http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลิงเทวดากลัวแสงสว่าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลิงเทวดากลัวแสงสว่าง แสดงบทความทั้งหมด

2558-01-03

ประเทศที่ไร้ความหวัง โดย SIU

.

ประเทศที่ไร้ความหวัง
โดย Siam Intelligence

ใน http://www.siamintelligence.com/thailand-has-no-hope/
. . 3 มกราคม 2015


ทักษิณ ชินวัตร น่าจะถือเป็น “ความหวังครั้งสุดท้าย” ของสังคมไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

มหาเศรษฐีผู้ขี่กระแสคลื่นลูกที่สาม เจ้าพ่อแห่งวงการโทรคมนาคมผู้หันเหเข้าสู่วงการการเมือง เข้ามากระตุ้นสังคมไทยที่เจ็บช้ำปวดร้าวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ได้อย่างน่าทึ่งด้วยแนวนโยบายแบบใหม่และการบริหารที่กระฉับกระเฉงว่องไว

ในช่วงของรัฐบาลทักษิณ คนไทยมองไปข้างหน้าสู่อนาคตที่ดีกว่า เศรษฐกิจสดใสเต็มไปด้วยความหวังว่าไทยจะพัฒนาและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของเอเชีย สานต่อความฝัน “เสือตัวที่ห้า” ที่ยังทำไม่สำเร็จในทศวรรษ 2530 ความภูมิใจของคนในชาติเปี่ยมล้น ภูมิใจต่อพัฒนาการของ “ประเทศไทย” ที่สามารถต่อสู้กับอารยประเทศได้อย่างสมศักดิ์ศรี

แต่ทักษิณก็ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยต้อง “ผิดหวัง” ความทะเยอทะยานและพฤติกรรมที่ล้นเกินไปหลายอย่างของเขาทำให้คนบางส่วน “รับไม่ได้” และเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว เป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ชุมนุมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 เป็นต้นมา และเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน

เราต้องยอมรับว่ากลุ่มคนที่ “เกลียดทักษิณ” ในปัจจุบันนี้ เดิมทีเคยเป็นกลุ่มคนที่ตั้งความหวังกับทักษิณอย่างมาก และ “อกหัก” จนเปลี่ยนความรักเป็นความเกลียดชังในที่สุด

หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนไทยก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกมาโดยตลอด




ความหวังประเทศไทย

เมื่อรัฐบาลทักษิณถูกโค่นล้มลงไป คนไทยจำนวนไม่น้อยหวังว่าคณะรัฐประหาร คมช. และรัฐบาล “ขิงแก่” จะเข้ามากอบกู้ประเทศได้ในปี 2549 แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว กลายเป็นรัฐประหารที่ถูกพวกเดียวกันมองว่า “เสียของ”

หลังจากนั้นคนไทยก็ให้ความหวังกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหนุ่มดีกรีอ๊อกซ์ฟอร์ด หน้าตาหล่อเหลา วาจาคมคาย น่าจะเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ทันสมัยเป็นสากล แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง เหลือเพียงแค่วาทะ “ดีแต่พูด” เก็บไว้ในความทรงจำ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขี่กระแสภาพลักษณ์และความหวังว่า “เมืองไทยจะกลับมาดีอีกครั้ง” อย่างเช่นสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายแล้ว รัฐบาลเพื่อไทยก็ทำลายความหวังเหล่านี้ลงในชั่วข้ามคืน ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ที่แสนขัดแย้ง จนทำให้สุดท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพังทลาย จบลงด้วยรัฐประหารครั้งที่สองในรอบ 8 ปี

ล่าสุดกับรัฐบาล คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงแม้คนบางกลุ่มจะตั้งความหวังเป็นอย่างสูง แต่ทิศทางการบริหารประเทศในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า คสช. กำลังพาประเทศไทยไปสู่อนาคตสักเท่าไรนัก จะมีแต่การหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกับไปสู่วันวานแห่งอดีตเสียเป็นส่วนใหญ่

มองให้ไกลกว่าประเด็นการเมือง สังคมไทยก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับแทบทุกเรื่อง เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเริ่มเดินมาถึงทางตัน สังคมฟอนเฟะในทุกมิติ สถาบันหลักของประเทศแทบทุกแห่งเต็มไปด้วยจุดด่างพร้อย ตั้งแต่รัฐสภาปาเก้าอี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังนั่งควบสองตำแหน่ง โครงการ GT200 ของทหาร ศาลสูงสุดที่เขียนคำวินิจฉัยแบบลวกๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ไม่ทำงาน ไปจนถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่อยากจัดการเลือกตั้ง

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอยในการจัดอันดับแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น สิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัย

ความภูมิใจต่อประเทศไทยเริ่มจืดจางลง หลายคนเลิกเปรียบเทียบประเทศไทยกับต่างชาติ ด้วยวาทกรรม “เมืองไทยมีแนวทางของตัวเอง” และ “อารยธรรมต่างชาตินำมาใช้กับเมืองไทยไม่ได้ทั้งหมด”

แน่นอนว่าพื้นฐานของประเทศไทยยังเข้มแข็ง ประเทศไทยยังไม่มีโอกาสจะล่มสลายลงในชั่วพริบตาแบบเดียวกับครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคราวนี้ถือภาวะเซื่องซึมที่ยาวนาน คนไทยยังอยู่ได้ มีกิน ชีวิตอยู่ได้ตามปกติสุข แต่มองไปทางไหนก็ยังไม่เห็นประกายความหวังในสายตา

สภาพการณ์อึมครึมแบบที่เป็นอยู่ กลายเป็นเหตุสั่งสมความเครียดโดยรวมของสังคม คนไทยจำนวนไม่น้อยหันไปคว้าจับ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ทั้งจิตและกรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ในขณะที่คนไทยอีกส่วนหนึ่งก็หวังพึ่งโชคชะตาด้วยการ “รวยทางลัด” ทั้งหวยและหุ้น

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจนัก ถ้าหากมีคนไทยกลุ่มไหนสามารถสร้าง “ความหวัง” มาตอบสนองภาวะโหยหาความภาคภูมิใจเหล่านี้ สังคมไทยจะตอบสนองอย่างท่วมท้น

ทีมฟุตบอลไทยภายใต้การนำของโค้ช “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ถือเป็นดาวความหวังดวงใหม่ล่าสุดของประเทศไทย ด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในระดับอาเซียน สามารถทวงบัลลังก์เก่าของทีมฟุตบอลไทย (ที่ห่างหายไปนานหลายปี) อย่างแชมป์ซีเกมส์ และแชมป์ซูซูกิคัพ กลับคืนสู่อ้อมอกของคนไทยได้สำเร็จ ในขณะที่ระดับเอเชียก็ไม่น้อยหน้า สามารถขึ้นไปยืนอยู่ในระดับ 4 ทีมสุดท้ายฟุตบอลชายเอเชี่ยนเกมส์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นักเตะในยุคของ “ซิโก้” ยังแสดงให้แฟนฟุตบอลชาวไทยเห็นว่า พวกเขามีมาตรฐานการเล่นทัดเทียมกับระดับสากล มีความขยัน มีทักษะ มีวินัย รู้จักการเล่นเป็นทีมเวิร์ค ต่างไปจากนักฟุตบอลไทยชุดก่อนๆ ที่ดูจะขี้เกียจ ไม่มีความฟิต และชอบเล่นฟุตบอลชายเดี่ยวเพื่อโชว์ความสามารถตัวเอง

การคว้าแชมป์ซูซูกิคัพในช่วงปลายปีของทีมฟุตบอลไทย จึงทำให้คนไทยทั้งประเทศ “สะใจ” ได้ปลดปล่อยความภูมิใจที่สะกดกลั้นมานาน และได้รู้สึกว่า “ประเทศไทยมีดี” กลับมาแข่งขันได้ในระดับสากล

แต่เมื่อหันกลับมามองที่แวดวงอื่น โดยเฉพาะวงการการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เรากลับยังไม่เห็นความหวังแบบเดียวกันมากนัก เรายังไม่สามารถค้นพบดาวรุ่งกลุ่มใหม่ที่เต็มไปด้วยขีดความสามารถ ภาพลักษณ์ใสสะอาด ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ที่จะสามารถฝากความหวังว่าอนาคตของประเทศไทยจะดีขึ้นเอาไว้ได้

สภาพการณ์ของประเทศไทยในปี 2558 จึงยังอึมครึมต่อไป และคนไทยก็ยังต้องอยู่กับตัวละครหน้าเดิมๆ ต่อไปในทุกวงการ แม้จะรู้ว่าไม่สามารถฝากความหวังไว้กับคนเหล่านี้ได้ แต่ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นใดที่ดีไปกว่านี้แล้ว

SIU ขอสวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่าน และขอให้ทุกท่าน “อดทน” ต่อสภาวการณ์อันอึมครึมนี้ต่อไป จนกว่าประเทศไทยจะกลับมาเงยหน้าและมองขึ้นไปหาอนาคตอีกครั้ง



.

2557-08-21

ขัอสังเกตคดี112หลัง รปห. โดย สมัคร รักธรรม

.

ขัอสังเกตคดี 112 หลังรัฐประหาร
โดย สมัคร รักธรรม
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/08/55158
. . Thu, 2014-08-21 12:39

ภาพและเพลงจากเวบบอร์ด

www.youtube.com/watch?v=43AfTOYmuy8
บทเพลงของสามัญชน - Cover ประกาย+ไฟเย็น (เฉพาะกิจ)


ประชาไท รายงานเมื่อ 20 สค. 57 ว่า หลังการรัฐประหารมีผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งหมด 15 คน อันที่จริง ยังมีผู้หลบหนีไม่รายงานตัวอีกจำนวนหนึ่ง ถ้ายึดตามรายงานของไทยรัฐ วันที่ 25 กค. 57 มีจำนวน 55 คน  ในจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เคยถูกดำเนินคดี 112 มาก่อนแล้วแต่ได้รับการอภัยโทษแล้วหรือไม่ก็คดีสิ้นสุดแล้ว อีกส่วนหนึ่งคาดว่าอาจจะถูกดำเนินคดี 112 หากคนเหล่านี้มารายงานตัว ก็อาจจะทำให้จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอีก


การดำเนินคดี 112 ในขณะนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาของกฎหมายข้อนี้ที่คาราคาซังมาเนิ่นนานอยู่แล้วหลายประการด้วยกัน ดังนี้


หนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้รับการประกันตัว มีเพียงผู้มีชื่อเสียง 2 คนจาก 15 คน (ตามรายงานของประชาไท) เท่านั้นที่ได้รับการประกันตัว ทั้งนี้อาจเพราะเพื่อลดความกดดัน หากแต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีอาชีพที่ไม่มั่นคง จึงแทบไม่เป็นข่าว ไม่มีใครรับรู้ และไม่มีหลักประกันอย่างเป็นทางการ เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นเกษตรกร นี่สะท้อนความยุติธรรมที่วางอยู่บนความเหลื่อมล้ำของสังคม


สอง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ถูกตีตราว่าเป็นคนผิด ก่อนที่จะมีการดำเนินคดี ข้อนี้เห็นได้ชัดจากกรณีของผู้ต้องหารายล่าสุด ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวเนื่องจาก "การกระทำความผิดของผู้ต้องหากับพวก..." ซึ่งเป็นเสมือนการตัดสินไปก่อนแล้วว่าผู้ต้องหา "กระทำความผิด" ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินคดี นี่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ให้ความยุติธรรมกับผู้ต้องหาก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


สาม มีแนวโน้มที่การดำเนินคดีจะไม่โปร่งใส และอาจจะไม่ได้รับความยุติธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการประกาศใช้ศาลทหาร และผู้ถูกดำเนินคดีบางรายถูกดำเนินคดีโดยศาลทหาร ข้อนี้ยิ่งทำให้ผู้ถูกเรียกตัวจำนวนมากลังเลที่จะเข้ารายงานตัว


สี่ ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินคดีที่ผ่านมา และในกรณีหลังการรัฐประหาร แนวโน้มนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นว่าผู้ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด ล้วนเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน หรือเป็นฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจของคณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารจึงใช้คดี 112 เพื่อหวังผลสืบเนื่องจากการดำเนินคดี กล่าวคือเพื่อลดการต่อต้านคณะรัฐประหาร ด้วยการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี 112



หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดี 112 ก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางการเมืองที่คนกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นหนึ่ง ใช้อย่างลำเอียงต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง อีกชนชั้นหนึ่ง ตลอดจนสะท้อนปัญหาความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำของสังคม ปัญหาการกระบวนการยุติธรรมและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ และเหนืออื่นใดคือ ปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่ต่อไป


























































































.

2557-07-29

พิชญ์: รัฐธรรมนูญมาแล้วจ้า..

.

รัฐธรรมนูญมาแล้วจ้า...
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1406621542
. . วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:40:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 29 ก.ค.2557 )
ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ


ในที่สุดสังคมไทยก็ได้รัฐธรรมนูญ "ฉบับแม่น้ำห้าสาย" มาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมขอหลีกเลี่ยงที่จะเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวหรือฉบับถาวร แต่ขอเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามประโยคเด็ดว่าฉบับแม่น้ำห้าสายดีกว่า ด้วยว่าท่านอัครมหาเนติบริกรได้นิยามเอาไว้เอง โดยเฉพาะความมุ่งหมายของอัครเนติบริกรที่ไม่ต้องการให้การยึดอำนาจครั้งนี้ "สูญเปล่า"

อนึ่ง การใช้คำว่าเนติบริกรผู้ยิ่งใหญ่นั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องทางลบอะไร คือบอกตรงๆ ว่าจะให้เรียกว่า "founding father" แบบรัฐธรรมนูญอเมริกาหรืออินเดียก็ลำบากใจครับ ในเมื่อทางท่านผู้มีอำนาจได้ไหว้วานให้เกิดการเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้ก็คงต้องเป็นเช่นนี้ละครับ เว้นแต่ท่านจะยืนยันว่าท่านคิดไว้แล้วและสามารถสั่งการให้ผู้มีอำนาจปืนนำความคิดของท่านไปใช้ได้


ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความน่าสนใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และด้วยวิธีที่สลับซับซ้อน ต่างจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวในอดีตที่มักมีวัตถุประสงค์สำคัญๆ อยู่สองประการ

หนึ่งคือ ใช้เป็นข้ออ้างในการปกครองไปเรื่อยๆ ของฝ่ายผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะฝ่ายที่ล้มล้างประชาธิปไตย ดังจะเห็นจากการไม่ระบุเงื่อนเวลาของรัฐธรรมนูญไว้ว่าจะใช้ไปถึงเมื่อไหร่ คือทำให้รัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะชั่วคราวอย่างถาวร คือลากไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะการปกครองด้วยอำนาจปืนและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นมีลักษะเป็น "การปกครองด้วยข้อยกเว้น" อยู่แล้ว โดยเฉพาะในลักษณะของการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึกต่างๆ ที่ให้อำนาจในการสถาปนาอำนาจที่เหนือกว่าระบบกฎหมายปกติที่มีการกลั่นกรองและคานอำนาจกันของสถาบันทางการเมืองหลายสถาบัน หรือจะว่าง่ายๆ ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญแบบทหารเป็นใหญ่ ปกครองเอง และลากยาวเอง อาทิ สมัยจอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม เป็นต้น

สองคือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในอดีต เป็นรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างเกรงอกเกรงใจประชาชนอยู่บ้างในแง่ที่ว่า หากจะใช้อำนาจพิเศษในขณะเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็มักจะตั้งคนนอกหรือคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่าจะจัดให้มีทั้งรัฐธรรมนูญใหม่และมีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ในแง่นี้ก็เป็นไปได้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นอาจจะให้อำนาจคณะรัฐประหารมากหน่อยในการสรรหาสมาชิก แต่เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญแนวดังกล่าวมีลักษณะของการประนีประนอมอำนาจกับชนชั้นนำจากการเลือกตั้งอยู่มาก ไม่เปลี่ยนอะไรมากนักในรัฐธรรมนูญที่ร่างอยู่ และเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

แต่กระนั้นก็ตาม รัฐธรรมนูญในแบบที่สองนี้ไม่ได้หมายความว่าทหารจะถอยออกไปง่ายๆ แต่หมายถึงการประนีประนอมอำนาจกับนักการเมืองในลักษณะที่นักการเมืองนั้นก็พร้อมจะสวามิภักดิ์กับทหาร โดยมีการย้ายพรรคหรือสร้างพรรคใหม่ให้ผู้นำทางทหารนั้นสามารถลงจากตำแหน่งแล้วเข้ามามีส่วนร่วมได้ ดังที่เราจะเห็นจากกรณีของรัฐธรรมนูญและการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ที่ รสช.นั้นมาไวเคลมไว แล้วก็แปรสภาพเข้ามาเป็นนักการเมือง หรือแม้กระทั่งความซับซ้อนของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นจะมีอยู่หลายเรื่องราว แต่เราก็เห็นว่าสุดท้ายการเลือกตั้งนั้นถูกให้สัญญาและนายกรัฐมนตรีรักษาการในช่วงนั้นก็มีความมุ่งมั่นที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนอยู่ไม่ใช่น้อย และแม้ว่าเราจะไม่เห็นการเปลี่ยนผ่านของ คมช.เข้าสู่พรรคการเมือง แต่อย่างน้อยก็มีพื้นที่ให้หัวหน้าคณะปฏิวัติรอบนั้นจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา

ผมเขียนเรื่องราวอย่างยืดยาวเพื่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับแม่น้ำห้าสายนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญในแบบเดิมอย่างแน่นอน และมีเป้าประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างจริงจังผิดไปจากขนบของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ผ่านมา


ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะดีหรือไม่ดีอันนี้ผมขอไม่วิจารณ์ในที่นี้ ด้วยว่าบรรยากาศของประเทศนี้ไม่ใช่บรรยากาศที่จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากนัก และตราบเท่าที่ยังไม่เห็นบรรดาสมาชิกที่จะเปิดเผยตัวเป็นพันธมิตรผู้ทำงานร่วมกับ คสช. ก็คงจะอธิบายได้ยากเหมือนกันว่าเจตจำนงของการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศด้วยวิธีที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นจะบรรลุผลได้แค่ไหนเพียงใด


สำหรับพื้นที่ที่เหลือในอาทิตย์นี้นั้นจะขอใช้ไปเขียนเรื่องอะไรที่อัครเนติบริกรเขาไม่ค่อยได้ชี้แจงให้เห็น ในแง่ที่ว่านักรัฐศาสตร์นั้น ถ้าเขามองรัฐธรรมนูญแล้วเขาจะมองเห็นอะไรบ้างซึ่งจะขอแบ่งออกเป็นสักห้าประการใหญ่ๆ

หนึ่ง เขามองเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการจัดการปกครองและการเมือง แต่เวลาที่เขามองเรื่องนี้ เขาหลีกไม่พ้นที่มักจะตัดสินว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ หรือเป็นลักษณะที่สะท้อนออกถึง "อุดมการณ์" ของประเทศนั้น

แนวคิดนี้ค่อนข้างเก่ามาก แต่มักจะอยู่ในสายของรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ หรือการปกครองเปรียบเทียบ ยิ่งในสมัยที่เรามีข้อมูลน้อย การเริ่มต้นศึกษาการเมืองของแต่ละประเทศก็เริ่มต้นจากการหารัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศโดยเฉพาะที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาอ่าน มาเปรียบเทียบ แต่ถึงแม้ว่าจะดูล้าสมัยและเชยแสนเชยเพียงใด อย่างน้อยแต่ละประเทศเขาก็จะประกาศออกมาได้ว่าประเทศเขามีอุดมการณ์อะไรกันแน่ และมีการปกครองแบบใดกันแน่


สอง เขามองเห็นถึงความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอุดมการณ์หรือตัวบทที่เขียนไว้อย่างสวยหรู กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคมการเมือง ซึ่งผมอยากจะเรียกคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องของการพูดถึงรูปแบบการปกครองที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือ "รูปแบบ" กับ "เนื้อหา" จริงๆ ซึ่งเราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าไปศึกษาประเทศนั้นๆ อย่างลึกซึ้งและเริ่มเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศนั้นกับความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หรือที่เรามักชอบวิจารณ์ว่า บ้านเราไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะมีแต่เพียงรูปแบบ ไม่มีเนื้อหา ตราบใดที่เรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ของผู้คนและสถาบันทางการเมืองในประเทศเหล่านั้น


สาม เขามองเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นจุดสำคัญไม่ใช่ตัวบทหรือการเขียน แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของการเขียนในความหมายที่ว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นมากกว่าตัวบทหรือกฎหมายสูงสุด หากแต่เป็นสิ่งที่สะท้อน "สัมพันธภาพทางอำนาจ" ของกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าการเขียนในแบบที่มีกลุ่มหนึ่งเหนือกว่ากลุ่มหนึ่ง หรือเป็นการประนีประนอมอำนาจของกลุ่มพลังหลายกลุ่มพลัง

เรื่องการมองรัฐธรรมนูญในฐานะของสัมพันธภาพนั้น เราอาจจะมองอีกอย่างว่า การเขียนรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจในการกำหนดนิยามความหมาย และก่อร่างสร้างสถาบันต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้เอื้อประโยชน์เป็นอย่างมากในการศึกษาพัฒนาการของความคิดต่างๆ ในสังคมไทย นอกเหนือไปจากเรื่องของการออกแบบสถาบันทางการเมืองเท่านั้น เช่นไม่ได้ดูแค่ว่า สภามีกี่สภา หรือนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง แต่การศึกษาในแบบนี้อาจจะชักพาเราให้ไปสนใจแนวคิดบางแนวคิดว่าลงหลักปักฐานในสังคมไทยจริงจังแค่ไหนและถูกตีความอย่างไร เช่น เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือเรื่องของเสรีภาพทางการเมืองด้านต่างๆ ที่การศึกษาวิจัยในด้านนี้ไม่ได้มองแค่ว่ามีหรือไม่มีในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ แต่ต้องดูว่าแนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอเข้ามาอย่างไร ถูกตีความอย่างไร และมีการตกลงที่จะระบุอะไรเอาไว้ หรือมีการละเลย หรือแปรเปลี่ยนให้ออกมาในรูปแบบไหน

การศึกษาแนวนี้ได้รับอิทธิพลสำคัญจากศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ในงานสุดแสนคลาสสิกที่ชื่อว่า "การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ" ซึ่งได้ให้แนวทางการศึกษาเรื่องพัฒนาการของรัฐธรรมนูญที่เหนือไปจากเรื่องของประวัติศาสตร์ของการเมืองในแบบประวัติศาสตร์การเมืองศึกษาผ่านรัฐธรรมนูญทีละฉบับ ซึ่งมักจะลงเอยด้วยลักษณะของการศึกษาแนววงจรอุบาทว์ ว่าจะมีการหมุนวนจากการมีรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้ง และการฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละรอบเมื่อไหร่ มาสู่การตั้งคำถามสำคัญถึงการคลี่คลายตัวของแนวคิดสำคัญที่ซ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญว่ามีชีวิตอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร


สี่ เขามองเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องทำหน้าที่ "ลดต้นทุน" ในการทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และขยายสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การเมืองนั้นก็ถือเป็นเสมือนตลาดแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดแบบหนึ่ง และเอาเข้าจริงการเขียนรัฐธรรมนูญในแบบละเอียดยิบมากๆ เนี่ย อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความเก่งของผู้เขียน แต่อาจจะไม่ได้ทำให้สังคมนั้นสามารถมีวิวัฒนาการในการจัดการความขัดแย้งและอยู่ด้วยกันได้อย่างเสรี หากจะทำความเข้าใจถึงรากฐานของการเมืองแบบเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม มิหนำซ้ำ ยิ่งมีกฎระเบียบทางการเมืองมากจนเกินไปนั้น การเมืองก็อาจจะไม่ได้วิวัฒนาการไปในลักษณะที่ผู้ร่างต้องการ แต่อาจจะเกิดลักษณะของการติดขัด หรือการแปรสภาพไปเป็นภาระและต้นทุนที่ทำให้ระบบการเมืองนั้นๆ ต้องจ่ายอะไรมากมาย

แนวคิดเช่นนี้มองเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีอคติบางอย่างแฝงฝังอยู่ (ไม่ได้ใช้คำหรูหราว่าอุดมการณ์) และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงความมุ่งหวังของรัฐธรรมนูญจริงๆ แม้ว่าจะตั้งใจดี (ต่างจากการคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ หรือเป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นกฎกติกาที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ใดๆ) และอาจจะขัดกันเองระหว่างความมุ่งหวังที่ดี แต่มีกฎระเบียบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจไปในทางอื่น ซึ่งหลักคิดสำคัญนั้นมาจากสำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวสถาบัน ที่พยายามเข้าใจว่าอะไรที่มันทำงานกันมาอย่างยาวนานนั้น บางทีก็มีผลต่อการก่อร่างสร้างแบบแผนบางประการที่ทำให้การแลกเปลี่ยนในแบบเสรีและเป็นธรรมที่เรามุ่งหวังไว้มันไม่เกิดขึ้นจริงๆ

ตัวอย่างสำคัญของแนวคิดนี้มาจากงานวิจัยของศาสตราจารย์รังสรรร ธนะพรพันธุ์ ที่ชี้ให้เห็นถึงปมปัญหาหรือกับดักทางความคิดมากมายที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 อาทิ ความมุ่งหวังที่จะให้เกิดการคานอำนาจกับสถาบันรัฐสภาด้วยการลงชื่อของประชาชนนั้นอาจจะเกิดได้ยาก ด้วยปัญหาของการมีต้นทุนในการรวมตัวกันของคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ที่พวกเขานั้นไม่มีงบประมาณหรือทรัพยากร ต่างจากพรรคการเมืองที่อาจได้รับเงินสนับสนุน เป็นต้น

พูดง่ายๆ ว่าการที่คนจะทำตามกฎหรือไม่ทำตามกฎต่างๆ นั้น สามารถอธิบายพฤติกรรมเหล่านั้นได้ด้วยหลักทางเศรษฐศาสตร์ หรือพฤติกรรมที่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่คิดเอาเองว่ามีกฎระเบียบมากๆ ผู้คนจะกลัวเกรง หรือจะเป็นไปตามนั้น


ห้า พวกเขาอาจจะมองถึง "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ที่ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยกล่าวถึงเอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่เป็นทางการนั้นถูกฉีกทิ้งบ่อยมาก แต่ฉบับที่ไม่เป็นทางการนั้นอาจจะมีบางเรื่องที่คงอยู่ยาวนาน ราวกับเป็นวิถีชีวิตจริงๆ จังๆ ของสังคมการเมืองนั้น ซึ่งหน้าที่ของนักวิเคราะห์ทางการเมืองนั้นก็คือ จะต้องพยายามค้นหาให้เจอว่าแต่ละสังคมนั้นมีรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมอย่างไร นั่นคือมีสถาบันทางการเมืองไหนที่คงอยู่ยาวนาน จะเขียนหรือไม่เขียนก็มีอิทธิพล หรือต่อให้เขียนไว้หลวมๆ ก็อาจจะเอาจริงเอาจังหรือชักพาไปสู่จุดนั้นได้เสมอ อาทิ การไม่มีการระบุถึงบทบาทของกองทัพในการทำรัฐประหารในฐานะการหาทางออกให้กับความขัดแย้งทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงการทำรัฐประหารและการนิรโทษกรรมนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไปแล้ว



หวังว่ามุมมองทางการเมืองเรื่องรัฐธรรมนูญที่หยิบยืมมาจากทั้งนักรัฐศาสตร์ นักปรัชญาการเมือง นักประวัติศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ จะทำให้เรามีเครื่องมือในการทำความเข้าใจกับรัฐธรรมนูญฉบับแม่น้ำห้าสายนี้ได้มากขึ้นนะครับ และไม่หลงประเด็นไปว่าตกลงรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นฉบับชั่วคราวหรือถาวร แต่เราต้องมุ่งเน้นไปที่ลักษณะอุดมการณ์เบื้องหลัง สภาพความเป็นจริงทางการเมือง และการหายไปหรือการแปรเปลี่ยนของชุดแนวคิดในเรื่องต่างๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและการนำไปปฏิบัติจริง รวมไปถึงการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญนี้จะสามารถทำให้คนมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงไหม หรือมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นและทำให้ความเป็นไปได้ในการเข้าถึงอำนาจและกระจายอำนาจออกสู่ประชาชนนั้นเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งประเด็นท้าทายว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของเราในวันนี้ต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

เรื่องแบบนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรับฟังเฉยๆ ว่าบ้านเมืองเรามีหลักนิติธรรมแล้ว เพราะมีรัฐธรรมนูญแล้ว หรือรัฐธรรมนูญนี้ทำตามสัญญาว่า จะไม่ทำให้การรัฐประหารนั้นเสียเปล่า ครับผม



.................................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline


.

2557-05-09

รัฐบุคคล กับ รัฐบุรุษ .. จับตา “ป๋าเปรม” กับกระแสเจรจา

.

รัฐบุคคล กับ รัฐบุรุษ “ป๋า” กับ “คุณสายหยุด” เมื่อทหารเก่า 94 คุยกับทหารแก่ 92 จับตา “ป๋าเปรม” กับกระแสเจรจา
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399651033
. . วันศุกร์ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:02:09 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ2-8 พ.ค.57 ปี34 ฉ.1759 หน้า16 )


รายงานพิเศษ

ทุกดวงไฟกำลังฉายส่องไปที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อีกครา

แล้วก็ต้องจับจ้องที่ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ คณะรัฐบุคคล อีกครั้ง

แม้ว่า พล.อ.เปรม จะรีบสยบกระแส การเข้าเฝ้าฯ เพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 ตามที่ พล.อ.สายหยุด ออกมาให้ข่าว หลังจากการเข้าพบ พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อบ่าย 25 เมษายน ด้วยการระบุว่า "คุณสายหยุด เข้าใจผิด" แล้วก็ตาม

แต่ก็เกิดความกังขา ในบทบาทและจุดยืนของ พล.อ.เปรม ว่า จากวันล้มระบอบทักษิณ ด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงวันนี้ พล.อ.เปรม ยังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่

เพราะแค่การให้เชิญ พล.อ.สายหยุด ไปพบที่บ้าน ก็ถูกมองว่า มีนัยสำคัญ และเป็นการให้ความสำคัญกับคณะรัฐบุคคล

เพราะแม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน แต่การเชิญ พล.อ.สายหยุด ซึ่งเพิ่งเสนอในนาม "คณะรัฐบุคคล" ให้ พล.อ.เปรม เข้าเฝ้าฯ เพื่อขอพระราชวินิจฉัย เพื่อแก้ปัญหา ก่อนเกิดสุญญากาศทางการเมือง โดยเฉพาะการขอนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 นั้นถูกมองว่า หากป๋าเปรมไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือสนใจ ก็คงไม่ต้องเชิญ พล.อ.สายหยุด มาพบพูดคุย

อีกทั้งก่อนหน้านี้ มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การที่ พล.อ.สายหยุด ออกมาเสนอแบบนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเขี่ยลูก หรือชง เพื่อให้ พล.อ.เปรม เล่นต่อหรือไม่


อย่าลืมว่า การก่อตั้ง คณะรัฐบุคคล หรือ Man of the State นั้น ก็ถูกมองว่า มีชื่อที่สื่อถึงรัฐบุรุษ หรือ Stateman อย่าง พล.อ.เปรม

อีกทั้งแกนนำที่ก่อตั้ง และอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นทหารเก่า ที่ได้ชื่อว่า เป็นพวกต่อต้านระบอบทักษิณ และเคยเป็นสายพันธมิตรฯ เก่า และพยายามดึงอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วม เพื่อให้คณะรัฐบุคคล ดูยิ่งใหญ่และมีน้ำหนัก

ทั้งการเชิญ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีต ผบ.ทบ. พล.ร.อ.วิเชษฐ์ การุณยวณิช อดีต ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ อดีต ผบ.ทอ. มาร่วม

แต่ก็มีข่าวออกมาเสมอว่า ทั้ง 3 ผบ.เหล่าทัพ มาร่วมด้วยความเกรงใจ หลายครั้งถูกนำแค่ชื่อมาร่วม แต่ตัวไม่ได้มา

จนต้องมีการเชิญพบปะหารือแล้วมีการปล่อยคลิปออกมาเพื่อยืนยันว่า อดีตผู้นำทหารนี้เป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐบุคคลด้วย โดยแนวทางในการแก้ปัญหาทางการเมืองของคณะนี้ ถูกมองว่า ต้องการให้กองทัพเป็นหลัก และการรัฐประหาร

แต่เมื่อ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ไม่ให้ความสำคัญ โดยระบุว่า เป็นแค่คนแก่ที่ไม่มีอะไรทำหลังเกษียณ มานั่งกินกาแฟคุยกันเรื่องชาติบ้านเมือง ก็เสนอแนวคิดต่างๆ แต่ทว่า พวกท่านไม่ใช่ผู้รับผิดชอบแล้ว แต่ก็เข้าใจว่า เป็นความหวังดีของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

จึงทำให้ทิศทางของคณะรัฐบุคคล เบี่ยงมาที่ พล.อ.เปรม โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.เปรม แบ่งรับแบ่งสู้ การเป็น "คนกลาง" ในการเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. มาเจรจากัน ด้วยคำพูดที่ว่า "เขาจะยอมฟังผมหรือ เพราะผมเองก็ยังโดนเหมือนกัน"

รวมทั้งเมื่อ พล.อ.เปรม ไม่ได้ตอบปฏิเสธการเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลาง หากเกิดสถานการณ์จำเป็น

ที่สำคัญคือ การที่ พล.อ.เปรม เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชวังไกลกังวล เมื่อ 16 เมษายนที่ผ่านมา แม้จะเป็นการถวายรายงานตามปกติ แต่ก็มีการปล่อยข่าวลือออกมามากมาย ว่ามีเรื่องการหาทางออกของบ้านเมือง

พล.อ.เปรม จึงกลับมาเป็นความหวังของฝ่ายที่ต้องการล้มระบอบทักษิณ อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.สายหยุด ย่องเข้าพบป๋าเปรม

จนส่งผลให้ นายเรืองไกร ลือกิจวัฒนะ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบเรื่องเงินประจำตำแหน่งของ พล.อ.เปรม เดือนละ 114,000 บาท นั้นว่า มีกฎหมายรองรับหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีพระราชกฤษฎีกาออกมารองรับตั้งนานแล้วก็ตาม

แต่ประโยคที่ว่า "คุณสายหยุด เข้าใจผิด" ของ พล.อ.เปรม ที่ยืนยันว่าแค่รับฟัง พล.อ.สายหยุด เท่านั้น ก็ทำให้ พล.อ.เปรม ถูกมองว่า กำลังปฏิบัติการ ลับลวงพราง อยู่หรือไม่



ต้องยอมรับว่า บทบาทของ พล.อ.เปรม หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน ในการต่อต้านระบอบทักษิณนั้น ถูกมองว่า ลดความเข้มข้นลง ตั้งแต่การให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เข้าพบ

จนมาถึงยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็พยายามขยับเข้าใกล้ พล.อ.เปรม แล้ว พล.อ.เปรม ก็ดูมีท่าทีเป็นมิตร หรือเอ็นดูนายกรัฐมนตรีหญิง อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

จนในสายอำมาตย์ หวาดระแวงว่า พล.อ.เปรม จะวางมือและวางเฉย จนต้องเตรียมหาหัวขบวนอำมาตย์คนใหม่ ที่ก็เล็งไปที่ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ลูกป๋า และอดีตนายกรัฐมนตรี หลังการรัฐประหาร


แต่หากให้ความเป็นธรรมกับ พล.อ.เปรม แล้ว กรณีการเชิญ พล.อ.สายหยุด มาพบที่บ้านครั้งนี้ เพราะต้องการรับฟังแนวคิด และอยากรู้ว่า คณะรัฐบุคคล คืออะไร มีใครบ้าง เนื่องจากทำให้ พล.อ.เปรม ตกเป็นข่าวใหญ่มาหลายครั้ง พล.อ.เปรม จึงอยากรู้เป้าประสงค์

อีกทั้งเป็นเพื่อนกับ พล.อ.สายหยุด อยู่แล้ว การเชิญมาพบ จึงไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเสียหายใดๆ

แต่ทว่า ท่าทางของ พล.อ.เปรม อาจทำให้ พล.อ.สายหยุด เข้าใจไปเองว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนเองพูดและเสนอ ทั้งการพยักหน้า ยิ้ม หรือเม้มปาก

แต่คนใกล้ชิดป๋าแล้วก็น่าจะรู้ดีว่า เป็นบุคลิกลักษณะของป๋า ที่เมื่อรับฟังอะไรแล้วก็จะพยักหน้า ที่ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วย แต่หมายถึง การรับฟัง รับทราบ ว่าได้ยินที่พูดแล้ว

อีกทั้ง พล.อ.เปรม นั้นอายุ 94 ปีแล้ว ก็ย่อมมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ที่จะต้องตะโกนให้เสียงดังในระดับหนึ่ง แถมเมื่อคู่สนทนา คือ พล.อ.สายหยุด ที่อายุไล่เลี่ยกัน ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารพูดคุยกันได้ เพราะต่างก็ไม่ได้ยินชัดนัก แต่ทว่า ป๋าเป็นฝ่ายถาม พยักหน้ารับฟัง แต่ พล.อ.สายหยุด เป็นฝ่ายพูดและอธิบายเสียเป็นส่วนใหญ่ ตลอดเวลาราว 1 ชั่วโมง

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ พล.อ.สายหยุด เข้าใจว่า พล.อ.เปรม เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เขาเสนอ จนออกมาให้ข่าว ถึงขั้นที่ว่า พล.อ.เปรม เห็นด้วยกับแนวทางของคณะรัฐบุคคล และจะทำหน้าที่ของรัฐบุรุษ และให้ร่างพระบรมราชโองการ ขึ้นมาเพื่อทูลเกล้าฯ ที่ทำให้ พล.อ.เปรม ถูกวิจารณ์อย่างหนัก


แม้ว่า พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท จะออกมาชี้แจงทันทีที่ พล.อ.สายหยุด ให้ข่าวว่า เป็นแค่การรับฟังเท่านั้น ไม่ใช่การเห็นด้วย ไม่ใช่การตอบรับหรือปฏิเสธ ก็ตาม

แต่เพราะคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สายหยุด ได้เป็นการปลุกความหวังให้กับฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ อย่างมาก

แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของ พล.อ.สายหยุด กับ พล.อ.เปรม สั่นคลอนไปบ้าง ตรงที่ พล.อ.เปรม ปฏิเสธว่า "คุณสายหยุดเข้าใจผิด"

ด้วยเพราะในเวลานี้มีอีกกระแสที่สะพัดในกองทัพ ที่โยงกับการที่ พล.อ.เปรม เข้าเฝ้าฯ เมื่อ 16 เมษายน ว่า บทบาทของ พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นไปดั่งที่คณะรัฐบุคคล คาดหวัง

โดยมีการเชื่อมโยงกับการพลิกบทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศตนเป็นคนเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออก โดยขอไปพบ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. เป็นคนแรกๆ เมื่อ 28 เมษายนที่ผ่านมา ที่ บก.กองทัพไทย

แม้ว่าการหารือกันเกือบ 2 ชั่วโมง จะถูกเปิดเผยออกมาแค่ 3 ประเด็น คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ สนับสนุนบทบาทของนายอภิสิทธิ์ ในการเดินสายเจรจาหาทางออก และยืนยันบทบาทของกองทัพ ที่จะยึดตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ และปัญหาการเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง

ที่อาจหมายถึง การที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ยืนยันว่ากองทัพจะไม่แทรกแซงการเมือง ไม่ก่อการปฏิวัติรัฐประหาร และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง

ด้วยเพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่า บทบาทของนายอภิสิทธิ์ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณของการนำไปสู่การลงเลือกตั้ง 20 กรกฎาคม อย่างมีเงื่อนไขหรือไม่ เพราะเป็นจุดที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ แยกวงออกมาจากนายสุเทพ และ กปปส.

ด้วยเพราะข่าวที่สะพัดนั้น อ้างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสนับสนุนให้เกิดการพูดคุยเจรจา และให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด รวมทั้งการร้องขอไม่ให้ทำให้สถาบันแตกแยก หรือนำมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เพราะประชาชนคนไทยทุกคนก็คือประชาชนของพระองค์ท่าน

จนทำให้มีการจับตาไปที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช. ที่ในเวลานี้ ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง เชื่อว่า ศาลจะต้องตัดสินให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นสภาพนายกรัฐมนตรีรักษาการ ที่จะทำให้คนเสื้อแดงไม่พอใจ ออกมา แล้วมีความวุ่นวาย จนนำไปสู่การรัฐประหารแน่นั้นด้วย ว่า ศาลอาจไม่ตัดสินในทางที่จะนำมาซึ่งปัญหาเช่นนั้นก็เป็นได้

อีกทั้งเมื่อครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พบปะหารือกับ ผบ.เหล่าทัพ ก่อนการประชุมสภากลาโหม เมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ให้ความสบายใจว่า ทหารจะทำหน้าที่ของทหารอย่างที่สุด ขอให้นายกฯ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเช่นกัน หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกตัวว่า หากต้องถูกศาลหรือ ป.ป.ช. ตัดสินให้พ้นจากนายกรัฐมนตรี ก็ต้องการให้คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนั้น เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนกลาง หรือคนนอก

ที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร., พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกลาโหม ที่ร่วมหารือนั้นต่างเห็นพ้องกันว่า การเลือกตั้ง เป็นทางออกเดียว โดยกองทัพพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง และ กกต. เพื่อให้เลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ก็ต้องการให้ กกต. รัดกุมมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเลือกตั้งโมฆะอีก



บทบาทของนายอภิสิทธิ์ ในการเจรจา ทำให้ฝ่ายรัฐบาล และโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขานรับ และชื่นชม โดยพร้อมพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์นี้ ทำให้เกิดความหวังของการหาทางออก ท่ามกลางการจับตามองว่า นายอภิสิทธิ์ จะนำพลพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง แต่ต้องมีการทำสัตยาบันกันว่า ใครเป็นรัฐบาลจะต้องปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ ใน 1 ปี แล้วยุบสภา ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามที่หลายฝ่ายเสนอหรือไม่

โดยเฉพาะกองทัพนั้นสนับสนุนการเลือกตั้งที่มีรายงานข่าวด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็พูดหยั่งเชิง และเสนอแนะให้นายอภิสิทธิ์พิจารณาเรื่องการลงเลือกตั้ง ในโอกาสที่พบกันเมื่อ 28 เมษายนที่ผ่านมา


อีกทั้งในเวลานี้ กระแสการต่อต้านกลุ่ม กปปส. ในกองทัพ เริ่มมีมากขึ้น หลังจากที่เกิดเหตุการ์ด กปปส. แจ้งวัฒนะ ยิงและทำร้ายร่างกาย พ.อ.วิทวัส วัฒนกุล จนทำให้เกิดการปล่อยใบปลิวอิเล็กทรอนิกส์ ปลุกกระแสรักศักดิ์ศรีทหาร เพราะที่ผ่านมา มีทหารหลายคน รวมทั้งของ บก.กองทัพไทย และ ทบ. เอง ก็ถูกการ์ด กปปส. และ คปท. ยิง จนบาดเจ็บปางตาย แต่ทางกองทัพก็ไม่มีปฏิกิริยาใด นอกจากยอมรับว่า เป็นการเข้าใจผิด ที่ยิ่งทำให้ทหารในกองทัพไม่พอใจ เพราะระยะหลังการ์ด กปปส. จะยิงใครก็ได้ง่ายๆ

งานนี้พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ที่ไม่ออกมาแสดงปฏิกิริยาในการปกป้องลูกน้อง ทั้งยังการปิดข่าว เหตุ บก.กองทัพไทย ถูกยิงกระจกแตกอีกด้วย จนที่สุด การ์ด กปปส. ก็ต้องเข้ามาที่ บก.กองทัพไทย และขอขมาต่อ พล.ท.สีหนาท วงศาโรจน์ เจ้ากรมข่าวทหาร ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ พ.อ.วิทวัส แทน โดยที่มีการนำภาพการขอขมา ลงเว็บไซต์ บก.กองทัพไทย เพราะต้องการให้เรื่องยุติ โดยลงคำชี้แจงของการ์ดที่ว่า เข้าใจผิดเพราะคิดว่า พ.อ.วิทวัส เป็นคนที่จะก่อเหตุเนื่องจากเวทีแจ้งวัฒนะ เพิ่งถูกยิงเอ็ม 79 ใส่ ท่ามกลางการจับตามองว่า จะมีการดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุดหรือไม่

เพราะต้องยอมรับว่า กองทัพเกรงใจ กปปส. เกรงใจนายสุเทพ มาตลอด จนทำให้ถูกมองว่าเอนเอียงเข้าข้าง แต่ความสัมพันธ์ที่ยังดีและใกล้ชิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ทำให้กองทัพถูกมองว่า เกรงใจนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม หญิง ด้วยเช่นกัน

เข้าทำนองที่ว่า กองทัพ ไม่ช่วย แต่ก็ไม่ทำร้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปล่อยให้ "สถานการณ์" เป็นตัวตัดสิน ท่ามกลางความหวาดระแวงที่ว่า วิกฤตินี้จะจบด้วยการรัฐประหารอีกครา

และบทบาท พล.อ.เปรม ที่ไม่ใช่แค่การนั่งแต่งเพลง ร้องเพลง ในบ้านสี่เสาฯ ท่ามกลางการเมืองที่ร้อนระอุเท่านั้น แต่ทว่า มีความเคลื่อนไหว ภายใต้เสียงเพลงนั้นอยู่ตลอดเวลา



...........................................................
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly


.

2557-05-01

กปปส.คราวถอยรูด โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: กปปส.คราวถอยรูด
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/52968
. . Thu, 2014-05-01 22:04

( ภาพจาก เวบ hunsa.com )


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 
ที่มา โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 461 วันที่ 26 เมษายน 2557



เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมานี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)ว่า นายสุเทพต้องยกระดับการต่อสู้อีกกี่ครั้ง จึงจะถึงครั้งสุดท้ายจริงเสียที โดยอธิบายให้เห็นว่า เมื่อวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง ชีวิตคนกรุงเทพฯก็กลับมาเป็นปกติ คือ ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ทำงาน กลับบ้าน นอน เพื่อตื่นมาในวันรุ่งขึ้น แล้วทำเหมือนเดิม ซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้ แต่ความซ้ำซากจำเจนี้รวมถึง ม็อบ กปปส.ด้วย ที่ประกาศชุมนุมครั้งสุดท้าย ขอแรงพี่น้องเพื่อโค่นระบอบทักษิณครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องจำเจ

ต้นเรื่องมาจากคำปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ 16 เมษายน ที่เวทีชุมนุมสวนลุมพินีว่า กปปส.จะเริ่มปฏิบัติการต่อสู้ใน“ขั้นสุดท้าย” โดยจะมีการออกไปตามสถานที่และหน่วยงานต่างๆ เพื่อพบทั้งประชาชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องร่วมมือกันปฏิบัติเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินในการโค่นล้มระบอบทักษิณและปฏิรูปประเทศ นายสุเทพ อธิบายว่า จะไม่ยอมรับการเจรจายกเว้นแต่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาเจรจาด้วยตัวเอง และจะต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน นายสุเทพก็ยังย้ำลักษณะจำเจว่า การนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และว่า ถ้าหากปฏิรูปประเทศไม่ได้ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาด

แต่กระนั้น ก็เป็นที่อธิบายกันว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดของนายสุเทพขณะนี้ เป็นเพียงการกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้เสื่อมถอยที่เกิดขึ้น อย่างน้อยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ที่ กปปส.ต้องประกาศเลิกการปิดล้อมกรุงเทพฯ ยุบเวทีใหญ่ที่แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และถอยเข้าไปหลบมุมอยู่ในสวนลุมพินี ทิ้งให้ม็อบเล็กน้อย เช่น คปท. และ กองทัพธรรม ปิดถนนราชดำเนินจนกลายเป็นถนนร้าง ยึดกระทรวงมหาดไทยอันว่างเปล่า และทิ้งให้พระพุทธอิสระ ปิดถนนก่อกวนอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ หรือเท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลดลักษณะของการชุมนุมมวลมหาประชาชนอันคึกคัก เหลือทิ้งไว้แต่ขบวนการม็อบอันธพาลกวนเมืองที่เกะกะระราน ที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไป


ย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่เริ่มต้นจากม็อบพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2556 ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสามเสน ข้ออ้างในการชุมนุมขณะนั้น คือ การคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน จะเป็นการยกระดับการชุมนุมครั้งแรก โดยย้ายเวทีมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ปรากฏว่าการชุมนุมได้รับการตอบรับเกินคาดจากประชาชนชนชั้นกลางในเมือง ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศตัวลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำการชุมนุม ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล้มล้าง”ระบอบทักษิณ” มีสถิติว่า ในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว นายสุเทพประกาศยกระดับการชุมนุมอย่างน้อย 8 ครั้ง และยืนยันที่จะปิดฉากระบอบทักษิณภายในเดือนนั้น แม้ว่าจะมีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนไม่น้อย และนายสุเทพได้นำพาประชาชนไปปิดสถานที่ราชการสำคัญได้หลายแห่ง โดยเฉพาะที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แต่นายสุเทพก็ยังไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ตามปรารถนา

การเคลื่อนไหวเข้าสู่เดือนธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมช่วยกดดันสถานการณ์โดยในวันที่ 8 ธันวาคม ส.ส.ประชาธิปัตย์ 153 คน ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชนในเวลาเช้าวันนั้น แต่กลุ่ม กปปส.ของนายสุเทพกลับเสนอแนวทางปฏิเสธระบอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเสนอคำขวัญ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แล้วเสนอสภาแต่งตั้งของมวลมหาประชาชนขึ้นมาแทน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวทางการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ มิได้หวังพึ่งอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะเรียกร้องให้กองทัพกระทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลเป็นสำคัญ


ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ม็อบ กปปส.หันไปใช้ยุทธศาสตร์ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งในทุกขั้นตอน และนำมาสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย นายสุเทพอาจจะเห็นว่ามาตรการยังไม่รุนแรงกดดันเพียงพอ จึงประกาศ“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”ในวันที่ 13 มกราคม ร่วมกับแนวทาง“อารยะขัดขืนขั้นสำคัญ” คือตัดน้ำ-ตัดไฟ สถานที่ราชการ บ้านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการนี้จะทำให้โค่นระบบทักษิณได้ในเร็ววัน

การปิดกรุงเทพฯดำเนินการโดยจัดการชุมนุมประชาชนปิดสี่แยกสำคัญที่เป็นย่านธุรกิจ หรือเป็นชุมทางของการเดินทาง คือ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก แยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแจ้งวัฒนะ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่พ่อค้าประชาชน แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ กลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่อ้าง เพราะกลุ่ม กปปส.มิได้มี“หมัดเด็ด”ที่จะล้มรัฐบาลได้

กลับกลายเป็นว่า การปิดกรุงเทพฯนอกเหนือจากการสร้างความเดือดร้อน และทำให้เศรษฐกิจเสียหายเหลือคณานับแล้ว ม็อบ กปปส.ไม่ได้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย กองทัพก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พร้อมจะทำรัฐประหารตามคำสั่งนายสุเทพ
การขัดขวางการเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ผ่านไปโดยเรียบร้อย โดยมีประชาชนทั่วประเทศมาใช้สิทธิมากถึง 20 ล้านคน

ข้อเสนอ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”กลายเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจะมีสถิติว่า นายสุเทพได้ประกาศชัยชนะมาแล้วมากกว่า 21 ครั้งก็ตาม ในที่สุด ม็อบ กปปส.จึงต้องยอมคืนพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 3 มีนาคม

ตั้งแต่นั้นมา การดำเนินการล้มล้างประชาธิปไตยได้หลุดจากมือของ กปปส.ไปสู่บทบาทขององค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลแพ่งและศาลอาญา เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ได้ให้ความร่วมมือในการสร้างความชอบธรรมแก่การชุมนุมของ กปปส. และช่วยทำให้แกนนำและการ์ดของ กปปส.ที่ก่อการละเมิดกฎหมายหลายครั้ง ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แต่กระนั้น นายสุเทพและ กปปส.ก็ไม่เคยที่จะสร้างกระแสประชาชนได้ในระดับเดิมที่เคยทำได้ในช่วงแรกของการชุมนุม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเบื่อและความชินชาแม้กระทั่งจากผู้สนับสนุน กปปส. เพราะได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมมาแล้วถึง 6 เดือน ก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ดังใจหมาย การยืนหยัดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย น้ำหนักในการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงลดลงทุกที



บทเรียนแห่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวามีมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเคยสร้างผลสะเทือนอย่างมากใน พ.ศ.2551 แต่วันนี้สิ้นความหมาย การชุมนุมของคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) ที่เคยหวือหวาเมื่อ พ.ศ.2555 ก็ถูกลืมไปแล้วเช่นกัน

ม็อบ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเช่นนั้น!



________________________

โพสต์เพิ่มเติม

ขออนุญาตเผยแพร่ สื่อสารการเมืองที่บรรดา บก. แต่ละคนของ http://blog.politicalroad.org โพสต์ไว้ที่ต่างๆ

..Narait ร่วมส่งต่อความดีงามที่ปวงชนชาวไทยควรยึดถือ

10 อันดับคนดีมีคุณธรรมของสังคมไทย คุณค่าที่คนไทยคู่ควร
www.youtube.com/watch?v=nYedp3MaA9U





.

2557-03-30

‘พิลึกกึกกือ’ข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้ง สว.ประเทศไทย โดย ดวงจำปา

.

‘พิลึกกึกกือ’ข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้ง สว.ประเทศไทย
โดย Doungchampa Spencer

ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52512
. . Sat, 2014-03-29 23:52

( ที่มา: https://www.facebook.com/doungchampa/posts/598398640257039 )


สิ่งที่แปลกใจกับดิฉันมากๆ เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคมนี้ (ตัวดิฉันอาจจะไม่เข้าใจหลักการ เพราะไม่เคยประสบกับระบบที่ "พิลึกกึกกือ"ขนาดนี้) ก็เลยขอเขียนแบบเปิดใจหน่อยนะคะ:


1. ทางการใช้คำว่า "การเลือกตั้ง" แต่กลับห้ามทำการ "หาเสียง" เพื่อประกาศให้ผู้คนที่จะออกไป "เลือกตั้ง" ได้ทราบกันว่า "ผู้สมัคร" แต่ละคน มีนโยบายอย่างไร ซึ่งทำให้ประชาชนอย่างเราๆ และท่านๆ ไม่รู้จักบุคคลชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้ว่า เป็นใคร มาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร เพราะไม่เคยมีการขึ้นเวทีปราศรัยหรือตอบคำถามจากประชาชน ด้วยการแนะนำตนเองให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบเกี่ยวกับประวัติพื้นเพหรือสิ่งที่ตนเองต้องกระทำ เมื่อชนะการเลือกตั้งแล้ว


2. การที่ สมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถจะสังกัดพรรคการเมืองได้นั้น ดิฉันสงสัยเหมือนกันว่า เวลาพวกนี้เขาไปโหวดในการเลือกตั้งใหญ่ (อย่างเช่นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์) เขาหรือเธอก็ต้องเลือกพรรคที่ตนชื่นชอบ แต่ตัวผู้สมัครเองกลับสังกัดพรรคการเมืองไม่ได้อย่างนั้นหรือ? (จะมาอ้างว่า คนที่สมัครพวกนี้ โหวต "โน" เพื่อแสดงความ "เป็นกลาง" ในทางการเมือง มันก็กระไรอยู่นะคะ)


3. ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถประกาศอย่างเปิดเผยได้ว่า จะทำงาน "ร่วมกัน" อย่างไรกับพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มันก็ทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกๆ เพราะ หน้าที่หลักของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นเรื่องการปรึกษาและออกกฎหมาย ซึ่งต้องประสานงานกับทางสภาผู้แทนราษฎรแทบทั้งสิ้น เมื่อไม่สามารถป่าวประกาศว่า จะทำงานร่วมกันกับสภาผู้แทนราษฎรหรือแม้กับรัฐบาลได้อย่างไร มันไม่มีความ "เข้าท่า" เลยในเรื่องนี้
ขนาดตัวผู้สมัคร ก็ยังไม่สามารถประกาศนโยบายได้ว่า ถ้าตนเองได้รับเลือกเข้าไปแล้ว จะทำอะไรในสภาบ้าง พูดง่ายๆ คือ ไม่สามารถทำสัญญาประชาคมได้เลย แต่เมื่อได้รับเลือกเข้าไป ก็กินเงินภาษีจากประชาชนเป็นเงินเดือนค่าตอบแทนอยู่ดี

แต่มันแปลกหรือไม่ ที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก "การแต่งตั้ง" นั้น กลับป่าวประกาศนโยบายอย่างชัดเจน (จากการให้สัมภาษณ์หรือออกข่าวแบบ 40 สว ในอดีต) ว่า เป็นปรปักษ์กับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกนี้ จะทำการค้านมันแทบทุกเรื่องเช่นกัน


4. พรรคการเมืองที่ประกาศบอยคอทท์การเลือกตั้งใหญ่ กลับเห็นเรื่อง "การเลือกตั้ง" อย่างนี้ กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีการประกาศทักท้วงแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มันก็เป็น "การเลือกตั้ง" ในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการ "กาบัตร" อย่างนี้มันต่างกับการเลือกตั้งใหญ่ตรงไหนหรืออย่างไร? จะต้อง "ปฎิรูป" การเลือกตั้งก่อนอย่างนั้นหรือเปล่า?


5. ระบบการเลือกตั้ง สว แบบนี้ เป็นเรื่องที่แย่มาก เพราะ เหมือนกับว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ไม่มี "ความมั่นใจ" แต่อย่างใด เมื่อตอนที่จะลงคะแนนเสียงให้กับบุคคลๆ ใดคนหนึ่ง

ข้อมูลที่บุคคลผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้รับ ก็มาจาก "การฟอร์เวิร์ด" ข้อความหรือ จากอีเมล์ หรือ จากภาพที่แชร์กันบนหน้า Facebook ซึ่งสร้างด้วย "ความเชื่อ" จากคนอื่นๆ (ไม่ใช่จากการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเอง) พูดง่ายๆ ก็คือ ท่านไม่ได้ตัดสินใจเลือก สว คนนี้ด้วยตัวท่านเอง ส่วนใหญ่มาจาก "ความเชื่อ" จากอีเมล์หรือการโพสต์หน้า Facebook แทบทั้งสิ้น ใช่ไหมคะ?

เรื่องนี้มันกลับกลายเป็นวิธีการที่กระทำตาม "คำบอกเล่า" หรือ "ข่าวลือ" เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลผู้สมัครเพื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น เหตุผลที่จูงใจให้เรา "กา" คะแนนให้นั้น เป็นเรื่องของ "ความเชื่อ" จาก "ตัวหนังสือ" แทนที่จะเหมือนกับ ผู้แทนราษฎรที่เรา "มั่นใจ" ว่า เรา "กา" ให้กับคนที่เราชื่นชอบจริงๆ


เราถึงเห็น การ "ถามคำถาม" ตามหน้าเว็บกันให้วุ่นว่า "จะเลือกใครดี" หรือ "ใครเป็นผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตย" กันบ้าง? งงไหมคะ กับ ตรรกะแบบนี้?



สรุปแล้วก็คือ การ "กา" ให้กับ ผู้สมัคร สว คนใดคนหนึ่งนั้น ทำไมต้องถามกับตนเองด้วยว่า เรา "กา" ถูกคนหรือเปล่า? นี่คือ สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในการ "เลือกตั้ง" ที่ไม่มีการออกหาเสียง สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ได้ และประชาชนก็๋เลยไม่ทราบว่า เขาจะทำงานร่วมกันกับอีกสภาหนึ่งได้อย่างไร

น่าจะส่ง บทบาทของการ "เลือกตั้ง" แบบนี้ ไปให้กับ Ripley's Believe it or not เพื่อตีพิมพ์เรื่องที่ ประหลาดๆ ที่สุดในโลกกัน...



. 

2557-02-13

แถลงการณ์นิติราษฎร์ ประณามการใช้ความรุนแรงต่อ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

.
โพสต์เพิ่ม - นักกฎหมายสิทธิฯ ประณามผู้ก่อเหตุรุนแรงต่อ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’
.................................................................................................................................................................

แถลงการณ์นิติราษฎร์ ประณามการใช้ความรุนแรงต่อ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
( ที่มา: เว็บไซต์คณะนิติราษฎร์ www.enlightened-jurists.com/blog/88 )


แถลงการณ์
เรื่อง ประณามการใช้ความรุนแรงข่มขู่คุกคาม
อาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

จากกรณีกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่ายบุกเข้าไปใช้อาวุธยิงเข้าไปในบ้านและทำลายรถยนต์ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เมื่อวันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นั้น คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ขอแสดงความเห็นและจุดยืนต่อเรื่องดังกล่าว ดังนี้

๑. ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ใช้เสรีภาพทางวิชาการในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์ในทางวิชาการและส่งเสริมการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรที่เป็นประชาธิปไตยสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ ไม่ปรากฏว่าในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ดร.สมศักดิ์ได้ข่มขู่ บังคับข่มขืนใจ ให้บุคคลอื่นต้องเห็นด้วยกับความคิดเห็นของตนแต่อย่างใด บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของ ดร.สมศักดิ์ ย่อมสามารถแสดงความไม่เห็นด้วย และสามารถนำเอาข้อมูล ข้อเท็จจริงเข้าหักล้าง โต้แย้ง ประเด็นที่ ดร.สมศักดิ์นำเสนอได้อย่างเต็มที่ตามวิสัยของอารยชน ซึ่งหากผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะได้ดำเนินการดังที่ได้กล่าวมา การดำเนินการเช่นนี้ย่อมจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่วงวิชาการและการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยและจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันกษัตริย์อีกด้วย การใช้กำลังข่มขู่คุกคามมุ่งหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของ ดร.สมศักดิ์ อันเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆที่ ดร.สมศักดิ์ ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองหรือได้ประโยชน์ใดๆจากความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความป่าเถื่อน ไร้อารยะ ของผู้กระทำการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ถ้าหากมี


๒. พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ว่า การโพสต์ข้อความบางข้อความของ ดร.สมศักดิ์ อาจมีเนื้อหาไม่ค่อยเหมาะสมต่อสังคมไทย โดยเฉพาะบางข้อความอาจมีโอกาสเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กองทัพบกเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ในการปกป้องสถาบันและดำรงพระเกียรติยศ ดังนั้นการกระทำใดเป็นการใส่ความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือเชื่อมั่นต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางกองทัพบกจำเป็นต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาดำเนินการควบคู่กับการใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดัน และปฏิเสธพฤติกรรมการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และกองทัพบกเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนได้ช่วยกันดูแลเฝ้าระวัง อย่าให้ผู้ใดมาจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ได้


คณะนิติราษฎร์เห็นว่า กองทัพบกในฐานะที่เป็นหน่วยงานของราชการหน่วยงานหนึ่งจำเป็นต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย และผูกพันที่จะต้องเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ กองทัพบกไม่มีอำนาจใดๆในการใช้มาตรการทางสังคมกดดัน หรือเรียกร้องให้บุคคลใดใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดันการกระทำที่กองทัพบกเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยที่มิได้คำนึงถึงคุณค่าของสิทธิทางรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงว่าการเรียกร้องดังกล่าวอาจส่งผลเกินกว่าสิ่งที่กองทัพบกมุ่งประสงค์ นั่นคือ การก่อให้เกิดสภาวะของความเกลียดชัง อันจะมีผลในการจูงใจบุคคลที่ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกระทำการนอกกฎหมายคุกคามสิทธิในชีวิต ร่างกาย ตลอดจนเสรีภาพของผู้อื่น โดยอ้างการปกป้องคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ เป็นข้อแก้ตัวให้กับการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมและผิดกฎหมายนั้น


๓. หากการแสดงความคิดเห็นของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กองทัพบกก็สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่กองทัพบกจะต้องเรียกร้องให้บุคคลอื่นใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดันและปฏิเสธพฤติกรรมที่ไม่ถูกใจกองทัพบกทั้งนี้ หากกองทัพบกตัดสินใจใช้กระบวนการทางกฎหมายเข้าดำเนินการทั้งๆที่การกระทำนั้นไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กองทัพบกจะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า การใช้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวในที่สุดแล้วจะเป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์หรือจะบรรลุผลเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ตามที่กองทัพบกมุ่งหมายหรือไม่

การที่มีกลุ่มบุคคลบุกเข้าไปใช้อาวุธยิงบ้านและทำลายรถยนต์ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในเวลากลางวัน ในขณะที่ ดร.สมศักดิ์ อยู่ในบ้าน ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่แยแสไยดีต่อกฎหมายบ้านเมือง และเห็นได้ชัดว่าเป็นผลมาจากการที่ ดร.สมศักดิ์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ภายในกรอบของกฎหมาย การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการข่มขู่ คุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนเสรีภาพในทางวิชาการ คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ขอประณามการกระทำที่อุกอาจ ป่าเถื่อนดังกล่าว และขอเรียกร้องให้กองทัพบกแถลงท่าทีต่อเรื่องที่เกิดขึ้น กับทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการคลี่คลายอาชญากรรมครั้งนี้โดยเร็ว เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ปกครองโดยกฎหมายอยู่


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗.


< เสนอใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51765 . . Thu, 2014-02-13 02:48 >
< เสนอใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qSTVNVEExT0E9PQ
                 . . วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 18:30 น
. >



+++

นักกฎหมายสิทธิฯ ประณามผู้ก่อเหตุรุนแรงต่อ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’
ใน www.prachatai3.info/journal/2014/02/51770
. . Thu, 2014-02-13 15:40



สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนชี้ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ ใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ทั้งขอให้สังคมยอมรับการแสดงความเห็นต่าง-หยุดส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเมิด รธน.

13 ก.พ. 2557 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)  ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านพักส่วนบุคคลของนายสมศักดิ์ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2557 เป็นผลให้รถยนต์และทรัพย์สินภายในบ้านเสียหาย

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน  ระบุประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำด้วยมูลเหตุจูงใจใด และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสอบสวนและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้กระทำความผิด รวมถึงเรียกร้องให้สังคมใช้ความอดทนอดกลั้น ยอมรับ ต่อการแสดงความเห็นต่างและหยุดส่งต่อข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

แถลงการณ์ ดังกล่าวระบุความคิดเห็นว่า การกระทำของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย ที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หากใครเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีได้ แต่ไม่สามารถใช้ความรุนแรงต่อบุคคลดังกล่าวได้

ส่วนการเผยแพร่บ้านเลขที่ของนายสมศักดิ์ ภายในโซเชียลมีเดียเป็นการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ 50

“การอดทนอดกลั้น  ยอมรับความเห็นต่างเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่การแสดงความเห็นยังไม่เป็นการก้าวล่วงต่อบทบัญญัติทางกฎหมาย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงความเห็นดังกล่าวก็ชอบที่จะแสดงความเห็นคัดค้าน ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่หากบุคคลในสังคมยังยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้แสดงความเห็นต่าง สังคมก็อาจตกอยู่ในความหวาดกลัวในการใช้สิทธิเสรีภาพและไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยสงบ” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหา ดังนี้


แถลงการณ์
ประณามการกระทำความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านพักส่วนบุคคลของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นผลให้รถยนต์และทรัพย์สินภายในบ้านเสียหายนั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มีความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเกิดจากการแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเผยแพร่บ้านเลขที่อันเป็นที่พักของนายสมศักดิ์ในโซเชียลมีเดียด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจึงขอแสดงความเห็นและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1.การกระทำของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย อันได้รับความคุ้มครองตามมาตรา  45 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) และ ข้อ 19 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หากบุคคลหรือองค์กรใดเห็นว่าการกระทำของนายสมศักดิ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถใช้วิธีการทางกฎหมายในการกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดี แต่ไม่สามารถใช้ความรุนแรงต่อบุคคลดังกล่าวได้ เพราะการใช้ความรุนแรงกระทำต่อบุคคลหรือทรัพย์สินใดๆย่อมเป็นการกระทำความผิดเช่นเดียวกัน

2.การเผยแพร่บ้านเลขที่ของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ภายในโซเชียลมีเดียเป็นการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) ซึ่งระบุว่า “การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ”

3.การอดทนอดกลั้น  ยอมรับ ความเห็นต่างเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่การแสดงความเห็นยังไม่เป็นการก้าวล่วงต่อบทบัญญัติทางกฎหมาย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงความเห็นดังกล่าวก็ชอบที่จะแสดงความเห็นคัดค้าน ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่หากบุคคลในสังคมยังยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้แสดงความเห็นต่าง สังคมก็อาจตกอยู่ในความหวาดกลัวในการใช้สิทธิเสรีภาพและไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยสงบ

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงขอประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำด้วยมูลเหตุจูงใจใด และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสอบสวนและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้กระทำความผิด รวมถึงขอเรียกร้องให้สังคมใช้ความอดทนอดกลั้น ยอมรับ ต่อการแสดงความเห็นต่างและหยุดส่งต่อข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ


ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม



.

2557-01-19

มุกดา: Bangkok Shutdown.. Power play 2557 เริ่มยาก เล่นยาก..จบแบบโศกนาฏกรรม

.

Bangkok Shutdown... Power play 2557 เริ่มยาก เล่นยาก...จบแบบโศกนาฏกรรม
โดย มุกดา สุวรรณชาติ
คอลัมน์ หลักศิลา กลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390123905
. . วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 22:15:08 น.

( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ประจำวันที่ 17- 23 มกราคม 2557 ปี34 ฉ.1744 หน้า20 ) 


เกมปิดกรุงเทพจะจบลงอย่างไร ?

เกมรุกด้วยการปิดถนนกลางเมือง ปิดสถานที่ราชการ โดยหวังให้กรุงเทพฯ SHUT DOWN คนบางส่วนแม้ไม่ต้องมาทำงาน 4-5 วัน อาจไม่มีปัญหาในการดำรงชีวิต แต่คนหาเช้ากินค่ำ คนค้าขาย ที่มีการลงทุน ส่งเงินต้นส่งดอกเบี้ย มีหนี้สิน ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างมาก

บางธุรกิจที่ต้องขนส่งสินค้าผ่านเมืองก็กระทบหนักเช่นกัน วันที่ 13 มกราคม ซึ่งมีการปิดถนนวันแรก ทีมงานของเราไปสำรวจที่ตลาด อตก. ลูกค้าที่เดินซื้อของอยู่ในตลาดขนาดใหญ่นั้น มีไม่ถึง 20 คน ไม่มีนักท่องเที่ยวแม้แต่คนเดียว สำหรับพ่อค้าแม่ค้าต้องเรียกว่า เจ๊งสนิท

ถ้าการปิดเมืองยืดเวลาไปอีกสองสามวัน ความขัดแย้งจะเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วขยายออกไปใน 24 ชั่วโมง ภายใน 48 ชั่วโมง ปัญหาอาจจะแรงขึ้น

เมื่อครบ 3 วัน ถ้าทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่าย กปปส. ไม่คลี่คลายปัญหา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จะร้อนเหมือนไฟที่เผาทั้งรัฐบาลและฝ่ายที่ปิดถนน

การปะทะ การบาดเจ็บ การตาย การเผา ความเสียหายต่อทรัพย์สินในเหตุการณ์นี้ ต้องถือเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากยุทธวิธี ที่ใช้วิถีชีวิตประชาชนชาวเมืองเป็นตัวประกันส่งผลกระทบโดยตรงต่อบางคนบางอาชีพ ความขัดแย้งจึงจะต้องเกิด แต่ถึงอย่างไร ก็คาดว่า เหตุการณ์ร้ายแรงจะไม่ยืดเยื้อถึง 10 วัน 20 วันอย่างที่สุเทพบอกไว้


แต่ก็ยังมีคนอารมณ์ดีตั้งกระทู้สนทนา มาในพันทิป ราชดำเนิน...

จะไปตื่นเต้นอะไรกันนักหนา กับแค่คุณสุเทือก ปิดกรุงเทพฯ
แค่คุณสุเทือก บอกว่าจะปิดกรุงเทพฯ รัฐบาล+ประชาชน ตื่นเต้นกันยกใหญ่
เขาจะปิดก็ให้เขาปิดไป มันเรื่องของเขา เราก็อย่าไปยุ่ง มองโลกในแง่+
การที่ปิดกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็เหมือนกับการจัดงานบางกอกเฟสติวัน 2014
เพียงแต่ปีนี้จัดใหญ่หน่อยเท่านั้นเอง ประชาชนสามารถออกมาทำกิจกรรม
เดินถนนเลือกซื้อของได้ตามสะดวก โดยไม่ต้องกลัวว่ารถจะเฉี่ยวรถจะชน


จะปิดจัดงาน นานเท่าไหร่มันก็เรื่องของเขา รัฐมนตรี นายกฯ ก็ไม่ต้องอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นประธานเปิดงานแต่อย่างใด เพราะเขาไม่ได้เชิญ ก็อยู่ต่างจังหวัดทำงานไป ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ชาวนา เรื่องจำนำข้าว ทำไมถึงยังไม่ได้ตังค์ ถ้ามันสนุกสนาน บนความทุกของคนแถวนั้น เดี๋ยวคนแถวนั้น ก็เรียกร้องให้มันปิดงานเร็วๆ ก็เท่านั้นเองเรื่องเล็กนิดเดียวทำเป็นเรื่องใหญ่ ต้องออก พ.ร.บ. พ.ร.ก. ทำไม ทำอะไรให้วุ่นวายออกไป บังคับใช้ได้ไหม หมายจับกบฏสุเทพก็มีอยู่ในมือยังไม่มีปัญญา แล้วจะไปออกนู่น ออกนี่อีก

แต่รายนี้เดือดร้อน...

คนต้องกินต้องใช้ พี่เขยกุงานไม่มี ฝรั่งหาย
แฟนกุงานไม่เข้าต่างชาติไม่เข้ามาจ้างนั่งตบยุงมาสองเดือนแล้ว

ใช่สิ เมิง คนกรุงเทพฯ รวยมีชาติตระกูล มีสมบัติ คนใต้มีสวนยาง
แต่กุคนทำมาหากิน มนุษย์เงินเดือน เดือดร้อนเฟ้ย

อยากปิดอยากประท้วง นู่นเลยสวนยางบ้างเมิงอ่ะ
ประท้วงสามปีก็ไม่มีใครว่า ไปเลย ไป ไปเลย




ความเป็นไปได้ของเกมปิดกรุงเทพฯจะจบลง 2 แบบ

1. ยุติแบบ กปปส. ไม่ชนะ แต่การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไป โดยรัฐบาลเดิมยังรักษาการอยู่ แกนนำ กปปส. คงไม่ถูกจับเหมือนแกนนำเสื้อแดงในครั้งก่อน และการต่อสู้แบบวุ่นวายแบบยืดเยื้อยังจะคงอยู่ต่อไป

ในกรณีนี้กระแสต้านปิดกรุงเทพฯ ต้องแรงพอ และการสนับสนุน กปปส. จะลดลงตามเวลาที่ปิด คือยิ่งปิดนาน คนต่อต้านการปิดถนนยิ่งมาก กำลังหนุนที่มาจากภาคใต้ก็ต้องกลับบ้าน ม็อบจะถูกโจมตีทั้งทางการเมือง การทหาร แบบที่ ม็อบเสื้อแดง เคยโดนมาแล้ว

แต่เมื่อรัฐบาลไม่มีนโยบายปราบ เกมจึงอาจ อ่อนลงและจบด้วยการเจรจา หาทางออกผ่านคนกลาง ซึ่งไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียจนอยู่ไม่ได้ เกมนี้ไม่ชนะไม่เลิก แต่ลดความแรงลง


2. จบแบบรัฐบาลถูกยุบหรือถูกยึด ซึ่งจะทำให้สถานการณ์พลิกกลับขั้ว โดยฝ่ายรัฐบาลเดิม จะต้องเป็นฝ่ายต่อต้านซึ่งดูแล้วเกมจะแรงกว่าเดิม แม้ขณะนี้การประท้วงของม็อบจำนวนมากในกรุงเทพฯ ทำให้รัฐบาลดูคล้ายกับโดดเดี่ยว เพราะไม่มีฝ่ายสนับสนุนออกมาชุมนุมในกรุงเทพฯ เพื่อคานกำลัง

แต่หลังจากเกมปิดกรุงเทพฯ เริ่มเดินไปแล้ว ไม่ว่าจะกี่วันก็ตาม และไม่ว่าจะตามด้วยใช้กำลังทหารยึดอำนาจ หรือใช้ตุลาการภิวัฒน์ ภาพที่ออกมาจะคล้ายกระบวนการยึดอำนาจแบบปี 2551 เพียงแต่ไม่ยึดสนามบิน ใช้การยึดเมืองแทน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็จะมีภาพว่า ถูกโค่นล้มด้วยกระบวนการรัฐประหาร จากนั้นก็จะมีการต่อต้านผู้ยึดอำนาจ ซึ่งจะเป็นการต่อต้านที่รุนแรงยิ่งกว่าการปิดกรุงเทพฯ เพราะมีขอบเขตทั่วประเทศ หรือแม้แต่ในต่างประเทศ


ส่วนการปิดกรุงเทพฯ ที่มีคนหวังว่า จะจบแบบการประท้วงของคนเสื้อแดง ปี 2553 คือมีการกระชับพื้นที่ และแกนนำ กปปส. ต้องมอบตัว ในสถานการณ์ปัจจุบันแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายปราบและสลายการชุมนุมของ กปปส. ดังนั้น แกนนำ กปปส. จึงอยู่ภายใต้การห้อมล้อมของมวลชนและกระแสการเมืองตลอดเวลา ต้องรอจนกว่ากระแสสูงของ กปปส. ตกลง

แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมยังเป็นแบบเดิมอยู่ แกนนำ กปปส. ก็จะอยู่ได้แบบสบายๆ เช่นเดียวกับแกนนำเสื้อเหลืองที่เคยยึดสนามบินในปี 2551




วิเคราะห์ข่าวรัฐประหาร ประจำสัปดาห์

เนื่องจากการรัฐประหารในปัจจุบันมิได้ถูกกำหนดให้ต้องทำอย่างแน่นอนแต่สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มหลักคือไม่จำเป็นจริงๆไม่ทำ แต่การมีข่าวก็มีสาเหตุ มีที่มา

การเคลื่อนกำลังทหารเข้าจุดสำคัญต่างๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ถือเป็นความจำเป็นของผู้รับผิดชอบด้านการทหารโดยเฉพาะกองทัพบก และผู้บังคับบัญชากองกำลังที่มีหน้าที่รักษาพื้นที่ในกรุงเทพฯ เนื่องจากข่าวรัฐประหารดังหนาหูมาก ผบ.ทบ. เอง ก็ออกมาปฏิเสธ ยืนยันว่าตนเองไม่ทำ แต่ถ้ามีคนอื่นทำ ในฐานะผู้รับผิดชอบ จะเป็นเรื่องเสียหน้ามาก

ดังนั้น ถ้าไม่ทำเอง จะปล่อยให้คนอื่นทำไม่ได้เด็ดขาด การเคลื่อนกำลังทางยุทธวิธีต่างๆ เช่น ทหารราบ รถถัง รถหุ้มเกราะ และอาวุธหนักอื่นๆ จึงมีความจำเป็น มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น ถ้าเกิดความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้กำลังเพื่อการใดก็ตาม ก็จะเป็นการชิงความได้เปรียบ ในทางยุทธศาสตร์ แน่นอนว่า อาจเป็นที่ไม่ไว้วางใจ เพราะกำลังและอาวุธเหล่านั้น สามารถใช้ต้านรัฐประหารได้ และทำรัฐประหารก็ได้เช่นกัน

ฝ่ายประชาธิปไตยจึงต้องติดต่อผู้ที่บังคับควบคุมกำลังและอาวุธเหล่านั้นให้ดีและต้องเข้าใจว่าวันนี้ไม่มีใครอยากออกหน้ามาทำรัฐประหาร 
แต่ถ้าจำเป็น ก็อาจต้องใช้กองกำลังหยุดการปะทะกันหรือการจลาจล ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องจบด้วยการรัฐประหาร

ส่วนพวกที่อยากทำรัฐประหารใจจะขาด ไม่ได้ถือปืน เหมือนคนที่อยากกินแกงไก่ แต่ไม่ยอมลงมือเชือดคอไก่ ผลักให้คนอื่นเชือดแทน เพราะกลัวจะเป็นบาป จากนั้นก็เอาแกงสักถ้วยไปถวายพระเพื่อหวังจะได้บุญ แกงที่เหลืออีกเกือบเต็มหม้อ ก็นำมาแบ่งกันกิน

ทหารวันนี้ไม่อยากเป็นคนเชือดคอไก่ แล้วได้แค่น้ำแกง



ความยากลำบากหลังยึดอำนาจไม่ว่าด้วยวิธีใด

ถ้ามีการล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะได้อำนาจการปกครองมาแบบคนกลาง เทพประทาน ตุลาการภิวัฒน์ หรือรัฐประหาร ถ้าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คำถามที่ต้องตอบ และปัญหาที่ต้องแก้จะมีมากมาย...

1. ถ้ารัฐบาลเดิมที่มาจากการเลือกตั้งไม่ยอมรับ และตั้งเป็นรัฎฐาธิปัตย์ แข่งกับผู้ยึดอำนาจ และมีประชาชนจำนวนมากยังสนับสนุนอยู่จะทำอย่างไร?

2. ถ้านานาชาติส่วนใหญ่ยังสนับสนุนรัฐบาลจากการเลือกตั้งเดิม และไม่ยอมรับรัฐบาลใหม่ จะทำอย่างไร?

3. ถ้ามวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลเดิม ทำการต่อต้านรัฐบาลใหม่ โดยใช้วิธีการแบบ กปปส. ทุกอย่าง ในมาตรฐานเดียวกันจะแก้ไขอย่างไร?

4. เมื่อเกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นตามมา จากการถอนทุน การดึงเงินกลับ ของต่างชาติ ปัญหาการตกต่ำของการค้าระหว่างประเทศ จะตามมา ความวุ่นวายจะทำให้สภาพการเป็นเมืองท่องเที่ยวของไทยลดคุณค่าลงไปอย่างมากในระดับนานาชาติ

ส่วนนโยบายประชานิยม รัฐบาลใหม่จะกล้ายกเลิกหรือไม่

5. ถ้าเห็นว่าไปไม่ไหว หวังจะแก้ไขโดยสร้างประชาธิปไตย ให้มีการเลือกตั้ง แล้วอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบปฏิรูปการเมือง ก่อนการเลือกตั้ง จะทำได้หรือ?


ในเมื่อคนที่เป็นนักปฏิรูปเหล่านี้ ทำมาแล้วจนได้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ต่อมาก็สรุปว่าไม่ดี เมื่อฉีกทิ้ง ร่างใหม่สอดไส้ อำนาจตามสั่งไว้มากมาย จนได้รัฐธรรมนูญ 2550 แต่เมื่อแพ้เลือกตั้ง ก็สรุปว่าไม่ดี ต้องปฏิรูป ยิ่งร่างใหม่ ยิ่งลดอำนาจประชาชนลง

ผลสุดท้ายชาวบ้านคงไม่ยอมรับ จะกลายเป็นวิกฤติใหม่แน่นอน


และถ้าเลือกแล้วแพ้อีก จะต้องยึดอำนาจซ้ำอีกหรือ จะวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ ไปอีกนานเท่าไร

นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่การยึดอำนาจแบบด้านๆ เลียนแบบ ยุคสฤษดิ์หรือยุคถนอมไม่ถูกนำมาใช้ในช่วงเวลานี้ เพราะนี่เป็น Power play ยุคโลกไร้พรมแดน ยุคการสื่อสารแบบหูตาทิพย์


แต่ไม่ว่า เกมนี้จะจบอย่างไรประชาชนทั้งประเทศก็จะต้องร่วมรับชะตากรรม เพราะมีคนไปจุดไฟขึ้นในบ้าน แม้มีคนพยายามดับ แต่ก็มีคนจุดขึ้นใหม่ เมื่อไฟไหม้บ้าน ทุกคนที่อาศัยอยู่ในบ้านต้องได้รับผลกระทบ แม้แต่คนที่คิดว่าไม่อยากมีปัญหากับใคร บทเรียนของการปิดกรุงเทพฯ คือสิ่งที่เตือนทุกคนว่าการอยู่นิ่งเฉยเป็นไทยอดทน อย่าคิดว่าจะรอดจากปัญหาต่างๆ ไปได้

Power play ยุคใหม่เล่นยากจริงๆ เมื่อก่อนใช้ม็อบไม่ต้องมาก วันนี้ต้องระดมเป็นหมื่นเป็นแสน ใช้เวลายาวนาน เมื่อเริ่มเกมด้วย Bangkok Shutdown ก็จะหาทางลงยาก ปี 2549-2553 นับว่าเล่นยาก ต้องใช้ดารานำเป็นตัวช่วยหลายตัว

แต่ Power play จากปี 2557 จะยิ่งเล่นยากกว่าหลายเท่าสงสัยต้องใช้ผู้กำกับมาเป็นตัวช่วย และตอนจบจะเป็นโศกนาฏกรรมแน่นอน


. . . . . . . . . . . . . . .


_________________________________________________
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly




.

2556-12-31

ปฏิวัติประชาชน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์


.

ปฏิวัติประชาชน
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1388385118
วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:32:16 น.

( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 30 ธ.ค.2556 ) 
( ภาพจาก http://pantip.com/topic/31411558 )


สภาประชาชนของ กปปส.ถูกอาจารย์ธีรยุทธ์ บุญมียกระดับขึ้นมาเป็นการปฏิวัติของประชาชนไปแล้ว

คำว่า "ประชาชน" นี้น่าสนใจเป็นพิเศษ และควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อน "ประชาชน" เป็นนามธรรม หมายถึงองค์รวมของคนทั้งหมดในชาติ ไม่ใช่คน 65 ล้านคนรวมกัน ซึ่งอาจแยกออกเป็นคนๆ ได้ และอาจตรวจวัดว่าแต่ละคนมีเจตจำนงทางการเมืองอย่างไรได้

ดังนั้น "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรมจึงไม่มีเจตจำนงทางการเมืองของตนเอง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถยึดกุม "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรมนี้ แล้วอ้างเอาเจตจำนงทางการเมืองของตนไปเป็นเจตจำนงของ "ประชาชน" ที่อยู่ในหมอกควันนี้เท่านั้น


วิธีในการยึดกุมหมอกควัน "ประชาชน" นี้ ทำได้หลายอย่าง อาจารย์ธีรยุทธยกกรณีที่ประมุขแห่งรัฐให้การรับรอง ซึ่งก็ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อกองทัพอ้าง "ข้าราชการทหาร พลเรือน พ่อค้า ประชาชน" เข้าไปยึดอำนาจรัฐด้วยการรัฐประหารในนามของ "ประชาชน" ที่เป็นแค่หมอกควัน นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งคนไทยคุ้นเคย

แต่ยังมีวิธีการอื่นๆ อีกมาก เช่นตั้งกองกำลังติดอาวุธของตนเอง ทำสงคราม "ประชาชน" จนได้ชัยชนะแล้วก็สถาปนาระบอบปกครองของตนเองขึ้น ตามเจตจำนงของหมอกควัน "ประชาชน"

บางคนยังสามารถทำให้การอ้างของตนน่าเชื่อถือกว่านั้นอีก เช่น ฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้งในสมัยที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกฯ ด้วยการปราบปรามเข่นฆ่าศัตรูทางการเมืองของตนราบคาบไปแล้ว หรือ นโปเลียนจัดให้ลงประชามติหลอกๆ ว่า "ประชาชน" ในหมอกควันมีเจตจำนงที่จะให้เขาดำรงตำแหน่งจักรพรรดิ



แม้ว่า "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรมเป็นเพียงหมอกควันที่ไม่มีใครจับต้องได้ แต่คำนี้กลับมีพลังไพศาล เพราะมันเกิดความชอบธรรมใหม่สำหรับอำนาจทางการเมือง ที่ทำลายล้างความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองแบบเก่าไปหมด นับตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศสในปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา คำ "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรมนี้ก็ถูกนักการเมืองแย่งยื้อกัน เพื่อแปรเจตจำนงของ "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม

ในหมู่คนทั่วไป พลังของคำนี้อยู่ที่ตัวเขาเองถูกนับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเป็นครั้งแรก ฉะนั้นแม้เป็นหมอกควัน แต่ก็เป็นความมัวซัวที่มีตัวเขาอยู่อย่างเด่นชัดในนั้น
ดังนั้น ใครก็ตามที่ใช้คำ "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรมนี้ โดยแบ่งแยกคนจำนวนมากให้กลายเป็นคนนอก เพราะมีการศึกษาต่ำ ถูกซื้อเสียง หรือยากจน (sans-culottes-ไร้สมบัติ) คาถา "ประชาชน "ของเขาจึงไร้มนตร์ขลัง ที่จะปลุกคนส่วนใหญ่ให้ลุกขึ้นมาร่วม "ปฏิวัติ" ด้วย

ก่อนที่คำนี้จะมีความหมายเป็นนามธรรม เราใช้คำว่า "ราษฎร" มาก่อน และนั่นคือที่มาของคณะราษฎรซึ่งทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย เพื่อประกาศว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็น "ราษฎร" ไม่ใช่ "ข้าราษฎร" และคำนี้หมายรวมถึงทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยก


หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสอีกเช่นกัน ที่เกิดการ "ปฏิวัติประชาชน" ตามมาอีกมากมาย อันที่จริง แม้แต่ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส คำนี้ก็ถูกใช้มาแล้วในการปฏิวัติของอเมริกัน เพียงแต่การเคลื่อนไหวต่อต้านอังกฤษถูกมองว่าเป็นสงคราม "ประกาศอิสรภาพ" มากกว่าการ "ปฏิวัติประชาชน" เท่านั้น สงครามกู้เอกราชของนักชาตินิยมซึ่งเริ่มในละตินอเมริกามาก่อนใคร ก็เป็น "ปฏิวัติประชาชน" เหมือนกัน เพราะนักชาตินิยมอ้างเจตจำนงของ "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรมนี้เช่นกัน ลัทธิชาตินิยมขยายไปทั่วโลก นำไปสู่"ปฏิวัติประชาชน"ในทุกทวีปของโลกต่อมา

"ปฏิวัติประชาชน" จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก ตรงกันข้าม เกิดขึ้นบ่อยทั่วทั้งโลก และ (เท่าที่ผมนึกออก) การ "ปฏิวัติประชาชน" ทุกครั้ง หากทำสำเร็จก็มักจบลงที่คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง สามารถยึดกุมอำนาจไว้เหนือผู้คนทั้งหมด ด้วยข้ออ้างว่าพวกเขาเท่านั้นที่เป็นตัวแทนของเจตจำนงของ "ประชาชน" ที่เป็นหมอกควัน

แม้แต่การปฏิวัติอเมริกัน ก็มีคนอเมริกันอีกมากในช่วงนั้นที่ไม่ต้องการเป็นกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน เฉพาะคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่ผลักดันให้แยกตัวจากอังกฤษ ชนชั้นนำเหล่านี้เป็นใคร มีการตีความของนักประวัติศาสตร์ไว้หลายอย่าง นับตั้งแต่เจ้าที่ดินรายใหญ่ ไปจนถึงพ่อค้าในเมืองใหญ่ และพวกเคร่งศาสนา เป็นต้น

ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการ "ปฏิวัติประชาชน" ในที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง เช่นรัสเซีย, จีน, ละตินอเมริกา, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่อ้างหมอกควัน "ประชาชน" เข้ามายึดกุมอำนาจเด็ดขาดทางการเมือง เพื่อชนชั้นของตน, ตระกูลของตน, หรือพรรคของตน

มีตลกอเมริกันที่เล่ากันว่า มัคคุเทศก์ซึ่งนำคณะทัวร์เที่ยวมหานครนิวยอร์ก ประกาศว่า บัดนี้เราเริ่มเข้าสู่มหานครนิวยอร์กแล้ว ระวังกระเป๋าสตางค์ของท่านให้ดี ผมจึงอยากสรุปอย่างเดียวกันว่า เมื่อไรได้ยินใครอ้างถึง "ประชาชน" ในความหมายนามธรรม จงระวังสิทธิเสรีภาพของท่านให้ดี


"ประชาชน" ในความหมายหมอกควันเช่นนี้มีใช้ในระบอบเสรีประชาธิปไตยหรือไม่ ก็มีใช้เหมือนกัน แต่ในความหมายตามหลักการบางกรณี เช่นในการฟ้องร้องคดีอาญาของสหรัฐ โจทก์จะเป็น"ประชาชน"เสมอ เป็นคดีระหว่าง"ประชาชน"กับนาย ก. นาย ข. เพราะความผิดทางอาญา คือการล่วงละเมิดต่อ "ประชาชน" ในความหมายที่เป็นนามธรรมเช่นนี้ ในอังกฤษซึ่งมีกษัตริย์เป็นประมุข ใช้คำว่า The Crown แทน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ แต่หมายถึงสถาบันที่มีอำนาจหน้าที่ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน

"ประชาชน" ในความหมายเชิงนามธรรมเช่นนี้ หากเป็นกรณีประเทศไทย ก็ต้องหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นกัน แต่มิใช่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากหมายถึงอธิปไตยของปวงชน ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้ตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่นทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ ผ่านสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่อาจทรงใช้ผ่านสภาเทือกตั้งได้

ส่วนใหญ่ของ "ประชาชน" ที่ใช้ในระบอบเสรีประชาธิปไตย จึงหมายถึงอะไรที่เป็นรูปธรรม เช่นกลุ่มคนทั้งหมดที่เป็นพลเมืองของรัฐ กลุ่มคนทั้งหมดที่ชุมนุมกันอยู่ ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนทั้งหมดที่เป็นเหยื่อของรถติดในกรุงเทพฯ

เพราะเป็นรูปธรรม จึงอาจนับหัวได้ แม้ว่าอาจนับยาก แต่ก็นับได้หากอยากนับ ระบอบเสรีประชาธิปไตยวางอยู่บนหัวของคน ซึ่งนับได้ กิจการสาธารณะใดๆ ย่อมตัดสินใจกันที่จำนวนของหัว เสียงข้างมากจึงมีความสำคัญในระบอบเสรีประชาธิปไตย และการเลือกตั้งอย่างเสรีและอิสระจึงเป็นกระบวนการที่ขาดไม่ได้ของระบอบปกครองนี้


เสียงข้างมากอาจไม่ใช่เสียงที่มีคุณภาพที่สุด ตราบที่เรายังเป็นมนุษย์ปุถุชน เราย่อมเห็นผิดได้เสมอ รวมทั้งเห็นผิดพร้อมกันจำนวนมากๆ จนกลายเป็นเสียงข้างมากก็ได้ เสรีประชาธิปไตยจึงต้องเป็นระบบที่เปิดให้เสียงข้างน้อย ได้แสดงออกอย่างอิสระเสรีภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและประเพณี เพื่อจะได้ขี้แจงแสดงเหตุผล จนทำให้คนส่วนใหญ่ที่หลงผิด คิดใหม่และตัดสินใจใหม่จากข้อมูลและเหตุผลที่ดีกว่า

เสียงข้างน้อยของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก เคยทำอย่างนี้สำเร็จมาไม่รู้จะกี่แห่งแล้ว แต่ที่จะทำอย่างนี้ได้สำเร็จ ต้องมีความเคารพและเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน จึงมีความอดทนที่จะชี้แจงแสดงเหตุผล ทำให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของนโยบายที่แตกต่างกัน

เสียงข้างน้อยที่ปราศจากความเชื่อมั่นศรัทธาต่อศักยภาพของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน จะไม่มีความอดทนเช่นนี้ หันไปใช้การขว้างเก้าอี้และเข้าของในสภา หรือลาออกจากสมาชิกภาพ หรือบอยคอตการเลือกตั้ง เพราะเชื่อเสียแล้วว่า ถึงพูดไปคนส่วนใหญ่ซึ่งโง่เง่ากว่าพรรคพวกของตนก็ไม่มีวันเขัาใจ

การสงวนกระบวนการปฏิรูปไว้ในมือคนกลุ่มน้อย ก็มาจากความไม่เคารพในศักยภาพอันเท่าเทียมกันของมนุษย์นั่นเอง เพราะกระบวนการปฏิรูปในระบอบประชาธิปไตย คือการต่อรองกันของคนกลุ่มต่างๆ ด้วยเหตุผลและข้อมูลที่พิสูจน์ได้ ไม่ควรมีคนกลุ่มใดมีอำนาจสั่งให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงไปตามผลประโยชน์ของตนเองเพียงฝ่ายเดียว

แต่เพราะต้องการยึดกุมอำนาจไว้กับกลุ่มของตนเพียงฝ่ายเดียวต่างหาก จึงเหยียดหยามดูถูก "ประชาชน" ในความหมายที่เป็นรูปธรรม แต่ยกย่องสรรเสริญ "ประชาชน" ที่เป็นนามธรรม เพราะ "ประชาชน" ประเภทหลังนี้แหละที่คนกลุ่มนี้สามารถอ้างตนเองเป็นตัวแทนได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ สามารถจัดการประโยชน์สาธารณะให้เข้ามือตนเองฝ่ายเดียวได้ง่าย การปฏิรูปของพวกเขา (ซึ่งถูกอาจารย์ธีรยุทธยกระดับขึ้นมาเป็นการปฏิวัติไปแล้ว) โดยเนื้อแท้แล้วคือการปล้นกันกลางวันแสกๆ นี่เอง

. . . . . . . . . .


.

2556-09-03

ทำไม?..พันธมิตรฯ ถอยทางยุทธศาสตร์ ให้ ปชป.รับบทผู้ร้าย ในเกมรุกของเพื่อไทย โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.

ทำไม?...พันธมิตรฯ ถอยทางยุทธศาสตร์
ให้ ปชป.รับบทผู้ร้าย ในเกมรุกของเพื่อไทย
โดย มุกดา สุวรรณชาติ
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378218947 )
วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:00:06 น.

ที่มา: คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว มติชนสุดสัปดาห์ 30ส.ค.-5ก.ย.2556 ปี33 ฉ.1724 หน้า 20


พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศถอยทางยุทธศาสตร์

ครั้งนี้ไม่ใช่การถอยทางยุทธวิธี ไม่ใช่การหลอกล่อ แต่ทำไมต้องมาทำตอนนี้ ?


ทัพพันธมิตรฯ ต่างกับ 5-6 ปีที่แล้ว เพราะวันนี้ขาดทั้ง กำลังคน เสบียง อาวุธ แนวร่วมชั้นสูง การถอยทางยุทธศาสตร์จึงเป็นการตัดสินใจที่เหมาะกับสถานการณ์ของแกนนำ

ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นยุทธวิธีหลอกล่อ เพราะแกนนำพันมิตรฯ ได้รับรู้จากบทเรียนความพยายามในการชุมนุมต่อสู้ทางการเมือง ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาทั้งของพันธมิตรฯ เองและของทุกกลุ่มว่าจุดติดยากมาก


มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนกลางๆ แม้รัฐบาลจะบริหารไม่เก่งมาก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังยอมรับ ผู้คนอยากให้บ้านเมืองสงบ

ในสถานการณ์แบบนี้ เมื่อมีแรงกดดันบางอย่างเกิดขึ้นก็เป็นจังหวะที่จะถอยทางยุทธศาสตร์ ซึ่งแม้ไม่ได้รับบทพระเอก แต่การถอยครั้งนี้ ทำในจังหวะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาละวาดเต็มที่ จึงเป็นการยกบทผู้ร้ายให้ ปชป. รับไปเต็มๆ แต่พันธมิตรฯ ชิ่งออกจากมุม มาหาทางเลือกที่ดีกว่า



แกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกแถลงการณ์ที่อ้างว่าเป็นฉบับสุดท้าย เมื่อ 23 สิงหาคม 2556 สรุปโดยย่อว่า

1. ที่พันธมิตรฯ ยังไม่นำมวลชนเคลื่อนไหวในขณะนี้ เนื่องจากแกนนำพันธมิตรฯ ได้ถูกกลั่นแกล้งโดยการยัดเยียดข้อหาร้ายแรงอันเป็นเท็จ และเพิ่มผู้ต้องหาจำนวนถึง 96 คน ในสมัยรัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ ทำให้เคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ เพราะศาลอาญาก็ได้มีคำสั่งให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขว่า
"ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ฯลฯ ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล"

หากแกนนำพันธมิตรฯ นำประชาชนเคลื่อนไหวอีกเพียงครั้งเดียว อาจถูกถอนการประกันตัว ต้องติดคุก การเสียสละของแกนนำก็ไม่ได้มีไว้เป็นบันไดให้ฝ่ายค้าน เหยียบขึ้นสู่อำนาจ และต่อให้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลสำเร็จ ก็ยุบสภา หากมีการเลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยและระบอบทักษิณก็จะได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาล หรือแม้หากมีการสลับขั้วทางการเมือง หรือการรัฐประหาร โดยปราศจากเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศไทย หลังจากนั้น ปัญหาวิกฤติของชาติก็ยังอยู่



2. พันธมิตรฯ ได้เสนอให้ ส.ส. ของ ปชป.เสียสละลาออกมา สร้างกระแสเคลื่อนไหวเพื่อหยุดระบบการเมืองที่ล้มเหลว หากเป็นเช่นนั้นแกนนำพันธมิตรฯ ก็พร้อมเสียสละ และจะร่วมมือกับ ปชป. เพราะเวลานี้พันธมิตรฯ ไม่มีพลังพอที่จะนำการชุมนุมเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้ แต่ ปชป.มีฐานเสียงถึง 12 ล้าน มี นักปราศรัย นักกฎหมาย มีเงิน สถานีโทรทัศน์ ฯลฯ อีกทั้งผู้บริหาร ปชป. ไม่โดนคำสั่งศาล จำกัดบทบาทเหมือนกับแกนนำพันธมิตรฯ จึงทำงานง่ายกว่า

แต่เมื่อ ปชป. ปฏิเสธไม่ลาออกออกมาร่วมสู้กับประชาชน ก็แสดงว่าหวังเพียงโค่นล้มรัฐบาลโดยยืมมือมวลชนกลุ่มอื่น ปชป. จึงเป็นปัญหาส่วนหนึ่งของประเทศและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศไทยด้วย จึงต้องรับผิดชอบในผลที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อบ้านเมืองต่อไปด้วยเช่นกัน



3.
แกนนำพันธมิตรฯ ทั้งรุ่น 1 และ รุ่น 2 จึงมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ยุติบทบาทจากฐานะแกนนำ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ตัดสินใจเคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรี และเปิดโอกาสให้เกิดขบวนการใหม่ในสังคมไทย โดยไม่ต้องรอแกนนำพันธมิตรฯ อีก และจากนี้ควรมีกลุ่มอื่นหรือคนอื่นมาทำ และมานำการต่อสู้บ้าง เช่น ทหาร ภายใต้จอมทัพไทยและศาลที่กระทำการภายใต้พระปรมาภิไธย ตลอดจนผู้ที่มีบทบาทในบ้านเมือง รวมถึงประชาชนทั่วไป


4. แม้แกนนำจะได้ยุติบทบาทไปแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงเป็นพันธมิตรฯ อยู่เหมือนเดิม จนกว่าสถานการณ์จะถึงพร้อมที่ประชาชนอยากเปลี่ยนแปลงเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย แกนนำ ก็พร้อมจะกลับมารวมตัวกันใหม่หากประชาชนยังคงต้องการ

จากแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ สามารถชี้สาเหตุและเป้าหมายทั้งที่เปิดเผยและแฝงเร้น ที่อาจเกิดจากแรงกดดันพิเศษ และการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ที่ทำให้แกนนำพันธมิตรฯ ต้องตัดสินใจทางยุทธศาสตร์เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพของกลุ่มตนเองที่ยังคาอยู่ในระหว่างการต่อสู้ของเพื่อไทยกับ ปชป.



การถอยทางยุทธศาสตร์ของพันธมิตรฯ
พอประเมินเป้าหมายได้ดังนี้

1. ทีมวิเคราะห์มองว่าพันธมิตรฯ อ่านเกมหลังจากที่ ปชป. พาคนเดินมาส่งที่หน้าสภาว่ามวลชนทั่วไปไม่อยากเล่นเกมบนท้องถนน ถ้า ปชป. จะระดมมวลชนของตนมาจริง เพื่อสู้นอกสภา ก็อาจจะได้ถึง 1 หมื่นคน แต่ก็จะทำอะไรไม่ได้มาก คงคล้ายเวทีผ่าความจริง บนท้องถนน ส่วนเกมในสภา การป่วนและถ่วงเวลาของ ปชป. ก็ทำลายทั้งชื่อเสียงของตัวบุคคลและพรรคตัวเองไปเรื่อยๆ ดูแล้วไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้

ดังนั้น พันธมิตรฯ ไม่ต้องเกรงใจ ปชป. อีก เพราะบทเรียนที่ผ่านมา มีแต่ถูกขโมยชัยชนะ ครั้งนี้เมื่อ ปชป. มาขอแรงอีก จึงได้จังหวะสวนกลับ ด้วยการถอนตัว ไม่เข้าร่วมศึกครั้งใหม่ ซึ่ง ปชป. กำลังรบติดพันอยู่
เป็นการสั่งสอนและแก้เผ็ดเอาคืน

ในขณะเดียวกัน ก็เสนอสิ่งที่ ปชป. ทำไม่ได้คือให้ลาออกจาก ส.ส. เลิกการต่อสู้ทางรัฐสภา ซึ่งเป็นเวทีที่ ปชป. ถนัดที่สุด ถ้า ปชป. ทำตามนี้ ถอยลงมาสู้ในท้องถนนเมื่อใดก็จะกลับมาเป็นลูกไล่ของพันธมิตรฯ เมื่อนั้น


สำหรับ ปชป. ปฏิกิริยาตอบสนองในเรื่องนี้คือรีบประกาศ ดึงมวลชนของพันธมิตรฯ มาอยู่กับตน โดยอ้างว่ามีอุดมการณ์ต้านทักษิณเหมือนกัน

แต่ ปชป. ลืมคิดไปว่าแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ต่อสู้ในสภา ไม่สนับสนุนการเลือกตั้ง

ดังนั้น มวลชนของพันธมิตรฯ จึงเป็นแม่สี สีเหลืองที่เข้มข้นกว่าสีฟ้าของ ปชป. เมื่อนำไปผสมกันแล้วยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสีฟ้าได้


2. พันธมิตรฯ ต้องการประกาศให้ทุกกลุ่ม ทุกคนรู้ว่า ในเมื่อกลุ่มต่างๆ ไม่เห็นคุณค่าของพันธมิตรฯ ซึ่งดูได้จากการชุมนุมในครั้งหลังๆ ที่มีคนมาร่วมน้อยมาก การสนับสนุนในทางการเงินก็น้อย สิ่งที่ได้รับอาจจะเป็นคดีที่เพิ่มขึ้น

บทเรียนของ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำในการถูกลอบสังหารจากคนกันเองหลังเสร็จศึก ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ไม่จำเป็นต้องแบกโลกไว้กลุ่มเดียว ควรยกภาระต่อต้านทักษิณให้คนอื่นไปทำบ้างตามที่แถลงการณ์ไว้ เช่น ทหาร ศาล คนดี คนดังอื่นๆ ที่ชอบแอบอยู่เบื้องหลังคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และอำนาจ (ดูซิว่าจะมีปัญญาทำได้ไหม)

และการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้มวลชนของพันธมิตรฯ และกลุ่มอื่นๆ สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่ต้องมารอคอยการตัดสินใจและกำลังกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนแกนนำก็ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่สลายตัว พร้อมกลับมาเคลื่อนไหวได้ จึงยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับมวลชนเสื้อเหลือง ผ่านจอทีวีอยู่

(ควรอ่านแถลงการณ์โดยละเอียด จะรู้ความหมายและเป้าหมายว่า แกนนำพันธมิตรฯ ส่งข้อความถึงใคร? ว่าอะไร?)


3. การถอยทางยุทธศาสตร์ทำให้แกนนำพันธมิตรฯ มีทางเลือก ถ้าหากสถานการณ์ออกมาแบบที่ทุกอย่างเข้าสู่ความสงบ การนิรโทษกรรมมวลชนผ่านไปได้ ต่อไปก็น่าจะมีการนิรโทษแกนนำ ซึ่งแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ได้ไปฆ่าใคร มีตัวอย่างของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งวันนี้มาแสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตย ทั้งที่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร แสดงว่าประเทศนี้ พอถอดเสื้อก็เปลี่ยนอุดมการณ์ได้

แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองดุเดือดขึ้นและต้องการเข้าร่วมต่อสู้ ก็จะทำ แต่...แกนนำพันธมิตรฯ จะร่วมในเงื่อนไขที่ไม่ยกอำนาจและผลประโยชน์ให้คนอื่นอีกแล้ว ไม่ว่าจะอ้างใคร ใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ทำให้ฟรี



เกมเพื่อไทย
โยนของหนักให้ ปชป. รับไป...ถ่วง...อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์บังคับให้เพื่อไทยต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเร่งด่วนในฐานะที่เป็นผู้บริหารประเทศ ไม่มีเวลามานั่งเล่นลิ้นต่อปากต่อคำ จึงต้องเข้าตีทุกเป้าหมาย โดยใช้แนวรบสภา เริ่มด้วยกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภา แม้ไม่ทันจบเรื่องนี้ แต่เพื่อไทยก็ดันกฎหมายงบประมาณ 2557 เข้าไปตามคิว แม้ถูกดึงถ่วงเวลา ด้วยการอภิปรายออกไป จนต้องมีพักครึ่ง แต่เพื่อไทยไม่พักด้วย เพื่อไทยดันกฎหมายแก้รัฐธรรมนูญเข้ามาเร็วเกินกว่าที่ทุกคนคาดไว้ โดยเฉพาะเป็นมาตราหัวใจของอำนาจเผด็จการ คือเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา

แนวรบนอกสภาซึ่งตามที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคุยไว้ไม่ได้ผล โดยเฉพาะเมื่อมือโปรแบบพันธมิตรฯ ถอยออกไปนั่งดู วันนี้จึงเหลือแต่ม็อบหมุนเวียน เช่น ดาวแดง หน้ากากขาว ล่าสุดคือม็อบช่างกล ถ้าคุมไม่ดีเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นจะมีคนติดคุก

แนวรบหลักในวันนี้จึงกลับไปอยู่ในสภา
ปชป. ใช้วิธีป่วนสภาให้วุ่นวายเพื่อถ่วงเวลาซึ่งก็ได้ผล สภาเสียเวลาไปมากโดยแทบไม่ได้อภิปรายเนื้อหากฎหมายต่างๆ มีแต่การเดินเกม แก้เกมกัน

ปชป. มีการเตรียมผู้อภิปรายไว้นับร้อยคนมีการประท้วงทุก สามนาที ห้านาที ประท้วงแม้คนในพรรคเดียวกัน มีโห่ มีฮา มีส่งเสียงโหยหวน



สองสัปดาห์ เพื่อไทยโยนของหนักเข้ามาสามดอกซ้อน สภาก็ป่วนเป็นธรรมดา แต่การอาละวาดอย่างไม่มีเทคนิคทางการเมืองยิ่งทำก็ยิ่งเสียภาพพจน์ที่สะสมมาหลายสิบปี

เพื่อไทยแก้เกมแบบง่ายๆ คือเมื่อ ปชป. อยากถ่วง อยากดึง ก็สู้ในสภาเท่าที่ทำได้ แล้วก็ปล่อยให้ ปชป. อุ้มกฎหมายนิรโทษกรรมไว้ เพราะอีกไม่นานกฎหมายนิรโทษกรรมก็จะผ่านออกมาได้ และชาวบ้านก็จะรู้ว่าไม่มีเกี่ยวอะไรกับทักษิณ การโกหกที่ผ่านมาจะไม่ได้ผล

ต่อมาก็โยนกฎหมายงบประมาณ 2557 ลงมาตามวาระโดยไม่กลัว ปชป. จะถ่วงจะดึง และก็ผ่านในที่สุด

จากนั้นก็โยนกฎหมายแก้รัฐธรรมนูญลงมาให้ ปชป. อาละวาด และถ่วงเวลา ประชาชนที่รู้เห็นการอาละวาดในสภา ยิ่งรู้ถึงเบื้องหลังรัฐธรรมนูญ 2550 ยิ่งได้ข้อสรุปว่าที่การเมืองเป็นแบบนี้ยิ่งต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ



ส่วนงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้าน ก็จะถูกส่งเข้าสภาอีกครั้งให้ ปชป. โชว์ฝีปากคัดค้าน แม้ถูกป่วน ถูกถ่วงเวลาอย่างใดก็ต้องผ่านในที่สุด เพราะนี่เป็นงบประมาณการพัฒนาของประเทศ ที่คนทุกกลุ่มฝากความหวังไว้ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

แม้เป้าหมายในทางยุทธวิธีถือว่า ปชป. บรรลุการถ่วงเวลาได้ระดับหนึ่ง แต่ในทางยุทธศาสตร์เพื่อไทยได้มากกับได้น้อย ส่วน ปชป. และกลุ่มอำนาจเก่า เสียมากกับเสียน้อย

ถ้า ปชป. จะดึงจะถ่วงทุกเรื่องของชาติลงใต้น้ำ ตนเองก็ต้องลงไปใต้น้ำด้วย งานนี้อาจจมน้ำตายได้



วันนี้คนไทยได้เห็นการถอยของพันธมิตรฯ เห็นการตั้งสภาปฏิรูป เห็นการนิ่งสงบของทหาร ประชาชนรู้สึกได้ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้น

แต่ถ้าอยากรู้ สถานการณ์ข้างหน้า ให้จับตาองค์กรอิสระ จับตาคดีการเมืองในศาลทุกคดี จะรู้ทิศทางของอำนาจตุลาการ


ถ้าการปะทะกันในสภาของ ปชป. กับเพื่อไทย ถูกจำกัดอยู่ในห้องประชุม แสดงว่าอำนาจนิติบัญญัติ ทำงานไปได้ เหลือแต่ฝ่ายบริหารว่าจะฝ่าพายุเศรษฐกิจที่กำลังพัดเข้าไทยได้ดีแค่ไหน

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ ครม. เศรษฐกิจควรฝากเรื่องการเมืองไว้กับสภา หันมาตั้งรับพายุนี้ให้ดี


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly 




.

2556-08-05

มุกดา: เหตุผลที่ต้องโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ดาวแดง..หน้ากากขาว..อัลกอ อิดะฮ์.. พัดลม ต้านมรสุม

.

เหตุผลที่ต้องโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
ดาวแดง..หน้ากากขาว..อัลกอ อิดะฮ์.. พัดลม ต้านมรสุม
โดย มุกดา สุวรรณชาติ
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1375520493 )
วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:02:06 น.
ที่มา: คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว มติชนสุดสัปดาห์ 2- 8 ส.ค. 2556 ปี33 ฉ.1720 หน้า20


สําหรับกลุ่มอำนาจเก่า มีเหตุผลที่จำเป็นต้องโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกรัฐบาล หลังจากโค่นรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 และตั้งรัฐบาลจากการรัฐประหารปี 2550 พอมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งปี 2551 นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็ถูกโค่นลงในปีนั้น แม้เปลี่ยนตัวนายกฯ เป็น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ยังถูกตุลาการภิวัฒน์โค่นอีกครั้งในปลายปี 2551 และมีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเมื่อปี 2552
จนมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ปี 2554 ก็ได้รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก็ยังมีคนพยายามล้มด้วยสารพัดวิธี


อะไรเป็นแรงจูงใจ ที่จะต้องออกมาโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้?


1.เป็นการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ตามปกติ ของการต่อสู้ทางชนชั้น

แม้ในรอบ 80 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่อำนาจและผลประโยชน์ก็กระจายลงมาอยู่กับชนชั้นปกครองใหม่ซึ่งเป็นทหาร นักการเมือง และข้าราชการ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ยังสลับสับเปลี่ยนกับอำนาจการปกครองของเผด็จการทหารตลอดทั้ง 80 ปี

ในช่วงสิบปีหลัง ประชาชนชั้นล่างจึงได้สัมผัสกับประชาธิปไตยที่กินได้ใช้ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ผลประโยชน์ที่กระจายสู่คนชั้นล่างย่อมทำให้กลุ่มผู้ปกครองซึ่งเคยอยู่ข้างบนสูญเสียประโยชน์ไปบ้าง มากน้อย ตามแต่ฐานะและอาชีพของแต่ละกลุ่ม

ซึ่งขณะนี้บางคนมองว่า ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ประชาชนจะเรียกร้องมากขึ้น แต่มันสายไปแล้วประชาชนได้ลิ้มรสเสรีภาพ ได้อำนาจในการปกครองท้องถิ่น และผลประโยชน์จากส่วนกลางที่ถูกถ่ายเทมาสู่ทุกท้องถิ่นมากขึ้น ไม่มีใครอยากไปหาบน้ำไกลเป็นกิโล ชาวบ้านอยากได้ประปาหมู่บ้าน อยากได้ถนน พวกเขาดูโทรทัศน์ ใช้โทรศัพท์ ใช้รถไถนา มีมอเตอร์ไซค์ รถกระบะ ไม่มีใครอยากย้อนกลับไปอยู่แบบ 30 ปีที่แล้ว

แม้ไม่คิดถึงเรื่องชนชั้น การต่อสู้ก็จะขยายไปเรื่อยๆ



2.กลัวถูกลงโทษ เพราะ...ยิ่งทำ ยิ่งผิด

เรื่องนี้เปรียบเหมือนกลุ่มโจรที่อยากได้ทรัพย์ จึงเข้าปล้นบ้าน ให้เจ้าของบ้านเงียบ ห้ามต่อสู้ จับขัง จับมัด พอมีคนสู้ก็ฆ่าตาย มีพยานรู้เห็นก็จะฆ่าพยาน ตอนนี้คิดฆ่าเจ้าหน้าที่
กลุ่มอำนาจเก่ากลัวความผิดที่ทำซ้ำซากหลายครั้ง คือความผิดจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ทำตุลาการภิวัฒน์โค่นสองนายกฯ ในปี 2551 ปราบประชาชนจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายในปี 2553 ซึ่งข้อหาต่างๆ ร้ายแรงถึงขั้นติดคุกหรือประหารชีวิต ถ้าปล่อยให้ประชาธิปไตย พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็นแบบสากล คดีต่างๆ จะถูกนำมาสะสางย้อนหลัง ทั้งคดีการเมือง เช่น การปราบประชาชนหรือรัฐประหาร คดีเศรษฐกิจที่มีลักษณะคอร์รัปชั่น เช่น คดี ปรส. โครงการไทยเข้มแข็ง สร้างโรงพัก ซื้อรถดับเพลิง ฯลฯ และคดีส่วนตัว เช่น กรณีที่ดิน กรณีหนีทหาร

ถ้าสามารถยึดอำนาจรัฐมาได้ และตั้งกลุ่มตนเองเป็นผู้ปกครอง ก็จะสามารถดึงหรือเป่าคดีเหล่านั้นให้หายไปได้

ตรงกันข้าม ถ้าปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยจนกล้าแข็ง ไม่เพียงจำเลยจะถูกดำเนินคดี แต่คนที่คอยช่วยเหลือและปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องทั้งที่อยู่ในระบบยุติธรรมและองค์กรอิสระก็จะโดนเล่นงานไปด้วย

แต่วันนี้คนทั่วไปต่างก็มองเห็นว่าคนกลุ่มนี้ยิ่งดิ้นยิ่งติด ยิ่งทำยิ่งผิดถลำลึกลงไป และพยายามลากพาคนอื่นๆ เข้าไปสู่วังวนของวงจรอุบาทว์


3.ไม่เชื่อมั่นระบบรัฐสภาอีกแล้ว... เลือกตั้งไม่ชนะ จำเป็นต้องใช้วิธีแย่งชิง

จากการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่า กลุ่มอำนาจเก่าไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ ( เพราะประชาชน เลือกแต่พรรคที่มีนโยบายกระจายผลประโยชน์ลงสู่ชั้นล่าง ) แนวทางการเลือกตั้งจึงเป็นเพียงยุทธวิธีที่ใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง เลือกเข้าไปเพื่อเป็นฝ่ายค้านในสภา และใช้โจมตีคัดค้านรัฐบาล ความมุ่งหวังที่จะได้เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่มีแล้ว จึงมองรัฐสภาเป็นแค่ฉาก

ในทางยุทธศาสตร์ต้องทำให้รัฐบาลบริหารยากที่สุด และเก็บความได้เปรียบในรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้

ในทางยุทธวิธี ต้องป่าวร้องว่าทุกเรื่องทำเพื่อทักษิณ หรือทุจริต จึงต้องหยุดนำกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภา เดี๋ยวจะวุ่นวาย หยุดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทนอยู่อย่างอยุติธรรมไปก่อน จะได้ไม่ทะเลาะกัน หยุดโครงการจัดการน้ำ หยุดโครงการรถไฟรางคู่ เดี๋ยวมีทุจริต

แต่คนที่ติดตามข่าวก็พอเข้าใจ ทั้งเหตุและผลว่า...ถ้าไม่มีรัฐประหาร ชาวบ้านก็ไม่ออกมาต่อต้าน ถ้าไม่มาจับชาวบ้านไปขัง โดยไม่ให้ประกัน ก็ไม่ต้องนิรโทษกรรม ถ้าไม่รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับสืบทอดอำนาจเผด็จการมาใช้ ก็ไม่ต้องแก้ไข

ดังนั้น การอ้างเหตุต่างๆ ต่อประชาชน แล้วหาเรื่องมาล้มรัฐบาลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย คงทำได้ผลเฉพาะคนบางกลุ่ม บางองค์กรที่เป็นพวกเดียวกัน


การแย่งชิง ไม่ใช่ยุบสภาแล้วเลือกตั้ง แต่ต้องโค่นรัฐบาลเก่าแล้วตั้งใหม่ ซึ่งคือการปล้นอำนาจ เพียงแต่ผู้ปล้นตัวจริงวันนี้จะใช้อะไรปล้น และไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องสร้างเรื่อง สร้างฉากนอกสภา



กลุ่มคนที่จ้องโค่นรัฐบาล พัดลมหลายยี่ห้อ

ที่จริงแล้ว การล้มรัฐบาลแบบมาตรฐานก็คือการใช้เหตุผลและข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง โจมตีตามระบอบประชาธิปไตย ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ดี และประชาชนเห็นด้วยกับเหตุผลของฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลก็จะถูกโค่นล้มไปตามระบบ แต่ปัจจุบัน ยุทธวิธียอดนิยมก็คือจัดตั้งกลุ่มพลังมวลชนขึ้นมากดดันหาประเด็นต่างๆ เข้ามาโจมตี

คนที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล พอแบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ

กลุ่มแรก ระดับผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ ซึ่งจำเป็นต้องทำเพื่อพิทักษ์อำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีมากมายมหาศาล จึงต้องลงทุน ทั้งเงิน สมอง หาคนที่เป็นแกน ใช้คนที่มีอำนาจหน้าที่เป็นแขนขา

กลุ่มที่สอง มีผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย บางส่วนได้โดยอ้อม ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่หลายปีมานี้ถูกทำให้เชื่อว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่สมัยนายกฯ ทักษิณ จนถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังทำให้ประเทศชาติเสียหาย เศรษฐกิจพินาศ ความเป็นชาติไทยต้องเสื่อมลง จึงยอมเข้าร่วมตามแห่ไปด้วย แต่ในกลุ่มนี้ บางคนมาเอง บางพวกมาตามบท

แต่ผลที่ปรากฏยิ่งนานวันเข้า กลุ่มมวลชนที่เข้าต่อต้านรัฐบาลกลับน้อยลง แม้จะพยายามตั้งชื่อองค์กรให้มีลักษณะหลากหลายแต่ก็ปรากฏว่ายังเป็นคนกลุ่มเดิมที่เรียกว่าเป็นขาประจำเจ้าเก่า

ล่าสุด มีการใช้สัญลักษณ์ที่ทำให้ดูน่าสนใจขึ้น เช่น เพิ่มสีเสื้อ ใส่หน้ากาก หรือจัดตั้งมาแบบมี story ในช่วงหลังล้วนแล้วแต่มีชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวทางที่เคยใช้ความรุนแรง

เช่น กลุ่ม พคท. เก่าใส่ที่หมวกดาวแดง ในอดีต ก็เคยร้องเพลง ...เราคือทหารของประชา ...จับอาวุธขึ้นมาปลดปล่อยไทย... คล้ายกับว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกมีอุดมการณ์ยังมาค้านรัฐบาล

แต่ความเป็นจริงก็มาเปิดเผยว่าในร้อยคนจะมีอยู่เพียงสองสามคนเท่านั้นที่เคยอยู่กับ พคท. นอกนั้นเป็นเด็กเกิดใหม่ที่รับจ้างเข้ามาพิทักษ์ระบอบเก่า ถูกหลอกให้เชื่อว่า ถ้าชนะจะได้เงินหลายแสน



ส่วนพวกสวมหน้ากากขาวแถวราชประสงค์ เป็นคนขี้อายที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่า เป็นพวกสนับสนุนการรัฐประหาร ถือเป็นการเปลี่ยนรูปโฉมของฝ่ายต่อต้านให้มีสีสันมากขึ้นเท่านั้น การตีหัวกันแย่งเบี้ยเลี้ยงก็เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อกระแสไม่สามารถยกระดับขึ้นได้ ล่าสุดก็มีการปล่อยคลิป เวอร์ชั่น นกกรงหัวจุกของกลุ่มที่อ้างว่า เป็น อัลกอ อิดะฮ์ 3 คนที่ประกาศตามล่าทักษิณซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างยินดีในหมู่คนเกลียดทักษิณ โดยไม่ได้คิดต่อไปว่าจะมีผลเสียหายใดๆ ต่อประเทศหรือต่อกลุ่มของตนเอง

ทำให้คนทั่วไปคิดว่าคนพวกนี้เรียกทหารมาเป็นพวก เมื่อทหารไม่เอาด้วย จึงสร้าง พคท. และ อัลกอ อิดะฮ์ ปลอม มาเป็นพวก ...ใครกำกับ ใครเขียนบทแบบนี้ คิดได้ซับซ้อน แต่ฉลาดน้อย

การสร้างกลุ่มแปลกๆ ออกมาต่อต้านหรือโค่นล้มรัฐบาล โดยที่ชาวบ้านธรรมดาร่วมน้อยลง เป็นการบอกอาการถดถอยของเหตุผล และความชอบธรรม อีกไม่นานคงขอให้มนุษย์ต่างดาวมาร่วม




ประเมินการชุมนุม ของกลุ่มที่ต้องการโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ทีมวิเคราะห์ประเมินว่าการชุมนุมจะมีอีกหลายครั้ง ถ้านับจากการชุมนุมในวันที่ 4 หรือวันที่ 7 ถ้าจะต้านทุกเรื่อง คงต้องขยันมาบ่อยๆ

1. เป็นไปได้ที่จะมีคนมาร่วมหลายพัน ถ้าจะให้ภาพที่ออกมาดูแล้วไม่น่าเกลียด ก็ต้องมีคนชุมนุมมาประมาณ 5,000-10,000 คน ถ้าประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระดมคนจริง ตามที่อดีตเลขาฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป่านกหวีด สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่คงจะต้องเป่าอีกหลายครั้ง กลุ่มเสื้อแดงคงไม่มาปะทะโดยตรง แต่อาจมีจุดคุมเชิงทางยุทธศาสตร์ หรืออาจมีจุดสำแดงพลัง

2. คนสองกลุ่มที่ไม่ค้าน อยู่ในข่ายนิรโทษโดยตรง กลุ่มแรกคือ คนเสื้อแดงที่ไม่ได้เป็นแกนนำ ประมาณ 1,800 คน ที่ถูกดำเนินคดีแล้ว และยังมีหมายจับอีกนับร้อย (เช่น พวกที่มีรูปยืนดูไฟไหม้อยู่หน้าศาลากลาง)

กลุ่มที่สองคือคนเสื้อเหลือง ที่ไม่ใช่แกนนำ แต่อาจถูกดำเนินคดี มีหลายพันคน เพราะไปยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ สถานีโทรทัศน์ ถ้านำคลิปที่ถ่ายไว้ตามสถานที่ต่างๆ มาเป็นหลักฐาน คนขายก๋วยเตี๋ยวที่จันทบุรี คนที่กรีดยางอยู่ชุมพร คนขายเสื้ออยู่ในตลาดเพชรบุรี อาจได้รับหมายจับ ล่าสุด ศาลเลื่อนคดีไปถึงปลายปี ถ้าการนิรโทษกรรมสำเร็จ จำนวนคดีจะไม่เพิ่มขึ้น และไม่ต้องนอนสะดุ้งไปอีก 20 ปี

3. ตำรวจจะไม่ให้ผู้ชุมนุมขัดขวางการประชุมสภา และคงกันให้ห่างจากทางเข้าออกเพื่อป้องกัน เหตุสุดวิสัย กำลังตำรวจน่าจะมีมากกว่าผู้ชุมนุมในอัตรา 2 ต่อ 1 และเพื่อมิให้ถูกกล่าวหาว่าทำผิด ตำรวจคงใช้กล้องจำนวนมากเป็นพยานและเป็นหลักฐานในการออกหมายจับคนที่กระทำผิดกฎหมายในภายหลัง

4. การนิรโทษกรรม เป็นเรื่องที่พอทำได้ เพราะยังไม่มีผลให้เกิดการแพ้ชนะแบบเด็ดขาด แต่บางคนอาจหวังต่อรองกับการยืดเวลาแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ ส.ส.วรชัย เหมะ นี้อาจเป็นผลงานทางการเมืองชิ้นแรกของ ส.ส.เพื่อไทย แต่การแก้รัฐธรรมนูญคงยากกว่าหลายเท่า

ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทำไม่สำเร็จ เรื่องอื่นก็จะเป็นเพียงดีแต่พูดเช่นกัน



อย่าเอาพัดลม มาต้านลมมรสุม

การต่อต้านกระแสการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพ รวมทั้งระบบการเชื่อมโยงของโลก ไม่ใช่เรื่องที่ฝืนได้ เพราะสิ่งเหล่านี้พัฒนาไปตามธรรมชาติ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในโลก ตามการพัฒนาความรู้และการสื่อสารซึ่งแพร่กระจายไปทั่วโลก

ปรากฏการณ์เหล่านี้เหมือนลมมรสุมที่พัดพาเมฆฝนให้เข้ามาตามฤดูกาลให้แผ่นดินได้รับความชุ่มชื้นจากสายฝน ซึ่งต้องมีเปียกกันบ้าง แต่บางคนไปยกพัดลมในบ้านมาสามตัว เปิดพัดลมเพื่อให้ต้านกับพายุฝน เมื่อรู้สึกว่าไม่พอก็ไปหาพัดลมตัวที่สี่ตัวที่ห้ามาตั้งอีก

เวลาตนเองไปยืนอยู่หน้าพัดลมก็รู้สึกว่าลมแรงดีมาก แต่แท้จริงแล้ว พื้นที่ของพายุในท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล พัดลมห้าตัวเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่อาจต้านพายุฝนตามธรรมชาติได้


หน้ากากขาวและคนคลุมหน้าถือปืนที่อ้างว่าเป็น อัลกอ อิดะฮ์ ก็เป็นเพียงพัดลมอีกสองยี่ห้อที่ไม่อาจยกมาต้านลมมรสุมในฤดูฝนนี้ได้



.