http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคค้าของเถื่อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรรคค้าของเถื่อน แสดงบทความทั้งหมด

2557-05-01

กปปส.คราวถอยรูด โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: กปปส.คราวถอยรูด
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/52968
. . Thu, 2014-05-01 22:04

( ภาพจาก เวบ hunsa.com )


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 
ที่มา โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 461 วันที่ 26 เมษายน 2557



เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมานี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)ว่า นายสุเทพต้องยกระดับการต่อสู้อีกกี่ครั้ง จึงจะถึงครั้งสุดท้ายจริงเสียที โดยอธิบายให้เห็นว่า เมื่อวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง ชีวิตคนกรุงเทพฯก็กลับมาเป็นปกติ คือ ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ทำงาน กลับบ้าน นอน เพื่อตื่นมาในวันรุ่งขึ้น แล้วทำเหมือนเดิม ซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้ แต่ความซ้ำซากจำเจนี้รวมถึง ม็อบ กปปส.ด้วย ที่ประกาศชุมนุมครั้งสุดท้าย ขอแรงพี่น้องเพื่อโค่นระบอบทักษิณครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องจำเจ

ต้นเรื่องมาจากคำปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ 16 เมษายน ที่เวทีชุมนุมสวนลุมพินีว่า กปปส.จะเริ่มปฏิบัติการต่อสู้ใน“ขั้นสุดท้าย” โดยจะมีการออกไปตามสถานที่และหน่วยงานต่างๆ เพื่อพบทั้งประชาชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องร่วมมือกันปฏิบัติเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินในการโค่นล้มระบอบทักษิณและปฏิรูปประเทศ นายสุเทพ อธิบายว่า จะไม่ยอมรับการเจรจายกเว้นแต่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาเจรจาด้วยตัวเอง และจะต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน นายสุเทพก็ยังย้ำลักษณะจำเจว่า การนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และว่า ถ้าหากปฏิรูปประเทศไม่ได้ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาด

แต่กระนั้น ก็เป็นที่อธิบายกันว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดของนายสุเทพขณะนี้ เป็นเพียงการกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้เสื่อมถอยที่เกิดขึ้น อย่างน้อยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ที่ กปปส.ต้องประกาศเลิกการปิดล้อมกรุงเทพฯ ยุบเวทีใหญ่ที่แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และถอยเข้าไปหลบมุมอยู่ในสวนลุมพินี ทิ้งให้ม็อบเล็กน้อย เช่น คปท. และ กองทัพธรรม ปิดถนนราชดำเนินจนกลายเป็นถนนร้าง ยึดกระทรวงมหาดไทยอันว่างเปล่า และทิ้งให้พระพุทธอิสระ ปิดถนนก่อกวนอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ หรือเท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลดลักษณะของการชุมนุมมวลมหาประชาชนอันคึกคัก เหลือทิ้งไว้แต่ขบวนการม็อบอันธพาลกวนเมืองที่เกะกะระราน ที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไป


ย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่เริ่มต้นจากม็อบพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2556 ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสามเสน ข้ออ้างในการชุมนุมขณะนั้น คือ การคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน จะเป็นการยกระดับการชุมนุมครั้งแรก โดยย้ายเวทีมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ปรากฏว่าการชุมนุมได้รับการตอบรับเกินคาดจากประชาชนชนชั้นกลางในเมือง ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศตัวลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำการชุมนุม ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล้มล้าง”ระบอบทักษิณ” มีสถิติว่า ในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว นายสุเทพประกาศยกระดับการชุมนุมอย่างน้อย 8 ครั้ง และยืนยันที่จะปิดฉากระบอบทักษิณภายในเดือนนั้น แม้ว่าจะมีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนไม่น้อย และนายสุเทพได้นำพาประชาชนไปปิดสถานที่ราชการสำคัญได้หลายแห่ง โดยเฉพาะที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แต่นายสุเทพก็ยังไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ตามปรารถนา

การเคลื่อนไหวเข้าสู่เดือนธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมช่วยกดดันสถานการณ์โดยในวันที่ 8 ธันวาคม ส.ส.ประชาธิปัตย์ 153 คน ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชนในเวลาเช้าวันนั้น แต่กลุ่ม กปปส.ของนายสุเทพกลับเสนอแนวทางปฏิเสธระบอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเสนอคำขวัญ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แล้วเสนอสภาแต่งตั้งของมวลมหาประชาชนขึ้นมาแทน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวทางการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ มิได้หวังพึ่งอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะเรียกร้องให้กองทัพกระทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลเป็นสำคัญ


ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ม็อบ กปปส.หันไปใช้ยุทธศาสตร์ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งในทุกขั้นตอน และนำมาสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย นายสุเทพอาจจะเห็นว่ามาตรการยังไม่รุนแรงกดดันเพียงพอ จึงประกาศ“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”ในวันที่ 13 มกราคม ร่วมกับแนวทาง“อารยะขัดขืนขั้นสำคัญ” คือตัดน้ำ-ตัดไฟ สถานที่ราชการ บ้านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการนี้จะทำให้โค่นระบบทักษิณได้ในเร็ววัน

การปิดกรุงเทพฯดำเนินการโดยจัดการชุมนุมประชาชนปิดสี่แยกสำคัญที่เป็นย่านธุรกิจ หรือเป็นชุมทางของการเดินทาง คือ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก แยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแจ้งวัฒนะ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่พ่อค้าประชาชน แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ กลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่อ้าง เพราะกลุ่ม กปปส.มิได้มี“หมัดเด็ด”ที่จะล้มรัฐบาลได้

กลับกลายเป็นว่า การปิดกรุงเทพฯนอกเหนือจากการสร้างความเดือดร้อน และทำให้เศรษฐกิจเสียหายเหลือคณานับแล้ว ม็อบ กปปส.ไม่ได้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย กองทัพก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พร้อมจะทำรัฐประหารตามคำสั่งนายสุเทพ
การขัดขวางการเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ผ่านไปโดยเรียบร้อย โดยมีประชาชนทั่วประเทศมาใช้สิทธิมากถึง 20 ล้านคน

ข้อเสนอ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”กลายเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจะมีสถิติว่า นายสุเทพได้ประกาศชัยชนะมาแล้วมากกว่า 21 ครั้งก็ตาม ในที่สุด ม็อบ กปปส.จึงต้องยอมคืนพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 3 มีนาคม

ตั้งแต่นั้นมา การดำเนินการล้มล้างประชาธิปไตยได้หลุดจากมือของ กปปส.ไปสู่บทบาทขององค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลแพ่งและศาลอาญา เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ได้ให้ความร่วมมือในการสร้างความชอบธรรมแก่การชุมนุมของ กปปส. และช่วยทำให้แกนนำและการ์ดของ กปปส.ที่ก่อการละเมิดกฎหมายหลายครั้ง ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แต่กระนั้น นายสุเทพและ กปปส.ก็ไม่เคยที่จะสร้างกระแสประชาชนได้ในระดับเดิมที่เคยทำได้ในช่วงแรกของการชุมนุม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเบื่อและความชินชาแม้กระทั่งจากผู้สนับสนุน กปปส. เพราะได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมมาแล้วถึง 6 เดือน ก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ดังใจหมาย การยืนหยัดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย น้ำหนักในการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงลดลงทุกที



บทเรียนแห่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวามีมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเคยสร้างผลสะเทือนอย่างมากใน พ.ศ.2551 แต่วันนี้สิ้นความหมาย การชุมนุมของคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) ที่เคยหวือหวาเมื่อ พ.ศ.2555 ก็ถูกลืมไปแล้วเช่นกัน

ม็อบ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเช่นนั้น!



________________________

โพสต์เพิ่มเติม

ขออนุญาตเผยแพร่ สื่อสารการเมืองที่บรรดา บก. แต่ละคนของ http://blog.politicalroad.org โพสต์ไว้ที่ต่างๆ

..Narait ร่วมส่งต่อความดีงามที่ปวงชนชาวไทยควรยึดถือ

10 อันดับคนดีมีคุณธรรมของสังคมไทย คุณค่าที่คนไทยคู่ควร
www.youtube.com/watch?v=nYedp3MaA9U





.

2557-01-21

สงครามกลางเมือง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

สงครามกลางเมือง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390230939
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 22:30:02 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 20 มกราคม 2557 )


หลายคนพูดว่า สถานการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ มีทางที่จะพัฒนาไปเป็นสงครามกลางเมือง หนึ่งในคนที่เตือนเรื่องนี้คือ ผบ.ทบ.

ผมสนใจว่า มันจะเป็นไปได้หรือไม่ และหากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทยขึ้นจริง จะมีลักษณะอย่างไร

สงครามกลางเมืองนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ปรปักษ์มีการจัดองค์กรเพื่อการทำสงคราม จนถึงนาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จัดองค์กรเพื่อทำสงคราม ยกเว้นแต่นับเอากองทัพเข้าไปเป็นคู่ปรปักษ์ด้วยเท่านั้น แต่กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (แม้พยายามจะอยู่เหนือรัฐตลอดมา) ฉะนั้นจึงขอเก็บเรื่องนี้ไปพูดถึงความเป็นไปได้ เมื่อรัฐได้เคลื่อนเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์แล้ว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปทางแนวนั้น หากเกิดการรัฐประหารขึ้น


หากรัฐสามารถยืนอยู่นอกความขัดแย้งได้ต่อไปในระยะยาว คู่ปรปักษ์จะสามารถพัฒนาการจัดองค์กรของตนเองเพื่อทำสงครามได้หรือไม่ เรื่องนี้ไปสัมพันธ์กับเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งของสงครามกลางเมือง จึงต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน

ความขัดแย้งกันภายในรัฐ จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ นอกจากต้องมีการจัดองค์กรเพื่อทำสงครามแล้ว คู่ปรปักษ์ยังต้องมีกองกำลังของตนเองที่สามารถปฏิบัติการได้เหมือนประจำการ ดังเช่น พคท.มีหน่วยทหารป่าของตนเอง ผู้ก่อการในสามจังหวัดภาคใต้ มี RKK เป็นต้น

ในกรณี พคท.ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทำให้สามารถติดอาวุธที่จำเป็นแก่กองกำลังได้ ผมไม่คิดว่าคู่ปรปักษ์ในครั้งนี้จะได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ฉะนั้นถึงจะมีกองกำลังของตนเอง ก็คงไม่มีสมรรถภาพเท่ากับกองทัพของรัฐโดยทั่วไป และหากรัฐกลายเป็นคู่ปรปักษ์เสียเอง ก็คงไม่สามารถทำสงครามในแบบกับรัฐได้แน่


แต่สงครามกลางเมืองในโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แปรเปลี่ยนจากสงครามกลางเมืองในสมัยก่อนหน้านั้นไปมาก แม้ไม่ทำสงครามในแบบ กองกำลังของคู่ปรปักษ์ (ไม่ว่าจะมีรัฐร่วมอยู่ด้วยหรือไม่) ก็อาจต่อสู้รบพุ่งกันได้ โดยวิธีอื่นๆ ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างมีสองกรณีคือพม่าและไอร์แลนด์


กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเคยได้รับความช่วยเหลือจากจีน กลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ที่คุกคามรัฐบาลพม่ามากที่สุด แต่ก็สลายตัวลงเพราะการปราบปรามของกองทัพพม่า อาวุธส่วนหนึ่งกระจัดกระจายไปยังกองกำลังของชนส่วนน้อย แม้กระนั้นก็ไม่สามารถรวบรวมและใช้ประโยชน์ได้เท่ากองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลทหารพม่าสามารถจัดการได้ แม้ไม่เด็ดขาด

แต่ภูมิภาคแถบนี้ รวมทั้งประเทศไทย คือตลาดใหญ่ของการค้าอาวุธเถื่อน ฉะนั้นหากกองกำลังใดที่ไม่ใช่ของรัฐ มีเงินพอ ก็ย่อมเข้าถึงอาวุธสงครามได้หลายชนิด พอที่จะทำสงครามนอกแบบสืบเนื่องไปได้ในระยะยาว ชนส่วนน้อยในพม่ามีเงินที่ได้มาจากยาเสพติด บางกลุ่มผลิตและค้าเอง บางกลุ่มเรียกเก็บเฉพาะค่าผ่านแดน, การเก็บค่าต๋งจากผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐ, หรือเก็บค่าผ่านแดนของสินค้าเข้าและออก และแน่นอนในบางครั้ง ก็ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ (เช่นในขณะที่กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่ายังเข้มแข็ง ไทยย่อมสนับสนุนกองกำลังของชนส่วนน้อยบางกลุ่ม เพื่อเป็นกำลังกันกระทบ)

ความยั่งยืนของสงครามกลางเมืองในพม่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากภูมิประเทศและระบบสื่อสารคมนาคมที่ยังไม่พัฒนา ทำให้อำนาจรัฐไม่เข้มแข็ง -- ทั้งเพราะรัฐคุมการกดขี่ข่มเหงประชาชนของข้าราชการตนเองไม่ได้ และทั้งเพราะกองกำลังของชนส่วนน้อยอาจโจมตีรัฐได้ง่าย -- ปัจจัยแง่นี้ไม่มีในประเทศไทย หากจะมีสงครามกลางเมืองในประเทศไทย คงไม่ออกมาในลักษณะการยึดพื้นที่บางส่วนเป็นฐานที่มั่นอย่างถาวร ดังเช่นที่เกิดในพม่า



กองกำลังของไออาร์เอฝังตัวอยู่ในชุมชน ได้รับความสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผู้นับถือศาสนาเดียวกัน ในขณะที่ได้ทุนจากการระดมจากชาวไอริชที่ไปตั้งรกรากในต่างประเทศ ปฏิบัติการคือการลอบสังหารด้วยวิธีต่างๆ และการก่อวินาศกรรมอย่างไม่มีขอบเขตต่อสังคมอังกฤษ เพื่อสร้างกระแสให้ประชาชนกดดันรัฐบาลประชาธิปไตยของตนให้เปลี่ยนนโยบายจากการทหารมาสู่การเจรจา (คืออาจไปจุดระเบิดในลอนดอนซึ่งอยู่นอกพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง)

มีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างการปฏิบัติการของไออาร์เอ และกลุ่มผู้ก่อการในภาคใต้ เพียงแต่กลุ่มผู้ก่อการนับวันก็ต้องพึ่งพาทุนจากการค้าที่ผิดกฎหมายมากขึ้น และปฏิบัติการมุ่งกระทำต่อรัฐไทยโดยตรง (สังหารเจ้าหน้าที่รัฐ และศัตรูของขบวนการในพื้นที่) ไม่มุ่งจะเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนไทยโดยรวม




หากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทย โดยที่รัฐไม่เข้ามาร่วมเป็นคู่ปรปักษ์ ผมอยากเดาว่า ความรุนแรงในการลอบสังหารและก่อวินาศกรรมไม่น่าจะรุนแรงเท่า เพราะการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์ต้องกระทำโดยเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง ส่วนใหญ่ของการลอบสังหารไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของคนส่วนใหญ่ การก่อวินาศกรรมมักกระทบถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย สถานการณ์อย่างนี้พึงระวังการก่อวินาศกรรมปลอมหรือการลอบสังหารปลอม เพื่อกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามมากกว่า

แต่หากรัฐเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที เช่นหากกองทัพทำรัฐประหาร กองทัพย่อมรู้ดีว่า ฝ่ายที่คัดค้านหรือจนถึงต่อต้านการรัฐประหารย่อมมีมาก เป็นธรรมดาที่กองทัพต้องขยายการคุมออกไปให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งขยายมากกำลังก็ยิ่งบางลง ตกเป็นเหยื่อของการต่อต้านได้มากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยซึ่งอาจยับยั้งการใช้ความรุนแรง (คือการแข่งขันทางการเมืองระหว่างสองกลุ่ม) หายไปเสียแล้ว เพราะการรัฐประหาร โอกาสที่จะต่อต้านการรัฐประหารด้วยความรุนแรงจึงเกิดขึ้นได้ง่าย

ผมควรกล่าวด้วยว่า สันติวิธีในการต่อต้านการรัฐประหารหรือรัฐที่ไม่ชอบธรรมนั้นมีมากและหลากหลายชนิด แต่สังคมไทยมีประสบการณ์อยู่เพียงอย่างเดียวคือการชุมนุมโดยสงบ เมื่อทำไม่ได้ ก็ไม่ช่ำชองพอจะใช้ยุทธวิธีของสันติวิธีอย่างอื่น ความเสี่ยงในการต่อต้านรัฐประหารที่นำไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อ (ไม่ว่าของฝ่ายใด) จึงมีมากขึ้น


แม้ไม่เกิดการรัฐประหาร รัฐก็เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันรัฐบาลพยายามถอยออกไปโดยยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สถานการณ์ก็บานปลายออกไปไม่หยุด จนทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลกลายเป็นคู่ปรปักษ์กับฝ่ายต่อต้านแทนรัฐบาลไปเสียเอง หากการเลือกตั้งนำมาซึ่งรัฐบาลใหม่ (จะช้าหรือเร็วหลังการเลือกตั้งก็ตาม) รัฐบาลใหม่จะปล่อยให้สถานการณ์กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนตน และฝ่ายประท้วง โดยรัฐไม่เกี่ยวเลยเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะโอกาสที่สองฝ่ายจะปะทะกันด้วยความรุนแรงย่อมเกิดได้เสมอ และที่จริงตอนนี้ก็มีการปะทะกันด้วยความรุนแรงอยู่บ้างแล้ว

รัฐต้องเป็นรัฐ ที่รักษาเวทีซึ่งมีกติกาแห่งความสงบสุขไว้ให้ได้ ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะขัดแย้งกันอย่างไร ใครก็ตามที่ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล จะปล่อยให้รัฐง่อยเปลี้ยเสียขาไปเรื่อยๆ เช่นนี้ไม่ได้



ดังนั้น หากพรรค พท.สามารถจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ จึงควรพิจารณาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ดี หากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถรับผิดชอบฟื้นฟูรัฐให้เป็นกรรมการกลางที่เที่ยงธรรมได้ (ด้วยเหตุใดก็ตามที และผมออกจะเชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์ทำไม่ได้) พรรคเพื่อไทยควรพิจารณาหานายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีนามสกุลเดิมหรือสัมพันธ์กับนามสกุลเดิม บุคคลผู้นั้นควรเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้างกว่าพรรคเพื่อไทย

ในส่วน ครม. ครึ่งหนึ่งหรือกว่านั้นควรเป็นคนนอกพรรคเพื่อไทย แต่เป็นคนที่สังคมวงกว้างยอมรับในความรู้ความสามารถ ไม่จำเป็นว่าเขาต้องมีภาพพจน์ที่เป็นกลาง เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งคนในสังคมวงกว้างเห็นว่ามีความรู้ความสามารถ (ไม่ว่าจะเห็นถูกหรือเห็นผิด) ก็ไม่ได้มีภาพพจน์ที่เป็นกลางแต่อย่างใด หรือคุณวีรชัย พลาศรัย ซึ่งมีความสามารถเป็นที่ยอมรับ และยังไม่มีภาพพจน์ที่เอียงข้างฝ่ายใด คนเหล่านี้ควรได้รับเชิญให้ไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย เพื่อบริหารประเทศไปได้อย่างราบรื่น

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเลือก ครม.จากการเสนอของพรรค ปชป.หรือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะรัฐบาลใหม่ไม่ใช่รัฐบาลประนีประนอม แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่จะฟื้นฟูความเป็นรัฐที่สามารถรักษาเวทีกลางของความขัดแย้งให้สงบสันติได้ การเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี เป็นภาระหน้าที่ของพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องเลือกให้เข้ามาบริหารความเจริญก้าวหน้าได้จริง โดยไม่ถูกขัดขวางอย่างไร้เหตุผลโดยศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, ม็อบ, demagogue และนักวิชาการบางกลุ่ม

หรือแม้แต่ใครที่อยู่เบื้องหลังม็อบสุเทพ ก็ไม่ต้องไปถามให้เขาเสนอชื่อใครเป็นอันขาด พอกันทีสำหรับเส้นสายเครือข่ายของพวกเขา ที่บ้านเมืองเละเป็นวุ้นอยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเส้นสายเครือข่ายเหล่านี้หรอกหรือ



รัฐอย่าได้ทำสงครามกลางเมืองเป็นอันขาด ใช้กฎหมายและเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่เพื่อรักษาอำนาจของรัฐเท่านั้น อย่าได้ตามไปแก้แค้นใครเกินกฎหมาย อย่าปราบปรามแบบปูพรม เมินเสียได้ก็พึงเมิน การกบฏกลางเมืองที่เผยตัวแกนนำชัดเจนอย่างนี้ รัฐไหนๆ ก็จัดการได้ง่ายทั้งสิ้น

แม้กระนั้น การต่อต้านรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงจะมีอยู่ต่อไป ทั้งข้างถนนไปจนถึงองค์กรอิสระ แต่รัฐบาลเพื่อไทยต้องยึดความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ไว้ให้ได้ ไม่ใช่โดยผ่านชื่อทักษิณ ชินวัตร แต่ผ่านนโยบาย, โครงการ, การกระทำให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ



.

2556-09-14

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

.
บทความ 2 : สัญญาณเตือนรัฐบาล จาก"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์"  ระวัง! กับดักองค์กรอิสระ
..........................................................................................................................................................

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379063946
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 22:08:04 น.

( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12   มติชนรายวัน 13 ก.ย.2556 )


คอฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกระดับอ่านหนังสือ "ข่าวสดไทยซอกเกอร์ลีก" เป็นประจำไม่เคยขาด บอกว่า แค่เห็นรูปคู่ระหว่างดาราสาว "น้องมะนาว" กับอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา เพียงแวบเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าถ่ายในขณะชมและเชียร์ฟุตบอล

เพราะเห็นเสื้อทีมเหย้าของสุพรรณบุรี เอฟซี ที่อดีตนายกฯสวมใส่อย่างเด่นชัด ขณะที่น้องมะนาวใส่เสื้อของสุพรรณบุรี เอฟซี เช่นเดียวกัน แต่เป็นเสื้อทีมเยือน
อบอวลด้วยบรรยากาศของเกมลูกหนัง ไม่มีอื่นใดเจือปน 
ยิ่งต่อมาได้ฟังคำแถลงของดาราสาวคนดังก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยยังได้เข้าแจ้งความตำรวจให้ตามล่าตัวมือมืดที่จงใจแพร่ภาพนี้ด้วยเจตนาร้าย

ขณะที่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีเป้าหมายเพื่อดิสเครดิตทางการเมือง เชื่อมโยงกับการที่นายบรรหารกำลังทำหน้าที่ผู้ประสานงานสภาปฏิรูปประเทศนั่นเอง



ข้อสังเกตของบุตรสาวนายบรรหาร น่าสนใจทีเดียว

เพราะนายบรรหารยิ่งเดินสายพบปะทุกฝักทุกฝ่าย ยิ่งทำให้บรรยากาศปรองดองทางการเมืองดูดีขึ้น แต่ก็อาจจะขัดแย้งกับทิศทางของบางกลุ่มการเมืองเป็นอย่างมาก

บางกลุ่มที่เคยได้ดิบได้ดี ในท่ามกลางความไม่ปกติทางการเมือง อาจเริ่มหวั่นเกรงว่าจะสูญเสียโอกาสนั้นไปได้

จะว่าไปแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า เงื่อนไขที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยวิธีการพิเศษนั้น

นับวันจะเหลือน้อยนิดเต็มที

โดยเห็นได้จากการวางท่าทีของบางขุมกำลังอำนาจ เริ่มนิ่งเฉย ลดบทบาททางการเมืองลงไป ถอยกลับเข้าสู่ที่ตั้งของตนเอง กลับเข้าอยู่ในแนวอยู่ในแถวอย่างสงบเรียบร้อย




ถ้าพูดอย่างเป็นรูปธรรม สถานการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันนี้ คลายความตึงเครียดไปมาก

เหลือแนวรบที่ต้องระแวดระวังแค่ไม่กี่แนว

แค่องค์กรอิสระบางองค์กรเท่านั้น


ส่วนแนวรบฝ่ายค้านและม็อบต่างๆ กลับไม่น่าหวาดหวั่นอะไร

การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะนี้ ไร้พลังอย่างชัดเจน ม็อบที่เคยใหญ่ก็ถึงวันต้องสลาย

ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งควรจะเป็นคู่ต่อสู้สำคัญ กลับทุ่มเก้าอี้ใส่ตัวเองกลางสภา กลับเผลอประจานตัวเองผ่านการพูดจาปราศรัยอัน "ไร้ความฉลาด"

หมดประสิทธิภาพไปแล้ว


มีความเป็นไปได้มากที่บ้านเมืองเรากำลังค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบเป็นลำดับ


หลังจากขัดแย้งแตกแยกมา 8-9 ปี มีการระดมทั้งแม่ทัพนายกองเหล่าขุนน้ำขุนนางยันเปาบุ้นจิ้น ออกมาเปิดหน้าสู้รบในทางการเมืองแบบแตกหัก ผลก็คือ บอบช้ำไปตามๆ กัน

ทุกฝ่ายอาจเริ่มสรุปบทเรียนได้แล้วว่า สถานการณ์สงครามนั้นผ่านเลยไปแล้ว ถึงเวลาต้องถอยกลับเข้าสู่ถิ่นที่ปกติของตนเองกันถ้วนหน้าแล้ว


อาจเริ่มยอมรับว่า การเมืองประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง เป็นกระแสใหญ่ที่ไม่มีใครขัดขวางได้

ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ จะเอาอำนาจพิเศษมากำหนดไม่ได้อีกแล้ว อำนาจประชาชนยังยิ่งใหญ่เสมอ



ถ้าทุกฝ่ายยอมรับเช่นนี้จริงๆ บ้านเมืองเราก็คงจะกลับเข้าที่เข้าทางเสียที

พรรคการเมืองบางพรรคเห็นจะต้องกลับมาปฏิรูปตัวเองครั้งใหญ่ เพื่อหันมาหาประชาชน ไม่ใช่เอาแต่อิงอำนาจนอกระบบ

มุ่งสู่สนามเลือกตั้ง ไม่ใช่เดินวนอยู่แถวย่านสำนักงานองค์กรอิสระ




* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline




+++

สัญญาณเตือนรัฐบาล จาก"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ระวัง! กับดักองค์กรอิสระ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379151505
วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:01:13 น.

( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 ก.ย.2556 ปี33 ฉ.1726 น.1726 )


ตลอดเวลา 2 ปีเศษของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ต้องเผชิญแรงเสียดทานจาก 3 ประสาน คือ พรรคฝ่ายค้าน กับ ส.ว.จำนวนหนึ่ง มวลชนนอกสภา และองค์กรอิสระ

จนไม่สามารถเดินหน้าได้สะดวกราบรื่น

ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรม จำนำข้าว โครงการ 2 ล้านล้าน
ตลอดจนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ทั้งที่ประเทศไทยเพิ่งประสบมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554



ท่ามกลางสมรภูมิต่อสู้ทางการเมือง การหักล้างกันด้วยประเด็นข้อกฎหมายยังเป็นอาวุธแหลมคม และสร้างอันตรายให้ฝ่ายรัฐบาลทุกฝีก้าว

ดังคำปาฐกถาของ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่"ฟันธง"ว่าตอนนี้รัฐบาลทำขัดรัฐธรรมนูญแล้ว หลายเรื่อง คือ

การไม่แถลงผลงานรัฐบาลปีละ 1 ครั้ง ต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 75 
โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (5) ซึ่งบัญญัติให้นโยบายที่รัฐกำหนดต้องให้มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม

"โครงการรับจำนำข้าวถือว่ารัฐผูกขาดตัดตอนเสียเอง ขัดหลักการรับจำนำ การจำนำคือเอาทรัพย์ไปประกันหนี้กับเจ้าหนี้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งต้องไถ่ถอนหรือมีการต่อรอง แต่นี่กลับตั้งโต๊ะรับซื้อทั้งหมด ถือเป็นการโกหกตั้งแต่ต้น"
นายวสันต์ ยังแสดงอาการหงุดหงิดต่อโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ล่าช้าจนเลยกำหนดการกู้เงินตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา
พร้อมกันนั้น ยังท้วงติงร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ว่าขัดต่อหลักความเสมอภาคทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เนื่องจากการนิรโทษกรรมจะยกเว้นใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ต้องนิรโทษกรรมทั้งยวง



ภายหลังการ"โยนระเบิด"ใส่รัฐบาล
ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อรัฐบาลที่กำลังรับศึกหลายด้านทั้งในและนอกสภา

ว่ากำลังถูกกระชับพื้นที่จากองค์กรอิสระตามแผน 3 ประสานหรือไม่



การฟันธงของนายวสันต์ ไม่ต่างจากการ"ชี้โพรง"ให้ฝ่ายค้านและเครือข่ายต้านรัฐบาล

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากคำพูดของอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะถูกหยิบยกไปขยายผลโจมตีรัฐบาล


นายชัยวัฒน์ บรมานันท์ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นว่า
บทบาทของนายวสันต์ เมื่อครั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่ามีลักษณะมองรัฐบาลในแง่ลบ เมื่อลาออกจากตำแหน่งแต่ยังแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดิม ทำให้สังคมเชื่อว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล 
การออกมาพูดในลักษณะโยนระเบิดใส่รัฐบาล กระทำได้ แต่ควรแน่ใจแล้วว่ารัฐบาลมีความผิดตามข้อกล่าวหา ด้วยการนำหลักฐานเอกสารมายืนยัน


ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่านายวสันต์เคยเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบุคคคลน่าเชื่อถือ นายวสันต์พูดเมื่อไหร่ ทุกคนต้องเงี่ยหูฟังเมื่อนั้น
ซึ่งกรณีนี้ นอกจากจะ"เข้าทาง"ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ยังถือเป็นการชี้นำ สร้างแรงกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังวินิจฉัยตีความเรื่องต่างๆ ของรัฐบาล

ในทางกลับกัน ถึงจะอ้างว่าเป็นการแสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนธรรมดา 
แต่นายวสันต์ต้องถูกฝ่ายหนุนรัฐบาลตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อครั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางจริงหรือไม่

คำถามประเภทนี้ เมื่อดังขึ้นมาก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยรวมอย่างไม่อาจเลี่ยง



ในแง่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ยังถูกโต้แย้งจาก นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายพนัส มองว่าการไม่แถลงผลงาน 1 ปี หรือแถลงล่าช้า ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง การไม่แถลงผลงานไม่ใช่การบริหารงานล้มเหลวที่จะนำไปสู่การล้มรัฐบาลได้ 
ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐหรือองค์กรอิสระบางแห่งไม่ได้รายงานผลการปฏิบัติงานตามเวลาที่กำหนดไว้ บางองค์กร 3-4 ปี ไม่ได้แถลง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา

สำหรับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม นายพนัสยืนยันว่าสามารถยกเว้นตัวบุคคลได้
หากใช้ตรรกะเหมือนที่นายวสันต์ตีความ กฎหมายอาญาของไทยทั้งฉบับที่กำหนดบทลงโทษแตกต่างกันหลายระดับ ก็จะใช้ไม่ได้ เพราะขัดหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 30"




มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายวสันต์ออกมาแสดงความเห็นเชิงลบต่อรัฐบาล

จะด้วยบังเอิญหรือจงใจ เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้พรรคประชาธิปัตย์ในความพยายามโค่นล้มรัฐบาล ว่าโอกาสไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว

หลังไม่ประสบความสำเร็จนักในการทดลอง"เป่านกหวีด" เดินนำม็อบใต้ทางด่วนอุรุพงษ์มายังรัฐสภา เพื่อคัดค้านการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม

หรือความพยายามขัดขวางที่ประชุมร่วมรัฐสภา ไม่ให้ผ่านวาระ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไปได้ง่ายๆ

แต่แล้วภาพการก่อกวนตีรวนตั้งแต่ต้นจนจบตลอดช่วงเวลากว่า 10 วัน ทำให้ภาพลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ติดลบชนิดกู่ไม่กลับ ทั้งยังสร้างความเบื่อหน่ายให้ประชาชนแสนสาหัส

ขณะที่แกนนำพันธมิตรฯ ก็ประกาศแยกเดินทางใครทางมัน ไม่ขอกอดเกี่ยวร่วมหัวจมท้ายกับพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป

ม็อบสวนยางภาคใต้ก็ถูกสังคมจับตาว่ามีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องตรงไหน อย่างไร ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าลงไปคลุกเต็มตัวมากนัก


นอกจากเตรียมยื่นตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายนิรโทษกรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่นายวสันต์ชี้ช่องให้บนเวทีปาฐกถา

รวมถึงการยื่นวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2557 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีรัฐบาลหั่นงบฯ องค์กรอิสระออกถึงร้อยละ 40 ซึ่ง ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.รวม 114 คน ดำเนินการไปแล้ว

ความหวังยังฝากไว้ตรงการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

เหมือนกรณีศาลปกครองเคยมีคำสั่ง"ติดเบรก"โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

เหมือนกรณี กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญา นายศิริโชค โสภา กรณีโพสต์ภาพเผาบ้านเผาเมืองช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่กลับไม่สั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่

เหล่านี้ สะท้อนถึงการพลิกเหลี่ยมมุมข้อกฎหมายคลี่คลายวงล้อมให้ฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็ใช้เหลี่ยมมุมข้อกฎหมายตีโอบกระชับพื้นที่ ไล่ต้อนรัฐบาลเข้าสู่กับระเบิด



แต่หากมองในมุมกลับ
กรณี นายวสันต์ เปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยให้รัฐบาลรีบคิดค้นเกมรับมือ

หาทางออกจาก"กับดัก"เหล่านี้เสียแต่เนิ่นๆ




* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly



.

2556-02-21

อย่าดูถูก(กู)ประชาชน อย่าเสียค่าโง่ซ้ำซาก โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.

อย่าดูถูก(กู)ประชาชน อย่าเสียค่าโง่ซ้ำซาก
โดย มุกดา สุวรรณชาติ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1361364189 . . 21 ก.พ. 2556  08:03:21 น.
จากคอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว มติชนสุดสัปดาห์ 15-21 กุมภาพันธ์ 2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1696 หน้า 20


ว่าจะไม่เขียนเรื่องซากโรงพัก 396 แห่ง แต่พอได้ยินว่าคนทำสัญญาไม่ผิดแต่รัฐบาลใหม่บริหารสัญญาไม่เป็นเอง ชาวบ้านก็อยากจะบอกว่า...อย่าดูถูกกู กูไม่โง่ และขอร้องว่าคนทำสัญญาอย่าแกล้งโง่ เพื่อจะเสียค่าโง่
คดีซากรถดับเพลิง, ซากโรงพัก 396 แห่ง และการต่อสัญญารถไฟฟ้า BTS เป็นบทเรียนการเสียค่าโง่ จากอดีต ปัจจุบันและจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อาจจะมิใช่ไม่มีฝีมือในการบริหารสัญญาอย่างที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวอ้าง
แต่เป็นเพราะการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการก่อนร่างสัญญา



โครงการสร้างโรงพัก 396 แห่งและแฟลต 163 แห่ง...
ค่าโง่ปัจจุบัน วงเงินหมื่นล้าน


ค่าโง่จากเรื่องนี้มิใช่มีเพียงแค่เงินและเวลา แต่คนที่อยากได้ส่วนแบ่งจากโครงการนี้ ไม่มีสามัญสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม นำเอาความเดือดร้อนและความปลอดภัยของประชาชน กับตำรวจมาหาประโยชน์ เรื่องนี้จะเป็นตำนานของคนที่กล้าโกงตำรวจทั้งประเทศ

17 กุมภาพันธ์ 2552 ครม.ยุคนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนอนุมัติหลักการสร้างโรงพักใหม่ทดแทนโรงพักที่เก่าเกิน 30 ปี ตามที่ สตช. เสนอมา หลังจากตั้งรัฐบาลในค่ายทหารได้ 2 เดือน 
18 พฤษภาคม 2552 พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ในฐานะที่ เป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานกรรมการที่เสนอให้การประมูล สร้างโรงพักทดแทนโรงพักเก่า โดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (9 ภาค) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับทราบ..ถึงตรงนี้ทุกอย่างปกติ

18 พฤศจิกายน 2552 เวลาผ่านไป 6 เดือนเต็ม มีการสั่งยกเลิกการประมูลแบบเดิมที่แบ่งเป็น 9 ภาค ทั้งการสร้างโรงพัก 396 แห่ง วงเงินเกือบ 6,300 ล้าน และการประมูลสร้างแฟลตตำรวจ วงเงิน 3,700 ล้าน และให้เปลี่ยนเป็นการประมูลแบบใหม่ ให้เลือกผู้รับเหมารายเดียวทำทั้งประเทศ
ช่วงนั้นรัฐบาลเปลี่ยน ผบ.ตร. เป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ตั้งแต่เดือนตุลาคม และ พล.ต.ท.พงศพัศ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องแล้ว เรื่องนี้กลายเป็น พงศพัศเสนอวิธีที่ดีแต่ไม่ทำ กลับไปเปลี่ยนวิธี ทำให้เสียค่าโง่ โรงพักกลายเป็นตอ

1. ทำไมต้องเปลี่ยนให้มันยากขนาดนั้น ทำแล้วมีผลดีตรงไหน? ดีกับใคร?

2. ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งยกเลิกการประมูลแบบ 9 ภาค และเปลี่ยนวิธีจัดจ้าง? 
อย่าอ้างว่า ตำรวจเสนอมาเพราะข้าราชการไม่ว่าใหญ่แค่ไหน ก็ไม่มีน้ำยาที่จะทำเรื่องแกล้งโง่ขนาดใหญ่อย่างนี้ได้ เรื่องนี้ทำไมรองนายกฯ สุเทพจึงไม่ค้าน มีแต่ผู้รับเหมาที่คัดค้าน แต่ผลสุดท้าย ทุกคนต้องยอมตามผู้มีอำนาจ

3. ทุกคนรู้แก่ใจว่าบริษัทเดียวไม่สามารถทำเสร็จให้ทันเวลาทั้ง 396 แห่ง แต่สามารถขออนุญาตให้มีคนรับช่วงงานได้ แต่ผู้ว่าจ้างต้องยอมอนุมัติ ดังนั้น คนที่กล้าประมูลงานนี้และรับงานไปทำ ต้องมั่นใจว่าตนเองเส้นใหญ่พอ ที่จะจ่ายงานให้ผู้รับเหมา รับช่วงต่อไปได้โดยได้รับอนุมัติ และถึงไม่ได้รับอนุมัติก็ไม่มีใครกล้ามายุ่ง

4. มีการเบิกเงินล่วงหน้าค่าก่อสร้าง 15% ซึ่งทำได้เพราะไปเขียนไว้ในเงื่อนไข ที โอ อาร์ในยุคของ พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ โดยมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับทราบ 
ผู้ประมูลงานได้จึงมีสิทธิเบิกเกือบ 900 ล้านไปใช้ แต่เบิกไปตั้งแต่เมื่อใด? ทำไมผู้รับเหมาจึงไม่ได้รับเงินเพื่อไปใช้ในการก่อสร้าง จึงต้องทิ้งงาน? เงินเดินทางไปเที่ยวที่ไหน? ต้องติดตาม

5. การขยายเวลาในสัญญา ...ไม่เพียงแต่สาเหตุเรื่องน้ำท่วม แต่การส่งมอบพื้นที่ล่าช้าของโรงพักหลายแห่ง เป็นข้ออ้างทำให้ผู้รับเหมาขอขยายเวลาเพื่อต่อสัญญา ตำรวจที่อยู่ในท้องที่แจ้งว่าเป็นเพราะหลายโรงพักไม่มีพื้นที่ว่างให้สร้างโรงพักใหม่ จำเป็นต้องรื้อโรงพักเก่า แต่ตำรวจต้องทำงานตามปกติ การขยับขยายพื้นที่เพื่อส่งมอบจึงไม่สามารถทำให้ได้ตามกำหนด เมื่อถูกเร่ง พวกเขาก็ต้องขยับขยายไปตามมีตามเกิด ผลสุดท้าย เมื่อโรงพักเก่าถูกรื้อ และโรงพักใหม่สร้างไม่เสร็จ สภาพการทำงานของตำรวจเหล่านั้น จึงอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม น่าอเนจอนาถเป็นอย่างยิ่ง

แต่จะเห็นว่าไม่ว่าจะส่งมอบพื้นที่เร็วหรือช้า ก็ไม่มีโรงพักไหนสร้างเสร็จเพราะเหตุผลหลักคือ ผู้ประมูลได้จ่ายเงินให้คนก่อสร้างจริงน้อยมาก ทุกคนจึงต้องทิ้งงาน

ส่วนเรื่องค่าปรับ อย่าไปฝัน...เพราะคนที่กล้าโกงตำรวจทั้งประเทศไม่คิดจะเสียค่าปรับอยู่แล้ว



รัฐบาลปัจจุบัน
บริหารสัญญาไม่เป็นเลยทำไม่เสร็จ จริงหรือ?


การที่ ปชป. อ้างว่า มีการเซ็นสัญญา สร้างโรงพัก 396 แห่ง ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 ไม่กี่เดือน หลังจากนั้นมีเวลาเป็นปีที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องไปหาวิธี บริหารสัญญา ตามงบประมาณและเวลา ให้บรรลุเป้าหมาย ห้ามมาโทษผู้เซ็นสัญญา
ถ้าเป็นแบบนี้ มีคนไปเซ็นสัญญาเสียเปรียบ สัญญาขี้โกง สัญญาที่ทำไม่ได้ รัฐบาลชุดถัดไปก็ต้องเตรียมจ่ายค่าโง่ทุกครั้งไป

ที่รัฐบาลชุดนี้ ยังไม่ยกเลิกสัญญา เพราะอีกเพียงเดือนเดียวก็จะหมดอายุสัญญา หลังจากนั้นควรจัดการฟ้องร้องหาคนผิดมาลงโทษ เรียกค่าเสียหายให้สมกับความเดือดร้อนของตำรวจและประชาชน
ส่วนสัญญาใหม่ ควรใช้การประมูลเป็นรายจังหวัด ซึ่งจะแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องผูกพันกัน ทั้งงบประมาณและเวลา


ตัวอย่างการบริหารสัญญา 
การซื้อรถและเรือดับเพลิง
...การเสียค่าโง่ในอดีต 6,687 ล้าน...


เรื่องฝีมือการบริหารการจัดซื้อจัดจ้างตามสัญญา ต้องมาดู 8 ปี กทม. ในยุค ปชป.ได้แสดงฝีมือให้เห็นในการซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่า 6,687 ล้าน เดิมเรื่องนี้เป็นแค่ข้อตกลงแบบ AOU ต่อเนื่องมาจากสมัยสมัครเป็นผู้ว่าฯ จึงสามารถที่ยกเลิกสัญญาได้ไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
แกนนำ ปชป. เวลานั้น ก็เห็นว่าไม่ควรเปิด L/C แต่สุดท้ายผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็ตัดสินใจเปิด L/C ในปี 2548 มีแกนนำ ปชป. โวยวายกันอยู่พักหนึ่งและก็เงียบไป แต่เรื่องนี้ถูกกลบด้วยความขัดแย้งทางการเมือง และการรัฐประหาร ในปี 2549 จนกระทั่งมีการส่งมอบรถดับเพลิง แต่มีปัญหายาวนานต่อเนื่อง


รถและเรือจึงถูกจอดทิ้งไว้อยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังมาประมาณ 6 ปีแล้ว ข้ามมาจนหมดสมัย ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ และ กทม.ก็จ่ายเงินเป็นงวดๆ ตามสัญญาให้กับบริษัทสไตเออร์จนครบ 6,687 ล้านบาท บริษัทไทยและคนติดต่อ ก็รับค่านายหน้าไปแล้ว 
แต่ปัจจุบันรถและเรือดับเพลิง ไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติการได้ และ กทม. ยังค้างจ่ายค่าภาษีศุลกากรอีกประมาณ 1,300 ล้านบาท


ตอนรับรถก็อยู่ในสภาพใหม่ แต่จอดตากแดดตากฝนมา 6-7 ปี สภาพวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่ แถมต้องเสียค่าเช่าที่อีก
เรื่องนี้คงต้องตกไปอยู่ในมือผู้ว่าฯ คนที่จะชนะเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องถูกกล่าวหาว่าไม่สามารถบริหารจัดการให้ดีอีกตามเคย ทั้งๆ ที่ ปชป. บริหารอย่างสุดฝีมือมาตั้งแต่เป็นรถจนกระทั่งกำลังจะกลายเป็นเศษเหล็ก


ดังนั้น ผู้ว่าฯ คนต่อไปต้องแสดงฝีมือบริหารเศษเหล็ก 6,687 ล้าน ให้เป็นประโยชน์สูงสุด



อย่าดูถูกว่าเราไม่รู้
เรื่อง ค่าโง่ในอนาคต กรณีต่อสัญญา BTS 190,000 ล้าน


เรื่องในอดีตทำให้ต้องคาดการณ์เรื่องอนาคต ที่ กทม. ต่อสัญญาจ้างบริหารกับ BTS ล่วงหน้า 17 ปี ทั้งๆ ที่ควรจะทำในวาระของผู้ว่าฯ คนใหม่ถัดจากนี้ไปอีกสองสามคนคือในระยะเวลา 10-12 ปีข้างหน้า 
แต่วันนี้มีการต่อสัญญาไปแล้ว โดยไม่รู้ว่าอนาคตอีก 17 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจะพัฒนาล้ำหน้าไปแค่ไหน อาจมีผู้มารับจ้างที่มีเทคโนโลยีที่ดีและถูกกว่าก็ได้ แต่เมื่อต่อสัญญาไปแล้ว ทำให้ผู้บริหาร กทม. และรัฐบาลในอนาคตต้องเตรียมใจรับปัญหา


รีบต่อสัญญาทำไม?

ค่าจ้างบริหาร 190,000 ล้าน ทั้งส่วนต่อขยายและของเดิมซึ่งจะหมดสัญญาอีก 17 ปี จะได้รับการต่อสัญญาไปหมดพร้อมกันในอีก 30 ปีข้างหน้า ทำไมไม่ต่อสัญญาของส่วนต่อขยายเพียงแค่ 17 ปี จะได้หมดสัญญาพร้อมกันใน 17 ปีข้างหน้า
เพราะนี่คือการชิงความได้เปรียบของ BTS ที่ชิงยึดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ซึ่งเจริญที่สุดไว้ในมืออีก 30 ปี

จะเกิดอะไรขึ้นใน 5-10 ปี ข้างหน้า คือ กทม.และปริมณฑล จะมีเครือข่ายรถไฟฟ้าของรัฐบาล ทั้งเหนือดินและใต้ดินทั่วไปหมด ไปไกลถึงบางบัวทอง บางแค ปากน้ำ ลาดพร้าว บางกะปิ ศรีนครินทร์ ฯลฯ คนบางแคมาบางกะปิได้ด้วยรถไฟฟ้า
แต่บริเวณกลางเมือง เป็นเขตสัมปทานของ BTS ไปแล้ว อาจจะมีปัญหาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ถ้าใช้ตั๋วระบบเดียว ถ้าต่างระบบค่าโดยสารก็ต่างและยุ่งยาก

ตรงนี้จะเห็นว่าถ้าวันนี้ ต่อสัญญาเพียงแค่ 17 ปี อีก 10 ปีข้างหน้า BTS สัญญาจะเหลือแค่ 7 ปี ใกล้ระยะเตรียมการต่อสัญญาพอดี อีกทั้งอาจจะมีรายอื่นๆ ซึ่งบริหารรถไฟฟ้าสายอื่นอยู่เป็นตัวเลือก ทำให้เกิดการแข่งขันและต่อรองได้ ทั้งค่าจ้าง ค่าโดยสาร
แต่การต่อสัญญาอีก 30 ปี จะทำให้อำนาจการต่อรองของรัฐลดลงทันทีเพราะ BTS จะเหลือสัญญาอีก 20 ปี ยังมีอีกหลายเรื่องที่คิดว่าหลังการสอบสวนจะรู้มากขึ้น เช่น รายได้

ที่ประชาชนสงสัยไม่ใช่เรื่องที่ว่า กทม. มีอำนาจทำหรือไม่ แต่พวกเขาสงสัยว่าการรีบร้อนต่อสัญญาครั้งนี้แกล้งโง่หรือเปล่า?


ใครได้ประโยชน์?

คาดว่าค่าโง่ในอนาคตจากเรื่องนี้ จะเป็นทั้งเรื่องเทคโนโลยีและค่าโดยสารทั้งระบบ แต่อาจมีค่าโง่บางส่วนอาจถูกจ่ายตั้งแต่วันนี้แล้ว อย่าคิดว่าชาวบ้านและคนที่กำลังตรวจสอบไม่ได้กินข้าว

ทั้งเรื่องรถดับเพลิง, โรงพัก 396 แห่งและต่อสัญญา BTS เป็น ค่าโง่ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ผิดพลาดซ้ำซาก มิใช่เป็นความไร้ฝีมือของคนรับผิดชอบ แต่เพราะการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการก่อนร่างสัญญา และระบบตรวจสอบ ที่ไม่มีประสิทธิภาพและเอียงข้าง

เรื่องฝีมือการบริหารสัญญา ของ ปชป. ถ้าจะยกมาอีกคงต้องทำเป็นเล่ม เรื่องใหญ่คือการบริหาร ปรส. ที่ขายทรัพย์สินของชาติ 851,000 ล้าน ให้ฝรั่งไปเพียง 190,000 ล้าน หรือเรื่องเล็กอย่างการบริหารสัญญาก่อสร้างสนามฟุตซอลที่หนองจอก การติดตั้งกล้องวงจรปิด

ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมากไปจึงไม่อยากพูดถึง
แต่วันนี้ดูเหมือนทีมงานหาเสียง ออกแนวมวยวัดเอาจุดอ่อนไปปะทะ แบบนี้จบเร็วแน่



การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
ปชป. จะแลกหมัด...ตอนกระแสตก


ขอปิดท้ายด้วยข่าวศึกชิงผู้ว่าฯ
สองยกแรกผู้ท้าชิงทำคะแนนชนะอย่างเอกฉันท์ ฝ่ายแชมป์เก่าออกอาการนิดๆ พี่เลี้ยงฝ่ายแชมป์ก็เลยสั่งลุยแลกหมัดตั้งแต่ยกสาม ดังนั้น จึงมีผู้คิดเกมแลกหมัดขึ้นมา...เกมลากพงศพัศไปโยงกับคดีสร้างโรงพัก 396 แห่ง แต่ระวังศอกกลับ เกมนี้สงสัยว่า ผลการปะทะจะทำให้พี่เลี้ยงของ ปชป.บาดเจ็บทั้งค่าย

วันนี้สิ่งที่คุณชายควรให้ทีมหาเสียงของ ปชป. ทำคือ หาเสียงอยู่ในกรอบของการเมือง กทม. และโจมตีให้น้อยที่สุดเพราะเมื่อออกนอกกรอบ เข้าสู่การเมืองแบบเลือกข้าง อาจถูกใจคนกลุ่มเดิมที่เลือก ปชป. อยู่แล้ว แต่ไม่ได้คะแนนเพิ่ม และจะเสียคะแนนคนกลางๆ หรือบางคนจะไม่ออกมาลงคะแนนให้เลย เรื่องการโจมตีให้น้อยเป็นเพราะทั้งคุณชายและ ปชป. มีแผลบาดเจ็บเต็มตัว ถ้าฝ่ายตรงข้ามโต้ตอบกลับมา อาการเจ็บช้ำจะกำเริบและอาจเสียหายไปถึงคนอื่นๆ ด้วย


ผู้ช่วยคุณชายหายไปไหน?
คำถามนี้ยังไม่มีใครตอบได้จริงๆ มีแต่คนคาดว่า ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ของคุณชาย ถ้าชนะเลือกตั้ง จะต้องถูกแบ่งสรรให้หลายฝ่ายตามที่ตกลงกัน คนที่คิดว่าไม่ได้ตำแหน่งก็เลยเงียบหายไป

และวันนี้ผู้ช่วยขาเก่าของคุณชายบางคนอาจจะแอบหัวเราะอยู่ในใจที่เห็นสไตล์หาเสียงแบบอ้างการเผาบ้านเผาเมืองและทักษิณจะยึด กทม. แล้วอ้างการซื้อเสียง 
พวกเขานึกถึงนักการเมืองรุ่นเก่าบางคนที่ไร้วิสัยทัศน์ แต่ไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้มาก

บางทีการจากไปอย่างเงียบๆ จะดีที่สุดแถมปลอดภัยจากการเป็นเป้าทางคดีต่างๆ

พวกเขาจะปล่อยให้พวกหัวรุนแรงแลกหมัดและแพ้น็อกอย่างสะใจ



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-01-19

สกัด“น้ำเน่า”, พริกปูม“พงศพัศ”, ขนมพอสมน้ำยา, หวังว่าไม่ใช่, บุญคุณต้องทดแทน, ปัญหายุคไหน? ในคอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

.

สกัด“น้ำเน่า”
โดย สมิงสามผลัด
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.


เพิ่งเริ่มหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ก็สาดโคลนสาดกันเปรอะเปื้อนไปหมด
ในโลกออนไลน์งัดกันออกมาฟาดฟันฝ่ายตรงข้าม
ทั้งจริงบ้าง-เท็จบ้าง อุตลุด กันไปหมด

ข้อมูลบางเรื่องก็ยกเมฆกันขึ้นมาดื้อๆ ขยายความกันต่อจนกระหึ่มไปทั้งบ้านเมือง
ตัดต่อภาพป้ายหาเสียง เพื่อดิสเครดิตกันง่ายๆ

จนล่าสุด พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา ประธานกกต.กทม.ต้องออกมาตักเตือน ห้ามใช้ความเท็จโจมตีคู่แข่งเด็ดขาด เพราะถือเป็นความผิดตามมาตรา 57 ของพ.ร.บ. เลือกตั้ง
"ขอเตือนผู้สมัครและผู้ช่วยหาเสียงให้ระวังการวิจารณ์หรือปราศรัยโจมตีใส่ร้าย ด้วยข้อความอันเป็นเท็จที่จะเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากขณะนี้เริ่มมีการโจมตีเรื่องคุณสมบัติของว่าที่ ผู้สมัครบางคนตามสื่อต่างๆ กกต.กทม.ต้องจับตา เพราะการกระทำดังกล่าวอาจถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง" พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ระบุ
การออกมาเตือนของกกต.ครั้งนี้ เพราะมีหลักฐานแล้วว่าโจมตีกันว่า พล.ต.อ.พงศพัศมีคดีอาญาติดตัวเมื่อสมัยเรียนหนังสือที่สหรัฐนั้นไม่เป็นความจริง
มีเอกสารผลการสอบสวนชัดเจน 
เช่นเดียวกับการระบุว่า พล.ต.อ.พงศพัศ เปลี่ยนจากเดิม ไพรัช เพื่อขอพระราชทานยศพล.ต.ต.
ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน
หากมีการนำเรื่องนี้ไปขยายผลไปหาเสียงโจมตีก็จะถือว่ามีความผิดทันที

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ยังเตือนถึงการนำคดีที่ดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เกี่ยวกับการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส มาเป็นประเด็นหาเสียงโจมตีคู่แข่ง
ก็เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.เลือกตั้งเช่นกัน
เพราะคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จึงยังไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความผิด

ปรามกันไว้ก่อนแบบนี้ก็ดี

จะได้ไม่หาเสียงกันแบบน้ำเน่า ชาวบ้านจะได้ไม่เบื่อการเมือง



++

พลิกปูม“พงศพัศ”
โดย สมิงสามผลัด
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.


พลันที่พรรคเพื่อไทยมีมติส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร.และเลขาฯ ป.ป.ส. ลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.
ก็มีการเปิดสโลแกนหาเสียงทันที
"วางยุทธศาสตร์ สร้างอนาคตกรุงเทพฯ ร่วมงานกับรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ" 
จุดขายคือทำงานร่วมกับรัฐบาลได้ ไม่มีปัญหา
ไม่ซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่กทม.ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่าเดินคนละทางกับรัฐบาล

นอกจากนี้ พล.ต.อ.พงศพัศเปิดใจเป็นครั้งแรกในเฟซบุ๊กว่า "ผม ขออาสาคืนความสุข สร้างรอยยิ้ม ให้กับพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกท่าน" 
ลองพลิกดูประวัติของผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.รายนี้
เป็น นรต.รุ่น 31 สอบได้ที่ 1 ทุกชั้นปี
ได้ทุนจากก.พ.ไปศึกษาต่อด้านอาชญาวิทยาที่มหาวิทยาลัยแซมฮิวสตันสเตต สหรัฐอเมริกา จนกระทั่ง จบปริญญาเอก
เส้นทางชีวิตราชการตำรวจ

รับตำแหน่ง ผบก.สารนิเทศในปี 2540 ได้รับ การพระราชทานยศเป็นพล.ต.ต. ซึ่งถือเป็นนายพลตำรวจ คนแรกในรุ่น

ขึ้นรองผบช.สตม. และได้เลื่อนยศเป็นพล.ต.ท.ในตำแหน่ง ผบช.ประจำตร. (ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรีและมหาดไทย) ก่อนโยกมาเป็นผบช.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.ในปี 2550

ถัดมาอีก 3 ปีขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ติดยศพล.ต.อ. และโยกเข้าสู่ตำแหน่ง รองผบ.ตร.ในเวลาต่อมา

และได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาฯ ป.ป.ส.ควบคู่อีกตำแหน่ง



พล.ต.อ.พงศพัศเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพราะเคยดำรงตำแหน่งโฆษกตำรวจถึง 5 สมัยซ้อน 
มีผลงานโดดเด่นด้านมวลชนสัมพันธ์ 
เป็นเจ้าของไอเดียฝากบ้านไว้กับตำรวจอันโด่งดัง 
โครงการตำรวจไฮเทคอีกหลายโครงการ 
มีผลงานปราบปรามยาเสพติดที่ยอดเยี่ยม ซึ่งไม่มุ่งเน้นแต่การกวดขันจับกุมอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการบำบัดควบคู่ไปด้วย

เมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2553 พล.ต.อ.พงศพัศก็ยังรับตำแหน่งเป็นโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) 
เป็นนักการเมืองหน้าใหม่
แต่เป็นตำรวจหน้าเก่าที่เชี่ยวชาญทั้งงานบริหาร และมวลชนสัมพันธ์
ที่ขันอาสาเข้ามารับใช้คนกรุงเทพฯ



++

ขนมพอสมน้ำยา
โดย คาดเชือก คาถาพัน
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.


ไม่งามแน่นอนครับ ที่ทหารในเครื่องแบบจะยกพวกกันไปทีละ 40-50 คนเพื่อประท้วงอะไรที่ไหน
เพราะภาพที่ทหารหรือกองทัพพยายามสร้างให้สังคมรับรู้มาหลายสิบปี (ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ถืออาวุธอย่างถูกกฎหมายได้ไม่กี่กลุ่มในสังคม) ก็คือความเป็นสุภาพบุรุษ ความเป็นลูกผู้ชาย (ที่ไม่ได้แปลว่าเอะอะก็ยกพวกตีกันหรือใช้กำลังตัดสินปัญหา แต่เป็นคนมีเหตุผล)
จะบอกว่าไปสุภาพ ไปนอกเวลาราชการ แต่ถ้ายังอยู่ในเครื่องแบบ
ไม่งาม

เพราะฉะนั้นถูกต้องแล้วครับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ออกมาตัดไฟ ทั้งด้วยการปรามผู้ใต้บังคับบัญชา และการขอโทษสังคม
ออกรูปนี้ "เท่"กว่าตั้งเยอะ
ใหญ่จริงต้องนิ่งเป็น

ไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือที่ไหนๆ
ผบ.ทบ.นิ่งนี่น่ากลัวกว่าผบ.ทบ.โวยวายตั้งไม่รู้กี่เท่า (ฮา)


แต่เชื่อว่าที่พล.อ.ประยุทธ์ "ยอม" นิ่งครั้งนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะให้น่ากลัว หรือไม่ได้เพราะท้อถอยจำนนอะไร
ยอมถอยให้หนึ่งก้าวเพราะไม่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน "หลุม" ที่มีคนพยายามขุดดักไว้ให้สังคมไทยตกลงไป
เมื่อไม่ต่อความยาวสาวความยืดแล้ว ดูกันต่อไปว่าตบมือข้างเดียวจะดังหรือไม่

จะยังมีรายการบิดเบือนข้อมูล มีถ้อยคำประณามหยามเหยียด หรือวาจาหยาบคายตามมาอีกหรือไม่
ไม่ใช่มองโลกในแง่ร้าย
แต่มีตัวอย่างหลายครั้งหลายกรณีในอดีตเป็นเครื่องยืนยันอยู่
ถ้ามาแก้ตัวได้หนนี้ก็สาธุ


และสำหรับองค์กรวิชาชีพสื่อที่พยายามเข้ามาเล่นบทคนกลางหรือผู้พิทักษ์คุณธรรมนั้น
คำถามมีอยู่ว่าจะพิทักษ์อะไร? 

ลูกหลานในบ้านไปขโมยของบ้านอื่น เขาตามมาทวงยังไปด่าพ่อล่อแม่ แต่ไปบอกว่าให้เลิกรากันทั้งสองฝ่าย

ไม่แยกผิดชอบชั่วดีให้ชัด ศรัทธาก็ถอยลงไปทุกที

ถ้ายังมีเหลืออยู่บ้างน่ะนะ



++

หวังว่าไม่ใช่ คำตอบที่สงสัย
โดย จ่าบ้าน 
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.


มีผู้พยายามแสดงความคิดเห็นร่วมช่วยคิดแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนไม่น้อย อาจเป็นเพราะเห็นว่าเวลาผ่านมาเนิ่นนานขึ้นปีที่ 10 แล้ว แม้มีความพยายามใช้ไม่รู้กี่วิธีการในการแก้ปัญหา แต่ความรุนแรงยังเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เช่นเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ยังมีเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บอีก

เมื่อหลายปีก่อน สหราชอาณาจักรมีปัญหาการก่อการร้ายเกิดขึ้นในมหานครลอนดอน ทั้งการลอบวางระเบิดใหญ่หลายครั้ง เป็นเหตุให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ทั้งรัฐบาล และตำรวจต่างหาวิธีการเข้าถึงปัญหาและนำไปสู่การเจรจา กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายควบคู่ไปกับการปราบปรามและ ป้องปราม
ในที่สุด หลังจากเหตุเกิดขึ้นยาวนานถึง 10 ปี ประเทศอังกฤษก็กลับมาสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะการก่อการร้ายในมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสหราชอาณาจักร ถ้าจะว่าไปแล้วร้ายแรงและรุนแรงมาก เนื่องจากไม่เพียงแต่ชาวลอนดอนเท่านั้นที่ได้รับความเดือดร้อน นักท่องเที่ยว นักธุรกิจก็เดือดร้อนไปด้วย

การแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่ความสงบสันติของรัฐบาลอังกฤษน่าจะเป็นแบบอย่างของรัฐบาลไทย หรือผู้รับผิดชอบความสงบภายในประเทศของเราได้เป็นอย่างดี 
แม้การก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้จะมีพื้นที่หลายจุด แต่เชื่อว่ากลุ่มผู้ก่อการไม่สงบถึงขั้นก่อการร้ายสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของรัฐและประชาชนน่าจะเกิดจากกลุ่มเดียวกัน หรือผู้ที่มีแนวทางความคิดอย่างเดียวกัน

ไม่ทราบว่าวันนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบความสงบในสามจังหวัดภาคใต้ทราบอย่างถ่องแท้หรือยังว่า การก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีการปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2547 ถึงวันนี้มีกลุ่มใดบ้าง
เป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง กลุ่มรับจ้างก่อความไม่สงบ กลุ่มอาชญากรที่หวังผลประโยชน์ทางการค้าสิ่งผิดกฎหมาย หรือกลุ่มนักธุรกิจบางกลุ่มที่ดำเนินการผิดกฎหมายอยู่เบื้องหลัง

หวังว่าวันนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบคงมีคำตอบบ้างแล้ว

กระนั้นขอให้คำตอบไม่ใช่กลุ่มราชการที่หวังผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างที่สงสัยนะครับ 



++

บุญคุณต้องทดแทน จริงหรือ?
โดย จ่าบ้าน 
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.


แม้เรื่องการไปปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเสียงไม่เห็นด้วยกับการจับสลากของนายตำรวจคนหนึ่ง ทั้งในที่สุด ผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ตัดสินใจให้ใช้วิธีสมัครใจของนายตำรวจเจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่
ผลของการสมัครใจ ในหลายกองบัญชาการ มีผู้สมัครใจเกินกว่าจำนวนหลายแห่ง เป็นอันว่าผู้ที่จะลงไปปฏิบัติในพื้นที่ดังกล่าวครบตามจำนวนแล้ว 

กระนั้นการสมัครใจมิได้หมายความว่าเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการเสียทีเดียว แม้พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่ออันตรายอาจถึงแก่ชีวิต 
แต่ต้องยอมรับว่าการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการไปปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจยังมีผลประโยชน์แอบแฝงพอตัวทีเดียว


แม้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว จะมีความพยายามไม่ให้มีการวิ่งเต้นในการโยกย้ายแต่งตั้ง เช่นเดียวกับมีคำสั่งไม่ให้ข้าราชการตำรวจเข้าอวยพรในโอกาสปีใหม่ที่ผ่านมา กระนั้นภาษิตไทยที่ว่า "ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น" ก็ยังใช้ได้อยู่ 

เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ พลตำรวจเอกอชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตำรวจ ให้ความเห็นไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่วางตลาดขณะนี้น่ารับฟัง โดยเฉพาะที่ว่า
"ทุกวันนี้ผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งได้รับใบสั่งจากฝ่ายนโยบายการเมือง และใบสั่งอย่างไม่เป็นทางการจากบุคคลอื่นที่เคยมีความสัมพันธ์ มีบุญคุณต่อกัน หัวหน้าส่วนราชการถึงทางตัน คือรับฝากไม่ไหว...ยกตัวอย่าง ผบ. อดุลย์ ผ่านงานมากี่หน่วย กี่กองบัญชาการ...มีคนมีบุญมีคุณมากมาย ทุกคนมีสายสัมพันธ์ส่งเสริมกันมา ถ้าคนเหล่านี้ขอ พล.ต.อ.อดุลย์หมดทุกคน...แค่ 50 คน คนละตำแหน่ง จะทำอย่างไร พอไม่ได้ก็เสียมิตรหมด"

พลตำรวจเอกอชิรวิทย์ให้ความเห็นว่า "ถ้าวันนี้เราสนับสนุนให้คนมีความรู้ ความสามารถ มีที่ยืน ได้มาเป็นผู้บริหาร องค์กรจะดี"
แล้วทิ้งท้ายให้คิดว่า "ผู้มีอำนาจกล้าจะทำหรือไม่"
นั่นซิท่านผู้กำกับ



++

ปัญหายุคไหน?
โดย สมิงสามผลัด
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.


มีหลายฝ่ายเตือนไว้แล้วว่าปัญหาพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหาร จะลุกลามวุ่นวายอีก
หากมีการหยิบยกเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง
เพราะความขัดแย้งเรื่องเขตแดนของ 2 ประเทศ ต้องแก้ปัญหาด้วยการทูต
ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในการหาข้อสรุป

แต่กลับมีบางกลุ่มบางพวกจุดประเด็นคลั่งชาติ 
เพื่อใช้เป็นอาวุธเล่นงานรัฐบาล 
ผลักไสให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นพวกไม่รักชาติ


การเรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลโลกกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารนั้น
ต้องย้อนถามว่าแล้วการถูกลากเข้าสู่เวทีศาลโลกเกิดขึ้นในสมัยไหน 
หากจำกันได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยที่ยังเป็น นายกฯ เป็นคนเซ็นตั้งทีมทนายไปสู้คดีที่ศาลโลกเมื่อ ปี 54 

ฉะนั้น การเข้ามาต่อสู้คดีเขาพระวิหารของรัฐบาลนี้ 
เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดในยุครัฐบาลที่แล้วด้วยซ้ำ


ล่าสุดก็มีข่าวดีว่าทางการกัมพูชาเตรียมพระราชทานอภัยโทษให้กับน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ 
โดยจะปล่อยตัวได้ 1 ก.พ.นี้ ในช่วงงานพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระนโรดมสีหนุ
ส่วนนายวีระ สมความคิด จะได้ลดหย่อนโทษให้เป็นเวลา 6 เดือน
เพื่อเตรียมพระราชทานอภัยโทษในคราวต่อไป

การเจรจาปล่อยตัวทั้งคู่ครั้งนี้ มีนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังโทร.หารือกับนายกฯฮุนเซนเอง 
หากจำกันได้กรณี "วีระ-ราตรี" ถูกทางการเขมรจับกุมพร้อมกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ขณะยกขบวนข้ามแดนไปกัมพูชา
เป็นที่มาของวาทะกระฉ่อนเมือง
"อย่าให้ใครรู้นะ เพราะมีนายกฯ(อภิสิทธิ์)รู้อยู่คนเดียว"



นี่ก็ชัดเจนว่าปัญหา "วีระ-ราตรี"ก็เกิดขึ้นในรัฐบาลที่แล้ว
ต่อมามีการช่วยเหลือ กลับมาได้บางคน
แต่กลับปล่อย"วีระ-ราตรี"โดนจองจำในคุกเปรย์ซอร์นาน 2 ปี

การเจรจาช่วยเหลือทั้งคู่ จึงถือเป็นผลงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เป็นการแก้ปัญหาที่ก่อในยุครัฐบาลเก่าอีกครั้ง



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2555-12-10

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ชะตากรรมของคู่แฝด

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ชะตากรรมของคู่แฝด
ในมติชน ออนไลน์  วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:11:41 น.
(ที่มา คอลัมน์ กระแสทรรศน์ ของ นสพ.มติชนรายวัน 10 ธ.ค. 2555 )


นิธิ เอียวศรีวงศ์

เกือบ 9 ปีผ่านไป คู่ปรปักษ์ของความขัดแย้งในภาคใต้ คงรู้แล้วว่า ไม่มีฝ่ายใดจะสามารถบรรลุเป้าประสงค์ทางการเมืองของตนได้ด้วยการต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธ 
ไม่ว่าจะทุ่มเทกำลังทหารลงไปเท่าไร ฝ่ายรัฐก็ไม่มีกำลังพอจะรักษาความสงบเรียบร้อยได้ ปฏิบัติการด้วยความรุนแรงของฝ่ายตรงข้ามก็ยังดำเนินต่อไป พร้อมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้ใช้ยุทธวิธีตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรงที่ปริ่มหรือนอกกฎหมาย ก็ไม่อาจยับยั้งปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามได้ ในระยะหลัง รัฐพยายามเปลี่ยนวิธีการ หันมาเน้นปฏิบัติการด้านจิตวิทยามวลชนมากขึ้นตามลำดับ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงไรก็ตาม เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า มีความพยายาม ทางฝ่ายรัฐที่จะยุติการตอบโต้ด้วยความรุนแรง  
นอกจากนี้ รัฐยังเห็นความจำเป็นมากขึ้นตามลำดับว่า งบประมาณที่ทุ่มลงไปในสามจังหวัดภาคใต้ต้อง ใช้เพื่อการ "พัฒนา" มากขึ้น แม้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การดำเนินนโยบายนี้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก แต่อย่างน้อยก็แสดงว่ารัฐตระหนักแล้วว่า ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้มีความสลับซับซ้อนมากกว่าปฏิบัติการของ "หัวกบฏ" เพียงไม่กี่คน

ทางฝ่ายผู้ก่อการ ก็คงเห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะก่อความรุนแรงสักเพียงไร ก็ไม่อาจทำให้รัฐไทยยอมจำนนได้ นอกจากฝ่ายก่อการไม่มีกำลังจะขยายการก่อการร้ายและวินาศกรรมไปได้กว้างขวางเพื่อให้กระทบต่อสังคมทั้งหมดแล้ว การก่อการในภาคใต้เองยังไม่สามารถจำกัดผลกระทบที่มีต่อประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประชาชนมลายูมุสลิมซึ่งควรเป็นฐานสนับสนุนที่สำคัญของขบวนการ ก่อให้เกิดการคัดค้านทั้งจากประชาชนในพื้นที่ และองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศของมุสลิมเอง (เช่น OIC) จึงเท่ากับบ่อนทำลายยุทธศาสตร์สำคัญของขบวนการ ที่จะทำให้ความเคลื่อนไหวของตนเป็นประเด็นนานาชาติ เพราะคงไม่มีองค์กรนานาชาติใด ที่จะสามารถรับรองขบวนการและความเคลื่อนไหวที่เป็น "ขบวนการก่อการร้าย" ได้ อย่างน้อยก็ทำอย่างออกหน้าไม่ได้

น่าประหลาดที่ว่า ความล้มเหลวในการใช้วิธีการต่างๆ ของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการ มีสาเหตุอย่างเดียวกัน นั่นคือหาหัวขบวนไม่เจอทั้งคู่ หรือพูดอย่างเป็นทางการว่าขาดเอกภาพทั้งสองฝ่าย


ทางฝ่ายรัฐ นโยบายจัดการความไม่สงบในภาคใต้กลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงการนำระหว่างกองทัพกับผู้นำทางการเมือง (แม้แต่ผู้นำนั้นได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหารหรือกองทัพ ก็ใช่ว่าจะมีอิสระในการกำหนด และดำเนินนโยบาย โดยกองทัพยอมปฏิบัติตามทุกอย่างไม่) โดยมีผู้ปฏิบัติฝ่ายอื่น โดยเฉพาะข้าราชการ พลเรือนนั่งรอดูผลอยู่บนรั้ว ด้วยเหตุดังนั้น นโยบายในการจัดการกับปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ดีหรือไม่ ก็ไม่เคยดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย 
ทางฝ่ายผู้ก่อการ ก็แทบไม่มีอะไรต่างกัน ยุทธวิธีคือการจัดองค์กรขนาดเล็กระดับตำบล แต่ละหน่วยมีอำนาจในการตัดสินใจด้านปฏิบัติการเองอย่างมาก เพื่อประโยชน์ในการปิดลับ ผู้ปฏิบัติการคนหนึ่งซึ่งเข้ามอบตัวให้สัมภาษณ์นักวิชาการว่า เขาฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาในระดับตำบลของเขา แต่เขาไม่รู้ว่าเขาสังกัดกับองค์กรอะไรแน่ เพียงแต่ได้รับการบอกเล่าว่าสังกัดอยู่กับ BRN-Coordinate (ซึ่งตัวเขาเองจะรู้จักองค์กรนี้ มากน้อยเพียงไรก็ไม่แน่) การประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติการขนาดเล็ก (ที่เรียกกันว่า RKK) คงมีอยู่บ้าง แต่ไม่แน่นแฟ้นอย่างที่ทางการไทยวาดภาพนัก

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่การประสานงานเพื่อปฏิบัติการก่อการร้ายสามารถทำได้ แต่การประสานงานเพื่อทำอย่างอื่นซึ่งมีความจำเป็นในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่เคยทำได้สำเร็จเลย เช่น ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำ PULO ให้สัญญาในการเจรจากับฝ่ายไทยครั้งหนึ่งว่า จะยุติการก่อความรุนแรงในสามอำเภอของนราธิวาสลง 3 สัปดาห์ แต่ในความเป็นจริง ก็ยังมีปฏิบัติการก่อความรุนแรงในสามอำเภอนั้นตลอดสามสัปดาห์ 

ยิ่งกว่านี้ก็ไม่น่าประหลาดด้วยที่เหล่าจูแว (pejuang - นักรบ ในภาษามาเลเซีย) อาจใช้กำลังและความสามารถของตนไปปฏิบัติการอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของขบวนการ เช่น คุ้มครอง หรือเป็นมือเป็นไม้ให้แก่การค้ายาเสพติด, ค้าน้ำมันเถื่อน, ค้ามนุษย์, บ่อนการพนัน หรือกิจการของเหล่าโสณทุจริตอื่นๆ
หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะสำเร็จในการปิดลับหัวขบวน แต่ขบวนการจะอ่อนแอลง ทั้งเพราะความแตกแยกภายใน และเพราะสูญเสียความน่าเชื่อถือแก่คนนอก และขบวนการจะหมดพลังที่จะปฏิบัติการอื่นใดได้ นอกจากก่อการร้าย ซึ่งไม่เป็นหนทางไปสู่เป้าหมายทางการเมืองของขบวนการ (ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นสิทธิในการปกครองตนเองหรือเอกราชของปาตานีก็ตาม)



บัดนี้ เกือบ 9 ปีผ่านไป ทั้งสองฝ่ายคือรัฐและผู้ก่อการคงตระหนักแล้วว่า ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อน แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถขยายจุดแข็งของตัวให้ได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถควบคุมจุดอ่อนของตนไม่ให้เป็นพิษต่อการปฏิบัติการของตน 
หนทางที่เหลืออยู่จึงมีเพียงสองทาง

หนึ่งคือ ใครจะมีสายป่านยาวกว่ากัน และใครจะ "เหนียว" กว่ากัน ในขณะที่การก่อการร้าย (อาจจะจากทั้งสองฝ่าย) ยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางความสูญเสียแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างไพศาล ปฏิเสธได้ยากว่า ในหนทางนี้ รัฐไทยย่อมมีสายป่านยาวกว่า และจึงควรจะ "เหนียว" กว่า (เช่นจนถึงทุกวันนี้ สถานการณ์ในภาคใต้ตอนล่างยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการแข่งขันทางการเมืองระหว่างพรรคการเมือง, กองทัพ หรือเสื้อสีต่างๆ) แต่รัฐก็ต้องระวังมิให้ทางฝ่ายผู้ก่อการต่อสายป่านของตน โดยได้รับการสนับสนุนทางการทูต, การเมืองระหว่างประเทศ หรือการเงินจากต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งในสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้และอนาคตอันใกล้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นเป็นไปได้ยาก ยกเว้นแต่รัฐไทยจะปฏิบัติการโง่ๆ จนเกินไป เช่นแทนที่จะโปรยนกกระดาษ กลับโปรยระเบิดแทน เป็นต้น (เรื่องที่ดูเหมือนง่ายๆ แค่นี้ บางทีรัฐไทยก็อาจทำไม่สำเร็จ - ดูข้างหน้า)
แม้ว่าหนทางนี้รัฐไทยได้เปรียบ แต่เกิดความเสียหายสูงมาก จนกระทั่งสังคมไทยไม่ควรยอมให้รัฐใช้ หนทางนี้เป็นอันขาด

หนทางที่สอง คือการเจรจา (อันเป็นคำที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ชอบ แต่ยอมให้ใช้คำว่า "กระบวนการไปสู่สันติภาพ") อันที่จริงมีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ระดับต่างๆ) และผู้นำชาวมลายูมุสลิมที่หลบภัยไปอยู่ต่างประเทศมาหลายครั้งแล้วในทุกรัฐบาล นับตั้งแต่รัฐบาลทักษิณเป็นต้นมา บางครั้งมีผู้นำต่างประเทศเช่น มาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นผู้จัดให้ บางครั้งก็เป็นรองประธานของโอไอซีจัดให้ แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่นำไปสู่มรรคผลเป็นรูปธรรมเลย อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเจรจาไม่บรรลุผลเป็นอุปสรรคภายในของทั้งสองฝ่าย ทางฝ่ายรัฐไทย คือ ความไม่เป็นเอกภาพหรือไม่มีหัวขบวนดังที่กล่าวแล้ว


นายกฯ หรือ ครม.อาจมีแนวทางไปอย่างหนึ่ง แต่ฝ่ายกองทัพอาจมีแนวทางไปอีกอย่างหนึ่ง จึงขัดขวางหรือไม่ร่วมมือทางด้านปฏิบัติ ซ้ำในระยะ 8 ปีกว่าที่ผ่านมา การเมืองไทยขาดเสถียรภาพอย่างยิ่ง เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยเสียจนฝ่ายการเมืองไม่สามารถสถาปนาการนำที่ชัดเจนขึ้นมาเหนือกองทัพได้ นโยบายเจรจาจึงแกว่งไปแกว่งมาระหว่างรัฐบาลชุดต่างๆ โดยไม่สามารถดำเนินการไปอย่างยั่งยืนได้ (ดู Patani Forum, การเจรจาสันติภาพระหว่างมลายูมุสลิมและรัฐไทย)

ทางฝ่ายผู้ก่อการก็มีปัญหาภายในคล้ายกัน ผู้เข้าร่วมเจรจากับรัฐไทยล้วนเป็นผู้นำรุ่นเก่าที่บางคนก็ยุติบทบาททางการเมืองของตนไปแล้ว บางคนถึงยังมีบทบาทช่วงชิงการนำของกลุ่มอยู่ ก็หาได้มีอำนาจในการควบคุมความเป็นไปบนภาคพื้นดินในพื้นที่ กลุ่มที่เชื่อกันว่าพอจะมีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ได้จริง คือ BRN-Coordinate ไม่เคยส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจาเลย มีบ้างที่ส่งเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเข้า "สังเกตการณ์" การประชุมเท่านั้น  
ปัญหาของเขาก็เหมือนปัญหาของเรา นั่นคือมีการช่วงชิงการนำกันระหว่างคนหลายกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มไม่สามารถหาความชอบธรรมที่คนอื่นยอมรับได้สักกลุ่มเดียว ยิ่งความจำเป็นบังคับให้ 
จูแวมีอิสระในการปฏิบัติการในพื้นที่แคบๆ ของตนเอง นับวันความเป็นอิสระของจูแวก็มากขึ้นจนกระทั่งดูเหมือนกลุ่มที่เคยบังคับบัญชา อยู่เบื้องหลัง (หากมีจริง) ก็หมดอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ไปอย่างมากเช่นกัน



ความแตกร้าวภายในของทั้งสองฝ่ายทำให้โอกาสที่จะปรับเป้าหมายของแต่ละฝ่ายให้เป็นไปได้เกิดขึ้นไม่ได้ไปด้วย สมมุติว่าฝ่ายไทยตั้งเป้าให้การเจรจานำไปสู่ "เขตปกครองพิเศษ" (ไม่ว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไร) ฝ่ายความมั่นคงซึ่งรวมถึงมหาดไทยด้วยยอมรับไม่ได้ คงจะอ้างเรื่องรัฐเดี่ยวหรืออื่นๆ ขึ้นมาคัดค้าน รัฐบาล (ทุกชุด) ย่อมเกรงว่าจะเป็นเหตุให้เกิดการล้มกระดานทางการเมือง จึงต้องจำกัดความ "เขตปกครองพิเศษ" จนไร้ความหมาย ซึ่งยากที่ฝ่ายผู้ก่อการจะยอมรับ 
สมมุติอีกเช่นกันว่า ฝ่ายไทยเสนอ "เขตปกครองพิเศษ" ที่รับได้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง คือกลุ่มที่เข้าร่วมเจรจา ยอมรับความแตกร้าวภายในของฝ่ายผู้ก่อการเองก็จะทำให้มีกลุ่มอื่นซึ่งอาจปลุกระดมว่า อะไรที่น้อยกว่าเอกราชหรือหนทางไปสู่เอกราชย่อมรับไม่ได้ทั้งสิ้น (ตามทฤษฎีการแข่งขันกันไปสู่การถอนรากถอนโคนอย่างสุดโต่ง) ก็จะมีกลุ่มปฏิบัติการในพื้นที่ยังคงปฏิบัติการต่อไป เหมือนการเจรจายังไม่เกิดขึ้น


สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ตอนล่างผ่านเวลามาเกือบเข้าปีที่ 9 ผ่านรัฐบาลมา 6 ชุด และผ่านงบประมาณหลายหมื่นล้าน ผ่านมาตรการและวิธีการ และการจัดโครงสร้างการบริหารมาไม่รู้จะกี่อย่าง ก็ยังไม่มีวี่แววจะดีขึ้น มาตรการ วิธีการ และการจัดโครงสร้างที่ผ่านมาทั้งหมด อาจมีจุดอ่อนที่สมควรจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่สาเหตุแห่งความล้มเหลวที่สำคัญที่สุดคือความอ่อนแอของการเมืองภายในของไทยเอง (เช่นเดียวกับหากมองจากฝ่ายเขา คือความอ่อนแอทางการเมืองภายในของกลุ่มก่อการเอง)

และตราบเท่าที่ไทยยังไม่สามารถนำความสงบและระเบียบทางการเมือง ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย กลับคืนมาได้ ตราบนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลชุดใดจะสามารถนำความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้ตอนล่างได้อีก
คู่ปรปักษ์ทั้งสองฝ่ายมีอะไรที่เหมือนกันดังฝาแฝด จนทำให้ไม่มีอะไรคืบหน้าได้เลย นอกจากความสูญเสียอันน่าเศร้าสะเทือนใจ



.

2554-06-06

เอกชนเอือม"คอร์รัปชั่น"ฯ, และ ดัชนีทุจริต คอร์รัปชั่นไทยฯ

.

เอกชนเอือม"คอร์รัปชั่น" ลุกฮือปลุกกระแสร่วมต้าน
คอลัมน์ เศรษฐกิจ มติชนออนไลน์ ฉบับวันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1606 หน้า 22


การประกาศเจตนารมณ์ "ต่อต้านคอร์รัปชั่น" ของเครือข่าย 21 องค์กรเอกชนไทย และก่อตั้งภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น จัดทำโครงการแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยต่อต้านการทุจริต ที่มีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นโต้โผใหญ่ โดยหวังจะมีบทบาทสำคัญต่อการล้างปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น กระตุ้นการตื่นตัวให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และร่วมมือกันปราบปรามให้การทุจริตคอร์รัปชั่นหมดไปจากประเทศไทย

กำลังเป็นที่จับตามองของทุกภาคส่วน ถึงการรวมตัวครั้งนี้จะสัมฤทธิผลได้จริงแค่ไหน

ในเจตนารมณ์ระบุถึงเหตุผลไว้ว่า "ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูงในอันดับต้นๆ ของโลก จากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี 2553 ของประเทศไทยสูงขึ้นมาก จากอันดับ 178 ประเทศทั่วโลก มาอยู่ที่ 78

สถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทยเลวร้ายมากขึ้น มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับผู้มีอำนาจเพื่อให้ได้งานหรือสิทธิประโยชน์มากกว่า 50% สูงขึ้นมากจากในอดีตช่วง 20-30 ปี

การจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือค่าตอบแทนเพียง 2-3% และเพิ่มเป็น 30-40% ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และกำลังเป็นปัญหาที่หยั่งรากฝังลึกยาวนานในสังคมไทย ไม่ต่างกับโรคร้ายที่คอยกัดกร่อนและบ่อนทำลายประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศชาติในอนาคต

สิ่งที่เลวร้ายลงไปอีกคือ คนไทยส่วนใหญ่กลับมองว่าเรื่องคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมและสามารถยอมรับได้"



เจตนาที่จะล้างขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการเปิดโปงปัญหาคอร์รัปชั่น ไม่ใช่เรื่องใหม่

ภาคเอกชนและทางวิชาการ มีการตีแผ่ออกมาเป็นระยะๆ และที่ผ่านมาการตื่นตัวและรับรู้ก็เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ ช่วงที่มีการนำเสนอเท่านั้น เหมือนคลี่นกระทบฝั่ง และสะท้อนให้เห็นว่าการจะพึ่งพากฎหมายหรือองค์กรที่มีหน้าที่ดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้นกระทำได้ยากแล้ว

ในรอบนี้ภาคีเครือข่าย จะถือฤกษ์ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ประกาศจุดยืนของภาคเอกชนทุกคน ที่อยู่ในภาคียุติการให้ การจ่ายใต้โต๊ะ หยุดการติดสินบน เลิกการจ่ายส่วย


เขาเหล่านี้เชื่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ นอกจากหวังกระตุ้นการตื่นตัว ล้มเลิกการจ่ายสินบนหรือยุติการเรียกร้องผลประโยชน์ต่างตอบแทนแล้ว จะอาศัยช่วงการเลือกตั้งส่งสัญญาณเตือนถึง "นักการเมือง" และ "รัฐบาลใหม่" ว่า ต่อจากนี้จะเรียกร้องอะไรไม่ได้แล้ว และหยุดพฤติกรรมคอร์รัปชั่นเสียที

และ ในวันนั้นก็คาดหวังว่าจะได้เห็นกรณีศึกษาและต้นแบบความสำเร็จของการปราบปราม คอร์รัปชั่น จากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปราบปรามการคอร์รัปชั่น (Independent Commission Against Corruption หรือ ICAC) เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และอัพเดตสถานการณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทย



ก่อนหน้านี้ ทางวิชาการหลายสำนัก เคยลงพื้นที่ทำการสำรวจและรวบรวมการทุจริตคอร์รัปชั่นตามหน่วยงานต่างๆ ไว้หลายครั้ง แม้แต่ละครั้งจะไม่ระบุ "ข้อเท็จจริง" ทั้งหมด ว่าหน่วยงานใดที่เรียกรับผลประโยชน์ และไม่มีการประจานถึงผู้กระทำผิด

แต่ก็มักโชว์ตัวเลขการเรียกรับเงินหรือเรามักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า "จ่ายส่วย" ในอัตราที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และขั้นตอนของการจ่ายส่วยกว้างขวางมากขึ้น

ตัวเลขในแต่ละครั้งก็พบว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท จนล่าสุดที่มีการหยิบยกมาโจมตีกันในสภาผู้แทนราษฎรถึงการจ่ายส่วยต่อโครงการขนาดใหญ่ที่หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้าง มีอัตราสูงถึง 30% ต่อชิ้นงาน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท

แม้หลายรัฐบาลที่ผ่านมา เลือกใช้การประมูลแบบอีออคชั่น (เสนอประมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์พร้อมกัน) ก็ยังพบการฮั้วประมูล พอจับได้ก็ทำได้เพียงล้มประมูล

ในข้อศึกษาทางวิชาการที่ระบุไว้เป็นเบื้องลึก จะพบเห็นว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นมากอันดับต้นๆ คือหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการอนุมัติและอำนวยความสะดวกในภาคเอกชน ซึ่งไม่พ้นการตรวจสอบอนุมัติการส่งออกและนำเข้าสินค้า เช่น ท่าเรือ ด่านตรวจคน ตรวจสินค้า ตรวจรถยนต์

รองลงมาคือ ธุรกิจก่อสร้าง และการประมูลงานภาครัฐระดับชุมชน แม้จะมีมูลค่าต่อครั้งไม่สูง แต่ก็เป็นการจ่ายแบบน้ำซึมบ่อทราย หรือการจ่ายแบบไม่มีที่สิ้นสุด จ่ายต่อเนื่องทุกครั้งที่ต้องผ่าน

ธุรกิจด้านสาธารณสุข สุขภาพ การแพทย์ การศึกษา การเกษตร จัดซื้อจัดจ้าง ด้านงานประชาสัมพันธ์ ก็กำลังเป็นธุรกิจทำเงินให้กับกลุ่มทุจริตคอร์รัปชั่นที่โดดเด่นในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา



เมื่อได้มีโอกาสสอบถามเจ้าของธุรกิจและ นักวิชาการบางส่วนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคีเครือข่ายข้างต้น ก็ได้คำตอบเดียวกัน คือ เป็นเรื่องยากที่การทุจริตคอร์รัปชั่นจะลดลงหรือหมดไปจากประเทศไทย

เหตุผลสำคัญ คือ

ประเด็นแรก ประเทศไทยยังเป็นสังคมอุปถัมภ์ พื้นฐานกลุ่มประเทศอาเซียนไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย ทั้ง เวียดนาม พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา หรือแม้แต่ประเทศนอกอาเซียน อย่างจีน หรืออินเดียที่มีขนาดธุรกิจและเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าประเทศไทย ยังต้องอาศัยคอร์รัปชั่นต่อการได้รับเลือก การชนะประมูล หรือได้สิ่งที่ต้องการ

"ไทยยังถูกสอนถูกฝังในจิตสำนึกว่า การเกรงกลัวผู้มีอำนาจ พวกศักดินา ลูกน้องต้องเคารพทำตามที่ผู้ใหญ่สั่ง จึงเป็นช่องโหว่ต่อการรับจ่ายส่วย แม้จะไม่เต็มใจบ้างก็ไม่มีการคัดค้านจนออกนอกหน้า"

อีกประเด็นคือ กฎหมายไทยและการบังคับใช้กฎหมายไทยยังไม่แรงพอและยังมีช่องโหว่ ผู้ใช้กฎหมายก็ถูกมองถึงสองมาตรฐาน จึงขาดความเชื่อมั่นต่อการเข้าร้องเรียนและฟ้องร้อง ทั้งที่เกิดความผิดต่อองค์กรและประเทศชาติแล้ว ซึ่งรัฐบาลในหลายปีที่ผ่านมา จะไม่เห็นถึงการยกร่างหรือการปรับปรุงกฎหมายดูแลปัญหาคอร์รัปชั่น

ข้าราชการที่เรียกรับสินบนทั้งทางตรงและทางอ้อมเลยได้ใจ ไม่กลัวเกรงกฎหมาย พฤติกรรมนี้จึงลุกลามเหมือนโรคระบาดร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง ถูกมองว่าเป็นโรคที่ดื้อยาและไม่อาจเยียวยารักษาให้ทุเลาหรือหายขาดได้



ประเด็นสำคัญที่กำลังมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการทุจริตคอร์รัปชั่นไทย อาจเป็นปัญหาจุกอกไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา คือ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ที่กำลังเกิดการแข่งขันแย่งจ่ายส่วยหรือสินบน เพื่อให้ได้รับอนุมัติให้นำเข้า หรือได้มาซึ่งใบอนุญาตต่อการได้รับสิทธิต่อโครงการต่างๆ

เพราะการได้เปรียบจากเงินทุนที่มากกว่า และสายป่านทางธุรกิจที่ดีกว่าธุรกิจในไทย จึงทำให้ธุรกิจต่างชาติ หรือนอมินี (จ้างคนไทยถือหุ้นแทน) กำลังเข้ามามีบทบาทต่อการเข้าประมูลงานที่กำลังเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่

เพราะจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นการประชานิยม ให้ความหวังต่อการได้งบประมาณเพื่อการพัฒนาทั้งในระดับโครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศ และโครงการระดับท้องถิ่น มูลค่าไม่น้อยกว่า 4-5 แสนล้านบาท

รวมจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปอีก 3-4 แสนล้านบาท หักค่านายหน้าแค่ 30% ก็จะเกิดความสูญเสียต่อธุรกิจและประเทศชาติถึง 3 แสนล้านบาท

หากเฉลี่ยถึง 50% อย่างที่ภาคีต้านคอร์รัปชั่นระบุ มูลค่าก็สูงถึง 5 แสนล้านบาท เท่ากับประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเราแบกรับภาระกันเอง

แม้หลักการที่ว่าการคอร์รัปชั่นจะหมดไปก็เพียง "ไม่จ่าย"

แต่ในสภาพความเป็นจริง ที่การแข่งขันทวีความรุนแรงและการมุ่งเป้าหมายเปิดประเทศรับเสรีการค้า การลงทุน เพื่อหวังออกไปค้าขายและลงทุนนอกประเทศ เพื่อให้ได้งาน

ที่ผ่านมา มักจะได้ยินกันว่า เหตุที่ต้องจ่าย เพราะเขาจ่ายกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

ความพยายามที่จะหยุดพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่น จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ภาคเอกชนในฐานะผู้ให้ ต้องหยุดจ่ายได้จริงเสียก่อน



++

ดัชนีทุจริต คอร์รัปชั่นไทย จาก พ.ศ.2549 ถึง 2553 ทะยานสูงระหว่าง 1 ถึง 2 แสนล้าน
คอลัมน์ รายงานพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ ออนไลน์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1595 หน้า 101


ที่มา : ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจสถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทย อันมีพื้นฐานจากการสำรวจข้าราชการ นักธุรกิจและประชาชน 1,200 ตัวอย่าง

ปรากฏว่า การคอร์รัปชั่นของไทยโดยรวมอยู่ระดับที่รุนแรงมาก

โดยดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทยรวมเท่ากับ 3.5 จาก 10 จำแนกเป็นข้าราชการ 4.0 นักธุรกิจ 3.2 ประชาชน 3.4

โดยดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยในปัจจุบัน คะแนนรวมเท่ากับ 3.2 จาก 10 จำแนกเป็นข้าราชการ 3.7 นักธุรกิจ 2.9 ประชาชน 3.1

โดยดัชนีแนวโน้มสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยรวมเท่ากับ 3.8 จาก 10 จำแนกเป็นข้าราชการ 4.3 นักธุรกิจ 3.6 ประชาชน 3.7



นายธนาวรรธ์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เสนอความเห็นว่า

ในแง่ของการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกของคนในสังคม ดัชนีอยู่ที่ 2.9 ถือว่าต่ำที่สุด แสดงว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการในการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกต่อเรื่องคอร์รัปชั่นเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับ 3 ปีที่แล้ว ถือว่าแย่ลง อาจเป็นเพราะบางคนยอมรับค่านิยมว่าถ้าคอร์รัปชั่นแต่มีผลงานถือว่ารับได้

ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วง



ขณะเดียวกัน นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า

สาเหตุที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.2 เห็นว่าเกิดจากมีการแทรกแซงทางการเมืองและเกิดจากวัฒนธรรมเงินใต้โต๊ะร้อยละ 12.2 เท่ากัน

อีกร้อยละ 11.6 เห็นว่าเกิดจากการขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบในกระบวนการทางการเมือง

และร้อยละ 11.4 เห็นว่าเกิดจากระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทย

สำหรับการจ่ายเงินพิเศษให้กับข้าราชการหรือนักการเมืองนั้น ผู้ประกอบการต้องจ่ายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 โดยมีการจ่ายเงินกันมากกว่าร้อยละ 25 ของรายรับ มากที่สุดถึงร้อยละ 30 ของผู้ประกอบการที่ตอบทั้งหมด

และถ้าประเมินความเสียหายจากการคอร์รัปชั่นในปี 2553 ที่มีงบประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท จะมีความเสียหาย 1.69 แสนล้านบาทในกรณีที่ต้องจ่ายร้อยละ 25 หรือความเสียหาย 2 แสนล้านบาทในกรณีที่ต้องจ่ายร้อยละ 30

นี่ย่อมเป็นปัญหาระหว่างนักธุรกิจ ข้าราชการและนักการเมือง



นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวด้วยว่า

จะเห็นว่า ความตระหนักของสังคม ถือว่าต่ำมากๆ ทั้งที่มีการทุจริตกันอย่างมโหฬาร

โดยในปี 2554 หอการค้าไทยและพันธมิตรจะเดินหน้ารณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้สังคมเกิดความตระหนักในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น ในไตรมาสที่ 1 จะเชิญหน่วยงานอิสระต่อต้านการคอร์รัปชั่น หรือ ไอซีเอซี ของฮ่องกงมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้คำแนะนำ

ไอซีเอซีถือเป็นหน่วยงานที่สามารถป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ



.