http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารสมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารสมอง แสดงบทความทั้งหมด

2557-07-04

ประชาธิปไตยของคอสตาริกา โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประชาธิปไตยของคอสตาริกา
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/07/54403
. . Fri, 2014-07-04 04:51


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา: โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 471 วันที่ 5 กรกฎาคม 2557



ในขณะที่ทีมฟุตบอลของคอสตาริกา ได้สร้างความแปลกใจด้วยการเข้ารอบสองเป็นที่หนึ่งในสายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ และยังผ่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว แต่ความจริงประเทศคอสตาริกามีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าอีกมาก โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยถาวรของอเมริกากลาง

คอสตาริกาเป็นประเทศเล็กอยู่ระหว่างนิการากัวและปานามา มีเนื้อที่เพียง 51,000 ตร.กม.(ราว 1 ใน 10 ของประเทศไทย) มีประชาชนเพียง 4,5 ล้านคน มีค่ารายได้ต่อบุคคลราว 9,300 ดอลลาร์ต่อปี(ไทย 5,700) ดินแดนดั้งเดิมเป็นที่อาศัยของอินเดียนแดง 20 ชนเผ่าจำนวนราว 4 แสนคน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้นำเรือของสเปนมาถึงคอสตาริกาครั้งแรกใน ค.ศ.1502 และเป็นผู้ตั้งชื่อดินแดนชายฝั่งว่า “la costa rica”ซึ่งหมายถึง”ชายฝั่งอันมั่งคั่ง” และจึงกลายมาเป็นชื่อประเทศในปัจจุบัน

ต่อมาสเปนเข้ายึดครองดินแดนนี้เป็นอาณานิคมราว ค.ศ.1524 โดยถือเป็นมณฑลหนึ่งขึ้นกับผู้ว่าการ”สเปนใหม่”ที่เม็กซิโก ซึ่งดินแดนอเมริกากลางจะแบ่งเป็น 5 มณฑล คือ กัวเตมาลา นิการากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และ คอสตาริกา ในระยะนี้ ชาวสเปนได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคอสตาริกามากขึ้นและพบว่าไม่ได้เป็นดินแดนมั่งคั่งตามชื่อ ยิ่งกว่านั้น คอสตาริกาถือว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางที่เม็กซิโก ถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีทรัพยากรที่มีค่าเช่นโลหะเงินหรือทอง จึงถือเป็นดินแดนที่ยากจนและด้อยพัฒนาที่สุดในกลุ่มอาณานิคมของสเปน การผลิตในคอสตาริกาขึ้นกับเจ้าดินขนาดย่อย ไม่มีการสร้างไร่ขนาดใหญ่ที่ดินแดนนี้ พืชผลที่ปลูกคือข้าวโพด ถั่ว และปลูกอ้อยกับยาสูบสำหรับขายต่างประเทศ


ในระยะ ค.ศ.1810-1821 ดินแดนลาตินอเมริกาได้ก่อการปฏิวัติแยกตัวจากสเปน และนำมาซึ่งการประกาศเอกราชของเม็กซิโก เมื่อ.ศ.1810 อันนำมาซึ่งสงครามระหว่างสเปนกับเม็กซิโกจนถึง ค.ศ.1821 ดังนั้น ดินแดนอเมริกากลาง 5 มณฑลก็ได้ประกาศเอกราชจากสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ.1821 แต่ยังคงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเม็กซิโก จนถึง ค.ศ.1823 กลุ่มรัฐอเมริกากลางจึงประกาศความเป็นอิสระและปกครองตนเองด้วยระบอบสาธารณรัฐ โดยตั้งเป็น”สหมณฑลอเมริกากลาง” หวังจะให้มีลักษณะการบริหารแบบสหรัฐอเมริกา แต่ความขัดแย้งระหว่างมณฑล ทำให้สหพันธรัฐล้มเหลว เมื่อนิการากัวและคอสตาริกา แยกตัวเมื่อ ค.ศ.1838 จากนั้น รัฐอื่นก็แยกตัวเป็นเอกราช

ในระยะนี้ คอสตาริกาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนที่ผลิตกาแฟ เพราะเขตเทือกเขาตอนกลางของประเทศ มีพื้นดินอันเหมาะสมที่จะปลูกกาแฟอาราบิกา ในที่สุด คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีฐานะดีขึ้นด้วยการส่งออกกาแฟคุณภาพสูง อังกฤษกลายเป็นตลาดสำคัญของกาแฟจากคอสตาริกา และในขณะนั้น กาแฟกลายเป็นที่มาของเงินตราต่างประเทศถึง 90 % ของคอสตาริกา

ใน ค.ศ.1856 วิลเลียม วอล์คเกอร์ นักเผชิญโชคชาวอเมริกัน รวบรวมนักรบรับจ้างจำนวนหนึ่งเข้ายึดอำนาจในนิการากัว ตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีและรื้อฟื้นระบอบทาส วอล์คเกอร์พยายามขยายอำนาจเข้าสู่คอสตาริกา รัฐบาลคอสตาริกาส่งกองทัพไปป้องกัน ทหารระดับพลคนหนึ่งชื่อ ฮวน ซานตามาเรีย ได้ถือไฟเข้าไปเผาค่ายของฝ่ายศัตรู ทำให้คอสตาริกาชนะในการสู้รบ แต่ซานตามาเรียสละชีวิต ปัจจุบันถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ สนามบินนานาชาติของคอสตาริกาจึงตั้งชื่อว่า สนามบินฮวนซานตามาเรีย

ต่อมาจากกาแฟ กล้วยหอมได้กลายมาเป็นสินค้าออกสำคัญ โดยรัฐบาลคอสตาริกาเปิดทางให้นักลงทุนจากอเมริกา มาลงทุนปลูกกล้วยหอมในประเทศ และเริ่มส่งออกไปยังอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1890 กลับกลายเป็นว่ากล้วยหอมคอสตาริกาเป็นที่นิยมในอเมริกาอย่างรวดเร็ว ในที่สุด สินค้ากล้วยหอมก็แซงหน้ากาแฟ และคอสตาริกากลายเป็นประเทศผลิตกล้วยหอมรายใหญ่ที่สุดของโลกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20


คอสตาริกาในระยะแรกก็เริ่มต้นเหมือนประเทศอเมริกากลางอื่น คือ ฝ่ายขุนศึกจะทำรัฐประหารเพื่อคุมอำนาจ ค.ศ.1842 ฟรานซิสโก โมราซาน ผู้นำคนสุดท้ายของสหมณฑลอเมริกากลาง ยึดอำนาจในคอสตาริกา แล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประชาธิปไตยของคอสตาริกาเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1869 เมื่อเกิดการเลือกตั้งเสรีครั้งแรก จากนั้นระบอบรัฐสภาของประเทศก็พัฒนาอย่างค่อนข้างราบรื่น มีเพียงเมื่อ 27 มกราคม ค.ศ.1917 พล.อ.เฟแดริโก ทิโนโก กราเนดอส รัฐมนตรีกลาโหม ก่อการรัฐประหารแล้วดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ถูกประชาชนทั่วประเทศต่อต้าน และสหรัฐอเมริกาก็ไม่รับรอง จนถึง 13 สิงหาคม ค.ศ.1913 เฟแดริโกต้องลาออกแล้วไปลี้ภัยต่างประเทศ กระบวนประชาธิปไตยจึงดำเนินต่อมา

จากนั้น ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1948 ซึ่งพรรคเอกภาพแห่งชาติชนะเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ถูกโจมตีว่าทุจริต และนำมาซึ่งสงครามกลางเมือง 44 วัน ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2,000 คน ในปีต่อมา ผู้นำฝ่ายปฏิวัติ คือ โฮเซ่ ฟิแกเรส แฟรแร ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการ เขาเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ศัตรู และประเทศยังสามารถรักษาสันติภาพได้โดยไม่ต้องมีทหารประจำการ ดังนั้นจึงยกเลิกกองทัพทั้งหมด จึงเป็นการปิดฉากการแทรกแซงทางการเมืองของทหารมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้ประชาธิปไตยคอสตาริกามั่นคงกว่าประเทศลาตินอเมริกาอื่น ต่อมา การพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ได้นำประเทศคอสตาริกาก้าวหน้าเหนือประเทศอื่นในอเมริกากลาง และเป็นประเทศที่ชื่อว่าสงบสันติที่สุด


การพัฒนาของลัทธิสังคมประชาธิปไตยในคอสตาริกา ยังนำมาซึ่งการสร้างสวัสดิการแก่ชนชั้นกรรมกร และคนยากจน และการเร่งนโยบายให้ประชาชนรู้หนังสืออย่างรวดเร็ว ทำให้คอสตาริกากลายเป็นประเทศที่มีสวัสดิการมากที่สุด และมีการศึกษาเฉลี่ยสูงที่สุดในอเมริกากลาง และทำให้คอสตาริกาหลีกเลี่ยงสงครามปฏิวัติจากกลุ่มฝ่ายซ้าย ทั้งที่ขบวนการปฏิวัติในนิการากัว เอลซัลวาดอร์ และ กัวเตมาลา มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา

เศรษฐกิจคอสตาริกาแต่เดิมขึ้นกับการส่งออกกาแฟ กล้วยหอม และเนื้อวัว แต่ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกทางเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้พัฒนามากขึ้น และกลายเป็นที่มาของรายได้หลักของประเทศแทนที่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการขายบริการทางการแพทย์ระหว่างประเทศ กลายเป็นที่มาสำคัญของรายได้ของคอสตาริกาปัจจุบัน

สรุปตัวอย่างจากประเทศที่เคยด้อยพัฒนาอย่างคอสตาริกา เราก็จะเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และปราศจากการรัฐประหาร ก็สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้ และการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีข้อดีเหนือระบบอื่นคือ สิทธิมนุษยชนก็ได้รับการเคารพ เสียงของประชาชนคนรากหญ้าก็จะมีความสำคัญ ระบบการเมืองที่ใช้อำนาจปืนยึดอำนาจ กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ล้าหลังอย่างยิ่ง ไม่สมควรจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และสมควรแล้วที่ประเทศอันมีระบบการเมืองเหลวไหลอย่างนั้น จะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ



.

2556-09-26

ภูฏานกับอนาคตของGNH โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

.
เพิ่มบทความก่อนหน้า - คนสวิสกับโสเภณี โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ภูฏานกับอนาคตของดัชนีมวลรวมความสุข
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380105244
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:55:37 น.

( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 25 ก.ย.2556 )


ราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีทางออกทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่งทวีปเอเชียคือ อินเดียทางใต้และจีนทางเหนือ ซึ่งการรักษาเอกราชของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
ในขณะที่ประเทศทิเบตที่ตั้งอยู่ทางเหนือพรมแดนติดกับภูฏานก็ถูกจีนยึดครองใน พ.ศ.2493 และประเทศสิกขิมที่อยู่ทางทิศตะวันตกพรมแดนติดกับภูฏานเช่นกันก็ถูกอินเดียยึดครองไปใน พ.ศ.2518


ภูฏานเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า "แผ่นดินบนที่สูง" แต่คนภูฏานเรียกดินแดนของพวกเขาว่า "ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า" ภูฏานมีเนื้อที่ประมาณ 38,394 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่ขนาดจังหวัดนครราชสีมากับอุบลราชธานีรวมกันเท่านั้นแหละ) มีประชากรประมาณ 750,000 คน
ภูฏานเป็นประเทศที่ถูกจัดโดยสหประชาชาติว่าเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least developed country-LDC) ที่มีอยู่ 14 ประเทศในทวีปเอเชียโดยวัดจากความยากจน, ทรัพยากรมนุษย์ที่อ่อนแอทางด้านโภชนาการ, สุขภาพ, การศึกษากับจำนวนผู้รู้หนังสือ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรที่มีราคาปรวนแปรสูง เป็นต้น

ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของภูฏานเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2450 เมื่อราชวงศ์วังชุกขึ้นเถลิงอำนาจเป็นพระราชาธิบดีปกครองภูฏานแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า "พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่" พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติได้สำเร็จใน พ.ศ.2514
(สำคัญมากนะครับสำหรับประเทศเล็กๆ ที่จะต้องเป็นสมาชิกสหประชาชาติเพื่อป้องกันการถูกรุกรานหรือถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศไทยของเราเองก็ดิ้นรนเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาติเมื่อ พ.ศ.2489 และโมนาโกก็พยายามเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติจนสำเร็จใน พ.ศ.2536 เช่นเดียวกับภูฏานนั่นเอง)



พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นพระราชาธิบดี องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก ทรงนำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ.2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว

ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ.2548 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทยด้วย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏานต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น


ประเทศภูฏานจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2550 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี

พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ยังเป็นผู้เสนอและนำแนวทางของความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness, GNH) เป็นการมองการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้เน้นตัวเลขในการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Gross Domestic Product, GDP) แต่เน้นมุมมองเรื่อง "ความสุข" ที่แท้จริงของสังคมเป็นหลัก
ปัจจุบันแนวคิด GNH กำลังได้รับความสนใจจากนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มี GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) เป็นเกณฑ์นั้นมักนำมาซึ่งผลกระทบในทางลบมากขึ้นทุกที


เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญและประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในปี พ.ศ.2549

ภูฏานจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นครั้งแรกในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีพรรคการเมืองสองพรรคคือพรรคภูฏานสันติภาพและรุ่งเรือง (DPT) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหนือพรรคประชาธิปไตยประชาชน (PDP) ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมด้วยที่นั่งในรัฐสภา 45:2 ซึ่งในช่วง 4 ปีของการบริหารงานของพรรค DPT จึงเน้นเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) มากและได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก


แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองของภูฏานในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513 ปรากฏว่าเกิดการพลิกล็อกครั้งใหญ่เนื่องจากว่าพรรค PDP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รณรงค์หาเสียงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแนวทุนนิยม นั่นคือ การเน้นการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ (GDP) มากกว่าความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)

ปรากฏว่าพรรค PDP ได้รับที่นั่งในรัฐสภา 32 ที่นั่ง ส่วนพรรค DPT ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมได้รับที่นั่งในรัฐสภาเพียง 15 ที่นั่งเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของภูฏานคือ นายซีริง โทบเก อายุ 47 ปี ผู้จบปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งพิตสเบิร์กและปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยรับราชการเป็นอธิบดีกรมอาชีวศึกษา ก่อนที่จะมาเล่นการเมืองโดยเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภามาตลอด 4 ปี ก่อนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้เอง

นายซีริง โทบเก ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP อย่างชัดแจ้งว่า GDP ต้องมาก่อน GNH
เพราะว่าการเสียเวลาพูดถึงความสุขมวลรวมประชาชาติมากๆ โดยไม่ทำงานนั้นทำให้ประเทศภูฏานไม่ใส่ใจในปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าคือหนี้สาธารณะของภูฏานได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนเกิดการขาดแคลนเงินตราระหว่างประเทศ อัตราการว่างงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่างงานของคนหนุ่มสาวและการคอร์รัปชั่นที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาหลัก 4 ประการนี้ ทางการภูฏานต้องเร่งจัดการเป็นการเร่งด่วน


ยิ่งกว่านั้น นายกรัฐมนตรี ซีริง โทบเก ยังกล่าวอย่างประชดประชันว่า GNH คือ "Government Needs Help" ต่างหาก



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
บทความที่เกี่ยวข้อง

คนรุ่นใหม่ในภูฏานต่อต้าน 'GNH'
by Sutthiporn 
. . 27 มิถุนายน 2556 เวลา 08:22 น.
อ่านที่ http://news.voicetv.co.th/global/73745.html



+++
บทความก่อนหน้า

คนสวิสกับโสเภณี
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377688762
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:32:15 น.

( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 28 ส.ค. 2556 )


คนสวิสโดยทั่วไปแล้วเป็นคนประเภทปฏิบัตินิยม (pragmatism)
คือเป็นคนประเภทที่ไม่ยึดถือเอาคำสอนของศาสนาเป็นมาตรฐานวัดว่าอะไรถูกอะไรผิด แบบว่าคุณธรรม จริยธรรมของศาสนา โดยเฉพาะของศาสนาคริสต์นั้นเป็นเรื่องเหลวใหลอย่างสิ้นเชิงไปเลยทีเดียว


ดังนั้น คนสวิสจึงประกาศตั้งตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งทั้งปวงในทวีปยุโรปมาร่วม 500 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยสงคราม 30 ปีโน่น สงคราม 30 ปี เป็นสงครามใหญ่ระหว่างรัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตก (พ.ศ.2161-2191) โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งภายในศาสนาคริสต์ระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์และนิกายโรมันคาทอลิกในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) แต่ความขัดแย้งทางอำนาจ ทางการเมืองภายในจักรวรรดิก็เป็นส่วนสำคัญด้วย ในที่สุดสงครามก็ขยายออกไปเป็นความขัดแย้งของอาณาบริเวณต่างๆ ทั่วยุโรปในช่วงการต่อสู้ทั่วไปสงคราม 30 ปี เป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในการเป็นมหาอำนาจในยุโรป และในที่สุดก็บานปลายไปเป็นสงครามที่ไม่มีเหตุผลใดที่เกี่ยวกับศาสนาเลยในที่สุด

การเป็นกลางของชาวสวิสเกิดจากความปฏิบัตินิยม โดยเฉพาะชายชาวสวิสจำนวนมากมีอาชีพเป็นทหารรับจ้าง (Mercenary) บริการทางทหารให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งความเป็นทหารมืออาชีพ (Professional) ของทหารรับจ้างสวิสเป็นที่นิยมของประเทศต่างๆ ในยุโรปมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันทหารของนครรัฐวาติกันก็ยังใช้ทหารรับจ้างชาวสวิสอยู่จนทุกวันนี้

ซึ่งผลก็คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็อยู่สงบสุขดี แต่คนสวิสก็ไปรับจ้างเป็นทหารรบทั่วยุโรป จนมีคำพูดที่ติดปากชาวยุโรปว่า "ที่ไหนไม่มีเงิน ที่นั่นไม่มีคนสวิส"


การออกเสียงประชามติ (Referendums) กับชาวสวิสนั้นเป็นของคู่กัน
เนื่องจากที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีการลงประชามติในระดับท้องถิ่น ระดับกังตอง (มลรัฐ) และระดับชาติทุกปี ซึ่งการลงประชามตินี้มีบังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ


เนื่องจากการออกเสียงประชามติเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ดีกว่ายอมแต่ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ซึ่งบรรดาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้วส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเสียเป็นส่วนใหญ่


อย่างเรื่องโสเภณีนี่นะครับ เป็นเรื่องสำคัญในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะให้มีโสเภณีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อที่จะป้องกันการค้ามนุษย์ ป้องกันการแพร่กระจายของกามโรคและโรคเอดส์ และยังเป็นการกำจัดองค์กรอาชญากรรม (ขบวนการแมงดาที่หากินกับโสเภณี) ไปในตัวด้วย ที่สำคัญคือ รัฐสามารถเก็บภาษีจากโสเภณีและมีสวัสดิการให้กับโสเภณีที่เป็นอาชีพที่ถูกต้องและมีศักดิ์ศรีตามกฎหมาย

ในทวีปยุโรปมีประเทศที่มีโสเภณีและซ่องโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 7 ประเทศ คือเดนมาร์ก, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, กรีซ และตุรกี ส่วนประเทศที่ให้โสเภณีถูกต้องตามกฎหมายแต่ห้ามมีซ่องโสเภณีมีอยู่ 16 ประเทศ คือ ฟินแลนด์, โปแลนด์, เช็ก, สโลวัก, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส, บัลแกเรีย, อังกฤษ, ไอร์แลนด์, สโลวาเกีย, เอสโตเนีย, ลัตเวีย และฮังการี

มี 3 ประเทศที่น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง เพราะออกกฎหมายที่ก้าวหน้าและยุติธรรมที่สุดคือ นอร์เวย์, สวีเดน และไอซ์แลนด์ ที่ถือว่าโสเภณีผิดกฎหมาย แต่หากมีการละเมิดกฎหมาย ผู้ผิดคือลูกค้าครับ ไม่ใช่ตัวโสเภณี



คราวนี้มีเรื่องที่น่าสนใจจากสำนักข่าวเอเอฟพี คือ ในสวิตเซอร์แลนด์ การค้าประเวณีเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย โสเภณีส่วนใหญ่ทำงานในซ่องและเอเยนซี่ขายบริการ แต่ผู้หญิงบางส่วนจะเตร็ดเตร่หาลูกค้าตามริมถนน ทำให้ชาวบ้านในเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะย่าน Sihlquai ซึ่งเป็นแถบใจกลางเมืองย่านถนนสายโลกีย์ของเมืองซูริกร้องเรียนว่า เซ็งกับภาพอุจาดตาของกระบวนการต่อรองระหว่างโสเภณีกับลูกค้า ดังนั้น จึงได้มีการออกเสียงประชามติกันเรื่องย้ายไปสร้างซ่องแบบไดร์ฟอิน (เหมือนโรงภาพยนตร์กลางแจ้งที่ขับรถเข้าไปดูหนังในรถในซอยลาดพร้าว 130 สมัยก่อน) แต่แบ่งเป็นช่องๆ (ดูรูป) ให้อยู่ที่ชานเมือง โดยเทศบาลเมืองซูริก ออกค่าใช้จ่ายจากเงินภาษีของชาวซูริกเอง

เรื่องนี้ได้ผ่านการออกเสียงประชามติของชาวเมืองซูริกแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2555 ทางเทศบาลนครซูริกจึงได้ลงมือสร้างสถานบริการทางเพศรูปแบบใหม่ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "คูหาเซ็กซ์ (sex boxes)" มีกำหนดทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2556 นี้เอง โดยซ่องโสเภณีแบบไดร์ฟ อิน นี้ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเก่าแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมืองซูริก

สำหรับผู้ชายที่ต้องการใช้บริการแบบนี้ต้องขับรถเข้ามาคนเดียวเท่านั้น โดยขับผ่านประตูเข้ามาเพียงลำพัง ก็จะได้รับการสนองความต้องการทางเพศจากหญิงโสเภณีประมาณ 40 คน ที่ประจำอยู่ และพอตกลงราคากันได้ ทั้งสองคนก็จะขับรถเข้าไปยังช่องสี่เหลื่ยมลักษณะคล้ายกับห้องล้างรถ เพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ ด้วยห้องดังกล่าวติดอุปกรณ์เตือนภัยเอาไว้ ก็ทำให้โสเภณีสามารถแจ้งกับตำรวจได้อย่างรวดเร็ว หากตกอยู่ในอันตรายจากลูกค้าหน้ามืดทั้งหลาย มาตรการใหม่จะช่วยเจ้าหน้าที่สอดส่องดูแล และจัดระเบียบโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย


มาตรการที่ทางเทศบาลนครซูริกสร้างซ่องไดร์ฟอินขึ้นนี้ เพื่อที่จะรับประกันความปลอดภัยแก่หญิงโสเภณี กำจัดเครือข่ายอาชญากรรมค้ามนุษย์ และลดบทบาทของการค้าประเวณีอย่างผิดกฎหมาย

อ้อ! ซ่องโสเภณีไดร์ฟอินนี้ไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดนะครับ แล้วก็ไม่มีตำรวจประจำการอย่างถาวร แต่จะมอบหน้าที่ดูแลนี้แก่เจ้าหน้าที่ทางสังคม กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทน เป็นการช่วยให้ลูกค้าโสเภณีที่หน้ามืดแต่หน้าบางด้วย เข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกใจ

คูหาเซ็กซ์นี้จะเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยมีข้อกำหนดว่า ผู้ใช้บริการต้องขับรถผ่านประตูเข้าไปเพียงคนเดียวเท่านั้น



ที่เมืองซูริกนี้นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา บรรดาโสเภณีทุกคนต้องมีใบอนุญาตเดินเร่ขายบริการ โดยต้องมีใบอนุญาตการทำงานและใบประกันสุขภาพเสียก่อน และเสียภาษีจำนวน 5 ฟรังก์สวิสต่อคืนด้วย ขณะเดียวกัน ทางด้านลูกค้าหน้ามืดในซูริกก็สามารถมองหาหญิงโสเภณีได้เพียง 3 จุดที่กำหนดไว้ ได้แก่คูหาเซ็กซ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จดังกล่าว แล้วก็จะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง โดยแห่งที่สองจะตั้งอยู่ใกล้ๆ ถนนหลวง ส่วนอีกแห่งคือ ในย่านเมืองเก่าที่มีไว้บริการคนที่ไม่มีรถยนต์ต้องเดินเท้าเข้ามาใช้บริการ

ดังนั้น นับแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 เป็นต้นไป นักเที่ยวหน้ามืดคนใดไปซื้อหาบริการทางเพศนอกพื้นที่ที่จัดให้ จะมีโทษปรับเป็นเงิน 50 ฟรังก์สวิส

ครับ ! คนสวิสนี่เขาเป็นพวกปฏิบัตินิยมจริงๆ



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.

2556-09-02

การล้อเลียน(parody)พี่มาก และการขัดขืนอำนาจครอบงำ โดย ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ

.

การล้อเลียน (parody) พี่มาก และการขัดขืนอำนาจครอบงำ
โดย ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378096558
มติชนออนไลน์ วันจันทร์ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 13:15:22 น.



อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือประท้วงซึ่งเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในขบวนการภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกช่วงสงครามเย็น หรือขบวนการเยาวชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมในประเทศเซอร์เบีย ยูเครน และจอร์เจีย รวมถึงกลุ่มประท้วงต่อต้านสงครามอิรักในยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯ
ในเอเชียและแอฟริกา การใช้อารมณ์ขันควบคู่กับการประท้วงบนท้องถนนรูปแบบอื่นๆ ปรากฏในพม่า ไทย (กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) ตูนิเซียและอิยิปต์ (ปฏิวัติอาหรับ) รวมถึงซูดาน

โดยทั่วไป “การเสียดสี”(satire) เป็นรูปแบบอารมณ์ขันที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มประท้วงคลื่นลูกใหม่ เพราะมีศักยภาพในการเชือดเฉือนและอาจลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามในสายตาสาธารณชนได้
กระนั้นก็ดี นักวิจัยจำนวนหนึ่งเห็นว่า “การล้อเลียน” (parody) เป็นเครื่องมือประท้วงที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน ความต่างหลักอยู่ที่ความแนบเนียนของการต่อต้านอำนาจครอบงำ
ขณะที่การเสียดสีส่งสารประท้วงอย่างโจ่งแจ้ง การล้อเลียนคือการสวมทับ ผิดดัด ตัดแต่งสารัตถะของชุดความคิด ความเชื่อ ค่านิยมหรือกระทั่ง “ชุดความจริง” ที่สืบต่อกันสู่ร่นลูกหลาน



การล้อเลียนปรากฏเริ่มแรกในงานวรรณกรรมและศิลปะ ในภาษาอังกฤษคำว่า “ล้อเลียน” คือ parody มีรากมาจากภาษากรีก para หมายความว่า “นอกเหนือ” (beside) และ ode คือ “เพลง” แปลตรงตัวว่า “นอกเหนือ/ออกไปจากเพลง” ในยุคแรกๆ “parodies” มีนัยถึง เพลงที่ร้องผิดแผกไปจากการขับเพลงเพลงโคลงตามขนบกรีก โดยเพลงล้อเลียนกลับทำนองและเนื้อร้องของเพลงต้นฉบับ โดยแทนเนื้อหาของเพลงซึ่งเป็นมหากาพย์แบบเชิดชูวีรบุรุษด้วยมหากาพย์ฉบับพิลึก เปลี่ยนวีรบุรุษให้เป็นตัวตลก เป็นต้น

ในบริบทร่วมสมัย การล้อเลียนเป็นช่องทางวิพากษ์ระบบคุณค่าความคิดที่ค้ำจุนอำนาจชนชั้นนำ เช่นในแคมเปญประท้วงของกลุ่ม “ออทปอร์” ในเซอร์เบีย นักกิจกรรมนำธงที่สัญลักษณ์ของกลุ่มไปคลุมอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญของประเทศตามเมืองต่างๆ และจัดพิธี “ลงนาม” แบบสมมุติให้บุคคลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นสมาชิกของกลุ่มออทปอร์

ที่ทำเช่นนี้เพราะผู้นำประเทศเซอร์เบียขณะนั้นมักอ้างประวัติศาสตร์และวาทะของวีรบุรุษชาวเซอร์เบีย โดยหวังให้สร้างความชอบธรรมแก่นโยบายชาตินิยมของตน นักกิจกรรมของออทปอร์จึงต้องการชี้ชวนให้ผู้คนในเซอร์เบียเห็นว่าบุคลากรทางประวัติศาสตร์ (ผ่านอนุสาวรีย์) ที่ถูกสมอ้างโดยผู้นำอำนาจนิยมแท้ที่จริงแล้วอยู่ข้างออทปอร์ หรือหากคิดลึกซึ้งไปกว่านั้นคือสิ่งที่เชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจถูกหยิบฉวยใช้เพื่ออำนวยประโยชน์ทางการเมืองได้ไม่ยาก


จากกรณีข้างต้น การล้อเลียนทำงานขัดขืนอำนาจโดยพยายามเลียนแบบวัตถุทางวรรณศิลป์ กลุ่มคน หรือระบบคิดความเชื่อ ทว่าในกระบวนการล้อเลียน เนื้อหา (content) ดั้งเดิมของสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการล้อถูกถอดออก ขณะที่รูปแบบเดิม (form) ยังคงอยู่ เนื้อหาที่ถูกใส่แทรกเข้ามาใหม่มักไม่มีความเกี่ยวข้องหรือกระทั่งมีนัยขัดแย้งกับกับรูปแบบที่เหลืออยู่ ผลคืออาการผิดฝาผิดตัว จับแพะชนแกะ จนเป้าหมายการล้อเลียนนั้นกลายเป็นสิ่งขำขัน (เช่นในการแต่งเพลงล้อเลียน ทำนองของเพลงต้นฉบับยังเหมือนเดิม ทว่าเนื้อเพลงมักถูกเปลี่ยนให้เพี้ยนและตลก)

ในทางทฤษฎี ชุดความคิดความเชื่อที่ถูกล้อเลียนมักสูญเสียแก่นสารซึ่งช่วยธำรงความเป็นเนื้อเดียวกันและความเป็นเหตุผล จนความน่าเชื่อถือของชุดความคิดความเชื่อนั้นสั่นคลอน หน้าตาของวาทะกรรมตัดแต่งนี้จึงดูเพี้ยนๆ (absurd) หรือกระทั่งปรากฏสารทางการเมืองซึ่งกระแทกแดกดันเนื้อหาดั้งเดิมของต้นฉบับที่ให้กำเนิดผลิตผลของการล้อเลียน  วิธีการเช่นนี้บั่นทอนมิให้ชุดความคิดความเชื่อซึ่งเป็นเป้าแห่งการล้อเลียนได้รับผลสมอ้างว่า ตนสะท้อนความจริงที่จริงที่สุด (truth claim) ดั้งเดิมที่สุด (the most authentic)



ภาพยนตร์รายได้กว่าพันล้านบาทเรื่อง “พี่มาก” คือศิลปะการล้อเลียนแบบหาตัวจับได้ยาก
ที่เด่นชัดที่สุดคือการลอกต้นฉบับอย่าง “แม่นากพระโขนง และปรับโฉมใหม่โดยให้เป็นเรื่องราวของแม่นากจากคำบอกเล่าของพระเอกคือพี่มาก ทว่าอานุภาพของการล้อเลียนในภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่วิพากษ์ระบบคุณค่าความคิดในสังคมไทยหลายประการ (ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจของทีมงานสร้างหรือไม่ก็ตาม) โดยเฉพาะเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของแนวคิดชาติไทยและความจงรักภักดีต่อชาติแบบโงหัวไม่ขึ้น
เช่น หนังเริ่มเรื่องด้วยสงครามอันเป็นเหตุให้พี่มากต้องจากนางนาคมา ทว่าความศักดิ์สิทธิ์ของสงครามเพื่อชาติก็ถูกล้อจนกลายเป็นความขบขันระหว่างเพื่อนฝูงและในหมู่ผู้ชม ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพี่มากกลับบ้านเจอนางนาค ถึงกลับเอ่ยปากว่าขณะรบ ตนไม่เคยคิดถึงสยามเลย คิดถึงแต่แม่นาก

นอกจากนี้หนังยังจงใจล้อเลียนการโหยหาวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปในภาพยนตร์ย้อนยุค หรือตำนวนวีรบุรุษชาติไทย
เช่น ผู้แสดงทั้งหมดไม่ใช้ภาษาไทยโบราณ (หรือกระทั่งพยายามล้อความพยายามใช้ภาษาโบราณ) ซึ่งขัดกับบริบททางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของหนัง รวมถึงการแสดงฉากสมัยใหม่ อย่างร้านเหล้าดองที่มีเด็กเชียร์แขก หรือฉากงานวัดซึ่งปรากฏผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยจำนวนมาก รวมถึงกระป๋องน้ำอัดลม! หนังพี่มากจึงดูคล้ายไม่เข้าที่เข้าทางกับกลิ่นอาย “ความเป็นไทยแบบโบราณ” ของหนังเรื่องนางนากฉบับดั้งเดิม

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนหัวใจของหนังเรื่องนางนาค จากที่ผีแพ้ให้กลายเป็นผีกับคนอยู่ร่วมกันได้ การลอก-ล้อเลียนปรากฏในหลายแง่มุม ประการแรกคือการนิยามว่าอะไรคือ “ความเป็นอื่น” และ “คนอื่น” ขณะที่หนังแม่นาคฉบับดั้งเดิมแสดงอย่างชัดเจนว่าแม่นาคคือผี และฉะนั้นแปลกแยกจากคนอื่นๆ ในชุมชนของมนุษย์ หนังเรื่องพี่มากไม่เพียงแต่สร้างฉากที่ทำให้ประเด็นนี้คลุมเครือ แต่ยังเล่นกับความรู้สึกคนดูให้สงสัยว่าที่จริงแล้วใครเป็นผีกันแน่

ประการที่สองคือหนังชี้ให้เห็นว่า “ความเป็นอื่น” หรือในที่นี้คือ “ผี” – อะไรที่เรากลัว – คลุมเครือไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ความพยายามกำหนดให้ชัดเจนว่าใครคือ “ผี” กันแน่กลับสร้างปัญหาเสียเอง เช่นสุดท้ายแล้วเอและพี่มากถูกสงสัยว่าเป็นผี ทั้งที่ทั้งสองเป็นเพื่อนของคนที่เหลือ จนพยายามกำจัดบุคคลทั้งสอง

ประการที่สาม การเล่นกับความรู้สึกคนดูเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าท้ายที่สุดแล้วคนที่กล่าวหาว่าคนอื่นเป็นผีอาจต้องหันมาตรวจสอบ “สมมุติฐาน” (presumption) ของตนเกี่ยวกับคนอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ที่ผีเป็นผีก็เพราะสมมุติฐานของเราสร้างมัน หากผีคือกลุ่มคนที่เรากลัว กลุ่มคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามในสายตาของชุมชน สังคม หรือรัฐ-ชาติ เพราะเขาเป็นผลผลิตจากความกลัวของเราเอง

ประการสุดท้ายคือ นักทฤษฎีการเมืองจำนวนหนึ่งเห็นว่าสังคมการเมืองจะเป็นปึกแผ่นได้ต้องสร้างเส้นแบ่งระหว่างมิตรกับศัตรู
ฉะนั้นจึงเกิดกระบวนการนิยามว่าคนกลุ่มใด หรือชาติใดเป็นภัยคุกคามต่อผู้คนในสังคมของตน “ความกลัว” เป็นกลไกหลักเพื่อขับเน้นชุดความคิดนี้ เมื่อกลัว “คนอื่น” คนในสังคมก็พร้อมร่วมใจกันต่อสู้เพื่อป้องกันตน ในหลายสถานการณ์ กระบวนการเช่นนี้นำไปสู่การระดมมติมหาชน และสร้างความชอบธรรมแก่การใช้ความรุนแรงต่อ “คนอื่น” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามคนในสังคมหรือชาติ ขณะเดียวกันก็กลายเป็นใบอนุญาตให้ผู้นำจัดการ “กำจัด” ภัย

หนังเรื่องพี่มากท้าทายชุดความคิดเช่นนี้ด้วยการเชื้อชวนให้วิพากษ์สมมุติฐานของเราเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าต่างจากเรา หรือกระทั่งเป็นโจรผู้ร้าย เป็นภัยที่สร้างความหวาดกลัว (ในที่นี้คือผีแม่นาก) ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงให้เห็นว่า “ผี” หรือคนอื่นซึ่งเป็นภัยคุกคามไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับมีความเป็นมนุษย์ มีรัก มีเสียใจ และห่วงหา
ฉากสุดท้ายของหนังยังแหวกขนบเดิมด้วยการอนุญาตให้ผีกับคนอยู่ร่วมกันได้ ประหนึ่งจะบอกเราว่า “พวกเรา” อยู่ร่วมกับ “พวกเขา” ได้  
หนังพี่มากยังทำลายมนตราของความกลัวคนอื่นด้วยการสร้างฉากขำขันขั้นจังหวะฉากผีแม่นากหลอก ในแง่นี้ เสียงหัวเราะทำหน้าที่สกัดมิให้ความกลัวผีก่อตัว


การล้อเลียนในหนังพี่มากต่อต้านขัดขืนอำนาจอย่างไร?

ขณะที่กลุ่มประท้วงทั่วไปใช้การล้อเลียนเพื่อลดความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายชนชั้นนำ หนังเรื่องพี่มากเติบโตในวัฒนธรรมกระแสหลักโดยไม่มีวาระเพื่อการประท้วงทางการเมืองในการประท้วงที่ชัดเจน แต่เพราะนี่คือภาพยนตร์กระแสหลัก มหาชนจึงตอบรับอย่างล้นหลาม
“การถอดไส้” ของหนังเรื่องนี้ – โดยเฉพาะการเปลี่ยนแก่นของต้นฉบับหนังแม่นากให้สะท้อนความเป็นไปได้ของการก้าวข้ามความกลัว จนสามารถอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าเป็นภัยคุกคามได้ – อาจทำหน้าที่รบกวนความเชื่อบางอย่างของสังคมไทย เช่นใครคือโจรใต้ ใครคือผู้บ่อนทำลายชาติ และสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ของสังคม เป็นต้น


นี่อาจทำให้เราตั้งตำถามต่อไปว่าทุกครั้งที่เริ่มระแวง ตั้งข้อสงสัยว่าใครเป็น “ผี” ของสังคม เราอาจต้องเริ่มถามก่อนว่า เราเป็นผู้ให้กำเนิด “ผี” หรือไม่
การล้อเลียนในหนังพี่มากอาจช่วยบ่มเพาะศักยภาพในการตั้งคำถามเช่นนี้ของผู้คนในสังคมไทย และบั่นทอนพลังของวาทกรรมที่ลากเส้นแบ่งมิตรและศัตรูแบบตายตัว



.

2556-07-23

ฟ้อนผี-โหนพุทธ โดย คำ ผกา

.

คำ ผกา : ฟ้อนผี-โหนพุทธ
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:03:00 น.
(www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1374488240)
จาก บทความ ฟ้อนผี-โหนพุทธ มติชนสุดสัปดาห์ 19 ก.ค. 56 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1718 หน้า88


มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คาใจฉันมานานมาก ไม่เพียงแต่คาใจแต่ยังเป็นปัญหาเชิงจริยธรรมที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ นั่นคือ ฉากในการฟ้อนผีมดครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ฟ้อนผีมดคืออะไร เท่าที่ฉันรู้ (แบบไม่ใช่นักมานุษยวิทยา) ผีมด แปลว่าผีที่ดูแล คุ้มครอง ปกปักรักษา เป็นผีจากบรรพบุรุษฝ่ายหญิง ซึ่งคนในสายตระกูลจะตัดสินใจกันว่า "หิ้งผี" ของสายตระกูลจะอยู่บ้านใคร ถึงเวลาก็ไปไหว้ผีบรรพบุรุษกัน

นอกจากไหว้ผีก็จะมีการจัดฟ้อนผีมด ซึ่งแต่ละตระกูลไม่ได้จัดทุกปี แต่เนื่องจากมีกันหลายตระกูล แต่ละปีจึงมีงานฟ้อนผีมดให้เราไปเข้าร่วมตลอด

การเข้าร่วมมีตั้งแต่ "ไปดู" หรือมีความเกี่ยวดองเป็นญาติ ไปช่วยจัดงาน ช่วยจัดสถานที่

สำหรับเด็กๆ อย่างฉันการไปดูฟ้อนผีมด มันสนุกตรงที่ได้ไปเห็นคนแต่งตัวแปลกๆ คนแต่งตัวแปลกๆ เหล่านั้นมาจากไหน เข้าใจว่า เจ้าภาพเชิญ "ร่างทรง" ต่างๆ มาร่วมงาน ยิ่งเจ้าภาพร่ำรวยใหญ่โตมากก็จะสามารถเชิญร่างทรงผู้ทรงอิทธิพลมาร่วมได้มาก

ถามว่าใครคือร่างทรงผู้มีอิทธิพลมากหรือน้อย ก็ต้องดูจาก "ผี" ที่ตนเป็นร่างทรง ซึ่งส่วนมากเป็นผีของ "เจ้า" ผู้ครองนครต่างๆ ในอดีต

เรียกได้ว่าการไปทำความรู้จักชื่อ "เจ้าผู้ครองแว่นแคว้น" ผ่านร่างทรงเหล่านี้ อาจทำให้เด็กอย่างฉัน "มึน" กับภูมิศาสตร์การเมืองอีกชุดหนึ่งอันไม่ได้ถูกสอนไว้ในแบบเรียนเลย เนื่องจากเมืองม่าน เมืองมอญ เมืองลำพูน เมืองละกอน และอีกสรรพตระกูลเจ้าผู้ครองนครที่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินชื่อ

ทั้งไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ประเทศไทยที่ฉันคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย



บรรดา "เจ้า" เหล่านี้จะแต่งตัวเป็น "เจ้า" กันมาเต็มที่ "เจ้า" ผู้ชายใส่เสื้อไหม โสร่งตาตารางไหม โพกผ้าผูกโบว์ทิ้งชายห้อยข้างหู เป็น "เจ้าเมืองพม่า" (จำไม่ได้ว่ามี "เจ้า" ผู้หญิงหรือเปล่า) ใส่แหวนพลอย แหวนทับทิมวงใหญ่ (แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเพียง "คอสตูม")

ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ "เจ้า" เหล่านี้จะแต่งหน้า ทาลิปสติก ทุกอย่างในเนื้อตัวจะแพรวพราว เหนือจริงไปหมด ขัดแย้งกับปรัมลานฟ้อนที่เป็นลานดิน กับบ้านช่องอันไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่ "เจ้า" พึงมาสังสันทน์กัน

และที่ฉันทึ่งมากคือ จริต กิริยาของบรรดา "เจ้า" เหล่านี้ จะต้อง "ดัด" ให้เหมือน "เจ้า" (ในจินตนาการของร่างทรงซึ่งแท้จริงคือ ชาวบ้าน และชาวนา) ทั้งการเดินที่จะเนิบช้า ทอดน่อง หลังตรง อกแอ่น การกรีดนิ้ว สูบบุหรี่ การดื่มเหล้า การแตะศอกทักทาย "เจ้า" ด้วยกันอย่างให้เกียรติ ยกย่อง และเรียกกันและกันว่า "เจ้า" (จะว่าไปภาษากายคล้ายลิเก หรือภาษาที่คนภาคเหนือสมัยนี้ใช้พูดกับ "เจ้านายฝ่ายเหนือ" ก็คลับคล้ายคลับคลาว่า ดัดๆ แปลงๆ มาจากภาษาที่ "เจ้าร่างทรง" ในฟ้อนผีมดเขาใช้คุยกัน เช่น คำว่า เจ้าพ่อนั้น เจ้าแม่นี้)

เด็กอย่างฉันไปยืนดูก็อัศจรรย์ใจว่า ลุงทา ป้าแก้ว ลุงมี เมื่อวาน วันนี้กลายเป็น "เจ้า" ไปซะเฉยๆ อย่างนั้น (คิดๆ แล้ว งานฟ้อนผีมดนี่เหมือนรวมญาติเป็นการประชุม UN ของบรรดา "เจ้า" แห่งแว่นแคว้นก่อนเข้าสู่ยุคของรัฐชาติสมัยใหม่) มารวมกันแล้ว บวงสรวง ไหว้ผี แก้บนกันแล้วก็จะเริ่มฟ้อน มีวงดนตรีมาเล่นดนตรีที่คึกคักเร้าใจอย่างยิ่ง

"เจ้า" ซึ่งเริ่มดื่มกันมาประมาณหนึ่งก็จะออกไปฟ้อนในลีลาที่เหมือนถูก "ทรง" ด้วยบางสิ่งบางอย่างจริงๆ คือ ฟ้อนแบบลืมตัวลืมตน

ระหว่างนี้ คนดูก็อยู่ข้างนอกวิพากษ์วิจารณ์ "เจ้า" คนนั้นคนนี้ กินเหล้าไป ทักทายญาติมิตรไป แต่ระวังว่า เราอาจจะถูกผีเข้าทรงเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเมื่อ

มีคนหลายคนที่ถูกผีเข้า จะมีอาการบางอย่างที่เป็นที่รับรู้ว่า "ผีเข้าแล้ว" เมื่อมีคนนอกปรัมถูกผีเข้า ร่างทรงเจ้าก็จะวิ่งมาถอดผ้าคล้องไหล่บ้าง ผ้าโพกหัวบ้าง ไปคล้องให้ หรือไปโพกหัวให้ จากนั้นก็กล่าวทักทาย "เจ้า" องค์นั้นอย่างคุ้นเคยก่อนจะชวนเข้าไปฟ้อนด้วยกัน

ใครก็ตามที่ถูกผีเข้าก็ถูกนับเป็นเจ้าร่วมตระกูลไป และบางคนก็ต้องกลายเป็นร่างทรงหรือที่ภาษาเหนือเรียกว่า "ม้าขี่" ไปตลอดชีวิตเลยก็พบ



จุดที่สนุกที่สุดของฟ้อนผีมดคือช่วงเย็นที่ทุกคนเมากันมากๆ แล้ว ทีนี้ทั้งผีทั้งคนทั้งเจ้าร่างทรงก็จะฟ้อนกันอีรุงตุงนังฟั่นเฟือน

แต่เรื่องที่คาใจฉันคือ น้ากะเทยสองคนของฉันมักจะผีเข้ากับเขาในช่วงชุลมุนนี้ ก่อนจะสถาปนาตนเองเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน รักษาโรค พ่นคาถาใส่น้ำให้กลายเป็นน้ำมนต์ให้คนจ่ายเงินซื้อไปดื่มไปอาบ บอกหวย และอีกสารพัด ให้คนมาหมอบไหว้ เชิดชู จนกว่าผีจะ "ออก"
จากนั้นพวกเขาก็จะกลับบ้านไปหัวเราะกันอย่างครื้นเครงที่ "หลอก" คนได้ พร้อมทั้งนั่ง invent ประดิษฐ์คาถาใหม่ๆ ตลกๆ สำหรับงานอื่น หรือคิด "ท่า" เวลา "องค์ลง" ใหม่ๆ ให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น


จุดนี้เองที่ทำให้ฉันมีคำถามเชิงจริยศาสตร์ : สิ่งที่น้าของฉันทำเป็นการต้มตุ๋น หลอกลวงหรือไม่?

ชาวบ้านที่มากราบไหว้รู้หรือไม่ว่านี่คือการแสดง? และ/หรือ เราควรจะเรียกพิธีฟ้อนผีมดทั้งหมดว่าคือ ปาหี่ หลอกลวง ผีไม่มีจริง

ชาวบ้านที่อ้างตัวว่าเป็น "เจ้า" เหล่านั้นก็ไม่ใช่ "เจ้า" ไม่นับว่า ชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าต่างๆ นานาที่เรียกกันก็ไม่มีในบันทึกประวัติศาสตร์


เท้าความมายาวมากและเกือบจะไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่จะเขียนต่อไปเพื่อที่จะบอกว่า เราจะแยกแยะการแสดงบทบาท, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ตำนาน ออกจากการโกหกหลอกลวงได้อย่างไร? ทำไมเราจึงเชื่อว่ามีเทวดาปลอมตัวลงมาในไร่แตงโมแล้วแกะสลักพระแก้วมรกต จากแตงโมในไร่ที่บังเอิญไม่ใช่แตงโมแต่เป็นมรกต!!!!

ประเด็นของฉันคือ "การสร้างตำนาน" ให้กับตนเองเป็นการโกหกหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่เขา "สร้างขึ้น" นั้นมันทำงานอย่างไรในสังคม

เพราะจะว่าไปแล้ว การ "กุเรื่อง" หรือการสร้าง "อุบาย" เพื่อหวังผลทางสังคมน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กับมนุษยชาติ เพียงแต่สิ่งที่เป็นตำนานในยุคหนึ่งอาจกลายเป็นอาชญากรรม หากเอามาตรฐานของอีกยุคหนึ่งไปตัดสิน

เช่น หากเอาคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับ "ความจริง" ของโลกสมัยใหม่ไปดูฟ้อนผีมด บรรดาร่างทรงในปรัมพิธีคงถูกจับข้อหาหลอกลวงปลอมตัวกันหมด



"ผมขอมีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี" (ดร.นพ.ปิยวงศ์ เศรษฐวงศ์)
"รวงข้าวโน้มไปหาโบสถ์เพื่อฟังพระธรรม" (http://morning-news.bectero.com) 
"ผมเลือกข้างแล้ว ผมเลือกข้างพระพุทธเจ้า" (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ)


ในยุคเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้ว "ตำนาน" ที่เอาไว้ "เครดิต" ให้คนในสังคมเชื่อถือคือการมีปริญญาบัตร และจะอิชาบาละโกะยิ่งขึ้นหากเป็นปริญญาบัตรจากต่างประเทศ และมีหลายๆ ปริญญายิ่งดี สังเกตว่าพระเอกนิยาย หนัง ละครสมัยนั้นนอกจากจะต้องเป็นคุณชายสูบไปป์แล้วยังต้องเป็นนักเรียนนอกอีกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่า พระเอกหรือนางเอกสมัยนั้นต้องเข้าวัด ฟังธรรม หรือฝักใฝ่ในพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ

จำเนียรกาลผ่านไป ล่วงเข้าปรัตยุบันสมัย (ดูขลังมั้ย แต่ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า) สังคมไทยยังคลั่งวุฒิปริญญาบัตรกันเหมือนเดิม ยิ่งใครบอกว่ามาจากเคมบริดจ์ อ๊อกซ์ฟอร์ด ฮาร์วาร์ด คนไทยจะเชื่อไว้ก่อนว่าเก่งว่าเจ๋งเป็นเทพ

แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นปริญญาและมหาวิทยาลัยดังเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องประกาศตัวให้ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติธรรม เข้าวัดป่า เป็นศิษย์พระพุทธทาส หลวงพ่อชา หรือฮิปๆ หน่อยก็ต้องเป็นศิษย์ของ ว.วชิรเมธี ที่สอนอะไรคมมากๆๆๆ ตลอดเวลา เช่น

"รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง"

โห...คมจี๊ดดดดดดดดดดดดบาดใจกันไปตามๆ กัน



หันมามองการตลาด การ "ปั้น" คนเข้าสู่วงโคจรของการเป็นเซเลบริตี้ไทย หนทางลัดที่สุดที่จะนำพาคุณไปสู่การเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารชั้นนำ, เป็นวิทยากรขององค์กรที่จัดงานเก๋ๆ อย่าง "เวทีปลวกพลังบุก" (คิดตั้งนานว่าคือการเล่นกับคำว่า "ปลุกพลังบวก"), เป็นแบบอย่างที่ดีของวัยรุ่นหรือ role model, เป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่าทำงานอุทิศตนเพื่อสังคม-สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คือการหมั่นพูด jargon ธรรมะเก๋ๆ เช่น มุทิตาจิต, กุศลจิต อิทธิปัจจยตา
ฯลฯ และอย่าลืมโพสภาพตัวเองนุ่งขาวห่มขาว นั่งพับเพียบสนทนาธรรมกับพระชื่อดังที่เป็นไอดอลของสังคม


ตอนนี้ฉันเลิกสงสัยและปลดภาระทางจริยศาสตร์ต่อการฟ้อนผีมดแล้ว แต่หันมาสงสัยอาการ "โหน" พุทธศาสนาอย่างเข้มข้นในสังคมการตลาดไทยในปัจจุบันสมัยแทน



.

2556-01-02

LIFE OF PI “อัศจรรย์ของชีวิต” โดย นพมาส แววหงส์

.

LIFE OF PI “อัศจรรย์ของชีวิต”
โดย นพมาส แววหงส์  คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 87


กำกับการแสดง Ang Lee
นำแสดง Suraj Sharma 
Irrfan Khan 
Rafe Spall 
Gerard Depardieu



บราโว! กับเรื่องราวชีวิตของหนุ่มน้อยชาวอินเดียที่ชื่อว่า "ไพ" ที่ผู้กำกับมือทอง อังลี่ สร้างจากนวนิยายเรื่องเยี่ยมรางวัลบุคเคอร์สไพรซ์ ซึ่งใครๆ ล้วนคิดว่าเป็นเรื่องที่จะเอามาสร้างเป็นหนังได้ยังไงกัน 
แต่อังลี่ทำได้...และทำได้อย่างยอดเยี่ยมเหนือคาดเสียด้วย

อังลี่ใช้นักแสดงที่ยังไม่เป็นที่รู้จักหรือเป็นที่รู้จักน้อยแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะหนุ่มน้อยสุราช ชาร์มา ที่รับบทหนักแบบที่ต้องเคยอาศัยนักแสดงเจนสังเวียนอย่าง ทอม แฮงส์ ที่มาเล่นอยู่คนเดียวกว่าครึ่งค่อนเรื่องใน Castaway ณ ที่ซึ่งเขาไปติดเกาะอยู่คนเดียวกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง และต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดอยู่เพียงลำพัง

สุราช ชาร์มา เป็นนักแสดงหน้าใหม่ ที่จับคนดูเอาไว้อยู่โดยตลอด ในการต่อสู้เอาชีวิตรอดอยู่ในเรือลำเล็ก ที่มีผู้ร่วมทางเป็นเสือลายพาดกลอนตั้งเบ้อเริ่มหลงติดมาด้วย

เรื่องของเรื่องคือ พ่อของไพเป็นเจ้าของสวนสัตว์ในเมืองปอนดิเชอรี ในอินเดีย เมื่อกิจการสวนสัตว์ไปได้ไม่ดี ครอบครัวเขาก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่แคนาดา โดยลำเลียงสัตว์นานาชนิดลงเรือสินค้าสัญชาติญี่ปุ่น รอนแรมไปในมหาสมุทรแปซิฟิก 
เรือเดินสมุทรไปเจอเข้ากับพายุใหญ่จนอับปาง ไพถูกนำตัวลงเรือเล็ก และพบว่ามีแต่ตัวเขาอยู่ในเรือกับม้าลายกับลิงอุรังอุตังที่ตะเกียกตะกายโจนขึ้นเรือมาด้วย ไม่แต่เท่านั้นในเรือลำเล็กยังมีสัตว์ดุร้ายอีกสองตัว คือไฮยีนากับเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่หลบอยู่ในเรือด้วย

เรื่องราวทั้งหมดคือความน่าอัศจรรย์ของการมีชีวิต การดิ้นรนต่อสู้และศรัทธา


หนังเล่าเรื่องโดยชายเชื้อชาติอินเดีย ที่มีชื่อว่า ไพ พาเทล โดยเริ่มตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็กของเขาที่โตขึ้นในสวนสัตว์ โดยมีเกร็ดขำๆ เกี่ยวกับที่มาของชื่อที่เป็นค่าทางคณิตศาสตร์นี้ ลุงเขาตั้งชื่อเขาตามชื่อสระว่ายน้ำในภาษาฝรั่งเศส ว่า พิสซีน (Piscine) ซึ่งออกเสียงคล้ายคำในภาษาอังกฤษว่า pissing ที่แปลว่าฉี่ เขาทนเพื่อนล้อเลียนเป็นเวลานาน จนอดรนทนไม่ไหว เลยสร้างชื่อเรียกตัวเองขึ้นใหม่ให้เป็นภาษาคณิตศาสตร์ไปเสียเลย

ไพเป็นเด็กที่ช่างคิดช่างสงสัยเกินวัย เขานับถือศาสนาฮินดูที่มีเทพเจ้าหลายองค์ตามประเพณีของชาวฮินดู แต่ก็ทดลองหันเหศรัทธามาสู่คริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกซึ่งพระเจ้าส่งพระบุตรมาไถ่บาปแทนมวลมนุษย์ และแบ่งศรัทธาไปสู่ศาสนาอิสลามด้วย 
พ่อผู้เฉลียวฉลาดของเขาวิจารณ์ว่าความเชื่อในทุกสิ่งอย่างที่ไพทำอยู่ก็คือความไม่เชื่อในอะไรสักอย่างเลยนั่นเอง หมายความว่าเขาไม่ได้ถูกครอบงำโดยระบบความคิดใด แต่มีศรัทธากว้างใหญ่ไพศาลและเปิดกว้าง

ดังนั้น หนังจึงแฝงความหมายเชิงอภิปรัชญาและจิตวิญญาณในการเล่าเรื่องการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรของไพท่ามกลางภยันตรายจากธรรมชาติ ตามทฤษฎีการดิ้นรนเอาชีวิตรอดตามแบบของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่ว่า Survival for the fittest 
มนุษย์กับสัตว์ป่าจะ "ลงเรือลำเดียวกัน" ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่อย่างไร ในสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่มีชีวิตอยู่ตามวังวนของห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ 

ไพซึ่งได้รับบทเรียนเรื่องการไม่ไว้ใจสัตว์ป่าหน้าขนอย่างเช่น เจ้าเสือเบงกอลตัวใหญ่ที่มีชื่อเก๋ไก๋ว่า ริชาร์ด พาร์กเกอร์ ตัวนี้ ได้ข้อสรุปแก่ตัวเองในที่สุดว่า เขาอาจไม่สามารถปราบให้สัตว์หน้าขนตัวนี้เชื่องได้ แต่ทั้งสองต่างก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในเรือลำน้อย ซึ่งเป็นอุปมาถึงโลกอันกว้างใหญ่นี้ได้ 
ที่สำคัญ ข้อสรุปที่ไพได้กระจ่างแจ้งแก่ใจตัวเองคือ ถ้าไม่มีเจ้า ริชาร์ด พาร์กเกอร์ ตัวนี้ลงเรือมาด้วย เขาก็คงหมดกะจิตกะใจจะต่อสู้และมีชีวิตรอดไปนานแล้ว ไม่สามารถดิ้นรนกระเสือกกระสนมาถึงสองร้อยกว่าวัน ในเรือลำเล็กที่ลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเลกว้างใหญ่ไพศาล

สรุปง่ายๆ คือ ชีวิตคนเรานั้นถ้าไม่มีอุปสรรคขวากหนามเสียแล้ว คนเราก็จะไม่มีเรี่ยวแรงหรือกำลังใจให้ฮึดสู้และเดินหน้าต่อไป



ไพได้เรียนรู้อีกอย่างจากการศึกษาศาสนาทั้งฮินดู คริสต์ อิสลาม และพุทธ ว่าที่สุดของที่สุดแล้วคือการปล่อยวาง และเดินหน้าต่อไป

ฉากที่ทำให้หัวใจสลายที่สุด-แม้ว่าหนังจะไม่ได้ทำอะไรที่บีบคั้นอารมณ์ หรือเล่นอารมณ์จนเกินเลย-คือการลาจากของเพื่อนร่วมชะตากรรมกลางมหาสมุทรหนึ่งคนกับหนึ่งตัวนี้ ไพรู้ว่าจะต้องปล่อยวาง แต่เขาก็ยังอดหวังแบบมนุษย์ไม่ได้ว่า ขอให้มีการอำลาที่จะปิดฉากความสัมพันธ์อย่างบริบูรณ์ 
เมื่อเสือเดินกลับเข้าป่า เขาหวังว่ามันจะเหลียวกลับมามองเพื่อนร่วมทางที่ฝ่าฟันต่อสู้ด้วยกันมาถึงแปดเก้าเดือนสักครั้ง แต่สัญชาตญาณสัตว์ป่ากับมนุษย์นั้นไม่เหมือนกันเลย


เรื่องราวของไพเหลือเชื่อน่าอัศจรรย์ใจสำหรับคนบางคน จนเขาต้องเปลี่ยนไปเล่าอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ภายใต้เค้าโครงเดียวกันนั่นแหละ
ใครจะเลือกเชื่ออย่างไรก็สุดแท้แต่วิสัย



นี่เป็นหนังยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้แน่นอน และจะต้องเข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแน่นอน ที่แน่ที่สุดคือฝีมือการกำกับของอังลี่ จะต้องได้รับการยอมรับอย่างไม่มีข้อสงสัย 
และยังสร้างดาวรุ่งดวงใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์อย่างไม่มีข้อสงสัย


ปกติผู้เขียนออกจะไม่ชอบดูหนังสามมิติ ดูหนังสองมิติแบบดั้งเดิมก็เต็มอิ่มจากเนื้อหาและการสร้างสรรค์ภาพอันชวนตื่นตาพออยู่แล้ว

แต่ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้คุ้มค่าจะดูในระบบสามมิติ ด้วยมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้เรามองโลกแตกต่างไปจากเดิม



.

Arthur Christmas โดย พรพิมล ลิ่มเจริญ

.

Arthur Christmas
โดย พรพิมล ลิ่มเจริญ  คอลัมน์ “ใส่บ่าแบกหาม”
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 73


เธอจ๊ะ

ไหนๆ ก็คริสต์มาส เทศกาลที่ฉันชอบ เราก็เอาหนังคริสต์มาสมาดูกันให้สำราญบานใจมากขึ้นไปอีก เธอมีหนังคริสต์มาสในดวงใจไหม?
ของฉันยกให้เรื่อง Miracle on 34th Street จะเป็นฉบับออกฉายปี 1947 หรือ 1994 ฉันก็ชอบเท่ากัน แต่ Die Hard ที่พี่ บรูซ วิลลิส ต้องบู๊ระห่ำท่ามกลางเพลง Jing Bells ฉันก็ดูซ้ำดูซากได้ทุกปีนะ


Arthur Christmas เป็นหนังการ์ตูน ตลก และมีฉากแอ็กชั่นอยู่เต็ม สนุกเชียวแหละ 
อาร์เธอร์เป็นลูกชายของซานต้า อยู่ขั้วโลกเหนือ อาร์เธอร์เป็นหนุ่มน้อยผู้ไม่มั่นใจในตัวเองเอามากๆ แต่รักคริสต์มาส รักพ่อ และงานของพ่อเป็นชีวิตจิตใจ 
อาร์เธอร์อ่านจดหมายที่เด็กๆ เขียนมาหาซานต้าทุกฉบับ และใส่ใจตอบจดหมายทั้งหมดเหล่านั้น เด็กๆ เขียนจดหมายมาซื่อๆ ใสๆ

How many cookies and mince pies have you eaten in all of history?
คุณแซนต้ากินคุกกี้และมิ้นซ์พาย ไปทั้งหมดกี่อันแล้ว?

จริงสินะ ซานต้าจะเคยนับไหม?

มิ้นซ์พายใน แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ก็มี แม่ของวีสลี่ย์ทำ และให้ลูกชายเอาไปฝากแฮรี่ฯ เป็นพายผลไม้ ทำกินกันช่วงคริสต์มาสปีใหม่ ฉันเคยซื้อได้ที่ร้านอาหารอังกฤษในกรุงเทพฯ นี่แหละ แต่บางปีก็มี บางปีเขาก็ไม่ทำ ฉันก็เลยต้องทำเอง ดีนะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเขานำเข้าไส้พาย ไส้พายหวานอร่อยนี้ก็ทำจากผลไม้พวกแบรี่ทั้งหลาย ลูกเกด และแอปเปิ้ล หอมหวนกลิ่นอบเชย ลูกจันทน์ และกานพลู ฉันก็แค่เอาแป้งพายแบบชั้นมากรุใส่พิมพ์ ใส่ไส้แล้วเอาไปอบ สุกแล้วเอามาโรยน้ำตาลไอซิ่ง กินตอนมันอุ่นๆ ก็อร่อยแปลกๆ ดีหนา

How do you get all of the presents in the sack?
คุณซานต้าเอาของขวัญ
ใส่ลงถุงหมดได้อย่างไร?

นั่นสินะ ส่งของขวัญเด็กทั่วโลกในคืนเดียว


Does your sack have to get bigger every year, 'cause of exponential population growth?
ถุงของขวัญใหญ่ขึ้นทุกปีหรือไม่คะ เพราะการเพิ่มของประชากร
ยังอยู่ในอัตราทวีคูณ

หนูที่เขียนจดหมายดูท่าทีจะได้เป็นนักวิชาการตอนโต


It must be so hard being Santa these days.
เป็นซานต้าสมัยนี้ 
ต้องยากแน่เลย



แล้วในหนังเขาก็แสดงให้เราเห็นว่ากระบวนการจัดการของขวัญนั้นยากเย็นและเป็นอย่างไร  
มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ อย่างกับนาซ่าจะส่งยานอวกาศไปนอกโลกเลยหนา

สตีฟ ลูกชายคนโตของซานต้าเป็นหัวหน้าปฏิบัติการการจัดส่งของขวัญนี้ ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นเครื่องมือ ลูกน้องอันได้แก่พวกเอลฟ์มีจำนวนนับพันหมื่นเห็นจะได้ ช่วยซานต้าส่งของขวัญ มีทั้งแบบประจำฐานและออกปฏิบัติการ ณ สถานที่จริง มีห้อยโหนสลิง โรยตัวลงมาจากยาน ม้วนหน้าม้วนหลัง ตีลังกาสามตลบ อย่างกับมิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลนั่นเลย และเอาของขวัญวางไว้ใต้ต้นคริสต์มาสให้สำเร็จทุกหลังคาเรือน 
ซานต้าไม่ได้ใช้กวางเรนเดียร์ พาเลื่อนเหาะอีกต่อไปแล้ว ใช้ยานอย่างกับหนังสตาร์เทร็ก! 
ความจริงสตีฟพี่ชาย อยากเป็นซานต้า แต่พ่อก็ไม่ส่งไม้ต่อสักที ทั้งๆ ที่พ่อก็แก่มากแล้ว ถ้านับรวมคริสต์มาสปีนี้ก็ปาเข้าไปครั้งที่ 70 นู่น พ่อก็ประกาศว่าครั้งที่ 71 พ่อก็จะยังอยู่

ปู่ ผู้ซึ่งเป็นซานต้าคนก่อน มองเห็นความจริง แล้วก็โพล่งออกมา

You may be the next in line, 
but you"ll never get to be Santa 
unless you knock him off. 
เจ้าอาจเป็นผู้สืบสานคนต่อไป 
แต่ไม่มีวันได้เป็นหรอก 
ถ้าไม่โค่นเขาลงมาก่อน

ปู่ก็ไม่ได้หวังร้าย แค่พูดความตามที่เห็น ซึ่งก็จริง สตีฟเฝ้ารอ เฝ้าคิดค้นเทคโนโลยีมาช่วยการจัดส่งของขวัญ ไฉนพ่อไม่เห็นความดีสักที


และ ณ เวลาหนึ่งในคืนวันก่อนคริสต์มาส ปฏิบัติการส่งของขวัญเสร็จสิ้นลงแล้ว ภูตเอลฟ์ฝ่ายเก็บกวาดก็จัดการทำความสะอาด แต่ทันใดนั้นพบว่ามีของขวัญหลงเหลืออยู่หนึ่งชิ้น แต่สตีฟไม่แคร์ 

It just can"t be.
The system is foolproof. 
เป็นไปไม่ได้
ระบบเราไม่มีทางผิดพลาด

แต่ของขวัญที่เห็นทนโท่อยู่นี่ คล้ายจะให้ทำเป็นลืมๆ หรือไร ภูตเอลฟ์ส่งเสียงไม่เห็นด้วยอื้ออึง

One child doesn"t matter? 
Which one? 
มีเด็กคนหนึ่งไม่สำคัญ? 
คนไหนเหรอ?

ใครจะกล้าตอบคำถามนี้ มาชี้ว่าเด็กคนไหนไม่สำคัญ เพราะมันไม่มีดอก เด็กทุกคนเท่ากัน 
อาร์เธอร์ ที่วิตกกังวลออกนอกหน้า


She won"t understand.
She"ll think she"s the one kid in the whole world
that Santa doesn"t care about.
เขาไม่มีวันเข้าใจ
เขาจะต้องคิดว่า เป็นเด็กคนเดียวในโลก
ที่ซานต้าไม่แคร์



ว่าแล้ว ปู่กับหลานก็ร่วมมือร่วมใจกับแอบออกไป อันเป็นเหตุให้ได้ร่วมผจญภัยย่อยๆ เลย หลงไปอัฟริกา เจอเสือสิงห์กระทิงแรดวิ่งไล่ หลงไปไหนต่อไหนจนท้อแท้ เกือบแพ้ต่อความยากลำบากก็หลายที
แต่ก็ทำจนสำเร็จในที่สุด ด้วยความร่วมมือและร่วมใจของทุกฝ่าย

It doesn"t matter how Santa"s gift gets there! 
It doesn"t matter 
if it is Mr Postman in his Spaceship!
Just as long as it gets there!

ซานต้าจะส่งของขวัญไปยังไงไม่สำคัญ 
ต่อให้บุรุษไปรษณีย์นั่งยานอวกาศไปส่ง
ก็ไม่สำคัญ
ให้ของขวัญถึงที่หมายเท่านั้นพอ



คริสต์มาสปีนี้ เด็กทุกคนที่โรงเรียนประถมแซนดีฮุก เมืองนิวทาวน์ รัฐคอนเนคทิกัตจะอยู่ในใจฉัน เห็นจดหมายที่เด็กชายจอห์นเขียนถึงเด็กชายแจ็คเพื่อนรักที่จากไปแล้ว ลายมือเด็ก ป.1 เขียนด้วยดินสอ ตัวโตเท่าหม้อแกง โย้หน้าเย้หลัง แต่ฉันเชื่อว่าทุกอย่างมาจากหัวใจดวงเล็ก

Jack,
You are my best friend.
We had fun together.
I will miss you.
I will talk to you in my prayers. 
I love you Jack.
Love,
John 

เรามีพระเจ้ากันคนละองค์ สวดมนต์ต่างบทกัน แต่ฉันก็จะสวดมนต์จะอธิษฐานเพื่อเด็กเหล่านั้น เด็กทุกคนมีค่า และทุกคนต้องเห็นค่า โลกเราต้องเป็นแบบนี้


เป็นอื่นไปฉันยอมได้ไหม ฉันไม่ยอม

ฉันเอง



.

Cat Shit One’80 โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

.

Cat Shit One’80
โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์  คอลัมน์ การ์ตูนที่รัก
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 60


การ์ตูน Cat Shit One’80 ของ โคบายาชิ โมโตฟุมิ กระต่ายแพ็กกีพบกับกระต่ายแร็ทในวอชิงตัน สองคนรำลึกถึงความหลังครั้งสงครามเวียดนาม ตอนนี้แร็ทเป็นซีไอเอ โบตัสกี้ทำธุรกิจด้านอาหารในเอเชีย โทรทัศน์กำลังออกข่าว "นักข่าวนิวยอร์กไทม์ซิดนีย์พบปรานเพื่อนร่วมงานชาวกัมพูชาอีกครั้ง" ที่ประเทศไทย 
ภาพในโทรทัศน์คือฉากสำคัญจากหนัง The Killing Field ปี 1984 ของ โรแลนด์ จอฟเฟ เมื่อ ซิดนีย์ แชนเบิร์ก ได้พบกับ ดิธ ปราน ลองเพ่งดูใกล้ๆ พบว่าซิดนีย์เป็นกระต่าย ส่วนปรานดูเหมือนจะเป็นสุนัข

หลังสงครามเวียดนาม เบ็ควิธจัดตั้งหน่วยเดลตาฟอร์ซโดยมีหน่วยรบพิเศษเอสเอเอสของอังกฤษเป็นแม่แบบ แพ็กกีถูกส่งไปฝึกและปฏิบัติการร่วมกับหน่วยเอสเอเอสในอังกฤษ ที่นั่นเขาได้รับการต้อนรับจากผู้แทนอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันซึ่งเป็นหนู หมู และสุนัขจิ้งจอก ล้วนเป็นเพื่อนเก่าจากครั้งสงครามเวียดนาม 
เป็นการส่งต่อเรื่องราวจาก Cat Shit One เป็น Cat Shit One'80 เรียบร้อย


"เกิดรัฐประหารที่อิหร่าน สถานทูตอเมริกาโดนกลุ่มปฏิวัติยึด ทุกคนตกเป็นเชลย" ต่ายเบ็ควิธโทร.แจ้งต่ายแพ็กกีที่อังกฤษ "แล้วก็โซเวียตกำลังเคลื่อนพลไปชายแดนอัฟกัน" 
เรื่องจริง-วันที่ 24 ธันวาคม 1978 เบรสเนฟผู้นำโซเวียตส่งกองทัพบกและอากาศยึดกรุงคาบูลสังหารประธานาธิบดีอามินในวันที่ 26 ธันวาคม จากนั้นทหารโซเวียต 120,000 นายเดินทางเข้าสู่อัฟกานิสถานเพื่อปราบปรามฝ่ายต่อต้านตามภูมิภาคต่างๆ

การ์ตูนวาดภาพกองทัพหมีบุกกรุงคาบูล การ์ตูนหมีดูน่ารัก แต่ประธานาธิบดีอามินถูกประหารทั้งครอบครัว นี่คือสงครามที่จะสร้างความทุกข์แสนสาหัสให้แก่คนนับล้านและส่งผลสะเทือนข้ามโลกในอีกหลายปีต่อมา 
อัฟกานิสถาน-หุบเขาปัญจศิระ กองทัพรัสเซียโจมตีหมู่บ้านชาวอัฟกัน ชาห์ มาซูด ผู้นำชาวอัฟกันซึ่งการ์ตูนแทนด้วยแพะจับอาวุธขึ้นต่อต้าน เสียงปืนกลที่แพะและหมีสาดใส่กันดังกึกก้องกว้างไกล


ลอนดอน-สถานทูตอิหร่านประจำกรุงอังกฤษถูกกองกำลังก่อการร้ายซึ่งเชื่อว่าได้รับการฝึกฝนจาก ซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรักบุกยึด มีตัวประกันยี่สิบเอ็ดคน 
"ครับ ท่านนายกฯ แธตเชอร์ ผมเอง" หนูหัวหน้าหน่วยเอสเอเอสรับสาย 
"ทั้งโลกกำลังดูเรา เราจะต้องทำให้สำเร็จนะ" หนูมาการ์เร็ต แธตเชอร์ กำชับ

หน่วยเอสเอเอสซ้อมแผนโจมตีสถานทูตและช่วยเหลือตัวประกันด้วยการสร้างตึกจำลองอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง จากนั้นส่งหน่วยจู่โจมสองทีมเป็นตัวล่อให้สื่อมวลชนทำข่าว แพ็กกีอยู่หน่วยจู่โจมจริง
ตอนนี้การ์ตูนวาดภาพแพะเป็นผู้ยึดสถานทูต


ตอนเหนือของปากีสถาน-แร็ทหรือมิสเตอร์ไวท์ เจ้าหน้าที่ซีไอเอเดินทางมาพบแพะมาซูด 
"สหรัฐกำลังสนับสนุนอัลเคดาอยู่ เป็นพวกมุสลิมหัวรุนแรง" แพะมาซูดพูดกับต่ายแร็ท 
"แม่ทัพมาซูด คุณต้องการอะไร" แร็ทถาม 
"อาวุธที่ทันสมัย สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อแน่" มาซูดตอบ

หุบเขาปัญจศิระ-ซีไอเอให้การสนับสนุนมาซูดสู้รบกับกองทัพหมีอย่างเชี่ยวชาญ บัดนี้มาซูดเป็นหัวหน้านักรบมูจาฮีดีน การ์ตูนวาดภาพกองกำลังของมาซูดมีทั้งแพะ แกะและอูฐ แสดงให้เห็นถึงชาติพันธุ์หลากหลายในอัฟกานิสถาน บางกลุ่มในนี้หัวรุนแรงตัดแขนตัดขาเชลยชาวรัสเซียและสังหาร 
ปารีส-แพ็กกีปฏิบัติการพิเศษตามล่าคาร์ลอสคือ อิลยิส รามิเรซ ซานเชส นักฆ่าหลายหน้าชาวเวเนซุเอลาซึ่งเชื่อว่ามีสายสัมพันธ์กับเคจีบีโซเวียต (คือนักฆ่าที่เป็นเป้าหมายของ เจสัน บอร์น ในหนังสือเล่มแรก The Bourne Identity ของ โรเบิร์ต ลัดลัม ซึ่งแทบเป็นคนละเรื่องกับที่ปรากฏในหนัง)


ทางตะวันออกของหุบเขาปัญจศิระ พรมแดนจีน-อัฟกานิสถาน แร็ทและมาซูดเดินทางมาพบกระต่ายโบตัสกี้และแมวจิโก เพื่อนร่วมรบจากเวียดนามซึ่งมาถึงพร้อมพ่อค้าชาวจีน 
"หนีห่าว" หมีแพนด้าทักทายต่ายแร็ทและแพะมาซูด 
"ปืนเอเคผลิตในจีน ของใหม่เอี่ยม1,000 กระบอก มีปืนกลเบาด้วยนะ" ต่ายโบตัสกี้อวดสินค้า

การค้าบรรลุผล ที่แท้โบตัสกี้ขายอาวุธจากจีนให้แก่กองกำลังมูจาฮีดีนด้วยการช่วยเหลือของซีไอเอ หลังจากนั้น เพื่อนเก่าไปฉลองกันที่อิสลามาบัด ปากีสถาน 

ฐานทัพเอสเอเอส เฮียร์ฟอร์ด อังกฤษ-หน่วยข่าวกรองแจ้งว่าสหรัฐอเมริกาและจีนมีส่วนในสงครามอัฟกานิสถานโดยมีค่ายฝึกอาวุธให้แก่นักรบมูจาฮีดีนกระจายอยู่ในปากีสถาน 
"ถึงเวลาส่งฮีโร่จากปริ๊นซ์เกทไปอัฟกานิสถานแล้ว" หมายถึงแพ็กกีซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยเอสเอเอสครั้งจู่โจมสถานทูตอิหร่านที่ปริ๊นซ์เกทในอังกฤษ

ที่จุดเฝ้าระวัง 800 ของกองทัพรัสเซีย กองทัพของตาลีบันซึ่งการ์ตูนวาดภาพเป็นอูฐใช้อาวุธหนักโจมตีทัพหมีโซเวียตอย่างหนัก "อัลเลาะห์อัคบาร์!" อูฐนับพันดาหน้าบุก "นี่คือญิฮาด! ฆ่าพวกไม่ศรัทธาในพระเจ้า!" 
การ์ตูนจบเล่มหนึ่งด้วยภาพการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างแพะ แกะ และอูฐ!



ขึ้นเล่มสอง เมษายนปี 1982 หน่วยคอมมานโดอาร์เจนตินาขึ้นบกที่เกาะฟอล์กแลนด์และเกาะจอร์เจีย เรือบรรทุกเครื่องบินสหราชอาณาจักรออกจากท่าเรือพอร์ตสมัธพร้อมกองเรือ 14 ลำ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของชาวอังกฤษครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แพ็กกีในฐานะสมาชิกหน่วยเอสเอเอสถูกเรียกตัวกลับจากอัฟกานิสถาน 
"เข้าร่วมรบได้จริงรึ" ต่ายแพ็กกีถามให้แน่ใจ  
"แหงสิ ถึงเป็นนายทหารแลกเปลี่ยนก็ต้องขึ้นบกด้วยกัน" หนูอังกฤษยืนยัน

อัฟกานิสถาน-มอสโกอนุมัติกำลังทางอากาศเข้าไปในอัฟกานิสถานในขณะที่แพะ แกะ และอูฐยังทะเลาะกันไม่เลิก การ์ตูนตัดภาพการรุกคืบของทัพหมีโซเวียตสลับกับยุทธการยกพลขึ้นบกของทัพหนูอังกฤษและต่ายแพ็กกีที่เกาะฟอล์กแลนด์ ที่พรมแดนจีนต่ายโบตัสกี้ลำเลียงอาวุธต่อสู่อากาศยานจากจีนมาให้ต่ายแร็ทเพื่อส่งต่อให้นักรบอัฟกัน 

ครึ่งหลังของเล่มสองเป็นภาพการรบที่เกาะฟอล์กแลนด์อย่างดุเดือดตัดสลับกับการรบทั้งทางบกและอากาศในอัฟกานิสถาน ที่ฟอล์กแลนด์หนูอังกฤษทำสงครามกับวัวอาร์เจนตินา พบว่ามีทหารแกะกุรข่าร่วมรบกับฝ่ายหนูอีกทั้งมีกระต่ายบางตัวจากสงครามเวียดนามร่วมรบกับฝ่ายวัวด้วย



จบเล่มสองเมื่ออังกฤษได้ชัยชนะที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ แต่สงครามที่อัฟกานิสถานยังเพียงแค่อุ่นเครื่องเท่านั้นเอง เมื่อโซเวียตถอนตัวออกไปจากภูมิภาคนี้สงครามกลางเมืองของแท้จึงจะบังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบถึงถึงเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดในเดือนกันยายนปี 2001

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นคนที่สู้กันเอง ต่างกันที่สีผิว ศาสนา และชาติพันธุ์ เมื่อครั้งแคทชิทวันเราเห็นเพียงต่ายสู้กับแมวมีลิงและหมูแจมด้วยเล็กน้อย มาถึงแคทชิทวันแปดศูนย์เราจะเห็นสัตว์นับสิบชนิดในความสัมพันธ์ทำลายล้างกันและกันของมนุษยชาติ

จึงว่าการ์ตูนเป็นเครื่องมือทางศิลปะที่ช่วยเล่าเรื่องยากและซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและกินใจ

เล่มสามวางตลาดแล้ว



.

จง“ยินดี”กับการได้ไปไหนมาไหน, “กะหรี่” โดย ทราย เจริญปุระ

.

จง “ยินดี” กับการได้ไปไหนมาไหน
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com  คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 80 


แล้วอีกปีนึงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว 
แปลกดีที่รู้สึกแบบนี้ ทั้งที่จำนวนวันในแต่ละปีก็เท่ากัน (ถึงจะมีวันเพิ่มขึ้นหนึ่งวันทุกๆ สี่ปีก็ตาม) มาตั้งแต่ไหนแต่ไร และคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แม้ฉันจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม 


สำหรับฉัน, ปีนี้จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ได้ 
เพราะก็มีทั้งเรื่องดีบ้างร้ายบ้างสลับกันไป แต่ส่วนใหญ่ฉันจะมองทุกปีว่ามันก็เหมือนกัน แค่ตัวเราโตขึ้นอีกนิด มีเรื่องแปลกๆ มีคนใหม่ให้ได้ทำความรู้จักก็เท่านั้นเอง
ฉันเคยผ่านช่วงปีใหม่ที่แสนเงียบเหงามาแล้ว 
ปีใหม่ที่หมกตัวเองอยู่ในห้อง ฟังเสียงพลุ ฟังเสียงคนตะโกนสวัสดีปีใหม่ให้กันแว่วมาจากท้องถนน เห็นบรรยากาศการเฉลิมฉลองผ่านทางโทรทัศน์ 
มันแย่, แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป 

ทุกเรื่องในชีวิตมีกลไกของมันที่จะผ่านพ้นไปได้เสมอ 
หมดหน้าเทศกาลฉันก็ออกไปทำอะไรได้เป็นปกติ 
ยิ่งช่วงไหนงานเยอะๆ ยุ่งๆ ต้องออกจากบ้านทุกวัน ฉันยิ่งอยากจะอยู่แต่ในห้องตัวเอง 
ซุกตัวไว้ใต้ผ้าห่ม นอนอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เสียด้วยซ้ำ 
ที่อยากแบบนี้เพราะฉันยังมีทางเลือก
ฉันรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันอยากออกจากบ้านฉันก็ออกได้


ไม่เหมือนเธอคนนั้น 
คนที่ถูกลักพาตัวไปขังเอาไว้ในห้อง


มีชีวิตอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ รอคอยเวลากลางคืนมาถึงเพื่อที่คนที่จับตัวเธอมาจะได้ข่มขืนเธอ 
และลำเลิกบุญคุณว่าดีแค่ไหนแล้วที่เขาจับเธอมาขังเอาไว้ให้ปลอดภัยจากโลกภายนอก ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จากเชื้อโรคต่างๆ
ลูกของเธอก็จะได้ปลอดภัยจากพวกที่ชอบทำร้ายเด็กเป็นนิสัยด้วย 
ใช่, เธอมีลูก จากการโดนเขาข่มขืนติดต่อกันมาหลายปี

เด็กชายคนนั้นชื่อแจ๊ค

"สําหรับแจ๊ควัยห้าขวบแล้ว โลกของเขาคือห้องขนาดสิบเอ็ดคูณสิบเอ็ดฟุต ห้องคือที่ที่เขาเกิด ที่ที่เขาเล่น กิน นอน และที่ที่มีแม่ เพียงแต่เขาจะต้องเข้าไปนอนในตู้เสื้อผ้าหลังสามทุ่ม ก่อนที่เฒ่านิคจะมาหาแม่ หลังจากประตูส่งเสียง บี๊ป บี๊ป 
แจ๊คในตู้เสื้อผ้าอันมืดมิดจะคอยฟังว่าเฒ่านิคพูดอะไรกับแม่บ้าง และเขาทำอะไรบ้าง 

สำหรับแจ๊คนั้น โลกนี้คือห้องทั้งใบ
แต่สำหรับแม่ ห้องนี้คือคุก... 
ตอนสี่ขวบ แม่ไม่เคยบอกเขาว่าข้างนอกมีอะไรบ้าง 
แต่ผู้ชายที่อายุห้าขวบนั้นโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
และแม่ก็อยากออกไปข้างนอกแล้วด้วย..."*



หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องโลกในมุมของแจ๊ค 
ซึ่งก็คือห้องที่เขาอาศัยอยู่กับแม่ 
มันคือโลกใบเล็กมาก และแม้จะออกมาได้ในที่สุด แจ๊คก็ไม่เข้าใจนักหรอกว่าโลกภายนอกมันดีกว่าตรงไหน 
บางทีเขาก็อยากกลับไปอยู่ใน "คุณห้อง" ของเขา
แต่ข้างนอกก็น่าสนใจดี และแม่ของเขาก็ดูจะชอบมันมากกว่าด้วย

หนังสือเล่าเรื่อยๆ แบบไม่บีบคั้นทั้งที่สามารถจะทำแบบนั้นได้ง่ายๆ ผ่านหลายเหตุการณ์เร้าอารมณ์ที่อยู่ในหนังสือ 
ตอนอ่านฉันออกจะเบื่อนิดๆ ด้วยซ้ำ อ่านแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่รู้สึกตื่นเต้นติดตามอะไร ไปจนถึงจุดหนึ่งที่อยากพักสายตาจากหนังสือแล้วเดินลงไปเอาน้ำในครัว 
พอเดินออกมาจากห้องแล้วฉันก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาว่า มันจะเป็นอย่างไรนะ ถ้าเราเบื่อแล้วก็ยังไปไหนไม่ได้ ไม่มีท้องฟ้าให้เห็น ไม่มีทัศนียภาพใดๆ ไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถที่ไปไกลเกินกว่าขนาดห้อง 
ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีการแว้บออกไปซื้อของปากซอย ไม่มีหน้าต่างให้เปิด 
ไม่มีอะไรเลย




ขอให้เราจงยินดีกับการได้ไปไหนมาไหนตามใจตัวเองในทุกๆ วัน 
แม้มีบ้างบางทีต้องเดินทางไปตามหน้าที่ชีวิต แต่ทุกอย่างก็มีวันจบลง เราจะได้เลิกงาน ได้กลับบ้าน ได้ไปเที่ยวสังสรรค์ 
เท่านี้ก็คงจะดีพอแล้วกระมัง สำหรับชีวิตของคนคนหนึ่ง
สวัสดีปีใหม่ค่ะ


* * * * * * * * * * * * * * * * * * *

" เด็กชายในห้องปิดตาย "(Room) เขียนโดย เอ็มมา โดโนฮิว แปลโดย ปัญญ์  ฉบับพิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ แพรว ธันวาคม, 2555



++

“กะหรี่”
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com  คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1688 หน้า 80


คนไทยเป็นเชื้อชาติที่ด่าได้ยอกย้อนและเจ็บปวด 
เทียบกับคำด่าฝรั่งที่มีไม่กี่คำ ด่ากันซ้ำไปซ้ำมาแล้ว 
ของไทยต้องนับว่าชนะขาดลอย
อาจเป็นเพราะเรามักไม่พูดกันตรงๆ วิจารณ์กันตรงๆ แต่เก็บมาพูดกันเอง 
จะด้วยอยากวิจารณ์หรือพูดเอาสะปากก็เถอะ 
ภาษาด่าของเราถึงได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อน กระทบกระเทียบเปรียบเปรยไปได้แบบต่อให้ไม่เห็นตัว 
แต่พอได้ยินคำด่าก็นึกภาพออกเป็นฉากๆ

เขาว่าคำด่าที่เจ็บปวดและดูจะได้รับความนิยมที่สุด 
ก็คือคำด่าที่พาดพิงไปเกี่ยวกับผู้หญิงหากิน 
ไล่มาตั้งแต่นับญาติว่าเป็นลูก เป็นแม่ เป็นสามีของเธอเหล่านั้น 
ไปจนถึงด่ากันตรงๆ ดื้อๆ ว่าเจ้าตัวเป็นเสียเอง 

เห็นใครที่ไม่ถูกตาถูกใจเกิดมีอาการร่าเริงสดใสขึ้นมาล่ะก็ 
พนันได้เลยว่าเดี๋ยวจะต้องมีคำด่าประเภทนี้ลอยมาเข้าหู 
ซึ่งก็มักจะได้ยินบ่อยๆ 
เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์ สุดท้ายก็ไม่พ้นความร่าเริง 
แล้วพอร่าเริงขึ้นมาเมื่อไหร่ คนที่ไม่ชอบเขาก็ได้สมใจ ใช้คำด่ามาระบุตัวตนทันที
ทั้งดอกทอง, โสเภณี, ชอกการี ไปจนถึงง่ายๆ ลุ่นๆ อย่าง "กะหรี่"

บางทีได้ยินแล้วก็ให้นึกถึงคนที่ประกอบอาชีพนี้ 
โดนด่าทั้งทางตรงทางอ้อมทุกวันๆ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคู่ขัดแย้งนั่นแม้แต่น้อย 
ด่าคนที่แม้ไม่ได้ทำอาชีพ แต่มีกริยาอาการบางอย่างให้ขวางตาก็ตีกระทบไปถึงงานขายบริการทางเพศ 

อาจเพราะเธอเหล่านี้ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ของสังคม อาชีพก็ดูเป็นสีเทาๆ
แลกความออดอ้อนฉอเลาะและสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาทำให้กันฟรีๆ เพื่อสิ่งที่เรียก ว่าความรักกับเงิน
เลยตกเป็นเหยื่อความสะปากกันไปได้ง่ายๆ



เราเองอาจจะบอกว่าเราก็พูดไปอย่างนั้น 
คนบางคนมันแย่กว่ากะหรี่เสียอีก 
แต่ไม่รู้จะด่าอย่างไรให้สาสม ก็เลยได้แต่พูดไปซ้ำๆ ด้วยความมันปาก

ว่าคนนั้นกะหรี่อย่างนี้ คนนี้กะหรี่อย่างนั้น 
เบะปากใส่ ทำตัวห่ออย่างขยะแขยง เลี่ยงได้เลี่ยง หลบได้หลบไม่ขอข้องแวะด้วย 

โดยไม่ได้คิดหรอกว่าเธอเหล่านั้นก็เป็นคน 
และการตัดสินใจของกะหรี่ก็มีส่วนช่วยคนดีๆ ได้หลายคน



13 บุปผาแห่งนานกิงยกเอาฉากหนึ่งในสงครามอันอื้อฉาวมาใช้  
ก่อนจะใส่ตัวละครอันมีสีสันเพิ่มเข้าไป 
เรื่องจริงจะเป็นเช่นนี้หรือไม่, ไม่มีใครยืนยันได้ 
หรือที่จริงต้องบอกว่า, แทบจะไม่มีใครรอดมายืนยันได้


ช่วงทหารญี่ปุ่นบุกยึดเมืองนานกิงในปี 1937 นั้นถือว่าเป็นความเลวร้ายอย่างที่สุด จากพฤติกรรมที่นอกจากจะยึดเมืองด้วยเล่ห์กลทางการทหารแล้ว 
ยังฆ่าคนไปเป็นจำนวนมาก 
โดยไม่ได้แค่ฆ่าเฉยๆ 
แต่ยังข่มขืนและกระทำทารุณต่อผู้หญิงและเด็กแทบทุกชีวิตในเมืองนั้น

คนที่รอดมาได้ไม่ได้รอดเพราะความเมตตา 
แต่รอดเพราะโชคชะตาส่วนตัวและความช่วยเหลือของคนบางกลุ่ม 
ตามประวัติศาสตร์จริง ผู้ช่วยให้รอดนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ 
บ้างเป็นหมอ บ้างเป็นนักการทูต

แต่หนังสือเล่มนี้เลือกหยิบเอาชะตากรรมที่รอดพ้นความวิบัติครั้งนั้นของนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่ง 
ซึ่งมีชีวิตต่อมาได้ด้วยความช่วยเหลือของผู้หญิงจากหอนางโลม

ใช่, เธอรอดตายเพราะกะหรี่


อาจเพราะพวกเธอเคยถูกกดขี่มาจนเคยชิน 
อาจเพราะพวกเธออยากพิสูจน์ให้ได้เห็นว่าเธอก็มีประโยชน์ 
อาจเพราะเธออยากทำให้ดูว่าสิ่งที่รังเกียจกันนั้น สุดท้ายมันก็คืออำนาจที่จะต่อรองและซื้อเวลา 
อาจเพราะเธออยากให้เห็นว่าไม่มีอะไรสำคัญเกินกว่าจะแลกกับชีวิต


ชีวิตของคนดีๆ ที่พร่ำด่าแล้วชักสีหน้ารังเกียจใส่พวกเธออยู่ทุกวันนั่นล่ะ 
จะอะไรก็เถอะ 
ฉันเห็นใจพวกเธอ 
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีสิทธิเป็นได้ทั้งนางฟ้าและกะหรี่
ขึ้นอยู่กับว่าฉันจะไปปรากฏตัวต่อหน้าใคร
และเขาจะชอบใจฉันหรือไม่

ถ้าชอบ, ฉันก็เป็นนางฟ้า 
ถ้าไม่ชอบ, ฉันก็เป็นกะหรี่คนหนึ่ง


ไม่ได้วัดจากความประพฤติหรือข้อเท็จจริงอะไร

เขาดูกันง่ายๆ ที่ใจของพวกเขานั่นเอง



.

2555-12-13

ถูกล็อตเตอรี่ 18,000 ลบ.ฯ ?, เหตุผลที่นักกีฬาเศรษฐีหมดตัว โดย พิศณุ นิลกลัด

.

ถูกล็อตเตอรี่ 18,000 ล้านบาท มีความสุขไหม?
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 96


ล็อตเตอรี่พาวเวอร์บอลล์ (Powerball) ของอเมริการางวัลที่ 1 ได้เงินรางวัล 587.5 ล้านดอลลาร์ หรือ 18,000 ล้านบาท เพิ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน มีสุดยอดผู้โชคดี 2 คน จากรัฐมิสซูรี่และรัฐแอริโซน่า แบ่งรางวัลกันไปคนละครึ่ง ซึ่งผู้โชคดีจากแอริโซน่ายังไม่ออกมาเผยตัว

สำหรับผู้โชคดีจากมิสซูรี่เป็นคู่สามีภรรยาชื่อ มาร์ก ฮิลล์ วัย 52 ปี กับ ซินดี้ ฮิลล์ อายุ 51 ปี
สามีทำงานเป็นช่างยนต์โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ ส่วนภรรยาถูกเลย์ออฟไม่มีงานทำมาสองปีแล้ว! 
พอทราบว่าตัวเองถูกล็อตเตอรี่พาวเวอร์บอลล์ มาร์กลาออกจากงานทันที ส่วนซินดี้ก็ยกเลิกสัมภาษณ์เข้าทำงาน 
มาร์กและซินดี้เลือกรับเงินรางวัลเป็นเงินก้อนทีเดียวหมดเลย ซึ่งหลังจากหักภาษีแล้วได้เงินสุทธิ 136.5 ล้านดอลลาร์ หรือ 4,183 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวถามถึงแผนการใช้เงิน มาร์กบอกว่าจะซื้อรถสปอร์ตเชฟโรเลตรุ่นคามาโร่แบบในหนังเรื่อง Transformers ซึ่งถือเป็นรถสปอร์ตราคาปานกลางในอเมริกาแต่ที่เมืองไทยราคาประมาณ 5 ล้านนิดๆ ซินดี้จะซื้อม้าไว้ขี่ ส่วนลูกสาววัย 6 ขวบ ที่ไปขออุปการะมาจากประเทศจีนจะซื้อม้าโพนี่ซึ่งเป็นม้าขนาดจิ๋วให้  
นอกเหนือจากนี้เงินบางส่วนจะปันไว้ช่วยลูกชายแท้ๆ 3 คน และญาติพี่น้อง ซึ่งในวันรับเช็คสี่พันล้านบาทนั้นมีญาติๆ มาแสดงความยินดีด้วย 25 คน 
ซินดี้พูดถึงความรู้สึกหลังรับเช็คเงินรางวัลว่ารู้สึกประหม่ามาก ไม่ใช่รู้สึกมีความสุขล้นเหลือเหมือนที่ใครๆ คิดว่าคนถูกรางวัลที่ 1 จะรู้สึก เธอบอกว่าแม้จะดีใจแต่ก็รู้ว่าในไม่ช้าก็จะมีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดควบคู่กันไป มีคนไม่รู้จักมาขอความช่วยเหลือ


การถูกล็อตเตอรี่ได้เงินก้อนมหึมาไม่ได้นำความสุขสุดยอดมาให้เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด 
จากการศึกษาของ University of California, Santa Barbara ในปี 2008 โดยศึกษากลุ่มผู้ที่ถูกรางวัลล็อตเตอรี่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งโดยเฉลี่ยจำนวนเงินรางวัลที่ถูกล็อตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 8 เท่าของเงินเดือนตัวเอง พบว่าการถูกล็อตเตอรี่ไม่ได้ทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว โดยการสำรวจระดับความสุขทำหลังจากถูกล็อตเตอรี่ได้ 6 เดือน 
นักจิตวิทยาอธิบายว่า การถูกรางวัลล็อตเตอรี่ทำให้เรามีความสุขเพียงประเดี๋ยวประด๋าว สุขสั้นๆ ที่สามารถปลดเปลื้องหนี้สินหรือช็อปปิ้งซื้อของที่ตัวเองอยากได้ แต่ไม่สามารถทำให้เรามีความสุขในระยะยาว เพราะสมองมนุษย์มักจะจำเรื่องทางลบมากกว่าเรื่องทางบวก โดยสังเกตได้จากบทสนทนาของมนุษย์เรานั้น 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของการบ่น ดังนั้น สมองจะคิดถึงปัญหาที่เข้ามาในชีวิตมากกว่าความดีใจจากการถูกล็อตเตอรี่

นอกจากนี้ เมื่อคนมีเงินมากขึ้น มาตรฐานความสุขก็จะถูกยกระดับให้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยที่ยังมีเงินน้อยหรือยังไม่ถูกล็อตเตอรี่ ดังนั้น สิ่งที่เคยทำให้ตัวเองมีความสุขสมัยก่อนที่ยังไม่ถูกล็อตเตอรี่ กลับไม่ทำให้ตัวเองมีความสุขมากหลังจากที่ถูกล็อตเตอรี่ เพราะความสะดวกสบายนั้นปรับตัวให้คุ้นเคยได้เร็ว 
คนเรามักจะชินกับความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น หลังเกิดความเคยชินก็ทำให้ความสุขลดลง และไขว่คว้าที่จะหาความสุขใหม่ๆ หรือตั้งมาตรฐานความสุขให้สูงขึ้น  
อย่างเช่น ตอนมีแฟนใหม่ๆ ก็ดีใจสุดขีด มีกิจกรรมแห่งความสุขทำด้วยกันตลอดเวลา แต่พอคบกันไปได้สักพักก็เกิดอาการเฉยชา ไม่อยากทำอะไรร่วมกัน และกลับคิดว่า "แหม... ถ้าแฟนเราสวยกว่านี้ (หล่อกว่านี้) ก็คงจะดี"




มีการทำโพลโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง ฟ็อกซ์ นิวส์ (Fox News) ว่าหากถูกล็อตเตอรี่พาวเวอร์บอลล์ครั้งนี้ คิดว่าจะทำให้คุณมีความสุขหรือเปล่า มีผู้โหวตออนไลน์ 28,669 คน ซึ่งได้ผลสำรวจดังนี้ 
38.49% (11,035 โหวต) บอกว่า ไม่แน่ใจ แต่ดีเหมือนกันหากจะหาคำตอบนี้ด้วยตัวเองจากการถูกพาวเวอร์บอลล์  
38.26% (10,968 โหวต) บอกว่า ใช่ จะทำให้มีความสุขเพราะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตได้เกือบหมด 
23.25% (6,666 โหวต) บอกว่า ไม่ทำให้มีความสุข เพราะชีวิตมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เงินซื้อไม่ได้

วิเคราะห์จากผลโหวตของฝรั่งผสมกับสิ่งที่ได้เห็นจากคนไทยที่มีเงินมหาศาล สรุปได้ว่ามีเงินเยอะที่สุด (ไม่ว่าจะได้มาโดยสุจริตหรือทุจริต) ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขที่สุด 
สุขนั้นอยู่ที่ใจ มีเงินแต่ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้า เอาแค่มีพอที่จะฟุ่มเฟือยได้โดยไม่เดือดร้อน มีเพื่อน มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว...

สิ่งที่ควรมีเยอะๆ คือน้ำใจ 
ยิ่งให้ยิ่งมีความสุข 
ฟังแล้วเหมือนดัดจริต แต่ขอให้เชื่อเถิดว่านี่คือเรื่องจริง

ทดลองตั้งปณิธานในวันขึ้นปีใหม่ที่จะถึงนี้ก็ได้ครับ ว่าปีใหม่จะมีน้ำใจกับตัวเอง กับคนรอบข้าง และกับสังคม



++

เหตุผลที่นักกีฬาเศรษฐีหมดตัว
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน 
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1685 หน้า 96


ผมพากย์มวยชิงแชมป์โลกให้ทีวีช่อง 7 มาตั้งแต่ปี 2530 ทำให้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของนักมวยเอกของโลกตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างเยอะ 
อ่านทั้งประวัติครอบครัว ประวัติชีวิต ความฝัน ความมุ่งมั่น ความสำเร็จ รวมถึงความล้มเหลวของนักมวยระดับสุดยอดของโลกในแต่ละยุค 
การได้อ่านมาก ได้พากย์บ่อย ทำให้เกิดความสนิทสนมรักใคร่โดยที่ไม่เคยพบหน้ารู้จักกัน 
ผมไม่เคยไม่ชอบนักมวยที่พากย์แม้แต่คนเดียว มีแต่ชอบมากหรือชอบน้อย
นักมวยบางคนผมพากย์บ่นบ้าง เขียนติบ้างก็ไม่ใช่เพราะเกลียด   
บ่น-ติเพราะไม่ถูกใจหรือเห็นว่าเขาทำไม่ถูกมากกว่า

ก็เพราะความ "สนิทสนมรักใคร่" เพราะเห็นกันมานานนี่แหละ เวลาได้ยินข่าวนักกีฬาตกอับหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะดำเนินชีวิตผิดพลาด ผมรู้สึกเศร้าใจทุกครั้ง



เฮกเตอร์ คาร์มาโช อดีตนักมวยชาวเปอร์โตริกัน แชมป์โลก 3 สถาบันรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต ไลต์เวต และ ไลต์เวลเตอร์เวต ช่วงปี 1983-1991 เพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ขณะอายุ 50 ปี 
คามาโชถูกยิงที่ใบหน้าเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน บาดเจ็บสาหัสและมีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจ หลังจากครอบครัวตัดสินใจให้ถอดเครื่องช่วยหายใจออก คามาโชก็สิ้นลม  
ตอนนี้ยังจับตัวมือปืนไม่ได้ ตำรวจสันนิษฐานว่าการฆาตกรรมมีสาเหตุเกี่ยวพันกับยาเสพติด เพราะในรถยนต์ที่คามาโชนั่งด้านข้างคนขับขณะถูกยิง พบโคเคนอยู่หลายถุง 

สมัยเป็นแชมป์โลก คามาโชใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย เสื้อคลุมขณะเดินขึ้นเวทีและกางเกงชกมวยปักเลื่อมสั่งทำพิเศษของเขานั้น ราคาประมาณ 8,000 ดอลลาร์ หรือ 320,000 บาท 
ค่าตัวสูงที่สุดในอาชีพนักมวยของคามาโช คือ 3 ล้านดอลลาร์ตอนชกกับ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ในปี 1997 ซึ่งคามาโชแพ้คะแนนอย่างเอกฉันท์ 
คามาโชเคยมีเงินมหาศาล แต่หมดตัวเพราะติดยาเสพติดและบริหารจัดการไม่เป็น เขาขาดเงินถึงขั้นตัดสินใจปล้นร้านคอมพิวเตอร์และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปี แต่ศาลลดโทษเหลือแค่รอลงอาญาด้วยเห็นว่าก่อเหตุปล้นขณะอยู่ในอาการเมายาเสพติด 
แต่ไม่กี่วันให้หลังเขาทำผิดเงื่อนไขรอลงอาญา เลยถูกส่งเข้าคุก 2 สัปดาห์


คามาโชไม่ใช่นักกีฬาคนแรกและคนสุดท้ายที่ชีวิตจบลงอย่างน่าเศร้าหลังหมดยุครุ่งเรือง 
เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ช่องกีฬา ESPN ได้เสนอสารคดีเรื่อง Broke หรือ ถังแตก แสดงเรื่องราวน่าสนใจของนักกีฬาที่เคยร่ำรวยมหาศาล แต่ปัจจุบันสิ้นเนื้อประดาตัว 

จากสถิติพบว่า นักบาสเกตบอล NBA จำนวน 60 เปอร์เซ็นต์ หมดตัวหลังจากเลิกเล่นได้ 5 ปีทั้งๆ ที่โดยเฉลี่ย นักบาสเกตบอล ได้เงินฤดูกาลละ 5.15 ล้านดอลลาร์ หรือ 155 ล้านบาท 
ส่วนนักอเมริกันฟุตบอล NFL จำนวน 78 เปอร์เซ็นต์หมดตัวหลังจากเลิกแข่งเพียง 2 ปี  
โดยเฉลี่ย นักอเมริกันฟุตบอล NFL ได้ค่าตัวฤดูกาลแข่งขันละ 1.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 33 ล้านบาท


"สูตรสำเร็จ" แห่งความล้มเหลวของนักกีฬาอาชีพ คือ ซื้อบ้านหลายหลัง ซื้อรถราคาแพงมากหลายคัน ซื้อเครื่องเพชรเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาแอฟริกันอเมริกัน เครื่องเพชรชิ้นโตหรือที่มีศัพท์แสลงเรียกสั้นๆ ว่า บลิง (Bling) เป็นเครื่องแสดงสถานภาพของนักกีฬา 
นักกีฬาในทีมเดียวกันก็แข่งกันเองว่าใครมีเพชรเม็ดโตกว่ากัน ลานจอดรถของทีมจึงกลายเป็นลานประชันความฟู่ฟ่าว่ารถใครราคาแพงกว่ากัน


ถามว่า นักอเมริกันฟุตบอล NFL กับนักกีฬา NBA ใครขี้อวดกว่ากัน คำตอบก็คือ นักอเมริกันฟุตบอล
เหตุผลก็เพราะนักอเมริกันฟุตบอลมีอาการที่คนตั้งชื่อล้อเลียนว่า Helmet Syndrome เนื่องจากขณะที่กำลังแข่งขันอยู่ในสนาม นักอเมริกันฟุตบอลต้องสวมหมวกกันน็อก เวลาถ่ายทอดโทรทัศน์ ผู้ชมก็ไม่ค่อยคุ้นหรือไม่เคยเห็นหน้ายกเว้นแต่นักกีฬาคนดังๆ พอเวลาอยู่นอกสนามจึงต้องอวดรวยเต็มที่เพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นที่สนใจ ไปไหนมาไหนต้องมีผู้ติดตามเป็นสิบๆ คน

หลังเลิกราจากการเป็นนักกีฬาอาชีพในวัยเพียง 30 ต้นๆ นักกีฬาเหล่านี้ก็บริหารจัดการเงินไม่เป็นเพราะร่ำรวยภายในเวลาพริบตาขณะอายุ 20 กว่าๆ มีทั้งลงทุนผิดพลาด ผู้จัดการส่วนตัวที่จ้างให้มาดูแลทรัพย์สินโกง

นักกีฬาที่หมดตัวทุกคนเคยคิดเหมือนกันหมดว่า เรื่องอย่างนี้ไม่มีวันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง



.

2555-12-12

Brave โดย พรพิมล ลิ่มเจริญ

.

Brave 
โดย พรพิมล ลิ่มเจริญ  คอลัมน์ “ใส่บ่าแบกหาม”
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 73


เธอจ๊ะ

ฉันออกจะภาคภูมิใจเป็นนักหนากับการ์ตูนเรื่อง Brave ผลิตโดยบริษัทพิกซาร์ จัดจำหน่ายโดยบริษัทดิสนี่ย์พิกเจอร์ ที่เป็นหนังเจ้าหญิงแบบไม่มีเจ้าชาย ภูมิใจใกล้เคียงกับสมัยที่เขาหยิบเอามู่หลานมาสร้างเป็นหนังการ์ตูน กับสมัยทำการ์ตูนนีโมให้มีแต่พ่อไม่มีแม่

มนุษย์มีหลายจำพวก ชีวิตมีหลายรูปแบบ อยากให้เด็กๆ ได้รับรู้เรื่องพวกนี้ ยังไม่ต้องเข้าใจมันก็ได้ เอาแค่รับรู้ความหลากหลายของชีวิตและมนุษย์ก็พอ มันก็มีสื่อไม่กี่ประเภทที่สามารถสื่อสาระนี้ไปสู่เด็กๆ ก็มีหนังสือนิทานกับหนังการ์ตูนนี่แหละที่ฉันว่ามันสื่อสารและเกิดการรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

เรื่อง Brave นี้ เหตุเกิดในดินแดนที่ราบสูงสกอตแลนด์ ภาษาที่พูดกันในหนังก็เลยเป็นภาษาอังกฤษแบบสกอตแลนด์ที่ฟังแปลกหู  
ภาษาอังกฤษแบบสกอตแลนด์ชอบมีคำว่า wee
wee มีความหมายเดียวกับคำว่า little แปลว่า เล็ก

Happy Birthday my wee darling!
สุขสันต์วันเกิด ลูกน้อยของพ่อ! 
พ่อในที่นี้คือพระราชาเฟอร์กัสอวยพรวันเกิดให้เจ้าหญิงเมริด้า ลูกสาวคนเดียวหรือนางเอกของเรานั่นเอง


เจ้าหญิงเมริด้าแนะนำน้องชายให้เราเหล่าผู้ชมได้รู้จัก

I became a sister, to three new brothers! 
The princes: Hamish, Hubert and Harris.
Wee devils, more like.
ฉันเป็นพี่สาว มีน้องชาย 3 คน 
เจ้าชายฮามิช ฮิวเบิร์ต และแฮริส
แต่เรียกปีศาจตัวน้อยจะเหมาะกว่า

เจ้าชายยังเล็กอยู่มาก ดื้อและซน ยังต้องให้แม่หรือราชินีเอเลนอร์บังคับให้กินอาหาร 

It"s just a wee sheep stomach!    มันก็แค่กระเพาะเล็กๆ ของแกะ
It"s delicious! Mmm.                     อร่อยน้า!

เจ้าชายตัวน้อยทั้งสามไม่ยอมกิน "Haggis"

แฮกกิสเป็นอาหารประจำชาติสกอตแลนด์ มันคือกระเพาะแกะยัดไส้แล้วเอาไปต้ม ไส้ก็มีส่วนผสมไม่เยอะอะไร ก็มีหัวใจ ตับ และปอดของแพะ เอามาต้มแล้วก็สับละเอียด ผสมกับหัวหอม โอ๊ตมีล และปรุงรส 
ชีวิตนี้ฉันก็เคยกินแฮกกิสอยู่สองครั้ง ฉันก็ว่าอร่อยหนา ฉันไม่ได้มีปัญหากับการกินเครื่องในสัตว์นี่นะ เพราะชาวเอเชียอย่างเรากินเครื่องในหลายชนิดหลายแบบ จะต้มพะโล้ ต้มตือฮวน พวกเราก็กินกันได้อร่อยอยู่เสมอ แต่ชาวตะวันตกขยะแขยงเครื่องในเป็นทุนเดิม
แฮกกิสก็เลยหยุมแหยะในสายตาเขา



เนื่องในวันเกิดของเจ้าหญิงเมริด้า พระราชาก็มอบธนูคันงามให้หนึ่งคัน เจ้าหญิงดีพระทัยหน้าบาน

A bow, Fergus? 
She"s a lady! Oh!
ธนูเหรอ เฟอร์กัส 
ลูกเป็นกุลสตรีนะ โธ่

ก็มีแต่พระราชินีที่ไม่เห็นด้วย เลี้ยงลูกมาตนเป็นสาว อายุอานามพร้อมเป็นฝั่งเป็นฝาได้แล้ว ไหงสามีให้ธนูลูกสาวเช่นนี้เล่า ลูกไม่ใช่เจ้าชายสักหน่อย 
เจ้าหญิงเป็นตัวของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ฝืนใจทำตามพระราชหฤทัยพระราชมารดา ฝืนทนถูกดุถูกว่า

A princess does not chortle! 
เจ้าหญิงเขาไม่หัวเราะ 
ดังแบบนั้นหรอก

chortle คือ chuckle ผสมกับ snort 
ถ้าอ่านนิยายบ่อยๆ จะรู้ว่า chuckle คือการหัวเราะหึๆ พระเอกนิยายชอบทำ เรื่องไหนเรื่องนั้น ฉันอ่านมาแต่เล็กแต่น้อย มีหัวเราะหึๆ ทุกเรื่อง
snort คือ เวลาเราหายใจเข้าแรงๆ ให้เสียงเหมือนหมูเวลามันหายใจออกดังคร่อก 
chortle ก็เลยแปลว่า เวลาเราหัวเราะเป็นห้วงๆ ในขณะที่สูดลมหายใจแรงๆ เข้าไปให้เสียงเหมือนหมูดังคร่อก

เจ้าหญิงเชื่อในโชคชะตาฟ้าลิขิต 

You know, some say, that will-o"-the wisps
lead you to your fate.
บางคนเล่าว่า ลูกไฟวิลโลวิสพ์
นำเราไปสู่โชคชะตา

เพราะว่างๆ เจ้าหญิงก็จะเห็นลูกไฟกลมๆ ที่ฝาหรั่งเรียกว่า วิลโลวิสพ์ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับ Jack-O-Lantern ที่เราจะรู้ว่ามันมาก็ตอนมันไปกะพริบวิบแวบให้ฟักทองแกะสลักของเราสว่างวาบประหนึ่งมีคนไปจุดเทียนในนั้น

เจ้าหญิงก็จะเห็นลูกไฟกลมๆ ทีไรก็จะเดินตาม พอเดินไปใกล้ ลูกไฟก็จะเขยิบห่างออกไปให้ไล่ตาม 
พระราชินีเห็นว่าการแต่งงานเป็นประเพณี ต้องปฏิบัติ ก็จัดหาเจ้าชายต่างเมืองมาให้เลือก

Oh, Merida, it"s marriage. 
It"s not the end of the world. 
เมริด้า แต่งงานน่ะนะ
โลกไม่ได้แตกเสียหน่อย


แม่ไม่เข้าใจลูก ลูกยิงธนูแม่นกว่าเจ้าชายพวกนั้นอีก แม่จะให้ลูกไปแต่งงานกับเขาได้ไง


พูดถึงเรื่องโลกถึงจุดจบ เธอตื่นเต้นไหม ฉันตื่นเต้นมาก เดือนหน้าแล้วนะ มันมาถึงจนได้ วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 วันที่ปฏิทินของชนเผ่ามายันหยุดลงตรงนั้น แล้วเนิ่นนานผ่านมาเขาทายกันขรมว่าโลกจะแตก แต่ตอนนี้มันกำลังจะมาถึงจริงๆ แล้ว โลกไม่แตกหรอกฉันว่า แต่ตื่นเต้นว่าพอวันนั้นมาถึงจริงๆ เขาจะตีความปฏิทินของชนเผ่ามายันกันว่าอย่างไรต่อไป?!

เจ้าหญิงและแม่เริ่มมีความเห็นไม่ลงรอยกันถี่ขึ้นถี่ขึ้น
ที่แย่คือเจ้าหญิงได้เจอลูกไฟอีก และคราวนี้ลูกไฟนำไปสู่แม่มด

I want a spell to change my mom.
That will change my fate. 
ฉันอยากได้คำสาปทำให้แม่เปลี่ยน 
โชคชะตาฉันจะได้เปลี่ยนตาม

เจ้าหญิงนะเจ้าหญิง อยากเปลี่ยนโชคชะตาฟ้าลิขิตของตัวเองก็เข้าใจได้ หาทางเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนแม่ทำไมเล่า?
ครั้นวันหนึ่งก็ถึงกาลแตกหัก

I am the queen!
You listen to me! 
แม่เป็นราชินี! 
ลูกต้องฟังแม่!

And you"re a beast! 
That"s what you are! 
I"d rather die than be like you!
แม่ใจร้าย แม่ใจยักษ์  
ลูกตายไปเสีย
ยังดีกว่าเป็นเหมือนแม่


แล้วคำสาปที่เจ้าหญิงก็แผลงฤทธิ์ แม่เปลี่ยนร่าง จากคนไปเป็นหมีตัวใหญ่ เจ้าหญิงจึงจำต้องพาแม่หนี เพราะพ่อและเพื่อนพ่อหลงใหลการล่าหมีเสียขนาดนั้น เจ้าหญิงต้องหาทางทำให้แม่กลับคืนสภาพเดิม และมีเวลาเพียง 2 วัน ไม่งั้นแม่จะกลายเป็นหมีตลอดกาล

สนุกจัง ชอบมาก เจ้าหญิงผู้ซึ่งได้รับบทเรียน เพื่อจะได้รู้จักความรับผิดชอบ ได้ใช้ความเก่งกาจของตัวเองให้ถูกทาง และเป็นคนดีขึ้นได้ด้วยตัวของตัวเอง เป็นคนดีต้องผ่านแบบฝึกหัด ต้องได้รับบทเรียน ถึงจะได้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข

ฉันเอง


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เคยเสนอครั้งก่อน - BRAVE “สตรีนิยม” โดย นพมาส แววหงส์
ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/08/nm-brave.html




.

THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก” โดย นพมาส แววหงส์

.

THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก”
โดย นพมาส แววหงส์  คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 87


กำกับการแสดง Juan Antonio Bayona
นำแสดง Naomi Watts
Ewan Mcgregors 
Tom Holland
Geraldine Chaplin



ก่อนหน้าในราวแปดปีมานี้เอง คำว่า "สึนามิ" ยังเป็นคำแปลกหูสำหรับคนไทย หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคืออะไร หรือไม่ก็คิดว่า "ซูนามิ" หรือ "ซือนามิ" ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นนี้ จะเกิดได้แต่แถบประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

ครั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย การเคลื่อนตัวของผิวโลกใต้น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าชายฝั่งทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย คำว่า "สึนามิ" เลยเข้ามาในสารบบความรับรู้ของชาวบ้านร้านตลาดที่เป็นประชาชนทั่วไป

หลายประเทศรอบๆ มหาสมุทรอินเดียโดนกันทั่วหน้า ที่หนักสุดคือ อินโดนีเซีย ไทย พม่า และอินเดีย สถิติคนตาย บาดเจ็บและไร้ที่อยู่อาศัย ขึ้นไปถึงหลายแสนคน

นับเป็นมหันตภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ประเทศไทยโดนหนักที่สุดที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งมีชายหาดสวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ดังนั้น เหยื่อสึนามิจึงไม่ได้มีแต่คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นชาวต่างชาติที่บินข้ามโลกมารับเคราะห์ไปจังๆ ก็มากมาย



หนังเรื่อง The Impossible (ชื่อเหมือนวงดนตรีดังในอดีตสมัยคุณเศรษฐายังหนุ่ม) สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวชาวสเปน ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูกชายห้าคน ที่มาพักผ่อนในช่วงคริสต์มาส ที่รีสอร์ตริมหาดเขาหลัก โดยผู้กำกับฯ ฝีมือดีชาวสเปน ชื่อ ฌวน อันโตนิโอ บาโยนา ซึ่งเคยทำหนังสยองขวัญระดับอินเตอร์เรื่อง The Orphanage มาก่อนหน้า

เพื่อจะใช้ดาราฮอลลีวู้ดที่มีหน้าตาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หนังจึงเปลี่ยนครอบครัวชาวสเปนให้เป็นอังกฤษ โดยที่ครอบครัวนี้ สามีทำงานอยู่ในบริษัทที่ญี่ปุ่น และภรรยาเป็นหมอที่ไม่ได้ทำงานแล้วเพราะต้องย้ายตามสามีไป

ครอบครัวเบนเนตต์เดินทางมาพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสในประเทศไทย ผ่านวันคริสต์มาสไปจนในตอนเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม พ่อแม่กับลูกชายสามคนลงมาเล่นน้ำกันที่สระน้ำของโรงแรมออร์คิดบีชรีสอร์ต ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล

ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคำรามคำรนแปลกๆ เหลือบตามองท้องฟ้าก็เห็นฝูงนกฝูงกาแตกตื่นบินว่อน และยังไม่ทันตั้งตัว กำแพงคลื่นยักษ์สูงเหนือแนวรั้วรอบขอบชิดของโรงแรมก็ถาโถมเข้าใส่อย่างหมดหนทางช่วยเหลือแม้แต่ตัวเองได้

มาเรีย (เนโอมี วัตส์) ถูกมวลน้ำพลังมหาศาลกระแทกพัดพาไปกับคลื่นที่พัดเข้ากวาดลึกเข้าไปในชายฝั่ง เธอกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงและห่วงลูกน้อยสามคน ซึ่งพลัดกันไปคนละทิศคนละทาง และต่างต้องพึ่งพาตัวเอง
มาเรียต่อสู้อยู่คนเดียวกับกระแสน้ำและสิ่งของใหญ่น้อยที่น้ำพัดพาไปอย่างไม่มีทางต่อสู้ได้ รวมทั้งต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน และรถยนต์ที่กลายเป็นรถจมน้ำ และเห็นลูกชายคนโต ลูคัส (ทอม ฮอลแลนด์) อยู่หลัดๆ กว่ากระแสน้ำจะหมดแรง และเธอมีบาดแผลเหวอะหวะที่ต้นขา ซึ่งทำให้เคลื่อนตัวได้ลำบาก
กว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่ช่วยกันลากเธอถู่ลู่ถูกัง และพาไปส่งโรงพยาบาลในเมือง  ทั้งแม่ลูกทั้งคู่สิ้นหวังกับการได้พบหน้าทุกคนในครอบครัวอีกครั้ง ลูคัสถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อชีวิตแม่ในชั่วพริบตา

ขณะที่เฮนรี (ยวน แมกเกรเกอร์ส) ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากเย็นในการส่งตัวลูกน้อยสองคนไปอยู่ในที่สูงเพื่อความปลอดภัยจากการถูกกระแสคลื่นพัดเข้าซ้ำครั้งที่สอง กับการอยู่ค้นหาภรรยาและลูกชายคนโต

จากชื่อของหนังที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราก็พอจะจับเค้าได้แล้วว่า ความเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์พลัดพรากดุจดังบ้านแตกสาแหรกขาดแบบนี้ คืออะไร



ฉากที่เป็นไคลแมกซ์ของ The Impossible จึงดูเหมือนว่าความเป็นไปได้แบบนี้มีอยู่แต่ในโลกของหนังละครหรือนิยายเท่านั้น
หนังสร้างได้อย่างสมจริง และเน้นอยู่ที่การเอาตัวรอดและตามหากันและกันของครอบครัวนี้เท่านั้น และฉากความน่ากลัวต่างๆ เกือบจะเหลือทนที่จะนั่งดูอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่เบือนหน้าหนี

แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว ก็จะขยายภาพให้กว้างออกเห็นความเดือดร้อนแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติครั้งนั้น

การแสดงของนักแสดงทุกคนเข้มข้นถึงบทบาทอย่างที่สุด เนโอมี วัตส์ ใช้เวลาส่วนใหญ่นอนแบ่บอยู่บนเตียง แต่เธอก็สามารถสร้างแคแร็กเตอร์ที่เข้มข้นและตรึงตราอย่างยิ่ง
นักแสดงเด็กที่คัดเลือกมารับบทหนัก ก็เก่งทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทอม ฮอลแลนด์ ที่เล่นเป็นลูคัส ลูกชายคนโต ที่เติบโตจากเด็กที่ไม่สนใจคนอื่นแม้แต่น้องชาย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในชั่วข้ามคืน

แม้ว่าเรื่องราวจะมีตอนจบที่ดีสำหรับครอบครัวในเรื่อง แต่นี่ก็เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติที่ต้องวนเวียนต่อสู้อยู่กับภัยธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว และเกินความเข้าใจของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ

อย่าจาบจ้วงล่วงละเมิดต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมกันนักเลยค่ะ อย่างไรเสีย ธรรมชาติก็มีวิธีเรียกเอาคืนจนได้นั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะออกมาในรูปไหนเท่านั้นเอง



.

“ข้ามเส้นแบ่ง” โดย ทราย เจริญปุระ

.

“ข้ามเส้นแบ่ง”
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com  คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 80


คนเราพอเริ่มทำงานไปนานนานเข้าก็จะเริ่มเบื่อ
ต่อให้เป็นงานที่ชอบแค่ไหนก็ตาม
มันไม่ใช่เบื่อแบบ "เบื่อ" จนถึงขั้นต้องเลิกทำงานหรอก 
มันคือความซ้ำ การทำไปตามหน้าที่ ความรู้สึกว่ามันไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป
ยิ่งนานไป ก็เหมือนมันจะยิ่งยากขึ้น
ไม่ใช่ง่ายลง


แล้วพอถึงในจุดหนึ่ง จุดที่เราเริ่มจะเชี่ยวชาญงานมากขึ้นจนสามารถทำมันไปได้แบบอัตโนมัติ 
เราก็จะทำมันโดยที่ใจล่องลอยไปหาอะไรอย่างอื่น 
สิ่งที่เราสนใจ เรื่องที่เราชอบ คนที่เราคิดถึง อะไรที่อยู่ในใจ 
แล้วมันก็จะปรากฏกายออกมาในงาน



กรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่กำลังโด่งดังในเรื่องการเอาชื่อผู้โดยสารท่านหนึ่งมาเปิดเผยจนในที่สุดทางสายการบินต้องเชิญให้ออกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าเข้ากับประเด็นนี้ 
ไล่มาตั้งแต่ประเด็นว่าโลกเรากว้างขวางขึ้นขนาดไหนตั้งแต่เรามีระบบโซเชียล เน็ตเวิร์ก 
เราสามารถเป็นใครคนหนึ่งได้ง่ายๆ จากการกดไลก์และกดแชร์ 
ประเด็นที่ว่าเราเลยจุดของความรักในอาชีพไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้  
ประเด็นที่เราลืมความถูกต้องเหมาะสมในสายงานไปสู่สิ่งที่เราอยากทำมากกว่า ไปสู่สิ่งที่อยู่ในใจ 
ไปสู่ความเป็นตัวตนของเราที่อยากจะฉายออกมาในทุกๆ การตัดสินใจ



"เนื้อร้อง ท่วงทำนอง 
ชิ้นส่วนของบทเพลงในผลงานที่ยังไม่ได้ลงมือเขียนคอยผ่านแวบเข้ามาในความคิด
ขณะอยู่ต่อหน้านักศึกษาในชั้นวิชาสื่อสาร
เขาไม่ใช่ครูที่ดีนัก
แต่สถานภาพที่เปลี่ยนไปและบทเรียนที่เขาคิดว่าไร้ประโยชน์นี้ ทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะแก่เขายิ่งกว่าครั้งใด"


เดวิด ลูรี เป็นอาจารย์ ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่น่านับถือในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้
แต่เดวิดก็เป็นคนด้วย
เขาจึงเบื่อหน่าย

เดวิดพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง สิ่งที่น่าสนใจในงานของเค้า 
กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขารู้สึกว่าน่าสนใจในงานไม่ใช่เรื่องการสอน 
แต่เป็นที่ตัวนักศึกษา 
แล้วเขาก็เลือกที่จะทำมากกว่าแค่สนใจ



บางวันฉันก็เป็น ซึ่งก็คงไม่ต่างจากทุกคน 
เบื่อสิ่งที่ทำ รู้สึกว่ามันซ้ำซาก 
การได้เล่นเป็นคนนั้นคนนี้ 
บางทีก็ไม่มีความหมายอะไรมากกว่าได้เป็นตัวเองแบบไม่ต้องไปวุ่นวายกับใคร 
เบื่อการกินข้าวกองที่แทบจะหลับตาทายเมนูได้ 
เบื่อการตื่นขึ้น ขับรถ แต่งหน้า รอคอย ทำงานไปหยุดพักไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่บางทีก็ไม่เอื้ออำนวย 
เบื่อการพูด เบื่อการที่แม้ผู้กำกับฯ จะสั่งคัตแล้วชีวิตแห่งการแสดงก็ยังดำเนินตามเราต่อไปเหมือนเงาตามตัว 
แต่ฉันเป็นคน และคนก็ย่อมเบื่อ 
ฉันยอมให้ตัวเองเบื่อได้ เพื่อที่จะไม่ต้องทำอะไรที่ตัวเองจะต้องมาเสียใจในภายหลัง


ฉันไปไม่ถึงขั้นเอาความเป็นดารา เป็นผู้ที่คนอื่นเฝ้ามองมาทำอะไรที่ถือเป็นการเอาเปรียบคนอื่น 
ฉันยังไม่ถึงขั้นเอาความชื่นชมของคนมาหากิน 
ไม่ข้ามขั้นไปไกลขนาดเอาเรื่องลึกลับซับซ้อนที่ควรรู้กันเฉพาะในกองถ่ายออกมาสู่โลกภายนอกอย่างเปิดเผย 

ฉันจะไปไกลถึงขั้นนั้นไหมฉันก็ไม่รู้
แต่ก็ต้องคอยบอกตัวเองไว้ ว่าไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด  
การข้ามเส้นแบ่งแห่งความเหมาะสมนั้นไปตามที่เดวิดและกรณีตัวอย่างที่ฉันยกขึ้นมาได้ทำลงไปนั้น

ชื่อหนังสือนี้จะเป็นตัวที่บอกได้ดีที่สุด 
นั่นก็คือ

"ไร้เกียรติยศ"



.