http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทักษะเปิดกว้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทักษะเปิดกว้าง แสดงบทความทั้งหมด

2558-01-10

ไนซ์ ถูกแบนงดออกรายการช่อง5 ถกอนาคตประเทศของเยาวชน

.

ไนซ์ ถูกแบนงดออกรายการช่อง5 ถกอนาคตประเทศของเยาวชน
ใน http://prachatai.org/journal/2015/01/57341
. . Sat, 2015-01-10 10:21

ไนซ์ เลขาธิการกลุ่ม 'การศึกษาเพื่อความเป็นไท' โพสต์แจงเหตุถูกแบนงดออกรายการช่อง5 ถกอนาคตประเทศของเยาวชน เนื่องจากเตรียมถามสดเรื่องปัญหาการคอรัปชั่นอำนาจประชาชนจากการยึดอำนาจ ต่อประธาน สปช.

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. เวลา 22.54 น. ที่ผ่านมา ณัฐนันท์ วรินทรเวช (ไนซ์) นักเรียนมัธยมปลายและเลขาธิการกลุ่ม 'การศึกษาเพื่อความเป็นไท' โพสต์แถลงการณ์ ‘ข้อกังขาต่อความจริงใจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)’ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nattanan Warintarawet’ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเตรียมตัวออกรายการสด "เจาะประเด็นร้อน" ทางช่อง 5 เพื่อแสดงความคิดเห็นและถามคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยที่อยากเห็นในอนาคตของเยาวชน กับ เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. อย่างไรก็ตาม ณัฐนันท์ กลับไม่ได้ร่วมในรายการดังกล่าว เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ของรายการดังกล่าวเชิญออกมาก่อน พร้อมกล่าวกับ ณัฐนันท์ ด้วยว่า "เชิญมาผิดคน"

ณัฐนันท์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะถูกเชิญออกในระหว่างคุยประเด็นเตรียมออกรายการกับเทียนฉาย ดังกล่าว ณัฐนันท์ได้ถาม 2 คำถาม กับ เทียนฉาย ว่า 1. "สปช.จะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นได้อย่างไร? ในเมื่อการเข้าสู่อำนาจของพวกเขาก็คือการขโมยหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชน ซึ่งในมุมมองของฉันคือการคอรัปชั่นทางอำนาจซึ่งไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าการคอรัปชั่นทางการเงินเลย" และ 2. "พวกเขาเหล่านี้ได้มองว่าการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบคือการคอรัปชั่นหรือไม่?" โดย เทียนฉาย ตอบกลับด้วยว่า อย่ายึดติด ต้องมองอนาคตประเทศ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ของรายการจึงเชิญตัวณัฐนันท์ออกมาทำให้ไม่ได้ร่วมในรายการดังกล่าว


ไนซ์ คนที่ 2 จากขวา ภาพขณะอ่านอาขยาน ถึง พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.57 หน้า ก.ศึกษาฯ ค้านการใช้หลักค่านิยมไทย 12 ประการที่ชี้นำความคิดเยาวชนไทย (อ่านรายละเอียด)


สำหรับรายละเอียดในแถลงการของณัฐนันท์ มีดังนี้

แถลงการณ์ : ข้อกังขาต่อความจริงใจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ก่อนอื่นขอชี้แจงความเป็นมาสักเล็กน้อย เนื่องจากฉันได้รับคำเชิญให้ไปเข้าร่วมรายการ "เจาะประเด็นร้อน" ทางช่อง 5 เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศไทยที่อยากเห็นในอนาคต ร่วมกับคุณเทียนฉาย กีระนันทน์ และเยาวชนอีกคนหนึ่ง ในตอนแรกลังเลเล็กน้อยเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากน้อยเพียงใด แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจตอบตกลง เนื่องจากคิดว่าทางสปช.น่าจะมีความใจกว้างในการรับฟังอยู่ไม่น้อย เท่าที่ดูจากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนนับร้อยนับพันเวที

ฉันเดินทางไปถึงสถานีช่อง 5 ที่สนามเป้า ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมอธิบายเนื้อหาในรายการ(รวมถึงแนวคำตอบอย่างคร่าวด้วย) ฉันจึงชี้แจงไปว่าฉันมีแนวคิดเสรีนิยมและไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร และไม่ชอบท่องสคริปต์ ในตอนนั้นฉันเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ยังเป็นปกติ

สักครู่มีเจ้าหน้าที่เรียกให้ไปเตรียมตัวก่อนออกอากาศ เมื่อเข้าไปในสตูดิโอก็เหลือเวลาอีกเล็กน้อย เจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถถามคำถามและคุยแลกเปลี่ยนกับคุณเทียนฉายได้ในประเด็นที่สงสัย

ฉันจึงตัดสินใจเสี่ยงถามคำถามที่ค้างคาใจมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่การรัฐประหาร

ถามไปหลายข้อทีเดียว แต่มีสองคำถามที่ต้องใช้ความกล้าในการถามมากที่สุด : "สปช.จะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นได้อย่างไร? ในเมื่อการเข้าสู่อำนาจของพวกเขาก็คือการขโมยหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชน ซึ่งในมุมมองของฉันคือการคอรัปชั่นทางอำนาจซึ่งไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าการคอรัปชั่นทางการเงินเลย"

และ "พวกเขาเหล่านี้ได้มองว่าการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบคือการคอรัปชั่นหรือไม่?"

คนในสตูดิโอมองตากันเลิ่กลั่ก สักพักเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ "เชิญ" ฉันออกนอกสตูดิโอก่อนที่รายการจะเริ่มเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น และให้ไปนั่งที่ห้องรับรองจนรายการจบ และยังบอกด้วยว่า "เชิญมาผิดคน"

นี่ทำให้ฉันเกิดคำถามขึ้นมากมาย

สปช. บอกเองว่ารับฟังความคิดที่แตกต่างไม่ใช่หรือ?

สปช. บอกเองว่ามีความเป็นกลางไม่ใช่หรือ?

แล้วสิ่งที่การกระทำของพวกเขาบ่งบอก มันคืออะไร?

เวทีรับฟังความคิดเห็นมากมายที่เขาจัดขึ้น มีจุดประสงค์เพื่ออะไรกันแน่?

คำถามเหล่านี้.. ไม่รู้ว่าจะมีคำตอบเมื่อไหร่

แต่ฉันสงสัย ฉันชอบถาม และฉันจะยังคงตั้งคำถามต่อไป

เสรีภาพทางความคิดต้องมีอยู่คู่สังคมแห่งนี้

หากไร้ซึ่งเสรีภาพ..สังคมก็ไร้ซึ่งอนาคต



.

2557-09-05

..“เสื้อใหม่ของนายธนาคาร” เรียบเรียงโดย สฤณี อาชวานันทกุล

.

ถอดรื้อมายาคติที่ไม่ยั่งยืน : บทเรียนจาก “เสื้อใหม่ของนายธนาคาร” (1)
โดย สฤณี อาชวานันทกุล

ใน http://thaipublica.org/2014/08/bankers-illusions-1/
. . 7 สิงหาคม 2014


ละสายตาจากเรื่องยุ่งๆ ของการเงินที่ยังไม่ยั่งยืนในไทยชั่วคราว หันมาดูสถานการณ์ของภาคการเงินนอกบ้านเรากันบ้าง

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กับวิกฤตยูโรโซนที่ทำให้ทั้งโลกปั่นป่วนเมื่อหลายปีก่อนเริ่มทุเลาความรุนแรง หายไปจากพาดหัวในหน้าสื่อ แต่หลังฉากการถกเถียงเรื่องการปรับปรุงระบบกำกับดูแลภาคธนาคารก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ถึงแม้คนที่อยู่นอกภาคการเงินอาจมองไม่เห็น

ในบรรดาข้อเสนอที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคิดว่า “จำเป็น” ต้องทำที่สุดเพื่อปรับปรุงระบบธนาคารและลดความเสี่ยงที่มันจะฉุดลากเศรษฐกิจโลกไปอยู่ปากเหวอีก คือการเพิ่มระดับทุนขั้นต่ำที่ธนาคารต้องมี เป็น “เบาะกันกระแทก” ลดความเสี่ยงที่จะล้มจากการมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน หรือที่เรียกเป็นภาษาทางการว่า capital requirement

ข้อเสนอนี้มีเหตุมีผลอย่างยิ่ง แต่ยากมากที่จะเกิดเป็นรูปธรรม เพราะนอกจากจะต้องฝ่าด่านการล็อบบี้อย่างไม่ขาดสายของธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกแล้ว ผู้เสนอยังต้องถอดรื้อกำแพงแห่งมายาคติที่นายธนาคารหลายคนสร้างขึ้นมาให้คนหลงเชื่อ และอีกหลายคนก็สับสนคิดไปเองว่ามายาคติคือความจริงเพราะท่องตามๆ กันมาช้านาน

มายาคติที่กีดกันการปรับปรุงระบบกำกับดูแลธนาคารคืออะไร? หนังสือที่ตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด และเขียนอธิบายให้คนนอกวงการธนาคารเข้าใจง่ายที่สุด คือ The Bankers’ New Clothes (“เสื้อใหม่ของนายธนาคาร” ตั้งชื่อเลียนนิทานดังเรื่อง “เสื้อใหม่ของพระราชา” เพราะสื่อนัยเดียวกัน) เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์การเงินชื่อดังสองคน คือ ดร. อนัท แอดมาที (Anat Admati) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ ดร. มาร์ติน เฮลวิก (Martin Hellwig) จากมหาวิทยาลัยบอนน์ในเยอรมนี














ที่มาภาพ: http://blog.tagesanzeiger.ch/wp-content/uploads/sites/11/2013/02/Nevermind_HeAd.jpg

นอกจากจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความสามารถล้นเหลือในการ “ย่อย” เรื่องยากๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ผู้เขียนทั้งสองยังมีบทบาทโดยตรงในวิวาทะและเวทีถกเถียงเชิงนโยบายเกี่ยวกับการกำกับดูแลภาคการเงินการธนาคาร โดยแอดมาทีเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาการคลี่คลายเชิงระบบ สถาบันประกันเงินฝากอเมริกัน (FDIC Systemic Resolution Advisory Committee) ส่วนเฮลวิกนั้นเป็นประธานคนแรกของคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ คณะกรรมการความเสี่ยงเชิงระบบยุโรป (European Systemic Risks Board) หน่วยงานภายใต้สหภาพยุโรป ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาหลังวิกฤตยูโรโซน

แอดมาทีกับเฮลวิกตั้งใจเขียน “เสื้อใหม่ของนายธนาคาร” ในภาษาง่ายๆ ให้คนธรรมดาเข้าใจ เพราะอยากให้ทุกคนในสังคมได้มีส่วนร่วมในเวทีอภิปราย และอยากถอดรื้อมายาคติอีกประการที่ว่า ประเด็นทางการเงินการธนาคารเป็นเรื่อง “สลับซับซ้อน” ที่ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญและด็อกเตอร์ทั้งหลายเท่านั้น

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือ แอดมาทีกับเฮลวิกอยากให้ทุกคนตื่นตัวว่า ระบบธนาคารยังอันตรายและเปราะบางไม่ต่างจากก่อนเกิดวิกฤต แต่วิธีแก้เชิงนโยบายไม่ถูกนำไปใช้อย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่เรารู้แล้วว่าควรแก้ไขอย่างไร สาเหตุสำคัญก็เพราะมายาคติที่ยังครอบงำวิธีคิดของผู้ดำเนินนโยบายและนายธนาคารจำนวนมาก

หนังสือเล่มนี้ได้รับการกล่าวขวัญและสรรเสริญอย่างมากมายตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2013 แต่โชคร้ายที่มายาคติต่างๆ ที่ผู้เขียนเพียรชี้ให้เห็นในหนังสือ ก็ยังคงครอบงำวิวาทะเรื่องการกำกับดูแลธนาคารต่อไป ส่งผลให้แอดมาทีกับเฮลวิกตัดสินใจ “อัพเดท” เนื้อหาในหนังสือ ด้วยการเขียนบทความขนาดยาวเรื่อง “The Parade of the Bankers’ New Clothes Continues: 23 Flawed Claims Debunked” (พาเหรดของเสื้อใหม่นายธนาคารยังดำเนินต่อไป: บทหักล้างข้ออ้าง 23 ข้อที่ไม่ถูกต้อง) ให้ดาวน์โหลดฟรีจากเว็บไซต์ของหนังสือ ( http://bankersnewclothes.com/wp-content/uploads/2013/06/parade-continues-June-3.pdf )



มายาคติหลักๆ และข้อหักล้างมีอะไรบ้าง? ผู้เขียนจะคัดสรร แปลและเรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

มายาคติ 1: ทุน (capital) คือเงินที่ธนาคารกันเอาไว้เป็น “เงินสดสำรอง” เหมือนกับเงินสดที่เราๆ ท่านๆ กันไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ผิดเพราะอะไร? ทุนในภาคธนาคารนั้นเป็นแหล่งทุนประเภทหนึ่ง สามารถนำไปใช้ปล่อยกู้และลงทุนได้ ไม่ต้องเก็บไว้เฉยๆ เพียงแต่ภาคธนาคารเรียกทุนนี้ว่า capital ขณะที่ธุรกิจอื่นเรียกว่า “ส่วนของผู้ถือหุ้น” หรือ equity แอดมาทีกับเฮลลิกชี้ว่า ธนาคารปกติใช้ทุนของตัวเองไม่ถึงร้อยละ 10 ในการลงทุนต่างๆ ขณะที่ธุรกิจอื่นมักจะต้องใช้ทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ในการลงทุน นอกจากนี้ บริษัทที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากยังแทบไม่มีหนี้สินใดๆ เลย


มายาคติ 2: ข้อเสนอให้ธนาคารกันเงินสดสำรองเท่ากับร้อยละ 15 ของสินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารนั้น ไม่ทำให้ธนาคาร “ปลอดภัย” กว่าเดิม เช่นเดียวกัน ข้อเสนอให้เพิ่มระดับทุนขั้นต่ำของธนาคารเป็นร้อยละ 15 ก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ๆ ในภาคการธนาคารเหมือนกัน

ผิดเพราะอะไร? มายาคติข้อนี้ตั้งอยู่บนความสับสนระหว่างทุนของธนาคาร (capital) กับเงินสดสำรอง (cash reserve) ดังที่กล่าวไปข้างต้นในมายาคติ 1

ทุนของธนาคารไม่ใช่เงินสดสำรอง แต่เป็นแหล่งทุนของธนาคาร ข้อกำหนดเรื่องทุนสำรองนั้นไม่ได้บังคับว่าธนาคารจะต้องถือสินทรัพย์อะไรบ้าง ไม่ได้บังคับว่าธนาคารต้องเพิ่มเงินสดสำรองในมือ (คือเอาไปปล่อยกู้แสวงกำไรไม่ได้) ในเมื่อข้อกำหนดปัจจุบัน และแม้แต่ภายในข้อเสนอในระบบ Basel III ปล่อยให้ธนาคารมีทุนขั้นต่ำเพียงร้อยละ 3 ของสินทรัพย์ทั้งหมด การเพิ่มข้อกำหนดนี้เป็นร้อยละ 15 (ดังเช่นร่างกฎหมาย Brown-Vitter ในอเมริกาเรียกร้องให้บังคับกับธนาคารที่ใหญ่ที่สุดหกแห่งในประเทศ) ก็จะทำให้ธนาคารปลอดภัยกว่าเดิมมาก ตัวเลข 15% นี้ยังต่ำกว่าสัดส่วนทุนต่อสินทรัพย์ที่ถือกันว่า “ปกติ” สำหรับบริษัทในธุรกิจอื่นที่แข็งแกร่งทางการเงินด้วยซ้ำไป เมื่อมีส่วนทุนมากขึ้น ธนาคารก็จะสามารถซึมซับผลขาดทุนได้มากกว่าเดิมมาก ลดความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาทางการเงินถึงขั้นจะล้มละลาย ร้อนให้รัฐต้องมาอุ้ม

ในทางกลับกัน ข้อกำหนดเรื่องเงินสดสำรองในมือ (reserve requirement) มีประโยชน์ในแง่ความปลอดภัยน้อยกว่าข้อกำหนดเรื่องทุนขั้นต่ำ (capital requirement) มาก ยกเว้นว่ามันจะสูงมากๆ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าธนาคารหนึ่งมีเงินฝาก (เป็นหนี้สินของธนาคาร เพราะเป็นเงินของผู้ฝากเงิน) 97,000 ล้านบาท มีส่วนทุน 3,000 ล้านบาท (เท่ากับว่ามีหนี้สิน 94,000 ล้านบาท) การมีเงินสดสำรองในมือ (นับเป็นสินทรัพย์) อยู่ 15,000 ล้านบาทก็จะไม่ช่วยให้ธนาคารรอดเลย ถ้าขาดทุน 4,000 ล้านบาทจากหนี้เสียและผลขาดทุนจากการลงทุนอื่นๆ เพราะผลลัพธ์จะกลายเป็นว่ามีสินทรัพย์ 96,000 ล้านบาท ล้มละลายเพราะส่วนทุนติดลบ (3,000-4,000 = -1,000 ล้านบาท) เช่นเดียวกับที่เจ้าของบ้าน “จมน้ำ” (under water) ถ้าหากภาระการผ่อนบ้านมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าของบ้าน (คนอเมริกันจำนวนมากจึงยอมให้ธนาคารยึดบ้านในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์)

แต่ถ้าหากธนาคารมีเงินฝาก 85,000 ล้านบาท มีส่วนทุน 15,000 ล้านบาท มันก็จะสามารถซึมซับผลขาดทุน 4,000 ล้านบาทได้อย่างสบายๆ โดยไม่เสี่ยงที่จะล้มละลายแต่อย่างใด


มายาคติ 3: ข้อเสนอให้ธนาคารเพิ่มสัดส่วนทุนขั้นต่ำนั้นเพียงแต่ตั้งอยู่บนทฤษฎี โมดิกลิอานี-มิลเลอร์ (Modigliani-Miller theorem) ซึ่งใช้กับโลกจริงไม่ได้เพราะสมมุติฐานของทฤษฎีนี้ไม่สมจริง

ผิดเพราะอะไร? ทฤษฎี โมดิกลิอานี-มิลเลอร์ บอกว่าภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ ส่วนผสมระหว่างหนี้สินกับส่วนทุนของบริษัทใดก็ตาม (เช่น ไม่ว่าจะเลือกใช้หนี้ 80 ทุน 20 หรือหนี้ 10 ทุน 90 ฯลฯ) จะไม่ส่งผลต่อมูลค่าของบริษัทและต้นทุนในการระดมทุน (cost of capital)



แต่แอดมาทีกับเฮลลิกชี้ชัด (ผ่านการยกตัวอย่างมากมายในหนังสือ) ว่า ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของทฤษฎีนี้คือ ในตลาดการเงินที่ทำงานได้ดี อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง และระดับความเสี่ยง (ตลอดจนอัตราผลตอบแทนที่สะท้อนความเสี่ยงระดับนั้น) ของหลักทรัพย์อะไรก็ตาม (เช่น หุ้น) ที่ออกโดยบริษัท ก็ขึ้นอยู่กับส่วนผสมระหว่างหนี้สินกับทุน พูดอีกอย่างคือ ยิ่งบริษัทมีหนี้มากเมื่อเทียบกับส่วนทุน ความเสี่ยงของบริษัทก็ยิ่งสูง นักลงทุนก็จะยิ่งเรียกร้องอัตราผลตอบแทนสูงๆ ในการลงทุน

ด้วยเหตุนี้ ข้อถกเถียงอะไรก็ตามที่พูดถึงอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Equity ย่อว่า ROE) ที่นักลงทุนต้องการ ราวกับว่ามันสถิตเสถียรไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นอิสระจากส่วนผสมระหว่างหนี้กับทุนของบริษัท จึงเป็นข้อถกเถียงที่บกพร่องระดับฐานคิดเลยทีเดียว

ใน “เสื้อใหม่ของนายธนาคาร” แอดมาทีกับเฮลวิกอธิบายเงื่อนไขในโลกจริงอีกหลายข้อที่หักล้างสมมุติฐานที่ว่าส่วนผสมหนี้กับทุนไม่สำคัญ เช่น กฎหมายภาษีอาจทำให้บริษัทอยากใช้หนี้มากกว่าทุนก็ได้


อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนทั้งสองก็ย้ำว่า มายาคติข้อนี้หักล้างข้อเสนอว่าธนาคารควรมีทุนขั้นต่ำมากกว่าเดิมไม่ได้ เพราะข้อเสนอนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าส่วนผสมระหว่างหนี้กับทุนไม่สำคัญ แต่ตั้งอยู่บนการเปรียบเทียบต้นทุนกับประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ จากการมีส่วนผสมระหว่างหนี้กับทุนระดับต่างๆ ของธนาคาร แอดมาทีกับเฮลวิกสรุปว่า การให้ธนาคารใช้หนี้สินมหาศาลเมื่อเทียบกับส่วนทุนในการดำเนินธุรกิจนั้น เป็นต้นทุนมหาศาลที่สังคมต้องแบกรับโดยไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย.



++

ถอดรื้อมายาคติที่ไม่ยั่งยืน : บทเรียนจาก “เสื้อใหม่ของนายธนาคาร” (จบ)
โดย สฤณี อาชวานันทกุล

ใน http://thaipublica.org/2014/09/bankers-new-clothes-2
. . 4 กันยายน 2014


ตอนที่แล้วผู้เขียนเริ่มสรุป “มายาคติ” – กับดักทางความคิดบางประการที่ยังครอบงำวงการการเงินการธนาคารกระแสหลัก และกีดขวางการปฏิรูปภาคการเงินโลก จากบทความขนาดยาวเรื่อง “The Parade of the Bankers’ New Clothes Continues: 23 Flawed Claims Debunked” (พาเหรดของเสื้อใหม่นายธนาคารยังดำเนินต่อไป: บทหักล้างข้ออ้าง 23 ข้อที่ไม่ถูกต้อง – ดาวน์โหลดฟรีจากเว็บไซต์หนังสือ http://bankersnewclothes.com/wp-content/uploads/2013/06/parade-continues-June-3.pdf ) โดยนักเศรษฐศาสตร์การเงินชื่อดังสองคนที่กำลังมีบทบาทสูงมากในวิวาทะเรื่องการปฏิรูปภาคการเงิน ได้แก่ ดร. อนัท แอดมาที (Anat Admati) และ ดร. มาร์ติน เฮลวิก (Martin Hellwig) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Bankers’ New Clothes (“เสื้อใหม่ของนายธนาคาร”)


แอดมาทีกับเฮลิวิกเป็นสองหัวหอกในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาเรียกร้องให้องค์กรกำกับดูแลภาคการธนาคารระดับโลกและระดับชาติจัดการปฏิรูปภาคการธนาคารอย่างมีความหมายและยั่งยืนกว่าที่แล้วมา โดยเฉพาะด้วยการเพิ่มระดับ “ทุนขั้นต่ำ” ที่ธนาคารต้องมีเมื่อเทียบกับหนี้สินทั้งหมด

นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่า ตราบใดที่ยังไม่แก้กฎกติกาเช่นนี้ ตราบนั้นโลกก็จะยังคงมีความเสี่ยงจากพฤติกรรมเสี่ยงเกินเลยของภาคธนาคารต่อไป

ตอนที่แล้วสรุปมายาคติข้อ 1-3 วันนี้มาว่ากันต่อด้วยมายาคติสำคัญๆ ข้ออื่น



มายาคติ 4: การค้นพบหลักๆ ของวิชาการเงินธุรกิจ (corporate finance) เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การระดมทุนนั้นนำมาใช้กับธนาคารไม่ได้ เพราะธนาคารไม่เหมือนบริษัทอื่น

ผิดเพราะอะไร? ผู้เขียนทั้งสองอธิบายในมายาคติ 3 (ดูตอนก่อนหน้านี้) ไปแล้วว่า ข้อพิสูจน์กรณีเฉพาะของทฤษฎี โมดิกลิอานี-มิลเลอร์ (Modigliani-Miller theorem) ที่นายธนาคารชอบยกมาอ้างว่า ส่วนผสมระหว่างหนี้กับส่วนทุนไม่ส่งผลใดๆ ต่อมูลค่าของบริษัทและต้นทุนในการระดมทุนนั้น เป็นจริงเฉพาะในกรณีที่อยู่ใต้ “สมมุติฐานพิเศษ” บางประการเท่านั้น ในขณะที่ “ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของทฤษฎีนี้คือ ในตลาดการเงินที่ทำงานได้ดี อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง และระดับความเสี่ยง (ตลอดจนอัตราผลตอบแทนที่สะท้อนความเสี่ยงระดับนั้น) ของหลักทรัพย์อะไรก็ตาม (เช่น หุ้น) ที่ออกโดยบริษัท ก็ขึ้นอยู่กับส่วนผสมระหว่างหนี้สินกับทุน พูดอีกอย่างคือ ยิ่งบริษัทมีหนี้มากเมื่อเทียบกับส่วนทุน ความเสี่ยงของบริษัทก็ยิ่งสูง นักลงทุนก็จะยิ่งเรียกร้องอัตราผลตอบแทนสูงๆ ในการลงทุน”

แอดมาทีกับเฮลวิกเปรียบเปรยว่า การปฏิเสธว่าข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของทฤษฎีนี้เป็นสากล ใช้ได้กับทุกบริษัททุกธุรกิจ ก็เหมือนกับการปฏิเสธว่ากฎแรงโน้มถ่วงกำกับทุกสิ่งบนโลกด้วยการอ้างว่าอากาศมีแรงต้าน

อันที่จริง ตรรกะของโมดิกลิอานี-มิลเลอร์ ใช้ได้ดีมากกับส่วนทุนและการกู้ยืมของธนาคารในตลาดสินเชื่อและตลาดพันธบัตร ธนาคารมีปฏิสัมพันธ์กับนักลงทุนกลุ่มเดียวกันกับที่ซื้อหุ้นและพันธบัตรของบริษัทอื่น นักลงทุนเหล่านี้ตีมูลค่าหุ้นและพันธบัตรของธนาคารในบริบทของพอร์ตลงทุนรวมของตัวเอง โดยใช้หลักเกณฑ์ชุดเดียวกันในการประเมินการลงทุนทั้งหมด ตรรกะที่ว่าต้นทุนและความเสี่ยงในการระดมทุนของนักลงทุนขึ้นอยู่กับส่วนผสมระหว่างหนี้กับทุนของธนาคารนั้น ใช้ได้กับกรณีที่ธนาคารกู้ยืมเงินมาจากสถาบันการเงินอื่นเช่นกัน

ผู้เขียนทั้งสองย้ำว่า ธนาคารเหมือนกับบริษัทอื่นทุกบริษัทตรงที่มีเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น เลือกได้ว่าจะใช้ส่วนทุนของผู้ถือหุ้นเท่าไร จะกู้ยืมเงินเท่าไร เหมือนกับบริษัทอื่นตรงที่มีแนวโน้มจะประสบปัญหาทางการเงินหรือแม้แต่ถึงขั้นล้มละลายเมื่อมีหนี้สินสูงมโหฬาร มีส่วนทุนนิดเดียว

นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ รวมถึงการบิดเบือนและความไร้ประสิทธิภาพจากการมีหนี้สินสูงเกินไปนั้นก็พบเห็นในวงการธนาคารไม่น้อยกว่าวงการอื่น คนที่เถียงว่าธนาคาร “ไม่เหมือนธุรกิจอื่น” และพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้หนี้สูงๆ ในการดำเนินธุรกิจธนาคารนั้น มักจะละเลยหรือทำเป็นมองไม่เห็นการบิดเบือนและความไร้ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น – แล้วพอธนาคารเกิดปัญหา ผู้เสียภาษีหรือสังคมก็มักจะเป็นผู้ที่ต้องแบกรับความเสียหาย


มายาคติ 5: ธนาคารเป็นสถาบันพิเศษเพราะมันผลิต (หรือสร้าง) เงิน

ผิดเพราะอะไร? มายาคติข้อนี้ตั้งอยู่บนการใช้คำว่า “เงิน” อย่างผิดความหมาย แนวคิดที่ว่าธนาคาร “ผลิต” หรือ “สร้าง” เงินได้นั้น ตั้งอยู่บนการสังเกตว่า เราๆ ท่านๆ สามารถแปลงเงินฝากให้เป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย ด้วยการไปถอนเงิน และคนก็มองว่าเงินที่ฝากไว้ในธนาคารนั้นคล้ายกับเงินสด สามารถใช้เงินฝากในการใช้จ่าย เช่น ด้วยการเซ็นเช็คสั่งจ่าย หรือรูดบัตรเครดิต ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์การเงินจึงเรียกเงินสดในมือและยอดเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์รวมกันว่า “ปริมาณเงิน”

อย่างไรก็ตาม การที่บัญชีออมทรัพย์ถูกรวมไว้ในดัชนีสำคัญของเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้น ไม่ได้หมายความว่ายอดบัญชีออมทรัพย์เหมือนกันกับเงินสด ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ เงินฝากคือ “หนี้” รูปแบบหนึ่ง – หนี้ซึ่งผู้ฝากเงินเป็นเจ้าหนี้ ธนาคารเป็นลูกหนี้ ธนาคารมีพันธะที่จะต้องจ่ายเงินคืนแก่ผู้ฝากเงิน เมื่อไรก็ตามที่เขาหรือเธออยากถอนเงินคืน ถ้าหากธนาคารไม่มีเงินมาคืน ปัญหาก็จะเกิด ในทางตรงกันข้าม เงินสดในรูปของเหรียญและธนบัตรที่ธนาคารกลางพิมพ์ออกมากระจายในระบบนั้นไม่ใช่ “หนี้” ของใครเลย

จากมุมมองของธนาคาร ความแตกต่างประการสำคัญระหว่างเงินฝากและหนี้สินประเภทอื่นไม่ใช่ว่าเงินฝาก “คล้ายเงิน” แต่เป็นประเด็นที่ว่า ธนาคารส่งมอบบริการต่างๆ แก่ผู้ฝากเงิน อาทิ การจ่ายเงินผ่านเช็คธนาคารและบัตรเครดิต หรือเครื่องกดเงินสดอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ซึ่งทำให้ลูกค้าถอนเงินได้ตลอดเวลา ความต้องการฝากเงินของประชาชนขึ้นอยู่กับบริการเหล่านี้ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารเสนอ ตลอดจนระดับความเสี่ยงที่ธนาคารจะล้มละลายหรือไม่มีเงินคืนผู้ฝาก


มายาคติ 6: การเพิ่มระดับทุนขั้นต่ำตามกฎหมาย (equity requirement) จะลิดรอนความสามารถของธนาคารในการคืนเงินฝากและชำระหนี้ระยะสั้นประเภทอื่นที่มีสภาพคล่องและใช้ได้เสมือนกับเงิน

ผิดเพราะอะไร? มายาคติข้อนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานผิดๆ ว่า ส่วนทุนของธนาคารนั้นคงที่และมีจำกัด ไม่อาจทดแทนหนี้สินของธนาคารได้ด้วยการเพิ่มทุนในทางที่ไม่กระทบกับ “ระดับสภาพคล่องสำรอง” ที่ต้องมี แต่ในความเป็นจริง ธนาคารสามารถเพิ่มทุนได้ด้วยการนำกำไรสุทธิไปลงทุนเพิ่ม หรือออกหุ้นเพิ่มทุน ไม่ต่างจากบริษัทในธุรกิจอื่น ยิ่งมีส่วนทุนเพิ่ม ธนาคารก็จะยิ่งสามารถรับเงินฝากได้มากขึ้น ถ้าหากผู้กำกับดูแลเพิ่มระดับทุนขั้นต่ำที่ต้องมี การมีส่วนทุนมากขึ้นก็จะทำให้ธนาคารสามารถเก็บเงินฝากและหนี้ “เปี่ยมสภาพคล่อง” ระยะสั้นเอาไว้ได้เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าต้องมีน้อยลง

การมีส่วนทุนมากขึ้นเมื่อเทียบกับหนี้สินจะทำให้ธนาคารสามารถเพิ่มสภาพคล่องได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะส่วนทุนที่มากขึ้นจะทำให้หนี้สินของธนาคารได้รับความไว้วางใจมากขึ้นจากเจ้าหนี้

ด้วยเหตุนี้ ลักษณะ “เปี่ยมสภาพคล่อง” หรือ “คล้ายเงิน” ของเงินฝากและหนี้ระยะสั้นจะดีกว่าเดิม ถ้าธนาคารมีหนี้สินน้อยลง มีส่วนทุนมากขึ้น


มายาคติ 7: การเพิ่มระดับทุนขั้นต่ำนั้นไม่เหมาะสม เพราะต้นทุนการระดมทุนของธนาคารจะเพิ่มขึ้น

ผิดเพราะอะไร? มายาคติข้อนี้ตั้งอยู่บนการสังเกตพื้นๆ ว่า ผลตอบแทนจากทุน (ที่นักลงทุนต้องการ) นั้นสูงกว่าผลตอบแทนจากหนี้ (ที่เจ้าหนี้ต้องการ) แต่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนจากทุน หนี้ หรือหลักทรัพย์ใดๆ ก็ตามที่นักลงทุนหรือเจ้าหนี้ต้องการนั้น ขึ้นอยู่กับ “ส่วนผสม” ระหว่างหนี้กับทุนของแต่ละบริษัท ถ้าธนาคารมีส่วนทุนมากขึ้น อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนและเจ้าหนี้ต้องการก็จะน้อยลง (เพราะธนาคารมีความเสี่ยงน้อยลง)

แอดมาทีกับเฮลวิกชี้ว่า สาเหตุหลักจริงๆ ที่ต้นทุนรวมในการระดมทุนของธนาคารอาจปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่ทางการเพิ่มระดับทุนขั้นต่ำ คือ ถ้าหากธนาคารต่างๆ มีทุนมากขึ้น ธนาคารก็จะได้ประโยชน์น้อยลงจากการรับประกันและเงินอุดหนุนต่างๆ นานาของรัฐ ซึ่งเข้ามา “อุ้ม” ด้วยเงินภาษีของประชาชน!

ในการถกเถียงเชิงนโยบาย ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปรียบเทียบต้นทุนกับประโยชน์ต่อสังคมจากการที่ธนาคารใช้ส่วนผสมของหนี้และทุนในระดับต่างๆ เนื่องจากความเปราะบางของระบบการเงินนั้นมีต้นทุนสูงและก่อความเสียหายมหาศาล
ฉะนั้นผู้เขียนทั้งสองจึงสรุปว่า ประโยคที่ถูกต้องคือ “การเพิ่มระดับทุนขั้นต่ำตามกฎหมายจะลดต้นทุนต่อสังคมจากการที่มีระบบการเงินไร้ประสิทธิภาพ ระบบที่สถาบันการเงินกู้ยืมเงินเกินตัว และดังนั้นกฎนี้จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อสังคม”


....................................
ขอเชิญผู้อ่าน อ่านต้นฉบับจาก http://thaipublica.org ซึ่งมีภาพประกอบและลิ้งค์เอกสารมากมาย



.

2557-07-09

พิชญ์: นักรัฐศาสตร์ในโลกตอนนี้เขาคุยอะไรกัน?

.

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : นักรัฐศาสตร์ในโลกตอนนี้เขาคุยอะไรกัน?
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404832716
. . วันพุธที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09:31:08 น.
( ที่มา:  นสพ.มติชนรายวัน 8 ก.ค.57 )


เพิ่งได้รับจดหมายข่าว Comparative Democratization ฉบับล่าสุด คือ ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังสักหน่อยว่า ตอนนี้วงการรัฐศาสตร์ระดับโลกเขาคุยอะไรกัน เพราะแต่ละวงการวิชาการเขาก็จะมีชุมชนของเขาที่จะพยายามตอบคำถามบางอย่างด้วย การเป็นนักวิชาการก็จะต้องรู้ "กระแส" เหล่านี้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตามกระแสไปทั้งหมด เพราะเรื่องที่เราสนใจอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใครหลายคนสนใจก็ได้ และก็ไม่แน่ว่าเรื่องที่เราสนใจแล้วคนอื่นไม่ค่อยจะสนใจนั้น อาจจะกลายเป็นเรื่องที่คนอื่นสนใจในอนาคตก็ได้

เรื่องแรก ที่ต้องเข้าใจก่อนนะครับ ว่าเมื่อพูดถึงวงการรัฐศาสตร์ในระดับโลกแล้ว ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา อย่างน้อยก็เพราะเป็นประเทศใหญ่ เป็นประเทศมหาอำนาจ ที่มีการเรียนการสอนรัฐศาสตร์มากมาย รวมทั้งเป็นหนึ่งในตัวแบบสำคัญของการเมืองการปกครองที่เรียกว่าระบอบประธานาธิบดี รวมทั้งให้กำเนิดลักษณะการศึกษารัฐศาสตร์ในแบบที่อิงกับการค้นคว้าวิจัยด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อยู่มาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น

และในสาขาที่สำคัญของรัฐศาสตร์ก็คือสาขาที่ชื่อว่า "การเมืองเปรียบเทียบ" (comparative politics) ซึ่งให้ความสนใจกับการเปรียบเทียบพัฒนาการและโครงสร้างทางการเมืองทั้งโลก ไม่ใช่ของอเมริกาเองเท่านั้น
และที่จะพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะจุลสาร Comparative Democratization ซึ่งอาจจะแปลว่า ประชาธิปไตยภิวัฒน์ เปรียบเทียบ หรือการจรรโลงประชาธิปไตย หรือการเปรียบเทียบกระบวนการการทำให้เกิดประชาธิปไตย นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ของ The American Political Science Association หรือสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน ซึ่งเป็นสมาคมที่เป็นเสาหลักของวงการรัฐศาสตร์โลก ที่มีการประชุมประจำปีเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการรัฐศาสตร์ของโลกนั่นแหละครับ สมาคมนี้ก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ.1903 และมีสมาชิกมากกว่า 80 ประเทศครับ


เรื่องที่สอง คือ ในจดหมายข่าวฉบับล่าสุดนี้ เป็นการรวบรวมตีพิมพ์ข้อเสนอและข้อค้นพบทางวิชาการจากการสัมมนาที่ว่าด้วยเรื่อง democratic consolidation ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญมากในการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบในสมัยนี้ ซึ่งถ้าจะแปลกว้างๆ เป็นภาษาไทย ก็น่าจะแปลว่า การผนึกประสานประชาธิปไตยให้เป็นหนึ่งเดียว
ซึ่งในแง่นี้ก็เป็นหนึ่งในการตีความว่าเราจะมีความสามัคคีในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร ในความหมายว่า เราจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยนั้นเป็น "กฎกติกาเดียวที่ใช้ในบ้านเมืองของเรา" (the only game in town) โดยไม่หันไปหากฎกติกาอื่น

หรืออีกทางหนึ่ง ผมจะขออนุญาตเสนอและแปลว่า เราจะสร้าง "สามัคคีประชาธิปไตย" ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

อธิบายเพิ่มขึ้นอีกนิด หลายคนอาจจะ "ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย" จากระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งในอดีตเราก็คงจะพบกับทฤษฎีแบบที่ว่าด้วยการปฏิวัติอยู่มาก แต่สิ่งที่วงการรัฐศาสตร์สมัยหลังเขาสนใจก็คือ ในหลายประเทศที่เพิ่งได้มาซึ่งประชาธิปไตยนั้น เขาจะรักษาประชาธิปไตยให้มันสถิตสถาพรได้อย่างไร ไม่ใช่มาแล้วก็พัง คือพังในลักษณะที่ใช้ไม่ได้ และ/หรือ นำไปสู่การพังทลายลงด้วยการใช้กฎกติกานอกประชาธิปไตยมาทำลายมันลงไป

เอาเป็นว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ที่นั้น บางคนก็จะสนใจว่าคนที่ทำลายนั้นผิดหรือไม่ผิด แต่บางคนก็พยายามมองต่อไปว่าจะไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร

และนอกจากปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอก เช่น ความเข้มแข็งของทหารเองที่มีอำนาจเหนือกว่าในทางกำลังแล้ว เราจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยที่เราได้มานั้นมันแข็งแรง ยืนนาน กว่าสีทาบ้านที่ชอบโฆษณากันนั่นแหละครับ



ผมขออนุญาตกล่าวถึงบทความสี่ชิ้นในจดหมายข่าวประชาธิปไตยภิวัฒน์เปรียบเทียบฉบับนี้ (พฤษภาคม 2014) ซึ่งประกอบด้วยงานสี่ชิ้นคือ "คุณภาพของรัฐบาลและการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย" "รากฐานทางรัฐธรรมนูญ/การจัดการอำนาจของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย" "ทำไมนักวิชาการด้านประชาธิปไตยจำเป็นต้องเรียนรู้มากขึ้นเรื่องการสร้างรัฐ" และ "ผนังทองแดงกำแพงเหล็กแห่งรัฐ และการทำให้ประชาธิปไตยนั้นลงหลักปักฐาน"

1. คุณภาพของรัฐบาลและการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย (Quality of Government and Democratic Consolidation) เป็นงานของศาสตราจารย์ Bo Rothstein แห่งมหาวิทยาลัย Gothenburg ประเทศสวีเดน ซึ่งโบเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของการศึกษาเรื่องของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นที่โบนำมาวิเคราะห์ก็คือการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของสงครามกลางเมืองสองเหตุการณ์ที่นำไปสู่การล่มสลายลงของระบอบประชาธิปไตยในยูโกสโลวาเกีย เมื่อ 1991 และสงครามกลางเมืองในสเปน เมื่อ 1936 ในฐานะที่ความขัดแย้งทางการเมือง (ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่มีเป็นธรรมชาติและเป็นปกติอยู่แล้ว) ได้ยกระดับขึ้นมาจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง และทำให้เห็นว่า การพยายามสร้างกฎกติกาประชาธิปไตยให้เป็นทางออกของปัญหานั้นล้มเหลว

กล่าวโดยสรุปจากบทเรียนประวัติศาสตร์ของสงครามกลางเมืองทั้งสองกรณีนั้น โบเห็นว่าความชอบธรรมทางการเมืองที่ลดลงของรัฐบาลและระบอบการเมืองโดยรวม
รวมไปถึงความล้มเหลวในการสร้างสามัคคีประชาธิปไตยนั้นล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยทางด้าน "ปัจจัยนำออก" ของระบบการเมือง (output) มากกว่า "ปัจจัยด้านนำเข้า" ของระบบการเมือง


พูดแบบที่นักรัฐศาสตร์ทุกคนต้องร้องอ๋อ ก็คือ ถ้าเราตั้งหลักการเข้าใจรัฐศาสตร์ในแบบที่ David Easton อธิบายว่า ระบบการเมืองคือการทำงานของการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าโดยใช้สิทธิอำนาจ (ขอโทษผู้อ่านทั่วไปสักหน่อย แต่บางครั้งก็ต้องชี้แจงบ้างว่ารัฐศาสตร์เขาร่ำเรียนกันจริงจังเหมือนกัน ไม่ใช่มั่วไปเรื่อย)
โดยระบบการเมืองนั้นอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและมีทั้งส่วนที่เป็นปัจจัยนำเข้า (ข้อเรียกร้องและการสนับสนุน) ส่วนของกระบวนการตัดสินใจ และปัจจัยนำออก (นโยบาย) ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการสะท้อน (feedback) กลับไปยังปัจจัยนำเข้าอีกทีเป็นรอบๆ ไป ก็จะพบว่า ประชาธิปไตยนั้นจะยั่งยืนและเป็นกฎกติกาที่ทุกคนใช้มันร่วมกันในบ้านในเมืองได้ และความชอบธรรมทางการเมืองจะมีอยู่ได้หรือไม่

สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่เรื่องของสิทธิในทางการเมืองแบบประชาธิปไตย หรือการมีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่จะมาเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ต้องหมายถึงการทำให้เราสามารถตรวจสอบ ควบคุมการทำงานของระบอบการเมืองนั้นได้ เช่น การปราบปรามคอร์รัปชั่น ประสิทธิภาพของรัฐบาล และหลักนิติรัฐ


ทั้งหมดนี้จากงานวิจัยพบว่าประชาชนในหลายๆ ประเทศนั้นเห็นว่าสำคัญกว่าการอ้างสิทธิประชาธิปไตย (เช่น การเลือกตั้ง) หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การที่ประชาชนจะพอใจกับระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เพียงเพราะว่าเป็นระบอบที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องหมายถึงประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และการมีระบบราชการที่ไม่เข้าข้างนักการเมือง และมีประสิทธิภาพต่างหาก

ส่วนหนึ่งในคำอธิบายของโบก็คือว่า ทำไมประชาชนให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเทศมากกว่าเรื่องของการเลือกตั้งในฐานะเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของระบอบการเมือง และความยั่งยืนของประชาธิปไตย ก็เพราะว่า อาจจะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ไปเลือกตั้ง หรือรู้สึกว่าพรรคที่ตนชอบ คนที่ตนชอบยังไงก็ไม่ได้รับเลือก ดังนั้น การไปเลือกตั้งในฐานะการส่งปัจจัยนำเข้าไปสู่ระบบการเมืองนั้นไม่ได้มีความหมายกับพวกเขาขนาดนั้น หรือแม้กระทั่งเด็กที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับส่วนปัจจัยนำเข้า

แต่กระนั้นก็ตามไม่ว่าคุณจะไปเลือกตั้งหรือเปล่า นโยบายทุกอย่างก็จะส่งผลกระทบย้อนกลับมาหาทุกคนในระบบการเมืองอยู่ดี ทั้งการศึกษา การสาธารณสุข หรือความปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ว่าการพิจารณาประชาธิปไตยจากปัจจัยนำออกก็เป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งนั่นก็คือที่มาของการพยายามสร้างตัวชี้วัดในเรื่องหลักธรรมาภิบาล (good governance)


อย่างไรก็ตาม การจะทำความเข้าใจงานของโบให้ลึกซึ้ง เราต้องเข้าใจว่าโบมุ่งมั่นที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นทำงานได้ ซึ่งการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และการป้องกันการคอร์รัปชั่น และการสร้างตัวชี้วัดที่ดีในการทำงานของรัฐบาลนั้นจะเป็นสิ่งที่ประชาชนรู้สึกว่าระบบนี้เป็นธรรม แต่โบไม่ได้บอกว่าไม่ต้องมีเลือกตั้ง หรือถ้าจะมองกันอีกแบบก็คือ โบต้องการชี้ว่าแม้ในพื้นที่ที่ผู้สมัครนั้นไม่ได้เป็นรัฐบาล การให้บริการสาธารณะอย่างทั่วถึง และไม่มีการคอร์รัปชั่น หรือเล่นพวกนั้นต่างหากที่จะทำให้คนทั้งหมดนั้นรู้สึกว่าประชาธิปไตยมันมีคุณค่ากับทุกคน อาทิ คนกลุ่มน้อยที่ยังไงก็ไม่มีทางจะได้เป็นรัฐบาล แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเขาได้รับสิ่งต่างๆ จากรัฐบาล

ดังนั้นในแง่นี้ ผมคิดว่าจากเดิมที่รัฐศาสตร์อาจจะสนใจเฉพาะเรื่องปัจจัยนำเข้าก็คงจะต้องสนใจเรื่องปัจจัยนำออกอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่ว่าจะมองว่าแก้ด้านเดียวแล้วจะจบ หรือเราจะต้องมองคนที่เห็นต่างจากเราว่าเน้นกันคนละด้านของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตยมากกว่า


2. รากฐานทางรัฐธรรมนูญ/การจัดการอำนาจของการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย (The Constitutional Foundations of Democratic Consolidation) เป็นงานของศาสตราจารย์ Jose Antonio Cheibub จากมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งพยายามชี้ประเด็นที่สำคัญในข้อถกเถียงหนึ่ง ซึ่งแทบจะถือว่าเป็นทฤษฎีหลักของการพูดถึงการสร้างสามัคคีประชาธิปไตย ที่พยายามจะบอกว่าระบอบประธานาธิบดีนั้นเป็นระบอบที่นำไปสู่ความแตกแยกและล่มสลายของสังคมได้มากกว่าระบอบรัฐสภา (นายกรัฐมนตรี) ในกรณีประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ ซึ่งถือว่า Juan Linz นั้น เป็นเจ้าพ่อทฤษฎีนี้ และก็มีอิทธิพลอยู่มากในการถกเถียงในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญของบ้านเราเช่นกัน สำหรับนักรัฐศาสตร์หลายคนที่สมาทานความคิดนี้ ที่แปลงความคิดต่อมาว่า ฝ่ายบริหารไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป และกินรวบได้

แนวคิดแบบ Linzian ชี้ว่าฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น อาจจะมีความเข้มแข็งมาก แม้อาจจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีในแง่ของความนิยมและความชอบธรรมที่ได้จากการเลือกตั้ง แต่หากการทำงานของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติไม่สอดประสานกันแล้ว หรือสอดประสานกันมากเกินไปจนขาดการเจรจาต่อรองประนีประนอมกับอำนาจอื่น เพราะระบบฝ่ายบริหารเข้มแข็งและมาจากการเลือกตั้งทางตรงนั้น อาจจะทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการแสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายอื่นๆ เพราะขาดกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายใน อาทิ ระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติ เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือฝ่ายที่ไม่มีอำนาจอาจเลือกใช้กลไกนอกสภา เช่น ประท้วงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล หรือใช้กำลังทหารในการจัดการ

อย่างไรก็ตาม โฮเซ่เสนอว่า การจะพิจารณาเรื่องของปัญหาของฝ่ายบริหารมีอำนาจมากในแบบประธานาธิบดีในฐานะที่ทำให้เกิดความเปราะบางของประชาธิปไตยนั้น ในวันนี้อาจจะต่างจากเดิม ที่ในยุคเก่านั้นประเทศที่ประชาธิปไตยพังทลายเพราะมีประธานาธิบดีหรือฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งนั้นมักจะไปโดยรัฐประหาร โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970
แต่ในวันนี้ การรัฐประหารโดยทหารนั้นไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแล้ว แต่จะพบว่าการพังทลายลงของประชาธิปไตยในวันนี้เกิดจากระบอบเผด็จการที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเอง ซึ่งพยายามที่จะสร้างความได้เปรียบของพวกตน และลดโอกาสแข่งขันจากคู่แข่งอื่นๆ ซึ่งหากจะทำให้เกิดสามัคคีประชาธิปไตยได้นั้น จะต้องทำให้รัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งนั้นไม่ลดโอกาสคนกลุ่มอื่นๆ ในกระบวนการเลือกตั้ง

นอกจากนั้นแล้ว งานวิจัยใหม่ๆ ยังพบว่า ประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้นั้นรัฐบาลจะต้องไม่มีเสียงสนับสนุนมากเสียจนไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ทำงาน หรือในบางครั้งความมหัศจรรย์ของประชาธิปไตยอาจจะเกิดขึ้นได้จากการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อย และการมีการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐบาลกับสภาเสียอีก เพราะทำให้จะต้องเจรจาต่อรองกัน หรือหมายถึงว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการเข้าใจว่าการทำงานที่ดีนั้นไม่ได้หมายถึงความรวดเร็วและไม่มีข้อขัดแย้ง มาสู่การทำให้เกิดการเจรจาและทำให้เกิดความขัดแย้งกันในอำนาจบริหารกับนิติบัญญัติที่สามารถใช้กฎกติการ่วมกันได้

ซึ่งในแง่นี้ไม่สามารถบอกได้ง่ายๆแล้วว่า ระบอบประธานาธิบดีหรือฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งนั้นจะเป็นพวกที่สร้างปัญหาเท่านั้น แต่อาจจะต้องมองว่าทุกฝ่ายจะต้องเข้มแข็งทั้งหมด และไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวว่าระบอบไหนดีกว่าระบอบไหนแบบง่ายๆ อีกต่อไป


3. ทำไมนักวิชาการด้านประชาธิปไตยจำเป็นต้องเรียนรู้มากขึ้นเรื่องการสร้างรัฐ (Why Democratic Scholars Need to Learn More about State-Building) เป็นงานของศาสตราจารย์ Sheri Berman จากวิทยาลัย Barnard ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นความสำคัญในการเข้าใจประวัติศาสตร์การเกิดรัฐสมัยใหม่ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะการพยายามทำความเข้าใจเงื่อนไขในการรวมศูนย์อำนาจของแต่ละรัฐในฐานะปัจจัยสำคัญในการสร้่างรัฐสมัยใหม่ ซึ่งการรวมศูนย์อำนาจนั้นเป็นฐานของการเกิดรัฐสมัยใหม่ และกองทัพในช่วงรวมศูนย์อำนาจในยุโรปนั้นเอาเข้าจริงใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการจัดการกับความขัดแย้งภายในประเทศในนามของการปราบกบฏไม่น้อยไปกว่าการต้อสู้กับศัตรูจากภายนอกประเทศ นับตั้งแต่ศควรรษที่ 17-19 ซึ่งก็หมายถึงการรบรากันเป็นระยะเวลาข้ามศตวรรษกันทีเดียว
และก็ยังยืนยันให้เห็นข้อเสนอของนักวิชาการยุคก่อนอย่าง Tilly ที่ว่า รัฐนั้นไม่ได้สร้างสงครามเท่านั้น แต่สงครามหรือเงื่อนไขการมีสงครามต่างๆ นั้นก็สร้างรัฐด้วย
ดังนั้น ลักษณะบางอย่างในทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามในแบบไก่กับไข่ว่า ตกลงสงครามหรือการรวมอำนาจนั้นเป็นเหตุ หรือ เป็นผลกันแน่ และศาสตราจารย์เชอริเห็นว่าในกรณียุโรปนั้นความพยายามของผู้นำในการรวมอำนาจและสร้างรัฐเป็นเงื่อนไขให้เกิดสงคราม ความวุ่นวาย และความรุนแรงมากกว่าที่จะบอกว่า ความวุ่นวายและความรุนแรงนั้นเป็นเหตุที่จะต้องรวมอำนาจและใช้กำลังทหาร และที่สำคัญเป็นข้อสรุปก็คือ การพยายามรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางนั่นแหละคือหัวใจของการสร้างรัฐสมัยใหม่นั่นเอง
ซึ่งเราก็คงจะต้องคิดต่อไปว่ารัฐสมัยใหม่นั้นจะสามารถกระจายอำนาจได้มากน้อยเพียงใด เพราะมันกระทบรากฐานของตัวของมันเองตั้งแต่แรก


4. ผนังทองแดงกำแพงเหล็กแห่งรัฐ และการทำให้ประชาธิปไตยนั้นลงหลักปักฐาน (State Firewalls and Democratic Deepening) ของทีมนักวิชาการจาก University of Gothenburg และ Arrhus University ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทีมวิจัยนี้เสนอประเด็นที่น่าสนใจ(แต่ต้องใช้ให้ถูก)ว่า เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการสร้างสามัคคีประชาธิปไตยได้นั้นจะต้องพิจารณาในส่วนของการพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างความเป็นอิสระของฝ่ายข้าราชการออกจากฝ่ายการเมือง

เรื่องนี้ไม่ง่ายแค่ว่าห้ามแทรกแซงข้าราชการ แบบที่หลายคนฝันเอาไว้ แต่จะต้องหาความพอเหมาะพอดีให้ได้ต่างหาก เพราะถ้าไม่แทรกแซงเลยเราก็จะไม่มีหลักประกันในสังคมประชาธิปไตยว่าข้าราชการจะทำงานภายใต้การตรวจสอบของประชาชน แต่ในอีกด้านก็คือถ้าควบคุมมากเกินไป ในแง่ให้นักการเมืองมาคุมข้าราชการ สิ่งที่จะได้ตามมาอาจไม่ใช่การบริหารที่ดี
แต่จะเกิดการอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการมากกว่าเรื่องการบริหารตามนโยบาย เพราะนักการเมืองจะเลือกข้าราชการเข้ามาเป็นพวก มากกว่านักการเมืองจะทำงานในระดับนโยบาย และจะทำให้การเมืองแทรกเข้ามาในระบบราชการ และอาจทำให้เป้าหมายทางนโยบายจริงๆ เสียไป เพราะมีแต่คน "สนองงาน" แต่อาจไม่ได้เป็นเรื่องของเป้าหมายในระดับหลักการที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์และการคอร์รัปชั่น และทำให้ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งต้องรอมาแบ่งเค้กในรอบต่อไป หรืออาจจะหันไปชุมนุมโค่นรัฐบาลแทน 
คำถามก็คือทำเช่นนี้แล้วจะมีรัฐบาลไปทำไม?


คําตอบของทีมวิจัยนี้ก็น่าสนใจ เขามองว่าต้องมีประชาสังคมหรือภาคประชาชนที่เข้มแข็ง เพราะภาคประชาชนจะคอยตรวจสอบข้าราชการ แล้วนักการเมืองเองก็ทำงานคู่กันไป
ในกรณีนี้ภาคประชาสังคมเองก็จะไม่ต้องวิ่งเข้าหารัฐบาลแบบมายื่นหมูยื่นแมวเพื่อให้มาคุมระบบราชการ แต่หมายถึงว่าภาคประชาชนนั่นแหละจะเป็นตัวคานอำนาจและความรู้เชิงเทคนิคของระบบราชการที่ชอบอ้างนักอ้างหนาว่ามีเช่นกัน ทีนี้สังคมก็จะเห็นทั้งสองด้าน นักการเมืองก็จะได้ตัดสินใจแบบไม่แทรกแซงข้าราชการรายคน หรือไปสัญญาแบบอุปถัมภ์กับภาคประชาชนเพราะมีอำนาจเหนือระบบราชการแบบอำเภอใจ ดังนั้น ดุลอำนาจก็จะเกิดได้ แล้วประชาธิปไตยก็จะยั่งยืน และผลประโยชน์ก็ตกอยู่ทุกกลุ่ม ไม่ใช่อยู่แต่คนที่ชนะเลือกตั้ง
ดังนั้น คนที่จะชนกับระบบราชการคือภาคประชาชน ที่จะต้องสู้แบบมีส่วนร่วม ผ่านการตรวจสอบคุณภาพที่ทุกฝ่ายจับตามอง ไม่ใช่สู้แบบคุยกับนักการเมืองและได้ตำแหน่ง และนักการเมืองก็มาจากการนำเสนอนโยบายภาพรวมให้ประชาชนซึ่งเป็นทั้งคนในระบบราชการและภาคประชาชนตัดสิน

นั่นแหละครับ สิ่งนี้ก็จะทำให้รัฐมีสมรรถนะที่ดีและการมีส่วนร่วมทำอย่างจริงจัง และประชาธิปไตยทั้งปัจจัยนำเข้าและนำออกนั้นพัฒนาขึ้นและยั่งยืน

ยาวแล้วครับขอจบเท่านี้แล้วกันครับผม สรุปสั้นๆ ก็คือเราจะปฏิรูปหรือเลือกตั้งก่อนกันไม่ใช่ประเด็นเท่ากับต้องทำกันอย่างต่อเนื่องครบวง เพื่อให้เกิดสามัคคีประชาธิปไตยนั้นแหละครับ



........................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline


.

2557-02-10

เรียกร้องการปฏิรูป เริ่มจากปฏิรูปตัวเองก่อนดีไหม..โดย วรรณภา ติระสังขะ

.

เรียกร้องการปฏิรูป เริ่มจากปฏิรูปตัวเองก่อนดีไหม เพื่อสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตย
โดย ดร.วรรณภา ติระสังขะ

อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392015722
. . วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 14:15:09 น.



ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องการปฏิรูปจากหลากหลายกลุ่มเพื่อให้สังคมเป็นประชาธิปไตย (อย่างสมบูรณ์) และต่อต้านคอรัปชั่น มีการเรียกร้องให้มีโครงสร้างทางการเมืองการปกครองที่ดี
แต่สิ่งหนึ่งที่เราคงยังเห็นภาพอย่างลางเลือนของข้อเสนอการปฏิรูป คือ ใคร องค์กรใด (ที่เป็นกลางและมีความชอบธรรม) ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการปฏิรูปนี้

หากเราคงยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน การร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแข็งแรง (Healthy Democracy) อาจไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง อ้อนวอนใครหรือรออัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย เราเริ่มจากตัวเองดีกว่าไหม ?


 การปกครองที่ประชาธิปไตยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ การที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน มีรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน (ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง) มีการปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่และเคารพสิทธิของเสียงส่วนน้อย มีการประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (ซึ่งอย่างน้อยต้องมี เสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการรวมกลุ่ม สิทธิในการได้รับการปกป้องดูแลอย่างเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม)
นอกจากนี้ ความเป็นประชาธิปไตยยังเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย อยู่ภายใต้ระบบนิติรัฐ (ที่กฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ใช่คนเป็นใหญ่) มีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดที่จำกัดการใช้อำนาจและมีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีสังคมระบบเศรษฐกิจที่หลากหลายเสรีเป็นธรรม และที่สำคัญประชาธิปไตยสร้างวัฒนธรรมที่เรียกร้องให้เราเห็นและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ยอมรับความขัดแย้ง เท่าๆกับยอมรับคุณค่าหรือความจำเป็นของความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง


 นอกจากนี้ องค์ประกอบหรือปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้สังคมใดสังคมหนึ่ง มีความเป็นประชาธิปไตยได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ

 1. สภาพทางสังคมเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสังคมที่เป็นประชาธิปไตย คือมีเศรษฐกิจที่ดีในระดับหนึ่ง สังคมมีความเป็นชุมชนเข้มแข็ง มีความตื่นตัวทางการเมือง มีระดับการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีสื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

 2. โครงสร้างทางการเมืองที่มีการออกแบบอย่างเหมาะสมกับสังคม โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีสถาบันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ประมุขของรัฐ รัฐสภา รัฐบาล ตุลาการ องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พรรคการเมือง ภาคประชาสังคม ที่มีการออกแบบอย่างสอดคล้อง ตรวจสอบซึ่งกันและกัน และมีโครงสร้างระบบกฎหมายภายใต้ระบบ “นิติรัฐ”

 3. มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย คำว่า “วัฒนธรรม” (culture) นั้นไม่ได้หมายถึงเฉพาะ ศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี แต่หากหมายรวมถึง ลักษณะอุปนิสัย(behaviors) การปฏิบัติของคนในสังคม (practices) บรรทัดฐานทางสังคม (norms) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของเราทุกคนที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้สังคมนั้นเป็นประชาธิปไตยได้อย่างแข็งแรง


 แน่นอนว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง” ที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบันจำเป็นจะต้องให้นักการเมือง ข้าราชการ ประชาชนปรับเปลี่ยนจากวัฒนธรรมแบบไพร่-ฟ้า (Subject Political Culture) ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (Patron-client relationship) ที่มีอยู่ทั้งในระบบการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ระบบราชการและพรรคการเมือง มาสู่วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย (Democratic Political Culture)


 แต่ขณะเดียวกัน เราในฐานะประชาชนก็สามารถ “ปฏิรูป” ด้วยตัวเองได้ หากเพียงแต่เรายอมรับและเข้าใจวัฒนธรรมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น

- คนเท่ากัน มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แน่นอนว่าสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เพศสภาพ เชื้อชาติ ลักษณะภายนอกทำให้เรามีความแตกต่างกัน แต่เราทุกก็มีศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์เท่าๆกัน เราทุกๆคนต่างมีหน้าที่ในสังคมที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร มันจึงรวมกันประกอบสร้างเป็นสังคม
ดังนั้น เริ่มปฏิรูปง่ายๆ จากการที่เลิกดูถูกคนอื่นโดยมองเพียงแค่จากฐานะ การศึกษา หรือเพศสภาพแต่เพียงอย่างเดียว เพราะทุกๆ คนในสังคม ต่างมีสิทธิมีเสียงและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและประเทศนี้เช่นเดียวกับทุกๆ คน

- การคิดถึงประโยชน์สาธารณะร่วมกัน (common interest/public interest) ร่วมสร้างวัฒนธรรมที่เคารพการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน เช่นทางเท้า ทางสาธารณะที่เราทุกคนต่างเป็นเจ้าของร่วมกัน เราเคารพกฎกติกามารยาทของการใช้ถนนร่วมกันไหม เราติดเครื่องยนต์ขณะอยู่ในที่จอดรถไหม เรามีการเคารพการใช้พื้นที่สาธารณะบนสื่อสาธารณะต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ไม่สร้างให้เกิดความเกลียดชังหรือยัง

-  การเคารพความแตกต่างหลากหลายและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง  ทุกวันนี้เราเห็นสภาพของการที่เมื่อไรมีคนที่เห็นต่างจากเรา เราก็จะผลักคนนั้นออกจากพวกของเราและชี้นิ้วว่าเขาเป็นคนเลว ไม่รักชาติ ฯลฯ อีกมากมาย   โดยแท้จริงแล้ววัฒนธรรมประชาธิปไตยเรียกร้องให้เราเคารพซึ่งกันและกันในความคิดที่แตกต่างและอดทนอดกั้นที่จะฟังกันและกัน  เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครคิดเหมือนกันไปทั้งหมด หากเราอยากให้ใครเคารพเราอย่างไร เราก็ควรจะให้เกียรติและเคารพคนอื่นไหม เราคิดไหมว่าเรามีสิทธิที่จะพูดเท่าๆ กับที่มีหน้าที่จะต้องฟังคนอื่น สังคมประชาธิปไตยเป็นการฝึกให้เรารู้จักมองจากมุมและจากใจของคนอื่นเท่าๆ กับที่เรามองจากมุมของตัวเอง

-  สร้างความเข้าใจว่าความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แน่นอนว่าเราไม่สามารถบังคับใครให้คิดและทำเหมือนกันได้หมด นั่นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย เราจำเป็นต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ความขัดแย้งทั้งหลาย ความไม่เห็นฟ้องต้องกันในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่าง ถูกหรือผิด (clear-cut / right-wrong) แต่เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้จากมุมมองของแต่ละคนที่มีการตีความและมองประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของปัจเจกชนหรือประโยชน์ของตนอย่างไร

-  เรียนรู้ที่จะอดทนอดกลั้น และโต้แย้งด้วยเหตุและผลอย่างสันติ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อคนที่เห็นต่างจากเรา เพราะเราไม่มีสิทธิไปทำร้ายใครเพราะเขาคิดเห็นไม่เหมือนเรา และเราต้องเรียนรู้ยอมรับที่จะอยู่ในโลกนี้ที่มีความแตกต่างหลากหลายให้ได้



จะ “ปฏิรูป” ง่ายนิดเดียว เริ่มจากตัวเองดีกว่าไหม ปรับวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตของตัวเองที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมสร้างวัฒนธรรมที่เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยเพื่อให้การ “ปฏิรูป” ประเทศเป็นไปได้ และเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งด้วยเช่นกันในการ “ปฏิรูป” ประเทศไทย



.

2557-02-07

เมื่อเพื่อนบ้านถาม“ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง” โดย ธีรภัทร เจริญสุข

.
บทความ2 - ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เมื่อเพื่อนบ้านถามไทย “ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง”
โดย ธีรภัทร เจริญสุข

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391757693
. . วันศุกร์ที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 15:20:25 น. 

( ที่มา: คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง นสพ.มติชนรายวัน )


วันที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์อันเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยอีกครั้ง ภายหลังจากการยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งคนไทยก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคสารพัดจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นในประเทศตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ถูกขัดขวางด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ขัดขวางการลงสมัคร การไปเลือกตั้งล่วงหน้า การขนส่งหีบบัตร แต่ประชาชนผู้ต้องการใช้สิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของตัวเองก็ต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ จนกระทั่งมาถึงวันเลือกตั้งได้ในที่สุด

อาการไม่อยากเลือกตั้ง จนถึงขั้นขัดขวางการเลือกตั้งของคนไทยบางกลุ่มบางพวก จนถึงชนชั้นนำชั้นสูงที่ออกมาเผยความในใจว่าคนไม่เท่ากัน ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งผ่านสื่ออยู่แทบทุกวัน สร้างความฉงนสงสัยให้ชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์และสื่อของไทยเป็นที่ยิ่ง

ประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ต่างก็มีประวัติการต่อสู้ทั้งเพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคม และต่อต้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้บางประเทศจะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมที่มีพรรครัฐเป็นผู้นำรวมศูนย์เดี่ยว แต่ประชาชนเหล่านั้นก็เข้าใจและต้องการส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิเสียงของตนเอง รวมถึงเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทย ในระดับที่ถ้าอยู่ในเมืองไทยพูดออกมาดังๆ ไม่ได้ก็แล้วกัน


ญาติพี่น้องทางฝั่งลาวบางท่านถึงกับบ่นไม่เข้าใจ ทำนองว่า "ทำไมคนไทยไม่อยากได้เลือกตั้งล่ะ จะให้ใครก็ไม่รู้มาเลือกให้เหรอะ ไม่ได้เลือก ติก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่เข้าท่าก็ไล่ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะมาอุ้มไปลงแม่น้ำโขง คนลาวนี้อยากเลือกตั้งบ้างจะตายก็เลือกไม่ได้ พวกเขาเลือกมาให้เรากาคัดออก กาไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เห็นแต่กินภูเขากินป่าหมดเฉยๆ แต่ละคนสร้างบ้านยังกับวัง"

นัยว่า ถ้าได้เลือกตั้งอย่างน้อยก็มีหมดเวลาวาระ เห็นว่าโกงยังด่ายังไล่ได้ แต่ถ้าไม่ได้เลือก เห็นโกงอยู่ตำตา คนร้องเรียนจะตายเอาเสียก่อน


มิตรสหายจากฝั่งเขมรที่เติบโตมากับภาวะไม่มั่นคงหลังยุคเขมรแดงและเขมรสี่ฝ่าย ที่แม้ทุกวันนี้สมเด็จฮุนเซ็นจะครองอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง คะแนนของพรรคฮุนเซ็นก็เริ่มลดต่ำลง และแม้มีการจลาจลประท้วงเรียกร้อง ก็ยังสิ้นสุดอยู่ที่การให้เลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยไม่อยากให้เลือกตั้งเหลือเกินจนถึงขั้นไปปิดล้อมขัดขวาง


มิพักต้องพูดถึงเมียนมาร์ ที่พัฒนาการประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ อาจมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ดอว์อองซานซูจี มีสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อที่ห้ามผู้มีคู่สมรสเป็นบุคคลต่างด้าวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อันเป็นบัญญัติที่จงใจกีดกันดอว์ซูจีเพียงผู้เดียวอย่างเห็นได้ชัด


แน่นอนว่าปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการการแก้ไข แต่การแก้ไขการคอร์รัปชั่นโดยการคอร์รัปชั่นที่ร้ายแรงกว่า คือการคอร์รัปชั่นยึดอำนาจ ยึดสิทธิการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริงผ่านการลงคะแนนเสียง ย่อมไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดี
ดังปรากฏว่าประเทศไทยมีการรัฐประหารโดยอ้างการปฏิรูป คณะทหารอ้างปัญหาคอร์รัปชั่นเข้ายึดอำนาจเป็นจำนวนมากเกือบเท่าประเทศกินีบิสเซาและบุรุนดี แต่ประเทศไทยก็มิได้ปราศจากคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด หนำซ้ำการรวบอำนาจเข้าไปอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียวยังซ้ำเติมปัญหาคอร์รัปชั่นให้หนักหนาโดยไม่สามารถท้วงติงตรวจสอบได้

การเมืองในระบบเท่านั้นที่ช่วยให้เราฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และเพื่อนบ้านของประเทศไทยต่างก็เอาใจช่วยให้เราหาทางออกได้อย่างสันติอยู่ เพราะถ้าหากประเทศไทยหยุดชะงักลง เขาย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน 



++

ธีรภัทร เจริญสุข เขียน ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391150643 
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:43:05 น.

( ที่มา : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง โดย ธีรภัทร เจริญสุข นสพ.มติชนรายวัน )


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโทรทัศน์ช่อง 7 ของไทย แพร่ภาพความแตกต่างระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาว เช่น ถ่ายรูป เป็น แหกตา เครื่องบิน เป็น กำปั่นเหาะ แอร์โฮสเตส เป็น นางบำเรอกำปั่นเหาะ ฯลฯ

ตามที่คนไทยได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในมุขตลกหนังสือขำขัน หรือโจ๊กตลกคาเฟ่ทอล์กโชว์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และก่อความไม่พอใจอย่างมากในกลุ่มชุมชนออนไลน์ของชาวลาวว่า ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง มีนัยดูถูกและต้องการทำให้ภาษาลาวเป็นเรื่องตลก

ขบขัน จนช่อง 7 ต้องทำหนังสือขออภัยต่อเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย และออกข่าวใหม่เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด เช่น ถ่ายรูป คือ ถ่ายฮูป เครื่องบิน คือ ยน แอร์โฮสเตส คือ สาวอากาศ


มุขตลกภาษาลาวผิดๆ เพี้ยนๆ ที่แพร่หลายในความเข้าใจของสังคมไทยนั้น หากสืบค้นย้อนหลังกลับไปก็พบว่า มีการเล่าปากต่อปากและลงบันทึกเป็นตัวหนังสือมาได้กว่ายี่สิบปีแล้ว โดยเริ่มต้นน่าจะมาจากคอลัมน์ท่องเที่ยวของนิตยสารบางกอก และคู่สร้างคู่สม ที่ผู้เขียนได้ไปท่องเที่ยวเมืองลาวภายหลังลาวเปิดประเทศรอบแรกในปี 1991 แล้วรับเอามุขตลกของไกด์หรือคนขับรถชาวลาวเอามาเล่าในคอลัมน์ท่องเที่ยวของตัวเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวลาวแล้วได้รับฟังมุขตลกประเภทดังกล่าวด้วย

หลังจากนั้น มุขตลกภาษาลาวผิดๆ ก็ได้แพร่หลายต่อเองไป ลงในหนังสือตลกขำขัน คณะตลกคาเฟ่เอามาล้อเลียน ไปจนถึงการแผลงชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศให้เป็นภาษาลาวแบบดูตลกๆ ประเภท สองสิงห์ ซิงตั่งนั่ง(สองสิงห์ชิงบัลลังก์) ชู้รักเรือล่ม(ไททานิก) แต่ไม่ตรงความเป็นจริง กลายเป็นการส่งเสริมความเข้าใจผิดด้านภาษาระหว่างไทยกับลาวให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ถ้าลองคิดดูใจเขาใจเรา ฝรั่งต่างชาติจำนวนมาก ก็ถูกรถแท็กซี่ ไกด์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนคนไทยอำเรื่องภาษาให้ใช้ภาษาไทยผิดๆ เช่นกัน แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับรู้คำที่ถูกต้อง ก็ไม่ได้นำไปเผยแพร่ให้กลายเป็นเรื่องตลกแบบผิดๆ ส่วนบางคำที่กลายเป็นเรื่องตลกพ้องเสียง เช่น บุญชิต ฟักมี คำอ่อน พร พริก ที่เหลื่อมพ้องกับคำแสลงคำหยาบในภาษาต่างชาติอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องตลกเฮฮาที่มีพื้นฐานจากความจริงและคนไทยก็ตลกด้วย ไม่ใช่ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ เพื่อหวังจะให้ตลก


ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาลาวเท่านั้น ยังมีอีกหลายภาษา โดยเฉพาะภาษาในอาเซียนที่อาจมีความพ้องเสียงคล้ายคำทะลึ่งหยาบโลนในภาษาไทย เช่น ภาษาเวียดนามที่มีคนเริ่มเอามาเล่นเป็นมุขตลกทะลึ่งบ้างแล้ว ซึ่งหากจะนำมาเล่นเป็นมุขตลกเฮฮา ก็ควรสอบถามทบทวนความถูกต้องกับเจ้าของภาษาจริง ที่ไม่ใช่เรื่องอำเล่นเสียก่อน มิฉะนั้น หากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะมัวแต่คิดไปเองว่า ไม่เป็นไร เรื่องไม่ใหญ่ เมื่อใช้ไปใช้มาจนเกิดความเข้าใจผิดฝังแน่นเป็นความจำรวมหมู่ ผลิตเผยแพร่ออกมาทางสื่อ ก็จะเกิดความเสียหายต่อทั้งความน่าเชื่อถือในสื่อนั้น และกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ของมิตรประเทศด้วย

โดยเฉพาะทุกวันนี้สังคมออนไลน์มีชุมชนผู้เล่นทุกประเทศ การสื่อสารฉับไว การแสดงความไม่พอใจและการประท้วงโต้ตอบก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านโทรศัพท์มีกันครบถ้วนหน้าในราคาถูก (และเร็วกว่าประเทศไทย) หากเกิดประเด็นความเข้าใจผิดเชิงดูถูกดูหมิ่นขึ้น ก็อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง เหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่สร้างความเสียหายร้ายแรง ส่งผลต่อผู้ที่ทำการค้า-ธุรกิจได้

ในทางกลับกัน โลกอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้า ก็ช่วยให้เราสามารถสอบทานข้อมูลได้อย่างทันท่วงที แก้ไขความเข้าใจผิดได้ก่อนที่จะลุกลามเช่นกัน ไฟป่ามักจะเกิดขึ้นจากเชื้อไฟเล็กๆ ฉันใด การระงับความรุนแรงบานปลายก็ต้องเริ่มจากการดับเชื้อไฟเล็กๆ ก่อนฉันนั้น



.

2557-02-01

เทียนและธงชาติ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์: เทียนและธงชาติ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51543
. . Fri, 2014-01-31 19:47

( เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ 31 ม..ค.- 6 ก.พ.57 ปี34 ฉ.1746 หน้า 30
ผ่านทาง www.sujitwongthes.com )



นิธิ เอียวศรีวงศ์

ผมไม่ทราบว่า เหตุใดกลุ่ม “พอกันที” จึงเลือกใช้วิธีจุดเทียนเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง แต่เทียนเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมากในการแสดงออกซึ่งจุดยืนดังกล่าว

มนุษย์ทำแสงสว่างด้วยการจุดไฟมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ และคงจะสมัยก่อนประวัติศาสตร์อีกเหมือนกัน ที่มนุษย์รู้จักเปลี่ยนวัสดุจุดไฟจากไม้มาเป็นน้ำมันพืชหรือไขสัตว์ เพราะทำให้เกิดควันน้อยกว่า สามารถนำมาจุดในบ้านเรือนได้ ซ้ำยังให้แสงสว่างได้นานกว่า โดยไม่ทิ้งเถ้าถ่านให้เลอะเทอะอีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์น่าจะคิดสร้างตะเกียงได้มาก่อนสมัยประวัติศาสตร์แล้ว เพราะขุดพบตะเกียงในทุกอารยธรรมตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้ตัวอักษรทั้งนั้น

แต่เทียนเป็นประดิษฐกรรมล้ำหน้ากว่าตะเกียง แม้ว่าคงจะคิดต่อมาจากตะเกียงนั่นเอง กล่าวคือทำให้ตะเกียงกลายเป็นแท่งของไขสัตว์ (หรือน้ำมันพืชหรือขี้ผึ้ง) สอดไส้ไว้ในแท่งนั้นสำหรับจุดไฟได้ จึงสะดวกในการใช้มากกว่าตะเกียง ทั้งในบ้านเรือนหรือนอกบ้านเรือน


หลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่า จีนเป็นคนกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์เทียนขึ้นใช้ก่อนมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล แล้วต่อมาก็ขยายไปใช้ทั่วไปในอารยธรรมอื่นๆ ทั่วภาคพื้นยูเรเชีย รวมไปถึงตอนเหนือของแอฟริกาด้วย

แต่เทียนก็ไม่ใช่สิ่งที่จะผลิตได้ง่ายๆ ทุกครัวเรือน เมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันผางประทีป ดังนั้น เทียนจึงมักถูกใช้ในเชิงพิธีกรรมมากกว่าใช้ให้แสงสว่างในชีวิตปรกติของสามัญชน

พิธีกรรมแรกตามความเข้าใจของผมที่นำเทียนไปใช้ คือพิธีกรรมทางศาสนา และก็ใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้เมื่อมีไฟฟ้าใช้กันแพร่หลายแล้ว เทียนจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ฝังแน่นอยู่กับศาสนา

การจุดเทียนเรียกร้องความสงบสันติจึงให้ความหมายลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คนโดยไม่ต้องพูดออกมาเป็นคำ รวมกลุ่มกันจุดเทียน บอกโดยไม่ต้องพูดว่ากลุ่มนี้ไม่คิดจะยกไปตีกับใคร แต่กำลังทำอะไรที่ “ศักดิ์สิทธิ์” เพราะมีความสำคัญแก่สังคมโดยรวม ในขณะเดียวกันเทียนก็เตือนให้รำลึกถึงความสงบสันติอย่างเดียวกับจุดมุ่งหมายทางศาสนา

เทียน (และตะเกียง) ยังเป็นแหล่งของแสงสว่างที่มนุษย์เคยชินมาแต่โบราณ ดังนั้น เทียน (และตะเกียง) จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาในหลายวัฒนธรรม ชาวพุทธไทยถวายเทียนให้พระระหว่างที่ท่านต้องจำพรรษาในฤดูฝน จะได้ใช้อ่านหนังสือเล่าเรียนธรรมะ ฝรั่งชอบใช้เทียน (หรือตะเกียง) ในตรามหาวิทยาลัย


ผมจึงเห็นว่า เทียนเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมาก ที่จะแสดงออกซึ่งจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มดังกล่าว


น่าประหลาดอยู่เหมือนกันที่ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ผ้าเหลืองกลับไม่แสดงความสงบสันติเท่าเทียน ผมเข้าใจ (ซึ่งอาจผิด) ว่า แต่เดิมนั้น ผ้าเหลือง (กาสาวพัสตร์) ในสมัยพุทธกาลย่อมแสดงความไม่มี “โทษ” แก่ผู้อื่น หนุ่มฉกรรจ์ในผ้าเหลืองประกันว่าเขาไม่ใช่โจร ไปยืนขออาหารที่หน้าบ้านใครก็ไม่ต้องตกใจ จะให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ อีกทั้งไม่ใช่คนร้ายที่มายืนหาลาดเลาเข้าโจรกรรมหรือทำร้ายเจ้าบ้าน ผมคิดว่าการเอาผ้าเหลืองไปผูกหรือห่มต้นไม้ของนักอนุรักษ์ชาวบ้าน คือการแสดงว่าต้นไม้อยู่ในสถานะที่ไม่พึงถูกทำร้าย ก็เป็นความคิดที่สืบมาจากคติโบราณเช่นนั้น

แต่ดูเหมือนผ้าเหลือง ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความสงบสันติในเมืองไทยไปเสียแล้ว เพราะผ้าเหลืองเข้าไป “ฝักฝ่าย” กับการประท้วงของทุกฝ่ายมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ “กองทัพ” ธรรม ไปจนถึงผ้าเหลืองที่ใช้ไม้ฟาดลงไปที่รถนั่งของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการขึ้นเวทีปราศรัยจนเป็นแม่ทัพคนหนึ่งของ กปปส. ในการรณรงค์ (แปลว่าการรบ) ปิดกรุงเทพฯ

ผ้าเหลืองจึงไม่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสันติ หรือแห่งความมีสติปัญญาในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ความหมายของผ้าเหลืองเช่นนั้นเป็นเพียงความหมายตามประเพณี ที่เข้าไม่ถึงจิตใจผู้คนเสียแล้ว ต้นไม้ที่ห่มผ้าเหลืองจึงถูกโค่นมาไม่รู้จะกี่พันกี่หมื่นต้นแล้ว

และในการประท้วงของทุกฝ่ายในปัจจุบัน เราจึงไม่ได้เห็นผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายใดเลย อันที่จริงจะพูดเลยไปถึงว่า พระพุทธศาสนาเองก็ไม่เป็น “ประเด็น” ของการเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายเลยก็ว่าได้ เราวางท่านไว้บนหิ้งที่ฝุ่นจับเขรอะมานานแล้ว

ธงที่ทุกฝ่ายใช้โบกไสวคือธงชาติเท่านั้น ไม่มีใครโบกธงธรรมจักร




ในส่วนธงชาติหรือ “ชาติ” นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแค่ไหน?

ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากทีเดียว เพราะในส่วนหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าทรงพลังอย่างมาก เพราะทำให้คนจำนวนหนึ่งคิดว่า สิ่งที่ตัวร่วมละเมิดกฎหมายด้วยนั้น เป็นการกระทำเพื่อรักษา “ชาติ” เอาไว้  ในอีกส่วนหนึ่งก็ทรงพลังน้อย เพราะฝ่ายอื่นกลับไม่ใช้หรือแทบไม่ใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหว

คงไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ไทย นับตั้งแต่เรามีธงไตรรงค์เป็นธงชาติมา ที่ความเป็นชาติถูกนิยามให้แตกต่างกันมากเท่าครั้งนี้ ลองเปรียบเทียบกับเทียนดูสิครับ เทียนมีความหมายอย่างไร ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันหมด จะต่างกันก็ตรงที่ บ้านเมืองเราเวลานี้เป็นเวลาสำหรับการจุดเทียนหรือดับเทียนกันแน่เท่านั้น แต่ธงชาติให้ความหมายถึง “ชาติ” ที่แตกต่างกันสุดขั้วไปเลย

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าธงชาติหรือ “ชาติ” ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแก่คนกลุ่มหนึ่ง การติดธงชาติไว้กับตัวมุ่งจะสื่อมากกว่าสนับสนุน กปปส. แต่รวมถึงว่าผู้สนับสนุน กปปส. กำลังแสดงความรักชาติและกำลังปกป้องชาติด้วย

แม้กระนั้น ก็ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้สึกอย่างเดียวกันกับสัญลักษณ์ธงชาติที่ กปปส. ใช้ อย่างน้อยก็ไม่ดึงดูดให้เขาเข้าขบวนแห่ธงชาติไปยึดบ้านเมืองร่วมกับ กปปส.

แน่นอนว่า เรื่องนี้อธิบายง่ายๆได้ว่า เกิดขึ้นจากความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทุกคนในฝ่ายที่ไม่ได้ร่วมกับ กปปส. ต่างยืนยันในความรักชาติของตน ดังนั้น นอกจากความเห็นต่างทางการเมืองแล้ว ผมคิดว่ายังมีความเห็นต่างในเรื่องความเป็นชาติด้วย “ชาติ” หมายถึงอะไรกันแน่ คนไทยที่รักชาติเหมือนกัน คิดถึงเรื่องนี้ไม่เหมือนกันแล้ว


ชาตินิยมที่ผลิตจากข้างบนลงมาครอบคนส่วนใหญ่ข้างล่าง อันเป็นชาตินิยมแบบไทยมาแต่เริ่มแรก กำลังไม่ทำงานอย่างที่เคยทำไปเสียแล้ว

ทั้งนี้เพราะ “ชาติ” ในความหมายที่ชนชั้นนำผลิตขึ้น ขาดสาระสำคัญสองประการของความเป็น “ชาติ” ของโลกสมัยใหม่ นั่นคือหลักอธิปไตยเป็นของปวงชน และ (เมื่อเป็นเช่นนั้น) ทุกคนจึงเสมอภาคเท่าเทียมกัน “ชาติ” ในความหมายของชนชั้นนำคือ ที่รวมของคนหมู่มากที่มีความจงรักภักดีเดียวกัน (ต่อพระมหากษัตริย์และระบบคุณค่าทางศาสนา) แต่ชาติมิได้เป็นสมบัติของประชาชน และหาได้มีความเท่าเทียมกันไม่


อันที่จริงหลักการของ “ชาติ” ที่เป็นสมบัติของประชาชนซึ่งเท่าเทียมกันนั้น เป็นหลักการสำคัญของคณะราษฎรซึ่งทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 แต่มาถูกทำลายลงในการรัฐประหาร 2490 สมาชิกคณะราษฎรซึ่งยังอยู่ในอำนาจไม่สามารถต้านทานกระแสกดดันของฝ่ายตรงข้าม จนหลักการนี้สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงในการร่วมมือกันยึดอำนาจของชนชั้นนำเดิมและกองทัพใน พ.ศ. 2500

ตั้งแต่นั้นมา “ชาติ” ในแบบเรียนและในการโฆษณาของปัญญาชนสยาม ก็กลายเป็นราชสมบัติ ไม่ได้เป็นของประชาชนอีกต่อไป

“ชาติ” ในความหมายที่ไม่ใช่สมบัติร่วมกันของประชาชน และปราศจากความเท่าเทียมนี่แหละครับ ที่หมดมนตร์ขลังแก่ผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย ธงไตรรงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของ “ชาติ” แบบนี้ แม้ยังเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ของเขา แต่ไม่อาจใช้เป็นตัวแทนของความใฝ่ฝันของเขาได้อีก



ในทางตรงกันข้าม กปปส. ซึ่งอ้างว่าผู้สนับสนุนคือคนชั้นสูงและคนชั้นกลางระดับบน จึงสมเหตุสมผลที่จะใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ดังที่ผู้นำการชุมนุมกล่าวเองว่า พวกเขาเป็นเจ้าของชาติมากกว่า และคนไทยนั้นหาได้ควรมีสิทธิเท่าเทียมกันทางการเมืองไม่ จะหาอะไรเป็นตัวแทนของอุดมการณ์เช่นนั้นได้ดีไปกว่าธงไตรรงค์

ในขณะที่มองเทียนและธงไตรรงค์ในฐานะสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมอดคิดถึงเสื้อแดงไม่ได้ เพราะกลุ่มเสื้อแดงเคยเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผลิตสัญลักษณ์ออกมาได้มาก และมีพลังมาก่อน

ทำไมจึงเลือกใช้สีแดงมาแต่ต้น ผมก็ไม่ทราบ ในสถานการณ์ตอนนั้น เขาย่อมเลือกสีเหลืองไม่ได้ แต่สีแดงมองเห็นได้ชัด และความชัดเจนว่าเขาคือคนหมู่มากในสังคมมีความสำคัญในการต่อสู้ช่วงนั้นแน่


เขานิยามตัวเองว่าเป็น “ไพร่” คำนี้มีและเคยมีความหมายหลายอย่างในภาษาไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นความหมายใด คำนี้ก็บ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรมในระบบการเมืองการปกครอง ความเป็นคนหมู่มาก ความทุกข์ยาก และการถูกเหยียดอย่างไม่เป็นธรรม ดังนี้ คำคำเดียวนี้เองก็บอกเล่าถึงความคับข้องใจ (grievances) ทางการเมืองทั้งหมดของพวกเขาได้ทะลุปรุโปร่งหมด

พื้นที่ซึ่งเขาเลือกยึดในกรุงเทพฯ เพื่อจัดการชุมนุมคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อันเป็นสัญลักษณ์ “ประชาธิปไตย” ที่ถูกใช้มาโดยกลุ่มประท้วงทุกกลุ่มอยู่แล้ว แต่การยึดราชประสงค์ (กระจายมาถึงสี่แยกปทุมวัน) เป็นสิ่งที่กลุ่มประท้วงอื่นไม่เคยทำมาก่อน ราชประสงค์-ปทุมวัน คือวิถีชีวิตของชาวกรุงกลุ่มหนึ่งซึ่งดำรงอยู่ได้บนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของสังคมไทย การแต่งกายและวิถีชีวิตของชาวเสื้อแดงยิ่งเน้นให้เห็นความแปลกปลอมของพวกเขาในพื้นที่ดังกล่าว ความแปลกปลอมนั่นแหละ ที่ส่งสารอันมีพลังแก่สังคมโดยรวม มากกว่าการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างผู้มีอำนาจ


ผมคิดว่า พลังของการใช้สัญลักษณ์ของเสื้อแดงนั้น เป็นอันตรายต่อ “สถานะเดิม” ของสังคมเสียยิ่งกว่าจำนวนของคนที่สวมเสื้อแดง และนั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้ความรุนแรงในการปราบปรามอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีเดียวที่ชนชั้นนำไทยรู้จัก


แต่ในการคัดค้านต่อต้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส. ในครั้งนี้ เสื้อแดงแทบไม่ได้ผลิตสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของตนเลย ประหนึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่กำลังสูญสิ้นพลังทางการเมืองของตนไปแล้ว

ผมอธิบายความเฉื่อยทางการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้ แต่มีคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการเสื้อแดงหลายอย่างที่ผมได้ยินมา

บางคนกล่าวว่า แกนนำเสื้อแดงมีนโยบายที่ชัดเจนในการไม่เผชิญหน้า เพราะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรง อันเป็นโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกด้วยการทำรัฐประหาร ข้อนี้เห็นได้ชัดอยู่แล้ว จากการตัดสินใจเลิกชุมนุมที่สนามราชมังคลาฯ เมื่อปลายปีที่แล้ว

แต่สัญลักษณ์สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจผลิตนอกการชุมนุมได้ ดังเช่น เทียน เป็นต้น

ยังมีคำอธิบายที่สลับซับซ้อนกว่านั้น นั่นคือการจัดองค์กรของกลุ่มเสื้อแดงเองเปลี่ยนไปจนทำให้พลังน้อยลง ในช่วงที่เสื้อแดงมีพลังสูงนั้น (2551-2554) แกนนำไม่ได้มีเฉพาะที่ส่วนกลาง แต่กระจายลดหลั่นไปถึงแกนนำในระดับท้องถิ่นย่อยๆ แต่ไม่มีสายการประสานงานร่วมกันอย่างชัดเจนนัก แกนนำในระดับท้องถิ่นมีความเป็นอิสระสูง และต้องตอบสนองต่อสมาชิกในท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆ คือความกระตือรือร้นทางการเมืองของคนเสื้อแดงดำรงอยู่บนความกระตือรือร้นของคนเล็กคนน้อยในหมู่บ้าน มากกว่าการนำของแกนนำส่วนกลาง (เท่าที่ผมได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับขบวนการเสื้อแดงมาบ้าง พบว่าตรงกับคำอธิบายนี้)

แต่พรรคเพื่อไทย หรือเหล่าเจ๊ๆ เฮียๆ ของพรรคเพื่อไทย ต้องการเสื้อแดงเป็นฐานคะแนนเสียง มากกว่าเป็นตัวแทนทางการเมืองของพวกเขา แม้สามารถดึงเอาแกนนำบางส่วนมาไว้ภายใต้การอุปถัมภ์ของตนได้ แต่ก็เอื้อมไม่ถึง (หรือไม่อยากเอื้อม) แกนนำระดับท้องถิ่นย่อยๆ อีกมาก การจัดองค์กรเพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงแก่พรรคการเมือง กับการจัดองค์กร เพื่อใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือผลักดันนโยบายนั้นต่างกันลิบลับ ผลก็คือเกิดความรวนเรในขบวนการอย่างหนัก ไม่ได้หมายความว่าจะกลับไปเป็นลิ่วล้อของอำมาตย์นะครับ แต่ความเป็นปึกแผ่นซึ่งเป็นที่มาของพลังหายไปกว่าครึ่ง


โชคดีของพรรคเพื่อไทย ที่ กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ (ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอีกหลายองค์กร) ช่วยทำให้พรรคเพื่อไทยได้ฐานคะแนนเสียงกลับคืนมาอย่างเป็นกอบเป็นกำ หลังจากได้ปู้ยี่ปู้ยำคนเสื้อแดงด้วย พ.ร.บ. เหมาเข่งมาหยกๆ

ขบวนการทางการเมืองที่เริ่มจะไร้วิญญาณเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถผลิตสัญลักษณ์ที่ทรงพลังทางการเมืองได้เป็นธรรมดา




การต่อสู้เพื่อสร้าง “ชาติ” อันเป็นสมบัติของทุกคนซึ่งมีความเท่าเทียมกัน กำลังเลื่อนจากเสื้อแดงมาสู่คนกลุ่มใหม่ที่ไม่มีพันธะทางใจกับพรรคการเมืองใดเลย นอกจากประชาธิปไตย

ผมคิดว่า นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีแก่สังคมไทยโดยรวม



.

2557-01-27

จดหมายจากเนติวิทย์ถึงลุงกำนันสุเทพ

.

จดหมายจากเนติวิทย์ถึงลุงกำนันสุเทพ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51432  
. . Sun, 2014-01-26 23:54


โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
27 มกราคม 2557

เรียน ลุงกำนัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และคณะ
เรื่อง ข้อสงสัยและความห่วงใยจากนักเรียนคนหนึ่ง 



กำนันสุเทพที่เคารพ กระผมนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียนมัธยม ม.5 คนหนึ่งที่สนใจและศึกษาข่าวสารทางการเมืองคนหนึ่ง มีความเป็นห่วงอย่างแรงกล้าต่อวิกฤติบ้านเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ซึ่งมันรุนแรงมากและมีการเสียเลือดเสียเนื้อเกิดขึ้นแล้ว กระผมเห็นว่าลุงกำนันเป็นส่วนสำคัญของวิกฤติครั้งนี้ด้วย กระผมจึงปรารถนาเขียนจดหมายถึงลุงกำนันด้วยความเคารพ พร้อมตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นอันระคนไปด้วยความรู้สึกห่วงใยอย่างแรงกล้า ลุงกำนันจะพอใจหรือไม่ก็ตามแต่กระผมรู้สึกกังวลใจต่อบ้านเมืองจริงๆ

1) กระผมมีความสงสัยมาตลอดว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของลุงกำนันมีจุดประสงค์อย่างไรกันแน่ ต้องการอะไรกันแน่ มันเป็นความสงสัยอย่างแรงกล้าที่ไม่อาจปิดบังได้เลย ลุงกำนันออกมาเรียกร้องคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง ผมซึ่งติดตามข่าวสารบ้านเมืองก็เข้าใจและเห็นด้วยว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง แต่เมื่อรัฐบาลได้ถอนร่างออกแล้ว เหตุใดการเคลื่อนไหวจึงยังไม่ยุติซ้ำยังมีความรุนแรงมากขึ้นเสียอีก ลุงกำนันก็เคยบอกเองว่าจะจบวันนั้น วันนี้ เป็นครั้งสุดท้ายครั้งแล้วครั้งเล่าให้เร็วที่สุด เข้าใจว่าพูดแบบนี้ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ เหตุใดยืดเยื้อยาวนานถึงบัดนี้

2) ดังที่กระผมได้กล่าวถามไปแล้วว่า “มีความต้องการอะไรกันแน่” ลุงกำนันอาจจะตอบผมว่าก็ดูที่ตำแหน่งห้อยท้ายของลุงสิ ลุงกำนันกำลังจะทำการปฏิรูปให้นำไปสู่ “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” แต่ผมก็เกิดความสงสัยว่า วิธีการของลุงกำนันและมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของลุงกำนันจะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้จริงละหรือ กปปส.ของลุงกำนันเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่สภาปฏิรูปของลุงเสนอให้มี 75 เปอร์เซ็นต์มาจากการแต่งตั้ง และ 25 มาจากการเลือกตั้ง ลุงกำนันยังเคยเสนอให้ทหารออกมาทำการรัฐประหาร ลุงกำนันยังได้แสดงทัศนะและทำการขัดขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้น ลุงรู้หรือไม่ว่ามันเป็นการละเมิดสิทธิเสียงของคนจำนวนมากของประเทศนี้เช่นกัน เขาก็เป็นประชาชน ลุงกำนันก็เป็นประชาชน ต่างก็ต้องอยู่ในกติกาที่เคารพซึ่งกันและกันมิใช่หรือ ผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ลุงกำนันทำมันเป็นประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติจริงหรือไม่ หรือเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อยที่ลากตั้งกันและอวดอ้างว่าเป็น “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์”

3) กระผมทราบว่ามีนักวิชาการบางคนเรียกลุงกำนันและขบวนการ ว่าเป็นดั่งมหาตมะคานธี เป็นเหมือนสาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ กำนันสุเทพอาจจะรู้สึกดีใจจนตัวลอยกับถ้อยคำของนักวิชาการพวกนี้ก็ได้ แต่พวกเขาพูดจริงละหรือ ถ้อยความดังกล่าวมันเป็นการยกยอปอปั้นหลอกลวงกำนันสุเทพหรือเปล่า เป็นที่เข้าใจกันดีว่า มหาตมะคานธีเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้อหิงสา แต่สิ่งที่มหาตมะคานธีกระทำนั้นมิใช่เป็นเพียงลมปากที่พ่นออกมาเท่านั้น อหิงสาของคานธีประกอบไปด้วยความรักและสัจจะ อหิงสาของคานธีมาควบคู่กับสิ่งที่เรียกว่าสัตยาเคราะห์ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Truth Force – The power of Truth) คือการใช้สัจจะเป็นอาวุธ ใช้ความรักความเข้าใจพิชิตความโกรธความเกลียดชัง ขบวนการและตัวลุงกำนันเดินตามทางนี้ละหรือ

4) ถ้าคุณสุเทพเดินตามขบวนการแห่งอหิงสาวิธีดังที่นักวิชาการบางคนสรรเสริญยกยอ แล้วถ้อยความที่ว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยทำคือทุจริตคอร์รัปชั่นตลอดชีวิตนักการเมือง” หลุดออกจากปากของลุงกำนันได้อย่างไร ทั้งๆที่ก็เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าลุงกำนันได้กระทำอะไรไว้บ้าง ใยต้องหลอกลวงตัวเองและคนอื่นด้วย ในอัตชีวประวัติของมหาตมะคานธี (หมายถึง “The Story of My Experiments with Truth”) เขียนโดยตัวเขาเองก็มิได้มุสาวาทต่อสิ่งที่เขาได้เคยทำผิดไว้เลย ลุงกำนันโปรดพิจารณาดูเถิด ขบวนการของลุงกำนันและตัวลุงมีพร้อมด้วยสัจจะไหม มีพร้อมด้วยความรักต่อเพื่อนมนุษย์ไหม คนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของลุงกำนันกลายเป็นว่าเป็น “ขี้ข้าระบอบทักษิณ” เป็น “ควายแดง” ทำไมลดทอนศักดิ์ศรีและเหมารวมกันเยี่ยงนี้ ผมยังรู้สึกเศร้าใจบ่อยครั้งเมื่อฟังเวทีปราศรัยของคุณลุงที่เต็มไปด้วยคนที่มีการศึกษา แต่ด้อยสติปัญญาและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ มีนายแพทย์พูดจาอย่างน่าบัดซบ (ทำรีแพร์ให้นายก) มีอาจารย์มหาวิทยาลัยหยาบคาย (ล่อเพื่อชาติ) เป็นต้น มันน่าปวดใจมากที่เยาวชนและประชาชนต้องฟังคำหยาบคายหยามหมิ่นมนุษย์ด้วยกันแม้เขาจะเป็นตำแหน่งไหนๆก็ตาม จากผู้ที่อวดอ้างเรียกตัวเองว่ามีการศึกษาเป็นคนดีมีศีลธรรมอันอวดอ้างทั้งหลายมันน่าเจ็บใจจริงๆ แลการปลุกระดมคนไปคัดค้านขัดขวางสิทธิเลือกตั้ง มิใช่เป็นการต้องการให้เกิดความรุนแรงหรือ


สิ่งที่ผมถามลุงกำนันไป และแสดงความเห็นอันห่วงใยกังวลนี้ ผมหวังว่าลุงกำนันจะตอบผม ผมเขียนด้วยความหวังดีเป็นกัลยาณมิตรต่อลุงกำนัน แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับลุงกำนัน แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน กระผมรักและหวังดีกับลุง กระผมรู้สึกและเห็นประจักษ์แล้วว่าการศึกษาสูงในระบบไม่ใช่ว่าจะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ จากการเล่าเรียนอันน้อยนิดของผมก็รู้ว่า ขบวนการที่โกรธเกลียดเหยียดหยามหมิ่นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ มันรังแต่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลุงกำนันรู้ไหมการดื้อรั้นที่จะ “ปฏิรูป” ของลุงกำนัน อันไม่มีรูปธรรมชัดเจนและปลุกปั่นด้วยความเกลียดชัง มันนำไปสู่ความรุนแรงมากแค่ไหนแล้ว ในส่วนของโรงเรียน ตอนนี้มีกี่แห่งแล้วที่ประสบเหตุไปเรียนไม่ได้ และนักเรียนไปเรียนด้วยความเสี่ยงในอันตราย


ผมไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าอย่างไร ความรุนแรงจะสงบไหม ถ้าลุงกำนันยังดื้อรั้นในวิธีการแบบนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ผมหวังเสมอแม้มันอาจริบรี่ อยากให้สังคมของเราปฏิรูป แต่มันต้องไปในทางประชาธิปไตย เป็นไปในทางสันติประชาธรรม มีขันติ มีกติการ่วมกัน ยึดมั่นเคารพศักดิ์ศรีเพื่อนมนุษย์ ขอให้สำเร็จเถอะ


ด้วยรักและห่วงใย

(นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล)




.

2557-01-14

วิจักขณ์ พานิช เขียน สันติภาพบนความขัดแย้ง

.

สันติภาพบนความขัดแย้ง
โดย วิจักขณ์ พานิช

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389669261 
วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 10:30:20 น.

( ที่มา : คอลัมน์ ธรรมนัว นสพ.มติชนรายวัน )


อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปร่วมงานจุดเทียนสันติภาพ ที่หน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ มาครับ

แม้จะเป็นกลุ่มมิตรสหายที่คุ้นหน้าคุ้นตากันในแวดวงสันติวิธี แต่พอเห็นว่าเป็นกิจกรรมจุดเทียน ผมก็แอบชะงักไปเล็กน้อย เพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบการจุดเทียนสักเท่าไหร่ ครั้งหนึ่งยังเคยวิจารณ์กลุ่มสันติวิธีที่ออกมารณรงค์จุดเทียนสันติภาพระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เสียด้วยซ้ำ ยิ่งได้เห็นชื่องาน "พอกันที : หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" ยิ่งทำให้นึกย้อนอดีตไปถึงกลุ่ม "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 เช่นกัน ซึ่งในครั้งนั้นผมมีความชัดเจนว่าไม่สนใจที่จะออกไปร่วมรณรงค์กับทั้งสองกลุ่ม


แล้วทำไมครั้งนี้ผมจึงเอาด้วย? ทำไมในสถานการณ์ตอนนี้ผมจึงเห็นว่าการจุดเทียนเป็นกิจกรรมที่ใช้ได้?


ประการแรก ผมมองว่าการจุดเทียนไม่ได้มีความหมายหรือความเหมาะสมในตัวมันเองหรอกนะครับ แต่ความหมายหรือความชอบธรรมของการจุดเทียนน่าจะขึ้นอยู่กับ "พลังของสถานการณ์" หรือ "บริบททางการเมือง" ในขณะนั้นมากกว่า

สำหรับผมแล้ว การจุดเทียนคือเครื่องมือการต่อสู้อย่างหนึ่ง เป็นสันติวิธีทางการเมือง ไม่ใช่สันติวิธีแบบศาสนา การจุดเทียนไม่ได้บ่งบอกว่าเรากำลังทำสิ่งดีๆ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นกลางทางการเมือง หรือลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์ความขัดแย้ง แต่การจุดเทียนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการเมืองอย่างหนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่ง ในบริบทเฉพาะบริบทหนึ่ง การจุดเทียนในวันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้คนมารักกัน เข้าใจกัน สงบสันติ หรือสามัคคีกัน ไม่ใช่เลยครับ... แต่เราแค่เรียกร้องให้ "เคารพกันบ้าง" เพราะการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ได้ดำเนินมาจนถึงจุดที่คนจำนวนมากรู้สึกว่ากำลังถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน การจุดเทียนจึงถูกนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องสิทธิที่เราหวงแหน

ณ สถานกาณ์ตอนนี้ "แสงเทียน" ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในการต่อสู้กับ "เสียงนกหวีด" ที่ดังอื้ออึงได้ดีอย่างหนึ่ง การจุดเทียนร่วมกันของผู้คนจะส่องสว่างให้อีกฟากฝั่งทางการเมืองได้ตระหนักว่ามีคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่เห็นด้วยกับเสียงนกหวีดที่คุณเป่า แต่เราจะไม่ไปทำร้ายคุณ เราจะไม่เกลียดชังคุณ เราแค่ต้องการยืนยันในสิทธิทางการเมืองที่เรามี เมื่อคุณเลือกที่จะปิดหูไม่ฟัง ส่งเสียงดังกลบเสียงคนอื่น เราก็ขอเลือกที่จะใช้แสงสว่างในการต่อสู้

แม้ไม่ได้ยินเสียงของเรา แต่โปรดเห็นแสงเทียนของเรา



ประการที่สอง ผมมองว่าการจุดเทียนครั้งนี้ไม่ได้มีขึ้นอย่างลอยๆ แต่มีการส่งสารที่ชัดเจนแนบไปด้วยครับ นั่นคือขอให้ทุกฝ่ายเคารพการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ในฐานะวิธีการที่ดีที่สุด เป็นอารยะที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติ ดังนั้น แสงเทียนที่ถูกจุดขึ้นจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่รวมตัวกันตามที่ต่างๆ โดยไม่มีการจัดตั้ง จึงหมายถึงแสงสว่างแห่งประชาธิปไตยในพื้นที่ทางการเมืองอันมืดมิดในตอนนี้


ประการที่สาม คำว่า "หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" หรือแม้แต่ "หยุดทำร้ายประเทศไทย" ในบริบทปัจจุบันกับในปี 2553 นั้น สำหรับผมแล้ว มีความแตกต่างกันมากครับ

การชุมนุมจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูกันว่ามีอาวุธหรือไม่มีอาวุธเท่านั้น แต่น่าจะดูจากข้อเรียกร้องของการชุมนุมเป็นสำคัญด้วย

การชุมนุมของเสื้อแดงปี 2553 แม้จะดูดุดันน่ากลัวสำหรับคนกรุงเทพฯบางกลุ่ม แต่ข้อเรียกร้องของพวกเขา พื้นฐานมากๆ คือเรียกร้องให้มีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ความรุนแรงที่เริ่มเกิดขึ้นมาจากการนำกองกำลังทหาร รถถัง พร้อมอาวุธสงครามออกมาสู้กับพวกเขา ดังนั้น หากมองจากข้อเรียกร้องของการชุมนุม การชุมนุมของเสื้อแดงไม่ใช่การชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง

ตรงข้ามกับการชุมนุมของ กปปส.ในปัจจุบัน ที่ข้ามเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปนานแล้ว ข้ามการล้มรัฐบาลไปนานแล้ว ...และจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายของ กปปส.จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แม้ยุบสภาแล้วก็ไม่ยุติ การเคลื่อนไหวของคุณสุเทพและ กปปส.ไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนและปฏิเสธการเจรจากับรัฐบาลรักษาการในทุกกรณี ข้อเรียกร้อง "ล้มระบอบทักษิณให้สิ้นซาก" "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" หรือทำทุกวิถีทางเพื่อกดดันไม่ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นนั้น ไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงของคนทั้งประเทศ ที่สำคัญคือพยายามกดดันให้มีอำนาจนอกระบบ โดยเฉพาะกองทัพให้ออกมาแก้ปัญหานอกกติกาประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา


ดังนั้น เมื่อมองจากการไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของการชุมนุม นอกเสียจากการกำจัดฝั่งตรงข้ามทางการเมืองโดยทุกวิถีทาง ยิ่งถึงขั้นพยายามล้มการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ด้วยแล้ว การชุมนุมของ กปปส.จึงเป็นการชุมนุมที่กำลังเหยียบหัวคนจำนวนมาก และพร้อมสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ตลอดเวลา

การที่มีกลุ่มสันติวิธีออกมาพูดคำว่า "เรียกร้องให้ยุติการชุมนุมที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรง" ในวันนี้ กับในปี 2553 จึงแตกต่างกันมากครับ และก็ไม่น่าแปลกใจเลย หากในบริบทที่ต่างกัน กลุ่มที่ออกมาจุดเทียน หรือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง จะเป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง แม้จะใช้เครื่องมือเดียวกัน คำพูดเดียวกัน แต่เมื่อบริบททางการเมืองต่างกันย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจทางการเมืองของประชาชนคนละกลุ่มกัน สารที่ถูกส่งออกไปผ่านเครื่องมือนั้นก็เป็นคนละสารกันด้วย

และนี่คือความหมายของสันติวิธีที่มีความเป็นการเมือง สะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองของสามัญชนในกรอบกติกาประชาธิปไตย ไม่ใช่สันติวิธีวิถีธรรมอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของนักศีลธรรม นักบวช นักบุญ อย่างที่มักเข้าใจกัน




การจุดเทียนครั้งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความปรารถนาดีต่อประเทศชาติของเพื่อนร่วมชาติ "ชาติ" ที่ไม่ควรถูกยึดไปเป็นสมบัติส่วนตัวของคนบางกลุ่มที่อ้างว่าตนรักชาติเหนือคนอื่น

น่าเศร้าครับที่ผู้เข้าร่วมกับการชุมนุม กปปส.ตอนนี้ ไม่รู้ตัวว่าการเคลื่อนไหวเพื่อล้มการเลือกตั้งของพวกเขากำลังผลักผู้คนจำนวนมากออกไป และบีบคั้นสถานการณ์จนใครก็ตามที่สนับสนุนประชาธิปไตยแทบไม่มีที่ให้ยืนในชาตินี้ กระทั่งหลังๆ ผมเริ่มก็ได้ยินคำถามประมาณว่า...


"ระหว่างการจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กับการยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย ถ้าต้องให้เลือก คุณจะเลือกอย่างไหน?"

คำถามที่ประชาชนผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยไม่รู้จะตอบยังไง เพราะมันเป็น false question นั่นคือเมื่อถามคำถามแบบนี้ คนตอบไม่สามารถตอบเป็นอย่างอื่นได้
ส่วนคนถามก็มีคำตอบในใจที่อยากให้คนตอบตอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงถาม


ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสภาวะปกติที่สำนึกประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานให้กับความจงรักภักดี พูดง่ายๆ คือ เป็นสังคมที่มีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ คำถามแบบนี้ไม่จำเป็นต้องถูกถามครับ อีกทั้งคนตอบก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ตอบด้วย คือเราสามารถเฉยๆ กับมันได้ เพราะคำถามแบบนี้เป็น false question และไม่ใช่คำถามที่สำคัญอะไรกับชีวิตเรา

ปัญหาใหญ่มากๆ ของการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในตอนนี้ คือ การทำให้ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย...การจงรักภักดีกลายมาเป็นขั้วตรงข้ามกับการเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค จนในที่สุด กลายเป็นว่าเมื่อคุณยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย คุณจะกลายเป็นพวกไม่จงรักภักดี...

ซึ่งอันตรายมากๆ ครับ

เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความจงรักภักดีถูกทำให้กลายเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตย นอกจากผู้คนจำนวนมากที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยจะถูกทำให้กลายเป็นพวกไม่จงรักภักดีแล้ว ขบวนการใดก็ตามที่กระทำการในนามความจงรักภักดี ก็จะกลายเป็นขบวนการทำลายประชาธิปไตยไปพร้อมกันด้วย

แน่ใจเหรอครับว่าจะต้องให้เลือกกันแบบนี้จริงๆ


การจุดเทียนในวันนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของ "เพื่อนร่วมชาติ" ความรักชาติร่วมกันโดยการยืนยันสิทธิในการเลือกอย่างมีอารยะ เลือกตามกติกา ตามระบอบที่เคารพการเลือกและเคารพทุกคนที่เลือก ไม่ใช่ระบอบที่ต้องถูกบังคับให้เลือกหรือเลือกให้
เป็นการจุดเทียนเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย ให้การใช้เหตุและผลเป็นรากฐานที่แข็งแรงมั่นคงให้กับศรัทธาและความรัก


เทียนเล่มนี้ในมือผม คือเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสันติ ผมจุดมันชูขึ้น เพื่อส่องแสงสว่างน้อยๆ สื่อข้อความสำคัญแห่งสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของคนในชาติไปยังกลุ่ม กปปส.

"พอเถอะครับ... ช่วยเคารพสิทธิทางการเมืองของเราบ้าง เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งในประเทศนี้เหมือนกับคุณ คนทุกคนควรได้รับการเคารพเสมอเหมือนกัน เพราะคนทุกคนเท่ากัน ทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการเคารพเสียงของประชาชนทุกคนผ่านการเลือกตั้ง เราไม่อยากเห็นใครต้องมาสังเวยชีวิตให้กับการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงเช่นนี้อีก"

ขอให้สังคมไทยมีพื้นที่ให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ



.

2556-10-17

“นพ.สุรพงษ์” วิพากษ์รัฐบาล พท. ปฏิรูประบบสาธารณสุข

.

“นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” วิพากษ์รัฐบาลเพื่อไทย ปฏิรูประบบสาธารณสุข
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381987070
วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:35:48 น.

( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับ 17 ตุลาคม 2556 หน้า 10 )  


12 ปีก่อน นโยบายที่สร้างชื่อให้กับรัฐบาล "พรรคไทยรักไทย" อย่างมาก คือ การปฏิรูประบบสาธารณสุข ด้วย "โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค" ซึ่งมีกระจายงบประมาณไปสู่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศโดยคิดตามหัวประชากร ตามหลักปรัชญา "เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" ทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง "คนจน" และ "คนรวย" ถือเป็นการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ 
แต่นั่นก็เป็นผลงานในสมัย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" มาถึงสมัย "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายจะปฏิรูประบบสาธารณสุขอีกครั้ง ในนาม "พรรคเพื่อไทย" โดยมี "นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์" เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กลับกลายเป็นไม่ว่าจะมีนโยบายใดออกมาสู่สาธารณะก็เป็นอันต้องเจอกระแสสังคมคัดค้าน และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก



แม้แต่ "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากพรรคเดียวกัน และเป็นคนสำคัญที่ร่วมผลักดันโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เมื่อ 12 ปีก่อน ก็ยังอดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ไม่ได้

"ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในสมัย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ครั้งนั้น...แกนนำสำคัญที่ทำให้โครงการ 30 บาทสำเร็จ คือ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ความจริงผมไม่ควรพูด หรือให้ความเห็นใดๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง เพราะวันนี้ผมยังถูกตัดสินทางการเมืองเพราะถูกยุบพรรค 5 ปี แต่ในเดือนธันวาคม 2556 ผมจะได้คืนสิทธิทางการเมืองอีกครั้ง และผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก จึงอดไม่ได้ที่จะต้องแสดงความคิดเห็นในฐานะคนที่เคยสัมผัสงานด้านสาธารณสุขมากก่อน ไม่ว่ารัฐบาลจะฟังในสิ่งที่ผมพูดหรือไม่ก็ตาม" นพ.สุรพงษ์กล่าว

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยเสนอปัญหาของระบบสาธารณสุขไปพรรคเพื่อไทย เช่น ปัญหาการดำเนินการตามนโยบายจ่ายเงินตามผลปฏิบัติงาน หรือ "พีฟอร์พี" (P4P: Pay for Performance)

"ผมได้ส่งผ่านความเห็นไปยังผู้ที่มีบทบาทในการนำเสนอนโยบายภายในพรรค นำเสนอด้วยความห่วงใยว่าปัญหาอาจลุกลามยากแก้ไข ซึ่งสุดท้ายก็มีการประชุมรับฟังความเห็นกัน ส่วนในเรื่องการปฏิรูประบบสาธารณสุข มีข้อเสนอ แต่อาจไม่เป็นทางการนัก แต่เป็นข้อเสนอที่อยากให้มีการปฏิรูปอย่างแท้จริง ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าหากไม่เคยทำโครงการ 30 บาทมาก่อน โดยมาเริ่มในปี 2556 การผลักดันอาจจะยากมาก เพราะเป็นการปฏิรูประบบงบประมาณครั้งใหญ่ ที่มีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย คนไม่เห็นด้วยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว อย่างมากก็แสดงความคิดเห็น มีการประท้วงสวมปลอกแขนดำในโรงพยาบาล แต่มายุคนี้ อาจมีการฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจทำให้หลายสิ่งหลายอย่างทำไม่ได้ ยิ่งในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน มุ่งเน้นเกมการเมือง ไม่เน้นผล หรือประสิทธิผลก็ยิ่งยาก" นพ.สุรพงษ์กล่าว


สำหรับเรื่องการปฏิรูประบบสาธารณสุขในปัจจุบันนั้น นพ.สุรพงษ์บอกว่า หากอุปมาอุปไมย อย่างการร่างนโยบายสาธารณสุขของพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2542 การปฏิรูปส่วนใหญ่เป็นนโยบายชุดเล็กๆ เช่น ทำอย่างไรจะฉีดวัคซีนในทารกแรกเกิด 100% จะรณรงค์ไม่สูบบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร ทั้งหมดเป็นเรื่องของการคิดเป็นชิ้นๆ สุดท้ายมาตั้งคำถามว่า นโยบายนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงมิติใหม่ของการเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขได้หรือไม่ ซึ่งไม่ได้ จึงเกิดคำถามกับ นพ.สงวนว่า ในชีวิตนี้มีอะไรที่เป็นความฝันที่อยากทำ จึงได้คำตอบว่า "เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" จนเป็นที่มาที่ไปของโครงการ 30 บาท

นพ.สุรพงษ์วิเคราะห์ว่า เมื่อหันมามอง ณ ปัจจุบัน หากกระทรวงสาธารณสุขจะปฏิรูปงานที่เน้นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ย่อมไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพีฟอร์พี การจัดทำเขตบริการสุขภาพ 12 เขต โดยให้อำนาจผู้ตรวจราชการ สธ. การกำหนดเรื่องเงินค่าตรวจในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นรูปธรรมชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาก ถ้าจะปฏิรูปต้องมองโครงสร้างภาพใหญ่

นพ.สุรพงษ์บอกว่า เมื่อปี 2544 การปฏิรูประบบสาธารณสุข เป็นเรื่อง "ระบบงบประมาณ" ที่เปลี่ยนจากการจัดสรรงบฯ ตามโครงการที่โรงพยาบาลเสนอ ตามฐานเงินเดือนของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง มาสู่ระบบงบประมาณรายหัวของประชาชนที่ขึ้นทะเบียนรับบริการจากโรงพยาบาลนั้นๆ

"เพียงแค่พลิกวิธีคิด ก็เกิดการปฏิรูปเป็นโดมิโน เอฟเฟ็กต์ (Domino effect) จากระบบกระจายทรัพยากร กระจายแพทย์บุคลากรสาธารณสุขดีขึ้น เพราะทุกคนเริ่มรู้ว่า หากมีฐานประชากรมาก ก็จะได้รับงบประมาณมาก จากนั้นก็มีการปฏิรูปการบริหารจัดการ เช่น ปี 2545 มีการปฏิรูประบบบริหารจัดการของโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพด้วย แต่วันนี้...นโยบายพีฟอร์พีเป็นเพียงจุดเล็กมากในการพัฒนาประสิทธิภาพ เพราะการพัฒนาประสิทธิภาพ ต้องอยู่ที่โรงพยาบาล จะทำพีฟอร์พีก็ต้องให้โรงพยาบาลจัดการกันเอง ไม่ใช่ให้ผู้บริหารใน สธ.หรือส่วนกลางทำ เพราะไม่มีทางรู้ปัญหาในพื้นที่ได้ดีเท่ากับคนทำงานในพื้นที่" นพ.สุรพงษ์กล่าว

หากรัฐบาลคิดจะปฏิรูประบบสาธารณสุขอีกครั้ง นพ.สุรพงษ์ บอกทันทีว่า ผู้บริหาร สธ.ไม่ว่าจะเป็น "ฝ่ายการเมือง" หรือ "ฝ่ายข้าราชการประจำ" จะต้อง "กระจายอำนาจ"



"คำตอบมีอยู่แล้ว คือ ต้องให้โรงพยาบาลเป็น ′องค์การมหาชน′ แบบเดียวกับโรงพยาบาล (รพ.) บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ที่ สธ.มีการนำร่องมากว่า 13 ปี วันนี้...พิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปแบบที่มีความร่วมมือทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม นำไปสู่การสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ผมเชื่อว่ายังมีโรงพยาบาลอีกมากที่มีศักยภาพ

แต่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา สธ.ไม่มีการพัฒนาโรงพยาบาลให้เป็นองค์การมหาชนเลย มาวันนี้คิดจะทำเขตบริการสุขภาพ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริการ และการบริหาร ก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะสุดท้ายมีหลายจังหวัดรวมกัน แต่ 3-4 จังหวัด ปัญหาก็ไม่เหมือนกันอีก การตัดสินใจก็ไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ ยังอยู่ที่ส่วนกลาง โดยผู้ตรวจราชการ สธ. จึงไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการกระจุกอำนาจ" นพ.สุรพงษ์กล่าว

การมี 12 เขตบริการสุขภาพ โดยการดึงอำนาจการตัดสินใจจากโรงพยาบาลไปให้ผู้ตรวจราชการ สธ. นพ.สุรพงษ์ บอกว่า เหมือนเป็นการ "ถอยหลังเข้าคลอง" เพราะเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะมีโครงการ 30 บาท อำนาจอยู่กับ สธ. แต่เมื่อมีโครงการ 30 บาทได้กระจายงบไปให้โรงพยาบาล ถือเป็นการกระจายอำนาจโดยตรง แต่เมื่อมีการทำ 12 เขตบริการสุขภาพ เท่ากับดึงอำนาจการตัดสินใจกลับไปส่วนกลางอีกครั้ง ซึ่งไม่แตกต่างจากเมื่อ 12 ปีก่อน ที่สำคัญ ไม่มีใครการันตีว่าผู้ตรวจราชการ สธ.ทุกคน จะสามารถเป็น "ซีอีโอ" ของเขตนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เที่ยงธรรม หรือไม่ กลายเป็นว่ากำลังไปฝากอนาคตที่ตัวบุคคล ไม่ใช่ตัวระบบ หากตัวบุคคลไม่ดี มีปัญหา ใครเป็นคนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนผู้ตรวจราชการ สธ.ซึ่งก็ยังไม่มี

นพ.สุรพงษ์บอกว่า หากจะทำองค์การมหาชน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลขนาดเล็ก รวมกันก็ได้ ทำเป็นเครือข่าย แต่เป็นองค์การมหาชน ให้บริหารและตัดสินใจกันเอง ดังนั้น หากจะกระจายอำนาจจริงๆ ต้องให้ถึงที่สุด 10 กว่าปีที่แล้ว อาจมีเฉพาะ รพ.บ้านแพ้ว ที่พร้อม แต่วันนี้เชื่อว่าหลายพื้นที่มีความพร้อม อยู่ที่ว่าผู้บริหารกระทรวงจะกล้าตัดสินใจหรือไม่

"ผมขอย้ำว่าแม้จะมีเขตบริการสุขภาพ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง ต้องถามว่าปัญหาดังกล่าวมาจากอะไร ก็มาจากการมีไขมันมากหรือไม่ ซึ่งแก้ง่ายๆ หน่วยงานไหนมีคนมากกว่างานก็ให้เกลี่ยไปอยู่ในจุดที่ขาดบุคลากร ผู้บริหารต้องกระจายคนให้เหมาะสม อย่าทุบโต๊ะ และแก้ไขด้วยวิธีกระจุกอำนาจ
เท่าที่ผมทราบ เคยมีผู้บริหาร สธ.บางคน ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการ 30 บาท ไม่ได้ให้บริการคนในระบบหลักประกันสุขภาพกว่า 48 ล้านคนทั้งหมด ก็ต้องชี้แจงว่าปรัชญาพื้นฐานของระบบหลักประกันสุขภาพคือ การเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ไม่จำเป็นที่ทั้ง 48 ล้านคน จะต้องเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลพร้อมกัน คนมีสุขภาพดีอยู่แล้ว หรือมีฐานะที่พอจะดูแลตัวเองได้ สามารถที่จะไปใช้บริการรักษาพยาบาลในรูปแบบอื่นได้ แต่หากไม่มีความสามารถที่จะจ่ายเอง หรือเริ่มลำบาก พวกเขายังสามารถไปใช้บริการ 30 บาทได้ นี่คือหลักประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน เหมือนการทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ไม่มีใครซื้อประกันแล้วอยากไปโรงพยาบาล แต่เป็นการกระจายความเสี่ยง" นพ.สุรพงษ์ย้ำ


ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงพยาบาลนั้น นพ.สุรพงษ์ เน้นว่า ต้องให้พวกเขาดูแลตัวเอง เพราะหากทำได้ ปัญหาขาดสภาพคล่องก็จะลดลง ยกตัวอย่าง รพ.มหาราชนครราชสีมา อาจพัฒนาเป็นองค์การมหาชน โดยมีคณะกรรมการระดับจังหวัด และทุกภาคส่วนในพื้นที่เข้ามาบริหารจัดการกันเอง เพราะโดยหลักชาวบ้านไม่ได้อยากไปเข้ารับการรักษาพยาบาลไกลบ้าน อยากรักษาใกล้บ้าน หาก รพ.มหาราชนครราชสีมา มีประสิทธิภาพ ชาวบ้านก็จะไม่ไปไหน สิ่งที่ตามมาไม่ใช่งบ ในส่วนสาธารณสุข แต่ยังมีงบ จากท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่อาจเข้ามาอุดหนุนอีกทางหนึ่ง เพราะธรรมชาติของประชาชนเขาอยากบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลที่พวกเขาคิดว่าดูแลพวกเขาดีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการเพื่อให้โรงพยาบาลเป็นองค์การมหาชนนั้น นพ.สุรพงษ์เตือนว่า เริ่มต้นทำอาจไม่ราบรื่น แต่เชื่อในภาพสุดท้ายจะดี โดยในระยะเปลี่ยนผ่านจะพบอุปสรรคมากมาย และจะรุนแรงกว่าในปี 2544
เพราะครั้งนี้คือ การกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ซึ่งต้องพิสูจน์กันที่ "ความเข้มแข็ง" ของผู้บริหารทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้ คือ การ "ลดอำนาจ" ของผู้บริหารอย่างแท้จริง



การปฏิรูประบบสาธารณสุขในทศวรรษนี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม...



_______________________________________________________________________________________

เคยเสนอบทความที่เกี่ยวข้อง

ใบตองแห้ง: เพื่อไทยจะถลุง 30 บาท/ แพทย์ชนบทยันแผนล้มบัตรทองมีจริง 4 ขั้น เป้าล้ม พรบ.สปสช.
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/01/bt30-x4.html




.

2556-10-04

คือเกียรติแห่งสถาบัน โดย นวพร เรืองสกุล

.

คือเกียรติแห่งสถาบัน
โดย นวพร เรืองสกุล

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380891062
วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:45:51 น. 

( ที่มา : คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  นสพ.มติชนรายวัน 4 ต.ค.2556 )


ในระดับนักศึกษาอุดมศึกษา เรื่อง "หมวกกันลอกข้อสอบ" เคยเป็นที่ฮือฮากันอยู่ราวเดือนสิงหาคม 2556 นี้เอง

ไม่ว่าจะทำเล่นๆ หรือทำจริงๆ ก็บ่งบอกได้ว่า เรื่องการลอกคำตอบข้อสอบ เป็นเรื่องใหญ่ในใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน


เหตุการณ์นี้สำหรับผู้เขียนเป็นเพียงยอดของสิ่งเลวร้ายที่กลายเป็นค่านิยมที่นับวันได้รับความสำคัญมากขึ้นทุกวัน คือเรื่องของการทุจริต (จริตในทางชั่ว)

ระดับชาติ เราเห็นการคอร์รัปชั่นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นกระบวนการที่บางครั้งดูเผินๆ ก็เหมือนจะถูกต้องเสียด้วย

มหาวิทยาลัยบางแห่งหรือบางโปรแกรม คุณภาพการสอนอาจถูกสงสัยได้ว่า กำลังขายปริญญา โดยไม่ห่วงชื่อเสียงเชิงวิชาการของมหาวิทยาลัย 
ระดับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ได้ยินเรื่องการ "ลักลอกผลงานทางวิชาการ" อย่างหนาหู ทุกคนที่ทำไม่กลัวเสียชื่อ (และทำให้คนที่สุจริต พลอยเสียชื่อไปด้วย)
อาจารย์ต้องการสร้างผลงานทางวิชาการ เพราะตำแหน่งทางวิชาการ (อย่างน้อยๆ ก็หมายถึงว่า ได้เงินประจำตำแหน่ง)

ส่วนบัณฑิตก็ลอกงาน เพื่อให้เรียนจบ ได้ปริญญา ซึ่งนำไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรืองานที่ดีขึ้น 
นักเรียน นักศึกษา ก็ลอกงานจากอินเตอร์เน็ต แบบตัดปะไปส่งอาจารย์



ส่วนคนจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องดิ้นรน เพื่อสอบเข้าให้ได้ ไม่ว่าวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นดีหรือไม่ต่อตนเอง ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
บางคนไม่เป็นอันเรียนเอาความรู้ มุ่งเรียนติวเพื่อให้สอบได้เท่านั้น เพื่อหวังอนาคตอันเรืองรองจากการเป็นบัณฑิต
ครูบางคนทิ้งเกียรติแห่งความเป็นครู (ซึ่งกินไม่ได้) มุ่งไปหาเงินจากการสอนติว แทนการใส่ใจการสอนในห้องเรียน


การสอบเข้าแต่ละแบบล้วนมีปัญหาต่างๆ กัน 
คณะที่ประสบปัญหาไม่ได้นักศึกษาที่เหมาะกับตนเริ่มหาทางเสาะหานักศึกษาที่เหมาะโดยการรับตรง นับเป็นวิธีการที่มีจุดประสงค์ดี


แต่แล้วสิ่งที่ดีก็ถูกนำไปใช้อย่างเบี่ยงเบน เมื่อต่างมหาวิทยาลัยต่างจัดสอบ และแย่งกันสอบให้เร็วขึ้น สอบได้แล้วก็รีบผูกมัดนักเรียนไว้ โดยการให้จ่ายค่าเทอมทันที

สิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาทำ เป็นประโยชน์ต่อตน แต่เสียหายต่อส่วนรวม เพราะนักเรียนต้องเดินทางไปสอบทั่วทุกทิศ และนักเรียนที่มาจากครอบครัวชั้นกลางล่างหมดทางเลือก เพราะไม่มีเงินสอบหลายๆ ที่ และไม่มีเงินพอจะทิ้งค่าเทอม

จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแม้แต่สถาบันอุดมศึกษา ก็คิดว่าเงินเป็นเงื่อนไขผูกมัดที่ดีที่สุด




เราจะหาทางออกอย่างไรได้บ้าง

เมื่อเจอหมวกกันลอกข้อสอบ เพื่อนวัยเด็กโทรศัพท์มาหาทันที เตือนความจำว่า "จำได้ไหม สมัยเราเป็นเด็ก นั่งติดๆ กันแบบนี้ แต่เราไม่เคยลอกคำตอบกันเลย บางครั้งครูก็ไม่อยู่ในห้อง ให้เรานั่งทำกันเอง"

เขากำลังพูดถึงระบบเกียรติยศ (honor system) ซึ่งครูใช้กับพวกเรา โดยไม่ต้องมีสโลแกนว่าโรงเรียนนี้ใช้ระบบเกียรติยศ

มันอยู่ในทุกวิถีในโรงเรียน จนเข้าไปในสายเลือด ในจิตวิญญาณ

เราไม่ลอกงานกัน และไม่ลอกงานใคร ใครไม่รู้ก็ถามกัน ก็สอนกัน จนรู้เรื่อง จนทำได้ เรื่องการลักลอกงานเป็นอันว่าไม่เคยคิด

ในครั้งกระโน้น ในโลกธรรม 3 ประการ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เราเน้นกันที่ "สรรเสริญ"

จะได้ลาภ ได้ยศด้วยหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่นำมาคำนึงถึง

และสรรเสริญนั้น หมายถึงเราสรรเสริญตัวเราเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมา "ให้เกียรติ"

เราเองเป็นคนมีเกียรติ เพราะการกระทำของเรา



เมื่อเห็นการติวหนาตา เพื่อนอีกคนก็เตือนความจำว่า สมัยเรายังเด็ก ครูเห็นนักเรียนคนไหนอ่อน จะเรียกตัวมาติวนอกเวลา โดยไม่เคยคิดเงิน

แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว เพราะสังคมในปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่เงินมาก่อน หรือเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ประสงค์

ดังนั้น เราจึงมี "บัณฑิต" แต่เพียงในนาม

มีครูติวสอบ ที่ไม่สนใจความเข้าใจของผู้เรียน

มีผู้สร้างผลงานวิชาการ ที่ทำแบบไหนก็ได้ให้ได้ผลงาน เพราะต้องการ "ลาภ" ที่มากับยศ ตำแหน่ง

กระทั่งการยื้อแย่งกันรับตำแหน่ง จนเกิดการแตกร้าวในองค์กรแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่ว่าจะเป็นระดับอธิการบดี หรือคณบดี จำเลยตัวสำคัญก็คือเงินเดือนที่สูงขึ้นมากจากการดำรงตำแหน่ง และอำนาจในการสั่งเงิน สั่งคน โดยที่การวัดผลงานไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง เพราะวัดแล้วก็เอาไปให้คุณให้โทษไม่ได้




การเปลี่ยนค่านิยมกลับไปหาระบบที่เกียรติเป็นใหญ่ เป็นเรื่องที่พูดง่าย ทำยาก

แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่เราคงต้องคิดทำอะไรสักอย่างคือระบบรับตรง

มีอย่างน้อยสองโจทย์ที่สำคัญ คือ

1. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไรให้นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนอย่างตั้งใจได้ความรู้ จนจบระดับมัธยมศึกษา

2. จะจัดระบบรับเข้าอย่างไร ให้นักเรียนได้เรียนในวิชาที่ตนอยากเรียน ในคณะ และมหาวิทยาลัยที่ตนอยากเรียน ภายใต้เงื่อนไขว่า คุณภาพของนักเรียนคนนั้นแข่งขันได้กับผู้สมัครคนอื่นๆ



ไม่ควรมีคนจำนวนมากต้องเรียนในคณะที่ไม่อยากเรียน เพราะบังเอิญสอบติด หรือต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องเข้า เพราะบังคับให้ตัดสินใจล่วงหน้า
ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการได้เลือก (freedom of choice) ภายในขอบเขตมาตรฐานที่สถาบันการศึกษา หรือคณะนั้นๆ รับได้
เป็นเรื่องที่ท้าทายเรามาทุกยุคทุกสมัย



ผู้เขียนไม่มีข้อเสนอที่ดี มีแต่คำถามถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ที่เป็นปัญญา เป็นเสาหลัก และเป็นเลิศในแผ่นดิน ว่า

มหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะมีทางออกร่วมกันอย่างไรให้กับปัญหาการรับตรงทุกวันนี้ อย่างน้อยๆ ก็มีทางออกให้กับกลุ่มสถาบันกลุ่มเดียวกันที่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย

วางบรรทัดฐานใหม่ให้กับการรับนิสิตนักศึกษาของกลุ่มตนเอง โดยเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้มากเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทิ้งหลักการของความเป็นเลิศของอุดมศึกษาแห่งนั้นๆ


แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างปัญหา หรือซ้ำเติมปัญหาให้กับระบบ เพราะต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาดูแลแต่ตนเอง ดังเช่นทุกวันนี้



.