http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กินหยาดเหงื่อจากประชาชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กินหยาดเหงื่อจากประชาชน แสดงบทความทั้งหมด

2558-03-06

พลวัตของคุณธรรม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

พลวัตของคุณธรรม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425645135
. . วันศุกร์ที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2558 เวลา 22:30:00 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 27ก.พ. -5มี.ค.58 ปี35 ฉบับ1802 หน้า32 )


ในงานเลี้ยงส่งนักวิชาการชาวต่างชาติท่านหนึ่งเจ้าภาพได้จัดให้มีการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับการเมืองไทยขึ้น
ประเด็นที่ให้ความสำคัญกันมากในหมู่วิทยากรก็คือ เราจะออกจากทางตันที่เผชิญอยู่นี้ได้อย่างไร ดูเหมือนทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันว่า ความแตกร้าวที่ผ่านมาต้องคลี่คลายลงเสียก่อน เพราะพลังที่จะผ่าทางตันนี้ต้องมาจากทุกฝ่าย ไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายต้องมามีความเห็นทางการเมืองเหมือนกัน
เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกันว่า วิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะทำให้ขัดแย้งกันต่อไปโดยไม่นำมาสู่ทางตันเช่นนี้อีก

พูดอีกอย่างหนึ่งคือแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างกันได้อย่างไร


หนึ่งในวิทยากรเสนอว่า เราไม่อาจเอาเรื่องของความดีและคนดีออกมาเย้ยหยันเสียดสีได้ เพราะถึงอย่างไรความดีและคนดีก็น่าจะเป็นหนึ่งในบรรดา "จุดร่วม" ที่เราควรมีร่วมกัน

ฟังดูเหมือนจะง่าย เพราะอย่างน้อยในฐานะคนไทยด้วยกัน ก็คงถูกอบรมสั่งสอนมาให้ยึดถือว่าอะไรคือคุณธรรมความดีตรงกัน และความเคารพต่อคุณธรรมความดีก็ดูเหมือนจะเป็นคำสอนพื้นฐานที่สั่งสอนกันมาในทุกวัฒนธรรม


แต่ในความจริงคงไม่ง่ายเหมือนอย่างฟังกระมัง ผมคิดว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เราต้องเผชิญในหลายปีที่ผ่านมานั้น ไม่มีความขัดแย้งอะไรสักอย่างที่จีรังยั่งยืน ไม่ว่าทักษิณ, เปรม, ประชาธิปไตย หรือเผด็จการ ความเห็นต่อสิ่งเหล่านี้เสียอีกที่อาจเปลี่ยนได้เมื่อเวลาผ่านไป

แต่ความขัดแย้งที่ไม่เปลี่ยนง่ายๆ คือเรื่องของค่านิยมนี่แหละครับ




การที่คนฝ่ายหนึ่งเย้ยหยันคนที่อ้างตัวว่าเป็นคนดีนั้นไม่ได้เป็นเพียงเพราะคนเหล่านั้นมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างเท่านั้น แต่เพราะพฤติกรรมของคนเหล่านั้นเองถูกตั้งข้อสงสัยต่างหากว่า เป็นความดีแน่ละหรือ เช่นที่บางคน เช่น ยกตัวอย่าง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งยังอาศัยอยู่ในบ้านหลวงแม้ปลดเกษียณอายุราชการมานานแล้ว หรือการที่ท่านกินเงินเดือนของบริษัทเกษตรข้ามชาติ หรือร้ายไปกว่านั้น คือสนับสนุนการรัฐประหาร หรือเหตุใดหมอๆ ทั้งหลายซึ่งอ้างความเป็นคนดี จึงพากันเข้าไปบริหารเงินจำนวนพันๆ ล้านในองค์กรมหาชน ซึ่งหมอเองเป็นผู้ผลักดันให้เกิดขึ้น

ผมไม่ปฏิเสธเลยนะครับว่า การกระทำของท่านเหล่านี้ไม่เคยถูกมองว่าเป็นความชั่วในวัฒนธรรมไทยมาก่อน บุคคลที่คนทั่วไปเห็นว่าได้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมามาก อย่างพลเอกเปรม ย่อมพึงได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่สังคม (หรืออย่างน้อยก็บางส่วนของสังคม) ยินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจ การรับเงินเดือนของนักธุรกิจอภิมหาเศรษฐีก็เป็นส่วนหนึ่งของอภิเกียรติยศที่ท่านควรได้รับ หรือรัฐประหารก็ไม่ใช่ความชั่วช้าอะไรที่คนดีๆ จะสนับสนุนไม่ได้ หมอๆ ที่ไปบริหารองค์กรมหาชนก็เหมือนกัน ต่างมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้อุทิศตนให้แก่ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม เช่น รณรงค์ต่อต้านบุหรี่และสุรามานานแล้วบ้าง เป็นหมอหนุ่มไฟแรงของกระทรวงสาธารณสุขบ้าง ก็ควรไปนั่งบนเก้าอี้ที่ควรนั่งถูกแล้ว

ที่เคยถือกันว่าเป็นความดีนั้น ถูกคนจำนวนมากตั้งข้อสงสัย กล่าวคือสงสัยทั้งในสิ่งที่เคยเรียกว่าดี (หรือไม่เห็นว่าชั่ว) และสงสัยทั้งผู้ปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นว่า ปฏิบัติได้จริงอย่างสมบูรณ์ดังข้ออ้างของตนละหรือ ทั้งนี้ ยังไม่รวมไปถึงความสงสัยว่าเราควรให้อภิสิทธิ์อะไรแก่ความดีและคนดี

พูดอีกอย่างหนึ่งคือความเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมพื้นฐาน และเกณฑ์การวินิจฉัยเกี่ยวกับความดี, ความชั่ว, และคนดี, คนชั่ว



เรื่องจึงไม่ง่ายอย่างที่วิทยากรท่านนั้นพูดประหนึ่งว่าความดีเป็นนิรันดร เพราะตรงกันข้ามเลย ทั้งความดีและมาตรฐานของความดีในสังคมไทยกำลังเปลี่ยนอย่างมโหฬาร จึงทำให้ความแตกแยกนั้นร้าวลึกกว่าประเด็นขัดแย้งทางการเมืองและผลประโยชน์มากนัก

ยิ่งอ้างเอาความดีเป็นความชอบธรรมของอำนาจก็ยิ่งจะสับสนขึ้นไปใหญ่ จริงอยู่ทฤษฎีอำนาจของไทยโบราณ คือบารมีหรือความดีที่ได้สั่งสมไว้คือที่มาของอำนาจอันชอบธรรม แต่คนไทยโบราณคิดถึงความดีที่ได้สั่งสมมาไว้ในอดีตชาติ ฉะนั้น บารมีหรือความดีที่อ้างถึงคือคุณธรรมระดับจักรวาล (cosmic virtue) ไม่อาจมีบันทึกไว้ให้ใครตรวจสอบได้ (นอกจากพระอินทร์) แต่ความดีคนดีที่อ้างกันในปัจจุบัน เป็นความดีที่ได้ทำในโลกนี้ มีบันทึกให้คนอื่นตรวจสอบได้ และเมื่อตรวจสอบได้ก็ตั้งคำถามได้ด้วย

เพียงแค่ทัศนะของคนปัจจุบันซึ่งเพ่งเล็งโลกนี้มากกว่าวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดเพียงอย่างเดียว คติเรื่อง "บารมี" ก็เปลี่ยนไปแล้ว

นอกจากความดีไม่ใช่สิ่งนิรันดรแล้ว ความดียังไม่เป็นสากลอีกด้วย ไม่เฉพาะแต่ไม่สากลข้ามวัฒนธรรมเท่านั้น ผมคิดว่ามีมิติทางชนชั้นของความดีอยู่ด้วย แม้ในวัฒนธรรมเดียวกัน



การคอร์รัปชั่นหรือที่แต่ก่อนเรียกว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นเป็นความชั่วมาแต่โบราณแล้วหากทว่าคนโบราณมองการคอร์รัปชั่นว่าเป็นภัยต่อราษฎร ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่างๆ นานา เช่น รีดภาษีจากผู้ผลิตเกินพิกัดอัตราที่หลวงท่านตั้งไว้ เพื่อเอาเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัว ราษฎรที่ถูกรีดภาษีย่อมเดือดร้อน หรือตุลาการเรียกสินบนจากคู่ความ ตัวคู่ความเองก็เดือดร้อน การคอร์รัปชั่นเป็นความชั่วเพราะทำความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นกรณีๆไป ไม่ใช่ทำความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวม

พูดง่ายๆ ก็คือฉ้อราษฎร์นั่นแหละคือความชั่ว ส่วนบังหลวงดูออกเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ก็หลวงท่านไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการ ให้ไปแต่อำนาจในขอบเขตหนึ่ง แล้วก็ให้หาเลี้ยงตัวด้วยอำนาจในขอบเขตนั้น การที่ขุนนางเกณฑ์กำลังไพร่สมในสังกัดของตนไปทำนา เพื่อได้ข้าวมาเป็นสมบัติส่วนตัว จึงเป็นการหารายได้ที่สุจริตอยู่แล้ว แม้แต่ไพร่ในสังกัดไม่เข้าเวรแต่ยอมจ่ายเป็นเงินให้แก่มูลนายแทน มูลนายจะทำอย่างไรกับเงินได้ดีไปกว่าเก็บเข้ากระเป๋า เพราะนั่นคือค่าแรงของมูลนายซึ่งต้องรับราชการโดยไม่มีเงินเดือน

ทั้งหมดนี้ ถ้าพูดใหม่ให้ฟังเป็นวิชาการก็คือ คนไทยโบราณมีความคิดเกี่ยวกับ "ส่วนตัว" และ "ส่วนรวม" (private and public) ไม่เหมือนกับฝรั่งสมัยใหม่ บางคนบอกว่าคนไทยโบราณไม่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ซึ่งผมสงสัยว่าไม่จริง อย่างน้อยในหมู่บ้านเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นสมบัติส่วนรวม ซึ่งมีผีและฮีตคอยคุ้มครองอยู่ เช่น บ่อน้ำ, วัดและสมบัติในวัด, ศาลผี, ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์, ฯลฯ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาจะเห็นเป็น "ส่วนรวม" ได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่เขาสามารถเข้าร่วมใช้และร่วมจัดการด้วยเท่านั้น

ของ "หลวง" จึงไม่ใช่ของ "ส่วนรวม" ในทัศนะของเขา คนเราจะมองเห็นของ "หลวง" ว่าเป็นของส่วนรวมได้ ก็ต้องมีความคิดเรื่องสังคมก่อน คำว่าสังคมที่หมายถึงส่วนรวมของคนทั้งชาติไทยไม่เคยมีในภาษาไทยมาก่อน ก็ไม่แปลกอะไรนะครับ แม้แต่ชาติไทยก็ไม่มีมาก่อน จะให้เขาคิดถึงสังคมไทยได้อย่างไร



แนวคิดเรื่อง"ส่วนตัว" กับ "ส่วนรวม" เป็นความคิดฝรั่งสมัยใหม่ ซึ่งซึมเข้าสู่ชนชั้นกลางไทยผ่านการศึกษาและสื่อ ฉะนั้น คอร์รัปชั่นในความหมายของชนชั้นกลางไทยจึงไม่ต่างจากฝรั่ง เอาเงินงบประมาณไปสร้างสะพาน แต่กินสินบนกันเสีย 30% แม้ว่าได้สะพานมาอย่างต้องการ แต่ก็สูญเงินไปเปล่าๆ ปลี้ๆ 30% ชนชั้นกลางคิดว่า เงินที่เสียไปโดยใช่เหตุนี้ เอาไปใช้ทำอย่างอื่นให้แก่ส่วนรวมได้อีก การคอร์รัปชั่นจึงน่ารังเกียจ เป็นความชั่วที่ไม่น่าให้อภัย แต่ชาวบ้านซึ่งยังรับแนวคิดเรื่อง "ส่วนตัว" - "ส่วนรวม" แบบฝรั่งไม่มากนัก ย่อมมองคอร์รัปชั่นแบบนี้เหมือนสมัยโบราณ กล่าวคือ ไม่ทำให้ราษฎรคนไหนเดือดร้อนสักคน

เมื่อชาวบ้านตอบคำถามของสำนักโพลต่างๆ (ซึ่งนับวันยิ่งไม่น่าเชื่อถือมากขึ้นทุกที) ว่า หากคอร์รัปชั่นแล้วได้อะไรคืนมาก็ไม่น่ารังเกียจนัก จึงเป็นคำตอบที่ไม่น่าตระหนกตกใจอะไร เป็นวิธีคิดที่มีเหตุมีผลในสังคมไทยตั้งแต่อยุธยาแล้ว แต่หากถามชาวบ้านว่า นายทุนร่วมมือกับมหาดไทยมายึดทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือหนองน้ำของหมู่บ้านไปเป็นของส่วนตัว คอร์รัปชั่นอย่างนี้น่ารังเกียจไหม ผมมั่นใจว่าร้อยทั้งร้อยย่อมตอบว่าน่ารังเกียจทั้งนั้น

ในทางตรงกันข้าม หากนำคำถามนี้มาถามชนชั้นกลางบ้าง ผมเชื่อว่าจำนวนมากต้องถามกลับก่อนว่า นายทุนยึดที่ดินชาวบ้านไป "พัฒนา" (ซึ่งแปลว่าเอาไปใช้เพื่อผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนเป็นมูลค่าที่สูงกว่าเดิม) หรือยึดไปเฉยๆ หากเอาไป "พัฒนา" ก็พอจะรับได้ แปลว่าในทัศนะของชนชั้นกลาง การคอร์รัปชั่นก็พอจะทนได้เหมือนกัน หากมีเงื่อนไขเพื่อการ "พัฒนา" ส่วนความเดือดร้อนของชาวบ้านนั้น ก็ต้องเสียสละเพื่อ "ส่วนรวม" อาจควรจ่ายชดเชยไปพอสมควร

ในขณะที่คอร์รัปชั่นของชาวบ้าน คือภัยต่อหัวคน คอร์รัปชั่นของชนชั้นกลางคือภัยต่อส่วนรวมที่ไม่มีหัวคนอยู่ในนั้น คำว่าฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น ชาวบ้านเห็นว่าการฉ้อราษฎร์คือคอร์รัปชั่น ชนชั้นกลางเห็นว่าบังหลวงคือคอร์รัปชั่น




ความซื่อสัตย์สุจริตของบุคคลสาธารณะนั้นล้วนเป็นที่ยกย่องของคนไทยทุกชนชั้น แต่มีความหมายที่ต่างกันมาก ฉะนั้น จึงอย่ามาพูดดีกว่าว่า เราทุกฝ่ายที่ขัดแย้งทางการเมืองอยู่ในเวลานี้ ต้องยอมรับความดีและคนดีเหมือนกัน ก็ความดีและคนดีมันมีความหมายไม่เหมือนกัน ระหว่างคนต่างสถานภาพ, ต่างชนชั้น และต่างวัฒนธรรม พอพูดบ่อยๆ เข้าก็เท่ากับพูดว่า พวกมันเลวหมด พวกกูดีหมด

ผมคงยกตัวอย่างของคุณธรรมความดีที่ไม่มีใครปฏิเสธได้อีกนับเรื่องไม่ถ้วนแต่ขอยกเป็นตัวอย่างอีกเรื่องเดียวคือกตัญญูกตเวทิตา ซึ่งก็ยังเป็นคุณธรรมที่ไม่มีใครปฏิเสธในปัจจุบัน แต่ความกตัญญูรู้คุณในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ กับความกตัญญูรู้คุณในระบบที่ความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนเป็นระหว่างปัจเจกบุคคลไปมากแล้ว ย่อมไม่เหมือนกันอีกต่อไป และด้วยเหตุดังนั้น กตเวทิตาหรือการตอบแทนบุญคุณจึงต้องต่างไปด้วย

ทั้งหมดนี้ล้วนอธิบายได้ด้วยหลักพระพุทธศาสนาทั้งความดีและความชั่วนั้นท่านสอนว่าเป็นสังขตธรรมทั้งคู่ คือเป็นธรรมที่มีเงื่อนไข ที่มันดีก็เพราะอยู่ในเงื่อนไขอย่างนี้ๆ มันชั่วก็เพราะอยู่ในเงื่อนไขอย่างนี้ๆ ดังนั้น ทั้งความดีและความชั่วจึงแปรเปลี่ยนไปได้ตามเงื่อนไขทางโลกียะที่แวดล้อมมันอีกทีหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทำดีทำชั่วก็ได้ผลเท่ากันนะครับ เงื่อนไขทางโลกย์นั่นแหละที่กำหนดว่า ทำดีแล้วจะได้ผลอะไร ทำชั่วแล้วจะได้ผลอะไร ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่วจึงต้องใช้ปัญญา เล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่าจะเกิดผลอย่างไร ทั้งแก่ตนเอง ทั้งแก่ผู้อื่น และแก่หนทางดับทุกข์ในเบื้องหน้าไปพร้อมกัน

ส่งเสริมการรัฐประหารเป็นความดีหรือความชั่วไม่สามารถตอบได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้ปัญญาให้รอบคอบ เอาประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์แห่งพระนิพพาน มาไตร่ตรองให้ดี

ผมแสดงพระธรรมเทศนาตรงนี้ เพื่อเตือนสิ่งสำคัญอย่างยิ่งไว้ด้วยว่า อำนาจที่แข็งแรงมั่นคงที่สุดซึ่งมนุษย์สามารถสถาปนาขึ้นเหนือผู้อื่นได้ นับแต่โบราณนานไกลมาแล้ว คือการทำให้คนอื่นต้องยอมรับสิ่งที่ตัวบัญญัติว่าเป็นความดีอย่างไม่มีทางปฏิเสธหรือต่อรองได้เลย มีคนจำนวนมากในสังคมไทยปัจจุบัน ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม จนถึงปฏิเสธมาตรฐานตายตัวของความดีที่ถูกสถาปนาไว้อย่างกว้างขวาง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยเช่นนี้ เป็นพยานอย่างดีว่าประชาธิปไตยในสังคมไทยเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าเราจะอยู่ภายใต้ระบอบปกครองอะไรก็ตาม


.

2557-06-16

สังคมอณู โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : สังคมอณู 
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1402932016
. . วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 22:51:11 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 16 มิ.ย.2557 )


ร้องเพลงเต้นรำก็มีความสุข แต่เป็นความสุขชั่วคราว อีกทั้งสังคมไทยก็ไม่ใช่สังคมที่ขาดแคลนการร้องเพลงเต้นรำ ธุรกิจบันเทิงเช่นนี้ยังปรับตัวให้คนต่างฐานะทางเศรษฐกิจเข้าถึงได้อย่างค่อนข้างทั่วถึง

ดังนั้น ร้องเพลงเต้นรำจึงไม่อาจสมานรอยร้าวหรือความแตกแยกในสังคม เพราะท่ามกลางความแตกแยกที่ผ่านมา ร้องเพลงเต้นรำก็มิได้ขาดหายไปไหน ความไร้พลังของร้องเพลงเต้นรำที่จะสมานรอยร้าว ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความแตกแยกนั้นร้าวลึกมานานเท่านั้น แต่มันได้สร้างความเจ็บปวดเป็นส่วนตัวให้แก่คนจำนวนมาก ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่สูญเสียญาติมิตรไปในการปะทะกันเท่านั้น

มีบางอย่างที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในภาพยนตร์ เมื่อใครสักคนถูกปืนจ่อหัว บังคับให้ลั่นไกปืนยิงเพื่อนที่คบกันมาตลอดชีวิต ระหว่างชีวิตเรากับชีวิตเขา มีทางเลือกได้เพียงอย่างเดียว 
ในฐานะมนุษย์ปุถุชน คุณลั่นไก ผมก็เข้าใจ 
คุณไม่ลั่นไก แต่ยอมถูกยิงหัวเละ ผมก็เข้าใจ

และในฐานะมนุษย์ปุถุชนเหมือนกัน มันเจ็บปวดเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องลั่นไก หรือคนที่จะถูกลั่นไก


ผมเข้าใจ (ซึ่งอาจผิด) ว่า สตาลินเป็นคนแรกที่พัฒนาอำนาจครอบงำของเผด็จการเบ็ดเสร็จไปถึงขั้นที่ทุกคนถูกปืนจ่อหัวให้ยิงเพื่อนของตนเอง นั่นก็คือเหนือกว่าตำรวจลับซึ่งเผด็จการเบ็ดเสร็จทุกแห่งย่อมใช้อย่างได้ผลทั้งสิ้น สตาลินได้สร้างระบบที่ทำให้ทุกคนกลายเป็นสายลับของรัฐเผด็จการทั้งหมด พฤติกรรมใดๆ ที่น่าระแวงสงสัยว่าเป็นปฏิปักษ์กับเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ จะถูกรายงานให้รัฐได้ทราบ เพราะการไม่รายงาน ทั้งๆ ที่รู้เห็นการกระทำเช่นนั้น อาจทำให้ได้รับโทษไม่ต่างจากกัน หรืออย่างน้อยก็ตกเป็นผู้ที่รัฐระแวงสงสัย ถึงตนเองไม่รายงาน ก็อาจมีผู้อื่นที่ใกล้ชิดกับบุคคลผู้นั้นรายงาน และในกรณีเช่นนั้น การไม่รายงานให้ทันเวลาก็คือร่วมมือหรืออย่างน้อยก็รู้เห็นเป็นใจกับปฏิปักษ์ของเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ

ปืนที่จ่อหัวอยู่เช่นนี้ บังคับให้ทุกคนยิงให้เร็ว ยิงโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ยิงก่อนที่ตนเองจะถูกยิงจนหัวเละ ยิงก่อนที่คนอื่นจะยิงเพื่อนของเรา เพราะเท่ากับเราจะต้องถูกยิงหัวเละอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฮิตเลอร์ไม่ได้ใช้วิธีการเช่นนี้ จึงทำให้มีเรื่องแบบ "ชินด์เลอร์′ส ลิสท์" ในภาพยนตร์ได้ (และที่จริงมีกรณีเช่นนี้อีกหลายกรณี ทั้งที่มีบันทึกและไม่มีโดยตรง)


ในสหภาพโซเวียตสมัยสตาลิน เราได้รู้เห็นเรื่องราวอันเจ็บปวดเช่นนี้เกิดขึ้นแก่บุคคลต่างๆ ตลอดมา หนึ่งในเรื่องที่จะเล่าในที่นี้คือเรื่องของเดวิด ออยสตร๊าค นักไวโอลินฝีมือหนึ่งกับรอสโตรโปวิทช์ นักเชลโลฝีมือหนึ่งเช่นกัน ทั้งคู่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลโซเวียตให้ออกไปแสดงในกรุงปารีส เย็นวันแรกที่ทั้งคู่ซึ่งเป็นเพื่อนกันออกเดินเที่ยวชมเมือง จู่ๆ ออยสตร๊าคก็คุกเข่าลงต่อหน้าเพื่อนของเขา จับมือของเพื่อนขึ้นทูนหัวแล้วร้องไห้ สารภาพว่าก่อนจะออกเดินทางมาปารีส เขาได้เขียนบทความลงอิสเวสเตีย ประณามเพื่อนของเขาอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์สร้างความเสื่อมเสียให้รอสโตรโปวิทช์ ตามความประสงค์ของสตาลินซึ่งไม่โปรดรอสโตรโปวิทช์แล้ว

รอสโตรโปวิทช์เล่าว่า เขากลับไปอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของเขาที่มอสโก บอกเมียและเตรียมเข้าของสำหรับการถูกส่งตัวไปไซบีเรีย นอนไม่หลับเพราะรอฟังเสียงเคาะประตูทั้งคืน ติดต่อกันหลายคืน กว่าจะรู้ว่าโทษของเขาไม่หนักถึงเพียงนั้น เขาได้แต่ถูกเพื่อนทุกคน "ยิง" โดยไม่ร่วมงานและไม่คบค้าสมาคมด้วยอีกต่อไปเท่านั้น




นี่เป็นกรณีเดียวที่มีเรื่องเบื้องหลังและสร้างความประทับใจเท่านั้น แต่มีกรณีอื่นอีกนับล้านที่เพื่อนรายงานเพื่อน, นายรายงานลูกน้อง, ลูกน้องรายงานนาย, ลูกรายงานพ่อแม่, พ่อแม่รายงานลูก, ครูรายงานศิษย์, ศิษย์รายงานครู ฯลฯ คนทั้งสังคมกลายเป็นอณู หมุนไปตามแรงขับเคลื่อนของรัฐ โดยไม่มีความสัมพันธ์กันเองอีกเลย นี่คือบรรยากาศของนวนิยาย 1984 ของจอร์ช ออร์เวลล์ ที่มนุษย์ไม่มีความสัมพันธ์อะไรอื่นต่อกัน นอกจากความสัมพันธ์กับรัฐ แม้แต่ความสัมพันธ์ตามธรรมชาติ คือความรักกับคนต่างเพศ รัฐก็ไม่อนุญาตและเข้ามาทำลายให้กลับลงไปเป็นอณูตามเดิม

หลังการรัฐประหาร เราได้ยินข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย แนะนำให้คอยตรวจตราสอดส่องกันเองว่าใครมีพฤติกรรมที่ทำลายความมั่นคงของรัฐ (ตามนิยามของ คสช.กระมัง) ก็พึงรายงานให้หน่วยเหนือทราบ มีการปิดเฟซบุ๊กในช่วงสั้นๆ เพื่อสอดแทรกโปรแกรมตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถปิดเฟซบุ๊กของบุคคลได้ เฟซบุ๊กในโลกปัจจุบันเข้ามาแทนที่การสื่อสารทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะที่คนไทยยี่สิบกว่าล้านคนใช้ในชีวิตประจำวัน จึงเกือบไม่ต่างจากการเปล่งเสียง ร.เรือไม่ชัด แล้วห้ามพูด ที่ปรึกษาของกระทรวงไอซีทีแจ้งในเชิงขู่ว่า เพื่อนและผู้ติดตามในเฟซบุ๊กอาจเป็นสายลับที่คอยแจ้งให้กระทรวงตามปิดเฟซบุ๊กนั้น หรือจับเจ้าของดำเนินคดีก็ได้ กฎอัยการศึกห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แต่ในทางปฏิบัติคนอ่านหนังสือเพียง 4 คน ก็อาจถูกเรียกตัวไปสอบสวน ผู้หญิงคนหนึ่งประกาศความเห็นทางการเมืองผ่านผ้าปิดหน้าของตนเพียงคนเดียว ก็ถูกนำตัวไปสอบสวนเช่นกัน

รัฐรุกเข้ามายึดครองพื้นที่ความสัมพันธ์และการสื่อสารทุกชนิด ความสัมพันธ์และการสื่อสารคือพื้นฐานของสิ่งที่เราเรียกว่า "สังคม" รัฐทุกรัฐในโลกนี้นับตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ที่จะต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมเสมอ แต่การจัดความสัมพันธ์ให้ไม่มีสังคมเหลืออยู่ มีแต่รัฐ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและไม่พบว่าทำได้อย่างยั่งยืนในสังคมใด

ความกระตือรือร้นของข้าราชการซึ่งต้องการจะเอาใจนายใหม่ เพื่อช่วงชิงตำแหน่งกันเองนั้น เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ความกระตือรือร้นของพวกเขาเพียงอย่างเดียว ไม่อาจสร้างบรรยากาศของรัฐที่ไร้สังคมได้ถึงขนาดนี้ หากไม่ได้รับความสมยอมของอำนาจ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือด้วยความกระตือรือร้นเสียเอง

เพื่อความเป็นธรรมควรกล่าวด้วยว่า สภาพที่พื้นที่ความสัมพันธ์และการสื่อสารของสังคมไทย ไม่ได้เพิ่งถูกเบียดเบียนหลังรัฐประหาร แต่ดำเนินมาหลายเดือนหรืออาจหลายปีมาแล้ว คนจำนวนไม่น้อยในสังคมถูกทำให้เชื่อว่าชีวิตมีความภักดีได้เพียงอย่างเดียว ใครจะเป็นเพื่อน หรือแม้แต่ญาติกันได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีความภักดีเพียงอย่างเดียวนั้นตรงกันหรือไม่ ใครที่มีความสัมพันธ์หรือการสื่อสารที่ทำให้ระแวงได้ว่าไม่ได้มีความภักดีตรงกัน ก็พึง unfriend คนนั้นเสีย

(คำนี้ในทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อาจไม่มีความหมายอะไรมากนัก เมื่อคุณสมัครรับการสื่อสารในฐานะ friend ผมก็ไม่อนุญาตให้คุณรับการสื่อสารนั้นต่อไปด้วยการ unfriend คุณ แต่ในภาษาไทยความหมายมันโหดร้ายกว่านั้นแยะ ในฐานะเพื่อน เราไม่ได้ตัดเฉพาะการสื่อสารบางเรื่อง แต่เราถอดเขาออกไปจากความเป็นเพื่อนโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ที่มีมาทั้งหมดถูกถอดกองทิ้งไว้อย่างไม่ไยดี และในชีวิตจริง "เพื่อน" จริงๆ ก็ถูก unfriend กันมาไม่น้อยแล้ว)

โดยส่วนตัว ผมรู้สึกเจ็บปวดเมื่อพ่อแม่ต้องสั่งให้ลูกสาวเปลี่ยนนามสกุล หรือพ่อต้องแจ้งความฟ้องลูก เพราะทนต่อแรงกดดันของคนรอบข้าง (ซึ่งอาจรวมเพื่อนบ้านด้วย) ไม่ได้ หลายคนบ่นให้ฟังว่า เพื่อนจากชั้นมัธยมเลิกคบตนเองหมด เพราะความเห็นทางการเมืองหรือความภักดีสูงสุดไม่ตรงกัน แม้ตัวผมเองไม่เคยโดนด้วยตัวเอง (หรือโดนแล้วไม่รู้สึกก็ไม่ทราบ) แต่ก็ยอมรับว่าเจ็บปวดกับความสูญเสียซึ่ง "มนุษยภาพ" ของคนไทย ตระหนกกับการที่เราเลื่อนไหลเข้าไปอยู่ในสหภาพโซเวียตภายใต้สตาลินได้อย่างไร

Hannah Arendt เล่าถึงความเจ็บปวดเช่นนี้ไว้ใน Responsibility and Judgement ว่า เมื่อนาซีได้อำนาจในเยอรมัน พฤติกรรมอันเหี้ยมโหดของนาซีเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แม้แต่เมื่อคนธรรมดาเข้าไปร่วมมือกับนาซีด้วยความกลัวก็เป็นพฤติกรรมที่เข้าใจได้ แต่เมื่อคนใหญ่คนโต หรือแม้แต่เพื่อนของเราเองกลัวจะพลาดกระบวนรถไฟพากันออกมาส่งเสียงสนับสนุนนาซี นี่ต่างหากที่เข้าใจยากและเจ็บปวดกว่ากันมาก



ยิ่งกว่า unfriend คือการล่าแม่มด ซึ่งคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ถูกล่า เพราะมีการเผยภาพ, ที่ทำงาน, เบอร์โทรศัพท์, บ้านพัก, ฯลฯ ของเหยื่อ ข้อมูลเหล่านี้ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หากข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ ก็เพื่อการละเมิดเหยื่อเท่านั้น นับตั้งแต่ละเมิดด้วยวาจา, ร่างกาย หรือการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้เหยื่อได้รับความยากลำบากในชีวิต

ท้ายที่สุดถึงกับตั้งองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ซึ่งไม่แน่ชัดว่าทัณฑ์ที่จะลงแก่เหยื่อคืออะไร อาจร้ายแรงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายก็ได้ เพราะผู้จัดตั้งประกาศระดมอาวุธ และช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ร่วมมือเก็บขยะ


การยึดอำนาจของกองทัพจะระงับความแตกแยกได้หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยจากการที่เป็นฝักฝ่ายหลายฝ่าย กองทัพก็ทำให้เหลือฝ่ายเดียว แต่การทำให้เหลือฝ่ายเดียวนี้หมายถึงใช้กำลังบังคับให้มีความภักดีสูงสุดอยู่เพียงหนึ่งเดียว และการใช้กำลังบังคับให้ไม่เหลือพื้นที่ของความสัมพันธ์และการสื่อสารอื่นใด นอกจากความสัมพันธ์และการสื่อสารกับรัฐ แก่นแท้ของมันจึงเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากความภักดีต่อสีเสื้อให้เป็นรัฐแต่อย่างเดียว เพื่อความปลอดภัย ผู้คนยังต้อง unfriend กันในชีวิตจริง พ่อแม่ยังต้องฟ้องกล่าวโทษลูก ผู้คนยังต้องเปลี่ยนนามสกุลเพื่อไม่ให้กระทบถึงธุรกิจของครอบครัว

เราก็ยังเป็นอณูเหมือนเดิม



.

2557-05-06

ก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

ก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการ
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399352597
. . วันอังคารที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 12:10:10 น.

( ที่มา:  คอลัมน์ กระแสทรรศน์ นสพ.มติชน 5  พ.ค. 2557 )


โชคดีที่ข่าวคุณพอละจี รักจงเจริญ ถูกอุ้มหายไม่เงียบหายไป เพราะมีคนจากเกือบทั่วประเทศ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือ ที่ออกมารณรงค์ให้รัฐสอบสวน และทำความกระจ่างกับกรณีนี้ หากคุณพอละจีถูกอุ้มหายไปจริง ก็นับเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก เพราะหน่วยงานของรัฐกำลังถูกชาวบ้านฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กรณีละเมิดสิทธิ์อย่างร้ายแรง โดยบุกเข้าไปขับไล่ชาวบ้านออกจากป่า อีกทั้งเผาบ้านเรือนยุ้งฉางของชาวบ้านจนย่อยยับ

คุณพอละจีเป็นพยานปากสำคัญของคดี เพราะอยู่ในเหตุการณ์และได้เห็นการกระทำของหน่วยงานรัฐ หากถูกอุ้มหาย จึงไม่ใช่แต่เพียงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น ยังเท่ากับขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอย่างอุกอาจด้วย

การอุ้มหายเป็นหนึ่งในวิธี "เก็บ" ศัตรูของผู้ถืออำนาจรัฐ ควบคู่กับการยิงทิ้ง การจับกุมและตั้งคดีใส่ร้ายอย่างฉ้อฉล (ซึ่งได้ผลดีในประเทศที่ไม่ให้ความเคารพแก่สิทธิการประกันตัวของจำเลย เพราะเท่ากับ "เก็บ" ศัตรูไว้ในที่ซึ่งไม่อาจมีบทบาททางการเมืองได้เป็นเวลานาน) และในบางครั้งที่โอกาสอำนวย ก็ยังอาจ "เก็บ" ศัตรูได้ด้วยการส่งไปรับการอบรมในค่ายกักกัน

ทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ถืออำนาจของรัฐไทยเคยใช้มาแล้วทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบและวิธีการไปด้วยตลอดมา ความเปลี่ยนแปลงตรงนี้น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยไปพร้อมกัน


วิธียิงทิ้งเคยใช้กันมากหลังรัฐประหาร 2490 ศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหารซึ่งไม่ได้หนีออกนอกประเทศ มักถูกยิงทิ้งอย่างโหดร้ายทารุณ ดังเช่นการสังหารอดีตรัฐมนตรีแถวดอนเมือง โดยอ้างว่าเสียชีวิตจากการต่อสู้กับโจรจีนมลายู ขณะย้ายที่คุมขัง หรือนักการเมืองบางคนอาจถูกรัดคอจนเสียชีวิต แล้วยิงซ้ำศพทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้นำชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ถูกจับถ่วงทะเล

แม้ว่าใครๆ ก็ทราบว่าคนเหล่านี้ถูก "เก็บ" ด้วยกระบวนการนอกกฎหมาย แต่ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง จึงไม่มีการสอบสวนสาเหตุของการตายอย่างขาวสะอาด จนเมื่อคณะรัฐประหารหมดอำนาจไปอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2500 แล้ว เบื้องหลังการเสียชีวิตของเขาจึงได้เปิดเผยขึ้นอย่างเป็นทางการ

อีกส่วนหนึ่งของศัตรูคณะรัฐประหารถูกนำไป "เก็บ" ไว้ในคุก ด้วยข้อหา "กบฏสันติภาพ" ส่วนใหญ่คือคนที่พอจะเก็งได้ว่าไม่มีกำลังในการต่อต้านคณะรัฐประหาร มากไปกว่าการเผยแพร่ความคิดแก่สังคม

เหตุใดคนไทยสมัยนั้นจึงยอมทนต่อความอยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมที่คณะรัฐประหารก่อขึ้นได้ ผมหวังว่าพอจะให้คำตอบส่วนหนึ่งได้ในตอนท้าย


ที่น่าสนใจก็คือ ในการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 ศัตรูของคณะปฏิวัติ (ตามที่เขาเรียกชื่อกลุ่มของตนเอง) ไม่ได้ถูก "เก็บ" ด้วยการยิงทิ้ง ศัตรูที่ยังไม่ได้หนีเข้าป่า ถูก "เก็บ" ไว้ในคุกด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์บ้าง อันธพาลบ้าง โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หากจะมีการ "เก็บ" ด้วยการสังหาร "คณะปฏิวัติ" ก็ทำให้การสังหารนั้นเป็นการประหารชีวิตตามกฎหมาย เพราะรัฐคุมสื่อไว้ในมือจึงสามารถสร้างกระแสให้ผู้คนในสังคมเห็นพ้องว่า บุคคลผู้นั้นเป็นอันตรายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง

โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีอะไรต่างกันระหว่างวิธี "เก็บ" ของคณะรัฐประหารกับคณะปฏิวัติ แต่สิ่งที่ต่างก็คือสังคมไทยต้องการความชอบธรรมในการ "เก็บ" มากขึ้น จำเป็นต้องมีคำอธิบายที่สังคมรับได้มากไปกว่าการแย่งชิงผู้ต้องหาโดยโจรจีนมลายา ดังนั้นความต่างตรงนี้ในทรรศนะของผมจึงมีความสำคัญ เพราะมันสะท้อนความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคมไทยด้วย

การลอบสังหารยังใช้กันอยู่ตลอดมา แต่มักไม่ได้ทำโดยผู้ถืออำนาจรัฐโดยตรง เท่ากับเอกชนซึ่ง "ซื้อ" อำนาจรัฐมาเกื้อหนุนการลอบสังหารอีกทีหนึ่ง มี "ซุ้ม" มือปืนที่ขายบริการเพื่อการนี้อยู่มาก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่จะเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่าหลังจากใช้บริการไปแล้ว จะลอยนวลพ้นกฎหมายได้อย่างไร

แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า รัฐไทยยุติการใช้ความรุนแรงแล้ว ตรงกันข้าม รัฐยังใช้ความรุนแรงสืบมาและอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วยซ้ำ การสังหารหมู่ผู้ประท้วงใน 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภามหาโหด 35, และเมษา-พฤษภามหาโหด 53 กระทำขึ้นเพื่อปราบปรามการจลาจลตามกฎหมาย นอกจากสังหารศัตรูของผู้ถืออำนาจรัฐซึ่งหน้าในการล้อมปราบแล้ว หากฝ่ายผู้ถืออำนาจรัฐเป็นฝ่ายชนะ ยังใช้วิธี "เก็บ" ศัตรูที่เหลือ ด้วยการตั้งข้อหาแล้วจับกุมคุมขังเป็นเวลานานๆ โดยคดีคืบหน้าไปอย่างช้าที่สุด การลอบสังหารถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในบางกรณี เช่นระหว่าง 2516-19 ผู้นำชาวนา, แรงงาน, และนักศึกษาถูกลอบสังหารไปหลายราย และจับมือใครดมไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน อีกวิธีหนึ่งที่ถูกนำกลับมาใช้คือการอุ้มหาย ดังเช่นคุณอารมณ์ พงศ์พงัน ผู้นำแรงงานซึ่งไม่ยอมจำนนต่อการยึดอำนาจของ รสช. และทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้เปิดโปงทารุณกรรมของตำรวจต่อผู้ต้องหาในสามจังหวัดภาคใต้ (ที่จริงยังมีรายอื่นอีกเช่น "ชิปปิ้งหมู" เป็นต้น)


อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีความแตกต่างระหว่างการลอบสังหารกับการอุ้มหาย ในสภาวะที่ผู้ถืออำนาจรัฐต้องการทำให้เชื่อว่ารัฐอยู่ในสภาพปกติ อันเป็นสภาพที่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า
การลอบสังหารทำลายสภาพปกติลง ยิ่งทำบ่อยและทำมากก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ถืออำนาจรัฐ ในขณะที่การอุ้มหายแม้บ่อนทำลายสภาพปกติเหมือนกัน แต่ดู "เนียน" กว่า เพราะพิสูจน์ยากว่าหายจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่พบศพ กว่าคนทั่วไปจะยอมรับว่าเป็นการอุ้มหาย ข่าวก็ซาลงจนไม่อยู่ในความสนใจของผู้คนไปแล้ว

การลอบสังหารและการอุ้มหายที่ใช้กันมากในโลกสมัยใหม่คือประเทศชิลี และอาร์เจนตินา (ภายใต้เผด็จการทหาร)
ขอยกตัวเลขจากกรณีอาร์เจนตินา ซึ่งเก็บรวบรวมขึ้นหลังจากเผด็จการทหารถูกโค่นไปแล้ว ระหว่าง 2518-21 มีคน 22,000 คนถูกสังหารหรืออุ้มหาย ในจำนวนนี้มี 8,625 คนที่ถูกจับกุมไปกักกันในค่ายลี้ลับทั่วประเทศแล้วก็หายไป ตัวเลขประมาณการอื่นๆ กล่าวว่า ระหว่าง 2519-2526 เมื่อเผด็จการถูกขับไล่ออกไป มีคนที่ถูกฆ่าและอุ้มหายตั้งแต่ 9089 คนไปถึง 30,000
ตัวเลขในชิลีก็สูงไม่แพ้กัน


คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมต้องทำลายล้างกันมากขนาดนี้ คำตอบของนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งมีว่า เพราะทั้งอาร์เจนตินาและชิลีเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตย (อย่างน้อยก็โดยรูปแบบ) ได้ตั้งมั่นอยู่พอสมควรแล้ว คิดดูก็แล้วกันว่า ขนาดชิลีสามารถเลือกฝ่ายซ้ายขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ ก่อนที่นายพลปิโนเชต์จะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ (ตามนโยบายของคิสซินเจอร์ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ) ให้โค่นประชาธิปไตยลงอย่างเหี้ยมโหด ในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นพอสมควรแล้วเช่นนี้ เผด็จการทหาร (หรือเผด็จการชนิดอื่น)ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบของตนเองได้ นอกจากการใช้ความรุนแรงอย่างไม่เลือกหน้าเช่นนี้ พูดอีกอย่างหนึ่งคือต้องใช้การก่อการร้ายโดยรัฐ ( "state terrorism" ที่จริงความหมายคือการใช้ความน่าสะพรึงกลัวเป็นเครื่องมือ) เท่านั้น จึงทำได้สำเร็จ 
การก่อการร้ายโดยรัฐนั้นให้ผลสองอย่าง หนึ่งคือทำให้ศัตรูถูก "เก็บ" ไปจนไม่มีเสียงอีก สองคือทำให้คนอื่นในวงกว้างรู้สึกกลัวกับความไม่แน่นอนจนต้องเงียบเสียงลง

กลับมาถึงเมืองไทยในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาธิปไตยตั้งมั่นขึ้นในสังคมพอสมควรแล้ว และโอกาสที่เราจะต้องย้อนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้งก็เป็นไปได้สูง ด้วยเหตุดังนั้นจึงพึงสังวรไว้ด้วยว่า กลวิธีแบบเก่าของเผด็จการไทย เช่นทำให้การ "เก็บ" ปฏิปักษ์สามารถอิงกับกฎหมายได้บ้างก็ตาม การลอบสังหารและการอุ้มหายเฉพาะรายก็ตาม ไม่เพียงพอที่จะผดุงระบอบเผด็จการให้มั่นคงได้อีกแล้ว อย่างไรเสียก็จำเป็นต้องใช้การก่อการร้ายโดยรัฐ และเป็นไปได้ว่าอย่างไม่เลือกหน้าด้วย

อีกด้านหนึ่งซึ่งควรกล่าวไว้ด้วยก็คือ จากวิธีก่อการร้ายโดยรัฐซึ่งใช้ในละตินอเมริกานั้น ไม่แต่เฉพาะแกนนำสำคัญของฝ่ายปฏิปักษ์เท่านั้นที่จะถูก "เก็บ" แต่รวมคนเล็กคนน้อยทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้า เอาเข้าจริงแกนนำเสียอีกที่มีโอกาสหลบหนีการก่อการร้ายโดยรัฐได้ เพราะมีเงินจะหนีหรือเพราะความปลอดภัยของเขาถูกโลกจับจ้องอยู่ก็ตาม คนที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จึงไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นคนธรรมดา (เช่นแม่ๆ จำนวนมากที่ถือกระทะตะหลิวออกมาประท้วงปิโนเชต์ในท้องถนนก่อนที่เขาจะหมดอำนาจ เพราะลูกผัวของเธอหายไปเฉยๆ) หรือคนมีชื่อเสียงขนาดกลางๆ เช่นนักวิชาการที่ยังกล้าต่อต้านเผด็จการอยู่




มีคำอธิบายที่ผมคิดว่าน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การลอบสังหารหรืออุ้มหายแกนนำคนสำคัญนั้น จะเป็นที่รับรู้ทั่วไป และอาจก่อให้เกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้าน แต่การลอบสังหารคนระดับกลางๆ หรือคนเล็กคนน้อยที่ไม่มีใครรู้จัก เช่นการ์ดเสื้อแดงที่ถูกนำไปทิ้งแม่น้ำบางปะกง หรือ คุณไม้หนึ่ง ก.กุนที สร้างความน่าสะพรึงกลัวให้ขบวนการต่อต้านได้มากกว่า และจุดมุ่งหมายของการก่อการร้ายโดยรัฐคือการสร้างความสะพรึงกลัวแก่ศัตรู ไม่ใช่การตกเป็นข่าวไปทั่วโลก

การยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศจะช่วยยับยั้งการก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการได้หรือไม่ คงไม่ได้ในทันที ในชีลีมีคนที่ถูกฆ่า ถูกทรมาน ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ (แล้วตั้งทีมสังหารตามล่านอกประเทศด้วยการสนับสนุนของซีไอเอ) มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 35,0000 คน กว่านายพลปิโนเชต์จะถูกจับกุมและส่งตัวขึ้นศาล แต่ก็มีความสำคัญ เพราะอย่างน้อยผู้ที่ถูก "เก็บ" ทั้งหลายก็ยังวางใจได้ว่า ความยุติธรรมจะกลับคืนมาอย่างแน่นอน และลูกหลานของเขาจะไม่ต้องตกอยู่ใต้ชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนั้นอีก

หากคุณยิ่งลักษณ์จะตายในสนามประชาธิปไตย ก็อย่าตายเปล่า แต่ต้องทำให้น้องไปป์และลูกของน้องไปป์ไม่ต้องมาตายอย่างนี้อีก



.

2557-03-02

..เข้าสู่‘นาทีสุดท้าย’ จับสัญญาณ‘แตกหัก’ ?!

.

มติชนวิเคราะห์ ..นับถอยหลัง เข้าสู่‘นาทีสุดท้าย’ จับสัญญาณ‘แตกหัก’ ?!
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393749699
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:01:57 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 2 มี.ค. 2557 )


วิเคราะห์

ยังอยู่ในเกมรอคอยมะม่วงหล่น ที่การเผชิญหน้าตึงเครียดมากขึ้นเป็นลำดับ

เสียงระเบิด เสียงปืน ประทัดยักษ์ ดังสนั่นใกล้บริเวณชุมนุม และอาคารสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

การจับกุมหน่วยซีลที่มารับจ๊อบเป็นการ์ดให้แกนนำม็อบ ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเหล่าทัพกับม็อบ กปปส.



นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศไม่เจรจากับใครทั้งสิ้น เป็นสัญญาณที่ส่งตรงไปยังวงเจรจาที่่ถกกันเงียบๆ วางตัวนายกฯคนกลางและรัฐบาลกลาง
ทำเอาวงเจรจาต้องพักประเมินสถานการณ์


ก่อนที่นายสุเทพจะพลิกเกม หันมาเล่นเชิง ท้าให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเจรจาในสถานที่เปิดเผย คุยกันสองต่อสอง ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

ทางฝ่ายรัฐบาลไม่รับข้อเสนอนี้ เพราะตามรูปการณ์ ออกไปทาง "ดีเบต" มากกว่าที่จะเป็นการเจรจาหาทางออก



แรงบีบจากขั้วอำนาจตรงข้าม ต่อรัฐบาลเพื่อไทย หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะการเตรียมจะลงดาบฟัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในข้อหาละเลยเพิกเฉยให้มีการโกงจำนำข้าว ซึ่งคาดว่า จะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯปลาย มี.ค.นี้

ทำให้พรรคเพื่อไทย ต้องงัดเอาข้อมูลความล่าช้าในการพิจารณาการระบายข้าวในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 2553 เวลาผ่านไป 4 ปียังไม่มีความคืบหน้า ขึ้นมาสู้


น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ออกมาตอบโต้แรงบีบแรงกดดัน ด้วยการประกาศว่าจะทำงานในหน้าที่จนนาทีสุดท้าย

รวมถึงที่ให้สัมภาษณ์เมื่อ วันที่ 28 ก.พ. ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ต้องบอกว่าเราเป็นผู้รักษากติกา รักษาประชาธิปไตย ถ้าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือเป็นทหารก็ต้องบอกว่าทหารต้องทำหน้าที่ของตนเองจนนาทีสุดท้าย ทหารต้องรักษาพื้นที่ ต้องตายสนามรบ วันนี้ดิฉันก็ต้องตายในสนามประชาธิปไตย

นี่คือหน้าที่ การที่ประเทศจะเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากต่างชาติได้ ก็คือการที่เราต้องเดินตามกรอบของประชาธิปไตย ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล ไม่สามารถบอกประเทศอื่นว่าตนเองจะไม่รักษาประชาธิปไตย จะให้คนอื่นมาฉีกรัฐธรรมนูญได้ เป็นใครที่อยู่ในหน้าที่ปฏิบัติก็ต้องทำหน้าที่ของตนเอง


เช่นเดียวกับทหารที่ต้องทำหน้าที่ของตนเองในสนามรบจนนาทีสุดท้ายเช่นเดียวกัน



และที่ทำให้สถานการณ์เข้มข้นขึ้นมาอีก ยังได้แก่ การเข้ามาสู่เกมของผู้สนับสนุนรัฐบาล รวมถึง แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.

ด้วยการออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อคำตัดสินของศาลแพ่ง ที่สั่งยกเลิกข้อห้าม 9 ข้อ จาก 12 ข้อ ในมาตรการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

และไปชุมนุมปิดสำนักงาน ป.ป.ช. โดยใช้มุขเดียวกับ กปปส.ที่ไปปิดทำเนียบ สถานที่่ราชการต่างๆ

นปช.นัดชุมนุมประชาชนที่ทุ่งศรีเมือง อุดรธานี ในวันที่ 1 มี.ค. ก่อนจะปฏิบัติการย้อนเกล็ด กปปส. ด้วยเคลื่อนออกไปปิดหน่วยงานองค์กรอิสระ ที่มีสำนักงานในภาคอีสาน

และยังมีการเคลื่อนไหวของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ที่่ประกาศว่า จะระดมกองกำลังอาสาปกป้องประชาธิปไตย จำนวนนับแสนคน

เริ่มเปิดรับสมัครที่ภาคอีสาน ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นไป



การปราศรัยของคนเสื้อแดง กล่าวถึงการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน วิกฤตการเมืองที่ทำให้ความแตกแยกของประชาชนในแต่ละภาครุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในเชิงความมั่นคง


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้สั่งการในฐานะรองผอ.กอ.รมน. ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ด้วยอาการซีเรียส
และให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หลังเป็นประธานเปิดเวทีมวยลุมพินีแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า
ได้นำเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว ในคำสั่งไม่ได้ให้จับตาใครเป็นพิเศษ ให้ดูแลทุกกลุ่มที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง รวมถึงการพูดจาว่าสิ่งไหนผิด บางอย่างต้องเข้าใจว่า เป็นคำพูด การกระทำยังไม่เกิด หากการกระทำที่สมบูรณ์ความผิดก็จะเกิดขึ้น และสามารถดำเนินคดีได้
ส่วนกรณีการสวนสนามตำรวจบ้านที่ จ.พะเยา โดยใช้ธงสีแดงแทนธงชาติไทยนั้น เรื่องนี้ได้เตือนไปหมดแล้วว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก

และยังตอบคำถามเรื่องการปฏิวัติ ว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาเพราะมีเหตุการณ์รุนแรง ความไม่เป็นธรรม แต่ในวันนี้โลกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ประชาชนก็เปลี่ยน พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปถึงตรงนั้นเพราะเป็นเรื่องที่อันตราย 
คงไม่สัญญาว่าการปฏิวัติจะมีหรือไม่มี แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางนิตินัย ซึ่งการปฏิวัติทุกครั้งเพื่อให้สถานการณ์ยุติ แล้วยุติได้หรือไม่ก็ต้องไปนั่งวิเคราะห์กัน ทุกสถานการณ์ต้องแก้ไขด้วยกฎหมาย หากแก้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีพิเศษ
ส่วนจะเป็นวิธีพิเศษอย่างไรก็ต้องไปว่ากัน --พล.อ.ประยุทธ์กล่าว



เมื่อต่างฝ่ายต่างระดม "ตัวช่วย" ออกมาเข้าแนวรบ ขณะที่วันชี้ชะตานายกฯและรัฐบาลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เหมือนจะเป็นสูตรเดิมที่เคยใช้สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์


แต่ปัจจัยตัวแปร แตกต่างออกไป โดยเฉพาะท่าทีจากต่างประเทศ และขบวนการหนุนรัฐบาลในต่างจังหวัดที่ส่งสัญญาณเหมือนพร้อมแตกหัก

สถานการณ์จากนี้ไปน่าจะอ่อนไหวและหมิ่นเหม่มากขึ้น


ด้วยอุณหภูมิจากวิกฤตยืดเยื้อที่ร้อนระอุอยู่แล้ว

และจากการฉวยโอกาส การจ้องหาจังหวะป่วนของกลุ่มที่ยังหวังพึ่งพา "วิธีพิเศษ"




++

‘เสื้อแดง’เข้าโหมดสู้รบ นปช.ลั่นกลอง-จ่อกรุง? ดับเครื่องชน‘ม็อบสุเทพ’
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393737723
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 12:41:03 น.

(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 28 ก.พ. - 6 มี.ค.57 ปี34 ฉ.1750 หน้า11)


สถานการณ์การเมืองถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ

ภายหลังกลุ่ม กปปส. ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลชนปักหลักปิดกรุงเทพฯ ขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มานาน 4 เดือนเต็ม

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นปช.คนเสื้อแดงนัดรวมตัวแกนนำระดับภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อกิจกรรม "ลั่นกลองรบ"


นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ประกาศจุดประสงค์การชุมนุม 3 ข้อ
เพื่อร่วมหารือแนวทางต่อสู้รักษาประชาธิปไตย สนับสนุนการเลือกตั้งให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว และกำหนดแนวทางเคลื่อนไหวมวลชน

เปิดโอกาสให้แกนนำแต่ละภูมิภาคปราศรัยเสนอแนะแนวทางต่อสู้

ก่อน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกล่าวสรุปว่า สถานการณ์ขณะนี้เข้มข้นและแหลมคมที่สุดตั้งแต่มีคนเสื้อแดงมา
เมื่อฝ่ายตรงข้ามกดขี่เหยียบย่ำ คนเสื้อแดงจึงไม่อาจนิ่งเฉย
เตรียมเข้าสู่สถานการณ์สู้รบร้อยเปอร์เซ็นต์

แกนนำ นปช. ประกาศยุทธศาสตร์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ระบุให้นายกรัฐมนตรียืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่าลาออกเด็ดขาด และให้แสดงอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับการวินิจฉัยใดๆ ที่ขาดความยุติธรรมและสองมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ข้อที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีว่าต้องการแบ่งแยกประเทศคือ

ข้อที่แกนนำขอให้รัฐบาลพิจารณาสถานที่ทำงานที่จำเป็นในภาคเหนือหรืออีสาน จัดตั้งกองกำลัง เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันและหากเลวร้ายถึงที่สุด

ให้จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทันที



นอกจากยุทธศาสตร์ข้างต้น

แกนนำ นปช. ยังกำหนดแนวทางต่อสู้ 15 ข้อ ประกอบด้วย

ถ้ามีการนัดหมายเคลื่อนขบวน ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแบบอิสระ เพราะศาลแพ่งวินิจฉัยในกรณีของกลุ่ม กปปส. แล้ว ซึ่งต้องคุ้มครองแนวทางของ นปช. ด้วย

จัดตั้งกองกำลังชายฉกรรจ์แต่ละจังหวัดไม่ต่ำกว่า 100 คน เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชน ประสานงานกับเครือข่ายประชาธิปไตยทุกกลุ่ม

ให้เผยแพร่รายชื่อผู้เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย เพื่อโจมตีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ

ให้ครอบครัวทหาร-ตำรวจเร่งทำความเข้าใจให้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดตั้งเครือข่ายลูกเมียทหาร-ตำรวจเพื่อทำงานสื่อสารมวลชนในที่ตั้งของตนเอง

ตั้งเวทีชุมนุมรอบปริมณฑลเพื่อกดดัน กปปส. ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

จัดตั้งหน่วยนักรบไซเบอร์ เมื่อสถานการณ์คับขัน ต้องเข้ากรุงเทพฯ ให้ชัตดาวน์องค์กรอิสระทั้งหมด

จัดตั้งองค์กรเงาคู่ขนานไปกับองค์กรหลักที่รับใช้เผด็จการ ทำหน้าที่ตอบโต้ทุกประเด็น ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รณรงค์ต่อต้านรัฐประหารเต็มรูปแบบ จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวัง ติดตามพฤติกรรมรอบค่ายทหาร จัดหาสถานที่หลบภัยในยามตั้งรับถอยร่น

ให้คนเสื้อแดงสู้เต็มที่ เตรียมทุกสิ่งให้พร้อมสรรพ ทุกสิ่งที่ควรมี ต้องมีและจำเป็นต้องมี ตามความเหมาะสมของสถานการณ์




แกนนำวิเคราะห์การเมืองว่า

ฝ่ายอำมาตย์ มีความมุ่งมั่นไปสู่จุดแตกหักเพื่อทำลายล้างตระกูลชินวัตร พรรคการเมือง และ"ระบอบทักษิณ"ทั้งหมด

ต้องการทำลายล้างกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ฝ่ายอำมาตย์ไม่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้น ถ้าจะขจัดอิทธิพลทักษิณ จะมีเลือกตั้งไม่ได้

การเสนอให้"ปฏิรูป"ก่อนเป็นกลลวงเพื่อหยุดยั้งกระบวนการประชาธิปไตย หยุดการเลือกตั้ง

และเนื่องจากการทำรัฐประหารโดยกองทัพถูกต่อต้านจากประชาชนและสังคมโลก จึงต้องยึดอำนาจโดยวิธีอื่น

เป็นที่มาของการเสนอยุทธศาสตร์"ปฏิวัติประชาชน-ปฏิรูปประเทศไทย" ใช้มวลมหาประชาชนยึดอำนาจรัฐ

แต่ก็ยังต้องการให้ทหารสนับสนุนทั้งทางตรง คือ ทำรัฐประหารเอง

และทางอ้อม คือ คุ้มครองประชาชนที่ลุกขึ้นสู้

ไม่ร่วมมือกับรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ ช่วยสนับสนุนทางลับ เช่น เป็นการ์ดคุ้มกัน คุ้มครองมวลชนลุกขึ้นสู้ในเมือง กดดันรัฐบาลยาวนาน รอคอยโอกาสเกิดความรุนแรง

การใช้องค์กรอิสระบวกกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ กำจัดฝ่ายประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือที่ได้ผลมาร่วม 10 ปี และยึดโยงกับเครือข่ายอำมาตย์แน่นหนาลึกซึ้ง

เมื่อไม่สามารถยึดอำนาจได้ก็ใช้ทฤษฎี "มะม่วงหล่น" ยึดฐานที่มั่นในเมือง รบแบบจรยุทธ์ สะสมอาวุธและยกระดับมวลชน

การอ้างเป็นขบวนการสงบ สันติ ทั้งที่โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาวุธ เป็นกลยุทธ์ป้องกันฝ่ายต่างๆ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับตนเอง

พร้อมกันนั้นก็ยิงนก 2 ตัวด้วยกระสุนนัดเดียว คือให้ทหารคุ้มครองตนเองด้วย และอาจได้นกตัวที่ 3 ถ้าหากสถานการณ์บานปลาย

กองทัพก็จะออกมาทำรัฐประหาร



สําหรับฝ่ายประชาธิปไตย หลังชนะเลือกตั้ง ความพยายามเปิดเกมรุกทางการเมืองไม่เคยสำเร็จ เพราะถูกสกัดการใช้อำนาจโดยองค์กรอิสระและตุลาการ

ฝ่ายประชาชนถูกคุมขังยาวนาน
ฝ่ายประชาธิปไตยเปลี่ยนสถานะจากรุกมาเป็นรับและถอยร่น ต้องยุบสภาและเผชิญคดีความหนักหน่วง

ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์เตรียมตัวสู้รบใหม่ทันทีหลังแพ้เลือกตั้ง แต่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่คิดถึงการต่อสู้ในลักษณะสู้รบแตกหัก ยังคิดลักษณะประนีประนอม ใช้การเจรจาเป็นหลัก


ไม่สนับสนุนฝ่ายประชาชนให้เข้มแข็ง ไม่เฉลียวใจว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงชัยชนะในศึกเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะในสงครามใหญ่

ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกทำให้อ่อนพลังสู้รบ 


เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล นักต่อสู้ส่วนหนึ่งกลายเป็นนักการเมืองและหัวคะแนน แตกแยกกันเนื่องจากผลประโยชน์  ทั้งยังถูกทำให้อ่อนแรงด้วยกลยุทธ์จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง ด้วยการจัดตั้งองค์กรอื่นซ้อนเข้ามาในหมู่เสื้อแดงสมาชิก นปช. พยายามแย่งชิงการนำ ทำให้ นปช. อ่อนแอ

การทบทวนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเฉพาะหน้าในสถานการณ์วิกฤตจึงจำเป็น

ที่มีอยู่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เป็น 2 ขาที่ผูกติดกับพรรคการเมือง ขาดลักษณะสู้รบ ขาดการเป็นฝ่ายกระทำ ไม่อาจสร้างภาวะการนำได้อย่างอิสระ
และถูกหยุดยั้งด้วยฝ่ายการเมืองซึ่งมียุทธศาสตร์เจรจาประนีประนอมเป็นหลัก

ฉะนั้น เมื่อเกิดยุทธการปฏิวัติประชาชน ปฏิรูปประเทศไทยของนายสุเทพและ กปปส. ที่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเรียกร้องต่อผู้รักประชาธิปไตย จะต้องยกระดับต่อสู้ทางการเมือง

เพื่อเปลี่ยนจากรับ เป็นรุก




ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ แถลงความคืบหน้าการลั่นกลองรบ ว่า 
ถึงเวลาประชาชนต้องออกมาดูแลประชาธิปไตยเอง กำหนดเคลื่อนไหว 1 มีนาคม ณ ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี ก่อนเคลื่อนไปอีกหลายจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขอให้คนเสื้อแดงพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง รอสัญญาณเข้ากรุงเทพฯ
ไม่เพียงการจัดทัพจาก นปช.ส่วนกลาง

นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ยังรวบรวมแกนนำเสื้อแดงอีสาน 20 จังหวัด กว่า 500 คน ตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ
เปิดรับอาสาสมัครใน 20 จังหวัดอีสาน ตั้งเป้า 200,000 แสนคน พร้อมจัดเตรียมยุทธวิธีจัดการกลุ่มมุ่งทำลายประชาธิปไตย

ด้านกลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย นำโดย นายไพจิต ศรีวรขาน นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายขจิต ชัยนิคม นายอดิศร เพียงเกษ จัดตั้งกลุ่ม"ขบวนการคนอีสานปกป้องประชาธิปไตย"
ประกาศไม่ยอมให้กลุ่มขบวนการที่กระทำขัดกฎหมาย มากำหนดทิศทางประเทศไทย และรับไม่ได้หากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย
จะไม่ยอมรับทุกเงื่อนไขหากไม่ใช่วิธีการเลือกตั้ง คนอีสาน 20 จังหวัดพร้อมออกมาต่อสู้


นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ระบุ

ปัญหาขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่นายสุเทพแค่คนเดียว แต่อยู่ที่เครือข่ายอำมาตย์ทั้งหมด

การกระทำตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 การล้อมปราบในปี 2552 และ 2553 เป็นตัวละครเดียวกันทั้งสิ้น

ถ้าไม่สู้ เราก็ตาย ถ้าอยากให้บ้านเมืองมีความยุติธรรมเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องออกมาสู้ จะได้รู้ว่าประชาชนของจริงเป็นอย่างไร

จากนี้เข้าสู่สถานการณ์สู้รบแล้ว


..................



.

2557-01-27

จำลอง: เลื่อนฟรี?, กกต.-บอร์ดประเทศ

.

เลื่อนฟรี?
โดย จำลอง ดอกปิก
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390812357
วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:01:26 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 27 มกราคม 2557 )
( ภาพจากเวบบอร์ด ไม่เกี่ยวกับผู้เขียนหรือมติชน )


แนวโน้มความเป็นไปได้ในการเลื่อนวันเลือกตั้งทั่วไปมีค่อนข้างสูง เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักพิง

หากสามารถทะลุข้อจำกัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายเกี่ยวข้อง รวมถึงความหวั่นเกรง ผลอันอาจเกิดขึ้นตามมา จากการปฏิบัติตามคำตัดสินได้

และยิ่งถ้าพอมีหลักประกันบ้าง เมื่อเลื่อนวันออกไปแล้ว จะไม่ถูกยื่นร้องเอาผิด เหมือนกับที่เคยประสบมา

การยอมกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ก็ไม่น่ามีปัญหา


เรื่องนี้มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้มีการปฏิบัติตามคำแนะนำ คือแก้ไขรายมาตรา ในที่สุดก็ถูกร้อง และมีความผิด
จึงเป็นธรรมดาที่นายกรัฐมนตรีคิดหนัก ต้องสุขุม รอบคอบทุกย่างก้าว

ประเด็นปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเลื่อนวันเลือกตั้งที่ยังคลุมเครือ มีข้อโต้แย้ง ไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจนในขณะนี้ น่าจะเป็นหัวข้อหลัก ถูกหยิบยกมาพูดคุยในการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี และประธาน กกต.วันที่ 28 มกราคมนี้ ว่าจะเดินหน้าอย่างปลอดภัยได้อย่างไร เพื่อให้รัฐบาลอุ่นใจ ไม่พลาดตกหลุมพราง
หากมีข้อสรุปชัดเจน คงนำมาสู่การตัดสินใจในลำดับถัดไป


เรื่องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ดูจากถ้อยแถลงฝ่ายรัฐบาล และ กกต. ท่าทีสองฝ่ายค่อนข้างตรงกัน กกต.นั้นชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร เรียกร้องต้องการเลื่อนวันเลือกตั้ง มาวันนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกระดับหนึ่งว่าต้องการใช้กระบวนการเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นทางออกแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ฝ่ายรัฐบาลจับสัญญาณจากคำพูดวราเทพ รัตนากร ผู้ได้รับมอบหมายเป็นกระบอกเสียงนายกฯเรื่องนี้ ก็ไม่มีท่าทีขัดข้อง
อาจมีลีลา เงื่อนไขบ้าง เช่น ต้องไม่ขัดขวางการเลือกตั้ง เลิกชุมนุม และไม่บอยคอต ถือว่าเป็นธรรมดาของนักการเมือง ยังเปิดกว้างให้ต่อรอง หารือแลกเปลี่ยนได้

วาระควรเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่นี้ ฝ่ายสนับสนุนเดินหน้าต่อ เคยตั้งคำถามกับ กกต.และกลุ่มผู้เรียกร้องให้เลื่อนมาแล้ว

มีหลักประกันคุ้มค่าอันใด เมื่อเลื่อนแล้ว จะไม่เกิดปัญหาวุ่นวายเหมือนที่เป็นอยู่เวลานี้ ถ้าไม่มี เลื่อนไปไม่มีประโยชน์

ก็แค่ซื้อเวลา เลื่อนปัญหาให้ยืดยาวออกไป
ขณะที่ผลเสียของการร้างไร้รัฐบาลตัวจริงมาบริหารประเทศนั้น มหาศาล



วันนี้ทุกฝ่ายน่าจะร่วมกันค้นหาคำตอบของคำถามหลักนั้น ก่อนคุยเลื่อนวันเลือกตั้ง คือถ้าเลื่อนฟรี ไม่ช่วยคลี่คลายปัญหาบ้านเมือง อย่าเลื่อนดีกว่า ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ติดขัดตรงไหนก็แก้กันไปตามอาการของโรค ตามกรอบกติกาที่กำหนดไว้ จนกว่าได้ ส.ส.ครบตามเกณฑ์

เว้นแต่ว่าเลื่อนแล้ว คลี่คลายปัญหาได้

อย่างที่ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ระบุไว้ว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ต้องมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ปัญหาคือระหว่างทางที่จะเลื่อนเลือกตั้งออกไป จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมยุติลงได้อย่างไร และเรื่องนี้ กกต.มีแนวคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเชิญทุกฝ่ายมาพูดคุย ถอยคนละก้าว

การคิดใช้กระบวนการเลื่อนการเลือกตั้งเป็นทางออกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวทางที่ธีรวัฒน์พูดไว้นี้ เป็นแนวทางหนึ่ง ของการไม่เลื่อนฟรี มีเหตุผลรับฟังได้


ถ้าเลื่อนแล้วคุ้มค่าเชื่อว่า แม้แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็คงเห็นดีเห็นงาม


ยกธงสนับสนุน อย่าเลื่อนฟรี




++

กกต.-บอร์ดประเทศ
โดย จำลอง ดอกปิก
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390211587
. . วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:00:08 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 20 มกราคม 2557 )


เมื่อยุบสภาแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อการประคับประคอง มิให้ประเทศต้องหยุดชะงัก ในยามไร้ผู้นำ-ฝ่ายบริหารมีอำนาจเต็ม
นอกจากภาระหน้าที่โดยตรง ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งแล้ว

ยังทำหน้าที่เสมือน ′ครม.′?!


กล่าวคือ เมื่อยุบสภาแล้ว ครม.ที่พ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้อยู่ในฐานะตัวแทนผู้ถูกเลือกเข้าไปทำหน้าที่บริหาร ที่จะตัดสินใจอะไรก็ได้ในกรอบขอบเขตกฎหมายชนิดเต็มร้อยได้อีกต่อไป

หากอยู่ในตำแหน่ง เพียงเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ระหว่างรอชุดใหม่จากการเลือกตั้งนี้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไข

1.ไม่กระทำการ อันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้ง หรือโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับการเห็นชอบ จาก กกต.ก่อน

2.ไม่กระทำการ อันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน

3.ไม่กระทำการอันมีผล เป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

ชัดเจนเป็นที่ยิ่งว่า เมื่อยุบสภาแล้ว กกต.มีบทบาทสูงมาก เปรียบได้กับเป็นบอร์ด หรือคณะกรรมการประเทศไทยเลยทีเดียว


การใดก็ตามจะกระทำมิได้เลย หาก กกต.ไม่เห็นชอบ 
อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งทั่วไปอย่างโปร่งใส ให้ ส.ส.มีที่มาชอบธรรม ตัดสินปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่างเที่ยงธรรม
การพิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องต่างๆ ในกรอบที่ฝ่ายรัฐบาล จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจาก กกต.

ภาระรับผิดชอบหนักอึ้งของ กกต.เหล่านี้ จะบรรลุเป้าหมาย งานคุณภาพไม่ได้เลย หาก กกต.ไม่ตระหนักในบทบาทหน้าที่อย่างแท้จริง มีวาระแอบแฝง ไม่ดำรงความเป็นกลาง


ขณะนี้มีสัญญาณบางอย่างฟ้องการทำงานของ กกต.บางรายว่า อาจเป็นปัญหา

หากปล่อยไว้ไม่ปรับแก้ มีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่า จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ คุณค่าองค์กรที่ทรงความหมายอย่างมากในระบอบประชาธิปไตย ในยามประเทศว่างเว้นจากรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม และในยามสถานการณ์ที่ประเทศต้องการ องค์กรที่เป็นหลักพิงอันมั่นคงของสังคมโดยรวมเช่นปัจจุบัน

เพราะเมื่อใครคนใดคนหนึ่ง เอนเอียง ฝักใฝ่ เอาตัวเองเข้าไปเป็นคู่กรณี ก็ย่อมไม่อยากทำหน้าที่ หรือทำอย่างเสียมิได้ มีแต่เงื่อนไข


และเมื่อไม่ตรงไปตรงมาเสียแล้ว การควบคุม จัดการเลือกตั้งก็อย่าได้หวังว่าจะมีการบริหาร จัดการให้เกิดปัญหาวุ่นวายน้อยที่สุด ให้ออกมามีคุณภาพมากที่สุด

เมื่อไม่ได้มาตรฐาน แน่นอน ย่อมเกิดผลกระทบ ความเสียหายอะไรต่อมิอะไรตามมา
ไม่เพียงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น


หากแต่ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบ ความเดือดร้อน ด้วยเช่นกันจากการทำหน้าที่ไม่ต่างกับบอร์ดประเทศ หากมีการนำปัจจัยทางการเมืองมาใช้ประกอบการพิจารณาเรื่องที่รัฐบาลเสนอให้พิจารณาเห็นชอบ แทนที่การพิจารณาด้วยเหตุผลความจำเป็นตามกรอบกฎหมาย

ในฐานะบอร์ดประเทศไทย กกต.เลือกได้ อยากให้ประชาชนจดจำแบบไหน


________________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline 




.

2556-10-23

เบื้องหลังการเลิกทาสเลิกไพร่ของรัชกาลที่5 โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

.

ใจ อึ๊งภากรณ์: เบื้องหลังการเลิกทาสเลิกไพร่ของรัชกาลที่5
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49372
. . Wed, 2013-10-23 15:33



ใจ อึ๊งภากรณ์

การพัฒนาของระบบทุนนิยมทั่วโลก บวกกับการขยายตัวของระบบการค้าเสรี สร้างทั้งปัญหาและโอกาสให้กับกษัตริย์ไทย ซึ่งเป็นผู้ที่เคยได้ประโยชน์จากการพยายามผูกขาดการควบคุมระบบแรงงานบังคับและการค้าขาย
ปัญหาคือรายได้ที่เคยได้จากการควบคุมการค้าอย่างผูกขาดลดลงหรือหายไป  แต่ในขณะเดียวกันการเปิดเศรษฐกิจเชื่อมกับตลาดโลกที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีผลในการสร้างโอกาสมหาศาลสำหรับนายทุนที่สามารถลงทุนในการผลิตสินค้า แต่โอกาสนั้นจะใช้ไม่ได้ ถ้าไม่รีบพัฒนาแรงงาน

การผลิตข้าวในไทยเป็นตัวอย่างที่ดี  ระหว่างปี ค.ศ. 1870-1880 การผลิตข้าวเพื่อส่งออกไปขายในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 93% ในสภาพเช่นนี้ระบบศักดินาที่เคยอาศัยการเกณฑ์แรงงาน เป็นอุปสรรค์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ถ้าจะมีการลงทุนในการผลิตข้าวเพื่อขายในตลาดโลก จะต้องใช้กำลังแรงงานในการขุดคลองชลประทานและการปลูกข้าวมากขึ้น และแรงงานนั้นจะต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม
แรงงานเกณฑ์ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเครื่องจูงใจ มักจะไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ถ้าจะแก้ปัญหานี้ได้ผู้ปกครองต้องเปลี่ยนระบบแรงงานไปเป็นแรงงานรับจ้าง เพื่อขยายกำลังงานที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และต้องนำแรงงานรับจ้างเข้ามาจากประเทศจีนอีกด้วย ซึ่งมีผลทำให้อัตราการค่าจ้างลดลงเมื่อกำลังงานเพิ่มขึ้น ในไทยค่าแรงลดลง 64% ระหว่างปี ค.ศ. 1847 กับ 1907


ในขณะเดียวกันต้องมีการสร้างชนชั้นชาวนาแบบใหม่ขึ้นด้วย ซึ่งมีลักษณะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยอิสระที่มีเวลาและแรงบันดาลใจในการผลิตข้าวมากกว่าไพร่ในอดีต
ใครที่คุ้นเคยกับเขตรังสิตจะทราบดีว่าที่นี่มีคลองชลประทานที่ตัดเป็นระบบอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างชัดเจน คลองชลประทานที่ขุดขึ้นที่รังสิต ขุดโดยแรงงานรับจ้าง และการลงทุนในการสร้างที่นาเหล่านี้เป็นการลงทุนโดยบริษัทหุ้นส่วนของระบบทุนนิยมเพื่อการผลิตส่งออก ผู้ที่ลงทุนคือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์กรุงเทพฯ และนายทุนต่างชาติ  หลังจากที่มีการขุดคลองก็มีการแจกจ่ายกรรมสิทธ์ที่ดินบริเวณริมฝั่งคลอง และชาวนาที่ปลูกข้าวในพื้นที่นี้เป็นชาวนาอิสระที่มาเช่าที่นา


นอกจากนี้ในการแข่งขันระหว่างรัฐต่างๆ รัฐที่ยกเลิกแรงงานบังคับไปแล้ว เช่นอังกฤษ อาจใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับการปลดปล่อยทาสเพื่อโจมตีรัฐคู่แข่งที่ยังมีระบบนี้อยู่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งในการยกเลิกระบบแรงงานบังคับในไทย

ในประเด็นการเมือง การที่รัชกาลที่ 5 ยกเลิกระบบเกณฑ์แรงงานบังคับ ซึ่งต้องอาศัยเจ้าขุนมูลนาย ถือว่าเป็นการตัดอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองของเจ้าขุนมูลนายเหล่านั้นไป เพื่อสร้างระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และรวมศูนย์รัฐแบบทุนนิยมเป็นครั้งแรกในไทย



.

2556-10-06

6 ตุลา “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”.!.โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

.

6 ตุลา “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ..
โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49085 . . Fri, 2013-10-04 23:09
( ภาพจาก  สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
facebook Notes: "จตุรัส"  ฉบับสัมภาษณ์ประวัติศาสตร์ กิตติวุทโฒ )



สุรพศ ทวีศักดิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” (5-12 ตุลาคม 2556)



วิกิพีเดียบันทึกประวัติของ กิตติวุฑโฒ ภิกขุ ไว้ตอนหนึ่งว่า ช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา เคยกล่าวว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป” ซึ่งถูกฝ่ายขวา อันได้แก่นวพล กลุ่มกระทิงแดงในสมัยนั้นนำไปใช้เป็นวาทกรรมโจมตีฝ่ายซ้าย และยุยงให้คนไทยเกลียดชังนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจรในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำไปสู่การสังหารหมู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

กิตติวุฑโฒ ได้ตีความพุทธศาสนาสนับสนุนความรุนแรงในนามของการปกป้องอุดมการณ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ผ่านคำให้สัมภาษณ์นิตยสารจตุรัส ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2519 ไว้ดังนี้

จตุรัส : การฆ่าฝ่ายซ้าย หรือคอมมิวนิสต์บาปไหม

กิตฺติวุฑฺโฒ: อันนั้นอาตมาก็เห็นว่าควรจะทำ คนไทยแม้จะนับถือพุทธก็ควรจะทำ แต่ก็ไม่ชื่อว่าถือเป็นการฆ่าคน เพราะว่าใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นั้นไม่ใช่คนสมบูรณ์ คือต้องตั้งใจ (ว่า) เราไม่ได้ฆ่าคนแต่ฆ่ามารซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

จตุรัส : ผิดศีลไหม

กิตติวุฑโฒ : ผิดน่ะมันผิดแน่ แต่ว่ามันผิดน้อย ถูกมากกว่า ไอ้การฆ่าคนคนหนึ่งเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ ไอ้สิ่งที่เรารักษาปกป้องไว้มันถูกต้องมากกว่า แล้วจิตใจของทหารที่ทำหน้าที่อย่างนี้ไม่ได้มุ่งฆ่าคนหรอก เจตนาที่มุ่งไว้เดิมคือมุ่งรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ การที่เขาอุทิศชีวิตไปรักษาสิ่งดังกล่าวนี้ก็ถือว่าเป็นบุญกุศล ถึงแม้จะฆ่าคนก็บาปเล็กน้อย แต่บุญกุศลได้มากกว่าเหมือนเราฆ่าปลาแกงใส่บาตรพระ ไอ้บาปมันก็มีหรอกที่ฆ่าปลา แต่เราใส่บาตรพระได้บุญมากกว่า

จตุรัส : ฝ่ายซ้ายที่ตายหลายคนในช่วงนี้ คนฆ่าก็ได้บุญ

กิตติวุฑโฒ : ถ้าหากฆ่าคนที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แล้วก็ได้ประโยชน์

จตุรัส : คนฆ่าฝ่ายซ้ายที่ไม่ถูกจับมาลงโทษ ก็เพราะบุญกุศลช่วย

กิตติวุฑโฒ : อาจจะเป็นได้ ด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติ (หัวเราะ)



ธรรมชาติของรัฐย่อมผูกขาดการใช้ความรุนแรงหรืออ้างสิทธิอันชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงปกป้องความมั่นคงของตัวรัฐเองอยู่แล้ว โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น กฎหมาย กองทัพ ตำรวจ ศาล คุก การลงโทษในรูปแบบต่างๆ ในรัฐราชาธิปไตยแบบโบราณ พุทธะเข้าใจถึงปัญหาความรุนแรงโดยรัฐ จึงสอนคุณธรรมต่างๆ เช่นทศพิธราชธรรมเพื่อป้องกันไม่ใช้ผู้ปกครองลุแก่อำนาจใช้ความรุนแรงกดขี่เบียนเบียนราษฎร หากผู้ปกครองขาดคุณธรรมบ้านเมืองย่อมเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ดังแม้สมัยอยุธยาก็มีการอ้างอิงคุณธรรมกำกับการใช้อำนาจตามอำเภอใจของชนชั้นปกครองผ่านวรรณกรรม เช่น “เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา” (รักษารูปศัพท์ตามต้นเดิม) ที่ว่า

คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย

จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น

ด้วยพระมหากระษัตรมิได้ทรงทศพิตราชธรรม์

จึงเกิดเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ

คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพด

อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทีศาน

มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล

เกิดนิมิตพิสดารทุกบ้านเมือง

พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก

อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง

ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง

ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร...

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย

น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม


เพลงยาวนี้พยากรณ์ถึง “กลียุค” และความล่มสลายของรัฐราชาธิปไตยที่ “พระมหากระษัตริย์มิได้ทรงทศพิศราชธรรม” เนื่องจากกษัตริย์คือรัฐหรือเป็นองรัฏฐาธิปัตย์ แต่รัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้นรัฐคือประชาชน เนื่องจากประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจร่วมกัน หรือเป็นหุ้นส่วนร่วมกันในรัฐ ความมั่นคงของรัฐประชาธิปไตยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณธรรมของชนชั้นปกครอง หากแต่ขึ้นอยู่กับ “ระบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย” คือ มีกติกาที่ free and fair แก่ประชาชนทุกคนที่เป็นหุ้นส่วนของรัฐ หรือมีระบบนิติรัฐที่รับรองสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานและความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์

แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย (อย่างน้อย) ตั้งแต่การปฏิวัติสยาม 2475 เป็นต้นมาคือประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่าง “อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” (ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่สถาปนาขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์) กับ “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ซึ่งสะท้อนว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยไม่ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตั้งแต่ 2475 การปฏิวัติยังต้องเดินทางต่อจนกว่าประชาชนไทยจะสามารถสร้างกติกาการปกครองที่ free and fair หรือมีระบบนิติรัฐที่รับรองสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานและความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

แม้จะเป็นความจริงว่า ประวัติศาสตร์การนองเลือด 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภา 35 และพฤษภา 53 ฝ่ายที่อ้างอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (ที่ไม่มี “ประชาชน”) ยังเป็นฝ่ายผูกขาดการใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษาและประชาชนที่ยืนยันอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลอดมา แต่บริบทโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ผู้คนในสังคมไทยก็หูตาสว่างมากขึ้นเกินกว่าจะยอมถูกครอบงำโดยระบบเก่าได้ตลอดไป

พระสงฆ์และพุทธศาสนาที่เป็นเครื่องมือของระบบเก่าครอบงำประชาชน และสนับสนุนการใช้ความรุนแรงปกป้องอุดมการณ์ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็นับวันจะถูกตั้งคำถามและถูกท้าทายมากขึ้น

หากสังคมไม่สามารถหา “ข้อสรุปร่วมกัน” ได้ในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับโลกประชาธิปไตย ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะมั่นใจได้ว่าประวัติศาสตร์ความรุนแรงจะไม่เกิดซ้ำรอยอีก



.

2555-12-12

วัฒนธรรมนอกแถว โดย ศิลา โคมฉาย

.

วัฒนธรรมนอกแถว
โดย ศิลา โคมฉาย คอลัมน์ แตกกอ-ต่อยอด
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 71


ผมคงไม่ต้องหันไปคุ้ยค้นหา นโยบายของรัฐด้านวัฒนธรรม หากไม่ได้ยินอาจารย์มหาวิทยาลัย บ่นเชิงวิพากษ์เสียงเครียด ถึงประดาร้านเหล้าที่เปิดหากินในพื้นที่ใกล้ชิดรั้วมหาวิทยาลัย 
ไม่มีวัฒนธรรมเอาเสียเลย!

บันเทิงสถานยามราตรีพวกนั้น เป็นร้านเปิดโล่งแทรกตัวอยู่ในย่านที่พักอาศัย ทั้งอพาร์ตเมนต์สำหรับคนทำงาน และหอพักรองรับนักศึกษาพวกไกลบ้าน ทำเสียงอึกทึกรบกวนอยู่ทุกค่ำคืน 
จากราวสาม-สี่ทุ่ม ยัน ตีสอง-ตีสาม 
โดยเฉพาะอาคารที่อาจารย์เช่าห้องพัก ร้านเหล้าถึง 4 ร้าน ตั้งประจันอยู่คนละฟากถนน ทุกร้านมีดนตรีสดบรรเลง ตะเบ็งแข่งกันเซ็งแซ่เต็มกำลัง 
หันลำโพงสาดคลื่นกระแสเสียงเข้าใส่ กระแทกจนสะท้านสะเทือน 
ยิ่งดึก บรรยากาศยิ่งเมามายได้ที่ ดนตรีเพิ่มความคึกคักเร้าใจสุดเหวี่ยง 
เขย่าผู้คนรายรอบแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน


แม้ไม่ขยายรายละเอียด ผมก็พอเข้าใจได้ว่า อาจารย์ต้องหมายถึง ความเคารพและเข้าใจจุดมุ่งหมายต่อการใช้พื้นที่ 
แหล่งที่พักอาศัยต้องเหมาะสมต่อการพักผ่อน นอนหลับสนิทในยามค่ำคืน ฟื้นพลังเพื่อพร้อมทำหน้าที่ในวันใหม่ 
แหล่งการศึกษา ควรมีบรรยากาศสงบ เหมาะต่อการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ไกลสิ่งเร้าและแรงกระตุ้นชวนให้สมาธิแตกซ่าน จิตใจไขว้เขว
ทั้งยังหมายถึง การใช้และเคารพสิทธิ์ของกันและกัน เคารพกฎหมาย ยอมรับการบังคับใช้อย่างเสมอภาค และมีจิตสำนึกแบบไทยๆ ขั้นพื้นฐาน รู้จักเกรงอกเกรงใจ 
สร้างชุมชนน่าอยู่ เป็นมิตร



สิ่งที่ผมค้นพบในมติชนรายวันช่วงปลายเดือนก่อน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนใหม่ ที่เพิ่งก้าวออกมาจากเงา ยืนยันที่จะยังคงเดินตามแนวคิด 
สืบสาน สร้างสรรค์ และบูรณาการ 
ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ 1. รักษาสืบทอดวัฒนธรรมของชาติ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างมั่นคง 2. สร้างค่านิยม สำนึกและภูมิปัญญาไทย 3. นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม และเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจ 4. บริการจัดการองค์ความรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม 

งานหลักๆ ยังคงอยู่ที่ เสริมฐานรากวัฒนธรรมประเพณี ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น เพื่อส่งมอบให้คนรุ่นต่อไปสืบทอด การพัฒนาและบูรณะโบราณสถานจัดเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมทั้งหมดของประเทศ 
สร้างความเข้าใจต่อต่างชาติ ให้รับรู้และยอมรับต่อศิลปะการแสดงของไทย



ผมอาจไม่ใส่ใจอะไรนัก กับนโยบายรัฐด้านวัฒนธรรมของรัฐ หากไม่ได้พบความคิดเห็นท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีษะเกษ เจ้าภาพหลักจัดงานสัมมนาใหญ 
บทบาทวรรณกรรมไทยในเวทีอาเซียน

จากบทรายงานในคม ชัด ลึก ท่านมองว่า บทบาทที่สำคัญของสถาบันการศึกษา นอกจากผลิตบัณฑิต บทบาทการบริการวิชาการแก่สังคม การทำงานวิจัย บทบาทอันหนึ่งคือต้องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 
วรรณกรรมคือส่วนหนึ่งของศิลปวัฒนธรรม 
งานสัมมนาจะกระตุ้นนักศึกษา ครูบาอาจารย์ ให้สนใจเรื่องของวรรณกรรมมากขึ้น นั่นจะทำให้นักศึกษารู้จักตัวตนมากขึ้น ได้มีวิธีคิด ได้ศึกษาวิธีคิด สร้างให้เขาได้รู้จักคิด รู้จักแสดงออกในสิ่งถูกต้อง ช่วยในการดำรงชีวิตได้ดี 
เพราะท่านเห็นว่า วรรณกรรมสะท้อนบริบทของสังคมในทุกเรื่อง ทุกมิติ ไม่ว่าเป็นเศรษฐกิจ สังคม แนวคิด
แต่ละสังคมของชาติอาเซียน ต่างปรากฏอยู่ในงานวรรณกรรมของตัว

ท่านอธิการบดีแสดงความเชื่อมั่นในวรรณกรรม แต่สิ่งที่ผมตระหนักถึง คือท่านปรารถนาให้เกิดการใฝ่ใจศึกษาเรียนรู้ ผ่านบรรยากาศรักการอ่านการเขียน จนยกระดับขึ้นเป็นวัฒนธรรม  
อ่านวรรณกรรมของชาวอาเซียน จะช่วยให้รู้เขารู้เรา เอื้อต่อการคบหาสมาคม 
สิ่งนี้ควรมีคุณค่ามากพอ แม้เป้าหมายหลักของรัฐจะมุ่งใช้วัฒนธรรมสร้างรายได้



ในภาวะเช่นนี้ บางเรื่องในความทรงจำเก่าๆ ปรากฏขึ้นโดยมิได้คาด บางทีผมคิดไปถึงบทสัมภาษณ์ หลี่ เผิง นายกรัฐมนตรีจีน หลังการปราบปรามนักศึกษา ประชาชน ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจนสงบราบคาบ  
ในกรณีคาวเลือด เทียน อัน เหมิน 
เขาตอบนักข่าวตะวันตกว่า จีนไม่อาจเป็นประชาธิปไตย ตามแบบอย่างชาติตะวันตกได้ 
เพราะไม่มีวัฒนธรรม อย่างที่ดำรงมั่นคงอยู่ในสังคมตะวันตกรองรับ


เท่าที่พอจะระลึกได้ เขาขยายรายละเอียดทำนองว่า 
การเคารพกฎหมายเคร่งครัด การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเสมอภาค การตระหนักในสิทธิ์อันชอบธรรม การใช้และการให้ความเคารพไม่อาจล่วงละเมิด การแสวงหาและใช้องค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหา...

ภาพของวัฒนธรรมในมุมนี้ น่าจะเหมาะกับแนวคิดส่วนที่ประกาศว่า สืบสาน สร้างสรรค์ บูรณาการ อยู่บ้างกระมัง



.

2555-11-30

ซักฟอกได้แค่นี้?, นายกฯต้องรับผิดชอบ, คดีที่สอง, สกัด“นองเลือด” ในคอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

.
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง - นวนิยาย ปีศาจ ของท่าน เสนีย์ เสาวพงศ์ กับ ‘การอภิปราย’
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม - ภาระยังไม่เสร็จ, ต้องหาเหตุให้ชัดแจ้ง โดย จ่าบ้าน


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ซักฟอกได้แค่นี้หรือ
โดย สมิงสามผลัด  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.
( ภาพการ์ตูนคิวคน โดย อรุณ วัชระสวัสดิ์ )


โหวตจบลงไปแล้วศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 
ที่ประชุมลงมติให้ความไว้วางใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยคะแนนท่วมท้น 308 ต่อ 159 เสียง
นอกจากนี้ยังมีมติไว้วางใจทั้งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย

คะแนนสนับสนุนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่มีมากถึง 308 เสียงมีนัยยะสำคัญ 
เพราะมีเสียงงอกมากว่า 30 เสียง
ก็ชัดเจนแล้วว่า 34 ส.ส.ภูมิใจ ไทยในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตัดสินใจแล้วว่าจะยืนอยู่ฝั่งไหน
เท่ากับลอยแพพรรคประชาธิปัตย์


ดูจากตัวเลขที่ไว้วางใจนายกฯยิ่งลักษณ์แล้ว สรุปได้ 2-3 ประการ

ข้อมูลหลักฐานการซักฟอกของฝ่ายค้าน 
ไม่ได้เปรี้ยงปร้างถึงขนาดสร้างความสั่นคลอนให้รัฐบาลได้เลย

เรื่องสำคัญการโจมตีนโยบายจำนำข้าวก็ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร 
หาอ่านได้ตามเว็บไซต์ทั่วๆ ไป 
การทุจริตที่นำมาเปิดโปงก็เป็นการทุจริตในระดับล่างที่รอดหูรอดตาเจ้าหน้าที่รัฐ 
ไม่ใช่การทุจริตระดับรัฐบาล
แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งดี เป็นข้อมูลที่รัฐบาลต้องรับไปดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ที่เหลือเนื้อหาของฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องเก่าๆ เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
วนเวียนซ้ำซากตลอด 2-3 วัน
จนวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งบ้านเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจอดีตนายกฯทักษิณ


ส่วนข้อมูลที่กล่าวหานายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ยิ่งพิกล 
นอกจากกล่าวหาว่านโยบาย จำนำข้าวไม่ดีแล้ว 

ที่เหลือแทบเป็นเรื่องที่นายกฯ เคยพูดอะไรผิดพลาดบ้าง 
เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเคยใช้โจมตี
ผสมกับลีลาพูดเสียดสี ดูถูก เหยียดหยาม

ว่ากันจริงๆ แล้ว หากฝ่ายค้านใช้ข้อมูลแค่นี้ 
ก็ดูเหมือนจะเป็นการ "จับผิด" นายกฯยิ่งลักษณ์มากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 
น่าจะเป็นแค่การตั้งกระทู้สด สอบถามรัฐบาล มากกว่า !?



++

นายกฯต้องรับผิดชอบ
โดย มันฯ มือเสือ 
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ 3 รัฐมนตรีที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ไม่มีอะไรอยู่นอกเหนือความคาดหมาย 
คือฝ่ายค้านไม่สามารถน็อกรัฐบาลได้เหมือนที่คุยไว้

สาเหตุหนึ่งก็เนื่องจากข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายนั้น ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเก่าที่กระจัดกระจายอยู่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ข่าว
ฝ่ายค้านเพียงแค่นำมาเรียบเรียงจัดหมวดหมู่ใหม่ ให้ดูเหมือนทำการบ้านค้นคว้ามาเอง
ทั้งที่ลอกเขามา

อย่างไรก็ดีในห้วงเวลารัฐบาลและฝ่ายค้านโรมรันพันตูกันอยู่ในสภา
ก็ปรากฏศาลอาญามีคำสั่งคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพนายชาญณรงค์ พลศรีลา 1 ใน 99 ศพเหยื่อสลายม็อบเดือนพฤษภาคม 2553 
นับเป็นศพที่ 2 ต่อจากนายพัน คำกอง ที่ศาล ชี้ว่า 
สาเหตุการตายเพราะถูกกระสุนปืนจากอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมตามคำสั่งของ ศอฉ.


ขั้นตอนจากนี้ในกรณีนายชาญณรงค์ พลศรีลา จะเป็นไปในแนวทางเดียวกับกรณีนายพัน คำกอง
คืออัยการจะต้องคัดคำสั่งศาลส่งต่อไปให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวนทำสำนวนขึ้นใหม่เป็นคดีฆาตกรรม 
ส่วนใครจะเป็นผู้โชคดีคนแรกถูกแจ้งข้อหาดังกล่าว ข่าวแจ้งว่าไม่เกินเดือนธันวาคมนี้ คงจะได้เห็นหน้าค่าตากันว่า จะหล่อเหลาหรือดำมะเมื่อมขนาดไหน 

ส่วนที่อดีตผู้อำนวยการศอฉ. เคยให้สัมภาษณ์แอ่นอกรับว่าเป็นคนสั่งการเองทั้งหมด นายกฯ ขณะนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ นั้น
ก็แล้วใครในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจบสิ้นไป 
บอกว่าถึงนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหาร จะมีคำสั่งมอบหมายงานต่างๆ ให้รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีไปดำเนินการสิ่งใดก็ตาม

สุดท้ายแล้วนายกฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในทางกฎหมายอยู่ดี



++

คดีที่สอง
โดย คาดเชือก คาถาพัน
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


เวลา 11.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน ศาลอาญาอ่านคำสั่งคดีชันสูตรการเสียชีวิตของนายชาญณรงค์ พลศรีลา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การแห่งชาติ (นปช.)
โดยระบุ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ศอฉ.ใช้มาตรการปิดล้อมและสกัดกั้นผู้ชุมนุมบริเวณถนนราช ปรารภ ถนนศรีอยุธยา ถนนเพชรบุรี และถนนราชวิถี 
กระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลา 15.00 น. นายชาญณรงค์ผู้ตายซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นำเอายางรถยนต์ไปวางเป็นแนวบังเกอร์บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเชลล์ มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุดๆ 
และนายชาญณรงค์ ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย

แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายเบิกความว่า นายชาญณรงค์ถูกกระสุนความเร็วสูงเข้าที่ท้องทำให้ลำไส้ขาดหลายแห่ง 
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจอาวุธปืนตรวจพิสูจน์แล้วยืนยันว่าเป็นหัวกระสุนขนาด .223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร ที่ใช้กับปืนความเร็วสูงชนิดเอ็ม 16, เอชเค 33 และทาวอร์-ทาร์ 21 

พยานกลุ่มที่เป็นนักข่าวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ไปถ่ายภาพและรายงานข่าวในที่เกิดเหตุเบิกความว่า กระสุนปืนถูกยิงมาจากทางที่ทหารประจำการอยู่หลังรั้วลวดหนามและกระสอบทราย 
มีการถ่ายภาพเหตุการณ์ไว้


ขณะที่พยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณดังกล่าวเบิกความยอมรับว่า ทำหน้าที่ที่ถนนราชปรารภตามที่ ศอฉ.ส่งไป แต่ไม่มีทหารในสังกัดยิงใส่ผู้ชุมนุม ขัดกับพยานหลักฐานรอยกระสุนปืนที่พบ 
คำเบิกความของพยานกลุ่มนี้จึงมีพิรุธขัดแย้งกับหลักฐานภาพถ่าย
จึงมีคำสั่งว่าผู้ตายคือนายชาญณรงค์ พลศรีลา เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ ถูกทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศอฉ.

นี่คือคดีที่สองต่อจากคดีของนายพัน คำกอง ซึ่งศาลมีคำสั่งในลักษณะเดียวกันไปแล้ว 
ไม่ต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติมให้ยืดยาว 

สาธุชนทั้งหลายตรองได้เอง



++

สกัด“นองเลือด”
โดย สมิงสามผลัด
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


จะมากันเป็นล้านๆ หรือแค่หลักหมื่น
9 โมงเช้าวันนี้ก็คงได้รู้กันชัดว่าม็อบแช่แข็งของเสธ.อ้ายจะขนกันมาเท่าไหร่ 
จะมหาศาลเป็นล้านๆ จนกดดันให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้จริงหรือไม่

แต่รัฐบาลคงจะรอดูจำนวนม็อบไม่ได้ 
แค่ประเมินจากจุดประสงค์ที่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติ-ล้มรัฐบาล 
การข่าวที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดมือที่ 3 ปาระเบิดป่วนม็อบแช่แข็ง 
ให้เกิดความวุ่นวายและความสูญเสีย

แค่เหตุผลที่สุ่มเสี่ยงเกิดการนองเลือด
รัฐบาลจึงประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ระยะสั้นตั้งแต่ 22-30 พ.ย. นี้ 
ในพื้นที่ 3 เขต ได้แก่ เขตพระนคร ป้อมปราบฯ และเขตดุสิต 
โดยครม.ย่อยร่วมหารือกับผบ.ตร. ตัวแทนกองทัพ สมช. 
จนสรุปว่าให้ใช้พ.ร.บ.มั่นคงฯ ในการดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม

ที่เลือกใช้พ.ร.บ.มั่นคง เพราะเป็นกฎหมายที่เบาที่สุดในการควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง 
ไม่รุนแรงเท่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือกฎอัยการศึก 
เน้นการตรวจค้น สกัด และจับกุมอาวุธเป็นหลัก  
ป้องกันไม่ให้มือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์


ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้ใช้กำลังตำรวจไม่ติดอาวุธเข้าดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุม 
ไม่ใช้ทหารพร้อมอาวุธสงคราม ไม่เอารถถังรถหุ้มเกราะ ไม่มีสไนเปอร์บนยอดตึก 
เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือด

พูดถึงความรับผิดชอบก็เลยนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์เตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เรื่องการดูแลม็อบเสธ.อ้าย ว่า
"ไม่ว่าจะเป็นมือที่ 3 ที่จะมาก่อเหตุ รัฐบาลก็ปัดความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง"

ฟังแล้วก็นึกถึงเหตุการณ์สลายม็อบแดง 99 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนเมื่อปี"53
และเกิดคำถามขึ้นทันที

รัฐบาลชุดนั้นรับผิดชอบอะไรบ้าง !?



+++

นวนิยาย ปีศาจ ของท่าน เสนีย์ เสาวพงศ์ กับ ‘การอภิปราย’
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง ในข่าวสดออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลา 0:01 น.


 การเผชิญหน้าระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ นางผุสดี ตามไท ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ 
 แหลมคม

 อาจไม่มีโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา หรือ ก้อนอิฐ ก้อนหิน เหมือนการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับมวลชนบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน
 เพราะเป็นการเผชิญด้วย “วาจา”

 หากใครติดตามการอภิปรายของ นางผุสดี ตามไท ตั้งแต่เริ่มต้นไปตามลำดับจะสัมผัสได้ถึงการไต่ระดับของอารมณ์ 
 จากเรียบๆ เรื่อยๆ เป็นการฉวัดเฉวียนด้วยวาจา

 ท่วงทำนองแบบ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อาจเปรียบได้กับการควงอีโต้เข้าสับฉับๆๆ ขณะที่ท่วงทำนองแบบ นางผุสดี ตามไท เย็นยะเยือกเหมือนใบมีดแช่ด้วยน้ำผึ้ง 
 บาดลึก เจ็บลึก


 กระนั้น ที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดกลับเป็นท่าทีและท่วงทำนองการตอบชี้แจงอันมาจากปาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 สุภาพ นุ่มนวล ไม่ปรากฏอารมณ์แค้นเคือง
 “คำว่าภาวะความเป็นผู้นำดิฉันคงไม่ตอบในรายละเอียดเพราะอยู่ที่คนจะตีความและวัดผล คิดว่าควรดูที่ผลงานมากกว่า และภาคประชาชนจะตัดสินใจเองว่าผลงานที่ดิฉันทำมาเป็นอย่างไร
 จึงขอเวลาให้สาธารณชนได้ติดตามตรวจสอบต่อไป”

 คำน้อยก็มิได้ตอบโต้ อารมณ์แค้นเคืองแม้สักนิดก็มิได้สำแดงออก แม้จะถูกประชดประเทียดเสียดสี หยามหมิ่นอย่างหนักหนาสาหัส น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังรักษาความเยือกเย็นสุขุมไว้ได้ไม่แปรเปลี่ยน 
 เป็นผู้อาสา ประชาชนคือผู้ตัดสิน


 เห็นการชี้แจงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในสภาผู้แทนราษฎรแล้วทำให้บังเกิดนัยประหวัดถึงภาพของ สาย สีมา ณ งานเลี้ยงในคฤหาสน์หลังงามท่านเจ้าคุณบิดาของ รัชนี  
 รายละเอียดเรื่องนี้ต้องอ่านในนวนิยายเรื่อง ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์

 แน่นอน สภาพที่ สาย สีมา ถูกประณามหยามหมิ่นในงานเลี้ยงอันทรงเกียรติ ไม่แตกต่างไปจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกวาจาของ นางผุสดี ตามไท เชือดเฉือน 
 เชือดเฉือนให้ได้รับความอับอาย เชือดเฉือนให้เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี 
 กระนั้น การตอบโต้ของ สาย สีมา ก็สุภาพอย่างยิ่ง ในทำนองเมื่อท่านถ่มน้ำลายลงมา ผมก็ทำได้แต่เพียงเช็ดน้ำลายอันเน่าเหม็นนั้นออกไป
 องอาจ สง่างาม

 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจดูเหมือนกับเป็นสมันน้อยท่ามกลางฝูงหมาป่าที่รุมล้อมเข้ามาโดยรอบ

 แต่เมื่อดำรงอยู่อย่างมีสติ เมื่อเก็บรักษาอารมณ์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม อาศัยข้อมูลความเป็นจริงชี้แจง อธิบาย และวางความมั่นใจอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ก็ตีฝ่าวงล้อมไปได้

 สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง



+++

ภาระยังไม่เสร็จ
โดย จ่าบ้าน
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


นอกจากการป้องกันควบคุม "ม็อบ" เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจก็ยังวางใจไม่ได้ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีขึ้นในวันสองวันนี้
เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจย่อมเป็นที่สนใจของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล 
ฝ่ายค้านไม่ได้มีแต่ "เสื้อเหลือง" เท่านั้น เช่นเดียวกับฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้มีแต่ "เสื้อแดง" เช่นกัน

การไปชุมนุมหน้ารัฐสภาระหว่างการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ยังมีผู้ที่สนับสนุนรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปราย คนนั้นจำนวนไม่น้อย ทั้งการอภิปรายยังมีการถ่ายทอดเสียงออกมานอกสภา เพราะเป็นการถ่ายทอดสดทั้งเสียงจากวิทยุ และเสียงกับภาพทางโทรทัศน์
โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสนใจกับการอภิปรายของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน หรือผู้มาฟังอภิปรายตอบโต้ของรัฐมนตรีบางคนที่ต้องมีมวลชนของตัวเองเป็น ประจำ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ เชื่อว่าจะมีสมาชิกสภาที่นิยมการประท้วงจะต้องประท้วงเป็นระยะ เมื่อมีผู้ประท้วงผู้อภิปราย ก็ย่อมมีผู้ประท้วงผู้ประท้วง กว่า "ท่านประธาน" จะเกลี้ยกล่อมให้ผู้ประท้วงเลิกประท้วง เพื่อให้ผู้อภิปรายทำหน้าที่ต่อไป ต้องเสียเวลาไปโข

ดังนั้น การอภิปรายและการตอบกลับของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลย่อมเหลือเวลาน้อยลงไปทุกที เพราะเวลาจากนาฬิกาจะเดินไปอย่างสม่ำ เสมอ ไม่มีใครหยุดเวลาได้ แม้นาฬิกาตรงหน้า "ท่านประธาน" ที่เจ้าหน้าที่จะหยุดเวลาซึ่งคำนวณว่า ผู้พูดอภิปรายได้กี่นาทีไว้เพื่อให้ผู้อภิปรายได้เวลาตามกำหนดก็ตาม

แม้ว่าหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือการมีสิทธิอภิปราย หรือประท้วงเมื่อเจ้าตัวยกมือขึ้นเหนือศีรษะ หรือประธานต้องให้พูดทันทีเมื่อผู้ประท้วงยืนขึ้นและยกมือขึ้นเหนือศีรษะ 
แต่การกระทำเช่นนั้น หากไม่มีเหตุอันต้องประท้วง สมาชิกผู้เป็นวิญญูชนพึงตระหนัก และเคารพต่อตัวเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ

เพราะหากประท้วงนอกเรื่องจน "ท่านประธาน" บอกให้หยุดแล้วยังไม่หยุด
ก็เป็นหน้าที่ของ ตำรวจสภาต้องเชิญตัวออกจากห้องประชุม
หรือเชิญดีๆ ยังไม่ออกก็ต้องอุ้มกันออกไปนั่นแหละ พึงสำเหนียกไว้ด้วย



+++

ต้องหาเหตุให้ชัดแจ้ง 
โดย จ่าบ้าน 
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


เหตุระเบิดทั้งบ้านเรือนราษฎรในจังหวัดยะลา และเหตุระเบิดโบกี้รถไฟขณะผ่านจากจังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่เป็นเรื่องที่มีการวางแผนมาอย่างดี 
ขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีพัฒนาการเหี้ยมโหดขึ้นมาทุกวัน ขณะที่วันก่อการมักเป็นวันหยุดเสาร์หรืออาทิตย์ ซึ่งเข้าใจว่ากำลังของเจ้าหน้าที่จะมีน้อยกว่าวันทำการ
หากเป็นเช่นนั้นจริงการวางกำลังเจ้าหน้าที่ของทุกฝ่ายจำเป็นต้องมีเท่ากันและเพียงพอในทุกวัน 
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่การข่าว

สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมไม่ทราบได้ว่าในสถานการณ์นั้น ความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างไร มีความคล่องตัวมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟที่ต้องผ่านภูมิประเทศเปลี่ยว เวลาในการประกอบภารกิจของผู้ก่อการร้ายย่อมกระทำได้โดยไม่มีผู้รู้เห็น ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้าน
เพราะเส้นทางรถไฟย่อมปราศจากเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดได้ เพราะแม้ทางถนนรถยนต์เอง เจ้าหน้าที่ก็ยังมีไม่เพียงพอที่จะดูแลตรวจตราได้ตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะในยามวิกาล


เรื่องของการก่อการร้ายวันนี้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เจ้าหน้าที่น่าจะประมวลได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของใคร ของผู้ก่อการร้ายที่หวังผลทางการเมือง หรือของกลุ่มอื่นที่หวังผลทางเศรษฐกิจ

เรื่องการก่อการร้ายที่หวังผลทางการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องใช้นโยบายทางการเมืองนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้องให้บังเกิดผลอันเป็นประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยฝ่ายรัฐอาจต้องเสียประโยชน์บ้าง ขณะที่ประชาชนโดยส่วนรวมต้องยอมรับได้ เช่นในหลายกรณีที่ผ่านมา

แต่ในกรณีนี้ผู้ที่เสียประโยชน์คือประชาชนทั่วไป ทางรัฐต้องเยียวยาให้ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่ผู้กระทำการนั้น อาจต้องมาพิจารณาว่าจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ต้องเยียวยา 
มิฉะนั้นการกระทำความผิดซึ่งไม่ได้เป็นความขัดแย้งทางการเมืองจะได้รับนำขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ของบุคคลผู้นั้นแล้วอ้างว่าเป็นเหตุทางการเมืองอยู่เรื่อย



.

2555-11-12

ภาวะย้อนแย้งในพุทธศาสนาไทยๆ โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

.

สุรพศ ทวีศักดิ์: ภาวะย้อนแย้งในพุทธศาสนาไทยๆ
ในมติชน ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 11:45:00 น.


สุรพศ ทวีศักดิ์

ภาวะย้อนแย้ง (paradox) ในตัวเองของพุทธศาสนาไทยๆ กลุ่มต่างๆ มีความสลับซับซ้อนไม่แพ้ความสลับซับซ้อนภายในกลุ่มการเมืองกลุ่มต่างๆ เช่น


1) ภาวะย้อนแย้งในตัวเองของพระสงฆ์ที่สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง ในปี 53 ผมทำวิจัยเรื่อง “ความคิดทางจริยธรรมกับการเลือกฝ่ายทางการเมืองของพระสงฆ์ในสังคมไทยปัจจุบัน” พบว่าพระสงฆ์ส่วนใหญ่สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง แต่พระสงฆ์เหล่านี้คือพระสงฆ์กระแสหลักสังกัดมหาเถรสมาคม ซึ่งมหาเถรสมาคมคือองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ที่มีบทบาทหลักในการปกป้อง “พุทธมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ด้วยการสนับสนุนอุดมการณ์ราชาชาตินิยมผ่านคำเทศนา พิธีกรรม และกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนา 
แต่ข้อเท็จจริงที่พบคือ พระที่เป็นแกนนำหลักในการจัดการชุมนุมของพระสงฆ์ร่วมกับคนเสื้อแดงในปี 53 เป็นพระที่มีบทบาทประสานงานทั้งกับแกนนำ นปช. พระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม แม้กระทั่งสามารถโทรศัพท์สายตรงถึงคุณทักษิณได้ด้วย แน่นอนว่า การชุมนุมปี 53 น่าจะได้รับไฟเขียวจากระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมด้วยเช่นกัน นี่คือความย้อนแย้งประการหนึ่ง เป็นความย้อนแย้งระหว่างสถานะของพระสงฆ์ผู้มีบทบาททางการสนับสนุนอุดมการณ์ราชาชาตินิยม กับบทบาทของพระสงฆ์ที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย

ยิ่งกว่านั้น ยังมีความย้อนแย้งที่ซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อวาระการต่อสู้ของพระสงฆ์ที่ชุมนุมสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงมีการแอนตี้สันติอโศกอยู่ด้วย มีความคาดหวังเรื่องการบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอยู่ด้วย มีความคาดหวังถึงความง่ายขึ้นในการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อพุทธศาสนาผ่านรัฐบาลพรรคการเมืองที่กลุ่มตนสนับสนุนอยู่ด้วย 
รวมทั้งความย้อนแย้งระหว่างการสนับสนับสนุนการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย กับการกระทำที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เช่น กรณีที่พระแกนนำของพระสงฆ์ที่สนับสนุนเสื้อแดงออกมากดดันให้ คำ ผกา กล่าวขอขมาคณะสงฆ์เพราะไปวิจารณ์การสวดมนต์ข้ามปีในรายการ “คิดเล่น เห็นต่าง” เป็นต้น



2) ความย้อนแย้งในตัวเองของธรรมกาย โดยภาพลักษณ์ที่ปรากฏ ธรรมกายคือกลุ่มชาวพุทธที่มีวัฒนธรรมการจัดการองค์กรแบบสมัยใหม่ ทว่าความย้อนแย้งประการหนึ่งคือ โครงสร้างการบริหารของธรรมกายเป็นประชาธิปไตยภายใต้ “เจ้าอาวาสผู้ทรงคุณวิเศษ” เหนือสามัญมนุษย์ เจ้าอาวาสคือ “พระราชาในวัด” (คำเปรียบเทียบของ อ.มโน เลาหวนิช) ที่ทรงอำนาจบารมีเหนือการวิจารณ์ตรวจสอบ ความเป็นประชาธิปไตยภายในกลุ่มธรรมกายจึงมีได้ในระดับต่ำกว่าเจ้าอาวาสลงมา

ความย้อนแย้งอีกประการคือ ธรรมกายดูเหมือนมีแนวทางการเผยแผ่พุทธศาสนา และการบริหารจัดการที่เป็นอิสระจากมหาเถรสมาคม ทว่าก็ขึ้นต่อการปกครองของมหาเถรสมาคม อาศัยคอนเนกชั่นกับพระผู้ใหญ่ในสมาเถรสมาคมในการทำโปรเจคต์ใหญ่ๆ ทางพุทธศาสนาระดับชาติ รวมทั้งศักยภาพของธรรมกายน่าจะเป็นศาสนาที่เป็นอิสระจากรัฐที่สามารถบริหารจัดการตนเองในรูปองค์กรเอกชนได้สบายๆ แต่ธรรมกายก็อาศัยความเป็นองค์กรศาสนาที่ขึ้นต่อรัฐเป็นฐานสร้างคอนเนกชั่นกับระบบราชการ นักการเมือง พรรคการเมืองเพื่อสร้างโปรเจคต์ต่างๆ ระดับชาติเกี่ยวกับการจัดคอร์สปฏิบัติธรรม และอื่นๆ
ในขณะเดียวกันธรรมกายดูเหมือนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง แต่วัฒนธรรมองค์กรของธรรมกายก็ไม่ใช่วัฒนธรรมประชาธิปไตย ความคิดเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของธรรมกายไม่ปรากฏต่อสาธารณะเลย



3) สันติอโศก เป็นพุทธศาสนาที่เป็นอิสระจากรัฐ เนื่องจากไม่ขึ้นต่อการปกครองของมหาเถรสมาคม ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐผ่านสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนา ในแง่นี้สันติอโศกจึงดูเป็นพุทธฝ่ายก้าวหน้า ทว่าวาระทางการเมืองระดับชาติกลับล้าหลัง เพราะแทนที่จะสนับสนุนการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย กลับต่อสู้เพื่อปกป้องอุดมการณ์ราชาชาตินิยม

สันติอโศกที่แอนตี้มหาเถรสมาคมกลับทำหน้าที่เสมือนมหาเถรสมาคม คือทำหน้าที่สนับสนุนพุทธมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ในอดีตสันติอโศกเคยต่อสู้เพื่อเพื่อปลดปล่อยตัวเองให้มีอิสรภาพจากระบบเผด็จการขุนนางพระที่ขึ้นต่ออาวุโสทาง “สมณศักดิ์” ทว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 6 ปี ที่ผ่านมา สันติอโศกกลับออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องโครงสร้างอำนาจอันเป็นที่มาของระบบอำนาจที่เคยกดขี่ตน



ภาวะย้อนแย้งในตัวเองของชาวพุทธกลุ่มต่างๆ ดังกล่าว ส่งผลให้พุทธศาสนาไทยๆ ไร้พลังทางศีลธรรมที่จะชี้ทางสว่างแก่สังคมใน “สถานการณ์เปลี่ยนผ่าน” อย่างสิ้นเชิง เพราะศีลธรรมที่พุทธไทยๆ แสดงมักเป็นศีลธรรมแห่ง “การเมืองทางศาสนา” ที่มีวาระมุ่งความมั่นคง มุ่งแสวงหาความศรัทธาในแนวทางเฉพาะของตน และผลประโยชน์ของกลุ่มตน มากกว่าที่จะมุ่งยืนยันสัจจะ ความเป็นเป็นธรรม และอิสรภาพจากการถูกครอบงำกดขี่ทุกรูปแบบ

ฉะนั้น หากพุทธศาสนาดั้งเดิมเกิดขึ้นเพื่อปลดปล่อยมนุษย์สู่เสรี พุทธศาสนาไทยๆ ก็กำลังทำหน้าที่ตรงข้าม คือทำการปลูกฝังให้ผู้คนบูชาความศักดิ์สิทธิ์ของระบบที่พันธนาการมนุษย์!



.

2555-11-10

ชาวนา โดย คำ ผกา

.

ชาวนา
โดย คำ ผกา http://th-th.facebook.com/kidlenhentang
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 89


ชั่งใจอยู่ว่าควรทิ้งเรื่อง "จำนำข้าว" ให้เป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนนักเขียนเรื่องบ้าๆ บอๆ อย่างฉันก็นั่งเกาะขอบเวทีฟังดีเบตของนักเศรษฐศาสตร์กันไป เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง 
นักเศรษฐศาสตร์บางท่านก็บอกว่า ชาวนาเป็นพวกไม่เสียภาษี เรื่องอะไรจะเอาภาษีของคนที่จ่ายภาษีไปอุ้มคนที่ไม่เสียภาษี-โอ้ว...เจอตรรกะนี้เข้าไป คนเสียภาษีน้อยนิดอย่างฉันก็ต้องเอาตีนก่ายหน้าผาก

เหตุที่ต้องเอาตีนก่ายหน้าผากก็เพราะว่า โครงการประกันราคาข้าวที่เกิดขึ้นในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ใช้เงินภาษีของประชาชนเหมือนกัน
แต่ทำไมถึงมาเดือดร้อนเอาตอนที่เป็นนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทย?



เอาตีนลงจากหน้าผากแล้วคิดต่อไปอีกว่า กลไกของการจัดเก็บภาษีนั้นก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไม่ใช่หรือ? 
ประเทศที่มีสติสตังค์ย่อมเก็บภาษีความมั่งคั่งจากคนมั่งมีเพื่อสร้างสวัสดิการของรัฐให้กับคนที่ "ไม่มี" เช่น ทำเคหะชุมชน สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล จ่ายเงินเดือนให้คนตกงาน จ่ายเงินช่วยแม่วัยรุ่นตกงานที่เลี้ยงลูกไม่มีพ่อ เป็นต้น-แบบนี้ คนเสียภาษีต้องออกมา "ล้ม" รัฐบาลเพราะไปจ่ายเงินให้คนขี้เกียจหรือไม่? 
คำตอบก็คือไม่

เพราะ "สวัสดิการ" เหล่านี้จะสร้างคน "ไม่มี" ให้กลายเป็นคน "มี" ได้จากโอกาสของการเข้าถึงบริการสาธารณะ ได้มีสุขภาพที่ดี การศึกษาที่ดี โครงสร้างทางสังคมที่เอื้ออำนวยให้คนมีสุขภาพชีวิตที่ดีย่อมลดปัญหาทางสังคมได้อีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ไม่ต้องพูดถึงการสร้าง คนรุ่นใหม่ที่มี "คุณภาพ" อันจะเป็นการลดภาระของรัฐและเพิ่มรายได้ของรัฐในรูปภาษีในระยะยาว 
อะไรกันที่ไปดลบันดาลให้นักเศรษฐศาสตร์ไทยบางคนเชื่อว่าคนที่ไม่เสียภาษีไม่มีสิทธิใช้เงินภาษี??

หรือเพราะมีนักเศรษฐศาสตร์เช่นนี้จึงมีชนชั้นสมองกลวงแต่มีการศึกษาพากันเชื่อตามๆ กันไปว่า กูนี่แหละคือผู้เสียภาษี ดังนั้น จึงมีแต่พวกกูมีสิทธิบริหารประเทศชาติ ดังนั้น จึงมีแต่พวกกูที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
-สิ่งที่สมควรนำไปแช่แข็งไว้ตลอดกาลน่าจะเป็นชนชั้นกลวงที่มีการศึกษาเหล่านี้เอง ไม่ใช่ประเทศไทย-ไม่นับการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายกันถ้วนหน้า-ไม่นับคนที่ไม่ "จ่าย" ภาษีอย่างแท้จริง เพราะชีวิตนี้ไม่เคยซื้ออะไรเลย!

จากนั้นชนชั้นกลวงที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก (เสียเปล่า) ที่พล่ามพูดเรื่องรัฐไม่ควรแทรกแซงกลไกตลาด ไม่รู้หรือว่า ข้าว อ้อย ยางพารา เหล่านี้ไม่เคยเป็นสินค้าที่ปราศจากการ "การเมือง" ไม่เคยเป็นการค้าที่รัฐไม่แทรกแซง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าว"



เราเคยตั้งคำถามกันไหมว่า "ชาวนา" มาจากไหน?
อยู่ๆ ประเทศไทยก็มีท้องทุ่งสีทองอร่าม สวยงามสะท้อนแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงด้วยตัวเองโดยปราศจาก "การเมือง" อย่างนั้นหรือ?
การ "ทำนา" นั้นต้องการเทคโนโลยี ต้องการการบุกเบิกที่นาซึ่งคนที่จะบุกเบิก เปิดที่นาได้ต้องมีทุนมีแรงงานมีความรู้ 
กว่าที่ไพร่จะกลายเป็น "ชาวนา" ต้องสั่งสมความรู้เรื่องการจัดการน้ำและอื่นๆ อันเกี่ยวกับการเพาะปลูก แน่นอนความรู้เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ไม่เกิดขึ้นเพราะอัจฉริยภาพส่วนบุคคล แต่มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลา

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่สร้าง "ชาวนา" ขึ้นมาในประเทศไทยคือ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง


"ภายหลังการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในปี พ.ศ.2398 แล้ว การค้าระหว่างประเทศของสยามโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่เส้นทางเดินเรือกลไฟระหว่างจีนตอนใต้กับสยามทำให้มีแรงงานจีนอพยพ เข้าสู่กรุงเทพฯ มหาศาล เนื่องจากมีค่าแรงสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพิ่มขึ้นของกรรมกรจีนซึ่งเป็นแรงงานรับจ้าง ไม่ใช่แรงงานไพร่ที่ถูกเกณฑ์และบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน (ซ้ำยังต้องเตรียมเสบียงกรังมาเองสำหรับใช้ในช่วงที่ถูกเกณฑ์ด้วย) ย่อมมีแรงจูงใจที่จะทำงานมากกว่าไพร่

ดังนั้น มันจึงคุ้มค่ากว่าที่ผู้ปกครองจะจ้างกรรมกรจีนให้ทำงานแทนการบังคับใช้แรงงานจากไพร่ ผู้ปกครองจึงเริ่มอนุญาตให้ไพร่จ่ายเงินทดแทนการเกณฑ์แรงงานได้ แต่พวกไพร่ๆ จะไปหาเงินจากไหนมาจ่าย หากระบบเศรษฐกิจการตลาดและการหมุนเวียนของเงินตรายังไม่ขยายตัว คำตอบคือการขยายตัวของการส่งออกข้าวหลังสัญญาเบาว์ริ่ง
พูดอีกแบบคือ พวกไพร่เมื่อไม่ต้องถูกบังคับใช้แรงงานแล้วจึงหันไปปลูกข้าวขาย เอาเงินมาจ่ายให้ผู้ปกครองแทนการเกณฑ์แรงงาน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ไพร่หลวงต้องจ่ายเงิน 9-12 บาท แทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และลดลงเหลือ 6 บาทต่อปี ในช่วง พ.ศ.2440-2441 ต่อมาจึงยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงานไพร่ หันมาเก็บภาษีรัชชูปการแทน (ภาษีต่อหัวที่สามัญชนทุกคนต้องจ่ายรายปี-poll tax) ในปี 2442 รวมทั้งออกกฎหมายเกณฑ์ทหารในสามปีถัดมา เป็นอันว่าภาษีรัชชูปการและการเกณฑ์ทหารจึงมาแทนการทำงานของระบบไพร่เมื่อ ร้อยปีเศษมานี่เอง"

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อว่าด้วยการเลิกทาส, อภิชาติ สถิตนิรามัย http://prachatai.com/journal/2012/10/43289


จะเห็นว่าชาวนาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับ "ประเทศไทย" ประหนึ่งว่า มีประเทศไทยก็มีชาวนาแถมมาด้วยเหมือนซื้อยาสีฟันที่แถมแปรงสีฟัน 
มันไม่ได้เป็นของแพ็กคู่แบบนั้น 
อาชีพ "ชาวนา" เกิดขึ้นพร้อมสนธิสัญญาเบาร์ริ่ง เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้าง "รัฐสยาม" ที่เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครั้งแรก

รัฐสยามที่เกิดขึ้นสมบูรณ์เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง ที่มีการ "ปฏิรูป" ระบบการควบคุมและใช้แรงงาน เปลี่ยน ไพร่และทาส เป็น "แรงงานเสรี" ที่มีข้อผูกพันในการจ่ายภาษีให้กับรัฐแทนการเกณฑ์แรงงานแบบเดิม เพื่อนำเงินภาษีนั้นไปจ้างแรงงานกุลีจีนที่ทำงานได้ดีกว่าแทน
อาชีพ "ชาวนา" จึงเป็นอาชีพที่เกิดมาพร้อมกับและผูกพันอยู่กับ "การค้าระหว่างประเทศ" 
และข้าวคือสินค้าที่มีความสำคัญเป็นรายได้ของรัฐไทย! หาใช่อาชีพบุพกาล ดั้งเดิม พอเพียง หาอยู่หากิน อย่างที่เรา "ฝันเอาเอง" ไม่!


ทั้งนี้ ยังไม่นับว่า การทำนา และอาชีพชาวนา และการ "ค้าข้าว" นั้นแยกไม่ออกจากการสร้างรัฐสยามที่มีความเป็นสมัยใหม่อีกด้วย ไม่นับว่าตั้งแต่มี "ชาวนา" เกิดขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
ชาวนามีการปรับตัวกับกระแสเศรษฐกิจโลกและนโยบายที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลตลอดเวลา



จินตนาการที่ว่า "ชาวนา" เท่ากับคำว่า "โบราณ" หรือ "ประเพณี" เก่าแก่นั้นอันตรายมาก 
เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีจินตนาการว่าชาวนาคือความเป็นพื้นถิ่น คือความบุร่ำบุราณเท่ากับกระบุง ตะกร้าที่อยู่ในมิวเซียม คือวิถีชีวิตในอดีตที่ต้องอนุรักษ์ไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง คือมรดกของความเป็นไทยที่นับวันจะสูญหายตายจาก จินตนาการ 

เช่นนี้ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของชาวนากับการสร้าง "รัฐ" ตรงกันข้ามมันทำให้เราเห็น "ชาวนา" เป็นเครื่องประดับของวัฒนธรรมไทยเท่านั้น

ในจินตนาการของชนชั้นกลวง เห็นชาวนาเป็นวัตถุที่เอาไว้ระลึกบุญคุณของพระแม่โพสพ
เห็นชาวนาเป็นวัตถุที่เอาไว้ให้ตนเองรำลึกถึงบุญคุณของชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากิน เมื่อชาวนาได้ "บุญคุณ" ไปแล้ว ก็หมดสิทธิจะมาทวงถามว่า ราคาข้าวที่ขายสูงหรือต่ำ กำไร หรือขาดทุน เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่มี "บุญคุณ ความดีงาม" อยู่ในตัวของมันเอง ชาวนาจึงมิบังควรแสดงความโลภใดๆ ออกมาอีก เพราะขืนทำเช่นนั้น ชนชั้นกลวงที่ "รัก" และ รำลึกถึงบุญคุณชาวนา จะหันมาชี้นิ้วกราดประณามทันทีว่า "เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ"

นักกิจกรรมเพื่อสังคมที่ "อยากเป็นชาวนา" ก็จะออกมาแสดงความผิดหวังที่ชาวนาไม่ยอมรักษาความเป็น "ไทย" ด้วยการไปสมาทานกับวิถีชีวิตทุนนิยม โลกาภิวัตน์ อยากแต่จะขายข้าวแพงๆ เพราะไปกู้เงินมาซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ซื้อรถไถ อุปกรณ์ไฮเทค ทำให้ชาวนาตกเป็นทาสนายทุน และตกเป็นเหยื่อนักการเมืองในที่สุด 

พึงรู้เสียทีว่า "ชาวนา" คือกลุ่มคนที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับความเป็นสมัยใหม่ของรัฐ การค้าระหว่างประเทศ และโลกาภิวัตน์  
แต่รัฐสมัยใหม่ก่อนเป็นประชาธิปไตยนั้น ปฏิบัติต่อชาวนาเยี่ยงทาสติดที่ดิน เพราะชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น "เจ้าของที่ดิน" เนื่องจากกลุ่มคนที่มีทุนและเทคโนโลยีในการบุกเบิก "ที่นา" ล้วนแต่เป็นชนชั้นนำ


"ชาวนา" ที่เป็นผลผลิตของรัฐสมัยใหม่ก่อนเป็นประชาธิปไตยคืออดีต ไพร่และทาส จนเมื่อรัฐไทยเปลี่ยนมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้ว "ชาวนา" จึงเปลี่ยนมาเป็นประชาชน
แต่ก็อีกนานมาก กว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะให้ความสำคัญกับชาวนาในฐานะประชาชน เพราะประชาธิปไตยที่ลุ่มๆ ดอนๆ ในสังคมไทยได้แช่แข็งชาวนาเอาไว้ทั้งในฐานะที่เป็น "เครื่องประดับความเป็นไทย" เป็น "กระดูกสันหลังของชาติ" ที่พึงเป็นแค่สิ่งมีชีวิตสวยงามตามท้องทุ่ง นุ่งผ้าขาวม้า สวมงอบ ถือเคียวเกี่ยวข้าว และขี่ควายเป่าขลุ่ย

ในขณะที่ในความเป็นจริง รัฐบาลสนับสนุนการปฏิวัติเขียว ผลักดันให้ชาวนาเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่เพื่อเป็นสินค้าออกหลักของประเทศ พร้อมกับสร้างนโยบายพรีเมี่ยมข้าวที่ "กด" ราคาข้าวให้ต่ำพอที่จะให้กรรมกรมีเงินซื้อข้าวกินโดยที่นายทุนไม่ต้องขึ้นค่าแรง 
จะเห็นว่าชาวนา และการค้าข้าว ไม่เคยเป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐ เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐแทรกแซงในแบบที่กดชาวนาให้ยากจน และพึงยากจนอยู่อย่างนั้นเพราะความยากจนของชาวนากลายเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทยไป 

แถมยังใช้อัตลักษณ์นี้ทำมาหากิน ได้ตั้งแต่ขาย ส.ค.ส. ไปจนถึงทำรายการโทรทัศน์อยากเป็นชาวนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น บลา บลา บลา


นโยบายจำนำข้าวที่รัฐเข้าไปซื้อข้าวแข่งกับพ่อค้าเพื่อกระตุ้นให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเห็นชาวนาในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้ออกเสียง เลือกตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่มนุษย์พันธุ์ที่มีไว้พยุงความเป็นไทย หรือเป็นไพร่เป็นทาสติดที่ดินที่มาผลิต "ข้าว" ให้พ่อค้าและรัฐหารายได้จากการส่งออก

แค่นี้แหละที่ชนชั้นกลวงทนไม่ได้ กรีดกราดว่ารัฐเอางบประมาณมาผลาญ เอาภาษีประชาชนมาละลาย (แต่ไม่เดือดร้อนเวลาที่รัฐเอาเงินมาอุ้มสถาบันการเงินหรือเอางบประมาณมา "กระชับพื้นที่ กระชับลมหายใจของประชาชน")

คือทนไม่ได้ รับไม่ได้ที่ชาวนาไม่ได้เป็นชาวนาไม่ได้เป็นกระดูกสันหลัง แต่เป็น Voter เหมือนๆ กับพวกคุณ-ชนชั้นกลวง-มีความสามารถในการบริโภค มีรสนิยม มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ได้ตรงตามจินตนาการของคนในเมืองที่รู้จักชาวนาผ่านนิยายเรื่องผู้ใหญ่ลีกับนางมา

และสำหรับคนที่คิดว่าชาวนาต้องเป็นเหมือนในละครเรื่องผู้ใหญ่ลีฯ ฉันก็คงต้องบอกกับคุณว่า
"หัดกินข้าวบ้างเถอะนะ"



.