.
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : นี่คือความขัดแย้งกลียุคขั้นสุดท้าย
ใน http://thaienews.blogspot.com/2014/02/blog-post_7904.html
. . Posted by Maitri at Thu 2/20/2557 08:08:00
นี่คือความขัดแย้งกลียุคขั้นสุดท้าย
ทุกสถาบัน ทุกองค์กรของระบอบเก่า ได้เปิดโปงตัวเองจนล่อนจ้อน เห็นทั้งแผลเป็นและแผลเน่าเฟะไปทุกขุมขน
เมื่อเผด็จการใช้ทั้งมวลชนอันธพาลเถื่อน โจร อาวุธ ทหาร ศาล ตุลาการ องค์กรจากรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
ใช้ทั้งสัญลักษณ์ธงชาติ มีด ปืน ระเบิด ไปจนถึงอำนาจอธรรมที่สวมเสื้อคลุมของ "กฎหมาย" รุมกันสกรัมและจ้วงแทงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างชอบธรรม
นายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลนี้เหลือเวลาอีกไม่มาก ก็คงร่วงหล่นดังเช่นผลไม้เน่าที่ปลดลงจากต้นไม้
ขอให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม ในที่สุด เราจะได้ระบอบเผด็จการที่มาในรูป "รัฐบาลคนกลาง" และสภาทาสในรูป "สภาปรองดองแห่งชาติ" ตามมาด้วยการกดขี่ปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519
แต่พวกเผด็จการคิดผิดถนัด เขาล้มนายกฯและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ เขาจัดการกับพรรคเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงทั่วประเทศได้
แต่เขาจะปกครองไม่ได้ เพราะจิตใจของประชาชนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ "ไม่ได้เป็นของเขา" อีกต่อไปแล้ว
เมื่อเขาล้มรัฐบาลทักษิณปี 2549 "ความเสื่อม" ก็เริ่มมาเยือนเขา พอเขาล้มรัฐบาลสมัคร-สมชายปี 2551 "ความเสื่อมหนัก" ของเขาก็แพร่กระจายดุจโรคระบาด มาวันนี้ ปี 2557 พอเขาล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ "ความเสื่อมสุดขีด" ของเขาก็มาถึงในที่สุด เป็นความเสื่อมของทั้งสัญลักษณ์และทุกองคาพยพของระบอบเก่า
เมื่อประชาชน "ไม่มีใจ" ให้เขาอีกแล้ว เมื่อเขาไม่สามารถ "ปกครองใจ" ของประชาชนได้อีกต่อไป เมื่อ "อำนาจทางใจ" ของเขาหมดไปแล้ว เขาก็มีทางเดียวที่จะปกครองประชาชนต่อไปได้ ก็คือ "ใช้ปืนและอำนาจทางกฎหมายกดหัวและกดขี่ประชาชน" เท่านั้น
แต่การปกครองใดที่ใช้แต่ "ปืนกับกฎหมาย" มากดขี่ประชาชน โดยปราศจาก "การปกครองด้วยใจ" แล้ว การปกครองนั้นย่อมอยู่ได้ไม่นาน ประชาชนจะต่อต้านทุกรูปแบบ ทุกวิธีการ แล้วจะคอยดูกันว่า ระบอบเก่าที่ลอกคราบใหม่นี้จะอยู่ได้สักกี่วัน!!!
..............................
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
https://th-th.facebook.com/pichitlk
++
โพสต์เพิ่มจาก https://www.facebook.com/pichitlk/posts/638776366190185
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ · 3,820 followers
. . February 20 at 12:34am ·
ศาลยุติธรรมนั้น แต่ไหนแต่ไรมา ในทุกประเทศ ต่างถือว่า เป็น "ที่มั่นสุดท้าย" ที่ประชาชนยังคงหวังพึ่งได้ เป็น "ปราการด่านสุดท้าย" ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนด้วยสันติวิธี คือ ยึดหลักกฎหมาย ผิด ก็ว่าผิด ถูก ก็ว่าถูก ไปตามหลักนิติธรรม ให้ผู้ปกครองและประชาชนอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ ประชาชนจึงยังคงยอม "ถูกปกครอง" ต่อไปโดยดี ถ้าพ้นด่านสุดท้ายนี้ไปแล้ว มันก็คือ "บ้านป่าเมืองเถื่อน"
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า พวกเผด็จการไทยหมดอาวุธแล้ว เมื่อทั้งกกต. ศาลรธน. และปปช.ได้แสดงธาตุแท้เบี้องหลังออกมาอย่างโจ่งแจ้ง จนไม่มีใครเชื่อถืออีก
และการใช้ทหารเข้ายึดอำนาจอย่างเปิดเผยก็ยังไม่มีเงื่อนไข พวกเผด็จการจึงต้องทำอย่างที่เราได้เห็น ทำโดยไม่ยี่หระต่อความเกลียดชังของประชาชนและไม่แคร์ต่อสายตาเหยียดหยามจากนานาชาติ
พวกเผด็จการไม่ใช่แค่ "หน้ามืด" แต่ยัง "คิดสั้น" อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย
เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากหมดสิ้นแล้วซึ่งความเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม เมื่อประชาชนมองว่า ตนไม่สามารถพึ่ง "ที่มั่นสุดท้าย" ไม่สามารถยึดหลักกฎหมายและสันติ เพื่อไปทัดทานอำนาจผู้ปกครองได้อีกต่อไป พวกเขาก็จะหันไปหาวิธีอื่นเพื่อต่อต้านผู้ปกครอง ซึ่งรวมทั้งวิธีที่ไม่อิงกฎหมาย ไม่สันติด้วย
ก้าวนี้ของเผด็จการไทยจึงเป็นการลากประเทศไทยและคนไทยให้ตรงเข้าสู่สงครามกลางเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!
......................................
. . มีต่อท้าย 356 shares
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพเก่าชวนเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพเก่าชวนเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
2557-02-20
2557-02-14
ขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง โดย คำ ผกา
.
คำ ผกา : ขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392306491
. . วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 23:11:05 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 7-13 ก.พ. 2557 ปี34 ฉ.1747 น.88-89 )
ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในลัทธิประชาธิปไตยทุกคนคงลุ้นกันตัวโก่งว่าเราจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์หรือไม่
เพราะเค้าลางน่าเป็นห่วงมาตั้งแต่เรามีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งที่มีเจตจำนงต้องการเลื่อนการเลือกตั้งอย่างชัดเจน
ไม่เพียงเท่านั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังแนะนำให้รัฐบาลรักษาการไปหารือเรื่องเลื่อนการเลือกตั้ง
ทว่า หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยช่วงนี้น่าจะต้องถูกบันทึกเอาไว้ในฐานะหมุดหมายของความเข้มแข็งและการหยั่งรากที่ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่งของประชาธิปไตยในเมืองไทย
อาจจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพลเรือนเลือกจะปกป้องประชาธิปไตยด้วยการยืนยันไม่เลื่อนการเลือกตั้งแทนการลุกลี้ลุกลนทำตาม "คำชี้แนะ" ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เป็นครั้งแรกที่พลังแห่งการ "จุดเทียนสันติภาพ" จุดติด กระจายออกไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ แม้จะถูกขัดขวาง ถูกเดียดฉันท์ ถูกกีดกัน
แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง กิจกรรมจุดเทียนยิ่งถูกจัดอย่างถี่ยิบ และเกิดจากพลังของประชาชนธรรมดาๆ เกิดจากกลุ่มนักศึกษาที่กิจกรรมนี้อาจเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา ไม่ได้เกิดจากแกนนำ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง
เป็นครั้งแรกที่ประชาชนต้องสำแดงความกล้าหาญปกป้องหน่วยการเลือกตั้ง พกไฟฉายไปเลือกตั้ง ปีนรั้วไปเลือกตั้ง อวยพรให้ปลอดภัยในวันเลือกตั้ง ฝ่าวงล้อมของผู้ประท้วงที่ตะโกนด่าทอ ฉุดกระชากลากถู สะบัดธงชาติไปคลุมหัวของคนที่จะไปเลือกตั้ง
เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ กกต. โดยเฉพาะใน กทม. ไม่มีความพยายามอย่างสิ้นเชิงที่จะจัดการเลือกตั้ง บ้างไม่มา บ้างปิดคูหาไปเฉยๆ มีแม้กระทั่งการเอาหีบ เอาบัตรเลือกตั้งไปทิ้งทำลาย
แต่ถึงอย่างนั้นความยากลำบากและบรรดาอุปสรรคเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ และอีกบางจังหวัดเท่านั้น
การที่ในที่สุดเราสามารถจัดการเลือกตั้งสำเร็จเรียบร้อยไปเกือบร้อยละเก้าสิบ คือตัวเลขที่ยืนยันเจตจำนงของ "ประชาชน" ตัวจริงเจ้าของประเทศ ที่เฝ้าอดทนของการกรีดร้องกระทืบเท้าเต้นเร่าเอาแต่ใจของกลุ่มเด็กไม่รู้จักโตแต่ถูกตามใจจนเสียคน
ถึงวันนี้ ไม่มีใครตามใจ มีแต่คนชี้นิ้วไปหาแล้วบอกว่า "พอกันที โตได้แล้ว เลิกกรีดร้อง ครวญคราง บังคับให้โลกทั้งใบหมุนไปในทิศทางที่ตนอยากให้หมุน เพราะคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้"
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการหยั่งรากผลิใบของประชาธิปไตยในเมืองไทยคราวนี้ และขอยกให้เป็นคุณูปการของม็อบ กปปส. ก็คือ การเปลี่ยนคุณค่าและความหมายของธงชาติไทย
เพลงชาติ ธงชาตินั้นเป็นประดิษฐกรรมที่ตอบสนองต่อสำนึกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนกับมนุษย์ในยุคก่อนการถือกำเนิดของชาติ
ความผูกพันภักดีของมนุษย์ก่อนรัฐชาติถือกำเนิดขึ้น อาจผูกพันกับมูลนายของตน เจ้าที่ดินของตน ครอบครัวของตน
ชาวบ้านบางระจันที่ไปรบ ไม่ได้ไปรบเพราะรักชาติ แต่ไปรบเพราะเป็นไพร่ที่ถูกสักเลกถูกเกณฑ์ไปรบ หากหนีได้ก็มักจะหนี หรือการไปอยู่ภายใต้มูลนายก็อาจอยู่เพื่อแลกกับความคุ้มครองบางอย่าง ไม่ได้อยู่ด้วยความภักดีต่อหน่วยการเมืองที่เรารู้จักกันในนามของ "ชาติ"
อาชีพทหารรับจ้างก็เป็นอาชีพที่เฟื่องฟูมากก่อนรัฐชาติถือกำเนิดขึ้นมา ทหารเหล่านี้ถูกฝึกมาเพื่อรบ และรบที่ไหนก็ได้ เพื่อใครก็ได้ที่มีเงินจ้างเขาไปรบให้ โดยไม่ได้สนใจเรื่อง เชื้อชาติ สัญชาติใดๆ
เช่น ในสมัยอยุธยาเราใช้ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส ซึ่งหากใช้กรอบคิดของมนุษย์สังกัดรัฐชาติสมัยนี้ไปมอง อาจงุนงงว่า เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าทหารโปรตุเกสจะรบเพื่อปกป้องอยุธยาจริงๆ เพราะเราเชื่อว่าทหารที่ไปรบนั้นไปเพราะรักชาติ ไปเพราะอยากปกป้องชาติบ้านเมืองจากอริราชศัตรู
แต่ในสมัยก่อนรัฐชาตินั้น ไม่มีใคร "รักชาติ" เพราะไม่มี "ชาติ" จะให้รัก คนที่ไป "รบ" นั้นไปตาม "หน้าที่" ไม่ได้ไปเพราะความ "รัก"
(ดังนั้น เวลาเราดูหนัง ละคร อิงประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงความรักชาติจนจุกอกของคนสมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นมันจึงชวนให้รู้สึกอีหลักอีเหลื่อ และอยากจะตะโกนบอกคนเขียนบทว่า "สมัยนั้นยังไม่มีใครรักชาติจ้า เพราะ "ชาติ" ยังไม่เกิด")
รัฐก่อนเป็นรัฐชาตินั้นมีหลายแบบตั้งแต่เป็นอาณาจักร เป็นราชอาณาจักร เป็นศาสนจักร (เช่น จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์) รัฐแบบมณฑลอย่างในอุษาคเนย์ที่ศูนย์กลางของรัฐคือเขาพระสุเมรุ ใครอยากเคลมว่าใหญ่สุดในจักรวาลก็สร้างเขาพระสุเมรุในแผ่นดินตนเอง วางผังเมืองตามคติจักรวาลวิทยาที่มีทั้งเขาพระสุเมรุ ทะเลสีทันดร ตำแหน่ง อาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ตามที่ปรากฏใน ไตรภูมิกถา กษัตริย์คืออวตารของพระอินทร์ มเหสีคือนางแก้วคู่บุญ ฯลฯ
แผนที่ของบ้านเมืองก่อนรัฐชาติถือกำเนิดขึ้นจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ "ความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์" เพราะเขาให้ความสำคัญกับ "ภูมิศาสตร์ของอำนาจ (และการรับรู้ต่ออำนาจนั้น)" มากกว่า ภูมิศาสตร์กายภาพ
หากจะพูดให้ถึงที่สุดนอกจาก "คน" ในยุคก่อนรัฐชาติจะไม่ "รัก" หรือ "ภักดี" กับผู้ปกครองที่เป็นตัวแทนอำนาจรัฐ
"คน" ที่อาจเรียกว่าเป็น ชาวนาบ้าง เป็นไพร่บ้าง เป็นข้าทาสติดที่ดิน หรือเป็น "ลูกนา" ของบรรดาเจ้าที่ดิน บ้างเหล่านี้ยังเห็นว่าอำนาจรัฐหรืออำนาจของผู้ปกครองนั้นคือสิ่งคุกคาม เป็นอันตรายต่อชีวิตและสันติสุขของพวกเขาด้วยซ้ำไป
เช่น นายบุญมากอายุสิบแปดเพิ่งได้เมียและเมียกำลังตั้งท้องมีชีวิตทำนาหาปลาเก็บของป่าประทังชีวิตอยู่ดีๆ วันหนึ่งอาจถูกเกณฑ์ไปเป็นไพร่ราบทหารเลวในศึกสงครามแล้วก็ล้มหายตายจากไปไม่ได้กลับมาอีกเลย
"คน" ในยุคก่อนกำเนิดของรัฐชาติจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะ "หนี" ไปอยู่ในดินแดนที่อำนาจรัฐเอื้อมไม่ถึงเสมอ
เว้นแต่ "คนบางจำพวก" ที่สามารถเข้าไปมีผลประโยชน์ทางใดทางหนึ่งกับอำนาจรัฐนั้นได้
หรือการหนีจากอำนาจรัฐที่ดุร้ายไปพึ่งใบบุญของอำนาจรัฐที่มีความปรานีมากกว่าก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
และในบางกรณีก็เป็นถูกย้าย "สังกัด" โดยไม่เต็มใจเช่น เดิมเป็น "ข้า" ของอำนาจรัฐหนึ่งแต่เนื่องจากรัฐนั้นแพ้สงครามจึงถูกกวาดต้อนมาเป็น "ข้า" ของอำนาจรัฐฝ่ายที่มีชัย
การสร้างบ้านแปลงเมืองของสยามนั้น "คน" จำนวนมากที่กลายมาเป็น "คนไทย" อย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ก็มีบรรพบุรุษเป็นเชลยสงครามที่ถูกกวาดต้อนมา
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงชัดเจนว่าก่อนมี "ชาติ" นั้น "คน" ไม่ได้รู้สึกรัก ผูกพันกับถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนอะไรเลย แถมยังคิดจะหนีไปให้ไกลๆ อยู่ตลอดเวลาด้วย แรงจูงใจที่จะทำให้คนไม่อยากหนี อยากลงหลักปักฐานอยู่ในบ้านใดเมืองหนึ่งไม่ใช่เรื่องความรักที่มีต่อแผ่นดินหรือผู้ปกครองแต่เป็นเพราะเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ดินดี น้ำดี ค้าขายได้ดี ไม่มีโรคระบาด
และคงต้องหมายเหตุต่อไปอีกว่า เหตุที่ทำให้คนผละจากเมืองใดเมืองหนึ่งไปอย่างไม่ยี่หระก็เพราะหนีโรคระบาด ไข้ห่า อหิวาตกโรค สงคราม-ดังนั้น มันจึงไม่มีหรอก ไอ้คอนเซ็ปต์ที่ว่า ทดแทนบุญคุณแผ่นดิน รักแผ่นดินแม่ ตอบแทนบรรพบุรุษ เพราะห่าลงที "คน" ก็เผาเรือนหนียกครัวกันหมดแล้ว
จนเมื่อ "รัฐชาติ" ถือกำเนิด คอนเซ็ปต์ว่าด้วยความรักชาติจึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
เหตุใดจึงเกิดรัฐชาติ อธิบายอย่างง่ายและหยาบก็อาจแบ่งเหตุแห่งการเกิดขึ้นของรัฐชาติได้ดังนี้
- "คน" ต้องการเป็นอิสระจากการปกครองโดย "ศาสนจักร"
- "คน" ต้องการเป็นอิสระจากการปกครองของระบบ "ศักดินาและสมบูรณาญาสิทธิราชย์"
- "คน" ต้องการเป็นอิสระจากการปกครองของ "เจ้าอาณานิคม"
เมื่อต้องการเป็นอิสระจากการ ศาสนจักร, ศักดินา และ เจ้าอาณานิคม "คน" จึงนิยามความสัมพันธ์ทางอำนาจในหน่วยการเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นว่า ต่อไปนี้ "บ้านเมือง" มิได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่งแต่เป็นของ "สามัญชน" ทุกคนเท่าๆ กัน-ในช่วงแรกยังไม่รวมผู้หญิงและทาส-และการนับว่าสามัญชนใดสังกัด "บ้านเมือง" เดียวกัน เป็นคน "ชาติ" เดียวกัน ในแต่ละ "ชาติ" ที่ถือกำเนิดขึ้นก็มีหลักเกณฑ์ต่างๆ กันไป เพราะชาติบางชาติ สำนึกของชาติเกิดขึ้นโดยยังไม่มี "ประเทศ"
บางชาติก็ถือกำเนิดพร้อมๆ กับการมี "ประเทศ" ที่เกิดจากการทำแผนที่สมัยใหม่ จึงนับเอาคนที่มีถิ่นฐานในขอบเขตประเทศนั้นว่าคือคนชาติเดียวกัน
บางชาติกำเนิดขึ้นหลังการประกาศเอกราชแล้วต้องมาต่อรอง ตกลง ต่อสู้ แบ่งประเทศกันภายหลังอีก เช่น กรณีของอินเดียกับปากีสถาน ฯลฯ
กระบวนการอันซับซ้อนและมีพัฒนาการมาถึงสองร้อยปีในการถือกำเนิดของรัฐชาติจึงส่งผลให้เกิดประเทศชาติหลากหลายรูปแบบอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ และในสองร้อยกว่าปีที่รัฐชาติถือกำเนิดขึ้นก็ก่อให้เกิดทั้งสงครามศาสนา สงครามกลางเมือง สงครามแบ่งแยกประเทศ สงครามชนกลุ่มน้อยในดินแดนต่างๆ ฯลฯ
แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่ "ชาติ" ต้องการและต้องสร้างขึ้นในหมู่พลเมืองใน "ชาติ" คือ ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ และการสร้างอัตลักษณ์ของชาติ อีกทั้งคุณค่าที่ยึดถือร่วมกัน
เช่น ในหลายๆ ประเทศใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เป็นคุณค่าร่วมของชาติ ใครที่ไม่ยึดถือในคุณค่านี้ถือเป็นศัตรูของชาติ (เช่น เป็น terrorist เป็นผู้ก่อการร้าย)-แน่นอนว่า คุณค่าประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ในช่วงแรกๆ ที่ชาติถือกำเนิดขึ้น อาจจะไม่รวมผู้หญิง เกย์ คนผิวสี
เครื่องมือที่จะใช้สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ "คน" อันแตกต่างหลากหลายสามารถหลอมรวมตัวเองให้เชื่อว่าเราต่างเป็น "คน" ที่ เกิด อยู่ และจะตายบนผืนแผ่นดินที่เรียกว่าประเทศชาติ มีพี่น้องร่วมชาติ มีเพื่อนร่วมชาติ มีบรรพบุรุษที่ต่อสู้ปกปักรักษา สร้างชาติมาให้ลูกหลานอย่างพวกเราได้อยู่อาศัย
"ชาติ" จึงต้องการทั้งการแต่งประวัติศาสตร์ใหม่ การสร้างพิพิธภัณฑ์ การเขียนบทละครปลุกใจให้คนรักชาติ การสร้างศัตรูร่วม การสร้างความเป็นอื่นเพื่อขับเน้นความเป็นเราให้แจ่มชัด ในบางกรณีอาจเลยเถิดไปจนถึงการทำสงครามกับเพื่อนบ้านเพื่อตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของชาติที่อาจจะกำลังคลอนแคลน
เขียนมายืดยาว (แต่ค่อนข้างหยาบ) เกี่ยวกับชาติ เพื่อจะบอกว่า ธงชาติ และเพลงชาติก็เป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อสองร้อยปีที่แล้วในโลกนี้
ส่วนชาติไทยก็เพิ่งมีอายุ 80 ปี หากจะอิงความหมายว่าชาติของรัฐชาติสมัยใหม่นั้นต้องหมายถึง "ประชาชน" มิใช่สถาบันอื่น
"ชาติ" ที่บรรลุวุฒิภาวะแล้ว ล้วนเคยผ่านประสบการณ์ "คลั่งชาติ" จนหายนะกันไปมาก
มีหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี ก็ได้สรุปบทเรียนว่า หากชาติลงหลักปักฐานมั่นคงพร้อมๆ กับแนวคิดประชาธิปไตย เราไม่จำเป็นต้องไปให้ความสำคัญกับเพลงชาติ ธงชาติ เอกลักษณ์ของชาติ อีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นประดิษฐกรรมสำหรับประเทศชาติที่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะ ยังขาดความมั่นคงทางใจ ยังมีปมด้อย ยังไม่รู้ว่า "ชาติ" ของตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่บนโลกใบนี้ จึงพยายามสร้างความภูมิใจที่เกินจริง เวอร์วังอลังการมาปลุกเร้าความฮึกเหิมของคนในชาติ
ประเทศที่บรรลุแล้วซึ่งวุฒิภาวะจึงไม่มีปมด้อยในอัตลักษณ์ของตน ไม่ต้องร้องเพลงชาติเช้า เย็น เห็นธงชาติเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์สำคัญอะไร ยกเว้นตอนแข่งฟุตบอลโลกอาจเรียกน้ำตาได้นิดหน่อย
ความที่ประเทศไทยยังเด็ก มีปมด้อยมากและยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ ยังมีความคลั่งชาติ หลงชาติ หลงตัวเอง มีภาพการรับรู้เกี่ยวกับตัวเองแบบดีเกินจริง ทำให้เรายังเคารพบูชาธงชาติกันเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต
เห็นฝรั่งเอาธงชาติไทยไปตัดเสื้อหรือทำเครื่องประดับก็อาจจะโกรธเกรี้ยว ฟูมฟายว่าเค้าดูถูกตน (อันเป็นกลุ่มอาการของคนที่ไม่มีใครสนใจ แต่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล)
นักวิชาการสายเสรีนิยมพยายามอย่างมากที่จะให้คนไทยเลิกงมงายกับสัญลักษณ์อย่างธงหรืออะไรต่อมิอะไร แต่หันมาสนใจกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติอันจะเป็นศักดิ์ศรีที่แท้จริงของชาติ
ทว่า ไม่สำเร็จ
แต่วันนี้ กปปส. ทำสำเร็จอย่างดงามด้วยการทำสัญลักษณ์ธงชาติให้กลายเป็นสินค้า เป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น เป็นส่วนหนึ่งของ popular culture อันดาษดื่น บ้างกองแขวนอยู่ข้างถนน บ้างเป็นตุ้มหู เป็นเสื้อ เป็นกระโปรง เป็นแฮร์พีซขนาดใหญ่บึ้มชนิดต้องไปงานแฟนซีเท่านั้น หรือดูเป็นการ์ตูนอันไกลจากความขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์
หนักกว่านั้น กปปส. ยังทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึก "หวาดกลัว" ต่อสัญลักษณ์ธงชาติ รู้สึกแม้กระทั่งว่ามันคือเครื่องหมายแห่งการคุกคาม คือความรุนแรง คือสัญลักษณ์ที่คุกคามความเป็นประชาธิปไตย
ต้องขอบคุณ กปปส. ที่ได้ช่วยทำลายมายาคติของธงชาติไทยอันครอบงำเรา "คนไทย" มากว่า 80 ปี
..............
_______________________________________________
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
คำ ผกา : ขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392306491
. . วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 23:11:05 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 7-13 ก.พ. 2557 ปี34 ฉ.1747 น.88-89 )
ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในลัทธิประชาธิปไตยทุกคนคงลุ้นกันตัวโก่งว่าเราจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์หรือไม่
เพราะเค้าลางน่าเป็นห่วงมาตั้งแต่เรามีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งที่มีเจตจำนงต้องการเลื่อนการเลือกตั้งอย่างชัดเจน
ไม่เพียงเท่านั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังแนะนำให้รัฐบาลรักษาการไปหารือเรื่องเลื่อนการเลือกตั้ง
ทว่า หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยช่วงนี้น่าจะต้องถูกบันทึกเอาไว้ในฐานะหมุดหมายของความเข้มแข็งและการหยั่งรากที่ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่งของประชาธิปไตยในเมืองไทย
อาจจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพลเรือนเลือกจะปกป้องประชาธิปไตยด้วยการยืนยันไม่เลื่อนการเลือกตั้งแทนการลุกลี้ลุกลนทำตาม "คำชี้แนะ" ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เป็นครั้งแรกที่พลังแห่งการ "จุดเทียนสันติภาพ" จุดติด กระจายออกไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ แม้จะถูกขัดขวาง ถูกเดียดฉันท์ ถูกกีดกัน
แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง กิจกรรมจุดเทียนยิ่งถูกจัดอย่างถี่ยิบ และเกิดจากพลังของประชาชนธรรมดาๆ เกิดจากกลุ่มนักศึกษาที่กิจกรรมนี้อาจเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา ไม่ได้เกิดจากแกนนำ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง
เป็นครั้งแรกที่ประชาชนต้องสำแดงความกล้าหาญปกป้องหน่วยการเลือกตั้ง พกไฟฉายไปเลือกตั้ง ปีนรั้วไปเลือกตั้ง อวยพรให้ปลอดภัยในวันเลือกตั้ง ฝ่าวงล้อมของผู้ประท้วงที่ตะโกนด่าทอ ฉุดกระชากลากถู สะบัดธงชาติไปคลุมหัวของคนที่จะไปเลือกตั้ง
เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ กกต. โดยเฉพาะใน กทม. ไม่มีความพยายามอย่างสิ้นเชิงที่จะจัดการเลือกตั้ง บ้างไม่มา บ้างปิดคูหาไปเฉยๆ มีแม้กระทั่งการเอาหีบ เอาบัตรเลือกตั้งไปทิ้งทำลาย
แต่ถึงอย่างนั้นความยากลำบากและบรรดาอุปสรรคเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ และอีกบางจังหวัดเท่านั้น
การที่ในที่สุดเราสามารถจัดการเลือกตั้งสำเร็จเรียบร้อยไปเกือบร้อยละเก้าสิบ คือตัวเลขที่ยืนยันเจตจำนงของ "ประชาชน" ตัวจริงเจ้าของประเทศ ที่เฝ้าอดทนของการกรีดร้องกระทืบเท้าเต้นเร่าเอาแต่ใจของกลุ่มเด็กไม่รู้จักโตแต่ถูกตามใจจนเสียคน
ถึงวันนี้ ไม่มีใครตามใจ มีแต่คนชี้นิ้วไปหาแล้วบอกว่า "พอกันที โตได้แล้ว เลิกกรีดร้อง ครวญคราง บังคับให้โลกทั้งใบหมุนไปในทิศทางที่ตนอยากให้หมุน เพราะคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้"
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการหยั่งรากผลิใบของประชาธิปไตยในเมืองไทยคราวนี้ และขอยกให้เป็นคุณูปการของม็อบ กปปส. ก็คือ การเปลี่ยนคุณค่าและความหมายของธงชาติไทย
เพลงชาติ ธงชาตินั้นเป็นประดิษฐกรรมที่ตอบสนองต่อสำนึกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนกับมนุษย์ในยุคก่อนการถือกำเนิดของชาติ
ความผูกพันภักดีของมนุษย์ก่อนรัฐชาติถือกำเนิดขึ้น อาจผูกพันกับมูลนายของตน เจ้าที่ดินของตน ครอบครัวของตน
ชาวบ้านบางระจันที่ไปรบ ไม่ได้ไปรบเพราะรักชาติ แต่ไปรบเพราะเป็นไพร่ที่ถูกสักเลกถูกเกณฑ์ไปรบ หากหนีได้ก็มักจะหนี หรือการไปอยู่ภายใต้มูลนายก็อาจอยู่เพื่อแลกกับความคุ้มครองบางอย่าง ไม่ได้อยู่ด้วยความภักดีต่อหน่วยการเมืองที่เรารู้จักกันในนามของ "ชาติ"
อาชีพทหารรับจ้างก็เป็นอาชีพที่เฟื่องฟูมากก่อนรัฐชาติถือกำเนิดขึ้นมา ทหารเหล่านี้ถูกฝึกมาเพื่อรบ และรบที่ไหนก็ได้ เพื่อใครก็ได้ที่มีเงินจ้างเขาไปรบให้ โดยไม่ได้สนใจเรื่อง เชื้อชาติ สัญชาติใดๆ
เช่น ในสมัยอยุธยาเราใช้ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส ซึ่งหากใช้กรอบคิดของมนุษย์สังกัดรัฐชาติสมัยนี้ไปมอง อาจงุนงงว่า เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าทหารโปรตุเกสจะรบเพื่อปกป้องอยุธยาจริงๆ เพราะเราเชื่อว่าทหารที่ไปรบนั้นไปเพราะรักชาติ ไปเพราะอยากปกป้องชาติบ้านเมืองจากอริราชศัตรู
แต่ในสมัยก่อนรัฐชาตินั้น ไม่มีใคร "รักชาติ" เพราะไม่มี "ชาติ" จะให้รัก คนที่ไป "รบ" นั้นไปตาม "หน้าที่" ไม่ได้ไปเพราะความ "รัก"
(ดังนั้น เวลาเราดูหนัง ละคร อิงประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงความรักชาติจนจุกอกของคนสมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นมันจึงชวนให้รู้สึกอีหลักอีเหลื่อ และอยากจะตะโกนบอกคนเขียนบทว่า "สมัยนั้นยังไม่มีใครรักชาติจ้า เพราะ "ชาติ" ยังไม่เกิด")
รัฐก่อนเป็นรัฐชาตินั้นมีหลายแบบตั้งแต่เป็นอาณาจักร เป็นราชอาณาจักร เป็นศาสนจักร (เช่น จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์) รัฐแบบมณฑลอย่างในอุษาคเนย์ที่ศูนย์กลางของรัฐคือเขาพระสุเมรุ ใครอยากเคลมว่าใหญ่สุดในจักรวาลก็สร้างเขาพระสุเมรุในแผ่นดินตนเอง วางผังเมืองตามคติจักรวาลวิทยาที่มีทั้งเขาพระสุเมรุ ทะเลสีทันดร ตำแหน่ง อาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ตามที่ปรากฏใน ไตรภูมิกถา กษัตริย์คืออวตารของพระอินทร์ มเหสีคือนางแก้วคู่บุญ ฯลฯ
แผนที่ของบ้านเมืองก่อนรัฐชาติถือกำเนิดขึ้นจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ "ความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์" เพราะเขาให้ความสำคัญกับ "ภูมิศาสตร์ของอำนาจ (และการรับรู้ต่ออำนาจนั้น)" มากกว่า ภูมิศาสตร์กายภาพ
หากจะพูดให้ถึงที่สุดนอกจาก "คน" ในยุคก่อนรัฐชาติจะไม่ "รัก" หรือ "ภักดี" กับผู้ปกครองที่เป็นตัวแทนอำนาจรัฐ
"คน" ที่อาจเรียกว่าเป็น ชาวนาบ้าง เป็นไพร่บ้าง เป็นข้าทาสติดที่ดิน หรือเป็น "ลูกนา" ของบรรดาเจ้าที่ดิน บ้างเหล่านี้ยังเห็นว่าอำนาจรัฐหรืออำนาจของผู้ปกครองนั้นคือสิ่งคุกคาม เป็นอันตรายต่อชีวิตและสันติสุขของพวกเขาด้วยซ้ำไป
เช่น นายบุญมากอายุสิบแปดเพิ่งได้เมียและเมียกำลังตั้งท้องมีชีวิตทำนาหาปลาเก็บของป่าประทังชีวิตอยู่ดีๆ วันหนึ่งอาจถูกเกณฑ์ไปเป็นไพร่ราบทหารเลวในศึกสงครามแล้วก็ล้มหายตายจากไปไม่ได้กลับมาอีกเลย
"คน" ในยุคก่อนกำเนิดของรัฐชาติจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะ "หนี" ไปอยู่ในดินแดนที่อำนาจรัฐเอื้อมไม่ถึงเสมอ
เว้นแต่ "คนบางจำพวก" ที่สามารถเข้าไปมีผลประโยชน์ทางใดทางหนึ่งกับอำนาจรัฐนั้นได้
หรือการหนีจากอำนาจรัฐที่ดุร้ายไปพึ่งใบบุญของอำนาจรัฐที่มีความปรานีมากกว่าก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
และในบางกรณีก็เป็นถูกย้าย "สังกัด" โดยไม่เต็มใจเช่น เดิมเป็น "ข้า" ของอำนาจรัฐหนึ่งแต่เนื่องจากรัฐนั้นแพ้สงครามจึงถูกกวาดต้อนมาเป็น "ข้า" ของอำนาจรัฐฝ่ายที่มีชัย
การสร้างบ้านแปลงเมืองของสยามนั้น "คน" จำนวนมากที่กลายมาเป็น "คนไทย" อย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ก็มีบรรพบุรุษเป็นเชลยสงครามที่ถูกกวาดต้อนมา
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงชัดเจนว่าก่อนมี "ชาติ" นั้น "คน" ไม่ได้รู้สึกรัก ผูกพันกับถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนอะไรเลย แถมยังคิดจะหนีไปให้ไกลๆ อยู่ตลอดเวลาด้วย แรงจูงใจที่จะทำให้คนไม่อยากหนี อยากลงหลักปักฐานอยู่ในบ้านใดเมืองหนึ่งไม่ใช่เรื่องความรักที่มีต่อแผ่นดินหรือผู้ปกครองแต่เป็นเพราะเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ดินดี น้ำดี ค้าขายได้ดี ไม่มีโรคระบาด
และคงต้องหมายเหตุต่อไปอีกว่า เหตุที่ทำให้คนผละจากเมืองใดเมืองหนึ่งไปอย่างไม่ยี่หระก็เพราะหนีโรคระบาด ไข้ห่า อหิวาตกโรค สงคราม-ดังนั้น มันจึงไม่มีหรอก ไอ้คอนเซ็ปต์ที่ว่า ทดแทนบุญคุณแผ่นดิน รักแผ่นดินแม่ ตอบแทนบรรพบุรุษ เพราะห่าลงที "คน" ก็เผาเรือนหนียกครัวกันหมดแล้ว
จนเมื่อ "รัฐชาติ" ถือกำเนิด คอนเซ็ปต์ว่าด้วยความรักชาติจึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
เหตุใดจึงเกิดรัฐชาติ อธิบายอย่างง่ายและหยาบก็อาจแบ่งเหตุแห่งการเกิดขึ้นของรัฐชาติได้ดังนี้
- "คน" ต้องการเป็นอิสระจากการปกครองโดย "ศาสนจักร"
- "คน" ต้องการเป็นอิสระจากการปกครองของระบบ "ศักดินาและสมบูรณาญาสิทธิราชย์"
- "คน" ต้องการเป็นอิสระจากการปกครองของ "เจ้าอาณานิคม"
เมื่อต้องการเป็นอิสระจากการ ศาสนจักร, ศักดินา และ เจ้าอาณานิคม "คน" จึงนิยามความสัมพันธ์ทางอำนาจในหน่วยการเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นว่า ต่อไปนี้ "บ้านเมือง" มิได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่งแต่เป็นของ "สามัญชน" ทุกคนเท่าๆ กัน-ในช่วงแรกยังไม่รวมผู้หญิงและทาส-และการนับว่าสามัญชนใดสังกัด "บ้านเมือง" เดียวกัน เป็นคน "ชาติ" เดียวกัน ในแต่ละ "ชาติ" ที่ถือกำเนิดขึ้นก็มีหลักเกณฑ์ต่างๆ กันไป เพราะชาติบางชาติ สำนึกของชาติเกิดขึ้นโดยยังไม่มี "ประเทศ"
บางชาติก็ถือกำเนิดพร้อมๆ กับการมี "ประเทศ" ที่เกิดจากการทำแผนที่สมัยใหม่ จึงนับเอาคนที่มีถิ่นฐานในขอบเขตประเทศนั้นว่าคือคนชาติเดียวกัน
บางชาติกำเนิดขึ้นหลังการประกาศเอกราชแล้วต้องมาต่อรอง ตกลง ต่อสู้ แบ่งประเทศกันภายหลังอีก เช่น กรณีของอินเดียกับปากีสถาน ฯลฯ
กระบวนการอันซับซ้อนและมีพัฒนาการมาถึงสองร้อยปีในการถือกำเนิดของรัฐชาติจึงส่งผลให้เกิดประเทศชาติหลากหลายรูปแบบอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ และในสองร้อยกว่าปีที่รัฐชาติถือกำเนิดขึ้นก็ก่อให้เกิดทั้งสงครามศาสนา สงครามกลางเมือง สงครามแบ่งแยกประเทศ สงครามชนกลุ่มน้อยในดินแดนต่างๆ ฯลฯ
แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่ "ชาติ" ต้องการและต้องสร้างขึ้นในหมู่พลเมืองใน "ชาติ" คือ ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ และการสร้างอัตลักษณ์ของชาติ อีกทั้งคุณค่าที่ยึดถือร่วมกัน
เช่น ในหลายๆ ประเทศใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เป็นคุณค่าร่วมของชาติ ใครที่ไม่ยึดถือในคุณค่านี้ถือเป็นศัตรูของชาติ (เช่น เป็น terrorist เป็นผู้ก่อการร้าย)-แน่นอนว่า คุณค่าประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ในช่วงแรกๆ ที่ชาติถือกำเนิดขึ้น อาจจะไม่รวมผู้หญิง เกย์ คนผิวสี
เครื่องมือที่จะใช้สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ "คน" อันแตกต่างหลากหลายสามารถหลอมรวมตัวเองให้เชื่อว่าเราต่างเป็น "คน" ที่ เกิด อยู่ และจะตายบนผืนแผ่นดินที่เรียกว่าประเทศชาติ มีพี่น้องร่วมชาติ มีเพื่อนร่วมชาติ มีบรรพบุรุษที่ต่อสู้ปกปักรักษา สร้างชาติมาให้ลูกหลานอย่างพวกเราได้อยู่อาศัย
"ชาติ" จึงต้องการทั้งการแต่งประวัติศาสตร์ใหม่ การสร้างพิพิธภัณฑ์ การเขียนบทละครปลุกใจให้คนรักชาติ การสร้างศัตรูร่วม การสร้างความเป็นอื่นเพื่อขับเน้นความเป็นเราให้แจ่มชัด ในบางกรณีอาจเลยเถิดไปจนถึงการทำสงครามกับเพื่อนบ้านเพื่อตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของชาติที่อาจจะกำลังคลอนแคลน
เขียนมายืดยาว (แต่ค่อนข้างหยาบ) เกี่ยวกับชาติ เพื่อจะบอกว่า ธงชาติ และเพลงชาติก็เป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อสองร้อยปีที่แล้วในโลกนี้
ส่วนชาติไทยก็เพิ่งมีอายุ 80 ปี หากจะอิงความหมายว่าชาติของรัฐชาติสมัยใหม่นั้นต้องหมายถึง "ประชาชน" มิใช่สถาบันอื่น
"ชาติ" ที่บรรลุวุฒิภาวะแล้ว ล้วนเคยผ่านประสบการณ์ "คลั่งชาติ" จนหายนะกันไปมาก
มีหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี ก็ได้สรุปบทเรียนว่า หากชาติลงหลักปักฐานมั่นคงพร้อมๆ กับแนวคิดประชาธิปไตย เราไม่จำเป็นต้องไปให้ความสำคัญกับเพลงชาติ ธงชาติ เอกลักษณ์ของชาติ อีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นประดิษฐกรรมสำหรับประเทศชาติที่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะ ยังขาดความมั่นคงทางใจ ยังมีปมด้อย ยังไม่รู้ว่า "ชาติ" ของตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่บนโลกใบนี้ จึงพยายามสร้างความภูมิใจที่เกินจริง เวอร์วังอลังการมาปลุกเร้าความฮึกเหิมของคนในชาติ
ประเทศที่บรรลุแล้วซึ่งวุฒิภาวะจึงไม่มีปมด้อยในอัตลักษณ์ของตน ไม่ต้องร้องเพลงชาติเช้า เย็น เห็นธงชาติเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์สำคัญอะไร ยกเว้นตอนแข่งฟุตบอลโลกอาจเรียกน้ำตาได้นิดหน่อย
ความที่ประเทศไทยยังเด็ก มีปมด้อยมากและยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ ยังมีความคลั่งชาติ หลงชาติ หลงตัวเอง มีภาพการรับรู้เกี่ยวกับตัวเองแบบดีเกินจริง ทำให้เรายังเคารพบูชาธงชาติกันเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต
เห็นฝรั่งเอาธงชาติไทยไปตัดเสื้อหรือทำเครื่องประดับก็อาจจะโกรธเกรี้ยว ฟูมฟายว่าเค้าดูถูกตน (อันเป็นกลุ่มอาการของคนที่ไม่มีใครสนใจ แต่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล)
นักวิชาการสายเสรีนิยมพยายามอย่างมากที่จะให้คนไทยเลิกงมงายกับสัญลักษณ์อย่างธงหรืออะไรต่อมิอะไร แต่หันมาสนใจกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติอันจะเป็นศักดิ์ศรีที่แท้จริงของชาติ
ทว่า ไม่สำเร็จ
แต่วันนี้ กปปส. ทำสำเร็จอย่างดงามด้วยการทำสัญลักษณ์ธงชาติให้กลายเป็นสินค้า เป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น เป็นส่วนหนึ่งของ popular culture อันดาษดื่น บ้างกองแขวนอยู่ข้างถนน บ้างเป็นตุ้มหู เป็นเสื้อ เป็นกระโปรง เป็นแฮร์พีซขนาดใหญ่บึ้มชนิดต้องไปงานแฟนซีเท่านั้น หรือดูเป็นการ์ตูนอันไกลจากความขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์
หนักกว่านั้น กปปส. ยังทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึก "หวาดกลัว" ต่อสัญลักษณ์ธงชาติ รู้สึกแม้กระทั่งว่ามันคือเครื่องหมายแห่งการคุกคาม คือความรุนแรง คือสัญลักษณ์ที่คุกคามความเป็นประชาธิปไตย
ต้องขอบคุณ กปปส. ที่ได้ช่วยทำลายมายาคติของธงชาติไทยอันครอบงำเรา "คนไทย" มากว่า 80 ปี
..............
_______________________________________________
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
2557-02-01
เทียนและธงชาติ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: เทียนและธงชาติ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51543
. . Fri, 2014-01-31 19:47
( เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ 31 ม..ค.- 6 ก.พ.57 ปี34 ฉ.1746 หน้า 30
ผ่านทาง www.sujitwongthes.com )
นิธิ เอียวศรีวงศ์
ผมไม่ทราบว่า เหตุใดกลุ่ม “พอกันที” จึงเลือกใช้วิธีจุดเทียนเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง แต่เทียนเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมากในการแสดงออกซึ่งจุดยืนดังกล่าว
มนุษย์ทำแสงสว่างด้วยการจุดไฟมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ และคงจะสมัยก่อนประวัติศาสตร์อีกเหมือนกัน ที่มนุษย์รู้จักเปลี่ยนวัสดุจุดไฟจากไม้มาเป็นน้ำมันพืชหรือไขสัตว์ เพราะทำให้เกิดควันน้อยกว่า สามารถนำมาจุดในบ้านเรือนได้ ซ้ำยังให้แสงสว่างได้นานกว่า โดยไม่ทิ้งเถ้าถ่านให้เลอะเทอะอีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์น่าจะคิดสร้างตะเกียงได้มาก่อนสมัยประวัติศาสตร์แล้ว เพราะขุดพบตะเกียงในทุกอารยธรรมตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้ตัวอักษรทั้งนั้น
แต่เทียนเป็นประดิษฐกรรมล้ำหน้ากว่าตะเกียง แม้ว่าคงจะคิดต่อมาจากตะเกียงนั่นเอง กล่าวคือทำให้ตะเกียงกลายเป็นแท่งของไขสัตว์ (หรือน้ำมันพืชหรือขี้ผึ้ง) สอดไส้ไว้ในแท่งนั้นสำหรับจุดไฟได้ จึงสะดวกในการใช้มากกว่าตะเกียง ทั้งในบ้านเรือนหรือนอกบ้านเรือน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่า จีนเป็นคนกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์เทียนขึ้นใช้ก่อนมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล แล้วต่อมาก็ขยายไปใช้ทั่วไปในอารยธรรมอื่นๆ ทั่วภาคพื้นยูเรเชีย รวมไปถึงตอนเหนือของแอฟริกาด้วย
แต่เทียนก็ไม่ใช่สิ่งที่จะผลิตได้ง่ายๆ ทุกครัวเรือน เมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันผางประทีป ดังนั้น เทียนจึงมักถูกใช้ในเชิงพิธีกรรมมากกว่าใช้ให้แสงสว่างในชีวิตปรกติของสามัญชน
พิธีกรรมแรกตามความเข้าใจของผมที่นำเทียนไปใช้ คือพิธีกรรมทางศาสนา และก็ใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้เมื่อมีไฟฟ้าใช้กันแพร่หลายแล้ว เทียนจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ฝังแน่นอยู่กับศาสนา
การจุดเทียนเรียกร้องความสงบสันติจึงให้ความหมายลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คนโดยไม่ต้องพูดออกมาเป็นคำ รวมกลุ่มกันจุดเทียน บอกโดยไม่ต้องพูดว่ากลุ่มนี้ไม่คิดจะยกไปตีกับใคร แต่กำลังทำอะไรที่ “ศักดิ์สิทธิ์” เพราะมีความสำคัญแก่สังคมโดยรวม ในขณะเดียวกันเทียนก็เตือนให้รำลึกถึงความสงบสันติอย่างเดียวกับจุดมุ่งหมายทางศาสนา
เทียน (และตะเกียง) ยังเป็นแหล่งของแสงสว่างที่มนุษย์เคยชินมาแต่โบราณ ดังนั้น เทียน (และตะเกียง) จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาในหลายวัฒนธรรม ชาวพุทธไทยถวายเทียนให้พระระหว่างที่ท่านต้องจำพรรษาในฤดูฝน จะได้ใช้อ่านหนังสือเล่าเรียนธรรมะ ฝรั่งชอบใช้เทียน (หรือตะเกียง) ในตรามหาวิทยาลัย
ผมจึงเห็นว่า เทียนเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมาก ที่จะแสดงออกซึ่งจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มดังกล่าว
น่าประหลาดอยู่เหมือนกันที่ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ผ้าเหลืองกลับไม่แสดงความสงบสันติเท่าเทียน ผมเข้าใจ (ซึ่งอาจผิด) ว่า แต่เดิมนั้น ผ้าเหลือง (กาสาวพัสตร์) ในสมัยพุทธกาลย่อมแสดงความไม่มี “โทษ” แก่ผู้อื่น หนุ่มฉกรรจ์ในผ้าเหลืองประกันว่าเขาไม่ใช่โจร ไปยืนขออาหารที่หน้าบ้านใครก็ไม่ต้องตกใจ จะให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ อีกทั้งไม่ใช่คนร้ายที่มายืนหาลาดเลาเข้าโจรกรรมหรือทำร้ายเจ้าบ้าน ผมคิดว่าการเอาผ้าเหลืองไปผูกหรือห่มต้นไม้ของนักอนุรักษ์ชาวบ้าน คือการแสดงว่าต้นไม้อยู่ในสถานะที่ไม่พึงถูกทำร้าย ก็เป็นความคิดที่สืบมาจากคติโบราณเช่นนั้น
แต่ดูเหมือนผ้าเหลือง ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความสงบสันติในเมืองไทยไปเสียแล้ว เพราะผ้าเหลืองเข้าไป “ฝักฝ่าย” กับการประท้วงของทุกฝ่ายมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ “กองทัพ” ธรรม ไปจนถึงผ้าเหลืองที่ใช้ไม้ฟาดลงไปที่รถนั่งของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการขึ้นเวทีปราศรัยจนเป็นแม่ทัพคนหนึ่งของ กปปส. ในการรณรงค์ (แปลว่าการรบ) ปิดกรุงเทพฯ
ผ้าเหลืองจึงไม่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสันติ หรือแห่งความมีสติปัญญาในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ความหมายของผ้าเหลืองเช่นนั้นเป็นเพียงความหมายตามประเพณี ที่เข้าไม่ถึงจิตใจผู้คนเสียแล้ว ต้นไม้ที่ห่มผ้าเหลืองจึงถูกโค่นมาไม่รู้จะกี่พันกี่หมื่นต้นแล้ว
และในการประท้วงของทุกฝ่ายในปัจจุบัน เราจึงไม่ได้เห็นผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายใดเลย อันที่จริงจะพูดเลยไปถึงว่า พระพุทธศาสนาเองก็ไม่เป็น “ประเด็น” ของการเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายเลยก็ว่าได้ เราวางท่านไว้บนหิ้งที่ฝุ่นจับเขรอะมานานแล้ว
ธงที่ทุกฝ่ายใช้โบกไสวคือธงชาติเท่านั้น ไม่มีใครโบกธงธรรมจักร
ในส่วนธงชาติหรือ “ชาติ” นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแค่ไหน?
ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากทีเดียว เพราะในส่วนหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าทรงพลังอย่างมาก เพราะทำให้คนจำนวนหนึ่งคิดว่า สิ่งที่ตัวร่วมละเมิดกฎหมายด้วยนั้น เป็นการกระทำเพื่อรักษา “ชาติ” เอาไว้ ในอีกส่วนหนึ่งก็ทรงพลังน้อย เพราะฝ่ายอื่นกลับไม่ใช้หรือแทบไม่ใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหว
คงไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ไทย นับตั้งแต่เรามีธงไตรรงค์เป็นธงชาติมา ที่ความเป็นชาติถูกนิยามให้แตกต่างกันมากเท่าครั้งนี้ ลองเปรียบเทียบกับเทียนดูสิครับ เทียนมีความหมายอย่างไร ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันหมด จะต่างกันก็ตรงที่ บ้านเมืองเราเวลานี้เป็นเวลาสำหรับการจุดเทียนหรือดับเทียนกันแน่เท่านั้น แต่ธงชาติให้ความหมายถึง “ชาติ” ที่แตกต่างกันสุดขั้วไปเลย
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าธงชาติหรือ “ชาติ” ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแก่คนกลุ่มหนึ่ง การติดธงชาติไว้กับตัวมุ่งจะสื่อมากกว่าสนับสนุน กปปส. แต่รวมถึงว่าผู้สนับสนุน กปปส. กำลังแสดงความรักชาติและกำลังปกป้องชาติด้วย
แม้กระนั้น ก็ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้สึกอย่างเดียวกันกับสัญลักษณ์ธงชาติที่ กปปส. ใช้ อย่างน้อยก็ไม่ดึงดูดให้เขาเข้าขบวนแห่ธงชาติไปยึดบ้านเมืองร่วมกับ กปปส.
แน่นอนว่า เรื่องนี้อธิบายง่ายๆได้ว่า เกิดขึ้นจากความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทุกคนในฝ่ายที่ไม่ได้ร่วมกับ กปปส. ต่างยืนยันในความรักชาติของตน ดังนั้น นอกจากความเห็นต่างทางการเมืองแล้ว ผมคิดว่ายังมีความเห็นต่างในเรื่องความเป็นชาติด้วย “ชาติ” หมายถึงอะไรกันแน่ คนไทยที่รักชาติเหมือนกัน คิดถึงเรื่องนี้ไม่เหมือนกันแล้ว
ชาตินิยมที่ผลิตจากข้างบนลงมาครอบคนส่วนใหญ่ข้างล่าง อันเป็นชาตินิยมแบบไทยมาแต่เริ่มแรก กำลังไม่ทำงานอย่างที่เคยทำไปเสียแล้ว
ทั้งนี้เพราะ “ชาติ” ในความหมายที่ชนชั้นนำผลิตขึ้น ขาดสาระสำคัญสองประการของความเป็น “ชาติ” ของโลกสมัยใหม่ นั่นคือหลักอธิปไตยเป็นของปวงชน และ (เมื่อเป็นเช่นนั้น) ทุกคนจึงเสมอภาคเท่าเทียมกัน “ชาติ” ในความหมายของชนชั้นนำคือ ที่รวมของคนหมู่มากที่มีความจงรักภักดีเดียวกัน (ต่อพระมหากษัตริย์และระบบคุณค่าทางศาสนา) แต่ชาติมิได้เป็นสมบัติของประชาชน และหาได้มีความเท่าเทียมกันไม่
อันที่จริงหลักการของ “ชาติ” ที่เป็นสมบัติของประชาชนซึ่งเท่าเทียมกันนั้น เป็นหลักการสำคัญของคณะราษฎรซึ่งทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 แต่มาถูกทำลายลงในการรัฐประหาร 2490 สมาชิกคณะราษฎรซึ่งยังอยู่ในอำนาจไม่สามารถต้านทานกระแสกดดันของฝ่ายตรงข้าม จนหลักการนี้สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงในการร่วมมือกันยึดอำนาจของชนชั้นนำเดิมและกองทัพใน พ.ศ. 2500
ตั้งแต่นั้นมา “ชาติ” ในแบบเรียนและในการโฆษณาของปัญญาชนสยาม ก็กลายเป็นราชสมบัติ ไม่ได้เป็นของประชาชนอีกต่อไป
“ชาติ” ในความหมายที่ไม่ใช่สมบัติร่วมกันของประชาชน และปราศจากความเท่าเทียมนี่แหละครับ ที่หมดมนตร์ขลังแก่ผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย ธงไตรรงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของ “ชาติ” แบบนี้ แม้ยังเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ของเขา แต่ไม่อาจใช้เป็นตัวแทนของความใฝ่ฝันของเขาได้อีก
ในทางตรงกันข้าม กปปส. ซึ่งอ้างว่าผู้สนับสนุนคือคนชั้นสูงและคนชั้นกลางระดับบน จึงสมเหตุสมผลที่จะใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ดังที่ผู้นำการชุมนุมกล่าวเองว่า พวกเขาเป็นเจ้าของชาติมากกว่า และคนไทยนั้นหาได้ควรมีสิทธิเท่าเทียมกันทางการเมืองไม่ จะหาอะไรเป็นตัวแทนของอุดมการณ์เช่นนั้นได้ดีไปกว่าธงไตรรงค์
ในขณะที่มองเทียนและธงไตรรงค์ในฐานะสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมอดคิดถึงเสื้อแดงไม่ได้ เพราะกลุ่มเสื้อแดงเคยเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผลิตสัญลักษณ์ออกมาได้มาก และมีพลังมาก่อน
ทำไมจึงเลือกใช้สีแดงมาแต่ต้น ผมก็ไม่ทราบ ในสถานการณ์ตอนนั้น เขาย่อมเลือกสีเหลืองไม่ได้ แต่สีแดงมองเห็นได้ชัด และความชัดเจนว่าเขาคือคนหมู่มากในสังคมมีความสำคัญในการต่อสู้ช่วงนั้นแน่
เขานิยามตัวเองว่าเป็น “ไพร่” คำนี้มีและเคยมีความหมายหลายอย่างในภาษาไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นความหมายใด คำนี้ก็บ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรมในระบบการเมืองการปกครอง ความเป็นคนหมู่มาก ความทุกข์ยาก และการถูกเหยียดอย่างไม่เป็นธรรม ดังนี้ คำคำเดียวนี้เองก็บอกเล่าถึงความคับข้องใจ (grievances) ทางการเมืองทั้งหมดของพวกเขาได้ทะลุปรุโปร่งหมด
พื้นที่ซึ่งเขาเลือกยึดในกรุงเทพฯ เพื่อจัดการชุมนุมคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อันเป็นสัญลักษณ์ “ประชาธิปไตย” ที่ถูกใช้มาโดยกลุ่มประท้วงทุกกลุ่มอยู่แล้ว แต่การยึดราชประสงค์ (กระจายมาถึงสี่แยกปทุมวัน) เป็นสิ่งที่กลุ่มประท้วงอื่นไม่เคยทำมาก่อน ราชประสงค์-ปทุมวัน คือวิถีชีวิตของชาวกรุงกลุ่มหนึ่งซึ่งดำรงอยู่ได้บนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของสังคมไทย การแต่งกายและวิถีชีวิตของชาวเสื้อแดงยิ่งเน้นให้เห็นความแปลกปลอมของพวกเขาในพื้นที่ดังกล่าว ความแปลกปลอมนั่นแหละ ที่ส่งสารอันมีพลังแก่สังคมโดยรวม มากกว่าการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างผู้มีอำนาจ
ผมคิดว่า พลังของการใช้สัญลักษณ์ของเสื้อแดงนั้น เป็นอันตรายต่อ “สถานะเดิม” ของสังคมเสียยิ่งกว่าจำนวนของคนที่สวมเสื้อแดง และนั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้ความรุนแรงในการปราบปรามอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีเดียวที่ชนชั้นนำไทยรู้จัก
แต่ในการคัดค้านต่อต้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส. ในครั้งนี้ เสื้อแดงแทบไม่ได้ผลิตสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของตนเลย ประหนึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่กำลังสูญสิ้นพลังทางการเมืองของตนไปแล้ว
ผมอธิบายความเฉื่อยทางการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้ แต่มีคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการเสื้อแดงหลายอย่างที่ผมได้ยินมา
บางคนกล่าวว่า แกนนำเสื้อแดงมีนโยบายที่ชัดเจนในการไม่เผชิญหน้า เพราะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรง อันเป็นโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกด้วยการทำรัฐประหาร ข้อนี้เห็นได้ชัดอยู่แล้ว จากการตัดสินใจเลิกชุมนุมที่สนามราชมังคลาฯ เมื่อปลายปีที่แล้ว
แต่สัญลักษณ์สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจผลิตนอกการชุมนุมได้ ดังเช่น เทียน เป็นต้น
ยังมีคำอธิบายที่สลับซับซ้อนกว่านั้น นั่นคือการจัดองค์กรของกลุ่มเสื้อแดงเองเปลี่ยนไปจนทำให้พลังน้อยลง ในช่วงที่เสื้อแดงมีพลังสูงนั้น (2551-2554) แกนนำไม่ได้มีเฉพาะที่ส่วนกลาง แต่กระจายลดหลั่นไปถึงแกนนำในระดับท้องถิ่นย่อยๆ แต่ไม่มีสายการประสานงานร่วมกันอย่างชัดเจนนัก แกนนำในระดับท้องถิ่นมีความเป็นอิสระสูง และต้องตอบสนองต่อสมาชิกในท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆ คือความกระตือรือร้นทางการเมืองของคนเสื้อแดงดำรงอยู่บนความกระตือรือร้นของคนเล็กคนน้อยในหมู่บ้าน มากกว่าการนำของแกนนำส่วนกลาง (เท่าที่ผมได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับขบวนการเสื้อแดงมาบ้าง พบว่าตรงกับคำอธิบายนี้)
แต่พรรคเพื่อไทย หรือเหล่าเจ๊ๆ เฮียๆ ของพรรคเพื่อไทย ต้องการเสื้อแดงเป็นฐานคะแนนเสียง มากกว่าเป็นตัวแทนทางการเมืองของพวกเขา แม้สามารถดึงเอาแกนนำบางส่วนมาไว้ภายใต้การอุปถัมภ์ของตนได้ แต่ก็เอื้อมไม่ถึง (หรือไม่อยากเอื้อม) แกนนำระดับท้องถิ่นย่อยๆ อีกมาก การจัดองค์กรเพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงแก่พรรคการเมือง กับการจัดองค์กร เพื่อใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือผลักดันนโยบายนั้นต่างกันลิบลับ ผลก็คือเกิดความรวนเรในขบวนการอย่างหนัก ไม่ได้หมายความว่าจะกลับไปเป็นลิ่วล้อของอำมาตย์นะครับ แต่ความเป็นปึกแผ่นซึ่งเป็นที่มาของพลังหายไปกว่าครึ่ง
โชคดีของพรรคเพื่อไทย ที่ กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ (ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอีกหลายองค์กร) ช่วยทำให้พรรคเพื่อไทยได้ฐานคะแนนเสียงกลับคืนมาอย่างเป็นกอบเป็นกำ หลังจากได้ปู้ยี่ปู้ยำคนเสื้อแดงด้วย พ.ร.บ. เหมาเข่งมาหยกๆ
ขบวนการทางการเมืองที่เริ่มจะไร้วิญญาณเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถผลิตสัญลักษณ์ที่ทรงพลังทางการเมืองได้เป็นธรรมดา
การต่อสู้เพื่อสร้าง “ชาติ” อันเป็นสมบัติของทุกคนซึ่งมีความเท่าเทียมกัน กำลังเลื่อนจากเสื้อแดงมาสู่คนกลุ่มใหม่ที่ไม่มีพันธะทางใจกับพรรคการเมืองใดเลย นอกจากประชาธิปไตย
ผมคิดว่า นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีแก่สังคมไทยโดยรวม
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: เทียนและธงชาติ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51543
. . Fri, 2014-01-31 19:47
( เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ 31 ม..ค.- 6 ก.พ.57 ปี34 ฉ.1746 หน้า 30
ผ่านทาง www.sujitwongthes.com )
นิธิ เอียวศรีวงศ์
ผมไม่ทราบว่า เหตุใดกลุ่ม “พอกันที” จึงเลือกใช้วิธีจุดเทียนเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง แต่เทียนเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมากในการแสดงออกซึ่งจุดยืนดังกล่าว
มนุษย์ทำแสงสว่างด้วยการจุดไฟมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ และคงจะสมัยก่อนประวัติศาสตร์อีกเหมือนกัน ที่มนุษย์รู้จักเปลี่ยนวัสดุจุดไฟจากไม้มาเป็นน้ำมันพืชหรือไขสัตว์ เพราะทำให้เกิดควันน้อยกว่า สามารถนำมาจุดในบ้านเรือนได้ ซ้ำยังให้แสงสว่างได้นานกว่า โดยไม่ทิ้งเถ้าถ่านให้เลอะเทอะอีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์น่าจะคิดสร้างตะเกียงได้มาก่อนสมัยประวัติศาสตร์แล้ว เพราะขุดพบตะเกียงในทุกอารยธรรมตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้ตัวอักษรทั้งนั้น
แต่เทียนเป็นประดิษฐกรรมล้ำหน้ากว่าตะเกียง แม้ว่าคงจะคิดต่อมาจากตะเกียงนั่นเอง กล่าวคือทำให้ตะเกียงกลายเป็นแท่งของไขสัตว์ (หรือน้ำมันพืชหรือขี้ผึ้ง) สอดไส้ไว้ในแท่งนั้นสำหรับจุดไฟได้ จึงสะดวกในการใช้มากกว่าตะเกียง ทั้งในบ้านเรือนหรือนอกบ้านเรือน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่า จีนเป็นคนกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์เทียนขึ้นใช้ก่อนมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล แล้วต่อมาก็ขยายไปใช้ทั่วไปในอารยธรรมอื่นๆ ทั่วภาคพื้นยูเรเชีย รวมไปถึงตอนเหนือของแอฟริกาด้วย
แต่เทียนก็ไม่ใช่สิ่งที่จะผลิตได้ง่ายๆ ทุกครัวเรือน เมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันผางประทีป ดังนั้น เทียนจึงมักถูกใช้ในเชิงพิธีกรรมมากกว่าใช้ให้แสงสว่างในชีวิตปรกติของสามัญชน
พิธีกรรมแรกตามความเข้าใจของผมที่นำเทียนไปใช้ คือพิธีกรรมทางศาสนา และก็ใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้เมื่อมีไฟฟ้าใช้กันแพร่หลายแล้ว เทียนจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ฝังแน่นอยู่กับศาสนา
การจุดเทียนเรียกร้องความสงบสันติจึงให้ความหมายลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คนโดยไม่ต้องพูดออกมาเป็นคำ รวมกลุ่มกันจุดเทียน บอกโดยไม่ต้องพูดว่ากลุ่มนี้ไม่คิดจะยกไปตีกับใคร แต่กำลังทำอะไรที่ “ศักดิ์สิทธิ์” เพราะมีความสำคัญแก่สังคมโดยรวม ในขณะเดียวกันเทียนก็เตือนให้รำลึกถึงความสงบสันติอย่างเดียวกับจุดมุ่งหมายทางศาสนา
เทียน (และตะเกียง) ยังเป็นแหล่งของแสงสว่างที่มนุษย์เคยชินมาแต่โบราณ ดังนั้น เทียน (และตะเกียง) จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาในหลายวัฒนธรรม ชาวพุทธไทยถวายเทียนให้พระระหว่างที่ท่านต้องจำพรรษาในฤดูฝน จะได้ใช้อ่านหนังสือเล่าเรียนธรรมะ ฝรั่งชอบใช้เทียน (หรือตะเกียง) ในตรามหาวิทยาลัย
ผมจึงเห็นว่า เทียนเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมาก ที่จะแสดงออกซึ่งจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มดังกล่าว
น่าประหลาดอยู่เหมือนกันที่ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ผ้าเหลืองกลับไม่แสดงความสงบสันติเท่าเทียน ผมเข้าใจ (ซึ่งอาจผิด) ว่า แต่เดิมนั้น ผ้าเหลือง (กาสาวพัสตร์) ในสมัยพุทธกาลย่อมแสดงความไม่มี “โทษ” แก่ผู้อื่น หนุ่มฉกรรจ์ในผ้าเหลืองประกันว่าเขาไม่ใช่โจร ไปยืนขออาหารที่หน้าบ้านใครก็ไม่ต้องตกใจ จะให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ อีกทั้งไม่ใช่คนร้ายที่มายืนหาลาดเลาเข้าโจรกรรมหรือทำร้ายเจ้าบ้าน ผมคิดว่าการเอาผ้าเหลืองไปผูกหรือห่มต้นไม้ของนักอนุรักษ์ชาวบ้าน คือการแสดงว่าต้นไม้อยู่ในสถานะที่ไม่พึงถูกทำร้าย ก็เป็นความคิดที่สืบมาจากคติโบราณเช่นนั้น
แต่ดูเหมือนผ้าเหลือง ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความสงบสันติในเมืองไทยไปเสียแล้ว เพราะผ้าเหลืองเข้าไป “ฝักฝ่าย” กับการประท้วงของทุกฝ่ายมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ “กองทัพ” ธรรม ไปจนถึงผ้าเหลืองที่ใช้ไม้ฟาดลงไปที่รถนั่งของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการขึ้นเวทีปราศรัยจนเป็นแม่ทัพคนหนึ่งของ กปปส. ในการรณรงค์ (แปลว่าการรบ) ปิดกรุงเทพฯ
ผ้าเหลืองจึงไม่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสันติ หรือแห่งความมีสติปัญญาในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ความหมายของผ้าเหลืองเช่นนั้นเป็นเพียงความหมายตามประเพณี ที่เข้าไม่ถึงจิตใจผู้คนเสียแล้ว ต้นไม้ที่ห่มผ้าเหลืองจึงถูกโค่นมาไม่รู้จะกี่พันกี่หมื่นต้นแล้ว
และในการประท้วงของทุกฝ่ายในปัจจุบัน เราจึงไม่ได้เห็นผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายใดเลย อันที่จริงจะพูดเลยไปถึงว่า พระพุทธศาสนาเองก็ไม่เป็น “ประเด็น” ของการเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายเลยก็ว่าได้ เราวางท่านไว้บนหิ้งที่ฝุ่นจับเขรอะมานานแล้ว
ธงที่ทุกฝ่ายใช้โบกไสวคือธงชาติเท่านั้น ไม่มีใครโบกธงธรรมจักร
ในส่วนธงชาติหรือ “ชาติ” นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแค่ไหน?
ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากทีเดียว เพราะในส่วนหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าทรงพลังอย่างมาก เพราะทำให้คนจำนวนหนึ่งคิดว่า สิ่งที่ตัวร่วมละเมิดกฎหมายด้วยนั้น เป็นการกระทำเพื่อรักษา “ชาติ” เอาไว้ ในอีกส่วนหนึ่งก็ทรงพลังน้อย เพราะฝ่ายอื่นกลับไม่ใช้หรือแทบไม่ใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหว
คงไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ไทย นับตั้งแต่เรามีธงไตรรงค์เป็นธงชาติมา ที่ความเป็นชาติถูกนิยามให้แตกต่างกันมากเท่าครั้งนี้ ลองเปรียบเทียบกับเทียนดูสิครับ เทียนมีความหมายอย่างไร ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันหมด จะต่างกันก็ตรงที่ บ้านเมืองเราเวลานี้เป็นเวลาสำหรับการจุดเทียนหรือดับเทียนกันแน่เท่านั้น แต่ธงชาติให้ความหมายถึง “ชาติ” ที่แตกต่างกันสุดขั้วไปเลย
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าธงชาติหรือ “ชาติ” ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแก่คนกลุ่มหนึ่ง การติดธงชาติไว้กับตัวมุ่งจะสื่อมากกว่าสนับสนุน กปปส. แต่รวมถึงว่าผู้สนับสนุน กปปส. กำลังแสดงความรักชาติและกำลังปกป้องชาติด้วย
แม้กระนั้น ก็ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้สึกอย่างเดียวกันกับสัญลักษณ์ธงชาติที่ กปปส. ใช้ อย่างน้อยก็ไม่ดึงดูดให้เขาเข้าขบวนแห่ธงชาติไปยึดบ้านเมืองร่วมกับ กปปส.
แน่นอนว่า เรื่องนี้อธิบายง่ายๆได้ว่า เกิดขึ้นจากความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทุกคนในฝ่ายที่ไม่ได้ร่วมกับ กปปส. ต่างยืนยันในความรักชาติของตน ดังนั้น นอกจากความเห็นต่างทางการเมืองแล้ว ผมคิดว่ายังมีความเห็นต่างในเรื่องความเป็นชาติด้วย “ชาติ” หมายถึงอะไรกันแน่ คนไทยที่รักชาติเหมือนกัน คิดถึงเรื่องนี้ไม่เหมือนกันแล้ว
ชาตินิยมที่ผลิตจากข้างบนลงมาครอบคนส่วนใหญ่ข้างล่าง อันเป็นชาตินิยมแบบไทยมาแต่เริ่มแรก กำลังไม่ทำงานอย่างที่เคยทำไปเสียแล้ว
ทั้งนี้เพราะ “ชาติ” ในความหมายที่ชนชั้นนำผลิตขึ้น ขาดสาระสำคัญสองประการของความเป็น “ชาติ” ของโลกสมัยใหม่ นั่นคือหลักอธิปไตยเป็นของปวงชน และ (เมื่อเป็นเช่นนั้น) ทุกคนจึงเสมอภาคเท่าเทียมกัน “ชาติ” ในความหมายของชนชั้นนำคือ ที่รวมของคนหมู่มากที่มีความจงรักภักดีเดียวกัน (ต่อพระมหากษัตริย์และระบบคุณค่าทางศาสนา) แต่ชาติมิได้เป็นสมบัติของประชาชน และหาได้มีความเท่าเทียมกันไม่
อันที่จริงหลักการของ “ชาติ” ที่เป็นสมบัติของประชาชนซึ่งเท่าเทียมกันนั้น เป็นหลักการสำคัญของคณะราษฎรซึ่งทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 แต่มาถูกทำลายลงในการรัฐประหาร 2490 สมาชิกคณะราษฎรซึ่งยังอยู่ในอำนาจไม่สามารถต้านทานกระแสกดดันของฝ่ายตรงข้าม จนหลักการนี้สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงในการร่วมมือกันยึดอำนาจของชนชั้นนำเดิมและกองทัพใน พ.ศ. 2500
ตั้งแต่นั้นมา “ชาติ” ในแบบเรียนและในการโฆษณาของปัญญาชนสยาม ก็กลายเป็นราชสมบัติ ไม่ได้เป็นของประชาชนอีกต่อไป
“ชาติ” ในความหมายที่ไม่ใช่สมบัติร่วมกันของประชาชน และปราศจากความเท่าเทียมนี่แหละครับ ที่หมดมนตร์ขลังแก่ผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย ธงไตรรงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของ “ชาติ” แบบนี้ แม้ยังเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ของเขา แต่ไม่อาจใช้เป็นตัวแทนของความใฝ่ฝันของเขาได้อีก
ในทางตรงกันข้าม กปปส. ซึ่งอ้างว่าผู้สนับสนุนคือคนชั้นสูงและคนชั้นกลางระดับบน จึงสมเหตุสมผลที่จะใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ดังที่ผู้นำการชุมนุมกล่าวเองว่า พวกเขาเป็นเจ้าของชาติมากกว่า และคนไทยนั้นหาได้ควรมีสิทธิเท่าเทียมกันทางการเมืองไม่ จะหาอะไรเป็นตัวแทนของอุดมการณ์เช่นนั้นได้ดีไปกว่าธงไตรรงค์
ในขณะที่มองเทียนและธงไตรรงค์ในฐานะสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมอดคิดถึงเสื้อแดงไม่ได้ เพราะกลุ่มเสื้อแดงเคยเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผลิตสัญลักษณ์ออกมาได้มาก และมีพลังมาก่อน
ทำไมจึงเลือกใช้สีแดงมาแต่ต้น ผมก็ไม่ทราบ ในสถานการณ์ตอนนั้น เขาย่อมเลือกสีเหลืองไม่ได้ แต่สีแดงมองเห็นได้ชัด และความชัดเจนว่าเขาคือคนหมู่มากในสังคมมีความสำคัญในการต่อสู้ช่วงนั้นแน่
เขานิยามตัวเองว่าเป็น “ไพร่” คำนี้มีและเคยมีความหมายหลายอย่างในภาษาไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นความหมายใด คำนี้ก็บ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรมในระบบการเมืองการปกครอง ความเป็นคนหมู่มาก ความทุกข์ยาก และการถูกเหยียดอย่างไม่เป็นธรรม ดังนี้ คำคำเดียวนี้เองก็บอกเล่าถึงความคับข้องใจ (grievances) ทางการเมืองทั้งหมดของพวกเขาได้ทะลุปรุโปร่งหมด
พื้นที่ซึ่งเขาเลือกยึดในกรุงเทพฯ เพื่อจัดการชุมนุมคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อันเป็นสัญลักษณ์ “ประชาธิปไตย” ที่ถูกใช้มาโดยกลุ่มประท้วงทุกกลุ่มอยู่แล้ว แต่การยึดราชประสงค์ (กระจายมาถึงสี่แยกปทุมวัน) เป็นสิ่งที่กลุ่มประท้วงอื่นไม่เคยทำมาก่อน ราชประสงค์-ปทุมวัน คือวิถีชีวิตของชาวกรุงกลุ่มหนึ่งซึ่งดำรงอยู่ได้บนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของสังคมไทย การแต่งกายและวิถีชีวิตของชาวเสื้อแดงยิ่งเน้นให้เห็นความแปลกปลอมของพวกเขาในพื้นที่ดังกล่าว ความแปลกปลอมนั่นแหละ ที่ส่งสารอันมีพลังแก่สังคมโดยรวม มากกว่าการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างผู้มีอำนาจ
ผมคิดว่า พลังของการใช้สัญลักษณ์ของเสื้อแดงนั้น เป็นอันตรายต่อ “สถานะเดิม” ของสังคมเสียยิ่งกว่าจำนวนของคนที่สวมเสื้อแดง และนั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้ความรุนแรงในการปราบปรามอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีเดียวที่ชนชั้นนำไทยรู้จัก
แต่ในการคัดค้านต่อต้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส. ในครั้งนี้ เสื้อแดงแทบไม่ได้ผลิตสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของตนเลย ประหนึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่กำลังสูญสิ้นพลังทางการเมืองของตนไปแล้ว
ผมอธิบายความเฉื่อยทางการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้ แต่มีคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการเสื้อแดงหลายอย่างที่ผมได้ยินมา
บางคนกล่าวว่า แกนนำเสื้อแดงมีนโยบายที่ชัดเจนในการไม่เผชิญหน้า เพราะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรง อันเป็นโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกด้วยการทำรัฐประหาร ข้อนี้เห็นได้ชัดอยู่แล้ว จากการตัดสินใจเลิกชุมนุมที่สนามราชมังคลาฯ เมื่อปลายปีที่แล้ว
แต่สัญลักษณ์สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจผลิตนอกการชุมนุมได้ ดังเช่น เทียน เป็นต้น
ยังมีคำอธิบายที่สลับซับซ้อนกว่านั้น นั่นคือการจัดองค์กรของกลุ่มเสื้อแดงเองเปลี่ยนไปจนทำให้พลังน้อยลง ในช่วงที่เสื้อแดงมีพลังสูงนั้น (2551-2554) แกนนำไม่ได้มีเฉพาะที่ส่วนกลาง แต่กระจายลดหลั่นไปถึงแกนนำในระดับท้องถิ่นย่อยๆ แต่ไม่มีสายการประสานงานร่วมกันอย่างชัดเจนนัก แกนนำในระดับท้องถิ่นมีความเป็นอิสระสูง และต้องตอบสนองต่อสมาชิกในท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆ คือความกระตือรือร้นทางการเมืองของคนเสื้อแดงดำรงอยู่บนความกระตือรือร้นของคนเล็กคนน้อยในหมู่บ้าน มากกว่าการนำของแกนนำส่วนกลาง (เท่าที่ผมได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับขบวนการเสื้อแดงมาบ้าง พบว่าตรงกับคำอธิบายนี้)
แต่พรรคเพื่อไทย หรือเหล่าเจ๊ๆ เฮียๆ ของพรรคเพื่อไทย ต้องการเสื้อแดงเป็นฐานคะแนนเสียง มากกว่าเป็นตัวแทนทางการเมืองของพวกเขา แม้สามารถดึงเอาแกนนำบางส่วนมาไว้ภายใต้การอุปถัมภ์ของตนได้ แต่ก็เอื้อมไม่ถึง (หรือไม่อยากเอื้อม) แกนนำระดับท้องถิ่นย่อยๆ อีกมาก การจัดองค์กรเพื่อเป็นฐานคะแนนเสียงแก่พรรคการเมือง กับการจัดองค์กร เพื่อใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือผลักดันนโยบายนั้นต่างกันลิบลับ ผลก็คือเกิดความรวนเรในขบวนการอย่างหนัก ไม่ได้หมายความว่าจะกลับไปเป็นลิ่วล้อของอำมาตย์นะครับ แต่ความเป็นปึกแผ่นซึ่งเป็นที่มาของพลังหายไปกว่าครึ่ง
โชคดีของพรรคเพื่อไทย ที่ กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ (ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอีกหลายองค์กร) ช่วยทำให้พรรคเพื่อไทยได้ฐานคะแนนเสียงกลับคืนมาอย่างเป็นกอบเป็นกำ หลังจากได้ปู้ยี่ปู้ยำคนเสื้อแดงด้วย พ.ร.บ. เหมาเข่งมาหยกๆ
ขบวนการทางการเมืองที่เริ่มจะไร้วิญญาณเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถผลิตสัญลักษณ์ที่ทรงพลังทางการเมืองได้เป็นธรรมดา
การต่อสู้เพื่อสร้าง “ชาติ” อันเป็นสมบัติของทุกคนซึ่งมีความเท่าเทียมกัน กำลังเลื่อนจากเสื้อแดงมาสู่คนกลุ่มใหม่ที่ไม่มีพันธะทางใจกับพรรคการเมืองใดเลย นอกจากประชาธิปไตย
ผมคิดว่า นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีแก่สังคมไทยโดยรวม
.
2555-11-13
มโนกรรม กับข่าวการลอบสังหารทักษิณ โดย จอห์น วิญญู
.
มโนกรรม กับข่าวการลอบสังหารทักษิณ
โดย จอห์น วิญญู spokedark.tv www.facebook.com/spokedarktv
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 79
เจ๊เบียบ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ในฐานะภริยารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหัวใสออกไอเดียให้ทุกวันพุธเป็นวันปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาสำหรับนักเรียนไทย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตามควรจัดให้นักเรียนไปปฏิบัติกิจของศาสนาตนเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และอะไรอีกหลายอย่างที่สุดแต่เจ๊แกจะนึกได้
ณ จุดนั้น เสร็จแล้วแกก็แจกข้าวต้มมัดเมียหลวงให้กับข้าราชการกระทรวงและนักข่าว พร้อมแจกแจงเสร็จสรรพว่า นี่คือข้าวต้มมัดเมียหลวง ถ้าเมียน้อยกินขอให้ติดคอ
หมายความว่า ติดคอตายเหรอครับเจ๊?
ตามข่าวเค้าบอกว่าเจ๊แกพูดแบบฮาๆ ติดตลก หยอกล้อ "น่ารักอ่ะ" กับข้าราชการและนักข่าว แต่คุณก็รู้ ผมก็รู้ว่าดีกรีประธานสมาคมเมียหลวงตลอดกาลแห่งประเทศไทยคนนี้แล้ว เวลาพูดเล่นเรื่องเมียหลวงเมียน้อยเนี่ย ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นการพูดจริง
ยิ่งเก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้อยู่นะ คนเนี้ยะ ครุคริครุคริ งุงิงุงิ
และนี่ล่ะครับคุณผู้อ่านก็คือแคปซูลจำลองระบบทาง "คุณธรรมจริยธรรม" ของประเทศไทย เป๊ะเระ
"เข้าวัดนะลูก ทำบุญนะลูก เป็นคนดีนะลูก---ว้าย อีนี่สมควรตายยยยยยยยยยย!!!"
แล้วจะมาแอ๊บแบ๊วด่าละครหลังข่าวเค้าทำไมว่ามันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน ปสด.ฮัฟว์
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวลอบสังหารโอปป้าทักกี้นี่หนาหูเจรงเจร๊ง ผมอ่ะโคตรงงว่าทำไมข่าวลอบสังหารมันชอบมาตอนพี่ทักกี้เค้ามาอยู่รอบๆ ตะเข็บชายแดนไทย ใกล้ๆ บ้าน ใกล้ๆ ประเทศ ทีตอนพี่แกอยู่ฮ่องกง จีน มอนเตเนโกร ลึนดึ้น ไม่ยักมีข่าว "เชิงลึก" ว่าจะมีใครถ่อไปยิงหนังกะติ๊กลบเหลี่ยมแกมั่ง
สงสัยงบฯ หมด หน่วยลอบสังหารนั่งเครื่องบินไปมันแพง ไว้รอทักกี้แกมาใกล้ๆ แล้วค่อยไปจัด ทีมปืนผาหน้าไม้ค่อยๆ ลำเลียงขึ้นรถตู้ที่ท่ารถอนุสาวรีย์ชัยฯ มุ่งหน้าท่าขี้เหล็กปฏิบัติการโดยละม่อมไรงี้ ฮ่าๆ
ถ้าเหตุการณ์มันออกมาเหลี่ยมนี้จริง (ประทานโทษ) ถ้ามันออกมาทรงนี้จริงล่ะก็ เสี่ยโอ๊คไม่น่าต้องเป็นห่วงอะไรมากนะฮัฟฟว์--- จะมีจริงไม่จริงก็ไม่รู้ล่ะไอ้ลอบสังหารทักกี้เนี่ย แต่คนเด่นๆ ที่เคยถูกลอบสังหารกลางเมืองอ่ะมีแน่ เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าที่พี่ทักกี้เค้าฟุตเวิร์กอยู่รอบๆ เพราะยังเคลียร์ทางเข้าไม่ได้หรือเปล่า เข้ามาจะมีเป่าจริงเป่าหลอกให้ยอกย้อนอีกสักกี่ครา
อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดกันแบบบ้านๆ เลยนะ ถ้ามีข่าวมาเข้าหู (ข่าวจริงข่าวหลอกก็ไม่รู้ล่ะ) ว่าพ่อผมจะโดนสอยแน่ถ้ามาแถวนี้ เป็นใคร ใครก็เต้นผางๆ ครับ
ผมว่าถ้าแว่วข่าวมาว่าพ่อจะโดนสอย แล้วลูกชิลๆ นี่ดิ ผมว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวมีปัญหาแล้วล่ะ
แม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลหรือหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องกับรัฐไทยจะลงมือกระทำการลอบสังหารโอปป้าทักกี้
ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าจะมีใครทำอะไรจริงๆ ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว ต่อให้มีตังค์จ้างบอดี้การ์ดเท่าไหร่ก็เหอะ
สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าก็คือความเห็นแบบปัจจุบันทันด่วนของคนหลายๆ คนที่สะใจ เอ่ยปากสนับสนุนหรือที่แย่กว่านั้นคือพวกนิ้วไปก่อนสมอง คีย์บอร์ดลั่น เห่าหอนรับต่อกันเป็นทอดๆ ว่าดีจริง ใครช่วยไปจัดการให้เด็ดขาดสักที เบื่อรำคาญเกลียดมนุษย์ตนนี้และพวกพ้องครอบครัวเต็มทนแล้ว
บ้างก็สาปส่งให้ตายยกตระกูล บ้างก็ยินดีโห่ร้องนำไปก่อนว่าแผ่นดินจะสูงขึ้น สาแก่ใจแล้วก็ไปกดไลค์คำคมธรรมะ
และส่งต่อรูปพระพิฆเนศวรทางเฟซบุ๊กเพื่อความเป็นสิริมงคลกันต่อไปอย่างเอิกเกริก
นี่ก็เป็นอีกแคปซูลหนึ่งของโมเดลคุณธรรมจริยธรรมในเมืองไทยสินะ
แหม! มันช่างสอดคล้องกันชิหัยเระกับย่อหน้าหนึ่งในงานวิจัยฉบับที่ผมเพิ่งอ่านผ่านตามาเมื่อไม่กี่วันก่อน
"ทฤษฎีการชดใช้ความผิดของพุทธศาสนาวางอยู่บนหลักการของเหตุผลหรือปัญญา (wisdom-based) ส่วนทฤษฎีการชดใช้ความผิดแบบที่ไม่ใช่ของพุทธบางแบบนั้นเป็นชนิดวางอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึก (emotion-based) ความรู้สึกสะใจเมื่อเห็นคนผิดถูกลงโทษนั้นพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นมโนกรรมอันเป็นอกุศล ไม่ใช่สิ่งดี ไม่ใช่ท่าทีที่ชาวพุทธจะพึงแสดงออก [1] ..."
สอดคล้องกันมว้ากกกกกกกกกก
ก๊ากๆๆ
อ้างอิง [1] : ข้อความบางส่วนจากรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เรื่องคุณค่าและการประเมินคุณค่าเกี่ยวกับชีวิตและสังคม : โทษประหารชีวิต 2546
.
มโนกรรม กับข่าวการลอบสังหารทักษิณ
โดย จอห์น วิญญู spokedark.tv www.facebook.com/spokedarktv
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 79
เจ๊เบียบ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ในฐานะภริยารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหัวใสออกไอเดียให้ทุกวันพุธเป็นวันปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาสำหรับนักเรียนไทย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตามควรจัดให้นักเรียนไปปฏิบัติกิจของศาสนาตนเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และอะไรอีกหลายอย่างที่สุดแต่เจ๊แกจะนึกได้
ณ จุดนั้น เสร็จแล้วแกก็แจกข้าวต้มมัดเมียหลวงให้กับข้าราชการกระทรวงและนักข่าว พร้อมแจกแจงเสร็จสรรพว่า นี่คือข้าวต้มมัดเมียหลวง ถ้าเมียน้อยกินขอให้ติดคอ
หมายความว่า ติดคอตายเหรอครับเจ๊?
ตามข่าวเค้าบอกว่าเจ๊แกพูดแบบฮาๆ ติดตลก หยอกล้อ "น่ารักอ่ะ" กับข้าราชการและนักข่าว แต่คุณก็รู้ ผมก็รู้ว่าดีกรีประธานสมาคมเมียหลวงตลอดกาลแห่งประเทศไทยคนนี้แล้ว เวลาพูดเล่นเรื่องเมียหลวงเมียน้อยเนี่ย ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นการพูดจริง
ยิ่งเก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้อยู่นะ คนเนี้ยะ ครุคริครุคริ งุงิงุงิ
และนี่ล่ะครับคุณผู้อ่านก็คือแคปซูลจำลองระบบทาง "คุณธรรมจริยธรรม" ของประเทศไทย เป๊ะเระ
"เข้าวัดนะลูก ทำบุญนะลูก เป็นคนดีนะลูก---ว้าย อีนี่สมควรตายยยยยยยยยยย!!!"
แล้วจะมาแอ๊บแบ๊วด่าละครหลังข่าวเค้าทำไมว่ามันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน ปสด.ฮัฟว์
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวลอบสังหารโอปป้าทักกี้นี่หนาหูเจรงเจร๊ง ผมอ่ะโคตรงงว่าทำไมข่าวลอบสังหารมันชอบมาตอนพี่ทักกี้เค้ามาอยู่รอบๆ ตะเข็บชายแดนไทย ใกล้ๆ บ้าน ใกล้ๆ ประเทศ ทีตอนพี่แกอยู่ฮ่องกง จีน มอนเตเนโกร ลึนดึ้น ไม่ยักมีข่าว "เชิงลึก" ว่าจะมีใครถ่อไปยิงหนังกะติ๊กลบเหลี่ยมแกมั่ง
สงสัยงบฯ หมด หน่วยลอบสังหารนั่งเครื่องบินไปมันแพง ไว้รอทักกี้แกมาใกล้ๆ แล้วค่อยไปจัด ทีมปืนผาหน้าไม้ค่อยๆ ลำเลียงขึ้นรถตู้ที่ท่ารถอนุสาวรีย์ชัยฯ มุ่งหน้าท่าขี้เหล็กปฏิบัติการโดยละม่อมไรงี้ ฮ่าๆ
ถ้าเหตุการณ์มันออกมาเหลี่ยมนี้จริง (ประทานโทษ) ถ้ามันออกมาทรงนี้จริงล่ะก็ เสี่ยโอ๊คไม่น่าต้องเป็นห่วงอะไรมากนะฮัฟฟว์--- จะมีจริงไม่จริงก็ไม่รู้ล่ะไอ้ลอบสังหารทักกี้เนี่ย แต่คนเด่นๆ ที่เคยถูกลอบสังหารกลางเมืองอ่ะมีแน่ เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าที่พี่ทักกี้เค้าฟุตเวิร์กอยู่รอบๆ เพราะยังเคลียร์ทางเข้าไม่ได้หรือเปล่า เข้ามาจะมีเป่าจริงเป่าหลอกให้ยอกย้อนอีกสักกี่ครา
อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดกันแบบบ้านๆ เลยนะ ถ้ามีข่าวมาเข้าหู (ข่าวจริงข่าวหลอกก็ไม่รู้ล่ะ) ว่าพ่อผมจะโดนสอยแน่ถ้ามาแถวนี้ เป็นใคร ใครก็เต้นผางๆ ครับ
ผมว่าถ้าแว่วข่าวมาว่าพ่อจะโดนสอย แล้วลูกชิลๆ นี่ดิ ผมว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวมีปัญหาแล้วล่ะ
แม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลหรือหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องกับรัฐไทยจะลงมือกระทำการลอบสังหารโอปป้าทักกี้
ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าจะมีใครทำอะไรจริงๆ ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว ต่อให้มีตังค์จ้างบอดี้การ์ดเท่าไหร่ก็เหอะ
สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าก็คือความเห็นแบบปัจจุบันทันด่วนของคนหลายๆ คนที่สะใจ เอ่ยปากสนับสนุนหรือที่แย่กว่านั้นคือพวกนิ้วไปก่อนสมอง คีย์บอร์ดลั่น เห่าหอนรับต่อกันเป็นทอดๆ ว่าดีจริง ใครช่วยไปจัดการให้เด็ดขาดสักที เบื่อรำคาญเกลียดมนุษย์ตนนี้และพวกพ้องครอบครัวเต็มทนแล้ว
บ้างก็สาปส่งให้ตายยกตระกูล บ้างก็ยินดีโห่ร้องนำไปก่อนว่าแผ่นดินจะสูงขึ้น สาแก่ใจแล้วก็ไปกดไลค์คำคมธรรมะ
และส่งต่อรูปพระพิฆเนศวรทางเฟซบุ๊กเพื่อความเป็นสิริมงคลกันต่อไปอย่างเอิกเกริก
นี่ก็เป็นอีกแคปซูลหนึ่งของโมเดลคุณธรรมจริยธรรมในเมืองไทยสินะ
แหม! มันช่างสอดคล้องกันชิหัยเระกับย่อหน้าหนึ่งในงานวิจัยฉบับที่ผมเพิ่งอ่านผ่านตามาเมื่อไม่กี่วันก่อน
"ทฤษฎีการชดใช้ความผิดของพุทธศาสนาวางอยู่บนหลักการของเหตุผลหรือปัญญา (wisdom-based) ส่วนทฤษฎีการชดใช้ความผิดแบบที่ไม่ใช่ของพุทธบางแบบนั้นเป็นชนิดวางอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึก (emotion-based) ความรู้สึกสะใจเมื่อเห็นคนผิดถูกลงโทษนั้นพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นมโนกรรมอันเป็นอกุศล ไม่ใช่สิ่งดี ไม่ใช่ท่าทีที่ชาวพุทธจะพึงแสดงออก [1] ..."
สอดคล้องกันมว้ากกกกกกกกกก
ก๊ากๆๆ
อ้างอิง [1] : ข้อความบางส่วนจากรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เรื่องคุณค่าและการประเมินคุณค่าเกี่ยวกับชีวิตและสังคม : โทษประหารชีวิต 2546
.
2555-11-10
ชาวนา โดย คำ ผกา
.
ชาวนา
โดย คำ ผกา http://th-th.facebook.com/kidlenhentang
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 89
ชั่งใจอยู่ว่าควรทิ้งเรื่อง "จำนำข้าว" ให้เป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนนักเขียนเรื่องบ้าๆ บอๆ อย่างฉันก็นั่งเกาะขอบเวทีฟังดีเบตของนักเศรษฐศาสตร์กันไป เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
นักเศรษฐศาสตร์บางท่านก็บอกว่า ชาวนาเป็นพวกไม่เสียภาษี เรื่องอะไรจะเอาภาษีของคนที่จ่ายภาษีไปอุ้มคนที่ไม่เสียภาษี-โอ้ว...เจอตรรกะนี้เข้าไป คนเสียภาษีน้อยนิดอย่างฉันก็ต้องเอาตีนก่ายหน้าผาก
เหตุที่ต้องเอาตีนก่ายหน้าผากก็เพราะว่า โครงการประกันราคาข้าวที่เกิดขึ้นในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ใช้เงินภาษีของประชาชนเหมือนกัน
แต่ทำไมถึงมาเดือดร้อนเอาตอนที่เป็นนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทย?
เอาตีนลงจากหน้าผากแล้วคิดต่อไปอีกว่า กลไกของการจัดเก็บภาษีนั้นก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไม่ใช่หรือ?
ประเทศที่มีสติสตังค์ย่อมเก็บภาษีความมั่งคั่งจากคนมั่งมีเพื่อสร้างสวัสดิการของรัฐให้กับคนที่ "ไม่มี" เช่น ทำเคหะชุมชน สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล จ่ายเงินเดือนให้คนตกงาน จ่ายเงินช่วยแม่วัยรุ่นตกงานที่เลี้ยงลูกไม่มีพ่อ เป็นต้น-แบบนี้ คนเสียภาษีต้องออกมา "ล้ม" รัฐบาลเพราะไปจ่ายเงินให้คนขี้เกียจหรือไม่?
คำตอบก็คือไม่
เพราะ "สวัสดิการ" เหล่านี้จะสร้างคน "ไม่มี" ให้กลายเป็นคน "มี" ได้จากโอกาสของการเข้าถึงบริการสาธารณะ ได้มีสุขภาพที่ดี การศึกษาที่ดี โครงสร้างทางสังคมที่เอื้ออำนวยให้คนมีสุขภาพชีวิตที่ดีย่อมลดปัญหาทางสังคมได้อีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ไม่ต้องพูดถึงการสร้าง คนรุ่นใหม่ที่มี "คุณภาพ" อันจะเป็นการลดภาระของรัฐและเพิ่มรายได้ของรัฐในรูปภาษีในระยะยาว
อะไรกันที่ไปดลบันดาลให้นักเศรษฐศาสตร์ไทยบางคนเชื่อว่าคนที่ไม่เสียภาษีไม่มีสิทธิใช้เงินภาษี??
หรือเพราะมีนักเศรษฐศาสตร์เช่นนี้จึงมีชนชั้นสมองกลวงแต่มีการศึกษาพากันเชื่อตามๆ กันไปว่า กูนี่แหละคือผู้เสียภาษี ดังนั้น จึงมีแต่พวกกูมีสิทธิบริหารประเทศชาติ ดังนั้น จึงมีแต่พวกกูที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
-สิ่งที่สมควรนำไปแช่แข็งไว้ตลอดกาลน่าจะเป็นชนชั้นกลวงที่มีการศึกษาเหล่านี้เอง ไม่ใช่ประเทศไทย-ไม่นับการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายกันถ้วนหน้า-ไม่นับคนที่ไม่ "จ่าย" ภาษีอย่างแท้จริง เพราะชีวิตนี้ไม่เคยซื้ออะไรเลย!
จากนั้นชนชั้นกลวงที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก (เสียเปล่า) ที่พล่ามพูดเรื่องรัฐไม่ควรแทรกแซงกลไกตลาด ไม่รู้หรือว่า ข้าว อ้อย ยางพารา เหล่านี้ไม่เคยเป็นสินค้าที่ปราศจากการ "การเมือง" ไม่เคยเป็นการค้าที่รัฐไม่แทรกแซง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าว"
เราเคยตั้งคำถามกันไหมว่า "ชาวนา" มาจากไหน?
อยู่ๆ ประเทศไทยก็มีท้องทุ่งสีทองอร่าม สวยงามสะท้อนแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงด้วยตัวเองโดยปราศจาก "การเมือง" อย่างนั้นหรือ?
การ "ทำนา" นั้นต้องการเทคโนโลยี ต้องการการบุกเบิกที่นาซึ่งคนที่จะบุกเบิก เปิดที่นาได้ต้องมีทุนมีแรงงานมีความรู้
กว่าที่ไพร่จะกลายเป็น "ชาวนา" ต้องสั่งสมความรู้เรื่องการจัดการน้ำและอื่นๆ อันเกี่ยวกับการเพาะปลูก แน่นอนความรู้เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ไม่เกิดขึ้นเพราะอัจฉริยภาพส่วนบุคคล แต่มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลา
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่สร้าง "ชาวนา" ขึ้นมาในประเทศไทยคือ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
"ภายหลังการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในปี พ.ศ.2398 แล้ว การค้าระหว่างประเทศของสยามโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่เส้นทางเดินเรือกลไฟระหว่างจีนตอนใต้กับสยามทำให้มีแรงงานจีนอพยพ เข้าสู่กรุงเทพฯ มหาศาล เนื่องจากมีค่าแรงสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพิ่มขึ้นของกรรมกรจีนซึ่งเป็นแรงงานรับจ้าง ไม่ใช่แรงงานไพร่ที่ถูกเกณฑ์และบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน (ซ้ำยังต้องเตรียมเสบียงกรังมาเองสำหรับใช้ในช่วงที่ถูกเกณฑ์ด้วย) ย่อมมีแรงจูงใจที่จะทำงานมากกว่าไพร่
ดังนั้น มันจึงคุ้มค่ากว่าที่ผู้ปกครองจะจ้างกรรมกรจีนให้ทำงานแทนการบังคับใช้แรงงานจากไพร่ ผู้ปกครองจึงเริ่มอนุญาตให้ไพร่จ่ายเงินทดแทนการเกณฑ์แรงงานได้ แต่พวกไพร่ๆ จะไปหาเงินจากไหนมาจ่าย หากระบบเศรษฐกิจการตลาดและการหมุนเวียนของเงินตรายังไม่ขยายตัว คำตอบคือการขยายตัวของการส่งออกข้าวหลังสัญญาเบาว์ริ่ง
พูดอีกแบบคือ พวกไพร่เมื่อไม่ต้องถูกบังคับใช้แรงงานแล้วจึงหันไปปลูกข้าวขาย เอาเงินมาจ่ายให้ผู้ปกครองแทนการเกณฑ์แรงงาน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ไพร่หลวงต้องจ่ายเงิน 9-12 บาท แทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และลดลงเหลือ 6 บาทต่อปี ในช่วง พ.ศ.2440-2441 ต่อมาจึงยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงานไพร่ หันมาเก็บภาษีรัชชูปการแทน (ภาษีต่อหัวที่สามัญชนทุกคนต้องจ่ายรายปี-poll tax) ในปี 2442 รวมทั้งออกกฎหมายเกณฑ์ทหารในสามปีถัดมา เป็นอันว่าภาษีรัชชูปการและการเกณฑ์ทหารจึงมาแทนการทำงานของระบบไพร่เมื่อ ร้อยปีเศษมานี่เอง"
ประวัติศาสตร์ฉบับย่อว่าด้วยการเลิกทาส, อภิชาติ สถิตนิรามัย http://prachatai.com/journal/2012/10/43289
จะเห็นว่าชาวนาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับ "ประเทศไทย" ประหนึ่งว่า มีประเทศไทยก็มีชาวนาแถมมาด้วยเหมือนซื้อยาสีฟันที่แถมแปรงสีฟัน
มันไม่ได้เป็นของแพ็กคู่แบบนั้น
อาชีพ "ชาวนา" เกิดขึ้นพร้อมสนธิสัญญาเบาร์ริ่ง เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้าง "รัฐสยาม" ที่เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครั้งแรก
รัฐสยามที่เกิดขึ้นสมบูรณ์เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง ที่มีการ "ปฏิรูป" ระบบการควบคุมและใช้แรงงาน เปลี่ยน ไพร่และทาส เป็น "แรงงานเสรี" ที่มีข้อผูกพันในการจ่ายภาษีให้กับรัฐแทนการเกณฑ์แรงงานแบบเดิม เพื่อนำเงินภาษีนั้นไปจ้างแรงงานกุลีจีนที่ทำงานได้ดีกว่าแทน
อาชีพ "ชาวนา" จึงเป็นอาชีพที่เกิดมาพร้อมกับและผูกพันอยู่กับ "การค้าระหว่างประเทศ"
และข้าวคือสินค้าที่มีความสำคัญเป็นรายได้ของรัฐไทย! หาใช่อาชีพบุพกาล ดั้งเดิม พอเพียง หาอยู่หากิน อย่างที่เรา "ฝันเอาเอง" ไม่!
ทั้งนี้ ยังไม่นับว่า การทำนา และอาชีพชาวนา และการ "ค้าข้าว" นั้นแยกไม่ออกจากการสร้างรัฐสยามที่มีความเป็นสมัยใหม่อีกด้วย ไม่นับว่าตั้งแต่มี "ชาวนา" เกิดขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
ชาวนามีการปรับตัวกับกระแสเศรษฐกิจโลกและนโยบายที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลตลอดเวลา
จินตนาการที่ว่า "ชาวนา" เท่ากับคำว่า "โบราณ" หรือ "ประเพณี" เก่าแก่นั้นอันตรายมาก
เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีจินตนาการว่าชาวนาคือความเป็นพื้นถิ่น คือความบุร่ำบุราณเท่ากับกระบุง ตะกร้าที่อยู่ในมิวเซียม คือวิถีชีวิตในอดีตที่ต้องอนุรักษ์ไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง คือมรดกของความเป็นไทยที่นับวันจะสูญหายตายจาก จินตนาการ
เช่นนี้ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของชาวนากับการสร้าง "รัฐ" ตรงกันข้ามมันทำให้เราเห็น "ชาวนา" เป็นเครื่องประดับของวัฒนธรรมไทยเท่านั้น
ในจินตนาการของชนชั้นกลวง เห็นชาวนาเป็นวัตถุที่เอาไว้ระลึกบุญคุณของพระแม่โพสพ
เห็นชาวนาเป็นวัตถุที่เอาไว้ให้ตนเองรำลึกถึงบุญคุณของชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากิน เมื่อชาวนาได้ "บุญคุณ" ไปแล้ว ก็หมดสิทธิจะมาทวงถามว่า ราคาข้าวที่ขายสูงหรือต่ำ กำไร หรือขาดทุน เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่มี "บุญคุณ ความดีงาม" อยู่ในตัวของมันเอง ชาวนาจึงมิบังควรแสดงความโลภใดๆ ออกมาอีก เพราะขืนทำเช่นนั้น ชนชั้นกลวงที่ "รัก" และ รำลึกถึงบุญคุณชาวนา จะหันมาชี้นิ้วกราดประณามทันทีว่า "เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ"
นักกิจกรรมเพื่อสังคมที่ "อยากเป็นชาวนา" ก็จะออกมาแสดงความผิดหวังที่ชาวนาไม่ยอมรักษาความเป็น "ไทย" ด้วยการไปสมาทานกับวิถีชีวิตทุนนิยม โลกาภิวัตน์ อยากแต่จะขายข้าวแพงๆ เพราะไปกู้เงินมาซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ซื้อรถไถ อุปกรณ์ไฮเทค ทำให้ชาวนาตกเป็นทาสนายทุน และตกเป็นเหยื่อนักการเมืองในที่สุด
พึงรู้เสียทีว่า "ชาวนา" คือกลุ่มคนที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับความเป็นสมัยใหม่ของรัฐ การค้าระหว่างประเทศ และโลกาภิวัตน์
แต่รัฐสมัยใหม่ก่อนเป็นประชาธิปไตยนั้น ปฏิบัติต่อชาวนาเยี่ยงทาสติดที่ดิน เพราะชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น "เจ้าของที่ดิน" เนื่องจากกลุ่มคนที่มีทุนและเทคโนโลยีในการบุกเบิก "ที่นา" ล้วนแต่เป็นชนชั้นนำ
"ชาวนา" ที่เป็นผลผลิตของรัฐสมัยใหม่ก่อนเป็นประชาธิปไตยคืออดีต ไพร่และทาส จนเมื่อรัฐไทยเปลี่ยนมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้ว "ชาวนา" จึงเปลี่ยนมาเป็นประชาชน
แต่ก็อีกนานมาก กว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะให้ความสำคัญกับชาวนาในฐานะประชาชน เพราะประชาธิปไตยที่ลุ่มๆ ดอนๆ ในสังคมไทยได้แช่แข็งชาวนาเอาไว้ทั้งในฐานะที่เป็น "เครื่องประดับความเป็นไทย" เป็น "กระดูกสันหลังของชาติ" ที่พึงเป็นแค่สิ่งมีชีวิตสวยงามตามท้องทุ่ง นุ่งผ้าขาวม้า สวมงอบ ถือเคียวเกี่ยวข้าว และขี่ควายเป่าขลุ่ย
ในขณะที่ในความเป็นจริง รัฐบาลสนับสนุนการปฏิวัติเขียว ผลักดันให้ชาวนาเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่เพื่อเป็นสินค้าออกหลักของประเทศ พร้อมกับสร้างนโยบายพรีเมี่ยมข้าวที่ "กด" ราคาข้าวให้ต่ำพอที่จะให้กรรมกรมีเงินซื้อข้าวกินโดยที่นายทุนไม่ต้องขึ้นค่าแรง
จะเห็นว่าชาวนา และการค้าข้าว ไม่เคยเป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐ เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐแทรกแซงในแบบที่กดชาวนาให้ยากจน และพึงยากจนอยู่อย่างนั้นเพราะความยากจนของชาวนากลายเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทยไป
แถมยังใช้อัตลักษณ์นี้ทำมาหากิน ได้ตั้งแต่ขาย ส.ค.ส. ไปจนถึงทำรายการโทรทัศน์อยากเป็นชาวนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น บลา บลา บลา
นโยบายจำนำข้าวที่รัฐเข้าไปซื้อข้าวแข่งกับพ่อค้าเพื่อกระตุ้นให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเห็นชาวนาในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้ออกเสียง เลือกตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่มนุษย์พันธุ์ที่มีไว้พยุงความเป็นไทย หรือเป็นไพร่เป็นทาสติดที่ดินที่มาผลิต "ข้าว" ให้พ่อค้าและรัฐหารายได้จากการส่งออก
แค่นี้แหละที่ชนชั้นกลวงทนไม่ได้ กรีดกราดว่ารัฐเอางบประมาณมาผลาญ เอาภาษีประชาชนมาละลาย (แต่ไม่เดือดร้อนเวลาที่รัฐเอาเงินมาอุ้มสถาบันการเงินหรือเอางบประมาณมา "กระชับพื้นที่ กระชับลมหายใจของประชาชน")
คือทนไม่ได้ รับไม่ได้ที่ชาวนาไม่ได้เป็นชาวนาไม่ได้เป็นกระดูกสันหลัง แต่เป็น Voter เหมือนๆ กับพวกคุณ-ชนชั้นกลวง-มีความสามารถในการบริโภค มีรสนิยม มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ได้ตรงตามจินตนาการของคนในเมืองที่รู้จักชาวนาผ่านนิยายเรื่องผู้ใหญ่ลีกับนางมา
และสำหรับคนที่คิดว่าชาวนาต้องเป็นเหมือนในละครเรื่องผู้ใหญ่ลีฯ ฉันก็คงต้องบอกกับคุณว่า
"หัดกินข้าวบ้างเถอะนะ"
.
ชาวนา
โดย คำ ผกา http://th-th.facebook.com/kidlenhentang
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 89
ชั่งใจอยู่ว่าควรทิ้งเรื่อง "จำนำข้าว" ให้เป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนนักเขียนเรื่องบ้าๆ บอๆ อย่างฉันก็นั่งเกาะขอบเวทีฟังดีเบตของนักเศรษฐศาสตร์กันไป เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
นักเศรษฐศาสตร์บางท่านก็บอกว่า ชาวนาเป็นพวกไม่เสียภาษี เรื่องอะไรจะเอาภาษีของคนที่จ่ายภาษีไปอุ้มคนที่ไม่เสียภาษี-โอ้ว...เจอตรรกะนี้เข้าไป คนเสียภาษีน้อยนิดอย่างฉันก็ต้องเอาตีนก่ายหน้าผาก
เหตุที่ต้องเอาตีนก่ายหน้าผากก็เพราะว่า โครงการประกันราคาข้าวที่เกิดขึ้นในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ใช้เงินภาษีของประชาชนเหมือนกัน
แต่ทำไมถึงมาเดือดร้อนเอาตอนที่เป็นนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทย?
เอาตีนลงจากหน้าผากแล้วคิดต่อไปอีกว่า กลไกของการจัดเก็บภาษีนั้นก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไม่ใช่หรือ?
ประเทศที่มีสติสตังค์ย่อมเก็บภาษีความมั่งคั่งจากคนมั่งมีเพื่อสร้างสวัสดิการของรัฐให้กับคนที่ "ไม่มี" เช่น ทำเคหะชุมชน สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล จ่ายเงินเดือนให้คนตกงาน จ่ายเงินช่วยแม่วัยรุ่นตกงานที่เลี้ยงลูกไม่มีพ่อ เป็นต้น-แบบนี้ คนเสียภาษีต้องออกมา "ล้ม" รัฐบาลเพราะไปจ่ายเงินให้คนขี้เกียจหรือไม่?
คำตอบก็คือไม่
เพราะ "สวัสดิการ" เหล่านี้จะสร้างคน "ไม่มี" ให้กลายเป็นคน "มี" ได้จากโอกาสของการเข้าถึงบริการสาธารณะ ได้มีสุขภาพที่ดี การศึกษาที่ดี โครงสร้างทางสังคมที่เอื้ออำนวยให้คนมีสุขภาพชีวิตที่ดีย่อมลดปัญหาทางสังคมได้อีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ไม่ต้องพูดถึงการสร้าง คนรุ่นใหม่ที่มี "คุณภาพ" อันจะเป็นการลดภาระของรัฐและเพิ่มรายได้ของรัฐในรูปภาษีในระยะยาว
อะไรกันที่ไปดลบันดาลให้นักเศรษฐศาสตร์ไทยบางคนเชื่อว่าคนที่ไม่เสียภาษีไม่มีสิทธิใช้เงินภาษี??
หรือเพราะมีนักเศรษฐศาสตร์เช่นนี้จึงมีชนชั้นสมองกลวงแต่มีการศึกษาพากันเชื่อตามๆ กันไปว่า กูนี่แหละคือผู้เสียภาษี ดังนั้น จึงมีแต่พวกกูมีสิทธิบริหารประเทศชาติ ดังนั้น จึงมีแต่พวกกูที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
-สิ่งที่สมควรนำไปแช่แข็งไว้ตลอดกาลน่าจะเป็นชนชั้นกลวงที่มีการศึกษาเหล่านี้เอง ไม่ใช่ประเทศไทย-ไม่นับการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายกันถ้วนหน้า-ไม่นับคนที่ไม่ "จ่าย" ภาษีอย่างแท้จริง เพราะชีวิตนี้ไม่เคยซื้ออะไรเลย!
จากนั้นชนชั้นกลวงที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก (เสียเปล่า) ที่พล่ามพูดเรื่องรัฐไม่ควรแทรกแซงกลไกตลาด ไม่รู้หรือว่า ข้าว อ้อย ยางพารา เหล่านี้ไม่เคยเป็นสินค้าที่ปราศจากการ "การเมือง" ไม่เคยเป็นการค้าที่รัฐไม่แทรกแซง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าว"
เราเคยตั้งคำถามกันไหมว่า "ชาวนา" มาจากไหน?
อยู่ๆ ประเทศไทยก็มีท้องทุ่งสีทองอร่าม สวยงามสะท้อนแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงด้วยตัวเองโดยปราศจาก "การเมือง" อย่างนั้นหรือ?
การ "ทำนา" นั้นต้องการเทคโนโลยี ต้องการการบุกเบิกที่นาซึ่งคนที่จะบุกเบิก เปิดที่นาได้ต้องมีทุนมีแรงงานมีความรู้
กว่าที่ไพร่จะกลายเป็น "ชาวนา" ต้องสั่งสมความรู้เรื่องการจัดการน้ำและอื่นๆ อันเกี่ยวกับการเพาะปลูก แน่นอนความรู้เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ไม่เกิดขึ้นเพราะอัจฉริยภาพส่วนบุคคล แต่มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลา
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่สร้าง "ชาวนา" ขึ้นมาในประเทศไทยคือ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
"ภายหลังการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในปี พ.ศ.2398 แล้ว การค้าระหว่างประเทศของสยามโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่เส้นทางเดินเรือกลไฟระหว่างจีนตอนใต้กับสยามทำให้มีแรงงานจีนอพยพ เข้าสู่กรุงเทพฯ มหาศาล เนื่องจากมีค่าแรงสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพิ่มขึ้นของกรรมกรจีนซึ่งเป็นแรงงานรับจ้าง ไม่ใช่แรงงานไพร่ที่ถูกเกณฑ์และบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน (ซ้ำยังต้องเตรียมเสบียงกรังมาเองสำหรับใช้ในช่วงที่ถูกเกณฑ์ด้วย) ย่อมมีแรงจูงใจที่จะทำงานมากกว่าไพร่
ดังนั้น มันจึงคุ้มค่ากว่าที่ผู้ปกครองจะจ้างกรรมกรจีนให้ทำงานแทนการบังคับใช้แรงงานจากไพร่ ผู้ปกครองจึงเริ่มอนุญาตให้ไพร่จ่ายเงินทดแทนการเกณฑ์แรงงานได้ แต่พวกไพร่ๆ จะไปหาเงินจากไหนมาจ่าย หากระบบเศรษฐกิจการตลาดและการหมุนเวียนของเงินตรายังไม่ขยายตัว คำตอบคือการขยายตัวของการส่งออกข้าวหลังสัญญาเบาว์ริ่ง
พูดอีกแบบคือ พวกไพร่เมื่อไม่ต้องถูกบังคับใช้แรงงานแล้วจึงหันไปปลูกข้าวขาย เอาเงินมาจ่ายให้ผู้ปกครองแทนการเกณฑ์แรงงาน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ไพร่หลวงต้องจ่ายเงิน 9-12 บาท แทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และลดลงเหลือ 6 บาทต่อปี ในช่วง พ.ศ.2440-2441 ต่อมาจึงยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงานไพร่ หันมาเก็บภาษีรัชชูปการแทน (ภาษีต่อหัวที่สามัญชนทุกคนต้องจ่ายรายปี-poll tax) ในปี 2442 รวมทั้งออกกฎหมายเกณฑ์ทหารในสามปีถัดมา เป็นอันว่าภาษีรัชชูปการและการเกณฑ์ทหารจึงมาแทนการทำงานของระบบไพร่เมื่อ ร้อยปีเศษมานี่เอง"
ประวัติศาสตร์ฉบับย่อว่าด้วยการเลิกทาส, อภิชาติ สถิตนิรามัย http://prachatai.com/journal/2012/10/43289
จะเห็นว่าชาวนาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับ "ประเทศไทย" ประหนึ่งว่า มีประเทศไทยก็มีชาวนาแถมมาด้วยเหมือนซื้อยาสีฟันที่แถมแปรงสีฟัน
มันไม่ได้เป็นของแพ็กคู่แบบนั้น
อาชีพ "ชาวนา" เกิดขึ้นพร้อมสนธิสัญญาเบาร์ริ่ง เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้าง "รัฐสยาม" ที่เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครั้งแรก
รัฐสยามที่เกิดขึ้นสมบูรณ์เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง ที่มีการ "ปฏิรูป" ระบบการควบคุมและใช้แรงงาน เปลี่ยน ไพร่และทาส เป็น "แรงงานเสรี" ที่มีข้อผูกพันในการจ่ายภาษีให้กับรัฐแทนการเกณฑ์แรงงานแบบเดิม เพื่อนำเงินภาษีนั้นไปจ้างแรงงานกุลีจีนที่ทำงานได้ดีกว่าแทน
อาชีพ "ชาวนา" จึงเป็นอาชีพที่เกิดมาพร้อมกับและผูกพันอยู่กับ "การค้าระหว่างประเทศ"
และข้าวคือสินค้าที่มีความสำคัญเป็นรายได้ของรัฐไทย! หาใช่อาชีพบุพกาล ดั้งเดิม พอเพียง หาอยู่หากิน อย่างที่เรา "ฝันเอาเอง" ไม่!
ทั้งนี้ ยังไม่นับว่า การทำนา และอาชีพชาวนา และการ "ค้าข้าว" นั้นแยกไม่ออกจากการสร้างรัฐสยามที่มีความเป็นสมัยใหม่อีกด้วย ไม่นับว่าตั้งแต่มี "ชาวนา" เกิดขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
ชาวนามีการปรับตัวกับกระแสเศรษฐกิจโลกและนโยบายที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลตลอดเวลา
จินตนาการที่ว่า "ชาวนา" เท่ากับคำว่า "โบราณ" หรือ "ประเพณี" เก่าแก่นั้นอันตรายมาก
เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีจินตนาการว่าชาวนาคือความเป็นพื้นถิ่น คือความบุร่ำบุราณเท่ากับกระบุง ตะกร้าที่อยู่ในมิวเซียม คือวิถีชีวิตในอดีตที่ต้องอนุรักษ์ไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง คือมรดกของความเป็นไทยที่นับวันจะสูญหายตายจาก จินตนาการ
เช่นนี้ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของชาวนากับการสร้าง "รัฐ" ตรงกันข้ามมันทำให้เราเห็น "ชาวนา" เป็นเครื่องประดับของวัฒนธรรมไทยเท่านั้น
ในจินตนาการของชนชั้นกลวง เห็นชาวนาเป็นวัตถุที่เอาไว้ระลึกบุญคุณของพระแม่โพสพ
เห็นชาวนาเป็นวัตถุที่เอาไว้ให้ตนเองรำลึกถึงบุญคุณของชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากิน เมื่อชาวนาได้ "บุญคุณ" ไปแล้ว ก็หมดสิทธิจะมาทวงถามว่า ราคาข้าวที่ขายสูงหรือต่ำ กำไร หรือขาดทุน เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่มี "บุญคุณ ความดีงาม" อยู่ในตัวของมันเอง ชาวนาจึงมิบังควรแสดงความโลภใดๆ ออกมาอีก เพราะขืนทำเช่นนั้น ชนชั้นกลวงที่ "รัก" และ รำลึกถึงบุญคุณชาวนา จะหันมาชี้นิ้วกราดประณามทันทีว่า "เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ"
นักกิจกรรมเพื่อสังคมที่ "อยากเป็นชาวนา" ก็จะออกมาแสดงความผิดหวังที่ชาวนาไม่ยอมรักษาความเป็น "ไทย" ด้วยการไปสมาทานกับวิถีชีวิตทุนนิยม โลกาภิวัตน์ อยากแต่จะขายข้าวแพงๆ เพราะไปกู้เงินมาซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ซื้อรถไถ อุปกรณ์ไฮเทค ทำให้ชาวนาตกเป็นทาสนายทุน และตกเป็นเหยื่อนักการเมืองในที่สุด
พึงรู้เสียทีว่า "ชาวนา" คือกลุ่มคนที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับความเป็นสมัยใหม่ของรัฐ การค้าระหว่างประเทศ และโลกาภิวัตน์
แต่รัฐสมัยใหม่ก่อนเป็นประชาธิปไตยนั้น ปฏิบัติต่อชาวนาเยี่ยงทาสติดที่ดิน เพราะชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น "เจ้าของที่ดิน" เนื่องจากกลุ่มคนที่มีทุนและเทคโนโลยีในการบุกเบิก "ที่นา" ล้วนแต่เป็นชนชั้นนำ
"ชาวนา" ที่เป็นผลผลิตของรัฐสมัยใหม่ก่อนเป็นประชาธิปไตยคืออดีต ไพร่และทาส จนเมื่อรัฐไทยเปลี่ยนมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้ว "ชาวนา" จึงเปลี่ยนมาเป็นประชาชน
แต่ก็อีกนานมาก กว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะให้ความสำคัญกับชาวนาในฐานะประชาชน เพราะประชาธิปไตยที่ลุ่มๆ ดอนๆ ในสังคมไทยได้แช่แข็งชาวนาเอาไว้ทั้งในฐานะที่เป็น "เครื่องประดับความเป็นไทย" เป็น "กระดูกสันหลังของชาติ" ที่พึงเป็นแค่สิ่งมีชีวิตสวยงามตามท้องทุ่ง นุ่งผ้าขาวม้า สวมงอบ ถือเคียวเกี่ยวข้าว และขี่ควายเป่าขลุ่ย
ในขณะที่ในความเป็นจริง รัฐบาลสนับสนุนการปฏิวัติเขียว ผลักดันให้ชาวนาเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่เพื่อเป็นสินค้าออกหลักของประเทศ พร้อมกับสร้างนโยบายพรีเมี่ยมข้าวที่ "กด" ราคาข้าวให้ต่ำพอที่จะให้กรรมกรมีเงินซื้อข้าวกินโดยที่นายทุนไม่ต้องขึ้นค่าแรง
จะเห็นว่าชาวนา และการค้าข้าว ไม่เคยเป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐ เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐแทรกแซงในแบบที่กดชาวนาให้ยากจน และพึงยากจนอยู่อย่างนั้นเพราะความยากจนของชาวนากลายเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทยไป
แถมยังใช้อัตลักษณ์นี้ทำมาหากิน ได้ตั้งแต่ขาย ส.ค.ส. ไปจนถึงทำรายการโทรทัศน์อยากเป็นชาวนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น บลา บลา บลา
นโยบายจำนำข้าวที่รัฐเข้าไปซื้อข้าวแข่งกับพ่อค้าเพื่อกระตุ้นให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเห็นชาวนาในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้ออกเสียง เลือกตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่มนุษย์พันธุ์ที่มีไว้พยุงความเป็นไทย หรือเป็นไพร่เป็นทาสติดที่ดินที่มาผลิต "ข้าว" ให้พ่อค้าและรัฐหารายได้จากการส่งออก
แค่นี้แหละที่ชนชั้นกลวงทนไม่ได้ กรีดกราดว่ารัฐเอางบประมาณมาผลาญ เอาภาษีประชาชนมาละลาย (แต่ไม่เดือดร้อนเวลาที่รัฐเอาเงินมาอุ้มสถาบันการเงินหรือเอางบประมาณมา "กระชับพื้นที่ กระชับลมหายใจของประชาชน")
คือทนไม่ได้ รับไม่ได้ที่ชาวนาไม่ได้เป็นชาวนาไม่ได้เป็นกระดูกสันหลัง แต่เป็น Voter เหมือนๆ กับพวกคุณ-ชนชั้นกลวง-มีความสามารถในการบริโภค มีรสนิยม มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ได้ตรงตามจินตนาการของคนในเมืองที่รู้จักชาวนาผ่านนิยายเรื่องผู้ใหญ่ลีกับนางมา
และสำหรับคนที่คิดว่าชาวนาต้องเป็นเหมือนในละครเรื่องผู้ใหญ่ลีฯ ฉันก็คงต้องบอกกับคุณว่า
"หัดกินข้าวบ้างเถอะนะ"
.
2555-10-27
เจ้ามือหวย..อำมาตย์..พ่อค้า..อาจารย์ รวมกำลังต้านพายุปฏิรูป โดย มุกดา สุวรรณชาติ
.
เจ้ามือหวย...อำมาตย์...พ่อค้า...อาจารย์ รวมกำลังต้าน พายุปฏิรูป
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1680 หน้า 20
กำเนิดพายุปฏิรูป
ในความเห็นของทีมวิเคราะห์มองการทำงานที่ผ่านมาของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นแนวทางปฏิรูปมาโดยตลอด เป้าหมายคือยกระดับชีวิตคนชั้นล่างและชั้นกลาง
ผลที่ได้ ทำให้เกิดการเพิ่มสวัสดิการและเพิ่มพลังการผลิต แต่ก็เพิ่มความขัดแย้งซึ่งมีผลให้มีการเพิ่มพลังทางการเมือง
พลังการผลิตน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกร กลุ่มธุรกิจบริการและกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ในอนาคต
แต่พลังทางการเมืองพรรคเพื่อไทยน่าจะได้มากที่สุดในปัจจุบัน
แต่ในอนาคตจะมีทั้งผลบวกและลบต่อทุกกลุ่ม
พรรคไทยรักไทยเกิดช้าไปเล็กน้อย แต่ก็ออกตัวเร็ว ทักษิณไม่ให้เวลากลุ่มอื่นในการปรับตัว และไม่จัดกระบวนทัพก่อนเคลื่อนกำลังการปฏิรูปแบบรวดเร็ว เหมือนพายุ
เขาอยากพาประเทศไทยไล่ตามโลกสมัยใหม่ให้ทัน
ผลก็คือเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มที่เคยได้ประโยชน์ดั้งเดิม กลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มทุนเก่า กลุ่มหัวโบราณซึ่งไม่เข้าใจว่าโลกที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ต้องใช้คนอย่างทักษิณมานำการปฏิรูปจึงจะได้ประโยชน์และอยู่รอด
ด้วยความเสียดายผลประโยชน์ที่เคยได้ซึ่งจะต้องกระจายไปให้คนกลุ่มอื่นและคนชั้นล่าง จึงเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ถึงขนาดใช้กำลังทหารรัฐประหารรัฐบาลทักษิณในปี 2549 และตุลาการภิวัฒน์ ในปี 2551...
นั่นคือการไล่ทักษิณไปอยู่กับคนชั้นล่างอย่างเต็มตัว
ความขัดแย้งยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นจนต้องปราบประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาล...เทพประทาน...ด้วยกำลังอาวุธในปี 2553 จนมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก...
นั่นคือการประกาศเป็นศัตรูกับคนชั้นล่างเกินครึ่งประเทศ ถ้ามองย้อนไปจนถึงการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 และยุคเรือปืนฝรั่งในสมัย ร.4 ต้องนับว่าชนชั้นนำในยุคนั้นฉลาดกว่า จึงประคองตัวอยู่ในอำนาจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อีกเกือบ 80 ปี
แม้ฝ่ายเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งในปี 2554 ดูเหมือนว่ากลุ่มอำนาจเก่าก็จะยังพยายามที่จะชิงอำนาจด้วยวิธีใช้กำลังและด้วยกฎหมายที่ร่างมาหลังรัฐประหาร
ดังนั้น นโยบายปฏิรูปจึงต้องเพิ่มทั้งขนาด และเร่งความเร็วให้คนส่วนใหญ่เห็นผลและยอมรับ
พรรคไทยรักไทย...
พลังประชาชน...
เพื่อไทยและทักษิณ คือนักปฏิรูปทั้งสิ้น
ทักษิณซึ่งควรจะเป็นแกนนำการปฏิรูปที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคสังคมประชาธิปไตยราบรื่นกลับถูกกลุ่มอำนาจเก่าถีบออกนอกวงจรแห่งอำนาจ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ทำไม่สำเร็จ
ยุทธวิธีเนรเทศแบบเก่าๆ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ในโลกของการสื่อสารยุคใหม่ การต่อสู้จึงขยายวงออกไปสู่คนทุกกลุ่มทุกชั้น ไม่มีรูปแบบที่จำกัด สู้ตั้งแต่ในถนน ในสภา ในศาล แม้ยังไม่พัฒนาไปสู่การปฏิวัติแต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้าต่างฝ่ายยังโหมแรงปะทะเข้าใส่กัน
ตัวชี้ขาดที่ทำให้การปฏิวัติยังไม่เกิดขึ้นขณะนี้คือ
1. ตัวทักษิณเองและกลุ่มนำในพรรค ต้องการปฏิรูปแบบสันติ โครงสร้างพรรคและอุดมการณ์ก็ยังเป็นแบบปฏิรูป
2. กำลังของมวลชนก้าวหน้าที่แม้มีปริมาณมากขึ้นแต่การจัดตั้งในรูปขบวนการหรือองค์กรยังไม่เข้มแข็ง และมีความคิดแตกต่างกันหลายระดับ ยังไม่มีกลุ่มใดจัดตั้งเป็นพรรคปฏิวัติ แม้มีข่าวว่ามีการฟื้นฟูพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาแต่ก็อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของฝ่ายขวาคงทำได้แค่รับจ้างแต่งชุดดาวแดง และเป็น พคท. รอ. คือรอรับเงินอย่างเดียว
3. แรงบีบคั้นจากอำนาจเก่ายังไม่ทำให้สถานการณ์ถึงจุดเดือด หลังรัฐประหาร 2549 ยังไม่มีใครกล้าใช้กำลังทำรัฐประหาร แต่จะบีบคั้นและก่อกวนด้วยอำนาจทางกฎหมายไปเรื่อยๆ
4. แรงกดดันจากนานาชาติที่บีบให้ทั้งสองฝ่าย ต้องเดินเกมสันติ ต่อสู้ยันกันไปมาแบบปัจจุบันนี้
ต้านกระแสปฏิรูป...
อำนาจเก่าแทบจะหมดตัวเล่นแล้ว
กระแสการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องทั่วทั้งโลก แม้พม่าก็ยังต้องตามกระแส แต่ในไทยยังมีคนบางกลุ่มต้านกระแสการเปลี่ยนแปลง ยืนยันว่าจะสนับสนุนการล้มรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชน โดยวิธีรัฐประหารหรือใช้ตุลาการเป็นตัวช่วย
บ้างก็แฝงตัวเตะตัดขารัฐบาลในประเด็นและรูปแบบต่างๆ
ที่ผ่านมากลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านกระแสปฏิรูป จะอ้างว่าต่อต้านทักษิณ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่านโยบายปฏิรูปถูกต่อต้านทุกข้อ
คนเหล่านี้ มีทั้งส่วนที่มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างและส่วนที่ผลประโยชน์ถูกกระทบ
พวกเขาคิดว่าตนเองเคยยิ่งใหญ่ เป็นคนดี เก่ง ฉลาด แต่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นแค่นกกระจิบในพายุเท่านั้น
ถ้าจำกันได้ กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองเป็นตัวยืนที่ทำหน้าที่ต้านกระแสปฏิรูปตั้งแต่ต้น พอเสื่อมลงก็เปลี่ยนหน้าเป็นกลุ่มหลากสีจากนั้นมาก็ใช้นักวิชาการ ซึ่งในวันรัฐประหารก็แอบไปร่วมประชุมที่โรงแรมกับเขาด้วย นักวิชาการใหญ่ก็ระดมลูกน้องออกมาค้านหลายเรื่อง
ส่วนทางสภา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำหน้าที่ค้านตามปกติ แต่อาจเพิ่มแรงแบบไร้สาระ สำหรับองค์กร (ไม่) อิสระ ก็ต้องผลัดกันออกมาต้าน
สุดท้ายผู้ตรวจการแผ่นดินมารับงานก็ถูกตรวจกลับเข้าไปถึงหลังบ้านเลยเงียบไป
ส่วนศาลดูแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะรับงานหนักที่สุด เนื่องจากท่านบอกว่าใครๆ ก็สามารถ มาฟ้องร้องกับท่านได้โดยตรง ดังนั้น อีกไม่นานจะต้องมีคนยื่นเรื่อง อ้อย-น้ำตาล ลำไย การบาเตอร์เทรดสินค้าต่างๆ ให้ตัดสินทั้งเช้าและบ่าย
สำหรับนักธุรกิจที่ถูกกระทบมีตั้งแต่ธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ จนถึงธุรกิจผิดกฎหมาย มีการระดมผู้ต่อต้านรัฐบาลขึ้นมาเล่นสลับไปมา แต่ 2 ปีหลังนี้ตัวเล่นชักจะหมดแล้ว เพราะยิ่งเล่นยิ่งสร้างความเสื่อมให้กับองค์กรและสถาบันต่างๆ มากมาย
ประเด็นล่าสุด นโยบายจำนำข้าวที่พ่อค้าข้าวเดือดร้อน แต่ผู้ออกหน้าคัดค้านกลายเป็นอาจารย์นิด้ากับธรรมศาสตร์บางส่วน โดยหวังจะให้ศาลช่วย งานนี้ได้ข่าวว่ามีคนรับงานมา พวกแห่ตามก็ทำงานฟรีไป แต่ดูแล้วชาวนาจะเสียงดังกว่า จึงต้องใช้ ส.ว. ลากตั้ง มาช่วย
ที่จริงแล้วพวกต่อต้านการปฏิรูปไม่ใช่พวกกระจอก หลายคนนับเป็นยอดฝีมือ เพียงแต่กระแสของการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่มาก จึงไม่ใช่เรื่องที่บุคคลจะมาต่อต้านได้ง่ายๆ
สถานการณ์ปัจจุบัน
ระวัง! นักประท้วงเงา
ล่าสุด พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตกบฏ 26 มีนาคม 2520 ออกมาฟันธงว่าจะมีคนทำรัฐประหาร และวันที่ 28 ตุลาคม ในฐานะประธานองค์การพิทักษ์สยาม เขาได้นัดเครือข่ายภาคประชาชน 30 กว่าองค์กรมาชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง
ฟังดูแล้วก็ไม่ชัดว่าจะประท้วงหรือขับไล่รัฐบาล แต่ข่าวออกมาทำนองว่า อยากตักเตือนรัฐบาล
แต่มีคนเตือนว่าการกบฏครั้งก่อนท่านได้ใช้สิทธิไปแล้ว ตำแหน่งนายกสมาคมมวยก็เหนื่อยจนทำไม่ไหว อย่าไปรับงานหนักมาทำ ขนาดพันธมิตรเสื้อเหลืองยังเหนื่อย เสธ.อ้าย จะเก่งกว่า...สนธิได้ยังไง ถ้าระดมทรัพยากรเยอะๆ อาจพอมีคน แต่ถ้าไม่มีน้ำมันก็ต้องเข็นรถ ทุกคนอยากนั่งรถไม่มีใครอยากเข็นรถ โดยเฉพาะให้เข็นขึ้นเนิน
แต่ เสธ.อ้ายคิดว่ามีน้ำมันพอ มองไปทางไหนก็เห็นเงาคนพลุกพล่าน แลดูคึกคัก
แต่อย่าคิดว่านั่นเป็น ปชป. อภิสิทธิ์บอกแล้วว่า ปชป. ไม่เกี่ยว พวกเขารุ่นใหญ่ระดับรัฐบาลเงา ผู้ชุมนุมตัวยืนน่าจะเป็นฝ่ายต่อต้านหน้าเก่า แบบหลากสี แต่งานนี้จะมี...ผู้ชุมนุมเงา...เป็นแนวร่วมหน้าใหม่ซึ่งปกติอยู่ใต้ดินมาโดยตลอด
ครั้งนี้ถือเป็นขาใหญ่ของถิ่นนี้เข้ามาร่วมด้วย นั่นคือกลุ่มหวยใต้ดินเพราะตอนนี้ถูกกระทบผลประโยชน์อย่างหนัก รัฐบาลเล่นทุบหม้อข้าว
สมาคมหวยใต้ดินแห่งประเทศไทยแบบซึ่งหน้า เพราะรัฐจะออกหวยออนไลน์บนดินขาย เลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวมาถล่ม ถ้าเป็นแบบนี้เจ้ามือหวยถูกฝังดินแน่ จึงต้องมีการลงขัน ประท้วงกันแบบให้รู้ล่าง รู้บน กันไปเลย
แต่เรื่องนี้ไม่สามารถประท้วงอย่างเปิดเผยได้ เพราะตนเองทำผิดกฎหมาย จำเป็นต้องอ้างเรื่องอื่นๆ อาศัยคนอื่น ทำตัวเป็นนักประท้วงเงา
แต่ก็อย่าประมาท อิทธิพลของหวยใต้ดินแรงมาก หลังการรัฐประหาร 2549 ก็หาข้ออ้างทางกฎหมายผลักดันให้ล้มหวยบนดิน รัฐบาลถูกฟ้องกันเป็นแถว และหวยใต้ดินก็กลับมาผงาด (อยู่ใต้ดิน) จนถึงทุกวันนี้ แต่ละเดือนมีวงเงินหมุนหลายพันล้าน มีคนเกี่ยวข้องได้ประโยชน์หลายระดับ
สนับสนุนแนวคิดเปลี่ยนสนามม้า
เป็นสวนสาธารณะและที่ชุมนุม
แนวคิดเรื่องการใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นที่ชุมนุม ของ เสธ. อ้าย เข้าท่ามาก เพราะ กทม. ไม่ยอมให้ใช้สนามหลวงเป็นที่จัดชุมนุมอีกแล้ว
โครงการย้ายสนามม้าซึ่งเป็นแหล่งอบายมุขออกนอกเมือง น่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ที่ดินผืนนี้เช่าจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเมื่อ 10 ปีก่อน มีแนวคิดย้ายสนามม้าออกแล้วสร้างเป็นสวนสาธารณะ หรือแม้แต่เป็นรัฐสภา แต่ก็ไม่สามารถสู้กับอิทธิพลสนามม้าได้
การชุมนุมครั้งนี้จะทดสอบว่าเป็นอย่างไร
แต่ดูแล้วน่าจะสะดวก เพราะมีทั้งห้องน้ำ ที่จอดรถ ถ้าออกมาดี รัฐบาลควรขอเช่ามาทำเป็นสวนอเนกประสงค์ เป็นที่ชุมนุมก็อยู่ใกล้ทำเนียบ นายกฯ หรือ รมต. ลงมารับเรื่องง่าย ทำสวนสาธารณะ เพิ่มต้นไม้ก็จะกลายเป็นปอดกลางเมือง จัดพื้นที่บางส่วนเป็นสนามกีฬา ช่วงปกติใช้บางส่วนเป็นที่จอดรถ ส่วนใครที่อยากเล่นม้าก็ขับรถออกไปนอกเมือง
การชุมนุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่แนวร่วมอบายมุขทั้งหลายที่เดือดร้อนจากการปราบปรามของรัฐ ทั้งบ่อน หวย มวย ม้า คงระดมคนมาต่อต้านอย่างเต็มที่
ส่วนพวกยาเสพติด ของเถื่อน คงเข้ามาผสมโรงตามสายสัมพันธ์
งานชุมนุมครั้งนี้จัดในถิ่นที่พวกเขาคุ้นเคย... เมื่อฝนตก ขี้หมูก็ต้องไหลมารวมกัน... แนะนำให้สายตำรวจเข้าไปถ่ายรูปผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มอบายมุขซึ่งคาดว่าจะถูกระดมมาร่วมชุมนุมในงานนี้ ต่อไปเวลาจับจะได้ไม่ผิดตัว
ส่วนผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งเป็นพวกที่เข้ามาเพราะความขัดแย้งทางการเมือง บางกลุ่มไม่นิยมอบายมุขถึงขนาดถือศีล 8 อย่างเคร่งครัด
คนเหล่านี้เหมือนดอกลีลาวดีเหี่ยวที่หล่นลงมาจากต้น เมื่อฝนตก น้ำก็จะชะดอกลีลาวดีให้ไหลลงไปรวมกับขี้หมู กลิ่นดอกลีลาวดีไม่อาจกลบกลิ่นขี้หมูได้
สำหรับรัฐบาล ควรสนใจ แต่อย่าให้ราคามากเกินไปและควรใช้อำนาจรัฐที่ตนเองมีอยู่จัดการกับคนเหล่านี้อย่างถูกกฎหมาย อำนาจเงินนอกระบบ ถ้าปล่อยให้ขยายใหญ่ขึ้นอาจถูกใช้ย้อนกลับมาสั่นคลอนอำนาจรัฐได้
ผู้วิเคราะห์ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงวันนี้ยังเป็นกระแสของการปฏิรูปไม่ใช่กระแสปฏิวัติ ขอแสดงความเสียใจต่อนักปฏิวัติด้วย ที่ต้องรอ เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงรอบของตัวเอง แต่ดูเหมือนทุกคนมีงานทำและฉลาดพอที่จะไม่ไปร่วมกับ...ลิเกคณะดาวแดง...
เมื่อไม่ใช่การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ ความแตกต่างของฐานะของคนกลุ่มต่างๆ ก็ยังมีอยู่ การปฏิรูปครั้งนี้เพียงหวังจะทำให้คนชั้นล่างๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีโอกาสอยู่รอดได้ในแบบที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ คงคุณค่าของคนไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด
(ส่วนวิธีการและเส้นทางการปฏิรูปจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป)
.
เจ้ามือหวย...อำมาตย์...พ่อค้า...อาจารย์ รวมกำลังต้าน พายุปฏิรูป
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1680 หน้า 20
กำเนิดพายุปฏิรูป
ในความเห็นของทีมวิเคราะห์มองการทำงานที่ผ่านมาของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นแนวทางปฏิรูปมาโดยตลอด เป้าหมายคือยกระดับชีวิตคนชั้นล่างและชั้นกลาง
ผลที่ได้ ทำให้เกิดการเพิ่มสวัสดิการและเพิ่มพลังการผลิต แต่ก็เพิ่มความขัดแย้งซึ่งมีผลให้มีการเพิ่มพลังทางการเมือง
พลังการผลิตน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกร กลุ่มธุรกิจบริการและกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ในอนาคต
แต่พลังทางการเมืองพรรคเพื่อไทยน่าจะได้มากที่สุดในปัจจุบัน
แต่ในอนาคตจะมีทั้งผลบวกและลบต่อทุกกลุ่ม
พรรคไทยรักไทยเกิดช้าไปเล็กน้อย แต่ก็ออกตัวเร็ว ทักษิณไม่ให้เวลากลุ่มอื่นในการปรับตัว และไม่จัดกระบวนทัพก่อนเคลื่อนกำลังการปฏิรูปแบบรวดเร็ว เหมือนพายุ
เขาอยากพาประเทศไทยไล่ตามโลกสมัยใหม่ให้ทัน
ผลก็คือเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มที่เคยได้ประโยชน์ดั้งเดิม กลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มทุนเก่า กลุ่มหัวโบราณซึ่งไม่เข้าใจว่าโลกที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ต้องใช้คนอย่างทักษิณมานำการปฏิรูปจึงจะได้ประโยชน์และอยู่รอด
ด้วยความเสียดายผลประโยชน์ที่เคยได้ซึ่งจะต้องกระจายไปให้คนกลุ่มอื่นและคนชั้นล่าง จึงเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ถึงขนาดใช้กำลังทหารรัฐประหารรัฐบาลทักษิณในปี 2549 และตุลาการภิวัฒน์ ในปี 2551...
นั่นคือการไล่ทักษิณไปอยู่กับคนชั้นล่างอย่างเต็มตัว
ความขัดแย้งยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นจนต้องปราบประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาล...เทพประทาน...ด้วยกำลังอาวุธในปี 2553 จนมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก...
นั่นคือการประกาศเป็นศัตรูกับคนชั้นล่างเกินครึ่งประเทศ ถ้ามองย้อนไปจนถึงการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 และยุคเรือปืนฝรั่งในสมัย ร.4 ต้องนับว่าชนชั้นนำในยุคนั้นฉลาดกว่า จึงประคองตัวอยู่ในอำนาจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อีกเกือบ 80 ปี
แม้ฝ่ายเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งในปี 2554 ดูเหมือนว่ากลุ่มอำนาจเก่าก็จะยังพยายามที่จะชิงอำนาจด้วยวิธีใช้กำลังและด้วยกฎหมายที่ร่างมาหลังรัฐประหาร
ดังนั้น นโยบายปฏิรูปจึงต้องเพิ่มทั้งขนาด และเร่งความเร็วให้คนส่วนใหญ่เห็นผลและยอมรับ
พรรคไทยรักไทย...
พลังประชาชน...
เพื่อไทยและทักษิณ คือนักปฏิรูปทั้งสิ้น
ทักษิณซึ่งควรจะเป็นแกนนำการปฏิรูปที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคสังคมประชาธิปไตยราบรื่นกลับถูกกลุ่มอำนาจเก่าถีบออกนอกวงจรแห่งอำนาจ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ทำไม่สำเร็จ
ยุทธวิธีเนรเทศแบบเก่าๆ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ในโลกของการสื่อสารยุคใหม่ การต่อสู้จึงขยายวงออกไปสู่คนทุกกลุ่มทุกชั้น ไม่มีรูปแบบที่จำกัด สู้ตั้งแต่ในถนน ในสภา ในศาล แม้ยังไม่พัฒนาไปสู่การปฏิวัติแต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้าต่างฝ่ายยังโหมแรงปะทะเข้าใส่กัน
ตัวชี้ขาดที่ทำให้การปฏิวัติยังไม่เกิดขึ้นขณะนี้คือ
1. ตัวทักษิณเองและกลุ่มนำในพรรค ต้องการปฏิรูปแบบสันติ โครงสร้างพรรคและอุดมการณ์ก็ยังเป็นแบบปฏิรูป
2. กำลังของมวลชนก้าวหน้าที่แม้มีปริมาณมากขึ้นแต่การจัดตั้งในรูปขบวนการหรือองค์กรยังไม่เข้มแข็ง และมีความคิดแตกต่างกันหลายระดับ ยังไม่มีกลุ่มใดจัดตั้งเป็นพรรคปฏิวัติ แม้มีข่าวว่ามีการฟื้นฟูพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาแต่ก็อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของฝ่ายขวาคงทำได้แค่รับจ้างแต่งชุดดาวแดง และเป็น พคท. รอ. คือรอรับเงินอย่างเดียว
3. แรงบีบคั้นจากอำนาจเก่ายังไม่ทำให้สถานการณ์ถึงจุดเดือด หลังรัฐประหาร 2549 ยังไม่มีใครกล้าใช้กำลังทำรัฐประหาร แต่จะบีบคั้นและก่อกวนด้วยอำนาจทางกฎหมายไปเรื่อยๆ
4. แรงกดดันจากนานาชาติที่บีบให้ทั้งสองฝ่าย ต้องเดินเกมสันติ ต่อสู้ยันกันไปมาแบบปัจจุบันนี้
ต้านกระแสปฏิรูป...
อำนาจเก่าแทบจะหมดตัวเล่นแล้ว
กระแสการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องทั่วทั้งโลก แม้พม่าก็ยังต้องตามกระแส แต่ในไทยยังมีคนบางกลุ่มต้านกระแสการเปลี่ยนแปลง ยืนยันว่าจะสนับสนุนการล้มรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชน โดยวิธีรัฐประหารหรือใช้ตุลาการเป็นตัวช่วย
บ้างก็แฝงตัวเตะตัดขารัฐบาลในประเด็นและรูปแบบต่างๆ
ที่ผ่านมากลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านกระแสปฏิรูป จะอ้างว่าต่อต้านทักษิณ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่านโยบายปฏิรูปถูกต่อต้านทุกข้อ
คนเหล่านี้ มีทั้งส่วนที่มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างและส่วนที่ผลประโยชน์ถูกกระทบ
พวกเขาคิดว่าตนเองเคยยิ่งใหญ่ เป็นคนดี เก่ง ฉลาด แต่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นแค่นกกระจิบในพายุเท่านั้น
ถ้าจำกันได้ กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองเป็นตัวยืนที่ทำหน้าที่ต้านกระแสปฏิรูปตั้งแต่ต้น พอเสื่อมลงก็เปลี่ยนหน้าเป็นกลุ่มหลากสีจากนั้นมาก็ใช้นักวิชาการ ซึ่งในวันรัฐประหารก็แอบไปร่วมประชุมที่โรงแรมกับเขาด้วย นักวิชาการใหญ่ก็ระดมลูกน้องออกมาค้านหลายเรื่อง
ส่วนทางสภา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำหน้าที่ค้านตามปกติ แต่อาจเพิ่มแรงแบบไร้สาระ สำหรับองค์กร (ไม่) อิสระ ก็ต้องผลัดกันออกมาต้าน
สุดท้ายผู้ตรวจการแผ่นดินมารับงานก็ถูกตรวจกลับเข้าไปถึงหลังบ้านเลยเงียบไป
ส่วนศาลดูแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะรับงานหนักที่สุด เนื่องจากท่านบอกว่าใครๆ ก็สามารถ มาฟ้องร้องกับท่านได้โดยตรง ดังนั้น อีกไม่นานจะต้องมีคนยื่นเรื่อง อ้อย-น้ำตาล ลำไย การบาเตอร์เทรดสินค้าต่างๆ ให้ตัดสินทั้งเช้าและบ่าย
สำหรับนักธุรกิจที่ถูกกระทบมีตั้งแต่ธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ จนถึงธุรกิจผิดกฎหมาย มีการระดมผู้ต่อต้านรัฐบาลขึ้นมาเล่นสลับไปมา แต่ 2 ปีหลังนี้ตัวเล่นชักจะหมดแล้ว เพราะยิ่งเล่นยิ่งสร้างความเสื่อมให้กับองค์กรและสถาบันต่างๆ มากมาย
ประเด็นล่าสุด นโยบายจำนำข้าวที่พ่อค้าข้าวเดือดร้อน แต่ผู้ออกหน้าคัดค้านกลายเป็นอาจารย์นิด้ากับธรรมศาสตร์บางส่วน โดยหวังจะให้ศาลช่วย งานนี้ได้ข่าวว่ามีคนรับงานมา พวกแห่ตามก็ทำงานฟรีไป แต่ดูแล้วชาวนาจะเสียงดังกว่า จึงต้องใช้ ส.ว. ลากตั้ง มาช่วย
ที่จริงแล้วพวกต่อต้านการปฏิรูปไม่ใช่พวกกระจอก หลายคนนับเป็นยอดฝีมือ เพียงแต่กระแสของการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่มาก จึงไม่ใช่เรื่องที่บุคคลจะมาต่อต้านได้ง่ายๆ
สถานการณ์ปัจจุบัน
ระวัง! นักประท้วงเงา
ล่าสุด พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตกบฏ 26 มีนาคม 2520 ออกมาฟันธงว่าจะมีคนทำรัฐประหาร และวันที่ 28 ตุลาคม ในฐานะประธานองค์การพิทักษ์สยาม เขาได้นัดเครือข่ายภาคประชาชน 30 กว่าองค์กรมาชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง
ฟังดูแล้วก็ไม่ชัดว่าจะประท้วงหรือขับไล่รัฐบาล แต่ข่าวออกมาทำนองว่า อยากตักเตือนรัฐบาล
แต่มีคนเตือนว่าการกบฏครั้งก่อนท่านได้ใช้สิทธิไปแล้ว ตำแหน่งนายกสมาคมมวยก็เหนื่อยจนทำไม่ไหว อย่าไปรับงานหนักมาทำ ขนาดพันธมิตรเสื้อเหลืองยังเหนื่อย เสธ.อ้าย จะเก่งกว่า...สนธิได้ยังไง ถ้าระดมทรัพยากรเยอะๆ อาจพอมีคน แต่ถ้าไม่มีน้ำมันก็ต้องเข็นรถ ทุกคนอยากนั่งรถไม่มีใครอยากเข็นรถ โดยเฉพาะให้เข็นขึ้นเนิน
แต่ เสธ.อ้ายคิดว่ามีน้ำมันพอ มองไปทางไหนก็เห็นเงาคนพลุกพล่าน แลดูคึกคัก
แต่อย่าคิดว่านั่นเป็น ปชป. อภิสิทธิ์บอกแล้วว่า ปชป. ไม่เกี่ยว พวกเขารุ่นใหญ่ระดับรัฐบาลเงา ผู้ชุมนุมตัวยืนน่าจะเป็นฝ่ายต่อต้านหน้าเก่า แบบหลากสี แต่งานนี้จะมี...ผู้ชุมนุมเงา...เป็นแนวร่วมหน้าใหม่ซึ่งปกติอยู่ใต้ดินมาโดยตลอด
ครั้งนี้ถือเป็นขาใหญ่ของถิ่นนี้เข้ามาร่วมด้วย นั่นคือกลุ่มหวยใต้ดินเพราะตอนนี้ถูกกระทบผลประโยชน์อย่างหนัก รัฐบาลเล่นทุบหม้อข้าว
สมาคมหวยใต้ดินแห่งประเทศไทยแบบซึ่งหน้า เพราะรัฐจะออกหวยออนไลน์บนดินขาย เลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวมาถล่ม ถ้าเป็นแบบนี้เจ้ามือหวยถูกฝังดินแน่ จึงต้องมีการลงขัน ประท้วงกันแบบให้รู้ล่าง รู้บน กันไปเลย
แต่เรื่องนี้ไม่สามารถประท้วงอย่างเปิดเผยได้ เพราะตนเองทำผิดกฎหมาย จำเป็นต้องอ้างเรื่องอื่นๆ อาศัยคนอื่น ทำตัวเป็นนักประท้วงเงา
แต่ก็อย่าประมาท อิทธิพลของหวยใต้ดินแรงมาก หลังการรัฐประหาร 2549 ก็หาข้ออ้างทางกฎหมายผลักดันให้ล้มหวยบนดิน รัฐบาลถูกฟ้องกันเป็นแถว และหวยใต้ดินก็กลับมาผงาด (อยู่ใต้ดิน) จนถึงทุกวันนี้ แต่ละเดือนมีวงเงินหมุนหลายพันล้าน มีคนเกี่ยวข้องได้ประโยชน์หลายระดับ
สนับสนุนแนวคิดเปลี่ยนสนามม้า
เป็นสวนสาธารณะและที่ชุมนุม
แนวคิดเรื่องการใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นที่ชุมนุม ของ เสธ. อ้าย เข้าท่ามาก เพราะ กทม. ไม่ยอมให้ใช้สนามหลวงเป็นที่จัดชุมนุมอีกแล้ว
โครงการย้ายสนามม้าซึ่งเป็นแหล่งอบายมุขออกนอกเมือง น่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ที่ดินผืนนี้เช่าจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเมื่อ 10 ปีก่อน มีแนวคิดย้ายสนามม้าออกแล้วสร้างเป็นสวนสาธารณะ หรือแม้แต่เป็นรัฐสภา แต่ก็ไม่สามารถสู้กับอิทธิพลสนามม้าได้
การชุมนุมครั้งนี้จะทดสอบว่าเป็นอย่างไร
แต่ดูแล้วน่าจะสะดวก เพราะมีทั้งห้องน้ำ ที่จอดรถ ถ้าออกมาดี รัฐบาลควรขอเช่ามาทำเป็นสวนอเนกประสงค์ เป็นที่ชุมนุมก็อยู่ใกล้ทำเนียบ นายกฯ หรือ รมต. ลงมารับเรื่องง่าย ทำสวนสาธารณะ เพิ่มต้นไม้ก็จะกลายเป็นปอดกลางเมือง จัดพื้นที่บางส่วนเป็นสนามกีฬา ช่วงปกติใช้บางส่วนเป็นที่จอดรถ ส่วนใครที่อยากเล่นม้าก็ขับรถออกไปนอกเมือง
การชุมนุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่แนวร่วมอบายมุขทั้งหลายที่เดือดร้อนจากการปราบปรามของรัฐ ทั้งบ่อน หวย มวย ม้า คงระดมคนมาต่อต้านอย่างเต็มที่
ส่วนพวกยาเสพติด ของเถื่อน คงเข้ามาผสมโรงตามสายสัมพันธ์
งานชุมนุมครั้งนี้จัดในถิ่นที่พวกเขาคุ้นเคย... เมื่อฝนตก ขี้หมูก็ต้องไหลมารวมกัน... แนะนำให้สายตำรวจเข้าไปถ่ายรูปผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มอบายมุขซึ่งคาดว่าจะถูกระดมมาร่วมชุมนุมในงานนี้ ต่อไปเวลาจับจะได้ไม่ผิดตัว
ส่วนผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งเป็นพวกที่เข้ามาเพราะความขัดแย้งทางการเมือง บางกลุ่มไม่นิยมอบายมุขถึงขนาดถือศีล 8 อย่างเคร่งครัด
คนเหล่านี้เหมือนดอกลีลาวดีเหี่ยวที่หล่นลงมาจากต้น เมื่อฝนตก น้ำก็จะชะดอกลีลาวดีให้ไหลลงไปรวมกับขี้หมู กลิ่นดอกลีลาวดีไม่อาจกลบกลิ่นขี้หมูได้
สำหรับรัฐบาล ควรสนใจ แต่อย่าให้ราคามากเกินไปและควรใช้อำนาจรัฐที่ตนเองมีอยู่จัดการกับคนเหล่านี้อย่างถูกกฎหมาย อำนาจเงินนอกระบบ ถ้าปล่อยให้ขยายใหญ่ขึ้นอาจถูกใช้ย้อนกลับมาสั่นคลอนอำนาจรัฐได้
ผู้วิเคราะห์ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงวันนี้ยังเป็นกระแสของการปฏิรูปไม่ใช่กระแสปฏิวัติ ขอแสดงความเสียใจต่อนักปฏิวัติด้วย ที่ต้องรอ เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงรอบของตัวเอง แต่ดูเหมือนทุกคนมีงานทำและฉลาดพอที่จะไม่ไปร่วมกับ...ลิเกคณะดาวแดง...
เมื่อไม่ใช่การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ ความแตกต่างของฐานะของคนกลุ่มต่างๆ ก็ยังมีอยู่ การปฏิรูปครั้งนี้เพียงหวังจะทำให้คนชั้นล่างๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีโอกาสอยู่รอดได้ในแบบที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ คงคุณค่าของคนไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด
(ส่วนวิธีการและเส้นทางการปฏิรูปจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป)
.
2555-10-07
เปิด นสพ.เก่า อ่านชนวน6ตุลา ผ่านข่าวก่อนเกิดเหตุ โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
.
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เปิด นสพ. เก่า อ่านชนวน 6 ตุลา ผ่านข่าวก่อนเกิดเหตุ
ใน www.prachatai.com/journal/2012/10/43000 . . Fri, 2012-10-05 13:31
5 ต.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค “วันนี้เมื่อ 36 ปีก่อน” โดยนำรูปปกหนังสือพิมพ์เก่าฉบับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาวสยาม บ้านเมือง ไทยรัฐ บางกอกโพสต์ ประชาชาติ เปรียบเทียบการพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมใหญ่ของประชาชนและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 1, 2, 3, 4, 5 ตุลาคม 2519 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์กวาดล้างนักศึกษาและประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
สำหรับในวันนี้ ( 5 ต.ค.) เมื่อ 36 ปีที่แล้ว สมศักดิ์ ได้วิเคราะห์ข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ไว้ว่า ชนวนของการจุดประเด็นเรื่องละครแขวนคอ อันเป็นเหตุให้ฝ่ายขวาลุกฮือและมีการกวาดล้างผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมนั้น ถูกจุดขึ้นจากประเด็นเพียงเล็กน้อยและด้วยเวลาอันรวดเร็วเพียงใด ทั้งที่สื่อมวลชนเกือบทั้งหมด รวมทั้งดาวสยามเองนำเสนอข่าวการแสดงละครนี้ในวันที่ 5 ต.ค. เป็นเพียงข่าวเล็กๆ ที่แทบไม่ได้รับความสนใจ
รายละเอียดมีดังนี้
วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 5 ตุลาคม 2519
...............
ทั้งพาดหัวและรายงานข่าวของ นสพ.ทุกฉบับที่วางตลาดในเช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 ไม่มีวี่แวว หรืออะไรแม้แต่นิดเดียว ที่จะส่อให้เห็นว่า จะเกิดอะไรขึ้น ภายใน 24 ชม.ข้างหน้า
ทุกฉบับรายงานการ "ยกระดับ" การต่อต้านถนอม ที่นำโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในเย็นวันก่อนหน้านั้น (จันทร์ที่ 4) คือ มีการจัดชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงเป็นครั้งแรก แล้วการชุมนุม ได้ "ยืดเยื้อ" คือ ไม่สลาย แต่ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนเข้ามาใช้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ชุมนุมข้ามคืน "ยืดเยื้อ" ต่อ
แต่จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นอะไรที่ "คาดเดาได้" เพราะสมัยนั้น ถ้ามีเรื่องประท้วงใหญ่มากๆ ก็จะลงเอยในลักษณะนี้ คือ นักศึกษาจัดชุมนุมยืดเยื้อในธรรมศาสตร์
ก่อนหน้านั้น เพียงเดือนเศษ ก็มีกรณีลักษณะนี้ เมื่อ ประภาส จารุเสถียร ลักลอบกลับเข้ามาในประเทศไทย
ความแตกต่าง คือ ครั้งถนอมนี้ การชุมนุมในลักษณะนี้ เริ่มช้ากว่า คือ เริ่มหลังจากถนอมเข้ามาแล้ว 2 สัปดาห์ ไมใช่ เริ่มทันที เหมือนครั้งประภาส
รายละเอียดที่ต่างกันออกไปบ้างอีกอย่างหนึ่ง คือ การชุมนุมยืดเยื้อในธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงถนอม ที่เริ่มขึ้นในเย็นวันที่ 4 ตุลาคม นี้ มีขึ้นพร้อมกับการเริ่มฤดูการสอบไล่ของนักศึกษาพอดี หมายความว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์ ต้องงดการสอบไปโดยปริยาย
และเรื่องนี้เอง ที่นำไปสู่เหตุการณ์เล็กๆ ที่ไม่ได้มีใครสนใจหรือให้ความสำคัญมาก คือ การจัดชุมนุมภายในของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ซึ่งส่วนใหญ่คือ นักศึกษาชั้นปี 1 ที่ทำกิจกรรมที่ลานโพธิ์ ในตอนเที่ยงของวันเดียวกันนั้น เพื่อชักชวนให้นักศึกษาปี 1 ที่ต้องมาสอบทุกคน งดสอบ (ไม่ค่อยได้ผลนัก นักศึกษาธรรมดาที่ไมใช่เด็กกิจกรรม ยังเข้าสอบต่อไป) มีการจัดแสดง "ละคร" หรือ "ฉาก" สั้นๆ ไม่กีนาทีประกอบ เพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยหยิบเอาเหตุการณ์ ฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้า ที่นครปฐม 2 คน มาแสดง สลับกับการ "ไฮด์ปาร์ค" ย่อยๆ ด้วยเครื่องเสียงเล็กๆ
การจัดชุมนุมภายในของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ว่านี้ เป็นเรื่องกิจกรรมภายในที่นักกิจกรรมในธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะปี 1 "ทำกันเอง" ไม่ได้เป็นมติของ - หรือเกี่ยวข้องกับ - ศูนย์นิสิตฯ
แน่นอนว่า นสพ.ทุกฉบับ ก็มาทำข่าว ถ่ายภาพกัน แต่ก็ไม่มีฉบับไหนให้ความสำคัญมาก
ไทยรัฐ ฉบับเช้าวันต่อมา (ดังที่แสดงให้เห็นในภาพ) ลงรูป ดร.ป๋วย มาห้ามปราม ให้เลิกชุมนุม หลังการชุมนุมดำเนินไป จนเรียกว่า เกือบจบแล้ว คือ หมดเวลาพักเที่ยง กำลังจะเริ่มการสอบ ตอนบ่ายโมงแล้ว ดร.ป๋วย ต้องการให้เลิก เพื่อไม่ให้รบกวนการสอบ (ถ้า ดร.ป๋วย ไม่มาห้ามปราม พวกเราเอง ก็คงอยู่กันต่ออีกไม่นาน ปล่อยให้นักศึกษาที่สอบ สอบกันไป) แต่ละครเล็กๆ ที่ว่า ไทยรัฐ ก็ไม่รู้สึกน่าสนใจพอจะลง (จริงๆ ที่ลงรูปการชุมนุมนี้ ในหน้า 1 ก็คงเพราะมี ดร.ป๋วย มา "ปะทะนักศึกษา" ตามคำโปรยหัว ที่ออกจะ "เว่อร์" ของไทยรัฐ นันแหละ ลำพัง การชุมนุมเล็กๆแบบนี้ คงไม่เป็นข่าวอะไร)
นสพ. "ประชาชาติ" ลงรูป "ละคร" ที่แสดงเพื่อเรียกความสนใจที่ว่า เป็นรูปเล็กๆ แทบจะดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร เพราะไม่มีการบรรยายไว้ด้วยว่าเป็นรูปอะไร (นอกจากว่า "ส่วนภาพเล็ก เป็นการประท้วงของ นศ.ที่ลานโพธิ์" ใครที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เอง ก็ยากจะดูรู้เรื่องว่า ในภาพ เป็นอะไร) และก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร
ทีสำคัญ นสพ. ขวาจัด 2 ฉบับ ในขณะนั้น คือ ดาวสยาม กับ บ้านเมือง ไม่ให้ความสำคัญเลย จะเห็นว่า ไม่มีแม้แต่รูปอะไรเกี่ยวกับการชุมนุมของ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่ลานโพธิ์ และ "ละคร" ที่ว่าเลย
แต่ด้วยความบังเอิญ นสพ.ภาษาอังกฤษ Bangkok Post คงเห็นว่า ภาพ "ละคร" หรือ "ฉาก" ที่แสดงเรียกความสนใจนักศึกษาที่กำลังเข้าสอบที่ว่า ออกมาแล้ว ดูเด่นดี เลยนำมาตีพิมพ์ในหน้า 1 และเป็น นสพ. ฉบับเดียวในเช้าวันอังคารที่ 5 ที่ลงภาพและเรื่องการแสดง "ละคร" ที่ว่านี้อย่างชัดเจน (ถ้าไม่นับ ประชาชาติ ที่ลงแต่รูปเล็กนิดเดียว แทบจะดูไม่ออก ดังกล่าว The Nation มีภาพละคร เช่นกัน แต่ถ่ายจากด้านข้าง)
และ Post ดูจะเป็นฉบับเดียว ที่ รู้สึกว่า "ละคร" นี้ แสดง "ได้ผล" หรือมี ผลสะเทือนต่อคนที่ได้ดู ("It was just a mock hanging, but the effect was such that it created an eerie atmosphere at the Thammasat University campus...")
(ผมเดาว่า ส่วนหนึ่งที่ Post ให้ความสำคัญ กับ "ละคร" เพราะต้องการ "เล่น" ข่าวที่ ศรีสุข อธิบดีกรมตำรวจ ออกมายอมรับว่า การฆ่าแขวนคอ ช่างไฟฟ้า 2 คน เป็นฝีมือตำรวจ - ดูพาดหัวตัวโต ของ Post ตามภาพ)
และก็ด้วยความบังเอิญ เช่นกัน ในเช้าวันอังคารที่ 5 นี้ กลุ่มฝ่ายขวาที่แทบไม่มีใครสนใจหรือรุ้จัก ที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มผู้รักชาติและชมรมแม่บ้าน" ไม่กี่ร้อยคน ที่ไม่พอใจกับเรื่องที่ สมัคร สุนทรเวช และ สมบุญ ศิริธร "ปีกขวา" ประชาธิปัตย์ กำลังถูกกีดกันออกจาก ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ ที่เป็นข่าวต่อเนื่องมาหลายวัน (ดูกระทู้ก่อนๆในซีรีส์นี้ ตาม links ข้างล่าง) ได้พากันมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จนถึงประมาณหลังเที่ยงวันเล็กน้อย ใกล้จะเลิกชุมนุมอยู่แล้ว ก็บังเอิญ มีบางคนในหมุ่คนเหล่านี้ "เห็น" ขึ้นมาว่า ภาพในหน้า 1 Bangkok Post ดังกล่าว เป็นภาพอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องสะท้อนการแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม
ภายในไม่กี่ชัวโมง ในช่วงบ่ายถึงค่ำวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 ข่าวลือ เรื่อง "นักศึกษา แขวนคอหุ่น เหมือน ..." (นี่คือเนื้อหาของข่าวลือตอนแรก) ก็แพร่สะพัด ในหมู่พวกกำลังขวาจัดในขณะนั้น ราวกับไฟลามทุ่ง โดยมี นสพ. ดาวสยาม (ที่ตอนแรกไม่รู้สึกว่าละคร ดังกล่าวมีอะไร พอจะรายงานในเช้าวันนั้น ด้วยซ้ำ) และ วิทยุยานเกราะเป็นตัวจุดไฟและช่วยกระพือ
ภายในไม่กี่ชั่วโมง กำลังที่อยู่ในการควบคุมของพวกขวาจัด ได้รับการระดมกันขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งประเภทมวลชนจัดตั้ง (ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล) .. แต่ที่สำคัญ คือการเคลื่อนกำลังติดอาวุธ โดยเฉพาะในแวดวงตำรวจ และ ที่สำคัญที่สุด คือ ตำรวจ "พลร่ม" ตระเวนชายแดน ที่ถูกเคลื่อนกำลังเข้ามาจากหัวหินในกลางดึก (ตี 2) ของคืนวันอังคารที่ 5 ต่อเนื่องวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519
เป้าหมายของการโจมตี คือ ธรรมศาสตร์ .....
* * * * * * *
อ่านรายละเอียดในวันที่ 1-4 ตุลาคม 2519 ได้ที่
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 1 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/4wknz
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 2 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/T3E9W
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 3 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/OkrRa
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 4 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/hekC
.
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เปิด นสพ. เก่า อ่านชนวน 6 ตุลา ผ่านข่าวก่อนเกิดเหตุ
ใน www.prachatai.com/journal/2012/10/43000 . . Fri, 2012-10-05 13:31
5 ต.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค “วันนี้เมื่อ 36 ปีก่อน” โดยนำรูปปกหนังสือพิมพ์เก่าฉบับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาวสยาม บ้านเมือง ไทยรัฐ บางกอกโพสต์ ประชาชาติ เปรียบเทียบการพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมใหญ่ของประชาชนและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 1, 2, 3, 4, 5 ตุลาคม 2519 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์กวาดล้างนักศึกษาและประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
สำหรับในวันนี้ ( 5 ต.ค.) เมื่อ 36 ปีที่แล้ว สมศักดิ์ ได้วิเคราะห์ข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ไว้ว่า ชนวนของการจุดประเด็นเรื่องละครแขวนคอ อันเป็นเหตุให้ฝ่ายขวาลุกฮือและมีการกวาดล้างผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมนั้น ถูกจุดขึ้นจากประเด็นเพียงเล็กน้อยและด้วยเวลาอันรวดเร็วเพียงใด ทั้งที่สื่อมวลชนเกือบทั้งหมด รวมทั้งดาวสยามเองนำเสนอข่าวการแสดงละครนี้ในวันที่ 5 ต.ค. เป็นเพียงข่าวเล็กๆ ที่แทบไม่ได้รับความสนใจ
รายละเอียดมีดังนี้
วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 5 ตุลาคม 2519
...............
ทั้งพาดหัวและรายงานข่าวของ นสพ.ทุกฉบับที่วางตลาดในเช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 ไม่มีวี่แวว หรืออะไรแม้แต่นิดเดียว ที่จะส่อให้เห็นว่า จะเกิดอะไรขึ้น ภายใน 24 ชม.ข้างหน้า
ทุกฉบับรายงานการ "ยกระดับ" การต่อต้านถนอม ที่นำโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในเย็นวันก่อนหน้านั้น (จันทร์ที่ 4) คือ มีการจัดชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงเป็นครั้งแรก แล้วการชุมนุม ได้ "ยืดเยื้อ" คือ ไม่สลาย แต่ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนเข้ามาใช้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ชุมนุมข้ามคืน "ยืดเยื้อ" ต่อ
แต่จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นอะไรที่ "คาดเดาได้" เพราะสมัยนั้น ถ้ามีเรื่องประท้วงใหญ่มากๆ ก็จะลงเอยในลักษณะนี้ คือ นักศึกษาจัดชุมนุมยืดเยื้อในธรรมศาสตร์
ก่อนหน้านั้น เพียงเดือนเศษ ก็มีกรณีลักษณะนี้ เมื่อ ประภาส จารุเสถียร ลักลอบกลับเข้ามาในประเทศไทย
ความแตกต่าง คือ ครั้งถนอมนี้ การชุมนุมในลักษณะนี้ เริ่มช้ากว่า คือ เริ่มหลังจากถนอมเข้ามาแล้ว 2 สัปดาห์ ไมใช่ เริ่มทันที เหมือนครั้งประภาส
รายละเอียดที่ต่างกันออกไปบ้างอีกอย่างหนึ่ง คือ การชุมนุมยืดเยื้อในธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงถนอม ที่เริ่มขึ้นในเย็นวันที่ 4 ตุลาคม นี้ มีขึ้นพร้อมกับการเริ่มฤดูการสอบไล่ของนักศึกษาพอดี หมายความว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์ ต้องงดการสอบไปโดยปริยาย
และเรื่องนี้เอง ที่นำไปสู่เหตุการณ์เล็กๆ ที่ไม่ได้มีใครสนใจหรือให้ความสำคัญมาก คือ การจัดชุมนุมภายในของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ซึ่งส่วนใหญ่คือ นักศึกษาชั้นปี 1 ที่ทำกิจกรรมที่ลานโพธิ์ ในตอนเที่ยงของวันเดียวกันนั้น เพื่อชักชวนให้นักศึกษาปี 1 ที่ต้องมาสอบทุกคน งดสอบ (ไม่ค่อยได้ผลนัก นักศึกษาธรรมดาที่ไมใช่เด็กกิจกรรม ยังเข้าสอบต่อไป) มีการจัดแสดง "ละคร" หรือ "ฉาก" สั้นๆ ไม่กีนาทีประกอบ เพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยหยิบเอาเหตุการณ์ ฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้า ที่นครปฐม 2 คน มาแสดง สลับกับการ "ไฮด์ปาร์ค" ย่อยๆ ด้วยเครื่องเสียงเล็กๆ
การจัดชุมนุมภายในของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ว่านี้ เป็นเรื่องกิจกรรมภายในที่นักกิจกรรมในธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะปี 1 "ทำกันเอง" ไม่ได้เป็นมติของ - หรือเกี่ยวข้องกับ - ศูนย์นิสิตฯ
แน่นอนว่า นสพ.ทุกฉบับ ก็มาทำข่าว ถ่ายภาพกัน แต่ก็ไม่มีฉบับไหนให้ความสำคัญมาก
ไทยรัฐ ฉบับเช้าวันต่อมา (ดังที่แสดงให้เห็นในภาพ) ลงรูป ดร.ป๋วย มาห้ามปราม ให้เลิกชุมนุม หลังการชุมนุมดำเนินไป จนเรียกว่า เกือบจบแล้ว คือ หมดเวลาพักเที่ยง กำลังจะเริ่มการสอบ ตอนบ่ายโมงแล้ว ดร.ป๋วย ต้องการให้เลิก เพื่อไม่ให้รบกวนการสอบ (ถ้า ดร.ป๋วย ไม่มาห้ามปราม พวกเราเอง ก็คงอยู่กันต่ออีกไม่นาน ปล่อยให้นักศึกษาที่สอบ สอบกันไป) แต่ละครเล็กๆ ที่ว่า ไทยรัฐ ก็ไม่รู้สึกน่าสนใจพอจะลง (จริงๆ ที่ลงรูปการชุมนุมนี้ ในหน้า 1 ก็คงเพราะมี ดร.ป๋วย มา "ปะทะนักศึกษา" ตามคำโปรยหัว ที่ออกจะ "เว่อร์" ของไทยรัฐ นันแหละ ลำพัง การชุมนุมเล็กๆแบบนี้ คงไม่เป็นข่าวอะไร)
นสพ. "ประชาชาติ" ลงรูป "ละคร" ที่แสดงเพื่อเรียกความสนใจที่ว่า เป็นรูปเล็กๆ แทบจะดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร เพราะไม่มีการบรรยายไว้ด้วยว่าเป็นรูปอะไร (นอกจากว่า "ส่วนภาพเล็ก เป็นการประท้วงของ นศ.ที่ลานโพธิ์" ใครที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เอง ก็ยากจะดูรู้เรื่องว่า ในภาพ เป็นอะไร) และก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร
ทีสำคัญ นสพ. ขวาจัด 2 ฉบับ ในขณะนั้น คือ ดาวสยาม กับ บ้านเมือง ไม่ให้ความสำคัญเลย จะเห็นว่า ไม่มีแม้แต่รูปอะไรเกี่ยวกับการชุมนุมของ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่ลานโพธิ์ และ "ละคร" ที่ว่าเลย
แต่ด้วยความบังเอิญ นสพ.ภาษาอังกฤษ Bangkok Post คงเห็นว่า ภาพ "ละคร" หรือ "ฉาก" ที่แสดงเรียกความสนใจนักศึกษาที่กำลังเข้าสอบที่ว่า ออกมาแล้ว ดูเด่นดี เลยนำมาตีพิมพ์ในหน้า 1 และเป็น นสพ. ฉบับเดียวในเช้าวันอังคารที่ 5 ที่ลงภาพและเรื่องการแสดง "ละคร" ที่ว่านี้อย่างชัดเจน (ถ้าไม่นับ ประชาชาติ ที่ลงแต่รูปเล็กนิดเดียว แทบจะดูไม่ออก ดังกล่าว The Nation มีภาพละคร เช่นกัน แต่ถ่ายจากด้านข้าง)
และ Post ดูจะเป็นฉบับเดียว ที่ รู้สึกว่า "ละคร" นี้ แสดง "ได้ผล" หรือมี ผลสะเทือนต่อคนที่ได้ดู ("It was just a mock hanging, but the effect was such that it created an eerie atmosphere at the Thammasat University campus...")
(ผมเดาว่า ส่วนหนึ่งที่ Post ให้ความสำคัญ กับ "ละคร" เพราะต้องการ "เล่น" ข่าวที่ ศรีสุข อธิบดีกรมตำรวจ ออกมายอมรับว่า การฆ่าแขวนคอ ช่างไฟฟ้า 2 คน เป็นฝีมือตำรวจ - ดูพาดหัวตัวโต ของ Post ตามภาพ)
และก็ด้วยความบังเอิญ เช่นกัน ในเช้าวันอังคารที่ 5 นี้ กลุ่มฝ่ายขวาที่แทบไม่มีใครสนใจหรือรุ้จัก ที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มผู้รักชาติและชมรมแม่บ้าน" ไม่กี่ร้อยคน ที่ไม่พอใจกับเรื่องที่ สมัคร สุนทรเวช และ สมบุญ ศิริธร "ปีกขวา" ประชาธิปัตย์ กำลังถูกกีดกันออกจาก ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ ที่เป็นข่าวต่อเนื่องมาหลายวัน (ดูกระทู้ก่อนๆในซีรีส์นี้ ตาม links ข้างล่าง) ได้พากันมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จนถึงประมาณหลังเที่ยงวันเล็กน้อย ใกล้จะเลิกชุมนุมอยู่แล้ว ก็บังเอิญ มีบางคนในหมุ่คนเหล่านี้ "เห็น" ขึ้นมาว่า ภาพในหน้า 1 Bangkok Post ดังกล่าว เป็นภาพอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องสะท้อนการแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม
ภายในไม่กี่ชัวโมง ในช่วงบ่ายถึงค่ำวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 ข่าวลือ เรื่อง "นักศึกษา แขวนคอหุ่น เหมือน ..." (นี่คือเนื้อหาของข่าวลือตอนแรก) ก็แพร่สะพัด ในหมู่พวกกำลังขวาจัดในขณะนั้น ราวกับไฟลามทุ่ง โดยมี นสพ. ดาวสยาม (ที่ตอนแรกไม่รู้สึกว่าละคร ดังกล่าวมีอะไร พอจะรายงานในเช้าวันนั้น ด้วยซ้ำ) และ วิทยุยานเกราะเป็นตัวจุดไฟและช่วยกระพือ
ภายในไม่กี่ชั่วโมง กำลังที่อยู่ในการควบคุมของพวกขวาจัด ได้รับการระดมกันขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งประเภทมวลชนจัดตั้ง (ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล) .. แต่ที่สำคัญ คือการเคลื่อนกำลังติดอาวุธ โดยเฉพาะในแวดวงตำรวจ และ ที่สำคัญที่สุด คือ ตำรวจ "พลร่ม" ตระเวนชายแดน ที่ถูกเคลื่อนกำลังเข้ามาจากหัวหินในกลางดึก (ตี 2) ของคืนวันอังคารที่ 5 ต่อเนื่องวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519
เป้าหมายของการโจมตี คือ ธรรมศาสตร์ .....
* * * * * * *
อ่านรายละเอียดในวันที่ 1-4 ตุลาคม 2519 ได้ที่
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 1 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/4wknz
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 2 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/T3E9W
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 3 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/OkrRa
"วันนี้ เมื่อ 36 ปีก่อน: 4 ตุลาคม 2519" http://goo.gl/hekC
.
2555-10-06
อย่าปิดหูปิดตาตนเอง โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร (+ ลิงค์ เรื่อง..จากหนังสือ‘เราคือผู้บริสุทธิ์’ )
.
ยุกติ มุกดาวิจิตร: อย่าปิดหูปิดตาตนเอง
จาก http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra/post/3656 . . 6 ตุลาคม, 2012 - 10:56
( รวมบทความ http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra )
เบื้องหลังวิกฤติ 6 ตุลาคม 2519
www.youtube.com/watch?v=I52UmNghGj4
Uploaded by TDSTVlike on Oct 10, 2011
ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย ที่ควรได้รับการบันทึกไว้
จัดทำและผลิตโดยผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
การฆ่านักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่อารมณ์ชั่ววูบของคนกลุ่มใด
แต่เป็นผลของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ก่อร่างความเกลียดชัง เป็นผลของการก่อตัวของโครงสร้างทางการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เป็นผลจากความตระหนกจนก่อกรรมอย่างไร้มนุษยธรรมของชนชั้นนำและชนชั้นกลางไทย
วิดีโอนี้เล่าเรื่องราวให้เข้าใจง่าย โดยไม่ลดทอนความซับซ้อน เล่าเรื่องราวอย่างเป็นระบบ และมีหลักฐานข้อเท็จจริงที่หนักแน่น
ใครเป็นใคร ใครทำอะไร ใครมีบทบาทอย่างไรในเหตุการณ์นี้ หากใช้ "สติ" "ปัญญา" และ "จิตใจที่เป็นธรรม" ศึกษาดูด้วยตนเองแล้ว ย่อมเข้าใจได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณ "นกสีแดง" ผู้ผลิตและเผยแพร่
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อ่านอีกรอบ: จม.เล่าเหตุการณ์เช้ามืด 6 ตุลา จากหนังสือ'เราคือผู้บริสุทธิ์'
ใน เวบไซต์ ประชาไท . . Fri, 2012-10-05 23:35
ได้ที่ ... www.prachatai.com/journal/2012/10/43012
หมายเหตุ: เนื่องในวาระ ครบรอบ 36 ปี 6 ตุลาคม 2519 ‘ประชาไท’ หยิบยกบทบันทึกเหตุการณ์วันนั้น ซึ่งเขียนโดย ชวลิต วินิจจะกูล เป็นตอนหนึ่งจากหนังสือ ‘เสียงจากอดีตจำเลยคดี 6 ตุลา เราคือผู้บริสุทธิ์’ แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในฐานะบทบันทึกประวัติศาสตร์ แรงบันดาลใจทางการเมือง หรืออะไรก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไป คนอีกรุ่นอาจไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับงานเหล่านี้ จึงขออนุญาตหยิบยกมาปัดฝุ่นใหม่ โดยเริ่มต้นจากสิ่งพื้นฐานที่สุดนั่นคือ เกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น ทั้งในแง่เหตุการณ์และอารมณ์ความรู้สึก
จดหมายจากชวลิต วินิจจะกูล ฉบับที่ 1
ฯลฯ
จดหมายจากชวลิต วินิจจะกูล ฉบับที่ 2
ฯลฯ
.
ยุกติ มุกดาวิจิตร: อย่าปิดหูปิดตาตนเอง
จาก http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra/post/3656 . . 6 ตุลาคม, 2012 - 10:56
( รวมบทความ http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra )
เบื้องหลังวิกฤติ 6 ตุลาคม 2519
www.youtube.com/watch?v=I52UmNghGj4
Uploaded by TDSTVlike on Oct 10, 2011
ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย ที่ควรได้รับการบันทึกไว้
จัดทำและผลิตโดยผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
การฆ่านักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่อารมณ์ชั่ววูบของคนกลุ่มใด
แต่เป็นผลของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ก่อร่างความเกลียดชัง เป็นผลของการก่อตัวของโครงสร้างทางการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เป็นผลจากความตระหนกจนก่อกรรมอย่างไร้มนุษยธรรมของชนชั้นนำและชนชั้นกลางไทย
วิดีโอนี้เล่าเรื่องราวให้เข้าใจง่าย โดยไม่ลดทอนความซับซ้อน เล่าเรื่องราวอย่างเป็นระบบ และมีหลักฐานข้อเท็จจริงที่หนักแน่น
ใครเป็นใคร ใครทำอะไร ใครมีบทบาทอย่างไรในเหตุการณ์นี้ หากใช้ "สติ" "ปัญญา" และ "จิตใจที่เป็นธรรม" ศึกษาดูด้วยตนเองแล้ว ย่อมเข้าใจได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณ "นกสีแดง" ผู้ผลิตและเผยแพร่
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อ่านอีกรอบ: จม.เล่าเหตุการณ์เช้ามืด 6 ตุลา จากหนังสือ'เราคือผู้บริสุทธิ์'
ใน เวบไซต์ ประชาไท . . Fri, 2012-10-05 23:35
ได้ที่ ... www.prachatai.com/journal/2012/10/43012
หมายเหตุ: เนื่องในวาระ ครบรอบ 36 ปี 6 ตุลาคม 2519 ‘ประชาไท’ หยิบยกบทบันทึกเหตุการณ์วันนั้น ซึ่งเขียนโดย ชวลิต วินิจจะกูล เป็นตอนหนึ่งจากหนังสือ ‘เสียงจากอดีตจำเลยคดี 6 ตุลา เราคือผู้บริสุทธิ์’ แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในฐานะบทบันทึกประวัติศาสตร์ แรงบันดาลใจทางการเมือง หรืออะไรก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไป คนอีกรุ่นอาจไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับงานเหล่านี้ จึงขออนุญาตหยิบยกมาปัดฝุ่นใหม่ โดยเริ่มต้นจากสิ่งพื้นฐานที่สุดนั่นคือ เกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น ทั้งในแง่เหตุการณ์และอารมณ์ความรู้สึก
จดหมายจากชวลิต วินิจจะกูล ฉบับที่ 1
ฯลฯ
จดหมายจากชวลิต วินิจจะกูล ฉบับที่ 2
ฯลฯ
.
2555-09-24
สรกล: “ชุดดำ”หรือ“ใจดำ”, นิทาน“แพะ”
.
“ชุดดำ”หรือ“ใจดำ”
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 20:00:00 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555 หน้า 2 )
ทุกครั้งของการชุมนุมใหญ่ประท้วงรัฐบาลของประชาชนมักจะมี "มือที่ 3" เกิดขึ้นเสมอ
14 ตุลาคม 2516 ก็มี "มือที่ 3"
จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าใครยิงปืนจากกองสลาก ใครสั่งให้ตีนักศึกษาตกน้ำที่บริเวณสวนจิตรลดา
เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็มี "มือที่ 3"
ถ้า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการหาม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จากสนามหลวงไปยังสะพานผ่านฟ้า
เป็นคนไล่ตีทหาร และเผาโรงพักนางเลิ้ง
เราก็คงไม่รู้ว่ามี "มือที่ 3" ในเหตุการณ์ครั้งนั้น
แต่เพราะเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือ พฤษภาคม 2553 "มวลชน" เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด
คำถามเรื่อง "มือที่ 3" จึงหายไปกับสายลม
พร้อมกับการหรี่ตาให้กับการเผาตึกกองสลาก หรือโรงพักนางเลิ้ง
จำไม่ได้กับวิธีการต่อสู้ของมวลชนด้วยการขับรถเมล์พุ่งชนแนวทหาร
"ผู้ชนะ" คือ "ผู้ถูกต้อง"
แต่เหตุการณ์ เมษา-พฤษภาฯ "มวลชนเสื้อแดง" ไม่ได้เป็นผู้ชนะ
เขาเป็น "ผู้แพ้" เหมือนกับนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
แต่ประวัติศาสตร์มักเขียนโดย "ผู้ชนะ"
ตัวละคร "ชายชุดดำ" จึงเกิดขึ้น
ถามว่า "ชายชุดดำ" กับการใช้อาวุธสงครามมีจริงหรือไม่
ตอบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมี "มือที่ 3" กระทำการเช่นนั้นจริง
แต่ไม่ได้มีบทบาทถึงขั้นเป็นกองกำลังระดับ 500 คน
เพราะถ้ายิ่งใหญ่ขนาดนั้น ทหารคงเสียชีวิตมากกว่านี้
และถ้ามีการทำเป็นขบวนการจริง ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองอำนาจต่ออีกกว่า 1 ปี กลับไม่สามารถหาหลักฐานเรื่องขบวนการ "ชายชุดดำ" ได้เลย
"ชายชุดดำจึงเหมือนตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์ไทยแค่ 1 บรรทัด แต่สามารถสร้างภาพยนตร์ได้ทั้งเรื่อง
ที่สำคัญ "ชายชุดดำ" กลายเป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปรามประชาชนด้วยกระสุนจริง
ซึ่งเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนอย่างยิ่ง
กรณีที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เราควรตั้งคำถามทีละขั้นตอน
1.ชายชุดดำมีจริงหรือไม่
2.ถ้ามีจริง ชายชุดดำกลุ่มนี้มีบทบาทแค่ไหนในเหตุการณ์ครั้งนี้
ถึงขนาดเป็นกองกำลังจริงหรือ
3.แกนนำ นปช.รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของชายชุดดำหรือเปล่า
ความรับรู้ของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-จตุพร พรหมพันธุ์" ในเหตุการณ์นี้จะอยู่ในระดับ พล.ต.จำลอง หรือ "ปริญญา เทวานฤมิตร" ในเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ"
รู้กันหรือไม่รู้เรื่องกับการกระทำของ พล.อ.พัลลภ
แต่คำถามที่ 4 สำคัญที่สุด
ไม่ว่า "ชายชุดดำ" จะมีจริงหรือไม่ หรือเกี่ยวพันกับแกนนำ นปช.ระดับใด
รัฐบาลมีสิทธิปราบปรามประชาชนด้วยกระสุนจริงหรือไม่ มีสิทธิใช้ "พลซุ่มยิง" กับการสลายมวลชนหรือไม่
นี่คือ คำถามที่สำคัญที่สุด
และเป็นคำถามที่ "สมชาย หอมละออ" สมควรต้องตอบอย่างยิ่ง
++
นิทาน“แพะ”
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:19 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2555 )
กรณีของเด็กหนุ่มตระกูล "อยู่วิทยา" ซิ่งรถหรูเฟอร์รารีชนตำรวจเสียชีวิต กลายเป็น "ข่าวใหญ่" ต่อเนื่องมาหลายวัน
ส่วนหนึ่งเพราะรูปคดีที่ไม่ธรรมดา
ทั้งชนแล้วหนี
ที่สำคัญส่งคนขับรถมาเป็น "แพะ" ก่อนรับสารภาพในเวลาต่อมา
ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ใครเป็นคนเสนอความคิดแก้ปัญหาแบบ "แพะ-แพะ" ขึ้นมา
คิดเอง หรือมีคนเสนอแนะ
คำสั่งด่วนย้าย พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ นามเมือง สวป.สน.ทองหล่อมาช่วยราชการน่าจะเป็นคำตอบได้ระดับหนึ่ง
ในอดีตเรื่องการหาแพะรับบาปนั้นมักใช้เมื่อเป็นคดีใหญ่แต่หาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้
เมื่อโดนเร่งคดีมาก กลยุทธ์หนึ่งในการปิดคดีก็คือ การหา "แพะ"
พอรู้ตัวว่าใครทำ ข่าวก็เริ่มซาลง
แต่สุดท้ายคดีลักษณะนี้จะจบลงด้วยการสั่งไม่ฟ้อง หรือยกฟ้อง
นานๆ ครั้งจึงจะมีเรื่องการหา "แพะ" เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหา
อ่านข่าวนี้แล้วทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีรุ่นพี่เคยเล่าให้ฟัง
มีตำรวจจาก 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอีกประเทศหนึ่งในเอเชียไปอบรมเรื่องวิธีการสืบสวนสอบสวน
วิธีการทดสอบฝีมือง่ายมาก
เขาปล่อย "กระต่าย" ตัวหนึ่งเข้าไปในป่า พร้อมคำสั่ง..
"ให้จับกระต่ายตัวนี้ให้ได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง"
ตำรวจสหรัฐอเมริกาเริ่มก่อน
เขาใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทั้งดาวเทียม เครื่องตรวจสัญญาณทุกระบบค้นหากระต่ายในป่า
1 ชั่วโมงผ่านไปก็ยังหากระต่ายไม่เจอ
ตำรวจสหรัฐประกาศยอมแพ้
ถึงคิวของตำรวจรัสเซียบ้าง
เขาเดินลุยป่าราดน้ำมันจนทั่ว หยิบไฟแช็กขึ้นมาแล้วจุดไฟเผาป่า
1 ชั่วโมงผ่านไป ไฟไหม้ป่าวอดวาย
แต่สุดท้ายเขาก็หาซากกระต่ายไม่เจอ
ตำรวจรัสเซียประกาศยอมแพ้
มาถึงคิวตำรวจจากประเทศหนึ่งในเอเชีย
อาจารย์ปล่อยกระต่ายเข้าป่าผืนใหม่
เขาลุยเข้าไปในป่าท่ามกลางความสงสัยของทุกฝ่ายที่เฝ้ามอง
เพราะไม่มีอุปกรณ์อะไรติดตัวเข้าไปเลย
พักหนึ่ง เขาก็ลาก "แพะ" ตัวหนึ่งออกมา
อาจารย์ที่สอนส่ายหน้า
"นี่มันแพะ เราต้องการกระต่าย"
ตำรวจเอเชียยิ้ม
"ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ"
พูดจบก็หยิบปืนออกมาจ่อไปที่หัวแพะ ก้มตัวลงไปกระซิบเบาๆ ที่หูแพะ
เจ้าแพะตาเหลือก รีบยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนลั่น
"ผมเป็นกระต่ายครับ ผมเป็นกระต่าย"
จนถึงวันนี้รุ่นพี่คนที่เล่านิทานยังไม่ยอมบอกว่าตำรวจจากเอเชียคนนี้มาจากประเทศอะไร
ที่สำคัญสั่งเสียงเข้มว่าเล่าต่อได้ แต่ห้ามบอกชื่อคนเล่าโดยเด็ดขาด
เขาไม่อยากเป็น "กระต่าย"
.
“ชุดดำ”หรือ“ใจดำ”
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 20:00:00 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555 หน้า 2 )
ทุกครั้งของการชุมนุมใหญ่ประท้วงรัฐบาลของประชาชนมักจะมี "มือที่ 3" เกิดขึ้นเสมอ
14 ตุลาคม 2516 ก็มี "มือที่ 3"
จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าใครยิงปืนจากกองสลาก ใครสั่งให้ตีนักศึกษาตกน้ำที่บริเวณสวนจิตรลดา
เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็มี "มือที่ 3"
ถ้า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการหาม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จากสนามหลวงไปยังสะพานผ่านฟ้า
เป็นคนไล่ตีทหาร และเผาโรงพักนางเลิ้ง
เราก็คงไม่รู้ว่ามี "มือที่ 3" ในเหตุการณ์ครั้งนั้น
แต่เพราะเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือ พฤษภาคม 2553 "มวลชน" เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด
คำถามเรื่อง "มือที่ 3" จึงหายไปกับสายลม
พร้อมกับการหรี่ตาให้กับการเผาตึกกองสลาก หรือโรงพักนางเลิ้ง
จำไม่ได้กับวิธีการต่อสู้ของมวลชนด้วยการขับรถเมล์พุ่งชนแนวทหาร
"ผู้ชนะ" คือ "ผู้ถูกต้อง"
แต่เหตุการณ์ เมษา-พฤษภาฯ "มวลชนเสื้อแดง" ไม่ได้เป็นผู้ชนะ
เขาเป็น "ผู้แพ้" เหมือนกับนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
แต่ประวัติศาสตร์มักเขียนโดย "ผู้ชนะ"
ตัวละคร "ชายชุดดำ" จึงเกิดขึ้น
ถามว่า "ชายชุดดำ" กับการใช้อาวุธสงครามมีจริงหรือไม่
ตอบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมี "มือที่ 3" กระทำการเช่นนั้นจริง
แต่ไม่ได้มีบทบาทถึงขั้นเป็นกองกำลังระดับ 500 คน
เพราะถ้ายิ่งใหญ่ขนาดนั้น ทหารคงเสียชีวิตมากกว่านี้
และถ้ามีการทำเป็นขบวนการจริง ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองอำนาจต่ออีกกว่า 1 ปี กลับไม่สามารถหาหลักฐานเรื่องขบวนการ "ชายชุดดำ" ได้เลย
"ชายชุดดำจึงเหมือนตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์ไทยแค่ 1 บรรทัด แต่สามารถสร้างภาพยนตร์ได้ทั้งเรื่อง
ที่สำคัญ "ชายชุดดำ" กลายเป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปรามประชาชนด้วยกระสุนจริง
ซึ่งเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนอย่างยิ่ง
กรณีที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เราควรตั้งคำถามทีละขั้นตอน
1.ชายชุดดำมีจริงหรือไม่
2.ถ้ามีจริง ชายชุดดำกลุ่มนี้มีบทบาทแค่ไหนในเหตุการณ์ครั้งนี้
ถึงขนาดเป็นกองกำลังจริงหรือ
3.แกนนำ นปช.รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของชายชุดดำหรือเปล่า
ความรับรู้ของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-จตุพร พรหมพันธุ์" ในเหตุการณ์นี้จะอยู่ในระดับ พล.ต.จำลอง หรือ "ปริญญา เทวานฤมิตร" ในเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ"
รู้กันหรือไม่รู้เรื่องกับการกระทำของ พล.อ.พัลลภ
แต่คำถามที่ 4 สำคัญที่สุด
ไม่ว่า "ชายชุดดำ" จะมีจริงหรือไม่ หรือเกี่ยวพันกับแกนนำ นปช.ระดับใด
รัฐบาลมีสิทธิปราบปรามประชาชนด้วยกระสุนจริงหรือไม่ มีสิทธิใช้ "พลซุ่มยิง" กับการสลายมวลชนหรือไม่
นี่คือ คำถามที่สำคัญที่สุด
และเป็นคำถามที่ "สมชาย หอมละออ" สมควรต้องตอบอย่างยิ่ง
++
นิทาน“แพะ”
โดย สรกล อดุลยานนท์ คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:19 น.
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2555 )
กรณีของเด็กหนุ่มตระกูล "อยู่วิทยา" ซิ่งรถหรูเฟอร์รารีชนตำรวจเสียชีวิต กลายเป็น "ข่าวใหญ่" ต่อเนื่องมาหลายวัน
ส่วนหนึ่งเพราะรูปคดีที่ไม่ธรรมดา
ทั้งชนแล้วหนี
ที่สำคัญส่งคนขับรถมาเป็น "แพะ" ก่อนรับสารภาพในเวลาต่อมา
ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ใครเป็นคนเสนอความคิดแก้ปัญหาแบบ "แพะ-แพะ" ขึ้นมา
คิดเอง หรือมีคนเสนอแนะ
คำสั่งด่วนย้าย พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ นามเมือง สวป.สน.ทองหล่อมาช่วยราชการน่าจะเป็นคำตอบได้ระดับหนึ่ง
ในอดีตเรื่องการหาแพะรับบาปนั้นมักใช้เมื่อเป็นคดีใหญ่แต่หาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้
เมื่อโดนเร่งคดีมาก กลยุทธ์หนึ่งในการปิดคดีก็คือ การหา "แพะ"
พอรู้ตัวว่าใครทำ ข่าวก็เริ่มซาลง
แต่สุดท้ายคดีลักษณะนี้จะจบลงด้วยการสั่งไม่ฟ้อง หรือยกฟ้อง
นานๆ ครั้งจึงจะมีเรื่องการหา "แพะ" เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหา
อ่านข่าวนี้แล้วทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีรุ่นพี่เคยเล่าให้ฟัง
มีตำรวจจาก 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอีกประเทศหนึ่งในเอเชียไปอบรมเรื่องวิธีการสืบสวนสอบสวน
วิธีการทดสอบฝีมือง่ายมาก
เขาปล่อย "กระต่าย" ตัวหนึ่งเข้าไปในป่า พร้อมคำสั่ง..
"ให้จับกระต่ายตัวนี้ให้ได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง"
ตำรวจสหรัฐอเมริกาเริ่มก่อน
เขาใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทั้งดาวเทียม เครื่องตรวจสัญญาณทุกระบบค้นหากระต่ายในป่า
1 ชั่วโมงผ่านไปก็ยังหากระต่ายไม่เจอ
ตำรวจสหรัฐประกาศยอมแพ้
ถึงคิวของตำรวจรัสเซียบ้าง
เขาเดินลุยป่าราดน้ำมันจนทั่ว หยิบไฟแช็กขึ้นมาแล้วจุดไฟเผาป่า
1 ชั่วโมงผ่านไป ไฟไหม้ป่าวอดวาย
แต่สุดท้ายเขาก็หาซากกระต่ายไม่เจอ
ตำรวจรัสเซียประกาศยอมแพ้
มาถึงคิวตำรวจจากประเทศหนึ่งในเอเชีย
อาจารย์ปล่อยกระต่ายเข้าป่าผืนใหม่
เขาลุยเข้าไปในป่าท่ามกลางความสงสัยของทุกฝ่ายที่เฝ้ามอง
เพราะไม่มีอุปกรณ์อะไรติดตัวเข้าไปเลย
พักหนึ่ง เขาก็ลาก "แพะ" ตัวหนึ่งออกมา
อาจารย์ที่สอนส่ายหน้า
"นี่มันแพะ เราต้องการกระต่าย"
ตำรวจเอเชียยิ้ม
"ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ"
พูดจบก็หยิบปืนออกมาจ่อไปที่หัวแพะ ก้มตัวลงไปกระซิบเบาๆ ที่หูแพะ
เจ้าแพะตาเหลือก รีบยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนลั่น
"ผมเป็นกระต่ายครับ ผมเป็นกระต่าย"
จนถึงวันนี้รุ่นพี่คนที่เล่านิทานยังไม่ยอมบอกว่าตำรวจจากเอเชียคนนี้มาจากประเทศอะไร
ที่สำคัญสั่งเสียงเข้มว่าเล่าต่อได้ แต่ห้ามบอกชื่อคนเล่าโดยเด็ดขาด
เขาไม่อยากเป็น "กระต่าย"
.
2555-09-23
สุรพศ: ‘คนดี’ตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยม กับความรับผิดชอบต่อ‘รัฐประหาร’
.
สุรพศ ทวีศักดิ์: ‘คนดี’ ตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยม กับความรับผิดชอบต่อ ‘รัฐประหาร’
ในมติชน ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 10:30:00 น.
( และใน www.prachatai.com/journal/2012/09/42783 . . Sat, 2012-09-22 19:30 มีความคิดเห็นท้ายบท )
“คนดีก็มีที่ยืนเยอะ คนไม่ดีก็ยังมีที่ยืนอยู่ หน้าที่ของเราก็คือสร้างคนดีเบียดคนไม่ดีให้ไม่มีที่ยืนในชาติบ้านเมืองของเรา”
นี่คือ"วรรคทอง"ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษกล่าวให้โอวาทในพิธีมอบทุน"มูลนิธิเปรมติณสูลานนท์"เมื่อวันที่16กันยายนที่ผ่านมาโดยให้เหตุผลว่า "..สาเหตุที่กระผมต้องนำเรื่องนี้มาพูดเนื่องจากต้องการให้ผู้ที่เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนของชาติได้ตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างคนดีหากเราที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองช่วยกันพยายามสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติบังเกิดความเข้าใจคุณธรรมจริยธรรมอย่างถ่องแท้ชาติบ้านเมืองของเราจะไม่มีคนโกง..." (คมชัด ลึก 16ก.ย.55)
แม้จะเป็นไปได้ว่าผู้พูดมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง(ไม่มีวาระทางการเมืองแอบแฝง?)แต่ในทางข้อเท็จจริงและเหตุผลเราก็ควรตั้งคำถามกับ"วาทกรรมสร้างคนดี-ขจัดคนเลว"อย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้วมันเป็นวาทกรรมที่สร้างปัญหา หรือแก้ปัญหาของระบบสังคมการเมืองตามที่เป็นอยู่กันแน่
ประการแรกพลเอกเปรมถูกยกย่องว่าเป็น"เสาหลักทางจริยธรรม"ของชาติแต่ "จริยธรรมของชาติ"ตามนิยามของเขาเป็นจริยธรรมตาม"อุดมการณ์ราชาชาตินิยม"ที่ถือว่า"ความดี/การเป็นคนดีหมายถึงการซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์กษัตริย์"ชาติตามนิยามนี้คือภาวะนามธรรมบางอย่างที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์(ดังที่พลเอกเปรมมักพูดเสมอๆว่า "ชาติบ้านเมืองเป็นของศักดิ์สิทธิ์”)ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์นั้นอิงอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ที่อยู่เหนือการตรวจสอบไม่ใช่ชาติตามนิยามของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ถือว่า"ชาติคือประชาชน"ที่มาร่วมกันทำข้อตกลงแบ่งปันสิทธิประโยชน์ต่างๆภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นบน"หลักความยุติธรรม"ที่ถือว่าทุกคนมีเสรีภาพและมีความเป็นคนเท่ากัน
ฉะนั้น"จริยธรรมของชาติ"ตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมจึงเรียกร้อง"ความจงรักภักดี"ต่อชนชั้นปกครองที่อยู่เหนือการตรวจสอบซึ่งตรงกันข้ามกับจริยธรรมของชาติตาม"อุดมการณ์ประชาธิปไตย"ที่เรียกร้อง"การตรวจสอบ"บุคคลที่มีบทบาทสาธารณะทุกคนอย่างเท่าเทียมกันตามหลักเสรีภาพ ความเสมอภาคจริยธรรมแห่งสังคมประชาธิปไตยจึงหมายถึงการมีจิตสำนึกและความกล้าหาญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพซึ่งเป็นจริยธรรมที่"เสาหลักทางจริยธรรม"ของประเทศนี้ไม่เคยพูดถึงเลย
ประการที่สองฉะนั้นเมื่อพลเอกเปรมพูดถึง"ความซื่อสัตย์ไม่โกง"เขาจึงเน้นไปที่ความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ชาติศาสน์ กษัตริย์ ไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่อ"อำนาจของประชาชน"และ"คนโกง"ก็มักจะหมายเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นหลักไม่ใช่เครือข่ายอำมาตย์ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมที่ยึดอุดมการณ์ราชาชาตินิยม
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีการตั้งคำถามว่าพลเอกเปรมและบรรดาเครือข่ายอำมาตย์ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานดังกล่าวซื่อสัตย์ต่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อรัฐธรรมนูญห้ามทหารเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ผู้นำกองทัพกลับให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนอย่างเป็นปกติเมื่อรัฐธรรมนูญห้ามองคมนตรีเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ประธานองคมนตรีกลับสนับสนุนให้องคมนตรีมาเป็นนายกฯของคณะรัฐประหาร 19กันยา49(สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด)และกล่าวสนับสนุนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นนายกฯของรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร(ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ)เหล่านี้เป็นต้นล้วนแสดงให้เห็น ปัญหา"ความไม่ซื่อสัตย์"ต่อ"รัฐธรรมนูญ"และ"ประชาธิปไตย"
จริงอยู่การที่นักการเมืองโกงงบประมาณแผ่นดินหรือโกงอะไรต่างๆนั้น ก็เป็นการกระทำที่ผิดหลักจริยธรรมทางการเมืองผิดหลักการประชาธิปไตยและผิดกฎหมายแต่การกระทำผิดกฎหมายดังกล่าวนี้ก็เหมือนกับการทำผิดกฎหมายในกรณีอื่นๆเช่น ทำผิดกฎจราจร ปล้นทรัพย์ฆ่าคนฯลฯ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการเอาผิดทางกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย
ไม่ใช่เรื่องที่บรรดาคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานอุดมการณ์ราชาชาตินิยมจะถืออภิสิทธิ์เข้ามาทำรัฐประหารเพื่อปราบคนโกง เพราะ 1)ประชาชนไม่ได้มีฉันทามติให้ทำเช่นนั้น2)รัฐประหารเป็นการปล้นอำนาจประชาชนเป็นความไม่ซื่อสัตย์คดโกงฉ้อฉลอำนาจ สิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่ากับอกตัญญูต่อชาติคือ"ประชาชน" และ 3)ไม่มีหลักประกันใดๆว่าบรรดาคนดีมีคุณธรรมที่รวมหัวกันทำรัฐประหารจะไม่โกงเพราะตรวจสอบไม่ได้
ประการสุดท้ายเมื่อมาตรฐานจริยธรรมแห่งชาติตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมขัดแย้งกับมาตรฐานจริยธรรมประชาธิปไตยใน"ระดับรากฐาน"จึงทำให้บรรดาคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานดังกล่าวอ้างคุณธรรมความดีละเมิดหลักการประชาธิปไตย
เช่น รัฐธรรมนูญห้ามยุ่งการเมืองก็แสดงความเห็นทางการเมืองสนับสนุนฝ่ายการเมืองอย่างเปิดเผย(และไม่เปิดเผย?)
กระทั่งทำรัฐประหารในนามของการอ้าง"คุณธรรมความดี"เพื่อชาติบ้านเมืองอันศักดิ์สิทธิ์
จึงทำให้ "ที่ยืน"ของ"บรรดาคนดี"อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยเสมอ เช่น
-ที่ยืนในตำแหน่งนายกฯแห่งคณะรัฐประหาร 19กันยาและบนเขายายเที่ยง (ตามวาทะว่า"สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด")
-ที่ยืนในตำแหน่งนายกฯอำมาตย์อุ้ม และบนกองศพประชาชน(ตามวาทะว่า"ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ")
ฯลฯ
แน่นอนว่าความเสียหายของชาติบ้านเมืองส่วนหนึ่งเกิดจากนักการเมืองโกงงบประมาณแผ่นดินซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกตรวจสอบและถูกดำเนินการตามกฎหมายด้วยกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ แล้วบรรดาคนดีมีคุณธรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญปล้นอำนาจของประชาชนทำรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่าล่ะจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างไร? สังคมควรยอมรับการอ้างความเป็นคนดีมีคุณธรรมเพื่ออยู่เหนือ/ละเมิดรัฐธรรมนูญและฉีกรัฐธรรม ล้มประชาธิปไตยซ้ำซากเช่นนี้ตลอดไปหรือ?
.
2555-09-20
(น้ำเหนือยังไม่มา) ..น้ำท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า !??
.
คุณคงไม่เชื่อสายตา ... ภาพน้ำท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า !??
ในมติชน ออนไลน์ วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 11:03:05 น.
( ที่มา http://news.sanook.com/ )
ชาวเน็ตกดไลค์! ภาพน้ำท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม.เผย ถนนเทเวศร์ แชมป์ฝนมากที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้(18 ก.ย.) ในโลกสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ต่างพากันแชร์ภาพถ่ายบรรยากาศน้ำท่วมขังบนถนนทั่วกรุงเทพมหานคร หลังฝนตกลงมาอย่างหนักตั้่งแต่ช่วงบ่าย จนส่งผลให้มีน้ำท่วมขังถนนทั่วกรุงฯ อาทิ ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน ถนนพระราม 6 ถนนราชวิถี ฯลฯโดยภาพที่คนส่งต่อมากที่สุดเห็นจะเป็นภาพน้ำท่วมขังถนนที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งมีการส่งต่อไปและกดไลค์กระหน่ำไปทั่วโลกออนไลน์
ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ฝนตกทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงบ่ายของวานนี้ พบว่ามีปริมาณฝนมากที่สุดที่ย่านถนนเทเวศร์ เขตดุสิต 107 มิลลิเมตร รองลงมาเขตดินแดง ปริมาณฝน 106 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่วมขังรวม 29 จุด อาทิ ถนนศรีอยุธยา ถนนราชเทวี ถนนดินแดง และถนนพระราม 6 ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 10-15 เซนติเมตร
______________________________________________________________________________________________________
แถม ขบวนดีแต่พูด (ต่อ)
.
คุณคงไม่เชื่อสายตา ... ภาพน้ำท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า !??
ในมติชน ออนไลน์ วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 11:03:05 น.
( ที่มา http://news.sanook.com/ )
ชาวเน็ตกดไลค์! ภาพน้ำท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม.เผย ถนนเทเวศร์ แชมป์ฝนมากที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้(18 ก.ย.) ในโลกสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ต่างพากันแชร์ภาพถ่ายบรรยากาศน้ำท่วมขังบนถนนทั่วกรุงเทพมหานคร หลังฝนตกลงมาอย่างหนักตั้่งแต่ช่วงบ่าย จนส่งผลให้มีน้ำท่วมขังถนนทั่วกรุงฯ อาทิ ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน ถนนพระราม 6 ถนนราชวิถี ฯลฯโดยภาพที่คนส่งต่อมากที่สุดเห็นจะเป็นภาพน้ำท่วมขังถนนที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งมีการส่งต่อไปและกดไลค์กระหน่ำไปทั่วโลกออนไลน์
ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ฝนตกทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงบ่ายของวานนี้ พบว่ามีปริมาณฝนมากที่สุดที่ย่านถนนเทเวศร์ เขตดุสิต 107 มิลลิเมตร รองลงมาเขตดินแดง ปริมาณฝน 106 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่วมขังรวม 29 จุด อาทิ ถนนศรีอยุธยา ถนนราชเทวี ถนนดินแดง และถนนพระราม 6 ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 10-15 เซนติเมตร
______________________________________________________________________________________________________
แถม ขบวนดีแต่พูด (ต่อ)
.
2555-08-26
เมื่อ“แม่”ไปรบ วีรกรรมทุ่งมะขามหย่อง ถึงวีรกรรมแม่ญิงตั้งท้อง โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์
.
เมื่อ “แม่” ไปรบ วีรกรรมทุ่งมะขามหย่อง ถึงวีรกรรมแม่ญิงตั้งท้อง
โดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ www.facebook.com/pensupa.sukkatajaiinn คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1671 หน้า 76
ในบรรดาขัตติยนารีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "วีรสตรี" หรือ "หญิงผู้กล้าในการสงคราม" ที่คนไทยทั่วไปรู้จักนั้นก็คงหนีไม่พ้น "สมเด็จพระศรีสุริโยทัย" หรือนามย่อ "พระสุริโยทัย" แต่เพียงผู้เดียว โดยแทบไม่มีใครรู้จักราชนารีองค์อื่นๆ เลย
เหตุก็เพราะผู้เขียนประวัติศาสตร์ให้เราเรียน มีจุดประสงค์ต้องการตอกย้ำเฉพาะเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาตินิยม ที่มุ่งเน้นแต่การเชิดชูวีรกรรมของราชวงศ์ ที่สืบสายมาจากกรุงศรีอยุธยา และสุโขทัยเท่านั้น
ส่วนราชวงศ์แห่งอาณาจักรอื่นๆ ทั้งๆ ที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในการหลอมรวมมณฑลเล็กมณฑลน้อย ก่อกลายเป็นราชอาณาจักรสยาม แต่กลับไร้ความหมาย ไม่มีความสำคัญมากพอที่จะได้รับเกียรตินำมาบรรจุไว้ในตำราเรียนประวัติศาสตร์กระแสหลัก
ไม่ว่ารัฐปัตตานี ตามพรลิงก์ หริภุญไชย อีศานปุระ ฟ้าแดดสงยาง ฯลฯ
วีรกรรมของพระสุริโยทัยนั้น ได้เกิดกระบวนการอุปโลกน์ผลิตซ้ำอย่างมีนัยยะเงื่อนไข ครั้งล่าสุด ณ ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา แผ่นดินที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระสุริโยทัยได้ไสช้างเข้าปกป้องพระราชสวามี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จนต้องคมดาบของพระเจ้าแปร สิ้นพระชนม์ทันทีพร้อมด้วยพระราชธิดาองค์กลางคือ พระบรมดิลก
หากมีใครลุกขึ้นถามแย้ง ว่าทำไมเหตุการณ์เหล่านี้จึงไม่ได้รับการบันทึกในเอกสารต่างชาติของฝ่ายคู่กรณีคือพม่าเลย ก็มักถูกตอบโต้กลับว่า เป็นเพราะพม่าละอายใจที่ฆ่าผู้หญิง จึงมิอาจบันทึกเรื่องราวน่าอับอายตอนนี้ได้
หลายคนเอะใจว่า ไฉนเอกสารตะวันตกทั้งโปรตุเกสและฮอลันดา จึงเขียนในทำนองว่า นอกจากพระสุริโยทัย จะไม่ได้แปลงเป็นชายอาสาศึกติดตามพระราชสวามีแล้ว ยังกลับรู้เห็นเป็นใจกับพระชามาดา (ลูกเขย) คือออกญาพิศณุโลก ยุยงให้พระเจ้าหงสาวดียาตราทัพมาบดขยี้กรุงศรีอยุธยาเป็นผุยผง เพื่อปูทางสะดวกให้ลูกเขยแห่งเมืองพิศณุโลก (ต่อมากลายเป็นพระมหาธรรมราชา) ได้ครองบัลลังก์อยุธยาแทนพระสวามี
ทุกครั้งที่มีใคร "แหย่" เรื่องนี้ขึ้นมา ก็มักถูกตราหน้าว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดี เป็นทาสความคิดของฝรั่งผู้ประสงค์ร้ายต่อบ้านเมือง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่อยู่ดีๆ วีรสตรีจักกลายมาเป็นผู้ทรยศชาติ
ประวัติศาสตร์หน้านี้จึงถูกปิดตาย ไม่เปิดโอกาสให้มีการชำระ เพราะหยิบขึ้นมาคุยทีไร ก็ย่อมมี "กระบวนการรักชาติ" ดาหน้าออกมาฟาดงวงฟาดงา เถียงข้างๆ คูๆ อันนำไปสู่บทสนทนาที่ไม่รู้จบอีกตามเคย
ทั้งๆ ที่ "สาระ" แห่งข้อถกเถียงนั้น มุ่งหมายที่จะสะท้อน "วีรกรรม" ของพระสุริโยทัยอีกแง่หนึ่ง ในฐานะแม่ยายที่วางหมากอย่างแยบยล สนับสนุนให้ลูกเขยผู้มาจากราชวงศ์พระร่วงเหมือนกัน ได้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์แทนที่กษัตริย์จากราชวงศ์อื่น จนมีพระราชปนัดดาองค์สำคัญคือพระนเรศวร ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของยาย นำไปสู่การกอบกู้เอกราชจากพม่าได้สำเร็จในที่สุด
สิ่งนี้ต่างหากที่น่าจะเป็นวีรกรรมของราชนารีนางหนึ่ง อันเป็นมิติที่ยิ่งใหญ่กว่าการเอาร่างเป็นราชพลี เพียงเพื่อสิ้นพระชนม์คาสนามรบ โดยไม่เกิดประโยชน์โภชผลใดๆ
เงื่อนงำของการช่วงชิงอำนาจระหว่างราชวงศ์อู่ทอง (ละโว้) สุพรรณภูมิ และราชวงศ์พระร่วงนั้น เป็นบาดแผลใหญ่ที่ปรากฏให้เห็นอยู่หลายกรณี เช่น การที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ กล้าให้ชายชู้ขุนวรวงศา สังหารพระไชยราชาราชสวามี ก็เพียงเพื่อชิงบัลลังก์ให้กลับคืนสู่มือของราชวงศ์ละโว้
การที่พระสุริโยทัยได้มาเป็นพระมเหสีของพระมหาจักรพรรดินั้น พระนางมาจากราชวงศ์พระร่วง เป็นที่ทราบกันดีว่า หัวเมืองอดีตราชธานีต่างๆ เมื่ออ่อนกำลังลงแล้ว ต่างก็ต้องส่งราชธิดามาเป็นพระสนมของกษัตริย์อยุธยาที่มีอำนาจเหนือกว่า โดยเป็นเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความรัก ออกจะหน้าชื่นอกตรมด้วยซ้ำ แล้วทำไมจึงจะเป็นไปไม่ได้หากพระสุริโยทัยจะให้การสนับสนุนออกญาพิศณุโลกซึ่งได้อภิเษกกับพระราชธิดาของพระนางคือพระวิสุทธิกษัตรีย์ ทำการโค่นล้มผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งก็คือพระมหาจักรพรรดิ เพราะมาจากราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ผูกขาดความยิ่งใหญ่มาช้านาน
เรื่องทำนองนี้ถกเถียงกันมาแล้วอย่างดุเดือดหลายเวที ดิฉันเพียงแค่เก็บตกเศษเล็กเศษน้อยมาจากวงสนทนาต่างๆ แล้วนำมาสรุปให้เห็นพอเป็นกระสายยาเท่านั้น
ทั้งนี้ มิได้ปฏิเสธว่าไม่มีวีรกรรมที่ทุ่งมะขามหย่องดอกนะคะ อาจมีจริงหรือไม่มีก็ได้ เพียงแต่อยากเสนอมุมมองด้านอื่นที่มีการบันทึกถึงพระสุริโยทัยให้ผู้อ่านวงกว้างรับทราบบ้าง
เมื่อ "แม่" ไปรบ ราชนารีสองนางแห่งล้านนา
ในเมื่อเหตุการณ์วีรกรรมที่ทุ่งมะขามหย่องนั้นยังมีความคลุมเครือ จึงใคร่ขอเสนอเรื่องราวของราชนารีล้านนาสองนางที่ออกรบทัพจับศึกตัวเป็นๆ โดยไม่มีเอกสารใดกล่าวแย้งให้เกิดความคลางแคลงใจ
รายแรก คือพระมหาเทวีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเจ้าติโลกราช (1984-1930) กษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งอาณาจักรล้านนา น่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่อาจค้นพบว่า "พระมหาเทวี" องค์นี้มีพระนามว่าอย่างไร พบเพียงแค่คำว่า "พระมหาเทวีสรีมาตา" ซึ่งก็อาจไม่ใช่ชื่อเฉพาะ
และอีกรายคือ "นางเมืองผู้ตั้งครรภ์" ชายาของหมื่นโลกนคร เจ้าผู้ครองนครลำปาง ทั้งคู่เกิดก่อนพระสุริโยทัยราวศตวรรษเศษ
เหตุการณ์แรกมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1986 ขณะที่พระเจ้าติโลกราชกำลังติดศึกสงครามที่เมืองน่าน (นันทบุรี) นั้น ทางเมืองแพร่ (พลนคร) เห็นว่ากษัตริย์ล้านนาเสด็จออกนอกเมืองเชียงใหม่ก็เริ่มแข็งข้อ พระเจ้าติโลกราชจึงมีรับสั่งให้พระมหาเทวี เป็นแม่ทัพยกไปปราบเมืองแพร่
สิ่งที่คนฉงนฉงายยิ่งนักก็คือ อะไรเป็นมูลเหตุแห่งการตัดสินใจของพระเจ้าติโลกราช นักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดากษัตริย์ล้านนา ถึงกับส่งแม่ให้ไปรบ แทนที่จะเป็นขุนนางรายอื่น ตอนนั้นแม่อายุเท่าไหร่
และแน่นอนยังมีคำถามในเชิงกดขี่ทางเพศ เช่นเดียวกันกับผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระสุริโยทัยออกรบจริง นั่นคือ
รัฐจารีตแถบอุษาคเนย์ มีธรรมเนียมให้เจ้านายฝ่ายในเป็นแม่ทัพได้ล่ะหรือ และตำราคชศาสตร์นั้นมีข้อห้ามมิให้ผู้หญิงขี่ช้างหรือไม่ หรือหากไม่ห้าม แต่นางจะขี่เป็นไหม แม้แต่จะก้าวขาเหยียบขึ้นกูบช้างบางคนยังเกรงว่าอาจจะลื่นไถลตกด้วยซ้ำ
ไม่มีใครทราบว่าพระมหาเทวีมีพระชนมายุเท่าใดในปีนั้น แต่ลองคำนวณคร่าวๆ จากการที่พระเจ้าติโลกราชประสูติในปี 1952 ครองราชย์เมื่ออายุ 32 ปี ผ่านไปเพียง 2 ปีก็เกิดศึกเมืองแพร่เมืองน่าน แสดงว่าพระเจ้าติโลกราชอายุ 34 ในปีที่แม่ออกศึก สมมติว่าพระมหาเทวีมีพระโอรสเมื่ออายุ 16 ปีถ้าเช่นนั้นพระมหาเทวีก็ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปีโดยประมาณ เพราะหลังจากนั้นอีกหนึ่งรอบก็มีการระบุว่าทรงสวรรคต
จะว่าพระเจ้าติโลกราชสบประมาทเจ้าเมืองแพร่ หรือมองเห็นความสำคัญของเมืองนี้น้อยกว่าเมืองน่านก็ใช่ที่ถึงได้ให้ผู้หญิงออกรบ
การศึก "เมืองแพร่เมืองน่าน" นี้สำคัญนัก เพราะถือว่าเป็นการชิมลางอุ่นเครื่องของ "นวกษัตริย์" ก่อนประลองจริงในสนามใหญ่ ใต้-เหนือ-อีสาน (อยุธยา-สิบสองปันนา-ล้านช้าง) ถึงขนาดที่ว่าพระเจ้าติโลกราชมิอาจไว้วางใจขุนนางแม่ทัพชายคนใดได้เลย ต้องมอบหมายให้แม่ซึ่งมีอายุ 50 อัพออกเป็นแม่ทัพด้วยตนเอง ด้วยเล็งผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะอาศัยความเป็นอิสตรีของแม่ ช่วยละลายความฮึกเหิมของศัตรูให้เกิดความละอายใจ
แล้วสัมฤทธิผลไหมเล่า ที่ตัดสินใจให้แม่ไปรบเมืองแพร่ แพ้หรือชนะ
ผลปรากฏว่า เมื่อท้าวแม่คุณ (เป็นผู้ชายนะคะ) เจ้าเมืองแพร่เห็นว่า ผู้ยกทัพมาคือพระมหาเทวี ก็ไม่กล้าต่อกรด้วย พระมหาเทวีตั้งทัพโอบล้อมเมืองแพร่อยู่นานหลายวัน เจ้าเมืองแพร่ก็ยังนิ่งเฉยอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับมวยที่เต้นฟุตเวิร์กนานเกินเหตุกันทั้งคู่นั่นแหละ ต่างฝ่ายต่างก็ไม่กล้าขยับหมัดแรกด้วยกลัวเพลี่ยงพล้ำ ฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นหญิงย่อมไม่ค่อยอยากรบพุ่งเท่าไหร่นัก (พอดีลูกขอร้อง) อีกฝ่ายก็อายที่ต้องรบกับผู้หญิง
ก่อนระฆังใกล้หมดยก พระมหาเทวีตัดสินใจเสี่ยงดวง สั่งให้ทหารยิงปืนใหญ่ (เรียกว่าปู่จ้าว) เข้าไปยังสวนตาลสักตู้มสองตู้มเพื่อดูปฏิกิริยาฝ่ายตรงข้าม
เมื่อเจ้าเมืองแพร่เห็นแสนยาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเชียงใหม่ว่าล้ำหน้ากว่าตน จึงยอมอ่อนค้อมสวามิภักดิ์ ดีกว่าจะให้ไพร่พลออกไปหน้าแตกหน้าแตนต่อสู้ด้วยหลาวแหลนโบราณ
ส่วน "แม่" อีกคนหนึ่งที่สร้างวีรกรรมด้วยการออกรบนั้น มีฉายาว่า "นางเมือง" เป็นชายาของเจ้าเมืองเขลางค์ หมื่นโลกนคร ผู้เป็นโอรสลำดับที่ 6 ของพระญาแสนเมืองมาที่เกิดแต่พระสนม มีศักดิ์เป็นน้องต่างมารดาของพระญาสามฝั่งแกน
วีรกรรมคราวนี้มีมาก่อนวีรกรรมแรก นั่นคือเกิดขึ้นราวปี 1944 อันเป็นปีสุดท้ายแห่งการครองราชย์ของพระญาแสนเมืองมา การศึกครั้งนี้เป็นศึกสายเลือด เกิดจากการที่ท้าวยี่กุมกาม โอรสองค์โตของพระญาแสนเมืองมา นึกน้อยใจในวาสนาของตนที่พระราชบิดาตั้งใจจะมอบราชสมบัติให้แก่น้องชาย คือพระญาสามฝั่งแกน จึงไปคบคิดกับพระญาไสฦๅไทแห่งสุโขทัยให้มาชิงราชสมบัติจากพ่อและน้องชาย
ครั้นกองทัพของไสยฦๅไทยกจากเชลียงมาถึงลำปาง หมื่นโลกนครขณะนั้นไปราชการที่เชียงใหม่ ในเมื่อพ่อเมืองไม่อยู่ "นางเมือง" ชายาหมื่นโลกนครจึงแอบปลอมตัวเป็นชาย ออกขบวนนำทัพแทนสวามีทั้งๆ ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ (ไม่ได้ระบุว่าครรภ์อ่อนหรือครรภ์แก่)
ผลสุดท้ายทัพฝ่ายเขลางค์ซึ่งเป็นเมืองลูกหลวงของล้านนาชนะ สามารถสกัดทัพของสุโขทัยมิให้ประชิดถึงเชียงใหม่ได้ เมื่อนางเมืองคลอดลูกออกมาในปีนั้น จึงขนานนามว่า "คืย์หาญแต่ท้อง" คำว่า "คืย์" หรือ "กืย์" เป็นภาษาล้านนา แปลว่า "คือ" นั่นเอง คือมีความกล้าหาญตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่
บุรุษผู้นี้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเจ้าติโลกราช ต่อมาก็ได้นั่งเมืองเขลางค์แทนบิดา และเปลี่ยนนามใหม่เป็น "หมื่นด้งนคร" อันคำว่า "นคร" นี้มาจากคำว่า "ละคอร" หรือ "หละกอน" เป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองลำปาง
ส่วนหมื่นโลกนครผู้พ่อ มีศักดิ์เป็นอาของพระเจ้าติโลกราช ก็กลายเป็นผู้อาวุโสสามแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าติโลกราชขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ขอให้อาย้ายมาเป็นกุนซือช่วยบริหารราชการอย่างใกล้ชิดอยู่ที่เชียงใหม่ เลื่อนฐานะเป็นหมื่นโลกสามล้าน
แม้ "วีรกรรม" ของสองราชนารีเมืองเหนือที่กล่าวมานี้ จะไม่เคยได้รับการกล่าวถึงเลยในตำราประวัติศาสตร์กระแสหลัก ผิดกับวีรกรรมที่ทุ่งมะขามหย่อง แต่สำหรับชาวลำปาง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดุกดิกๆ ของเจ้าตัวน้อยในท้องร้องเรียกให้แม่กล้าหาญ รวมถึงชาวแพร่ที่ตกอกตกใจทุกครั้งเมื่อเห็นต้นตาลฉีกกระจาย จักไม่มีวันลืมเหตุการณ์ของมหาเทวีและนางเมืองนั้นได้เลย
นี่คือความแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์ที่โลกสร้าง กับประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ซึ่งยอกย้อนกับข้อเท็จลับลวงจริง
.
เมื่อ “แม่” ไปรบ วีรกรรมทุ่งมะขามหย่อง ถึงวีรกรรมแม่ญิงตั้งท้อง
โดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ www.facebook.com/pensupa.sukkatajaiinn คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1671 หน้า 76
ในบรรดาขัตติยนารีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "วีรสตรี" หรือ "หญิงผู้กล้าในการสงคราม" ที่คนไทยทั่วไปรู้จักนั้นก็คงหนีไม่พ้น "สมเด็จพระศรีสุริโยทัย" หรือนามย่อ "พระสุริโยทัย" แต่เพียงผู้เดียว โดยแทบไม่มีใครรู้จักราชนารีองค์อื่นๆ เลย
เหตุก็เพราะผู้เขียนประวัติศาสตร์ให้เราเรียน มีจุดประสงค์ต้องการตอกย้ำเฉพาะเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาตินิยม ที่มุ่งเน้นแต่การเชิดชูวีรกรรมของราชวงศ์ ที่สืบสายมาจากกรุงศรีอยุธยา และสุโขทัยเท่านั้น
ส่วนราชวงศ์แห่งอาณาจักรอื่นๆ ทั้งๆ ที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในการหลอมรวมมณฑลเล็กมณฑลน้อย ก่อกลายเป็นราชอาณาจักรสยาม แต่กลับไร้ความหมาย ไม่มีความสำคัญมากพอที่จะได้รับเกียรตินำมาบรรจุไว้ในตำราเรียนประวัติศาสตร์กระแสหลัก
ไม่ว่ารัฐปัตตานี ตามพรลิงก์ หริภุญไชย อีศานปุระ ฟ้าแดดสงยาง ฯลฯ
พระสุริโยทัย ในมุมมองของเอกสารต่างชาติ
วีรกรรมของพระสุริโยทัยนั้น ได้เกิดกระบวนการอุปโลกน์ผลิตซ้ำอย่างมีนัยยะเงื่อนไข ครั้งล่าสุด ณ ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา แผ่นดินที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระสุริโยทัยได้ไสช้างเข้าปกป้องพระราชสวามี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จนต้องคมดาบของพระเจ้าแปร สิ้นพระชนม์ทันทีพร้อมด้วยพระราชธิดาองค์กลางคือ พระบรมดิลก
หากมีใครลุกขึ้นถามแย้ง ว่าทำไมเหตุการณ์เหล่านี้จึงไม่ได้รับการบันทึกในเอกสารต่างชาติของฝ่ายคู่กรณีคือพม่าเลย ก็มักถูกตอบโต้กลับว่า เป็นเพราะพม่าละอายใจที่ฆ่าผู้หญิง จึงมิอาจบันทึกเรื่องราวน่าอับอายตอนนี้ได้
หลายคนเอะใจว่า ไฉนเอกสารตะวันตกทั้งโปรตุเกสและฮอลันดา จึงเขียนในทำนองว่า นอกจากพระสุริโยทัย จะไม่ได้แปลงเป็นชายอาสาศึกติดตามพระราชสวามีแล้ว ยังกลับรู้เห็นเป็นใจกับพระชามาดา (ลูกเขย) คือออกญาพิศณุโลก ยุยงให้พระเจ้าหงสาวดียาตราทัพมาบดขยี้กรุงศรีอยุธยาเป็นผุยผง เพื่อปูทางสะดวกให้ลูกเขยแห่งเมืองพิศณุโลก (ต่อมากลายเป็นพระมหาธรรมราชา) ได้ครองบัลลังก์อยุธยาแทนพระสวามี
ทุกครั้งที่มีใคร "แหย่" เรื่องนี้ขึ้นมา ก็มักถูกตราหน้าว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดี เป็นทาสความคิดของฝรั่งผู้ประสงค์ร้ายต่อบ้านเมือง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่อยู่ดีๆ วีรสตรีจักกลายมาเป็นผู้ทรยศชาติ
ประวัติศาสตร์หน้านี้จึงถูกปิดตาย ไม่เปิดโอกาสให้มีการชำระ เพราะหยิบขึ้นมาคุยทีไร ก็ย่อมมี "กระบวนการรักชาติ" ดาหน้าออกมาฟาดงวงฟาดงา เถียงข้างๆ คูๆ อันนำไปสู่บทสนทนาที่ไม่รู้จบอีกตามเคย
ทั้งๆ ที่ "สาระ" แห่งข้อถกเถียงนั้น มุ่งหมายที่จะสะท้อน "วีรกรรม" ของพระสุริโยทัยอีกแง่หนึ่ง ในฐานะแม่ยายที่วางหมากอย่างแยบยล สนับสนุนให้ลูกเขยผู้มาจากราชวงศ์พระร่วงเหมือนกัน ได้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์แทนที่กษัตริย์จากราชวงศ์อื่น จนมีพระราชปนัดดาองค์สำคัญคือพระนเรศวร ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของยาย นำไปสู่การกอบกู้เอกราชจากพม่าได้สำเร็จในที่สุด
สิ่งนี้ต่างหากที่น่าจะเป็นวีรกรรมของราชนารีนางหนึ่ง อันเป็นมิติที่ยิ่งใหญ่กว่าการเอาร่างเป็นราชพลี เพียงเพื่อสิ้นพระชนม์คาสนามรบ โดยไม่เกิดประโยชน์โภชผลใดๆ
เงื่อนงำของการช่วงชิงอำนาจระหว่างราชวงศ์อู่ทอง (ละโว้) สุพรรณภูมิ และราชวงศ์พระร่วงนั้น เป็นบาดแผลใหญ่ที่ปรากฏให้เห็นอยู่หลายกรณี เช่น การที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ กล้าให้ชายชู้ขุนวรวงศา สังหารพระไชยราชาราชสวามี ก็เพียงเพื่อชิงบัลลังก์ให้กลับคืนสู่มือของราชวงศ์ละโว้
การที่พระสุริโยทัยได้มาเป็นพระมเหสีของพระมหาจักรพรรดินั้น พระนางมาจากราชวงศ์พระร่วง เป็นที่ทราบกันดีว่า หัวเมืองอดีตราชธานีต่างๆ เมื่ออ่อนกำลังลงแล้ว ต่างก็ต้องส่งราชธิดามาเป็นพระสนมของกษัตริย์อยุธยาที่มีอำนาจเหนือกว่า โดยเป็นเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความรัก ออกจะหน้าชื่นอกตรมด้วยซ้ำ แล้วทำไมจึงจะเป็นไปไม่ได้หากพระสุริโยทัยจะให้การสนับสนุนออกญาพิศณุโลกซึ่งได้อภิเษกกับพระราชธิดาของพระนางคือพระวิสุทธิกษัตรีย์ ทำการโค่นล้มผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งก็คือพระมหาจักรพรรดิ เพราะมาจากราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ผูกขาดความยิ่งใหญ่มาช้านาน
เรื่องทำนองนี้ถกเถียงกันมาแล้วอย่างดุเดือดหลายเวที ดิฉันเพียงแค่เก็บตกเศษเล็กเศษน้อยมาจากวงสนทนาต่างๆ แล้วนำมาสรุปให้เห็นพอเป็นกระสายยาเท่านั้น
ทั้งนี้ มิได้ปฏิเสธว่าไม่มีวีรกรรมที่ทุ่งมะขามหย่องดอกนะคะ อาจมีจริงหรือไม่มีก็ได้ เพียงแต่อยากเสนอมุมมองด้านอื่นที่มีการบันทึกถึงพระสุริโยทัยให้ผู้อ่านวงกว้างรับทราบบ้าง
เมื่อ "แม่" ไปรบ ราชนารีสองนางแห่งล้านนา
ในเมื่อเหตุการณ์วีรกรรมที่ทุ่งมะขามหย่องนั้นยังมีความคลุมเครือ จึงใคร่ขอเสนอเรื่องราวของราชนารีล้านนาสองนางที่ออกรบทัพจับศึกตัวเป็นๆ โดยไม่มีเอกสารใดกล่าวแย้งให้เกิดความคลางแคลงใจ
รายแรก คือพระมหาเทวีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเจ้าติโลกราช (1984-1930) กษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งอาณาจักรล้านนา น่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่อาจค้นพบว่า "พระมหาเทวี" องค์นี้มีพระนามว่าอย่างไร พบเพียงแค่คำว่า "พระมหาเทวีสรีมาตา" ซึ่งก็อาจไม่ใช่ชื่อเฉพาะ
และอีกรายคือ "นางเมืองผู้ตั้งครรภ์" ชายาของหมื่นโลกนคร เจ้าผู้ครองนครลำปาง ทั้งคู่เกิดก่อนพระสุริโยทัยราวศตวรรษเศษ
เหตุการณ์แรกมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1986 ขณะที่พระเจ้าติโลกราชกำลังติดศึกสงครามที่เมืองน่าน (นันทบุรี) นั้น ทางเมืองแพร่ (พลนคร) เห็นว่ากษัตริย์ล้านนาเสด็จออกนอกเมืองเชียงใหม่ก็เริ่มแข็งข้อ พระเจ้าติโลกราชจึงมีรับสั่งให้พระมหาเทวี เป็นแม่ทัพยกไปปราบเมืองแพร่
สิ่งที่คนฉงนฉงายยิ่งนักก็คือ อะไรเป็นมูลเหตุแห่งการตัดสินใจของพระเจ้าติโลกราช นักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดากษัตริย์ล้านนา ถึงกับส่งแม่ให้ไปรบ แทนที่จะเป็นขุนนางรายอื่น ตอนนั้นแม่อายุเท่าไหร่
และแน่นอนยังมีคำถามในเชิงกดขี่ทางเพศ เช่นเดียวกันกับผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระสุริโยทัยออกรบจริง นั่นคือ
รัฐจารีตแถบอุษาคเนย์ มีธรรมเนียมให้เจ้านายฝ่ายในเป็นแม่ทัพได้ล่ะหรือ และตำราคชศาสตร์นั้นมีข้อห้ามมิให้ผู้หญิงขี่ช้างหรือไม่ หรือหากไม่ห้าม แต่นางจะขี่เป็นไหม แม้แต่จะก้าวขาเหยียบขึ้นกูบช้างบางคนยังเกรงว่าอาจจะลื่นไถลตกด้วยซ้ำ
ไม่มีใครทราบว่าพระมหาเทวีมีพระชนมายุเท่าใดในปีนั้น แต่ลองคำนวณคร่าวๆ จากการที่พระเจ้าติโลกราชประสูติในปี 1952 ครองราชย์เมื่ออายุ 32 ปี ผ่านไปเพียง 2 ปีก็เกิดศึกเมืองแพร่เมืองน่าน แสดงว่าพระเจ้าติโลกราชอายุ 34 ในปีที่แม่ออกศึก สมมติว่าพระมหาเทวีมีพระโอรสเมื่ออายุ 16 ปีถ้าเช่นนั้นพระมหาเทวีก็ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปีโดยประมาณ เพราะหลังจากนั้นอีกหนึ่งรอบก็มีการระบุว่าทรงสวรรคต
จะว่าพระเจ้าติโลกราชสบประมาทเจ้าเมืองแพร่ หรือมองเห็นความสำคัญของเมืองนี้น้อยกว่าเมืองน่านก็ใช่ที่ถึงได้ให้ผู้หญิงออกรบ
การศึก "เมืองแพร่เมืองน่าน" นี้สำคัญนัก เพราะถือว่าเป็นการชิมลางอุ่นเครื่องของ "นวกษัตริย์" ก่อนประลองจริงในสนามใหญ่ ใต้-เหนือ-อีสาน (อยุธยา-สิบสองปันนา-ล้านช้าง) ถึงขนาดที่ว่าพระเจ้าติโลกราชมิอาจไว้วางใจขุนนางแม่ทัพชายคนใดได้เลย ต้องมอบหมายให้แม่ซึ่งมีอายุ 50 อัพออกเป็นแม่ทัพด้วยตนเอง ด้วยเล็งผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะอาศัยความเป็นอิสตรีของแม่ ช่วยละลายความฮึกเหิมของศัตรูให้เกิดความละอายใจ
แล้วสัมฤทธิผลไหมเล่า ที่ตัดสินใจให้แม่ไปรบเมืองแพร่ แพ้หรือชนะ
ผลปรากฏว่า เมื่อท้าวแม่คุณ (เป็นผู้ชายนะคะ) เจ้าเมืองแพร่เห็นว่า ผู้ยกทัพมาคือพระมหาเทวี ก็ไม่กล้าต่อกรด้วย พระมหาเทวีตั้งทัพโอบล้อมเมืองแพร่อยู่นานหลายวัน เจ้าเมืองแพร่ก็ยังนิ่งเฉยอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับมวยที่เต้นฟุตเวิร์กนานเกินเหตุกันทั้งคู่นั่นแหละ ต่างฝ่ายต่างก็ไม่กล้าขยับหมัดแรกด้วยกลัวเพลี่ยงพล้ำ ฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นหญิงย่อมไม่ค่อยอยากรบพุ่งเท่าไหร่นัก (พอดีลูกขอร้อง) อีกฝ่ายก็อายที่ต้องรบกับผู้หญิง
ก่อนระฆังใกล้หมดยก พระมหาเทวีตัดสินใจเสี่ยงดวง สั่งให้ทหารยิงปืนใหญ่ (เรียกว่าปู่จ้าว) เข้าไปยังสวนตาลสักตู้มสองตู้มเพื่อดูปฏิกิริยาฝ่ายตรงข้าม
เมื่อเจ้าเมืองแพร่เห็นแสนยาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเชียงใหม่ว่าล้ำหน้ากว่าตน จึงยอมอ่อนค้อมสวามิภักดิ์ ดีกว่าจะให้ไพร่พลออกไปหน้าแตกหน้าแตนต่อสู้ด้วยหลาวแหลนโบราณ
ส่วน "แม่" อีกคนหนึ่งที่สร้างวีรกรรมด้วยการออกรบนั้น มีฉายาว่า "นางเมือง" เป็นชายาของเจ้าเมืองเขลางค์ หมื่นโลกนคร ผู้เป็นโอรสลำดับที่ 6 ของพระญาแสนเมืองมาที่เกิดแต่พระสนม มีศักดิ์เป็นน้องต่างมารดาของพระญาสามฝั่งแกน
วีรกรรมคราวนี้มีมาก่อนวีรกรรมแรก นั่นคือเกิดขึ้นราวปี 1944 อันเป็นปีสุดท้ายแห่งการครองราชย์ของพระญาแสนเมืองมา การศึกครั้งนี้เป็นศึกสายเลือด เกิดจากการที่ท้าวยี่กุมกาม โอรสองค์โตของพระญาแสนเมืองมา นึกน้อยใจในวาสนาของตนที่พระราชบิดาตั้งใจจะมอบราชสมบัติให้แก่น้องชาย คือพระญาสามฝั่งแกน จึงไปคบคิดกับพระญาไสฦๅไทแห่งสุโขทัยให้มาชิงราชสมบัติจากพ่อและน้องชาย
ครั้นกองทัพของไสยฦๅไทยกจากเชลียงมาถึงลำปาง หมื่นโลกนครขณะนั้นไปราชการที่เชียงใหม่ ในเมื่อพ่อเมืองไม่อยู่ "นางเมือง" ชายาหมื่นโลกนครจึงแอบปลอมตัวเป็นชาย ออกขบวนนำทัพแทนสวามีทั้งๆ ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ (ไม่ได้ระบุว่าครรภ์อ่อนหรือครรภ์แก่)
ผลสุดท้ายทัพฝ่ายเขลางค์ซึ่งเป็นเมืองลูกหลวงของล้านนาชนะ สามารถสกัดทัพของสุโขทัยมิให้ประชิดถึงเชียงใหม่ได้ เมื่อนางเมืองคลอดลูกออกมาในปีนั้น จึงขนานนามว่า "คืย์หาญแต่ท้อง" คำว่า "คืย์" หรือ "กืย์" เป็นภาษาล้านนา แปลว่า "คือ" นั่นเอง คือมีความกล้าหาญตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่
บุรุษผู้นี้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเจ้าติโลกราช ต่อมาก็ได้นั่งเมืองเขลางค์แทนบิดา และเปลี่ยนนามใหม่เป็น "หมื่นด้งนคร" อันคำว่า "นคร" นี้มาจากคำว่า "ละคอร" หรือ "หละกอน" เป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองลำปาง
ส่วนหมื่นโลกนครผู้พ่อ มีศักดิ์เป็นอาของพระเจ้าติโลกราช ก็กลายเป็นผู้อาวุโสสามแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าติโลกราชขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ขอให้อาย้ายมาเป็นกุนซือช่วยบริหารราชการอย่างใกล้ชิดอยู่ที่เชียงใหม่ เลื่อนฐานะเป็นหมื่นโลกสามล้าน
แม้ "วีรกรรม" ของสองราชนารีเมืองเหนือที่กล่าวมานี้ จะไม่เคยได้รับการกล่าวถึงเลยในตำราประวัติศาสตร์กระแสหลัก ผิดกับวีรกรรมที่ทุ่งมะขามหย่อง แต่สำหรับชาวลำปาง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดุกดิกๆ ของเจ้าตัวน้อยในท้องร้องเรียกให้แม่กล้าหาญ รวมถึงชาวแพร่ที่ตกอกตกใจทุกครั้งเมื่อเห็นต้นตาลฉีกกระจาย จักไม่มีวันลืมเหตุการณ์ของมหาเทวีและนางเมืองนั้นได้เลย
นี่คือความแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์ที่โลกสร้าง กับประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ซึ่งยอกย้อนกับข้อเท็จลับลวงจริง
.
2555-08-25
ชนบทไทย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
ชนบทไทย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1671 หน้า 30
ชนบทคืออะไร?
ตอบไม่ง่ายนะครับ จะเหมาเอาว่าคือพื้นที่นอกกรุงเทพฯ อย่างที่เขาตอบกันในสมัยโบราณเห็นจะไม่ได้มานานแล้ว เพราะจะเรียกตัวเมืองโคราช, เชียงใหม่, พิษณุโลก หรืออื่นๆ อีกทั้งหมดว่าชนบทก็ไม่น่าจะได้
นักมานุษยวิทยาท่านหนึ่งนิยามง่ายๆ ว่า ชนบทคือที่ซึ่งทำเกษตรกรรม ฟังดูก็น่าจะจริงนะครับ ที่กว้างๆ สุดลูกหูลูกตา จะเอาไปผลิตอะไรได้หากไม่ใช่เกษตรกรรม และเมื่อพูดถึงเกษตรกรรมก็หมายความว่ามีคนอยู่ (หากไม่มีคนอยู่เลยก็เรียกว่าป่าสิครับ) ชนบทจึงหมายถึงทั้งพื้นที่และวิถีชีวิตของคนทำเกษตรกรรมนั่นเอง
แต่คำนิยามนี้ดูเหมือนจะใช้ในประเทศไทยปัจจุบันไม่ได้เสียแล้ว และใช้ไม่ได้มาสักสองทศวรรษแล้วด้วย
คนที่อยู่ในชนบทของประเทศไทย มักอยู่ใน "หมู่บ้าน" แต่คำนี้ยิ่งทำให้งุนงงขึ้นไปใหญ่ เพราะนักวิชาการเคยเถียงกันว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียง "หน่วยการปกครอง" ที่รัฐบาลกลางตั้งขึ้นกันแน่
ในที่สุดก็พอจะสรุปได้ว่าคำว่า "หมู่บ้าน" น่าจะมีสองความหมาย หนึ่งคืออะไรที่มีอยู่จริง แต่ไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ และสองคือหน่วยสังคมที่มีความหมายเชิงวาทกรรม สร้างขึ้นเพื่อปกครองและขูดรีดโดยฝ่ายหนึ่ง แต่ก็สร้างขึ้นเพื่อต่อต้านการปกครองและขูดรีดของฝ่ายชาวบ้านด้วย
"หมู่บ้าน" ในความหมายที่สอง คือหน่วยทางสังคมที่ถูกนิยามขึ้นเป็นวาทกรรมสำหรับการต่อสู้ เรียกร้องความเป็นอิสระจากรัฐนี่แหละครับ ที่แพร่หลายมากในเมืองไทยตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
วาทกรรม (แปลว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและปลูกฝังกันมาให้เห็นว่าเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นธรรมดาโลก และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพื่อจรรโลงระบบอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่ง) "หมู่บ้าน" คือรัฐเล็กๆ ในรัฐใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเองนั้น ว่าไปก็เป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย เพราะคนไทยแต่ก่อนเรียกคนในหมู่บ้านว่า "บ้านนอกคอกนา" คือต่ำ, สกปรก และไร้ความเจริญ
ผมพยายามวิเคราะห์ว่า วาทกรรมใหม่เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้มีความหมายอะไรแฝงอยู่บ้าง และพบว่ามีความหมายแฝงอยู่สี่อย่างดังนี้ครับ
อย่างแรกคือ หมู่บ้านพึ่งตัวเองได้ ในทางเศรษฐกิจก็คือทำเกษตรเลี้ยงตนเอง ในทางสังคมคือมีระเบียบและประเพณีที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจจากภายนอกมาจัดระเบียบให้ ในทางศาสนาก็วิเศษเพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัด แต่น่าสังเกตนะครับว่าไม่ค่อยมีใครพูดถึงด้าน "การเมือง" (ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ) ในหมู่บ้าน เพราะ "การเมือง" มักนำไปสู่ความขัดแย้ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม
อย่างที่สอง ชีวิตของคนในหมู่บ้านจึงมีความมั่นคงทุกด้าน นับตั้งแต่มีอาหารทั้งไว้บริโภคและแบ่งปันกัน มีเครือข่ายของหมู่บ้านที่ช่วยประกันความมั่นคงด้านอาหารให้แก่กันและกัน มีความมั่นคงด้านสังคม เพราะใช้ระบบอาวุโสและเครือญาติ (เสมือน) ในความสัมพันธ์ มีความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมเพราะการทำมาหากินไม่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์
อย่างที่สาม ในเชิงสิ่งแวดล้อมเอง ก็เป็นความอุดมสมบูรณ์ที่มั่นคงชั่วกาลนาน คนไม่ทำร้ายธรรมชาติทั้งในที่ใกล้หมู่บ้านหรือไกลหมู่บ้าน (เช่น ไม่ตัดป่าหรือไม่สร้างเขื่อน) จึงเป็นความมั่นคงของระบบนิเวศน์ทั้งระบบ
อย่างที่สี่ คือความมีศีลธรรม ชีวิตที่เรียบง่ายของหมู่บ้าน (ก็แล้วแต่จะมองนะครับ มองว่าเรียบง่ายก็ได้ ขาดแคลนก็ได้) คือประจักษ์พยานของการดำเนินชีวิตที่มีศีลธรรมกำกับ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันและกัน เพราะไม่มีใครโลภโมโทสันเก็บทรัพยากรไว้คนเดียว
ด้วยความรู้สึกที่ฉับไว (sensitivity) เพียงเล็กน้อย ท่านผู้อ่านก็คงจะแปลกใจว่า เอ๊ะ ความหมายทั้งสี่ของ "หมู่บ้าน" นี่มันคือด้านที่เป็นอุดมคติของปัญญาชนในเมือง ที่โจมตีความเสื่อมโทรมทุกด้านของสังคมไทยอยู่นี่หว่า
สังคมไทยพึ่งตนเองไม่ได้ แต่ "หมู่บ้าน" ไทยพึ่งได้ คนส่วนใหญ่ในสังคมขาดความมั่นคงด้านอาหารและสังคม แต่คนใน "หมู่บ้าน" มีความมั่นคงสูง สิ่งแวดล้อมของสังคมไทยกำลังเสื่อมโทรมจนเป็นอันตรายต่อทุกชีวิต แต่สิ่งแวดล้อมของ "หมู่บ้าน" อุดมสมบูรณ์อย่างมั่นคง สังคมไทยขาดศีลธรรมกำกับ แต่สังคม "หมู่บ้าน" ดำเนินไปภายใต้ศีลธรรม
ครับใช่เลย "หมู่บ้าน" ที่เป็นวาทกรรมนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาชนในเมือง และเมื่อเป็นวาทกรรมก็ย่อมจรรโลงอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่ง อำนาจที่วาทกรรมนี้จรรโลง ไม่ใช่เรื่องไปเป็นใหญ่เป็นโตทางราชการหรือการเมืองโดยตรง แต่เป็นอำนาจเพื่อไปถ่วงดุลหรือกำหนดนโยบายสาธารณะ
ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นเลยนะครับ เพราะมีคนเข้าร่วมอีกมากมาย รวมทั้งชาวบ้านบางกลุ่มในหมู่บ้านด้วย เพราะวาทกรรมนี้เป็นอาวุธที่ทรงพลังทีเดียว และที่จริงแล้ววาทกรรมนี้ถึงไม่ถูกทั้งหมด ก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด โดยเฉพาะการเปิดทางให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมี "ตัวตน" อันชอบธรรมที่จะเข้าร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ
ชัยชนะเด็ดขาดของวาทกรรม "หมู่บ้าน" คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ครับ ปรปักษ์ของวาทกรรมนี้หมดทางต่อสู้ จนต้องตีความ "เศรษฐกิจพอเพียง" ให้เป็นไปได้แก่การประกอบการทุกประเภท (ดังเช่นการตีความใหม่ของ UNDP)
ผมควรกล่าวด้วยว่า อำนาจที่เกิดจากวาทกรรม "หมู่บ้าน" เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในรัฐธรรมนูญปี 40 และกำหนดนโยบายสาธารณะให้เกิดองค์กรมหาชนที่เป็นอิสระจากรัฐ เช่น สกว. และ สสส. (และ ส. อื่นๆ) ซึ่งใช้เงินสาธารณะเพื่อตอกย้ำวาทกรรมนี้แก่สาธารณชนสืบมา
แต่หมู่บ้านไทยที่เป็นจริงในปัจจุบัน หาได้เหมือนกับ "หมู่บ้าน" ในวาทกรรมไม่ ในอดีตเคยเหมือนหรือไม่ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ในปัจจุบันนั้น เป็นคนละเรื่องเลย ผมต้องอาศัยงานของนักวิชาการที่ลงไปศึกษาคลุกคลีในหมู่บ้านมายืนยัน ส่วนใหญ่ก็เป็นงานของนักมานุษยวิทยา เพราะใช้เวลาลงไปฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านนานกว่านักวิชาการสายอื่น
ในที่นี้ขอใช้งานของ Jonathan Rigg และอื่นๆ ในบทความชื่อ "Reconfiguring rural spaces and remaking rural lives in central Thailand" ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Southeast Asian Studies, 39/3 (2008)
กลุ่มผู้เขียนลงศึกษาความเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านในตำบลคานหามและโคกมะยม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้ว่าพวกเขาจะเตือนว่า ความเปลี่ยนแปลงที่นั่นไม่ได้เป็นตัวแทนของชนบทไทยทั้งหมด แต่ก็แสดงความเห็นด้วยว่า มันบอกทิศทางความเปลี่ยนแปลงที่ชนบทไทยกำลังเผชิญโดยทั่วไป
ผมขอสรุปความเปลี่ยนแปลงอย่างคร่าวๆ ดังนี้
1. ในช่วงทศวรรษ 2500 ถึงทศวรรษ 2520 ชาวบ้านคือชาวนาทั้งในความเป็นจริงและในสำนึก ต่างทำนาเพื่อกิน แม้ว่าต้องออกไปรับจ้างทำงานอื่นนอกหน้านา แต่การทำนาคือแหล่งรายได้เกินครึ่งของครอบครัว แต่หลังจากที่นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ (นิคมฯ โรจนะอยู่ใกล้สุด) เริ่มมาลง ผู้คนก็ขายที่ หรือหันไปประกอบอาชีพอื่นๆ และเลิกทำนาเป็นส่วนใหญ่
2. หมู่บ้านหรือตำบลก็เปลี่ยนไป กลายเป็นชุมชนกึ่งเมืองที่ขายบริการต่างๆ แก่คนงานโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ทำผม เปิดร้านเช่าวิดีโอ ขายอาหาร และหอพักขนาดเล็กไปถึงตึกใหญ่ ฯลฯ
3. ถนนหนทางการคมนาคมดีขึ้น เดินทางเข้าไปที่ตัวเมืองอุทัย, อยุธยา หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ได้สะดวก ขอบข่ายการหารายได้ของชาวบ้านจึงเปลี่ยนไป สามารถทำงานอื่นที่ไม่ใช่ทำนาได้ทั้งปี รวมทั้งไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมด้วย
4. คนงานจากที่อื่นๆ ทั่วไทย โดยเฉพาะอีสานอพยพเข้ามาอยู่ในตำบลจำนวนมาก ในบางหมู่บ้าน มีประชาชนชาวบ้านเดิมอยู่ 3-4 ร้อยคน แต่มีคนงานอพยพอยู่ตามหอพักถึง 2-4 พันคน ก่อให้เกิดความเครียดในสาธารณูปโภคต่างๆ ของหมู่บ้าน นับตั้งแต่ไฟฟ้า, น้ำประปา, ถนน, สุขศาลา ไปจนถึงโรงเรียน
แม้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน แต่ไม่เคยพูดคุยกัน ไม่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกันในทางใด ยกเว้นน้อยรายที่ไปแต่งงานกับหนุ่มหรือสาวของหมู่บ้าน จึงเป็นคนแปลกหน้าทั้งต่อกันเอง และต่อชาวบ้านในหมู่บ้าน เกิดความระแวงกันและกันอยู่ตลอด
ในขณะที่ตนเองก็หลุดพ้นจากพันธนาการของเครือญาติในหมู่บ้านเดิมของตน ดังนั้น จึงเกิดพฤติกรรมทางเพศที่ผิดกรอบประเพณีเดิมมากมาย
5. ความสัมพันธ์ทางสังคมของชาวบ้านเองก็เจือจางลง เพราะต่างคนต่างออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน แม้แต่บ้านเรือนก็ติดเหล็กดัด มีรั้วรอบขอบชิด (เพราะชาวบ้านเชื่อว่าคนต่างถิ่นนำเอาอาชญากรรมต่างๆ เข้ามา) ต่างคนต่างอยู่ จะร้องทักทายว่าวันนี้แกงอะไรอย่างแต่ก่อนก็ไม่ได้ เพราะแลเห็นแต่หมา
6. พ่อแม่ยอมลงทุนด้านการศึกษาแก่ลูกหลาน อย่างน้อยก็ต้องจบ ม.3 เพื่อเข้าทำงานในโรงงาน เด็กๆ เองก็ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านไปด้วย และอยากมีอนาคตทำงานโรงงาน
7. มีอีกแยะครับ แต่เนื้อที่หมดเสียแล้ว จึงขอเอาแค่นี้แหละครับ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในหมู่บ้านที่เป็นจริงนี้มีความสำคัญ และจำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ "หมู่บ้าน" ในวาทกรรม หรือชนบทไทยโดยรวม เพราะวาทกรรมนั้นครอบงำนโยบายสาธารณะ และทำให้เราใช้ทรัพยากรไปในทางที่ไม่ตอบสนองต่อผู้คนจำนวนมาก ซึ่งควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้มากขึ้น ผมขอยกเป็นตัวอย่างให้เห็นเพียงบางเรื่องนะครับ
เช่น แม้ว่าเรายังจำเป็นต้องอัดฉีดงบประมาณลงไปช่วยชาวนา เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีคนในอาชีพนี้อยู่สูง (แม้ไม่ใช่สูงที่สุดอย่างแต่ก่อน) แต่ชาวนาในปัจจุบันแม้แต่ที่มีขนาดเล็ก ก็กลายเป็น "ผู้ประกอบการ" ไปแล้วนะครับ ไม่ใช่ชาวนาใน "เศรษฐกิจพอเพียง" เพราะโดยการประกอบการเท่านั้นที่เขาจะสามารถส่งลูกหลานเรียนหนังสือให้สูงขึ้นได้ การช่วยชาวนาจึงต้องคิดวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้การประกอบการของเขาได้กำไร ไม่ใช่การประกันราคาข้าวเพียงอย่างเดียว เช่น ลดต้นทุน, สหกรณ์ประเภทต่างๆ, การให้ความรู้, การให้อำนาจต่อรองในตลาด ฯลฯ
เช่น ต้องทุ่มเทด้านการศึกษาไปในทิศทางที่ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ขยายโรงเรียนเฉยๆ ชาวนารวยไม่ส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนของตำบลแล้ว แม้ได้ขยายถึงชั้นมัธยมเหมือนกัน เพราะรังเกียจคุณภาพการศึกษาและรังเกียจ "เด็กหอ" หรือเด็กต่างถิ่น เด็กที่ได้ผ่านการศึกษามาอย่างดีเท่านั้น ที่จะเอาตัวรอดในสังคมไทยสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่ท้องนา
เช่น ในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ต้องหาทางให้ผู้คนเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น คนจำนวนมากไม่ได้มี "หลักทรัพย์" ที่จะเข้าถึงทุน แต่ถ้าเขาเข้าถึงได้ เขาก็คงจะมี "หลักทรัพย์" ได้สักวันหนึ่งข้างหน้า
รัฐต้องสนใจและทุ่มเทงบประมาณไปยังแรงงานรับจ้างให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนี่คือส่วนใหญ่ของประชากรไทย
ตราบเท่าที่เรายังคงดำรงรักษา "หมู่บ้าน" ในวาทกรรมไว้เป็นทางเลือกกระแสหลักของสังคม ผู้ที่เข้ามาบริหารรัฐจะไม่ใส่ใจกับทางเลือกที่วางอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง และปล่อยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศขาดความมั่นคงในชีวิตตลอดไป ในขณะที่ทางเลือกปลอมๆ นั้นกลับบำรุงบำเรอปัญญาชนในเมืองกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งตลอดไป ก็เพราะมันไม่มี "ชาวนาในเศรษฐกิจพอเพียง" จะให้บำรุงบำเรอเหลืออยู่อีกแล้วล่ะสิครับ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
อย่าลืม อ่าน ชนบท-ภาพที่เปลี่ยนไป โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/02/n-rural.html
.
ชนบทไทย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1671 หน้า 30
ชนบทคืออะไร?
ตอบไม่ง่ายนะครับ จะเหมาเอาว่าคือพื้นที่นอกกรุงเทพฯ อย่างที่เขาตอบกันในสมัยโบราณเห็นจะไม่ได้มานานแล้ว เพราะจะเรียกตัวเมืองโคราช, เชียงใหม่, พิษณุโลก หรืออื่นๆ อีกทั้งหมดว่าชนบทก็ไม่น่าจะได้
นักมานุษยวิทยาท่านหนึ่งนิยามง่ายๆ ว่า ชนบทคือที่ซึ่งทำเกษตรกรรม ฟังดูก็น่าจะจริงนะครับ ที่กว้างๆ สุดลูกหูลูกตา จะเอาไปผลิตอะไรได้หากไม่ใช่เกษตรกรรม และเมื่อพูดถึงเกษตรกรรมก็หมายความว่ามีคนอยู่ (หากไม่มีคนอยู่เลยก็เรียกว่าป่าสิครับ) ชนบทจึงหมายถึงทั้งพื้นที่และวิถีชีวิตของคนทำเกษตรกรรมนั่นเอง
แต่คำนิยามนี้ดูเหมือนจะใช้ในประเทศไทยปัจจุบันไม่ได้เสียแล้ว และใช้ไม่ได้มาสักสองทศวรรษแล้วด้วย
คนที่อยู่ในชนบทของประเทศไทย มักอยู่ใน "หมู่บ้าน" แต่คำนี้ยิ่งทำให้งุนงงขึ้นไปใหญ่ เพราะนักวิชาการเคยเถียงกันว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียง "หน่วยการปกครอง" ที่รัฐบาลกลางตั้งขึ้นกันแน่
ในที่สุดก็พอจะสรุปได้ว่าคำว่า "หมู่บ้าน" น่าจะมีสองความหมาย หนึ่งคืออะไรที่มีอยู่จริง แต่ไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ และสองคือหน่วยสังคมที่มีความหมายเชิงวาทกรรม สร้างขึ้นเพื่อปกครองและขูดรีดโดยฝ่ายหนึ่ง แต่ก็สร้างขึ้นเพื่อต่อต้านการปกครองและขูดรีดของฝ่ายชาวบ้านด้วย
"หมู่บ้าน" ในความหมายที่สอง คือหน่วยทางสังคมที่ถูกนิยามขึ้นเป็นวาทกรรมสำหรับการต่อสู้ เรียกร้องความเป็นอิสระจากรัฐนี่แหละครับ ที่แพร่หลายมากในเมืองไทยตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
วาทกรรม (แปลว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและปลูกฝังกันมาให้เห็นว่าเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นธรรมดาโลก และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพื่อจรรโลงระบบอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่ง) "หมู่บ้าน" คือรัฐเล็กๆ ในรัฐใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเองนั้น ว่าไปก็เป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย เพราะคนไทยแต่ก่อนเรียกคนในหมู่บ้านว่า "บ้านนอกคอกนา" คือต่ำ, สกปรก และไร้ความเจริญ
ผมพยายามวิเคราะห์ว่า วาทกรรมใหม่เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้มีความหมายอะไรแฝงอยู่บ้าง และพบว่ามีความหมายแฝงอยู่สี่อย่างดังนี้ครับ
อย่างแรกคือ หมู่บ้านพึ่งตัวเองได้ ในทางเศรษฐกิจก็คือทำเกษตรเลี้ยงตนเอง ในทางสังคมคือมีระเบียบและประเพณีที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจจากภายนอกมาจัดระเบียบให้ ในทางศาสนาก็วิเศษเพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัด แต่น่าสังเกตนะครับว่าไม่ค่อยมีใครพูดถึงด้าน "การเมือง" (ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ) ในหมู่บ้าน เพราะ "การเมือง" มักนำไปสู่ความขัดแย้ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม
อย่างที่สอง ชีวิตของคนในหมู่บ้านจึงมีความมั่นคงทุกด้าน นับตั้งแต่มีอาหารทั้งไว้บริโภคและแบ่งปันกัน มีเครือข่ายของหมู่บ้านที่ช่วยประกันความมั่นคงด้านอาหารให้แก่กันและกัน มีความมั่นคงด้านสังคม เพราะใช้ระบบอาวุโสและเครือญาติ (เสมือน) ในความสัมพันธ์ มีความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมเพราะการทำมาหากินไม่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์
อย่างที่สาม ในเชิงสิ่งแวดล้อมเอง ก็เป็นความอุดมสมบูรณ์ที่มั่นคงชั่วกาลนาน คนไม่ทำร้ายธรรมชาติทั้งในที่ใกล้หมู่บ้านหรือไกลหมู่บ้าน (เช่น ไม่ตัดป่าหรือไม่สร้างเขื่อน) จึงเป็นความมั่นคงของระบบนิเวศน์ทั้งระบบ
อย่างที่สี่ คือความมีศีลธรรม ชีวิตที่เรียบง่ายของหมู่บ้าน (ก็แล้วแต่จะมองนะครับ มองว่าเรียบง่ายก็ได้ ขาดแคลนก็ได้) คือประจักษ์พยานของการดำเนินชีวิตที่มีศีลธรรมกำกับ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันและกัน เพราะไม่มีใครโลภโมโทสันเก็บทรัพยากรไว้คนเดียว
ด้วยความรู้สึกที่ฉับไว (sensitivity) เพียงเล็กน้อย ท่านผู้อ่านก็คงจะแปลกใจว่า เอ๊ะ ความหมายทั้งสี่ของ "หมู่บ้าน" นี่มันคือด้านที่เป็นอุดมคติของปัญญาชนในเมือง ที่โจมตีความเสื่อมโทรมทุกด้านของสังคมไทยอยู่นี่หว่า
สังคมไทยพึ่งตนเองไม่ได้ แต่ "หมู่บ้าน" ไทยพึ่งได้ คนส่วนใหญ่ในสังคมขาดความมั่นคงด้านอาหารและสังคม แต่คนใน "หมู่บ้าน" มีความมั่นคงสูง สิ่งแวดล้อมของสังคมไทยกำลังเสื่อมโทรมจนเป็นอันตรายต่อทุกชีวิต แต่สิ่งแวดล้อมของ "หมู่บ้าน" อุดมสมบูรณ์อย่างมั่นคง สังคมไทยขาดศีลธรรมกำกับ แต่สังคม "หมู่บ้าน" ดำเนินไปภายใต้ศีลธรรม
ครับใช่เลย "หมู่บ้าน" ที่เป็นวาทกรรมนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาชนในเมือง และเมื่อเป็นวาทกรรมก็ย่อมจรรโลงอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่ง อำนาจที่วาทกรรมนี้จรรโลง ไม่ใช่เรื่องไปเป็นใหญ่เป็นโตทางราชการหรือการเมืองโดยตรง แต่เป็นอำนาจเพื่อไปถ่วงดุลหรือกำหนดนโยบายสาธารณะ
ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นเลยนะครับ เพราะมีคนเข้าร่วมอีกมากมาย รวมทั้งชาวบ้านบางกลุ่มในหมู่บ้านด้วย เพราะวาทกรรมนี้เป็นอาวุธที่ทรงพลังทีเดียว และที่จริงแล้ววาทกรรมนี้ถึงไม่ถูกทั้งหมด ก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด โดยเฉพาะการเปิดทางให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมี "ตัวตน" อันชอบธรรมที่จะเข้าร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ
ชัยชนะเด็ดขาดของวาทกรรม "หมู่บ้าน" คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ครับ ปรปักษ์ของวาทกรรมนี้หมดทางต่อสู้ จนต้องตีความ "เศรษฐกิจพอเพียง" ให้เป็นไปได้แก่การประกอบการทุกประเภท (ดังเช่นการตีความใหม่ของ UNDP)
ผมควรกล่าวด้วยว่า อำนาจที่เกิดจากวาทกรรม "หมู่บ้าน" เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในรัฐธรรมนูญปี 40 และกำหนดนโยบายสาธารณะให้เกิดองค์กรมหาชนที่เป็นอิสระจากรัฐ เช่น สกว. และ สสส. (และ ส. อื่นๆ) ซึ่งใช้เงินสาธารณะเพื่อตอกย้ำวาทกรรมนี้แก่สาธารณชนสืบมา
แต่หมู่บ้านไทยที่เป็นจริงในปัจจุบัน หาได้เหมือนกับ "หมู่บ้าน" ในวาทกรรมไม่ ในอดีตเคยเหมือนหรือไม่ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ในปัจจุบันนั้น เป็นคนละเรื่องเลย ผมต้องอาศัยงานของนักวิชาการที่ลงไปศึกษาคลุกคลีในหมู่บ้านมายืนยัน ส่วนใหญ่ก็เป็นงานของนักมานุษยวิทยา เพราะใช้เวลาลงไปฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านนานกว่านักวิชาการสายอื่น
ในที่นี้ขอใช้งานของ Jonathan Rigg และอื่นๆ ในบทความชื่อ "Reconfiguring rural spaces and remaking rural lives in central Thailand" ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Southeast Asian Studies, 39/3 (2008)
กลุ่มผู้เขียนลงศึกษาความเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านในตำบลคานหามและโคกมะยม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้ว่าพวกเขาจะเตือนว่า ความเปลี่ยนแปลงที่นั่นไม่ได้เป็นตัวแทนของชนบทไทยทั้งหมด แต่ก็แสดงความเห็นด้วยว่า มันบอกทิศทางความเปลี่ยนแปลงที่ชนบทไทยกำลังเผชิญโดยทั่วไป
ผมขอสรุปความเปลี่ยนแปลงอย่างคร่าวๆ ดังนี้
1. ในช่วงทศวรรษ 2500 ถึงทศวรรษ 2520 ชาวบ้านคือชาวนาทั้งในความเป็นจริงและในสำนึก ต่างทำนาเพื่อกิน แม้ว่าต้องออกไปรับจ้างทำงานอื่นนอกหน้านา แต่การทำนาคือแหล่งรายได้เกินครึ่งของครอบครัว แต่หลังจากที่นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ (นิคมฯ โรจนะอยู่ใกล้สุด) เริ่มมาลง ผู้คนก็ขายที่ หรือหันไปประกอบอาชีพอื่นๆ และเลิกทำนาเป็นส่วนใหญ่
2. หมู่บ้านหรือตำบลก็เปลี่ยนไป กลายเป็นชุมชนกึ่งเมืองที่ขายบริการต่างๆ แก่คนงานโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ทำผม เปิดร้านเช่าวิดีโอ ขายอาหาร และหอพักขนาดเล็กไปถึงตึกใหญ่ ฯลฯ
3. ถนนหนทางการคมนาคมดีขึ้น เดินทางเข้าไปที่ตัวเมืองอุทัย, อยุธยา หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ได้สะดวก ขอบข่ายการหารายได้ของชาวบ้านจึงเปลี่ยนไป สามารถทำงานอื่นที่ไม่ใช่ทำนาได้ทั้งปี รวมทั้งไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมด้วย
4. คนงานจากที่อื่นๆ ทั่วไทย โดยเฉพาะอีสานอพยพเข้ามาอยู่ในตำบลจำนวนมาก ในบางหมู่บ้าน มีประชาชนชาวบ้านเดิมอยู่ 3-4 ร้อยคน แต่มีคนงานอพยพอยู่ตามหอพักถึง 2-4 พันคน ก่อให้เกิดความเครียดในสาธารณูปโภคต่างๆ ของหมู่บ้าน นับตั้งแต่ไฟฟ้า, น้ำประปา, ถนน, สุขศาลา ไปจนถึงโรงเรียน
แม้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน แต่ไม่เคยพูดคุยกัน ไม่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกันในทางใด ยกเว้นน้อยรายที่ไปแต่งงานกับหนุ่มหรือสาวของหมู่บ้าน จึงเป็นคนแปลกหน้าทั้งต่อกันเอง และต่อชาวบ้านในหมู่บ้าน เกิดความระแวงกันและกันอยู่ตลอด
ในขณะที่ตนเองก็หลุดพ้นจากพันธนาการของเครือญาติในหมู่บ้านเดิมของตน ดังนั้น จึงเกิดพฤติกรรมทางเพศที่ผิดกรอบประเพณีเดิมมากมาย
5. ความสัมพันธ์ทางสังคมของชาวบ้านเองก็เจือจางลง เพราะต่างคนต่างออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน แม้แต่บ้านเรือนก็ติดเหล็กดัด มีรั้วรอบขอบชิด (เพราะชาวบ้านเชื่อว่าคนต่างถิ่นนำเอาอาชญากรรมต่างๆ เข้ามา) ต่างคนต่างอยู่ จะร้องทักทายว่าวันนี้แกงอะไรอย่างแต่ก่อนก็ไม่ได้ เพราะแลเห็นแต่หมา
6. พ่อแม่ยอมลงทุนด้านการศึกษาแก่ลูกหลาน อย่างน้อยก็ต้องจบ ม.3 เพื่อเข้าทำงานในโรงงาน เด็กๆ เองก็ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านไปด้วย และอยากมีอนาคตทำงานโรงงาน
7. มีอีกแยะครับ แต่เนื้อที่หมดเสียแล้ว จึงขอเอาแค่นี้แหละครับ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในหมู่บ้านที่เป็นจริงนี้มีความสำคัญ และจำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ "หมู่บ้าน" ในวาทกรรม หรือชนบทไทยโดยรวม เพราะวาทกรรมนั้นครอบงำนโยบายสาธารณะ และทำให้เราใช้ทรัพยากรไปในทางที่ไม่ตอบสนองต่อผู้คนจำนวนมาก ซึ่งควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้มากขึ้น ผมขอยกเป็นตัวอย่างให้เห็นเพียงบางเรื่องนะครับ
เช่น แม้ว่าเรายังจำเป็นต้องอัดฉีดงบประมาณลงไปช่วยชาวนา เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีคนในอาชีพนี้อยู่สูง (แม้ไม่ใช่สูงที่สุดอย่างแต่ก่อน) แต่ชาวนาในปัจจุบันแม้แต่ที่มีขนาดเล็ก ก็กลายเป็น "ผู้ประกอบการ" ไปแล้วนะครับ ไม่ใช่ชาวนาใน "เศรษฐกิจพอเพียง" เพราะโดยการประกอบการเท่านั้นที่เขาจะสามารถส่งลูกหลานเรียนหนังสือให้สูงขึ้นได้ การช่วยชาวนาจึงต้องคิดวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้การประกอบการของเขาได้กำไร ไม่ใช่การประกันราคาข้าวเพียงอย่างเดียว เช่น ลดต้นทุน, สหกรณ์ประเภทต่างๆ, การให้ความรู้, การให้อำนาจต่อรองในตลาด ฯลฯ
เช่น ต้องทุ่มเทด้านการศึกษาไปในทิศทางที่ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ขยายโรงเรียนเฉยๆ ชาวนารวยไม่ส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนของตำบลแล้ว แม้ได้ขยายถึงชั้นมัธยมเหมือนกัน เพราะรังเกียจคุณภาพการศึกษาและรังเกียจ "เด็กหอ" หรือเด็กต่างถิ่น เด็กที่ได้ผ่านการศึกษามาอย่างดีเท่านั้น ที่จะเอาตัวรอดในสังคมไทยสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่ท้องนา
เช่น ในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ต้องหาทางให้ผู้คนเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น คนจำนวนมากไม่ได้มี "หลักทรัพย์" ที่จะเข้าถึงทุน แต่ถ้าเขาเข้าถึงได้ เขาก็คงจะมี "หลักทรัพย์" ได้สักวันหนึ่งข้างหน้า
รัฐต้องสนใจและทุ่มเทงบประมาณไปยังแรงงานรับจ้างให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนี่คือส่วนใหญ่ของประชากรไทย
ตราบเท่าที่เรายังคงดำรงรักษา "หมู่บ้าน" ในวาทกรรมไว้เป็นทางเลือกกระแสหลักของสังคม ผู้ที่เข้ามาบริหารรัฐจะไม่ใส่ใจกับทางเลือกที่วางอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง และปล่อยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศขาดความมั่นคงในชีวิตตลอดไป ในขณะที่ทางเลือกปลอมๆ นั้นกลับบำรุงบำเรอปัญญาชนในเมืองกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งตลอดไป ก็เพราะมันไม่มี "ชาวนาในเศรษฐกิจพอเพียง" จะให้บำรุงบำเรอเหลืออยู่อีกแล้วล่ะสิครับ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
อย่าลืม อ่าน ชนบท-ภาพที่เปลี่ยนไป โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/02/n-rural.html
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)














