http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำนาจต่อรองผูกขาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำนาจต่อรองผูกขาด แสดงบทความทั้งหมด

2558-02-27

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา 
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425037443
. . วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เวลา 21:32:07 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ปี35 ฉ.1801 ประจำ20-26 ก.พ.2558)


วิดีโอที่ผมชอบดูเป็นพิเศษคือ Les Miserables ชุดที่เป็นละครเพลง เพราะนอกจากเพลงไพเราะแล้ว ส่วนใหญ่ของผู้แสดงร้องเพลง (ซึ่งดีทั้งทำนองและเนื้อร้อง)ได้เป็นเลิศ ฟังแล้วจับใจมาก ว่างเมื่อไรผมจึงชอบนำมาเปิดดูเสมอ

ครั้งสุดท้ายที่ได้ดู จึงได้พบว่า มีศาสนาคริสต์ถึงสามศาสนาในละครเพลงเรื่องนี้ (หรือในนิยายเรื่องนี้) ก็ไม่น่าแปลกอะไรนะครับ จะหานักคิดของชาติอะไรที่หมกมุ่นกับศาสนายิ่งไปกว่านักคิดสมัยใหม่ของฝรั่งเศสได้ยาก ทั้งปฏิเสธ ทั้งสนับสนุน ทั้งตีความใหม่ ทั้งจัดสถานะให้ศาสนาไว้ในที่ต่างๆ ทางการเมืองและสังคมแตกต่างกันเป็นหลายสิบอย่าง ดังนั้น หาก วิกตอร์ อูโก ไม่พูดถึงศาสนาในนิยายชิ้นเอกนี้เลยสิ ถึงจะแปลก


ศาสนาคริสต์แรกเป็นของชาแวร์ต สารวัตรตำรวจ ผู้ตามล่าวัลชองตัวพระเอก ซึ่งเคยก่ออาชญากรรมลักขโมยเพื่อเอาเงินไปช่วยน้องสาวที่กำลังป่วยมาก่อน จนถูกจำขังให้ทำงานหนัก และได้รับภาคทัณฑ์ปล่อยตัว ในโลกของชาแวร์ต มนุษย์มีเพียงสองประเภท คือคนดีกับคนชั่ว หน้าที่ของตำรวจคือกีดกันคนชั่วออกไปจากโลกของคนดี ตัวเขามีหน้าที่รักษากฎหมายเพื่อผดุงระเบียบสังคมเช่นนี้
ดังนั้น จึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะระเบียบสังคมเช่นนี้สอดคล้องกับกฎของพระเจ้า ซึ่งจะลงโทษคนชั่วซ้ำอีกเมื่อถึงวันชำระ กฎหมายคือประจักษ์พยานของพระเจ้าในโลกนี้ กฎหมายและพระเจ้าจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


ศาสนาคริสต์ที่สองคือศาสนาของวัลชองและหลวงพ่อ (หรือคุณพ่อ)ที่ไม่เอาผิดกับเขา เมื่อจับได้ว่าเขาขโมยเครื่องเงินของโบสถ์ไป นี่คือคริสต์ศาสนาแห่งความรัก ความเข้าใจ และการให้อภัย ซึ่งสามารถชุบชูอาชญากรให้ออกมาเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคมได้ ดังที่วัลชองช่วยเหลือลูกสาวของโสเภณีที่เขาหลงรักให้กลายเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจอันงดงาม ช่วยชาแวร์ตให้รอดพ้นจากการถูกนักศึกษาปฏิวัติสังหาร ฯลฯ


ศาสนาคริสต์ที่สามคือศาสนาของนักศึกษาปฏิวัติ ผู้ฝันถึงสังคมที่มีความเท่าเทียม ปราศจากการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ ที่ซึ่งทุกคนสามารถ เสวยผลของการทำงานของตนได้โดยไม่ถูกผู้มีอำนาจแย่งชิงแบ่งส่วนไป ทั้งในบทเพลงและในเนื้อเรื่อง เราอาจคิดว่านักศึกษาปฏิวัติไม่มีศาสนาก็ได้ แต่โลกที่อุบัติขึ้นจากการปฏิวัติคือภาพสะท้อนอาณาจักรของพระเจ้าในสวนอีเดนนั่นเอง อันเป็นภาวะที่อาจกลับเกิดขึ้นได้ใหม่ โดยไม่ต้องรอถึงวันชำระ



ข้อสังเกตประการแรกก็คือ คริสต์ศาสนาทั้งสามไม่เกี่ยวหรือไม่ค่อยเกี่ยวกับโลกหน้า ทั้งหมดเป็นอุดมคติของศาสนาที่อาจและควรเกิดขึ้นได้ในโลกนี้ ตกมาถึงสมัยของ วิกตอร์ อูโก นักคิดฝรั่งเศสไม่ใส่ใจกับมิติของโลกหน้าในศาสนาอีกแล้ว แต่หากศาสนาจะยังมีอยู่ ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าศาสนาสัมพันธ์กับโลกนี้อย่างไร


ข้อสังเกตประการที่สองสำคัญกว่า เพราะเป็นประเด็นที่ผมอยากนำมาเปรียบกับพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย นั่นก็คือสิ่งที่เรียกทางสังคมวิทยาว่า religiosity ซึ่งผมไม่รู้จะแปลไทยว่าอย่างไรดีไปกว่าคำที่คนไทยใช้มานานแล้วคือ "ถือ" ศาสนา
การถือศาสนานั้น แบ่งคุณลักษณะออกได้เป็นสามอย่าง
หนึ่งคือความรู้ความเข้าใจ (จะผิดหรือถูกตามคัมภีร์หรือไม่ก็ไม่สำคัญ)
สองคือสิ่งที่กระทบต่อจิตใจซึ่งผมขอเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า อารมณ์ความรู้สึก (ก็อีกเหมือนกันนะครับ สิ่งที่รู้สึกหรือมีอารมณ์นั้นจริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่รู้สึกจริงและมีอารมณ์จริงสำคัญกว่า เช่น คนเชื่อผีและได้เห็นผี เป็นต้น) 
และสามคือการปฏิบัติศาสนา จะเป็นพิธีกรรมหรือนำมาใช้ในชีวิตก็ตาม



ผมอยากพูดถึงคุณลักษณะอย่างที่สองของการถือศาสนา นั่นคือด้านอารมณ์ความรู้สึก ถ้าจะแปลคำนี้ในภาษาอังกฤษว่า sentiment, emotion ก็อาจยังไม่พอในบางกรณี เพราะอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอาจพัฒนาไปถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ecstasy ก็ได้ ในพิธีกรรมหรือสถานการณ์ที่เหมาะสม คือแรงเสียจนบังคับตัวเองไม่อยู่ ต้องไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกจนหมดตัว  
เช่น ในพิธีมะหะหร่ำของ (แขก) เจ้าเซน (มุสลิมนิกายชีอะห์) ผู้ร่วมขบวนแห่ในบางสังคม ทำร้ายตนเองจนเลือดตกยางออก หรือการลุยไฟของพิธีไหว้เจ้าของชาวจีนที่ภูเก็ต เป็นต้น

ขอให้สังเกตด้วยว่า การถือคริสต์ศาสนาทั้งสามใน Les Miserables นั้น ผู้ถือล้วนมีอารมณ์ความรู้สึกในการถือศาสนาอย่างเข้มข้นทั้งสิ้น ชาแวร์ตไม่ได้ตามล่าวัลชองด้วยความรักความเกลียดส่วนตัว แต่พระเจ้าหรือระเบียบทางสังคมที่เขามีหน้าที่รักษาเชิดชูไว้ ทำให้เขาปล่อยวัลชองไปไม่ได้ แทบจะเท่ากับการปฏิเสธพระเจ้าทีเดียว เพราะวัลชองคือตัวแทนของผู้ทำลายระเบียบกฎหมาย ซึ่งเท่ากับต่อต้านพระเจ้า ดังนั้น เมื่อเขาได้รับการช่วยชีวิตจากวัลชอง จึงทำให้เกิดความว้าวุ่นใจอย่างสุดขีด ยิ่งเมื่อเขาปล่อยให้ซาตานวัลชองนำคนเจ็บไปโรงพยาบาล แทนที่จะจับกุมไว้ ก็เท่ากับเขาเริ่มวางใจซาตานด้วยการกระทำ ชีวิตของเขาจึงไร้ความหมายแก่ตนเองไปทันที

วัลชองเองได้รับการชุบจิตวิญญาณขึ้นมาใหม่จากหลวงพ่อที่ช่วยปกป้องเขาจากการก่ออาชญากรรมครั้งใหม่ จากนั้นเขาก็ยึดถือศาสนาคริสต์อย่างแน่วแน่ ไม่ใช่เพียงมีความเชื่อตามพระคัมภีร์เท่านั้น เมื่อต้องเลือกระหว่างการพูดเท็จ กับการยอมรับความจริงซึ่งจะทำให้คนงานทั้งหมดต้องตกงาน เพลงร้องในตอนนี้แสดงว่าไม่ใช่การเลือกระหว่างทางเลือกในทางโลกย์ธรรมดา เป็นทางเลือกทางศาสนา เขาหวั่นวิตกว่า หากเขาเลือกการกล่าวเท็จ เขาก็จะถูกพระเจ้าลงโทษ ในขณะที่การปล่อยให้กิจการล้มลงด้วยการยอมรับความจริง คือการปฏิเสธความรักของพระเจ้าซึ่งในทางปฏิบัติคือความรักต่อเพื่อนมนุษย์นั่นเอง ในที่สุดวัลชองจึงเลือกการหนีเป็นการปฏิบัติศาสนาที่พร้อมมูลที่สุด
นี่คืออารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาที่รุนแรงและลึกซึ้ง เพราะกำกับการตัดสินใจของผู้ศรัทธาแม้ในยามวิกฤต เช่นเดียวกับการช่วยชีวิตชาแวร์ต และคำสัญญากับชาแวร์ตว่าเขาจะกลับมามอบตัว เมื่อได้พาคนเจ็บไปโรงพยาบาลแล้ว

ในส่วนอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของนักศึกษาปฏิวัตินั้น เห็นได้ชัดจนไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ยาวความ แม้การปฏิวัติอาจไม่ใช่คำสอนของคริสต์ศาสนา แต่อารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงอันมีต่อพันธะของการปฏิวัตินั้น ไม่ต่างอะไรจากอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของชาแวร์ตและวัลชองแต่อย่างใด



ผมคิดว่าคุณลักษณะอย่างที่สองของศาสนาคืออารมณ์ความรู้สึกนี้ เป็นตัวชีวิตของศาสนา เพราะมันเชื่อมคุณลักษณะอย่างที่หนึ่งคือความรู้ความเข้าใจให้ต่อกับคุณลักษณะอย่างที่สามคือการปฏิบัติ หากไม่มีอารมณ์ความรู้สึกมาทำหน้าที่นี้ ศาสนาก็สูญเสียชีวิตไป อย่างที่เราพบได้ในพระพุทธศาสนาของไทยปัจจุบัน (หรือจะว่าไปก็ในการ "ถือศาสนา" อื่นของสังคมอื่นในโลกปัจจุบันอีกมาก)

การ"ปฏิรูปศาสนา" ซึ่งกระทำในช่วงที่รัฐไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากทำให้องค์กรคณะสงฆ์ตกอยู่ใต้การกำกับควบคุมของรัฐอย่างเต็มที่แล้ว ยังตัดรอนเนื้อหาด้านอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของชาวพุทธไทยออกไปจนหมดอีกด้วย เพราะปัญญาชนไทยผู้นำการปฏิรูปอาศัยตรรกะของวิทยาศาสตร์ และเหตุผลนิยมแบบตะวันตกในยุคสมัยนั้น เป็นบรรทัดฐานในการตีความพระพุทธศาสนาที่พึงได้รับคำรับรองจากรัฐ

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของชาวพุทธไทยอยู่ที่ผี, เทวดา, เจ้าป่าเจ้าเขา, นรก, สวรรค์, อิทธิปาฏิหาริย์ ทั้งที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับศีลธรรมแบบพุทธ ที่ไม่ละเมิดทรัพย์สินของผู้อื่นก็เพราะกลัวตกนรก ไม่ละเมิดทรัพย์สินสาธารณะก็เพราะกลัวผีหรือเทพซึ่งคุ้มครองสิ่งเหล่านั้นจะทำร้ายเอา แต่ความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาแบบนี้ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ จึงต้องถูกขจัดออกไปจากพระพุทธศาสนาที่ถูกปฏิรูปแล้ว (บางคนเรียกว่าพุทธศาสนาที่เป็นทางการ)

อำนาจของรัฐซึ่งขยายมากขึ้นทั้งทางกว้างและทางลึก ทำให้พระพุทธศาสนาแบบไทยซึ่งมีมาแต่เดิมถูกกีดกันกดทับมากขึ้น จนกระทั่งในสำนักคนทรงทุกวันนี้ พระพุทธรูปเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาผีและเทพอีกหลายตนและองค์ที่ยกขึ้นบูชาบนหิ้งของอาจารย์ ความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาเหลือแต่สัญลักษณ์ แม้การทรงเจ้าเข้าผีเป็นอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาของพระพุทธศาสนาแน่


พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยทุกวันนี้ เป็นศาสนาที่โหว่ตรงกลาง คือมีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมคำสอน อาจดีกว่าสมัยโบราณด้วย เพราะอาจรู้กว้างขวางไปถึงคัมภีร์มหายานและวัชรยาน ซึ่งโบราณไม่รู้ แต่ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ไม่สู้จะมีผลไปสู่การปฏิบัติมากนัก เช่น เหลือคนถือศีลกินเพลในวันพระน้อยลงเต็มที อดเหล้าเข้าพรรษาทีก็ต้องรณรงค์กันขนานใหญ่ และไม่ได้ผลนักเพราะยอดจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

นี่เป็นธรรมดาของศาสนาที่โหว่กลาง คือไม่มีส่วนที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจไปสู่การปฏิบัติ และนี่เป็นผลอย่างหนึ่งที่เกิดกับศาสนาในยามที่ศาสนาเหลือแต่คำสอน, องค์กรนักบวช, สื่อ และผู้อ้างตนเป็นคนดีอีกฝูงใหญ่ ฯลฯ เมื่อศาสนาขาดอารมณ์ความรู้สึก




ผมยังอยากหยั่งลงไปถึงผลพวงของความโหว่กลางของพระพุทธศาสนาแบบทางการของไทย ในด้านอื่นๆ ที่อาจไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรง

ความเฟื่องฟูของเครื่องรางของขลังและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ก็อาจมองได้ว่าเป็นผลพวงอีกอย่างหนึ่งของการที่พระศาสนาไม่มีอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา ผมไม่ได้หมายความว่าแต่ก่อนเขาไม่เล่นพระเครื่องนะครับ พระเครื่องเมื่อเริ่มเล่นกันแพร่หลายมากขึ้นนั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาทีเดียว เช่น การปลุกพระนั้นคืออารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอย่างแรง ชนิดที่จะเรียกว่า ecstasy ยังได้ แต่คุณของพระเครื่องอย่างพระสมเด็จนั้น แม้ปลุกขึ้น แต่จะเป็นผลได้จริง ผู้บูชาก็ต้องถือศีลห้าด้วย พระเครื่องในทุกวันนี้แทบไม่สัมพันธ์อะไรกับคำสอนในพระพุทธศาสนาอีกแล้ว เหลือแต่เพียงสัญลักษณ์เหมือนพระพุทธรูปเหนือหิ้งผีของ"อาจารย์" ใบ้หวยนั่นแหละ

สำนักสมาธิวิปัสสนาจำนวนมากริเริ่มและดำเนินการโดยฆราวาส รับ "สาวก" ได้จำนวนมากจนหลายแห่งทำในเชิงธุรกิจก็มี ความเฟื่องฟูของสมาธิวิปัสสนาคือการตอบสนองต่อสิ่งที่ขาดหายไปในพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการ เพราะการทำสมาธิ (หากไม่ใช่พิธีกรรมแล้ว) คือเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาโดยตรง แม้แต่ได้ขณิกสมาธิในช่วงสั้นๆ ก็เปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรง ส่วนจะนำไปสู่การทำวิปัสสนาหรือไม่เป็นคนละเรื่อง ก็ดังที่ทุกท่านทราบแล้วว่า การทำสมาธิไม่ได้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว มีในทุกศาสนา หรืออาจทำโดยไม่ต้องเกี่ยวกับศาสนาอะไรเลยก็ได้

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือ อาจารย์สำนักสมาธิจำนวนไม่น้อยที่มีศิษย์หาจำนวนมากนั้น เป็นผู้หญิง สตรีเพศเป็นพลังของอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาอย่างไร เป็นเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยังไม่ขอคุยในที่นี้ เอาแต่ว่ามันเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้งทีเดียว


ผลอีกด้านหนึ่งของศาสนาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก ต้องดูจากลุงบุญมีผู้ระลึกชาติได้ ลุงบุญมีผู้"ถือศาสนา"ที่ยังครบถ้วนด้วยอารมณ์ความรู้สึก มีความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างผู้ร่วมทุกข์ด้วยกันกว้างขวางมาก ทั้งคนงานอพยพในไร่ เพื่อนบ้าน ผู้ดูแลพยาบาล ฯลฯ ไปจนถึงผีของเมียและญาติที่ตายไปแล้ว แม้จนผีในตำนานกำเนิดชาวอีสานก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลุงบุญมี แต่เด็กหนุ่มที่บวชหน้าไฟให้ลุงบุญมี (เป็นลูกหรือหลาน ผมก็ไม่แน่ใจ) นั้นแทบจะหาความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ได้เลย เพราะเขาถือศาสนาที่ไร้มิติของอารมณ์ความรู้สึก เมื่อนั่งดูรายการข่าวในโทรทัศน์ ทุกคนนั่งเงียบกริบ เพราะข่าวโทรทัศน์กำลังพูดถึงคนอื่นในสังคมวงกว้าง ซึ่งตนไม่รู้ว่าจะเชื่อมต่อตนเองเข้าไปกับคนที่เป็นนามธรรมเช่นนั้นได้อย่างไร
และว่าที่จริงเขาเชื่อมต่อกับตัวเองยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อเขาชวนน้าออกไปกินข้าวฟังเพลงในตอนท้ายเรื่องนั้น วิญญาณของเขาออกไปฟังเพลง หรือตัวเขาออกไปฟังเพลงกันแน่ เขาเองก็ไม่รู้และไม่สนใจ เพราะวิญญาณของเขาไม่ได้อยู่ในผ้าเหลืองมาแต่ต้นแล้ว ผ้าเหลืองเป็นการปฏิบัติศาสนาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น

หนังเรื่อง "ลุงบุญมีฯ" บอกเราว่า อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนานั้น มีผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคลด้วย เราเป็นหนึ่งในโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างใหญ่ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน หรือเป็นปัจเจกชนโดดๆ ที่ไม่เชื่อมโยงกับอะไรอีกเลย



เมื่อหาอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนากับพระพุทธศาสนาที่เป็นทางการไม่ได้ คนอีกจำนวนมากทีเดียวนำเอาอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนานี้ไปให้แก่บุคคล และบุคคลที่ได้รับโอนอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาไว้ได้มากที่สุดคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน มีผู้ถามว่าเมื่อราษฎรสามัญได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสต่างๆ เหตุใดจึงต้องหลั่งน้ำตา ผมคิดว่าคำตอบก็คือเป็นอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนา เหมือนคนโบราณได้เห็นพระบรมธาตุลอยไปในอากาศเป็นแสงรุ่งเรืองก่อนจะลับหายเข้าไปในพระบรมธาตุเจดีย์สักองค์หนึ่ง ชาวพุทธเรียกอาการอย่างนี้ว่า "ปีติ"

อารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาไม่ได้อุบัติขึ้นโดยไร้ที่มาที่ไป หากคิดถึงข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับผ่านสื่อมาแต่เล็กแต่น้อยเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ รวมไปถึงผลในทางปฏิบัติทั้งในโครงการหลวงและการเดินตามพระราชดำริในเรื่องต่างๆ หากมองจากคุณลักษณะสามด้านของศาสนา ประชาชนรับรู้เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ และหนทางปฏิบัติซึ่งตนเองก็อาจมีส่วนร่วมโดยตรง เช่นโดยเสด็จพระราชกุศล จึงไม่แปลกอะไรที่คุณสมบัติด้านที่สองอันเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาจะยึดกุมจิตใจของผู้ศรัทธาไปด้วย

ผมเชื่อว่า หากมองจากแง่มุมของความโหว่กลวงของศาสนา เราอาจอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมอีกหลายอย่างที่เกิดในสังคมไทยเวลานี้-ทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาโดยตรง และเกี่ยวโดยเปรียบเทียบ-ว่าสัมพันธ์อย่างไรกับอารมณ์ความรู้สึกทางศาสนาซึ่งขาดหายไปในพระพุทธศาสนาแบบทางการของไทย



.

2557-08-15

ความเป็นไทยและ ปชต.ของ ปชต.แบบไทยๆ โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

.

ประวิตร โรจนพฤกษ์: ความเป็นไทยและประชาธิปไตยของประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4978
. . ศ 15 สิงหาคม, 2014 - 05:58 | โดย pravit


เสาร์ที่แล้ว (9 สิงหาคม 2557) หัวหน้าคณะรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เอ่ยถึงคำว่าประชาธิปไตยแบบไทยอย่างน้อยสองครั้งในระหว่างการพูดเปิดงานปฎิรูปประเทศไทยซึ่งได้ถ่ายทอดสดไปทั้งประเทศ

คำถามคืออะไรคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ? และมีอะไรเป็นไทยหรือเป็นประชาธิปไตยในประชาธิปไตยแบบไทยบ้าง?
ประยุทธ์อาจมิได้ให้คำจำกัดความว่าประชาธิปไตยแบบไทยเป็นอย่างไรกันแน่ ต่างจากประชาธิปไตยแบบตะวันตกอย่างไร แต่ผู้เขียนก็อดสงสัยมิได้ว่าประชาธิปไตยแบบไทยอาจหมายถึงการยอมรับรัฐประหารเป็นระยะๆ หรือหมายถึงระบบเลือกตั้งที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยจำกัดกว่าในอดีต หรือแม้กระทั่งอาจหมายถึงการให้คนดีที่มิได้ผ่านการเลือกตั้งมาปกครองโดยมิสามารถตรวจสอบได้


หากมองให้ลึกลงไป การใช้คำว่า ‘ไทย’ ขยายความคำว่าประชาธิปไตยช่วยทำให้คำว่า ‘ประชาธิปไตยแบบไทย’ ดูเหมาะสมกับคนไทยยิ่งขึ้นและทำให้ระบอบกึ่งเผด็จการดูเป็นที่ยอมรับของนานาชาติมากยิ่งขึ้น

ทว่ามันไม่มีอะไรที่เป็น ‘ไทย’ ในประชาธิปไตยแบบไทยๆเพราะคนไทยเองยังตกลงกันไม่ได้เลยว่าต้องการการปกครองแบบไหน


คนไทยที่มีการศึกษาจำนวนหนึ่งชอบโมเดลกึ่งเผด็จการแบบสิงคโปร์ที่ฝายค้านถูกทำให้อ่อนปวกเปียก บ้างชอบระบอบเผด็จการทหาร แต่ก็ยังมีคนไทยอีกจำนวนมิน้อยที่ต้องการให้ยึดระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมาทนกับรัฐประหารเป็นระยะๆและเชื่อว่าควรปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยคลี่คลายปัญหาโดยตัวของมันเองเพราะหนทางประชาธิปไตยในไทยเพิ่งอายุแค่ 82 ปี

นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่ต้องการย้อนกลับไปสู่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช แต่ก็มีบางคนที่ต้องการเห็นประเทศเป็นสาธารณรัฐ




ในขณะเดียวกัน แทนที่จะใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบไทย เราอาจใช้คำว่าเผด็จการครึ่งใบหรือเผด็จการแบบไทยแทนก็ได้ แต่คำว่าเผด็จการนั้นมิน่าพิศมัยจึงเลือกใช้คำว่าประชาธิปไตยแทนดั่งคำว่า ‘ยิ้มสยาม’ ซึ่งอาจมิได้หมายถึงรอยยิ้มที่มาจากความดีใจก็เป็นได้

สังคมไทยควรเลิกหลอกตนเองเสียทีว่าอะไรคือประชาธิปไตยและอะไรคือเผด็จการโดยการใช้คำที่เคลือบแฝงสภาพความจริง


...............................
หมายเหตุ: บทความนี้ถอดความและดัดแปลงจาก ‘What makes ‘Thai-style democracy’ globally palatable?’ ซึ่งเขียนโดยผู้เขียนลงใน นสพ. The Nation ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม 2557



.

2557-06-16

สังคมอณู โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : สังคมอณู 
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1402932016
. . วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 22:51:11 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 16 มิ.ย.2557 )


ร้องเพลงเต้นรำก็มีความสุข แต่เป็นความสุขชั่วคราว อีกทั้งสังคมไทยก็ไม่ใช่สังคมที่ขาดแคลนการร้องเพลงเต้นรำ ธุรกิจบันเทิงเช่นนี้ยังปรับตัวให้คนต่างฐานะทางเศรษฐกิจเข้าถึงได้อย่างค่อนข้างทั่วถึง

ดังนั้น ร้องเพลงเต้นรำจึงไม่อาจสมานรอยร้าวหรือความแตกแยกในสังคม เพราะท่ามกลางความแตกแยกที่ผ่านมา ร้องเพลงเต้นรำก็มิได้ขาดหายไปไหน ความไร้พลังของร้องเพลงเต้นรำที่จะสมานรอยร้าว ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความแตกแยกนั้นร้าวลึกมานานเท่านั้น แต่มันได้สร้างความเจ็บปวดเป็นส่วนตัวให้แก่คนจำนวนมาก ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่สูญเสียญาติมิตรไปในการปะทะกันเท่านั้น

มีบางอย่างที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในภาพยนตร์ เมื่อใครสักคนถูกปืนจ่อหัว บังคับให้ลั่นไกปืนยิงเพื่อนที่คบกันมาตลอดชีวิต ระหว่างชีวิตเรากับชีวิตเขา มีทางเลือกได้เพียงอย่างเดียว 
ในฐานะมนุษย์ปุถุชน คุณลั่นไก ผมก็เข้าใจ 
คุณไม่ลั่นไก แต่ยอมถูกยิงหัวเละ ผมก็เข้าใจ

และในฐานะมนุษย์ปุถุชนเหมือนกัน มันเจ็บปวดเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องลั่นไก หรือคนที่จะถูกลั่นไก


ผมเข้าใจ (ซึ่งอาจผิด) ว่า สตาลินเป็นคนแรกที่พัฒนาอำนาจครอบงำของเผด็จการเบ็ดเสร็จไปถึงขั้นที่ทุกคนถูกปืนจ่อหัวให้ยิงเพื่อนของตนเอง นั่นก็คือเหนือกว่าตำรวจลับซึ่งเผด็จการเบ็ดเสร็จทุกแห่งย่อมใช้อย่างได้ผลทั้งสิ้น สตาลินได้สร้างระบบที่ทำให้ทุกคนกลายเป็นสายลับของรัฐเผด็จการทั้งหมด พฤติกรรมใดๆ ที่น่าระแวงสงสัยว่าเป็นปฏิปักษ์กับเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ จะถูกรายงานให้รัฐได้ทราบ เพราะการไม่รายงาน ทั้งๆ ที่รู้เห็นการกระทำเช่นนั้น อาจทำให้ได้รับโทษไม่ต่างจากกัน หรืออย่างน้อยก็ตกเป็นผู้ที่รัฐระแวงสงสัย ถึงตนเองไม่รายงาน ก็อาจมีผู้อื่นที่ใกล้ชิดกับบุคคลผู้นั้นรายงาน และในกรณีเช่นนั้น การไม่รายงานให้ทันเวลาก็คือร่วมมือหรืออย่างน้อยก็รู้เห็นเป็นใจกับปฏิปักษ์ของเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ

ปืนที่จ่อหัวอยู่เช่นนี้ บังคับให้ทุกคนยิงให้เร็ว ยิงโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ยิงก่อนที่ตนเองจะถูกยิงจนหัวเละ ยิงก่อนที่คนอื่นจะยิงเพื่อนของเรา เพราะเท่ากับเราจะต้องถูกยิงหัวเละอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฮิตเลอร์ไม่ได้ใช้วิธีการเช่นนี้ จึงทำให้มีเรื่องแบบ "ชินด์เลอร์′ส ลิสท์" ในภาพยนตร์ได้ (และที่จริงมีกรณีเช่นนี้อีกหลายกรณี ทั้งที่มีบันทึกและไม่มีโดยตรง)


ในสหภาพโซเวียตสมัยสตาลิน เราได้รู้เห็นเรื่องราวอันเจ็บปวดเช่นนี้เกิดขึ้นแก่บุคคลต่างๆ ตลอดมา หนึ่งในเรื่องที่จะเล่าในที่นี้คือเรื่องของเดวิด ออยสตร๊าค นักไวโอลินฝีมือหนึ่งกับรอสโตรโปวิทช์ นักเชลโลฝีมือหนึ่งเช่นกัน ทั้งคู่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลโซเวียตให้ออกไปแสดงในกรุงปารีส เย็นวันแรกที่ทั้งคู่ซึ่งเป็นเพื่อนกันออกเดินเที่ยวชมเมือง จู่ๆ ออยสตร๊าคก็คุกเข่าลงต่อหน้าเพื่อนของเขา จับมือของเพื่อนขึ้นทูนหัวแล้วร้องไห้ สารภาพว่าก่อนจะออกเดินทางมาปารีส เขาได้เขียนบทความลงอิสเวสเตีย ประณามเพื่อนของเขาอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์สร้างความเสื่อมเสียให้รอสโตรโปวิทช์ ตามความประสงค์ของสตาลินซึ่งไม่โปรดรอสโตรโปวิทช์แล้ว

รอสโตรโปวิทช์เล่าว่า เขากลับไปอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของเขาที่มอสโก บอกเมียและเตรียมเข้าของสำหรับการถูกส่งตัวไปไซบีเรีย นอนไม่หลับเพราะรอฟังเสียงเคาะประตูทั้งคืน ติดต่อกันหลายคืน กว่าจะรู้ว่าโทษของเขาไม่หนักถึงเพียงนั้น เขาได้แต่ถูกเพื่อนทุกคน "ยิง" โดยไม่ร่วมงานและไม่คบค้าสมาคมด้วยอีกต่อไปเท่านั้น




นี่เป็นกรณีเดียวที่มีเรื่องเบื้องหลังและสร้างความประทับใจเท่านั้น แต่มีกรณีอื่นอีกนับล้านที่เพื่อนรายงานเพื่อน, นายรายงานลูกน้อง, ลูกน้องรายงานนาย, ลูกรายงานพ่อแม่, พ่อแม่รายงานลูก, ครูรายงานศิษย์, ศิษย์รายงานครู ฯลฯ คนทั้งสังคมกลายเป็นอณู หมุนไปตามแรงขับเคลื่อนของรัฐ โดยไม่มีความสัมพันธ์กันเองอีกเลย นี่คือบรรยากาศของนวนิยาย 1984 ของจอร์ช ออร์เวลล์ ที่มนุษย์ไม่มีความสัมพันธ์อะไรอื่นต่อกัน นอกจากความสัมพันธ์กับรัฐ แม้แต่ความสัมพันธ์ตามธรรมชาติ คือความรักกับคนต่างเพศ รัฐก็ไม่อนุญาตและเข้ามาทำลายให้กลับลงไปเป็นอณูตามเดิม

หลังการรัฐประหาร เราได้ยินข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย แนะนำให้คอยตรวจตราสอดส่องกันเองว่าใครมีพฤติกรรมที่ทำลายความมั่นคงของรัฐ (ตามนิยามของ คสช.กระมัง) ก็พึงรายงานให้หน่วยเหนือทราบ มีการปิดเฟซบุ๊กในช่วงสั้นๆ เพื่อสอดแทรกโปรแกรมตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถปิดเฟซบุ๊กของบุคคลได้ เฟซบุ๊กในโลกปัจจุบันเข้ามาแทนที่การสื่อสารทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะที่คนไทยยี่สิบกว่าล้านคนใช้ในชีวิตประจำวัน จึงเกือบไม่ต่างจากการเปล่งเสียง ร.เรือไม่ชัด แล้วห้ามพูด ที่ปรึกษาของกระทรวงไอซีทีแจ้งในเชิงขู่ว่า เพื่อนและผู้ติดตามในเฟซบุ๊กอาจเป็นสายลับที่คอยแจ้งให้กระทรวงตามปิดเฟซบุ๊กนั้น หรือจับเจ้าของดำเนินคดีก็ได้ กฎอัยการศึกห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แต่ในทางปฏิบัติคนอ่านหนังสือเพียง 4 คน ก็อาจถูกเรียกตัวไปสอบสวน ผู้หญิงคนหนึ่งประกาศความเห็นทางการเมืองผ่านผ้าปิดหน้าของตนเพียงคนเดียว ก็ถูกนำตัวไปสอบสวนเช่นกัน

รัฐรุกเข้ามายึดครองพื้นที่ความสัมพันธ์และการสื่อสารทุกชนิด ความสัมพันธ์และการสื่อสารคือพื้นฐานของสิ่งที่เราเรียกว่า "สังคม" รัฐทุกรัฐในโลกนี้นับตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ที่จะต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมเสมอ แต่การจัดความสัมพันธ์ให้ไม่มีสังคมเหลืออยู่ มีแต่รัฐ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและไม่พบว่าทำได้อย่างยั่งยืนในสังคมใด

ความกระตือรือร้นของข้าราชการซึ่งต้องการจะเอาใจนายใหม่ เพื่อช่วงชิงตำแหน่งกันเองนั้น เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ความกระตือรือร้นของพวกเขาเพียงอย่างเดียว ไม่อาจสร้างบรรยากาศของรัฐที่ไร้สังคมได้ถึงขนาดนี้ หากไม่ได้รับความสมยอมของอำนาจ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือด้วยความกระตือรือร้นเสียเอง

เพื่อความเป็นธรรมควรกล่าวด้วยว่า สภาพที่พื้นที่ความสัมพันธ์และการสื่อสารของสังคมไทย ไม่ได้เพิ่งถูกเบียดเบียนหลังรัฐประหาร แต่ดำเนินมาหลายเดือนหรืออาจหลายปีมาแล้ว คนจำนวนไม่น้อยในสังคมถูกทำให้เชื่อว่าชีวิตมีความภักดีได้เพียงอย่างเดียว ใครจะเป็นเพื่อน หรือแม้แต่ญาติกันได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีความภักดีเพียงอย่างเดียวนั้นตรงกันหรือไม่ ใครที่มีความสัมพันธ์หรือการสื่อสารที่ทำให้ระแวงได้ว่าไม่ได้มีความภักดีตรงกัน ก็พึง unfriend คนนั้นเสีย

(คำนี้ในทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อาจไม่มีความหมายอะไรมากนัก เมื่อคุณสมัครรับการสื่อสารในฐานะ friend ผมก็ไม่อนุญาตให้คุณรับการสื่อสารนั้นต่อไปด้วยการ unfriend คุณ แต่ในภาษาไทยความหมายมันโหดร้ายกว่านั้นแยะ ในฐานะเพื่อน เราไม่ได้ตัดเฉพาะการสื่อสารบางเรื่อง แต่เราถอดเขาออกไปจากความเป็นเพื่อนโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ที่มีมาทั้งหมดถูกถอดกองทิ้งไว้อย่างไม่ไยดี และในชีวิตจริง "เพื่อน" จริงๆ ก็ถูก unfriend กันมาไม่น้อยแล้ว)

โดยส่วนตัว ผมรู้สึกเจ็บปวดเมื่อพ่อแม่ต้องสั่งให้ลูกสาวเปลี่ยนนามสกุล หรือพ่อต้องแจ้งความฟ้องลูก เพราะทนต่อแรงกดดันของคนรอบข้าง (ซึ่งอาจรวมเพื่อนบ้านด้วย) ไม่ได้ หลายคนบ่นให้ฟังว่า เพื่อนจากชั้นมัธยมเลิกคบตนเองหมด เพราะความเห็นทางการเมืองหรือความภักดีสูงสุดไม่ตรงกัน แม้ตัวผมเองไม่เคยโดนด้วยตัวเอง (หรือโดนแล้วไม่รู้สึกก็ไม่ทราบ) แต่ก็ยอมรับว่าเจ็บปวดกับความสูญเสียซึ่ง "มนุษยภาพ" ของคนไทย ตระหนกกับการที่เราเลื่อนไหลเข้าไปอยู่ในสหภาพโซเวียตภายใต้สตาลินได้อย่างไร

Hannah Arendt เล่าถึงความเจ็บปวดเช่นนี้ไว้ใน Responsibility and Judgement ว่า เมื่อนาซีได้อำนาจในเยอรมัน พฤติกรรมอันเหี้ยมโหดของนาซีเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แม้แต่เมื่อคนธรรมดาเข้าไปร่วมมือกับนาซีด้วยความกลัวก็เป็นพฤติกรรมที่เข้าใจได้ แต่เมื่อคนใหญ่คนโต หรือแม้แต่เพื่อนของเราเองกลัวจะพลาดกระบวนรถไฟพากันออกมาส่งเสียงสนับสนุนนาซี นี่ต่างหากที่เข้าใจยากและเจ็บปวดกว่ากันมาก



ยิ่งกว่า unfriend คือการล่าแม่มด ซึ่งคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ถูกล่า เพราะมีการเผยภาพ, ที่ทำงาน, เบอร์โทรศัพท์, บ้านพัก, ฯลฯ ของเหยื่อ ข้อมูลเหล่านี้ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หากข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ ก็เพื่อการละเมิดเหยื่อเท่านั้น นับตั้งแต่ละเมิดด้วยวาจา, ร่างกาย หรือการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้เหยื่อได้รับความยากลำบากในชีวิต

ท้ายที่สุดถึงกับตั้งองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ซึ่งไม่แน่ชัดว่าทัณฑ์ที่จะลงแก่เหยื่อคืออะไร อาจร้ายแรงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายก็ได้ เพราะผู้จัดตั้งประกาศระดมอาวุธ และช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ร่วมมือเก็บขยะ


การยึดอำนาจของกองทัพจะระงับความแตกแยกได้หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยจากการที่เป็นฝักฝ่ายหลายฝ่าย กองทัพก็ทำให้เหลือฝ่ายเดียว แต่การทำให้เหลือฝ่ายเดียวนี้หมายถึงใช้กำลังบังคับให้มีความภักดีสูงสุดอยู่เพียงหนึ่งเดียว และการใช้กำลังบังคับให้ไม่เหลือพื้นที่ของความสัมพันธ์และการสื่อสารอื่นใด นอกจากความสัมพันธ์และการสื่อสารกับรัฐ แก่นแท้ของมันจึงเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากความภักดีต่อสีเสื้อให้เป็นรัฐแต่อย่างเดียว เพื่อความปลอดภัย ผู้คนยังต้อง unfriend กันในชีวิตจริง พ่อแม่ยังต้องฟ้องกล่าวโทษลูก ผู้คนยังต้องเปลี่ยนนามสกุลเพื่อไม่ให้กระทบถึงธุรกิจของครอบครัว

เราก็ยังเป็นอณูเหมือนเดิม



.

2557-05-08

หลัง“ยิ่งลักษณ์”, + เส้นทางสายไหน โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

.

วรศักดิ์ ประยูรศุข : หลัง“ยิ่งลักษณ์”
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399548138
. . วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:14 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12  นสพ.มติชนรายวัน 8 พ.ค.2557 )
ภาพจากเวบบอร์ด


เที่ยงวันพุธที่ผ่านมา หลายคนจดจ่ออยู่หน้าจอทีวี เพื่อติดตามเหตุการณ์สำคัญ 
ศาลรัฐธรรมนูญฟันเปรี้ยงตามคาดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง "ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ" แล้ว เพราะไปก้าวก่ายแทรกแซงการย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี
พร้อมกับ ครม.ที่ร่วมลงมติเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2554

ครม.ที่เหลือ 25 คนทำหน้าที่รักษาการต่อไป โดยรองนายกฯ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกฯแทน

วันที่ 8 พ.ค. ทาง ป.ป.ช.จะลงดาบสองต่อไปในคดีข้าว หาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด ก็จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอน พร้อมกับส่งอัยการเพื่อดำเนินคดีอาญา


สำหรับพรรคเพื่อไทย ซึ่งโดนยุบมา 2 ครั้ง เปลี่ยนชื่อมาเป็นครั้งที่ 3 ควรบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯคนที่สี่จากพรรคนี้ ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งในลักษณะใกล้เคียงกัน นับจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดนรัฐประหาร 2549 จากนั้น สมัคร สุนทรเวช กับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในปี 2551 เรียกว่าใช้นายกฯสุรุ่ยสุร่ายมาก

สาเหตุของชะตากรรมอันพิสดารนี้ ปัญหามาจากนักการเมือง
หรือมาจากกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายกันแน่ เชิญสาธุชน วิญญูชน ลองไปหาคำตอบกันเอาเอง

แต่ครั้งนี้ ศาลฯไม่เดินสุดซอย จนเกิดสุญญากาศอย่างที่เกรงกัน

ยังเหลือ ครม.รักษาการไว้ให้กลุ่มต่อต้านได้บริหารจัดการกันต่อไปอีก

คำขอให้ศาลสั่งให้มีการตั้งนายกฯ โดยวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 โดยอนุโลม ศาลสั่งยก บอกว่า อยู่นอกอำนาจ ไม่รับวินิจฉัย

แผนการที่จะเสนอ "นายกฯคนกลาง" ต่อเนื่องไปเลย จึงสะดุด


แต่วิกฤตคงไม่จบแค่นี้ เพราะเป้าหมายของแต่ละฝ่ายยังไม่บรรลุ

ทางกลุ่มล้มระบอบทักษิณ ไม่ต้องการให้เลือกตั้ง จะกวาดล้างระบอบทักษิณให้เสร็จก่อน กับทางรัฐบาลรักษาการและพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้เลือกตั้ง

เป็นเป้าหมายที่สวนทางกันอย่างคนละโลก ดังนั้น ความขัดแย้งจะเดินหน้าต่อไปอีก

แรงกดดันและแรงบีบ ทั้งด้วยการใช้มวลชน และการฟ้องร้องด้วยแง่มุมทางกฎหมายที่พลิกแพลงต่างๆ จะพุ่งเป้าไปที่นายกฯรักษาการและรัฐบาลรักษาการที่เหลืออยู่ เพื่อให้พ้นทางให้ได้

เรียกว่าเป็นด่านสุดท้าย ก่อนไปสู่สุญญากาศในความฝัน


ครม.ชุดนี้ จะต้านทานความพยายามนำประเทศไทยไปสู่สุญญากาศได้แค่ไหน จะทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้หรือไม่ ยังสงสัย

เพราะอีกฝ่ายจัดหนักจริงๆ ทุ่มทุนสร้างแบบเทหมดหน้าตัก

แต่สุดท้าย ประชาชนคิดยังไง จะยอมไหม คงจะได้เห็นกันในรอบนี้



++

วรศักดิ์ ประยูรศุข : เส้นทางสายไหน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398346933
. . วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:03 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12  นสพ.มติชนรายวัน 24 เม.ย. 2557 )
ภาพจากเวบบอร์ด


สื่อต่างประเทศหลายสำนักเสนอข่าวสถานการณ์ในประเทศไทยล่าสุด

สรุปความว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงจะพ้นจากนายกฯ เรียบร้อย ร.ร.องค์กรอิสระ-ศาลรัฐธรรมนูญในต้นเดือน พ.ค.นี้

กองทัพนั้นชัดเจนแล้วว่า จะไม่ปฏิวัติ แต่ใช่ว่าจะกอดอกยืนดูบนภูเฉยๆ เสียทีเดียว ยังคงกดดันอยู่เบื้องหลัง

เพราะทหารมีบทเรียนจากการรัฐประหาร 2549 และต้องการสร้างภาพบวกในสายตาประชาชน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กองทัพไม่ใช่ไพ่ตายทางการเมืองเพียงใบเดียว ยังมีศาล และองค์กรอิสระที่อาจล้มรัฐบาลได้เช่นกัน

ขณะที่ตรงกันข้ามกัน ยังมีกลุ่มพลังใหญ่ คือ ขบวนการของคนรากหญ้าหรือคนเสื้อแดง

และขณะนี้ยังไม่รู้ว่าคนเสื้อแดงจะมีปฏิกิริยาใด ต่อคำวินิจฉัยหรือไพ่ที่จะทิ้งลงมา


แม้จะเชื่อว่ากองทัพหลีกเลี่ยงไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะเจอสถานการณ์หนักขนาดไหน แต่กองทัพอาจเข้าแทรกแซงการเมืองจนได้ หากเกิดเหตุม็อบ 2 ฝ่ายเข้าปะทะห้ำหั่นกัน

นั่นคือสาระบางส่วนจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งเข้าใจการเมืองบ้านเรา และแยกแยะได้ว่าอย่างไรคือทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย อย่างไรไม่ใช่

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่า หลังสงกรานต์ ปลาย เม.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.จะลงดาบฟัน "ยิ่งลักษณ์"

แต่เกิดเสียงโต้แย้งว่ารวบรัดไฟลนมากเกินไป ตอนนี้ขยับออกไปต้นเดือน พ.ค

โดย ป.ป.ช.สั่งตัดพยาน เตรียมชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ต้นเดือน พ.ค.นี้ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ยอมขยายเวลาให้ยิ่งลักษณ์ชี้แจง

คาดหมายว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ คงต้องพ้นจากรักษาการนายกฯ ในต้นเดือน พ.ค. ด้วยผลของคดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ส่วน ครม.ยังรักษาการต่อ ตามรัฐธรรมนูญที่ให้พ้นเป็นการเฉพาะตัว และตามแนวคำตัดสินคดี นายสมัคร สุนทรเวช

แล้วให้รองนายกฯที่มีภาพกลางๆ ไม่ทักษิณจ๋า มารักษาการนายกฯแทน พร้อมๆ กับเดินหน้าจัดเลือกตั้ง ส่วนจะให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปกันแบบไหนอย่างไร ต้องรอฟัง



ม็อบ กปปส.คงไม่เห็นด้วย และคาดว่าจะเคลื่อนไหว ขัดขวาง

แต่วิกฤตรอบนี้ ไม่มีทางออกอื่น นอกจากเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้น คงเกิดเหตุใหญ่แน่

สัญญาณเตือน มีมาตลอดและล่าสุดเห็นได้จากการสังหาร คุณไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีและผู้นำเสื้อแดง อย่างอุกอาจ เมื่อบ่ายวันพุธที่ 23 เม.ย. ที่ลาดปลาเค้า ในกรุงเทพฯ

ประวัติศาสตร์เตือนเราว่า เลือดเนื้อชีวิตของประชาชน ความสูญเสีย และเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมือง สำหรับคนบางกลุ่มก็คือทางลัดที่นำไปสู่โอกาสทางการเมือง

ไม่มีก็สร้างขึ้นมาได้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมอๆ โดยประชาชนเป็นฝ่ายสูญเสียตลอด

เส้นทางสายไหนที่มุ่งไปสู่สภาพอย่างที่ว่า คงพอมองกันออก




..............................................................

น่าทบทวน อ่านบทความ เมื่อ2ปีที่แล้ว
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/06/ws-oldway.html
ที่เก่า-เวลานี้ โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
+ ประชาชาติวิเคราะห์ - ถอดรหัส“สุเทพ” คว่ำบาตรจัดรัฐบาลแห่งชาติ“ทักษิณ” วิเคราะห์มีแต่เสียมากกว่าได้




.

2557-02-20

หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ กรณี ‘นายกฯ คนกลาง’

.
บทความ2 - กฎหมาย-การเมือง โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
___________________________________________________________________________________

หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ กรณี ‘นายกฯ คนกลาง’
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392900265
. . วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 23:01:34 น.

( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ14-20 ก.พ. 2557 ปี34 ฉ.1748 หน้า10 )


เข้าท่วงทำนอง หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ จริงๆ สำหรับประเด็น "นายกรัฐมนตรีคนกลาง" หรือ "นายกฯ คนนอก"

เพราะเมื่อมีคำถามนี้ขึ้นมา
คำตอบ มีหลากหลายจริงๆ

และนับวันจะแหลมคม และบีบคั้นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งขึ้น


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเหล่าบุคคลที่มี "เครดิต" อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายวิษณุ เครืองาม นายอานันท์ ปันยารชุน ที่ออกมาประสานเสียง เกี่ยวกับนายกฯ คนนอก


ม.ร.ว.ปรีดิยาธร อ้างเหตุ ว่ารัฐบาลรักษาการมาตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556

แต่ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจที่สำคัญให้ลุล่วงไปได้ 
เช่นไม่สามารถจ่ายเงินในการรับจำนำข้าวให้กับชาวนาได้
เกิดความขัดแย้งในนโยบายรัฐบาล การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระหว่าง กระทรวงพลังงาน กับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งที่อยู่ในรัฐบาลเดียวกัน
รัฐบาลไม่จริงใจต่อการปฏิรูปประเทศไทย
การขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาในรัฐบาล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศให้ก้าวหน้าได้
ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่าจะฉ้อราษฎร์บังหลวงในทุกๆ โครงการ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ หรือโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มูลค่า 2 ล้านล้านบาท

การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้

รัฐบาลจึงควรตัดสินใจลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ

และเห็นว่า รัฐธรรมนูญ "มีช่องทาง" ให้มีการแต่งตั้งคนกลางเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้




ด้าน นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี บอกว่ารัฐบาลอาจคิดว่ามีจุดแข็งคือมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ
และได้เสียงจากนานาชาติเพราะยืนบนหลักประชาธิปไตย

แต่จะเป็นจุดแข็งได้นานเท่าใด ไม่ทราบ
เพราะรัฐบาลก็เผชิญจุดอ่อน 4-5 จุด

เช่น ปัญหาการชุมนุมจากกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ปัญหาจากองค์กรอิสระ
ปัญหาท่าทีฝ่ายทหาร
และปัญหาที่เกิดจากการเป็นรัฐบาลรักษาการที่เหมือนกับการเป็นง่อย ทั้งเรื่องการกู้เงินมาช่วยชาวนา การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

ฝ่ายคัดค้าน และรัฐบาล ควรต้องพบปะพูดคุยกันด้วยความอดทนอดกลั้นและยอมถอย

วันนี้ปัญหาทั้งหมดติดอยู่ที่กรอบรัฐธรรมนูญ แต่อย่ากอดรัฐธรรมนูญจนเกินไป เพราะรัฐธรรมนูญอาจจะแก้ได้ หรือเลิกได้ รวมทั้งตีความผิดจากที่เคยตีความก็ได้

แม้นายวิษณุ จะไม่พูดถึง นายกฯ คนกลางตรงๆ
แต่การเน้นว่าอย่ากอดรัฐธรรมนูญจนเกินไป ก็ตีความเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากเป็นอย่างที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร บอก นั่นคือ

รัฐธรรมนูญ "มีช่องทาง" ให้มีการแต่งตั้งคนกลางเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้




ส่วน นายอานันท์ ปันยารชุน ชี้ว่า หากปล่อยให้วิกฤตการเมืองเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ

จากปัญหาการเมือง จะเปลี่ยนเป็นปัญหาเศรษฐกิจแทน

เพราะปัจจุบันการลงทุนจากต่างประเทศไม่มีแล้ว 
ขณะที่การลงทุนในไทยเองก็ชะลอลง

เงินตราต่างประเทศที่จะเข้ามา ทั้งจากการโดยการลงทุน หรือจากการท่องเที่ยว หากปล่อยปัญหาไปอีก 3-4 เดือน รายได้ทุกตัวจะหายทั้งหมด
ประเทศไทยจะหายนะอย่างที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร บอก

ถ้า 3 เดือน ยังเถียงกันว่าเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง หรืออันนี้เป็นประชาธิปไตย หรือไม่ ออกไม่ได้ ถอยไม่ได้ ไม่มีความหมายแล้ว สิ่งที่คุยกันต่อไป คือ จะอยู่รอดอย่างไร แทน

หากรัฐบาลไม่ทำอะไร แล้วไม่ตั้งใจพักร้อน เศรษฐกิจก็จะดิ่งไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจก็จะดิ่งไปถึงจุดหนึ่ง

สุดท้ายมันก็จะหายนะ



มีการมองว่าการเคลื่อนไหวของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นายวิษณุ นายอานันท์

ก็คือการเคลื่อนไหวเดียวกับ นายธีรยุทธ บุญมี ที่ออกมาเสนอ "ทฤษฎีมะม่วงหล่น" ประสานการจัดตั้ง "เครือข่าย" รอรับใช้การปฏิรูปประเทศ


เป็นการเคลื่อนไหวเดียวกับ เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อันประกอบด้วย 9 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ม.สงขลานครินทร์ ม.ธรรมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.นเรศวร ม.รังสิต ม.บูรพา คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์

รวมถึงนายกสภาวิชาชีพ 7 วิชาชีพ มีแพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทยสภา ยังมีกลุ่มประชาคมสาธารณสุข

ที่ออกมาย้ำเป็นครั้งที่ 2 ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก
และ เรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีคนกลาง โดยอ้างว่าเพื่อความสงบสุขของประเทศ

บุคคลเหล่านี้ ล้วนเป็นคนชั้นสูง เป็นอีลิตของสังคม
ความพร้อมเพรียงกันเช่นนี้

ทำให้มองเห็น "อะไร" ที่ซ่อนแฝงอยู่ชัดเจน
โดยเฉพาะ "เครือข่าย" และ "คอนเน็กชั่น" ระดับมหึมาของผู้มีบารมีทางการเมือง

ที่ส่งสัญญาณอันเด่นชัดว่า ไม่เอารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

และพร้อมจะยืดหยุ่น และเบียดแทรกไปกับช่องว่างของรัฐธรรมนูญ เพื่อมองหา "นายกฯ คนนอก"

โดยมีเหตุผลโน้มน้าวที่ทวีความแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยวันนี้บอกว่า หากไม่เอา ประเทศจะหายนะ




อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าไม่ใช่เพียง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคนในรัฐบาลเท่านั้น ที่มองว่า นี่เป็นเพียงเหตุผลที่ยกขึ้นมาขู่
เพื่อฉีก "รัฐธรรมนูญ" ทิ้ง ในนามของ "คนดี"


แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกว่า ข้อเรียกร้องของเหล่าคนชั้นสูง และคนดี เหล่านี้ ดูจะเป็นการเรียกร้อง จากฝ่าย "รัฐบาล" เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
ขณะที่มีความผ่อนปรนให้กับฝ่าย กปปส. ค่อนข้างมาก

ไม่มีแรงกดดันให้ต้องถอย เหมือนอย่างเรียกร้องกับอีกฝ่าย


ทั้งที่ มีความชอบธรรม ตามกฎหมายและระบอบประชาธิปไตยอยู่เช่นกัน


"สมลักษณ์ จัดกระบวนพล" อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช. อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาลและหลักทั่วไปว่าด้วยการพิจารณาคดี (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตั้งข้อสังเกต อันแหลมคมเช่นกันว่า

การจะตั้งคณะรัฐมนตรีรักษาการจากบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนดี เป็นคนกลาง ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถทำได้

เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 บัญญัติว่า "ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก ตามมาตรา 127"

ขณะนี้เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภาแล้ว จึงไม่มีผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ทั้งผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นั้น จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 172 ดังกล่าว ตามมาตรา 171 วรรคสอง

ยิ่งกว่านั้น การตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง คนดี ยังไม่อาจทำได้ เพราะไม่มีบุคคลที่จะทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เพราะมาตรา 171 วรรคสาม บัญญัติว่า "ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี"

ส่วนที่มีบุคคลบางกลุ่มอ้างว่าเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้เป็นหน้าที่ของประธานและรองประธานวุฒิสภารับสนองพระบรมราชโองการในเรื่องนี้ซึ่งทำได้ตามมาตรา 132 นั้น

ได้ตรวจดูมาตรา 132 แล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาได้เฉพาะตามมาตรา 132(1) คือ เรื่องเกี่ยวกับการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเรื่องให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามเท่านั้น

นอกจากเงื่อนไขเรื่องนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะนอกจากจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว ยังไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ
เพราะคนดี คนกลาง ในสภาพบ้านเมืองขณะนี้คงไม่มีแล้ว

เพราะคนดี คนกลาง ของฝ่าย กปปส. ก็จะไม่ใช่คนดี คนกลาง ของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับ กปปส. ข้อขัดแย้งในเรื่องสรรหาคนเพื่อทำหน้าที่คณะรัฐมนตรีรักษาการ จึงคงมีต่อไป



นี่คือความเห็นต่างที่ต้องฟังเช่นกัน
แม้อาจจะถูกมองว่า กอดรัฐธรรมนูญมากเกินไป

แต่กระนั้น ถ้าเราไม่มีหลัก และพร้อมจะมีข้อ "ยกเว้น" กับระบบประชาธิปไตยโดยตลอด ด้วยการอ้างถึง ความเป็นคนดี คนเป็นกลาง 
ประเทศก็จะไม่ก้าวไปไหนเช่นกัน


ทำไมไม่มี ข้อเสนอ หรือการคิดค้น ให้แก้ไขวิกฤตโดยเดินไปตามระบอบ "ประชาธิปไตย" บ้าง

หรือเป็นอย่างที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกต ว่า
ข้อเสนอ นายกฯ คนกลาง ก็เหมือนเป็นการเปิดช่องทางให้กองทัพออกมาทำรัฐประหาร
เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้มีนายกฯ คนกลางได้ คือการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ


อีกทั้งประวัติศาสตร์การเมืองไทย สังคมต่างต่อต้านเรื่องของนายกฯ คนกลางมาโดยตลอด

เมื่อใดที่มีข้อเสนอนี้ เหตุการณ์ต่อไปก็มักจะนำไปสู่ความวุ่นวายและเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น

แม้มี นายกฯ คนกลาง ก็ใช่ว่าเรื่องจะจบง่ายๆ



________________________________________________________________
อ่านบทสัมภาษณ์ เพิ่ม ที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392949997
"ปริญญา เทวานฤมิตรกุล" แนะทางออกประเทศ เลิกพึ่ง "คนกลาง" 
. . วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 10:30:15 น.
สัมภาษณ์ โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว มติชนทีวี   ฯลฯ



+++

กฎหมาย-การเมือง
โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392899117
. . วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:03:05 น.

( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน 20 ก.พ.2557 )


นับวันความสูญเสียยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

ตึกรามหรูหราของกรุงเทพมหานครยังอยู่ครบ
แต่ที่โดนเผามอดไหม้ไปแล้ว คือความรักความสามัคคีของคนในชาติ

ไม่รู้จะสร้างใหม่ จะฟื้นฟูบูรณะให้กลับมาสู่สภาพปกติได้เมื่อไหร่


ข่าวความเสียหายทางเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า มีให้อ่านให้ติดตามทุกวัน

รัฐบาลซื้อข้าวชาวนาเอาไว้ พอยุบสภากลายเป็นรัฐบาลรักษาการ จะกู้เงิน หาแหล่งเงินมาจ่าย กฎหมายสั่งให้ขออนุญาต "กกต." ก่อน
ปรากฏว่าเจอปัญหาสารพัด 
จะใช้เงินของแบงก์ออมสิน ก็โดนประท้วงด้วยการแห่ไปถอนเงิน สองสามวันปาเข้าไป 7 หมื่นล้านแล้ว

เป็นการเมืองที่เล่นกันด้วยความวิบัติสูญเสียของสังคมโดยรวม


ล่าสุด ตำรวจขอคืนพื้นที่ผ่านฟ้า ระเบิด-กระสุนปลิวว่อน ตำรวจตายไป 1 บาดเจ็บจำนวนมาก ผู้ชุมนุมเสียชีวิตไป 4 ราย

ฟังแล้วสลดหดหู่ เพราะดูเหมือนว่ามีคนจ้องใช้ความรุนแรง พยายามให้เกิดความสูญเสียบาดเจ็บ เพื่อชง "เงื่อนไข" บางอย่างอยู่ตลอดเวลา

ความรุนแรงที่ถึงขั้นมีคนเจ็บคนตาย หากเกิดขึ้นด้วยความจงใจ เพื่อผลอะไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว

ยังเอาความตาย ความสูญเสียมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง กล่าวหากล่าวร้ายกันต่อไปอีก



ต่อสภาพปัญหาอย่างนี้ อาจจะคิดได้ 2 อย่าง 2 แนว เป็นอย่างน้อย

แนวแรก คือ ข้องใจว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ไม่ลาออก ม็อบจะได้เลิกชุมนุม เลิกชัตดาวน์ ความสงบจะได้กลับคืนมา
แนวสอง ตั้งคำถามต่อม็อบว่า การเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องใช้วิธีนี้ด้วยหรือ
ทั้งสองวิธีคิด ต่างมีเหตุผลของตัวเอง และได้แยกคนไทยออกจากกัน


แม้จะมี "คนกลาง" ออกมาพยายามเชื่อมโยง 2 แนวคิดนี้เข้าด้วยกัน เพื่อจะได้เป็นทางออกที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย

แต่ก็ยังไม่สำเร็จ แถมยัง "วงแตก" อีกด้วย เพราะกำนันสุเทพประกาศลั่นเวทีว่าไม่เอา ไม่เจรจาด้วย



เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ยิ่งลักษณ์คงไปจบเห่แถวๆ ป.ป.ช. ตามวิธีคิดแบบที่ 1 โดยแจ้งให้นายกฯมารับทราบข้อกล่าวหา วันที่ 27 ก.พ.นี้แล้ว

จากนั้นนายกฯต้องทำคำชี้แจงใน 15 วัน อาจจะบวกลบไม่กี่วัน จากนั้น ป.ป.ช.พิจารณาสำนวน แล้วลงมติชี้มูลความผิด

ถ้าเห็นว่ามีมูล นายกฯต้องหยุดทำหน้าที่ ทำเรื่องส่งให้วุฒิสภาถอดถอน และให้อัยการสูงสุดฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง

คดีจะเดินไปตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญและกฎหมายแบบเป๊ะๆ

แต่ "การเมือง" หลังจากนั้น จะเดินตามกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้



.

2557-02-18

กบฏกระฎุมพี (1) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

กบฏกระฎุมพี (1)
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392034210
. . วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 07:31:02 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 10 กุมภาพันธ์ 2557 )


มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากรู้ แต่คงไม่ได้รู้แน่ชัดตลอดชาติ นอกจากจะมีใครสักคนลงไปเก็บข้อมูลในที่ชุมนุมของ กปปส.อย่างต่อเนื่องยาวนานพอสมควร แล้วเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มา หรือวิเคราะห์ให้ได้คำอธิบายอะไรบางอย่าง

สิ่งที่ผมอยากรู้และเข้าใจก็คือ บทบาทและจินตนาการทางการเมืองของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน

จากข้อมูลที่พอหาได้ ทั้งในสื่อและสื่อสังคม ทำให้เข้าใจว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ กปปส. เมื่อตัดคนจำนวนมากที่มาจากภาคใต้ ตัดการ์ดซึ่งต้องจ้างเข้ามารักษาความปลอดภัยจำนวนมากแล้ว คนกลุ่มใหญ่ที่เหลืออยู่คือกระฎุมพี หรือที่ผมเคยเรียกว่าคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไป

เขาเหล่านี้ เข้าไปร่วมชุมนุมกับขบวนการที่มีเป้าหมายขัดแย้งกับระบบคุณค่าและหลักการของประชาธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ทำไม
และดังที่กล่าวแล้วว่า ผมคงไม่สามารถตอบปัญหาเช่นนี้ได้เองตลอดชาติ ที่จะพูดต่อไปนี้จึงเป็นเพียงการสังเกตจากหลักกว้างๆ เท่านั้น สักวันหนึ่ง นักวิชาการที่ลงไปศึกษาวิจัยจริง ก็จะพบว่าขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เขาเก็บได้จากการวิจัย


ที่เรียกว่ากระฎุมพีในที่นี้ ผมหมายถึงคนชั้นกลางในตระกูลที่เติบโตทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับนโยบายพัฒนาของระบอบสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ การขยายการศึกษาเพื่อรับการลงทุนด้านธุรกิจอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทำให้พวกเขาได้รับการศึกษาสูงขึ้น เขยิบเข้าไปเป็นคนงานคอปกขาว แล้วก็เขยิบต่อไปถึงระดับบริหาร ตั้งแต่ชั้นสูงถึงชั้นกลางๆ ลูกหลานของเขาซึ่งบัดนี้ก็เป็นหนุ่มสาว ได้รับการศึกษาสูงกว่าคนทั่วไป และกำลังไต่เต้าอยู่ในบรรไดของหน้าที่การงานต่างๆ ซึ่งดูจะมีอนาคต (prospect) ดีกว่าพ่อแม่ของเขาเสียอีก

ฝรั่งคนหนึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับการถดถอยของประชาธิปไตยทั่วโลก และถูกอ้างในสื่อไทยบ่อยๆ กล่าวว่าประชาธิปไตยกำลังถูกคนชั้นกลางในหลายประเทศทั่วโลกปฏิเสธ ผมคิดว่าผู้เขียนสรุปอย่างหยาบเกินไป เพราะเรื่องนี้ต้องดู "คนชั้นกลาง" ในแต่ละสังคมให้ดี เพราะถึงถูกเรียกเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วแตกต่างกันมากทีเดียว


ในที่นี้ขอดูแต่คนชั้นกลางกลุ่มที่ผมเรียกว่ากระฎุมพีไทยเท่านั้น


ในยุโรปตะวันตก กระฎุมพีถือกำเนิดนอกระบบศักดินา เมื่อเริ่มขยายตัวก็พบว่าอำนาจของศักดินาที่ยังตกค้างอยู่ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มพูนโภคทรัพย์และอำนาจของตน จึงหันไปร่วมมือกับกษัตริย์ในการลิดรอนอำนาจศักดินาลง แต่ต่อมาก็เลือกจะเป็นปฏิปักษ์กับกษัตริย์อีก เพราะระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่ง ขัดขวางความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจและการเมืองของกระฎุมพีเช่นเดียวกัน

ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมของยุโรปตะวันตก คือคำตอบที่กระฎุมพีฝรั่งเลือกสนับสนุน เพราะที่จริงก็คือระบอบปกครองที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของกระฎุมพีที่สุด จะเรียกว่าเป็นระบอบปกครองของกระฎุมพี, เพื่อกระฎุมพี และโดยกระฎุมพีก็ได้

ตรงกันข้าม ในเมืองไทย กระฎุมพีถือกำเนิดภายใต้ระบบศักดินา ร่วมมือกับคนชั้นปกครองของศักดินาในการก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นผู้ครองสมบัติมากรองลงมาจากผู้นำในระบบศักดินา สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเกิดจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับ "เจ้าศักดินา" (ในเมืองไทยก็คือขุนนางและเจ้าประเทศราช) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระฎุมพีที่เป็นพ่อค้าวาณิชและเจ้าภาษีนายอากร ตรงกันข้ามกลับทำลายประโยชน์ของกระฎุมพีกลุ่มนี้เสียด้วย

แม้ว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามระวังมิให้กระฎุมพีมีอำนาจมากเกินไปตลอด แต่กระฎุมพีก็กระเสือกกระสนอยู่รอดมาได้ โดยการสวามิภักดิ์ต่อนายใหม่คือพระมหากษัตริย์ และอาศัยบารมีของมหาอำนาจตะวันตกในการประกอบการ บางส่วนขาดทุนย่อยยับลงในช่วงทศวรรษ 2430 จึงส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาแผนใหม่ และรีบกลืนตัวเองเข้าไปในระบบราชการแบบใหม่ของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม จนกลายเป็นขุนนางผู้มีการศึกษาแบบตะวันตกรุ่นแรกๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระฎุมพีใหม่ (ผู้ดีใหม่ในรุ่นนั้น) ซึ่งมีฐานความชอบธรรมจากการศึกษาแผนใหม่ที่รัฐจัดขึ้น มีอำนาจเพราะสังกัดระบบราชการของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม

คลุกเคล้าเป็นเครือข่ายที่แยกออกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้




ระบอบประชาธิปไตยถูกนำเข้ามาสู่สยามด้วยกระฎุมพีข้าราชการกลุ่มเล็กๆ แม้ได้รับความเห็นชอบอย่างกว้างขวางจากกระฎุมพีอื่น แต่เป็นเพราะกระฎุมพีข้าราชการถูกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขัดขวางความก้าวหน้าในระบบราชการต่างหาก ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์เสรีนิยม หรือความห่วงหาอาทรต่อประชาชนระดับล่างซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ทั้งสิ้น จึงยินดีที่ได้เห็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามสิ้นสลายไปเสียที

ส่วนใหญ่ของการปกครองในระบอบที่เรียกว่าประชาธิปไตยไทย ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของกองทัพ โดยเปิดเผยบ้าง โดยนัยยะในทางปฏิบัติบ้าง ตลอดมา ในช่วงเวลานี้ กระฎุมพีไทยได้มีส่วนในการผลักดันนโยบายสาธารณะหรือไม่ ก็มีเช่นกัน แต่เป็นการต่อรองอย่างไม่เท่าเทียมกันกับกองทัพ และระบบราชการ (ไม่เกี่ยวกับคนกลุ่มอื่นในสังคม) อำนาจตัดสินเด็ดขาดไม่ได้อยู่ที่กระฎุมพี แต่อยู่ที่กองทัพและอำนาจนอกระบบทั้งหลาย

ดังนั้นกระฎุมพีไทยจึงเติบโตและอยู่รอดได้ดีภายใต้เผด็จการทหาร ซ้ำมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้เผด็จการทหารที่ทำลายร่องรอยของสถาบันประชาธิปไตยจนหมดสิ้นอย่างเปิดเผย คือภายใต้ระบอบสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ กระฎุมพีขยายตัวอย่างมโหฬารทั้งด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และกำลังคนที่แปรผันตัวเองไปสู่ความเป็นชนชั้นกระฎุมพี สร้างวัฒนธรรมที่มีตลาดภายในรองรับ (บนจอทีวี, โรงหนัง, แผ่นเสียง และสิ่งพิมพ์ และนี่คือตระกูล "ผู้ดีใหม่" ของปัจจุบัน)

ในทุกวันนี้ หากให้กระฎุมพีไทยหวนรำลึกถึงยุคทองของตน หลายคนคงฝันถึงเผด็จการที่ตอบสนองผลประโยชน์ของตน (แม้ต้องแบ่ง "ค่าเช่า" ให้บ้าง) ในยุคเผด็จการทหารของระบอบสฤษฎิ์ เพราะหลังจากระบอบนี้ถูกทำลายลงในเหตุการณ์ 14 ตุลาแล้ว บ้านเมืองก็ไม่เคยราบเรียบแก่การทำกำไรอย่างนั้นอีก นอกจากภายใต้การกำกับของกองทัพเบื้องหลัง เช่นสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ



ผมคิดว่า น่าประหลาดมากกว่า หากจะหวังให้กระฎุมพีกลุ่มนี้เป็นหัวหอกในการผลักดันประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่พลเมืองทุกคน ภาระอันนั้นกลับไปตกอยู่กับคนชั้นกลางกลุ่มใหม่ (ซึ่งผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่ากระฎุมพี เพื่อแยกจากกันให้ชัด) เพราะคนกลุ่มใหม่เหล่านี้ เติบโตมาในการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยกว่า ได้รับอานิสงส์จากการกระจายทรัพยากรกลางไปสู่การพัฒนาชนบท (ซึ่งก็เปิดทางให้แก่การแย่งชิงทรัพยากรของกระฎุมพีจากในเมืองด้วย) อันเป็นฐานเสียงของนักการเมืองที่ต้องลงเลือกตั้ง

การเติบโตทางเศรษฐกิจของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่เหล่านี้ มิได้ราบเรียบนัก เพราะต้องเผชิญกับการผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายลักษณะ เผชิญกับโครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นธรรม และเผชิญกับการกระจายโอกาส (ทางการศึกษา, สาธารณสุข, สาธารณูปโภคพื้นฐาน) ที่ไม่เป็นธรรม (เกิน 50% - บางครั้งอาจถึง 70% ของงบประมาณแผ่นดินของทุกรัฐบาลใช้ในกรุงเทพฯ)

ประชาธิปไตย โดยเฉพาะมิติกำกับนโยบายสาธารณะผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นคำตอบแก่พวกเขา


นี่เป็นการวิเคราะห์โดยอาศัยหลักกว้างๆ จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่ก็อาจช่วยอธิบายถึงสงครามชนชั้น (หากนี่คือสงครามชนชั้นจริง)ที่เราเผชิญอยู่ได้บ้าง แต่ผมสงสัยว่า สงครามชนชั้นเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายความกระตือรือร้นของกระฎุมพีจำนวนมาก ที่เข้าร่วมการชุมนุมกับ กปปส.ได้ ผมจึงอยากพูดถึงความแปลกแยกทางสังคมที่กระฎุมพีไทยรับและดำรงสืบมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย


ในทางวัฒนธรรม กระฎุมพีในสังคมใดๆ ก็มักจะลอกเลียนวัฒนธรรมของคนชั้นสูงในสังคมนั้น แต่กระฎุมพีไม่ใช่ชนชั้นเวลาว่างเหมือนคนชั้นสูง การลอกเลียนวัฒนธรรมจึงทำได้จำกัด ไม่ช้าก็เร็ว วัฒนธรรมที่เหมาะกับกระฎุมพีย่อมเกิดขึ้นจนได้ กลายเป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่มักจะฟูมฟาย (baroque) เพื่อแสดงกำลังทางเศรษฐกิจที่มีมากของตน ยิ่งในยุคสมัยที่ตลาดคือผู้อุปถัมภ์ศิลปะวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด กระฎุมพีซึ่งมีกำลังซื้อครอบตลาดอยู่แล้ว จึงเป็นผู้กำหนดศิลปะวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ

คนชั้นสูงเองเสียอีกที่ต้องหันมายึดถือศิลปะวัฒนธรรมและค่านิยมทางศีลธรรมของกระฎุมพี (เช่นเลิกมีเมียมากอย่างออกหน้า)

และนี่คือแฟชั่นบาโรกนานาชนิดที่เราได้เห็นตามสื่อ และสื่อสังคม (เมื่อผมเป็นเด็ก กระฎุมพีกรุงเทพฯ มักหัวเราะเยาะชาวบ้านนอกที่นิยมเอาสีธงชาติไปทาบนหลังคาเรือนสังกะสีของตน)


................



.

2557-02-07

กปปส.โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

.
บทความ2 - ปฏิรูปเลือกตั้ง ช้าไปแล้วต๋อย โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

กปปส.โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง
โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391675172
. . วันพฤหัสบดีที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:31:30 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 6 กุมภาพันธ์ 2557 )


การชุมนุมต่อต้านขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ลาออกจากการรักษาการของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กับมวลชน ก่อนการเลือกตั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหน็ดเหนื่อยหนักหนาแสนสาหัสสากรรจ์มากเหลือประมาณอยู่แล้ว

ยิ่งการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้และผ่านไปโดยไม่มีเหตุเข่นฆ่ากันตาย ถึงขั้นจลาจล เลือดนองแผ่นดิน ทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างที่วาดภาพให้กลัวกัน คาดว่ากลเกมการกดดันรัฐบาลให้ลาออกยิ่งจะยากลำบากหนักขึ้นไปอีก

แม้ผลการเลือกตั้งไม่สะเด็ดน้ำ ยังไม่รู้ผลสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ทำให้รัฐบาลยกมาเป็นความชอบธรรมที่จะอยู่รักษาการยาวต่อไปอีกนานจนกว่าผลจะออกมาอย่างเป็นทางการ หรือแม้มีการร้องศาลตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กลับเป็นผลบวกต่อรัฐบาลรักษาการที่จะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ต่อไป


ทางเลือกของ กปปส.ต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตามลำดับ ถ้าไม่ยอมยุติหรือพักการชุมนุมชั่วคราว จึงมีทางเลือกเพียงแค่ 2 คือ ยิ่งต้องยกระดับการชุมนุม ดำเนินมาตรการที่หนักหน่วง รุนแรงขึ้น กับหันหน้าเข้าหาแนวทางการเจรจา โดยปรับเปลี่ยนประเด็นหลักการเรียกร้องจากไล่รัฐบาลรักษาการมาเป็นเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งทุกฝ่ายล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะนำประเด็นนี้ขึ้นมาผลักดันให้เป็นความจริง

ผมเชื่อว่าการถอยเพื่อเดินหน้าต่อ ปรับประเด็นหลักของการเคลื่อนไหวมาเข้าสู่เวทีพูดคุยจะเกิดผลด้านบวก ได้รับคำชื่นชมมากกว่าตำหนิ มวลชนได้มีโอกาสพักหลังยืนหยัดอดทนชุมนุมมายืดเยื้อยาวนาน

แม้ยังไม่บรรลุเป้าแรก แต่ที่ผ่านมาก็ได้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการต่อต้านระบอบทักษิณอย่างสุดจิตสุดใจแล้ว การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาไม่ถึงกับเสียของอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้อะไรเลยเสียทีเดียว การสร้างความตื่นตัวให้กับผู้คนได้จำนวนมาก จนหันมาคิดถึงการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง เป็นความสำเร็จระดับหนึ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การเปิดช่องทางยอมรับให้มีการเจรจาของ กปปส. ไม่จำเป็นต้องผ่านเวทีที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ แต่ผ่านเวทีเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคส่วนต่างๆกว่า 60 องค์กร จึงไม่จำเป็นต้องรอคอยให้มีการฟ้องร้องศาลเพื่อตัดสินว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

แม้เกิดภาวะเช่นนั้นขึ้นจริง คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็ยังคงรักษาการต่อไปจนผ่านการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า ความขัดแย้ง แตกแยก ตึงเครียดก็คงดำรงต่อไป โดยที่สาระหลักการปฏิรูปประเทศไม่เกิดขึ้นตามความต้องการของคนส่วนใหญ่

การที่จะขจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ตามคำประกาศของ กปปส. จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเอาผู้คนที่ กปปส.เชื่อว่าเป็นบริษัทบริวารไปเข่นฆ่า ตัดหัว ยิงทิ้งเสียให้หมดประเทศ ทำนองเดียวกับพลพตยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ในยุคนี้



ฉะนั้นแทนที่ต่างฝ่ายต่างยื้อต่อไป ว่าใครจะอึดกว่ากันระหว่างรัฐบาลกับ กปปส. สู้เอาเวลาที่มีระหว่างรอคอยการคลี่คลายของสถานการณ์ ให้มวลชนกลับไปทำมาหากิน ลดบรรยากาศการเผชิญหน้าและความตึงเครียดของสังคมลง ปล่อยให้เป็นภาระของกลุ่มองค์กรต่างๆ เข้ามาแบกรับอนาคตของสังคมบ้าง ในการวางกรอบกติกาป้องกันระบบเผด็จการรัฐสภาหวนคืนมาอีก

หาก กปปส.หันมามุ่งประเด็นนี้ เข้าสู่แนวทางเจรจาบนสถานะที่ทัดเทียมกันกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ตั้งตัวแทนที่มีศักยภาพร่วมกัน โยนประเด็น รัฐบาลประชาชน สภาประชาชน และหรืออื่นๆ เข้าไปในเวที วางขั้นตอนการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิด ถกเถียงอภิปราย จะได้ผลยิ่งกว่าการข่มขืน บีบบังคับ

และร่วมกันเดินหน้าต่อไป เชื่อว่า กปปส.จะได้ใจ ทั้งฝ่ายไม่เอาทักษิณ และฝ่ายไม่ปล้นสิทธิประชาชนอีกจำนวนมากอย่างแน่นอน
หยุดดื้อรั้น ดันทุรัง เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ยอมรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายอื่น คนกลางๆ อีกไม่น้อย ขณะเดียวกันเห็นอกเห็นใจมวลชนผู้บริสุทธิ์ที่ตรากตรำมายาวนาน

เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งเดิมหรือครั้งใหม่ กี่ครั้งก็ตามออกมาอย่างไร รัฐบาลใหม่ต้องทำตามพันธสัญญาประชาคม ยุบสภาภายในหนึ่งปี แล้วจัดการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ดำเนินการตามแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

หากบิดพลิ้ว ตระบัดสัตย์ ผู้คนจะพากันออกมาขับไล่ คราวนี้ยิ่งทุกสี ทุกชนชั้น ไพร่ ผู้ดี อำมาตย์ เครือข่ายจะหลากหลายมากกว่ามวลมหาประชาชนหลายร้อยเท่าพันทวีอย่างแน่นอน



++

ปฏิรูปเลือกตั้ง ช้าไปแล้วต๋อย 
โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391077581
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 06:55:01 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 30 มกราคม 2557 )
( ภาพจากเวบบอร์ด )


ผลการหารือระหว่าง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะออกมาอย่างไร เป็นที่รับรู้กันแล้ว

ฟัง คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร 1 ใน 5 เสือ กกต.ให้สัมภาษณ์ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ นักจัดรายการชื่อดังเจ้าของฉายาหมาแก่ เกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้แล้ว คิดถึงวลีที่ว่า มาสายดีกว่าไม่มา กับ ช้าไปแล้วต๋อย

ไปๆ มาๆ ข้อเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ออกไป กลายเป็นเสนอให้ยกเลิกการเลือกตั้งวันที่ 2 และการเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมาทั้งหมด แล้วเริ่มต้นกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปกันใหม่ โดยใช้ระยะเวลาราว 120-150 วัน

ระหว่างนี้ก็ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์รักษาการไปเรื่อยๆ และมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ไม่ใหญ่มาก มาช่วยกันคิดวิธีการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ลดต้นทุนการใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ไม่ต้องใช้เงินมากอย่างที่ผ่านมา เพื่อให้ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร

คุณสมชัยใช้คำว่า ปฏิรูปเล็กๆ คือปฏิรูปการเลือกตั้ง หรือปฏิรูประบบการเข้าสู่อำนาจของผู้แทนราษฎรหรือตัวแทนประชาชนในชื่ออื่นๆ  (ซึ่งน่าจะทำได้ก่อนการปฏิรูปประเทศทุกระบบ ซึ่งเป็นการปฏิรูปใหญ่ทุกด้าน ต้องใช้เวลานาน เวลาเพียงแค่ปี 2 ปี ไม่สามารถทำให้สำเร็จแน่นอน )

เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำเอาโมเดลของประเทศญี่ปุ่นมาใช้ เป็นต้นว่า จำกัดขนาดป้ายในการหาเสียง จำกัดสถานที่ในการติดป้ายหาเสียง จำกัดวงเงินในการหาเสียง จำกัดรถโฆษณาหาเสียง การนำเสนอนโยบายในการหาเสียงในลักษณะสัญญาว่าจะให้ นโยบายที่ทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวต่อประเทศทำไม่ได้ รวมทั้งสร้างกลไกการตรวจสอบการเลือกตั้งจากภาคประชาชนทำงานคู่ขนานไปกับกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใส


ประเด็นข้อเสนอทั้งเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาและกำลังจะมีขึ้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ กับข้อเสนอเชิงระบบ ปฏิรูปเลือกตั้ง ล้วนมีข้อควรพิจารณาทั้งสิ้น

ประการแรก ถ้าเลิกไปเลย ไม่ใช่แค่เลื่อนอย่างท่าทีของ กกต.ที่แสดงออกในตอนแรก เกิดคำถามว่า ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ดำเนินการไปแล้ว ทั้งงบประมาณที่ทางการใช้จ่ายไปแล้ว เป็นความเสียหายหรือไม่ ใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไร

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใหม่หลังจาก 120-150 วัน ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องมาแล้วแต่ถูกต่อต้าน ขัดขวาง จะยังคงสิทธิที่ได้ไปแล้วอยู่หรือไม่ เช่น เงินค่าสมัครที่จ่ายไป เบอร์ที่จับสลากได้ ซึ่งมีผลต่อการจดจำของผู้ลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง งบประมาณที่ใช้ไปในการหาเสียง เงินค่าดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ฯลฯ ใครจะชดใช้

ประการที่สอง การปฏิรูประบบการเลือกตั้งในประเด็นต่างๆ จะขัดแย้งกับกฎหมายหลักที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้หรือไม่ ทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฯลฯ ถ้าขัดแย้งจะต้องแก้ไขกฎหมายแม่เสียก่อน ในขณะที่ยังไม่มีสภาผูัแทนราษฎรเพราะถูกยุบไปแล้วจะทำได้อย่างไร การปฏิรูประบบการเลือกตั้งถึงจะสมบูรณ์ปิดช่องโหว่ต่างๆ ที่มีอยู่ จนมีประสิทธิภาพทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรมจริง

อย่างไรก็ตาม เป็นความหวังดีที่ทุกฝ่ายน่าจะหาข้อสรุปร่วมกัน

เพียงแต่ว่าห้วงเวลาที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝุ่นตลบ เติมไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ยอมถอย เอาความคิด ความต้องการของตัวเองเป็นตัวตั้ง สุดขั้ว สุดโต่งขณะนี้ ข้อเสนอที่ว่านี้ไม่ทันการณ์เสียแล้วหรือไม่



ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล กล่าวเฉพาะแค่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมรับหรือไม่ หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังรักษาการต่อไปอีก 120-150 วัน ในเมื่อยืนอยู่จุดเดียวกันกับ กปปส. รัฐบาลรักษาการหมดความชอบธรรม ต้องออกไปก่อนสถานเดียวเท่านั้น

พิจารณาเพียงจากเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์และ กปปส.เท่านี้ ก็เป็นคำตอบที่ชัดอยู่ในตัวแล้วว่า ข้อเสนอของ กกต.เกี่ยวกับการปฏิรูปการเลือกตั้ง แม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะยอมรับ ทำตาม แต่ก็เป็นจริงไปได้ยาก

การยืนยันเดินหน้าเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ต่อไป และเลือกใหม่เพิ่มเติมภายหลังสำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ถูกขัดขวาง จึงเป็นทางเลือกดีที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้

ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มิได้เกิดจากฝ่ายจัดการเลือกตั้งไม่รับฟังความเห็นของอีกฝ่าย แต่เกิดจากการต่อต้าน ขัดขวาง กระทำการเลยขอบเขต ละเมิดสิทธิพื้นฐานของคนอื่นที่คิดต่าง ไม่ยอมเข้าสู่เวทีพูดคุยเจรจาทั้งสิ้น แต่ต้องการแช่แข็งประเทศไทยไว้ก่อน นานแค่ไหน ไว้คุยกันทีหลัง



___________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.

2557-01-22

ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์

.

ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ
โดย พิชญ พงษ์สวัสดิ์
madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390312336
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:02:02 น. 

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 มกราคม 2557 )


"ลักษณะสำคัญที่เป็นหัวใจของกรุงเทพฯคือความวุ่นวาย"
(RossKing-Reading Bangkok-National University of Singapore Press-2011)


ข้อเขียนของผมชิ้นนี้เขียนขึ้นในโอกาสครบรอบหกวันของการประกาศ "ปิดกรุงเทพฯ" ของ กปปส.
เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าทำไม กปปส "ปิดกรุงเทพฯ" ไม่สำเร็จมาแล้วอย่างน้อยหกวัน


อนึ่งงานเขียนชิ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ "จุดยืนทางการเมือง" (political stand) หากแต่เป็นเรื่อง "การเมือง" (city affairs) ล้วนๆ (ฮา)


พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯ นั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรนั้นก็สุดแท้แต่จะจินตนาการ เช่นเมืองเป็นอัมพาต ทหารต้องออกมาทำหน้าที่ "ทะลวงท่อ" (ศัพท์ที่ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ใช้บ่อยเพื่อเปรียบการรัฐประหารว่าเสมือนกับการแก้ทางตันทางการเมือง) หรือทำให้รัฐล้มเหลว ฯลฯ

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ทำให้กรุงเทพฯนั้นถูกปิดลงเลยในฐานะของ "มหานคร" ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความพิศวงงงงวยและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งของผู้คนทั่วโลก (แน่นอนว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกนั้นไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯได้มาง่ายๆ หรอกครับ แต่เพราะกรุงเทพฯมันมีความมหัศจรรย์ "อย่างแรง" ต่างหาก)

พูดง่ายๆ ว่า ขนาดเราคิดกันแทบตายมาตั้งจะเกือบหกสิบปีแล้วว่าจะทำอย่างไรถึงจะ "วางแผน วางผัง" เมืองกรุงเทพฯให้ได้ เรายังทำไม่ได้เลย ดังนั้นเราจะปิดกรุงเทพฯจริงๆ นั้นจะทำได้ง่ายๆ เชียวหรือ?

แน่นอนว่า การสร้างผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯโดยรู้สึกว่าจะทำให้วุ่นวายมากขึ้นนั้นย่อมเป็นจินตนาการที่ไม่อาจห้ามได้แต่เอาเข้าจริงการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯนั้นทำได้ไม่ยาก แต่จะทำให้ความวุ่นวายดังกล่าวนั้นกลายเป็นเรื่องของการปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด

หุหุ ... ฟันธงเลยก็ได้ว่า ล้มรัฐบาลนั้นน่าจะง่ายกว่าล้มกรุงเทพฯหละครับ ... ไม่เชื่อถามผู้ว่าราชการกรุงเทพฯดูสิครับ ขนาดเป็นมาสองสมัยและพรรคตัวเองเป็นมาตั้งนานแล้ว สามารถบริหารกรุงเทพฯได้อย่างที่หวังไหมหล่ะครับผม?


เอาเป็นว่าทำไมกรุงเทพฯนั้นปิดไม่ได้ง่ายๆ? นี่ขนาดมวลมหาประชาชนที่ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้วยังปิดกรุงเทพฯไม่ได้?

คำตอบประการที่หนึ่งก็คือ การปิดกรุงเทพฯมาหกวันแล้ว(ถึงวันอาทิตย์ที่ 19) นั้นสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขา "ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกวัน"


กล่าวง่ายๆ ก็คือ มายาคติที่ว่าคนที่ทำให้กรุงเทพฯวุ่นวายนั้นคือพวกที่มาจากต่างจังหวัด พวกคนจน คนไม่มีระเบียบ ซึ่งควรจะส่งพวกเขากลับไปต่างจังหวัด ดังที่คิดๆ กันอยู่ หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อสาม-สี่ปีก่อนนั้น
เอาเข้าจริงก็พูดได้ยากว่า คราวนี้การปิดกรุงเทพฯเป็นเรื่องของม็อบผู้ดีมีมารยาทเท่านั้น เพราะสุดท้ายคนดีมีมารยาททั้งจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเองนั้นก็ยังทำกิจกรรมที่สร้างความวุ่นวายบนท้องถนนต่อไป

กล่าวง่ายๆก็คือการเข้าไปสกัดขัดขวางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯจากคนมากหน้าหลายตาด้วยคนมากหน้าหลายตา ที่ออกมายืนบนท้องถนน หรือเคลื่อนตัวบนท้องถนนนั้นก็กลายเป็นกิจกรรมของความปกติ ที่ไม่ว่าคนหน้าไหนก็ทำเหมือนๆ กัน


การปิดกรุงเทพฯในความหมายของการปิดสี่แยกนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะการทำให้รถติดนั้นเป็นเรื่องที่เจอกันบ่อยๆ ทั้งการปิดถนนชั่วคราว การมีเทศกาล และการที่ถนนปิดตัวเองเนื่องจากการจราจรติดขัดอย่างหนักหน่วงอยู่บ่อยๆ

"การปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกๆ วัน" ของ "ผู้ที่ปิดกรุงเทพฯในช่วงนี้" นั้นยังสามารถขยายความเข้าใจเพิ่มเติมไปด้วยการสร้างเรื่องราวว่าถนนที่ถูกปิดนั้นจะเอาไปทำอะไรนอกจากการฟังปราศรัยและความบันเทิงจากดนตรีและการแสดงก็ด้วยการ "สร้างตลาดนัด" เล็กๆ ขึ้นในพื้นที่ที่ปิดนั่นแหละครับ

พูดง่ายๆ ก็คือ การทำให้เกิดความปกติของผู้ที่พยายามเชื่อว่าการปิดกรุงเทพฯนั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ ก็คือ การทำให้เกิดการซื้อขายของในพื้นที่ที่ปิดตัวลง เพื่อให้รู้สึกถึงความสนุก ผ่อนคลาย และมีความเป็นชุมชนเดียวกัน และสร้างภาพของการปิดกรุงเทพฯที่ไม่รุนแรงและเป็นปกติ

ไม่นับรวมซุ้มกิจกรรมต่างๆ ของความบันเทิงเริงรมย์ ด้วยนะครับ


เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การปิดกรุงเทพฯนั้นไม่ได้ปิดในแง่ไม่มีกิจกรรม แต่เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและขัดกันเองว่าปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างกิจกรรมที่คนควรจะออกมาเข้าร่วมตามที่พวกเขาต้องการ
ดังนั้นการปิดกรุงเทพฯจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องการ"สร้างที่ว่าง" แต่ต้องการเปลี่ยนความหมายของพื้นที่ และสร้างสถานที่แบบใหม่เสียมากกว่า (ตรงนี้ให้ดูความพิสดารของคำว่า space ที่หมายถึงทั้งที่ว่าง และพื้นที่ที่พร้อมจะถูกสร้างความหมายและกิจกรรมต่างๆ ลงไป และหมายถึงการสร้างสถานที่ - place making) ได้ด้วย


กล่าวโดยสรุป คนที่ปิดกรุงเทพฯวันนี้ เมื่อรู้สึกว่า (หรือถ้าเชื่อว่า) ตนนั้นปิดกรุงเทพฯสำเร็จ หรือได้เปลี่ยนกรุงเทพฯไปในทางที่ตนต้องการนั้น เขาอาจจะลืมไปว่าถ้าเขารู้สึกว่าเขาทำอะไรกับกรุงเทพฯก็ได้ตามที่เขาเชื่อ นั้นก็ย่อมหมายถึงว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในกรุงเทพฯในทุกๆ วันอยู่แล้ว และพวกเขานั่นแหละที่ปิดกรุงเทพฯอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทำให้คนอื่นเดือดร้อนมิรู้จบอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้รู้สึกตัวว่าเขาสร้างปัญหาให้กับกรุงเทพฯมาโดยตลอดนั่นแหละครับ



เรื่องการปิดกรุงเทพฯยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่อมาก็คือ เรื่องของการพิจารณาว่าตกลงปิดสำเร็จจริงไหมในแง่ของยุทธวิธีทางการเมือง
ซึ่งก็ขอตอบว่าไม่สำเร็จ

ถ้าเทียบกับการพยายามไปปิดสถานที่ราชการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดสี่แยกนั้นไม่สำเร็จเท่ากับปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่เชื่อว่าทำให้ "รัฐล้มเหลว" (failed state) แต่ในอีกทางหนึ่งนั้น การปิดกรุงเทพฯไม่ได้ทำให้ "เมืองล้มเหลว" (failed city)

ทั้งนี้ เพราะกรุงเทพฯนั้นมีหัวใจสำคัญที่ธุรกิจและความวุ่นวายที่ทุกคนสามารถปรับตัวดิ้นรนได้ ขณะที่ในมุมมองที่มีกับรัฐนั้น เราเชื่อว่ารัฐมีการ "สั่งการ" จากศูนย์กลาง และจากบนลงล่าง

กล่าวคือ เมื่อพยายามไปล้อมหรือปิดระบบราชการนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามที่จะจัดการกับตัวข้าราชการ ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนผู้รับคำสั่งจากรัฐ

แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะปิดเมือง คุณจะไปสั่งใคร? คุณจะสั่งพลเรือนทั้งหมดของเมืองได้อย่างไร? และที่สำคัญเมื่อไม่ได้จัดการปิดธุรกิจโดยตรงแบบที่สั่งการรัฐ (และที่มากกว่านั้นจะต้องสร้างภาพว่าธุรกิจนั้นเปิดทำการได้ปกติ และมีกำไรมากขึ้น รวมทั้งเชื้อเชิญให้มาขายของในม็อบ รวมทั้งต้องไม่สร้างภาพม็อบให้น่าหวาดกลัว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีคนมาร่วมม็อบ ที่ต้องการภาพความอลังการทางสายตา (spectacle) ของการเข้าร่วมเข้าไปด้วย)

หึหึ "ธุรกิจ" และ "ความไม่เป็นทางการ" (informality) ของชีวิตกรุงเทพฯนี่แหละครับที่จัดการยาก ไม่เชื่อลองไปจัดการมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ให้ทำมาหากินตอนมีม็อบสิครับ ไม่ใช่แค่จัดการรถเมล์ รถตู้ และรถแท็กซี่เท่านั้น?


มิพักต้องพูดถึงว่า การจัดการชุมนุมที่ตอนแรกอ้างว่าจะมียี่สิบจุด และสุดท้ายกลายมาเป็นแค่สี่แยกไม่กี่แห่งในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นใจกลางเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ เอาเข้าจริงก็ไม่ต้องการให้ปิดจริงๆ เพียงแต่ต้องการสร้างกิจกรรมให้เกิดการชุมนุมเท่านั้น ยังหลงลืมไปว่า กรุงเทพฯนั้นมีการใช้พื้นที่ที่ผสมปนเป และมีความกระจัดกระจายสูง ซึ่งในแง่นี้จึงมีความคงทนที่จะอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตและความวุ่นวาย (ซึ่งก็มีทุกวันอยู่แล้ว)

คนจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯจึงอาจจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการปิดกรุงเทพฯบางส่วนดังที่เป็นอยู่และยิ่งเมื่อต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อให้มีการชุมนุมด้วยแล้วยิ่งจะต้องผ่อนปรนให้มีการเคลื่อนที่เพื่อมาชุมนุมอีกต่างหาก

ที่สำคัญ การจัดการปิดแยกปทุมวันนั้นจัดการง่ายกว่าการปิดแยกอื่นๆ ที่เป็นแยกธุรกิจเต็มตัว และพื้นที่ก็เล็กกว่า และเข้าถึงได้ไม่ยาก กล่าวคือแยกปทุมวันมีเจ้าของที่ต้องเคลียร์ไม่มาก และไม่ต้องมีภาพที่จะต้องขัดแย้งกับเอกชนเต็มตัวเหมือนแยกราชประสงค์ ที่มีสมาคมผู้ประกอบการอย่างชัดแจ้ง




นอกจากนี้ถ้าคนที่วางแผนจะปิดกรุงเทพฯได้มีความรู้เรื่องเมืองกรุงเทพฯอีกสักหน่อย หรืออ่านหนังสือที่วิเคราะห์กรุงเทพฯอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นงานของ Ross King อดีตศาสตราจารย์และคณบดีคณะสถาปัตย์ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ก็คงจะเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น เว้นแต่ว่าต้องการปิดกรุงเทพฯเพื่อสร้างความกดดันไปสู่เงื่อนไขความรุนแรงทางใดทางหนึ่งนั่นแหละครับ
คิงชี้ให้เห็นว่าความวุ่นวายในกรุงเทพฯนั้นถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการสำคัญสามกระบวนการ

กระบวนการที่หนึ่งก็คือการนำเอาของที่ไม่ลงรูปลงรอยและไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน (juxtapositions) ซึ่งความไร้ระเบียบพวกนี้ในโลกตะวันตกเขาพยายามจะหลีกเลี่ยง แต่เรื่องนี้กลับเป็นหัวใจของบ้านเราที่เจออะไรผสมปนเปกันไปหมด เสียจนกลายเป็นความวุ่นวายอันทรงเสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยวและนักวิชาการที่พยายามค้นหาและอธิบายกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเรื่องของผังเมือง

กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สอง ก็คือเรื่องของการพยายามที่จะเอาอะไรมาทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ (superimpositions) ในความหมายที่ว่ามี "ชั้น" (layers) ของกิจกรรมต่างๆ ที่ทับกันไปเรื่อยๆ เช่นมีการขายของซ้อนไปบนทางเท้า หรือมีแผงลอยหน้าตึกขายของปกติ รวมทั้งมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ซ้อนไปบนกิจกรรมอื่นๆ โดยในความหมายนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เพียงแค่อยู่ร่วมกัน แต่อาจมีลักษณะของการกดทับกัน หรือซ่อนเร้นความหมายอื่นๆ เอาไว้ ซึ่งทำให้เราต้องมาเข้าใจว่ากิจกรรมบนพื้นที่ที่เกิดขึ้นนั้น มันปกปิดหรือกดทับความหมายหรือการใช้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นอยู่

กระบวนการผลิตความวุ่นวายในแบบที่สามก็คือการมองว่าความวุ่นวายนั้นอาจเป็นสื่อกลางในการสร้างความคงทนและดิ้นรนเอาตัวรอด(resilience and survival) หรือแม้กระทั่งเป็นการต่อต้าน (resistance) ในความหมายทั้งการดิ้นรนในกระบวนการแห่งความวุ่นวาย (ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นความวุ่นวาย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นรถลงเรือ หรือเข้าไปตามคูคลอง มอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อไปให้ถึงที่หมายและที่ทำงาน หรือกลับบ้าน อาจจะเป็นชีวิตอันสุดแสนจะปกติของผู้คนในเมืองในแต่ละวันก็ได้

ที่สำคัญ คิง ชี้ว่าหัวใจสำคัญของความวุ่นวายในกรุงเทพฯที่ซ่อนอยู่ในสามกระบวนการก็คือรากฐานของกรุงเทพฯที่เติบโตขึ้นมาจากการสร้างอาณานิคมภายในหรือการยึดครองตัวเอง(self-colonization) ของกรุงเทพฯต่อส่วนอื่นๆ ของประเทศ และของผู้นำและคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนอื่นๆ ของประเทศ
และที่สำคัญ เมื่อดูจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ย่อมชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่การเลือกตั้ง และการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ นอกกรุงเทพฯนั้นกำลังทำลายการครองความคิดและสถาปนา/ครองความเป็นเจ้า (hegemony) ของกรุงเทพฯและชนชั้นที่มีอำนาจในกรุงเทพฯให้เสื่อมถอยลงทุกวัน

ในหนังสือเรื่อง "อ่านกรุงเทพฯ" ของคิงนั้นยังพูดถึงพื้นที่กรุงเทพฯไว้น่าสนใจ ว่ามี "ภูมิทัศน์แห่งการครอบงำ (ตัวเอง)" (landscape of (self) - colonization) โดยเฉพาะอยู่ห้าพื้นที่หลัก นั่นก็คือ เมืองเก่า (ธนบุรี - เกาะรัตนโกสินทร์) พื้นที่สมัยใหม่ยุคแรก (เจริญกรุง สีลม และราชดำเนิน) พื้นที่แห่งธุรกิจและการบริโภค (สุขุมวิท) พื้นที่แห่งความเจริญที่เต็มไปด้วยความเสื่อมและความขัดแย้ง (รัชดา และ สลัมคลองเตย) และพื้นที่แห่งการครอบงำทางความคิด (มหาวิทยาลัย)

จะว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็กระไรอยู่ หากแต่การปักวางพื้นที่ไว้ครอบคลุมทั้งห้าพื้นที่นี้ในทางใดทางหนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าใจถึงความสำคัญต่อพื้นที่แห่งการครอบงำอยู่ไม่น้อย

หากแต่จะสะท้อนถึงความเข้าใจการผลิตความวุ่นวายในพื้นที่ในสามกระบวนการของพื้นที่ทั้งห้ามากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง



ที่สำคัญเมื่อเข้าใจว่าสังคมไทยเป็นสังคมของการครอบงำต่อกันเป็นชั้นๆและการรักษาผิวหน้าของปรากฏการณ์ต่างๆ ให้ดูดี  คิง เองก็ไม่แปลกใจว่าทำไมนักวิชาการไทยโดยเฉพาะปัญญาชนสาธารณะถึงชอบพูดถึงการ "ปฏิรูปการเมือง" กันนัก เมื่อเทียบกับเรื่องหลักๆ ในระดับโครงสร้างที่สังคมกรุงเทพฯนั้นครอบงำส่วนอื่นๆ ของประเทศเอาไว้โดยตลอดอย่างยาวนานนับตั้งแต่การตั้งกรุงทพฯเมื่อสองร้อยกว่าปีนั่นแหละครับ

มาดูกันดีกว่าครับว่า ในระยะยาวนั้น รัฐจะล้มเหลว เมืองจะล้มเหลว หรือ ม็อบจะล้มเหลว ? 
ยิ่งกว่านั้นถ้าม็อบดันเกิดล้มเหลวขึ้นมา อะไรกันแน่ที่จะล้มเหลวและพังทลายตามมาอีกมากมายครับผม ...


_________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.

2557-01-14

ส่วนรวมกับประชาธิปไตย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

ส่วนรวมกับประชาธิปไตย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389610748
วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:29:02 น.

( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 13 มกราคม 2557)


ในรายการทีวีหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการเชิญแขกต่างประเทศมาร่วมรายการ แขกผู้นั้นอยากเสนอประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง "พลเมือง" เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก คนถือสัญชาติอื่นจำนวนมากเข้าไปมีชีวิตในอีกประเทศหนึ่งเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะในอียูที่ผู้คนเดินทางตั้งภูมิลำเนาข้ามไปข้ามมาอยู่มากและสม่ำเสมอ

พลเมืองมากับสิทธิการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งเป็นผลให้จัดการทรัพยากรด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง อันย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตของทุกคนในดินแดนนั้น ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไร ด้วยเหตุดังนั้น เธอจึงเสนอว่าสิทธิการเลือกตั้งควรขยายออกไปจากพลเมือง ไปสู่คนต่างด้าวที่อยู่ประจำและอยู่นานในระดับหนึ่ง


ผู้ดำเนินรายการท้วงว่า ในประเทศไทย แม้แต่พลเมืองที่ถือสัญชาติไทยยังกำลังถูกกีดกันจากสิทธิเลือกตั้ง จะมาพูดถึงคนต่างด้าวอย่างแขกรับเชิญให้มาร่วมกำหนดชะตากรรมของประเทศไทยได้อย่างไร
ผมรู้สึกตัวว่าได้ความกระจ่างใจบางอย่างขึ้นมาทันที เมื่อแขกรับเชิญซึ่งเป็นชาวตะวันตกคิดถึงสิทธิเลือกตั้ง (หรือประชาธิปไตย) เขากำลังคิดถึงสิทธิและส่วนได้ส่วนเสียของปัจเจกบุคคล การเมืองของประชาธิปไตยคือการให้โอกาสที่เท่าเทียมกันแก่ทุกคน ในการต่อรองในเรื่องการจัดการทรัพยากรของส่วนรวม เพื่อเขาจะได้ปกป้องผลประโยชน์ของเขาด้วยตัวเขาเอง หากจำเป็นต้องประนีประนอม (ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อทุกคนมีสิทธิต่อรองเท่าเทียมกัน) ก็ประนีประนอมเท่าที่เขาพอจะรับได้



แต่คนไทยไม่ได้คิดอย่างนั้น คนไทยคิดว่าประชาธิปไตยคือเรื่องของส่วนรวม เรื่องของชะตากรรมบ้านเมือง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะรักษาผลประโยชน์ที่ดีสุดของบ้านเมืองได้อย่างไร กลุ่มหนึ่งคิดว่าต้องมีคนเก่งคนดีมาจัดการบริหารทรัพยากรอย่างฉลาดและมีประสิทธิภาพ อีกกลุ่มหนึ่งคิดว่า คนอย่างนั้นไม่มี ถึงมีก็อาจเสียคนได้ในภายหลัง จึงสู้การเปิดให้ทุกคนได้เข้ามาช่วยกันคิดช่วยกันต่อรองไม่ได้

เวลาเราพูดถึง "กัมมันตพลเมือง" ดูเหมือนเรากำลังคิดถึงคนที่ใส่ใจจะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ โดยเฉพาะเข้ามาทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม (ที่เรียกกันว่ามีจิตสาธารณะ) และด้วยเหตุดังนั้น จึงต้องเป็นผู้ที่ใส่ใจเรียนรู้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาวัฒนธรรม ฯลฯ ที่สังคมของตนกำลังเผชิญอยู่ ยิ่งกว่านั้นยังต้องใช้เวลาครุ่นคิดว่า "กัมมันตพลเมือง" ในฐานะปัจเจกบุคคล จะมีส่วนเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร หนึ่งในสิ่งที่พูดกันเสมอก็คือต้องรวมกลุ่ม

"กัมมันตพลเมือง" เช่นนี้มีที่ไหนในโลกหรือครับ ผมมีประสบการณ์ต่างประเทศน้อย อาจมีจริงที่ไหนสักแห่งนอกจินตนาการของนักปราชญ์ไทยก็ได้ แต่สมัยที่ผมเรียนในสหรัฐ มีฝรั่งถามผมว่าไทยแลนด์คือไต้หวันใช่ไหมอยู่เสมอ คนอเมริกันชอบคิดว่าเขาคือผู้จัดระเบียบของโลกทั้งใบ แต่มีพลเมืองที่คิดไม่ออกว่าไทยแลนด์อยู่ที่ไหน ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงสงครามเวียดนามด้วย ดังนั้น ส่วนใหญ่ของชาวบ้านอเมริกันก็ไม่ใช่ "กัมมันตพลเมือง" แน่

และนักคิดของ กปปส.คงไม่ให้สิทธิเลือกตั้งแก่เขา จะให้คนเช่นนี้มาร่วมกำหนดชะตากรรมของชาติได้อย่างไร

แต่ถ้าคิดแบบชาวตะวันตก (สมัยใหม่) คือคิดจากปัจเจกบุคคล แม้ว่านายแจ๊คซึ่งรับจ้างเลี้ยงวัวอยู่ชายทุ่งไม่ใช่ "กัมมันตพลเมือง" อีกทั้งไม่มีความรู้เกี่ยวกับส่วนรวมมากไปกว่าเพื่อจะหากินดำรงชีวิตไปวันๆ ใครจะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์และความอยู่ดีมีสุขของเขาได้ดีไปกว่าตัวเขาเอง หากพรรคการเมืองหนึ่งหาเสียงว่า จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแก่แรงงานรับจ้างในไร่นา แจ๊คจะไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากนักเพื่อวิเคราะห์ว่าเขาควรสนับสนุนนโยบายนั้นหรือไม่

แน่นอนว่า แจ๊คย่อมคิดโดยอาศัยผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
แต่ผลประโยชน์ส่วนตัวของคนหลากหลายประเภท (plurality) ย่อมคานกันเอง ฉะนั้นผลประโยชน์ส่วนตัวจึงไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความพินาศของผลประโยชน์ส่วนรวมเสมอไป เช่นแจ๊คในฐานะลูกจ้างเลี้ยงวัวมานาน ย่อมรู้ดีว่า หากขึ้นค่าแรงของเขามากเกินไป ผลก็คือจะไม่มีผู้ลงทุนเลี้ยงวัวอีกต่อไป (เพราะนายทุนย่อมขนทุนไปเลี้ยงวัวในประเทศที่ค่าจ้างแรงงานถูกกว่า) ตัวเขาก็จะตกงาน พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จึงต้องเสนอแต่พอที่จะเป็นผลดีในระยะยาวแก่ทั้งนายทุนเจ้าของไร่ปศุสัตว์และแรงงานรับจ้างในไร่ หากเสนอมากเกินไป นอกจากจะไม่สามารถส่งมอบผลได้ในทางปฏิบัติแล้ว ยังอาจทำให้เสียคะแนนเสียงไปด้วย


ประโยชน์ส่วนตนนี่แหละครับ หากเปิดให้คนหลากหลายประเภทได้เข้ามาต่อรองอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ก็จะเกิดผลดีแก่ประโยชน์ส่วนรวมไปด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือประโยชน์ส่วนตัว หากเปิดโอกาสทางการเมืองที่เสมอภาคจริงแล้วไซร้ ก็คือประโยชน์ส่วนรวม

การเมืองประชาธิปไตยที่มุ่งรับใช้ประโยชน์ส่วนตัวของปัจเจกบุคคล จึงไม่ได้หมายความว่าประโยชน์ส่วนรวมถูกละเลยไป


ผมทราบดีว่า ผมกำลังพูดอะไรเหมือนทฤษฎีที่ว่า ประชาธิปไตยคือระบอบปกครองของตลาดเสรี ผมยอมรับว่าผมก็เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้อยู่ไม่น้อย แต่ไม่ทั้งหมด เพราะยังตะขิดตะขวงใจว่า ประชาธิปไตยมีอะไรที่มากกว่าตลาดเสรี เช่นคุณค่าความเป็นมนุษย์ แต่ขอไม่อธิบายล่ะครับ ตรงกันข้ามกลับจะเปรียบให้เห็นความละม้ายกันของประชาธิปไตยกับตลาดเสรีมากกว่า

โดยปราศจากความรู้และห่างไกลจากความเป็น "กัมมันตพลเมือง" ใครๆ ก็เข้าสู่ตลาดเสรีได้โดยมีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกัน ผู้ซื้อรักษาประโยชน์ของตนเองด้วยการต่อรอง และหากไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนไปซื้อเจ้าอื่น ซึ่งมีเสรีภาพที่จะเปิดกิจการแข่งขัน ในที่สุดราคาของสินค้าเช่นก๋วยเตี๋ยว ก็จะลงตัวอยู่ที่ (สมมุติว่า) 25 บาท อันเป็นราคาที่คนส่วนใหญ่ในละแวกนั้นกินได้ แต่ในตลาดชนบท กำลังซื้อมีน้อยกว่า พลังต่อรองที่เท่าเทียมกันกำหนดให้ก๋วยเตี๋ยวมีราคาเพียง 15 บาท ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ในละแวกนั้นกินได้เหมือนกัน

25 บาทและ 15 บาท คือประโยชน์ส่วนรวม ราคาที่ "เป็นธรรม" เกิดขึ้นมาเอง โดยไม่มีใครกำหนด คนขายก็คิดถึงประโยชน์ส่วนตน เพราะขืนเอากำไรมากกว่านี้ก็จะไม่มีคนกินจนเจ๊ง คนซื้อก็ต่อรองโดยคิดถึงประโยชน์ส่วนตัว คืออยากกินก๋วยเตี๋ยวด้วยราคาที่ทรัพย์ในกระเป๋าอนุญาต เกิดราคาที่ "เป็นธรรม" ขึ้นโดยอัตโนมัติ


จะเกิดประโยชน์ส่วนรวมในแง่นี้ขึ้นมาได้ ตลาดต้องมีสองอย่างคือ ต้องมีเสรีภาพ (ในการซื้อและในการขาย) และต้องมีความเสมอภาค ทั้งผู้ซื้อก็เสมอภาค คนอื่นกิน 15 บาท เขาก็ได้กินในราคาเดียวกัน ตรงกันข้ามหากบางคนได้กิน 15 บาท แต่เขาไม่ได้กิน พลังต่อรองในตลาดก็ลดลง จนทำให้อาจไม่เกิดราคาที่ "เป็นธรรม" ขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ขายก็ต้องเสมอภาค มีสิทธิเท่ากันที่จะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวแข่งขัน มีสิทธิที่จะตั้งราคาได้เองตามใจชอบเพื่อแข่งขันกับเจ้าอื่น แต่เพื่อจะอยู่รอดได้ ในที่สุดก็ไม่ใช่ราคาตามใจชอบ ต้องลงมาสู่ราคาที่ "เป็นธรรม" จนได้ มิฉะนั้นก็จะเจ๊งไปเอง

การเมืองประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยความรู้พิเศษของพลเมือง (โดยเฉพาะความรู้ของดอกเตอร์และศาสตราจารย์ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับประชาธิปไตยเลย) แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเมืองประชาธิปไตยคือ เสรีภาพและเสมอภาคต่างหาก

และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงออกจะระแวงการเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนรวมของทุกคน เพราะฟังดูเหมือนมีอะไรศักดิ์สิทธิ์ ลี้ลับซึ่งต้องอาศัยญาณวิทยาล้ำลึกของบางคนเท่านั้น จึงจะมองเห็นและจัดการให้บรรลุผลประโยชน์ส่วนรวมได้ อีกทั้งยังฟังเหมือนการดูถูกธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งมีความเห็นแก่ตัวเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอยู่เสมอ เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสองอย่างที่ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน ตราบเท่าที่ยังมีเสรีภาพและเสมอภาคอยู่ในสังคมนั้น


เสรีภาพและเสมอภาคยังไม่เพียงแต่บันดาลให้ประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมกลืนเข้าหากันเท่านั้น แต่เสรีภาพและเสมอภาคยังบันดาลให้เกิดภราดรภาพขึ้นได้ เพราะที่จริงภราดรภาพก็คือประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมในอีกรูปหนึ่งนั่นเอง

ในรายการทีวีที่กล่าวถึงนั้น แขกชาวยุโรปของรายการถามว่า คำ solidarity ในภาษาอังกฤษนั้นแปลเป็นไทยว่าอย่างไร ผู้ดำเนินรายการให้คำแปลว่า ความสามัคคี ผมเองเคยแปลคำนี้ว่า ความเป็นปึกแผ่น

ไม่ว่าจะแปลว่าอย่างไร แขกชาวยุโรปอธิบายว่า solidarity ของเขา หมายถึงความรู้สึกร่วมชะตากรรมกับคนอื่นในสังคม นับตั้งแต่การเห็นคนแก่ข้ามถนนไม่ได้ ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ ไปจนถึงสมทบทุนช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากในที่ห่างไกล การกระทำเหล่านี้ดูเหมือนไม่ตอบสนองผลประโยชน์ส่วนตัวเลย แต่ที่จริงแล้วตอบสนองอยู่มากในส่วนลึกของจิตใจ นั่นคือสร้างความมั่นใจแก่ตนเองว่า กำลังอยู่ในสังคมที่มีผู้คนคอยดูแลกันและกัน เป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของตนเอง ทั้งในปัจจุบัน คือทำให้จิตใจมีความสงบสุข และทั้งในอนาคตที่คาดเดาไม่ได้

ในทรรศนะของเขา ภราดรภาพเกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีความเสมอภาค เพราะต่างรู้สึกว่าคนอื่นทั้งเหมือนและเท่าเทียมกับตนต่างหาก จึงสามารถใช้ความรู้สึกของตนเองไปประเมินสถานการณ์ของคนอื่นได้ เมื่อรัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก็ไม่ห่วงแต่เพียงว่า ใครๆ จะย้ายทุนหนีไปทำธุรกิจในประเทศอื่นหมด นั่นเป็นปัญหาที่ต้องคิดแก้กันต่อไป แต่สุขภาพอนามัยและความก้าวหน้าของชีวิตแรงงานระดับล่างและครอบครัวของเขา เป็นสิ่งที่ต้องรีบแก้ไขทันที อีกทั้งไม่มีทางแก้ไขด้วยวิธีอื่นนอกจากเพิ่มรายได้แก่เขา ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่หากมองแรงงานระดับล่างว่าเป็นเพียง "ส่วนเกิน" ที่อาจเคาะกะลาเรียกมาจากไหนก็ได้ (superfluous - ตามสำนวนของ Hannah Arendt) มองแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตไม่ใช่มนุษย์เหมือนตัวเอง ก็ไม่มีทางจะเกิดภราดรภาพขึ้นในสังคมนั้นได้




ความไม่เคารพต่อประโยชน์ส่วนตัวในหมู่ชนชั้นนำไทยนั้นแหละ ที่ทำให้การเมืองประชาธิปไตยไม่มีวันงอกงามขึ้นได้ ตรงข้ามกับชาวชนบทไทยที่ไร้วุฒิบัตรทั้งหลาย อยู่กันมาได้โดยยอมรับผลประโยชน์ส่วนตัวของทุกคน แต่กลับรักษาทรัพยากรของส่วนรวมไว้ได้อย่างยั่งยืนตลอดมา เพราะสังคมชนบทไทยมีเสรีภาพและเสมอภาคสูงกว่าสังคมเมืองของชนชั้นนำ และด้วยเหตุดังนั้นจึงมีภราดรภาพที่เห็นได้ชัดเจนสืบมา

ในฐานะที่ไม่คุ้นเคยกับประชาธิปไตย ถอนสิทธิเลือกตั้งของชนชั้นนำและสาวกคนชั้นกลางของเขาเสีย ดีไหมเอ่ย

.............

______________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.

2556-10-23

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์การเลิกทาส” โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร

.

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ประวัติศาสตร์นิพนธ์การเลิกทาส
ใน http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra/post/4415
บล็อกของ yukti mukdawijitra . . 23 ตุลาคม, 2013 - 12:52


คงมีใครเคยอธิบายเรื่องนี้ไปแล้วอย่างเป็นระบบและมีการอ้างอิงอย่างเป็นวิชาการอย่างที่สุด แต่ผมก็ยังอยากเขียนเรื่องนี้อย่างย่นย่อในวันนี้อีกอยู่ดี

ความเชื่อที่ว่าระบบทาสในสังคมไทยเป็นระบบที่แทบจะไม่มีอยู่จริง หรือที่มีก็เป็นเพียงส่วนน้อย เฉพาะบางคนที่ขายลูก ขายตัวเองเพราะติดหนี้สิน และหากมีทาส ทาสในสังคมไทยก็ไม่ได้รุนแรงเลวร้ายแบบในยุโรป อเมริกานั้น หากยังสอนอยู่อีกก็น่าสงสัยมาก ว่ากำลังเพ้อฝันถึงสังคมทาสราวกับว่ามันเป็นสังคมยูโทเปียหรืออย่างไร


แคทเธอรีน บาววี่ (Katheirne A. Bowie) เคยเขียนบทความรวบรวมเอกสารที่กล่าวถึงสยาม แสดงข้อมูลมากมายถึงความป่าเถื่อนของระบบทาสในสยาม (ไทยภาคกลาง) และโยนก (ไทยภาคเหนือ)
ทาสที่เป็นกำลังสำคัญก่อนการนำเข้าชาวจีนมาเป็นแรงงานสำคัญ (ต่อการขยายตัวของทุนนิยมภายใต้การกระจุกตัวของผลประโยชน์เศรษฐกิจในมือชนชั้นนำสยาม) คือทาสจากเชลยสงคราม (war captive)


ทาสเหล่านี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอำนาจด้อยกว่าจากลาว เวียดนาม พม่า พวกเขาล้วนถูกกวาดต้อนมาเป็นแรงงานให้ราชสำนักสยามและราชสำนักเชียงใหม่ ทุกวันนี้ชุมชนรายรอบกรุงเทพและเชียงใหม่จึงเต็มไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นแรงงานปลูกข้าว
ไม่ต้องคิดถึงว่าพวกเขาจะบาดเจ็บล้มตายระหว่างการเดินทางไปมากน้อยแค่ไหน แต่ในระหว่างการทำงานเพื่อเสียภาษี หลายต่อหลายปีพวกเขาต้องอดอยาก เพราะถูกเก็บภาษีเป็นผลผลิตมากเกินกว่าที่เขาจะเก็บไว้กินเอง

ฉะนั้นใครที่ใฝ่ฝันว่าชีวิตของชุมชนในอดีตน่าพิสมัยกว่ายุคปัจจุบันน่ะ ช่วยอ่านประวัติศาสตร์แบบนี้เสียบ้างนะครับ นอกเสียจากว่าพวกคุณจะเป็นเจ้านาย



ภาพดังกล่าวยิ่งสะท้อนว่าการเลิกทาสของ ร.5 คือสิ่งที่ดีงามเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย เพราะการเลิกทาสมีขึ้นพร้อมๆ กันกับการสร้างรัฐรวมศูนย์ที่เราเรียกกันว่า "สมบูรณาญาสิทธิราช" กล่าวอีกอย่างหนึ่ง นี่คือการที่ชนชั้นนำสยามลิดรอนอำนาจของรัฐและเจ้าครองนครต่างๆ ในท้องถิ่น ให้มาขึ้นกับสยามอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์นั่นเอง

กระบวนการนี้ทำให้เจ้าครองนครท้องถิ่นไม่สามารถสืบทอดอำนาจตามสายตระกูลเดิมของตนได้อีกต่อไป พูดอีกอย่างหนึ่งคือ นี่คือการที่สยามทำให้นครเล็กน้อยรายรอบสยาม ไปจนจรดขอบเขตของบริทิชอินเดีย (รวมพม่า) ในฝั่งตะวันตก และอินโดจีนในฝั่งตะวันออก กลายเป็นอาณานิคมของตนเอง สยามไม่ตกเป็นเมืองขึ้นก็จริง แต่สยามทำให้นครรัฐเล็กๆ กลายเป็นเมืองขึ้นของตนเอง กระบวนการนี้ไม่ได้ราบเรียบ มีการต่อต้านมากมาย ทั้งจากเจ้าครองนคร (เช่น กบฏเมืองแพร่) และจากประชาชน (บรรดาผีบุญ)

การเปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวอะไรกับการเลิกทาส เกี่ยวตรงที่ว่า ทาสเป็นกำลังสำคัญของ ซุ้ม-กลุ่ม-ก๊กของ "นาย" ต่างๆ ทาสและไพร่จะต้องมีสังกัดขึ้นต่อนายอย่างชัดเจน อยู่ใต้อำนาจของหัวหน้ากลุ่มก๊กต่างๆ อย่างแน่นิ่ง ไม่สามารถเคลื่อนกายย้ายถิ่นได้ง่ายๆ เนื่องจากจะกลายเป็นการเคลื่อนกำลังพล หรือไม่ก็กลายเป็นการเสียทั้งฐานการผลิตและฐานกำลังในการปกป้องตนเองของหัวหน้ากลุ่มก๊ก


อ.อคิน รพีพัฒน์เขียนให้ภาพระบบนี้เอาไว้นานแล้วว่า นี่เป็นระบบอุปถัมภ์แบบพิรามิด ในระบบเช่นนี้ ผู้ใดที่ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ ก็เนื่องมาจากเป็นผู้ที่มีไพร่-ทาสในสังกัดเป็นจำนวนมากที่สุด ในสมัยใดที่มีกษัตริย์สององค์ ก็เนื่องจากทั้งสองกษัตริย์นั้นมีไพร่-ทาสจำนวนไล่เลี่ยกัน ขอย้ำว่า นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการมีกำลังคนในสังกัดมากน้อยเท่าใด

การเลิกทาสที่เกิดพร้อมๆ กับการลิดรอนอำนาจเจ้านครท้องถิ่นต่างๆ ทำลายอำนาจการผูกขาดกำลังคนของรัฐท้องถิ่นลง ทำลายอำนาจที่จะมาท้าทายอำนาจกษัตริย์ลง
การเลิกทาสจึงเปลี่ยนไพร่-ทาสที่มีสังกัดมูลนายที่อาจมีอำนาจท้าทายกษัตริย์ ให้กลายเป็นพลเมืองที่ขึ้นกับกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว พลเมืองเหล่านี้กลายเป็นแรงงานที่เคลื่อนย้ายถิ่นได้ สามารถดูดมาเป็นกำลังแรงงานทำการผลิตใต้อำนาจทางการผลิตของชนชั้นนำสยามที่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพได้


คำอธิบายการเลิกทาสในตำราเรียนเป็นนิยายที่อาศัยฉากอดีต ที่เขียนเพื่ออำพรางการยักย้ายถ่ายเทอำนาจ การจัดสรรอำนาจรัฐแบบใหม่ ปิดบังการรวบอำนาจเพื่อสร้างรัฐอาณานิคมขนาดย่อมไว้ใต้ภาพความการุณ



.

2556-10-04

คือเกียรติแห่งสถาบัน โดย นวพร เรืองสกุล

.

คือเกียรติแห่งสถาบัน
โดย นวพร เรืองสกุล

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380891062
วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:45:51 น. 

( ที่มา : คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  นสพ.มติชนรายวัน 4 ต.ค.2556 )


ในระดับนักศึกษาอุดมศึกษา เรื่อง "หมวกกันลอกข้อสอบ" เคยเป็นที่ฮือฮากันอยู่ราวเดือนสิงหาคม 2556 นี้เอง

ไม่ว่าจะทำเล่นๆ หรือทำจริงๆ ก็บ่งบอกได้ว่า เรื่องการลอกคำตอบข้อสอบ เป็นเรื่องใหญ่ในใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน


เหตุการณ์นี้สำหรับผู้เขียนเป็นเพียงยอดของสิ่งเลวร้ายที่กลายเป็นค่านิยมที่นับวันได้รับความสำคัญมากขึ้นทุกวัน คือเรื่องของการทุจริต (จริตในทางชั่ว)

ระดับชาติ เราเห็นการคอร์รัปชั่นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นกระบวนการที่บางครั้งดูเผินๆ ก็เหมือนจะถูกต้องเสียด้วย

มหาวิทยาลัยบางแห่งหรือบางโปรแกรม คุณภาพการสอนอาจถูกสงสัยได้ว่า กำลังขายปริญญา โดยไม่ห่วงชื่อเสียงเชิงวิชาการของมหาวิทยาลัย 
ระดับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้ยินเรื่องการ "ลักลอกผลงานทางวิชาการ" อย่างหนาหู ทุกคนที่ทำไม่กลัวเสียชื่อ (และทำให้คนที่สุจริต พลอยเสียชื่อไปด้วย)
อาจารย์ต้องการสร้างผลงานทางวิชาการ เพราะตำแหน่งทางวิชาการ (อย่างน้อยๆ ก็หมายถึงว่า ได้เงินประจำตำแหน่ง)

ส่วนบัณฑิตก็ลอกงาน เพื่อให้เรียนจบ ได้ปริญญา ซึ่งนำไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรืองานที่ดีขึ้น 
นักเรียน นักศึกษา ก็ลอกงานจากอินเตอร์เน็ต แบบตัดปะไปส่งอาจารย์



ส่วนคนจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องดิ้นรน เพื่อสอบเข้าให้ได้ ไม่ว่าวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นดีหรือไม่ต่อตนเอง ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
บางคนไม่เป็นอันเรียนเอาความรู้ มุ่งเรียนติวเพื่อให้สอบได้เท่านั้น เพื่อหวังอนาคตอันเรืองรองจากการเป็นบัณฑิต
ครูบางคนทิ้งเกียรติแห่งความเป็นครู (ซึ่งกินไม่ได้) มุ่งไปหาเงินจากการสอนติว แทนการใส่ใจการสอนในห้องเรียน


การสอบเข้าแต่ละแบบล้วนมีปัญหาต่างๆ กัน 
คณะที่ประสบปัญหาไม่ได้นักศึกษาที่เหมาะกับตนเริ่มหาทางเสาะหานักศึกษาที่เหมาะโดยการรับตรง นับเป็นวิธีการที่มีจุดประสงค์ดี


แต่แล้วสิ่งที่ดีก็ถูกนำไปใช้อย่างเบี่ยงเบน เมื่อต่างมหาวิทยาลัยต่างจัดสอบ และแย่งกันสอบให้เร็วขึ้น สอบได้แล้วก็รีบผูกมัดนักเรียนไว้ โดยการให้จ่ายค่าเทอมทันที

สิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาทำ เป็นประโยชน์ต่อตน แต่เสียหายต่อส่วนรวม เพราะนักเรียนต้องเดินทางไปสอบทั่วทุกทิศ และนักเรียนที่มาจากครอบครัวชั้นกลางล่างหมดทางเลือก เพราะไม่มีเงินสอบหลายๆ ที่ และไม่มีเงินพอจะทิ้งค่าเทอม

จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแม้แต่สถาบันอุดมศึกษา ก็คิดว่าเงินเป็นเงื่อนไขผูกมัดที่ดีที่สุด




เราจะหาทางออกอย่างไรได้บ้าง

เมื่อเจอหมวกกันลอกข้อสอบ เพื่อนวัยเด็กโทรศัพท์มาหาทันที เตือนความจำว่า "จำได้ไหม สมัยเราเป็นเด็ก นั่งติดๆ กันแบบนี้ แต่เราไม่เคยลอกคำตอบกันเลย บางครั้งครูก็ไม่อยู่ในห้อง ให้เรานั่งทำกันเอง"

เขากำลังพูดถึงระบบเกียรติยศ (honor system) ซึ่งครูใช้กับพวกเรา โดยไม่ต้องมีสโลแกนว่าโรงเรียนนี้ใช้ระบบเกียรติยศ

มันอยู่ในทุกวิถีในโรงเรียน จนเข้าไปในสายเลือด ในจิตวิญญาณ

เราไม่ลอกงานกัน และไม่ลอกงานใคร ใครไม่รู้ก็ถามกัน ก็สอนกัน จนรู้เรื่อง จนทำได้ เรื่องการลักลอกงานเป็นอันว่าไม่เคยคิด

ในครั้งกระโน้น ในโลกธรรม 3 ประการ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เราเน้นกันที่ "สรรเสริญ"

จะได้ลาภ ได้ยศด้วยหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่นำมาคำนึงถึง

และสรรเสริญนั้น หมายถึงเราสรรเสริญตัวเราเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมา "ให้เกียรติ"

เราเองเป็นคนมีเกียรติ เพราะการกระทำของเรา



เมื่อเห็นการติวหนาตา เพื่อนอีกคนก็เตือนความจำว่า สมัยเรายังเด็ก ครูเห็นนักเรียนคนไหนอ่อน จะเรียกตัวมาติวนอกเวลา โดยไม่เคยคิดเงิน

แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว เพราะสังคมในปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่เงินมาก่อน หรือเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ประสงค์

ดังนั้น เราจึงมี "บัณฑิต" แต่เพียงในนาม

มีครูติวสอบ ที่ไม่สนใจความเข้าใจของผู้เรียน

มีผู้สร้างผลงานวิชาการ ที่ทำแบบไหนก็ได้ให้ได้ผลงาน เพราะต้องการ "ลาภ" ที่มากับยศ ตำแหน่ง

กระทั่งการยื้อแย่งกันรับตำแหน่ง จนเกิดการแตกร้าวในองค์กรแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่ว่าจะเป็นระดับอธิการบดี หรือคณบดี จำเลยตัวสำคัญก็คือเงินเดือนที่สูงขึ้นมากจากการดำรงตำแหน่ง และอำนาจในการสั่งเงิน สั่งคน โดยที่การวัดผลงานไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง เพราะวัดแล้วก็เอาไปให้คุณให้โทษไม่ได้




การเปลี่ยนค่านิยมกลับไปหาระบบที่เกียรติเป็นใหญ่ เป็นเรื่องที่พูดง่าย ทำยาก

แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่เราคงต้องคิดทำอะไรสักอย่างคือระบบรับตรง

มีอย่างน้อยสองโจทย์ที่สำคัญ คือ

1. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไรให้นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนอย่างตั้งใจได้ความรู้ จนจบระดับมัธยมศึกษา

2. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไร ให้นักเรียนได้เรียนในวิชาที่ตนอยากเรียน ในคณะ และมหาวิทยาลัยที่ตนอยากเรียน ภายใต้เงื่อนไขว่า คุณภาพของนักเรียนคนนั้นแข่งขันได้กับผู้สมัครคนอื่นๆ



ไม่ควรมีคนจำนวนมากต้องเรียนในคณะที่ไม่อยากเรียน เพราะบังเอิญสอบติด หรือต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องเข้า เพราะบังคับให้ตัดสินใจล่วงหน้า
ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการได้เลือก (freedom of choice) ภายในขอบเขตมาตรฐานที่สถาบันการศึกษา หรือคณะนั้นๆ รับได้
เป็นเรื่องที่ท้าทายเรามาทุกยุคทุกสมัย



ผู้เขียนไม่มีข้อเสนอที่ดี มีแต่คำถามถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ที่เป็นปัญญา เป็นเสาหลัก และเป็นเลิศในแผ่นดิน ว่า

มหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะมีทางออกร่วมกันอย่างไรให้กับปัญหาการรับตรงทุกวันนี้ อย่างน้อยๆ ก็มีทางออกให้กับกลุ่มสถาบันกลุ่มเดียวกันที่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย

วางบรรทัดฐานใหม่ให้กับการรับนิสิตนักศึกษาของกลุ่มตนเอง โดยเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้มากเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทิ้งหลักการของความเป็นเลิศของอุดมศึกษาแห่งนั้นๆ


แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างปัญหา หรือซ้ำเติมปัญหาให้กับระบบ เพราะต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาดูแลแต่ตนเอง ดังเช่นทุกวันนี้



.