http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-05-31

ในซีกมืด, เมื่อวัฒนธรรมคือคำตอบ โดย ศิลา โคมฉาย

.

ในซีกมืด
โดย ศิลา โคมฉาย คอลัมน์ แตกกอ-ต่อยอด 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1657 หน้า 67


ผมเคยเข้าคุกเมืองคอนมาแล้ว 
ทั้งเรือนจำกลาง ที่อยู่คนละฟากคลองกับสนามหน้าเมือง และทัณฑสถานวัยหนุ่มบนถนนเลี่ยงเมืองตะวันตก
เข้าคุกไปกับทีมงานกรมการศึกษานอกโรงเรียนจากกรุงเทพฯ เยี่ยมชมการจัดการศึกษาให้ประดานักโทษผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน แต่ก็นานหลายปีเต็มทีจนนึกรายละเอียดอะไรไม่ค่อยได้ 
จำได้แต่เรื่องชวนหัว ประเภทชวนขี้กลากขึ้นหัว 
พาดพิงพระสงฆ์องค์เจ้า พระอาจารย์ผู้ใหญ่ นักปราชญ์แม่ทัพธรรมคนสำคัญ

เมื่อหลวงพ่อปัญญานันทะ รับกิจนิมนต์ไปเทศน์โปรดนักโทษในเรือนจำภาคใต้ 
เสร็จกิจที่นครศรีธรรมราช แล้วต้องต่อไปภูเก็ต 

ขณะนั่งบนสามล้อถีบ พาหนะนำส่งไปสู่ท่ารถโดยสาร หลวงพ่อท่านแสร้งถามเชิงสัพยอกสารถีที่กำลังปั่นเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อน 
"สามล้อ...ไหนว่าเมืองคอนเป็นเมืองพระ ทำไมคุกมันถึงมากนักล่ะ?"

เมืองนี้ดูเหมือนทั้งจังหวัดจะมีเรือนจำอยู่ 3-4 แห่ง 
และเมืองนี้มีคำขวัญ ใส่ทำนองเป็นเพลงมาร์ชร้องกันกระหึ่ม...เราชาวนครฯ อยู่เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะ ศีลธรรม กอปรกรรมทำดี...อะไรทำนองนั้น 
สามล้อรายนั้นเป็นประเภทหัวหมอตัวแสบ รู้ว่าหลวงพ่อเป็นชาวเมืองลุง เลยยอกย้อนแบบตีหน้าซื่อเสียงใส "ท่านอาจารย์เพิ่งมาคงไม่เคยรู้สิครับ พวกติดคุกที่นครฯ ส่วนใหญ่เป็นคนพัทลุงเกือบทั้งนั้น"

จากเมืองมากคุกผ่านมาถึงภูเก็ต หลวงพ่อต้องประหลาดใจยิ่ง เรือนจำที่นี่ว่างโหวง จำนวนนักโทษที่มาฟังเทศน์น้อยจนโหรงเหรง เจ้าหน้าที่ให้ความกระจ่างว่า คนภูเก็ตเป็นคนทำมาหากินรักสงบ ไม่นิยมความรุนแรง เลยไม่ค่อยมีคนกระทำผิดขั้นติดคุกติดตะราง 
"ที่หลวงพ่อเห็นอยู่นี่ เป็นพวกนครฯ ทั้งนั้น ทางโน้นแรง คดีอุกฉกรรจ์มันเยอะคุกล้น เราเลยต้องยืมตัวนักโทษมาขังที่นี่...
ป้องกันไม่ให้คุกภูเก็ตร้าง ผู้คุมตกงาน



ผมติดตามข่าวสารปฏิบัติการตรวจค้นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราชครั้งใหญ่ ปัญหา ผลกระทบ ผลสะเทือนที่ถูกทยอยตีแผ่เปิดเผยด้วยความสนใจ 
แต่ที่สนใจพิเศษเป็นกรณีที่ว่ากันว่า "บังมะ" หรือ นายพิศาล นุกูล นักโทษคดีค้ายาเสพติดรายสำคัญ โทรศัพท์จากคุก ข่มขู่ พ.ต.ท.สมชาย มวยดี สวป.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดในการจับกุม ส่งพ่อค้ายารายนี้เข้าคุก กล่าวอาฆาตจะเอาชีวิต และเล่นงานครอบครัวให้วินาศ 
ใครต่อใคร ทั้งเจ้าตัวสารวัตร กระทั่งท่านรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มองเป็นความไร้สาระ คิดอะไรง่ายๆ ใครเขาจะไปกลัว
คนติดอยู่ในกรง คิดจะโลดถลามาฆ่าเข่นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ เป็นเรื่องตลก

แม้จะเห็นว่าเป็นความเพ้อเจ้อ แต่ผมก็ถูกปลุกให้เกิดความสนใจ จากข่าวชิ้นเล็กๆ ที่ได้เห็นเมื่อราวปลายเดือนก่อน เปิดเผยถึงการประเมินเม็ดเงินที่สะพัดในกลุ่มอาชญากรรมทั่วโลกว่า มีหลายสิบล้านล้านบาท 
กระทั่งอาชญากรรมถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 20 กลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
การยักไหล่หรี่ตามองบังมะ เห็นเป็นโจรกระจอก อาจพลาดได้ 

หัวหน้าสำนักงานด้านยาเสพติดและอาชญากรรม แห่งสหประชาชาติ ประเมินว่า การก่ออาชญากรรมกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีเงินไหลเวียนในระบบมากกว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 63 ล้านล้านบาทต่อปี 
เทียบได้กับร้อยละ 7 ของเศรษฐกิจโลกโดยรวม 
เงินมืดเม็ดมหึมาขนาดนี้ จะดลบันดาลให้เกิดสิ่งใดในโลก ก็สุดจะหยั่งได้  
แต่ต้องไม่ใช่เรื่องดีๆ เป็นแน่ 
แถมเวลานี้องค์กรอาชญากรรมได้ปรับตัวให้ทันสมัย และสามารถเลี่ยงเงื้อมมือกฎหมายได้เป็นอย่างดี สลัดรูปแบบเดิมๆ ที่มีการปกครองกันโดยกลุ่มตระกูล ไปเป็นการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือแบบหลวมๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว ซึ่งจะร่วมมือกันเมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกัน 
ก่ออาชญากรรมหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น


หัวหน้าสำนักงานด้านยาเสพติดและอาชญากรรม ยังบอกว่ามีสิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่า 
คือการที่กลุ่มก่อการร้าย เริ่มมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมมากขึ้น 
ให้การสนับสนุนทางการเงิน 
ทั้งยังมีหลักฐานยืนยันด้วยว่า กลุ่มก่อการร้ายถึงกับจัดตั้ง เครือข่ายแก๊งอาชญากรของตนเอง

รายงานนี้ระบุตัวเลขปัญหาการบ่อนทำลายเศรษฐกิจ ประเทศกำลังพัฒนาโดยน้ำมือการคอร์รัปชั่น มีถึงปีละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แม้ไม่ได้ฟันธงชี้ชัดถึงการเชื่อมโยงกับกลไกรัฐขององค์กรอาชญากรรม แต่ว่าไปแล้ว จะไปเหลืออะไร 
เมื่อคอร์รัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนา กำลังยกระดับตนเองให้เป็นวัฒนธรรม 

ผมสนใจเพราะคิดว่า เป้าหมายการเชื่อมโยงในขั้นสูงกว่านี้ คงมุ่งไปที่การเมือง การเข้าไปรับใช้การเมืองแบบเถื่อนทมิฬ แลกกับการคุ้มครองโดยกลไกรัฐ ถึงการเข้าครอบอำนาจบริหารผ่านตัวแทน 
โลกในยุคเงินคือพระเจ้าย่อมดลบันดาลได้ 



++

เมื่อวัฒนธรรมคือคำตอบ
โดย ศิลา โคมฉาย คอลัมน์ แตกกอ-ต่อยอด
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 67


ผมเผลอยิ้ม เมื่อได้เห็นข่าวสารการขับเคลื่อนทางมิติสังคมวัฒนธรรม ในการเตรียมความพร้อม เข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน
กระทรวงวัฒนธรรมจะเปิดฉากทำโครงการ พัฒนาความร่วมมือทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กับกลุ่มสมาชิกอาเซียน
กิจกรรมรูปธรรมที่จะดำเนินการ อาทิ โครงการค่ายเยาวชนไทยและอาเซียน โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้านให้กับเยาวชน โครงการค่ายศิลปะเพื่อมวลมนุษย์อาเซียน เป็นต้น 
ผ่านความเห็นชอบของ ครม. เมื่อไหร่ เสนอให้เลขาธิการสมาคมอาเซียนรับทราบ และช่วยประสานงาน
จากนั้นจะลงมือลุยงานกันทันที

ผมเผลอยิ้ม เพราะเท่าที่รู้เยาวชนคนรุ่นใหม่เขาติดต่อสานสัมพันธ์ต่อกันมานานแล้ว ลูกสาววัยมัธยมปลายของผม ยังมีเพื่อนจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม นับร้อย 
ติดต่อสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้เครือข่ายของรัฐ 
หากอาศัยความเป็นแฟนคลับศิลปินจากเกาหลี ทั้งบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป ที่โด่งดังคับฟ้าเอเชียร่วมกันมาเป็นตัวเชื่อมร้อย 
แลกเปลี่ยนข่าวสาร ทักทาย หาความรู้ในภาษา สถานที่ บ้านเมือง ส่งเป็นข้อความถึงกันผ่านโทรศัพท์มือถือ 
และดูเหมือนเด็กๆ จากเพื่อนบ้านจะเป็นฝ่ายรุก อย่างกระตือรือร้น

บางคราวพ่อต้องโดดเข้าช่วยด้านข้อมูล ความรู้บางเรื่อง แม่ช่วยเรียบเรียง ปรับแต่งประโยคภาษาอังกฤษที่เกินกำลังเด็ก ม.ปลาย 
สาวน้อยของผมต้องตอบคำถามที่พวกนั้นสนใจมากมาย โดยเฉพาะเรื่องในแวดวงบันเทิง สาวรุ่นจากอินโดนีเซียมักถาม 
รู้จัก มาริโอ้ เมาเร่อ ไหม?

ที่ว่ามา ผมไม่ได้มีความรู้สึกขัดแย้งใด กับกิจกรรมซึ่งต้องดำเนินการแบบเป็นทางการ แต่อยากเสนอว่า เมื่อต้องการเห็นประโยชน์จริงจัง ก็ต้องเล่นกันทุกเรื่อง เอาทุกทาง ไม่ควรมองผ่านสิ่งที่อยู่ในมือ ในการดำเนินชีวิตร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่
อย่างเครือข่ายสังคมสังคมออนไลน์


ผมเผลอยิ้มเมื่อได้เห็นข่าวสารการขับเคลื่อนทางมิติสังคมวัฒนธรรม 
กับโครงการที่กระทรวงวัฒนธรรมตั้งความหวังถึงขั้น หากยกระดับความร่วมมือจากกลุ่มอาเซียน จะทำให้วัฒนธรรมกลุ่มอาเซียนมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ความขัดแย้งด้านต่างๆ จะลดลง ด้วยการเชื่อมสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม  
ผมเห็นเรื่องพวกนี้หลังจากได้ชมละครยอดฮิต  

ซาบซึ้งสะทกสะเทือนกับวิบากกรรมความรัก ของอ้ายเสมากับแม่หญิงเรไรแห่งขุนศึก 
ชิงชัง นันทบุเรงในความลำพองยโสโอหัง ขัดเคืองเชิงหยามเหยียดพวกละแวก ดีแต่ฉวยโอกาสซ้ำเติม 
ชื่นชมและฮึกห้าวกับเพลงดาบสองมืออันล้ำเลิศ จากสำนักพุทไธสวรรค์ ยิ่งเมื่อไอ้เสมากวัดแกว่งโจนทะยานเข้าเข่นฆ่าพม่ารามัญผู้รุกรานด้วยแล้ว เป็นต้องสะสาแก่ใจ

ลูกสาวของผมก็คงรู้สึกได้ไม่ต่างกัน ถึงกับพูดทีเล่นทีจริง เธอจะไม่ตอบรับเพื่อนจากประเทศพวกนี้ 
ผมเผลอยิ้มเหยียดเมื่อคิดไปว่า ความขัดแย้งด้านต่างๆ จะลดลงได้จริงหรือ ในเมื่อเรายังเติมความระแวงลงในจิตใจผู้คนเป็นพักๆ แม้มันจะเป็นแค่หนัง ละเม็งละคร ความบันเทิงที่ไม่ควรยึดถือเป็นจริงเป็นจังก็ตาม 

ขณะเกิดคำถามตามมาว่า ประวัติศาสตร์ของเรา ไม่มีความสัมพันธ์ด้านอื่นกับเพื่อนบ้านเลยหรือ นอกเหนือจากการศึกสงคราม พ้นจากการรบพุ่งไม่มีเรื่องราวน่าสนใจพอจะปรุงแต่ง เป็นละเม็งละครที่สนุกสนานและทรงคุณค่า 
ประวัติศาสตร์ฉบับที่มีโครงเรื่องของมิตรภาพ การค้าวาณิช และวัฒนธรรมร่วม 
ฉะนั้น นอกเหนือจากมุ่งไปข้างหน้าแล้ว เห็นทีกระทรวงวัฒนธรรมคงต้องหยุดพินิจ และแสวงหาความร่วมมือ แรงสนับสนุนชำระสิ่งซึ่งอาจเป็นข้อขัดข้อง 
อุปสรรคที่เกิดแต่ภายในตัวคนของเราเอง



ความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนบ้าน อยู่บนฐานที่เปราะบางแต่ไหนแต่ไรมา พร้อมจะผิดพ้องหมองใจแม้กับ ข่าวลือเท็จ เรื่องไม่เป็นเรื่อง...
ต้องหมั่นสำเหนียกและพึงระวังอย่างเข้มงวด เมื่อต้องร่วมกันเป็นประชาคม 
ความสัมพันธ์มิได้มีแค่มิติการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า  
แต่ยังมีด้านชาติพันธุ์ ชาติใหญ่ที่มักอยู่ในสถานะพี่เบิ้ม ยืดอกภาคภูมิ เสียงดัง กับชาติเล็กที่ต้องก้มหน้าเก็บซ่อนความเจ็บช้ำ สงบเสงี่ยมเจียมตน

ความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ อดีตที่เคยมีแผลต่อกัน การใช้กองกำลังที่เหนือกว่าบุกเข้ายึดครองย่ำยี ร่องรอยอาจไม่มีให้เห็นแล้ว แต่ไม่เคยลบเลือนไปตามกาลเวลา 
แผลเก่าโบราณ หากไม่ควรแม้การสะกิดสะเกา 
มิติด้านประชาคมสังคมวัฒนธรรม จึงดูเหมือนจะเป็นงานช้าง



.

เช็กสต๊อกหนังสือ เดือน พ.ค.55 โดย หนุงหนิง

.

เช็กสต๊อกหนังสือ เดือน พ.ค.55
โดย หนุงหนิง www.facebook.com/malai.chantarayota  www.matichonbook.com
เลือกเรียบเรียงจาก คอลัมน์ เช็กสต๊อกหนังสือ ในมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 32 ฉบับที่ 1653 - 1658 


ตัวตน (สำนักพิมพ์กำมะหยี่, จำนวน 141 หน้า, ราคา 175 บาท) อธิชา มัญชุมากร กาบูล็อง แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสของ มิลาน คุนเดอรา

ตัวตนเป็นนิยายขนาดสั้น ซึ่งเล่าเรื่องผ่านชีวิตรักของหญิงชายคู่หนึ่ง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็จะสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงออกมา และตัวตนก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม สถานะ ความคาดหวังทั้งของตนเองและของผู้อื่น
ซึ่งเมื่อตัวตนเผยออกมาหมด กว่าจะรู้ตัวคนรักก็กลายไปเป็นอีกคนที่เราไม่เคยรู้จักเสียแล้ว






เครียดให้โง่ (สำนักพิมพ์ MINIBEAR PUBLISHING, จำนวน 336 หน้า, ราคา 185 บาท) โดย BUFFET

สาเหตุใหญ่ ของความเครียดมาจากสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะเป็น รถติด หมุนเงินไม่ทัน งานมีปัญหา อนาคตไม่แน่นอน หลายร้อยหลายพันเรื่องที่จะถาโถมเข้ามา 
หนังสือเล่มบอกว่า เมื่อความเครียดได้เริ่มต้นขึ้นภายในจิตใจเราก็จะกลายเป็นกระปุกที่มีเหรียญแห่งความเครียดหยอดลงทุกวัน เมื่อมันเต็ม มันก็จะปริแตกระเบิดออกมาได้ 
สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างของความเครียดคือ การที่เราคิดว่าความสามารถของเราไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา ความเครียดจะเพิ่มระดับให้เราเครียดมากขึ้นไปอีก 
หนังสือเล่มนี้จะบอกวิธีการลดความเครียดไว้กว้างๆ แต่แนวทางหลักๆ คือ การเปลี่ยนมุมมองความคิดการมองโลกในแง่บวกเป็นที่ยอมรับกันว่าลดความเครียดไปได้อย่างมากจริงๆ แต่จะคิดอย่างไร อยู่ๆ จะให้เปลี่ยนปุ๊บปั๊บกันในทันทีคงไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่จะค่อยๆ บอกทำความเข้าใจกันไป เตรียมตัวให้พร้อม ควบคุมตัวเอง และก็จะพิชิตความเครียดลงไปได้ในที่สุด



Big Bright : ปลุกพลังสมองให้สุขภาพดี...เดี๋ยวนี้! (สำนักพิมพ์พีเพิลมีเดียบุ๊คส์, จำนวน 119 หน้า, ราคา 125 บาท) โดย ศจีรัตน์ พุฒเรืองศักดิ์

...จากการวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า สมองของคนเราเริ่มพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา และจะ พัฒนาสูงสุดเมื่ออายุ 22 ปี จากนั้นก็จะเริ่มเสื่อมถอยลงในช่วงอายุ 27 ปี
สมองของมนุษย์เราจะต้องทำงานตลอดเวลาไม่ว่าจะหลับหรือตื่น... 
สมองเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย เป็นเหมือนกองบัญชาการที่สำคัญของร่างกาย เพราะสมองคือส่วนที่ควบคุมการทำงานแทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ ประสาทรับความรู้สึก การมองเห็น การได้ยิน ความคิด ความจำ การเรียนรู้ 
หนังสือเล่มนี้จึงบอกว่า เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราจะปล่อยให้สมองของเราเสื่อมถอยลงไปโดยไม่ดูแลรักษาเลยได้อย่างไร 
ภายในเล่มจึงบอกถึงวิธีการต่างๆ ให้เราได้ดูแลสมองให้เฉียบคมอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้สมองเกิดปัญหา
โดยเฉพาะปัญหาอัลไซเมอร์ อันน่ากลัว น่ากลัวจริงๆ นะ อะไรที่ลดความเสี่ยงได้ก็ควรรู้ไว้




33 ความคิดพลิกชีวิตสู่ความสำเร็จ (สำนักพิมพ์อมรินทร์ HOW-TO, จำนวน 200 หน้า, ราคา 155 บาท) รำพรรณ รักศรีอักษร แปลจากผลงานของ ซูเหม่ยจิ้ง, ริวงาวะ มิกะ และ จางจวิน 

"คนเราไม่อาจกำหนดจุดเริ่มต้นของชีวิตได้ แต่การสร้างความคิดที่ดีสามารถเปลี่ยนชีวิตได้"
"หากถือเอาความล้มเหลวเป็นโอกาส ความล้มเหลวก็จะห่างออกไป"
"จงมีรอยยิ้มและคำชมติดอยู่ที่ริมฝีปากเสมอ แล้วคุณจะพบว่าโลกเปลี่ยนไปทันที"
"การให้ไม่แน่ว่าจะได้รับผลตอบแทน แต่ถ้าไม่ให้ย่อมไม่มีวันได้รับผลตอบแทนแน่นอน"
หนังสือเล่มนี้มี 33 วิธีในการเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินชีวิต
โดยจัดแบ่งออกเป็น 6 หัวข้อ ได้แก่ ทัศนคติส่งผลต่อนิสัยใจคอ การกำหนดคุณค่าของชีวิต การสร้างความกระตือรือร้นในชีวิต การรู้จักที่จะวางแผนการ อะไรคือกุญแจทองในการทำงาน
และเส้นทางสู่ความสำเร็จ 
ซึ่งหากสามารถเปลี่ยนทัศนคติได้แบบนี้ละก็ ไม่ว่าจะเป็นใครก็เดินทางสู่ความสำเร็จได้แหงๆ



ศิลปวัฒนธรรม (ฉบับเดือนเมษายน 2555, ราคา 120 บาท)
พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล และพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ตรงกันว่า

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ขอผู้คุมพาไปพบ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เป็นครั้งสุดท้าย แต่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กลับโบกมือไม่ให้พบ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร ดังนี้ 
"เพชฌฆาตกับผู้คุมก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไป กับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายอยู่แล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ได้ทอดพระเนตรเห็น จึงโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมและเพชฌฆาตก็หามออกไปนอกพระราชวังถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสียถึงแก่พิราลัย จึงรับสั่งให้เอาศพไปฝังไว้ ณ วัดบางยี่เรือใต้ และเจ้าตากสิ้นขณะเมื่อสิ้นบุญถึงทำลายชีพนั้นอายุได้สี่สิบแปดปี" 
"เหตุใดรัชกาลที่ 1 ไม่ให้พระเจ้าตากเข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้าย"

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวพระราชประวัติของพระเจ้าตาก แค่เห็นชื่อบทความนี้ ก็ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้แล้วล่ะ



* * * * * * * * * * * * * * *

"ว้าวววว..ที่รักดูดิ ที่นี่มีโปรโมชั่นซื้อเบียร์ 1 แพ็ก แถม 1 แพ็ก ผมซื้อนะ รู้สึกว่าของเดิมในตู้เย็นเราหมดพอดี" สามีร้องขึ้นอย่างตื่นเต้นระหว่างเดินช็อปปิ้งอยู่กับภรรยา

"กินมากไม่ดีหรอกค่ะเหล้าเบียร์เนี่ย รู้มั้ยว่าคุณน่ะฉุ ลงพุงเพราะของพวกนี้แหละ" ภรรยาว่าแล้วก็เดินผ่านไปดูของแผนกอื่น

สักพักคุณเธอก็เดินกลับมาพร้อมข้าวของเต็มมือ

"นี่คุณซื้ออะไรมาเยอะแยะ"

"ก็แค่เครื่องสำอางเล็กๆ น้อยๆ เองค่ะ"

"อะไรกันนี่ ราคามันมากกว่าค่าเบียร์ของผมเป็นสิบๆ เท่าเลยนะ"

"แหมคุณก็..ของพวกนี้มันทำให้คุณเห็นว่าฉันสวยตลอดเรือนร่างเลยนะ เวลาเรามีอะไรๆ กันคุณจะได้มีความสุขไงคะ"

"โห..แค่เบียร์สองป๋องก็ได้ผลเหมือนกันแหละน่า"



.

ข้อสงสัยหลังกรณีขับไล่เลดี้กาก้า หรืออินโดนีเซียยอมรับความต่างน้อยลง?

.

ข้อสงสัยหลังกรณีขับไล่เลดี้กาก้า หรืออินโดนีเซียยอมรับความต่างน้อยลง? 
ใน www.prachatai.com/journal/2012/05/40772 . . Thu, 2012-05-31 09:33


อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการยอมรับความหลากหลาย แต่กรณีทีมงานของเลดี้กาก้าประกาศยกเลิกทัวร์ ก็ไม่ใช่กรณีเดียวเท่านั้นที่ทำให้คนกลัวว่า อินโดฯ จะเปลี่ยนไป

จากกรณีที่ผู้จัดทัวร์คอนเสิร์ทของเลดี้กาก้าสั่งยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ตในอินโดนีเซีย เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย หลังจากที่มีกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงขู่จะออกมาก่อความวุ่นวายหากเลดี้กาก้าเข้ามาในประเทศอินโดนีเซีย 

ล่าสุดในเว็บไซต์ของสำนักข่าว BBC มีรายงานเรื่องนี้ในชื่อ "อินโดนีเซียเริ่มยอมรับต่อความต่างได้น้อยลงจริงหรือ?"

ปูตรี นูรายนี ผู้จัดการแผนกขายอายุ 28 ปีชาวอินโดนีเซีย หลังว่าการแสดงของเลดี้กาก้าจะจัดขึ้นในอินโดนีเซียตามแผน แต่เมื่อวันอาทิตย์ (27) ที่ผ่านมา ทางผู้จัดก็สั่งยกเลิกด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยหลังจากที่กลุ่มอิสลามสุดขั้วขู่จะก่อความวุ่นวาย
ปูตรี บอกว่าเธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนกลุ่มนี้ถึงต่อต้านเลดี้กาก้ามากนัก 
"ฉันก็เป็นชาวมุสลิมคนหนึ่ง แต่ไม่เข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไร" ปูตรีกล่าวอย่างเผ็ดร้อน "มันไม่มีเหตุผลเลย เลดี้กาก้าได้ขึ้นไปทำรักบนเวทีเสียที่ไหน ไม่เลย เธอแค่มาแสดง มันน่าตลกจริงๆ" 
แต่เอฟฟีและลูกชายอายุ 9 ชวบของเธอ อาเดดูจะไม่เห็นด้วยกับปูตรี  
ในขบวนผู้ชุมนุมชาวมุสลิมอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านเลดี้กาก้า เจ้าหนูอาเดก็ยุ่งอยู่กับการถือป้ายโปสเตอร์ขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวเขา ป้ายที่เขียนไว้ว่า "จงปฏิเสธปีศาจเลดี้กาก้า" 

เอฟฟีเล่าว่า เธอพาลูกชายของเธอมาในการประท้วงเช่นนี้ตั้งแต่เขายังอยู่ในครรภ์แล้ว มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับมุสลิมคนหนุ่มสาวที่จะลุกขึ้นปกป้องความเชื่อของตน  
ผู้สื่อข่าว BBC ถามว่าเหตุใดเธอถึงไม่พอใจดารานักร้องผู้นี้นัก หากเธอไม่ชอบดนตรีก็แค่ไม่ต้องไปคอนเสิร์ทก็ได้ ทำไมถึงไม่ยอมให้ชาวอินโดนีเซียคนอื่นๆ ได้เข้าร่วมคอนเสิร์ท  
"ทุกคนมักจะบอกว่าชาวมุสลิมในอินโดนีเซียเป็นคนที่อดทนต่อความต่างได้" เอฟฟีกล่าวอย่างหนักแน่น "พวกเราเป็นเช่นนั้นจริง แต่พวกเราก็ไม่ได้อยากถูกเหยียบย่ำอยู่ตลอดเวลา พวกเราต้องลุกขึ้นเรียกร้องเพื่อศาสนาอิสลามแล้ว"


กรณีทำร้ายนักสตรีนิยม

กรณีของเลดี้กาก้าเป็นเพียงแค่หนึ่งในกรณีที่แสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างมีน้อยลงในกลุ่มศาสนาของอินโดนีเซีย 
อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นรัฐฆราวาสด้วย
อินโดนีเซียมีประวัติศาสตร์ยาวนานด้านการยอมรับต่อความต่างทางศาสนาที่มีระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ และถูกทางชาติตะวันตกนำไปใช้เป็นพิมพ์เขียวแบบอย่างชาติมุสลิมที่เป็นประชาธิปไตย เพื่อนำไปใช้กับชาติตะวันออกกลาง  

แต่ในช่วงไม่นานมานี้กลุ่มมุสลิมฝ่ายสุดขั้วก็เริ่มออกมาเรียกร้องมากขึ้น มีความกังวลว่ารัฐบาลจะไม่ได้หาทางหยุดยั้งพวกเขา  
มีความกลัวว่า อินโดนีเซียกำลังมีความอดทนอดกลั้นต่อความต่างน้อยลงเรื่อยๆ และพวกสุดขั้วจะเริ่มฉวยโอกาสได้เปรียบ

อรีชาด แมนจิ มุสลิมนักปฏิรูปนิยมและนักสตรีนิยมเชื่อเช่นนี้  
เธอและทีมงานของเธอถูกกลุ่มมุสลิมสุดโต่งโจมตีขณะที่ออกงานเสวนาเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของเธอชื่อ "องค์อัลเลาะห์ เสรีภาพ และความรัก" ในประเทศอินโดนีเซีย มีเพื่อนร่วมงานของเธอคนหนึ่งถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลจากการบาดเจ็บที่แขน 
"พวกเขา (กลุ่มมุสลิมสุดโต่ง) เข้ามาพร้อมกับหมวกเหล็กและหน้ากากซ่อนหน้าตา ใช้ไม้เหล็กและไม้กระบองทุบตีคน" อรีชาดกล่าว "พวกเขาไม่เพียงแค่ทำลายทรัพย์สิน แต่ทำให้มีคนเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลหลายคน มีเพื่อนของฉันรวมอยู่ด้วย
"พวกเราไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากเจ้าหน้าที่เลย" เธอเล่าต่อ แสดงความขุ่นเคืองใจออกมาให้เห็น "มีชาวอินโดนีเซียจำนวนมากบอกฉันว่า พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถรายงานเรื่องการข่มขู่คุกคามและการใช้กำลังแบบอันธพาลได้ เพราะจะไม่มีคนระดับสูงคนไหนทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้"  
"หากพวกเขารายงานเรื่องนี้ พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่ถูกกระทำรุนแรงในท้ายที่สุด หากพวกเขาไม่ ความรุนแรงก็ยังจะดำเนินต่อไป ดังนั้นพูดตรงๆ เลยคือ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นกับรัฐพหุนิยมนี้ กำลังเดินไปตามรอยทางของปากีสถาน แทนที่จะไปในทิศทางเดียวกับประชาธิปไตยที่แท้จริง"


กลัว 'การไม่ยอมรับความต่าง' กลายเป็นเรื่อง 'ตกสำรวจ'

ผู้สังเกตการณ์การเมืองในอินโดนีเซียหลายคนเป็นห่วงในเรื่องนี้  
"ในเดือน ส.ค. 2011 มีเหตุเผาโบสถ์ 3 แห่งในสุมาตรา" แอนเดรีย ฮาร์โซโน จากฮิวแมนไรท์วอทช์ เขียนไว้ในบทบรรณาธิการล่าสุดของนิวยอร์กไทม์  
"ไม่มีใครถูกตั้งข้อหาเลยสำหรับกรณีนั้น... ต่อมาเกิดการจู่โจมที่โหดเหี้ยมที่สุดในเดือนก.พ. ชายชาวอาเมดิส 3 คนถูกสังหาร ศาลได้ดำเนินคดีกับกลุ่มติดอาวุธ 12 คนในกรณีนี้ แต่ก็ตัดสินคดีแบบโทษไม่หนักมากเพียงแค่จำคุก 4-6 เดือน"

นักสิทธิมนุษยชนกลัวว่า การไม่ยอมรับความต่างทางศาสนาในอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นเรื่องที่ตกสำรวจ   
"ในตอนนี้มีกรณีการไม่อดทนยอมรับความแตกต่างเกิดขึ้นในอินโดนีเซียเกือบทุกวัน" โบนาร์ ไนโปโปส นักวิจัยจากสถาบันเซทารากล่าว  
"มีการเพิ่มขึ้นของกรณีแบบนี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยเพราะว่าพวกเขากลัวว่าจะเสียคะแนนเสียงของชาวมุสลิม แม้ว่าชาวมุสลิมส่วนมากในอินโดนีเซียจะเป็นสายกลาง เป็นพลังเงียบที่เป็นเสียงข้างมาก ถ้าหากพวกเราไม่แก้ไขตรงนี้ พวกเราอาจจะแปรสภาพจากประเทศสายกลางกลายเป็นประเทศที่ถูกควบคุมโดยพวกหัวรุนแรง

แต่รัฐบาลอินโดนีเซียก็ปฏิเสธคำวิจารณ์นี้  
รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์ตี นาตาเลกาวา กล่าวปกป้องจุดยืนของรัฐบาลอย่างแข็งขัน  
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหตุหนึ่งก็ถือว่ามากเกินไป" มาร์ตีกล่าว "แต่สถานการณ์มันไม่ได้ย่ำแย่หนักขนาดที่คุณพูดถึง . . อินโดนีเซียในตอนนี้เป็นประชาธิปไตยและเป็นสังคมที่เปิดกว้างมาก... พวกเรามีพันธกิจในการส่งเสริมการยอมรับความแตกต่างทางศาสนา
"และในเหตุการณ์ที่อ้างพูดถึงนั้น ผมจะกล่าวอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่า การกระทำเหล่านี้ไม่มีพื้นที่ให้กระทำแน่ พวกเราจะประณามมันอย่างเต็มที่ให้ถึงที่สุด"

แต่นักวิจารณฺ์ก็บอกว่า แค่การประณามไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนัก  
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่สร้างตัวขึ้นมาจากปรัชญาของพหุนิยม คำขวัญประจำชาติของประเทศนี้คือ "มีเอกภาพในความหลากหลาย" (Unity in Diversity)  
แต่การที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ทำให้ประเทศนี้ ซึ่งเคยเป็นประเทศแห่งการยอมรับความแตกต่างหลากหลายในภูมิภาคนี้ เริ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียคุณค่าตรงจุดนี้ และขณะเดียวกันก็ได้ทำลายรากฐานที่ใช้สร้างประเทศนี้ขึ้นมา


ที่มา
- Is Indonesia becoming less tolerant?, Karishma Vaswani, BBC, 29=05-2012
- http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-18243430




.

2555-05-30

วารี วิไล: รำลึก“Robin Gibb” Bee Geesผู้ล่วงลับ คอนเสิร์ตที่เดนมาร์ก

.

รำลึก Robin Gibb Bee Gees ผู้ล่วงลับ คอนเสิร์ตที่เดนมาร์ก
โดย วารี วิไล คอลัมน์ ดนตรี 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 84


สิ้น "โรบิน กิบบ์" ซึ่งเท่ากับสิ้นไปอีก 1 สมาชิกวงบีจีส์ วงป๊อปทริโอที่กระเดื่องดังมากว่า 40 ปี นับแต่ทศวรรษหกสิบ มียอดขายเพลงรวมกันกว่า 200 ล้านชุด ครั้งหนึ่งเคยขึ้นชาร์ตทาบรัศมีเดอะบีตเทิลส์มาแล้ว และเคยเล่าลือกันว่า บีจีส์คือบีตเทิลส์ที่รวมตัวออกผลงานในชื่อปลอม โดยเชื่อกันว่า บีจีส์ ย่อจาก Beatles Group
เท่ากับว่า บีจีส์ หรือ บราเธอร์ส กิบบ์ ที่เคยประกอบด้วย แบร์รี่ พี่ชายคนโต และคู่แฝด โรบินกับมอริซ ตอนนี้เหลืออยู่แต่แบร์รี่เพียงคนเดียว ส่วนแอนดี้ (1958-1988) น้องชายคนสุดท้อง เสียชีวิตไปก่อนใคร

โรบิน กิบบ์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา รวมอายุ 62 ปี หลังจากป่วยเป็นโรคมะเร็งมาระยะหนึ่งแล้ว 
โรบิน คือเจ้าของเสียงร้องนำสูงลิ่วในเพลง Massachusetts, I Started A Joke, I Gotta Get A Messege To You
พี่น้องกิบบ์ เกิดที่อังกฤษ พ่อแม่คือ บาร์บรา และ ฮิวจ์ กิบบ์ ปี 1958 ไปตั้งถิ่นฐานที่บริสเบน ออสเตรเลีย ร่วมกันตั้งวง เดอะบีจีส์ ก่อนจะกลับไปอังกฤษในปี 1967 หลังจากนั้นจนบัดนี้ บีจีส์กลายเป็นตำนานด้วยเพลงดังชุดแล้วชุดเล่า 

โรบินเป็นนักร้องนำของบีจีส์ แต่แบร์รี่ก็คงจะรู้สึกว่าเสียงตัวเองมหัศจรรย์ไม่ธรรมดาไม่แพ้กัน ผสมเข้ากับปัญหาการใช้ยาเสพติด ศึกสายเลือดก็เลยเกิดขึ้น ปลายทศวรรษหกสิบ โรบินออกจากวงไปทำงานเดี่ยว 
ความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยวก็พอไปได้ และกำลังเตรียมออกผลงานชุดที่สอง แต่สุดท้ายโรบินก็กลับมาร่วมงานกับพี่น้องอีกรอบ 
ต้องยอมรับว่า คอเพลงในโลกนี้ ชอบที่จะอุดหนุนพี่น้องกิบบ์ ในแบบของวงทริโอมากกว่า ด้วยฝีมือการเขียนเพลง เสียงร้อง และการประสานเสียงที่ขลังงามสง่า เหมือนล่องลอยลงมาจากนภากาศ และบุคลิกเฉพาะตัวของสามพี่น้องเป็นส่วนผสมที่ดูจะหาจากที่ไหนไม่ได้



บีจีส์ผงาดในห้วงหกสิบต่อเจ็ดสิบ เมื่อความนิยมเริ่มแผ่ว ปี 1974 
โปรดิวเซอร์ อาริฟ มาร์ดิน ปรับโฉมใหม่ให้บีจีส์ด้วยเพลงแนวโซล-ดิสโก้ เริ่มจากซาวด์แทร็กในหนังเพลง Saturday Night Fever ในปี 1977 ที่กลายเป็นอัลบั้มประวัติศาสตร์ 
จากนั้นยังมีสตูดิโออัลบั้ม Spirits Having Flown ปี 1979 ที่เข้าอันดับ 1 ในชาร์ต และ Staying Alive ซาวด์แทร็กหนังปี 1983 
หลังจากนั้นตัวเลขขายของบีจีส์ค่อยๆ แผ่วลง แต่ยังมีอัลบั้มออกมาอย่างต่อเนื่อง

ปี 2003 มอริซตาย ตามมาด้วยการประกาศยุบวงบีจีส์ จนกระทั่งปี 2009 จึงกลับมาประกาศว่าจะรวมตัวแสดงเท่าที่จะเป็นไปได้ 
และนี่คือบันทึกการแสดงสด Robin Gibb in Concert with The Danish National Concert Orcchestra มาเสนอเพื่อเป็นการไว้อาลัยยอดศิลปินอีกคนที่ล่วงลับไป 
เป็นดีวีดี ที่แฟนเพลงของบีจีส์นำมาฝากไว้ประมาณร่วมปีแล้ว ยังไม่มีโอกาสได้เขียนถึง จนกระทั่งโรบินหมดทุกข์หมดโศกไปแล้ว ทิ้งผลงานไว้มากมาย รวมถึงชุดนี้ด้วย



การแสดงสดชุดนี้ เกิดขึ้นที่ทุ่งหญ้าหน้าปราสาทเลดเดอร์บอร์ก ประเทศเดนมาร์ก บันทึกเสียงในหน้าร้อนของปี 2009
ท่ามกลางบรรยากาศสดใสสว่างของหน้าร้อน มีต้นไม้ใบหญ้าเขียวไสว สระน้ำและเนินเขา เป็นคอนเสิร์ตที่มีวิวทิวทัศน์สวยที่สุดอีกคอนเสิร์ตหนึ่ง 
การแสดงครั้งนี้ โรบินผ่ายผอม สุ้มเสียงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังเป็นเสียงที่ยิ่งใหญ่ ที่สำคัญคือคนร้องตั้งใจร้องอย่างมีความสุข วงแบ๊กอัพ ประกอบด้วยวงออร์เคสตร้า วงไฟฟ้าที่เป็นทัวร์แบนด์ของโรบิน และคอรัส ที่ให้ซาวด์อลังการ แต่จัดสัดส่วนได้ลงตัว ไม่ทิ้งอารมณ์ของป๊อป

17 เพลงในชุดนี้ มีทั้งเพลงเอาใจแฟนๆ จากยุคบีจีส์ ผสมไปกับเพลงจากอัลบั้มเดี่ยว 
เริ่มต้นด้วย More Than A Woman, I"ve Gotta Get A Message To You, จากนั้น คือ I Started A Joke, How Deep Is Your Love 

Alan Freeman Days เพลงจากงานเดี่ยว ทริบิวต์ให้ อลัน ฟรีแมน ดีเจชื่อดังผู้บุกเบิกเพลงป๊อป เช่นเดียวกับ Save By The Bell เพลงดังสมัยที่แยกจากบีจีส์ไปทำงานเดี่ยวครั้งแรก เมื่อทศวรรษหกสิบ

Massachusetts เพลงอมตะขึ้นหิ้ง ร้องกับเปียโน กีตาร์อะคุสติก กับริธึ่มเซ็กชั่นแน่นๆ และเสียงจากวงออร์เคสตร้า เป็นอีกเวอร์ชั่นที่ต่างจากบรรยากาศเพลงแบบทริโอพร้อมหน้าพร้อมตา ที่มีช่วงประสานเสียงอันน่าทึ่ง

To Love Somebody เพลงที่ โรเบิร์ต สติกวู้ด ขอให้แบร์รี่และโรบิน เขียนให้ โอทิส เร้ดดิ้ง นักร้องโซลชื่อดังร้อง แต่เร้ดดิ้งเครื่องบินตกเสียชีวิต บีจีส์เลยบันทึกเสียงเพลงนี้ในปี 1967, You Win Again เพลงดังจากปี 1987, Island In The Stream เพลงดังที่บีจีส์เขียน ให้ เคนนี่ โรเจอร์ส กับ ดอลลี่ พาร์ตัน ร้องดูเอ็ต ก่อนที่บีจีส์จะนำมาร้องด้วย, New York Mining Disaster 1941 เพลงปี 1967 เป็นเพลงแรกของบีจีส์ที่ออกจำหน่ายในอเมริกา และเป็นเพลงแรกที่ติดชาร์ตในอเมริกาและอังกฤษ

เพลงจากยุคดิสโก้ Night Fever, เพลงจากอัลบั้มเดี่ยวอีกเพลง Juliet

จากยุคดิสโก้ You Should Be Dancing, Jive Talkin", Tragedy และ Stayin" Alive

เชิญหาฟังเพื่อรำลึกอาลัยกันตามอัธยาศัย


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Robin Gibb - Stayin' Alive (In Concert With The Danish National Concert Orchestra)
www.youtube.com/watch?v=V9md_CwOqZA



Robin Gibb Dead (Exclusive) Bee Gees Singer Dies After Cancer Fight ( RIP )
www.youtube.com/watch?v=pWFjas5OGH8




.

การกลับมาของ “เกมรับ”? โดย คนมองหนัง

.

การกลับมาของ “เกมรับ” ?
โดย คนมองหนัง คอลัมน์ นอก“กระแส”
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 85 


ดูเหมือนฤดูกาลการแข่งขันประจำปี ค.ศ.2011-2012 ที่ผ่านมา จะเป็น "ช่วงเวลาทอง" ของกุนซือชาวอิตาเลียนมิใช่น้อย 
ในที่สุด "โรแบร์โต้ มันชินี่" ก็นำแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เหนือคู่ปรับร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ
ขณะที่กุนซือชั่วคราว "โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ" สามารถพาทีมซึ่งโชว์ฟอร์มลุ่มๆ ดอนๆ ตลอดครึ่งฤดูกาลแรกอย่างเชลซี คว้าดับเบิลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่
รายการแรก คือ เอฟเอคัพ ส่วนรายการที่สอง คือ การคว้าถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร มองเข้าไปในประเทศอิตาลีเอง "ยูเวนตุส" ก็หวนกลับคืนสู่จุดสูงสุดด้วยการคว้าถ้วยสคูเด็ตโต้มาครอง พร้อมสถิติไม่พ่ายแพ้ทีมใดในศึกกัลโช่ เซเรีย อา ตลอดทั้งฤดูกาล 

เมื่อหันไปพิจารณาการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปประจำปี ค.ศ.2012 ซึ่งจะเริ่มประเดิมแข้งที่โปแลนด์และยูเครนในเดือนมิถุนายนนี้ 
นอกจากทีมชาติอิตาลี ที่ใช้บริการเฮดโค้ชในประเทศอย่าง "เซซาเร่ ปรันเดลลี่" แล้ว ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งมีกุนซือรุ่นเก๋าอย่าง "โจวานนี่ ตราปัตโตนี่" เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ก็สามารถเข้ารอบสุดท้ายของศึกเมเจอร์ได้เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ (เข้ารอบสุดท้ายการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกถึง 24 ปี)  
ยังไม่รวมทีมชาติอังกฤษ ซึ่งผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้ด้วยการวางหมากของ "ฟาบิโอ คาเปลโล่" ก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจลาออก เพราะขัดแย้งกับสมาคมฟุตบอล

หากไม่นับกรณีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมจากอิตาลีหรือที่ใช้บริการโค้ชชาวอิตาเลียนส่วนใหญ่มักมีแนวโน้มจะวางแท็กติกด้วยการให้ความสำคัญกับ "เกมรับ" มากเป็นพิเศษ 

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกปี ค.ศ.2006 ที่อิตาลีคว้าแชมป์โลก "ปิยบุตร แสงกนกกุล" นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ เคยแปลบทสัมภาษณ์ของ "อันโตนิโอ เนกรี้" ปัญญาชนฝ่ายซ้ายชาวอิตาเลียน ในบทความชื่อว่า "คุยเรื่องบอล กับ อันโตนิโอ เนกรี้ : “สำหรับอิตาลี คาเตนัคโช่ คือ การต่อสู้ของชนชั้น”" และนำไปเผยแพร่ทาง http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/686

ปัญญาชนผู้นี้อธิบายความหมายเบื้องหลังแท็กติกแบบ "คาเตนัคโช่" ซึ่งแปลว่า "กลอนประตู" (เป็นรูปแบบการเล่นของทีมฟุตบอลจากอิตาลีซึ่งเน้นเกมรับเป็นหลัก เมื่อได้ประตูขึ้นนำก็จะลงไปตั้งรับกันหมดแล้วรอสวนกลับ เกมรับของอิตาลีใช้ทุกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการดึงเสื้อ การเจตนาทำฟาวล์ หรือการเข้าสกัดที่รุนแรง) ไว้อย่างน่าสนใจ 
ก่อนหน้าจะหันมาเป็นแฟนบอล เนกรี้เคยรู้สึกว่าการแข่งขันกีฬาประเภทนี้นั้นค่อนข้างน่าเบื่อ แต่คนที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ ก็คือ "เนเรโอ้ ร็อกโก้" เทรนเนอร์ผู้สร้างแท็กติก "คาเตนัคโช่" ขึ้นมาในช่วงปลายทศวรรษ 1950

ร็อกโก้คุมทีมสโมสรที่มีคุณภาพระดับกลางๆ ไม่มีนักเตะชั้นยอด เขาจึงต้องสร้างรูปแบบเกมรับให้แข็งแกร่งแบบปลอดภัยไว้ก่อน 
นับแต่นั้น รูปแบบการเล่นฟุตบอลเช่นนี้ก็กลายเป็นคุณลักษณ์ติดตัวชาวอิตาเลียน มันเป็นรูปแบบที่สุดแสนจะน่าเบื่อ ทว่าแข็งแกร่ง โหดร้ายดุดัน และยากที่ทีมอื่นจะเอาชนะ ต่อมา เขาจึงนำแท็กติกดังกล่าวไปใช้กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ คือ เอซี มิลาน  
กระทั่งนักข่าวหัวสังคมนิยมและก้าวหน้าในยุค 1960 ถึงกับขนานนามให้ "คาเตนัคโช่" เป็นบุคลิกลักษณะของชาติอิตาลี ลักษณะที่ต้องทนทุกข์ ลักษณะชนบท ลักษณะเจ้าที่ดิน ซึ่งนำไปสู่การต่อสู้ทางชนชั้น

สอดคล้องกับสภาพการณ์ของดินแดนอันเป็นต้นกำเนิดแห่งแท็กติกการเล่นฟุตบอลรูปแบบนี้ คือ แคว้นเวเนโต้ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ในยุค 1950 ซึ่งผู้คนท้องถิ่นจำนวนมากต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานและทำทุกวิถีทางเพื่อการอยู่รอดของตนเอง เนื่องจากภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก 
เข้าทำนอง "เมื่อเรามีพละกำลังน้อยกว่า อ่อนแอกว่า เราก็ต้องปกป้องตนเอง"



น่าสนใจว่า ทีมที่เน้น "เกมรับ" จะสามารถย้อนกลับมาประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 ได้อีกครั้งหรือไม่? หลังจากกรีซเคยประสบความสำเร็จในยูโร 2004 และอิตาลีเคยคว้าแชมป์โลกในปี ค.ศ.2006 
ก่อนที่โลกฟุตบอลจะถูกยึดครองด้วยเกมรุกอันเฉียบคม และเปี่ยมล้นด้วยการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความสามารถเฉพาะบุคคลชั้นเลิศกับระบบทีมเวิร์กอันยอดเยี่ยมของทีมชาติสเปน รวมถึงยอดสโมสรอย่างบาร์เซโลน่า

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลที่ทีม "มนุษย์ต่างดาว" ซึ่งเป็นดังแม่แบบสำคัญของฟุตบอลสเปน ต้องกลับกลายสถานะเป็นผู้แพ้ทั้งระดับประเทศและทวีป  
โดยมีชะตากรรมไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรฟุตบอล ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากระบบและโครงสร้างชั้นดีสมบูรณ์แบบ อย่างบาเยิร์น มิวนิก ซึ่งเป็นแม่บทของฟุตบอลเยอรมัน
ทำให้น่าสงสัยว่า ตัวเต็งลำดับต้นๆ อย่างทีมชาติสเปน หรือ เยอรมนี จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งนี้ 

หากเปรียบเทียบกับทีมรองบ่อนที่ไร้ซูเปอร์สตาร์ ทรัพยากรนักเตะไม่สมบูรณ์แบบ รูปแบบการเล่นไม่สวยงามหรือแข็งแกร่ง แต่ถนัดเล่นเกมรับ



.

Take Care of Us, Captain: ฝากใจไว้..ไปด้วยกัน โดย มาดามหลูหลี

.
คอลัมน์ เงาเกาหลี เรื่องที่แล้ว - The Moon That Embrances The Sun : ดวงจันทร์ที่โอบตะวัน โดย มาดามหลูหลี

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Take Care of Us, Captain : ฝากใจไว้แล้วไปด้วยกัน 
โดย มาดามหลูหลี hluhlee@gmail.com คอลัมน์ เงาเกาหลี 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 86


เมื่อโลกใบใหญ่ใบนี้ได้กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ ที่ทุกๆ คนในโลกสามารถเดินทางถึงกันอย่างง่ายดาย คนทำงานในบ้านซึ่งอยู่ใกล้ชิดเรามากที่สุด จึงเป็นคนงานต่างด้าวที่ไม่รู้ที่มาที่ไป จากเดิมที่เรารู้กระทั่งโคตรเหง้าของเขา 
และคนอีกซีกโลกหนึ่งไปหาคนรักคนรู้จักในอีกซีกโลก โดยอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยสายการบินนานาชาติ ที่แข่งขันกันด้านเทคโนโลยีการบินกับทั้งเรื่องราคาและงานบริการ

จาก Air City ซีรี่ส์เกาหลีที่เสนอเรื่องราวการทำงานของเจ้าหน้าที่สนามบิน ให้เห็นความทันสมัยของสนามบินและบริการต่างๆ รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัย
มาถึงซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง Take Care of Us, Captain ของค่าย SBS โดยผู้กำกับจูทงมิน ได้นำเสนอเรื่องราวของอาชีพนักบินและเหล่านางฟ้าบนเครื่องบิน ว่าเบื้องหลังเครื่องแบบอันภูมิฐานสวยงาม มีงานที่ต้องรับผิดชอบอย่างหนักมายมายทั้งยังต้องแข่งกับเวลา

มีจีจินฮี พระราชาจากทงอี และพระเอกละครย้อนยุคจากแดจังกึม มาเป็นกัปตันคิมยูนซองผู้เข้มงวด เพราะนอกจากจะเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกยกเลิกการรับอุปการะจากฮงอินแท (ชอยอิลฮวา) ประธานสายการบินวิงส์แอร์ (Wings Air) ยังมีประสบการณ์อันเลวร้ายจากเที่ยวบินอินชอนไปซานฟรานซิสโก ทำให้เขาเป็นคนเย็นชา
ด้วยสภาพอากาศแปรปรวนและระบบอัตโนมัติไม่ทำงาน หยุดอัตโนมัติเสียเฉยๆ แต่เครื่องบินที่ลอยอยู่บนอากาศ ไม่อาจอยู่เฉยๆ ได้จึงเกิดเหตุอันไม่คาดคิด 
ในเที่ยวบินนี้ มีฮันมีฮเยแม่ของฮันดาจิน (คูฮเยซอน นางเอก F4 ผู้ผันตัวเป็นผู้กำกับฯ) ซึ่งท้องแก่ใกล้คลอด ได้เดินทางเพื่อไปร่วมงานรับปริญญาการบินของฮันดาจิน และฮันคยูพิลพ่อของฮันดาจินก็เป็นกัปตันของเที่ยวบินนี้ด้วย

เครื่องบินตกหลุมอากาศ เป็นเหตุให้ฮันมีฮเยสะดุดในห้องน้ำจนเสียเลือดมาก ต้องทำการคลอดอย่างกะทันหัน โดยแอร์ชอยจีวอน (ยูซัน ดาราฝีมือดีจาก Terrior) กับแอร์สาวๆ แทนที่จะเป็นหมอทำคลอด ด้วยความไม่สะดวกทั้งปวง แม่จึงเสียชีวิต แต่เด็กรอดแบบไม่สมบูรณ์นัก
เพราะกัปตันฮันคยูพิล ผู้เป็นทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมงานของคิมยูนซอง สอนว่าชีวิตผู้โดยสาร 300 คน ย่อมสำคัญกว่าชีวิตผู้โดยสารเพียงคนเดียว แม้ว่าผู้โดยสารคนเดียวคนนั้นจะเป็นภรรยาของเขาเอง


เหตุการณ์ร้ายจากเที่ยวบินนี้ ได้สร้างบาดแผลในใจให้หลายๆ คน ทั้งคิมยูนซอง ชอยจีวอน และฮันดาจินผู้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุร้ายครั้งนี้ จนเธอไม่อาจให้อภัยได้  
ผู้เขียนบทยังไม่สะใจพอ ได้ซ้ำเติมตัวละครฮันดาจิน ให้กัปตันฮันคยูพิลพ่อของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ให้เธอต้องเผชิญชีวิตกับฮันดายอน (กิลโซวอน) น้องสาวเพียงลำพัง 
ยังมีความโชคดีในเคราะห์ร้าย เพราะน้องสาวตัวน้อยๆ น่ารักของฮันดาจิน ทำให้เธอมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายมีความสุข ไม่อ้างว้างโดดเดี่ยวจนเกินไป 
หากชะตาชีวิตมักแกล้งเราเล่นเสมอ คนที่ไม่อยากพบไม่อยากเจอ กลับต้องมาทำงานด้วยกันในสายการบินและเที่ยวบินเดินทางร่วมกัน
ฮันดาจินเป็นนักบินผู้ช่วย (Co-Pilot) คู่กับกัปตันคิมยูนซอง และมีชอยจีวอนเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการพนักงานต้อนรับบนเครื่องลำเดียวกัน

ได้เห็นว่าความเป็นมืออาชีพคืออย่างไร ต้องแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงานโดยเฉพาะอาชีพนักบิน ซึ่งต้องมีความตื่นตัวกระตือรือร้นตลอดเวลา อย่างที่กัปตันคิมยูนซองบอกกับฮันดาจิน ว่าสมองต้องตื่นตัวเหมือนเครื่องยนต์ร้อนๆ ขณะที่หัวใจต้องเย็นชาเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องโดยไม่มีความรู้สึกส่วนตัว 
แม้ว่าฮันดาจินจะจุ้นจ้านเรื่องส่วนตัวมากไปหน่อย จนเหมือนบางเหตุการณ์ออกจะเกินจริง และดูเป็นการโปรโมตสายการบินที่มากเกิน 
ในแต่ละเที่ยวบินใช่ว่าจะราบรื่นทุกเส้นทาง มีเรื่องที่ไม่อาจคาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ
ใครจะคิดว่า ผู้โดยสารผู้ทรงเกียรติชั้นหนึ่ง (First Class) กลับมีพฤติกรรมชั้นเลว คิดลวนลามแอร์โฮสเตส เห็นการจัดการปัญหาของชอยจีวอนหัวหน้าพนักงานต้อนรับ ซึ่งเป็นการทำตามหน้าที่ที่ได้ใจลูกน้องและปกป้องศักดิ์ศรีของอาชีพ ได้อย่างถูกใจคนดู (อย่างนี้ต้องกด Like) 
แอร์สาวสวยจึงต้องมีสมองและพร้อมจะเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าในทุกรูปแบบ ทั้งดีทั้งขู่ทั้งปลอบผู้โดยสารสารพัดแบบ

นอกจากการทำงานร่วมกันของนักบินและแอร์โฮสเตสแล้ว ยังมีพนักงานควบคุมการบินที่ประจำการรอให้สัญญาณการจอดของเครื่องบิน โดยต้องอาศัยทักษะประสบการณ์และการตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า 
อีชุนฮี ไอ้หนุ่มไม่เอาไหนจาก Smile You มารับบทคังดงซู หัวหน้าพนักงานควบคุมการบิน ที่เข้มงวดทำงานได้ยอดเยี่ยม เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอาจต้องใช้อุปกรณ์ให้สัญญาณการลงจอดของเครื่องบิน ซึ่งเครื่องมือหรือเทคโนโลยีทันสมัยอาจใช้การได้ไม่ดีเท่าสองมือของมนุษย์



Take Care of Us, Captain นอกจากเรื่องราวการทำงานที่ต้องแข่งขันกับเพื่อนพนักงานด้วยกันและคู่แข่งขันภายนอก ที่บางครั้งการคิดแต่จะกำจัดคู่แข่งขันที่เป็นเพื่อนร่วมงาน จนลืมนึกถึงความเสียหายขององค์กร ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ 
กับเรื่องราวความรักสี่เส้าห้าเส้า เพราะแผลใจในอดีตทำให้ความรักไม่สมหวัง 
และบางครั้งมีเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ขึ้นได้ แต่การเป็นการเกิดซ้ำเพื่อให้เราได้แก้ไขแก้ตัว แก้ความผิดบกพร่องให้ถูกต้อง เหมือนได้ชำระจิตใจ
จีจินฮีเป็นกัปตันคิมได้หล่อและสมาร์ตมาก แต่เสียงและบทบาทการแสดงทำให้เราชินภาพของเขาในบทละครย้อนยุค บทพระราชาสมัยราชวงศ์โชซอนมากกว่า 
คูฮเยซอนที่ดูน่ารักร่าเริงในบทกัปตัน แต่เสียงหัวเราะของเธอฟังดูขัดเขินไม่รื่นหู มิน่า เธอจึงมักรับบทหนักบทเศร้า

ชอบยูซันในบทหัวหน้าพนักงานต้อนรับ แสดงได้ดีมาก และอีชุนฮีเรื่องนี้ดูดีดูเท่สมาร์ตแม้หน้าไม่หล่อแต่หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มแบบมีซิกส์แพ็ก
ส่วนหนูน้อยกิลโซวอนดาราเด็กน่ารัก ดูแล้วจะหลงรักและสงสารเธอ 
สิ่งที่ชอบอีกอย่างในละครเกาหลีคือ ตัวละครแต่ละตัวที่เคยอิจฉา เกลียดชังกัน พอในที่สุดแล้วกลับตัวกลับใจ ให้อภัยกันได้

เพราะความคิดถึงการโกรธเกลียด ไม่ได้ทำร้ายใครเลยนอกจากตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ขอให้ดูละครเรื่องนี้ให้สนุก และใช้ชีวิตแบบ Happy Landing นะคร้า ท่านผู้ชม



+++

The Moon That Embrances The Sun : ดวงจันทร์ที่โอบตะวัน
โดย มาดามหลูหลี hluhlee@gmail.com คอลัมน์ เงาเกาหลี 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1656 หน้า 86


MBC : Broadcast network สุดยอดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศเกาหลี เมื่อสร้างละครย้อนยุค (Period) มักสร้างความฮือฮาให้วงการทีวี และมีเรตติ้งความนิยมของผู้ชมมากมาย
เช่น ทงอี, แดจังกึม มาช่วงต้นปี 2012 ได้สร้างเรื่อง The Moon That Embraces The Sun ผลงานผู้กำกับฯ คิมโดฮุน ซึ่งมีเรตติ้งสูงถึง 42%
โดยได้พระเอกคิมซูฮยุน จาก Dream High 1 มาเป็นพระเจ้าอีฮวอน กษัตริย์สมัยโซซอนของเกาหลี 
The Moon That Embraces The Sun สร้างจากนิยายดังของนักเขียนจังอึนกวอล

ละครเป็นเรื่องราวความรักของกษัตริย์ผู้สูงศักดิ์กับธิดาเทพชั้นต่ำหรือคนทรง ชนชั้นต่ำสุดของสังคมและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม
แต่ในพระราชวังกลับมีตำหนักดารา อันเป็นที่อยู่ของธิดาเทพซึ่งจะพยากรณ์ตรวจดวงชะตาให้กษัตริย์และบ้านเมือง 
ในละครย้อนยุคหลายเรื่องมักมีธิดาเทพเป็นเหมือนโหราจารย์ให้พระราชา เช่นเรื่อง ควีนจามอง, ควีนซอนต๊อก 
เมื่อพระราชาอีฮวอนยังทรงพระเยาว์ เป็นองค์รัชทายาท มีการคัดเลือกพระชายาจากลูกสาวของข้าราชบริพารระดับสูง 
ผู้ได้รับเลือกจะได้เป็นพระชายาและมีอนาคตเป็นพระมเหสี ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกจะต้องอยู่คนเดียว ห้ามแต่งงานมีครอบครัวตลอดชีวิต เพราะถือว่าเป็นผู้หญิงของพระราชา 
โฮยอนอู (คิมยูจอง จากทงอีรับบทวัยเด็ก และฮันกาอินรับบทวัยสาว) และยูนโบคยอง (คิมโซฮยุน/คิมมินซอ กีแซงในซองกยุนกวาน) ได้รับเลือกซึ่งต่างเป็นคู่ชิงกันเพราะพระชายามีเพียงตำแหน่งเดียว 
ตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาท หาใช่พระชายาที่จะให้รัชทายาทอีฮวอนทรงเลือกเองได้ เพราะเกี่ยวข้องกับการเมืองและผลประโยชน์ ซึ่งมีพระพันปีหลวงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด โดยร่วมมือกับมหาอำมาตย์ยูนแดฮยุน พระญาติของพระพันปีและเป็นพ่อของยูนโบคยอง
รัชทายาทอีฮวอน ทรงพระปรีชาและฉลาดล้ำ สามารถจัดการให้มีการเลือกพระชายาด้วยวิธีที่ยุติธรรม และโฮยอนอู หญิงสาวที่พระองค์รักมากได้รับเลือก


ความสุขสมหวังจนหัวใจพองฟูขององค์รัชทายาทอีฮวอนและโฮยอนอู เป็นเพียงความสุขช่วงสั้นๆ เหมือนฟ้าใสสว่างเพียงชั่วพริบตากลับมีเมฆดำทะมึนลอยเต็มท้องฟ้า 
ด้วยการวางแผนและคำสั่งอันโหดเหี้ยมของพระพันปีหลวงจองฮุย (คิมยองเอ) เสด็จย่าของรัชทายาทอีฮวอน สั่งให้จางนกยอง หัวหน้าธิดาเทพทำมนต์ดำสังหารพระชายาโฮยอนอู เพื่อผลักดันให้ยูนโบคยองได้เป็นพระชายาแทน 
ทั้งยังได้กำจัดครอบครัวอันทรงอิทธิพลของโฮยองอู ซึ่งมีพ่อเป็นมหาบัณฑิต และโฮยอมพี่ชายรูปหล่อเป็นราชครูของรัชทายาทและเหล่าบัณฑิตแห่งซองฮยุนกวาน 
การทำมนต์ดำต้องมีเครื่องเซ่นสังเวยที่มีชีวิต และมนต์ดำจะมีพลังสูงสุดถ้าเครื่องสังเวยเป็นหญิงสาวพรมจรรย์ที่มีความปรารถนาอันแรงกล้า
องค์หญิงมินฮวา พระขนิษฐาขององค์ชายอีฮวาน สาวน้อยไร้เดียงจึงตกเป็นเครื่องมือด้วยความไม่รู้ กลายเป็นตราบาปตอกตรึงจิตใจชั่วชีวิต


เป็นแผนการสุดโหดที่สัมฤทธิผลในหลายด้าน ได้ขจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองและได้สร้างความสมหวังเรื่องคู่ครองให้องค์หญิงมินฮวา ทั้งยังเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อครอบครัวของโฮยอนอูอีกด้วย 
โฮยอนอูที่ถูกมนต์ดำทำร้าย ร่างกายภายในไม่เป็นอะไรเลย แต่ภายนอกเหมือนเจ็บป่วยจวนตายและการเจ็บป่วยของเธอเจ็บถึงคนที่รักรอบตัวทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย คนในบ้าน และโดยเฉพาะองค์ชายอีฮวอนทรงรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยกว่าใครๆ 
การเจ็บตายของใครสักคนในครอบครัว ย่อมมีผลต่อทุกคนที่เกียวข้อง ผู้ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกัน ใช่ว่าคนเราตายก็คือตาย เพราะในความเป็นจริงทุกๆ ความตายมีความหมาย 
การตายของโฮยอนอู แม้จะผ่านไปถึง 8 ปีจนองค์ชายอีฮวอนเป็นกษัตริย์แห่งโชซอน แต่ทุกวันทุกปีที่ผ่านไป ไม่ได้ทำให้ความรักความคิดถึงของพระองคที่มีต่อโฮยอนอูลดน้อยลงแม้แต่นิดเดียว ทุกเวลานาทีคือความเจ็บปวดต่อการสูญเสีย 

ความทรงจำที่โหดร้ายเจ็บปวดจากการตายของโฮยอนอู ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา นอกจากครอบครัวของเธอแล้ว ยังคงฝังใจอยู่ในความทรงจำของมเหสียูนโบคยอง พระจันทร์อีกดวงหนึ่งที่อับแสง ไร้การเหลียวแลและความรักจากพระราชาอีฮวอน กับองค์ชายยางมยอง (จองอิลวู จาก 49 Days) พระอาทิตย์อีกดวงที่ไร้แสง เป็นได้เพียงเงาของพระราชาอีฮวอน 
เพราะดวงจันทร์ ต้องมีเพียงหนึ่งเดียว โฮยอนอูจึงเสมือนดวงจันทร์ที่หลบไปชั่วคราว แอบอยู่เบื้องหลังดวงอาทิตย์ (สุริยคราส) แต่โฮยอนอูที่ตายไปเหมือนหลบไปพัก เป็นดั่งจันทราโอบอุ้มสุริยา (จันทรคราส) ไว้รอเวลาเพื่อให้พระราชาอีฮวอนทรงเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น ให้ทรงจัดการแก้ไขเรื่องราวในอดีตได้



The Moon That Embraces The Sun ซีรี่ส์ย้อนยุคแบบโรแมนติก แฟนตาซี สร้างเรื่องผูกตัวละคร ให้แต่ละคนต้องมาชดใช้ชดเชยกรรมเวรที่มีต่อกัน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ด้วยเรื่องราวที่สนุกทุกบททุกตอนแบบห้ามกะพริบตา
คนที่ตายกลับฟื้นคืนชีพ คนที่จะตอบแทนบุญคุณกลับไม่ใช่คนที่ต้องตอบแทน แต่ทุกคนทุกเหตุการณ์ ได้เกี่ยวข้องกัน เสมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดวงดารา ที่อยู่ในจักรวาล อยู่ในตำแน่งแห่งที่ของตน 
หากการเคลื่อนตัวของทุกสรรพสิ่งบนจักรวาลนี้ ย่อมมีผลต่อกันและต่อโลกมนุษย์

กิมจิ : แฟนคลับคนดูบ่นว่านางเอกฮันกาอิน ในเรื่องนี้แก่กว่าพระเอก แต่เธอก็แสดงได้ดี ด้วยวงหน้าสวยเย็นเหมือนจันทร์เต็มดวง และนักแสดงวัยเด็กน่ารักมาก อีกไม่กี่ปีคงเป็นพระเอกนางเอกกันได้เลย 
ส่วนพระเอกคิมซูฮยุน ผู้กำกับฯ เลือกได้เหมาะสม บทเศร้าๆ สุดใจจนอาจุมม่าเจ็บปวดหัวใจแทน บทเด็ดขาดดูองอาจห้าวหาญสมกับเป็นพระราชา โดยเฉพาะน้ำเสียงที่ห้าวกังวานทำให้จองอิลวูดูด้อยไปเลย 

หลังจากเรื่อง Dream High แล้ว คิมซูฮยุนได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้สินค้าต่างๆ ถึง 15 ตัว
มาเรื่องนี้ยิ่งดังใหญ่ รัฐบาลจึงแต่งตั้งเป็นทูตโปรโมตการท่องเที่ยวให้ประเทศเกาหลี



.

DARK SHADOWS “แวมไพร์หลงยุค”,+“THOR” โดย นพมาส แววหงส์

.

DARK SHADOWS “แวมไพร์หลงยุค”
โดย นพมาส แววหงส์  คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 87


กำกับการแสดง Tim Burton
นำแสดง Johnny Depp 
Michelle Pfeiffer 
Helena Bonham Carter 
Eva Green
Bella Heathcote 
Christopher Lee



Dark Shadows มีกำเนิดจากการเป็นหนังชุดทางโทรทัศน์ในทศวรรษ 1960 ซึ่งมีจำนวนถึงพันสองร้อยกว่าตอน โดยฉายต่อเนื่องกันยืดยาวถึงห้าปี ซึ่งแสดงถึงกระแสตอบรับอย่างดีมากในหมู่ผู้ชมอเมริกัน 
ว่ากันว่าแฟนๆ ที่ติดตามชมเหนียวแน่นเหมือนแฟนคลับสมัยนี้ไม่มีผิด
ซึ่งในบรรดาแฟนคลับของ Dark Shadows มีทั้ง ทิม เบอร์ตัน จอห์นนี เดปป์ และ มิเชลล์ ไฟเฟอร์ ซึ่งเป็นตัวหลักอยู่ในทีมงานภาพยนตร์ปี 2012 นี้ 
ทิม เบอร์ตัน เจ้าพ่อหนังชวนสยองหน้าตาพิสดาร จับมือกับ จอห์นนี เดปป์ พระเอกคู่ขวัญของเขาอีกครั้งในฐานะผู้กำกับฯ-นักแสดงนำ เป็นครั้งที่ 8 (Edward Scissorhands, Sleepy Hollow, Sweeny Todd, Alice in Wonderland
และปรากฏโฉมในบทพิสดารหลุดโลกตามเคย


หนังย้อนความไปถึงเรื่องดั้งเดิมของ บาร์นาบัส คอลลินส์ (จอห์นนี เดปป์) ซึ่งเกิดในอังกฤษ และอพยพมากับพ่อแม่มาอยู่ที่เมน สหรัฐอเมริกา ครอบครัวคอลลินส์มีกิจการประมงและสร้างคฤหาสน์อลังการไว้ที่เมืองที่ตั้งชื่อตามชื่อตระกูล  
บาร์นาบัสซึ่งเป็นหนุ่มเนื้อหอมในสมัยนั้น ทำผิดพลาดครั้งใหญ่คือ ไปหักอกสาวงามชื่อ แอนเจลีก บูชาร์ด (เอวา กรีน) แอนเจลีกเป็นเด็กจากครอบครัวยากจนและใช้เวทมนต์คาถาเป็นหนทางก้าวขึ้นสู่อำนาจเหนือคนอื่นๆ 
แม่มดแอนเจลีกทำให้ชีวิตของบาร์นาบัสต้องสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่เสียพ่อแม่ไปในอุบัติเหตุเหนือคาด และเสียหญิงที่รักไปในท้องทะเลอันปั่นป่วนบ้าคลั่ง
หนำซ้ำ แอนเจลีกยังทำให้บาร์นาบัสต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ โดยมอบความเป็นอมตะแก่เขา ทำให้เขากลายเป็นแวมไพร์ และเอาเขาไปฝังไว้ในหลุมศพอยู่ถึงสองร้อยปี

เหตุการณ์หลักในเรื่องเกิดเมื่อปี ค.ศ.1972 เมื่อสาวน้อยคนหนึ่งเดินทางมาสู่คฤหาสน์คอลลินส์ ในฐานะครูพี่เลี้ยงของเด็กชายที่สูญเสียแม่ไป
สาวน้อยคนนี้ปกปิดประวัติดั้งเดิมของตนไว้ในชื่อใหม่ว่า วิกทอเรีย วินเทอร์ส (เบลลา ฮีธโคต) ซึ่งมีหน้าตาเหมือน โจแซตต์ ดูเปรส์ สาวคนรักของบาร์นาบัส ไม่มีผิดเพี้ยน
วิกทอเรียเดินทางมาสู่คฤหาสน์คอลลินส์ที่ทรุดโทรมไปกับวันเวลา และเงินทองที่ร่อยหรอลงของคนในตระกูล 
หลังจากวิกทอเรียมาอยู่ได้ไม่นาน คฤหาสน์ก็ได้ต้อนรับแขกคนใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิมเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว

บาร์นาบัส คอลลินส์ ได้รับการปลดปล่อยอย่างบังเอิญจากหลุมศพที่ฝังเขาอยู่ หลังจากไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่ได้เห็นกาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปนานถึงสองศตวรรษ บาร์นาบัสก็ลุกขึ้นจากโลงสู่โลกสมัยใหม่ยุคทศวรรษ 1970
ซึ่งเป็นโลกที่ป้ายร้านแมคโดนัลส์ ซึ่งเป็นตัวอักษร เอ็ม ที่เขาเข้าใจว่า เอ็ม เป็นตัวย่อของ เมฟิสโตฟิลีส ซึ่งเป็นตัวแทนของซาตานที่เจรจาให้เฟาสต์ขายวิญญาณให้แก่ปีศาจ
โลกยุคปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ซึ่งถนนหนทางราดยางเรียบ และมีรถยนต์กลายมาเป็นพาหนะแทนม้า

บาร์นาบัสหาทางกลับคืนสู่คฤหาสน์คอลลินส์จนได้ และใช้อำนาจวิเศษในการสะกดจิตคน พาตัวเขาเข้าไปอยู่ในปราสาทมืดแห่งนั้น
เขาตั้งใจจะทำให้ตระกูลคอลลินส์กลับมาผงาดขึ้นอีกครั้ง ในครอบครัวประหลาดที่มี เอลิซาเบธ คอลลินส์ (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) เป็นใหญ่ ลูกสาววัยรุ่นเจ้าปัญหา เด็กชายที่ครอบครัวต้องจ้างครูพี่เลี้ยงมาดูแล และหมอประจำตระกูลคนสวย ดร.จูเลีย ฮอฟฟ์มัน (เฮเลนา บอนนัม คาร์เตอร์ คู่ชีวิตของผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน) ซึ่งพำนักอยู่ในคฤหาสน์ด้วย 
บาร์นาบัสได้พบวิกทอเรียที่มีหน้าตาเหมือนโจแซตต์ไม่ผิดเพี้ยน และหลงรักเธอในทันใด แต่ปัญหาใหญ่ของเขาก็ยังไม่หมดสิ้น เพราะแม่มดแอนเจลีคคนสวยมีชีวิตอมตะเหมือนกัน และยังทรงอิทธิพลอยู่ในเมืองนี้



หนังของ ทิม เบอร์ตัน มีภาพและบรรยากาศอันเสกสรรให้งดงามติดตา และแคแร็กเตอร์ก็น่าจดจำ 
แต่สำหรับ Dark Shadows แล้วดูเหมือนว่าเบอร์ตันจะพยายามย่อเรื่องราวและแคแร็กเตอร์พิสดารต่างๆ จากหนังชุดกว่าพันสองร้อยตอนดั้งเดิมมาอยู่ในหนังความยาวเพียงสองชั่วโมง ดังนั้น แคแร็กเตอร์จึงไม่ได้รับการพัฒนาไปเท่าที่ควร 

และหนังยังไม่ปลงใจชัดเจนว่าจะเป็นหนังล้อเรื่องผีดิบดั้งเดิม หรือว่าจะให้ความจริงจังแก่เรื่องราวขนาดไหน ดูเหมือนว่าหนังจะตั้งใจให้เป็นการล้อเล่นสนุกๆ แต่ก็ไม่ได้ลงตัวแบบหนัง The Addams Family หรือ The Munsters ซึ่งมีโทนชัดเจนว่าเป็นหนังผีๆ แนวขบขัน

ใน Dark Shadows แคแร็กเตอร์ของบาร์นาบัสบางครั้งก็ถูกนำเสนอในลักษณะขำขัน เช่น เขาเดินอยู่บนถนนลาดยาง มองเห็นดวงไฟจากรถยนต์คันที่แล่นมาและคิดว่านั่นคือดวงตาของปีศาจที่ตามมาหลอกหลอนเขา หรือว่าเขายืนแปรงฟันอยู่หน้ากระจก แล้วในกระจกกลับไม่เห็นตัวเขาเลย เห็นแต่แปรงสีฟันลอยอยู่กลางอากาศ เป็นต้น 
แต่บางครั้งก็โหดจนเกินกว่าแวมไพร์ตัวพระเอก เช่น เขาฆ่าคนบริสุทธิ์ไปหลายสิบคน รวมทั้งกลุ่มฮิปปี้รักสันติ แล้วยังหมอคนสวยที่ต้องการอมตภาพจากเลือดของแวมไพร์

หนังเรื่องนี้เป็นหนังหน้าตาดีและมีสิ่งละอันพันละน้อยน่าสนใจ แต่การใส่พล็อตไว้มากเกินไป ทำให้หนังสะเปะสะปะไม่มีทิศทางแน่นอน เหมือนไม่รู้จะเอายังไงกับเรื่องกันแน่ 
โดยรวมแล้วก็ไม่ถึงกับว่าเป็นหนังที่ดูไม่ได้หรอกนะคะ เสียแต่ว่าดูแล้วจับทิศทางของเรื่องไม่ได้ และเรื่องราวช่วงกลางๆ ออกจะน่าเบื่อไปหน่อย

สงสัยเขาไม่ได้ทำให้พวกที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ดั้งเดิมดู



+++ 
บทวิจารณ์ของปี 2554


THOR “เทพแห่งอสุนีบาต”
โดย นพมาส แววหงส์  คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1603 หน้า 87


กำกับการแสดง Kenneth Branagh
นำแสดง Chris Hemsworth
Natalie Portmman
Anthony Hopkins
Tom Hiddleston
Stellan Skarsgard
Rene Russo



Thor เป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่จากหนังสือการ์ตูนของมาร์เวล ซึ่งนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แอ๊กชั่นฮีโร่เรื่องใหม่ล่าสุด และจะตามต่อมาด้วย The Avengers ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นการประชันบรรดาซูเปอร์พระเอกและซูเปอร์ผู้ร้ายทั้งหลายของค่ายมาร์เวล ดังในคลิปสั้นที่ต่อท้ายหลังเอนด์เครดิตของหนัง ซึ่งผู้ชมควรจะนั่งรอให้ตัวหนังสือจบเสียก่อน ไหนๆ ก็เสียเวลามาดูหนังตั้งเกือบสองชั่วโมงแล้ว รออีกสองสามนาทีก็ไม่น่าจะเบียดบังเวลาอันมีค่าไปอีกสักเท่าไร 
เครดิตที่แปลกตาอีกชื่อคือ เคนเนธ บรานาห์ ที่ไม่คาดคิดว่าจะมาเป็นผู้กำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่แต่อย่างใด บรานาห์เป็นนักแสดงดรามา เราจะนึกถึงเขาในบทคลาสสิคของเชกสเปียร์ ซึ่งเขาทั้งแสดงและกำกับฯ มาหลายเรื่องแล้ว

ทำให้นึกอีกว่าเดี๋ยวนี้หนังซูเปอร์ฮีโร่นั้นไม่ใช่หนังที่หลายคนอาจจะเรียกว่า หนังหลอกเด็ก อีกต่อไป แต่เป็นประเภทภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับนับถือว่ามีสาระควบคู่ไปกับความสนุกสนานตื่นเต้น 
ดูอย่าง อั้งลี่ ผู้กำกับฯ ดรามาชื่อดัง ยังเคยทำหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Hulk 
ดูอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน ทำ The Dark Knight ให้เป็นหนังดีเยี่ยม ไม่ใช่แต่ในคลาสของหนังซูเปอร์ฮีโร่เท่านั้น แต่เป็นหนังดีเยี่ยม ต่อให้นำไปเทียบกับหนังดีมีสาระเรื่องใดๆ

เดี๋ยวนี้จึงกลายเป็นว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่หนังไร้สมอง มุ่งเอาแต่ความมันส์สะใจและหวือหวาเร้าใจเพียงอย่างเดียว
ผู้เขียนจึงกลายเป็นแฟนของหนังประเภทนี้ไปด้วยแบบไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจมาก่อน เพราะดู Spider Man ก็สนุก ดู X-Men ก็สนุกทุกตอน ดู Ironman ก็สนุกมากในภาคแรก ฯลฯ 
มารู้จักกับ Thor กันสักหน่อยนะคะ


ค่ายหนังสือคอมิก "มาร์เวล" นำธอร์มาแนะนำสู่เยาวชนให้เป็นซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ในช่วงทศวรรษ 1960 โดยนำตัวละครตัวนี้มาจากปกรณัม (เรื่องเล่า หรือตำนาน) ของชาวนอร์ส ซึ่งเป็นต้นตระกูลของชนชาติที่อาศัยในแถบสแกนดิเนเวีย ที่เรียกกันว่าพวกไวกิ้งนั่นแหละค่ะ

ธอร์ (คริส เฮมสเวิร์ธ) เป็นเทพแห่งอสุนีบาต อาศัยในดินแดนของเทพเจ้าที่เรียกว่า อัสการ์ด ซึ่งเป็นประดุจสวรรค์ในตำนานของพวกนอร์ส ในทำนองเดียวกับที่โอลิมปัสเป็นที่อยู่ของเทพเจ้าในตำนานกรีกนั่นแหละ 
อัสการ์ดเชื่อมต่อกับโลกมนุษย์ด้วยสะพานสายรุ้งอันงดงามที่เรียกว่า "ไบฟรอสต์" ประมุขของอัสการ์ดคือ โอดิน (แอนโธนี ฮอปกินส์) ซึ่งเป็นเทพบิดรในทำนองเดียวกับ ซุส ที่เป็นเทพบิดรในปกรณัมกรีก โอดินเสียตาไปข้างหนึ่งเพื่อแลกกับปัญญาความรู้ที่นำมาถ่ายทอดต่อมนุษย์ ดังนั้น รูปลักษณ์ของโอดินจึงมีตาข้างเดียว 
ธอร์เติบโตขึ้นมากับน้องชายชื่อ โลกิ (ทอม ฮิดเดิลสตัน) ซึ่งรูปร่างหน้าตาแตกต่างกับธอร์เหมือนคนละพ่อคนละแม่ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นดังนั้น เพราะโลกิไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของโอดินกับฟริกกา แต่เป็นเด็กที่ทั้งสองเก็บมาเลี้ยงเป็นลูก ทั้งๆ ที่เป็นลูกของศัตรูคู่อาฆาต

ในจักรวาลของชาวนอร์ส ทวยเทพต่อสู้กับพวกยักษ์น้ำแข็งที่อยู่ในดินแดนเยอทุนไฮม์ พูดง่ายๆ คือพวกอสูรนั่นแหละ 
เทพเจ้าราวีกับอสูรที่เป็นศัตรูตัวฉกาจมาช้านาน และการต่อสู้นั้นเป็นที่น่าหนักใจยิ่งของทวยเทพเนื่องจากเป็นที่ตระหนักดีว่าอสูรจะมีชัยชนะเด็ดขาดในบั้นปลาย ภารกิจของโอดินคือการถ่วงเวลาวันโลกาวินาศ ที่เรียกว่า "รักนารอค" ออกไปให้เนิ่นนานที่สุด 

แม้ว่าหนังจะไม่ได้เอ่ยถึง "รักนารอค" แต่ขอแถมให้หน่อยก็ได้ เพราะวัยรุ่นแทบทุกคน โดยเฉพาะพวกบ้าเกม จะรู้จัก "รักนารอค" ที่เป็นเกมคอมพิวเตอร์ที่ฮิตกันเหลือเกินเมื่อหลายปีมาแล้ว ถ้ายังไม่ทราบก็จะได้ทราบกันว่า แหล่งที่มาของเกมก็อยู่ที่เรื่องปรัมปราของนอร์สนี่เอง

ส่วนโลกิ (ทอม ฮิดเดิลสตัน) นั้นไม่ใช่เทพ แต่เป็นลูกของยักษ์ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกอัสการ์ดได้ตามใจชอบ และไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ที่นั่นจะต้องมีเรื่องเดือดร้อนตามมา 
นี่คือปกรณัมที่เป็นที่มาของ Thor ที่กลายมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของหนังสือการ์ตูนคอมิก และถูกถ่ายทอดมาเป็นภาพยนตร์ขณะนี้



เรื่องความวุ่นวายบนอัสการ์ด ซึ่งธอร์เป็นเทพผู้แข็งแกร่งและยโสโอหังจนสร้างความไม่พอใจแก่โอดิน โอดินจึงลงโทษด้วยการส่งธอร์ลงมาบนโลกมนุษย์ 
และธอร์ก็หล่นตุ้บลงมาในดินแดนแถบนิวเม็กซิโก ต่อหน้าต่อต่อทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มี เจน ฟอสเตอร์ (นาตาลี พอร์ตแมน) เป็นเจ้าของโครงการ
ธอร์ต้องถูกสาปให้ลงมาใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ ซึ่งไม่น่าจะถือเป็นคำสาปสำหรับเขา เพราะเขาเองก็ดูเพลิดเพลินสำราญดีกับอาหารการกิน และชีวิตในโลกสมัยใหม่ 
และแน่นอนว่าเมื่อมีมนุษย์สาวสวยคอยให้ความช่วยเหลือ ทั้งสองก็รักกันจนแทบไม่อยากพรากจากกัน เรื่องราวตรงนี้แทรกเข้ามาพอเป็นน้ำจิ้มให้ได้รสชาติของความรักพอเป็นกระษัย แต่ดูเจือจางและไม่ได้น่าเชื่อแม้แต่น้อยว่าสองคนนี้รักกันได้อย่างไร นอกจากเพราะความหล่อความสวยของพระเอกนางเอกที่พอเห็นกันก็ทำให้รักกันโดยอัตโนมัติ


หนังไม่ได้เน้นจุดนี้หรอกค่ะ แต่นำเสนอเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิกเพื่อสร้างภาพอันเรืองรองของอัสการ์ด สะพานสายรุ้ง และการต่อสู้ระหว่างเทพกับอสูร ฯลฯ

ผู้เขียนไม่ได้ดูในแบบสามมิตินะคะ เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่อยากปรับระยะสายตาไปมาให้วิงเวียน แต่หนังที่ฉายอยู่ขณะนี้มีทั้งแบบปกติและสามมิติให้เลือกดูกันได้ตามใจชอบ 
ภาพซีจีก็น่าตื่นตาตื่นใจดีพอสมควร แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบเป๊ะ

คริส เฮมสเวิร์ธ นักแสดงหน้าใหม่จากออสเตรเลีย แม้จะไม่ได้แสดงฝีมือการแสดงอะไรมาก แต่ก็คงจะได้เกิดจากบทนี้ จากหน้าตาแบบหนุ่มไวกิ้งผมทอง และพลังอำนาจของเทพเจ้าสายฟ้าองค์นี้ ซึ่งยังจะมาปรากฏบนจอภาพยนตร์อีกใน The Avengers ในอีกไม่นานเกินรอ



.

ตลกต่างแดน: นึกว่า “สปาย”, เฟซคุก, ราเมนสุดฮ็อต, ตั้งไปแล้ว, วิวาห์ระทึก, หลับแปลกๆ

.

นึกว่า “สปาย”
คอลัมน์ ตลกต่างแดน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 104


เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องมองต่างมุมจริงๆ 
ถ้าเป็นคุณคนอ่าน แล้วเห็นนกตัวเล็กๆ นอนตายอยู่ข้างถนนจะทำอย่างไร 
เราก็คงทิ้งให้นกน้อยนอนตายไปอย่างนั้น หรือถ้าใจดีหน่อย ก็อาจจะหยิบมันไปฝัง 

แต่สำหรับชาวบ้านที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองกาซิอันเตป ประเทศตุรกี ที่ได้ไปพบเห็นร่างไร้วิญญาณ "นกจาบคา" นักล่าผึ้งตัวยง 
แม้ว่าตัวมันจะแสนเล็ก แต่ชาวบ้านก็ยังอุตส่าห์ไปเห็นว่า นกตัวนี้ "ผิดปกติ" 
เพราะมีวงแหวนพันอยู่รอบๆ ขา โดยมีคำว่า "อิสราเอล" อยู่บนวงแหวนดังกล่าว 
แถมยังมีรูจมูกที่ใหญ่ผิดปกติอีก (เห็นกันขนาดนั้น)
เห็นดังนั้น ก็เลยพากันตกใจ คิดว่า นกตัวนี้อาจจะถูกหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลฝังไมโครชิปเอาไว้ แล้วให้บินเข้ามาสอดแนมข้อมูลในตุรกี
ก็เลยรีบแจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้มาตรวจสอบ

ผลการชันสูตรศพ "นกจาบคา" ตัวนี้ พบว่า ...
นกตัวนี้ไม่ได้เป็นสปายให้กับอิสราเอลแต่อย่างใด  
และทางผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงเกษตรของตุรกีก็ตรวจสอบแล้ว แจ้งกับชาวบ้านว่า

นกตัวนี้ ไม่เป็นอันตราย และเป็นเรื่องปกติที่จะมีวงแหวนติดอยู่ที่ขานกอพยพเหล่านี้ 
เพื่อไว้สำหรับการตามรอยการเดินทางของพวกมัน 
ตอนนี้ ชาวบ้านก็เชื่อมั่นได้แล้วว่า นกน้อยจาบคาตัวนี้ ไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคง 

แต่คนนั่นแหละ ที่เป็นภัยต่อนก
เข้าใจไหม !!



++

เฟซบุ๊ก เลย เฟซคุก
คอลัมน์ ตลกต่างแดน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1657 หน้า 104


สมัยนี้ ใครๆ ก็ล้วนมี "เฟซบุ๊ก" ไม่งั้นจะรู้สึกเหมือนคนไม่มีสังคม "ไม่มีตัวตน" ยังไงก็ไม่รู้?
และมี "บางคน" เช่นกันที่ทุกวันนี้ขยัน "เข้าเฟซบุ๊ก" ยิ่งกว่าเข้าบ้านซะอีก!!! 
แต่ที่ฮ้า...ฮา กว่านั้นก็คือ 
คนที่ขยันเข้าเฟซบุ๊ก จนต้อง เฟซคุก(เจอคุก)เนี่ยสิ!!!
เคยเจออ๊ะปล่าว?

เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นแล้ว ที่เมืองคาลี ประเทศโคลอมเบีย เมื่อตำรวจที่นั่นสามารถตามจับคนร้ายได้ จาก "เฟซบุ๊ก" ที่คนร้ายรายหนึ่งนั่งเล่น "ฆ่าเวลา" ระหว่างรอปล้นแคชเชียร์ ที่ร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ 
แล้วคุณโจรก็ดันลืม "ล็อก เอ๊าต์" ซะงั้น!!!

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเล่าว่า หลังจากคนร้าย 2 นายควักปืนออกมาจี้ แล้วได้เงินจากแคชเชียร์ในร้านอินเตอร์เน็ตไปจนเกลี้ยง แคชเชียร์ก็โทรศัพท์แจ้งตำรวจ 
และเล่าว่า คนร้ายทั้งสอง ได้นั่งเล่นคอมพิวเตอร์ในร้านก่อนจะลงมือปล้น เมื่อตำรวจเข้าไปตรวจดู ก็พบ "เฟซบุ๊ก" ของคนร้ายรายหนึ่งที่เปิดแล้วดันลืม "ล็อก เอ๊าต์" เฟซบุ๊กของตัวเองออกจากระบบ  
กระทั่งตำรวจสามารถเปิดเข้าไปดู จนรู้ล่ะว่า ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน?

และตอนนี้ ตำรวจก็จัดการ "ล็อก อิน" เจ้าของเฟซบุ๊ก 
เข้าไปอยู่ในคุกเรียบร้อย!!!



++

ราเมนสุดฮ็อต!!!
คอลัมน์ ตลกต่างแดน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1657 หน้า 104


ของบางอย่าง แค่ "มอง" คุณอาจไม่รู้หรอกว่า ร้อนแรง ขนาดไหน?
แต่ "ราเมน" ชามนี้ แค่เห็นภาพ บางคนอาจไม่กล้าสั่งมารับประทานเลยละกัน
เพราะกลัวว่า อาจจะถูก "ไฟคลอกตาย" ซะก่อนจะได้กิน!!!
???

ทั้งนี้ จากข่าวเล่าว่า ราเมนที่คุณคงเห็นภาพไม่ค่อยชัด เนื่องจากเปลวไฟที่ลุกท่วมบดบังความคมชัดของราเมนในชามซะหมด เป็นผลงานสุดสร้างสรรค์ของร้านราเมนแห่งหนึ่ง ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้น้ำมันเจียวต้นหอมที่มีความร้อนถึง 360 องศาเซนติเกรด ราดลงไปบนชามราเมน ซึ่งจะทำให้เกิดเปลวไฟลุกท่วมสูงถึง 1 ฟุต
โดยผู้ที่นำรูปและข่าวนี้มาลงในอินเตอร์เน็ต แนะนำว่า ไม่ควรสั่งให้เด็กเล็กรับประทานเด็ดขาด และเพื่อความปลอดภัย ใครที่อยากลองสั่งมากินเล่น ควรพก "เครื่องดับเพลิง" ไปด้วยก็ดี

แต่ใครที่คิดว่า เรื่องกิน เรื่องใหญ่ 
ตายนั้นเรื่องเล็ก ก็สั่งไปเลย 2 ชาม!!!
เผื่อ ชามแรกพลาด!!! 


++

ตั้งไปแล้ว... เสียใจ
คอลัมน์ ตลกต่างแดน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1656 หน้า 104


แม้ชื่อเรื่องจะชวนเศร้า แต่เค้าเชื่อว่า...
ไม่น่าจะทำให้ ใครรู้สึก "ใจเสีย" นักหรอก 
เพราะน่าจะ "ชาชิน" กันแล้ว กับอะไรๆ ที่ตั้งไป แล้วมารู้สึก "เสียใจ" ภายหลัง
ฮือๆๆ

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องที่เรากำลังจะเล่านี้ไม่ใช่เรื่องของโต๊ะหรือเก้าอี้  
แต่เป็นเรื่องของ "ชื่อ" ที่ปรากฏว่า มีพ่อแม่ในอังกฤษเกือบครึ่ง ยอมรับว่า "เลือกผิด" ให้ลูก!!!
ตั้งไปแล้ว ก็มาคิดได้ตอนนี้ว่า... ไม่น่าเลยตู เราทำพลาดไปอ๊ะปล่าวเนี่ย? 

ทั้งนี้ โฆษกของ DottyBingo.com บอกว่า...
มีพ่อแม่ในอังกฤษถึง 43% ที่บอกว่า...
ตอนนี้ เห็นชื่อลูกแล้วก็รู้สึกลังเล ไม่มั่นใจเหมือนแรกๆ ว่า... อยากให้ลูกชื่อนี้แหละ!!!
แต่มีอยู่ 19% ที่บอกว่า "ไม่ชอบ" เลย
ขณะที่ 2% บอกว่า "ไม่ชอบ" เอามั่กๆ

สำหรับสาเหตุใหญ่ ที่ทำให้พ่อแม่เหล่านี้ตัดสินใจพลาดก็เพราะ ชอบตั้งชื่อลูกตามศิลปิน ดารา หรือคนที่กำลังดังในตอนนั้น
แต่ตอนนี้ ชื่อเหล่านั้นไม่ได้เป็นชื่อที่ฮอตฮิต หรือน่ารัก น่าตั้ง เหมือนตอนนั้นแล้วน่ะสิ 

ต่อไปใครที่คิดจะ "ตั้งชื่อ" ให้ลูก แค่ "ตั้งใจ" ก็พอ!!!
ตั้งใจไว้เลยว่า ข้าจะ "ไม่ก๊อบ" ชื่อใคร?
ไม่ว่า ชื่อนั้น จะดังสักแค่ไหนก็ตาม!!!



++

ภาพวิวาห์ระทึก!!!
คอลัมน์ ตลกต่างแดน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1656 หน้า 104

เห็นแล้วก็ "อึ้ง" คิดไม่ถึงว่าจะมีคู่วิวาห์ที่อยากได้รูป "พรี เว็ดดิ้ง" เหมือน(ชีวิต)จริงซะขนาดนี้!!!
555
ทั้งนี้ จากข่าวเล่าว่า จากที่รูปพรี เว็ดดิ้ง ของคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่มักจะออกมาในโทน สวย หล่อ สนุกสนาน หวานชื่นมีความซุก... ความสุข จนหลายคนอิจฉา
แต่ปรากฏว่า นายเบนจามิน จินซุก ลี และ จูเลี่ยน ซุนมิ ปาร์ก คู่บ่าวสาวชาวเกาหลีใต้กลับอยากได้รูปพรี เว็ดดิ้ง
ที่พวกเขาต้องหนีการไล่ล่าของผีดิบซอมบี้ หัวซุกหัวซุน ซะงั้น

ทั้งสองจึงนัดตากล้องของเว็ดดิ้ง สตูดิโอ ไปถ่ายรูปกันที่ถนนค่อนข้างเปลี่ยวไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน
โดยรูปชุดของทั้งคู่ เริ่มต้นจากภาพที่ทั้งสองกำลังนั่งจิบไวน์ชื่นมื่นกันกลางทุ่ง โดยไม่รู้ตัวเลยว่า...
มีผีดิบตนหนึ่งเดินมาข้างหลัง จากนั้นก็เป็นฉากที่ทั้งสองใช้ทั้งมีดและพลั่วต่อสู้กับผีดิบอุตลุด

แล้วในที่สุดผีดิบก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และจบลงด้วยภาพชัยชนะของทั้งสอง
ที่ฉลองชัยด้วยการ จูจุ๊บกัน!!!

ความรัก คือ การต่อสู้ ศัตรู คือ ยากำลัง
ขอเพียง เราอย่าหันมา "สู้" กันเองก็ล่ะกันเนาะ!!!



+++

ห้องนอน (แปลก)
คอลัมน์ ตลกต่างแดน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1655 หน้า 104


แปลกแต่จริง
แม้จะเป็นห้องที่เข้าไปเพื่อ "หลับ(ตา)" แต่ปรากฏว่า... 
กลับมีบางคนให้ความสำคัญกับ "ห้องนอน" ถึงขนาดทุ่มทุนสร้าง 
แต่อย่าถามนะว่า เพราะอะไร?
คนที่ห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น "ห้องเดียวกัน" ตอบไม่ได้จริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับห้องนอนที่เห็นในภาพ 
จากข่าวว่า เป็นห้องนอนลูกชายของ สตีฟ คอห์ล หนุ่มใหญ่นักออกแบบ เจ้าของบริษัทรับออกแบบและก่อสร้างในเมืองฮอปส์กิน รัฐมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา 
ที่ออกแบบ ตกแต่งห้องในตรีมห้องนอนโจรสลัด 
ดังนั้น ภายในห้อง นอกจากจะมีตู้เสื้อผ้า
โต๊ะวางของ เหมือนห้องนอนทั่วไป

ก็ยังมี "ห้องขัง" บันไดลื่น และสะพานเชือก สำหรับเดินขึ้นไปยัง เรือโจรสลัด
ซึ่งมีที่นอน หมอนหนุน หมอนข้างนุ่มๆ กองรอท่าเจ้าของห้อง ขึ้นไปนอนกลิ้งเล่น 

รู้ว่า น่านอน แต่ ถ้าเลือกได้ เรา ขอมี "ห้องนอน" แบบธรรมดาเหมือนเดิมดีกว่า
แต่ที่อยากได้เพิ่มมา ก็มีเพียง "เพื่อนร่วมห้อง" เท่านั้นแหละ!!!
เผื่อจะทำให้ฝันดี กว่าที่เป็น!!!



++

มหัศจรรย์เรื่องนอน
คอลัมน์ ตลกต่างแดน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1655 หน้า 104

ขนาด "ทไวไลต์" ยังมีภาคต่อ
คงไม่ว่ากันนะ 
ถ้าเราจะขอเม้าธ์ "เรื่องนอน" ต่อกันอีกสักเรื่อง

เพิ่งรู้เหมือนกันว่า เดือนพฤษภาคม ถูกประกาศให้เป็นเดือนแห่งการปรับปรุงการนอนให้ดีขึ้น
แล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ทางสมาคมปรับปรุงการนอนในอเมริกา ก็มีการทำสำรวจในกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 ราย
ซึ่งได้ผลออกมาว่า... ปัจจุบัน มีคนอเมริกันถึง 45% ที่นอนไม่พอ 
กระทั่งต้อง "แอบงีบ" หรือ เผลอหลับในที่ทางที่ไม่ได้มีไว้ให้นอน

อย่างเช่น มีคน 1 ใน 10 สารภาพว่า แอบงีบตอนทำงาน
และ คน 7% ที่เผลอหลับระหว่างเข้าไปนั่งสวดมนต์ในโบสถ์ 
ขณะที่มีคน 6% ที่เผลอหลับระหว่างนั่งรถ 
หรือแม้แต่ใน "ห้องสุขา" ก็ยังมีคนถึง 4% ที่บอกว่าเคยไป "นั่งหลับ" ในนั้นมาแล้ว!!!

แต่ที่ คาริน มาโฮนี่ ประชาสัมพันธ์สมาคมปรับปรุงการนอนฯ 
บอกว่า ตอนเห็นข้อมูล เธอถึงกับ "อึ้ง" ไปเลย ก็คือ
"มีชายคนหนึ่งบอกว่า เคยเผลอหลับไปบนหลังคาบ้าน"
และผู้ชายอีกคน บอกว่า "เคยเผลอหลับไปวูบหนึ่ง" ระหว่างกำลังถูกสัมภาษณ์ตอนไปสมัครงาน

"แล้วยังมีครูคนหนึ่งที่บอกว่า เผลอหลับกลางอากาศ"
"ขณะยืนพูดอยู่บนโพเดี้ยม (แท่นยืนบรรยาย)"

ว่าแล้ว ก็ขออย่าให้มีใคร "เผลอหลับ" ตอนนี้เลยนะ 
เพี้ยง!!!



.

2555-05-29

หนุ่มเมืองจันท์: สมการ “ตลก”

.

สมการ “ตลก”
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 24


เพิ่งอ่าน a day เล่มใหม่ เขาพาดหน้าปกว่า "พบตลกดังทั่วฟ้าเมืองไทย"
เลียนแบบคัตเอ๊าต์หน้า "คาเฟ่" ดังในอดีต 
เขาไล่สัมภาษณ์ตลกดังๆ เพียบเลย ตั้งแต่ "หม่ำ จ๊กมก-เท่ง เถิดเทิง-โหน่ง ชะชะช่า-เทพ โพธิ์งาม-เด๋อ ดอกสะเดา-โน้ต เชิญยิ้ม-เป็ด เชิญยิ้ม-จิ้ม ชวนชื่น-แจ๊ส ชวนชื่น ฯลฯ"
"ตลก" ไม่มาก แต่ "สนุก" มากครับ

นอกจากจะเห็นพัฒนาการของ "ตลก" แล้ว ผมชอบ "มุมคิด" ของแต่ละคน 
ยืนยันว่า "ไม่ธรรมดา" 
เช่น คุณรู้ไหมว่า "ตลก" คืออะไร 
ตอบยากนะครับ แต่ "เป็ด เชิญยิ้ม" ตอบเป็นสมการคณิตศาสตร์ 
ตลก = ความจริง + สิ่งที่ไม่คาดคิด

"ความจริง คือ สิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าคุณบวกสิ่งที่ไม่คาดคิดเมื่อไร เสียงหัวเราะจะเกิดขึ้น"
งงใช่ไหมครับ ลองดูตัวอย่างนี้ 
ก.เมื่อเช้าผมยัวะมาก เล่นรัมมี่กับเพื่อนฝูงอยู่หลายคน เมียผมเท้าเอวด่า ไอ้ห่า เล่นรัมมี่เดี๋ยวไปทำงานไม่ทัน ผมบอก ผัวเมียคุยอะไร คุยกันสองต่อสอง อย่ามาด่าต่อหน้าเพื่อนสิ แล้วลุกขึ้น...เตะก้านคอเลย 
ข.เตะเมีย
ก.เตะเพื่อนให้เมียดู

...ตึ่งโป๊ะ

ครับ "เตะเมีย" คือ สิ่งที่คนฟังคาดคิด 
"เตะเพื่อนให้เมียดู" คือ สิ่งที่ไม่คาดคิด 
ลาก "ความจริง" มาให้คนคิดแบบหนึ่ง แล้วตบอีกแบบหนึ่งที่คนไม่คาดคิด 
เสียงหัวเราะจึงเกิดขึ้น 
เท่ไหมล่ะ


หรือ "โน้ต เชิญยิ้ม" ที่บอกว่า "ตลกทุกคนมีครูคนเดียวกัน คือ ความยากจน
เป็นคำของ ครูสลา คุณวุฒิ ที่เขาชอบมาก 
"ความยากจนสอนให้ผมรู้จักซื่อสัตย์ต่ออาชีพ สอนให้ผมรู้จักความกตัญญู และสอนให้ผมรู้จักการใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท ความยากจนเป็นครูของเรา

ยัง ยังไม่พอ
"โย่ง เชิญยิ้ม" บอกว่าเขามี "พระดี" อยู่องค์หนึ่ง 
พระองค์นั้น ชื่อ "พยายาม"
หูเป็นแผลไหมล่ะ



ในทางการตลาด "ตลก" คือ ตัวอย่างหนึ่งของการสร้าง "ความแตกต่าง" 
สินค้าที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดู  
แต่ "ตลก" แต่ละคนจะมี "ภาพจำ" แตกต่างกัน 
"ภาพจำ" ของ "แอนนา ชวนชื่น" คือ การพูดสำเนียงจีนไหหลำ 
คำฮิตที่สุดคือคำว่า "ถั่วต้ม" 
มาจากคำว่า "ถูกต้อง"

หรือ มุขร้องไห้ของ "โก๊ะตี๋" 
"ไม่อาว ไม่พูด" ของ "จาตุรงค์ มกจ๊ก" 
"ฟันหลอ" และการพูดไม่ชัดของ "เต่า เชิญยิ้ม" ฯลฯ

ทุกคนพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองเพื่อสร้างความแตกต่าง 
นอกจากนั้น วิธีคิดของคนอาชีพนี้น่าสนใจมาก 
อย่าง "โน้ต เชิญยิ้ม" เล่าว่าตอนที่เล่นตลกคาเฟ่ เขาจะย้ำกับ "เป็ด" เพื่อนซี้ว่าการแต่งเนื้อแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผมต้องสะอาด 
ก่อนขึ้นเวทีเขาจะเข้าห้องน้ำล้างมือ หรือบางทีก็เอาน้ำหอมฉีดมือนิดนึง 
"เพราะถ้าเราเล่นดี ลงมาต้องมีคนมาขอจับมือ" 
หรือ "รองเท้า" ต้องสะอาด 
"เพราะเวลายืนบนเวที ปลายเท้าเรากับหน้าคนดูเท่ากัน" 
ถ้ารองเท้าสกปรก "โน้ต" บอกว่าเหมือนกับเราไม่เคารพคนดู
คิดละเอียดมาก

หรือกลยุทธ์การเก็บ "มุข" ของตลกแต่ละคน 
ทุกคนยืนยันเหมือนกันว่าต้องพยายามพัฒนามุขตลอด 
ทำ "มุข" ให้เหมือน "ทิชชู" 
"ใช้" แล้ว "ทิ้ง" 
อย่าง "เท่ง" นั้นเขาจะจดมุขที่เจอแต่ละวันใส่เศษกระดาษ 
"แต่ละวันกระเป๋าของเราจะมีเศษกระดาษเต็มไปหมด" 
เวลาเจอวงเหล้าแล้วได้ยินเสียงหัวเราะ "เท่ง" บอกว่าอยากจะเข้าไปถามว่าขำเรื่องอะไรกัน เผื่อจะได้มุขเด็ดๆ
แน่นอน ในวงสังสรรค์ เมื่อไรเพื่อนเรียกเสียงฮาได้ เขาจะจดมุขใส่กระดาษยัดในกระเป๋าทันที 
และหนึ่งมุขในเศษกระดาษนั้น 
คือ เพลง "กินตับ"


วิธีการสอนของ "ตลก" ก็ไม่ธรรมดา 
"แจ๊ส ชวนชื่น" บอกว่า พี่จิ้ม ชวนชื่น ชอบชวนเขาไปเรียนละครใบ้ ไปดูคอนเสิร์ต Linkin Park 
เขาก็สงสัยว่าคนในคณะมีตั้งเยอะ ทำไมไม่เอาไป 
"ตอนหลังพี่จิ้มบอกว่ากูอยากให้มึงเห็นพลังของเขาที่ใช้ในการทำงาน พี่ไม่ใช่คนเก่ง แต่พี่ขยัน ทำอะไรทุ่มให้สุดตัว เอาออกมาให้เต็ม อย่าเล่นแต่ร่างกาย ความรู้สึกต้องไปด้วย" 
เป็นกลยุทธ์การสอนแบบ "ไม่สอน" 
ไม่พูดตรงๆ แต่ให้เห็นด้วยตัวเอง

"ตลก" ทุกคนนั้นมีเป้าหมายเหมือนกัน คือ เสียงหัวเราะของคนดู 
และเมื่อขึ้นเวทีแล้ว ทุกอย่างต้องวางไว้ข้างล่าง  
"แอนนา ชวนชื่น" เล่าว่า ตอนที่เขาเล่นตลกอยู่ในวงดนตรีลูกทุ่ง "สายัณห์ สัญญา" พ่อของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 
แต่เขาต้องขึ้นเวที 
"ผมต้องสลัดมันเลยนะ ต้องทำให้ได้" 
เขาเล่นทั้งที่น้ำตายังไม่ทันแห้ง 
หน้าเวทีหัวเราะกันลั่น แต่เมื่อจบการแสดง "แอนนา" เดินเข้าหลังเวที น้ำตาอาบแก้มเหมือนเดิม 
ทุกคนในคณะตบมือให้ "แอนนา" 
เดอะ โชว์ มัสต์ โก ออน

"ตลก" คนหนึ่งสรุปว่า "ความทุกข์ของเรา ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเสียงหัวเราะผู้ชม
คมไหมล่ะ 
ทายสิครับว่าคนพูดคือใคร 
"หม่ำ จ๊กมก" ครับ

อีกประโยคหนึ่ง 
"ผมเชื่อว่าเวลาเจอปัญหา เราต้องอย่าหนีปัญหา จงเดินเข้าหาปัญหา แล้วจะเจอปัญญา" 
อ่านประโยคนี้จบ ผมรู้เลยว่า "หม่ำ" ค้นพบปรัชญานี้จากรายการ "ชิงร้อยชิงล้าน" 
รายการนี้ปัญหาคงเยอะ 
"หม่ำ" ใช้วิธีแก้ไขด้วยการเดินเข้าหา "ปัญหา" 
แล้วเจอ "ปัญญา"

... นิรันดร์กุล 
ตึ่งโป๊ะ!!!



.

สรกล: เกียร์ปรองดอง, 111

.

เกียร์ปรองดอง
โดย สรกล อดุลยานนท์  คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.


"ระยะทาง" กำลังกลายเป็นปัญหาของ "ทักษิณ ชินวัตร" 
ความห่างจากข้อมูลทำให้เขาตัดสินใจหลายเรื่องผิดพลาด

เรื่องแรก คือ การขยายอาณาเขตไปสู่การเมืองท้องถิ่นอย่างเปิดเผย 
ไม่ว่าจะเป็นสนามองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาล 
"ทักษิณ" ให้พรรคเพื่อไทยสนับสนุนผู้สมัครอย่างเปิดเผย เลือกข้างเลือกขั้วอย่างชัดเจน โดยลืมไปว่าเป็นการแยกมิตร สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น
เพราะผู้สมัครหลายคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทย คือ "คนเสื้อแดง" ที่สนับสนุน "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา

แต่พอ "ทักษิณ" ที่ควรจะวางตัวเป็นกลางกลับเลือกข้าง
"ใจ" ของคนนั้นที่เคยให้กับ "ทักษิณ" ก็ต้องแปรเปลี่ยนไป 
ปรากฏการณ์นี้นอกจากแสดงให้เห็นว่าวิธีคิดของ "ทักษิณ" ยังเหมือนเดิม คือ พยายามกุมอำนาจให้มากที่สุด 
ยังสะท้อนให้เห็นว่า "ทักษิณ" ห่างไกลจากข้อมูลมาก 
ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ย่อมนำมาสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด


เรื่องที่สอง การปราศรัยผ่านวิดีโอลิงก์ของ "ทักษิณ" ที่ราชประสงค์ ในคืนวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่พยายามกล่อม "คนเสื้อแดง" ให้ยอมรับการปรองดอง 
การเปลี่ยนเกียร์สู่โหมดการปรองดองของ "ทักษิณ" นั้น ใครๆ ก็รู้ 
และหลายฝ่ายก็ไม่ได้คัดค้าน 
แต่ไม่นึกว่าเขาจะเลือกเวลาและสถานที่ "ปล่อยของ" ผิดพลาด 
เพราะแยกราชประสงค์สำหรับ "คนเสื้อแดง" นั้นมีตำนาน 
ทั้งความแค้น ความสูญเสียจากการต่อสู้


ในขณะที่ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม เกิดกรณี "อากง" เสียชีวิต และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งตัดสินตัดสิทธิความเป็น ส.ส.ของ "จตุพร พรหมพันธุ์" 
อุณหภูมิอารมณ์ของ "คนเสื้อแดง" ที่แยกราชประสงค์ จึงไม่ใช่ความรู้สึกอยากปรองดอง หรือฉลองในชัยชนะ 
แต่เป็นอารมณ์ที่ยังคงคับแค้นอยู่ 
เมื่อ "ทักษิณ" ใช้เวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์เปลี่ยนเกียร์อารมณ์สู่การปรองดอง 
ปฏิกิริยาทั้งจากหน้าเวทีและความเห็นของคนเสื้อแดงบางกลุ่มหลังจากนั้นจึงชัดเจนอย่างยิ่งว่าไม่พอใจ "ทักษิณ"



นี่คือ อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า "ทักษิณ" นั้นเริ่มห่างไกลจากข้อมูลความเป็นจริง 
เกือบ 5 ปีที่ต้องอยู่ต่างแดนทำให้เขามีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ 
เขาเลือกเวลาและสถานที่สำหรับ "มิตร" ผิดพลาดอย่างยิ่ง 
และจะเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ ถ้า "ทักษิณ" ทายใจฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเขาผิดพลาด

การเปลี่ยนเกียร์ของเขาจึงอาจไม่ใช่แค่ลดความเร็วของรถ 
แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนจากการเดินหน้าเป็น "เกียร์ถอยหลัง"
...ลงคลอง



++

111
โดย สรกล อดุลยานนท์  คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
ในมติชน ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.


ดูเหมือนว่าการพ้นโทษจองจำทางการเมืองของพลพรรคบ้านเลขที่ 111 จะส่งผลสะเทือนภายในพรรคเพื่อไทยมากกว่านอกพรรค
ต้องยอมรับว่าอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนนั้นคือ "ตัวจริง" ทางการเมืองและเป็นคนที่ทำให้พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จทางการเมือง 
ผลงานในครั้งนั้นเป็นผลบุญให้พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยนำมาหากินจนประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง 2 ครั้งหลัง
ส่วนหนึ่งของผลงานมาจากฝีมือของสมาชิกหมายเลข 1 ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 
แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากฝีมือการบริหารของคนในกลุ่ม 111

ดังนั้น การหลุดพ้นจากบ่วงกรรมทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรมครั้งนี้น่าจะส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย เพราะจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพมาเสริมทัพ
ซึ่งเป็นห้วงเวลาประจวบเหมาะที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" กำลังประสบปัญหาเรื่องการบริหารงาน 
"บุญเก่า" ที่เคยกินมาตั้งแต่ครั้งก่อน เริ่มหดหายไปเรื่อยๆ 

นโยบายต่างๆ เมื่อแปรไปสู่การปฏิบัติกลับประสบความล้มเหลว หรือไม่ได้ฮือฮาเหมือนในอดีตสมัยพรรคไทยรักไทย 
การทำงานให้ประสบความสำเร็จนั้นเพียงแค่คิดดี-คิดเก่งนั้นไม่เพียงพอ  
ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถด้วย
ต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ "มือไม่ถึง" 
การได้ "มือเก่า" จากกลุ่ม 111 มาเสริมทัพจึงน่าจะเป็นเรื่องดีที่ถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง

แต่ในทางการเมือง เรื่องที่ดูเหมือนง่ายในเชิงบริหาร แต่กลับยากยิ่งในทางการเมือง 
แม้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในวันนี้จะได้รับการขนานนามว่าเป็น "แถวที่ 3" 
พรรคไทยรักไทย คือ แถวที่ 1
พรรคพลังประชาชน คือ แถวที่ 2 
เมื่อ 2 พรรคถูกยุบ กรรมการบริหารบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111+109 คน รวมเป็น 220 คน


"แถวที่ 3" อย่างพรรคเพื่อไทย จึงเต็มไปด้วย ส.ส.รุ่นใหม่หรือ ส.ส.ที่มีศักยภาพทางการเมืองต่ำกว่าแถวที่ 1 และ 2 
นั่นคือ ภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปรู้สึก 
แต่ในความเป็นจริง ส.ส.กลุ่มนี้ไม่ใช่ "ละอ่อน" ทางการเมือง 
เขาผ่านเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา  
"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ในยุคพรรคไทยรักไทย คือ คนปราศรัยคนแรกๆ ช่วงบ่าย 
แต่วันนี้เขาเป็นแม่เหล็กของพรรคเพื่อไทยที่ปราศรัยคนสุดท้ายก่อนถึงคิว "ยิ่งลักษณ์" ในเวทีหาเสียง 

หลายคนในพรรคเพื่อไทยวันนี้จึงไม่ใช่ "ละอ่อน" ทางการเมือง 
วันนี้ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" จึงต้องเผชิญปัญหาในเชิงการบริหารครั้งใหญ่ 
หากนำคนบ้านเลขที่ 111 เข้ามาเป็น "รัฐมนตรี"
จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง

จะทำอย่างไรที่จะทำให้คน "แถวที่ 3" ยังมี "ความหวัง"
นี่คือ ศิลปะการบริหารทางการเมืองที่ 2 พี่น้อง "ชินวัตร" ต้องตัดสินใจ



.

สัมภาษณ์“จาตุรนต์” ชี้อำมาตย์ยังทรงอิทธิพล

.

สัมภาษณ์พิเศษ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ชี้อำมาตย์ยังทรงอิทธิพล
จากข่าวสดออนไลน์  วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:46 น. 


ก่อนวันพ้นโทษการเมืองในอีกเพียงไม่กี่อึดใจ 

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทย รักไทย นำประสบการณ์ที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 เป็นเวลา 5 ปี มาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในอนาคต
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เหตุการณ์ในอดีตจะย้อนกลับมาอีกหรือไม่ รวมถึงความมั่นใจต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าจะปลอดจากมือที่มองไม่เห็นได้แท้จริงหรือ 
แกนนำบ้าน 111 ให้สัมภาษณ์เจาะลึกไว้อย่างน่าสนใจดังนี้



# การเมืองหลังจากบ้าน 111 พ้นโทษ

ประเทศยังมีปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องแก้ไข พัฒนาการการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังยุบพรรคไทยรักไทย ถือเป็นจุดหักเหสำคัญ ไม่ใช่ว่า 111 คนสำคัญอะไรเป็นพิเศษ
เป็นการร่วมกันของคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ ใช้ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เข้ามาจัดการกับอีกฝ่ายให้ราบคาบ และยังพยายามทำอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งคือเขาดำรงจุดมุ่งหมาย อีกส่วนคือเขาทำลายไม่หมด แสดงให้เห็นว่าการเข้ามาก้าวก่ายการเมืองของชนชั้นนำ เป็นการกระทำที่ล้มเหลว เพราะไม่ได้รัฐบาลที่ต้องการ แต่ทำให้ระบบเสียหาย


# กองทัพปัจจุบันอยู่ในจุดน่าพอใจหรือไม่

บทบาทกองทัพที่จะแทรกแซงการเมืองก็จำกัดลงไป แต่ที่ผ่านมาเวลาผู้นำกองทัพจะทำอะไรมักไม่ค่อยคิดเอง โดยมากจะมีคนสั่ง คอยกำกับอีกทีหนึ่ง 
ขณะนี้จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่ากองทัพจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือเข้ามาทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองอีก
ไม่ว่าตัวผู้นำกองทัพเองจะคิดอย่างไร แต่ในแง่ตัวบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่จำเป็นที่จะไปสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ดี
ในเชิงระบบเรายังต้องปลูกฝังสร้างค่านิยมแนวความคิดให้สังคมเข้าใจ และเห็นว่าผู้นำกองทัพและชนชั้นนำไม่พึงที่จะมาก้าวก่ายแทรกแซงการเมือง ต้องให้กระบวนการที่ประชาชนปกครองตนเองเดินและพัฒนาไปข้างหน้า


# โอกาสที่กระบวนการต่างๆ จะกลับมาอีก

ผ่าน มา 5-6 ปี ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่ยุติธรรมของประเทศยังเป็นปัญหาใหญ่และ เรื้อรัง บางช่วงได้รับการแก้ไข บางช่วงก็ดีขึ้น
แต่ไม่ว่าจะดีขึ้นอย่างไร การย้อนกลับเป็นไปเผด็จการก็ยังเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านมา 5-6 ปี ถึงประชาชนจะบอกว่าไม่เอาแล้วรัฐประหาร
แต่ก็ต้องไม่วางใจ ต้องปลูกฝังค่านิยมที่รังเกียจเผด็จการ


# แสดงว่ามือที่มองไม่เห็นยังไม่สงบ

อาจไม่ใช่เป็นมือไหนหรือมือใคร แต่เป็นเรื่องรวมๆ จะใช้คำว่าชนชั้นนำและพวก หรือช่วงหลังมักเรียกกันว่าอำมาตย์ ซึ่งอำมาตย์ก็มีพวกอยู่ด้วยเหมือนกัน ยังอยู่ในฐานะที่ทรงอิทธิพลในสังคมไทยอยู่ 
เพราะระบบความคิดของพวกเขายังมีอยู่ และแสดงออกในโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ
คือไม่เชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อถือการเลือกตั้ง เห็นว่าประชาชนยังโง่ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ต้องให้ชนชั้นนำที่มีคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้นเป็นผู้กำหนด 

แนวความคิดแบบนี้มักนำไปสู่ความคิดที่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่ดีควรล้ม ปล่อยให้บ้านเมืองเสียหายไม่ได้ จะต้องเข้ามาจัดการเสีย 
ความคิดเหล่านี้ยังมีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้แสดงอาการออกมากเพราะยังไม่มีเหตุเพียงพอ หรือเขาอาจรู้ว่าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน

แต่การเมืองไม่แน่นอน ฉะนั้นจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไปเป็นข้ออ้าง ระวังไม่ให้เป็นเงื่อนไขให้เขาทำได้ง่าย จึงต้องทำให้คนส่วนใหญ่

เข้าใจให้มากที่สุด พร้อมจะร่วมกันระงับยับยั้ง
หรือป้องกันไม่ให้เขาทำอะไรอย่างที่ต้องการได้อีก


# โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับสู่วังวนเดิม

เป็นไปได้ กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องหนึ่งที่เขาอาศัยเหตุไปร้องให้ยุบพรรค พรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบก็ได้ ยังมีกรณีอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2-3 กรณี ฉะนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 
5 ปีมานี้เราเห็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนของการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกหลักนิติธรรม เลือกยุบเฉพาะฝ่ายไทยรักไทย หรือพรรคที่สืบเนื่องจากไทยรักไทย เป็นพันธมิตรกับพรรคไทยรักไทยในการตั้งรัฐบาล แต่จะไม่ยุบบางพรรค
ฉะนั้นไม่มีหลักประกันอะไรว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ถูกยุบ
ต้องไปแก้ระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคเสียใหม่ ไม่ให้ยุบกันง่ายๆ อย่างนี้อีก เพราะเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ทำลายระบบพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ


# ความพยายามล้มรัฐบาลจากฝ่ายตรงข้าม

มีได้ตลอด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกติการะบบรัฐสภาแบบของเรามีเรื่องการยุบสภา และการลาออกของนายกฯ รวมทั้งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หมายถึง มีการกำหนดไว้อยู่แล้วถึงวิธีการจะล้มรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย 
จึงว่ากันไม่ได้ถ้าใครจะคิดล้มรัฐบาล เช่น พรรคประชา ธิปัตย์ ทุกเวลานาทีคิดจะล้มรัฐบาลทุกวัน เขาทนไม่ได้ที่จะให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่นานๆ
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณจะล้มวิธีไหน 
ไม่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แต่พันธมิตร หลากสี ชนชั้นนำก็คิด ถือเป็นสิทธิของเขา แต่ขอให้ดำเนินการตามกติกา 

ตรงนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ พอเคลื่อนไหวก็จะเรียกร้องว่าทหารต้องทำหน้าที่บ้าง ทหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชน หรือวิธีอื่นใดก็ตาม รวมทั้งอาจใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ 
จะไปตำหนิหรือประณามคนที่ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ต้องไปพูดเรื่องกติกาว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร


# รัฐบาลต้องตั้งรับโดยวิธีไหน

จุดสำคัญอยู่ที่การบริหารแก้ปัญหาประเทศให้ดี ป้องกันอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำ 2 อย่างนี้ได้จะเป็นภูมิคุ้มกัน
ที่สำคัญรัฐบาลต้องร่วมมือกับพรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตยและองค์กรอื่นๆ แก้กติกาให้ดี ป้องกันไม่ให้เกิดการล้มรัฐบาลโดยไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
รวมถึงต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี ให้คนร่วมต่อต้านการล้มรัฐบาลโดยวิถีทางไม่ถูกต้อง


# บ้าน 111 เข้ามาสถานการณ์อาจดีขึ้น

การเอาคนมีความรู้ มีประสบการณ์เข้ามาช่วยงานที่พรรคและรัฐบาลน่าจะเป็นผลดี แต่ต้องคำนึงด้วยว่าทำอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ เพราะใน 5 ปีมานี้เกิดนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ขึ้น 
ต้องคำนึงถึงความสมดุล ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม เกิดความสับสนขึ้นภายในองค์กร 
ไม่ใช่เมื่อมีสมาชิก 111 เกิดขึ้นแล้วรัฐบาลต้องปรับ ครม. ไม่ควรเป็นอย่างนี้ จะปรับหรือไม่ต้องเกิดจากรัฐบาลมีความจำเป็นและเห็นประโยชน์ของการปรับด้วย


# กกต.ระบุพ.ต.ท.ทักษิณต้องสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วยตัวเอง

นับตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย กฎกติกาเกี่ยวกับพรรคการเมืองถูกเปลี่ยนแปลง ขัดขวางการหาสมาชิกหรือการเป็นสมาชิกของประชาชน 
ทำไมเวลานี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีแค่หลักหมื่นหลักแสน ทำไมจึงไปกำหนดว่าการสมัครสมาชิกพรรคต้องมาที่ทำการพรรค ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ถือว่าผิดทั้งนั้น   เป็นกติกาที่ต้องการตอนและบอนไซพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ได้เปรียบมหาศาล พรรคใหม่ๆ เสียเปรียบอย่างร้ายแรง

พรรคเพื่อไทยและผู้สนใจเรื่องพรรคการเมืองต้องช่วยกันหาทางแก้ไข การแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะทำกันต่อไป ต้องแก้เรื่องพวกนี้ 
อย่าให้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองทำลายพรรคการเมือง


# พ.ต.ท.ทักษิณแม้พ้นโทษ แต่มีคดีที่ศาลตัดสินจำคุกค้างอยู่ จะกลับบ้านด้วยวิธีใด

การกลับมาอย่างไรเป็นหัวข้อใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดไว้ว่าต้องการกลับแบบเท่ๆ

ขณะที่มีการศึกษาและมีข้อสรุปในระยะหลังว่าการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท. ทักษิณ มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการตั้ง คตส. ฉะนั้นการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นไปแล้วจึงถือว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่ยุติธรรม
ดังนั้นปัญหาว่าจะคืนความยุติธรรมกันอย่าง ไร เมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไป



.

โอ้ว มาม่า โดย จอห์น วิญญู

.

โอ้ว มาม่า
โดย จอห์น วิญญู spokedark.tv www.facebook.com/spokedarktv 
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 79


สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้กระทำการอันเรียกเสียงครางอั้ยหย่ะจากชาวอเมริกันและชาวโลกโดยการออกมาประกาศจุดยืนว่าตนสนับสนุนให้ชาวรักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้โดยถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับคู่รักต่างเพศทุกประการ 
การประกาศครั้งนี้ แม้ว่าจะดูค่อนข้างอ้อมแอ้ม ไม่เท่ ไม่ปลุกความคึกฮึกเหิมเหมือนแคมเปญ Yes We Can! อันโด่งดัง แต่ก็ยังเจ๋งกว่าประธานาธิบดีหรือผู้นำระดับสูงคนใดของสหรัฐอเมริกาเคยทำมาก่อน 

วิญญูชนพึงทำความเข้าใจและต้องทำใจให้ได้ว่าถึงโอบาม่าจะเท่ตาย ว่าขนาดไหน เค้าก็ยังคงเป็นนักการเมืองอยู่ดี (นักการเมืองที่เท่จริงๆ คือนักการเมืองที่ตายแล้ว) ประกาศของโอบามาไม่ทันใจหลายๆ คนมากไปหน่อย
คนที่อยากเห็นประธานาธิบดีออกมาพูดชัดๆ หรือสนับสนุนจริงๆ จังๆ มองว่าพี่แกเป็นเสือปืนฝืด ออกมาพูดอะไรกันป่านนี้ ที่ ณ ปัจจุบันอเมริกันชนเกินครึ่ง (CNN Poll 2010) สนับสนุนการให้สิทธิการสมรสกับคู่รักร่วมเพศเท่ากับคู่รักต่างเพศ การประกาศในเวลานี้ดูไม่เป็นการ "นำ" ประชาชน แต่เป็นการ "ตาม" กระแสมากกว่า

บางคนก็เสียความรู้สึกนิดๆ ที่ประธานาธิบดีออกมาพูดเรื่องนี้ก่อนออกเดินทางไปหาเสียงกับเหล่าผู้มีอิทธิพลในฮอลลีวู้ด (ซึ่งเป็นพวกเสรีนิยมจัดๆ กระเป๋าหนัก และมีรัศมีดาราช่วยหาเสียงได้มากมาย)
ไม่ว่าจะอย่างไร ชาวเกย์และเหล่าผู้สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคมก็ยังคงแสดงความยินดีกับเรื่องดังกล่าวมากน้อยก็ว่ากันไปตามดีกรี



เอาเถอะ วันนี้ผมไม่ได้มาพูดเรื่องโอมาม่าหรือสิทธิชาวเกย์
แต่สิ่งที่ผมพบว่าน่าสนใจมากคือเรื่องของกลุ่มคนที่คัดค้านแนวคิดนี้แบบหัวชนฝาตะหาก 
คนพวกนี้มักผลิตเสียงได้ดังกว่าคนอื่นหลายสเต็ป แม้ตรรกะของการคัดค้านจะเบลอมากถึงหาไม่เจอเลยก็ตาม 
การทำเสียงดังและอีโมเยอะๆ เอาไว้ก็ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถยึดพื้นที่สื่อเอาไว้ได้ 
เพราะไม่มีอะไรที่สื่อจะชอบมากไปกว่าดรามา

สาระแห่งการต่อต้านแบบเป็นฟืนเป็นไฟก็วนเวียนอยู่ไม่กี่เรื่อง 
หนึ่ง พระเจ้าห้าม พระเจ้าก็คือที่เค้าเรียกกันว่า God 
เรื่องของว่าคัมภีร์ไบเบิลห้ามพฤติกรรมรักร่วมเพศหรือไม่นั้นก็แล้วแต่จะเชื่อกัน เพราะจนทุกวันนี้คนในวงการศาสนาก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องดังกล่าว

และหากเราศึกษาพระคัมภีร์ในแง่เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีที่มาที่ไปไม่แน่ชัดล่ะก็ การห้ามโน่นห้ามนี่ของเอกสารนี้ ใครจะเชื่อตามตัวอักษร ก็---แล้วแต่จะสบายใจละกัน
ยังไม่นับที่เค้าเคลมกันว่าศาสนาคริสต์คือศาสนาแห่งความรัก แล้วคนมันจะรักกันไม่ดีหรือไง? 
คำถามที่คาใจที่สุดคือ ก็ถ้าคนคนนั้นเค้าไม่นับถือพระเจ้าคริสต์ล่ะ? 
ทำไมเค้าจะต้องติดร่างแหการจำกัดสิทธิทางโลกเพราะเหตุผลทางศาสนา โดยเฉพาะในประเทศที่ประกาศตนชัดเจนว่าเป็นรัฐฆราวาส (Secular State)?

สำหรับชาวคริสต์ที่เป็นเกย์ด้วย อันนี้ก็ลำบากหน่อย 
แต่นั่นก็น่าจะเป็นเรื่องระหว่างตัวท่านเองกับองค์กรทางศาสนาของท่าน ไปเคลียร์กันเอาเอง 
พวกที่คัดค้านอีกกลุ่มไม่อ้างพระคัมภีร์มากนัก แต่อ้างสถาบันครอบครัว ว่าการยอมให้เพศเดียวกันแต่งงานและมีสิทธิเท่าเทียมกับคู่หญิงชาย จะทำลายสถาบันครอบครัว 
พวกนี้ยิ่งหนักกว่าอีกเพราะอัตราหย่าร้างในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันก็สูงมากอยู่แล้ว 
การแต่งงานระหว่างหญิงกับชายไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสถาบันครอบครัวแต่อย่างใด

และถ้ากังวลเรื่องครอบครัวเกย์มีลูกไม่ได้ล่ะก็---ลองไปเช็กดูจำนวนเด็กเกิดใหม่ก็ได้นะ---เรื่องคนจะหมดโลกน่ะ ไม่ต้องกลัวหรอกนะฮ้าาฟฟว์

ส่วนที่เหลือ แค่มีอาการโฮโมโฟบิก (อาการกลัวเกย์) จนไม่สามารถจะใช้เหตุผลอะไรด้วยได้ ง่ายๆ แค่นี้ เค้าไปแต่งงานหรือไปปล้ำกันบนหัวพวกท่านหรือเปล่า? 
ข้อโต้แย้งมันฟังขึ้นมั้ยเนี่ย?


เรื่องสนุกที่สุดสำหรับผมคือ กลุ่มคนที่คัดค้านเสียงดังมากกลุ่มนึง ประเภทประกาศเลยว่าจะถอนการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโอบามาเลยก็คือกลุ่มแอฟริกันอเมริกันเคร่งศาสนา (คริสต์) 
ที่ว่าสนุกก็เพราะคนผิวดำถูกลักพาตัวมาจากแอฟริกาและถูกบังคับให้เป็นทาสที่สหรัฐอเมริกาอยู่ร้อยกว่าปี หลังจากที่การมีทาสกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายคนผิวดำก็ยังคงถูกจำกัดทุกสิ่งทุกอย่างด้วยนโยบายการแบ่งแยกสีผิว องค์กรKKK และสารพัดอย่างที่คนขาวจะทำได้เพื่อกดขี่คนดำ 
จนถึงปัจจุบันคนผิวดำในหลายๆ ที่ในสหรัฐอเมริกาก็ยังรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมในทางการปฏิบัติและแม้ว่าทางการจะไม่ยอมรับก็ตาม คนแอฟริกันอเมริกันร้อยละ 49 ไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิการสมรสแก่ชาวเกย์ ในขณะที่ตัวเองก็ยังคงร้องแรกกับความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนดำและคนขาว

ในทางศาสนา คนขาวก็เคยใช้ไบเบิลเล่มเดียวกันนี่แหละ สร้างความถูกต้องในการใช้แรงงานทาส โดยอ้างพระคัมภีร์เก่าว่าคนแอฟริกันนั้นแท้จริงแล้วเป็นพวกที่ถูกสาปให้เป็นทาส (เรื่องของ Ham, son of Noah) 
มันจึงโอเชร ที่จะไปจับคนแอฟริกันมาเป็นทาสต่อ 
ยิ่งกว่านั้น ในพระคัมภีร์ยังไม่มีตรงไหน "ห้าม" การมีทาสอีกด้วย 
แอฟริกันอเมริกันเคร่งศาสนาเห็นว่าพฤติกรรมโฮโมเซ็กช่วล ขัดต่อพระประสงค์ของพระเจ้า 
คิดไปคิดมาก็แปลก ตัวเองก็เคยโดนแบบนั้น แต่ก็ยังมาทำแบบนั้นกับคนอื่น เอ้อ



ตัดกลับมาที่ประเทศไทย ผมเคยเข้าไปอ่านเว็บบอร์ดของคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่ง (ดังจริงๆ นะ เก่าด้วย แฮ่!) มีการพูดถึงการเรียกร้องสิทธิของกะเทยแปลงเพศว่าควรจะได้เปลี่ยนคำนำหน้านามเป็นนางสาว และได้รับสิทธิในแบบเดียวกันกับผู้หญิง 
คนที่ต่อต้านเสียงดังที่สุด ปากร้ายที่สุด ใจดำที่สุดกับสาวประเภทสอง ก็คือผู้หญิงนั่นเอง 
ผู้หญิงที่เคยต้องต่อสู้ (และยังคงต้องต่อสู้อยู่) กับความอยุติธรรมในโลกที่ผู้ชายเป็นคนวางกฎ
ผู้หญิงทำเป็นจำไม่ได้ว่าเคยตกเป็นผู้เยาว์ทันทีหลังแต่งงาน อ่ะงงสิงง ก็สมัยก่อนหลังแต่งงานผู้หญิงจะต้องกลายเป็นผู้เยาว์ตามกฎหมายซึ่งหมายความว่าไม่มีสิทธิทำนิติกรรมอันใดด้วยตัวเองได้ หุหุ

หรือกฎหมายครอบครัวข้อที่ว่า "สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้" กว่าจะแก้ได้ต้องนั่งฟังการ "ให้เหตุผล" ของนักกฎหมายชายที่ฟังไม่ขึ้นจนอยากจะอ้วกออกมาตั้งเท่าไหร่ต่อมิเท่าไหร่---เฮ่ออออ 
การโดนมาก่อน (หรืออาจจะกำลังโดนอยู่) ไม่ได้ช่วยให้คนหลายคนคิดได้ 
ฮากว่านั้นอีก คนที่กำลัง "โดน" อยู่บางส่วนนั่นเอง ก็ช่วยขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั่นด้วย

เคยได้ยินกะเทยหลายคนบอกว่าเกิดมาชาตินี้ขอเป็นกะเทยชาติสุดท้าย เพราะการเป็นกะเทยแปลว่าชาติที่แล้วทำบาปมาก 
ได้ยินกะเทยบางคนตำหนิกะเทยที่พยายามเรียกร้องสิทธิในทำนองว่า ทำไมไม่อยู่เงียบๆ ในมุมของตัวเองไป---อยากเป็นกะเทยก็เป็นนางโชว์ ช่างทำผม ช่างแต่งหน้า หรือ แม่ค้าไปสิยะ จะไปอยากรับราชการ เป็นทนายความ หรือผู้บริหารทำไม? 
แบบนี้เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนด้อยโอกาสที่สนับสนุนการปกครองแบบอำนาจนิยมและผู้นำเผด็จการที่ไม่ใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชนแม้ในระดับพื้นฐานโดยไม่ได้สำเหนียกเลยว่า คนที่ตัวเองนั่งหัวเราะสมน้ำหน้าสะใจอยู่นั้น ก็เป็นคนระดับเดียวกันกับตัวเองในสังคมช่วงชั้นแห่งนี้ ซึ่งพวกเขาคงลืมไปว่าหากการละเมิดเช่นนี้เกิดกับคนอื่นได้ ก็ย่อมเกิดกับตัวเขาเองได้เช่นเดียวกัน 

ถ้าคนเราจะจับหนึ่งมาบวกกับสองด้วยตัวเองเป็นมั่ง ป่านนี้เรื่องประธานาธิบดีโอดรามา สิทธิเกย์ และอีกหลายเรื่องในสังคมคงไม่ต้องเป็น "ประเด็น" ด้วยซ้ำ

ชิมิฮัฟว์!?



.

อนุช: (3)วิทยาศาสตร์ สงคราม และอันตรายของสมัยใหม่

.

วิทยาศาสตร์ สงคราม และอันตรายของสมัยใหม่ (3)
โดย อนุช อาภาภิรม  คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 38


เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษเริ่มขึ้น พวกชนชั้นกลางในยุโรปต่างก็ยิ่งรู้สึกว่ายุคสมัยของตนมาถึงแล้ว วันเวลาที่ชนชั้นตนจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองเต็มที่ได้มาถึงแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกวาดล้างซากเดนของระบบฟิวดัลและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เสรีอย่างเต็มที่
จากนี้เราได้เห็นการปฏิวัติอเมริกา (เริ่มต้นปี 1763) เพื่อสลัดให้พ้นจากการปกครองของกษัตริย์อังกฤษ 
และที่ส่งผลสะเทือนในยุโรปมากกว่า ได้แก่ การปฏิวัติฝรั่งเศส (1979-1799) . .ที่ถูกขโมยไปจากสาธารณรัฐไปสู่จักรวรรดิ เกิดสงครามนโปเลียน (1803-1815) ที่ใช้ทหารม้าและปืนเป็นกำลังสำคัญ

ถัดนั้นได้เกิดสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียหรือฝรั่งเศส-เยอรมนี (กรกฎาคม 1870-พฤษภาคม 1871) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นสงครามสมัยใหม่เต็มตัว รบด้วยการใช้ยุทธศาสตร์แบบใหม่ 
สงครามเหล่านี้ได้นำยุโรปและทั้งโลกมาสู่สมัยใหม่อย่างไม่ย้อนกลับ



การปฏิวัติฝรั่งเศสที่ถูกขโมย

การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นการปฏิวัติเพื่อปลดปล่อยชนชั้นกลางซึ่งเป็นฐานันดร (Estate) ที่สาม รองจากนักบวชและขุนนาง มีลักษณะเป็นแบบฝรั่งเศสโดยเฉพาะ นั่นคือ ชี้นำด้วยความคิดอุดมการณ์ของฝรั่งเศส ปฏิบัติโดยมวลชนชาวฝรั่งเศสที่กว้างขวาง และในรูปแบบการผลิตและวิกฤติเศรษฐกิจของฝรั่งเศส  
ผู้นำทางความคิดอุดมการณ์ของการปฏิวัติมีที่สำคัญ ได้แก่ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau 1712-1778) ผลงานเขียนของเขา ได้แก่ "เอมิล" และ "สัญญาประชาคม" เป็นเหมือนจิตวิญญาณของการปฏิวัติ

ใน "เอมิล" เขาได้ชี้ว่า คนป่าเถื่อนมีความเหนือกว่าคนอารยะและรัฐแบบนี้ เขาย้ำว่าสังคมดังกล่าวกลวงโบ๋และผิวเผิน มนุษย์ควรกลับไปสู่ภาวะธรรมชาติ  
ในหนังสือ "สัญญาประชาคม" รุสโซได้ชี้ว่าผู้ปกครองทั้งหลายเป็นเพียงตัวแทนหรืออาณัติของประชาชน เขาได้สร้างวาทกรรมและถ้อยคำที่ต่อมากล่าวเป็นคำขวัญและคำใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นต้นว่า "เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ" "เทวสิทธิในการก่อกบฏ" และคำว่า "พลเมือง" ซึ่งจะมีสิทธิในตัวเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่มีสิทธิแต่ขุนนางชนชั้นสูง และนิยมใช้เป็นคำในการปราศรัย คล้ายกับคำว่า "พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย" ในไทย 

นักคิดนักเขียนใหญ่อีกคนหนึ่ง ได้แก่ วอลแตร์ (1694-1778) เด่นในเรื่องการเสียดสี เขาได้เขียนเสียดสีวงการศาสนาที่เป็นฐานันดรสำคัญของฝรั่งเศส กระตุ้นให้มีการปฏิรูปสังคมโดยเร็ว 

นอกจากนี้ ยังมีนักคิดนักเขียนอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ กลุ่มสารานุกรม มี ดิเดโร (Denis Diderot 1713-1784) และอาลองแบรต์ (Jean Le Rond d"Alembert เป็นนักคณิตศาสตร์และนักปรัชญา 1717-1783) เป็นต้น ซึ่งมีแนวคิดแบบวัตถุนิยมและเห็นใจผู้ด้อยโอกาส ประมวลความรู้และแนวคิดที่ปฏิวัติมารวมไว้ในหนังสือสารานุกรมของเขา
นักเขียนที่กล่าวถึงเหล่านี้ได้เตรียมรูปการจิตสำนึกการปฏิวัติให้แก่ชาวฝรั่งเศส แต่ก็ไม่มีใครได้เห็นการปฏิวัติที่พวกเขาจุดประกายไฟทางความคิดให้  

สำหรับเหตุปัจจัยพื้นฐานมาจากการเก็บเกี่ยวไม่ได้ผลยาวนานถึง 10 ปี เนื่องจากภาวะความแห้งแล้ง เมื่อถึงฤดูร้อนปี 1788 ความทุกข์ยากเดือดร้อนและความอดอยากก็แผ่ไปทั่วประเทศ ชาวนาที่ยากจนต้องกินขนมปังที่ทำจากหญ้าแห้งและเปลือกข้าวที่ชื้น ราคาขนมปังก็แพงลิ่ว
ชาวนาที่หิวโหยได้รวมตัวเป็นกลุ่มย่อยทั่วประเทศ เข้ายึดและปล้นฉางข้าว โบสถ์ ยึดสถานที่ราชการและทำลายเอกสารทางการ 
จนถึงที่สุดได้เข้าเผาปราสาทและทำลายคฤหาสน์ของคนรวยอย่างไม่เลือกหน้า

เรามักนึกถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสจากการที่ประชาชนหรือพลเมืองปารีสบุกเข้าทำลายคุกบาสตีลในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 
แต่สมรภูมิสำคัญของการปฏิวัติอีกแห่งหนึ่งคือการลุกขึ้นปฏิวัติของชาวนาทั่วแผ่นดิน ที่เกิดขึ้นก่อนและหลังวันที่ 14 กรกฎาคม 
พลเมืองปารีสได้จัดตั้งสภาแห่งชาติฝรั่งเศสขึ้นและในวันที่ 26 สิงหาคม 1789 ได้ออก "คำประกาศสิทธิมนุษย์และสิทธิพลเมือง" ขึ้น มีข้อความทั้งหมด 17 ข้อ

ข้อแรกกล่าวว่า "มนุษย์เกิดมาเสรีและมีสิทธิเท่าเทียมกัน" 
และข้อสุดท้ายซึ่งเป็นหัวใจของระบบทุน ได้แก่ กรรมสิทธิส่วนบุคคล ระบุว่า "บุคคลใดจะไม่ถูกยึดทรัพย์โดยพลการ เว้นแต่มีความจำเป็นทางสังคม หรือโดยคำสั่งโดยชอบตามกฎหมาย หรือโดยได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ เพราะทรัพย์สินเป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์และล่วงละเมิดมิได้"

การปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดความรุนแรงแผ่กว้างออกไปทุกทีถึงขั้นประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 การยึดที่ดินและทรัพย์สินทางศาสนาของชนชั้นสูง (ดูหนังสือของ Ernest Belfort Bax ชื่อ Sketches of the French Revolution, เผยแพร่ปี 1890 ใน Marxist.org
ในท่ามกลางความปั่นป่วนเป็นเวลานานในช่วงที่เรียกว่ายุคแห่งความสยดสยอง ฝ่ายนิยมกษัตริย์ได้ค่อยๆ ฟื้นกำลังขึ้น ชนชั้นกลางได้สะสมความมั่งคั่ง และต้องการความสงบมั่นคง เมื่อได้เห็นขบวนการฝ่ายซ้ายที่เคลื่อนไหวคึกคัก ประกอบกับการที่ต้องเผชิญศึกจากพันธมิตรหลายชาติในยุโรปที่เข้ามาโจมตี จึงเริ่มเห็นว่าควรกลับสู่ภาวะความสงบมั่นคงได้แล้ว 
ดังนั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1799 นโปเลียนนายทหารเอกได้ก่อรัฐประหารนำประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐของฝรั่งเศสเข้าสู่ระบอบเผด็จการแบบจักรวรรดิและตั้งตนเป็นจักรพรรดิ 
จากนี้ดูเหมือนว่าการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยก็ถูกขัดขวางด้วยการรัฐประหารทั้งในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน


สงครามนโปเลียน (1803-1815)
กับธนาคารกลางฝรั่งเศส

เมื่อพระเจ้านโปเลียนขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ได้สร้างผลงานสำคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่ การปฏิรูปประเทศ, การทำสงครามกับหลายประเทศในยุโรปทั้งเพื่อป้องกันตนเองและขยายผลการปฏิวัติฝรั่งเศส และการขยายอาณานิคม โดยเฉพาะไปยังอียิปต์ที่เป็นประตูสู่ตะวันออกกลางและตะวันออก และสู่ทวีปแอฟริกา 
ในด้านการปฏิรูปประเทศนั้นกระทำในเกือบทุกด้าน เพื่อทำให้ฝรั่งเศสเข้มแข็ง ทันสมัยและสวยงาม และเพื่อสามัคคีกลุ่มพวกทั้งหลาย ได้แก่ การดึงฝ่ายนักบวชและ กลุ่มนิยมกษัตริย์เข้ามา และที่สำคัญอาศัยการสนับสนุนจากกลุ่มนายทุนฝรั่งเศส ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ ทุนที่ดิน ทุนอุตสาหกรรม และทุนการเงิน  
ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้านโปเลียนกับกลุ่มทุนการเงินนั้นน่าจับตาเป็นพิเศษ โดยนโปเลียนเป็นผู้จัดตั้งธนาคารกลางฝรั่งเศสขึ้นในเดือนมกราคม 1800 เพียงไม่กี่เดือนหลังการรัฐประหาร

ธนาคารแห่งฝรั่งเศสนี้ เป็นการประสานระหว่างรัฐบาลกับทุนการเงินฝรั่งเศส เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมาก  
พระเจ้านโปเลียนเองก็ได้ซื้อหุ้นในธนาคารนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เกิดความขัดแย้งกันเนื่องจากพระเจ้านโปเลียนต้องการเงินเพื่อทำสงครามมากเกินไป เกิดการแย่งการนำ จนกลุ่มนายธนาคารคิดเปลี่ยนระบอบนโปเลียน (ดูบทความของ Andrew Gavin Marshall ชื่อ Global Power and Global Government : Evolution and Revolution of the Central Banking System, ใน globalresearch.ca ก.ค. 2009)

นอกจากนี้ พระเจ้านโปเลียนยังดึงชาวนาโดยเปิดโอกาสในการทำมาหากินและได้รับความยุติธรรมมากขึ้น งานสำคัญเช่นการสร้างประมวลกฎหมายฝรั่งเศส ที่ช่วยให้การบริหารปกครองมีประสิทธิภาพมีและความชอบธรรมมากขึ้น 
ในด้านการทำสงคราม พระเจ้านโปเลียนต้องทำสงครามกับพันธมิตรประเทศในยุโรปหลายครั้ง มีประเทศอังกฤษ ปรัสเซีย และจักรวรรดิรัสเซีย เป็นต้น  
เมื่อเปรียบเทียบกำลังทหารและกำลังทางเศรษฐกิจแล้ว จะเห็นว่าฝ่ายพันธมิตรชาติยุโรปจะเหนือกว่าฝ่ายพันธมิตรของฝรั่งเศส แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะทางการทหารของพระเจ้านโปเลียนทำให้ได้รับชัยชนะหลายครั้ง และเพื่อเป็นการลงโทษรัสเซียที่หันไปค้ากับอังกฤษ นโปเลียนตัดสินใจบุกจักรวรรดิรัสเซียด้วยกำลังทหารถึง 5 แสนนายในปี 1812 รุกตียึดกรุงมอสโกได้ แต่ก็ต้องเสียทหารมาก เหลือที่แข็งแรงพร้อมรบไม่ถึง 3 หมื่นคน 
จนนโปเลียนต้องพบกับวอเตอร์ลูของเขาในปี 1815

สงครามนโปเลียนก้าวสู่ความเป็นสงครามสมัยใหม่มากขึ้นทุกที ใช้กำลังทหารมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย
ในปี 1803 ฝรั่งเศสขายดินแดนหลุยเซียนาให้แก่สหรัฐ ได้เงิน 15 ล้านดอลลาร์ นำมาใช้ในการสงคราม ขณะที่สหรัฐได้ดินแดนใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว



สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย 
(ก.ค. 1870-พ.ค. 1871)

หลุยส์-นโปเลียนหลานชายของพระเจ้านโปเลียน โบนาปาร์ต ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฝรั่งเศสระหว่างปี 1848-1852 ได้ก่อการรัฐประหารซ้ำตามแบบนโปเลียน และได้ขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ระหว่างปี 1852-1870 ได้เข้าทำสงครามกับปรัสเซียหรือเยอรมนีที่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมของตนทั้งด้านพลเรือนและด้านการทหารอย่างรวดเร็ว และอยู่ในกระบวนการรวมชาติเยอรมนี 
สงครามครั้งนี้จบลงในเวลาอันสั้น โดยฝรั่งเศสพ่ายแพ้ครั้งสำคัญในการรบที่เมืองเซดาน (กันยายน 1870) พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ถูกจับพร้อมกับกองทหารเกือบทั้งหมด พระองค์ถูกปลด และกลายเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์สุดท้าย 
แต่สงครามยังดำเนินต่อจนฝรั่งเศสเสียกรุงปารีสในปี 1871 เป็นการสิ้นสุดของความเป็นใหญ่ของฝรั่งเศส และการก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจของจักรวรรดิเยอรมนี

สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียนี้กล่าวได้ว่าเป็นสงครามสมัยใหม่สำคัญครั้งแรกในยุโรป มีการใช้ยุทธศาสตร์การทหารใหม่ การจัดตั้งกองทัพใหม่ และการใช้อาวุธไรเฟิลนับจำนวนล้านกระบอก รวมทั้งปืนต่อสู้อากาศยาน ใช้ยิงบอลลูนสอดแนมของฝรั่งเศส ซึ่งได้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรม-การทหารที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์กล่าวไว้ว่ามีอิทธิพลครอบงำทางการเมือง

ในด้านยุทธศาสตร์การทหาร ที่สำคัญเป็นผลงานของ คลอเซอวิตซ์ (Carl Clausewitz 1780-1831) นักการทหารสำคัญชาวเยอรมนี 
เขาได้เขียนหนังสือชื่อ "ว่าด้วยสงคราม" แบ่งออกเป็นหลายตอน ได้แก่ ธรรมชาติของสงคราม ทฤษฎีสงคราม ยุทธศาสตร์ทั่วไปและการรบ กำลังทหาร การป้องกัน การโจมตี (เป็นร่าง) การวางแผนสงคราม (เป็นร่าง) ชี้นำการรบ (พิมพ์ในภาษาเยอรมนีครั้งแรกปี 1832 เผยแพร่ในภาษาอังกฤษครั้งแรกปี 1873 เขียนตั้งแต่ปี 1827) 
เขาได้ชี้ว่าสงครามเป็นเรื่องต่อเนื่องจากเศรษฐกิจการเมือง ไม่ใช่เรื่องของเกียรติศักดิ์หรือศักดานุภาพของชนชั้นสูงและนักรบอย่างที่กล่าวอ้างกันในสมัยกลาง 

งานเขียนของเขาอ่านเข้าใจยากใช้แนวคิดแบบวิภาษวิธี และมองสงครามซึ่งก็คือสิ่งทั้งหลายในแบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear) และทฤษฎีระบบซับซ้อน มีอิทธิพลทั้งต่อนักยุทธศาสตร์ทางทหาร นักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงนักคิดทางธุรกิจที่มีการนำแนวคิดเรื่องยุทธศาสตร์ไปใช้อย่างกว้างขวาง 
เช่น แจ๊ก เวลช์ ประธานกรรมการและซีอีโอบริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก กล่าวยกย่องคลอเซอวิตซ์ว่า เขาได้ทำให้เห็นชัดว่า "คนเราไม่ควรลดทอนยุทธศาสตร์จนกลายเป็นสูตรตายตัว... ตรงกันข้ามปัจจัยของมนุษย์สำคัญที่สุด ได้แก่ เรื่องภาวะการนำ ขวัญกำลังใจ และความชาญฉลาดของนายพลที่เก่งที่สุด...พวกเขากำหนดจุดมุ่งหมายให้กว้างที่สุด และเน้นในเรื่องการฉวยโอกาสที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ยุทธศาสตร์เป็นวิวัฒนาการของความคิดหลักผ่านสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา"

ในด้านการจัดกองทัพนั้นได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ตามความก้าวหน้าของอาวุธ จนการพัฒนาองค์กรทางพลเรือนก้าวตามไม่ทัน และจำต้องเดินตาม กล่าวได้ว่ารัฐสมัยใหม่มีการจัดตั้งตามแบบกองทัพ โดยเฉพาะกองทัพปรัสเซียเป็นระบบราชการหรือขุนนางใหม่แทนที่ขุนนางเก่า รัฐในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้มีการพัฒนาไปมาก มักมีรูปแบบจัดตั้งตามแบบทหารหรืออยู่ในการครอบงำของทหาร

รัฐสมัยใหม่เป็นรัฐที่พร้อมทำสงครามที่ใช้อาวุธร้ายแรงขึ้นทุกที



.