http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นอกกรอบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นอกกรอบ แสดงบทความทั้งหมด

2558-01-10

ไนซ์ ถูกแบนงดออกรายการช่อง5 ถกอนาคตประเทศของเยาวชน

.

ไนซ์ ถูกแบนงดออกรายการช่อง5 ถกอนาคตประเทศของเยาวชน
ใน http://prachatai.org/journal/2015/01/57341
. . Sat, 2015-01-10 10:21

ไนซ์ เลขาธิการกลุ่ม 'การศึกษาเพื่อความเป็นไท' โพสต์แจงเหตุถูกแบนงดออกรายการช่อง5 ถกอนาคตประเทศของเยาวชน เนื่องจากเตรียมถามสดเรื่องปัญหาการคอรัปชั่นอำนาจประชาชนจากการยึดอำนาจ ต่อประธาน สปช.

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. เวลา 22.54 น. ที่ผ่านมา ณัฐนันท์ วรินทรเวช (ไนซ์) นักเรียนมัธยมปลายและเลขาธิการกลุ่ม 'การศึกษาเพื่อความเป็นไท' โพสต์แถลงการณ์ ‘ข้อกังขาต่อความจริงใจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)’ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nattanan Warintarawet’ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเตรียมตัวออกรายการสด "เจาะประเด็นร้อน" ทางช่อง 5 เพื่อแสดงความคิดเห็นและถามคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยที่อยากเห็นในอนาคตของเยาวชน กับ เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. อย่างไรก็ตาม ณัฐนันท์ กลับไม่ได้ร่วมในรายการดังกล่าว เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ของรายการดังกล่าวเชิญออกมาก่อน พร้อมกล่าวกับ ณัฐนันท์ ด้วยว่า "เชิญมาผิดคน"

ณัฐนันท์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะถูกเชิญออกในระหว่างคุยประเด็นเตรียมออกรายการกับเทียนฉาย ดังกล่าว ณัฐนันท์ได้ถาม 2 คำถาม กับ เทียนฉาย ว่า 1. "สปช.จะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นได้อย่างไร? ในเมื่อการเข้าสู่อำนาจของพวกเขาก็คือการขโมยหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชน ซึ่งในมุมมองของฉันคือการคอรัปชั่นทางอำนาจซึ่งไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าการคอรัปชั่นทางการเงินเลย" และ 2. "พวกเขาเหล่านี้ได้มองว่าการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบคือการคอรัปชั่นหรือไม่?" โดย เทียนฉาย ตอบกลับด้วยว่า อย่ายึดติด ต้องมองอนาคตประเทศ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ของรายการจึงเชิญตัวณัฐนันท์ออกมาทำให้ไม่ได้ร่วมในรายการดังกล่าว


ไนซ์ คนที่ 2 จากขวา ภาพขณะอ่านอาขยาน ถึง พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.57 หน้า ก.ศึกษาฯ ค้านการใช้หลักค่านิยมไทย 12 ประการที่ชี้นำความคิดเยาวชนไทย (อ่านรายละเอียด)


สำหรับรายละเอียดในแถลงการของณัฐนันท์ มีดังนี้

แถลงการณ์ : ข้อกังขาต่อความจริงใจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ก่อนอื่นขอชี้แจงความเป็นมาสักเล็กน้อย เนื่องจากฉันได้รับคำเชิญให้ไปเข้าร่วมรายการ "เจาะประเด็นร้อน" ทางช่อง 5 เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศไทยที่อยากเห็นในอนาคต ร่วมกับคุณเทียนฉาย กีระนันทน์ และเยาวชนอีกคนหนึ่ง ในตอนแรกลังเลเล็กน้อยเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากน้อยเพียงใด แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจตอบตกลง เนื่องจากคิดว่าทางสปช.น่าจะมีความใจกว้างในการรับฟังอยู่ไม่น้อย เท่าที่ดูจากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนนับร้อยนับพันเวที

ฉันเดินทางไปถึงสถานีช่อง 5 ที่สนามเป้า ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมอธิบายเนื้อหาในรายการ(รวมถึงแนวคำตอบอย่างคร่าวด้วย) ฉันจึงชี้แจงไปว่าฉันมีแนวคิดเสรีนิยมและไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร และไม่ชอบท่องสคริปต์ ในตอนนั้นฉันเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ยังเป็นปกติ

สักครู่มีเจ้าหน้าที่เรียกให้ไปเตรียมตัวก่อนออกอากาศ เมื่อเข้าไปในสตูดิโอก็เหลือเวลาอีกเล็กน้อย เจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถถามคำถามและคุยแลกเปลี่ยนกับคุณเทียนฉายได้ในประเด็นที่สงสัย

ฉันจึงตัดสินใจเสี่ยงถามคำถามที่ค้างคาใจมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่การรัฐประหาร

ถามไปหลายข้อทีเดียว แต่มีสองคำถามที่ต้องใช้ความกล้าในการถามมากที่สุด : "สปช.จะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นได้อย่างไร? ในเมื่อการเข้าสู่อำนาจของพวกเขาก็คือการขโมยหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชน ซึ่งในมุมมองของฉันคือการคอรัปชั่นทางอำนาจซึ่งไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าการคอรัปชั่นทางการเงินเลย"

และ "พวกเขาเหล่านี้ได้มองว่าการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบคือการคอรัปชั่นหรือไม่?"

คนในสตูดิโอมองตากันเลิ่กลั่ก สักพักเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ "เชิญ" ฉันออกนอกสตูดิโอก่อนที่รายการจะเริ่มเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น และให้ไปนั่งที่ห้องรับรองจนรายการจบ และยังบอกด้วยว่า "เชิญมาผิดคน"

นี่ทำให้ฉันเกิดคำถามขึ้นมากมาย

สปช. บอกเองว่ารับฟังความคิดที่แตกต่างไม่ใช่หรือ?

สปช. บอกเองว่ามีความเป็นกลางไม่ใช่หรือ?

แล้วสิ่งที่การกระทำของพวกเขาบ่งบอก มันคืออะไร?

เวทีรับฟังความคิดเห็นมากมายที่เขาจัดขึ้น มีจุดประสงค์เพื่ออะไรกันแน่?

คำถามเหล่านี้.. ไม่รู้ว่าจะมีคำตอบเมื่อไหร่

แต่ฉันสงสัย ฉันชอบถาม และฉันจะยังคงตั้งคำถามต่อไป

เสรีภาพทางความคิดต้องมีอยู่คู่สังคมแห่งนี้

หากไร้ซึ่งเสรีภาพ..สังคมก็ไร้ซึ่งอนาคต



.

2557-02-20

สื่อเทศชี้ คำสั่งศาลแพ่ง คล้าย‘ตุลาการรัฐฆาต’

.

สื่อเทศชี้ คำสั่งศาลแพ่ง คล้าย‘ตุลาการรัฐฆาต’
ใน http://thaienews.blogspot.com/2014/02/blog-post_9740.html
. . Posted by Maitri at Thu 2/20/2557 10:01:00 

( ที่มา Voice TV http://news.voicetv.co.th/thailand/97787.html )


นิวยอร์กไทมส์กับวอลสตรีทเจอร์นัลชี้ คำสั่งศาลแพ่งทำหมันพรก.ฉุกเฉิน ละม้าย 'รัฐประหารโดยศาล' ฝ่ายตุลาการทำเกินอำนาจ ไม่ได้เล่นบทกรรมการ แต่โดดขึ้นสังเวียนชกเอง

เมื่อวันพุธ (19 กุมภาพันธ์ 2557) ศาลแพ่งมีคำพิพากษา "คุ้มครองการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ภายหลังรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยศาลแพ่งสั่งห้ามฝ่ายบริหารสลายการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล, ห้ามรื้อถอนทำลายสิ่งกีดขวางของผู้ชุมนุม, ห้ามสั่งห้ามการเข้าอาคาร, ห้ามสั่งห้ามเข้าออกพื้นที่ชุมนุม และอื่นๆ

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 ว่า ศาลแพ่งของไทยได้จำกัดอำนาจของทางการอย่างมาก เป็นคำพิพากษาที่นักวิเคราะห์ด้านนิติศาสตร์บอกว่าเป็น "การขยับอีกก้าวไปสู่ตุลาการรัฐฆาตอย่างเต็มรูปแบบ"

ผู้สื่อข่าว Thomas Fuller รายงานในหัวข่าว "ศาลไทยห้ามสลายผู้ประท้วง" ว่า คำพิพากษานี้มีขึ้นหนึ่งวันหลังเหตุปะทะรุนแรงระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 5 ราย รวมทั้งตำรวจนายหนึ่ง ทั้งนี้ หลังจากเกิดการเผชิญหน้ากันหลายครั้งตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีภาพถ่ายแพร่หลายแสดงให้เห็นว่า มีกลุ่มชายติดอาวุธหนักในหมู่ผู้ชุมนุม ขบวนการประท้วงในไทยยิ่งดูเหมือนเป็นการก่อกบฏด้วยอาวุธต่อรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทอมัส ฟุลเลอร์ อ้างคำให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของแซมดิน เลิศบุศย์ แกนนำผู้ประท้วง ว่า กลุ่มชายติดอาวุธที่ "เป็นมืออาชีพมาก" กำลังช่วยผู้ประท้วง และ "ทำให้ตำรวจถอยร่น"

แต่แม้กระนั้น ศาลแพ่งของประเทศไทย บอกว่า การประท้วงดำเนินไป "โดยสงบ ปราศจากอาวุธ" และสั่งคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ประท้วง "ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"

นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ประเทศไทยมีจารีตประเพณีมาช้านานในการโค่นล้มรัฐบาลด้วยการยึดอำนาจโดยกองทัพ หรือโดย "ตุลาการรัฐฆาต"  ซึ่งผู้นำรัฐบาลถูกปลดด้วยคำพิพากษาของศาล ดังเช่นกรณีนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของกลุ่มผู้ถืออำนาจในกรุงเทพ ต้องพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2551 เพราะรับค่าตอบแทนจากรายการทำกับข้าวทางทีวี


รายงานข่าวอ้างความเห็นของนายสุณัย ผาสุข แห่งกลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ซึ่งเขียนข้อความทางทวิตเตอร์ ว่า คำพิพากษาของศาลแพ่งทำให้พรก.ฉุกเฉิน "หมดความหมาย"


นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของผู้ประท้วง บอกว่า คำพิพากษานี้เป็นชัยชนะของฝ่ายตน รัฐบาลจะ "ไม่สามารถทำอะไรผู้ประท้วงได้"


นายวีรพัฒน์ ปริยะวงศ์ นักกฎหมายฮาร์วาร์ด ให้ความเห็นว่า คำพิพากษาเมื่อวันพุธช่วยให้ผู้ประท้วงมีข้ออ้าง "ความชอบธรรมจอมปลอมที่จะโค่นล้มรัฐบาล" และว่า ศาลแพ่งอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ว่า การประท้วงเป็นไปโดยสงบ แต่ทว่า "นับเป็นความไร้ตรรกกะทางกฎหมายที่ศาลแพ่งไม่พิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน" ซึ่งเขาหมายถึงเหตุรุนแรงเมื่อวันก่อน


นิวยอร์กไทมส์ ยังวิเคราะห์ด้วยว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังถูกรูดบ่วงรัดคออย่างช้าๆ คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้เร่งรัดเล่นงานนางสาวยิ่งลักษณ์ด้วยโครงการรับจำนำข้าว นักกฎหมายบอกว่า คดีนี้อาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองของเธอ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังทำงานอย่างล่าช้า หรือที่นักวิจารณ์บอกว่า เป็นการขัดขวาง ที่จะจัดการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ให้เสร็จสิ้น ตราบที่การเลือกตั้งยังไม่จบ รัฐบาลจะต้องมีสถานะรักษาการไปเรื่อยๆ โดยแทบไม่มีอำนาจใดๆเลย



"เชือกบ่วงกำลังรัดคอเธอแน่นเข้าๆ สถานการณ์ของเธอดูจะไปไม่รอด" นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว "สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขึ้นกับผลลัพธ์ต่อจากนี้ ถ้าฝ่ายต่างๆตกลงกันได้ ประเทศไทยก็ไปรอด แต่ถ้าไม่ได้ บ้านเมืองจะวุ่นวายหนักขึ้น"



เว็บไซต์หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานข่าวนี้ในหน้าแรกของเพจ ด้วยหัวข่าว "ศาลไทยหนุนผู้ประท้วง" โดยบรรยายว่า ศาลไทยสั่งห้ามมิให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้กำลังสลายผู้ประท้วง ทำให้รัฐบาลตกเป็นเบี้ยล่างในการรับมือกับการประท้วงที่ดำเนินมาหลายเดือน

รายงานของผู้สื่อข่าว Warangkana Chomchuen และ Nopparat Chaichalermmongkol ระบุว่า นักวิเคราะห์บางรายมองว่า คำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวได้ตีกรอบในการใช้บังคับกฎหมายของรัฐบาล ซึ่งพรก.ฉุกเฉินเปิดทางแก่การใช้อำนาจอย่างกว้างขวาง

แต่บางรายเห็นว่า ศาลทำเกินเขตอำนาจของตุลาการ ไม่ยอมรับอำนาจของฝ่ายบริหาร นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ว่า ตุลาการไทยเป็นผู้เล่นทางการเมือง แทนที่จะเป็นกรรมการตัดสิน.



.

2557-01-29

ศยามล: หยุดความรุนแรงและเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

.
เชิญอ่าน - พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แนะทางออกการเมือง"วิน-วิน"
                  ที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391009574
               - มีชัย ฤชุพันธุ์: เราควรออกไปเลือกตั้งหรือไม่...
                  ที่ http://prachatai3.info/journal/2014/01/51492
_________________________________________________________

หยุดความรุนแรงและเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย
โดย ศยามล ไกยูรวงศ์

ใน http://blogazine.in.th/blogs/noksayamol/post/4581
. . 29 มกราคม, 2014 - 21:31
| โดย noksayamol
( ภาพของเซีย ไทยรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน )


นับวันสถานการณ์บ้านเมืองเกิดความรุนแรงจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจ  โดยมีประชาชนที่มาชุมนุมด้วยใจบริสุทธิ์เป็นกองกำลังสร้างความชอบธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย ประชาชนที่มาชุมนุมของทั้งสองฝ่ายต่างมีความหลากหลายทางชนชั้น คงไม่เพียงแต่ประชาชนของ กปปส. ที่มีแต่คนกรุงเทพฯ และคนใต้  หากแต่ยังรวมถึงเกษตรกร คนจนในชนบท ซึ่งก็มีกลุ่มประชาชนในลักษณะดังกล่าวมาร่วมชุมนุม   การวิเคราะห์ทางชนชั้นแยกฐานะทางเศรษฐกกิจและแยกภาคแบบเหมาเข่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดและจะนำพาไปสู่การหาทางออกที่เหมาเข่งและไม่สอดคล้องกับความจริงเช่นกัน  และการวิเคราะห์เช่นนี้ก็จะนำไปสู่ความแตกแยกที่เลวร้ายไปจากเดิม

รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังใช้อำนาจของตนเองสร้างความรุนแรงให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ กปปส. ก็ใช้ความรุนแรงไปละเมิดสิทธิของผู้ที่ต้องการไปเลือกตั้ง  ทั้งสองการกระทำล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อประชาชนที่บริสุทธิ์    ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องหยุดการใช้ความรุนแรง
และเชื่อมั่นว่าหากการชุมนุมของมวลมหาประชาชนใช้หลักอหิงสาสันติวิธีแล้ว การกระทำของคนพาลก็จะต้องพ่ายไปในที่สุด

การเดินหน้าเลือกตั้งของรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้ปรากฏว่ามีจำนวนกี่เสียงของคนไทยที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง  หากคนใดไม่ต้องการเลือกตั้งก็ไม่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากคนใดต้องการไปเลือกตั้ง ก็ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  ด้วยการเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคน จะได้รู้กันให้ชัดเจนว่าเสียงของคนไทยจำนวนกี่เสียงต้องการอย่างไร

ไม่ว่าปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นอย่างไร แต่เราคนไทยต้องการให้มีการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดยไม่ต้องหวังรอนักการเมืองอีกต่อไป   การได้นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันธพาลนักเลง ก็เนื่องมาจากวงจรอุบาทของวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมายาวนานในสังคมไทย  ระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบพรรคพวก ระบบการพึ่งพาซึ่งกันและกัน  การออกแบบระบบเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ หรือระบบแบบเบอร์เดียวคนเดียว ไปจนถึงระบบการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น จังหวัดและตำบล  ก็ไม่สามารถที่จะได้นักการเมืองที่มีคุณภาพ  การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 25557  เราก็ยังคงได้นักการเมืองแบบระบบพรรคพวกและไม่มีคุณภาพ ภาษีประชาชนที่เป็นเงินของเราก็จะถูกใช้ละลายไปอย่างไร้ค่า

นักกฎหมายในยุคเผด็จการ ทรราชย์ หรือยุคประชาธิปไตย ก็ยังคงใช้ความรู้ของตนให้มีอิทธิพลในการตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดแบบระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เรียนกันมา  กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือของรัฐาธิปัตย์เสมอ  แต่กลับไม่ใช่เครื่องมือของประชาชนแต่อย่างใด  แม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญสีเขียว สีเหลือง สีแดง ก็ตาม   สัจธรรมบนโลกใบนี้ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า  ไม่ว่าเราจะเขียนกฎหมายให้ดีอย่างไร   ผู้เขียนกฎหมายก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่ากฎหมายจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดในอนาคตได้หรือไม่  เพราะต้องมีการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายและต้องสรุปว่ากฎหมายยังมีข้อจำกัดและมีช่องว่างเสมอ

ระบบกฎหมายของไทยได้ออกแบบให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจและมีดุลยพินิจในการบังคับใช้กฎหมาย โดยที่ไม่ได้มีการออกแบบให้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างไร แม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ก็ได้รับการกำกับควบคุมโดยสถาบันทางปกครองและหน่วยงานของรัฐเหมือนเดิม  จึงทำให้ระบบรัฐราชการยังคงดำรงแนวคิดแบบอมาตยาธิปไตยที่พึ่งพากับนักการเมืองนายทุน    ระบบการเลือกตั้งทุกวันนี้นำมาจากการเลือกตั้งในประเทศตะวันตกที่วัฒนธรรมของคนตะวันตกมีวัฒนธรรมการแสดงออก และเคารพในสิทธิและหน้าที่ของเขาเองอย่างเคร่งครัด แต่คนไทยยังไม่มีวัฒนธรรมแบบคนตะวันตก
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปฏิรูประบบการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของคนเอเชียแบบสังคมไทย  ด้วยการออกแบบกฎหมายที่ให้ประชาชนมีพื้นที่ของการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ และการปกป้องสิทธิของตนเองที่ถูกละเมิดโดยรัฐราชการ ... 


ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระยะสั้น (หนึ่งปี) คือ การได้มาซึ่งอำนาจหน้าที่ของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร  โดยการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง และการกระจายอำนาจให้มีการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นอิสระ  ในระยะยาวให้มีการปฏิรูปประเทศไทยโดยการปฏิรูปกฎหมายทั้งหมดในระยะเวลาสองปี  เนื่องจากมีกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อน ไม่ทันสมัย ไม่กระจายอำนาจให้แก่ชุมชนและท้องถิ่น ตลอดจนมีการบังคับใช้กฎหมายที่ขัดแย้งกันเอง

ข้อเสนอของระบบการเลือกตั้งควรมีการเลือกตั้งผู้แทนของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกัน  ควรให้มีเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและทีมงานบริหารโดยตรง  ซึ่งต้องมีคุณสมบัติของการมีนโยบายการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน มีทีมงานบริหารที่เป็นมืออาชีพ   และมีการบริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ของหลักธรรมาภิบาล   ในขณะที่การเลือกผู้แทนของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งไปทำหน้าที่ออกกฎหมายกฎหมาย และตรวจสอบการบริหารประเทศของรัฐบาล คุณสมบัติของผู้แทนต้องมีความรู้และประสบการณ์ทักษะในการกลั่นกรองข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การออกกฎหมาย และการนำเสนอที่ทำให้สาธารณชนมีความรู้ความเข้าใจ และพร้อมที่จะร่วมตรวจสอบฝ่ายบริหาร  ดังนั้นที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารต้องแยกขาดจากกัน  และแยกคุณสมบัติที่ชัดเจน  เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน    การไปเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่จึงเลือกตัวบุคคลเพราะรู้จักคนนั้นและช่วยเหลือกันมา  มากกว่าการเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายและคุณสมบัติของนักการเมืองว่าเหมาะสมหรือไม่

รัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศในระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องมีการปกครองส่วนภูมิภาค  แต่ให้กระจายอำนาจไปที่ระดับจังหวัดเพื่อให้มีการบริหารจังหวัดและมีการออกกฎหมายของจังหวัดอย่างเป็นอิสระ   การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีความสำคัญ มีระยะเวลาการบริหารประเทศสี่ปี  ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ดีกว่าการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี และ สส.ที่เลือกตั้งขึ้นไป  ดังคำกล่าวที่ว่า “ไปชุมนุมที่จังหวัดยังง่ายกว่าไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล  ไปตามการแก้ไขปัญหากับผู้ว่าฯก็ยังง่ายไปกว่าไปตามให้แก้ไขปัญหากับนายกรัฐมนตรี   ไปร่วมเสนอกฎหมายในระดับจังหวัดก็ยังมีข้อเสนอที่ดีกว่าเสนอที่รัฐสภา เพราะรู้ว่าบ้านตัวเองต้องการอย่างไร รัฐบาลจะทำโครงการเงินกู้สองล้านล้านบาท ไม่เห็นรู้เรื่อง แต่ถ้าบอกว่าจะให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ้านตัวเองหรือไม่ บอกได้ทันทีว่า ไม่”

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมีการดำเนินการแบบกรุงเทพมหานคร และมีสภาจังหวัด โดยใช้ระบบเดียวกันคือเลือกผู้ราชการจังหวัดโดยตรง และเลือกฝ่ายนิติบัญญัติในลักษณะเดียวกัน ขณะที่ยังคงการเลือกตั้งในระดับตำบล ซึ่งจะมีการยกระดับเป็นเทศบาลทั้งหมด  กล่าวคือให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล  ทั้งนี้โดยไม่ต้องมีการกำกับดูแลโดยกระทรวงมหาดไทย   เพราะเป็นการมอบอำนาจให้มีการบริหารจังหวัดอย่างเป็นอิสระ สำหรับข้าราชการท้องถิ่นให้มีการสอบคัดเลือกในระดับจังหวัด  เพื่อได้บุคลากรที่เป็นคนในจังหวัดและตำบล  ทั้งนี้จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งการบริหารงาน บุคคลากร งบประมาณ และการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรภายในจังหวัดได้อย่างเป็นอิสระ ในกรณีของกรุงเทพมหานคร ก็ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่ยังไม่กระจายอำนาจให้ กทม.อย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน


การคืนอำนาจให้คนไทยได้ปกครองตนเอง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องมีการปฏิรูปประเทศไทยทันที เพราะปัญหาหลายประการไม่สามารถรอคอยให้นักการเมืองระดับประเทศแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไป ในสภาวะที่มีความขัดแย้ง แต่คนไทยกลับต้องรอว่านักการเมืองจะเลิกทะเลาะกันเมื่อไร เราจึงต้องเริ่มทันที



.

2556-10-22

การเลือกตั้ง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

การเลือกตั้ง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382357046
วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 07:12:08 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 ต.ค.2556 )


ถ้าสักวัน เราจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ เราน่าจะคิดกันเรื่อง กกต.ใหม่ด้วย

การเลือกตั้งเฉยๆ นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่ แต่ประชาธิปไตยที่ไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่เหมือนกัน
ในบรรดากลไกสำหรับกำกับควบคุมการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนนั้น (เช่น สื่อ, การศึกษา, การรวมตัวเพื่อแสดงออกทางการเมือง, ฯลฯ) แม้จะมีประสิทธิภาพสักเพียงไร ก็ไม่มีผลในบั้นปลายอย่างเต็มที่ หากไม่มีการเลือกตั้ง


เคลื่อนไหวเรียกร้องกันมาเกือบตาย ก็หวังผลว่า ในที่สุด เราจะเปลี่ยนหรือสอนบทเรียนแก่บุคคลที่อาสาเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตยแทนเราได้ในการเลือกตั้ง

จริงอยู่ ผลบั้นปลายอาจเกิดขึ้นเมื่อครบ 4 ปี แต่ระหว่างนั้นก็ใช่ว่า ประชาชนไม่สามารถกำกับควบคุมผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนเราเสียเลย กลไกอื่นๆ ช่วยระงับยับยั้งการกระทำที่ประชาชนไม่เห็นชอบได้อีกมาก นับตั้งแต่สื่อรุมโจมตี ไปจนถึงศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., และ ฯลฯ แต่การเคลื่อนไหวทั้งหมดนอกจากมีผลระงับยับยั้งความเห็นหรือการกระทำที่ประชาชนไม่เห็นด้วยแล้ว ยังมีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคตด้วย


ผมคิดว่า การเคลื่อนไหวภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องไม่ลืมเป้าหมายการเลือกตั้งเสมอ แม้ว่าหวังผลให้ระงับการสร้างเขื่อนบางเขื่อน แต่ควรมีผลไปถึงการทบทวนนโยบายการจัดการน้ำด้วยเขื่อน ซึ่งจะกลายเป็นทางเลือกของนโยบายสาธารณะที่พรรคการเมืองต่างเสนอแนวทางที่ต่างกัน แล้วสักวันหนึ่ง ประชาชนก็จะลงคะแนนเสียงเลือกว่าเห็นชอบด้วยกับแนวทางใดในการเลือกตั้ง

เคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลเฉยๆ โดยไม่หวังให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง คือการเคลื่อนไหวต่อต้านประชาธิปไตย ไม่ใช่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล


ขออนุญาตพูดอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่เกี่ยวโดยตรงไว้หน่อยว่า ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ถ้าเราเห็นคนอื่น - ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล, ส.ส.ฝ่ายค้าน, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, สื่อเลือกข้าง, ทักษิณ, กรรมการ ป.ป.ช., บอร์ด ส.ส.ส. ฯลฯ - เป็นปีศาจหรือเป็นเทวดา เราจะไม่สามารถกำกับควบคุมคนเหล่านั้นได้เลยนอกจากใช้วิธีรุนแรง เพราะกลไกการกำกับควบคุมของระบอบประชาธิปไตยนั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า คนอื่นล้วนเป็นคนเหมือนเรา จึงต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันประเภทเดียวกับเรา เช่น ส.ส.ที่ถูกสังคมโจมตีมากๆ ย่อมนอนไม่หลับ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และห่วงว่าจะสอบตกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคของเขาก็มองเห็นเขาเป็นภาระอันหนัก จนไม่กล้าใช้เขาทำหน้าที่สาธารณะมากไปกว่าเป็น ส.ส. และอาจไม่กล้าส่งเขาลงสมัครในนามของพรรคอีก นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลปกครอง, ศาลยุติธรรม, ตำรวจ ฯลฯ ก็เป็นคนเหมือนกัน ย่อมตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางสังคมเหมือนมนุษย์ทั่วไป

เมื่อไรที่เราคิดว่า บุคคลสาธารณะเป็นเทวดาหรือปีศาจ เราก็หมดอาวุธสำหรับการกำกับควบคุมเขา จะขจัดเขาออกไปได้ก็ต้องฆ่าเขา, ชวนทหารทำรัฐประหาร, ขอพระราชอำนาจซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญมาขจัดเขา, หรือเผาบ้านเขา ฯลฯ เท่านั้น

ในการปกครองของมนุษย์ด้วยกัน ไม่เกี่ยวกับปีศาจหรือเทวดานั้น การเลือกตั้งจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะการเลือกตั้งเป็นผลบั้นปลายของกลไกการกำกับควบคุมทั้งหลาย


ฉะนั้น กกต.จึงมีความสำคัญ


ผู้จัดการเลือกตั้งในเมืองไทยตลอดมาจน 2540 คือมหาดไทย ซึ่งก็สมเหตุสมผลดี เพราะมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากและกระจายไปทั่วประเทศ แต่มหาดไทยย่อมอยู่ในกำกับดูแลของคณะบริหาร (ซึ่งมักมาจากการรัฐประหาร หรือแรงสนับสนุนของกองทัพ) จึงมีการทุจริตในการเลือกตั้งอยู่เสมอ และเป็นการทุจริตที่ทำได้เพราะผู้จัดการเลือกตั้งยินยอม หรือแม้แต่รู้เห็นเป็นใจ เช่น พลร่ม ไพ่ไฟ หรือการนับคะแนนที่ตรวจสอบไม่ได้เป็นต้น เมืองไทยไม่ได้มีแต่ "เลือกตั้งสกปรก" ใน พ.ศ.2500 เท่านั้น มีเสมอมา แล้วแต่จะใช้ความสกปรกของการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่เท่านั้น

ก่อน 2540 จึงมีความเห็นกันกว้างขวางพอสมควรแล้วว่า ผู้จัดการเลือกตั้งต้องเป็นคนกลาง ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญ 2540 ตอบสนองต่อความเห็นนี้ โดยการตั้ง กกต.ขึ้น ให้ดูแลการเลือกตั้งทุกระดับทั่วประเทศ แล้ววางกฎการนับคะแนนให้ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ..

แต่สิ่งที่เป็นกระแสที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในช่วงนั้นยังมีอีกอย่างหนึ่งคือการซื้อเสียง นักการเมืองอนุรักษนิยม โดยเฉพาะที่มีฐานคะแนนเสียงในเขตเมือง มักใช้เรื่องนี้โจมตีพรรคคู่แข่งที่มีฐานคะแนนเสียงในต่างจังหวัดว่า เมืองไทยนั้นซื้อได้ด้วยเงินไม่กี่ร้อยล้านบาท ทำให้ กกต. ตั้งแต่ชุดแรก วางภารกิจตนเองไว้ที่ป้องกันปราบปรามการซื้อเสียง และระดมคนให้ไปใช้สิทธิ (ซึ่งตอนนั้นก็เชื่อว่าทำให้การซื้อเสียงทำได้ยากขึ้น รัฐธรรมนูญปี 40 จึงกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของพลเมือง)

แม้ว่าการซื้อเสียงมีจริง และทำกันเกือบจะทั่วไป (รวมทั้งในเขตเมืองด้วย) แต่การซื้อเสียงเป็นเพียงส่วนเดียวของการหาเสียง ยังมีเงื่อนไขอื่นที่สำคัญกว่าการซื้อเสียงด้วย เช่น ความเป็นญาติหรือเป็นพวก, ประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ, ประสบการณ์ของผู้สมัคร ฯลฯ ถ้าสรุปจากงานวิจัยหลายชิ้นที่ทำเกี่ยวกับการซื้อเสียงแล้ว ผมอยากชี้ว่าเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะได้รับคะแนนเสียงคือ "สายสัมพันธ์" (connection) การซื้อเสียงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง "สายสัมพันธ์" กับชาวบ้าน และไม่ใช่ส่วนเดียว


อันที่จริง ก่อนที่ "โรคร้อยเอ็ด" จะระบาดนั้น "สายสัมพันธ์" ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเลือกตั้งอยู่แล้ว โดยเฉพาะ "สายสัมพันธ์" กับอำนาจที่เป็นทางการทั้งของท้องถิ่น และระดับชาติ (เช่น เรื่องเล่าของ ส.ส.นครศรีธรรมราชท่านหนึ่ง ซึ่งฝากเงินให้ท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ช่วยส่งทางโทรเลขให้ตน แล้วก็เดินทางกลับไปหาเสียง เมื่อโทรเลขมาถึง ก็มีข่าวลือหนาหูว่าท่านรัฐบุรุษอาวุโสส่งเงินมาช่วย ผู้สมัครจึงกลายเป็นคนของท่านในสายตาของผู้เลือกตั้ง และได้รับเลือกตั้งไปในที่สุด)

แต่ต่อมา "อำนาจท้องถิ่น" ในเมืองไทยเริ่มแตกตัว นอกจากอำนาจที่เป็นทางการแล้วยังมีอำนาจที่ไม่เป็นทางการอีกด้วย อำนาจที่เป็นทางการถูกควบคุมไม่ให้ออกหน้าช่วยผู้สมัคร อำนาจที่ไม่เป็นทางการจึงขยาย "สายสัมพันธ์" ของตนให้เหมาะกับการเลือกตั้ง คือสร้างเครือข่ายการเลือกตั้งไปจนถึงระดับตำบล เครือข่ายนี้เกิดขึ้นมาก่อนจากการร่วมผลประโยชน์ทางธุรกิจ จะขยายไปเป็นเครือข่ายการเลือกตั้งได้ "เจ้าพ่อ" ก็สนับสนุนด้านการเงินไปด้วย เกิดการซื้อเสียงซึ่งเป็นการกระชับ "สายสัมพันธ์" ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่การซื้อเสียงเหมือนซื้อก๋วยเตี๋ยว

ปัญหาจึงไม่ใช่การซื้อเสียงโดยตรง แต่เป็นปัญหาของ "สายสัมพันธ์" ซึ่งโดยตัวของมันเองก็ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ เราสร้างกลไกการบริหารที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางราย สร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่ทำให้ตนตักตวงทรัพยากรประเภทต่างๆ (ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสังคม) โดยผิดกฎหมายหรือปริ่มกฎหมายได้ กลายเป็น "เจ้าพ่อ" ในท้องถิ่น ฉะนั้นหากอยากแก้ปัญหาการซื้อเสียงจริง ต้องแก้ตรงนี้ ซึ่งเกินอำนาจหน้าที่ของ กกต. แต่ต้องกระจายการปกครองตนเองให้ครอบคลุมไปในส่วนต่างจังหวัดให้ยิ่งขึ้น



รัฐธรรมนูญปี 40 ก็พูดเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ไปเน้นเพียงเรื่องกระจายงบประมาณจากส่วนกลาง โดยไม่พูดถึงอำนาจการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าส่วนแบ่งงบประมาณที่พึงได้จากส่วนกลาง เพราะจะเป็นผลให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถกำกับและตรวจสอบ "เจ้าพ่อ" ได้

จนถึงทุกวันนี้ กกต.ก็ยังคงรบกับกังหันลมการซื้อเสียงอย่างไม่ลดละ ในขณะที่มีงานอื่นซึ่งตามความเห็นของผม น่าจะช่วยให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการลงคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธภาพมากขึ้น (แม้ยังรับเงินของผู้สมัครอยู่ก็ตาม)

ประการแรก ผมคิดว่า กกต.ควรมีความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งในเมืองไทยให้มากขึ้น ทั้งความรู้ทางมานุษยวิทยา, สังคมวิทยา, จิตวิทยาสังคม ฯลฯ เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงจริงๆ ของคนไทย แทนที่จะเข้าใจเอาเอง

ประการที่สอง จากความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นนั้น กกต.ควรมีความเห็นที่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับว่า คนไทยสักกี่เปอร์เซ็นต์ และในส่วนใดบ้างที่เป็นปัจเจกบุคคล (individuals) ไปแล้ว และสักกี่เปอร์เซ็นต์ในส่วนไหนบ้างที่ยังเป็นมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม (dividuals) การรณรงค์ให้ไปเลือกตั้ง, ไม่ซื้อเสียง, ใช้วิจารณญาณอย่างไร ฯลฯ ของคนสองประเภทนี้ไม่เหมือนกันนะครับ

ประการที่สาม ช่วยการใช้วิจารณญาณของประชาชนให้ง่ายขึ้น เช่นมีคณะกรรมการในท้องถิ่น สรุปนโยบายสาธารณะที่ผู้สมัครแต่ละคนหาเสียงออกมาให้ชัด กรรมการจะทำตัวเหมือนนักข่าวก็ได้ คือไปถามต่อถึงวิธีการ หากตอบไม่ได้ก็แจ้งให้ประชาชนทราบว่า เมื่อถามแล้วเขาไม่ตอบหรือตอบไม่ได้ ถ้าหากรรมการที่ยุติธรรมจริง ก็ไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะเป็นการให้คุณให้โทษแก่ผู้สมัคร เพราะตัวผู้สมัครเองต่างหากที่เป็นผู้ให้คุณให้โทษแก่ตนเอง คงต้องร่วมมือกับสื่อท้องถิ่น โดยเฉพาะวิทยุท้องถิ่น

ประการที่สี่ ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญต่อการเลือกตั้งซึ่ง กกต.ควรดูแล เช่นการแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องริเริ่มที่ กกต. โดยตั้งกรรมการอันประกอบด้วยหลายฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมืองซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงเข้ามาต่อรองกัน จนลงตัวแล้วจึงยื่นเป็นกฎหมายให้สภารับรอง เพราะเขตเลือกตั้งจะเกิดจากเสียงข้างมากในสภาย่อมไม่เป็นธรรมแน่

ประการที่ห้า คิดไปเถิดครับ มีเรื่องสำคัญๆ ที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรม และมีความหมายแก่สังคม อีกหลายอย่างซึ่ง กกต.ควรทำ
แทนการรณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนลงคะแนนเสียงอย่างไร และเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่อยู่นอกอำนาจหน้าที่ของ กกต.อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ย่อมกระทบไปถึงข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญด้วย




.

2556-10-19

บ้าก็บ้าวะ โดย คำ ผกา

.

คำ ผกา : บ้าก็บ้าวะ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382097874
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:29:41 น.

(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556  ปี33 ฉ.1730 หน้า88-89 ) 


คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าในสังคมไทย โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น "สื่อทางเลือก" สำหรับคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างแท้จริง

และในความเป็น "สื่อทางเลือก" มีความหมายสองอย่างสำหรับฉัน

อย่างแรก เป็นสื่อทางเลือกในความหมายของการที่เราสามารถ "เลือก" บรรณาธิการ "ข่าว" ของเราจากบรรดาคนที่เราเลือกเป็น "เพื่อน"

เช่นในกรณีของฉันเอง หลังจากใช้เฟซบุ๊กมาหลายปี ฉันเริ่มจัดหมวดหมู่ "เพื่อน" ที่เป็น "บรรณาธิการข่าว" (ส่วนตัว)
เช่น จะมีเพื่อนที่คอยแชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเรื่องเพศวิถีโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการคัดสรรข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับสิทธิชนกลุ่มน้อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวเกี่ยวกับคนเสื้อแดงและกิจกรรมคนเสื้อแดงโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวตลกๆ เรื่องเพศ หรือทัศนคติทางเพศแปลกจากสื่อต่างประเทศโดยเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์คลิปงานเสวนาการเมือง วรรณกรรม วิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์เป็นการเฉพาะ
มีเพื่อนที่แชร์เกี่ยวกับการรีวิวหนังสือ
มีเพื่อนที่แชร์ข่าวงานวิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ

ลองคิดดูก็แล้วกันด้วยแพล็ตฟอร์มอันหลากหลายขนาดนี้ มันเหมือนเป็นทางลัดที่นำเราไปสู่ข้อมูล ข่าวสาร ที่กลายเป็นเครือข่ายโยงใยกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะฉะนั้น พฤติกรรมการเสพ "สื่อ" ของเราในปัจจุบัน มันไม่ใช่การที่เราคลิกเข้าไปในหน้าเพจของหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งแล้วเริ่มอ่านตั้งแต่หน้า หนึ่ง สอง สาม ไปเรื่อยๆ

แต่ด้วยการผ่านโซเชียลมีเดีย ภายใต้เครือข่ายของบุคคลที่เราติดตาม เราได้สร้างเครือข่ายของข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคและความสนใจของตัวเราเอง


สื่อทางเลือกในความหมายที่สองคือ หลังการรัฐประหาร เรา "เลือก" แล้วจริงๆ ว่าเราจะไม่ "เสพ" สื่อจากข้างที่อยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย เชียร์ให้รัฐบาลออกมาฆ่าคน

ยกตัวอย่างเลยก็แล้วกัน เช่น ฉันเลือกแล้วที่ไม่ให้ "ราคา" กับข่าวจากสำนักข่าวอิศรา, ไทยโพสต์, แนวหน้า เป็นต้น

แม้จะเข้าไปอ่านบ้างแต่เป็นการอ่านเพื่อดูว่า สื่อเหล่านี้ "ประกอบสร้าง" ข้อเท็จจริงอะไรในข่าวของพวกเขา ไม่เพียงแต่เลือก "ข้าง" สื่อ เรายังเลือก "ข้าง" เพื่อนไปเรียบร้อยอีก


เช่น ในกรณีของฉันอีกนั่นแหละ ขอสารภาพว่าไม่มีเพื่อนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย

อันนี้ออกจะอาการหนักอยู่ เพราะหากมองตัวเองเป็น "นักเขียน" ที่ต้องสังเกตโลกทุกใบ อย่างน้อยฉันน่าจะติดตามเฟซบุ๊กของคนอย่างหลากหลายไม่เลือกข้างไม่เลือกสี แต่ในเมื่อ social media คือสื่อทางเลือก ฉันก็เลย "เลือก" เสียเลย คือ เลือกที่จะไม่รำคาญใจจาก "ทัศนคติ" ที่เรา "รำคาญ"

ยิ่งพวกคนที่แอ๊บว่าเป็น "กลาง" มีหลักการ ยึดมั่นในคุณธรรมความดี เชื่อมั่นในภาคประชาสังคมพลังของคนตัวเล็กตัวน้อย สู้เพื่อโลกสีเขียว แต่ลึกๆ แล้วเชียร์ประชาธิปัตย์แทบตาย-ประเภทนี้-คือ "สื่อ" ที่ฉันเลือกจะไม่เสพ



พร่ำมายาวๆ นี่เพียงเพื่อจะบอกว่า จะดีจะชั่ว คนไทยยังมี "ทางเลือก" อย่างน้อยเมื่อเทียบกับ จีน เวียดนาม พม่า ลาว เกาหลีเหนือ

เรายังไม่ถูกบล็อกจากการเข้าถึงบริการของอินเตอร์เน็ต แม้ว่าข้อมูลข่าวสารบางอย่าง บางเรื่องจะเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมไทย ทว่า ผ่านอินเตอร์เน็ต เราสามารถเรียนรู้จากกรณีศึกษาของประเทศอื่นๆ ได้

เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าสถานการณ์ของไทยดีกว่าประเทศอื่นที่ถูกห้ามการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิงอย่างไร

จะขอยกตัวอย่างกรณี เกาหลีเหนือ


ในเว็บไซต์ http://gawker.com/5869210/giant-rabbits-and-double-rainbows-the-10-most-insane-delusions-of-kim-jong+il
มีบทความชื่อ 
"Giant Rabbits and Double Rainbows : The 10 Most Insane Delusions of Kim Jong-Il"
ขอแปลใส่อารมณ์แบบไทยว่า
"กระต่ายยักษ์ และ สายรุ้งซ้อนสองชั้น : สุดยอด 10 ความเพี้ยนพันลึกของ คิม จอง อิล"

10 ข้อนี้มีอะไรบ้าง ฉันจะแปลสรุปคร่าวๆ ดังนี้

- โรงเรียนในเกาหลีเหนือสอนนักเรียนว่ามีการณ์อัศจรรย์หลายอย่างบังเกิดตอนที่ คิม จอง อิล ถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ โดยบอกว่า เขาเกิดในกระท่อมไม้ซุงบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ Paekdu เขาเกิดมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของดาวดวงใหม่ และการเกิดของเขาทำให้ฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ ไม่เพียงเท่านั้นยังบังเกิดโค้งรุ้งสองสายพาดบนขอบฟ้าเป็นที่อัศจรรย์ แถมยังเกิดภูเขาน้ำแข็งที่พูดได้ (แต่ตามหลักฐานอื่นกล่าวว่าเขาเกิดที่รัสเซีย)

- ปี 2006 คิม จอง อิล ได้ข่าวว่าที่เยอรมนี มีผู้ชายคนหนึ่งเพาะพันธุ์กระต่ายยักษ์สำเร็จ เขาเชื่อว่า กระต่ายยักษ์คือ กุญแจที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความอดอยากในเกาหลีเหนือได้ เขาจึงติดต่อนาย Karl Szmolinsky ผู้เพาะพันธุ์ กระต่ายยักษ์ เพื่อเชิญเขามาริเริ่มฟาร์มกระต่ายยักษ์ที่เปียงยาง จากนั้นคิมได้ซื้อกระต่ายยักษ์มา 12 ตัว ตัวละ 115 เหรียญ เขาบอกนาย Szmolinsky ว่าจะเอากระต่ายเหล่านี้มาเลี้ยงในสวนสัตว์ หลังจากนั้น ไม่กี่เดือน นาย Szmolinsky ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้เขาเดินทางมาที่เกาหลีเหนือ เพื่อเริ่มทำฟาร์มกระต่าย ทว่าเดือนกุมภาพันธ์ปี 2007 เขาได้รับการติดต่อจากทางการเกาหลีเหนือว่า เขาไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่เกาหลีเหนือแล้ว ทำไม? Szmolinsky เชื่อว่าคงเป็นเพราะ กระต่ายทั้ง 12 ตัวนั้นคงกลายเป็นอาหารฉลองวันเกิดของคิมไปแล้ว

- แบบเรียนของรัฐระบุว่า คิมไม่มีอุจจาระและปัสสาวะเฉกมนุษย์อย่างเราๆ

- ในปี 1994 สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อิล เป็นนักกอล์ฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาทำ 38 อันเดอร์พาร์ 5 โฮลอินวันในการออกรอบครั้งเดียว

- ปี 1989 ที่เปียงยางเป็นเจ้าภาพงาน World Festival of Youth and Students คิมได้ "กำจัด" คนพิการ คนเตี้ย ด้วยการนำไปปล่อยเกาะร้าง เพื่อปกป้อง "ชาติ" เกาหลีเหนือให้ปลอดจากยีนส์ด้อยทั้งมวล

- คิมให้จำคุกญาติผู้กระทำผิด (กฎหมาย) ด้วย เพราะเขาเชื่อว่า อาชญากรนั้นถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ถึงสามรุ่น

- ผู้นำคิมเป็นคนที่กลัวการนั่งเครื่องบินมาก เพราะฉะนั้น เขาจะเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยรถไฟกันกระสุนสุดหรูเท่านั้น และว่ากันว่า บนรถไฟที่เขานั่งจะมีกุ้งล็อบสเตอร์เป็นๆ "บิน" (airlifted) ตรงมาเสิร์ฟในขบวนรถไฟของเขา-และน่าจะเป็นขบวนที่เขาถึงแก่อสัญกรรมนั่นเอง

- คิม จอง อิล เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเฮนเนสซี่ในปี 1993 และ 1994 ลำพังซื้อคอนญัคอย่างเดียวก็ปาเข้าไป 850,000 ดอลลาร์

- ปี 1978 คิมไปลักพาตัวนักทำหนังชาวเกาหลีใต้และภรรยาชื่อ Shin Sang-ok มาเพื่อทำหนังโฆษณาชวนเชื่อให้เกาหลีเหนือในชื่อของคิมในฐานะผู้อำนวยการผลิต สองคนผัวเมียหนีออกมาได้ตอนไปถ่ายหนังที่ออสเตรียหลังจากถูกลักพาตัวไปแปดปี

- ปี 1950 คิม อิล ซุง สร้างเมืองสมมุติชื่อ Kijong-Dong ที่ชายแดนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เมืองนี้สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เกาหลีใต้เห็นว่าเกาหลีเหนือเจ๋งกว่า เจริญกว่า ร่ำรวยกว่า เกาหลีใต้ ทว่า มันเป็นเมืองหลอกๆ ไม่มีคนอยู่จริง มีตึกที่มีหน้าต่างแต่ไม่มีกระจก

แกล้งๆ ทำเป็นแท่งคอนกรีตขึ้นมาเฉยๆ


สิบข้อนี้ยังไม่นับการอัศจรรย์ที่นักเรียนเกาหลีเหนือได้เรียนรู้เกี่ยวกับ "ผู้นำที่ยิงใหญ่" คิม จอง อิล ว่า เขาเดินได้เมื่ออายุเพียงสามอาทิตย์ และพูดได้เมื่ออายุเพียงแปดอาทิตย์

นอกจากนี้ ขณะที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย ภายในสามปี เขาแต่งโอเปราขึ้นมาถึง 4 เรื่อง แต่งหนังสือ 1,500 เล่ม เป็นอัฉริยะทางสถาปัตยกรรม และการกำกับภาพยนตร์

นอกจากนี้ สื่อเกาหลีเหนือยังรายงานว่า คิม จอง อิล คือ ผู้นำทางด้านแฟชั่นของโลกที่คนทั้งโลกพากันแต่งตัวเลียนแบบเขา หลังจากที่ คิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรม ก็มีการแต่งเพลง "No Mother Land Without You" หรือ "ไม่มีท่านก็ไม่มีแผ่นดินแม่" เพื่อสรรเสริญท่านผู้นำ หลังอสัญกรรมมีการออกกฎหมายให้ไว้ทุกข์สามปี ใครละเมิดการไว้ทุกข์ เช่น บังอาจดื่มสุราก็จะถูกจับมีโทษจำคุก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมกับ "เกาหลีเหนือ" เราอาจต้องเผื่อใจว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่มุขเย้ยหยันประเทศเกาหลีจากประเทศ "ตะวันตก" ที่จะไปรู้อะไร้กับเกาหลีเหนือ (แต่ภาวะอดอยากขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนผู้คนล้มตายจำนวนมากนั้นมีจริง)


แม้กระนั้นได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ได้เห็นภาพโฆษณาชวนเชื่อที่ออกมาจากสื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ฉันก็ได้แต่เห็นใจว่า เป็นเพราะประชาชนเกาหลีเหนือถูกกีดกันมิให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก เคยฟังหญิงสาวชาวเกาหลีเหนือพูดในงาน Ted Talk ว่าก่อนที่เธอจะหนีออกมาจากเกาหลีเหนือได้นั้น เธอเคยเชื่อว่าเกาหลีเหนือคือประเทศที่ดีที่สุดในโลก


เขียนถึงตรงนี้ ฉันดีใจจริงๆ ที่คนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลากหลาย เราไม่ถูกปิดกั้นจากสัญญาณอินเตอร์เน็ต ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาในประเทศไทยเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดเสมอ และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรากฎการณ์อย่างเกาหลีเหนือจะเกิดขึ้นที่นี่

ป.ล. อย่าลืมว่าฉันเขียนจากการเลือก "ข้าง" เพื่อนและคนรู้จักในโลกโซเชียลมีเดียแล้ว จึงได้ข้อสรุปเช่นนี้



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-10-13

พิชิต: 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย

.

14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย
โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49197 . . Fri, 2013-10-11 14:49


รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
( เผยแพร่ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” 11 ตุลาคม 2556 )



ในที่สุด การรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 40 ปีในเดือนนี้

ในช่วง 20-30 ปีแรก ได้มีความพยายามที่จะลบเลือนเหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อเรียกร้องให้รื้อฟื้นความทรงจำและสร้างอนุสาวรีย์แก่ผู้ที่เสียชีวิต จนกระทั่งพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งในปี 2544 อดีตนักเคลื่อนไหว 14 ตุลาฯในพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลขณะนั้นจึงสามารถผลักดันให้มีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาฯ ในปี 2546 อย่างยิ่งใหญ่โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ มีการบรรจุคำอธิบายเหตุการณ์ไว้ในตำราของกระทรวงศึกษาธิการ และสถาปนาอนุสรณ์สถานขึ้น ในเวลานั้น ดูเหมือนทุกฝ่ายจะมีฉันทามติตรงกันว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งแรก (และครั้งเดียว) ของพลังประชาธิปไตยของประเทศไทย

แต่ทว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อถึงปัจจุบันได้ทำให้ “ฉันทามติ” ดังกล่าวสิ้นสุดลง ดังจะเห็นได้จากความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาชนเดือนตุลาฯที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยกับมวลชนเสื้อแดงในการประเมินเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แม้ปัญญาชนเดือนตุลาฯ ได้เพียรพยายามทั้งโดยการปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของเสื้อแดง บนเวทีเสวนา กระทั่งในโรงเรียนการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยพยายามที่จะนำเอาการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 มาเชื่อมต่อกับขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน ด้วยการเชิดชูให้เป็นต้นแบบของขบวนประชาธิปไตยของประชาชน เป็นต้นธารของขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน

แต่การตอบรับจากมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากคือ ความเย็นชา กระทั่งปัญญาชนเดือนตุลาฯหลายคนปรารภด้วยความน้อยใจว่า คนเสื้อแดงไม่เอา 14 ตุลาคม 2516 บางคนอธิบายปฏิกิริยาดังกล่าวว่า เป็นเพราะอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลา 2516 เกือบทั้งหมดปัจจุบันเป็นพวกนิยมกษัตริย์และสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นัยหนึ่ง มองว่า คนเสื้อแดงสับสนปะปนกันระหว่างความไม่พอใจในตัวบุคคล (ที่รับใช้เผด็จการในปัจจุบัน) กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (ซึ่งเป็นชัยชนะของประชาธิปไตย)


ความจริงคือ มวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากมีความเย็นชาต่อการรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มิใช่เพียงแค่เพราะไม่พอใจอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาฯ หากแต่เพราะพวกเขามองปริบททางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์นั้นถึงปัจจุบันแล้วสรุปด้วยตัวเองว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการที่นิยมกษัตริย์

เราจะเข้าใจบริบทประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จากแง่มุมของฝ่ายจารีตนิยมได้นั้น จะต้องเข้าใจปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของพวกจารีตนิยมนับแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา นั่นคือ ปัญหา “การจัดการกับกองทัพ” สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการปฏิวัติ 2475 ก็คือ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้มเหลวในการบริหารจัดการ “ความจงรักภักดีในกองทัพ” จนเป็นเหตุให้เกิดการก่อกบฏโดยทหารครั้งแรกเมื่อ รศ. 130 ตามมาด้วยการปฏิวัติ 2475 และนี่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม

เมื่อกลุ่มจารีตนิยมร่วมมือกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์โค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามด้วยรัฐประหารปี 2500แทนที่ด้วยเผด็จการทหารเต็มรูปซึ่งก็คือ ระบอบขุนศึก กลุ่มจารีตนิยมก็อาศัยเผด็จการสฤษดิ์เร่งรื้อฟื้นจารีตและพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่ทว่า รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสที่ทำการรวบอำนาจไว้ในกลุ่มตระกูลของตนกลับได้ทำลายดุลความร่วมมือดังกล่าวลง รัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประเด็น “การจัดการความจงรักภักดีในกองทัพ” กลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลุ่มจารีตนิยมเห็นว่า เผด็จการถนอม-ประภาสอาจเป็นภัยต่อสถานะและอำนาจของตน วาระเฉพาะหน้าจึงเป็นการขจัดกลุ่มถนอม-ประภาสออกไป และหนทางหนึ่งก็คือ การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาที่กำลังก่อตัวขึ้นในเวลานั้น

นิสิตนักศึกษาปัญญาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาสในเวลานั้นประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขวาที่เป็นกษัตริย์นิยมไปจนถึงพวกเสรีนิยมและพวกสังคมนิยม พวกเขามีจุดร่วมกันเพียงประการเดียวคือ ต่อต้านกลุ่มถนอม-ประภาส แต่แกนนำสำคัญของขบวนในเวลานั้นส่วนใหญ่เป็นพวกนิยมกษัตริย์ มีสัมพันธ์เกื้อหนุนส่วนบุคคลกับเครือข่ายจารีตนิยมมาตั้งแต่ต้น จนสิ้นสุดลงเมื่อกลุ่มสังคมนิยมสามารถเข้ายึดกุมการนำขบวนการนิสิตนักศึกษาไว้ได้ในต้นปี 2518

บทเรียนจากการปฏิวัติ 2475 และจากการต่อสู้กับกลุ่มจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ขึ้นอยู่กับการจัดการ “ความจงรักภักดีในหมู่กองทัพ” และถึงอย่างไรก็ไม่อาจไว้วางใจพวกขุนศึกทหารใหญ่ที่โลภโมโทสันและกระหายอำนาจได้ รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสเป็นการย้ำบทเรียนนี้อีกครั้ง การโค่นล้มกลุ่มถนอม-ประภาสในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงนับเป็นชัยชนะสำคัญครั้งแรกของกลุ่มจารีตนิยมในการจัดการกับขุนศึกในกองทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพยายาม “จัดการ” กับระบอบขุนศึก แปรเปลี่ยนกองทัพให้เป็น “ม้าในคอก” ที่ว่านอนสอนง่าย แต่พวกเขาก็ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีที่จะทำให้ชัยชนะเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 มั่นคงเป็นจริง
โดยในระหว่างทาง พวกเขายังต้องจัดการกับกฤษณ์ สีวะรา สังหารหมู่นิสิตนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 และโค่นล้มเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กระทั่งประสบความสำเร็จในท้ายสุดเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกขึ้นควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในต้นปี 2523 แม้ภายหลังจะมีนายทหาร (เช่น อาทิตย์ กำลังเอก และกลุ่มสุจินดา คราประยูร) ที่พยายามตั้งต้นเป็นขุนศึกขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่สำเร็จ

การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 โดยทิศทางประวัติศาสตร์จึงเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบขุนศึกและมุ่งสถาปนา “อำนาจครอบงำเด็ดขาด” ของกลุ่มจารีตนิยมเหนือกองทัพ ทิศทางของการเคลื่อนไหวนอกจากเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วจึงเป็นการเสริมสร้างและขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 ถูกมองว่าเป็น “นิยมกษัตริย์” จากแง่มุมนี้ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จึงไม่อยู่ในกระแสธารของการปฏิวัติ 2475 และกระแสธารประชาธิปไตยของคณะราษฎร ในขณะที่ขบวนเสื้อแดงในปัจจุบันมองว่า ตนเองคือผู้สืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎร และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือการต่อเนื่องของการปฏิวัติ 2475 ที่ยังไม่สิ้นสุดเด็ดขาด



แน่นอนว่า มุมมองนี้มิได้ลดคุณูปการของนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516
และคุณค่าของผู้ที่บาดเจ็บเสียชีวิตในครั้งนั้น พวกเขาเกลียดชังเผด็จการทหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
และไม่หวั่นกลัวต่อการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้เผด็จการถนอม-ประภาสต้องสิ้นสุดลง
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า ทิศทางการคลี่คลายขยายตัวของประวัติศาสตร์อาจไม่เป็นไปตามเจตจำนงส่วนตัวของบุคคลในเหตุการณ์นั้น ๆ เสมอไป


ในทางตรงข้าม มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยกลับแสดงความสนใจและเจ็บแค้นต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใหม่ ๆ ความรู้สึกดังกล่าวแสดงออกเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อมวลชนเหล่านี้ได้ขยายตัวและวิวัฒน์เป็นขบวนคนเสื้อแดงในปี 2551 ผ่านการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถึงปัจจุบัน ปัญญาชนเดือนตุลาฯในขบวนคนเสื้อแดงก็อธิบายว่า นี่เป็นเพราะคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างอยุติธรรมและถูกปราบปรามเหมือน 6 ตุลาคม 2519 พวกเขาจึงมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้มากกว่า



_____________________________________________________________________________________

อ่านความเห็นที่แย้ง
“สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แย้งพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์”
ที่ http://thaienews.blogspot.com/2013/10/14-2516_11.html




.

2556-01-21

“ความเป็นไทยตั้งแต่หัวจรดตีน..” โดยยุกติ มุกดาวิจิตร

.
บทความเพิ่ม - ยุกติ มุกดาวิจิตร: อำนาจนิยมของเครื่องแบบ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

“ความเป็นไทยตั้งแต่หัวจรดตีน..”
โดยยุกติ มุกดาวิจิตร

ในมติชน ออนไลน์  วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:36:34 น.


หมายเหตุ : วันที่ 19 ม.ค. 56 ที่ห้องอดุล วิเชียรเจริญ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) มีงานวิชาการจัดเสวนาเรื่อง "ความเป็นไทยตั้งแต่หัวจรดตีน" โดย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มธ. และตัวแทนกลุ่มสมาพันธ์นักเรียนไทย ซึ่งผศ.ดร.ยุกติ ได้กล่าวขณะร่วมการเสวนาดังกล่าว ดังนี้


วันนี้เรากำลังถกเถียงกันเรื่องทรงผมนักเรียนและเครื่องแบบชุดนักเรียน ซึ่งกำลังถูกต่อต้านอย่างมาก เพราะประวัติการมีผมเกรียนนั้นเกิดในช่วงเผด็จการ
ส่วนตัวเองก็เคยเป็นนักเรียนที่ต้องตัดผมเกรียนเช่นกัน ซึ่งในเวลานั้นยังไม่รู้สึกว่าผิดระเบียบ

 ความจริงอยากเรียกร้องให้เลิกมีเครื่องแบบชุดนักเรียนไปด้วย
สังคมที่ควบคุมว่านักเรียนจะต้องแต่งตัวแบบไหน เป็นการควบคุมที่รุนแรงที่สุด เพราะเราจะยอมรับระเบียบนี้ไปจนถ้าเราไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับแล้วจะกลายเป็นคนที่ชั่วร้ายของสังคม ซึ่งสังคมที่ควบคุมร่างกายเราได้ย่อมง่ายที่จะควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ


 คำถามคือทำไมต้องเป็นแบบนี้?
 เมื่อดูจากเรื่องชนชั้นจะเห็นว่า รัฐได้ทำให้การมีอยู่ของโรงเรียนเป็นการเอาเด็ก หรือลูกชาวไร่ชาวนาเข้ามาเรียนเพื่อสร้างแรงงานป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่รัฐเกรงว่าจะเป็นแรงงานที่ขาดวินัยไร้คุณภาพ เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างระเบียบวินัยในโรงเรียนด้วยการควบคุมทรงผมและเครื่องแต่งกาย แล้วก็เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษา

 ชอบคำพูดที่ว่าเราไม่ได้ทำผิดระเบียบแต่ระเบียบต่างหากที่ผิด แล้วก็ปล่อยให้ผิดมานานเป็น 10 ปีโดยเฉพาะเรื่องทรงผม

 ถ้าเป็นที่ประเทศเวียดนามเขาจะเรียกพวกที่ตัดผมเกรียนว่าเป็นพวกญี่ปุ่น เพราะมีประสบการณ์การต่อสู้กับประเทศเผด็จการชาตินิยมมา ซึ่งทหารญี่ปุ่นตอนนั้นตัดผมเกรียนทั้งหมด 
 ส่วนสมัยนี้โรงเรียนในเวียดนามนั้นก็มีเครื่องแบบ แต่เขาจะอะลุ่มอะล่วยสำหรับลูกคนจน ถ้าไม่มีเงินซื้อจะแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ เพราะเขาเรียกร้องให้เด็กเข้าถึงการศึกษาก่อนเรื่องอื่นๆ


 ประเด็นของตนคือวันนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาถึงยังยอมรับการถูกบังคับให้ใส่เครื่องแบบนักศึกษาอยู่ ซึ่งถ้าจะให้เสมอภาคจริงๆ อาจารย์หรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรใส่เครื่องแบบราชการมาสอนทุกวันด้วยใช่หรือไม่

 "ส่วนตัวไม่ได้สุดโต่งถึงขนาดว่าจะใส่อะไรหรือไม่ใส่อะไรมาเรียนก็ได้ แต่ผมคิดว่าความสะดวกสบายก็อยู่บนความสุภาพได้ แต่คนไทยนั้นถูกเพาะบ่มให้มีเพียงหน้าที่เท่านั้น แต่ไม่ตระหนักในสิทธิ เพราะแม้แต่กรรมการสิทธิชนก็ทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่สิทธิมนุษยชนกว้างใหญ่กว่ามาก ไม่ได้อยู่ในกะลาเหมือนในประเทศไทย

 "เมื่อก่อนในโรงเรียน ครูยังใช้ไม้เรียวซึ่งใครที่ใช้ไม้เรียวจะดูเป็นคนที่ถือระเบียบสามารถสร้างคุณธรรมให้เด็กนักเรียนได้ แต่วันนี้ไม่มีใครเชื่อแบบนั้นแล้ว ถ้าครูคนไหนยังทำอยู่เขาอาจจะเสี่ยงต่อการถูกฟ้องศาลปกครองก็ได้ เพราะสังคมเปลี่ยนไปแล้ว"
ผศ.ดร.ยุกติ กล่าว



+++

ยุกติ มุกดาวิจิตร: อำนาจนิยมของเครื่องแบบ
จาก http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra/post/3900 . . 12 มกราคม, 2013 - 15:16
( รวมบทความ  http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra )


หากเรียกร้องเรื่องทรงผม ก็ต้องเรียกร้องเรื่องชุดนักเรียนนักศึกษาด้วย จะได้เป็นก้าวแรกของการอภิวัฒน์การศึกษาไทยอย่างจริงจังเสียที พวกผู้ใหญ่ที่คอยเรียกร้องนักเรียนกับครูอาจารย์ ให้สอนให้เด็กรู้จักคิดน่ะ พวกท่านเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า ชุดนักเรียนนักศึกษาเป็นปราการปิดกั้นเสรีภาพการคิดอย่างไร และเด็กๆ เองก็ควรเข้าใจด้วยว่า การควบคุมเรือนร่างเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแบบอำนาจนิยมอย่างไร

การบงการร่างกายเป็นก้าวแรกของการบงการทางสังคม ในทางจิตวิทยาสังคม การควบคุมการขับถ่ายเป็นจุดแรกเริ่มของอำนาจควบคุมทางสังคมในตัวมนุษย์ การควบคุมเรือนร่างมีในทุกสังคม แต่ต่างรูปแบบและต่างวัตถุประสงค์กันออกไป อำนาจบนเรือนกายคืออำนาจที่ใกล้ตัวที่สุด สังคมอำนาจนิยมจึงอาศัยการควบคุมเรือนร่างเป็นเครื่องมือที่สำคัญทั้งสิ้น

สังคมที่บังคับให้สมาชิกสวมเครื่องแบบเป็นสังคมอำนาจนิยม สังคมแบบนี้มักควบคุมการแสดงออกด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมการแสดงออกทางเรือนร่าง เช่น สังคมของคนเคร่งศาสนาหรือนักบวช สังคมของค่ายทหาร โรงงานอุตสาหกรรม และบริษัทห้างร้านใหญ่ๆ สังคมลักษณะนี้ต้องการเอกภาพ จึงมีความเข้มงวดสูง และต้องควบคุมสมาชิก ไม่เว้นแม้แต่การแสดงออกทางเรือนร่าง สมาชิกในสังคมเหล่านี้จึงต้องแต่งกายให้เหมือนกัน สังคมเหล่านี้จึงมีระเบียบการแต่งกายที่เข้มงวด

ไปๆ มาๆ เครื่องแบบไม่เพียงเป็นเครื่องมือควบคุมทางสังคม แต่เครื่องแบบยังกลายเป็นตัวสถาบันของอำนาจในตัวของมันเอง เมื่อมันสวมลงมาในตัวแล้ว กลายเป็นว่าผู้สวมใส่ต้องเคารพมัน เครื่องแบบกลายเป็นนายเหนือเรา เครื่องแบบกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในตัวของมันเอง เครื่องแบบกลายเป็นตัวสถาบันที่เข้ามาครอบเราเมื่อเราสวมใส่ เราเป็นเพียงร่างทรงของเครื่องแบบ


คำถามคือ ในโรงเรียน ในสถาบันการศึกษา ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเราต้องการปลูกฝังวัฒนธรรมของการใช้ความคิด การแสดงความคิดเห็น ความกล้าแสดงออก เราจะยังต้องควบคุมการแสดงออกขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งคือการแสดงออกของเรือนร่างไปทำไม หากเราควบคุมนักเรียนนักศึกษาให้แต่งกายอย่างไร ย่อมหมายถึงว่า เรากำลังควบคุมให้พวกเขาอยู่ในระบบระเบียบ กำลังลดทอนความเป็นคนของพวกเขา กำลังใช้อำนาจกดพวกเขาอยู่ด้วย

หลักการต่างๆ สำหรับบังคับให้นักศึกษาใส่เคร่่ืองแบบจึงล้วนเป็นข้ออ้าง ไม่ใช่เหตุผล เป็นข้ออ้างที่ยกมาเพื่อกลบเกลื่อนการใช้อำนาจควบคุม หากใช้เหตุผล ข้ออ้างเหล่านี้ล้วนฟังไม่ขึ้นทั้งสิ้น

(1) ข้ออ้างเรื่องความประหยัด? ฟังไม่ขึ้น การที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียเงินซื้อชุดนักเรียนในวันเปิดเทอมแต่ละภาคสิ้นเปลืองเพียงใด ย่อมรู้กันดี ในต่างจังหวัดห่างไกล การบังคับให้เด็กใส่ชุดนักเรียนเป็นปัญหามายาวนาน และอันที่จริง เมื่อเทียบคุณภาพของเนื้อผ้าและความสะดวกสบายแล้ว เสื้อยืดและกางเกงยีนส์ทั้งถูกและทนกว่าชุดนักเรียนนักศึกษาแน่นอน แถมเด็กๆ และนักศึกษายังสามารถใส่ได้ทุกโอกาส ไม่ใช่เอาไว้ใส่ไปโรงเรียนไปสถานศึกษาเท่านั้น 
แต่หากไม่ใส่ชุดนักเรียน การเปิดโอกาสให้สามารถหาเสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสมกับอากาศ ลักษณะนิสัย รสนิยม และกำลังทรัพย์ของผู้ปกครองเอง จะช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กๆ มีทางเลือกมากขึ้น แทนที่จะสิ้นเปลืองเงิน พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ไปกับการพยายามรักษาความขาวของเสื้อนักเรียน เสื้อยืดราคาย่อมเยากับกางเกงยีนส์หรือกางเกงขาสั้นราคาประหยัดที่มีอยู่มากมายตามตลาดนัด จะช่วยให้ผู้ปกครองประหยัดได้เช่นกัน

(2) ข้ออ้างเรื่องความสะอาด? ฟังไม่ขึ้น การบังคับให้นักเรียนทั้งหญิงและชายต้องใส่รองเท้าหนังหรือผ้าใบและถุงเท้าตลอดเวลานั้น ขัดกับอากาศบ้านเราอย่างยิ่ง ยิ่งพวกนักเรียนมักวิ่งเล่นกันตลอด ทำให้เหงื่อสะสมในถุงเท้ารองเท้ามาก โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่มีห้องอาบน้ำรองรับ ไม่มีการให้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในวิชาพละ มาแต่เช้าชุดไหน ก็เรียนพละชุดนั้น ใส่ชุดนั้นวิ่งเล่นต่อตอนเย็น แล้วกลับบ้านโหนรถเมล์ เบียดเสียดยัดทะนานกันก็ไปในชุดนั้น

มีเกร็ดเกี่ยวกับเท้าผมคือ ตอนเด็กๆ เท้าผมเป็นเชื้อราตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ผมซักรองเท้าทุกสัปดาห์จนสีซีดและพังไวจนต้องเปลืองเงินซื้อใหม่บ่อยๆ ส่วนถุงเท้า ผมซักเองตั้งแต่อายุ 10 ขวบ มันดำมากและเหม็นเพราะต้องถอดเดินในห้องเรียน จนผมพัฒนาวิธีซักถุงเท้าด้วยการซักถึง 3 น้ำ รอบแรกน้ำเปล่า ขยี้ถี่ๆ แรงๆ ความสกปรกจะออกไปจนย้อมให้น้ำใสๆ กลายเป็นดำเลยทีเดียว รอบสองใช้ผงซักฟอก รอบสุดท้ายน้ำเปล่า แต่จนแล้วจนรอด เท้าผมก็ยังเป็นเชื้อรา มีใครเคยสนใจเท้านักเรียนบ้างหรือไม่ สนใจสุขภาพบนเรือนกายจากการบังคับให้แต่งตัวแบบไม่เหมาะสมกับสภาวะอากาศร้อนชื้นบ้างหรือไม่

พอเข้ามหาวิทยาลัยที่ธรรมศาสตร์ ส่วนใหญ่ผมดำเนินชีวิตแบบ "3 ย" คือเสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้ายาง ไม่เคยมีชุดนักศึกษา เคยใส่กางเกงสีดำ เสื้อเชิ้ตขาว รองเท้าหนังไปเรียนอยู่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ไม่เคยมีเข็มขัดหัวตรามหาวิทยาลัย ชีวิตปลายเท้าผมดีขึ้นมาก ไม่เป็นเชื้อราอีกต่อไป และทำให้เพิ่งเข้าใจว่า ที่ผ่านมาเท้าตัวเองไม่ปกติ

แต่มีวิชาหนึ่ง ผมใส่รองเท้าแตะ กางเกงยีนส์ เสื้อยืดเข้าไปเรียนในวันเปิดเทอมวันแรก ซึ่งก็เหมือนๆ กับไปเรียนวิชาอื่นๆ แต่ที่จริงผมตั้งใจจะไปเรียนวิชานี้มาก เพราะสนใจเนื้อหา แต่อาจารย์ไม่ค่อยเปิดสอน วันแรกเข้าไป เจออาจารย์ดุเอาว่า "เธอแต่งตัวแบบนี้แสดงว่าไม่เคารพอาจารย์และวิชานี้เลย" ผมไหว้อาจารย์ ไม่ได้ขอโทษแต่ร่ำลา แล้วหันหลังเดินออกจากห้อง ไปถอนวิชานั้นทันที

(3) ข้ออ้างเรื่องความเหมาะสมกับเพศและวัย? ฟังไม่ขึ้น การบังคับให้นักเรียนหญิงนุ่งกระโปรงและสวมรองเท้าหนัง ซึ่งเป็นแบบของรองเท้าที่ใส่ไม่สบายเลย นับเป็นการกดขี่ทางเพศ เป็นการควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายของเด็กผู้หญิง แถมการนุ่งกระโปรงยังล่อแหลมต่อการล่วงละเมิดทางเพศได้มากกว่าการสวมกางเกง

เมื่อเร็วๆ นี้เห็น infographic ที่แชร์กันมากๆ ว่าประเทศไหนยังบังคับให้นักศึกษามหาวิทยาลัยแต่งชุดนักศึกษาอยู่แล้วขัดใจ เนื่องจากรวมประเทศเวียดนามไว้กับไทยด้วย คนทำคงนั่งเทียนคิดเอาเองว่าเวียดนามคงบังคับเหมือนไทย แต่ที่จริงเวียดนามไม่ได้บังคับให้นักศึกษามหาวิทยาลัยแต่งชุดนักศึกษา ไม่มีชุดนิสิตนักศึกษาในเวียดนาม แม้แต่ชุดนักเรียนหญิงเวียดนามก็ยังเป็นกางเกงเลย ไม่บังคับให้ต้องนุ่งกระโปรง

(4) ข้ออ้างเรื่องไม่ให้ไขว้เขวไปแต่งตัวยั่วเพศ? ฟังไม่ขึ้น การแต่งกายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออก เป็นการแสดงออกทางเรือนร่าง การแต่งกายแสดงความคิดเกี่ยวกับตัวเอง แสดงการให้ความหมายแก่ตัวเอง เป็นการสื่อสารทางสังคมและการปฏิสัมพันธ์กับสังคมที่อาศัยอยู่ ผู้แต่งกายทุกคนจึงต้องรู้จักตนเอง รู้จักเลือกที่จะบอกว่าฉันเป็นใคร เลือกที่จะสื่อสารกับสังคมที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ได้เพื่อเรียกร้องความสนใจทางเพศเท่านั้น

ตรงกันข้าม ดังที่เราก็เห็นๆ กันอยู่ว่า ปัจจุบันชุดนักเรียนชุดนักศึกษากลายเป็นวัตถุทางเพศ ยั่วยุกามารมณ์ได้ไม่แพ้บิกินี่เช่นกัน


หากปลดแอกจากการใส่ชุดนักเรียนนักศึกษา การแสดงออกย่อมหลากหลายกว่านี้ เหมือนการแต่งตัวของวัยรุ่นทั่วไปเมื่อเขาไม่ได้ไปโรงเรียนหรือไม่ได้เข้าห้องเรียน ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากจะยั่วสวาทกันตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าชุดรัดรูป แหว่งเว้าที่นั่นที่นี่จะยั่วยวนทุกคนได้เสมอไป และไม่ใช่ว่าการแสดงออกของวัยรุ่นจะต้องมุ่งกระตุ้นเร้าทางเพศกันตลอดเวลา 
ที่สำคัญคือ การแสดงออกทางร่างกายเป็นด้านหนึ่งของการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะดูสร้างสรรค์หรือไม่ในสายตาผู้ใหญ่ก็ตาม การแต่งกายเป็นการบอกเล่าความคิด ความรู้สึก ความหมาย กระทั่งจิตวิญญาณของผู้สวมใส่ ไม่เช่นนั้นทำไมนักบวช ทหาร ข้าราชการ จึงไม่แต่งกายให้เหมือนไปกันหมดทั้งประเทศเล่า

หากเด็กวันนี้ถูกปิดกั้นการแสดงออก ทำให้ไม่สามารถแม้แต่จะบอกได้ว่าตนเองเป็นใคร ผ่านเรือนร่าง ผ่านการแต่งกายของพวกเขา
แล้วเราจะคาดหวังให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดต่อสิ่งต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไรเล่า
จะให้พวกเขาสร้างสรรค์ความคิดความอ่านที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเองได้อย่างไร
จะให้พวกเขากล้าแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ให้สังคมและประเทศชาติได้รับรู้ได้อย่างไร

ถ้าแม้แต่กับร่างกายของเขาเองก็ยังไม่ให้พวกเขาคิดเห็น ไม่ให้พวกเขาแสดงออก



.

2555-12-12

Brave โดย พรพิมล ลิ่มเจริญ

.

Brave 
โดย พรพิมล ลิ่มเจริญ  คอลัมน์ “ใส่บ่าแบกหาม”
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 73


เธอจ๊ะ

ฉันออกจะภาคภูมิใจเป็นนักหนากับการ์ตูนเรื่อง Brave ผลิตโดยบริษัทพิกซาร์ จัดจำหน่ายโดยบริษัทดิสนี่ย์พิกเจอร์ ที่เป็นหนังเจ้าหญิงแบบไม่มีเจ้าชาย ภูมิใจใกล้เคียงกับสมัยที่เขาหยิบเอามู่หลานมาสร้างเป็นหนังการ์ตูน กับสมัยทำการ์ตูนนีโมให้มีแต่พ่อไม่มีแม่

มนุษย์มีหลายจำพวก ชีวิตมีหลายรูปแบบ อยากให้เด็กๆ ได้รับรู้เรื่องพวกนี้ ยังไม่ต้องเข้าใจมันก็ได้ เอาแค่รับรู้ความหลากหลายของชีวิตและมนุษย์ก็พอ มันก็มีสื่อไม่กี่ประเภทที่สามารถสื่อสาระนี้ไปสู่เด็กๆ ก็มีหนังสือนิทานกับหนังการ์ตูนนี่แหละที่ฉันว่ามันสื่อสารและเกิดการรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

เรื่อง Brave นี้ เหตุเกิดในดินแดนที่ราบสูงสกอตแลนด์ ภาษาที่พูดกันในหนังก็เลยเป็นภาษาอังกฤษแบบสกอตแลนด์ที่ฟังแปลกหู  
ภาษาอังกฤษแบบสกอตแลนด์ชอบมีคำว่า wee
wee มีความหมายเดียวกับคำว่า little แปลว่า เล็ก

Happy Birthday my wee darling!
สุขสันต์วันเกิด ลูกน้อยของพ่อ! 
พ่อในที่นี้คือพระราชาเฟอร์กัสอวยพรวันเกิดให้เจ้าหญิงเมริด้า ลูกสาวคนเดียวหรือนางเอกของเรานั่นเอง


เจ้าหญิงเมริด้าแนะนำน้องชายให้เราเหล่าผู้ชมได้รู้จัก

I became a sister, to three new brothers! 
The princes: Hamish, Hubert and Harris.
Wee devils, more like.
ฉันเป็นพี่สาว มีน้องชาย 3 คน 
เจ้าชายฮามิช ฮิวเบิร์ต และแฮริส
แต่เรียกปีศาจตัวน้อยจะเหมาะกว่า

เจ้าชายยังเล็กอยู่มาก ดื้อและซน ยังต้องให้แม่หรือราชินีเอเลนอร์บังคับให้กินอาหาร 

It"s just a wee sheep stomach!    มันก็แค่กระเพาะเล็กๆ ของแกะ
It"s delicious! Mmm.                     อร่อยน้า!

เจ้าชายตัวน้อยทั้งสามไม่ยอมกิน "Haggis"

แฮกกิสเป็นอาหารประจำชาติสกอตแลนด์ มันคือกระเพาะแกะยัดไส้แล้วเอาไปต้ม ไส้ก็มีส่วนผสมไม่เยอะอะไร ก็มีหัวใจ ตับ และปอดของแพะ เอามาต้มแล้วก็สับละเอียด ผสมกับหัวหอม โอ๊ตมีล และปรุงรส 
ชีวิตนี้ฉันก็เคยกินแฮกกิสอยู่สองครั้ง ฉันก็ว่าอร่อยหนา ฉันไม่ได้มีปัญหากับการกินเครื่องในสัตว์นี่นะ เพราะชาวเอเชียอย่างเรากินเครื่องในหลายชนิดหลายแบบ จะต้มพะโล้ ต้มตือฮวน พวกเราก็กินกันได้อร่อยอยู่เสมอ แต่ชาวตะวันตกขยะแขยงเครื่องในเป็นทุนเดิม
แฮกกิสก็เลยหยุมแหยะในสายตาเขา



เนื่องในวันเกิดของเจ้าหญิงเมริด้า พระราชาก็มอบธนูคันงามให้หนึ่งคัน เจ้าหญิงดีพระทัยหน้าบาน

A bow, Fergus? 
She"s a lady! Oh!
ธนูเหรอ เฟอร์กัส 
ลูกเป็นกุลสตรีนะ โธ่

ก็มีแต่พระราชินีที่ไม่เห็นด้วย เลี้ยงลูกมาตนเป็นสาว อายุอานามพร้อมเป็นฝั่งเป็นฝาได้แล้ว ไหงสามีให้ธนูลูกสาวเช่นนี้เล่า ลูกไม่ใช่เจ้าชายสักหน่อย 
เจ้าหญิงเป็นตัวของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ฝืนใจทำตามพระราชหฤทัยพระราชมารดา ฝืนทนถูกดุถูกว่า

A princess does not chortle! 
เจ้าหญิงเขาไม่หัวเราะ 
ดังแบบนั้นหรอก

chortle คือ chuckle ผสมกับ snort 
ถ้าอ่านนิยายบ่อยๆ จะรู้ว่า chuckle คือการหัวเราะหึๆ พระเอกนิยายชอบทำ เรื่องไหนเรื่องนั้น ฉันอ่านมาแต่เล็กแต่น้อย มีหัวเราะหึๆ ทุกเรื่อง
snort คือ เวลาเราหายใจเข้าแรงๆ ให้เสียงเหมือนหมูเวลามันหายใจออกดังคร่อก 
chortle ก็เลยแปลว่า เวลาเราหัวเราะเป็นห้วงๆ ในขณะที่สูดลมหายใจแรงๆ เข้าไปให้เสียงเหมือนหมูดังคร่อก

เจ้าหญิงเชื่อในโชคชะตาฟ้าลิขิต 

You know, some say, that will-o"-the wisps
lead you to your fate.
บางคนเล่าว่า ลูกไฟวิลโลวิสพ์
นำเราไปสู่โชคชะตา

เพราะว่างๆ เจ้าหญิงก็จะเห็นลูกไฟกลมๆ ที่ฝาหรั่งเรียกว่า วิลโลวิสพ์ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับ Jack-O-Lantern ที่เราจะรู้ว่ามันมาก็ตอนมันไปกะพริบวิบแวบให้ฟักทองแกะสลักของเราสว่างวาบประหนึ่งมีคนไปจุดเทียนในนั้น

เจ้าหญิงก็จะเห็นลูกไฟกลมๆ ทีไรก็จะเดินตาม พอเดินไปใกล้ ลูกไฟก็จะเขยิบห่างออกไปให้ไล่ตาม 
พระราชินีเห็นว่าการแต่งงานเป็นประเพณี ต้องปฏิบัติ ก็จัดหาเจ้าชายต่างเมืองมาให้เลือก

Oh, Merida, it"s marriage. 
It"s not the end of the world. 
เมริด้า แต่งงานน่ะนะ
โลกไม่ได้แตกเสียหน่อย


แม่ไม่เข้าใจลูก ลูกยิงธนูแม่นกว่าเจ้าชายพวกนั้นอีก แม่จะให้ลูกไปแต่งงานกับเขาได้ไง


พูดถึงเรื่องโลกถึงจุดจบ เธอตื่นเต้นไหม ฉันตื่นเต้นมาก เดือนหน้าแล้วนะ มันมาถึงจนได้ วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 วันที่ปฏิทินของชนเผ่ามายันหยุดลงตรงนั้น แล้วเนิ่นนานผ่านมาเขาทายกันขรมว่าโลกจะแตก แต่ตอนนี้มันกำลังจะมาถึงจริงๆ แล้ว โลกไม่แตกหรอกฉันว่า แต่ตื่นเต้นว่าพอวันนั้นมาถึงจริงๆ เขาจะตีความปฏิทินของชนเผ่ามายันกันว่าอย่างไรต่อไป?!

เจ้าหญิงและแม่เริ่มมีความเห็นไม่ลงรอยกันถี่ขึ้นถี่ขึ้น
ที่แย่คือเจ้าหญิงได้เจอลูกไฟอีก และคราวนี้ลูกไฟนำไปสู่แม่มด

I want a spell to change my mom.
That will change my fate. 
ฉันอยากได้คำสาปทำให้แม่เปลี่ยน 
โชคชะตาฉันจะได้เปลี่ยนตาม

เจ้าหญิงนะเจ้าหญิง อยากเปลี่ยนโชคชะตาฟ้าลิขิตของตัวเองก็เข้าใจได้ หาทางเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนแม่ทำไมเล่า?
ครั้นวันหนึ่งก็ถึงกาลแตกหัก

I am the queen!
You listen to me! 
แม่เป็นราชินี! 
ลูกต้องฟังแม่!

And you"re a beast! 
That"s what you are! 
I"d rather die than be like you!
แม่ใจร้าย แม่ใจยักษ์  
ลูกตายไปเสีย
ยังดีกว่าเป็นเหมือนแม่


แล้วคำสาปที่เจ้าหญิงก็แผลงฤทธิ์ แม่เปลี่ยนร่าง จากคนไปเป็นหมีตัวใหญ่ เจ้าหญิงจึงจำต้องพาแม่หนี เพราะพ่อและเพื่อนพ่อหลงใหลการล่าหมีเสียขนาดนั้น เจ้าหญิงต้องหาทางทำให้แม่กลับคืนสภาพเดิม และมีเวลาเพียง 2 วัน ไม่งั้นแม่จะกลายเป็นหมีตลอดกาล

สนุกจัง ชอบมาก เจ้าหญิงผู้ซึ่งได้รับบทเรียน เพื่อจะได้รู้จักความรับผิดชอบ ได้ใช้ความเก่งกาจของตัวเองให้ถูกทาง และเป็นคนดีขึ้นได้ด้วยตัวของตัวเอง เป็นคนดีต้องผ่านแบบฝึกหัด ต้องได้รับบทเรียน ถึงจะได้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข

ฉันเอง


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เคยเสนอครั้งก่อน - BRAVE “สตรีนิยม” โดย นพมาส แววหงส์
ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/08/nm-brave.html




.

2555-12-11

หนุ่มเมืองจันท์: วิธีคิด

.

วิธีคิด 
โดย หนุ่มเมืองจันท์
www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 24


วันก่อนไปคุยกับนักอ่านในงานหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
งาน CMU Book Fair ครับ
ทั้งที่ผมมางานหนังสือที่เชียงใหม่หลายครั้ง แต่เป็นงาน "แฮปปี้ บุ๊กเดย์" ของสำนักพิมพ์มติชนที่จัดต่อเนื่องหลายปีเมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว
ช่วงนั้นงาน CMU Book Fair ก็มีแล้ว แต่ไม่เคยได้ไปร่วมงานเลย

ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกสำหรับงานหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ 
"อิง" ประชาสัมพันธ์ของสำนักพิมพ์มติชนเป็นผู้ดำเนินการเสวนา 
เธอเป็นสาวเจียงฮาย แต่เคยมาทำงานที่เชียงใหม่ 1 ปี 
ผมถาม "อิง" ว่าเคยไปงาน "แฮปปี้ บุ๊กเดย์" ที่เชียงใหม่หรือเปล่า
"เคยค่ะ" อิงตอบ 
"ตอนนั้นอิงเรียนมัธยม"
จบข่าว!!!

บนเวทีเสวนา นอกจากการคุยกันบนเวทีแล้ว ยังมีคำถามจากผู้ฟังเยอะมาก 
สนุกและอบอุ่นอย่างยิ่ง 
มีคำถามหนึ่ง น้องถามว่าทำไมพี่สนใจเรื่อง "วิธีคิด" ของคน 
ใช่ครับ ผมชอบศึกษาเรื่อง "วิธีคิด" มาก เพราะเชื่อว่า "วิธีคิด" เป็นตัวกำหนด "การกระทำ"

ชนะหรือแพ้
สุขหรือทุกข์
ขึ้นอยู่กับ "วิธีคิด" ทั้งสิ้น



ผมยกตัวอย่าง "ศุภชัย เจียรวนนท์" ตอนวิกฤติค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 
กลุ่มทรูกู้เงินต่างประเทศมาเยอะ ประมาณ 45,000 ล้านบาท 
พอรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท 
จากอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ 
ขึ้นมาเป็น 50 บาท
หนี้ของกลุ่มทรูเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 ล้านบาททันที 
ตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่า "ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว"
ขายสินทรัพย์ทั้งหมดก็ยังไม่ได้เลย 
คิดแบบยอมแพ้

แต่ "ศุภชัย" กลับคิดอีกมุมหนึ่ง
"ไม่มีอะไรเสียอีกแล้ว"
เป็นความคิดแบบหลังชนฝา เดินหน้าสู้อย่างเดียว 
วิธีคิดแบบนี้เองทำให้ "ทรู" ยืนยันอยู่จนถึงทุกวันนี้ 
เพราะเขาคิดแบบไม่ยอมแพ้




"อิวาน เลนเดิล" อดีตนักเทนนิสชื่อดังของโลก 
ช่วงหนึ่งเขาได้แชมป์มาทุกรายการ 
ยกเว้น "แกรนด์สแลม" ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของการแข่งขันเทสนิสระดับโลก 4 รายการ 
เข้ารอบชิงชนะเลิศ "ยูเอส โอเพ่น" 1 ในแกรนด์สแลม 2 ครั้ง 
ครั้งแรกชิงกับ "จิมมี่ คอนเนอร์" เขาเล่นได้ดีและนำมาตลอด 
จนมาถึงลูกสำคัญ ถ้าได้แต้มก็ชนะเป็นแชมป์เลย 
ปรากฏว่า "เลนเดิล" ตีพลาด
จากนั้นเขาก็ตีเสียมาโดยตลอด จนกระทั่งแพ้ไปในที่สุด

ปีต่อมา "เลนเดิล" เข้าชิงชนะเลิศกับ "ไมเคิล ชาง" 
เกมสูสีกันมาก จน "ชาง" เป็นตะคริวต้องพักการแข่งขันไปพักหนึ่ง 
และเมื่อ "ชาง" กลับมาเล่นใหม่ 
"เลนเดิล" ก็ตีพลาดแล้วพลาดอีก 
เขาพ่ายแพ้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

หลังการแข่งขัน "เลนเดิล" ไปปรึกษาจิตแพทย์
จิตแพทย์ถามคำถามแรก 
"ปกติเวลาซ้อมคุณตีดีใช่ไหม"  
"ใช่" 
"แล้วทำไมตอนแข่ง ตีไม่ได้"
"มันรู้สึกตื่นเต้น"

"ทำไมตื่นเต้น" จิตแพทย์ถามต่อ
"เลนเดิล" นิ่งคิด 
"ผมกลัวแพ้ครับ"

จิตแพทย์จึงแนะนำว่า "แพ้" หรือ "ชนะ" มันเป็นแค่ "ผล" 
"ผล" นั้นมาจาก "เหตุ" 
"เหตุ" คือ การตีดีหรือไม่ดี 
ถ้าตี "ดี" ก็ชนะ 
ตี "ไม่ดี" ก็มีโอกาสแพ้


"คุณควบคุมการตีของคู่ต่อสู้ไม่ได้ แต่สามารถควบคุมการตีของตัวเองได้" 
คำแนะนำของจิตแพทย์ก็คือ การแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ มากมาย 
ดังนั้น สิ่งที่ "เลนเดิล" ต้องทำก็คือ เมื่ออยู่ในสนาม ห้ามคิดถึงผล "แพ้-ชนะ" เป็นอันขาด 
ให้พยายามท่องคาถาในใจอยู่ตลอดเวลา
คือ "ตีทุกลูกให้ดีที่สุด"


ปีต่อมา "เลนเดิล" เข้าชิงชนะเลิศยูเอส โอเพ่นกับ "จอห์น แม็กเอนโร" 
ก่อนลงสนาม เขานึกถึงคำแนะนำของจิตแพทย์ 
ทำสมาธิและท่องในใจ 
"ตีทุกลูกให้ดีที่สุด"
แต่ด้วยบรรยากาศในสนามทำให้เขาตื่นเต้นและลืมสิ่งที่ท่องมา
"เลนเดิล" แพ้ 2 เซ็ตรวด

เซ็ตที่ 3 ถ้าเขาแพ้ ก็แพ้เลย
"เลนเดิล" บอกว่าตอนนั้นเขานั่งทำใจแล้ว และคิดว่า "คงแพ้อีกแล้ว" 
พอคำว่า "แพ้" เข้ามาในความคิด
"เลนเดิล" ฉุกคิดถึงคำสอนของจิตแพทย์ขึ้นมาทันที 
"แพ้" คือ "ผล"
"ผล" มาจาก "เหตุ"
"เหตุ" คือ ตีดีหรือไม่ดี

เขาเดินเข้าสนามอีกครั้งแบบ "นิว เลนเดิล" 
ไม่สนใจว่าผลจะเป็นอย่างไร คะแนนจะนำหรือตาม 
แต่ตีทุกลูกให้ดีที่สุด 
เขาตั้งหน้าตี-ตี และตี 
ไม่สนใจอะไรอะไรทั้งสิ้น


"เลนเดิล" มารู้ตัวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ "จอห์น แม็กเอนโร" เดินมาที่กลางสนามและจับมือกับเขาเพื่อแสดงความยินดี

เป็นสัญญาณการสิ้นสุดเกม

"อิวาน เลนเดิล" เป็นแชมป์ยูเอส โอเพ่น

เพียงเพราะ "วิธีคิด" ที่เปลี่ยนไป 




.

2555-12-05

การกลับมาของ“หวงอี้” จอมอักษราแห่งบูรพาทิศ โดย สิรนันท์ ห่อหุ้ม

.

การกลับมาของ“หวงอี้” จอมอักษราแห่งบูรพาทิศ 
โดย สิรนันท์ ห่อหุ้ม คอลัมน์ บันเทิง-วรรณกรรม
ในมติชน ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:59:54 น.


คงไม่มีคอนวนิยายกำลังภายในจีนคนไหนที่จะไม่รู้จัก "หวงอี้" นักเขียนชาวฮ่องกงวัย 58 ผู้เบิกฟ้าฝ่าพิภพสร้างเส้นทางสายใหม่ให้ยุทธจักรกำลังภายในได้รุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ร่วงโรยมาระยะหนึ่งเมื่อมังกรโบราณเจ้าของผลงานอมตะ "โกวเล้ง" ได้ลาลับสู่สวรรค์ และ "กิมย้ง" ผู้ร้อยเรียงนิยายกำลังภายในจีนให้ผสานกับประวัติศาสตร์ได้อย่างลงตัว ได้ตัดสินใจยุติชีวิตในบรรณพิภพหลังจากขึ้นสู่จุดสูงสุดของงานเขียน

หวงอี้เป็นหนอนหนังสือตัวยงและชอบศึกษาศาสตร์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ดาราศาสตร์ยันเทคโนโลยีล้ำสมัย และหลังจากที่นิยายกำลังภายในขนาดสั้นได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร "บู๊เฮี้ยบสี่ก่าย" เพียงครั้งแรก เขาก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานฮ่องกงอาร์ต ดีเวลอปเมนต์ เคาน์ซิล เพื่อก้าวสู่อาณาจักรนิยายกำลังภายในอย่างเต็มตัว


ผลงานของหวงอี้มีจุดเด่นสำคัญคือการหลุดพ้นกรอบของรุ่นก่อน โดยสามารถนำประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มาหลอมรวมกับกำลังภายในได้อย่างลงตัว มีพล็อตเรื่องที่สลับซับซ้อนสามารถสะท้อนให้เห็นถึงมนุษย์ยุคศตวรรษที่ 21 ในทุกรูปแบบ เมื่อประกอบกับฝีมือในการถักทอเรื่องราวที่ทำขึ้นอย่างประณีตละเมียดละไมและสนุกสนานน่าติดตามไม่แพ้ปรมาจารย์ในอดีต จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำให้ผลงานที่เขาสร้างสรรค์มากว่า 20 ปี อาทิ "เจาะเวลาหาจิ๋นซี", "มังกรคู่สู้สิบทิศ", "เทพมารสะท้านภพ", "จอมคนแผ่นดินเดือด" ฯลฯ จะได้รับการจารไว้ในรอยจำของคอนิยายอย่างมั่นคงและยาวนาน และแฟนๆ ก็ล้วนแต่รอคอยผลงานเรื่องใหม่จากเขาอยู่เสมอ


แม้เขาจะหายไปถึง 5 ปี หลังจากมังกรคู่สู้สิบทิศประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม พร้อมกับมีข่าวแว่วมาจากเกาะฮ่องกงว่า "หวงอี้" กำลังจะวางปากกาแล้วก็ตาม
หากในที่สุด หวงอี้ก็กลับมาพร้อมกับกับผลงานล่าสุด "ย่อเยี่ยตังคง" " หรือ "สุริยันจันทราประดับนภา" แต่ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อ "เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ" ..(The Only Woman Emperor of China)..

หวงอี้ให้สัมภาษณ์ในวันที่มาเยือนเมืองไทยว่าจริงๆ แล้ว เขาไม่ได้คิดว่าจะวางมือตั้งจะพักเท่านั้น เพียงแต่คงพักนานไปหน่อย
"ทุกวันผมจะตื่นแต่เช้า จูงหมา 5 ตัวไปเดินเล่น บางทีก็ไปขี่จักรยานออกกำลัง ดูหนังฟังเพลง ที่ชอบที่สุดคือนอน นอกจากนี้ คือไปเที่ยว เล่นเกม เดินทางต่างประเทศ หาแรงบันดาลใจที่จะเขียนหนังสือ การเขียนสำหรับผมเป็นโรคติดต่ออย่างหนึ่ง คือเวลาป่วยหนักแล้วจะต้องทำอะไรบางอย่าง พอเริ่มแล้วหยุดยาก ผมก็หวังว่าครั้งนี้จะป่วยนานๆ ตอนเขียนมังกรคู่สู้สิบทิศ ผมป่วยมา 5 ปี และหวังว่าเรื่องใหม่นี้จะนานกว่านั้น" หวงอี้กล่าว

"น. นพรัตน์" นักแปลคู่บุญของหวงอี้เผยว่า สาเหตุที่หวงอี้กลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง ไม่ใช่เพราะต้องการพิสูจน์ความเป็นเจ้ายุทธจักรของนวนิยายกำลังภายในตามที่หลายคนวิเคราะห์แต่อย่างไร แต่เป็นเพราะหมาตัวโปรด 
"หวงอี้เล่าให้ผมฟังว่าหมาตัวโปรดของเขาตายไปเมื่อต้นปี เพราะฉะนั้น จุดศูนย์กลางของชีวิตของเขาเลยเปลี่ยนไป ประกอบกับเขาตกผลึกความคิดในชิ้นงานได้หลายอย่าง และรู้ว่าการทำงานเท่านั้นที่จะทำให้เขาคลายความคิดถึงหมาตัวโปรดได้ เขาเลยตัดสินใจกลับมาเขียน"


"เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ" เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในช่วงต้นราชวงศ์ถัง ตั้งแต่ปี ค.ศ.684 ถึง ค.ศ.704 เล่าเรื่องราวอีกหกสิบปีหลังจาก "มังกรคู่สู้สิบทิศ" เมื่อ "พระนางบูเช็กเทียน" ผู้ล้มล้างราชวงศ์ถัง สถาปนาราชวงศ์โจวขึ้นแทน โดยตัวละครเอกในเรื่องนี้คือ "หลงอิง" บุรุษหนุ่มผู้ถือกำเนิดจากพรรคมารและได้ฝึกปรือวิชาจิตแห่งธรรมปลูกฝังมาร ซึ่งจะมาต่อสู้ช่วงชิงในเหตุการณ์ต่างๆกับจักรพรรดินีอย่างน่าตื่นเต้น นี่เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งในงานของหวงอี้ที่สามารถรังสรรค์ตัวละครใหม่ๆ ให้เข้าไปมีชีวิตในประวัติศาสตร์ได้อย่างมีมิติ

หวงอี้กล่าวว่าเขาชื่นชมในตัวของพระนางบูเช็กเทียน และคิดไว้ว่าสักวันหนึ่งจะเขียนถึงพระนางให้ได้ และชื่อเรื่อง "ย่อเยี่ยตังคง" ก็ต้องการสื่อความหมายถึงตัวหนังสือที่พระนางบูเช็กเทียนทรงคิดค้นขึ้นมาใหม่สำหรับพระนามของพระองค์ ซึ่งประกอบด้วยคำว่า "ย่อ" (สุริยัน) "เยี่ย" (จันทรา) และ "คง" (เวหาหาว) 
"เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ" วางจำหน่ายพร้อมกัน 3 ประเทศ คือ ฮ่องกง ไต้หวัน และไทย ส่วนที่จีนนั้นหวงอี้ได้เซ็นสัญญากับ "บริษัท ฉีเตี่ยนจงเหวินหว่าง เซิ้งต้าเหวินเซว" เจ้าของเว็บไซต์หนังสือที่มีผู้คนเข้าไปโหลดมากที่สุดในจีนเพื่อจำหน่ายในรูปแบบอีบุ๊ก ฉบับภาษาจีน ซึ่งล่าสุดมีการอ่านไปแล้วกว่า 500,000 ครั้ง ก่อนหนังสือเล่มจะเปิดตัวปลายเดือนนี้



"ผมพยายามคิดค้นหาความเป็นไปได้จากงานสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ามองข้ามหรือเก็บกดอย่างไร การค้นหาและการก้าวข้ามเป็นความฝันที่มนุษย์เสาะแสวงหาตลอดเวลา ผมเจอคำถามบ่อยมากว่าสามารถผสานเรื่องของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และกำลังภายในให้เป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างไร ซึ่งผมตอบไม่ได้จริงๆ เพราะทุกอย่างคือการลื่นไหลของอารมณ์" หวงอี้กล่าว

"การดำรงชีวิตของคนเราควรทำให้เรียบง่าย ก่อนนอนไม่ต้องคิดอะไรมาก วันพรุ่งนี้ไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล ในงานเสวนาครั้งหนึ่งมีคนถามผมว่าคุณเขียนเกี่ยวกับการเข้าสู่วิถีแห่งฟ้า คุณเข้าใจชีวิตดีแค่ไหน ผมก็ตอบไปว่า ชีวิตมนุษย์เหมือนกระดานหมากรุก ทุกคนคือตัวหมาก ส่วนกระดานคือความเป็นความตาย เราเกิดมาเราก็เป็นตัวหมากบนกระดานแล้ว จะออกจากกระดานได้ก็เมื่อวันตายมาถึง การจะเข้าถึงวิถีแห่งฟ้า คือต้องหลุดพ้นจากความเป็นความตาย เข้าใจและรู้อย่างถ่องแท้ว่า ตัวเราเป็นแค่ตัวหมากบนกระดานเท่านั้น เมื่อเราไม่ยึดติดกับผลแพ้ชนะของหมากกระดานนั้น ตัวหมากก็จะหลุดจากกระดานได้ เราก็จะเข้าสู่วิถีแห่งฟ้า เข้าสู่สัจธรรมแห่งชีวิต"

หวงอี้วางไว้ว่านิยายเรื่องนี้จะยาวประมาณ 20 เล่ม กว่าจะจบคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

"ทั้งเชื่อมั่นว่านี่เป็นผลงานที่ทุกคนจะไม่ผิดหวัง"



.

2555-12-04

หนุ่มเมืองจันท์: โกดัง

.

โกดัง
โดย หนุ่มเมืองจันท์
www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1685 หน้า 24


วันก่อนนั่งฟัง "ป๋าเต็ด" ยุทธนา บุญอ้อม คุยเรื่อง "โกดัง" ให้ฟัง 
ไม่ใช่ "โกดัง" ที่รับ "จำนำข้าว" นะครับ 
แต่เป็น www.godung.com


การทำเว็บไซต์เกี่ยวกับดนตรีไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ที่แปลกและแตกต่างคือ "วิธีคิด" 
"ป๋าเต็ด" นั้นถือเป็น "เจ้าพ่อเด็กแนว" ที่โด่งดังมาจาก "แฟตเรดิโอ" 
เขาเป็นผู้ให้กำเนิดคลื่นดนตรีเด็กแนว ซึ่งตอนแรกไม่มีใครเชื่อว่าจะจะประสบความสำเร็จได้ 
เพราะเปิดเพลงนอกกระแส ไม่ใช่เพลงป๊อปที่คุ้นหูจากค่ายเพลงใหญ่ๆ 
แต่วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก "แฟตเรดิโอ" และ "แฟต เฟสทิวัล"

ความกล้าที่จะริเริ่มและแตกต่างเป็นคุณสมบัติของ "ป๋าเต็ด" 
ขนาดย้ายเข้าค่ายแกรมมี่ซึ่งเป็นค่ายยักษ์ใหญ่ของเพลงในกระแส "ป๋าเต็ด" ยังคิดแตกต่างเลย
เทศกาลดนตรี "บิ๊กเม้าเทน มันใหญ่มาก" ที่เขาใหญ่ คือ ตัวอย่างที่ดีที่สุด 
ล่าสุดเขากำลังริเริ่มโครงการใหม่ 
เป็น "วิธีคิด" คล้ายๆ กับตอนทำ "แฟต เรดิโอ" 
เขาเห็นช่องว่างทางการตลาดใหม่ของเพลงฝรั่ง 
ถ้าภาษาการตลาดเรียกว่า "นิชมาร์เก็ต"
หรือ "ตลาดเฉพาะ"

เป็นความเชื่อของเขาว่าดนตรีไม่มีข้อจำกัด 
มีแนวดนตรีใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ 
"ป๋าเต็ด" บอกว่าโลกนี้ยังมีวงดนตรีดีๆ อีกมากที่คนไทยไม่รู้จัก 
แต่คนไทยยังฟังเพลงสากลเฉพาะวงดังๆ เท่านั้น ทั้งที่มีวงดนตรีรุ่นใหม่ที่มีฝีมือจำนวนมาก 
ที่สำคัญเมืองไทยไม่มีรายการเพลงสากลแนว "อินดี้" 
และถ้าให้ค้นหาทางอินเตอร์เน็ตก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
สำหรับ "ป๋าเต็ด" 
นี่คือ "โอกาส"



สมัยก่อน "ป๋าเต็ด" คิดเพียงแค่ "สถานีวิทยุ" 
แต่วันนี้เขาคิดไกลไปกว่านั้น 
ผมนั่งฟัง "วิธีคิด" เรื่องเว็บ "โกดัง" ของ "ป๋าเต็ด" แล้ว 
แน่ใจเลยว่าวันนี้เขาไม่ใช่แค่ "ดีเจ." หรือคนจัดคอนเสิร์ตทั่วไป 
แต่ "ป๋าเต็ด" เป็น "นักคิด" ด้านการตลาดที่เก่งมากคนหนึ่ง

เขาต่อ "จิ๊กซอว์" แบบนี้ครับ 
เริ่มจากทำเว็บโกดังขึ้นมา 
ในเว็บจะมีคลิปคอนเสิร์ตของวงดนตรีรุ่นใหม่เป็น 100 วงให้ดู 
เขาเลือกวงที่แสดงสดสนุกๆ เพื่อต่อยอดไปสู่การจัด "คอนเสิร์ต" 
มีข่าวสารของวงต่างๆ ให้ติดตามด้วย

"ป๋าเต็ด" มองออกว่าถ้าจะปลุกกระแสวง "อินดี้" ในเมืองไทย สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ให้ "ประสบการณ์" และ "ข้อมูล" 
"ประสบการณ์" จากการดูผ่านคลิปคอนเสิร์ต 
"ข้อมูล" ข่าวความเคลื่อนไหวของวงต่างๆ ในเว็บ

นอกจากนั้นใครที่จัดคอนเสิร์ต ก็เข้ามาประชาสัมพันธ์งานในเว็บได้อย่างเต็มที่ 
เพื่อให้ www.godung.com เป็นชุมชนคนรักดนตรี 
กลยุทธหนึ่งที่ "ป๋าเต็ด" นำมาใช้คือการเปิดรับสมัครสมาชิกของเว็บ โดยแจกหนังสือ "108 วงดนตรี ที่ควรดูก่อนตาย" ฟรี 
แค่ชื่อหนังสือก็กวนแล้ว


"สมาชิก" จะได้สิทธิ์ในการโหวตว่าวงดนตรีไหนที่เขาอยากให้มาแสดงในเมืองไทย 
และยังได้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับกิจกรรมของ "โกดัง" ที่จัดทุกเดือน หรือจองบัตรคอนเสิร์ตก่อนใคร 
"ยุทธนา" รู้ดีว่า "วงอินดี้" นั้นมีคนดูไม่มากนัก 
ไม่ใช่ระดับ "อิมแพ็ค" 
แต่ประมาณ 200-300 คน หรือ 1,000-2,000 คน แล้วแต่ชื่อเสียงของวง


รูปแบบของ "ป๋าเต็ด" คือการจัดคอนเสิร์ตวงอินดี้ที่ปลอดภัยที่สุด
เพราะให้สมาชิก "โกดัง" เลือก 
ปริมาณคนสนใจมากพอค่อยจัด 
หา "ดีมานด์" ก่อน แล้วค่อย "ซัพพลาย"


"ป๋าเต็ด" บอกว่าวงอินดี้ของต่างประเทศบางวงไม่ได้ต้องการเงินค่าจ้างแพงๆ 
ขอเพียงให้มั่นใจว่ามาเล่นแล้วคนรู้จัก หรือมีโอกาสดังในเมืองไทย 
บางวงขอแค่ตั๋วเครื่องบินและที่พักก็พอแล้ว 
นี่คือ "วิธีคิด" การสร้างชุมชนคนดนตรีรุ่นใหม่ของ "ป๋าเต็ด"

แต่ "ทีเด็ด" ของเขาที่ผมชอบมาก
คือ วิธีการหาเงินครับ



"ป๋าเต็ด" บอกว่าเขาอยากจัดคอนเสิร์ตวงอินดี้ใหญ่ๆ แบบนี้ประมาณปีละ 2-3 ครั้ง 
"มินิคอนเสิร์ต" ของวงไทยและต่างประเทศตามผับต่างๆ ในต่างจังหวัด 
ขอแค่คนดูประมาณ 200-300 คนก็พอแล้ว 
ถือเป็นการเก็บข้อมูลคนแต่ละพื้นที่ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร 

ถ้าขายงานเป็น "คอนเสิร์ต" เหมือนการขายทั่วไป 
"ป๋าเต็ด" บอกว่าคงได้สปอนเซอร์ครั้งละ 500,000-1,000,000 บาทสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่
แต่เขาคิดใหม่ 
"ป๋าเต็ด" ไม่ขายเป็น "คอนเสิร์ต" 
แต่ขาย "ชุมชน" 
ขาย "ชุมชนคนดนตรี" ที่ชื่อ "โกดัง" 
"ป๋าเต็ด" ตั้งเป้าว่าช่วงเริ่มต้นน่าจะมีสมาชิกประมาณ 10,000 คน

ภายใน 1 ปีจะมีคนรักดนตรีเป็นสมาชิกของ "โกดัง" ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน 
เชื่อไหมครับว่าจาก 500,000 บาทถ้าขายเป็น "คอนเสิร์ต" 
พอเขาขายเป็น "ชุมชนคนดนตรี" 
"ป๋าเต็ด" ขายได้ 17 ล้านบาท


"ไทเกอร์เบียร์" ครับ 
"ยุทธนา" เล่าว่าเรื่องแบบนี้อยู่ที่ว่าเราขายใคร 
ถ้าใครคนนั้นไม่เห็น "คุณค่า" ในสิ่งที่เราขาย หรือไม่เข้าใจแนวคิดของเรา 
เขาจะว่า "แพง" 
แต่ถ้าเข้าใจหรือมองทะลุ เขาจะบอกว่า "ไม่แพง" 
จะ "โดน" หรือ "ไม่โดน" ขึ้นอยู่กับว่าเรา "ขายใคร"

"ไทเกอร์เบียร์" มองออกว่าเขาจะได้อะไรจาก "ชุมชนคนดนตรี" 
ถ้าให้ทายใจ "ไทเกอร์เบียร์" น่าจะมองเห็นแล้วว่าเขาจะเป็นอะไรในเมืองไทย 
"โกดัง" คือ "นิชมาร์เก็ต" ที่เขาต้องการ 
17 ล้านบาทสำหรับการสร้างแบรนด์ จึงไม่แพง


"ป๋าเต็ด" บอกว่าแม้บริษัทของเขาจะชื่อ "เกเร" และชอบทำงานประหลาดๆ 
แต่เขาไม่เคยเกเรแบบไม่มีหลักการ 
"เกเร" ทีไร ต้องได้ "เงิน" ทุกครั้ง 
"เพราะถ้าต้องเครียดว่าจะเอาเงินที่ไหนไปทำ มันก็บ้าเต็มที่ไม่ได้ ในที่สุดต้องต้องกลับไปทำงานแมสๆ เหมือนเดิม"

ถ้าอยาก "เกเร" ได้เต็มที่ 
ต้อง "ท้องอิ่ม" ครับ  

เป็น "วิธีคิด" ที่เท่มากของ "ป๋าเต็ด" 

และถือเป็นยุทธศาสตร์การรบที่ถูกต้องตามหลักพิชัยสงคราม

"กองทัพ" ต้องเดินด้วยท้อง 
และห้ามท้องตอนเดินทัพ




.

ข่าวสารล้นเกิน กับความจำกัดของอารยธรรมอุตสาหกรรม โดย อนุช อาภาภิรม

.

ข่าวสารล้นเกิน กับความจำกัดของอารยธรรมอุตสาหกรรม
โดย อนุช อาภาภิรม  คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1685 หน้า 39


ข่าวสารล้นเกินเป็นปัญหาใหญ่ของอารยธรรมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันในตัว กล่าวคืออารยธรรมอุตสาหกรรมเองได้สร้างยุคข่าวสารขึ้น แต่แล้วยุคข่าวสารกำลังกลายเป็นขีดจำกัดของอารยธรรมอุตสาหกรรมเอง
ปัญหานี้ดูจะหนักหนามากในวงการบริหารองค์กรธุรกิจและการผลิต ที่ต้องจัดการข่าวสารให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตและการแข่งขัน และการเพิ่มกำไร (สำหรับผู้คนทั่วไปนั้นดูจะไม่เป็นปัญหามากเท่า และต้อนรับข่าวสารที่เข้ามาอย่างเป็นโอกาสมากกว่าเป็นปัญหา)

นอกจากนี้ ยังพบว่าเป็นปัญหาในประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ในมุมมองของการเป็นปัญหามีประเด็นที่ควรกล่าวถึงคือ


อาการข่าวสารล้นเกินเป็นอย่างไร

อาการข่าวสารล้นเกินหรือกล่าวภาษาปากว่า ขยะข่าวสาร อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

1. บังเกิดข้อมูลข่าวสารมากเกินไปจนไม่สามารถประมวลผลได้
ความมากมายของข่าวสารดูได้จากการสื่อสารในอินเตอร์เน็ต ประมาณว่าในปัจจุบัน ทุก 60 วินาทีมีการส่งอีเมล 168 ล้านชิ้น มีการค้นหาในกูเกิ้ล 694,445 ครั้ง มีการอัพเดตในเฟซบุ๊ก 695,000 ครั้ง มีการโทรศัพท์ทางสไกป์ 370,000 ครั้ง ส่งทวิตเตอร์ 98,000 ทวิต มีบล็อกใหม่เกิดขึ้น 1,500 บล็อก 
นอกจากนี้ ยังมีกล้องดูดาวที่ส่งออกไปในอวกาศและส่งข้อมูลปริมาณมากมายกลับมาทุกวินาที โดยที่นักดาราศาสตร์ตามประมวลข้อมูลไม่ทัน 

หน่วยวัดข่าวสารขยายใหญ่ขึ้นทุกทีจากเมกะไบต์เป็นกิกะไบต์ (1 กิกะไบต์เท่ากับ 1 พันเมกะไบต์) ในขณะนี้ใช้หน่วยวัดเป็นเอกซาไบต์ (1 เอกซาไบต์เท่ากับ 1 พันล้านกิกะไบต์) 
และคาดว่าในไม่อีกกี่ปี่ข้างหน้าปริมาณข่าวสารที่ส่งกันในโลกจะต้องคิดเป็นเซตตาไบต์ (1 เซตตาไบต์เท่ากับ 1 พันเอกซาไบต์)

2. การต้องใช้เวลานานขึ้นในการรับ-ส่งข่าวสาร 
เช่น จากระดับปริมาณข่าวสารทั้งหมดที่รับส่งกัน พบว่าชาวอเมริกันทุกคนต้องใช้เวลา 12 ชั่วโมงต่อวันในการบริโภคข่าวสาร โดยเฉลี่ยชาวอเมริกันคนหนึ่งบริโภคข่าวสารคิดเป็นจำนวน 100,500 คำในรูปของอีเมล ข่าวสารในเครือข่ายสังคมออนไลน์ จากเว็บค้นหา หรือจากที่ใดๆ ที่เป็นเชิงดิจิตอล 
ถ้าให้ชาวอเมริกันนอนวันละ 7 ชั่วโมง ก็จะพบว่าเวลา 3 ใน 4 ของที่ตื่นอยู่จะใช้ในการบริโภคข่าวสาร แต่การบริโภคข่าวสารอาจทำพร้อมกันหลายสื่อ เช่น เล่นคอมฯ พร้อมกับเปิดทีวี ทำให้เวลาบริโภคสื่อมากกว่าวันละ 24 ชั่วโมงได้ (ดูบทความของ Alex Hudson ชื่อ The age of information overload ใน bbc.co.uk 140812)

3. เกิดเสียงอึกทึก (Noise) ได้แก่เสียงโทรศัพท์มือถือดังรบกวนแทรกขึ้นเป็นต้น ทำให้ต้องหันเหความสนใจจากที่ทำอยู่

4. การทำให้สื่อสารผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้แสดงและมีส่วนได้เสียเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดความเสียหายได้มาก เช่นการสื่อสารผิดระหว่างหอบังคับการกับนักบิน หรือการสื่อสารผิดในการทำธุรกรรม

5. เกิดภาวะต้องทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันไม่ดีต่อสุขภาพ และประสิทธิภาพในการทำงาน



ข่าวสารล้นเกินมีผลต่อสมรรถนะองค์กรธุรกิจอย่างไร

ข่าวสารล้นเกินสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งบุคคลทุกระดับ ไปจนถึงต่อตัวองค์กรธุรกิจเอง ในด้านบุคคล ที่บ่นกันมาก ได้แก่ ด้านผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพรวมทั้งผู้บริหารที่ถูกโจมตีต่อเนื่องด้วยข่าวสารจากทุกทิศทุกทาง เช่น ช่วงหนึ่งจากเพื่อน อีกช่วงหนึ่งจากวิกฤติหนี้ในกรีซ จนเกิดความกังวลและความผิดปรกติของการคิด  
ซึ่งบางคนเรียกว่า "อาการล้าจากข่าวสาร" (Information Fatigue Syndrome)

สำหรับคนงานก็ตกอยู่ในหมอกข้อมูล (Data Fog) ที่หนาขึ้นอย่างไม่มีทางบรรเทา เพราะคนงานจำนวนมากก็ต้องทำงานหลายแห่งเพื่อเลี้ยงชีพ หลายบริษัทที่ต้องการผลงานจากคนงานให้มากที่สุดจึงไม่ยอมจ้างคนงานเพิ่ม เนื่องจากเกรงว่าไม่คุ้มค่าจ้าง สถานการณ์จึงยิ่งเลวร้ายจนหมอกข้อมูลอาจกลายเป็นหมอกพิษได้ 

ทั้งนี้ กล่าวขยายความได้ว่าเกิดมีภัยจากข่าวสารล้นเกิน 3 ประการทั้งต่อผู้เชี่ยวชาญและคนงานดังนี้

1. ข่าวสารล้นเกินก่อให้เกิดความกังวลและความรู้สึกว่าไร้อำนาจ  
โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้รับภาระงานหลายชิ้นทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดสูง มีบางงานศึกษาพบว่า เมื่อสมองต้องเผชิญกับภาระงาน 2 ชิ้น สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดเหตุผลก็จะแบ่งออกเป็น 2 ซีก เพื่อเพ่งความสนใจไปยังงานแต่ละชิ้น ซึ่งสมองก็ยังสามารถสลับกันทำงานทั้ง 2 ชิ้นนี้ได้ 
แต่เมื่อเกิดมีภาระงานชิ้นที่ 3 ขึ้น สมองก็ไม่สามารถจะสั่งงานได้พร้อมกัน ทำให้ความแม่นยำของสมองลดลง

และเกิดผลเสียบางประการดังนี้ 
ก) การไม่สามารถกรองข่าวสารที่ไม่เกี่ยวข้องออก และกลับไม่เลือกข่าวสารนอกประเด็นมาก 
ข) เกิดความยากลำบากในการดึงความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาวมาสู่ความจำเพื่อการทำงาน และความลำบากในการเปลี่ยนสมองจากงานหนึ่งมาอีกงานหนึ่ง (ดูบทความชื่อ Digital Stress and Your Brain ใน businessinsider.com 020812 )

2. การรับข่าวสารล้นเกินเป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์ 
มีนักวิจัยเรื่องนี้พบว่า การมีสมาธิ (Focus) กับความคิดสร้างสรรค์นั้นเกี่ยวข้องกัน คนจะมีความคิดสร้างสรรค์ก็ต่อเมื่อได้เพ่งความสนใจไปที่เรื่องหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรโดยไม่ถูกรบกวน 
แต่หากถูกรบกวนอยู่เสมอ หรือถูกบังคับให้ต้องเข้าประชุมก็จะทำให้ความคิดริเริ่มลดลง 
งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ร้อยละ 30 ของคนอายุต่ำกว่า 45 ระบุว่า สมาร์ทโฟน เซลล์โฟน และคอมพิวเตอร์ ทำให้รวมสมาธิได้ยาก

3. ข่าวสารล้นเกินทำให้คนงานมีประสิทธิภาพการผลิตลดลง 
มีการศึกษาพบว่าเมื่อคนงานต้องทำงานหนัก 2 ชิ้นให้เสร็จพร้อมกัน ก็จะใช้เวลาทำงานมากขึ้น หรือมีความผิดพลาดสูงขึ้น กว่าคนงานที่ทำงานให้เสร็จทีละชิ้น 


สำหรับทางแก้ไขนั้น มีการเสนอไว้ที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่  
1. ใช้เทคโนโลยีในการกรองข้อมูลข่าวสาร เช่น เว็บค้นหา จะพยายามค้นเรื่องให้ตามความต้องการของบุคคล หรือมีโปรแกรมที่ตัดการสื่อสารผ่านเว็บในบางช่วง 

2. ใช้ความอดกลั้น ซึ่งต้องฝึกพลังจิตระดับหนึ่ง โดยปิดโทรศัพท์มือถือและ อินเตอร์เน็ตเป็นช่วงๆ 

3. การฝึกฝนทางสมาธิ ได้แก่ 
ก) หาเวลาสร้างสมาธิ เรียกร้องให้คนงานสนใจกรอบวัตถุประสงค์ของงานเฉพาะหน้า กรองสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกับภาระงานออกทั้งหมด 
ข) พยายามลืมเรื่องงานเสียบ้างเมื่อทำได้ 
ค) ให้หัดถามตนเองว่าสิ่งที่ตนทำเป็นการสร้างสรรค์หรือเป็นเพียงกิจกรรรม ถ้าหากทำไปเหมือนเป็นงานประจำแล้วก็ต้องสนใจคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

(ดูบทความชื่อ Too much information- How to cope with data overload ใน economist.com 300611)



ภาระทางสังคมของการมีข่าวสารมากเกิน

มีวงจรการผลิตที่มีการป้อนกลับเชิงบวกและดำรงมาราว 200 ปีเศษที่ควรกล่าวถึง ได้แก่ วงจรของการผลิตแบบอุตสาหกรรม-การแบ่งงานกันทำ-การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ-ความมั่งคั่ง-การบริโภคและกำไร-ข่าวสารความรู้ ซึ่งมีการหมุนรอบในทำนองนี้คือ การผลิตแบบอุตสาหกรรมอันได้แก่การผลิตโดยใช้เครื่องจักรกล ไม่ได้ใช้แรงงานคนและแรงงานสัตว์  แบบครั้งการเกษตรแบบดั้งเดิม ทำให้สังคมเกิดการก้าวหน้าและความซับซ้อนขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน 
จากนี้ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำที่ซับซ้อนตามไปด้วย จนในปัจจุบันได้เกิดอาชีพและผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพต่างๆ จำนวนมาก 
เช่น ในหมวดวิศวกรรมศาสตร์ก็มีการแตกแขนงออกไปนับร้อยสาขา พร้อมกันนั้นก็มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่บริเวณขั้วโลกใต้ไปจนถึงขั้วโลกเหนือ ตั้งแต่บนดินจนถึงใต้ดิน ทั้งในแหล่งน้ำไปจนถึงอากาศและอวกาศ จากการแบ่งงานกันทำที่ละเอียดลออและใช้ทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลืองขึ้น ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง

ความมั่งคั่งทำให้เกิดการบริโภคที่มากขึ้น ทั้งเป็นการบริโภคต่อหัวและจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การบริโภคที่มากขึ้น กระตุ้นให้มีการสร้างข่าวสารความรู้เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาการผลิตแบบอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น หมุนเวียนแต่ละรอบก็ทำให้ข่าวสารความรู้เพิ่มขึ้นโดยลำดับ 
จนกระทั่งในปัจจุบันเริ่มเกิดความรู้สึกว่าข่าวสารที่ล้นเกินกลายเป็นปัญหาทางธุรกิจ ก่อความสับสนในสมองคน และเป็นภาระทางสังคม

การที่การเพิ่มพูนของข่าวสารความรู้ดำเนินไปควบคู่กับความก้าวหน้าและความเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงได้เกิดความคิดร่วมกันในระดับหนึ่งว่า เมื่อเกิดปัญหาอะไรก็แล้วแต่ทางแก้ก็อยู่ที่การปฏิรูปการศึกษา

มีการทุ่มเทงบประมาณให้แก่การศึกษามากขึ้น และการปรับปรุงการบริหารและการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพขึ้น 
เช่น เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ 2008 ก็มีรายงานชิ้นหนึ่งจากเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ถือว่ามีการศึกษายอดเยี่ยมของโลกประเทศหนึ่งระบุว่า สังคมที่ไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างพอเพียงแก่เยาวชนทำให้เศรษฐกิจยากที่จะขยายตัว 
โดยชี้ว่ามากกว่า 1 ใน 5 ของเด็กที่อายุ 15 ปี ในเยอรมนีมีการศึกษาที่ไม่พอเพียง (Inadequate Education) มีทักษะทางคณิตศาสตร์และการอ่านอยู่ในระดับประถม ซึ่งจะมีปัญหาในการหาตำแหน่งสำหรับฝึกงาน ที่นำมาสู่การได้งาน

ถ้าหากจัดการศึกษาให้พอเพียง คาดหมายว่าในปี 2090 จะสร้างผลตอบแทนถึง 2.81 ยูโร (ดูบทความของ Dr. Ludgar Woessmann และเพื่อน ชื่อ What Inadequate Education Costs Society ใน Bertelsmann-stiftung.d)

ความเข้าใจดังกล่าวก็มีส่วนถูก แต่ทุกอย่างนั้นมีความจำกัด การศึกษาก็เช่นเดียวกัน เมื่อพัฒนาไป ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงทั้งในภาครัฐและภาคประชาชน เป็นภาระทางสังคมที่หนักขึ้น

จากบทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ปี 1987 กล่าวถึงผลกระทบที่ค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมว่า เป็นเวลา 7 ปีต่อเนื่องกันที่ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าเงินเฟ้อ
ในปัจจุบัน (ค.ศ.1987) ค่าเล่าเรียนและค่าหอพักในมหาวิทยาลัยเอกชนสูงกว่า 17,000 ดอลลาร์ต่อปี ถ้าหากรวมค่าเดินทาง หนังสือ และของใช้อื่น ค่าใช้จ่ายจริงก็จะสูงเกือบ 20,000 ดอลลาร์ สำหรับค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยของรัฐอยู่ที่ 6,000 ดอลลาร์หรือกว่านั้น 

นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างกันมากกับบรรยากาศทางสังคมในช่วงปี 1862 ในยุคการจับจองที่ดินของสหรัฐ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้มีการขยายตัวและเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อสนองความต้องการของการปฏิวัติทางการเกษตรและเครื่องจักรกล (เมื่อถึงยุคติจิตัล) เงินช่วยเหลือการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนจากรัฐบาลกลางตกปีละ 2,300 ดอลลาร์ สำหรับนักศึกษาจำนวนมาก เพื่อที่จะหาเงินมาเรียนก็ต้องใช้การกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ใช่ถูก 
การจ่ายเงินกู้หลายหมื่นเหรียญหลังจากจบการศึกษานั้นบางคนก็ง่าย แต่บางคนก็ยาก เช่น ผู้เรียนวิชาชีพครูหรืองานด้านสังคม (ดูบทความของ Fred M. Hechinger ชื่อ Rising College Costs : Harsh Prospect for Society ใน nytimes.com 080987)



การศึกษานั้นเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานและทรัพยากรมาก แต่ก็เป็นความจำเป็นในการผลิตซ้ำคนงานของสังคม ในสังคมที่ไม่ซับซ้อน การศึกษาก็ไม่ต้องใช้เวลานาน 
เช่น ในสังคมเก็บของป่า-ล่าสัตว์ เมื่อเด็กอายุ 10 ขวบก็ได้รับการศึกษาพอหาอยู่หากินได้แล้ว
และในอารยธรรมอุตสาหกรรมอายุขนาดนั้นเพิ่งอยู่ชั้นประถมต้น และต้องเรียนรู้อีกมากกว่าจะสามารถเข้ามาอยู่ในสังคมและประกอบอาชีพได้

สำหรับชนชั้นกลางในเมืองเดี๋ยวนี้ก็ต้องการให้ลูกของตนจบการศึกษาปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย
เรียนกันตั้งแต่ชั้นอนุบาลอายุ 3 ขวบจนถึงจบปริญญาตรีราวอายุ 21-22 ปี และก็เริ่มพบว่ามันก็ยังไม่พอ เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้น ต้องเรียนต่อถึงระดับปริญญาโท

เหล่านี้เป็นภาระต่อรัฐและครัวเรือนเป็นอันมาก จนปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เกือบแบกรับต่อไม่ไหว เช่น ในประเทศตะวันตกที่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจ ต่างพากันเดินนโยบายอดออม ตัดงบทางการศึกษาอย่างหนัก จนเกิดการประท้วงใหญ่โต ภาคครัวเรือนที่ต้องกู้หนี้มาเรียน เผชิญกับปัญหาการว่างงาน ปัจจุบันยอดหนี้การศึกษาของนักศึกษาสหรัฐสูงถึงราว 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงขึ้น ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัว

แน่นอนว่ายังมีช่องทางในการปฏิรูปการศึกษาให้ดีกว่านี้ได้ แต่ไม่ควรตั้งความหวังให้มาก เพราะว่าสังคมและบุคคลมีเวลาที่จำกัด มีทรัพยากรที่จำกัด มีงบประมาณที่จำกัด และมีสมองที่จำกัด



.

2555-11-22

เลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปี โดย พิศณุ นิลกลัด

.

เลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปี
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 96


ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาคุณทวด โจแอนนา เจ็นกิ้นส์ (Joanna Jenkins) ชาวเซาธ์ แคโรไลนา โด่งดังไปทั่วอเมริกา เมื่อใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 108 ปี 

คุณทวดโจแอนนา เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน เกิดในอเมริกาเมื่อปี 1904 ซึ่งยังเป็นสมัยที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
จนกระทั่งปี 1920 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สิทธิผู้หญิงอเมริกันออกเสียงเลือกตั้ง 
แต่กว่าจะได้สิทธินี้ผู้หญิงอเมริกันต้องประท้วงต่อสู้เป็นเวลากว่า 60 ปี ด้วยเห็นว่าการออกเสียงเลือกตั้งควรเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมืองทุกเพศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือที่กลุ่มสิทธิสตรีสมัยนั้นกล่าวว่า Voting is a right, not a privilege.


ส่วนเรื่องอายุของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งนั้น ก่อนหน้าปี 1971 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป
แต่ในปี 1971 ได้มีการแก้รัฐธรรมนูญให้คนอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง


แม้คุณทวดโจแอนน่ามีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งตั้งแต่อายุ 21 ปี แต่ใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 108 ปีเป็นเพราะคุณทวดโจแอนน่าอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้ เช่น ใบขับขี่ หรือ หนังสือเดินทาง ทำให้คุณทวดเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิเลือกตั้ง

ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญอเมริกาไม่ได้ห้ามคนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้มาออกเสียงเลือกตั้ง
ขณะนี้มีเพียง 15 รัฐที่มีกฎหมายให้ผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้ 
หลายคนอาจสงสัยว่า คุณทวดโจแอนน่า ไม่มีบัตรประชาชนหรือ?

คำตอบก็คือคนอเมริกันไม่มีบัตรประชาชนเหมือนคนไทยต้องมี
แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามผลักดันให้คนอเมริกันทุกคนต้องมีบัตรประชาชน แต่ฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายอนุรักษนิยม ออกมาขัดขวางทุกครั้ง เพราะเห็นว่าการทำบัตรประชาชนเป็นเสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคนในประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการ



รัฐเซาธ์ แคโรไลนา ที่คุณทวดโจแอนน่าอาศัย ผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ต้องแสดงบัตรใดๆ ทั้งสิ้น

สาเหตุก็เพราะเห็นว่าการขอดูบัตรที่เป็นหลักฐานจากทางการนั้น ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) 
เพราะหลักฐานที่เป็นทางการหลักๆ ที่ใช้ในอเมริกาคือ ใบขับขี่ และพาสปอร์ต ซึ่งคนที่ขับรถไม่เป็นก็ไม่มีใบขับขี่ คนที่ไม่เคยเดินทางต่างประเทศ ก็ไม่มีพาสปอร์ต 
ดังนั้น การออกกฎหมายใช้ใบขับขี่หรือหนังสือเดินทางเป็นหลักฐานแสดงตนถือเป็นการลิดรอนสิทธิเลือกตั้งของพลเมืองที่ฐานะยากจน


จากสถิติ คนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของรัฐเซาธ์ แคโรไลนา ปรากฏว่า 81,983 คน ไม่มีบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางการออกให้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน 
ถามว่าแล้วใช้อะไรเป็นหลักฐานแสดงตนว่าเป็นตัวจริง ไม่ใช่ใครก็ไม่ทราบมาสวมสิทธิ 
ตอบว่าใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟ เอกสารจากธนาคาร หรือบัตรประกันสังคมซึ่งไม่มีรูปถ่าย สามารถใช้ยืนยันในการใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ ขอให้มีชื่อและที่อยู่อยู่ ในเอกสารนั้นก็แล้วกัน 

นอกจากนั้น การที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จะใช้สิทธิลงคะแนนต้องไปลงทะเบียนล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ทำให้สังคมอเมริกันไม่กังวลเรื่องการสวมสิทธิ

คุณทวดโจแอนน่าออกเสียงลงคะแนนด้วย Absentee Ballot หรือบัตรเลือกตั้งของผู้ไม่สามารถไป ณ คูหาเลือกตั้ง 
เป็น 1 ในคนอเมริกัน 88 ล้านคนที่ลงคะแนนเสียงด้วยวิธีนี้ 

คนแก่อเมริกันไม่มีลูกหลานพาไปลงคะแนนที่คูหา ส่วนใหญ่ลงคะแนนแล้วส่งทางไปรษณีย์

ถามคุณทวดโจแอนน่าว่าเลือกใคร
คุณทวดยิ้มแล้วตอบว่า "บาม่า"



.