http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2557-07-24

รธน.57 เน้นคนดี บี้การเมือง เริ่มนิรโทษ จบนิรโทษ

.
เพิ่มบทความ - การทหาร การเมือง ศึกษา สงคราม ′ป้อมค่าย′ ม้าไม้ ′เมืองทรอย′
.............................................................................................................................................................

ข้อสังเกต รัฐธรรมนูญ เน้นคนดี บี้การเมือง เริ่มนิรโทษ จบนิรโทษ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1406186754
. . วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:31:00 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 24 ก.ค.2557 )


รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ได้รับการพระราชทานลงมาเมื่อเย็นวันที่ 22 กรกฎาคม

เนื้อหาของทั้ง 48 มาตรา ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง

กระนั้นก็มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจ
เช่น แม้รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดพยายามจะอยู่บนมาตรฐาน "สากล" ด้วยการรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของปวงชนชาวไทย ตามมาตรา 4

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ยังแสดงความปรารถนาดี ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ และมาตรฐาน "ความดี" เอาไว้ในที่ต่างๆด้วยกัน
อาทิ
มาตรา 11 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องอุทิศตนให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย

มาตรา 26 ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ข้อสังเกตต่อมา คือการกวาดนักการเมือง-โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถูกระบุว่าทุจริต ออกไปจากเวทีการเมือง (ชั่วคราว) ด้วยบทบัญญัติต่างๆ อาทิ

มาตรา 8 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(1) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

(4) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

(6) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

(7) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง

(8) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก

ขณะที่ มาตรา 20 ระบุว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น

(4) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8

และ มาตรา 29 ระบุว่า สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) (3) (4)(5) (6) (7) (8) และ (9)

และให้นําความในมาตรา 9 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยอนุโลม

และมาถึงข้อที่ตรงกับความคาดหมายของคนทั่วไป คือการให้อำนาจกับหัวหน้า คสช."คู่ขนาน" ไปกับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

ตาม มาตรา 44 ...เพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด


ข้อสังเกตสุดท้ายก็คือการนิรโทษกรรม

ตาม มาตรา 48 ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า คสช. ผู้ได้รับคำสั่งโดยตรง ผู้ได้รับคำสั่งทางอ้อมอีกชั้นหนึ่ง ในการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

"และไม่ว่ากระทําในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทํานั้นผิดต่อกฎหมาย

"ให้ผู้กระทําพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง"

วิกฤตการเมืองระลอกล่าสุด ที่เกิดขึ้นเพราะกฎหมายนิรโทษกรรม ก็รูดม่านอีกฉากหนึ่งลงด้วยรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติของการนิรโทษกรรม


ส่วนจะเปิดองก์ใหม่ในสถานการณ์ใด

ผู้ชมซึ่งเป็นผู้เล่นไปด้วยในตัวต้องกำหนดกันเอง



++

การทหาร การเมือง ศึกษา สงคราม ′ป้อมค่าย′ ม้าไม้ ′เมืองทรอย′
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1405495072
. . วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:35:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 16 ก.ค.57 )


ก่อนการ "ร่าง" ธรรมนูญการปกครอง ก่อนกำหนด "สมาชิก" สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อันจะนำไปสู่การเสนอชื่อ "นายกรัฐมนตรี"

มีการศึกษา "บทเรียน" ทางการเมืองจาก "อดีต"

ไม่เพียงแต่อดีตจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 หากแต่ยังย้อนไปยังอดีตจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 และยังย้อนไปไกลถึงอดีตจากการรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2519
ไม่ว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
ไม่ว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน
ไม่ว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

เหตุนี้เองการตระเตรียมของ "คสช." จึงไม่รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม เพียง 1 เดือนก็ได้นายกรัฐมนตรี
ตรงกันข้าม ทอดเวลาร่วม 3 เดือน

กระนั้น กรณี "ศึกษา 1" อันอาจจะถูกมองข้ามไปโดยปริยาย ถูกมองข้ามไปโดยประมาท ถูกมองข้ามไปโดยเจตนาก็คือ หลักการทางการทหารอันเก่าแก่อย่างยิ่งที่ว่า

"ป้อมค่าย" ถูกตีแตกจาก "ภายใน"


บทสรุปนี้มาจากบทเรียนในกรณีศึกเมืองทรอย ดำเนินการอย่างยืดเยื้อโดย "ยูลิซิส" เขาสามารถเผด็จศึกได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อมีการนำ "ม้าไม้" ไป "จัดวาง"
และเมืองทรอยชะล่าใจคิดว่าเสมอเป็นเพียงม้าไม้ จึงได้ลากดึงเข้าไปไว้ในกรุงทรอย ต่อจากนั้นก็เรียบโร้ยย
เพราะภายในม้าไม้นั้นซ่อนไว้ด้วยทหารแกร่งกล้า

ท่ามกลางความประมาท ท่ามกลางความชะล่าใจ ทหารซึ่งแฝงตัวอยู่ภายในม้าไม้ก็ออกมาและปฏิบัติการโจมตี
จัดการยึดกรุงทรอย
ที่ยึดได้เพราะการยุทธ์นี้ดำเนินไปในลักษณะของการประสาน 1 เริ่มโจมตีจากภายใน ขณะเดียวกัน 1 รุกเข้ามาจากภายนอก

กรุงทรอยจึงต้องรับศึก 2 ด้าน


จากจุดนี้เองจึงนำไปสู่บทสรุปการรบอย่างต่อเนื่องจากโบราณ แม้กระทั่งกลยุทธ์ของเหมาเจ๋อตุง กลยุทธ์ของโวเหวียนเกี๊ยบ นั่นก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถเร้นแฝงเข้าไปในใจกลางของฝ่ายตรงกันข้ามแล้วแตกเสียงปืน

"ป้อมค่าย" ตีแตกจาก "ภายใน"



ถามว่าภายในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีอะไรอันกลายเป็น "จุดอ่อน" บ่อนเซาะให้ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล
คำตอบเห็นได้จากกรณี "เขายายเที่ยง" 

อย่าได้สงสัยว่ากรณีเขายายเที่ยงเริ่มจากพรรคไทยรักไทย หรือเริ่มจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
แท้จริงแล้ว เริ่มจาก "ลูกป๋า" ด้วยกัน
เป็น "ลูกป๋า" คนหนึ่งซึ่งมาดหมายที่จะได้ตำแหน่งบริหาร แต่เมื่อไม่ได้ก็ปล่อย "คนสนิท" ให้ดำเนินการเปิดโปง โจมตี

เสียงปืนของรัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน ก็มาจาก "ภายใน"
รอยร้าวอันเนื่องแต่สัมปทานโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมายเริ่มขึ้นในกระทรวงคมนาคม และบานปลายถึงกับก่อกระแสจะปลด "นายกรัฐมนตรี"

ยิ่งเสียงปืนของรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ยิ่งมากด้วยความหวาดเสียว 
เป็นความหวาดเสียวที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยดำเนินกลยุทธ์แบบ "สายล่อฟ้า"


ในที่สุด บรรดา "เปลือก" ทั้งหลายตั้งแต่ระดับ "ยังเติร์ก" กระทั่ง "โอลด์เติร์ก" มิอาจทนต่อไปในบทคุ้มครองจึงต้องลอยแพ "หอย"

"ป้อมค่าย" ตีแตกจาก "ภายใน"



หากสัมผัส "ปฏิกิริยา" ต่อกระบวนการแต่งตั้ง "สนช." กระบวนการแต่งตั้ง "สภาปฏิรูป"

ทาง 1 เริ่มมีเสียงทวงบุญทวงคุณดังขึ้นจากปัญญาชน นักวิชาการ บางคนวางเป้าหมายถึงระดับ "รัฐมนตรี" ด้วยซ้ำไป ขณะเดียวกัน 1 หากคนเหล่านี้ไม่ได้รับบำเหน็จ รางวัลจะเป็นเช่นใด

"ป้อมค่าย" ตีแตกจาก "ภายใน"



.......................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline 


.