์ และยังเป็นการกำจัดองค์กรอาชญากรรม (ขบวนการแมงดาที่หากินกับโสเภณี) ไปในตัวด้วย ที่สำคัญคือ รัฐสามารถเก็บภาษีจากโสเภณีและมีสวัสดิการให้กับโสเภณีที่เป็นอาชีพที่ถูกต้องและมีศักดิ์ศรีตามกฎหมาย
ในทวีปยุโรปมีประเทศที่มีโสเภณีและซ่องโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 7 ประเทศ คือเดนมาร์ก, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, กรีซ และตุรกี ส่วนประเทศที่ให้โสเภณีถูกต้องตามกฎหมายแต่ห้ามมีซ่องโสเภณีมีอยู่ 16 ประเทศ คือ ฟินแลนด์, โปแลนด์, เช็ก, สโลวัก, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส, บัลแกเรีย, อังกฤษ, ไอร์แลนด์, สโลวาเกีย, เอสโตเนีย, ลัตเวีย และฮังการี
มี 3 ประเทศที่น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง เพราะออกกฎหมายที่ก้าวหน้าและยุติธรรมที่สุดคือ นอร์เวย์, สวีเดน และไอซ์แลนด์ ที่ถือว่าโสเภณีผิดกฎหมาย แต่หากมีการละเมิดกฎหมาย ผู้ผิดคือลูกค้าครับ ไม่ใช่ตัวโสเภณี
คราวนี้มีเรื่องที่น่าสนใจจากสำนักข่าวเอเอฟพี คือ ในสวิตเซอร์แลนด์ การค้าประเวณีเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย โสเภณีส่วนใหญ่ทำงานในซ่องและเอเยนซี่ขายบริการ แต่ผู้หญิงบางส่วนจะเตร็ดเตร่หาลูกค้าตามริมถนน ทำให้ชาวบ้านในเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะย่าน Sihlquai ซึ่งเป็นแถบใจกลางเมืองย่านถนนสายโลกีย์ของเมืองซูริกร้องเรียนว่า เซ็งกับภาพอุจาดตาของกระบวนการต่อรองระหว่างโสเภณีกับลูกค้า ดังนั้น จึงได้มีการออกเสียงประชามติกันเรื่องย้ายไปสร้างซ่องแบบไดร์ฟอิน (เหมือนโรงภาพยนตร์กลางแจ้งที่ขับรถเข้าไปดูหนังในรถในซอยลาดพร้าว 130 สมัยก่อน) แต่แบ่งเป็นช่องๆ (ดูรูป) ให้อยู่ที่ชานเมือง โดยเทศบาลเมืองซูริก ออกค่าใช้จ่ายจากเงินภาษีของชาวซูริกเอง
เรื่องนี้ได้ผ่านการออกเสียงประชามติของชาวเมืองซูริกแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2555 ทางเทศบาลนครซูริกจึงได้ลงมือสร้างสถานบริการทางเพศรูปแบบใหม่ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "คูหาเซ็กซ์ (sex boxes)" มีกำหนดทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2556 นี้เอง โดยซ่องโสเภณีแบบไดร์ฟ อิน นี้ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเก่าแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมืองซูริก
สำหรับผู้ชายที่ต้องการใช้บริการแบบนี้ต้องขับรถเข้ามาคนเดียวเท่านั้น โดยขับผ่านประตูเข้ามาเพียงลำพัง ก็จะได้รับการสนองความต้องการทางเพศจากหญิงโสเภณีประมาณ 40 คน ที่ประจำอยู่ และพอตกลงราคากันได้ ทั้งสองคนก็จะขับรถเข้าไปยังช่องสี่เหลื่ยมลักษณะคล้ายกับห้องล้างรถ เพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ ด้วยห้องดังกล่าวติดอุปกรณ์เตือนภัยเอาไว้ ก็ทำให้โสเภณีสามารถแจ้งกับตำรวจได้อย่างรวดเร็ว หากตกอยู่ในอันตรายจากลูกค้าหน้ามืดทั้งหลาย มาตรการใหม่จะช่วยเจ้าหน้าที่สอดส่องดูแล และจัดระเบียบโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย
มาตรการที่ทางเทศบาลนครซูริกสร้างซ่องไดร์ฟอินขึ้นนี้ เพื่อที่จะรับประกันความปลอดภัยแก่หญิงโสเภณี กำจัดเครือข่ายอาชญากรรมค้ามนุษย์ และลดบทบาทของการค้าประเวณีอย่างผิดกฎหมาย
อ้อ! ซ่องโสเภณีไดร์ฟอินนี้ไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดนะครับ แล้วก็ไม่มีตำรวจประจำการอย่างถาวร แต่จะมอบหน้าที่ดูแลนี้แก่เจ้าหน้าที่ทางสังคม กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทน เป็นการช่วยให้ลูกค้าโสเภณีที่หน้ามืดแต่หน้าบางด้วย เข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกใจ
คูหาเซ็กซ์นี้จะเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยมีข้อกำหนดว่า ผู้ใช้บริการต้องขับรถผ่านประตูเข้าไปเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่เมืองซูริกนี้นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา บรรดาโสเภณีทุกคนต้องมีใบอนุญาตเดินเร่ขายบริการ โดยต้องมีใบอนุญาตการทำงานและใบประกันสุขภาพเสียก่อน และเสียภาษีจำนวน 5 ฟรังก์สวิสต่อคืนด้วย ขณะเดียวกัน ทางด้านลูกค้าหน้ามืดในซูริกก็สามารถมองหาหญิงโสเภณีได้เพียง 3 จุดที่กำหนดไว้ ได้แก่คูหาเซ็กซ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จดังกล่าว แล้วก็จะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง โดยแห่งที่สองจะตั้งอยู่ใกล้ๆ ถนนหลวง ส่วนอีกแห่งคือ ในย่านเมืองเก่าที่มีไว้บริการคนที่ไม่มีรถยนต์ต้องเดินเท้าเข้ามาใช้บริการ
ดังนั้น นับแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 เป็นต้นไป นักเที่ยวหน้ามืดคนใดไปซื้อหาบริการทางเพศนอกพื้นที่ที่จัดให้ จะมีโทษปรับเป็นเงิน 50 ฟรังก์สวิส
ครับ ! คนสวิสนี่เขาเป็นพวกปฏิบัตินิยมจริงๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
2555-12-12
THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก” โดย นพมาส แววหงส์
.
THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก”
โดย นพมาส แววหงส์ คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 87
กำกับการแสดง Juan Antonio Bayona
นำแสดง Naomi Watts
Ewan Mcgregors
Tom Holland
Geraldine Chaplin
ก่อนหน้าในราวแปดปีมานี้เอง คำว่า "สึนามิ" ยังเป็นคำแปลกหูสำหรับคนไทย หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคืออะไร หรือไม่ก็คิดว่า "ซูนามิ" หรือ "ซือนามิ" ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นนี้ จะเกิดได้แต่แถบประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
ครั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย การเคลื่อนตัวของผิวโลกใต้น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าชายฝั่งทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย คำว่า "สึนามิ" เลยเข้ามาในสารบบความรับรู้ของชาวบ้านร้านตลาดที่เป็นประชาชนทั่วไป
หลายประเทศรอบๆ มหาสมุทรอินเดียโดนกันทั่วหน้า ที่หนักสุดคือ อินโดนีเซีย ไทย พม่า และอินเดีย สถิติคนตาย บาดเจ็บและไร้ที่อยู่อาศัย ขึ้นไปถึงหลายแสนคน
นับเป็นมหันตภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ประเทศไทยโดนหนักที่สุดที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งมีชายหาดสวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ดังนั้น เหยื่อสึนามิจึงไม่ได้มีแต่คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นชาวต่างชาติที่บินข้ามโลกมารับเคราะห์ไปจังๆ ก็มากมาย
หนังเรื่อง The Impossible (ชื่อเหมือนวงดนตรีดังในอดีตสมัยคุณเศรษฐายังหนุ่ม) สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวชาวสเปน ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูกชายห้าคน ที่มาพักผ่อนในช่วงคริสต์มาส ที่รีสอร์ตริมหาดเขาหลัก โดยผู้กำกับฯ ฝีมือดีชาวสเปน ชื่อ ฌวน อันโตนิโอ บาโยนา ซึ่งเคยทำหนังสยองขวัญระดับอินเตอร์เรื่อง The Orphanage มาก่อนหน้า
เพื่อจะใช้ดาราฮอลลีวู้ดที่มีหน้าตาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หนังจึงเปลี่ยนครอบครัวชาวสเปนให้เป็นอังกฤษ โดยที่ครอบครัวนี้ สามีทำงานอยู่ในบริษัทที่ญี่ปุ่น และภรรยาเป็นหมอที่ไม่ได้ทำงานแล้วเพราะต้องย้ายตามสามีไป
ครอบครัวเบนเนตต์เดินทางมาพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสในประเทศไทย ผ่านวันคริสต์มาสไปจนในตอนเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม พ่อแม่กับลูกชายสามคนลงมาเล่นน้ำกันที่สระน้ำของโรงแรมออร์คิดบีชรีสอร์ต ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล
ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคำรามคำรนแปลกๆ เหลือบตามองท้องฟ้าก็เห็นฝูงนกฝูงกาแตกตื่นบินว่อน และยังไม่ทันตั้งตัว กำแพงคลื่นยักษ์สูงเหนือแนวรั้วรอบขอบชิดของโรงแรมก็ถาโถมเข้าใส่อย่างหมดหนทางช่วยเหลือแม้แต่ตัวเองได้
มาเรีย (เนโอมี วัตส์) ถูกมวลน้ำพลังมหาศาลกระแทกพัดพาไปกับคลื่นที่พัดเข้ากวาดลึกเข้าไปในชายฝั่ง เธอกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงและห่วงลูกน้อยสามคน ซึ่งพลัดกันไปคนละทิศคนละทาง และต่างต้องพึ่งพาตัวเอง
มาเรียต่อสู้อยู่คนเดียวกับกระแสน้ำและสิ่งของใหญ่น้อยที่น้ำพัดพาไปอย่างไม่มีทางต่อสู้ได้ รวมทั้งต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน และรถยนต์ที่กลายเป็นรถจมน้ำ และเห็นลูกชายคนโต ลูคัส (ทอม ฮอลแลนด์) อยู่หลัดๆ กว่ากระแสน้ำจะหมดแรง และเธอมีบาดแผลเหวอะหวะที่ต้นขา ซึ่งทำให้เคลื่อนตัวได้ลำบาก
กว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่ช่วยกันลากเธอถู่ลู่ถูกัง และพาไปส่งโรงพยาบาลในเมือง ทั้งแม่ลูกทั้งคู่สิ้นหวังกับการได้พบหน้าทุกคนในครอบครัวอีกครั้ง ลูคัสถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อชีวิตแม่ในชั่วพริบตา
ขณะที่เฮนรี (ยวน แมกเกรเกอร์ส) ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากเย็นในการส่งตัวลูกน้อยสองคนไปอยู่ในที่สูงเพื่อความปลอดภัยจากการถูกกระแสคลื่นพัดเข้าซ้ำครั้งที่สอง กับการอยู่ค้นหาภรรยาและลูกชายคนโต
จากชื่อของหนังที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราก็พอจะจับเค้าได้แล้วว่า ความเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์พลัดพรากดุจดังบ้านแตกสาแหรกขาดแบบนี้ คืออะไร
ฉากที่เป็นไคลแมกซ์ของ The Impossible จึงดูเหมือนว่าความเป็นไปได้แบบนี้มีอยู่แต่ในโลกของหนังละครหรือนิยายเท่านั้น
หนังสร้างได้อย่างสมจริง และเน้นอยู่ที่การเอาตัวรอดและตามหากันและกันของครอบครัวนี้เท่านั้น และฉากความน่ากลัวต่างๆ เกือบจะเหลือทนที่จะนั่งดูอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่เบือนหน้าหนี
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว ก็จะขยายภาพให้กว้างออกเห็นความเดือดร้อนแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติครั้งนั้น
การแสดงของนักแสดงทุกคนเข้มข้นถึงบทบาทอย่างที่สุด เนโอมี วัตส์ ใช้เวลาส่วนใหญ่นอนแบ่บอยู่บนเตียง แต่เธอก็สามารถสร้างแคแร็กเตอร์ที่เข้มข้นและตรึงตราอย่างยิ่ง
นักแสดงเด็กที่คัดเลือกมารับบทหนัก ก็เก่งทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทอม ฮอลแลนด์ ที่เล่นเป็นลูคัส ลูกชายคนโต ที่เติบโตจากเด็กที่ไม่สนใจคนอื่นแม้แต่น้องชาย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในชั่วข้ามคืน
แม้ว่าเรื่องราวจะมีตอนจบที่ดีสำหรับครอบครัวในเรื่อง แต่นี่ก็เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติที่ต้องวนเวียนต่อสู้อยู่กับภัยธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว และเกินความเข้าใจของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ
อย่าจาบจ้วงล่วงละเมิดต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมกันนักเลยค่ะ อย่างไรเสีย ธรรมชาติก็มีวิธีเรียกเอาคืนจนได้นั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะออกมาในรูปไหนเท่านั้นเอง
.
THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก”
โดย นพมาส แววหงส์ คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 87
กำกับการแสดง Juan Antonio Bayona
นำแสดง Naomi Watts
Ewan Mcgregors
Tom Holland
Geraldine Chaplin
ก่อนหน้าในราวแปดปีมานี้เอง คำว่า "สึนามิ" ยังเป็นคำแปลกหูสำหรับคนไทย หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคืออะไร หรือไม่ก็คิดว่า "ซูนามิ" หรือ "ซือนามิ" ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นนี้ จะเกิดได้แต่แถบประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
ครั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย การเคลื่อนตัวของผิวโลกใต้น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าชายฝั่งทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย คำว่า "สึนามิ" เลยเข้ามาในสารบบความรับรู้ของชาวบ้านร้านตลาดที่เป็นประชาชนทั่วไป
หลายประเทศรอบๆ มหาสมุทรอินเดียโดนกันทั่วหน้า ที่หนักสุดคือ อินโดนีเซีย ไทย พม่า และอินเดีย สถิติคนตาย บาดเจ็บและไร้ที่อยู่อาศัย ขึ้นไปถึงหลายแสนคน
นับเป็นมหันตภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ประเทศไทยโดนหนักที่สุดที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งมีชายหาดสวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ดังนั้น เหยื่อสึนามิจึงไม่ได้มีแต่คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นชาวต่างชาติที่บินข้ามโลกมารับเคราะห์ไปจังๆ ก็มากมาย
หนังเรื่อง The Impossible (ชื่อเหมือนวงดนตรีดังในอดีตสมัยคุณเศรษฐายังหนุ่ม) สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวชาวสเปน ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูกชายห้าคน ที่มาพักผ่อนในช่วงคริสต์มาส ที่รีสอร์ตริมหาดเขาหลัก โดยผู้กำกับฯ ฝีมือดีชาวสเปน ชื่อ ฌวน อันโตนิโอ บาโยนา ซึ่งเคยทำหนังสยองขวัญระดับอินเตอร์เรื่อง The Orphanage มาก่อนหน้า
เพื่อจะใช้ดาราฮอลลีวู้ดที่มีหน้าตาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หนังจึงเปลี่ยนครอบครัวชาวสเปนให้เป็นอังกฤษ โดยที่ครอบครัวนี้ สามีทำงานอยู่ในบริษัทที่ญี่ปุ่น และภรรยาเป็นหมอที่ไม่ได้ทำงานแล้วเพราะต้องย้ายตามสามีไป
ครอบครัวเบนเนตต์เดินทางมาพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสในประเทศไทย ผ่านวันคริสต์มาสไปจนในตอนเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม พ่อแม่กับลูกชายสามคนลงมาเล่นน้ำกันที่สระน้ำของโรงแรมออร์คิดบีชรีสอร์ต ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล
ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคำรามคำรนแปลกๆ เหลือบตามองท้องฟ้าก็เห็นฝูงนกฝูงกาแตกตื่นบินว่อน และยังไม่ทันตั้งตัว กำแพงคลื่นยักษ์สูงเหนือแนวรั้วรอบขอบชิดของโรงแรมก็ถาโถมเข้าใส่อย่างหมดหนทางช่วยเหลือแม้แต่ตัวเองได้
มาเรีย (เนโอมี วัตส์) ถูกมวลน้ำพลังมหาศาลกระแทกพัดพาไปกับคลื่นที่พัดเข้ากวาดลึกเข้าไปในชายฝั่ง เธอกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงและห่วงลูกน้อยสามคน ซึ่งพลัดกันไปคนละทิศคนละทาง และต่างต้องพึ่งพาตัวเอง
มาเรียต่อสู้อยู่คนเดียวกับกระแสน้ำและสิ่งของใหญ่น้อยที่น้ำพัดพาไปอย่างไม่มีทางต่อสู้ได้ รวมทั้งต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน และรถยนต์ที่กลายเป็นรถจมน้ำ และเห็นลูกชายคนโต ลูคัส (ทอม ฮอลแลนด์) อยู่หลัดๆ กว่ากระแสน้ำจะหมดแรง และเธอมีบาดแผลเหวอะหวะที่ต้นขา ซึ่งทำให้เคลื่อนตัวได้ลำบาก
กว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่ช่วยกันลากเธอถู่ลู่ถูกัง และพาไปส่งโรงพยาบาลในเมือง ทั้งแม่ลูกทั้งคู่สิ้นหวังกับการได้พบหน้าทุกคนในครอบครัวอีกครั้ง ลูคัสถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อชีวิตแม่ในชั่วพริบตา
ขณะที่เฮนรี (ยวน แมกเกรเกอร์ส) ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากเย็นในการส่งตัวลูกน้อยสองคนไปอยู่ในที่สูงเพื่อความปลอดภัยจากการถูกกระแสคลื่นพัดเข้าซ้ำครั้งที่สอง กับการอยู่ค้นหาภรรยาและลูกชายคนโต
จากชื่อของหนังที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราก็พอจะจับเค้าได้แล้วว่า ความเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์พลัดพรากดุจดังบ้านแตกสาแหรกขาดแบบนี้ คืออะไร
ฉากที่เป็นไคลแมกซ์ของ The Impossible จึงดูเหมือนว่าความเป็นไปได้แบบนี้มีอยู่แต่ในโลกของหนังละครหรือนิยายเท่านั้น
หนังสร้างได้อย่างสมจริง และเน้นอยู่ที่การเอาตัวรอดและตามหากันและกันของครอบครัวนี้เท่านั้น และฉากความน่ากลัวต่างๆ เกือบจะเหลือทนที่จะนั่งดูอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่เบือนหน้าหนี
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว ก็จะขยายภาพให้กว้างออกเห็นความเดือดร้อนแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติครั้งนั้น
การแสดงของนักแสดงทุกคนเข้มข้นถึงบทบาทอย่างที่สุด เนโอมี วัตส์ ใช้เวลาส่วนใหญ่นอนแบ่บอยู่บนเตียง แต่เธอก็สามารถสร้างแคแร็กเตอร์ที่เข้มข้นและตรึงตราอย่างยิ่ง
นักแสดงเด็กที่คัดเลือกมารับบทหนัก ก็เก่งทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทอม ฮอลแลนด์ ที่เล่นเป็นลูคัส ลูกชายคนโต ที่เติบโตจากเด็กที่ไม่สนใจคนอื่นแม้แต่น้องชาย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในชั่วข้ามคืน
แม้ว่าเรื่องราวจะมีตอนจบที่ดีสำหรับครอบครัวในเรื่อง แต่นี่ก็เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติที่ต้องวนเวียนต่อสู้อยู่กับภัยธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว และเกินความเข้าใจของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ
อย่าจาบจ้วงล่วงละเมิดต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมกันนักเลยค่ะ อย่างไรเสีย ธรรมชาติก็มีวิธีเรียกเอาคืนจนได้นั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะออกมาในรูปไหนเท่านั้นเอง
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













