.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399546597
. . วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 20:20:21 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ 2-8 พ.ค.57 ปี34 ฉ.1759 หน้า 30 )
ผมเชื่อมานานแล้วว่า หนึ่งในเครื่องมือการครอบงำสำคัญที่มนุษย์สามารถกระทำต่อกันได้คือความทรงจำเกี่ยวกับอดีต เพราะความทรงจำมีส่วนอย่างมากในการที่เราสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา หรือบอกแก่ตนเองและผู้อื่นว่า ฉันเป็นใคร มาจากไหน และพึงมีความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไร
ประวัติของตระกูล ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกมาในรูปของเรื่องราวเพียงอย่างเดียว อาจออกมาในรูปไม้คานเลี่ยมทอง รูปเล่ากงไว้เปีย หรือคำประกาศพระราชทานนามสกุล ฯลฯ ล้วนมีส่วนกำหนดอัตลักษณ์ของลูกหลานในตระกูล
กลุ่มคน ไม่ว่าในตระกูล สมาคม โรงเรียน มหาวิทยาลัย บริษัท ชนชั้น หรือชาติ ฯลฯ จึงต้องมีความทรงจำร่วมกัน หากมีความพยายามจะครอบงำสูง ก็ยิ่งมีความจำเป็นจะต้องยึดกุมความทรงจำนั้นให้มั่นคงปลอดภัยจากการแทรกแซงให้แข็งแรงเพียงนั้น
และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงมีความใฝ่ฝันมานานว่า สักวันหนึ่ง ผมคงสามารถเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ไทยได้สักเล่ม ซึ่งเหมาะที่คนทั่วไปจะอ่าน หรือเหมาะที่จะใช้อ่านแนะนำสำหรับนักเรียนที่ไม่ประสงค์จะเรียนประวัติศาสตร์ แต่ต้องรู้ประวัติศาสตร์เป็นพื้นฐาน ผมหวังว่าจะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เสนอความทรงจำอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มใดใช้อดีตเป็นเครื่องมือในการครอบงำคนอื่นอย่างง่ายๆ อีก เพราะความทรงจำสำนวนของผมจะเปิดพื้นที่ให้แก่คนทุกกลุ่มในประวัติศาสตร์ ได้เข้ามามีบทบาทตามที่เป็นจริงในอดีต
ไม่มีคำประณามพจน์ให้ใคร และไม่มีคำประณามหยามเหยียดให้ใครอีกเหมือนกัน แต่จะทำให้เข้าใจเงื่อนไขต่างๆ ที่แวดล้อมการกระทำและความคิดของบุคคล สถาบัน องค์กร และกลุ่มคนในอดีต
แต่ผมก็ไม่เคยสามารถทำความใฝ่ฝันให้เป็นจริงได้ เพราะรู้ว่าความรู้ความสามารถของตนยังไม่พอ ได้แต่ฝันๆ ไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเองให้พร้อมจะทำได้มาหลายสิบปี
บัดนี้ถึงเวลาที่ผมไม่ต้องใฝ่ฝันแล้ว เพราะมีคนทำอย่างที่ผมอยากทำไปแล้ว ซ้ำทำได้ดีกว่าที่ผมจะมีความสามารถทำได้เองเสียอีก นั่นคือ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร และอาจารย์คริส เบเกอร์ ได้เขียนประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยขึ้น แต่เดิมเขียนเป็นภาษาอังกฤษตามคำเชิญของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ตอนนี้ท่านได้แปลออกเป็นภาษาไทย และจัดพิมพ์เรียบร้อยแล้วโดยสำนักพิมพ์มติชน
เวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า "ร่วมสมัย" โปรดระวัง เพราะมันไม่ได้หมายความว่าเมื่อวานนี้ หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมเนื้อหาอย่างสรุปๆ มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ แต่ตัวเนื้อหาไม่สู้มีความสำคัญเท่ากับความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา เช่น เข้าใจว่าคนไทยอพยพลงมาเป็นใหญ่เหนือคนชาติอื่นทั้งหมดในแหลมทอง ก็ทำให้เรามองบทบาทของ "ชาติ" เราในการปกครองไปอย่างหนึ่ง
หากเข้าใจว่า ที่เรียกคนไทยในปัจจุบันนั้นร้อยพ่อพันแม่ ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายซึ่งอยู่ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ และทั้งอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาหรือถูกกวาดต้อนเข้ามา เราก็มองบทบาทของ "ชาติ" ในการปกครองไปอีกอย่างหนึ่ง ความเข้าใจที่แตกต่างกันต่อประวัติศาสตร์โบราณ เป็นประเด็นหลักอันหนึ่งของการช่วงชิงความหมายของคำว่า "ชาติ" ในจินตนาการเกี่ยวกับชาติในสมัยหลัง จึงจำเป็นต้องพูดถึงไว้อย่างย่อๆ มาตั้งแต่ต้น
ส่วนใหญ่ของเนื้อหาประวัติศาสตร์ร่วมสมัยคือ ตั้งแต่ประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา อันเป็นเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทย ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ฯลฯ จนทำให้เกิดเมืองไทยที่เราพบเห็นอยู่ในทุกวันนี้ แม้ว่าพูดถึงความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน แต่ก็มองเห็นความสัมพันธ์ของด้านต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น ความจำเป็นที่จะต้องหาตลาดใหม่นอกจีนหลังสงครามฝิ่นไปแล้ว ทำให้เราต้องหันไปหาตลาดที่ฝรั่งครอบงำมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการ "เปิดประเทศ" ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบสนองประโยชน์ของคนหลายกลุ่มในขณะนั้น ไม่ได้เกิดจากการมองการณ์ไกลของผู้นำเพียงอย่างเดียว
ความสามารถในการเชื่อมโยงปัจจัยหลากหลายด้าน ทั้งภายในภายนอก ทั้งที่มาจากชนชั้นนำและมาจากคนเล็กคนน้อยหลากหลายประเภทเช่นนี้แหละ ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยสร้างพลวัตหรือพลังขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ จากเนื้อหาของประวัติศาสตร์เอง (historicism) พลังขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ไทยในทัศนะของนักประวัติศาสตร์ไทยรุ่นก่อน คือผู้นำหรือพระมหากษัตริย์ แต่พลวัตที่แคบอย่างนั้น หยั่งไม่ถึงความสลับซับซ้อนของความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ ฉะนั้น หากหนังสือเล่มนี้ถูกอ่านอย่างแพร่หลายมากขึ้น ก็จะเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของคนไทยจำนวนมาก
(ซึ่งก็จะยกระดับความขัดแย้งทางการเมืองไปสู่อะไรที่สร้างสรรค์กว่าปัจจุบัน เช่น เปลี่ยนไปสู่นโยบายแทนบุคคล)
ความหลากหลายจึงเป็นหัวใจสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ไม่แต่เพียงมีความหลากหลายของชาติพันธุ์เท่านั้น ที่ประกอบกันขึ้นเป็นพสกนิกร (subject) ของรัฐไทยโบราณหลายรัฐ แต่ยังมีความหลากหลายทางสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคม (ชนชั้น?) อีกด้วย คนทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็น "ตัวละคร" ของเรื่อง มีบทบาทและมีส่วนในการทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ไทย หรืออย่างน้อยก็ทำให้อนุชนเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ชัดขึ้น โดยที่เขาเหล่านั้นอาจไม่ได้คิดถึง "ชาติ" เลย เพียงแต่ตอบสนองต่อเงื่อนไขในชีวิตที่เปลี่ยนไปเพื่อรักษาหรือเพิ่มพูนประโยชน์ ทั้งในทางเศรษฐกิจและทางอื่นๆ ของตนเอง กลายเป็นพลังขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมโดยไม่มีใครตั้งใจ
เหมือนความเปลี่ยนแปลงนานาชนิดที่เราพบได้ในชีวิตจริงของเราเอง
ดังนั้น นอกจากพระมหากษัตริย์ เจ้านาย เจ้าประเทศราช ขุนนาง เจ้าสัว ข้าศึก ฯลฯ แล้ว ยังมีตัวละครอีกมากมายในประวัติศาสตร์ พ่อค้าจีนที่เที่ยวเร่รับซื้อข้าวจากชาวนาก็เป็นตัวละครหนึ่ง กระฎุมพีข้าราชการที่ไร้เส้นในระบบราชการก็เป็นตัวละครหนึ่ง แรงงานอพยพชาวอีสานก็เป็นตัวละครหนึ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ สายัณห์ สัญญา สมรักษ์ คำสิงห์ จนแม้แต่ กษิต ภิรมย์ ก็มีบทบาทที่ต้องกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ไทยแบบนี้
บางครั้งก็กล่าวถึงบทบาทของเขา บางครั้งก็กล่าวถึงเขาในฐานะเป็นตัวแทนของแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง บางครั้งก็เป็นตัวแทนของกลุ่มคนประเภทเดียวกับเขา ... ใครๆ ก็มีชื่อในประวัติศาสตร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นมหาบุรุษหรือมหาผู้ร้าย
กว่าจะเล่าประวัติศาสตร์ให้ครอบคลุมไปหมดทุกส่วน ทั้งไม่ทิ้งความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ด้วยได้เช่นนี้ อาจารย์ผาสุกและอาจารย์คริสต้องใช้หลักฐานมากมายและหลากหลายประเภทมาก หากนักเรียนประวัติศาสตร์อ่านหนังสือนี้ด้วยความสังเกตหลักฐานที่ถูกนำมาใช้ ก็คงได้ประโยชน์ เพราะไม่แต่เพียงเอกสารของทางราชการ หรือสิ่งพิมพ์ร่วมยุคสมัยเท่านั้นที่บอกให้เราประมาณได้ว่า ได้เกิดอะไรขึ้นในอดีต ภาพยนตร์ เรื่องสั้น เพลงลูกทุ่ง บทกวีร่วมสมัย วรรณคดี ตลกทีวี สำนวนภาษาวัยรุ่น ฯลฯ ล้วนแฝงนัยยะบางอย่าง ที่ทำให้เราเข้าใจความคิดและการกระทำของคนในแต่ละสมัย และสาเหตุหรือเงื่อนไขที่ทำให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น และทำอย่างที่เขาทำ
ทั้งหมดเหล่านี้เขียนขึ้นด้วยภาษาเรียบง่าย ไม่มีศัพท์แสงวิชาการที่ยากแก่ความเข้าใจทั้งของผู้อ่าน (และบางครั้งผู้เขียนด้วย) อ่านสนุก เพราะเป็นเรื่องราวที่เป็นเหตุเป็นผลส่งทอดกันไปตามลำดับแห่งตรรกะธรรมดาของมนุษย์ปัจจุบัน (คือไม่ใช่สักแต่ตามลำดับของเวลา)
เป็นเรื่องน่ายินดีที่หนังสือนี้ได้ถูกแปล (และเขียน) ในภาษาไทยแล้ว ผมเชื่อว่าจะเป็นหนังสือที่ต้องถูกพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปอีกหลายปี คงปรากฏในบัญชีหนังสือต้องอ่านของนักศึกษาสายสังคมศาสตร์ทุกแขนง เป็นการปูพื้นความรู้ประวัติศาสตร์ไทยที่กระชับและดีที่สุด โดยไม่ต้องเสียเวลาพูดในชั้นเรียน ในขณะเดียวกัน ก็เหมาะแก่คนไทยทั่วไปจะอ่าน แม้แต่ที่จบการศึกษาไปแล้วก็ตาม เพราะเมื่อคนไทยมองอดีตไปในแนวนี้ ก็จะทำให้คนไทยต้องตั้งคำถามกับตนเองในเรื่องอื่นๆ อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในทางเศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรม จริยธรรมและศีลธรรม ความยุติธรรม ระเบียบทางสังคม ฯลฯ อย่างน้อยก็ทำให้ต้องตั้งคำถามกับข้อสรุปที่ตัวถูกสอนให้ยึดถือมานาน แล้วอาจได้คำตอบเหมือนเดิมก็ได้ แต่จะเป็นครั้งแรกที่ทำให้ต้องคิดทบทวนอะไรต่อมิอะไรที่ถือๆ กันมาโดยไม่เคยตั้งคำถาม
ในโลกนี้มีหนังสืออยู่สองประเภท หนึ่งคือหนังสือที่อ่านแล้วทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็นหนักแน่นขึ้น รัดกุมขึ้น มั่นใจมากขึ้น ฯลฯ หนังสืออีกประเภทหนึ่งคือหนังสือที่อ่านแล้วทำให้เราอาจกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล
ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย เป็นหนังสือประเภทหลังนี้
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตจริงของคน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตจริงของคน แสดงบทความทั้งหมด
2557-05-08
2557-02-14
ปลุกความชังในตัวคน จนละเมิดระบบ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
.
บทความ2 - ความรักกับประชาธิปไตยครือกัน โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
_____________________________________________________________________________________________
ปลุกความชังในตัวคน จนละเมิดระบบ
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392372720
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 22:09:51 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 2 )
( ภาพจากเวบบอร์ด -ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน,มติชน )
มีผู้รอบรู้ทางการเมืองหลายราย ได้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ในประเด็นการเมืองไทยว่า เหตุใดจึงวนไปเวียนมา ไม่พัฒนาก้าวหน้าไปไหนเสียที ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า
เพราะคนไทยบางส่วน ยังยึดติดกับตัวบุคคล
มากกว่าจะยึดถือในระบบ
ขณะที่คนไทยจำนวนมาก ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ประเทศชาติเราพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
เสียเลือดเสียเนื้อมาก็มาก เพื่อให้หลุดพ้นจากการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือชนชั้นสูง พ้นจากยุคที่อำนาจอยู่ในมือกลุ่มขุนศึก
จนได้ประชาธิปไตยที่มีระบบการเลือกตั้ง แล้วก้าวหน้าต่อไปอีก จนได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง หรือจาก ส.ส.
แต่พัฒนาการของการเมืองไทย จะสะดุดเป็นระยะๆ หากเกิดกระแสเกลียดชังในตัวตนของผู้นำการเมืองในยุคนั้นๆ แล้วไปเชื่อในผู้นำการประท้วง โดยหลงใหลในความดีบางด้านของผู้นำม็อบ
จะมีผู้คนถาโถมเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ โดยไม่มองว่า แล้วสิ่งที่ผู้นำการประท้วงที่เชื่อถือกันอยู่นั้น เขาได้เสนอการแก้ปัญหาโดยยึดระบบหรือไม่
มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นแล้ว กรณีพฤษภาคม 2535 ประชาชนออกมาขับไล่นายกฯจากทหาร แต่มีอารมณ์เกลียดชังที่ตัวคนในปมประเด็น "เสียสัตย์" มากกว่า
อีกทั้งเข้าร่วมประท้วงเพราะเชื่อมั่นในผู้นำม็อบ ที่เป็นคนถือศีลกินผัก
หลังจากถูกปราบจนล้มตายไปมากมาย สุดท้ายนายกฯทหารยอมลาออก ขณะนั้นสภายังอยู่ จึงดำเนินการตามขั้นตอนด้วยการเลือกผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคต่างๆ ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทน
แต่เพราะกระแสการเกลียดชังในตัวบุคคล และเชื่อมั่นในตัวบุคคล
เมื่อมีการพลิกโผ เปลี่ยนตัวนายกฯเป็นคนกลางที่เรียกกันว่าเป็นผู้ดีมีความโปร่งใส ปรากฏว่าสังคมไทยยอมรับในคนคนนี้ มากกว่าจะให้นายกฯมาตามระบบคือมาจาก ส.ส.
จากนั้นคนยึดระบบก็ต้องมาต่อสู้กันอีก จนได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดชัดว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง
แต่แล้วกระแสสร้างความเกลียดชังในตัวผู้นำการเมืองก็ถูกปลุกขึ้นมาอีก จนนำมาสู่การใช้อำนาจนอกระบบ ก่อรัฐประหารในปี 2549
อันเป็นการรัฐประหารที่สังคมไทยมีข้อสรุปในเวลาต่อมาว่า เป็นจุดสร้างความขัดแย้งแตกแยกครั้งใหญ่
แทนที่จะยึดกันตามระบบ ปล่อยให้มีการเลือกตั้งอีกสักครั้งสองครั้ง ทักษิณย่อมค่อยๆ เสื่อม คะแนนนิยมจากประชาชนจะเริ่มลดลง
กลับใจเร็ว ใจร้อน และไม่ยึดตามระบบ นั่นคือประท้วงเพื่อให้เกิดการรัฐประหาร สุดท้ายจึงเกิดวิกฤตใหม่ที่ร้ายแรงกว่า
เมื่อมองดูวิกฤตการเมืองไทยในปลายปี 2556 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2557 นี้
ถามตัวเองดูว่า เข้าร่วมการต่อสู้เพราะเกลียดชังในตัวนายกฯตามกระแสที่เขาโหมกันจนเชื่อด้วยอคติหรือไม่
เกลียดชังในผู้นำการเมือง แล้วหลงใหลในผู้นำการประท้วง
เข้าทำนองยึดในบุคคลจนไม่สนระบบหรือไม่
ถึงขั้นเกลียดชังในบุคคลและในบางตระกูล จนพร้อมจะให้การเมืองไทยหยุดประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน
จะเอานายกฯคนกลาง ที่เป็นคนดี โดยละเมิดระบบการเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้คนกว่า 20 ล้านร่วมกันยืนยันในระบบนี้เอาไว้แล้ว
ถ้าคราวนี้ยังไม่ยึดระบบกันอีก มีแต่จะฉุดรั้งบ้านเมืองให้ถอยหลังและก่อวิกฤตใหม่ที่รุนแรงกว่าอย่างแน่นอน
++
ความรักกับประชาธิปไตยครือกัน
โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392375687
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 22:15:38 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 6 )
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ใครๆ ก็รู้ว่าเป็น "วันแห่งความรัก" โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว
แต่มีคนไทยจำนวนหนึ่งเคยมีความพยายามปรับเปลี่ยนให้เป็นวันแห่งความรักที่นอกเหนือไปจากความรักของหนุ่มสาว วันแห่งความรักบิดามารดา รักพี่น้อง ที่สุดคือรักครอบครัว
วันนี้สินค้าขายดีมาหลายปีแล้ว คือดอกกุหลาบสีแดง และช็อกโกแลต
ขายดีขนาดว่าดอกกุหลาบดอกโตราคาดอกละหลายร้อยบาท มีการปลูกขายกันในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ออกดอกในช่วงวันวาเลนไทน์ แล้วจัดส่งไปขายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
ขณะที่จะขายกันในราคาดอกละหลายร้อยถึงพันบาทก็มีคนซื้อ โดยเฉพาะผู้มีสตางค์อาจซื้อเป็นช่อใหญ่ราคานับหมื่นบาทก็มี เพราะเรื่องของความรักวัดกันไม่ได้
ช่างเถอะ เมื่อยอมรับแล้วว่าเป็น "วันแห่งความรัก" ก็ต้องมี "อะไร" มาแทนความรักกันในวันนี้ ทั้งในเรื่องของดอกกุหลาบ เรื่องของช็อกโกแลต และการออกไปกินข้าวราคาแพงตามโรงแรมหรู
เรื่องหนึ่งซึ่งต้องการกล่าวถึงวันนี้ คือเรื่องที่เน้นย้ำกันจังว่า ประชาธิปไตยควรจะมีผู้ออกไปเลือกตั้งจำนวนเท่านั้นเท่านี้ โดยเฉพาะจำนวนเกินกว่าร้อยละ 50 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ด้วยเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นว่า เพราะเราต้องการให้คนไทยเรียนรู้เรื่องการเมืองด้วยวิธีการเรียนลัด จึงกำหนดให้การเลือกตั้งซึ่งเป็นประการหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยกลายเป็นหน้าที่
เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อประชาธิปไตยคือสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงควรควบคู่ไปกับการมีหน้าที่เช่นเดียวกับหน้าที่อื่น เช่น ประชาชนมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเสียภาษีแล้วผู้นั้นมีความเป็นประชาธิปไตย หรือผู้ไม่เสียภาษีคือผู้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
การเลือกตั้งเป็นวิธีการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ทั้งเป็นวิธีการที่แสดงให้เห็นว่าการจะเลือกตัวแทนของประชาชนนั้นต้องแสดงออกมาว่าจะเลือกใคร ด้วยการใช้วิธีเลือกโดยตรงและลับ
ไม่ให้ใครมาเลือกแทน หรือเลือกโดยเปิดเผย
แม้ในบางประเทศที่เวลาไม่พร้อมกัน เช่น ในสหรัฐอเมริกา ฟากตะวันออกมีเวลาต่างกับฟากตะวันตกถึง 6 ชั่วโมง ขณะที่ฟากตะวันออกปิดหีบเลือกตั้งและทราบผลคะแนนไปแล้ว ฟากตะวันตกเพิ่งเปิดหีบลงคะแนนเสียง แต่สหรัฐอเมริกามิได้คำนึงว่า เมื่อฟากตะวันตกรับรู้แล้วว่าประชาชนฟากตะวันออกลงคะแนนเสียงให้ใคร ประชาชนฟากตะวันตกก็ลงคะแนนผู้สมัครที่เขาต้องการเลือก
สุดท้ายเมื่อคะแนนออกมาเป็นของผู้สมัครรายใด โดยเฉพาะตัวประธานาธิบดี ผู้นั้นได้คะแนนมากกว่าก็ชนะ เท่านั้นเอง
ส่วนจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงในแต่ละครั้ง หรือแต่ละสมัยย่อมขึ้นกับการแข่งขันในสมัยนั้น ว่าผู้สมัครมีการแข่งขันกันสูงหรือไม่ หรือผู้สมัครคนหนึ่งมีความนิยมสูงกว่าอีกคนหนึ่ง
จำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนั้นอาจมีต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็เป็นได้
ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการออกเสียงเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เป็นเพราะจิตสำนึกของผู้นั้นมากกว่า
ดังเช่นในกรุงเทพมหานคร ครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ใหม่ๆ มีการรัฐประหารเกิดขึ้น คนกรุงเทพฯเบื่อหน่ายการเลือกตั้ง และน่าจะผิดหวังพรรคประชาธิปัตย์ จึงออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงร้อยละ 22 หรือกว่านั้นเล็กน้อย
พรรคที่ได้รับการเลือกตั้งคือพรรคประชากรไทย มีผู้ลงคะแนนเสียงให้เพียงร้อยละ 17 เท่านั้น และพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเพียงคนเดียว คือ พันเอกถนัด คอมันตร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค
เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เพราะมีเหตุวุ่นวาย ใครจะมีอารมณ์ออกมาเลือกตั้ง จำนวนผู้ออกมาเลือกตั้งจึงมีร้อยละนิดเดียว
ทำไมไม่ไปดูที่จังหวัดซึ่งมีผู้ไปออกเสียงร้อยละเกินกว่าครึ่งบ้างเล่าครับ ว่าเป็นเพราะอะไร
.
บทความ2 - ความรักกับประชาธิปไตยครือกัน โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
_____________________________________________________________________________________________
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392372720
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 22:09:51 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 2 )
( ภาพจากเวบบอร์ด -ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน,มติชน )
มีผู้รอบรู้ทางการเมืองหลายราย ได้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ในประเด็นการเมืองไทยว่า เหตุใดจึงวนไปเวียนมา ไม่พัฒนาก้าวหน้าไปไหนเสียที ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า
เพราะคนไทยบางส่วน ยังยึดติดกับตัวบุคคล
มากกว่าจะยึดถือในระบบ
ขณะที่คนไทยจำนวนมาก ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ประเทศชาติเราพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
เสียเลือดเสียเนื้อมาก็มาก เพื่อให้หลุดพ้นจากการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือชนชั้นสูง พ้นจากยุคที่อำนาจอยู่ในมือกลุ่มขุนศึก
จนได้ประชาธิปไตยที่มีระบบการเลือกตั้ง แล้วก้าวหน้าต่อไปอีก จนได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง หรือจาก ส.ส.
แต่พัฒนาการของการเมืองไทย จะสะดุดเป็นระยะๆ หากเกิดกระแสเกลียดชังในตัวตนของผู้นำการเมืองในยุคนั้นๆ แล้วไปเชื่อในผู้นำการประท้วง โดยหลงใหลในความดีบางด้านของผู้นำม็อบ
จะมีผู้คนถาโถมเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ โดยไม่มองว่า แล้วสิ่งที่ผู้นำการประท้วงที่เชื่อถือกันอยู่นั้น เขาได้เสนอการแก้ปัญหาโดยยึดระบบหรือไม่
มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นแล้ว กรณีพฤษภาคม 2535 ประชาชนออกมาขับไล่นายกฯจากทหาร แต่มีอารมณ์เกลียดชังที่ตัวคนในปมประเด็น "เสียสัตย์" มากกว่า
อีกทั้งเข้าร่วมประท้วงเพราะเชื่อมั่นในผู้นำม็อบ ที่เป็นคนถือศีลกินผัก
หลังจากถูกปราบจนล้มตายไปมากมาย สุดท้ายนายกฯทหารยอมลาออก ขณะนั้นสภายังอยู่ จึงดำเนินการตามขั้นตอนด้วยการเลือกผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคต่างๆ ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทน
แต่เพราะกระแสการเกลียดชังในตัวบุคคล และเชื่อมั่นในตัวบุคคล
เมื่อมีการพลิกโผ เปลี่ยนตัวนายกฯเป็นคนกลางที่เรียกกันว่าเป็นผู้ดีมีความโปร่งใส ปรากฏว่าสังคมไทยยอมรับในคนคนนี้ มากกว่าจะให้นายกฯมาตามระบบคือมาจาก ส.ส.
จากนั้นคนยึดระบบก็ต้องมาต่อสู้กันอีก จนได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดชัดว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง
แต่แล้วกระแสสร้างความเกลียดชังในตัวผู้นำการเมืองก็ถูกปลุกขึ้นมาอีก จนนำมาสู่การใช้อำนาจนอกระบบ ก่อรัฐประหารในปี 2549
อันเป็นการรัฐประหารที่สังคมไทยมีข้อสรุปในเวลาต่อมาว่า เป็นจุดสร้างความขัดแย้งแตกแยกครั้งใหญ่
แทนที่จะยึดกันตามระบบ ปล่อยให้มีการเลือกตั้งอีกสักครั้งสองครั้ง ทักษิณย่อมค่อยๆ เสื่อม คะแนนนิยมจากประชาชนจะเริ่มลดลง
กลับใจเร็ว ใจร้อน และไม่ยึดตามระบบ นั่นคือประท้วงเพื่อให้เกิดการรัฐประหาร สุดท้ายจึงเกิดวิกฤตใหม่ที่ร้ายแรงกว่า
เมื่อมองดูวิกฤตการเมืองไทยในปลายปี 2556 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2557 นี้
ถามตัวเองดูว่า เข้าร่วมการต่อสู้เพราะเกลียดชังในตัวนายกฯตามกระแสที่เขาโหมกันจนเชื่อด้วยอคติหรือไม่
เกลียดชังในผู้นำการเมือง แล้วหลงใหลในผู้นำการประท้วง
เข้าทำนองยึดในบุคคลจนไม่สนระบบหรือไม่
ถึงขั้นเกลียดชังในบุคคลและในบางตระกูล จนพร้อมจะให้การเมืองไทยหยุดประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน
จะเอานายกฯคนกลาง ที่เป็นคนดี โดยละเมิดระบบการเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้คนกว่า 20 ล้านร่วมกันยืนยันในระบบนี้เอาไว้แล้ว
ถ้าคราวนี้ยังไม่ยึดระบบกันอีก มีแต่จะฉุดรั้งบ้านเมืองให้ถอยหลังและก่อวิกฤตใหม่ที่รุนแรงกว่าอย่างแน่นอน
++
ความรักกับประชาธิปไตยครือกัน
โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392375687
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 22:15:38 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 6 )
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ใครๆ ก็รู้ว่าเป็น "วันแห่งความรัก" โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว
แต่มีคนไทยจำนวนหนึ่งเคยมีความพยายามปรับเปลี่ยนให้เป็นวันแห่งความรักที่นอกเหนือไปจากความรักของหนุ่มสาว วันแห่งความรักบิดามารดา รักพี่น้อง ที่สุดคือรักครอบครัว
วันนี้สินค้าขายดีมาหลายปีแล้ว คือดอกกุหลาบสีแดง และช็อกโกแลต
ขายดีขนาดว่าดอกกุหลาบดอกโตราคาดอกละหลายร้อยบาท มีการปลูกขายกันในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ออกดอกในช่วงวันวาเลนไทน์ แล้วจัดส่งไปขายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
ขณะที่จะขายกันในราคาดอกละหลายร้อยถึงพันบาทก็มีคนซื้อ โดยเฉพาะผู้มีสตางค์อาจซื้อเป็นช่อใหญ่ราคานับหมื่นบาทก็มี เพราะเรื่องของความรักวัดกันไม่ได้
ช่างเถอะ เมื่อยอมรับแล้วว่าเป็น "วันแห่งความรัก" ก็ต้องมี "อะไร" มาแทนความรักกันในวันนี้ ทั้งในเรื่องของดอกกุหลาบ เรื่องของช็อกโกแลต และการออกไปกินข้าวราคาแพงตามโรงแรมหรู
เรื่องหนึ่งซึ่งต้องการกล่าวถึงวันนี้ คือเรื่องที่เน้นย้ำกันจังว่า ประชาธิปไตยควรจะมีผู้ออกไปเลือกตั้งจำนวนเท่านั้นเท่านี้ โดยเฉพาะจำนวนเกินกว่าร้อยละ 50 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ด้วยเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นว่า เพราะเราต้องการให้คนไทยเรียนรู้เรื่องการเมืองด้วยวิธีการเรียนลัด จึงกำหนดให้การเลือกตั้งซึ่งเป็นประการหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยกลายเป็นหน้าที่
เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อประชาธิปไตยคือสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงควรควบคู่ไปกับการมีหน้าที่เช่นเดียวกับหน้าที่อื่น เช่น ประชาชนมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเสียภาษีแล้วผู้นั้นมีความเป็นประชาธิปไตย หรือผู้ไม่เสียภาษีคือผู้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
การเลือกตั้งเป็นวิธีการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ทั้งเป็นวิธีการที่แสดงให้เห็นว่าการจะเลือกตัวแทนของประชาชนนั้นต้องแสดงออกมาว่าจะเลือกใคร ด้วยการใช้วิธีเลือกโดยตรงและลับ
ไม่ให้ใครมาเลือกแทน หรือเลือกโดยเปิดเผย
แม้ในบางประเทศที่เวลาไม่พร้อมกัน เช่น ในสหรัฐอเมริกา ฟากตะวันออกมีเวลาต่างกับฟากตะวันตกถึง 6 ชั่วโมง ขณะที่ฟากตะวันออกปิดหีบเลือกตั้งและทราบผลคะแนนไปแล้ว ฟากตะวันตกเพิ่งเปิดหีบลงคะแนนเสียง แต่สหรัฐอเมริกามิได้คำนึงว่า เมื่อฟากตะวันตกรับรู้แล้วว่าประชาชนฟากตะวันออกลงคะแนนเสียงให้ใคร ประชาชนฟากตะวันตกก็ลงคะแนนผู้สมัครที่เขาต้องการเลือก
สุดท้ายเมื่อคะแนนออกมาเป็นของผู้สมัครรายใด โดยเฉพาะตัวประธานาธิบดี ผู้นั้นได้คะแนนมากกว่าก็ชนะ เท่านั้นเอง
ส่วนจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงในแต่ละครั้ง หรือแต่ละสมัยย่อมขึ้นกับการแข่งขันในสมัยนั้น ว่าผู้สมัครมีการแข่งขันกันสูงหรือไม่ หรือผู้สมัครคนหนึ่งมีความนิยมสูงกว่าอีกคนหนึ่ง
จำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนั้นอาจมีต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็เป็นได้
ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการออกเสียงเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เป็นเพราะจิตสำนึกของผู้นั้นมากกว่า
ดังเช่นในกรุงเทพมหานคร ครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ใหม่ๆ มีการรัฐประหารเกิดขึ้น คนกรุงเทพฯเบื่อหน่ายการเลือกตั้ง และน่าจะผิดหวังพรรคประชาธิปัตย์ จึงออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงร้อยละ 22 หรือกว่านั้นเล็กน้อย
พรรคที่ได้รับการเลือกตั้งคือพรรคประชากรไทย มีผู้ลงคะแนนเสียงให้เพียงร้อยละ 17 เท่านั้น และพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเพียงคนเดียว คือ พันเอกถนัด คอมันตร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค
เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เพราะมีเหตุวุ่นวาย ใครจะมีอารมณ์ออกมาเลือกตั้ง จำนวนผู้ออกมาเลือกตั้งจึงมีร้อยละนิดเดียว
ทำไมไม่ไปดูที่จังหวัดซึ่งมีผู้ไปออกเสียงร้อยละเกินกว่าครึ่งบ้างเล่าครับ ว่าเป็นเพราะอะไร
.
2556-09-26
ภูฏานกับอนาคตของGNH โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
.
เพิ่มบทความก่อนหน้า - คนสวิสกับโสเภณี โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ภูฏานกับอนาคตของดัชนีมวลรวมความสุข
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380105244
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:55:37 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 25 ก.ย.2556 )
ราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีทางออกทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่งทวีปเอเชียคือ อินเดียทางใต้และจีนทางเหนือ ซึ่งการรักษาเอกราชของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
ในขณะที่ประเทศทิเบตที่ตั้งอยู่ทางเหนือพรมแดนติดกับภูฏานก็ถูกจีนยึดครองใน พ.ศ.2493 และประเทศสิกขิมที่อยู่ทางทิศตะวันตกพรมแดนติดกับภูฏานเช่นกันก็ถูกอินเดียยึดครองไปใน พ.ศ.2518
ภูฏานเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า "แผ่นดินบนที่สูง" แต่คนภูฏานเรียกดินแดนของพวกเขาว่า "ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า" ภูฏานมีเนื้อที่ประมาณ 38,394 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่ขนาดจังหวัดนครราชสีมากับอุบลราชธานีรวมกันเท่านั้นแหละ) มีประชากรประมาณ 750,000 คน
ภูฏานเป็นประเทศที่ถูกจัดโดยสหประชาชาติว่าเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least developed country-LDC) ที่มีอยู่ 14 ประเทศในทวีปเอเชียโดยวัดจากความยากจน, ทรัพยากรมนุษย์ที่อ่อนแอทางด้านโภชนาการ, สุขภาพ, การศึกษากับจำนวนผู้รู้หนังสือ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรที่มีราคาปรวนแปรสูง เป็นต้น
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของภูฏานเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2450 เมื่อราชวงศ์วังชุกขึ้นเถลิงอำนาจเป็นพระราชาธิบดีปกครองภูฏานแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า "พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่" พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติได้สำเร็จใน พ.ศ.2514
(สำคัญมากนะครับสำหรับประเทศเล็กๆ ที่จะต้องเป็นสมาชิกสหประชาชาติเพื่อป้องกันการถูกรุกรานหรือถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศไทยของเราเองก็ดิ้นรนเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาติเมื่อ พ.ศ.2489 และโมนาโกก็พยายามเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติจนสำเร็จใน พ.ศ.2536 เช่นเดียวกับภูฏานนั่นเอง)
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นพระราชาธิบดี องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก ทรงนำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ.2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว
ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ.2548 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทยด้วย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏานต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
ประเทศภูฏานจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2550 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ยังเป็นผู้เสนอและนำแนวทางของความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness, GNH) เป็นการมองการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้เน้นตัวเลขในการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Gross Domestic Product, GDP) แต่เน้นมุมมองเรื่อง "ความสุข" ที่แท้จริงของสังคมเป็นหลัก
ปัจจุบันแนวคิด GNH กำลังได้รับความสนใจจากนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มี GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) เป็นเกณฑ์นั้นมักนำมาซึ่งผลกระทบในทางลบมากขึ้นทุกที
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญและประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในปี พ.ศ.2549
ภูฏานจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นครั้งแรกในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีพรรคการเมืองสองพรรคคือพรรคภูฏานสันติภาพและรุ่งเรือง (DPT) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหนือพรรคประชาธิปไตยประชาชน (PDP) ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมด้วยที่นั่งในรัฐสภา 45:2 ซึ่งในช่วง 4 ปีของการบริหารงานของพรรค DPT จึงเน้นเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) มากและได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก
แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองของภูฏานในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513 ปรากฏว่าเกิดการพลิกล็อกครั้งใหญ่เนื่องจากว่าพรรค PDP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รณรงค์หาเสียงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแนวทุนนิยม นั่นคือ การเน้นการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ (GDP) มากกว่าความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)
ปรากฏว่าพรรค PDP ได้รับที่นั่งในรัฐสภา 32 ที่นั่ง ส่วนพรรค DPT ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมได้รับที่นั่งในรัฐสภาเพียง 15 ที่นั่งเท่านั้น
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของภูฏานคือ นายซีริง โทบเก อายุ 47 ปี ผู้จบปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งพิตสเบิร์กและปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยรับราชการเป็นอธิบดีกรมอาชีวศึกษา ก่อนที่จะมาเล่นการเมืองโดยเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภามาตลอด 4 ปี ก่อนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้เอง
นายซีริง โทบเก ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP อย่างชัดแจ้งว่า GDP ต้องมาก่อน GNH
เพราะว่าการเสียเวลาพูดถึงความสุขมวลรวมประชาชาติมากๆ โดยไม่ทำงานนั้นทำให้ประเทศภูฏานไม่ใส่ใจในปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าคือหนี้สาธารณะของภูฏานได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนเกิดการขาดแคลนเงินตราระหว่างประเทศ อัตราการว่างงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่างงานของคนหนุ่มสาวและการคอร์รัปชั่นที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาหลัก 4 ประการนี้ ทางการภูฏานต้องเร่งจัดการเป็นการเร่งด่วน
ยิ่งกว่านั้น นายกรัฐมนตรี ซีริง โทบเก ยังกล่าวอย่างประชดประชันว่า GNH คือ "Government Needs Help" ต่างหาก
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
บทความที่เกี่ยวข้อง
คนรุ่นใหม่ในภูฏานต่อต้าน 'GNH'
by Sutthiporn . . 27 มิถุนายน 2556 เวลา 08:22 น.
อ่านที่ http://news.voicetv.co.th/global/73745.html
+++
บทความก่อนหน้า
คนสวิสกับโสเภณี
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377688762
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:32:15 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 28 ส.ค. 2556 )
คนสวิสโดยทั่วไปแล้วเป็นคนประเภทปฏิบัตินิยม (pragmatism)
คือเป็นคนประเภทที่ไม่ยึดถือเอาคำสอนของศาสนาเป็นมาตรฐานวัดว่าอะไรถูกอะไรผิด แบบว่าคุณธรรม จริยธรรมของศาสนา โดยเฉพาะของศาสนาคริสต์นั้นเป็นเรื่องเหลวใหลอย่างสิ้นเชิงไปเลยทีเดียว
ดังนั้น คนสวิสจึงประกาศตั้งตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งทั้งปวงในทวีปยุโรปมาร่วม 500 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยสงคราม 30 ปีโน่น สงคราม 30 ปี เป็นสงครามใหญ่ระหว่างรัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตก (พ.ศ.2161-2191) โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งภายในศาสนาคริสต์ระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์และนิกายโรมันคาทอลิกในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) แต่ความขัดแย้งทางอำนาจ ทางการเมืองภายในจักรวรรดิก็เป็นส่วนสำคัญด้วย ในที่สุดสงครามก็ขยายออกไปเป็นความขัดแย้งของอาณาบริเวณต่างๆ ทั่วยุโรปในช่วงการต่อสู้ทั่วไปสงคราม 30 ปี เป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในการเป็นมหาอำนาจในยุโรป และในที่สุดก็บานปลายไปเป็นสงครามที่ไม่มีเหตุผลใดที่เกี่ยวกับศาสนาเลยในที่สุด
การเป็นกลางของชาวสวิสเกิดจากความปฏิบัตินิยม โดยเฉพาะชายชาวสวิสจำนวนมากมีอาชีพเป็นทหารรับจ้าง (Mercenary) บริการทางทหารให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งความเป็นทหารมืออาชีพ (Professional) ของทหารรับจ้างสวิสเป็นที่นิยมของประเทศต่างๆ ในยุโรปมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันทหารของนครรัฐวาติกันก็ยังใช้ทหารรับจ้างชาวสวิสอยู่จนทุกวันนี้
ซึ่งผลก็คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็อยู่สงบสุขดี แต่คนสวิสก็ไปรับจ้างเป็นทหารรบทั่วยุโรป จนมีคำพูดที่ติดปากชาวยุโรปว่า "ที่ไหนไม่มีเงิน ที่นั่นไม่มีคนสวิส"
การออกเสียงประชามติ (Referendums) กับชาวสวิสนั้นเป็นของคู่กัน
เนื่องจากที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีการลงประชามติในระดับท้องถิ่น ระดับกังตอง (มลรัฐ) และระดับชาติทุกปี ซึ่งการลงประชามตินี้มีบังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ
เนื่องจากการออกเสียงประชามติเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ดีกว่ายอมแต่ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ซึ่งบรรดาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้วส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเสียเป็นส่วนใหญ่
อย่างเรื่องโสเภณีนี่นะครับ เป็นเรื่องสำคัญในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะให้มีโสเภณีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อที่จะป้องกันการค้ามนุษย์ ป้องกันการแพร่กระจายของกามโรคและโรคเอดส์ และยังเป็นการกำจัดองค์กรอาชญากรรม (ขบวนการแมงดาที่หากินกับโสเภณี) ไปในตัวด้วย ที่สำคัญคือ รัฐสามารถเก็บภาษีจากโสเภณีและมีสวัสดิการให้กับโสเภณีที่เป็นอาชีพที่ถูกต้องและมีศักดิ์ศรีตามกฎหมาย
ในทวีปยุโรปมีประเทศที่มีโสเภณีและซ่องโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 7 ประเทศ คือเดนมาร์ก, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, กรีซ และตุรกี ส่วนประเทศที่ให้โสเภณีถูกต้องตามกฎหมายแต่ห้ามมีซ่องโสเภณีมีอยู่ 16 ประเทศ คือ ฟินแลนด์, โปแลนด์, เช็ก, สโลวัก, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส, บัลแกเรีย, อังกฤษ, ไอร์แลนด์, สโลวาเกีย, เอสโตเนีย, ลัตเวีย และฮังการี
มี 3 ประเทศที่น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง เพราะออกกฎหมายที่ก้าวหน้าและยุติธรรมที่สุดคือ นอร์เวย์, สวีเดน และไอซ์แลนด์ ที่ถือว่าโสเภณีผิดกฎหมาย แต่หากมีการละเมิดกฎหมาย ผู้ผิดคือลูกค้าครับ ไม่ใช่ตัวโสเภณี
คราวนี้มีเรื่องที่น่าสนใจจากสำนักข่าวเอเอฟพี คือ ในสวิตเซอร์แลนด์ การค้าประเวณีเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย โสเภณีส่วนใหญ่ทำงานในซ่องและเอเยนซี่ขายบริการ แต่ผู้หญิงบางส่วนจะเตร็ดเตร่หาลูกค้าตามริมถนน ทำให้ชาวบ้านในเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะย่าน Sihlquai ซึ่งเป็นแถบใจกลางเมืองย่านถนนสายโลกีย์ของเมืองซูริกร้องเรียนว่า เซ็งกับภาพอุจาดตาของกระบวนการต่อรองระหว่างโสเภณีกับลูกค้า ดังนั้น จึงได้มีการออกเสียงประชามติกันเรื่องย้ายไปสร้างซ่องแบบไดร์ฟอิน (เหมือนโรงภาพยนตร์กลางแจ้งที่ขับรถเข้าไปดูหนังในรถในซอยลาดพร้าว 130 สมัยก่อน) แต่แบ่งเป็นช่องๆ (ดูรูป) ให้อยู่ที่ชานเมือง โดยเทศบาลเมืองซูริก ออกค่าใช้จ่ายจากเงินภาษีของชาวซูริกเอง
เรื่องนี้ได้ผ่านการออกเสียงประชามติของชาวเมืองซูริกแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2555 ทางเทศบาลนครซูริกจึงได้ลงมือสร้างสถานบริการทางเพศรูปแบบใหม่ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "คูหาเซ็กซ์ (sex boxes)" มีกำหนดทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2556 นี้เอง โดยซ่องโสเภณีแบบไดร์ฟ อิน นี้ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเก่าแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมืองซูริก
สำหรับผู้ชายที่ต้องการใช้บริการแบบนี้ต้องขับรถเข้ามาคนเดียวเท่านั้น โดยขับผ่านประตูเข้ามาเพียงลำพัง ก็จะได้รับการสนองความต้องการทางเพศจากหญิงโสเภณีประมาณ 40 คน ที่ประจำอยู่ และพอตกลงราคากันได้ ทั้งสองคนก็จะขับรถเข้าไปยังช่องสี่เหลื่ยมลักษณะคล้ายกับห้องล้างรถ เพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ ด้วยห้องดังกล่าวติดอุปกรณ์เตือนภัยเอาไว้ ก็ทำให้โสเภณีสามารถแจ้งกับตำรวจได้อย่างรวดเร็ว หากตกอยู่ในอันตรายจากลูกค้าหน้ามืดทั้งหลาย มาตรการใหม่จะช่วยเจ้าหน้าที่สอดส่องดูแล และจัดระเบียบโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย
มาตรการที่ทางเทศบาลนครซูริกสร้างซ่องไดร์ฟอินขึ้นนี้ เพื่อที่จะรับประกันความปลอดภัยแก่หญิงโสเภณี กำจัดเครือข่ายอาชญากรรมค้ามนุษย์ และลดบทบาทของการค้าประเวณีอย่างผิดกฎหมาย
อ้อ! ซ่องโสเภณีไดร์ฟอินนี้ไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดนะครับ แล้วก็ไม่มีตำรวจประจำการอย่างถาวร แต่จะมอบหน้าที่ดูแลนี้แก่เจ้าหน้าที่ทางสังคม กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทน เป็นการช่วยให้ลูกค้าโสเภณีที่หน้ามืดแต่หน้าบางด้วย เข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกใจ
คูหาเซ็กซ์นี้จะเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยมีข้อกำหนดว่า ผู้ใช้บริการต้องขับรถผ่านประตูเข้าไปเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่เมืองซูริกนี้นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา บรรดาโสเภณีทุกคนต้องมีใบอนุญาตเดินเร่ขายบริการ โดยต้องมีใบอนุญาตการทำงานและใบประกันสุขภาพเสียก่อน และเสียภาษีจำนวน 5 ฟรังก์สวิสต่อคืนด้วย ขณะเดียวกัน ทางด้านลูกค้าหน้ามืดในซูริกก็สามารถมองหาหญิงโสเภณีได้เพียง 3 จุดที่กำหนดไว้ ได้แก่คูหาเซ็กซ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จดังกล่าว แล้วก็จะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง โดยแห่งที่สองจะตั้งอยู่ใกล้ๆ ถนนหลวง ส่วนอีกแห่งคือ ในย่านเมืองเก่าที่มีไว้บริการคนที่ไม่มีรถยนต์ต้องเดินเท้าเข้ามาใช้บริการ
ดังนั้น นับแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 เป็นต้นไป นักเที่ยวหน้ามืดคนใดไปซื้อหาบริการทางเพศนอกพื้นที่ที่จัดให้ จะมีโทษปรับเป็นเงิน 50 ฟรังก์สวิส
ครับ ! คนสวิสนี่เขาเป็นพวกปฏิบัตินิยมจริงๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
เพิ่มบทความก่อนหน้า - คนสวิสกับโสเภณี โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ภูฏานกับอนาคตของดัชนีมวลรวมความสุข
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380105244
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:55:37 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 25 ก.ย.2556 )
ราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีทางออกทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่งทวีปเอเชียคือ อินเดียทางใต้และจีนทางเหนือ ซึ่งการรักษาเอกราชของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
ในขณะที่ประเทศทิเบตที่ตั้งอยู่ทางเหนือพรมแดนติดกับภูฏานก็ถูกจีนยึดครองใน พ.ศ.2493 และประเทศสิกขิมที่อยู่ทางทิศตะวันตกพรมแดนติดกับภูฏานเช่นกันก็ถูกอินเดียยึดครองไปใน พ.ศ.2518
ภูฏานเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า "แผ่นดินบนที่สูง" แต่คนภูฏานเรียกดินแดนของพวกเขาว่า "ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า" ภูฏานมีเนื้อที่ประมาณ 38,394 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่ขนาดจังหวัดนครราชสีมากับอุบลราชธานีรวมกันเท่านั้นแหละ) มีประชากรประมาณ 750,000 คน
ภูฏานเป็นประเทศที่ถูกจัดโดยสหประชาชาติว่าเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least developed country-LDC) ที่มีอยู่ 14 ประเทศในทวีปเอเชียโดยวัดจากความยากจน, ทรัพยากรมนุษย์ที่อ่อนแอทางด้านโภชนาการ, สุขภาพ, การศึกษากับจำนวนผู้รู้หนังสือ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรที่มีราคาปรวนแปรสูง เป็นต้น
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของภูฏานเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2450 เมื่อราชวงศ์วังชุกขึ้นเถลิงอำนาจเป็นพระราชาธิบดีปกครองภูฏานแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า "พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่" พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติได้สำเร็จใน พ.ศ.2514
(สำคัญมากนะครับสำหรับประเทศเล็กๆ ที่จะต้องเป็นสมาชิกสหประชาชาติเพื่อป้องกันการถูกรุกรานหรือถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศไทยของเราเองก็ดิ้นรนเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาติเมื่อ พ.ศ.2489 และโมนาโกก็พยายามเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติจนสำเร็จใน พ.ศ.2536 เช่นเดียวกับภูฏานนั่นเอง)
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นพระราชาธิบดี องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก ทรงนำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ.2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว
ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ.2548 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทยด้วย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏานต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
ประเทศภูฏานจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2550 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี
พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ยังเป็นผู้เสนอและนำแนวทางของความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness, GNH) เป็นการมองการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้เน้นตัวเลขในการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Gross Domestic Product, GDP) แต่เน้นมุมมองเรื่อง "ความสุข" ที่แท้จริงของสังคมเป็นหลัก
ปัจจุบันแนวคิด GNH กำลังได้รับความสนใจจากนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มี GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) เป็นเกณฑ์นั้นมักนำมาซึ่งผลกระทบในทางลบมากขึ้นทุกที
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญและประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในปี พ.ศ.2549
ภูฏานจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นครั้งแรกในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีพรรคการเมืองสองพรรคคือพรรคภูฏานสันติภาพและรุ่งเรือง (DPT) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหนือพรรคประชาธิปไตยประชาชน (PDP) ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมด้วยที่นั่งในรัฐสภา 45:2 ซึ่งในช่วง 4 ปีของการบริหารงานของพรรค DPT จึงเน้นเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) มากและได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก
แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองของภูฏานในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513 ปรากฏว่าเกิดการพลิกล็อกครั้งใหญ่เนื่องจากว่าพรรค PDP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รณรงค์หาเสียงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแนวทุนนิยม นั่นคือ การเน้นการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ (GDP) มากกว่าความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH)
ปรากฏว่าพรรค PDP ได้รับที่นั่งในรัฐสภา 32 ที่นั่ง ส่วนพรรค DPT ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมได้รับที่นั่งในรัฐสภาเพียง 15 ที่นั่งเท่านั้น
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของภูฏานคือ นายซีริง โทบเก อายุ 47 ปี ผู้จบปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งพิตสเบิร์กและปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยรับราชการเป็นอธิบดีกรมอาชีวศึกษา ก่อนที่จะมาเล่นการเมืองโดยเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภามาตลอด 4 ปี ก่อนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้เอง
นายซีริง โทบเก ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP อย่างชัดแจ้งว่า GDP ต้องมาก่อน GNH
เพราะว่าการเสียเวลาพูดถึงความสุขมวลรวมประชาชาติมากๆ โดยไม่ทำงานนั้นทำให้ประเทศภูฏานไม่ใส่ใจในปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าคือหนี้สาธารณะของภูฏานได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนเกิดการขาดแคลนเงินตราระหว่างประเทศ อัตราการว่างงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่างงานของคนหนุ่มสาวและการคอร์รัปชั่นที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาหลัก 4 ประการนี้ ทางการภูฏานต้องเร่งจัดการเป็นการเร่งด่วน
ยิ่งกว่านั้น นายกรัฐมนตรี ซีริง โทบเก ยังกล่าวอย่างประชดประชันว่า GNH คือ "Government Needs Help" ต่างหาก
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
บทความที่เกี่ยวข้อง
คนรุ่นใหม่ในภูฏานต่อต้าน 'GNH'
by Sutthiporn . . 27 มิถุนายน 2556 เวลา 08:22 น.
อ่านที่ http://news.voicetv.co.th/global/73745.html
+++
บทความก่อนหน้า
คนสวิสกับโสเภณี
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377688762
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:32:15 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 28 ส.ค. 2556 )
คนสวิสโดยทั่วไปแล้วเป็นคนประเภทปฏิบัตินิยม (pragmatism)
คือเป็นคนประเภทที่ไม่ยึดถือเอาคำสอนของศาสนาเป็นมาตรฐานวัดว่าอะไรถูกอะไรผิด แบบว่าคุณธรรม จริยธรรมของศาสนา โดยเฉพาะของศาสนาคริสต์นั้นเป็นเรื่องเหลวใหลอย่างสิ้นเชิงไปเลยทีเดียว
ดังนั้น คนสวิสจึงประกาศตั้งตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งทั้งปวงในทวีปยุโรปมาร่วม 500 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยสงคราม 30 ปีโน่น สงคราม 30 ปี เป็นสงครามใหญ่ระหว่างรัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตก (พ.ศ.2161-2191) โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งภายในศาสนาคริสต์ระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์และนิกายโรมันคาทอลิกในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) แต่ความขัดแย้งทางอำนาจ ทางการเมืองภายในจักรวรรดิก็เป็นส่วนสำคัญด้วย ในที่สุดสงครามก็ขยายออกไปเป็นความขัดแย้งของอาณาบริเวณต่างๆ ทั่วยุโรปในช่วงการต่อสู้ทั่วไปสงคราม 30 ปี เป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในการเป็นมหาอำนาจในยุโรป และในที่สุดก็บานปลายไปเป็นสงครามที่ไม่มีเหตุผลใดที่เกี่ยวกับศาสนาเลยในที่สุด
การเป็นกลางของชาวสวิสเกิดจากความปฏิบัตินิยม โดยเฉพาะชายชาวสวิสจำนวนมากมีอาชีพเป็นทหารรับจ้าง (Mercenary) บริการทางทหารให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งความเป็นทหารมืออาชีพ (Professional) ของทหารรับจ้างสวิสเป็นที่นิยมของประเทศต่างๆ ในยุโรปมานานแล้ว แม้ในปัจจุบันทหารของนครรัฐวาติกันก็ยังใช้ทหารรับจ้างชาวสวิสอยู่จนทุกวันนี้
ซึ่งผลก็คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็อยู่สงบสุขดี แต่คนสวิสก็ไปรับจ้างเป็นทหารรบทั่วยุโรป จนมีคำพูดที่ติดปากชาวยุโรปว่า "ที่ไหนไม่มีเงิน ที่นั่นไม่มีคนสวิส"
การออกเสียงประชามติ (Referendums) กับชาวสวิสนั้นเป็นของคู่กัน
เนื่องจากที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีการลงประชามติในระดับท้องถิ่น ระดับกังตอง (มลรัฐ) และระดับชาติทุกปี ซึ่งการลงประชามตินี้มีบังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ
เนื่องจากการออกเสียงประชามติเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ดีกว่ายอมแต่ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ซึ่งบรรดาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้วส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเสียเป็นส่วนใหญ่
อย่างเรื่องโสเภณีนี่นะครับ เป็นเรื่องสำคัญในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะให้มีโสเภณีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อที่จะป้องกันการค้ามนุษย์ ป้องกันการแพร่กระจายของกามโรคและโรคเอดส์ และยังเป็นการกำจัดองค์กรอาชญากรรม (ขบวนการแมงดาที่หากินกับโสเภณี) ไปในตัวด้วย ที่สำคัญคือ รัฐสามารถเก็บภาษีจากโสเภณีและมีสวัสดิการให้กับโสเภณีที่เป็นอาชีพที่ถูกต้องและมีศักดิ์ศรีตามกฎหมาย
ในทวีปยุโรปมีประเทศที่มีโสเภณีและซ่องโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 7 ประเทศ คือเดนมาร์ก, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, กรีซ และตุรกี ส่วนประเทศที่ให้โสเภณีถูกต้องตามกฎหมายแต่ห้ามมีซ่องโสเภณีมีอยู่ 16 ประเทศ คือ ฟินแลนด์, โปแลนด์, เช็ก, สโลวัก, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส, บัลแกเรีย, อังกฤษ, ไอร์แลนด์, สโลวาเกีย, เอสโตเนีย, ลัตเวีย และฮังการี
มี 3 ประเทศที่น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง เพราะออกกฎหมายที่ก้าวหน้าและยุติธรรมที่สุดคือ นอร์เวย์, สวีเดน และไอซ์แลนด์ ที่ถือว่าโสเภณีผิดกฎหมาย แต่หากมีการละเมิดกฎหมาย ผู้ผิดคือลูกค้าครับ ไม่ใช่ตัวโสเภณี
คราวนี้มีเรื่องที่น่าสนใจจากสำนักข่าวเอเอฟพี คือ ในสวิตเซอร์แลนด์ การค้าประเวณีเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย โสเภณีส่วนใหญ่ทำงานในซ่องและเอเยนซี่ขายบริการ แต่ผู้หญิงบางส่วนจะเตร็ดเตร่หาลูกค้าตามริมถนน ทำให้ชาวบ้านในเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะย่าน Sihlquai ซึ่งเป็นแถบใจกลางเมืองย่านถนนสายโลกีย์ของเมืองซูริกร้องเรียนว่า เซ็งกับภาพอุจาดตาของกระบวนการต่อรองระหว่างโสเภณีกับลูกค้า ดังนั้น จึงได้มีการออกเสียงประชามติกันเรื่องย้ายไปสร้างซ่องแบบไดร์ฟอิน (เหมือนโรงภาพยนตร์กลางแจ้งที่ขับรถเข้าไปดูหนังในรถในซอยลาดพร้าว 130 สมัยก่อน) แต่แบ่งเป็นช่องๆ (ดูรูป) ให้อยู่ที่ชานเมือง โดยเทศบาลเมืองซูริก ออกค่าใช้จ่ายจากเงินภาษีของชาวซูริกเอง
เรื่องนี้ได้ผ่านการออกเสียงประชามติของชาวเมืองซูริกแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2555 ทางเทศบาลนครซูริกจึงได้ลงมือสร้างสถานบริการทางเพศรูปแบบใหม่ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "คูหาเซ็กซ์ (sex boxes)" มีกำหนดทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2556 นี้เอง โดยซ่องโสเภณีแบบไดร์ฟ อิน นี้ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเก่าแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมืองซูริก
สำหรับผู้ชายที่ต้องการใช้บริการแบบนี้ต้องขับรถเข้ามาคนเดียวเท่านั้น โดยขับผ่านประตูเข้ามาเพียงลำพัง ก็จะได้รับการสนองความต้องการทางเพศจากหญิงโสเภณีประมาณ 40 คน ที่ประจำอยู่ และพอตกลงราคากันได้ ทั้งสองคนก็จะขับรถเข้าไปยังช่องสี่เหลื่ยมลักษณะคล้ายกับห้องล้างรถ เพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ ด้วยห้องดังกล่าวติดอุปกรณ์เตือนภัยเอาไว้ ก็ทำให้โสเภณีสามารถแจ้งกับตำรวจได้อย่างรวดเร็ว หากตกอยู่ในอันตรายจากลูกค้าหน้ามืดทั้งหลาย มาตรการใหม่จะช่วยเจ้าหน้าที่สอดส่องดูแล และจัดระเบียบโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย
มาตรการที่ทางเทศบาลนครซูริกสร้างซ่องไดร์ฟอินขึ้นนี้ เพื่อที่จะรับประกันความปลอดภัยแก่หญิงโสเภณี กำจัดเครือข่ายอาชญากรรมค้ามนุษย์ และลดบทบาทของการค้าประเวณีอย่างผิดกฎหมาย
อ้อ! ซ่องโสเภณีไดร์ฟอินนี้ไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดนะครับ แล้วก็ไม่มีตำรวจประจำการอย่างถาวร แต่จะมอบหน้าที่ดูแลนี้แก่เจ้าหน้าที่ทางสังคม กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทน เป็นการช่วยให้ลูกค้าโสเภณีที่หน้ามืดแต่หน้าบางด้วย เข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกใจ
คูหาเซ็กซ์นี้จะเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยมีข้อกำหนดว่า ผู้ใช้บริการต้องขับรถผ่านประตูเข้าไปเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่เมืองซูริกนี้นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา บรรดาโสเภณีทุกคนต้องมีใบอนุญาตเดินเร่ขายบริการ โดยต้องมีใบอนุญาตการทำงานและใบประกันสุขภาพเสียก่อน และเสียภาษีจำนวน 5 ฟรังก์สวิสต่อคืนด้วย ขณะเดียวกัน ทางด้านลูกค้าหน้ามืดในซูริกก็สามารถมองหาหญิงโสเภณีได้เพียง 3 จุดที่กำหนดไว้ ได้แก่คูหาเซ็กซ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จดังกล่าว แล้วก็จะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง โดยแห่งที่สองจะตั้งอยู่ใกล้ๆ ถนนหลวง ส่วนอีกแห่งคือ ในย่านเมืองเก่าที่มีไว้บริการคนที่ไม่มีรถยนต์ต้องเดินเท้าเข้ามาใช้บริการ
ดังนั้น นับแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 เป็นต้นไป นักเที่ยวหน้ามืดคนใดไปซื้อหาบริการทางเพศนอกพื้นที่ที่จัดให้ จะมีโทษปรับเป็นเงิน 50 ฟรังก์สวิส
ครับ ! คนสวิสนี่เขาเป็นพวกปฏิบัตินิยมจริงๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
2556-01-07
นิธิ เอียวศรีวงศ์: รถคันแรก
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : รถคันแรก
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:05:10 น.
( ที่มา บทความกระแสทรรศน์ นสพ.มติชน รายวัน 7 มกราคม 2556 )
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมไม่คิดว่านโยบายรถคันแรกของรัฐบาลเลวร้ายอย่างที่ทีวีสาธารณะพยายามหยิบประเด็นขึ้นมาบ่อนทำลาย ไม่ได้ถูกต้องนักหรอก แต่ก็ไม่ผิดจนรับไม่ได้ มันก็เหมือนนโยบายของทักษิณโดยทั่วไป คือขาดความชัดเจนในเป้าหมาย และด้วยเหตุดังนั้นจึงขาดมาตรการหลายอย่างที่จะช่วยให้โครงการได้ผลในหลายๆ ด้าน ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนา เพราะไม่เตรียมการรองรับไว้ก่อน
ระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกู้เงินมาแจกกันคนละ 2,000 บาท กับการลดภาษีให้แก่รถคันแรก อย่างไหนถึงจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการบริโภคภายในที่ได้ผลกว่ากัน เมื่อสิบปีที่แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นเคยใช้นโยบายแจกเงินเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายภายในมาแล้ว จนบัดนี้ญี่ปุ่นยังโงหัวไม่ขึ้นเลย
ทำไมถึงต้องเป็นรถยนต์ ก็เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์จ้างงานโดยอ้อมสูงมาก ในการผลิตก็จ้างงานในโรงงานยาง, แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอีกนานาชนิด ไปจนถึงน้ำมันประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบรถยนต์ พอเอามาใช้ก็ต้องใช้แรงงานอีกมากนับตั้งแต่ช่างซ่อมบำรุงไปจนถึงแรงงานล้างรถ ทีวีสาธารณะพยายามหานักวิชาการซึ่งขับรถมาเตือนว่า มีรถยนต์ก็ทำให้ต้องเสียเงินอีกมาก แต่นั่นก็ตรงกับนโยบายไงครับ คือเร่งการบริโภคภายใน โดยไม่แจกเงินเฉยๆ แต่กระตุ้นการผลิตภายในไปพร้อมกัน
แม้กระนั้น นโยบายนี้ก็หยาบเกินไป เพราะนอกจากกระตุ้นการบริโภคภายในได้แล้ว รัฐบาลยังผูกนโยบายนี้ไว้กับอีโคคาร์ด้วย โดยกำหนดว่ารถคันแรกต้องประหยัดน้ำมันด้วย (มีอัตราใช้น้ำมันหนึ่งลิตรต่อกี่กิโลเมตร... ซึ่งผมจำไม่ได้) แต่ก็เป็นอัตราที่ใจดีเกินไป
รัฐบาลไทยหลายชุดมาแล้วตั้งเป้าว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถอีโคคาร์ แต่บริษัทรถยนต์ในประเทศไทยไม่สู้จะตอบสนองต่อนโยบายนี้เท่าไรนัก เพราะไม่มีตลาดภายในรองรับ จนกระทั่งมาถึงนโยบายรถคันแรก จึงเริ่มขยับตัวเข้ามาหากำไรในตลาดใหม่ที่รัฐบาลสร้างขึ้น แม้แต่รถเครื่อง 1500 ซีซี ยังเปลี่ยนมาผลิตใหม่ด้วยตัวถังเดิมให้เป็น 1200 ซีซี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าหลังจากที่ตลาดรถคันแรกไม่ได้สิทธิลดภาษีแล้ว คือเมื่อไม่มีตลาดภายในรองรับบริษัทรถยนต์ยังจะผลิตรถยนต์นั่งเครื่องขนาดเล็กต่อไปหรือไม่
จะผลิตต่อไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับตลาดภายนอกจะเข้ามาช่วยเสริมมากน้อยเพียงไร ในช่วงที่ตลาดภายในแข็งแกร่งขึ้นนี้ รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรที่จะสร้างเงื่อนไขจูงใจให้บริษัทรถยนต์พยายามบุกตลาดอีโคคาร์ในต่างประเทศ นับตั้งแต่สร้างการรับรองมาตรฐานซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือ ไปจนถึงช่วยลดต้นทุนด้านการตลาดและอื่นๆ ฉะนั้นการเอานโยบายรถคันแรกไปผูกกับอีโคคาร์ จึงดูจะเป็นการผูกไปโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนอะไรเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางของการผลิตอีโคคาร์
จะเอานโยบายรถคันแรกไปผูกกับอะไรนั้น ถ้าไม่ประสงค์เพียงแค่หาเสียง มีเรื่องให้คิดและถกเถียงกันมากพอสมควร เช่น หากจะผูกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รถคันแรกน่าจะเป็นปิกอัพ ที่ห้ามต่อเติมในระยะเวลา 5 ปี มิฉะนั้นก็จะเรียกเงิน 1 แสนบาทคืนเข้าคลัง เพราะปิกอัพสร้างโอกาสของงานและงานจ้างมากกว่า จริงอยู่มันอาจจะอุ้ยอ้ายเกะกะท้องถนน แต่เราก็จะได้ภาษี (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) เพิ่มจากงานที่ปิกอัพสร้างขึ้น จำเป็นต้องขยายถนนส่วนที่ควรขยาย ก็ทำเลย
ผมได้ยินคนขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯบ่นมานานแล้วว่า นโยบายรถคันแรกทำให้รถติดหนึบ ผมเห็นใจเสียงบ่นของเขา เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น ก็มีอาชีพขับแท็กซี่ รถติดมากนักจะขนแท็กซี่ขึ้นขนส่งสาธารณะไม่ได้นี่ครับ กระทบต่อทางทำมาหากินโดยตรงเช่นนี้ก็สมควรบ่นอยู่หรอก
แต่เมื่อได้ยินนักวิชาการและคนทำงานทีวีสาธารณะพยายามบ่นนำทางทีวี ก็ให้รู้สึกคันปากอยากถามว่า คุณมีปัญญาจะเลื่อยขารัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่แค่นี้เท่านั้นหรือ
เมื่อมีรถในถนนมากขึ้น ก็ย่อมทำให้รถติดมากขึ้นตามไปด้วยเป็นธรรมดา แต่สาเหตุที่ทำให้รถติดนั้น จะชี้ที่คันนั้นคันนี้ไม่ได้ รถคันแรกของคนจน ก็เป็นเหตุให้รถติดเท่ากับรถคันที่ห้าสิบของคนรวย หากคิดจะเอารถออกจากถนน ไม่ควรเจาะจงเอาแต่รถของคนจนออกไป เพื่อให้คนรวยได้ใช้รถคันที่ห้าสิบได้สะดวกขึ้น ขอประทานโทษ มึงเป็นเจ้าของรถ ไม่ใช่เจ้าของถนน
ปัญหารถติดในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยนั้น มีสาเหตุมาจากวิธีคิดอย่างนี้แหละครับ - คนอื่นคือนรก รถยนต์ทั้งถนนทำให้รถติด ยกเว้นรถกูคันเดียว ฉะนั้น อ้ายเบื๊อกที่ไม่ควรขี่รถยนต์ แต่ขี่ได้เพราะนโยบายรถคันแรก จึงต้องรับผิดชอบมากที่สุด อย่างน้อยก็เพราะมันเป็นอ้ายเบื๊อก
ในฐานะประเทศที่ถูกประเมินว่า เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน การที่คนอีกมากควรมีรถยนต์ส่วนตัวไว้ใช้ ก็ไม่ใช่ความฟุ้งเฟ้อทะเยอทะยานเกินไป ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ไม่มีได้ก็ดี แต่ไม่ใช่เฉพาะคนที่เพิ่งเงยหน้าอ้าปาก ใครๆ ที่สามารถมีชีวิตที่เป็นสุขได้โดยไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ก็ไม่ควรมีทั้งนั้นแหละครับ แม้ว่าจะเป็นเศรษฐี, นักวิชาการ หรือทำงานทีวีสาธารณะ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ เมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนดีที่สุดในประเทศ และทำท่าจะดีขึ้นไปกว่านี้อีกมากด้วย
ถ้าไม่คิดเพียงแค่หาเสียง รัฐบาลก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า นโยบายรถคันแรกจะทำให้รถติดมากขึ้น แต่ไม่ควรยกเลิกนโยบายนี้เสียเพราะกลัวรถติด ตรงกันข้าม ควรใช้โอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ ในการจัดการกับรถติดในกรุงเทพฯอย่างเด็ดขาด
สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ สำเหนียกถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีไว้ให้ดี รถติดในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ต่างๆ นั้น เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง (ทั้งทางเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม และวัฒนธรรม) ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีอะไรในโลกนี้จะช่วยได้ คนชั้นกลางไทยเชื่อเทคโนโลยีเหมือนเชื่อพระอินทร์ เพราะการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีทำให้ไม่ต้องไปรื้อโครงสร้างอำนาจไงครับ เช่น ความเหลื่อมล้ำจะมีมากสักแค่ไหน และจะเพิ่มขึ้นอีกมากแค่ไหน ก็ไม่ต้องไปแตะมัน ขอแต่ให้มีเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นเป็นพอ สังเกตให้ดีเถิดครับ ยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งเชื่อเทคโนโลยีมาก เพราะเทคโนโลยีไม่กระทบต่ออำนาจของเขา
ฉะนั้นเลิกพึ่งเทคโนโลยีอย่างมืดบอดเสียที แต่กล้าทำอะไรที่กระทบต่อคนมีอำนาจบ้าง เพราะการแก้ปัญหารถติดที่ได้ผลที่สุดก็คือ เอารถออกไปจากถนนเสียบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรกหรือคันที่ห้าสิบ
จะเอารถยนต์ออกจากถนนได้ ก็ต้องพุ่งเป้าไปที่รถส่วนตัว วิธีการคือทำให้การใช้รถส่วนตัวไม่อำนวยความสะดวกเท่ากับการใช้รถสาธารณะ พูดอีกอย่างหนึ่งคือรังแกรถส่วนตัว โดยเพิ่มมาตรการรังแกไปทีละขั้นๆ ตามการพัฒนาของระบบขนส่งมวลชน
มาตรการแรกที่น่าจะทำได้คือ ห้ามจอดในถนนสายหลักและเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกือบทั่วเมือง รถยนต์ส่วนตัวแทบหาที่จอดไม่ได้เลยระหว่าง 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็นของวันทำการทุกวัน
แล้วจะมีรถคันแรกหรือคันที่ห้าสิบไปทำไม มีไว้ใช้สิครับ ไปช็อปปิ้งหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดวันหยุด เมียเจ็บท้องก็สามารถส่งโรงพยาบาลได้เอง (อย่างน้อยในโรงพยาบาลก็น่าจะมีที่จอด) ไปรับพ่อแก่แม่แก่ที่สนามบินหรือสถานีขนส่ง ฯลฯ แต่รถยนต์ไม่ได้มีไว้ทำร้ายกันและกันหรือทำร้ายส่วนรวม
การใช้รถส่วนตัวจะมีโสหุ้ยสูงขึ้น เพราะต้องไปเช่าที่จอดของเอกชนซึ่งคงคิดแพงพอสมควร เนื่องจากยังมีอยู่น้อย ซ้ำต้องวนกันหลายรอบกว่าจะหาที่จอดได้ เพียงแค่นี้คนจำนวนมากก็ยินดีทิ้งรถไว้ที่บ้าน แล้วขึ้นรถสาธารณะไปทำงาน เมื่อมีรถในถนนน้อยลง รถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือแท็กซี่ก็จะวิ่งได้คล่องขึ้น ความอึดอัดในรถเมล์ก็หายไป เพราะรถวิ่งได้คล่อง ระบายผู้โดยสารได้เร็ว รถก็น่าจะแน่นน้อยลง แต่ละป้ายไม่ต้องรอนาน ซ้ำถึงปลายทางในเวลาที่รวดเร็วเสียอีก
ปัญหาที่ตามมาก็คือ การสร้างตึกจอดรถ (parking structure) จะได้กำไรทางธุรกิจ ตึกจอดรถเป็นอสุรกายที่น่าเกลียดในทุกเมืองใหญ่ ต้องเคร่งครัดกับรูปแบบให้มากขึ้น ลดความอุจาดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในอนาคตธุรกิจรับจอดรถก็จะไม่ค่อยได้ผลตอบแทนคุ้ม เมื่อผู้คนพากันทิ้งรถไว้ที่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระบบขนส่งมวลชนดีขึ้นไปกว่านี้
เมื่อรถบนถนนน้อยลง ก็ขยายทางเท้า การสัญจรขั้นพื้นฐานในเมืองที่ไหนก็ตามทั่วโลก คือการเดินครับ ทำทางเท้าให้เดินได้สะดวก แม้แต่แก่คนตาบอดและพิการ เอาตำรวจที่คอยโบกรถยนต์มาอำนวยความปลอดภัยบนทางเท้า บางคนบอกว่าเมืองไทยแดดร้อน เดินไม่ได้ ในลอนดอน ฝนตกชั่วนาตาปี เราเรียกคนหนีบร่มในลอนดอนว่า ?ผู้ดี? ถ้าคนไทยในเมืองใหญ่จะหนีบร่มกันแดดบ้าง ทำไมจึงกลายเป็น ?ไพร่? ไปได้ล่ะครับ
นอกจากทางเท้าแล้ว สร้างเส้นทางจักรยานที่ปลอดภัยให้ทั่วเมือง ไม่มีพาหนะอันตรายทั้งหลาย นับตั้งแต่แมงกะไซค์ขึ้นไป เข้ามารบกวนในเส้นทางจักรยานได้เลย ถ้าคนไทยในเมืองใหญ่ใช้จักรยานเป็นพาหนะให้มากขึ้น เมืองใหญ่ของไทยจะเป็นเมืองน่าอยู่ติดอันดับโลกแน่นอน... ทุกเมืองด้วย
มลภาวะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ, ทางเสียง, ทางน้ำ ในเมืองใหญ่ทั้งหลายจะลดไปมาก ผมจะไม่พูดถึงล่ะครับ เพราะพูดกันมามากแล้ว แต่ยังมีมลภาวะอีกอย่างหนึ่งซึ่งผมอยากพูดถึง นั่นคือมลภาวะทางสังคม
รถยนต์ทำให้สังคมหายไป ไม่ใช่เพียงแค่เราติดแอร์ปิดกระจกและสร้างโลกส่วนตัวขึ้นในรถของเราเท่านั้น แต่การจราจรที่ติดขัดทำให้เราหดตัวเราเองลงมาเหลือแต่ครอบครัว แม้แต่เพื่อนที่รักกันมากก็ได้พบกันแค่สองหน คือในงานแต่งงานและในงานศพของมันเท่านั้น สังคมมีราคาสูงเกินกว่าใครอยากจะรักษาไว้
อย่าลืมนะครับว่า ในชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ของโลกปัจจุบัน ทางเท้าและถนนคือพื้นที่สาธารณะที่ใหญ่ที่สุด และครอบงำชีวิตคนมากที่สุด เราสำนึกถึงคนอื่นที่อยู่ร่วมสังคมกับเรา ก็บนทางเท้าและท้องถนนนี่แหละครับ
ท่ามกลางทัศนคติ นรกคือคนอื่นของเจ้าของรถยนต์ในเมืองใหญ่ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ทำได้ในทางการเมืองหรือไม่?
ยากครับ แต่ทำได้ และทำได้ง่ายขึ้นในสมัยคุณยิ่งลักษณ์นี่แหละ เพราะคะแนนเสียงท่วมท้นที่พรรคเพื่อไทยได้มานั้น ไม่ใช่เพราะเขาเชียร์พรรคนี้สุดลิ่มทิ่มประตู จำนวนมากหรืออาจถึงส่วนใหญ่เลือกคุณยิ่งลักษณ์ เพราะกลืนคุณอภิสิทธิ์และคุณเนวินไม่ลงต่างหาก พรรคเพื่อไทยไม่เคยมีสัญญาอะไรกับเรื่องขจัดรถส่วนตัวออกจากถนน ฉะนั้นไม่ทำอะไรเลยก็ได้ แต่ที่สำคัญกว่าคือทำก็ได้
โดยเฉพาะแลกกับการสนับสนุนให้คนไทยเป็นเจ้าของรถยนต์ด้วยนโยบายรถคันแรก การมีรถยนต์เป็นของตนเองนั้นไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่จะเอารถยนต์ไปทำร้ายส่วนรวม และทำร้ายกันและกันนั้นเป็นความชั่วร้ายแน่
ดังนั้น พร้อมกับนโยบายรถคันแรก ก็ประกาศเลยว่า รัฐบาลมีนโยบายขจัดรถส่วนบุคคลออกจากถนน เป้าหมายคือปลดปล่อยถนนคืนแก่ประชาชน ทั้งที่มีรถยนต์และไม่มีรถยนต์ แต่วิธีที่จะค่อยๆ ขจัดออกไปนี้ควรทำอย่างไร รัฐบาลจะใช้กระบวนการปรึกษาหารือ เปิดเวทีสำหรับการโต้เถียงขัดแย้ง และเสนอแนะจากคนทุกฝ่าย แต่ในที่สุด รัฐบาลต้องตัดสินใจ และต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อการตัดสินใจนั้น
นโยบายรถคันแรกก็จะเป็นจุดเริ่มต้นแก่ยุคใหม่ของสังคมเมืองที่สงบสุขในประเทศไทย
นโยบายหลายแหล่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น มีข้อที่ควรตำหนิติติงทั้งนั้น แต่ติเพื่อจะหาทางเลือกที่สร้างสรรค์ หรือติเพื่อจองล้างจองผลาญด้วยจุดประสงค์จะล้มรัฐบาลนี้ให้ได้
ทีวีสาธารณะควรทำหน้าที่อย่างไหนกันแน่
หรือต้องการเป็นแค่บลูสกายสองเท่านั้น
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : รถคันแรก
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:05:10 น.
( ที่มา บทความกระแสทรรศน์ นสพ.มติชน รายวัน 7 มกราคม 2556 )
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมไม่คิดว่านโยบายรถคันแรกของรัฐบาลเลวร้ายอย่างที่ทีวีสาธารณะพยายามหยิบประเด็นขึ้นมาบ่อนทำลาย ไม่ได้ถูกต้องนักหรอก แต่ก็ไม่ผิดจนรับไม่ได้ มันก็เหมือนนโยบายของทักษิณโดยทั่วไป คือขาดความชัดเจนในเป้าหมาย และด้วยเหตุดังนั้นจึงขาดมาตรการหลายอย่างที่จะช่วยให้โครงการได้ผลในหลายๆ ด้าน ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนา เพราะไม่เตรียมการรองรับไว้ก่อน
ระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกู้เงินมาแจกกันคนละ 2,000 บาท กับการลดภาษีให้แก่รถคันแรก อย่างไหนถึงจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการบริโภคภายในที่ได้ผลกว่ากัน เมื่อสิบปีที่แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นเคยใช้นโยบายแจกเงินเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายภายในมาแล้ว จนบัดนี้ญี่ปุ่นยังโงหัวไม่ขึ้นเลย
ทำไมถึงต้องเป็นรถยนต์ ก็เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์จ้างงานโดยอ้อมสูงมาก ในการผลิตก็จ้างงานในโรงงานยาง, แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอีกนานาชนิด ไปจนถึงน้ำมันประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบรถยนต์ พอเอามาใช้ก็ต้องใช้แรงงานอีกมากนับตั้งแต่ช่างซ่อมบำรุงไปจนถึงแรงงานล้างรถ ทีวีสาธารณะพยายามหานักวิชาการซึ่งขับรถมาเตือนว่า มีรถยนต์ก็ทำให้ต้องเสียเงินอีกมาก แต่นั่นก็ตรงกับนโยบายไงครับ คือเร่งการบริโภคภายใน โดยไม่แจกเงินเฉยๆ แต่กระตุ้นการผลิตภายในไปพร้อมกัน
แม้กระนั้น นโยบายนี้ก็หยาบเกินไป เพราะนอกจากกระตุ้นการบริโภคภายในได้แล้ว รัฐบาลยังผูกนโยบายนี้ไว้กับอีโคคาร์ด้วย โดยกำหนดว่ารถคันแรกต้องประหยัดน้ำมันด้วย (มีอัตราใช้น้ำมันหนึ่งลิตรต่อกี่กิโลเมตร... ซึ่งผมจำไม่ได้) แต่ก็เป็นอัตราที่ใจดีเกินไป
รัฐบาลไทยหลายชุดมาแล้วตั้งเป้าว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถอีโคคาร์ แต่บริษัทรถยนต์ในประเทศไทยไม่สู้จะตอบสนองต่อนโยบายนี้เท่าไรนัก เพราะไม่มีตลาดภายในรองรับ จนกระทั่งมาถึงนโยบายรถคันแรก จึงเริ่มขยับตัวเข้ามาหากำไรในตลาดใหม่ที่รัฐบาลสร้างขึ้น แม้แต่รถเครื่อง 1500 ซีซี ยังเปลี่ยนมาผลิตใหม่ด้วยตัวถังเดิมให้เป็น 1200 ซีซี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าหลังจากที่ตลาดรถคันแรกไม่ได้สิทธิลดภาษีแล้ว คือเมื่อไม่มีตลาดภายในรองรับบริษัทรถยนต์ยังจะผลิตรถยนต์นั่งเครื่องขนาดเล็กต่อไปหรือไม่
จะผลิตต่อไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับตลาดภายนอกจะเข้ามาช่วยเสริมมากน้อยเพียงไร ในช่วงที่ตลาดภายในแข็งแกร่งขึ้นนี้ รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรที่จะสร้างเงื่อนไขจูงใจให้บริษัทรถยนต์พยายามบุกตลาดอีโคคาร์ในต่างประเทศ นับตั้งแต่สร้างการรับรองมาตรฐานซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือ ไปจนถึงช่วยลดต้นทุนด้านการตลาดและอื่นๆ ฉะนั้นการเอานโยบายรถคันแรกไปผูกกับอีโคคาร์ จึงดูจะเป็นการผูกไปโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนอะไรเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางของการผลิตอีโคคาร์
จะเอานโยบายรถคันแรกไปผูกกับอะไรนั้น ถ้าไม่ประสงค์เพียงแค่หาเสียง มีเรื่องให้คิดและถกเถียงกันมากพอสมควร เช่น หากจะผูกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รถคันแรกน่าจะเป็นปิกอัพ ที่ห้ามต่อเติมในระยะเวลา 5 ปี มิฉะนั้นก็จะเรียกเงิน 1 แสนบาทคืนเข้าคลัง เพราะปิกอัพสร้างโอกาสของงานและงานจ้างมากกว่า จริงอยู่มันอาจจะอุ้ยอ้ายเกะกะท้องถนน แต่เราก็จะได้ภาษี (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) เพิ่มจากงานที่ปิกอัพสร้างขึ้น จำเป็นต้องขยายถนนส่วนที่ควรขยาย ก็ทำเลย
ผมได้ยินคนขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯบ่นมานานแล้วว่า นโยบายรถคันแรกทำให้รถติดหนึบ ผมเห็นใจเสียงบ่นของเขา เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น ก็มีอาชีพขับแท็กซี่ รถติดมากนักจะขนแท็กซี่ขึ้นขนส่งสาธารณะไม่ได้นี่ครับ กระทบต่อทางทำมาหากินโดยตรงเช่นนี้ก็สมควรบ่นอยู่หรอก
แต่เมื่อได้ยินนักวิชาการและคนทำงานทีวีสาธารณะพยายามบ่นนำทางทีวี ก็ให้รู้สึกคันปากอยากถามว่า คุณมีปัญญาจะเลื่อยขารัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่แค่นี้เท่านั้นหรือ
เมื่อมีรถในถนนมากขึ้น ก็ย่อมทำให้รถติดมากขึ้นตามไปด้วยเป็นธรรมดา แต่สาเหตุที่ทำให้รถติดนั้น จะชี้ที่คันนั้นคันนี้ไม่ได้ รถคันแรกของคนจน ก็เป็นเหตุให้รถติดเท่ากับรถคันที่ห้าสิบของคนรวย หากคิดจะเอารถออกจากถนน ไม่ควรเจาะจงเอาแต่รถของคนจนออกไป เพื่อให้คนรวยได้ใช้รถคันที่ห้าสิบได้สะดวกขึ้น ขอประทานโทษ มึงเป็นเจ้าของรถ ไม่ใช่เจ้าของถนน
ปัญหารถติดในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยนั้น มีสาเหตุมาจากวิธีคิดอย่างนี้แหละครับ - คนอื่นคือนรก รถยนต์ทั้งถนนทำให้รถติด ยกเว้นรถกูคันเดียว ฉะนั้น อ้ายเบื๊อกที่ไม่ควรขี่รถยนต์ แต่ขี่ได้เพราะนโยบายรถคันแรก จึงต้องรับผิดชอบมากที่สุด อย่างน้อยก็เพราะมันเป็นอ้ายเบื๊อก
ในฐานะประเทศที่ถูกประเมินว่า เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน การที่คนอีกมากควรมีรถยนต์ส่วนตัวไว้ใช้ ก็ไม่ใช่ความฟุ้งเฟ้อทะเยอทะยานเกินไป ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ไม่มีได้ก็ดี แต่ไม่ใช่เฉพาะคนที่เพิ่งเงยหน้าอ้าปาก ใครๆ ที่สามารถมีชีวิตที่เป็นสุขได้โดยไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ก็ไม่ควรมีทั้งนั้นแหละครับ แม้ว่าจะเป็นเศรษฐี, นักวิชาการ หรือทำงานทีวีสาธารณะ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ เมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนดีที่สุดในประเทศ และทำท่าจะดีขึ้นไปกว่านี้อีกมากด้วย
ถ้าไม่คิดเพียงแค่หาเสียง รัฐบาลก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า นโยบายรถคันแรกจะทำให้รถติดมากขึ้น แต่ไม่ควรยกเลิกนโยบายนี้เสียเพราะกลัวรถติด ตรงกันข้าม ควรใช้โอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ ในการจัดการกับรถติดในกรุงเทพฯอย่างเด็ดขาด
สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ สำเหนียกถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีไว้ให้ดี รถติดในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ต่างๆ นั้น เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง (ทั้งทางเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม และวัฒนธรรม) ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีอะไรในโลกนี้จะช่วยได้ คนชั้นกลางไทยเชื่อเทคโนโลยีเหมือนเชื่อพระอินทร์ เพราะการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีทำให้ไม่ต้องไปรื้อโครงสร้างอำนาจไงครับ เช่น ความเหลื่อมล้ำจะมีมากสักแค่ไหน และจะเพิ่มขึ้นอีกมากแค่ไหน ก็ไม่ต้องไปแตะมัน ขอแต่ให้มีเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นเป็นพอ สังเกตให้ดีเถิดครับ ยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งเชื่อเทคโนโลยีมาก เพราะเทคโนโลยีไม่กระทบต่ออำนาจของเขา
ฉะนั้นเลิกพึ่งเทคโนโลยีอย่างมืดบอดเสียที แต่กล้าทำอะไรที่กระทบต่อคนมีอำนาจบ้าง เพราะการแก้ปัญหารถติดที่ได้ผลที่สุดก็คือ เอารถออกไปจากถนนเสียบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรกหรือคันที่ห้าสิบ
จะเอารถยนต์ออกจากถนนได้ ก็ต้องพุ่งเป้าไปที่รถส่วนตัว วิธีการคือทำให้การใช้รถส่วนตัวไม่อำนวยความสะดวกเท่ากับการใช้รถสาธารณะ พูดอีกอย่างหนึ่งคือรังแกรถส่วนตัว โดยเพิ่มมาตรการรังแกไปทีละขั้นๆ ตามการพัฒนาของระบบขนส่งมวลชน
มาตรการแรกที่น่าจะทำได้คือ ห้ามจอดในถนนสายหลักและเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกือบทั่วเมือง รถยนต์ส่วนตัวแทบหาที่จอดไม่ได้เลยระหว่าง 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็นของวันทำการทุกวัน
แล้วจะมีรถคันแรกหรือคันที่ห้าสิบไปทำไม มีไว้ใช้สิครับ ไปช็อปปิ้งหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดวันหยุด เมียเจ็บท้องก็สามารถส่งโรงพยาบาลได้เอง (อย่างน้อยในโรงพยาบาลก็น่าจะมีที่จอด) ไปรับพ่อแก่แม่แก่ที่สนามบินหรือสถานีขนส่ง ฯลฯ แต่รถยนต์ไม่ได้มีไว้ทำร้ายกันและกันหรือทำร้ายส่วนรวม
การใช้รถส่วนตัวจะมีโสหุ้ยสูงขึ้น เพราะต้องไปเช่าที่จอดของเอกชนซึ่งคงคิดแพงพอสมควร เนื่องจากยังมีอยู่น้อย ซ้ำต้องวนกันหลายรอบกว่าจะหาที่จอดได้ เพียงแค่นี้คนจำนวนมากก็ยินดีทิ้งรถไว้ที่บ้าน แล้วขึ้นรถสาธารณะไปทำงาน เมื่อมีรถในถนนน้อยลง รถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือแท็กซี่ก็จะวิ่งได้คล่องขึ้น ความอึดอัดในรถเมล์ก็หายไป เพราะรถวิ่งได้คล่อง ระบายผู้โดยสารได้เร็ว รถก็น่าจะแน่นน้อยลง แต่ละป้ายไม่ต้องรอนาน ซ้ำถึงปลายทางในเวลาที่รวดเร็วเสียอีก
ปัญหาที่ตามมาก็คือ การสร้างตึกจอดรถ (parking structure) จะได้กำไรทางธุรกิจ ตึกจอดรถเป็นอสุรกายที่น่าเกลียดในทุกเมืองใหญ่ ต้องเคร่งครัดกับรูปแบบให้มากขึ้น ลดความอุจาดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในอนาคตธุรกิจรับจอดรถก็จะไม่ค่อยได้ผลตอบแทนคุ้ม เมื่อผู้คนพากันทิ้งรถไว้ที่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระบบขนส่งมวลชนดีขึ้นไปกว่านี้
เมื่อรถบนถนนน้อยลง ก็ขยายทางเท้า การสัญจรขั้นพื้นฐานในเมืองที่ไหนก็ตามทั่วโลก คือการเดินครับ ทำทางเท้าให้เดินได้สะดวก แม้แต่แก่คนตาบอดและพิการ เอาตำรวจที่คอยโบกรถยนต์มาอำนวยความปลอดภัยบนทางเท้า บางคนบอกว่าเมืองไทยแดดร้อน เดินไม่ได้ ในลอนดอน ฝนตกชั่วนาตาปี เราเรียกคนหนีบร่มในลอนดอนว่า ?ผู้ดี? ถ้าคนไทยในเมืองใหญ่จะหนีบร่มกันแดดบ้าง ทำไมจึงกลายเป็น ?ไพร่? ไปได้ล่ะครับ
นอกจากทางเท้าแล้ว สร้างเส้นทางจักรยานที่ปลอดภัยให้ทั่วเมือง ไม่มีพาหนะอันตรายทั้งหลาย นับตั้งแต่แมงกะไซค์ขึ้นไป เข้ามารบกวนในเส้นทางจักรยานได้เลย ถ้าคนไทยในเมืองใหญ่ใช้จักรยานเป็นพาหนะให้มากขึ้น เมืองใหญ่ของไทยจะเป็นเมืองน่าอยู่ติดอันดับโลกแน่นอน... ทุกเมืองด้วย
มลภาวะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ, ทางเสียง, ทางน้ำ ในเมืองใหญ่ทั้งหลายจะลดไปมาก ผมจะไม่พูดถึงล่ะครับ เพราะพูดกันมามากแล้ว แต่ยังมีมลภาวะอีกอย่างหนึ่งซึ่งผมอยากพูดถึง นั่นคือมลภาวะทางสังคม
รถยนต์ทำให้สังคมหายไป ไม่ใช่เพียงแค่เราติดแอร์ปิดกระจกและสร้างโลกส่วนตัวขึ้นในรถของเราเท่านั้น แต่การจราจรที่ติดขัดทำให้เราหดตัวเราเองลงมาเหลือแต่ครอบครัว แม้แต่เพื่อนที่รักกันมากก็ได้พบกันแค่สองหน คือในงานแต่งงานและในงานศพของมันเท่านั้น สังคมมีราคาสูงเกินกว่าใครอยากจะรักษาไว้
อย่าลืมนะครับว่า ในชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ของโลกปัจจุบัน ทางเท้าและถนนคือพื้นที่สาธารณะที่ใหญ่ที่สุด และครอบงำชีวิตคนมากที่สุด เราสำนึกถึงคนอื่นที่อยู่ร่วมสังคมกับเรา ก็บนทางเท้าและท้องถนนนี่แหละครับ
ท่ามกลางทัศนคติ นรกคือคนอื่นของเจ้าของรถยนต์ในเมืองใหญ่ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ทำได้ในทางการเมืองหรือไม่?
ยากครับ แต่ทำได้ และทำได้ง่ายขึ้นในสมัยคุณยิ่งลักษณ์นี่แหละ เพราะคะแนนเสียงท่วมท้นที่พรรคเพื่อไทยได้มานั้น ไม่ใช่เพราะเขาเชียร์พรรคนี้สุดลิ่มทิ่มประตู จำนวนมากหรืออาจถึงส่วนใหญ่เลือกคุณยิ่งลักษณ์ เพราะกลืนคุณอภิสิทธิ์และคุณเนวินไม่ลงต่างหาก พรรคเพื่อไทยไม่เคยมีสัญญาอะไรกับเรื่องขจัดรถส่วนตัวออกจากถนน ฉะนั้นไม่ทำอะไรเลยก็ได้ แต่ที่สำคัญกว่าคือทำก็ได้
โดยเฉพาะแลกกับการสนับสนุนให้คนไทยเป็นเจ้าของรถยนต์ด้วยนโยบายรถคันแรก การมีรถยนต์เป็นของตนเองนั้นไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่จะเอารถยนต์ไปทำร้ายส่วนรวม และทำร้ายกันและกันนั้นเป็นความชั่วร้ายแน่
ดังนั้น พร้อมกับนโยบายรถคันแรก ก็ประกาศเลยว่า รัฐบาลมีนโยบายขจัดรถส่วนบุคคลออกจากถนน เป้าหมายคือปลดปล่อยถนนคืนแก่ประชาชน ทั้งที่มีรถยนต์และไม่มีรถยนต์ แต่วิธีที่จะค่อยๆ ขจัดออกไปนี้ควรทำอย่างไร รัฐบาลจะใช้กระบวนการปรึกษาหารือ เปิดเวทีสำหรับการโต้เถียงขัดแย้ง และเสนอแนะจากคนทุกฝ่าย แต่ในที่สุด รัฐบาลต้องตัดสินใจ และต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อการตัดสินใจนั้น
นโยบายรถคันแรกก็จะเป็นจุดเริ่มต้นแก่ยุคใหม่ของสังคมเมืองที่สงบสุขในประเทศไทย
นโยบายหลายแหล่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น มีข้อที่ควรตำหนิติติงทั้งนั้น แต่ติเพื่อจะหาทางเลือกที่สร้างสรรค์ หรือติเพื่อจองล้างจองผลาญด้วยจุดประสงค์จะล้มรัฐบาลนี้ให้ได้
ทีวีสาธารณะควรทำหน้าที่อย่างไหนกันแน่
หรือต้องการเป็นแค่บลูสกายสองเท่านั้น
.
2556-01-01
หนุ่มเมืองจันท์: “ปัญหา” คือ “โอกาส”
.
“ปัญหา” คือ “โอกาส”
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 24
ใครที่เห็นข่าว "แมคโดนัลด์" ออกประกาศเตือนเด็กที่มาใช้ร้านเป็นที่ติวหนังสือแบบสิงสถิตยาวนาน
ส่วนใหญ่ทุกคนจะเห็นใจเจ้าของ
เพราะทำธุรกิจขายอาหาร ไม่มีใครอยากให้ลูกค้านั่งแช่หรอกครับ
อยากให้ "กิน" แล้วรีบ "ไป"
ส่วนลูกค้าที่ต้องการเข้าไปใช้บริการจริงๆ ก็ไม่พอใจที่หาที่นั่งไม่ได้
แถมบางโต๊ะก็มีการวางหนังสือจองไว้ทั้งที่ตัวคนยังไม่มา
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการหาสถานที่ดูหนังสือ หรือติวหนังสือ
วัฒนธรรมของเด็กรุ่นใหม่ ไม่เหมือนกับคนรุ่นเก่า
สมัยก่อน การอ่านหนังสือจะต้องการบรรยากาศโรแมนติก
เงียบ-เงียบ คนเดียว
ถ้าไม่อ่านที่บ้านก็อ่านในห้องสมุด
แต่วันนี้วัฒนธรรมการอ่านหนังสือเปลี่ยนไป
เด็กๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือคนเดียว
เขาจะรวมกลุ่มนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน
ไม่ต้องการความเงียบ แต่ต้องการบรรยากาศความคึกคัก
คุยกันได้ กินขนม พักสายตาด้วยการมองสาวหรือมองหนุ่มๆ
ไม่ชอบบรรยากาศห้องสมุด
มันเงียบเกินไป คุยกันไม่ได้
นอกจากนั้น เด็กรุ่นใหม่ยังติวกันเป็นอาชีพ
ติวกันตั้งแต่ประถมจนถึง ม.ปลาย
นอกจากเข้าเรียนในสถาบันกวดวิชาแล้ว ยังมีระบบติวส่วนตัวอีก
การติวส่วนตัวก็ต้องการสถานที่ที่เดินทางสะดวก มีแอร์เย็นๆ บรรยากาศไม่น่าเบื่อ
และประหยัด
นั่นคือ เหตุผลที่เขาเลือกร้านแมคโดนัลด์ ทั้งที่เปิดในห้างสรรพสินค้า
หรือแยกมาเปิดต่างหากนอกห้าง
เพราะองค์ประกอบครบครับ
เดินทางสะดวก
มีแอร์เย็นๆ
มีอาหารและเครื่องดื่ม
บรรยากาศคึกคัก
และ "ประหยัด"
ในอีกมุมหนึ่ง "ปัญหา" ของร้านแมคฯ ก็คือ "โอกาส" ทางธุรกิจ
เพราะแสดงว่ามี "ดีมานด์" เรื่องหาสถานที่อ่านหนังสือ หรือติวหนังสือของเด็กรุ่นใหม่จริง
เราเห็นความต้องการของคนกลุ่มนี้ชัดเจน
เพียงแต่เป็น "ดีมานด์" ที่ไม่ตรงกับลักษณะธุรกิจของ "แมคฯ" เท่านั้นเอง
ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเราเอาความต้องการของเด็กกลุ่มนี้เป็นตัวตั้ง
แล้วดีไซน์รูปแบบธุรกิจมาตอบสนองความต้องการนั้น
เป็นไปได้ไหม
ผมว่าเป็นไปได้
ตอนนี้มีคนหนึ่งทำแล้วครับ
เขาชื่อ "เอนก จงเสถียร"
ธุรกิจหลักของเขาคือทำโรงงานผลิตฟิล์มถนอมอาหารใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
"เอ็ม แรป"
จนวันหนึ่งเขาไปเรียนปริญญาโทแล้วมีปัญหา หาสถานที่อ่านหนังสือตอนกลางคืนไม่ได้
ต้องไปอ่านหนังสือที่ออฟฟิศของเพื่อน
จะไปร้านกาแฟก็ปิดแค่ 4 ทุ่ม
"เอนก" ตั้งคำถามว่าทำไมเมืองไทยไม่มีสถานที่อ่านหนังสือดีๆ สำหรับนักเรียน นักศึกษาบ้าง
และนั่นคือ ที่มาของร้าน Too fast to sleep ตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินสถานีสามย่าน
เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
เป็นสถานที่มั่วสุมทางปัญญา
ตกแต่งร้านทันสมัย คล้ายห้องสมุด
มีอาหารและเครื่องดื่มบริการ
ผมชอบแนวคิดของ "เอนก" มาก
เขาบอกว่าทำ Too fast to sleep ไม่ได้หวังกำไรสูงสุดเหมือนธุรกิจทั่วไป
ขอแค่มีรายได้พอเลี้ยงลูกน้องก็พอ
แต่เป็นธุรกิจที่ทำแล้วมีความสุข
ดีกว่าสร้างวัดสร้างโรงเรียน
ความจริงแล้วแนวคิดเรื่องสถานที่ดูหนังสือ หรือติวหนังสือของเด็กนักเรียน นักศึกษา นั้นน่าสนใจมาก
อาจไม่ต้องทำหรูแบบ Too fast to sleep ก็ได้
"เอนก" ลงทุนไปประมาณ 10 ล้านบาท
และพึ่งรายได้จากการขายอาหาร เครื่องดื่ม
ผมลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราพลิกมุมคิดใหม่
ลงทุนกับการตกแต่งน้อยลง
รายได้มาจากเวลาที่นั่งอ่านหนังสือ
คิดเงินตามเวลาที่นั่ง
เหมือนที่จอดรถ
ไม่ต้องคิดแพง
ราคาอาหารและเครื่องดื่มอย่าคิดแบบฟาสต์ฟู้ด
แต่คิดแบบร้านอาหารทั่วไปที่เด็กจ่ายได้
คำนวณดีๆ อาจกลายเป็นธุรกิจใหม่
แปร "ปัญหา" ให้เป็น "โอกาส"
ประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "มติชนออนไลน์" เคยไปสัมภาษณ์ "เอนก"
เขาบอกว่าไม่มีงานไหนที่ทำแล้วภูมิใจเท่ากับงานนี้
"เอนก" เล่าว่าเขาเคยเจอเด็กคนหนึ่งเดินมาขอดูหนังสือโดยไม่ซื้อของในร้าน เพราะไม่มีสตางค์
"ผมก็อนุญาตนะ บอกให้มานั่งได้เลย ที่นี่มีน้ำเปล่าให้ดื่มฟรี มีดินสอเหลาไว้ให้ใช้ แล้วผมก็ถามเขาว่าทำไมไม่อยู่อ่านหนังสือที่บ้าน"
เด็กคนนั้นตอบว่าเขาอยู่บ้านเช่า ที่ห้องอยู่ด้วยกัน 5 คน เวลานอนแค่พลิกตัวยังแทบไม่ได้ เพราะห้องมันเล็ก จะเปิดไฟอ่านหนังสือก็ไม่ได้
"ตอนฟังผมสลดใจมาก ร้องไห้เลย เห็นเลยว่าสังคมมันแตกต่างกัน"
เด็กคนนั้นจึงได้สิทธิพิเศษอ่านหนังสือที่ร้านทุกวันตั้งแต่ตอนเย็นถึงตอนเช้า
พอเริ่มเปิดร้าน Too fast to sleep เขาก็ได้เจอประสบการณ์ที่นึกไม่ถึง
"เด็กหอ" ครับ
กลุ่มนี้จะส่งตัวแทนมาดูลาดเลาก่อน 1 คน
ดูว่าที่ร้านมีที่ว่างไหม
ถ้าว่างก็จะโทร.เรียกเพื่อน
เพื่อนที่มาก็เตรียมพร้อมเต็มที่ ใส่กางเกงชาวเลมาเลย
บางคนเตรียมผ้าห่มและหมอนมาด้วย
ดูหนังสือกันยันสว่าง
ครับ นี่คือ พฤติกรรมการดูหนังสือของเด็กรุ่นใหม่
วิธีคิดและวิธีการดำเนินชีวิตของเขาอาจแตกต่างจากคนรุ่นเรา
แต่อย่าตัดสินเขาจากมาตรฐานของเราเป็นอันขาด
เพราะคนทุกรุ่นล้วนมีเหตุผลตามยุคสมัย
ต้องพยายามเข้าใจเขาจากมุมของ "เขา"
ไม่ใช่ในมุมของ "เรา"
.
“ปัญหา” คือ “โอกาส”
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 24
ใครที่เห็นข่าว "แมคโดนัลด์" ออกประกาศเตือนเด็กที่มาใช้ร้านเป็นที่ติวหนังสือแบบสิงสถิตยาวนาน
ส่วนใหญ่ทุกคนจะเห็นใจเจ้าของ
เพราะทำธุรกิจขายอาหาร ไม่มีใครอยากให้ลูกค้านั่งแช่หรอกครับ
อยากให้ "กิน" แล้วรีบ "ไป"
ส่วนลูกค้าที่ต้องการเข้าไปใช้บริการจริงๆ ก็ไม่พอใจที่หาที่นั่งไม่ได้
แถมบางโต๊ะก็มีการวางหนังสือจองไว้ทั้งที่ตัวคนยังไม่มา
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการหาสถานที่ดูหนังสือ หรือติวหนังสือ
วัฒนธรรมของเด็กรุ่นใหม่ ไม่เหมือนกับคนรุ่นเก่า
สมัยก่อน การอ่านหนังสือจะต้องการบรรยากาศโรแมนติก
เงียบ-เงียบ คนเดียว
ถ้าไม่อ่านที่บ้านก็อ่านในห้องสมุด
แต่วันนี้วัฒนธรรมการอ่านหนังสือเปลี่ยนไป
เด็กๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือคนเดียว
เขาจะรวมกลุ่มนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน
ไม่ต้องการความเงียบ แต่ต้องการบรรยากาศความคึกคัก
คุยกันได้ กินขนม พักสายตาด้วยการมองสาวหรือมองหนุ่มๆ
ไม่ชอบบรรยากาศห้องสมุด
มันเงียบเกินไป คุยกันไม่ได้
นอกจากนั้น เด็กรุ่นใหม่ยังติวกันเป็นอาชีพ
ติวกันตั้งแต่ประถมจนถึง ม.ปลาย
นอกจากเข้าเรียนในสถาบันกวดวิชาแล้ว ยังมีระบบติวส่วนตัวอีก
การติวส่วนตัวก็ต้องการสถานที่ที่เดินทางสะดวก มีแอร์เย็นๆ บรรยากาศไม่น่าเบื่อ
และประหยัด
นั่นคือ เหตุผลที่เขาเลือกร้านแมคโดนัลด์ ทั้งที่เปิดในห้างสรรพสินค้า
หรือแยกมาเปิดต่างหากนอกห้าง
เพราะองค์ประกอบครบครับ
เดินทางสะดวก
มีแอร์เย็นๆ
มีอาหารและเครื่องดื่ม
บรรยากาศคึกคัก
และ "ประหยัด"
ในอีกมุมหนึ่ง "ปัญหา" ของร้านแมคฯ ก็คือ "โอกาส" ทางธุรกิจ
เพราะแสดงว่ามี "ดีมานด์" เรื่องหาสถานที่อ่านหนังสือ หรือติวหนังสือของเด็กรุ่นใหม่จริง
เราเห็นความต้องการของคนกลุ่มนี้ชัดเจน
เพียงแต่เป็น "ดีมานด์" ที่ไม่ตรงกับลักษณะธุรกิจของ "แมคฯ" เท่านั้นเอง
ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเราเอาความต้องการของเด็กกลุ่มนี้เป็นตัวตั้ง
แล้วดีไซน์รูปแบบธุรกิจมาตอบสนองความต้องการนั้น
เป็นไปได้ไหม
ผมว่าเป็นไปได้
ตอนนี้มีคนหนึ่งทำแล้วครับ
เขาชื่อ "เอนก จงเสถียร"
ธุรกิจหลักของเขาคือทำโรงงานผลิตฟิล์มถนอมอาหารใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
"เอ็ม แรป"
จนวันหนึ่งเขาไปเรียนปริญญาโทแล้วมีปัญหา หาสถานที่อ่านหนังสือตอนกลางคืนไม่ได้
ต้องไปอ่านหนังสือที่ออฟฟิศของเพื่อน
จะไปร้านกาแฟก็ปิดแค่ 4 ทุ่ม
"เอนก" ตั้งคำถามว่าทำไมเมืองไทยไม่มีสถานที่อ่านหนังสือดีๆ สำหรับนักเรียน นักศึกษาบ้าง
และนั่นคือ ที่มาของร้าน Too fast to sleep ตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินสถานีสามย่าน
เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
เป็นสถานที่มั่วสุมทางปัญญา
ตกแต่งร้านทันสมัย คล้ายห้องสมุด
มีอาหารและเครื่องดื่มบริการ
ผมชอบแนวคิดของ "เอนก" มาก
เขาบอกว่าทำ Too fast to sleep ไม่ได้หวังกำไรสูงสุดเหมือนธุรกิจทั่วไป
ขอแค่มีรายได้พอเลี้ยงลูกน้องก็พอ
แต่เป็นธุรกิจที่ทำแล้วมีความสุข
ดีกว่าสร้างวัดสร้างโรงเรียน
ความจริงแล้วแนวคิดเรื่องสถานที่ดูหนังสือ หรือติวหนังสือของเด็กนักเรียน นักศึกษา นั้นน่าสนใจมาก
อาจไม่ต้องทำหรูแบบ Too fast to sleep ก็ได้
"เอนก" ลงทุนไปประมาณ 10 ล้านบาท
และพึ่งรายได้จากการขายอาหาร เครื่องดื่ม
ผมลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราพลิกมุมคิดใหม่
ลงทุนกับการตกแต่งน้อยลง
รายได้มาจากเวลาที่นั่งอ่านหนังสือ
คิดเงินตามเวลาที่นั่ง
เหมือนที่จอดรถ
ไม่ต้องคิดแพง
ราคาอาหารและเครื่องดื่มอย่าคิดแบบฟาสต์ฟู้ด
แต่คิดแบบร้านอาหารทั่วไปที่เด็กจ่ายได้
คำนวณดีๆ อาจกลายเป็นธุรกิจใหม่
แปร "ปัญหา" ให้เป็น "โอกาส"
ประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "มติชนออนไลน์" เคยไปสัมภาษณ์ "เอนก"
เขาบอกว่าไม่มีงานไหนที่ทำแล้วภูมิใจเท่ากับงานนี้
"เอนก" เล่าว่าเขาเคยเจอเด็กคนหนึ่งเดินมาขอดูหนังสือโดยไม่ซื้อของในร้าน เพราะไม่มีสตางค์
"ผมก็อนุญาตนะ บอกให้มานั่งได้เลย ที่นี่มีน้ำเปล่าให้ดื่มฟรี มีดินสอเหลาไว้ให้ใช้ แล้วผมก็ถามเขาว่าทำไมไม่อยู่อ่านหนังสือที่บ้าน"
เด็กคนนั้นตอบว่าเขาอยู่บ้านเช่า ที่ห้องอยู่ด้วยกัน 5 คน เวลานอนแค่พลิกตัวยังแทบไม่ได้ เพราะห้องมันเล็ก จะเปิดไฟอ่านหนังสือก็ไม่ได้
"ตอนฟังผมสลดใจมาก ร้องไห้เลย เห็นเลยว่าสังคมมันแตกต่างกัน"
เด็กคนนั้นจึงได้สิทธิพิเศษอ่านหนังสือที่ร้านทุกวันตั้งแต่ตอนเย็นถึงตอนเช้า
พอเริ่มเปิดร้าน Too fast to sleep เขาก็ได้เจอประสบการณ์ที่นึกไม่ถึง
"เด็กหอ" ครับ
กลุ่มนี้จะส่งตัวแทนมาดูลาดเลาก่อน 1 คน
ดูว่าที่ร้านมีที่ว่างไหม
ถ้าว่างก็จะโทร.เรียกเพื่อน
เพื่อนที่มาก็เตรียมพร้อมเต็มที่ ใส่กางเกงชาวเลมาเลย
บางคนเตรียมผ้าห่มและหมอนมาด้วย
ดูหนังสือกันยันสว่าง
ครับ นี่คือ พฤติกรรมการดูหนังสือของเด็กรุ่นใหม่
วิธีคิดและวิธีการดำเนินชีวิตของเขาอาจแตกต่างจากคนรุ่นเรา
แต่อย่าตัดสินเขาจากมาตรฐานของเราเป็นอันขาด
เพราะคนทุกรุ่นล้วนมีเหตุผลตามยุคสมัย
ต้องพยายามเข้าใจเขาจากมุมของ "เขา"
ไม่ใช่ในมุมของ "เรา"
.
2555-12-12
THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก” โดย นพมาส แววหงส์
.
THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก”
โดย นพมาส แววหงส์ คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 87
กำกับการแสดง Juan Antonio Bayona
นำแสดง Naomi Watts
Ewan Mcgregors
Tom Holland
Geraldine Chaplin
ก่อนหน้าในราวแปดปีมานี้เอง คำว่า "สึนามิ" ยังเป็นคำแปลกหูสำหรับคนไทย หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคืออะไร หรือไม่ก็คิดว่า "ซูนามิ" หรือ "ซือนามิ" ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นนี้ จะเกิดได้แต่แถบประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
ครั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย การเคลื่อนตัวของผิวโลกใต้น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าชายฝั่งทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย คำว่า "สึนามิ" เลยเข้ามาในสารบบความรับรู้ของชาวบ้านร้านตลาดที่เป็นประชาชนทั่วไป
หลายประเทศรอบๆ มหาสมุทรอินเดียโดนกันทั่วหน้า ที่หนักสุดคือ อินโดนีเซีย ไทย พม่า และอินเดีย สถิติคนตาย บาดเจ็บและไร้ที่อยู่อาศัย ขึ้นไปถึงหลายแสนคน
นับเป็นมหันตภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ประเทศไทยโดนหนักที่สุดที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งมีชายหาดสวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ดังนั้น เหยื่อสึนามิจึงไม่ได้มีแต่คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นชาวต่างชาติที่บินข้ามโลกมารับเคราะห์ไปจังๆ ก็มากมาย
หนังเรื่อง The Impossible (ชื่อเหมือนวงดนตรีดังในอดีตสมัยคุณเศรษฐายังหนุ่ม) สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวชาวสเปน ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูกชายห้าคน ที่มาพักผ่อนในช่วงคริสต์มาส ที่รีสอร์ตริมหาดเขาหลัก โดยผู้กำกับฯ ฝีมือดีชาวสเปน ชื่อ ฌวน อันโตนิโอ บาโยนา ซึ่งเคยทำหนังสยองขวัญระดับอินเตอร์เรื่อง The Orphanage มาก่อนหน้า
เพื่อจะใช้ดาราฮอลลีวู้ดที่มีหน้าตาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หนังจึงเปลี่ยนครอบครัวชาวสเปนให้เป็นอังกฤษ โดยที่ครอบครัวนี้ สามีทำงานอยู่ในบริษัทที่ญี่ปุ่น และภรรยาเป็นหมอที่ไม่ได้ทำงานแล้วเพราะต้องย้ายตามสามีไป
ครอบครัวเบนเนตต์เดินทางมาพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสในประเทศไทย ผ่านวันคริสต์มาสไปจนในตอนเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม พ่อแม่กับลูกชายสามคนลงมาเล่นน้ำกันที่สระน้ำของโรงแรมออร์คิดบีชรีสอร์ต ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล
ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคำรามคำรนแปลกๆ เหลือบตามองท้องฟ้าก็เห็นฝูงนกฝูงกาแตกตื่นบินว่อน และยังไม่ทันตั้งตัว กำแพงคลื่นยักษ์สูงเหนือแนวรั้วรอบขอบชิดของโรงแรมก็ถาโถมเข้าใส่อย่างหมดหนทางช่วยเหลือแม้แต่ตัวเองได้
มาเรีย (เนโอมี วัตส์) ถูกมวลน้ำพลังมหาศาลกระแทกพัดพาไปกับคลื่นที่พัดเข้ากวาดลึกเข้าไปในชายฝั่ง เธอกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงและห่วงลูกน้อยสามคน ซึ่งพลัดกันไปคนละทิศคนละทาง และต่างต้องพึ่งพาตัวเอง
มาเรียต่อสู้อยู่คนเดียวกับกระแสน้ำและสิ่งของใหญ่น้อยที่น้ำพัดพาไปอย่างไม่มีทางต่อสู้ได้ รวมทั้งต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน และรถยนต์ที่กลายเป็นรถจมน้ำ และเห็นลูกชายคนโต ลูคัส (ทอม ฮอลแลนด์) อยู่หลัดๆ กว่ากระแสน้ำจะหมดแรง และเธอมีบาดแผลเหวอะหวะที่ต้นขา ซึ่งทำให้เคลื่อนตัวได้ลำบาก
กว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่ช่วยกันลากเธอถู่ลู่ถูกัง และพาไปส่งโรงพยาบาลในเมือง ทั้งแม่ลูกทั้งคู่สิ้นหวังกับการได้พบหน้าทุกคนในครอบครัวอีกครั้ง ลูคัสถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อชีวิตแม่ในชั่วพริบตา
ขณะที่เฮนรี (ยวน แมกเกรเกอร์ส) ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากเย็นในการส่งตัวลูกน้อยสองคนไปอยู่ในที่สูงเพื่อความปลอดภัยจากการถูกกระแสคลื่นพัดเข้าซ้ำครั้งที่สอง กับการอยู่ค้นหาภรรยาและลูกชายคนโต
จากชื่อของหนังที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราก็พอจะจับเค้าได้แล้วว่า ความเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์พลัดพรากดุจดังบ้านแตกสาแหรกขาดแบบนี้ คืออะไร
ฉากที่เป็นไคลแมกซ์ของ The Impossible จึงดูเหมือนว่าความเป็นไปได้แบบนี้มีอยู่แต่ในโลกของหนังละครหรือนิยายเท่านั้น
หนังสร้างได้อย่างสมจริง และเน้นอยู่ที่การเอาตัวรอดและตามหากันและกันของครอบครัวนี้เท่านั้น และฉากความน่ากลัวต่างๆ เกือบจะเหลือทนที่จะนั่งดูอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่เบือนหน้าหนี
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว ก็จะขยายภาพให้กว้างออกเห็นความเดือดร้อนแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติครั้งนั้น
การแสดงของนักแสดงทุกคนเข้มข้นถึงบทบาทอย่างที่สุด เนโอมี วัตส์ ใช้เวลาส่วนใหญ่นอนแบ่บอยู่บนเตียง แต่เธอก็สามารถสร้างแคแร็กเตอร์ที่เข้มข้นและตรึงตราอย่างยิ่ง
นักแสดงเด็กที่คัดเลือกมารับบทหนัก ก็เก่งทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทอม ฮอลแลนด์ ที่เล่นเป็นลูคัส ลูกชายคนโต ที่เติบโตจากเด็กที่ไม่สนใจคนอื่นแม้แต่น้องชาย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในชั่วข้ามคืน
แม้ว่าเรื่องราวจะมีตอนจบที่ดีสำหรับครอบครัวในเรื่อง แต่นี่ก็เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติที่ต้องวนเวียนต่อสู้อยู่กับภัยธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว และเกินความเข้าใจของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ
อย่าจาบจ้วงล่วงละเมิดต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมกันนักเลยค่ะ อย่างไรเสีย ธรรมชาติก็มีวิธีเรียกเอาคืนจนได้นั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะออกมาในรูปไหนเท่านั้นเอง
.
THE IMPOSSIBLE “สึนามิที่เขาหลัก”
โดย นพมาส แววหงส์ คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 87
กำกับการแสดง Juan Antonio Bayona
นำแสดง Naomi Watts
Ewan Mcgregors
Tom Holland
Geraldine Chaplin
ก่อนหน้าในราวแปดปีมานี้เอง คำว่า "สึนามิ" ยังเป็นคำแปลกหูสำหรับคนไทย หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคืออะไร หรือไม่ก็คิดว่า "ซูนามิ" หรือ "ซือนามิ" ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นนี้ จะเกิดได้แต่แถบประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
ครั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย การเคลื่อนตัวของผิวโลกใต้น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าชายฝั่งทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย คำว่า "สึนามิ" เลยเข้ามาในสารบบความรับรู้ของชาวบ้านร้านตลาดที่เป็นประชาชนทั่วไป
หลายประเทศรอบๆ มหาสมุทรอินเดียโดนกันทั่วหน้า ที่หนักสุดคือ อินโดนีเซีย ไทย พม่า และอินเดีย สถิติคนตาย บาดเจ็บและไร้ที่อยู่อาศัย ขึ้นไปถึงหลายแสนคน
นับเป็นมหันตภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ประเทศไทยโดนหนักที่สุดที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งมีชายหาดสวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ดังนั้น เหยื่อสึนามิจึงไม่ได้มีแต่คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นชาวต่างชาติที่บินข้ามโลกมารับเคราะห์ไปจังๆ ก็มากมาย
หนังเรื่อง The Impossible (ชื่อเหมือนวงดนตรีดังในอดีตสมัยคุณเศรษฐายังหนุ่ม) สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวชาวสเปน ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูกชายห้าคน ที่มาพักผ่อนในช่วงคริสต์มาส ที่รีสอร์ตริมหาดเขาหลัก โดยผู้กำกับฯ ฝีมือดีชาวสเปน ชื่อ ฌวน อันโตนิโอ บาโยนา ซึ่งเคยทำหนังสยองขวัญระดับอินเตอร์เรื่อง The Orphanage มาก่อนหน้า
เพื่อจะใช้ดาราฮอลลีวู้ดที่มีหน้าตาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หนังจึงเปลี่ยนครอบครัวชาวสเปนให้เป็นอังกฤษ โดยที่ครอบครัวนี้ สามีทำงานอยู่ในบริษัทที่ญี่ปุ่น และภรรยาเป็นหมอที่ไม่ได้ทำงานแล้วเพราะต้องย้ายตามสามีไป
ครอบครัวเบนเนตต์เดินทางมาพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสในประเทศไทย ผ่านวันคริสต์มาสไปจนในตอนเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม พ่อแม่กับลูกชายสามคนลงมาเล่นน้ำกันที่สระน้ำของโรงแรมออร์คิดบีชรีสอร์ต ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล
ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคำรามคำรนแปลกๆ เหลือบตามองท้องฟ้าก็เห็นฝูงนกฝูงกาแตกตื่นบินว่อน และยังไม่ทันตั้งตัว กำแพงคลื่นยักษ์สูงเหนือแนวรั้วรอบขอบชิดของโรงแรมก็ถาโถมเข้าใส่อย่างหมดหนทางช่วยเหลือแม้แต่ตัวเองได้
มาเรีย (เนโอมี วัตส์) ถูกมวลน้ำพลังมหาศาลกระแทกพัดพาไปกับคลื่นที่พัดเข้ากวาดลึกเข้าไปในชายฝั่ง เธอกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงและห่วงลูกน้อยสามคน ซึ่งพลัดกันไปคนละทิศคนละทาง และต่างต้องพึ่งพาตัวเอง
มาเรียต่อสู้อยู่คนเดียวกับกระแสน้ำและสิ่งของใหญ่น้อยที่น้ำพัดพาไปอย่างไม่มีทางต่อสู้ได้ รวมทั้งต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน และรถยนต์ที่กลายเป็นรถจมน้ำ และเห็นลูกชายคนโต ลูคัส (ทอม ฮอลแลนด์) อยู่หลัดๆ กว่ากระแสน้ำจะหมดแรง และเธอมีบาดแผลเหวอะหวะที่ต้นขา ซึ่งทำให้เคลื่อนตัวได้ลำบาก
กว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่ช่วยกันลากเธอถู่ลู่ถูกัง และพาไปส่งโรงพยาบาลในเมือง ทั้งแม่ลูกทั้งคู่สิ้นหวังกับการได้พบหน้าทุกคนในครอบครัวอีกครั้ง ลูคัสถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อชีวิตแม่ในชั่วพริบตา
ขณะที่เฮนรี (ยวน แมกเกรเกอร์ส) ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากเย็นในการส่งตัวลูกน้อยสองคนไปอยู่ในที่สูงเพื่อความปลอดภัยจากการถูกกระแสคลื่นพัดเข้าซ้ำครั้งที่สอง กับการอยู่ค้นหาภรรยาและลูกชายคนโต
จากชื่อของหนังที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราก็พอจะจับเค้าได้แล้วว่า ความเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์พลัดพรากดุจดังบ้านแตกสาแหรกขาดแบบนี้ คืออะไร
ฉากที่เป็นไคลแมกซ์ของ The Impossible จึงดูเหมือนว่าความเป็นไปได้แบบนี้มีอยู่แต่ในโลกของหนังละครหรือนิยายเท่านั้น
หนังสร้างได้อย่างสมจริง และเน้นอยู่ที่การเอาตัวรอดและตามหากันและกันของครอบครัวนี้เท่านั้น และฉากความน่ากลัวต่างๆ เกือบจะเหลือทนที่จะนั่งดูอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่เบือนหน้าหนี
แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว ก็จะขยายภาพให้กว้างออกเห็นความเดือดร้อนแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติครั้งนั้น
การแสดงของนักแสดงทุกคนเข้มข้นถึงบทบาทอย่างที่สุด เนโอมี วัตส์ ใช้เวลาส่วนใหญ่นอนแบ่บอยู่บนเตียง แต่เธอก็สามารถสร้างแคแร็กเตอร์ที่เข้มข้นและตรึงตราอย่างยิ่ง
นักแสดงเด็กที่คัดเลือกมารับบทหนัก ก็เก่งทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทอม ฮอลแลนด์ ที่เล่นเป็นลูคัส ลูกชายคนโต ที่เติบโตจากเด็กที่ไม่สนใจคนอื่นแม้แต่น้องชาย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในชั่วข้ามคืน
แม้ว่าเรื่องราวจะมีตอนจบที่ดีสำหรับครอบครัวในเรื่อง แต่นี่ก็เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติที่ต้องวนเวียนต่อสู้อยู่กับภัยธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว และเกินความเข้าใจของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ
อย่าจาบจ้วงล่วงละเมิดต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมกันนักเลยค่ะ อย่างไรเสีย ธรรมชาติก็มีวิธีเรียกเอาคืนจนได้นั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะออกมาในรูปไหนเท่านั้นเอง
.
2555-12-05
“ ชูชัย ” โดย ปริญญากร วรวรรณ (หลังเลนส์ในดงลึก)
.
“ ชูชัย ”
โดย ปริญญากร วรวรรณ คอลัมน์ หลังเลนส์ในดงลึก
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1685 หน้า 92
คนในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกมักพูดกันเล่นๆ ว่า คนที่ทำงานอยู่ที่นี่ได้น่ะไม่ปกตินักหรอก พูดง่ายๆ คือ ต้อง "แปลกๆ" หรือหากจะพูดให้ง่ายกว่านั้น คือ "บ้า" นั่นแหละ
การพูดเล่นๆ แบบนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะการทำงานที่เปรียบเสมือนตัดขาดจากโลกภายนอก การสัญจรอันยากลำบาก ติดอยู่ในป่าเป็นเดือนๆ ลาดตระเวนโดยไม่ค่อยมีวันหยุด รวมทั้งต้องเครียดกับสภาวะที่อาจต้องเผชิญหน้ากับ "ผู้ต้องหา" ได้เสมอ
หลายครั้งที่พบร่องรอยใหม่ๆ ของคนที่แอบเข้ามาล่าสัตว์ การติดตามร่องรอยไปอย่างกระชั้นชิดเพราะต้องการจับผู้ต้องหาให้ได้นั้น ในอดีตมีเจ้าหน้าที่หลายคนเสียชีวิตเพราะโดนซุ่มยิง
ในกรณีเช่นนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งหรือการลาดตระเวนไปพบซากสัตว์ป่าถูกฆ่าการยิงสัตว์ใหญ่อย่างกระทิงหรือกวางตัวผู้โตเต็มวัยแล้วเอายาพิษใส่ซากเพื่อให้เสือมากินนั้นยังเกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าจะจับผู้ก่อการเช่นนี้ไปได้ชุดหนึ่งแล้วก็ตาม
แต่มูลค่าของซากเสือโคร่งนั้นสูง จนกระทั่งการเสี่ยงเข้ามาล่าเสือทำเงินให้คุ้มค่า
คนล่าพยายามอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะยังไม่ประสบผลสำเร็จเพราะระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพที่เจ้าหน้าที่ในผืนป่าด้านตะวันตกคือป่าทุ่งใหญ่ฯ ทั้งสองฝั่งและป่าห้วยขาแข้งนำมาใช้ทำให้การล่าไม่ง่ายดายและพบ "เบาะแส" ของคนล่าก่อนเสมอ
กระนั้นก็เถอะป่าดูจะกว้างใหญ่เกินกว่าจะปกป้องชีวิตสัตว์ไว้ได้ทุกตัว
ซากกระทิงตัวผู้ถูกยิงนอนขึ้นอืด คนล่าเอาไปเพียงปลอกเขา ไม่แตะต้องชิ้นส่วนอย่างอื่น
จนกระทั่งถึงวันนี้ยังมีการสะสมเขาสัตว์ป่าโดยเฉพาะกระทิงหรือวัวแดง
"อาจเหมือนการเก็บโทรฟี่อย่างเมื่อก่อนก็ได้ครับ สมัยก่อนพวกนี้เข้าป่าล่าสัตว์เอง เอาเขาไปแขวนโชว์ เดี๋ยวนี้เข้าป่าไม่ไหว มีเงินเยอะแต่นิสัยไม่เปลี่ยนแปลงจึงใช้วิธีจ้างคนเข้ามายิงแล้วอวดกันว่า เขาที่สะสมของใครจะมีขนาดใหญ่กว่ากันหรือมาจากป่าที่เข้มงวดมากๆ"
สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งให้ข้อสังเกต
"หรือไม่ อาจนำไปเข้าเครื่องยา รวมทั้งผสมมวลสารสร้างของขลังอะไรอย่างนั้นด้วยก็ได้" เขาสังเกตเพิ่มเติม
กระทิงทั้งตัว โดนฆ่าแล้วเอาไปเพียงปลอกเขา
ดูเหมือนว่าปลอกเขานั่นคงมีมูลค่าไม่น้อยเลย เมื่อพบกับเหตุเช่นนี้ สำหรับคนทำงานในป่าหากไม่เป็นคนที่ "แปลกๆ" สักหน่อย คงอยู่ในป่าได้ไม่ง่ายนักหรอก
ผมเห็นด้วยว่าคนทำงานในป่าทุ่งใหญ่ฯ นั้นแปลก
แต่คนที่ดูจะแปลกไปมากๆ คือ "ชูชัย"
ในช่วงแรกๆ ผมไม่ได้สังเกตเห็นชูชัย ผู้ชายร่างผอมเกร็ง ผิวคล้ำคนนี้หรอก แต่เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่เขตฯ เดินไปเดินมา
ผมได้พูดคุยกับเขาครั้งแรกเมื่อสัก 2 เดือนก่อน เมื่อเราต้องไปเคลียร์เส้นทางด้วยกัน
หลังจากฝนชุดใหญ่ๆ ผ่านพ้น ชุดที่เดินมาเอาเสบียงแจ้งว่าเส้นทางไปหน่วยพิทักษ์ป่าถูกสายน้ำพัดขาดดินถล่มหลายจุด
ต้นไม้ใหญ่ๆ และกอไผ่ล้มขวางทางหลายต้น ภารกิจการทำเส้นทางเพื่อการสัญจรจึงเกิดขึ้นโดยมีรถแทร็กเตอร์ช่วยดันดินที่ถล่มและคนอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเลื่อยไม้ที่ล้มขวาง
ชูชัยร่วมมากับทีมด้วย
ขณะทุกคนช่วยกันเลื่อยไม้ ตัดฟันกอไผ่หรือใช้จอบขุดดิน ชูชัยจะเดินไปล่วงหน้า ไปตัดฟันไม้อยู่คนเดียวและในช่วงบ่ายเขาก็หายไปเลย
"น้าเขาบอกว่าจะเดินไปตัดข้างหน้าก่อน" เดชาบอกเมื่อบุญชัยถามถึง
ถึงช่วงเย็น เราเคลียร์ทางจนกระทั่งถึงเนินชันๆ ช่วงกลางเนินมีไม้ใหญ่ล้มขวาง
สายไฮดรอลิกแทร็กเตอร์รั่วน้ำมันพุ่งเป็นสาย บุญชัยพยายามแก้ไข เขาตัดยางในรถมอเตอร์ไซค์เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วพันรอยรั่ว เมื่อลองใหม่ใช้ได้เพียงครู่เดียว
"ไม่ไหวแล้วล่ะครับ คงต้องถอดแล้วเอาเข้าเมืองไปอัดสายใหม่แล้ว"
เขาดับเครื่อง "จะมืดแล้วด้วย กลับหน่วยฯ ก่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยว่าต่อ"
เราเก็บเครื่องมือ "เฮ้ย ย่องเอ็งตะโกนเรียกชูชัยดูซิ ไปถึงไหนแล้ว เอาวิทยุไปหรือเปล่า"
ไม่มีวี่แววของชูชัย
"ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็เดินกลับเองนั่นแหละ" บุญชัยบอกให้ผมถอยรถ เราอยู่ห่างจากหน่วยฯ ราว 12 กิโลเมตร
คืนนั้นชูชัยหายไปทั้งคืน
เขากลับถึงหน่วยพิทักษ์ป่าราวๆ 7 โมงเช้า
"เมื่อคืนนอนที่ไหนล่ะครับ" ผมถามชูชัยที่กำลังนั่งยองๆ สองมือถือถ้วยกาแฟ
"นอนตรงที่รถเสียนั่นแหละ หนาวจะตายเป้ผมติดมากับรถหม่องโจต้องตัดใบกล้วยมาห่ม กลัวเสือก็กลัว เสียงมันร้องอยู่ใกล้ๆ พอใกล้สว่างเลยรีบเดินกลับมา"
"ทีหลังไปไหนบอกคนอื่นด้วย ไม่ใช่หายไปอย่างนี้" บุญชัยต่อว่าลูกน้อง "เอ็งเป็นอะไรไปหัวหน้าจะเดือดร้อนไปด้วย"
"ผมมานอนเฝ้าแทร็กเตอร์ให้หรอก" ชูชัยไปน้ำขุ่นๆ
"ผมเกิดที่คุณหมิง ประเทศจีนโน่นครับ" ชูชัยตอบ เมื่อผมถามเขาว่าเป็นคนที่ไหนเพราะฟังจากสำเนียงพูดไม่ใช่คนแถวนี้
"ถามมันอย่างนั้น เดี๋ยวได้ฟังเรื่องยาวแน่ครับ" บุญชัยรู้นิสัยลูกน้องดี
ผมได้ฟังเรื่องยาวจริงๆ สรุปความว่าพ่อแม่ของชูชัยเป็นทหารป่าระดับ "จัดตั้ง" ช่วงนั้นไปฝึกที่คุณหมิงทั้งพ่อและแม่ เขาจึงเกิดที่นั่น พออายุได้สัก 2 ขวบ พ่อก็พากลับมา เดินทางอย่างระหกระเหิน
เขามาใช้ชีวิตวัยรุ่นที่หมู่บ้านจะแก และชีวิตผ่านอะไรต่ออะไรมาอย่างโชกโชน
"ไอ้นี่มันซนมากครับ รู้ยังงี้ตอนนั้นให้เขาเอาขี้เถ้ายัดปากซะก็ดี" อำไพอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจะแก "สหายเก่า" เพื่อนของพ่อชูชัยพูดถึงชูชัยในวันที่ผมพบกับเขาในหมู่บ้าน
ในช่วงหลังๆ ผมได้ชูชัยมาเป็นเพื่อนร่วมทาง เขาทำหน้าที่เป็นเด็กรถได้อย่างสมบูรณ์ อยู่กับชูชัยไม่มีวันเหงา เขาพูดตลอดเวลา
พูดถึงสภาวะโลกร้อน เรื่องการเมือง การทหาร เรื่องเครื่องยนต์ เรื่องอาวุธปืน ฯลฯ อีกสารพัด
ทุกครั้งที่จอดรถ เขาจะกระโดดจากกระบะมุดดูใต้ท้อง
"ยางหุ้มเพลาขับ ขาดอีกแล้วครับ รัดใหม่ก่อน"
ในกรณีนี้ยางในมอเตอร์ไซค์ใช้ได้อีกเช่นเคย นี่คือยางสารพัดประโยชน์มันเป็นอุปกรณ์สำคัญมากที่ต้องมีไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาคันชัก คันส่งหลุดหรือหัก การใช้ยางในพันไว้ได้ผลดี
ชูชัยจะเตรียมอุปกรณ์ไว้ครบ รวมทั้งจาระบีด้วย "ซ่อมรถยากกว่าซ่อมเฮลิคอปเตอร์ครับ" เขาว่าไปโน่น
กลางคืนเขาผูกเปลนอนใกล้ๆ ผม
และผมพบว่า เขาไม่ได้พูดเก่งเฉพาะเวลาตื่น ยามหลับเขาก็ละเมอพูดตลอด
"ไม่มีใครอยากให้มันนอนใกล้ๆ หรอก" บุญชัยหัวเราะ เมื่อผมเล่าให้เขาฟัง
ชูชัยช่วยผมได้มาก โดยเฉพาะเรื่องสื่อสารเวลาที่อดิเทพไม่อยู่ใกล้ๆ
วันหนึ่งเราไปถึงหน่วยพิทักษ์ป่าจะแก
ลุงเสอะ เจ้าหน้าที่หน่วยฯ จะแกดูหน้าตาซีดเซียวอย่างคนไม่สบาย
"แกไปดูแลลูกน่ะครับ ลูกไม่สบาย เลยไม่ค่อยได้พักผ่อน" เจริญ หัวหน้าหน่วยฯ บอก
"ลูกป่วยเป็นอะไรล่ะครับ" ผมถามลุงเสอะ
"ไข่มันใหญ่ไปหน่อย" ลุงเสอะตอบเบาๆ
ผมหันมองหน้าชูชัยอย่างขอความช่วยเหลือ
"อ๋อ! ลูกแกเป็นไส้เลื่อนน่ะครับ" ชูชัยขยายความและพูดถึงสาเหตุการเกิดโรคนี้อย่างละเอียด
ผมขอบคุณชูชัย
ผู้อยู่ในข่าย ถึงจะ "แปลก" แต่ก็รู้ไปหมดเสียทุกอย่างจริงๆ
.
“ ชูชัย ”
โดย ปริญญากร วรวรรณ คอลัมน์ หลังเลนส์ในดงลึก
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1685 หน้า 92
คนในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกมักพูดกันเล่นๆ ว่า คนที่ทำงานอยู่ที่นี่ได้น่ะไม่ปกตินักหรอก พูดง่ายๆ คือ ต้อง "แปลกๆ" หรือหากจะพูดให้ง่ายกว่านั้น คือ "บ้า" นั่นแหละ
การพูดเล่นๆ แบบนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะการทำงานที่เปรียบเสมือนตัดขาดจากโลกภายนอก การสัญจรอันยากลำบาก ติดอยู่ในป่าเป็นเดือนๆ ลาดตระเวนโดยไม่ค่อยมีวันหยุด รวมทั้งต้องเครียดกับสภาวะที่อาจต้องเผชิญหน้ากับ "ผู้ต้องหา" ได้เสมอ
หลายครั้งที่พบร่องรอยใหม่ๆ ของคนที่แอบเข้ามาล่าสัตว์ การติดตามร่องรอยไปอย่างกระชั้นชิดเพราะต้องการจับผู้ต้องหาให้ได้นั้น ในอดีตมีเจ้าหน้าที่หลายคนเสียชีวิตเพราะโดนซุ่มยิง
ในกรณีเช่นนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งหรือการลาดตระเวนไปพบซากสัตว์ป่าถูกฆ่าการยิงสัตว์ใหญ่อย่างกระทิงหรือกวางตัวผู้โตเต็มวัยแล้วเอายาพิษใส่ซากเพื่อให้เสือมากินนั้นยังเกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าจะจับผู้ก่อการเช่นนี้ไปได้ชุดหนึ่งแล้วก็ตาม
แต่มูลค่าของซากเสือโคร่งนั้นสูง จนกระทั่งการเสี่ยงเข้ามาล่าเสือทำเงินให้คุ้มค่า
คนล่าพยายามอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะยังไม่ประสบผลสำเร็จเพราะระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพที่เจ้าหน้าที่ในผืนป่าด้านตะวันตกคือป่าทุ่งใหญ่ฯ ทั้งสองฝั่งและป่าห้วยขาแข้งนำมาใช้ทำให้การล่าไม่ง่ายดายและพบ "เบาะแส" ของคนล่าก่อนเสมอ
กระนั้นก็เถอะป่าดูจะกว้างใหญ่เกินกว่าจะปกป้องชีวิตสัตว์ไว้ได้ทุกตัว
ซากกระทิงตัวผู้ถูกยิงนอนขึ้นอืด คนล่าเอาไปเพียงปลอกเขา ไม่แตะต้องชิ้นส่วนอย่างอื่น
จนกระทั่งถึงวันนี้ยังมีการสะสมเขาสัตว์ป่าโดยเฉพาะกระทิงหรือวัวแดง
"อาจเหมือนการเก็บโทรฟี่อย่างเมื่อก่อนก็ได้ครับ สมัยก่อนพวกนี้เข้าป่าล่าสัตว์เอง เอาเขาไปแขวนโชว์ เดี๋ยวนี้เข้าป่าไม่ไหว มีเงินเยอะแต่นิสัยไม่เปลี่ยนแปลงจึงใช้วิธีจ้างคนเข้ามายิงแล้วอวดกันว่า เขาที่สะสมของใครจะมีขนาดใหญ่กว่ากันหรือมาจากป่าที่เข้มงวดมากๆ"
สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งให้ข้อสังเกต
"หรือไม่ อาจนำไปเข้าเครื่องยา รวมทั้งผสมมวลสารสร้างของขลังอะไรอย่างนั้นด้วยก็ได้" เขาสังเกตเพิ่มเติม
กระทิงทั้งตัว โดนฆ่าแล้วเอาไปเพียงปลอกเขา
ดูเหมือนว่าปลอกเขานั่นคงมีมูลค่าไม่น้อยเลย เมื่อพบกับเหตุเช่นนี้ สำหรับคนทำงานในป่าหากไม่เป็นคนที่ "แปลกๆ" สักหน่อย คงอยู่ในป่าได้ไม่ง่ายนักหรอก
ผมเห็นด้วยว่าคนทำงานในป่าทุ่งใหญ่ฯ นั้นแปลก
แต่คนที่ดูจะแปลกไปมากๆ คือ "ชูชัย"
ในช่วงแรกๆ ผมไม่ได้สังเกตเห็นชูชัย ผู้ชายร่างผอมเกร็ง ผิวคล้ำคนนี้หรอก แต่เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่เขตฯ เดินไปเดินมา
ผมได้พูดคุยกับเขาครั้งแรกเมื่อสัก 2 เดือนก่อน เมื่อเราต้องไปเคลียร์เส้นทางด้วยกัน
หลังจากฝนชุดใหญ่ๆ ผ่านพ้น ชุดที่เดินมาเอาเสบียงแจ้งว่าเส้นทางไปหน่วยพิทักษ์ป่าถูกสายน้ำพัดขาดดินถล่มหลายจุด
ต้นไม้ใหญ่ๆ และกอไผ่ล้มขวางทางหลายต้น ภารกิจการทำเส้นทางเพื่อการสัญจรจึงเกิดขึ้นโดยมีรถแทร็กเตอร์ช่วยดันดินที่ถล่มและคนอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเลื่อยไม้ที่ล้มขวาง
ชูชัยร่วมมากับทีมด้วย
ขณะทุกคนช่วยกันเลื่อยไม้ ตัดฟันกอไผ่หรือใช้จอบขุดดิน ชูชัยจะเดินไปล่วงหน้า ไปตัดฟันไม้อยู่คนเดียวและในช่วงบ่ายเขาก็หายไปเลย
"น้าเขาบอกว่าจะเดินไปตัดข้างหน้าก่อน" เดชาบอกเมื่อบุญชัยถามถึง
ถึงช่วงเย็น เราเคลียร์ทางจนกระทั่งถึงเนินชันๆ ช่วงกลางเนินมีไม้ใหญ่ล้มขวาง
สายไฮดรอลิกแทร็กเตอร์รั่วน้ำมันพุ่งเป็นสาย บุญชัยพยายามแก้ไข เขาตัดยางในรถมอเตอร์ไซค์เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วพันรอยรั่ว เมื่อลองใหม่ใช้ได้เพียงครู่เดียว
"ไม่ไหวแล้วล่ะครับ คงต้องถอดแล้วเอาเข้าเมืองไปอัดสายใหม่แล้ว"
เขาดับเครื่อง "จะมืดแล้วด้วย กลับหน่วยฯ ก่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยว่าต่อ"
เราเก็บเครื่องมือ "เฮ้ย ย่องเอ็งตะโกนเรียกชูชัยดูซิ ไปถึงไหนแล้ว เอาวิทยุไปหรือเปล่า"
ไม่มีวี่แววของชูชัย
"ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็เดินกลับเองนั่นแหละ" บุญชัยบอกให้ผมถอยรถ เราอยู่ห่างจากหน่วยฯ ราว 12 กิโลเมตร
คืนนั้นชูชัยหายไปทั้งคืน
เขากลับถึงหน่วยพิทักษ์ป่าราวๆ 7 โมงเช้า
"เมื่อคืนนอนที่ไหนล่ะครับ" ผมถามชูชัยที่กำลังนั่งยองๆ สองมือถือถ้วยกาแฟ
"นอนตรงที่รถเสียนั่นแหละ หนาวจะตายเป้ผมติดมากับรถหม่องโจต้องตัดใบกล้วยมาห่ม กลัวเสือก็กลัว เสียงมันร้องอยู่ใกล้ๆ พอใกล้สว่างเลยรีบเดินกลับมา"
"ทีหลังไปไหนบอกคนอื่นด้วย ไม่ใช่หายไปอย่างนี้" บุญชัยต่อว่าลูกน้อง "เอ็งเป็นอะไรไปหัวหน้าจะเดือดร้อนไปด้วย"
"ผมมานอนเฝ้าแทร็กเตอร์ให้หรอก" ชูชัยไปน้ำขุ่นๆ
"ผมเกิดที่คุณหมิง ประเทศจีนโน่นครับ" ชูชัยตอบ เมื่อผมถามเขาว่าเป็นคนที่ไหนเพราะฟังจากสำเนียงพูดไม่ใช่คนแถวนี้
"ถามมันอย่างนั้น เดี๋ยวได้ฟังเรื่องยาวแน่ครับ" บุญชัยรู้นิสัยลูกน้องดี
ผมได้ฟังเรื่องยาวจริงๆ สรุปความว่าพ่อแม่ของชูชัยเป็นทหารป่าระดับ "จัดตั้ง" ช่วงนั้นไปฝึกที่คุณหมิงทั้งพ่อและแม่ เขาจึงเกิดที่นั่น พออายุได้สัก 2 ขวบ พ่อก็พากลับมา เดินทางอย่างระหกระเหิน
เขามาใช้ชีวิตวัยรุ่นที่หมู่บ้านจะแก และชีวิตผ่านอะไรต่ออะไรมาอย่างโชกโชน
"ไอ้นี่มันซนมากครับ รู้ยังงี้ตอนนั้นให้เขาเอาขี้เถ้ายัดปากซะก็ดี" อำไพอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจะแก "สหายเก่า" เพื่อนของพ่อชูชัยพูดถึงชูชัยในวันที่ผมพบกับเขาในหมู่บ้าน
ในช่วงหลังๆ ผมได้ชูชัยมาเป็นเพื่อนร่วมทาง เขาทำหน้าที่เป็นเด็กรถได้อย่างสมบูรณ์ อยู่กับชูชัยไม่มีวันเหงา เขาพูดตลอดเวลา
พูดถึงสภาวะโลกร้อน เรื่องการเมือง การทหาร เรื่องเครื่องยนต์ เรื่องอาวุธปืน ฯลฯ อีกสารพัด
ทุกครั้งที่จอดรถ เขาจะกระโดดจากกระบะมุดดูใต้ท้อง
"ยางหุ้มเพลาขับ ขาดอีกแล้วครับ รัดใหม่ก่อน"
ในกรณีนี้ยางในมอเตอร์ไซค์ใช้ได้อีกเช่นเคย นี่คือยางสารพัดประโยชน์มันเป็นอุปกรณ์สำคัญมากที่ต้องมีไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาคันชัก คันส่งหลุดหรือหัก การใช้ยางในพันไว้ได้ผลดี
ชูชัยจะเตรียมอุปกรณ์ไว้ครบ รวมทั้งจาระบีด้วย "ซ่อมรถยากกว่าซ่อมเฮลิคอปเตอร์ครับ" เขาว่าไปโน่น
กลางคืนเขาผูกเปลนอนใกล้ๆ ผม
และผมพบว่า เขาไม่ได้พูดเก่งเฉพาะเวลาตื่น ยามหลับเขาก็ละเมอพูดตลอด
"ไม่มีใครอยากให้มันนอนใกล้ๆ หรอก" บุญชัยหัวเราะ เมื่อผมเล่าให้เขาฟัง
ชูชัยช่วยผมได้มาก โดยเฉพาะเรื่องสื่อสารเวลาที่อดิเทพไม่อยู่ใกล้ๆ
วันหนึ่งเราไปถึงหน่วยพิทักษ์ป่าจะแก
ลุงเสอะ เจ้าหน้าที่หน่วยฯ จะแกดูหน้าตาซีดเซียวอย่างคนไม่สบาย
"แกไปดูแลลูกน่ะครับ ลูกไม่สบาย เลยไม่ค่อยได้พักผ่อน" เจริญ หัวหน้าหน่วยฯ บอก
"ลูกป่วยเป็นอะไรล่ะครับ" ผมถามลุงเสอะ
"ไข่มันใหญ่ไปหน่อย" ลุงเสอะตอบเบาๆ
ผมหันมองหน้าชูชัยอย่างขอความช่วยเหลือ
"อ๋อ! ลูกแกเป็นไส้เลื่อนน่ะครับ" ชูชัยขยายความและพูดถึงสาเหตุการเกิดโรคนี้อย่างละเอียด
ผมขอบคุณชูชัย
ผู้อยู่ในข่าย ถึงจะ "แปลก" แต่ก็รู้ไปหมดเสียทุกอย่างจริงๆ
.
2555-11-27
หนุ่มเมืองจันท์: ไร้สาระ (1), (2)
.
ไร้สาระ (1)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 24
วันหยุดที่ผ่านมา แวบไปเดินเล่นที่ "เซ็นทรัลลาดพร้าว"
เห็นคนยืนต่อคิวยาวเหยียดที่หน้าห้างเซ็นทรัลชั้นบน
ส่วนใหญ่เป็น "ผู้หญิง"
มี "ผู้ชาย" ยืนอยู่บ้างประปราย สังเกตจากใบหน้าที่ดูเซ็งๆ แล้วคาดว่าคงไม่ได้เป็น "ลูกค้า" แต่เป็น "แฟนลูกค้า"
รอสาวเลือกรองเท้าลดราคา
ผมชะโงกดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นรองเท้ายี่ห้ออะไร
Fitflop ครับ
รองเท้า Fitflop รองเท้าเพื่อสุขภาพยี่ห้อดังที่เพิ่งเปิดสาขาในเมืองไทยมีโปรโมชั่นลดราคา
ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นคิวแบบนี้เซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วครั้งหนึ่ง เขาให้คนยืนรอคิวแล้วเข้าไปเลือกรองเท้าเป็นรอบๆ
คิวยาวเหยียดพอกัน
พอกลับบ้าน ผมเกิดแรงบันดาลใจจากใบหน้าหนุ่มๆ ที่ยืนรอสาวเลือกรองเท้า เขียนเล่นลงในเฟซบุ๊ก boycitychanFC
"ไปเซ็นทรัลลาดพร้าววันนี้ เจอสาวๆ ยืนรอคิวเข้าไปซื้อรองเท้า fitflop ยาวเหยียด.
...รอกันเป็นชั่วโมง.
เห็นแล้วปลงจิต. เพราะไม่มีทางที่ "ผู้ชาย" จะทำอะไรไร้สาระแบบนี้
เฮ้อ. คืนนี้ถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืนดีกว่า"
ครับ ในสายตาของ "ผู้ชาย" อาจมองว่าการต่อคิวซื้อสินค้าลดราคาของ "ผู้หญิง" เป็นเรื่องไร้สาระน่าดูเลย
มี "ผู้ชาย" น้อยคนที่จะยอมยืนต่อแถวนานๆ เพื่อซื้อสินค้า
ไม่ต้องต่อคิวซื้อสินค้าหรอกครับ แค่รอคิวร้านเอ็มเคสุกี้ ผมเคยถามสาวๆ ว่าถ้าต้องรอ 10 นาที รอหรือเปล่า
ทั้งหมด "รอ"
15 นาทีรอไหม?
ลดลงไปนิด แต่ส่วนใหญ่ก็ยัง "รอ"
แต่พอถาม "ผู้ชาย" บ้าง
10 นาทีรอไหม?
ประมาณ 70% รอ แต่อีก 30% ไม่รอ
รอ 15 นาทีล่ะ
เชื่อไหมครับ หายไปเกินครึ่ง
แต่พอถามว่าไปกับแฟน 20 นาทีรอไหม
ผู้ชายทุกคนยกมือพร้อมกัน
"รอ"
เป็นการแสดงให้เห็นว่า "ผู้ชาย" รักจริง
บ้า "ผู้หญิง" มากกว่า "เอ็มเคสุกี้"
การรอคิวซื้อสินค้าลดราคาสำหรับ "ผู้หญิง" ถือเป็นเรื่องปกติ
ไม่ "ไร้สาระ"
แต่สำหรับ "ผู้ชาย" ส่วนใหญ่มองตรงกันข้ามและบางครั้งก็เอามาเม้าธ์ในหมู่เพื่อน
ในมุมกลับ กิจกรรมบางอย่างสำหรับ "ผู้ชาย" เช่น การอดหลับอดนอนดูฟุตบอล
โดยเฉพาะช่วงฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรฯ
"ผู้หญิง" ก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเช่นกัน
ในโลกที่คนคิดต่างกัน "ความไร้สาระ" ของคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องมี "สาระ" ของอีกคนหนึ่ง
เช่นเดียวกับเรื่องที่เปี่ยมด้วยสาระของคนหนึ่งก็เป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ของอีกคนหนึ่งเช่นกัน
โดยเฉพาะ "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" ที่ว่ากันว่ามาจากดาวคนละดวง
หลังจากผมโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร
ขำ-ขำ
แต่คนที่มาแสดงความเห็นต่อท้ายสิครับ
แม้ส่วนใหญ่จะเข้าใจในความหมายของการเสียดสี "ผู้ชาย" ด้วยกัน แต่กลับมีบางคนนึกว่าผมตั้งใจว่า "ผู้หญิง"
"สาระมันต่างกัน เพราะผู้ชายมันยังแหกตาดูบอล ที่ไม่มีสาระอันใด หรือไม่ก็ไปต่อแถวซื้อมือถือ ค่ายแอปเปิ้ลนั่นไง ผู้ชายทั้งเพ"
หรือประชดประชันแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง "ถ่างตา ก็เป็นสาระดีนี่คะ"
หรือบางคนก็แซวเล่นแบบมีอารมณ์ขัน
"ไม่มีทางที่ผู้หญิงจะถ่างตารอเช่นนี้เหมือนกัน ไปนอนเอาสลัดผักโปะหน้าดีกว่าเป็นไหนๆ ฮาๆๆ"
พอโทนเสียงต่อว่าเริ่มแรง ก็เริ่มมีคนมาช่วยเถียงแทนว่าให้อ่านดีๆ
ผมไม่ได้ต่อว่า "ผู้หญิง" แต่เสียดสีตัวเอง
มีคนแสดงความเห็นในกระทู้นี้เกือบ 200 คน
สนุกดีครับ
นั่งอ่านเล่นพักหนึ่งก็เกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมา
กะว่าจะโพสต์ข้อความใหม่
"วันนี้ เพื่อนผู้ชายคุยกันว่าจะถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืน
ฟังแล้วปลงจิต เพราะไม่มีทางที่ "ผู้หญิง" อย่างเราจะทำอะไรไร้สาระแบบนี้
เฮ้อ...คืนนี้รีบนอนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะรีบไปเข้าคิวซื้อรองเท้า Fitflop"
ลงชื่อ "สาวเมืองจันท์"
เรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นมองอีกมุมหนึ่งแทน
แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเขียนข้อความแบบ "เซน" ดีกว่า
"ตอบ" โดย "ไม่ตอบ"
เมื่อต้องการจะบอกว่าคนเราทุกคนล้วนแต่มีเรื่อง "ไร้สาระ" กันทั้งนั้น
เราเปิดประเด็นให้แฟนเพจเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองดีกว่า
"ไหนๆ ก็คุยกันเรื่องความไร้สาระแล้ว
อยากรู้ว่าใครเคยทำเรื่องที่คิดว่า "ไร้สาระ" ที่สุดบ้าง
เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ"
เชื่อไหมครับว่าไม่ถึง 10 นาที มีคนเขียนเล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัวเองมาเกือบ 50 คน
แต่ละเรื่องสนุกทั้งนั้น
สนุกจนอยากให้รางวัล
โพสต์ข้อความเดิมอีกครั้ง แต่เพิ่มข้อความว่าจะแจกหนังสือเป็นรางวัล
ตอนแรก 5 เล่ม พอเรื่องเริ่มเยอะก็เลยเพิ่มเป็น 10 เล่มสำหรับ "เรื่องไร้สาระ" ที่โดนใจที่สุด
และสุดท้ายคงต้องเพิ่มเป็น 20 เล่ม
เพราะมีคนเข้ามาเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองถึง 500 กว่าคน
สนุกมากครับ
อ่านไปหัวเราะไปทั้งคืน
ไม่นึกว่าคนเราจะสามารถทำเรื่อง "ไร้สาระ" ได้ขนาดนี้
มีตัวอย่างเรื่อง "ไร้สาระ" มาเล่าให้ฟังเพื่อเรียกน้ำย่อย 2-3 เรื่องครับ
"โบกแท็กซี่ แล้วถาม ว่ากี่โมงแล้วค่ะ ตอนนี้ ^^" (คุณไม่ถือสา แต่ว่ารู้สึก)
"เคยเข้าห้องน้ำแล้วห้องข้างๆ ตดเสียงดัง เราเลยพยายามจะเบ่งให้ตดดังกว่าเค้า แต่ไม่ออก ออกจากห้องน้ำมาเครียด แพ้เลย 55" (Anntie Ams)
เฮ้อ คิดได้ไง
"จีบผู้หญิงคนแรก ไม่กล้าคุยกับเค้า ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังจีนกำลังภายใน ประทับใจการสะกดรอยตามผู้ร้ายที่สุด
ผมจึงเอาวิธีนี้มาประยุกต์ใช้ โดยการรอเวลาหลังเลิกเรียน เธอจะเดินไปขึ้นรถบริเวณใกล้ๆ ผมจะค่อยๆ เดินตามไม่ให้เธอรู้ตัว จนรู้ว่าเธอขึ้นรถประจำตรงไหน
แต่อนิจจาเธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมสะกดรอยตาม เธอฝากมาบอกเพื่อนของผมว่าเธอกลัวมาก
ผมเลยกลายเป็นพวกโรคจิตในสายตาเค้าไปเลย 555
ไร้สาระมั้ยครับ นี่แหละ การคิดจะจีบหญิงครั้งแรก ไม่เป็นท่าเลยครับ" (Valio Campione)
ครับ นี่แค่ "ตัวอย่าง"
ฉบับหน้าขออีกตอน จะคัดอีก 17 เรื่องที่ได้รางวัลมาเล่าให้ฟัง
แล้วจะรู้ว่าคนเรา "ไร้สาระ" มากกว่าที่คุณคิด
(ถ้าอยากอ่านเรื่องทั้งหมด ให้เข้าไปในเฟซบุ๊ก boycitychanFC ได้เลยครับ
รับประกันความฮา!!!)
++
ไร้สาระ (2)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 24
ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วครับ จากการเปิดประเด็นให้ "แฟนเพจ" เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัว
ฉบับที่แล้วลงไป 3 เรื่อง
ฉบับนี้ ขออนุญาตลงเรื่องที่คัดสรรมาแล้วว่า "ไร้สาระ-เพี้ยน" และขำสุดๆ อีก 17 เรื่องครับ
กลุ่มแรก เป็นเรื่องความไร้สาระและไร้เดียงสาในวัยเด็ก
"หยิกแขนคนข้างๆ เมื่อเจอรถเต่า และอธิษฐาน" Firstread Firstsight
มีคนโพสต์ประเด็นนี้หลายคน แต่ Firstread Firstsight เป็นคนแรก
Bewitch ZAng "ตอนประถม ต้องกินยาแก้หวัด กินยาไปแล้วก็กินน้ำจากขวดเลยค่ะไม่ได้ใส่แก้ว แล้วยามันร่วงจากปากตกลงไปในขวด
แทนที่เราจะเทน้ำออก หรือเปลี่ยนยาเม็ดใหม่
ดันดื่มน้ำจากขวดต่อไป คิดว่าเม็ดยาจะไหลตามไป
ที่ไหนได้ จุกก็จุก
ที่สำคัญ "ทิฟฟี่" ยังอยู่ที่เดิม ไม่น่าเล้ย..."
Rina Sitt "ตอน ป.3 คุณครูสอนว่าต้นไม้ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนเช้าและจะปล่อยออกซิเจนออกมาให้เราแทน ...
ในช่วงนั้น แม่ใช้ให้ปลูกต้นคุณนายตื่นสายตามข้างทางเข้าบ้าน (ก็ตื่นเต้นค่ะ ฝีมือเราปลูก) กลัวมันไม่โต กลัวเสียหน้าด้วย
ตอนเช้าต้องตื่นมานอนราบกับพื้น ก้มหน้าลงไปให้ใกล้ดอกไม้ที่สุดแล้วถอนหายใจ(แบบถี่ๆ แรงๆ)
เป็นการให้คาร์บอนไดออกไซด์กับดอกไม้
ลุกๆ นอนๆ กับพื้นอยู่นั่นแหละค่ะ พอให้คาร์บอนไดออกไซด์ต้นไม้เสร็จ ก็ต้องค่อยๆ ถอยกลับมาสูดออกซิเจนคืน
...ปลูกต้นไม้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย ฮ่าๆๆ"
Natkrita Nhoojam "เรื่องนานมากแล้วอันนี้พยานเพียบ!! ตอนประถมกลับจากโรงเรียนตอนเย็นหิวน้ำมาก อยากดื่มน้ำเย็น เปิดตู้เย็นก็ไม่มีน้ำสักขวด ไม่รู้จะทำไงดี
มองซ้ายมองขวาไม่มีคน เห็นที่ผนังของช่องแช่แข็งมันมีน้ำแข็งเกาะอยู่ ด้วยความหิวน้ำมากจึงเอามือแกะแต่มันก็ได้แค่นิดเดียว
ตัดสินใจเอาหัวเข้าไป แล้วก็ใช้ลิ้นเลียน้ำแข็งเลย ปรากฏว่าไฟดูด ดึงออกก็ไม่ได้ ตกใจมากคิดว่าจะตายเป็นผีเฝ้าตู้เย็นแล้ว!!!
แต่ดึงมันออกอย่างแรงอีกอีกครั้ง ลิ้นหลุดจากผนังช่องแช่แข็ง แต่เลือดออกเยอะมาก เลยวิ่งร้องไห้เข้าห้องไม่กล้าบอกใคร แล้วเอาผ้ามาอมไว้ไม่ให้เลือดไหล
บังเอิญตอนที่วิ่งร้องไห้เข้าห้องน้องชายเห็นเลยตามเข้าไป เลยรู้กันทั้งบ้าน!!!!
ไม่รู้ทำไปได้ไง"
Joy Siriporn "ตอนเด็กๆ พยายามตัดยางรถยนต์ แล้วขุดหลุมข้างบ้าน ขโมยเกลือของแม่ที่เตรียมไว้ทำปลาเค็มมาทั้งหมด นำไปเทลงในหลุม
เติมน้ำนิดหน่อย ใส่ยางรถยนต์ลงไป
ด้วยหวังจะให้มันกลายเป็นยางลบ คิดได้อ่ะ"
Chanin Jobb "ตอน ม.3 ช่วงพักกลางวัน เคยร่วมกับเพื่อนๆ เกือบสิบคน ร้อง เฮ้ย!!! ดังๆ แล้ววิ่งกรูกันไปกลางสนามฟุตบอล
คนแตกตื่นและวิ่งตามไปดู
3 นาที หลังจากนั้น นักเรียนเกือบครึ่งโรงเรียนลงไปอยู่กลางสนามฟุตบอล
เรื่องนี้จบลงที่ ฝ่ายปกครองต้องประกาศให้นักเรียนอยู่ในความสงบและสั่งให้ทุกคนออกจากสนามฟุตบอล (ส่วนพวกเราก็ชิ่งออกมานั่งขำกันข้างสนามตั้งนานแล้ว)^^"
Suvallee Yamsart "ตอนเรียน ป.2 เอาชื่อพ่อกับแม่ของเพื่อนเกือบทั้งหมดในห้อง มาทำเป็นเพลงให้เพื่อนไว้ใช้ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว 555"
คาดว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงประจำห้องที่ร้องเล่นในโรงเรียนเป็นประจำ
ยกเว้น "วันแม่" และ "วันพ่อ"
กลุ่มที่ 2 เป็นเรื่อง "ความรัก"
มีสุข สิริยา "ที่บ้านชอบเลี้ยงหมา ทุกเย็นแฟนจะชอบมานั่งหาเห็บหาหมัด
เห็นแฟนทำแบบนี้ทุกวันเซ็งจิตสุดๆ
ไปตลาดนัดซื้อยาฆ่าเห็บที่ใช้ผสมข้าวให้หมากิน ใช้เวลา 7 วัน เห็บหมัดตายเกลี้ยง
แทนที่แฟนจะดีใจที่เห็บตาย กลับต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องเห็บ
แฟนบอกว่าการหาเห็บเป็นการใช้สมาธิและได้อยู่ในโลกส่วนตัว
เฮ้อ มนุษย์หนอ..."
Phatcharin Thirarungsikul "หนูเลิกกับแฟนเพราะแฟนกินเค้กก่อนที่หนูจะถ่ายรูปแล้วอัพลงเฟซบุ๊ก
ทะเลาะกันจนคว่ำจานทิ้งแล้วเลิกกันตรงนั้นเลย
พอมองย้อนกลับไป หนูว่ามัน...ไร้สาระ"
Chupong Ittiwut "สมัย สื่อสารทางเดียว ด้วย "เพจเจอร์" ซึ่งต้องโทร.เข้าศูนย์ฝากข้อความ
ทะเลาะกับแฟน แฟนขึ้น ปอ.7 หนีกลับบ้าน
ผ่านเยาวราช ไปพาต้า รถติดมาก ผมเลยเดินไล่ตามรถทันตลอดทาง และมีเวลาพอที่จะแวะตู้โทรศัพท์ เป็นพักๆ เพื่อเพจเข้าเครื่อง
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
เดินตามรถไปได้เรื่อยๆ ด้วยความโมโห สุดท้าย รถขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ รถเมล์ไปได้ แต่คนเดินหาทางขึ้นไม่เจอ
หาอยู่นานมาก จนหายโมโห
พอไม่เจอ เลยเลิก
ขากลับ สติคืนมา... รถติดกว่าเดิม เลือกการเดินอีกที
โห...ไกลว่ะครับ ><"
Pennapa Jun "ตอนยังเป็นวัยรุ่น แฟนเก่าบอกเลิก ตกใจไม่รู้จะทำไงดี
แต่จำฉากหนึ่งในละครได้ว่าเขาต้องโยนแหวนทิ้งและวิ่งจากไปทั้งน้ำตา เลยเอามั่งดีกว่า!!
ถอดแหวนทองที่เขาเคยให้โยนทิ้งใส่เขา และวิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ประหนึ่งว่าเป็นนางเอกคนนั้น
เฮ้อออ!! เสียดายจนถึงทุกวันนี้ รู้งี้เป็นนางร้ายเก็บแหวนไว้แล้วเอาไปขายดีกว่ายังได้ตั้งหลายตังค์
ทุกวันนี้จะจำไว้ว่า "ความรู้สึกดีๆ เก็บไว้ในความทรงจำ แต่ถ้าเป็นแหวนทองคำขอแลกเป็นตังค์จะดีกว่า"
ครับ ถือว่า "วุฒิภาวะ" ทาง "ความรัก" ดีขึ้น
กลุ่มสุดท้าย เป็นเรื่องอื่นๆ อีกมากมายครับ
Sagurong Max "ผมเคยนั่งนับเสาไฟ ระหว่างนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ กลับโคราช เพราะเบื่อเหลือเกิน ไม่มีอะไรทำ ... นับได้จน 900 ก็เสา ก็ดันไปคิดเรื่องอื่นแทน
... ไอ้เรื่องที่คิดเรื่องอื่นนี่แหละ มันไร้สาระ T_T"
Knot Suphenphan "เป็นประจำค่ะ นิ่งอุบเงียบไม่ยอมบอกทางลัดโล่งๆ กับแท็กซี่ที่เรียกไปส่งบ้าน ถ้าแท็กซี่คันนั้นบ่นมากเรื่องรถติด
เชอะๆ พูดมากอยู่นั่น ติดซะให้เข็ด ติดไปด้วยกันอย่างนี้แหละ บางทีติดเป็นชั่วโมงโดนไปอีกหลายบาท
ลงจากแท็กซี่ จ่ายเงินแบบยิ้มๆ
สงครามการโต้ตอบแบบนี้ มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละที่คิดได้"
Tik A Tok "สมัครเฟซบุ๊กเพิ่มอีกอัน (ใช้ชื่อตัวเองนี่แหละ) แล้วเอามาคุยกับตัวเองค่ะ
เพื่อนถามว่า มึงบ้ารึป่าว
ตอบว่า เออ...กูเพี้ยน!!"
Ob Obbie "เข้าห้องน้ำในห้างแล้วทิชชูหมด...ต้องวอทแอพเรียกเพื่อนให้เอาทิชชูมาให้ นั่งรอในห้องน้ำนานมาก...ที่ไร้สาระคือไม่กล้าขอห้องข้างๆ...เขินล์ล์ล์..."
Title Kriangsak "สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังพักหอเดียวกับเพื่อน รีบไปทำงานตอนเช้าเกินไป จนลืมว่าเพื่อนยังอยู่ในห้อง ล็อกแม่กุญแจตัวเบ้อเร่อขังมันไว้ในห้อง
...โดนมันด่ายันลูกจะบวชจนทุกวันนี้"
ปรัชญ์ ตรีจาตุรันต์ "มีอยู่วันหนึ่ง ทั้งกระเป๋าผมมีแต่แบงก์พัน กับเศษตังค์กุ๊งกิ๊งๆ ในกระเป๋าประมาณ 2-3 บาท
คิดหาที่แตกแบงก์ไปเป็นค่ารถเมล์ จะเข้าเซเว่นก็ไม่รู้จะซื้ออะไร เลยเดินเข้าซีเอ็ดแทน
หยิบๆ เลือกๆ หนังสือได้มา 3 เล่ม เดินไปจ่ายตังค์
แคชเชียร์หน้าตาน่ารัก : ทั้งหมด 501 บาทค่ะ...
...ผมยื่นแบงก์พัน (ปากมันไปไวกว่าความคิด!!!)
ผม : มีเศษบาทนึงครับ
เดินออกมาจากร้าน มีหนังสือเพิ่มขึ้น 3 เล่ม
และแบงก์ 500 ในมือ"
555 เรื่องนี้ได้รับการกด Like เยอะที่สุดครับ
มีอยู่คนหนึ่ง ไม่ได้เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" แต่ตั้งข้อสังเกตที่ทำให้สะดุ้ง
Sutti Jinna "นั่งไล่อ่านแล้ว รู้สึกว่า "แฟนคลับ" พี่นี้เพี้ยนเยอะเนอะ.
พี่เคยถามตัวเองไหม.
"ทำไม"
คริ คริ...
.
ไร้สาระ (1)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 24
วันหยุดที่ผ่านมา แวบไปเดินเล่นที่ "เซ็นทรัลลาดพร้าว"
เห็นคนยืนต่อคิวยาวเหยียดที่หน้าห้างเซ็นทรัลชั้นบน
ส่วนใหญ่เป็น "ผู้หญิง"
มี "ผู้ชาย" ยืนอยู่บ้างประปราย สังเกตจากใบหน้าที่ดูเซ็งๆ แล้วคาดว่าคงไม่ได้เป็น "ลูกค้า" แต่เป็น "แฟนลูกค้า"
รอสาวเลือกรองเท้าลดราคา
ผมชะโงกดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นรองเท้ายี่ห้ออะไร
Fitflop ครับ
รองเท้า Fitflop รองเท้าเพื่อสุขภาพยี่ห้อดังที่เพิ่งเปิดสาขาในเมืองไทยมีโปรโมชั่นลดราคา
ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นคิวแบบนี้เซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วครั้งหนึ่ง เขาให้คนยืนรอคิวแล้วเข้าไปเลือกรองเท้าเป็นรอบๆ
คิวยาวเหยียดพอกัน
พอกลับบ้าน ผมเกิดแรงบันดาลใจจากใบหน้าหนุ่มๆ ที่ยืนรอสาวเลือกรองเท้า เขียนเล่นลงในเฟซบุ๊ก boycitychanFC
"ไปเซ็นทรัลลาดพร้าววันนี้ เจอสาวๆ ยืนรอคิวเข้าไปซื้อรองเท้า fitflop ยาวเหยียด.
...รอกันเป็นชั่วโมง.
เห็นแล้วปลงจิต. เพราะไม่มีทางที่ "ผู้ชาย" จะทำอะไรไร้สาระแบบนี้
เฮ้อ. คืนนี้ถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืนดีกว่า"
ครับ ในสายตาของ "ผู้ชาย" อาจมองว่าการต่อคิวซื้อสินค้าลดราคาของ "ผู้หญิง" เป็นเรื่องไร้สาระน่าดูเลย
มี "ผู้ชาย" น้อยคนที่จะยอมยืนต่อแถวนานๆ เพื่อซื้อสินค้า
ไม่ต้องต่อคิวซื้อสินค้าหรอกครับ แค่รอคิวร้านเอ็มเคสุกี้ ผมเคยถามสาวๆ ว่าถ้าต้องรอ 10 นาที รอหรือเปล่า
ทั้งหมด "รอ"
15 นาทีรอไหม?
ลดลงไปนิด แต่ส่วนใหญ่ก็ยัง "รอ"
แต่พอถาม "ผู้ชาย" บ้าง
10 นาทีรอไหม?
ประมาณ 70% รอ แต่อีก 30% ไม่รอ
รอ 15 นาทีล่ะ
เชื่อไหมครับ หายไปเกินครึ่ง
แต่พอถามว่าไปกับแฟน 20 นาทีรอไหม
ผู้ชายทุกคนยกมือพร้อมกัน
"รอ"
เป็นการแสดงให้เห็นว่า "ผู้ชาย" รักจริง
บ้า "ผู้หญิง" มากกว่า "เอ็มเคสุกี้"
การรอคิวซื้อสินค้าลดราคาสำหรับ "ผู้หญิง" ถือเป็นเรื่องปกติ
ไม่ "ไร้สาระ"
แต่สำหรับ "ผู้ชาย" ส่วนใหญ่มองตรงกันข้ามและบางครั้งก็เอามาเม้าธ์ในหมู่เพื่อน
ในมุมกลับ กิจกรรมบางอย่างสำหรับ "ผู้ชาย" เช่น การอดหลับอดนอนดูฟุตบอล
โดยเฉพาะช่วงฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรฯ
"ผู้หญิง" ก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเช่นกัน
ในโลกที่คนคิดต่างกัน "ความไร้สาระ" ของคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องมี "สาระ" ของอีกคนหนึ่ง
เช่นเดียวกับเรื่องที่เปี่ยมด้วยสาระของคนหนึ่งก็เป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ของอีกคนหนึ่งเช่นกัน
โดยเฉพาะ "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" ที่ว่ากันว่ามาจากดาวคนละดวง
หลังจากผมโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร
ขำ-ขำ
แต่คนที่มาแสดงความเห็นต่อท้ายสิครับ
แม้ส่วนใหญ่จะเข้าใจในความหมายของการเสียดสี "ผู้ชาย" ด้วยกัน แต่กลับมีบางคนนึกว่าผมตั้งใจว่า "ผู้หญิง"
"สาระมันต่างกัน เพราะผู้ชายมันยังแหกตาดูบอล ที่ไม่มีสาระอันใด หรือไม่ก็ไปต่อแถวซื้อมือถือ ค่ายแอปเปิ้ลนั่นไง ผู้ชายทั้งเพ"
หรือประชดประชันแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง "ถ่างตา ก็เป็นสาระดีนี่คะ"
หรือบางคนก็แซวเล่นแบบมีอารมณ์ขัน
"ไม่มีทางที่ผู้หญิงจะถ่างตารอเช่นนี้เหมือนกัน ไปนอนเอาสลัดผักโปะหน้าดีกว่าเป็นไหนๆ ฮาๆๆ"
พอโทนเสียงต่อว่าเริ่มแรง ก็เริ่มมีคนมาช่วยเถียงแทนว่าให้อ่านดีๆ
ผมไม่ได้ต่อว่า "ผู้หญิง" แต่เสียดสีตัวเอง
มีคนแสดงความเห็นในกระทู้นี้เกือบ 200 คน
สนุกดีครับ
นั่งอ่านเล่นพักหนึ่งก็เกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมา
กะว่าจะโพสต์ข้อความใหม่
"วันนี้ เพื่อนผู้ชายคุยกันว่าจะถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืน
ฟังแล้วปลงจิต เพราะไม่มีทางที่ "ผู้หญิง" อย่างเราจะทำอะไรไร้สาระแบบนี้
เฮ้อ...คืนนี้รีบนอนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะรีบไปเข้าคิวซื้อรองเท้า Fitflop"
ลงชื่อ "สาวเมืองจันท์"
เรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นมองอีกมุมหนึ่งแทน
แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเขียนข้อความแบบ "เซน" ดีกว่า
"ตอบ" โดย "ไม่ตอบ"
เมื่อต้องการจะบอกว่าคนเราทุกคนล้วนแต่มีเรื่อง "ไร้สาระ" กันทั้งนั้น
เราเปิดประเด็นให้แฟนเพจเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองดีกว่า
"ไหนๆ ก็คุยกันเรื่องความไร้สาระแล้ว
อยากรู้ว่าใครเคยทำเรื่องที่คิดว่า "ไร้สาระ" ที่สุดบ้าง
เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ"
เชื่อไหมครับว่าไม่ถึง 10 นาที มีคนเขียนเล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัวเองมาเกือบ 50 คน
แต่ละเรื่องสนุกทั้งนั้น
สนุกจนอยากให้รางวัล
โพสต์ข้อความเดิมอีกครั้ง แต่เพิ่มข้อความว่าจะแจกหนังสือเป็นรางวัล
ตอนแรก 5 เล่ม พอเรื่องเริ่มเยอะก็เลยเพิ่มเป็น 10 เล่มสำหรับ "เรื่องไร้สาระ" ที่โดนใจที่สุด
และสุดท้ายคงต้องเพิ่มเป็น 20 เล่ม
เพราะมีคนเข้ามาเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองถึง 500 กว่าคน
สนุกมากครับ
อ่านไปหัวเราะไปทั้งคืน
ไม่นึกว่าคนเราจะสามารถทำเรื่อง "ไร้สาระ" ได้ขนาดนี้
มีตัวอย่างเรื่อง "ไร้สาระ" มาเล่าให้ฟังเพื่อเรียกน้ำย่อย 2-3 เรื่องครับ
"โบกแท็กซี่ แล้วถาม ว่ากี่โมงแล้วค่ะ ตอนนี้ ^^" (คุณไม่ถือสา แต่ว่ารู้สึก)
"เคยเข้าห้องน้ำแล้วห้องข้างๆ ตดเสียงดัง เราเลยพยายามจะเบ่งให้ตดดังกว่าเค้า แต่ไม่ออก ออกจากห้องน้ำมาเครียด แพ้เลย 55" (Anntie Ams)
เฮ้อ คิดได้ไง
"จีบผู้หญิงคนแรก ไม่กล้าคุยกับเค้า ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังจีนกำลังภายใน ประทับใจการสะกดรอยตามผู้ร้ายที่สุด
ผมจึงเอาวิธีนี้มาประยุกต์ใช้ โดยการรอเวลาหลังเลิกเรียน เธอจะเดินไปขึ้นรถบริเวณใกล้ๆ ผมจะค่อยๆ เดินตามไม่ให้เธอรู้ตัว จนรู้ว่าเธอขึ้นรถประจำตรงไหน
แต่อนิจจาเธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมสะกดรอยตาม เธอฝากมาบอกเพื่อนของผมว่าเธอกลัวมาก
ผมเลยกลายเป็นพวกโรคจิตในสายตาเค้าไปเลย 555
ไร้สาระมั้ยครับ นี่แหละ การคิดจะจีบหญิงครั้งแรก ไม่เป็นท่าเลยครับ" (Valio Campione)
ครับ นี่แค่ "ตัวอย่าง"
ฉบับหน้าขออีกตอน จะคัดอีก 17 เรื่องที่ได้รางวัลมาเล่าให้ฟัง
แล้วจะรู้ว่าคนเรา "ไร้สาระ" มากกว่าที่คุณคิด
(ถ้าอยากอ่านเรื่องทั้งหมด ให้เข้าไปในเฟซบุ๊ก boycitychanFC ได้เลยครับ
รับประกันความฮา!!!)
++
ไร้สาระ (2)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 24
ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วครับ จากการเปิดประเด็นให้ "แฟนเพจ" เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัว
ฉบับที่แล้วลงไป 3 เรื่อง
ฉบับนี้ ขออนุญาตลงเรื่องที่คัดสรรมาแล้วว่า "ไร้สาระ-เพี้ยน" และขำสุดๆ อีก 17 เรื่องครับ
กลุ่มแรก เป็นเรื่องความไร้สาระและไร้เดียงสาในวัยเด็ก
"หยิกแขนคนข้างๆ เมื่อเจอรถเต่า และอธิษฐาน" Firstread Firstsight
มีคนโพสต์ประเด็นนี้หลายคน แต่ Firstread Firstsight เป็นคนแรก
Bewitch ZAng "ตอนประถม ต้องกินยาแก้หวัด กินยาไปแล้วก็กินน้ำจากขวดเลยค่ะไม่ได้ใส่แก้ว แล้วยามันร่วงจากปากตกลงไปในขวด
แทนที่เราจะเทน้ำออก หรือเปลี่ยนยาเม็ดใหม่
ดันดื่มน้ำจากขวดต่อไป คิดว่าเม็ดยาจะไหลตามไป
ที่ไหนได้ จุกก็จุก
ที่สำคัญ "ทิฟฟี่" ยังอยู่ที่เดิม ไม่น่าเล้ย..."
Rina Sitt "ตอน ป.3 คุณครูสอนว่าต้นไม้ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนเช้าและจะปล่อยออกซิเจนออกมาให้เราแทน ...
ในช่วงนั้น แม่ใช้ให้ปลูกต้นคุณนายตื่นสายตามข้างทางเข้าบ้าน (ก็ตื่นเต้นค่ะ ฝีมือเราปลูก) กลัวมันไม่โต กลัวเสียหน้าด้วย
ตอนเช้าต้องตื่นมานอนราบกับพื้น ก้มหน้าลงไปให้ใกล้ดอกไม้ที่สุดแล้วถอนหายใจ(แบบถี่ๆ แรงๆ)
เป็นการให้คาร์บอนไดออกไซด์กับดอกไม้
ลุกๆ นอนๆ กับพื้นอยู่นั่นแหละค่ะ พอให้คาร์บอนไดออกไซด์ต้นไม้เสร็จ ก็ต้องค่อยๆ ถอยกลับมาสูดออกซิเจนคืน
...ปลูกต้นไม้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย ฮ่าๆๆ"
Natkrita Nhoojam "เรื่องนานมากแล้วอันนี้พยานเพียบ!! ตอนประถมกลับจากโรงเรียนตอนเย็นหิวน้ำมาก อยากดื่มน้ำเย็น เปิดตู้เย็นก็ไม่มีน้ำสักขวด ไม่รู้จะทำไงดี
มองซ้ายมองขวาไม่มีคน เห็นที่ผนังของช่องแช่แข็งมันมีน้ำแข็งเกาะอยู่ ด้วยความหิวน้ำมากจึงเอามือแกะแต่มันก็ได้แค่นิดเดียว
ตัดสินใจเอาหัวเข้าไป แล้วก็ใช้ลิ้นเลียน้ำแข็งเลย ปรากฏว่าไฟดูด ดึงออกก็ไม่ได้ ตกใจมากคิดว่าจะตายเป็นผีเฝ้าตู้เย็นแล้ว!!!
แต่ดึงมันออกอย่างแรงอีกอีกครั้ง ลิ้นหลุดจากผนังช่องแช่แข็ง แต่เลือดออกเยอะมาก เลยวิ่งร้องไห้เข้าห้องไม่กล้าบอกใคร แล้วเอาผ้ามาอมไว้ไม่ให้เลือดไหล
บังเอิญตอนที่วิ่งร้องไห้เข้าห้องน้องชายเห็นเลยตามเข้าไป เลยรู้กันทั้งบ้าน!!!!
ไม่รู้ทำไปได้ไง"
Joy Siriporn "ตอนเด็กๆ พยายามตัดยางรถยนต์ แล้วขุดหลุมข้างบ้าน ขโมยเกลือของแม่ที่เตรียมไว้ทำปลาเค็มมาทั้งหมด นำไปเทลงในหลุม
เติมน้ำนิดหน่อย ใส่ยางรถยนต์ลงไป
ด้วยหวังจะให้มันกลายเป็นยางลบ คิดได้อ่ะ"
Chanin Jobb "ตอน ม.3 ช่วงพักกลางวัน เคยร่วมกับเพื่อนๆ เกือบสิบคน ร้อง เฮ้ย!!! ดังๆ แล้ววิ่งกรูกันไปกลางสนามฟุตบอล
คนแตกตื่นและวิ่งตามไปดู
3 นาที หลังจากนั้น นักเรียนเกือบครึ่งโรงเรียนลงไปอยู่กลางสนามฟุตบอล
เรื่องนี้จบลงที่ ฝ่ายปกครองต้องประกาศให้นักเรียนอยู่ในความสงบและสั่งให้ทุกคนออกจากสนามฟุตบอล (ส่วนพวกเราก็ชิ่งออกมานั่งขำกันข้างสนามตั้งนานแล้ว)^^"
Suvallee Yamsart "ตอนเรียน ป.2 เอาชื่อพ่อกับแม่ของเพื่อนเกือบทั้งหมดในห้อง มาทำเป็นเพลงให้เพื่อนไว้ใช้ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว 555"
คาดว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงประจำห้องที่ร้องเล่นในโรงเรียนเป็นประจำ
ยกเว้น "วันแม่" และ "วันพ่อ"
กลุ่มที่ 2 เป็นเรื่อง "ความรัก"
มีสุข สิริยา "ที่บ้านชอบเลี้ยงหมา ทุกเย็นแฟนจะชอบมานั่งหาเห็บหาหมัด
เห็นแฟนทำแบบนี้ทุกวันเซ็งจิตสุดๆ
ไปตลาดนัดซื้อยาฆ่าเห็บที่ใช้ผสมข้าวให้หมากิน ใช้เวลา 7 วัน เห็บหมัดตายเกลี้ยง
แทนที่แฟนจะดีใจที่เห็บตาย กลับต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องเห็บ
แฟนบอกว่าการหาเห็บเป็นการใช้สมาธิและได้อยู่ในโลกส่วนตัว
เฮ้อ มนุษย์หนอ..."
Phatcharin Thirarungsikul "หนูเลิกกับแฟนเพราะแฟนกินเค้กก่อนที่หนูจะถ่ายรูปแล้วอัพลงเฟซบุ๊ก
ทะเลาะกันจนคว่ำจานทิ้งแล้วเลิกกันตรงนั้นเลย
พอมองย้อนกลับไป หนูว่ามัน...ไร้สาระ"
Chupong Ittiwut "สมัย สื่อสารทางเดียว ด้วย "เพจเจอร์" ซึ่งต้องโทร.เข้าศูนย์ฝากข้อความ
ทะเลาะกับแฟน แฟนขึ้น ปอ.7 หนีกลับบ้าน
ผ่านเยาวราช ไปพาต้า รถติดมาก ผมเลยเดินไล่ตามรถทันตลอดทาง และมีเวลาพอที่จะแวะตู้โทรศัพท์ เป็นพักๆ เพื่อเพจเข้าเครื่อง
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
เดินตามรถไปได้เรื่อยๆ ด้วยความโมโห สุดท้าย รถขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ รถเมล์ไปได้ แต่คนเดินหาทางขึ้นไม่เจอ
หาอยู่นานมาก จนหายโมโห
พอไม่เจอ เลยเลิก
ขากลับ สติคืนมา... รถติดกว่าเดิม เลือกการเดินอีกที
โห...ไกลว่ะครับ ><"
Pennapa Jun "ตอนยังเป็นวัยรุ่น แฟนเก่าบอกเลิก ตกใจไม่รู้จะทำไงดี
แต่จำฉากหนึ่งในละครได้ว่าเขาต้องโยนแหวนทิ้งและวิ่งจากไปทั้งน้ำตา เลยเอามั่งดีกว่า!!
ถอดแหวนทองที่เขาเคยให้โยนทิ้งใส่เขา และวิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ประหนึ่งว่าเป็นนางเอกคนนั้น
เฮ้อออ!! เสียดายจนถึงทุกวันนี้ รู้งี้เป็นนางร้ายเก็บแหวนไว้แล้วเอาไปขายดีกว่ายังได้ตั้งหลายตังค์
ทุกวันนี้จะจำไว้ว่า "ความรู้สึกดีๆ เก็บไว้ในความทรงจำ แต่ถ้าเป็นแหวนทองคำขอแลกเป็นตังค์จะดีกว่า"
ครับ ถือว่า "วุฒิภาวะ" ทาง "ความรัก" ดีขึ้น
กลุ่มสุดท้าย เป็นเรื่องอื่นๆ อีกมากมายครับ
Sagurong Max "ผมเคยนั่งนับเสาไฟ ระหว่างนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ กลับโคราช เพราะเบื่อเหลือเกิน ไม่มีอะไรทำ ... นับได้จน 900 ก็เสา ก็ดันไปคิดเรื่องอื่นแทน
... ไอ้เรื่องที่คิดเรื่องอื่นนี่แหละ มันไร้สาระ T_T"
Knot Suphenphan "เป็นประจำค่ะ นิ่งอุบเงียบไม่ยอมบอกทางลัดโล่งๆ กับแท็กซี่ที่เรียกไปส่งบ้าน ถ้าแท็กซี่คันนั้นบ่นมากเรื่องรถติด
เชอะๆ พูดมากอยู่นั่น ติดซะให้เข็ด ติดไปด้วยกันอย่างนี้แหละ บางทีติดเป็นชั่วโมงโดนไปอีกหลายบาท
ลงจากแท็กซี่ จ่ายเงินแบบยิ้มๆ
สงครามการโต้ตอบแบบนี้ มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละที่คิดได้"
Tik A Tok "สมัครเฟซบุ๊กเพิ่มอีกอัน (ใช้ชื่อตัวเองนี่แหละ) แล้วเอามาคุยกับตัวเองค่ะ
เพื่อนถามว่า มึงบ้ารึป่าว
ตอบว่า เออ...กูเพี้ยน!!"
Ob Obbie "เข้าห้องน้ำในห้างแล้วทิชชูหมด...ต้องวอทแอพเรียกเพื่อนให้เอาทิชชูมาให้ นั่งรอในห้องน้ำนานมาก...ที่ไร้สาระคือไม่กล้าขอห้องข้างๆ...เขินล์ล์ล์..."
Title Kriangsak "สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังพักหอเดียวกับเพื่อน รีบไปทำงานตอนเช้าเกินไป จนลืมว่าเพื่อนยังอยู่ในห้อง ล็อกแม่กุญแจตัวเบ้อเร่อขังมันไว้ในห้อง
...โดนมันด่ายันลูกจะบวชจนทุกวันนี้"
ปรัชญ์ ตรีจาตุรันต์ "มีอยู่วันหนึ่ง ทั้งกระเป๋าผมมีแต่แบงก์พัน กับเศษตังค์กุ๊งกิ๊งๆ ในกระเป๋าประมาณ 2-3 บาท
คิดหาที่แตกแบงก์ไปเป็นค่ารถเมล์ จะเข้าเซเว่นก็ไม่รู้จะซื้ออะไร เลยเดินเข้าซีเอ็ดแทน
หยิบๆ เลือกๆ หนังสือได้มา 3 เล่ม เดินไปจ่ายตังค์
แคชเชียร์หน้าตาน่ารัก : ทั้งหมด 501 บาทค่ะ...
...ผมยื่นแบงก์พัน (ปากมันไปไวกว่าความคิด!!!)
ผม : มีเศษบาทนึงครับ
เดินออกมาจากร้าน มีหนังสือเพิ่มขึ้น 3 เล่ม
และแบงก์ 500 ในมือ"
555 เรื่องนี้ได้รับการกด Like เยอะที่สุดครับ
มีอยู่คนหนึ่ง ไม่ได้เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" แต่ตั้งข้อสังเกตที่ทำให้สะดุ้ง
Sutti Jinna "นั่งไล่อ่านแล้ว รู้สึกว่า "แฟนคลับ" พี่นี้เพี้ยนเยอะเนอะ.
พี่เคยถามตัวเองไหม.
"ทำไม"
คริ คริ...
.
ปริญญา: กินดี สุขภาพดี, รถพุ่มพวง
.
กินดี สุขภาพดี
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 19
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ ขอร่วมยุคสมัยวัยรุ่น ขอร่วมกระแสรักษาสุขภาพ ขอร่วมวงกับ เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง เจ้าของคอลัมน์ โลกหมุนเร็ว ที่เมื่อเร็วๆ นี้ เชิญชวนให้บรรดา สว. (ผู้สูงอายุ) ไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผล อากาศดี อาหารถูกปาก
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองย่านนิมมานเหมินท์ ที่เป็นโครงการจัดสรรที่ดินสำหรับปลูกบ้านพักอาศัยรุ่นแรกๆ ของเชียงใหม่ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นย่านธุรกิจที่คึกคักทั้งวัน ตอนเช้าสายเป็นพื้นที่สำหรับบรรดา สว. ตอนกลางวันและบ่ายเป็นพื้นที่สำหรับนักศึกษาและคนทำงาน ตอนเย็นจนถึงดึกเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ไฟแรง
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองร้านอาหารเล็กๆ อยู่ตรงปากซอย 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เดอะสลัดคอนเซ็ปต์
ร้านนี้เน้นเรื่องสลัดตามชื่อ ถ้าเลือกรายการสลัดแบบธรรมดา นอกจากจะได้ผักสดกองใหญ่แล้ว ยังมีสิทธิเลือกสิ่งอื่นเพิ่มได้อีก 5 อย่าง มีตั้งแต่ ถั่วแดง ลูกเดือย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง มะเขือเทศ แครอต แรดิช หน่อไม้ฝรั่ง พริกหวาน ฟักทองลวก หอมหัวใหญ่ แตงกวา ขึ้นฉ่าย บล็อกโคลีต้ม ขนมปังกรอบ และเส้นพาสต้า ส่วนน้ำสลัด ก็มีให้เลือกถึง 9 รส
หากใครอยากได้โปรตีนเสริม ก็มีให้เลือกตั้งแต่ ไก่ เบคอน กุ้ง เนื้อย่าง ปลาทูน่า ปลาทอด ไปจนถึง ไส้อั่วเชียงใหม่ แคปหมูและชีส รวมทั้งเต้าหู้ สำหรับมังสวิรัตนิกชน
แต่ถ้าขี้เกียจคิดสูตรเอง ก็เลือกสลัดแบบพิเศษ ที่ปรุงมาเรียบร้อย มีตั้งแต่ สลัดเต้าหู้ สลัดเนื้อย่าง สลัดซีอิ๊ว สลัดทูน่า และสลัดเมือง (เหนือ)
นอกจากสลัดแล้ว ยังมีซุปแบบฝรั่ง คือ มะเขือเทศ ฟักทอง เห็ดหอมชิตาเกะที่รสชาติดี เครื่องดื่มประเภทน้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ น้ำผลไม้ปั่น น้ำสุขภาพ อย่าง วิทกลาสคั้น น้ำต้านมะเร็ง น้ำดีทอกซ์
แต่สำหรับคนไม่รักสุขภาพ ก็มีทั้งชากาแฟไทย ชากาแฟฝรั่ง
ที่นำเสนอรายการอาหารเครื่องดื่มมายาวเหยียด เพื่อจะให้เห็นว่าร้านนี้มุ่งเน้นเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ โดยการันตีทั้งเรื่องสารพิษและสารตกค้าง
ร้านอาหารแห่งนี้มีลูกค้าหนาแน่นทั้งวัน ด้วยตรงกับจริต สว. ที่ต้องรักษาสุขภาพในตอนสาย นักศึกษาที่รู้คุณค่าโภชนาการในตอนบ่าย และคนหนุ่มสาว ที่ต้องรักษาทรวดทรงและผิวหน้าในตอนเย็น
โดยทั่วไป อาหารส่งเสริมสุขภาพ มักจะคล้ายอาหารโรงพยาบาล ที่ไร้รสชาติ ไม่น่ารับประทาน
แต่สำหรับรายการอาหารที่ร้านนี้ จะต่างออกไป ด้วยมีที่มาน่าสนใจ
ย้อนกลับไปเกือบสิบปี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์ ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยพื้นฐานความรู้ทางด้านเภสัชกรรม จึงศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับผักและผลไม้ ที่จะช่วยเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาวในร่างกาย รวมทั้งเสาะหาพืชพักผลไม้ปลอดสารพิษ โดยดั้นด้นติดตามไปจนถึงแหล่งเพาะปลูก ซึ่งทุกวันนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ส่งให้ร้านเป็นประจำ
ประกอบกับมีภรรยาที่รักและเอาใจใส่ จึงสรรหาและดัดแปลงรายการอาหารไม่ให้ซ้ำซากน่าเบื่อ ช่วยให้สุขภาพสามีกลับมาดีแข็งแรง ในขณะที่โรคร้ายหายไปโดยสิ้นเชิง
ต่อมาลูกสาวมีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จึงมีโอกาสเรียนรู้เรื่องความหลากหลายของสลัด อันเป็นที่มารายการต่างๆ ที่มีให้เลือก
ครอบครัวนี้พำนักอยู่ในย่านนิมมานเหมินทร์มายาวนาน ที่ปัจจุบันกลายเป็นทำเลยอดนิยม พื้นที่บ้านกว้างขวางสามารถกั้นแบ่งเป็นร้านอาหารทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์ รวมทั้งลานจอดรถที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในย่านนี้
ความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหาร เดอะสลัดคอนเซ็ปต์ ที่แม้จะเป็นไปตามกระแส แต่ก็มีปัจจัยเสริม การได้มาของวัตถุดิบมีคุณภาพ ราคาพอสมควร อาหารรสชาติดี มีความหลากหลาย ทำเลร้านโดดเด่น มีพื้นที่กว้างขวาง สวยงาม และมีลานจอดรถบริการรวมทั้งการกำหนดราคาเหมาะสม
จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับงานออกแบบและวางผังสถาปัตยกรรม ที่ประสบความสำเร็จเพราะสามารถสนองตอบปัจจัยต่างๆ อย่างครบถ้วน
ประเภทเลียนแบบเขาหรือสวยแต่รูป จูบไม่หอม สถาปัตยกรรมอาจโดดเด่นแปลกตา แต่สถาปนิก (มักจะ) โดนด่าภายหลัง (ฮา)
++
รถพุ่มพวง
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1681 หน้า 37
เมื่อเร็วๆ นี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง ตลาดออนไลน์ ในมติชนรายวัน เลยรู้ว่า ปรมาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์เป็นผู้ก้าวไปกับโลกไฮเทค จึงฉายภาพธุรกิจหนังสือบ้านเราที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว และเกิดการซื้อขายผ่านตลาดออนไลน์
ในบทความเดียวกันได้กล่าวย้อนอดีตไปถึง ตลาด ที่เดิมทีคือ ถนนหรือคลอง ที่กิจการค้าหาบเร่หรือแผงลอย อาศัยเป็นทำเลทำมาหากิน จึงเป็นโอกาสให้มองบ้านมองเมืองขอย้อนมองอดีต
เมื่อครั้งที่คลองถูกถม ทำให้การค้าขายทางน้ำหมดไป เหลือเพียงตลาดทางน้ำเพื่อการท่องเที่ยว ที่แผงไม่ลอยไปลอยมา เช่นเดียวกับปริมาณการจราจรที่คับคั่งบนถนน เบียดหาบเร่ให้ไปอยู่บนทางเท้า (และทางเท้าลอยฟ้า) เกิดเป็นแหล่งรายได้หลักของเจ้าหน้าที่ดูแล และเป็นตลาดสดสำหรับคนทำงาน
แต่ก็เป็นสิ่งกีดขวางการเดินเท้าของชาวบ้าน ที่ต้องยอมไปเดินบนถนน และยอมเสี่ยงชีวิตกับรถราที่วิ่งไปมา
เดิมทีหาบเร่แผงลอยเคยย้ายเข้าไปรวมกันในตลาดสด ที่เปิดบริการตามชุมชนต่างๆ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า รูปแบบตลาดสดนั้น ไม่ใช่วิถีชีวิตของชาวไทยดั้งเดิม หากเป็นกิจการส่งเสริมสุขลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง
เหมือนอย่างเช่น ตลาดวโรรสเจ้าเก่าที่เชียงใหม่นั้น พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงนำแบบอย่างและเงินทุนจากกรุงเทพฯ มาสร้างโรงเรือนและห้องแถวตรงบริเวณข่วงเมรุ ริมแม่น้ำปิง ให้เป็นตลาดทันสมัย เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จนได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ตลาดแห่งอื่น เมืองอื่น คงมีที่มาคล้ายๆ กัน เมื่อเทศบาลลงทุนสร้างตลาดเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน เช่นเดียวกับกรมธนารักษ์ สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
หรือแม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ลงทุนสร้างเพื่อหารายได้
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคแรกของไทย จึงประกอบด้วย ตลาดสดและห้องแถวที่อยู่โดยรอบ ก่อนที่แปรเปลี่ยน เพิ่มกิจการท่ารถโดยสาร โรงภาพยนตร์ หรือโรงแรม จนกลายเป็นแบบแผนศูนย์กลางธุรกิจของเมือง คล้ายกับ Central Business District CBD ในเมืองฝรั่ง
เมื่อธุรกิจข้ามชาติที่แผ่อิทธิพลการค้า จากยุคล่าอาณานิคมมาจนถึงยุคแบรนด์เนม ทุกวันนี้บรรดาซูเปอร์สโตร์จากต่างชาติเข้ามาสนองวิถีชีวิตสมัยใหม่
ยุคที่การเดินทางโดยรถยนต์เป็นเรื่องปกติ คนไทยยังต้องการเสพติดความสะดวกสบาย ความสะอาด และความเย็นสบาย ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ และศูนย์การค้า บานสะพรั่งไปทั่วประเทศ
ในขณะที่ตลาดรุ่นเก่าเลือนหายไป กลายเป็น ตลาดอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว (ฮา)
เช่นเดียวกับหาบเร่หรือแผงลอย ที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยีเมื่อจักรยานยนต์หรือรถยนต์บรรทุกเล็กหรือปิกอัพ กลายเป็นพาหนะประจำครัวเรือน
พ่อค้าแม่ค้าจึงบรรทุกสินค้าบนรถจักรยานยนต์หรือรถปิกอัพ มีการมัดรวมใส่ถุงพลาสติกแขวนเรียงรายให้เห็น
จนเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า รถพุ่มพวง ที่ให้บริการอาหารสดและสินค้าอื่นๆ ถึงบ้านถึงเรือนผู้ซื้อ อาศัยความคุ้นเคยส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการตลาด มีบริการเสริม เช่น การสั่ง รับสั่งอาหารพิเศษสำหรับทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระ รับจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้า เป็นต้น
จากกำลังคนในการหาบและพายเรือที่รัศมีการบริการจำกัดในอดีต มาสู่กำลังเครื่องยนต์ที่ขยายรัศมีบริการกว้างไกลมากขึ้นในปัจจุบัน เราจึงพบเห็นรถพุ่มพวงทั้งในเมืองและชนบท
แม้แต่ใจกลางเมือง อย่าง สาทร นราธิวาสราชนครินทร์ ก็มีรถพุ่มพวงขายสินค้าให้คนงานก่อสร้าง คนงานบ้าน รวมทั้งพนักงานระดับล่าง
ในขณะที่ ตลาดสดและห้องแถว ที่เป็นผลิตผลของสังคมไทยยุคใหม่ ค่อยๆ จืดจางลง หาบเร่แผงลอย ที่เป็นวิถีชีวิตของไทยดั้งเดิม ย้อนกลับคืนมาคึกคักในรูปแบบรถพุ่มพวงที่สอดคล้องกับสภาพบ้านเมืองและเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างลงตัว
เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า บ้านเมืองนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต
หากไม่ยอมสูญสลายไป ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
.
กินดี สุขภาพดี
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 19
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ ขอร่วมยุคสมัยวัยรุ่น ขอร่วมกระแสรักษาสุขภาพ ขอร่วมวงกับ เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง เจ้าของคอลัมน์ โลกหมุนเร็ว ที่เมื่อเร็วๆ นี้ เชิญชวนให้บรรดา สว. (ผู้สูงอายุ) ไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผล อากาศดี อาหารถูกปาก
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองย่านนิมมานเหมินท์ ที่เป็นโครงการจัดสรรที่ดินสำหรับปลูกบ้านพักอาศัยรุ่นแรกๆ ของเชียงใหม่ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นย่านธุรกิจที่คึกคักทั้งวัน ตอนเช้าสายเป็นพื้นที่สำหรับบรรดา สว. ตอนกลางวันและบ่ายเป็นพื้นที่สำหรับนักศึกษาและคนทำงาน ตอนเย็นจนถึงดึกเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ไฟแรง
มองบ้านมองเมืองฉบับนี้ จะพาไปมองร้านอาหารเล็กๆ อยู่ตรงปากซอย 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เดอะสลัดคอนเซ็ปต์
ร้านนี้เน้นเรื่องสลัดตามชื่อ ถ้าเลือกรายการสลัดแบบธรรมดา นอกจากจะได้ผักสดกองใหญ่แล้ว ยังมีสิทธิเลือกสิ่งอื่นเพิ่มได้อีก 5 อย่าง มีตั้งแต่ ถั่วแดง ลูกเดือย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง มะเขือเทศ แครอต แรดิช หน่อไม้ฝรั่ง พริกหวาน ฟักทองลวก หอมหัวใหญ่ แตงกวา ขึ้นฉ่าย บล็อกโคลีต้ม ขนมปังกรอบ และเส้นพาสต้า ส่วนน้ำสลัด ก็มีให้เลือกถึง 9 รส
หากใครอยากได้โปรตีนเสริม ก็มีให้เลือกตั้งแต่ ไก่ เบคอน กุ้ง เนื้อย่าง ปลาทูน่า ปลาทอด ไปจนถึง ไส้อั่วเชียงใหม่ แคปหมูและชีส รวมทั้งเต้าหู้ สำหรับมังสวิรัตนิกชน
แต่ถ้าขี้เกียจคิดสูตรเอง ก็เลือกสลัดแบบพิเศษ ที่ปรุงมาเรียบร้อย มีตั้งแต่ สลัดเต้าหู้ สลัดเนื้อย่าง สลัดซีอิ๊ว สลัดทูน่า และสลัดเมือง (เหนือ)
นอกจากสลัดแล้ว ยังมีซุปแบบฝรั่ง คือ มะเขือเทศ ฟักทอง เห็ดหอมชิตาเกะที่รสชาติดี เครื่องดื่มประเภทน้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ น้ำผลไม้ปั่น น้ำสุขภาพ อย่าง วิทกลาสคั้น น้ำต้านมะเร็ง น้ำดีทอกซ์
แต่สำหรับคนไม่รักสุขภาพ ก็มีทั้งชากาแฟไทย ชากาแฟฝรั่ง
ที่นำเสนอรายการอาหารเครื่องดื่มมายาวเหยียด เพื่อจะให้เห็นว่าร้านนี้มุ่งเน้นเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ โดยการันตีทั้งเรื่องสารพิษและสารตกค้าง
ร้านอาหารแห่งนี้มีลูกค้าหนาแน่นทั้งวัน ด้วยตรงกับจริต สว. ที่ต้องรักษาสุขภาพในตอนสาย นักศึกษาที่รู้คุณค่าโภชนาการในตอนบ่าย และคนหนุ่มสาว ที่ต้องรักษาทรวดทรงและผิวหน้าในตอนเย็น
โดยทั่วไป อาหารส่งเสริมสุขภาพ มักจะคล้ายอาหารโรงพยาบาล ที่ไร้รสชาติ ไม่น่ารับประทาน
แต่สำหรับรายการอาหารที่ร้านนี้ จะต่างออกไป ด้วยมีที่มาน่าสนใจ
ย้อนกลับไปเกือบสิบปี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์ ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยพื้นฐานความรู้ทางด้านเภสัชกรรม จึงศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับผักและผลไม้ ที่จะช่วยเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาวในร่างกาย รวมทั้งเสาะหาพืชพักผลไม้ปลอดสารพิษ โดยดั้นด้นติดตามไปจนถึงแหล่งเพาะปลูก ซึ่งทุกวันนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ส่งให้ร้านเป็นประจำ
ประกอบกับมีภรรยาที่รักและเอาใจใส่ จึงสรรหาและดัดแปลงรายการอาหารไม่ให้ซ้ำซากน่าเบื่อ ช่วยให้สุขภาพสามีกลับมาดีแข็งแรง ในขณะที่โรคร้ายหายไปโดยสิ้นเชิง
ต่อมาลูกสาวมีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จึงมีโอกาสเรียนรู้เรื่องความหลากหลายของสลัด อันเป็นที่มารายการต่างๆ ที่มีให้เลือก
ครอบครัวนี้พำนักอยู่ในย่านนิมมานเหมินทร์มายาวนาน ที่ปัจจุบันกลายเป็นทำเลยอดนิยม พื้นที่บ้านกว้างขวางสามารถกั้นแบ่งเป็นร้านอาหารทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์ รวมทั้งลานจอดรถที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในย่านนี้
ความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหาร เดอะสลัดคอนเซ็ปต์ ที่แม้จะเป็นไปตามกระแส แต่ก็มีปัจจัยเสริม การได้มาของวัตถุดิบมีคุณภาพ ราคาพอสมควร อาหารรสชาติดี มีความหลากหลาย ทำเลร้านโดดเด่น มีพื้นที่กว้างขวาง สวยงาม และมีลานจอดรถบริการรวมทั้งการกำหนดราคาเหมาะสม
จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับงานออกแบบและวางผังสถาปัตยกรรม ที่ประสบความสำเร็จเพราะสามารถสนองตอบปัจจัยต่างๆ อย่างครบถ้วน
ประเภทเลียนแบบเขาหรือสวยแต่รูป จูบไม่หอม สถาปัตยกรรมอาจโดดเด่นแปลกตา แต่สถาปนิก (มักจะ) โดนด่าภายหลัง (ฮา)
++
รถพุ่มพวง
โดย ปริญญา ตรีน้อยใส คอลัมน์ มองบ้านมองเมือง
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1681 หน้า 37
เมื่อเร็วๆ นี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง ตลาดออนไลน์ ในมติชนรายวัน เลยรู้ว่า ปรมาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์เป็นผู้ก้าวไปกับโลกไฮเทค จึงฉายภาพธุรกิจหนังสือบ้านเราที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว และเกิดการซื้อขายผ่านตลาดออนไลน์
ในบทความเดียวกันได้กล่าวย้อนอดีตไปถึง ตลาด ที่เดิมทีคือ ถนนหรือคลอง ที่กิจการค้าหาบเร่หรือแผงลอย อาศัยเป็นทำเลทำมาหากิน จึงเป็นโอกาสให้มองบ้านมองเมืองขอย้อนมองอดีต
เมื่อครั้งที่คลองถูกถม ทำให้การค้าขายทางน้ำหมดไป เหลือเพียงตลาดทางน้ำเพื่อการท่องเที่ยว ที่แผงไม่ลอยไปลอยมา เช่นเดียวกับปริมาณการจราจรที่คับคั่งบนถนน เบียดหาบเร่ให้ไปอยู่บนทางเท้า (และทางเท้าลอยฟ้า) เกิดเป็นแหล่งรายได้หลักของเจ้าหน้าที่ดูแล และเป็นตลาดสดสำหรับคนทำงาน
แต่ก็เป็นสิ่งกีดขวางการเดินเท้าของชาวบ้าน ที่ต้องยอมไปเดินบนถนน และยอมเสี่ยงชีวิตกับรถราที่วิ่งไปมา
เดิมทีหาบเร่แผงลอยเคยย้ายเข้าไปรวมกันในตลาดสด ที่เปิดบริการตามชุมชนต่างๆ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า รูปแบบตลาดสดนั้น ไม่ใช่วิถีชีวิตของชาวไทยดั้งเดิม หากเป็นกิจการส่งเสริมสุขลักษณะที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง
เหมือนอย่างเช่น ตลาดวโรรสเจ้าเก่าที่เชียงใหม่นั้น พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงนำแบบอย่างและเงินทุนจากกรุงเทพฯ มาสร้างโรงเรือนและห้องแถวตรงบริเวณข่วงเมรุ ริมแม่น้ำปิง ให้เป็นตลาดทันสมัย เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จนได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ตลาดแห่งอื่น เมืองอื่น คงมีที่มาคล้ายๆ กัน เมื่อเทศบาลลงทุนสร้างตลาดเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน เช่นเดียวกับกรมธนารักษ์ สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
หรือแม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ลงทุนสร้างเพื่อหารายได้
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคแรกของไทย จึงประกอบด้วย ตลาดสดและห้องแถวที่อยู่โดยรอบ ก่อนที่แปรเปลี่ยน เพิ่มกิจการท่ารถโดยสาร โรงภาพยนตร์ หรือโรงแรม จนกลายเป็นแบบแผนศูนย์กลางธุรกิจของเมือง คล้ายกับ Central Business District CBD ในเมืองฝรั่ง
เมื่อธุรกิจข้ามชาติที่แผ่อิทธิพลการค้า จากยุคล่าอาณานิคมมาจนถึงยุคแบรนด์เนม ทุกวันนี้บรรดาซูเปอร์สโตร์จากต่างชาติเข้ามาสนองวิถีชีวิตสมัยใหม่
ยุคที่การเดินทางโดยรถยนต์เป็นเรื่องปกติ คนไทยยังต้องการเสพติดความสะดวกสบาย ความสะอาด และความเย็นสบาย ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ และศูนย์การค้า บานสะพรั่งไปทั่วประเทศ
ในขณะที่ตลาดรุ่นเก่าเลือนหายไป กลายเป็น ตลาดอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว (ฮา)
เช่นเดียวกับหาบเร่หรือแผงลอย ที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยีเมื่อจักรยานยนต์หรือรถยนต์บรรทุกเล็กหรือปิกอัพ กลายเป็นพาหนะประจำครัวเรือน
พ่อค้าแม่ค้าจึงบรรทุกสินค้าบนรถจักรยานยนต์หรือรถปิกอัพ มีการมัดรวมใส่ถุงพลาสติกแขวนเรียงรายให้เห็น
จนเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า รถพุ่มพวง ที่ให้บริการอาหารสดและสินค้าอื่นๆ ถึงบ้านถึงเรือนผู้ซื้อ อาศัยความคุ้นเคยส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการตลาด มีบริการเสริม เช่น การสั่ง รับสั่งอาหารพิเศษสำหรับทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระ รับจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้า เป็นต้น
จากกำลังคนในการหาบและพายเรือที่รัศมีการบริการจำกัดในอดีต มาสู่กำลังเครื่องยนต์ที่ขยายรัศมีบริการกว้างไกลมากขึ้นในปัจจุบัน เราจึงพบเห็นรถพุ่มพวงทั้งในเมืองและชนบท
แม้แต่ใจกลางเมือง อย่าง สาทร นราธิวาสราชนครินทร์ ก็มีรถพุ่มพวงขายสินค้าให้คนงานก่อสร้าง คนงานบ้าน รวมทั้งพนักงานระดับล่าง
ในขณะที่ ตลาดสดและห้องแถว ที่เป็นผลิตผลของสังคมไทยยุคใหม่ ค่อยๆ จืดจางลง หาบเร่แผงลอย ที่เป็นวิถีชีวิตของไทยดั้งเดิม ย้อนกลับคืนมาคึกคักในรูปแบบรถพุ่มพวงที่สอดคล้องกับสภาพบ้านเมืองและเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างลงตัว
เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า บ้านเมืองนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต
หากไม่ยอมสูญสลายไป ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
.
2555-11-22
เลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปี โดย พิศณุ นิลกลัด
.
เลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปี
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 96
ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาคุณทวด โจแอนนา เจ็นกิ้นส์ (Joanna Jenkins) ชาวเซาธ์ แคโรไลนา โด่งดังไปทั่วอเมริกา เมื่อใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 108 ปี
คุณทวดโจแอนนา เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน เกิดในอเมริกาเมื่อปี 1904 ซึ่งยังเป็นสมัยที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
จนกระทั่งปี 1920 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สิทธิผู้หญิงอเมริกันออกเสียงเลือกตั้ง
แต่กว่าจะได้สิทธินี้ผู้หญิงอเมริกันต้องประท้วงต่อสู้เป็นเวลากว่า 60 ปี ด้วยเห็นว่าการออกเสียงเลือกตั้งควรเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมืองทุกเพศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือที่กลุ่มสิทธิสตรีสมัยนั้นกล่าวว่า Voting is a right, not a privilege.
ส่วนเรื่องอายุของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งนั้น ก่อนหน้าปี 1971 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป
แต่ในปี 1971 ได้มีการแก้รัฐธรรมนูญให้คนอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
แม้คุณทวดโจแอนน่ามีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งตั้งแต่อายุ 21 ปี แต่ใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปีเป็นเพราะคุณทวดโจแอนน่าอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้ เช่น ใบขับขี่ หรือ หนังสือเดินทาง ทำให้คุณทวดเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิเลือกตั้ง
ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญอเมริกาไม่ได้ห้ามคนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้มาออกเสียงเลือกตั้ง
ขณะนี้มีเพียง 15 รัฐที่มีกฎหมายให้ผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้
หลายคนอาจสงสัยว่า คุณทวดโจแอนน่า ไม่มีบัตรประชาชนหรือ?
คำตอบก็คือคนอเมริกันไม่มีบัตรประชาชนเหมือนคนไทยต้องมี แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามผลักดันให้คนอเมริกันทุกคนต้องมีบัตรประชาชน แต่ฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายอนุรักษนิยม ออกมาขัดขวางทุกครั้ง เพราะเห็นว่าการทำบัตรประชาชนเป็นเสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคนในประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการ
รัฐเซาธ์ แคโรไลนา ที่คุณทวดโจแอนน่าอาศัย ผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ต้องแสดงบัตรใดๆ ทั้งสิ้น
สาเหตุก็เพราะเห็นว่าการขอดูบัตรที่เป็นหลักฐานจากทางการนั้น ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ (Discrimination)
เพราะหลักฐานที่เป็นทางการหลักๆ ที่ใช้ในอเมริกาคือ ใบขับขี่ และพาสปอร์ต ซึ่งคนที่ขับรถไม่เป็นก็ไม่มีใบขับขี่ คนที่ไม่เคยเดินทางต่างประเทศ ก็ไม่มีพาสปอร์ต
ดังนั้น การออกกฎหมายใช้ใบขับขี่หรือหนังสือเดินทางเป็นหลักฐานแสดงตนถือเป็นการลิดรอนสิทธิเลือกตั้งของพลเมืองที่ฐานะยากจน
จากสถิติ คนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของรัฐเซาธ์ แคโรไลนา ปรากฏว่า 81,983 คน ไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน
ถามว่าแล้วใช้อะไรเป็นหลักฐานแสดงตนว่าเป็นตัวจริง ไม่ใช่ใครก็ไม่ทราบมาสวมสิทธิ
ตอบว่าใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟ เอกสารจากธนาคาร หรือบัตรประกันสังคมซึ่งไม่มีรูปถ่าย สามารถใช้ยืนยันในการใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ ขอให้มีชื่อและที่อยู่อยู่ ในเอกสารนั้นก็แล้วกัน
นอกจากนั้น การที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จะใช้สิทธิลงคะแนนต้องไปลงทะเบียนล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ทำให้สังคมอเมริกันไม่กังวลเรื่องการสวมสิทธิ
คุณทวดโจแอนน่าออกเสียงลงคะแนนด้วย Absentee Ballot หรือบัตรเลือกตั้งของผู้ไม่สามารถไป ณ คูหาเลือกตั้ง
เป็น 1 ในคนอเมริกัน 88 ล้านคนที่ลงคะแนนเสียงด้วยวิธีนี้
คนแก่อเมริกันไม่มีลูกหลานพาไปลงคะแนนที่คูหา ส่วนใหญ่ลงคะแนนแล้วส่งทางไปรษณีย์
ถามคุณทวดโจแอนน่าว่าเลือกใคร
คุณทวดยิ้มแล้วตอบว่า "บาม่า"
.
เลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปี
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 96
ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาคุณทวด โจแอนนา เจ็นกิ้นส์ (Joanna Jenkins) ชาวเซาธ์ แคโรไลนา โด่งดังไปทั่วอเมริกา เมื่อใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 108 ปี
คุณทวดโจแอนนา เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน เกิดในอเมริกาเมื่อปี 1904 ซึ่งยังเป็นสมัยที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
จนกระทั่งปี 1920 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สิทธิผู้หญิงอเมริกันออกเสียงเลือกตั้ง
แต่กว่าจะได้สิทธินี้ผู้หญิงอเมริกันต้องประท้วงต่อสู้เป็นเวลากว่า 60 ปี ด้วยเห็นว่าการออกเสียงเลือกตั้งควรเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมืองทุกเพศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือที่กลุ่มสิทธิสตรีสมัยนั้นกล่าวว่า Voting is a right, not a privilege.
ส่วนเรื่องอายุของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งนั้น ก่อนหน้าปี 1971 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป
แต่ในปี 1971 ได้มีการแก้รัฐธรรมนูญให้คนอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
แม้คุณทวดโจแอนน่ามีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งตั้งแต่อายุ 21 ปี แต่ใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปีเป็นเพราะคุณทวดโจแอนน่าอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้ เช่น ใบขับขี่ หรือ หนังสือเดินทาง ทำให้คุณทวดเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิเลือกตั้ง
ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญอเมริกาไม่ได้ห้ามคนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้มาออกเสียงเลือกตั้ง
ขณะนี้มีเพียง 15 รัฐที่มีกฎหมายให้ผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้
หลายคนอาจสงสัยว่า คุณทวดโจแอนน่า ไม่มีบัตรประชาชนหรือ?
คำตอบก็คือคนอเมริกันไม่มีบัตรประชาชนเหมือนคนไทยต้องมี แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามผลักดันให้คนอเมริกันทุกคนต้องมีบัตรประชาชน แต่ฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายอนุรักษนิยม ออกมาขัดขวางทุกครั้ง เพราะเห็นว่าการทำบัตรประชาชนเป็นเสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคนในประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการ
รัฐเซาธ์ แคโรไลนา ที่คุณทวดโจแอนน่าอาศัย ผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ต้องแสดงบัตรใดๆ ทั้งสิ้น
สาเหตุก็เพราะเห็นว่าการขอดูบัตรที่เป็นหลักฐานจากทางการนั้น ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ (Discrimination)
เพราะหลักฐานที่เป็นทางการหลักๆ ที่ใช้ในอเมริกาคือ ใบขับขี่ และพาสปอร์ต ซึ่งคนที่ขับรถไม่เป็นก็ไม่มีใบขับขี่ คนที่ไม่เคยเดินทางต่างประเทศ ก็ไม่มีพาสปอร์ต
ดังนั้น การออกกฎหมายใช้ใบขับขี่หรือหนังสือเดินทางเป็นหลักฐานแสดงตนถือเป็นการลิดรอนสิทธิเลือกตั้งของพลเมืองที่ฐานะยากจน
จากสถิติ คนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของรัฐเซาธ์ แคโรไลนา ปรากฏว่า 81,983 คน ไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน
ถามว่าแล้วใช้อะไรเป็นหลักฐานแสดงตนว่าเป็นตัวจริง ไม่ใช่ใครก็ไม่ทราบมาสวมสิทธิ
ตอบว่าใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟ เอกสารจากธนาคาร หรือบัตรประกันสังคมซึ่งไม่มีรูปถ่าย สามารถใช้ยืนยันในการใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ ขอให้มีชื่อและที่อยู่อยู่ ในเอกสารนั้นก็แล้วกัน
นอกจากนั้น การที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จะใช้สิทธิลงคะแนนต้องไปลงทะเบียนล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ทำให้สังคมอเมริกันไม่กังวลเรื่องการสวมสิทธิ
คุณทวดโจแอนน่าออกเสียงลงคะแนนด้วย Absentee Ballot หรือบัตรเลือกตั้งของผู้ไม่สามารถไป ณ คูหาเลือกตั้ง
เป็น 1 ในคนอเมริกัน 88 ล้านคนที่ลงคะแนนเสียงด้วยวิธีนี้
คนแก่อเมริกันไม่มีลูกหลานพาไปลงคะแนนที่คูหา ส่วนใหญ่ลงคะแนนแล้วส่งทางไปรษณีย์
ถามคุณทวดโจแอนน่าว่าเลือกใคร
คุณทวดยิ้มแล้วตอบว่า "บาม่า"
.
2555-11-14
HOMELAND “ มาตุภูมิ ” โดย นพมาส แววหงส์
.
HOMELAND “ มาตุภูมิ ”
โดย นพมาส แววหงส์ คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 87
กำกับการแสดง Michael Cuesta, Daniel Attias,
Clark Johnson, Jeffrey Nachmanoff
นำแสดง Clair Danes
Damian Lewis
Morena Baccarin
David Harewood
Mandy Patinkin
Jamie Sheridan
Homeland เป็นหนังชุดทางเคเบิลทีวี เป็นดรามาซีรี่ส์ที่มีเรื่องราวเข้มข้นชวนติดตามที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา
บอกเสียก่อนว่าปกติผู้เขียนแทบไม่ยอมดูหนังซีรี่ส์เลยนะคะ ไม่ใช่เพราะกลัวไม่สนุก ตรงกันข้ามเลย เพราะกลัวสนุกต่างหาก แล้วถ้าติดเมื่อไร ก็จะต้องใจจดใจจ่อรอตามดูทีละตอนๆ หาไม่ก็จะต้องคอยจนกว่าจะทำเสร็จออกมาเป็นชุด ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องเสียเวลาอดตาหลับขับตานอนถ่างตาดูกว่าสิบชั่วโมง ถึงจะจบชุดในปีหนึ่งๆ
ขณะที่ฉายทางช่องฟอกซ์มูฟวี่อยู่นี้เพิ่งจะเริ่มต้นซีซั่นที่สองไปไม่สามสี่ตอน
คนเขียนบทเก่งมากๆ เลย เรื่องราวดูสมจริงสมจัง เนื้อหาชวนคิด และนักแสดงก็เล่นได้อย่างเยี่ยมยอดทุกคน
โดยเฉพาะนักแสดงนำสองคน คือ แคลร์ เดนส์ (ที่เคยเล่นบทจูเลียตสวมชุดนางฟ้าติดปีกที่ใครๆ น่าจะยังจำกันได้ คู่กับ เลโอนาร์โด ดิแคปริโอ ใน Romeo & Juliet ของ บาส เลอห์แมน) และ เดเมียน ลูวิส ซึ่งต่างได้รับรางวัลและได้รับเสนอชื่อมาแล้วจากหลายสถาบันตั้งแต่ปีที่แล้ว
หนังเริ่มเรื่องตั้งแต่หน่วยปฏิบัติการพิเศษของอเมริกาบุกเข้าทำลายแหล่งของ "ผู้ก่อการร้าย" ในอัฟกานิสถาน และพบตัวจ่านาวิกโยธินสหรัฐ ชื่อ นิโคลัส โบรดี (เดเมียน ลูวิส) ในที่คุมขัง หลังจากที่โบรดีถูกจับตัวไปเมื่อแปดปีก่อนและสันนิษฐานว่าเสียชีวิตแล้ว
โบรดีเดินทางกลับบ้านในฐานะวีรบุรุษที่สื่อมวลชนทำข่าวอย่างครึกโครม
ขณะที่ แครี แมเธอสัน (แคลร์ เดนส์) เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่เพิ่งกลับจากอิรัก ตั้งข้อสงสัยว่าดูท่าทางโบรดีอาจจะกลับใจไปเข้าข้างฝ่ายศัตรูเสียแล้ว และอาจมีเงื่อนงำอยู่ในการถล่มค่ายผู้ก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน โดยเป็นไปได้ว่าฝ่ายตรงข้ามอาจต้องการปล่อยตัวโบรดีที่กลับใจไปเข้าข้าง เพื่อให้กลับบ้านมาลงมือปฏิบัติการในบ้านเกิดของตนก็ได้
หัวหน้าใหญ่ของฝ่ายอัลเคด้าที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐคือ อาบู นาซีร์ (ประมาณเดียวกับ บิน ลาเดน ที่สหรัฐถือเป็นผู้ก่อการร้ายตัวยง) ซึ่งแครีติดตามความเคลื่อนไหวมาตลอด
แครีกับทีมงานตั้งทีมสอดแนมเพื่อคอยจับพิรุธของโบรดีได้พักเดียว หัวหน้าของเธอก็สั่งยกเลิกตามคำสั่งของเบื้องบน
ตัวแครีเองก็มีปัญหาส่วนตัวด้วยสุขภาพจิตที่ไม่มั่นคง และต้องกินยากล่อมประสาทเพื่อควบคุมอยู่ตลอดเวลา
แรกๆ โบรดีมีพฤติกรรมชวนสงสัย หลบๆ ซ่อนๆ และลูกสาววัยรุ่นของเขาเผอิญไปพบเขากำลังทำละหมาดอยู่ในโรงรถ ซึ่งเขาก็บอกเธอเพียงว่าเขาเปลี่ยนไปเป็นมุสลิมแล้ว และไม่อยากให้ภรรยาคือเจสสิกา (มอรีนา บักคาริน) ไม่สบายใจ
แต่ในตอนแรกๆ ก็ยังยากจะชี้ชัดได้ว่าเขาทรยศต่อบ้านเกิดเมืองนอนหรือเปล่า หรือว่าเขามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เนื่องจากถูกคุมขังและทรมานอยู่ในค่ายศัตรูเป็นเวลายาวนาน
เรื่องราวอันเข้มข้นค่อยๆ เผยให้เห็นโยงใยเครือข่ายการก่อการร้ายที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวางในสหรัฐ และแผนการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ในที่สุด เราก็ได้รู้ว่าโบรดีกลับใจไปเข้าข้าง อาบู นาซีร์ จริงๆ เนื่องจากในปีหลังๆ ที่เขาอยู่ในอัฟกานิสถาน อาบู นาซีร์ ดีกับเขามาก และเขาได้ใกล้ชิดกับลูกชายของนาซีร์ จนกระทั่งได้เห็นเครื่องบินรบของสหรัฐบินเข้าถล่มคนบริสุทธิ์มากมาย จากคำสั่งของรองประธานาธิบดีวอลเดน (เจมี เชอริดัน)
แผนการส่งตัวโบรดีกลับคืนบ้านเกิด ก็เพื่อจะให้เขาแทรกซึมเข้าไปในวงการระดับสูงของรัฐบาล และยอมพลีชีพเพื่อสังหารรองประธานาธิบดีวอลเดน กับเสนาธิการทหารอีกกลุ่มใหญ่
เพียงแต่ว่าเกิดเหตุขัดข้องขึ้น ทำให้โบรดีไม่ได้สานต่อตามแผนการครั้งนี้ แต่เขาก็ยังมีโอกาสจะได้แทรกซึมอยู่ในรัฐบาล เมื่อเขาได้รับการทาบทามให้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีคู่กับวอลเดนที่สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป
ท่ามกลางเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้ แครีได้พาตัวเองมาใกล้ชิดกับโบรดีอย่างแทบแยกไม่ออกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับอุดมการณ์ ขณะที่โบรดีเองก็กำลังมีปัญหาในครอบครัว
เรื่องราวยืดยาวและสลับซับซ้อนเกินกว่าจะเล่าในที่นี้ได้หมดนะคะ เอาเป็นว่าสนุกแบบหายใจไม่ทั่วท้อง และต้องจับตาดูทุกวินาทีเลยเชียวละ
พอถึงซีซั่นที่สองนี้ เรื่องราวกำลังพลิกกลับไปอีกทางอย่างคาดไม่ถึงเลย สนุกทุกหยดอีกเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมด้วยละมัง
อย่างหนึ่งที่หนังทำให้เราเห็นคือปัญหาใหญ่ๆ ในโลกนี้มันไม่ได้เป็นสีขาวสีดำแบบที่จะตัดสินกันได้ง่ายๆ ฝ่ายคนดีคนร้ายก็ปะปนกันอยู่ในคราบของผู้คนที่เราเห็นๆ กันอยู่ในสังคมหรือตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
ปัญหาของโลกสมัยใหม่จึงสลับซับซ้อนเกินกว่าการจะตัดสินชั่วดีชี้ชัดกันได้ง่ายๆ
บอกตรงๆ ว่า ตอนนี้ติดซีรี่ส์ชุดนี้งอมแงมเลยค่ะ วันอาทิตย์เวลาสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นการฉายครั้งแรกของเอพิโซดที่ต่อเนื่อง
ใครอย่าได้มาชวนไปไหนเชียว
.
HOMELAND “ มาตุภูมิ ”
โดย นพมาส แววหงส์ คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 87
กำกับการแสดง Michael Cuesta, Daniel Attias,
Clark Johnson, Jeffrey Nachmanoff
นำแสดง Clair Danes
Damian Lewis
Morena Baccarin
David Harewood
Mandy Patinkin
Jamie Sheridan
Homeland เป็นหนังชุดทางเคเบิลทีวี เป็นดรามาซีรี่ส์ที่มีเรื่องราวเข้มข้นชวนติดตามที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา
บอกเสียก่อนว่าปกติผู้เขียนแทบไม่ยอมดูหนังซีรี่ส์เลยนะคะ ไม่ใช่เพราะกลัวไม่สนุก ตรงกันข้ามเลย เพราะกลัวสนุกต่างหาก แล้วถ้าติดเมื่อไร ก็จะต้องใจจดใจจ่อรอตามดูทีละตอนๆ หาไม่ก็จะต้องคอยจนกว่าจะทำเสร็จออกมาเป็นชุด ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องเสียเวลาอดตาหลับขับตานอนถ่างตาดูกว่าสิบชั่วโมง ถึงจะจบชุดในปีหนึ่งๆ
ขณะที่ฉายทางช่องฟอกซ์มูฟวี่อยู่นี้เพิ่งจะเริ่มต้นซีซั่นที่สองไปไม่สามสี่ตอน
คนเขียนบทเก่งมากๆ เลย เรื่องราวดูสมจริงสมจัง เนื้อหาชวนคิด และนักแสดงก็เล่นได้อย่างเยี่ยมยอดทุกคน
โดยเฉพาะนักแสดงนำสองคน คือ แคลร์ เดนส์ (ที่เคยเล่นบทจูเลียตสวมชุดนางฟ้าติดปีกที่ใครๆ น่าจะยังจำกันได้ คู่กับ เลโอนาร์โด ดิแคปริโอ ใน Romeo & Juliet ของ บาส เลอห์แมน) และ เดเมียน ลูวิส ซึ่งต่างได้รับรางวัลและได้รับเสนอชื่อมาแล้วจากหลายสถาบันตั้งแต่ปีที่แล้ว
หนังเริ่มเรื่องตั้งแต่หน่วยปฏิบัติการพิเศษของอเมริกาบุกเข้าทำลายแหล่งของ "ผู้ก่อการร้าย" ในอัฟกานิสถาน และพบตัวจ่านาวิกโยธินสหรัฐ ชื่อ นิโคลัส โบรดี (เดเมียน ลูวิส) ในที่คุมขัง หลังจากที่โบรดีถูกจับตัวไปเมื่อแปดปีก่อนและสันนิษฐานว่าเสียชีวิตแล้ว
โบรดีเดินทางกลับบ้านในฐานะวีรบุรุษที่สื่อมวลชนทำข่าวอย่างครึกโครม
ขณะที่ แครี แมเธอสัน (แคลร์ เดนส์) เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่เพิ่งกลับจากอิรัก ตั้งข้อสงสัยว่าดูท่าทางโบรดีอาจจะกลับใจไปเข้าข้างฝ่ายศัตรูเสียแล้ว และอาจมีเงื่อนงำอยู่ในการถล่มค่ายผู้ก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน โดยเป็นไปได้ว่าฝ่ายตรงข้ามอาจต้องการปล่อยตัวโบรดีที่กลับใจไปเข้าข้าง เพื่อให้กลับบ้านมาลงมือปฏิบัติการในบ้านเกิดของตนก็ได้
หัวหน้าใหญ่ของฝ่ายอัลเคด้าที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐคือ อาบู นาซีร์ (ประมาณเดียวกับ บิน ลาเดน ที่สหรัฐถือเป็นผู้ก่อการร้ายตัวยง) ซึ่งแครีติดตามความเคลื่อนไหวมาตลอด
แครีกับทีมงานตั้งทีมสอดแนมเพื่อคอยจับพิรุธของโบรดีได้พักเดียว หัวหน้าของเธอก็สั่งยกเลิกตามคำสั่งของเบื้องบน
ตัวแครีเองก็มีปัญหาส่วนตัวด้วยสุขภาพจิตที่ไม่มั่นคง และต้องกินยากล่อมประสาทเพื่อควบคุมอยู่ตลอดเวลา
แรกๆ โบรดีมีพฤติกรรมชวนสงสัย หลบๆ ซ่อนๆ และลูกสาววัยรุ่นของเขาเผอิญไปพบเขากำลังทำละหมาดอยู่ในโรงรถ ซึ่งเขาก็บอกเธอเพียงว่าเขาเปลี่ยนไปเป็นมุสลิมแล้ว และไม่อยากให้ภรรยาคือเจสสิกา (มอรีนา บักคาริน) ไม่สบายใจ
แต่ในตอนแรกๆ ก็ยังยากจะชี้ชัดได้ว่าเขาทรยศต่อบ้านเกิดเมืองนอนหรือเปล่า หรือว่าเขามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เนื่องจากถูกคุมขังและทรมานอยู่ในค่ายศัตรูเป็นเวลายาวนาน
เรื่องราวอันเข้มข้นค่อยๆ เผยให้เห็นโยงใยเครือข่ายการก่อการร้ายที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวางในสหรัฐ และแผนการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ในที่สุด เราก็ได้รู้ว่าโบรดีกลับใจไปเข้าข้าง อาบู นาซีร์ จริงๆ เนื่องจากในปีหลังๆ ที่เขาอยู่ในอัฟกานิสถาน อาบู นาซีร์ ดีกับเขามาก และเขาได้ใกล้ชิดกับลูกชายของนาซีร์ จนกระทั่งได้เห็นเครื่องบินรบของสหรัฐบินเข้าถล่มคนบริสุทธิ์มากมาย จากคำสั่งของรองประธานาธิบดีวอลเดน (เจมี เชอริดัน)
แผนการส่งตัวโบรดีกลับคืนบ้านเกิด ก็เพื่อจะให้เขาแทรกซึมเข้าไปในวงการระดับสูงของรัฐบาล และยอมพลีชีพเพื่อสังหารรองประธานาธิบดีวอลเดน กับเสนาธิการทหารอีกกลุ่มใหญ่
เพียงแต่ว่าเกิดเหตุขัดข้องขึ้น ทำให้โบรดีไม่ได้สานต่อตามแผนการครั้งนี้ แต่เขาก็ยังมีโอกาสจะได้แทรกซึมอยู่ในรัฐบาล เมื่อเขาได้รับการทาบทามให้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีคู่กับวอลเดนที่สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป
ท่ามกลางเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้ แครีได้พาตัวเองมาใกล้ชิดกับโบรดีอย่างแทบแยกไม่ออกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับอุดมการณ์ ขณะที่โบรดีเองก็กำลังมีปัญหาในครอบครัว
เรื่องราวยืดยาวและสลับซับซ้อนเกินกว่าจะเล่าในที่นี้ได้หมดนะคะ เอาเป็นว่าสนุกแบบหายใจไม่ทั่วท้อง และต้องจับตาดูทุกวินาทีเลยเชียวละ
พอถึงซีซั่นที่สองนี้ เรื่องราวกำลังพลิกกลับไปอีกทางอย่างคาดไม่ถึงเลย สนุกทุกหยดอีกเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมด้วยละมัง
อย่างหนึ่งที่หนังทำให้เราเห็นคือปัญหาใหญ่ๆ ในโลกนี้มันไม่ได้เป็นสีขาวสีดำแบบที่จะตัดสินกันได้ง่ายๆ ฝ่ายคนดีคนร้ายก็ปะปนกันอยู่ในคราบของผู้คนที่เราเห็นๆ กันอยู่ในสังคมหรือตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
ปัญหาของโลกสมัยใหม่จึงสลับซับซ้อนเกินกว่าการจะตัดสินชั่วดีชี้ชัดกันได้ง่ายๆ
บอกตรงๆ ว่า ตอนนี้ติดซีรี่ส์ชุดนี้งอมแงมเลยค่ะ วันอาทิตย์เวลาสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นการฉายครั้งแรกของเอพิโซดที่ต่อเนื่อง
ใครอย่าได้มาชวนไปไหนเชียว
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

.jpg)














