http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-11-30

ผิดหลงอีกแล้ว, ป้องกันพื้นที่ละเอียดอ่อน, จบเห่, ความรับผิดชอบของนายกฯ, อภิปรายไม่ไว้วางใจทักษิณ โดย วงค์ ตาวัน

.
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง - จุดแข็ง จุดอ่อน ของ ประสงค์ สุ่นศิริ จุดของ “ป๋า”
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง - กลเกม การเมือง ของ พรรคประชาธิปัตย์ ไล่จับเงา ทักษิณ


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ผิดหลงอีกแล้ว
โดย วงค์ ตาวัน 
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


เห็นข่าว พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร.และเลขาธิการป.ป.ส. เข้าตรวจยึดทรัพย์สินเครือข่าย ยาเสพติดนายหน่อคำและลุงหนวดคนสนิท โดยจู่โจมถึง 50 จุด ยึดทรัพย์ได้ถึง 500 ล้านบาท
ไม่ว่าใครก็ต้องตกใจ แสดงว่าธุรกิจมืดของแก๊งนี้ ทำกันมานานจนมีรายได้มหาศาล
พร้อมกับดีใจที่หน่วยปราบยาเสพติดทำงานกันจริงจัง ผลงานชิ้นนี้เหมือนตัดเส้นเลือดใหญ่อย่างได้ผล

การไล่ล้างแก๊งหน่อคำ เป็นผลมาจากการสะสางคดียิงลูกเรือจีน 13 ศพที่เชียงแสน ของทีมตำรวจไทยนั่นเอง
ล่าสุดหน่อคำเพิ่งถูกศาลจีนตัดสินประหารชีวิตในคดีดังกล่าว 
ขณะที่ป.ป.ส.ยุค พล.ต.อ.พงศพัศ ขยายผลต่อ ตามไปยึดทรัพย์ได้มากมาย
นี่แค่แก๊งเดียว คงต้องเร่งขุดรากถอนโคนแก๊งอื่นๆ ต่อไปอีก


เชื่อว่ารัฐบาลนี้ และหน่วยปราบยาเสพติดยุคนี้ ตระหนักดีว่า สังคมไทยฝากความหวังเอาไว้มาก
ไม่รู้ลูกหลานเดินออกจากบ้าน จะไปเป็นเหยื่อหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ปล่อยให้ระบาดมานาน 

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในยุคก่อนไม่เห็นว่าเน้นงานด้านนี้ คงเน้นไปจับผิดทักษิณตอนสงครามยาเสพติดมากกว่า
พอเป็นยุคเพื่อไทยผู้คนก็มั่นใจ เพราะเห็น ผลงานมาแล้วสมัยไทยรักไทย เพียงแต่ต้องรัดกุมขึ้น อย่ามีศพมากเกินไป
ปีเศษที่รัฐบาลปูเข้ามาทำงาน จึงได้เห็นการทุ่มเททั้งตำรวจและป.ป.ส.
แค่ไม่กี่เดือน มีผลงานมากกว่าบางรัฐบาลทำ 2 ปีเสียอีก!


ล่าสุด ได้ยินนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกปชป. ออกมาวิจารณ์พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวหาทุ่มโฆษณาหาเสียงว่ามีผลงานการปราบยาเสพติด
ใครได้ยินก็ส่ายหน้า เอาอีกแล้วปลาบู่
ต้องแยกให้ออกระหว่างดีแต่พูด กับการทำงานจริงแล้วเป็นที่รู้จักชื่นชมของชาวบ้าน! 
เดี๋ยวประชาชนได้ยินได้ฟัง เลยยิ่งนึกย้อนเทียบ 2 รัฐบาล ยิ่งหนักหนาสาหัส 
แต่เรื่องเห็นอะไรนิดก็รีบพูดทันที มีแทบทุกวัน
พลาดอยู่เป็นประจำ

จะด่ารัฐบาลว่าของแพง แต่ไปฉะห้องอาหารรัฐสภา ที่คนพรรคเดียวกันเป็นนายกสโมสร จนเป็นเรื่องขำกลิ้งมาแล้ว
จะโจมตีเอกสารคำสั่งกลาโหม ก็ไม่รู้จักตรวจสอบข้อมูลง่ายๆ

หลงผิดเรื่องผิดหลง อย่างน่าอับอายขายหน้าที่สุด



++

ป้องกันพื้นที่ละเอียดอ่อน
โดย วงค์ ตาวัน 
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


มี ข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประสานไปยังกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขอให้มีการใช้ดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งปกติใช้ในการสำรวจพื้นที่ต่างๆ ของประเทศเราอยู่แล้ว
ให้เอามาใช้จับภาพการชุมนุมของม็อบแช่แข็ง 
ด้วยเหตุผลที่ว่า ความสามารถของดาวเทียมซึ่งจับภาพในพื้นที่กว้างหลายกิโลเมตรได้อย่างชัดเจน
น่าจะจับภาพการชุมนุมได้ทุกซอกมุม 
เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานหากเกิดการใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างสถานการณ์
จะได้เห็นชัดว่า เป็นฝีมือใคร กลุ่มไหน!
ถือเป็นความพยายามใช้เครื่องมือไฮเทคเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างน่าสนใจทีเดียว

คงเพราะเคยเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ คุมช่อง 9 แล้วใช้เทคโนโลยีของทีวีในภารกิจหลายๆ เรื่อง
จนเป็นที่มาของฉายา เหลิม ดาวเทียม 
อาจเป็นเพราะความเชี่ยวชาญเก่าๆ ดังกล่าว ทำให้เกิดไอเดียนี้

ถ้าประสิทธิภาพของดาวเทียม เก็บความเคลื่อนไหวของคนบนภาคพื้นดินได้ชัดเจน แล้วหากเกิดสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ขึ้นมาจริง
ภาพดาวเทียมอาจช่วยคลี่คลายความจริงได้อย่างเป็นหลักเป็นฐาน 
ไม่ใช่เมื่อเกิดเหตุบานปลาย แล้วโทษกันไปมา ด้วยข้ออ้างเลื่อนลอย!


ยุครัฐบาลนี้ ต้องชี้ผิดถูกอย่างมีหลักฐาน และมีความรับผิดชอบ อย่าใช้นิสัยโยนให้ชายชุดดำเป็นอันขาด 
ฝ่ายแกนนำม็อบเองก็น่าจะสบายใจ หากมีเจตนารมณ์ชุมนุมด้วยความสงบจริงๆ 
สุดท้ายหากมือที่ 3 เข้ามาสร้างความปั่นป่วน จะมีหลักฐานชี้ชัด

เหนืออื่นใด ไม่ว่าใครก็ตามคิดเล่นสกปรก ต้องหยุด ต้องรู้ว่ามีดาวเทียมจับตาอยู่!


ส่วนกรณีการใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงเข้ามาควบคุมบางพื้นที่นั้น
ฟังว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ได้คิดถึงขั้นปราบหนักนองเลือดแต่อย่างใด 
แต่น่าจะเป็นมาตรการควบคุมพื้นที่หวงห้าม ไม่ให้มีการสร้างเรื่องบีบคั้นให้ทหารต้องออกมาเคลื่อนไหว

คงได้ยินข่าวที่ว่า หากมีการทำร้ายผู้ชุมนุม ให้แกนนำม็อบนำมวลชนหลบหนีไปยังพื้นที่ 3 แห่ง 
1 ใน 3 คือ สถานที่สำคัญของบ้านเมือง พื้นที่อันละเอียดอ่อน
ถ้าเจ้าหน้าที่คุมพื้นที่นี้ได้ ก็ตัดเงื่อนไขดึงรถถังออกมาได้!



++

จบเห่
โดย วงค์ ตาวัน
  คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


น่าเสียดายที่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมม็อบแช่แข็งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมีผู้บาดเจ็บไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิด แต่ขณะเดียวกันปฏิบัติการของตำรวจโดยรวม ยังถือว่าอยู่ในกรอบ เมื่อเห็นว่าเริ่มมีการลงไม้ลงมือกันก็ใช้แก๊สน้ำตาแก้ไขสถานการณ์ 

ปฏิบัติการของตำรวจเมื่อเช้าวันเสาร์ คงพูดยากว่ารุนแรงเกินไป เพราะยังอยู่ในกติกาสากล 
ที่สำคัญรัฐบาลยุคนี้ ไม่ได้ใช้หน่วยรบติดอาวุธจริงเข้าปราบม็อบ! 
ใช้เพียงตำรวจปราบจลาจล โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา ตามหลักทุกประการ 
จึงต้องขบขันอย่างยิ่ง ที่ประชาธิปัตย์และเครือข่าย กล่าวประณามตำรวจว่ารุนแรงเกินเหตุ
ดีแต่พูด โดยไม่นึกถึงภาพ 99 ศพบ้างเลยหรือ!?

ขณะเดียวกัน การตัดสินใจเลิกม็อบเอาดื้อๆ หลังจากชุมนุมได้ไม่กี่ชั่วโมงของเสธ.อ้ายนั้น 
ข้ออ้างเรื่องตำรวจรุนแรงเกินเหตุ หวั่นเกรงชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุม แม้เป็นเหตุผลที่น่าชื่นชม แต่ความจริง เหตุที่ต้องเลิกม็อบ ก็เพราะตัวเลขคนมาร่วมไม่ถึงเป้า 
ที่เสธ.อ้ายอุตส่าห์อ้างว่า คนมาแค่ 5 หมื่นไม่ถึงล้านนั้น
ความจริงมาแค่หมื่นห้ามากกว่า ตัวเลขผู้ชุมนุมในวันเสาร์นั้นสูงสุดไม่เกิน 2 หมื่นคน

อีกอย่าง มาตรการปิดกั้นพื้นที่สำคัญ ป้องกันม็อบเคลื่อนไป ถึงขั้นส่งหน่วยหน้าเข้าปะทะแต่ต้องล่าถอยฝ่าไปไม่สำเร็จ 
เป็นอีกจุดตายของม็อบแช่แข็ง เพราะเท่ากับการชุมนุมก็ต้องว่ากันเฉพาะในพื้นที่ลานพระบรมรูปฯ 
ไม่สามารถฮือไปพื้นที่อื่นเพื่อจุดชนวนให้บานปลายได้!


แต่สิ่งชี้ขาดก็คือ จำนวนคนน้อยนั่นแหละ 
ไม่ควรไปอ้างว่าฝ่ายรัฐสกัดกั้นจนคนไม่มา 
จริงๆ ที่คนไม่มายอมรับเถอะว่า เพราะเหตุผลการจัดชุมนุมไม่เพียงพอ ข้ออ้าง 3 ข้อนั้นกว้างเป็นมหาสมุทร

ยิ่งกว่านั้น ข้อเสนอล้มเลือกตั้ง จับประเทศแช่แข็ง คนส่วนใหญ่ใครจะเอาด้วย!  
ม็อบเสธ.อ้ายคือพวกประกาศตัวเป็นผู้วิเศษ ริบอำนาจจากมือประชาชน เพื่อเอาอำนาจไปใช้เอง ไปจัดระเบียบการเมืองใหม่กันเอง
นี่คือข้อเสนอที่ขัดแย้งกับคนเกือบทั้งประเทศ 
ยกเว้นเฉพาะกลุ่มแนวคิดล้าหลังขวาจัดเท่านั้น ที่เอาด้วย


แค่หัวหน้าม็อบออกมาบอกว่าจะไล่รัฐบาลเลือกตั้ง เพื่อแช่แข็ง
เท่ากับม็อบนี้จบตั้งแต่เริ่มแล้ว!



++

ความรับผิดชอบของนายกฯ
โดย วงค์ ตาวัน
  คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น. 


เราได้ยินคำพูดจาของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯยิ่งลักษณ์ มากที่สุดอยู่คำหนึ่งก็คือ คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ดีใจที่ฝ่ายค้านเน้นย้ำคำนี้ เพื่อให้สังคมไทยได้ตระหนักว่า รัฐบาลไหนก็ตาม ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบ 

อีกทั้งพอดิบพอดี ที่ขณะกำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจกันนั้น 
ศาลได้มีคำสั่ง ในสำนวนไต่สวนชันสูตรศพ นายชาญณรงค์ พลศรีลา แท็กซี่เสื้อแดงที่ถูกยิงตายในซอยรางน้ำ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553
โดยชี้ว่า ตายด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง จาก เจ้าหน้าที่รัฐที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ ศอฉ.
นี่จึงเป็นรายที่ 2 ใน 99 ศพ
ต่อจากนายพัน คำกอง ที่ศาลมีคำสั่งว่า ตายโดย เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ปฏิบัติการตามคำสั่งศอฉ.ในช่วงเหตุการณ์ สลายม็อบเสื้อแดงปี 2553

2 ศพแล้ว ที่พิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน การเบิกความของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในชั้นศาล
ไม่ใช่แค่คำพูดอันเลื่อนลอย
เป็น 2 ศพที่ชี้ด้วยคำสั่งของศาล


จากนี้ยังมีอีกหลายสำนวนหลายศพ ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นศาล ซึ่งจะมีคำสั่งทยอยออกมาเป็นลำดับ
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์!! 
มาจากการชุมนุมของเสื้อแดงที่เรียกร้องให้ยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งใหม่
เนื่องจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นรัฐบาลโดยมีข้อครหา เพราะไม่ใช่ผู้ชนะในการเลือกตั้ง

สุดท้ายเห็นได้ว่า รัฐบาลเลือกจะใช้วิธีแข็งกร้าว ใช้เจ้าหน้าที่หน่วยรบพร้อมอาวุธจริงเข้าปฏิบัติการ โดยอ้างว่ามีผู้ก่อการร้าย 
ขณะที่นายพัน คำกอง คือผู้ที่ยืนดูเหตุการณ์ และนายชาญณรงค์ พลศรีลา คือผู้ใช้หนังสติ๊กยิงสู้กับเจ้าหน้าที่ หาใช่ผู้ก่อการร้ายไม่!?
อีกทั้งสาระของการชุมนุมประท้วง เป็นการเรียกร้องให้ใช้การเลือกตั้งมาตัดสินข้อเคลือบแคลง
ไม่ใช่ม็อบเรียกหาอำนาจนอกระบบและการแช่แข็ง


หลังเกิดเหตุมีคนตายร่วมร้อย รัฐบาลขณะนั้นโทษชายชุดดำ 
แต่แค่คำพูดลอยๆ ไม่มีหลักฐานมาชี้ได้ว่าชายชุดดำที่เห็นผลุบๆ โผล่ๆ นั้นเป็นใคร

วันนี้ศาลชี้แล้ว 2 รายว่าตายด้วยชุดเขียว ไม่ใช่ ชุดดำ 

แล้วความรับผิดชอบล่ะ!



++

อภิปรายไม่ไว้วางใจทักษิณ
โดย วงค์ ตาวัน 
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


ไปๆ มาๆ วิจารณ์กันไปทั้งเมืองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจทักษิณมากกว่า ไม่ว่าบรรดาขุนพลฝ่ายค้านคนไหนหยิบแตะเรื่องใด ยังวนเวียนอยู่กับคนชื่อทักษิณ ยังหลีกหนีไม่พ้น 
จะอภิปรายนายกฯหญิง หรือรองนายกฯ หรือรัฐมนตรี ก็โยงเข้าหาทักษิณอยู่นั่นแหละ 
อาจจะเพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่า เป็นรัฐบาลหุ่นของทักษิณ  
แต่เมื่อพูดเหมือนกันเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายวาระใด ย่อมเข้าข่ายซ้ำไปซ้ำมา
ความเบื่อหน่ายในความรู้สึกชาวบ้านจึงเกิดขึ้น ทั้งที่การอภิปรายหนนี้มีความพยายามตรวจสอบนโยบายสำคัญจำนำข้าวอย่างเอาจริง เอาจังอยู่ไม่น้อย 
เรื่องดีๆ เลยโดนกลบด้วยบรรยากาศอภิปรายไม่ไว้วางใจทักษิณเสียหมด!


จะว่าไปแล้วการที่ฝ่ายค้านทุ่มโถมในเรื่องจำนำข้าว มองอีกด้านหนึ่งน่าสนใจ 
เพราะในยุคประชาธิปัตย์นั้นประกันราคาข้าว มาในยุคนี้เป็นจำนำข้าว

วันนี้ฝ่ายค้านโจมตีอย่างหนักหน่วงว่า เป็นนโยบายที่ปล่อยให้เกิดการทุจริตอย่างมโหฬารที่สุด 
ขณะที่รัฐบาลก็ยืนกรานว่า ทำให้เงินไปถึงมือชาวนามากที่สุด 
มองให้ดีนี่เป็นมิติใหม่ทางการเมือง เมื่อพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม มีนโยบายที่แตกต่างกันชัดเจน 
มีอะไรแตกต่างให้ชาวบ้านตัดสินใจในตอนเลือกตั้ง!

ไม่ใช่การเมืองที่นโยบายเหมือนๆ กัน แค่ต่างตัวบุคคล แต่คราวนี้จะได้มาพิสูจน์กันว่าเพื่อไทยใช้การจำนำข้าว ยุคก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์ใช้ประกันราคา  
ถึงเลือกตั้งหนต่อไป ชาวบ้านจะได้นำไปตัดสินใจ หลังผ่านการเปรียบเทียบในทางปฏิบัติให้เห็นชัดๆ แล้ว


ถูกต้องแล้วที่ประชาธิปัตย์ใช้วิธีเปิดโปงให้ประชาชนเห็น เมื่อผ่านช่วงเวลาที่ชัดเจนแล้วหากสร้างปัญหามากมายให้ประเทศชาติจริง 
ยิ่งเป็นประโยชน์ในทางการเมือง คราวหน้าประชาชนจะได้ไม่เลือกเพื่อไทยอีก! 
เมื่อรวมกับนโยบายอื่นๆ ที่ต่างกัน เช่นฝ่ายหนึ่งอนุรักษนิยมทางการเมือง อีกพรรคเสรีประชาธิปไตย

ให้สังคมได้ตัดสินในตอนเลือกตั้ง โอกาสไม่ต่างกันหรอก ขึ้นกับประชาชน 
เลิกไปพึ่งอำนาจนอกระบบได้แล้ว


อีกนั่นแหละ ว่ากันว่าการซักฟอกที่ผ่านมา บางคนออกลีลาอภิปรายแนวปลุกเร้ามากกว่าเนื้อหา
น่าสงสัยเตรียมรับกับม็อบแช่แข็ง
แต่บังเอิญม้วนเดียวจอดเสียก่อน เลยกลับตัวไม่ทัน!



+++

จุดแข็ง จุดอ่อน ของ ประสงค์ สุ่นศิริ จุดของ “ป๋า”
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
ในข่าวสดออนไลน์  วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:53 น.


หากคำสั่งปลด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากราชการ คือ "เส้นแบ่ง" อย่างมีนัยสำคัญที่จะชี้ขาดอนาคตทางการเมืองต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
การชุมนุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ก็เป็นอีก "เส้นแบ่ง" 1
มิได้เป็นเส้นแบ่งอันชี้ขาดอนาคตต่อ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เท่านั้น หากแต่ยังเป็นเส้นแบ่งต่อจังหวะก้าวต่อไปของสิ่งที่เรียกว่า
องค์การพิทักษ์สยาม หรือ "อพส." อย่างมิอาจปฏิเสธได้

มีความพยายามจาก น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่จะขับเคลื่อนอพส.ต่อไป โดยได้รับการหนุนเสริมอย่างอบอุ่นยิ่งไม่ว่าจะมาจาก นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายหลากสี ไม่ว่าจะมาจาก ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ แกนนำกองทัพธรรม
กระนั้น ก็มิได้หมายความว่าการขับเคลื่อนองค์การพิทักษ์สยาม หรือ "อพส." ที่นำโดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จะดำเนินไปด้วยความคึกคักเหมือนที่เคยเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ณ สนามม้านางเลิ้ง


บทสรุปเช่นนี้มิได้เริ่มต้นด้วยการหยามหมิ่นฝีมือและความสามารถของบุคคลระดับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นใคร
แน่นอน สมญานาม "ซีไอเอ" ย่อมมิได้มาเพราะว่าโชคช่วย หากแต่พื้นฐาน 1 คือการเป็นเลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
พื้นฐาน 1 คือ การเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน พื้นฐานการเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็มากด้วยความละเอียดอ่อนอันอาจกลายเป็นจุดเปราะบางขึ้นมาได้ เพราะนายกรัฐมนตรีที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นเลขาธิการก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ใกล้เกินไป ชัดเกินไป 

จุดแข็งอันกลายเป็นจุดอ่อนของ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ในฐานะประธานอพส.คือการเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 1
นั่นก็คือ การเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารกับ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์
นั่นก็คือ การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกป๋า" ในลักษณาการเดียวกันกับที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ดำรงอยู่ 
จุดแข็งนี้กลับกลายเป็นจุดอ่อนอันมากด้วยความอ่อนไหว

เมื่อเทียบ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คั่นกลางยังอ่วมอรทัยแล้ว น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งต่อสายตรงในสถานะแห่ง "ลูกป๋า" จะไม่ยิ่งหนักหนากว่าละหรือ 
หนักหนาไปถึง "ป๋า"

ในห้วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เปี่ยมด้วยความระมัดระวังในจังหวะก้าวทางการเมือง
การโยง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้าไปเกี่ยวกับ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ก็หนักหนาสาหัสยิ่งแล้ว หาก น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กระโจนเข้ามาแทน พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์

"ป๋า" คงต้องรับไปเต็ม-เต็ม



+++

กลเกม การเมือง ของ พรรคประชาธิปัตย์ ไล่จับเงา ทักษิณ
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
ในข่าวสดออนไลน์  วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


 ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอกรณีฆ่าตัดตอนในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) 
 แต่เมื่อกระทรวงการต่างประเทศนำเอาเรื่องการยอมรับต่อขอบเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เข้ามาพิจารณา
 พรรคประชาธิปัตย์กลับหงุดหงิด 

 ไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์จะหงุดหงิด ไม่พอใจ หากพันธมิตรในแนวร่วมพรรคประชาธิปัตย์อย่างเช่นกลุ่ม 40 ส.ว.
 ก็ออกโรงคัดค้าน ต่อต้าน อย่างเอาแท้ เอาว่า

 ทั้งๆ ที่หากกระทรวงการต่างประเทศประกาศยอมรับต่อขอบเขตและอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ก็สามารถนำเอากรณีฆ่าตัดตอนจำนวน 2,500 ศพระหว่างสงครามยาเสพติดเข้าสู่การพิจารณา
 แปลกอย่างประหลาดยิ่ง

 อาจเป็นเพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) พิจารณาเฉพาะกรณีฆ่าตัดตอน 2,500 ศพในสงครามยาเสพติด
 แต่ไม่เห็นด้วยกับกรณีสังหารประชาชนในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 
 เพราะว่ากรณีสังหารประชาชนในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เกิดขึ้นในห้วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
 นี่คือลักษณะแห่งความเป็น 2 มาตรฐานอย่างเด่นชัดยิ่ง



 ทั้งๆ ที่ไม่ว่ากรณีฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติด ไม่ว่ากรณีการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ล้วนมีการตาย ล้วนมีการสูญเสีย และเป็นการสูญเสียอันสะท้อนลักษณะการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมทั้งสิ้น 
 แปลกอย่างประหลาดยิ่ง

 จึงเป็นอะไรไปไม่ได้ว่า กลยุทธ์การเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันกรณีฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติดของพรรคประชาธิปัตย์มิได้จริงจังอะไร
 หวังผลเพียงดิสเครดิต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น 
 เป็นการดิสเครดิตเหมือนกับการยัดข้อกล่าวหาในเรื่องก่อการร้ายเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดพาสปอร์ต
 เพื่อโหมประโคมในเรื่องบัญชีดำของตำรวจสากล
 ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่เคยปรากฏชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในบัญชีดำของตำรวจสากล ทั้งๆ ที่ไม่สามารถจับกุมแม้กระทั่งรอยเท้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
 แปลกอย่างประหลาดยิ่ง


 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงใช้เวลา 2 ปี 8 เดือนสูญเปล่าไปกับการไล่จับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
 ไล่จับจนพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งทั้งในเดือนธันวาคม 2550 และทั้งในเดือนกรกฎาคม 2554 และมีแนวโน้มว่าอาจจะต้องแพ้อีกในการเลือกตั้งเดือนสิงหาคม 2558

 แปลกอย่างประหลาดยิ่ง



.

ซักฟอกได้แค่นี้?, นายกฯต้องรับผิดชอบ, คดีที่สอง, สกัด“นองเลือด” ในคอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

.
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง - นวนิยาย ปีศาจ ของท่าน เสนีย์ เสาวพงศ์ กับ ‘การอภิปราย’
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม - ภาระยังไม่เสร็จ, ต้องหาเหตุให้ชัดแจ้ง โดย จ่าบ้าน


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ซักฟอกได้แค่นี้หรือ
โดย สมิงสามผลัด  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.
( ภาพการ์ตูนคิวคน โดย อรุณ วัชระสวัสดิ์ )


โหวตจบลงไปแล้วศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 
ที่ประชุมลงมติให้ความไว้วางใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยคะแนนท่วมท้น 308 ต่อ 159 เสียง
นอกจากนี้ยังมีมติไว้วางใจทั้งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย

คะแนนสนับสนุนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่มีมากถึง 308 เสียงมีนัยยะสำคัญ 
เพราะมีเสียงงอกมากว่า 30 เสียง
ก็ชัดเจนแล้วว่า 34 ส.ส.ภูมิใจ ไทยในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตัดสินใจแล้วว่าจะยืนอยู่ฝั่งไหน
เท่ากับลอยแพพรรคประชาธิปัตย์


ดูจากตัวเลขที่ไว้วางใจนายกฯยิ่งลักษณ์แล้ว สรุปได้ 2-3 ประการ

ข้อมูลหลักฐานการซักฟอกของฝ่ายค้าน 
ไม่ได้เปรี้ยงปร้างถึงขนาดสร้างความสั่นคลอนให้รัฐบาลได้เลย

เรื่องสำคัญการโจมตีนโยบายจำนำข้าวก็ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร 
หาอ่านได้ตามเว็บไซต์ทั่วๆ ไป 
การทุจริตที่นำมาเปิดโปงก็เป็นการทุจริตในระดับล่างที่รอดหูรอดตาเจ้าหน้าที่รัฐ 
ไม่ใช่การทุจริตระดับรัฐบาล
แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งดี เป็นข้อมูลที่รัฐบาลต้องรับไปดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ที่เหลือเนื้อหาของฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องเก่าๆ เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
วนเวียนซ้ำซากตลอด 2-3 วัน
จนวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งบ้านเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจอดีตนายกฯทักษิณ


ส่วนข้อมูลที่กล่าวหานายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ยิ่งพิกล 
นอกจากกล่าวหาว่านโยบาย จำนำข้าวไม่ดีแล้ว 

ที่เหลือแทบเป็นเรื่องที่นายกฯ เคยพูดอะไรผิดพลาดบ้าง 
เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเคยใช้โจมตี
ผสมกับลีลาพูดเสียดสี ดูถูก เหยียดหยาม

ว่ากันจริงๆ แล้ว หากฝ่ายค้านใช้ข้อมูลแค่นี้ 
ก็ดูเหมือนจะเป็นการ "จับผิด" นายกฯยิ่งลักษณ์มากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 
น่าจะเป็นแค่การตั้งกระทู้สด สอบถามรัฐบาล มากกว่า !?



++

นายกฯต้องรับผิดชอบ
โดย มันฯ มือเสือ 
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ 3 รัฐมนตรีที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ไม่มีอะไรอยู่นอกเหนือความคาดหมาย 
คือฝ่ายค้านไม่สามารถน็อกรัฐบาลได้เหมือนที่คุยไว้

สาเหตุหนึ่งก็เนื่องจากข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายนั้น ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเก่าที่กระจัดกระจายอยู่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ข่าว
ฝ่ายค้านเพียงแค่นำมาเรียบเรียงจัดหมวดหมู่ใหม่ ให้ดูเหมือนทำการบ้านค้นคว้ามาเอง
ทั้งที่ลอกเขามา

อย่างไรก็ดีในห้วงเวลารัฐบาลและฝ่ายค้านโรมรันพันตูกันอยู่ในสภา
ก็ปรากฏศาลอาญามีคำสั่งคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพนายชาญณรงค์ พลศรีลา 1 ใน 99 ศพเหยื่อสลายม็อบเดือนพฤษภาคม 2553 
นับเป็นศพที่ 2 ต่อจากนายพัน คำกอง ที่ศาล ชี้ว่า 
สาเหตุการตายเพราะถูกกระสุนปืนจากอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมตามคำสั่งของ ศอฉ.


ขั้นตอนจากนี้ในกรณีนายชาญณรงค์ พลศรีลา จะเป็นไปในแนวทางเดียวกับกรณีนายพัน คำกอง
คืออัยการจะต้องคัดคำสั่งศาลส่งต่อไปให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวนทำสำนวนขึ้นใหม่เป็นคดีฆาตกรรม 
ส่วนใครจะเป็นผู้โชคดีคนแรกถูกแจ้งข้อหาดังกล่าว ข่าวแจ้งว่าไม่เกินเดือนธันวาคมนี้ คงจะได้เห็นหน้าค่าตากันว่า จะหล่อเหลาหรือดำมะเมื่อมขนาดไหน 

ส่วนที่อดีตผู้อำนวยการศอฉ. เคยให้สัมภาษณ์แอ่นอกรับว่าเป็นคนสั่งการเองทั้งหมด นายกฯ ขณะนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ นั้น
ก็แล้วใครในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจบสิ้นไป 
บอกว่าถึงนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหาร จะมีคำสั่งมอบหมายงานต่างๆ ให้รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีไปดำเนินการสิ่งใดก็ตาม

สุดท้ายแล้วนายกฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในทางกฎหมายอยู่ดี



++

คดีที่สอง
โดย คาดเชือก คาถาพัน
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


เวลา 11.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน ศาลอาญาอ่านคำสั่งคดีชันสูตรการเสียชีวิตของนายชาญณรงค์ พลศรีลา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การแห่งชาติ (นปช.)
โดยระบุ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ศอฉ.ใช้มาตรการปิดล้อมและสกัดกั้นผู้ชุมนุมบริเวณถนนราช ปรารภ ถนนศรีอยุธยา ถนนเพชรบุรี และถนนราชวิถี 
กระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลา 15.00 น. นายชาญณรงค์ผู้ตายซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นำเอายางรถยนต์ไปวางเป็นแนวบังเกอร์บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเชลล์ มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุดๆ 
และนายชาญณรงค์ ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย

แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายเบิกความว่า นายชาญณรงค์ถูกกระสุนความเร็วสูงเข้าที่ท้องทำให้ลำไส้ขาดหลายแห่ง 
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจอาวุธปืนตรวจพิสูจน์แล้วยืนยันว่าเป็นหัวกระสุนขนาด .223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร ที่ใช้กับปืนความเร็วสูงชนิดเอ็ม 16, เอชเค 33 และทาวอร์-ทาร์ 21 

พยานกลุ่มที่เป็นนักข่าวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ไปถ่ายภาพและรายงานข่าวในที่เกิดเหตุเบิกความว่า กระสุนปืนถูกยิงมาจากทางที่ทหารประจำการอยู่หลังรั้วลวดหนามและกระสอบทราย 
มีการถ่ายภาพเหตุการณ์ไว้


ขณะที่พยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณดังกล่าวเบิกความยอมรับว่า ทำหน้าที่ที่ถนนราชปรารภตามที่ ศอฉ.ส่งไป แต่ไม่มีทหารในสังกัดยิงใส่ผู้ชุมนุม ขัดกับพยานหลักฐานรอยกระสุนปืนที่พบ 
คำเบิกความของพยานกลุ่มนี้จึงมีพิรุธขัดแย้งกับหลักฐานภาพถ่าย
จึงมีคำสั่งว่าผู้ตายคือนายชาญณรงค์ พลศรีลา เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ ถูกทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศอฉ.

นี่คือคดีที่สองต่อจากคดีของนายพัน คำกอง ซึ่งศาลมีคำสั่งในลักษณะเดียวกันไปแล้ว 
ไม่ต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติมให้ยืดยาว 

สาธุชนทั้งหลายตรองได้เอง



++

สกัด“นองเลือด”
โดย สมิงสามผลัด
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


จะมากันเป็นล้านๆ หรือแค่หลักหมื่น
9 โมงเช้าวันนี้ก็คงได้รู้กันชัดว่าม็อบแช่แข็งของเสธ.อ้ายจะขนกันมาเท่าไหร่ 
จะมหาศาลเป็นล้านๆ จนกดดันให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้จริงหรือไม่

แต่รัฐบาลคงจะรอดูจำนวนม็อบไม่ได้ 
แค่ประเมินจากจุดประสงค์ที่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติ-ล้มรัฐบาล 
การข่าวที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดมือที่ 3 ปาระเบิดป่วนม็อบแช่แข็ง 
ให้เกิดความวุ่นวายและความสูญเสีย

แค่เหตุผลที่สุ่มเสี่ยงเกิดการนองเลือด
รัฐบาลจึงประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ระยะสั้นตั้งแต่ 22-30 พ.ย. นี้ 
ในพื้นที่ 3 เขต ได้แก่ เขตพระนคร ป้อมปราบฯ และเขตดุสิต 
โดยครม.ย่อยร่วมหารือกับผบ.ตร. ตัวแทนกองทัพ สมช. 
จนสรุปว่าให้ใช้พ.ร.บ.มั่นคงฯ ในการดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม

ที่เลือกใช้พ.ร.บ.มั่นคง เพราะเป็นกฎหมายที่เบาที่สุดในการควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง 
ไม่รุนแรงเท่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือกฎอัยการศึก 
เน้นการตรวจค้น สกัด และจับกุมอาวุธเป็นหลัก  
ป้องกันไม่ให้มือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์


ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้ใช้กำลังตำรวจไม่ติดอาวุธเข้าดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุม 
ไม่ใช้ทหารพร้อมอาวุธสงคราม ไม่เอารถถังรถหุ้มเกราะ ไม่มีสไนเปอร์บนยอดตึก 
เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือด

พูดถึงความรับผิดชอบก็เลยนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์เตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เรื่องการดูแลม็อบเสธ.อ้าย ว่า
"ไม่ว่าจะเป็นมือที่ 3 ที่จะมาก่อเหตุ รัฐบาลก็ปัดความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง"

ฟังแล้วก็นึกถึงเหตุการณ์สลายม็อบแดง 99 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนเมื่อปี"53
และเกิดคำถามขึ้นทันที

รัฐบาลชุดนั้นรับผิดชอบอะไรบ้าง !?



+++

นวนิยาย ปีศาจ ของท่าน เสนีย์ เสาวพงศ์ กับ ‘การอภิปราย’
คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง ในข่าวสดออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลา 0:01 น.


 การเผชิญหน้าระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ นางผุสดี ตามไท ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ 
 แหลมคม

 อาจไม่มีโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา หรือ ก้อนอิฐ ก้อนหิน เหมือนการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับมวลชนบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน
 เพราะเป็นการเผชิญด้วย “วาจา”

 หากใครติดตามการอภิปรายของ นางผุสดี ตามไท ตั้งแต่เริ่มต้นไปตามลำดับจะสัมผัสได้ถึงการไต่ระดับของอารมณ์ 
 จากเรียบๆ เรื่อยๆ เป็นการฉวัดเฉวียนด้วยวาจา

 ท่วงทำนองแบบ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อาจเปรียบได้กับการควงอีโต้เข้าสับฉับๆๆ ขณะที่ท่วงทำนองแบบ นางผุสดี ตามไท เย็นยะเยือกเหมือนใบมีดแช่ด้วยน้ำผึ้ง 
 บาดลึก เจ็บลึก


 กระนั้น ที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดกลับเป็นท่าทีและท่วงทำนองการตอบชี้แจงอันมาจากปาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 สุภาพ นุ่มนวล ไม่ปรากฏอารมณ์แค้นเคือง
 “คำว่าภาวะความเป็นผู้นำดิฉันคงไม่ตอบในรายละเอียดเพราะอยู่ที่คนจะตีความและวัดผล คิดว่าควรดูที่ผลงานมากกว่า และภาคประชาชนจะตัดสินใจเองว่าผลงานที่ดิฉันทำมาเป็นอย่างไร
 จึงขอเวลาให้สาธารณชนได้ติดตามตรวจสอบต่อไป”

 คำน้อยก็มิได้ตอบโต้ อารมณ์แค้นเคืองแม้สักนิดก็มิได้สำแดงออก แม้จะถูกประชดประเทียดเสียดสี หยามหมิ่นอย่างหนักหนาสาหัส น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังรักษาความเยือกเย็นสุขุมไว้ได้ไม่แปรเปลี่ยน 
 เป็นผู้อาสา ประชาชนคือผู้ตัดสิน


 เห็นการชี้แจงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในสภาผู้แทนราษฎรแล้วทำให้บังเกิดนัยประหวัดถึงภาพของ สาย สีมา ณ งานเลี้ยงในคฤหาสน์หลังงามท่านเจ้าคุณบิดาของ รัชนี  
 รายละเอียดเรื่องนี้ต้องอ่านในนวนิยายเรื่อง ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์

 แน่นอน สภาพที่ สาย สีมา ถูกประณามหยามหมิ่นในงานเลี้ยงอันทรงเกียรติ ไม่แตกต่างไปจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกวาจาของ นางผุสดี ตามไท เชือดเฉือน 
 เชือดเฉือนให้ได้รับความอับอาย เชือดเฉือนให้เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี 
 กระนั้น การตอบโต้ของ สาย สีมา ก็สุภาพอย่างยิ่ง ในทำนองเมื่อท่านถ่มน้ำลายลงมา ผมก็ทำได้แต่เพียงเช็ดน้ำลายอันเน่าเหม็นนั้นออกไป
 องอาจ สง่างาม

 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจดูเหมือนกับเป็นสมันน้อยท่ามกลางฝูงหมาป่าที่รุมล้อมเข้ามาโดยรอบ

 แต่เมื่อดำรงอยู่อย่างมีสติ เมื่อเก็บรักษาอารมณ์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม อาศัยข้อมูลความเป็นจริงชี้แจง อธิบาย และวางความมั่นใจอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ก็ตีฝ่าวงล้อมไปได้

 สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง



+++

ภาระยังไม่เสร็จ
โดย จ่าบ้าน
  คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


นอกจากการป้องกันควบคุม "ม็อบ" เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจก็ยังวางใจไม่ได้ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีขึ้นในวันสองวันนี้
เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจย่อมเป็นที่สนใจของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล 
ฝ่ายค้านไม่ได้มีแต่ "เสื้อเหลือง" เท่านั้น เช่นเดียวกับฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้มีแต่ "เสื้อแดง" เช่นกัน

การไปชุมนุมหน้ารัฐสภาระหว่างการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ยังมีผู้ที่สนับสนุนรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปราย คนนั้นจำนวนไม่น้อย ทั้งการอภิปรายยังมีการถ่ายทอดเสียงออกมานอกสภา เพราะเป็นการถ่ายทอดสดทั้งเสียงจากวิทยุ และเสียงกับภาพทางโทรทัศน์
โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสนใจกับการอภิปรายของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน หรือผู้มาฟังอภิปรายตอบโต้ของรัฐมนตรีบางคนที่ต้องมีมวลชนของตัวเองเป็น ประจำ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ เชื่อว่าจะมีสมาชิกสภาที่นิยมการประท้วงจะต้องประท้วงเป็นระยะ เมื่อมีผู้ประท้วงผู้อภิปราย ก็ย่อมมีผู้ประท้วงผู้ประท้วง กว่า "ท่านประธาน" จะเกลี้ยกล่อมให้ผู้ประท้วงเลิกประท้วง เพื่อให้ผู้อภิปรายทำหน้าที่ต่อไป ต้องเสียเวลาไปโข

ดังนั้น การอภิปรายและการตอบกลับของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลย่อมเหลือเวลาน้อยลงไปทุกที เพราะเวลาจากนาฬิกาจะเดินไปอย่างสม่ำ เสมอ ไม่มีใครหยุดเวลาได้ แม้นาฬิกาตรงหน้า "ท่านประธาน" ที่เจ้าหน้าที่จะหยุดเวลาซึ่งคำนวณว่า ผู้พูดอภิปรายได้กี่นาทีไว้เพื่อให้ผู้อภิปรายได้เวลาตามกำหนดก็ตาม

แม้ว่าหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือการมีสิทธิอภิปราย หรือประท้วงเมื่อเจ้าตัวยกมือขึ้นเหนือศีรษะ หรือประธานต้องให้พูดทันทีเมื่อผู้ประท้วงยืนขึ้นและยกมือขึ้นเหนือศีรษะ 
แต่การกระทำเช่นนั้น หากไม่มีเหตุอันต้องประท้วง สมาชิกผู้เป็นวิญญูชนพึงตระหนัก และเคารพต่อตัวเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ

เพราะหากประท้วงนอกเรื่องจน "ท่านประธาน" บอกให้หยุดแล้วยังไม่หยุด
ก็เป็นหน้าที่ของ ตำรวจสภาต้องเชิญตัวออกจากห้องประชุม
หรือเชิญดีๆ ยังไม่ออกก็ต้องอุ้มกันออกไปนั่นแหละ พึงสำเหนียกไว้ด้วย



+++

ต้องหาเหตุให้ชัดแจ้ง 
โดย จ่าบ้าน 
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ในข่าวสดออนไลน์  วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.


เหตุระเบิดทั้งบ้านเรือนราษฎรในจังหวัดยะลา และเหตุระเบิดโบกี้รถไฟขณะผ่านจากจังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่เป็นเรื่องที่มีการวางแผนมาอย่างดี 
ขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีพัฒนาการเหี้ยมโหดขึ้นมาทุกวัน ขณะที่วันก่อการมักเป็นวันหยุดเสาร์หรืออาทิตย์ ซึ่งเข้าใจว่ากำลังของเจ้าหน้าที่จะมีน้อยกว่าวันทำการ
หากเป็นเช่นนั้นจริงการวางกำลังเจ้าหน้าที่ของทุกฝ่ายจำเป็นต้องมีเท่ากันและเพียงพอในทุกวัน 
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่การข่าว

สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมไม่ทราบได้ว่าในสถานการณ์นั้น ความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างไร มีความคล่องตัวมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟที่ต้องผ่านภูมิประเทศเปลี่ยว เวลาในการประกอบภารกิจของผู้ก่อการร้ายย่อมกระทำได้โดยไม่มีผู้รู้เห็น ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้าน
เพราะเส้นทางรถไฟย่อมปราศจากเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดได้ เพราะแม้ทางถนนรถยนต์เอง เจ้าหน้าที่ก็ยังมีไม่เพียงพอที่จะดูแลตรวจตราได้ตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะในยามวิกาล


เรื่องของการก่อการร้ายวันนี้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เจ้าหน้าที่น่าจะประมวลได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของใคร ของผู้ก่อการร้ายที่หวังผลทางการเมือง หรือของกลุ่มอื่นที่หวังผลทางเศรษฐกิจ

เรื่องการก่อการร้ายที่หวังผลทางการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องใช้นโยบายทางการเมืองนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้องให้บังเกิดผลอันเป็นประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยฝ่ายรัฐอาจต้องเสียประโยชน์บ้าง ขณะที่ประชาชนโดยส่วนรวมต้องยอมรับได้ เช่นในหลายกรณีที่ผ่านมา

แต่ในกรณีนี้ผู้ที่เสียประโยชน์คือประชาชนทั่วไป ทางรัฐต้องเยียวยาให้ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่ผู้กระทำการนั้น อาจต้องมาพิจารณาว่าจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ต้องเยียวยา 
มิฉะนั้นการกระทำความผิดซึ่งไม่ได้เป็นความขัดแย้งทางการเมืองจะได้รับนำขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ของบุคคลผู้นั้นแล้วอ้างว่าเป็นเหตุทางการเมืองอยู่เรื่อย



.

2555-11-29

พาชม BB Bike ขายปลีก-ส่ง จักรยานญี่ปุ่นมือสอง

.
คอลัมน์ ก่อสร้างและที่ดิน - สารภาพกับคอนโดฯ โดย นาย ต.  
คอลัมน์ ก่อสร้างและที่ดิน - วงจรใหม่ โดย นาย ต.


____________________________________________________________________________________________________

พาชม BB Bike “แหล่งใหญ่” ขายปลีก-ส่ง จักรยานญี่ปุ่นมือสอง
รายงานพิเศษ ใน มติชนออนไลน์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 22:04:03 น.
( และ ภาพตัวอย่างโปรโมชั่น จยย. เสนอ จาก www.lapakkred.com )


หากใครเคยผ่านไปแถวถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า เลี้ยวซ้ายซอยวิภาฯ 60 แล่นเข้าไปราว 200 เมตร เห็นป้ายแยก 1 มองทางซ้ายมือ อาจต้องตื่นตา-ตื่นใจ กับภาพที่เห็นตรงหน้า  
บนที่ดินขนาดหลายร้อยตารางวา ด้านหน้าเป็นลานซีเมนต์กว้างขวาง ถัดเข้าไปเป็นโกดังขนาดใหญ่หลังคาสูง  มีจักรยานมือสองสารพัดแบบ ทั้งจอดทั้งแขวน เรียงรายเป็นทิวแถวสุดลูกหูลูกตา อยู่ภายในจำนวน...นับพันคัน



เริ่มต้นไม่ตั้งใจ
4 เดือนขายได้พันคัน


BB Bike (บีบี ไบค์) คือ ร้านขายจักรยาน ขนาด “อลังการ” ดังเกริ่นนำไว้เบื้องแรก มี คุณพาสิษฐ์ อนันต์ธนานุกูล เรียกกันเล่นๆ ว่า คุณเบน อายุ 24 ปี เป็นตัวแทนธุรกิจมาให้ข้อมูล
“ที่ดินตรงนี้แต่เดิมเปิดเป็นอู่รับซ่อมรถโฟร์วีล ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว” คุณเบน เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนบอกต่อว่า คุณพ่อ-คุณแม่ของเขา ทำธุรกิจหลายอย่าง อาทิ เปิดบริษัท Shipping เป็นตัวแทนนำเข้าอะไหล่รถยนต์ รวมทั้งเปิดอู่ซ่อมรถโฟร์วีล แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจจักรยานแต่อย่างใด

กระทั่งเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้านี้ มีเพื่อนของคุณพ่อคนหนึ่ง ซึ่งนำเข้าจักรยานมือสอง ทั้งเสือหมอบ เสือภูเขา จักรยานพับ จักรยานแม่บ้าน ฯลฯ จากประเทศญี่ปุ่น เข้ามา 1 ตู้คอนเทนเนอร์ หวังมาขายในไทย แต่เกิดปัญหาติดขัดจนทำไม่ไหว จึงขอนำรถจักรยานดังกล่าวมาฝากไว้ในอู่โฟร์วีลที่บ้านของตนก่อน
คุณเบน เล่าอีก ต่อมาไม่นานหลังจากเขาเดินทางกลับมาจากดูงานที่ญี่ปุ่น จึงทราบว่า คุณพ่อของเขารับซื้อรถจักรยานจำนวนกว่า 1,000 คัน จากเพื่อนคนดังกล่าวไว้ทั้งหมด ก่อนจะมีคำสั่งออกมาสั้นๆ “ช่วยกันทำหน่อย” ให้เขาและ คุณบ๊อบ พี่ชาย ดำเนินงานทันที

จักรยานกว่า 1,000 คัน ที่ซื้อต่อมาล็อตแรก มีหลายแบบคละกัน ทั้งหมดถูกถอดชิ้นส่วนออกแล้ว ต้องนำมาทำความสะอาดและประกอบใหม่ ตอนนั้นยังไม่มีความรู้อะไรมากนัก อาศัยแค่มีความชอบมอเตอร์ไซค์เป็นทุนเดิม เลยชวนเพื่อนสมัยมัธยมฯ ราว 4-5 คน ระดมมาช่วยกัน หยิบทีละคันมาประกอบก่อนนำออกขาย” คุณเบน เล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น


เมื่อได้จักรยานสารพัดแบบพร้อมจำหน่ายออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไป เพียงนำไปวางเรียงในโกดัง ไม่มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อใดๆ
แต่ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ก็ “วอล์กอิน” เข้ามาเลือกซื้อหากันไปคนละคันสองคัน แทบทุกวัน ทำให้จักรยานจำนวนกว่า 1,000 คัน ขายหมดภายในเวลาไม่เกิน 4 เดือน

แม้จะเริ่มต้นธุรกิจด้วยความไม่ตั้งใจเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นว่า “ขายได้ กำไรดี” ครอบครัวอนันต์ธนานุกูล จึงมีความเห็นและลงมติพ้องกัน เดินหน้าธุรกิจซื้อขายจักรยานญี่ปุ่นมือสองต่อไปอย่างจริงจัง โดยให้ญาติผู้พี่ที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ออกตระเวนซื้อหารถจักรยานมาเก็บไว้ในสต๊อก เมื่อได้ตามจำนวนต้องการจึงนำใส่ตู้คอนเทนเนอร์ก่อนลงเรือส่งมายังประเทศไทย โดยไม่ผ่านคนกลาง 

นึกสงสัยทำไมญี่ปุ่นจึงเป็นแหล่งสำคัญในการรับซื้อจักรยานมือสอง คุณเบน อธิบายให้หายข้องใจ
ที่ญี่ปุ่นมีจักรยานมือสองเหลือใช้กองเป็นภูเขา นับแสนๆ คัน เหล่านี้มักมาจากการยึดโดยทางราชการ เช่น ทะเบียนขาด จอดที่สถานีรถไฟแล้วกลับมาไม่ทัน เมื่อหน่วยงานนำออกประมูลขาย เราจะไปซื้อต่อมา


อุปสรรคสำคัญ
“ช่าง” หายาก


หลังจากมี “สินค้า” อยู่ในมือ ขั้นตอนต่อไปของการทำธุรกิจ BB Bike คือ จ้างช่างประจำร้านมาทำหน้าที่หลัก คือ ประกอบจักรยาน ปัจจุบันมีทีมงานอยู่ 5 คน แบ่งเป็นช่างล้าง 2 คน ช่างประกอบ 3 คน แต่นั้นยังไม่เพียงพอกับการรับ “งานนอก” เพราะลำพังรถจักรยานที่สั่งเข้ามาแต่ละครั้งก็มีจำนวนนับพันคันแล้ว 
อุปสรรค ของการทำธุรกิจนี้ คือ ลูกน้องหายาก ทั้งช่างล้างและช่างประกอบ อาจเพราะ งานซ่อมจักรยาน เป็นงานจุกจิก คนประกอบต้องมีความละเอียดมาก เราอาจเห็นแค่ มีโซ่ มีล้อ มีเฟรม ก็จริง แต่พอเจาะลึกจริงๆ แล้วมันยาก คนล้างก็ต้องล้างเป็นไม่งั้นสีถลอก ขายไม่ได้” คุณเบน เผยอย่างนั้น

ถามไถ่ถึงลูกค้าเข้ามาอุดหนุน คุณเบนยิ้มกว้าง ก่อนบอก มีหลากหลาย เริ่มตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงวัยอาวุโส แต่ลูกค้ากลุ่มใหญ่มักอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป และสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นเพราะมีการบอกต่อกันทางสื่อออนไลน์เป็นระยะ ทุกวันนี้เขาเลยทำเว็บไซต์ของร้าน และมีแฟนเพจในเฟซบุ๊กแล้ว 

เกี่ยวกับราคาขายสินค้าในร้าน คุณเบน อธิบาย เริ่มต้นต่ำสุดอยู่ที่ 2,200 บาท ไล่เรียงไปถึงหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท ส่วนหลักในการตั้งราคาขายนั้น จะสำรวจในท้องตลาดก่อนว่า “เปิด” กันอยู่ที่เท่าไหร่ จากนั้นเขาจะตั้งราคาถูกกว่า เหตุผลที่ดำเนินธุรกิจลักษณะนี้ได้ เป็นเพราะนำเข้ามาเองไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

สำหรับคู่แข่งในวงการเดียวกัน คุณเบน บอก ไม่ให้ความสำคัญมากนัก เพราะกิจการของเขามักเน้นการบริการให้ดีที่สุดมากกว่า

“ลูกค้ามาที่นี่ สามารถทดลองปั่น จนกว่าจะพอใจ หากอยากลองคันไหน ราคาขายกี่หมื่นกี่แสน ลองได้เต็มที่เลย อยากให้คนที่สนใจเข้ามาคุยกันก่อน ไม่ซื้อไม่เป็นไรครับ” คุณเบน ฝากประชาสัมพันธ์ ทิ้งท้าย

...................
BB Bike ศูนย์จำหน่ายจักรยานญี่ปุ่นมือสอง ทั้งปลีก-ส่ง ตั้งอยู่ เลขที่ 21/59 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดีรังสิต 60 แยก 1 แขวงตลาดบางเขน หลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ (081) 934-5689, (087) 988-2992, (085) 242-4655, (02) 579-0144 เว็บไซต์ www.BB-Bikes.com



+++

สารภาพกับคอนโดฯ
โดย นาย ต. คอลัมน์ ก่อสร้างและที่ดิน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 22


ความฝันของคนทั่วไปเมื่อต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่อยากมีบ้านเดี่ยว มีบริเวณเลี้ยงสัตว์หมาแมว จัดสวนปลูกดอกไม้กันทั้งสิ้น จะทำแบบสอบถามกันกี่ครั้งกี่รอบในระยะเวลาหลาย 10 ปีมา แทบทุกรายตอบเหมือนๆ กันว่า อยากมีที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว 
ทั้งที่ความเป็นจริงในกระเป๋า อาจมีเงินเพียงพอที่จะซื้อทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด หรือคอนโดมิเนียม เท่านั้น

ในระยะ 3-4 ปีมานี้ โครงการคอนโดมิเนียมใหม่คึกคักมาก ได้รับความนิยมมาก เริ่มจากในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ประมาณปี พ.ศ.2551-2552 มีโครงการคอนโดฯ เปิดตัวใหม่จำนวนมาก จนกระทั่งจำนวนยูนิตเสนอขายมากกว่าบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ต่อมาอีก 1-2 ปีเมื่อโครงการคอนโดมิเนียมก่อสร้างเสร็จโอนให้ผู้ซื้อ ก็ทำให้สถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียมก็ครองอันดับ 1 ของประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการโอนมากที่สุด 
ปีกว่ามานี้ ในส่วนภูมิภาค ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ก็มีโครงการคอนโดมิเนียม และขายดีเสียด้วย 
แต่ออกแบบสอบถามทีไร ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ก็ยังตอบว่า ต้องการบ้านเดี่ยว


กระทั่งล่าสุด เร็วๆ นี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลการสำรวจวิจัยผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยยอมสารภาพ และยอมรับความจริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการที่อยู่อาศัย (กทม. ปริมณฑล) ว่าต้องการคอนโดมิเนียมเป็นอันดับหนึ่ง 41.4% แซงบ้านเดี่ยวที่มาเป็นอันดับสอง 35.6% และอันดับ 3 ทาวน์เฮ้าส์ 15.7%

ความจริงระยะหลังๆ ในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์พอรับรู้อย่างไม่เป็นทางการกันว่า ผู้บริโภคที่ซื้อห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมนั้น ประกอบด้วย
กลุ่มแรก เป็นกลุ่มคนเริ่มทำงานถือเป็นที่อยู่อาศัยแห่งแรกของคนกลุ่มนี้  
กลุ่มที่สอง เป็นคนวัยทำงานมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง มีที่พักอาศัยอยู่แล้วแต่ห่างไกลที่ทำงาน จึงซื้อคอนโดฯ ใกล้ที่ทำงานไว้เป็นที่พักแห่งที่สอง
กลุ่มที่สาม เป็นครอบครัวใหม่ ซึ่งอาจยังไม่มีลูกหรือมีลูก 1 คน


นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่ง คือ พบว่า ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยมีอายุเฉลี่ยน้อยลง 
เดิมนั้น คนจะทำงานประมาณ 10 ปี จึงมีเงินดาวน์และมีกำลังผ่อน ซื้อทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กสุดได้ จากนั้นประมาณ 20 ปีหากอาชีพการงานก้าวหน้า ก็จะขยับขยายซื้อบ้านเดี่ยวอีกครั้ง 
แต่ขณะนี้วงจรชีวิตกับการซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป เรียนจบทำงานก็ซื้อคอนโดมิเนียมเลยเกือบจะทันที เพราะคนรุ่นใหม่ปัจจุบัน คือลูกที่มีพ่อแม่เป็นคนยุค "เบบี้บูม" ซึ่งมีลูกน้อยและส่วนใหญ่มีกำลังซื้อดี สามารถช่วยลูกซื้อที่อยู่อาศัยได้ โดยลูกไม่ต้องใช้เวลาเก็บเงินออม และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ต้องการความเป็นส่วนตัว หลังจากคุ้นเคยกับการอยู่หอพักช่วงเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อเรียนจบไม่อยากกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่ 
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้อายุเฉลี่ยของคนซื้อที่อยู่อาศัยทุกวันนี้ น้อยลงกว่าเมื่อก่อนนี้



วันเวลาเปลี่ยนไป ผู้คนเปลี่ยนไป วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป ทัศนคติในการมีที่อยู่อาศัยก็เปลี่ยนไปด้วย 
หากแนวโน้มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนไปตามยุคสมัยของผู้คนเช่นนี้ เชื่อได้ว่า 5-10 ปีต่อจากนี้ไป คนสุขภาพอนามัยดี อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น ตลาดที่อยู่อาศัยก็จะเกิดความต้องการบ้านพักผู้สูงอายุอย่างแน่นอน 

คนยุค "เบบี้บูม" วันนี้ที่ควักเงินช่วยลูกซื้อคอนโดฯ ซื้อบ้าน อย่าลืมเจียดเงินไว้ซื้อบ้านพักคนชราให้กับตัวเองด้วยก็แล้วกัน 
จะได้ซื้อโครงการดีๆ บรรยากาศดีๆ
และอยู่ใกล้สถานีรถไฟความเร็วสูงด้วย (ฮา)



+++

วงจรใหม่ 
โดย นาย ต. คอลัมน์ ก่อสร้างและที่ดิน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 22


เศรษฐกิจระดับโลกเศรษฐกิจภายในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจและผู้คนภายในประเทศมีการปรับตัว ย้ายถิ่นฐานการอยู่อาศัย เปลี่ยนรูปแบบการอยู่อาศัย ทำให้เกิดวงจรใหม่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการซื้อขาย ลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างน่าสนใจ 
ในเมืองใหญ่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ผู้คนมากมายมหาศาล การจราจรติดขัด เกิดเส้นทางรถไฟฟ้า ทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนทัศนคติการอยู่อาศัย โดยหันมานิยมการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมซึ่งให้ความสะดวกสบายในการเดินทางและการใช้ชีวิตมากกว่า 
จนกลายเป็นกระแสหลักในการซื้อที่อยู่อาศัย

คนรุ่นใหม่หันมาอยู่อาศัยคอนโดมิเนียม ก็หมายความว่า ลูกๆ ที่เรียนจบทำงานไม่ยอมกลับไปอยู่บ้านเดี่ยวหลังใหญ่กับพ่อแม่ บ้านเดี่ยวหลังใหญ่เลยใหญ่เกินไปสำหรับพ่อแม่ 2 คนและ 1 แม่บ้าน ทำให้พ่อแม่เจ้าของบ้านหลายๆ รายเริ่มประกาศขายบ้านที่ใหญ่เกินจำเป็นสำหรับการอยู่อาศัย 
กรณีตัวอย่างดังกล่าวนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในรายการบ้านประกาศขายของบริษัทโบรกเกอร์ ตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ 

ส่วนผู้ที่มาซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่มือสองเป็นใครนั้น สอบถามจากโบรกเกอร์บ้านมือสอง ได้ความว่า เป็นนักธุรกิจต่างจังหวัดที่ขยายธุรกิจเข้ามากรุงเทพฯ หรือมีธุรกิจต้องเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นประจำ 
คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและมีความคุ้นเคยกับการอยู่บ้านหลังใหญ่มีบริเวณกว้างขวาง

นอกจากนี้ นักธุรกิจต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อยยังนิยมซื้อคอนโดมิเนียมใกล้สถาบันการศึกษาดังๆ ในกรุงเทพฯ สำหรับเป็นที่พักอาศัยของลูกที่เข้ามาเรียนหนังสือ


ในอีกทิศทางหนึ่งของการซื้อขายเปลี่ยนมืออสังหาริมทรัพย์รายย่อย คือ คนจากกรุงเทพฯ ที่มีกำลังซื้อก็นิยมไปซื้อบ้านและที่ดินในต่างจังหวัด

ผู้บริหารบริษัทตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ รายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า นักธุรกิจกรุงเทพฯ ที่เตรียมเกษียณไปอยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่อยากอยู่เฉยๆ ต้องมีการมีธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ไว้ดูแล จะต้องการซื้อรีสอร์ตเล็กๆ ทางภาคเหนือ 
คนที่มีเงินออมอยากลงทุนที่ดินเปล่า มักนิยมไปซื้อที่ดินทางภาคอีสานเพราะราคายังไม่สูงมาก และเชื่อว่าอนาคตหากเปิดการค้าเสรีภาคอีสานจะเจริญขึ้นอีกมาก คนที่ชอบภูเขาแบบเดินทางไปกลับ ก็จะไปซื้อที่ดินเขาใหญ่ คนที่ชอบทะเลก็จะซื้อคอนโดมิเนียม หัวหิน พัทยา

การย้ายฐานการผลิตและการค้าของธุรกิจระดับต่างๆ การย้ายงาน การย้ายถิ่นฐานของคนทำงาน ตลอดจนการเตรียมตัวเกษียณของผู้สูงวัย ที่ปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจไทย ได้ก่อให้เกิดวงจรการลงทุนและซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรายใหญ่รายย่อย เป็นที่น่าจับตามองยิ่ง 
การเปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ วงจรใหม่ๆ จากการปรับตัวของธุรกิจและผู้คน เวลาเดียวกันก็จะมีธุรกิจและผู้คนที่ไม่ยอมรับรู้การเปลี่ยนแปลง หรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อผ่านไปซักระยะธุรกิจที่ไม่ปรับตัวก็จะอยู่ไม่ได้ 
ผู้คนที่ไม่ปรับตัวก็หลุดออกจากวงโคจร



ทางการเมืองสังคมก็เช่นเดียวกัน ในห้วงเวลานี้ก็จะพบภาพการการเดินทาง การประชุมเจรจาของผู้นำประเทศต่างๆ ในประเทศแถบอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยด้วยมากเป็นพิเศษ เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าของเศรษฐกิจการเมือง 

แต่เวลาเดียวกันก็ยังมีปรากฏการณ์เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพื่อย้อนไปสู่ยุค "น้ำแข็ง" คู่ขนานอยู่ด้วย

การเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า กับการต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อถอยไปข้างหลัง เป็นธรรมชาติเป็นของคู่กันจริงๆ



.

คาร์บอนพุ่งทะลุขีด โลกเสี่ยงวิกฤตภูมิอากาศ โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

.
บทความ ปี2554 - “ฟอกซ์คอนน์” ผู้ผลิตไอแพดในจีน ใช้หุ่นยนต์แทนคนงาน โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

คาร์บอนพุ่งทะลุขีด โลกเสี่ยงวิกฤตภูมิอากาศ 
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 100


ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สร้างความแปรปรวนไปทั่วโลกเกิดจากภาวะเรือนกระจกที่มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น ก๊าซเรือนกระจกที่มีบทบาทสำคัญที่สุดก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล

การรายงานชิ้นล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติประเมินว่า คาร์บอนไดออกไซด์ทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 85 
ในขณะที่เราเห็นความเคลื่อนไหวทั้งภาคประชาชน และภาครัฐในประเทศต่างๆ ที่พยายามหาทางลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศด้วยวิธีการต่างๆ นานา
มีความพยายามจะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและหันไปใช้พลังงานสะอาดที่ใช้แล้วไม่หมดไปแทน
มีความพยายามจะทำข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

แต่จากข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกที่เพิ่งรายงานออกมา กลับพบว่าปีที่แล้วหรือปี 2011 ระดับคอร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศกลับสูงมากเป็นประวัติการณ์ หรือขึ้นไปถึง 391 ส่วนต่อล้านส่วน (พีพีเอ็ม) ซึ่งเมื่อเทียบย้อนหลังไปถึงปี 1750 ก่อนที่มนุษย์เริ่มเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลกันอย่างจริงจัง 
ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 
ไม่เพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้นที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ก็สูงขึ้นทุบสถิติด้วย
ตัวอย่างเช่น ก๊าซมีเทนซึ่งมีอันตรายรุนแรงกว่าเพิ่มขึ้นไปถึง 1,813 ส่วนต่อล้านส่วน และไนตรัสออกไซด์เพิ่มเป็น 324.2 ส่วนต่อล้านส่วน
ทั้งหมดนี้หมายความว่าความร้อนส่วนเกินที่ถูกกักขังไว้ไม่หลุดออกไปนอกชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในปี 2011 เมื่อเทียบกับช่วงปี 1990


โดยปกติแล้วคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินประมาณครึ่งที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกจะถูกดูดซับโดยต้นไม้และมหาสมุทร ซึ่งถือเป็นอ่างคาร์บอนธรรมชาติ 
ทว่า กลไกธรรมชาติดังกล่าวนับวันเริ่มง่อยเปลี้ยเสียขา 
ขณะที่ป่าไม้ถูกทำลายให้ลดน้อยลงไม่เว้นแต่ละวัน
มหาสมุทรก็เดินมาถึงขีดจำกัดที่จะดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ มหาสมุทรเริ่มมีความเป็นกรดมากขึ้นอันเนื่องมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารใต้น้ำ


ในปี 2009 การประชุมเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศของโลก ประเทศต่างๆ มีข้อตกลงร่วมกันที่จะไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส 
ทว่า ข้อตกลงที่ขาดการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการลดคาร์บอนก็ไม่นำไปสู่ความก้าวหน้าใดๆ และเห็นได้ชัดว่าไม่มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ 
รายงานของธนาคารโลกที่เพิ่งออกมาไล่เลี่ยกันเหมือนตอกย้ำและเตือนสถิติผู้นำประเทศทั่วโลกว่าหากปราศจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้มากพอ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียสในอีกแค่ไม่ถึง 50 ปีข้างหน้า
ถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นสูงขนาดนั้นโลกก็จะม้วนพันเข้าสู่โลกาวินาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ที่จริงนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทั่วโลกก็เห็นพ้องต้องกันว่าแค่เกิน 2 องศาเซลเซียสก็เข้าเขตวิกฤตแล้ว ซึ่งดูแนวโน้มแล้วเหมือนเราจะหนีไม่พ้นในระยะเวลาไม่นานนัก



+++
บทความ ปี2554

“ฟอกซ์คอนน์” ผู้ผลิตไอแพดในจีน ใช้หุ่นยนต์แทนคนงาน
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1616 หน้า 100


ฟอกซ์คอนน์ เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี อย่างน้อยในสองสถานะด้วยกัน หนึ่งนั้นคือเป็นผู้รับจ้างผลิตรายการอุปกรณ์ที่เรียกกันว่า ไอดีไวซ์ (iDevice) ของบริษัทแอปเปิ้ล ที่รวมถึงอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ iOS ที่กำลังครองโลกอยู่ในเวลานี้ ทั้ง ไอโฟน ไอแพด ไอพอด เป็นต้น รวมถึงของบริษัทอื่นๆ เช่น โซนี่ โนเกีย ด้วย

ส่วนอีกชื่อเสียงหนึ่งที่อาจจะป็นชื่อเสียก็ได้ นั่นก็คือขึ้นชื่อเป็นโรงงานที่มีสภาพการจ้างงานที่เลวร้ายแห่งหนึ่งของโลก มีข่าวที่กระฉ่อนไปทั่วโลกอันเกิดจากความบีบคั้นที่คนงานจีนของฟอกซ์คอนน์ได้รับจนทนไม่ไหวถึงกับฆ่าตัวตาย คนงานฟอกซ์คอนน์ทำสถิติการฆ่าตัวตายมาเป็นระยะๆ ปีที่แล้วมีมากถึง 12 คน 
ไม่นานมานี้ก็เกิดการระเบิดขึ้นอีกในโรงงานผลิตไอแพด 2 ในเฉิงตู เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไปสามราย หลังเกิดระเบิดไม่กี่วันก็ยังมีคนงานฟอกซ์คอนน์กระโดดตึกฆ่าตัวตายอีก รวมแล้วไม่กี่ปีมานี้คนงานฟอกซ์คอนน์ฆ่าตัวตายสำเร็จไป 17 คน และที่พยายามแล้วไม่ตายอีกจำนวนหนึ่ง 
เชื่อกันว่าส่วนหนึ่งของแรงกดดันที่เกิดกับคนงานอย่างหนักมาจากการเร่งผลิตเนื่องจากไอดีไวซ์ของแอปเปิ้ลโดยเฉพาะไอแพด 2 นั้นขายดิบขายดีกันจนผลิตไม่ทัน และส่วนหนึ่งของการระเบิดที่เกิดขึ้นก็มาจากความผิดพลาดของมนุษย์ที่ทำงานภายใต้แรงกดดันดังกล่าวด้วย คนงานถึงกับพูดถึงสภาพการทำงานว่า "เหมือนทำงานอยู่ในคุก"  
ทั้งค่าแรงต่ำ ทำงานหนัก และทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด เดือนหนึ่งๆ ทำงานล่วงเวลามากถึง 50-80 ชั่วโมง ขณะที่ตามกฎหมายแล้วไม่ควรเกิน 36 ชั่วโมง

เพราะเกิดเหตุบ่อยมากขึ้น ผู้ว่าจ้างผลิตก็พลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย เป็นเหตุให้ฟอกซ์คอนน์ต้องหาวิธีเพื่อจะป้องกันหรือแก้ไข รวมทั้งเพื่อไม่ให้เกิดเหตุน่าอดสูให้เสื่อมเสียชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทางออกที่ว่านั่นก็คือ เอาหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคนในงานพื้นฐานธรรมดา ไม่ต้องการความละเอียดอ่อนอะไรมาก เช่น การเชื่อม การพ่นสี และการประกอบ เป็นต้น


โครงการหุ่นยนต์แทนคนงานนี้กำหนดเป้าหมายไว้ว่าภายใน 3 ปี จะนำหุ่นยนต์มาใช้ 1 ล้านตัว จากปัจจุบันที่ใช้หุ่นยนต์อยู่ราว 10,000 ตัวและที่ใช้แรงงานมนุษย์ในกระบวนการผลิต 1.2 ล้านคน 
นั่นหมายถึงคนงานจะยกระดับไปทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่หุ่นยนต์ทำได้ ไปทำงานที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถสูงขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยค่าจ้างสูงขึ้น สภาพการทำงานดีขึ้น สวัสดิการดีขึ้น

และเป็นไปได้ว่าหมายถึงการปลดคนงานจำนวนมากที่ไม่ใช่แรงงานฝีมือออกไป เพราะในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้ที่ยังคงจ้างงานเป็นจำนวนเท่าเดิมเมื่อนำเอาหุ่นยนต์เป็นล้านตัวมาใช้ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถพัฒนาฝีมือแรงงานขึ้นไปได้

ทำงานล่วงเวลากันซะขนาดนั้นจะเอาเวลาที่ไหนไปพัฒนาฝีมือแรงงาน เว้นแต่ฟอกซ์คอนน์จะเกิดใจดีมีเมตตาต่อคนงานระดับล่างๆ ขึ้นมา



.

ชายเซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2012, +การให้อภัย โดย พิศณุ นิลกลัด

.

ชายเซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2012
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 96


ราวๆ เดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคมของทุกปีหนุ่มสาวอเมริกันรอฟังข่าวว่าใครจะได้ตำแหน่ง "ผู้ชายเซ็กซี่ที่สุดแห่งปี" ของนิตยสารรายสัปดาห์พีเพิ่ล (people) ซึ่งเริ่มจัดอันดับมาตั้งแต่ปี 1985 
นิตยสารพีเพิ่ลได้รับความเชื่อถือในเรื่องนี้เพราะอายุของหนังสือยาวนาน 38 ปี นอกจากนั้น ยังได้รับการยกย่องให้เป็น "นิตยสารยอดเยี่ยมแห่งปี" จากหนังสือที่เสนอข่าวสารข้อมูลสถิติและบทวิเคราะห์ทางด้านการตลาดและสื่อสารมวลชนชื่อ Advertising Age เมื่อปี 2005 ด้วยเหตุผลว่าเนื้อหาดีเยี่ยมยอดขายหนังสือและยอดโฆษณาสูงเริ่ด
ปี 2011 พีเพิ่ลเป็นนิตยสารที่มียอดขายสูงที่สุดในอเมริกา (3.6 ล้านฉบับต่อสัปดาห์) ยอดผู้อ่านที่อายุ 18 ปีขึ้นไปสูงที่สุด (46.6 ล้านคนต่อสัปดาห์) และยอดขายหน้าโฆษณาทั้งปี 997 ล้านดอลลาร์!
นี่ขนาดอเมริกาเศรษฐกิจตกต่ำนะครับ
ช่วงก่อนเจอวิกฤติซับไพรม์ยอดขายปี 2006 ต่อสัปดาห์สูงถึง 3,750,000 ฉบับ รายรับเบ็ดเสร็จทั้งปี 1,500 ล้านดอลลาร์

ด้วยความที่สถิติดีทั้งยอดขาย ยอดคนอ่าน และยอดโฆษณา ผู้คนจึงเชื่อถือหนังสือเล่มนี้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนดัง ข่าวตามกระแส สารคดีที่เป็นประโยชน์และสัมภาษณ์ที่มีทั้งคนดัง หรือประเด็นน่าสนใจ 
สำหรับปีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นิตยสารพีเพิ่ลมอบตำแหน่ง Sexiest Man Alive ให้กับ แชนนิ่ง เททั่ม (Channing Tatum) ดาราหนุ่มกล้ามใหญ่วัย 32 ปี ฮอตจัดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา


คําตอบตามสูตรสำเร็จของดาราชายฮอลลีวู้ดหลังจากทราบว่าตัวเองครองตำแหน่ง Sexiest Man Alive คือขำ นึกว่าตัวเองถูกอำ ซึ่ง แชนนิ่ง เททั่ม ก็ไม่ได้ตอบนอกเหนือไปจากนี้ ทำนองเดียวกับดาราสาวไทยของเราที่เวลามีคนบอกว่าเซ็กซี่ที่สุด ก็มักออกตัวว่าตัวจริงของพวกเธอนั้นล้วนแต่เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ลุยๆ แก่นแก้วเหมือนเด็กผู้ชาย 

ขั้นตอนการเลือกผู้ชายเซ็กซี่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น (Sexiest Man Alive) ทางกองบรรณาธิการของนิตยสารพีเพิ่ลจะเสนอชื่อดาราที่มาแรงในปีนั้นๆ และร่วมกันโหวตว่าดาราชายคนไหนควรได้ครองตำแหน่งนี้ ไม่ได้ทำโพลสำรวจความเห็นจากผู้อ่านหรือคนทั่วไป

สำหรับปีนี้ ทางนิตยสาร พีเพิ่ล บอกว่า แชนนิ่ง เททั่ม ชนะขาดลอยแบบไม่มีคู่แข่ง



หลังการเลือกทุกปี จะมีกลุ่มสาวๆ หงุดหงิดกับผลตัดสินชายเซ็กซี่ที่สุดแห่งปีของนิตยสาร พีเพิ่ลโดยพวกเธอบอกว่าชายหนุ่มที่พีเพิ่ลเลือกนั้น ไม่เห็นจะหล่อ หรือเซ็กซี่ตรงไหน ไม่ใช่สเป๊กของพวกเธอเอาซะเลย 
เรื่องความหล่อ ความสวย ว่าไปแล้วขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน อย่างที่คำกล่าวของฝรั่งว่า "Beauty is in the eye of the beholder." หรือความงามอยู่ที่สายตาของผู้มอง 
ความเซ็กซี่ไม่ได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตาภายนอกเท่านั้น แต่นิสัยใจคอ ความเป็นสุภาพบุรุษ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชายหน้าตาธรรมดาๆ กลายเป็นคนดูดี มีเสน่ห์ เซ็กซี่ในสายตาผู้หญิง
อย่าง เมล กิ๊บสัน ซึ่งครองตำแหน่ง Sexiest Man Alive คนแรกในปี 1985 เป็นตัวอย่าง
หลังจากมีคลิปเสียงของ เมล กิ๊บสัน ด่าทออดีตแฟนสาวของตนอย่างรุนแรงเมื่อสองปีก่อนเผยแพร่ออกมา
ทำให้ผู้หญิงหลายคนออกมาบอกว่าควรทวงตำแหน่งสุดยอดผู้ชายเซ็กซี่คืน


จากการทำโพลสำรวจของหลายสถาบันพบว่าผู้ชายที่ดูเซ็กซี่ในสายตาของผู้หญิงนั้น ผู้หญิงให้ความสำคัญที่จิตใจมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
คุณสมบัติของผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงเห็นว่ามีเสน่ห์ และเซ็กซี่ มีดังนี้

มีความซื่อสัตย์ จริงใจ
สมัยนี้ความซื่อสัตย์เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยาก ผู้หญิงต้องการผู้ชายที่จริงใจตรงไปตรงมา เชื่อใจได้ ซึ่งความเชื่อใจเป็นสิ่งที่ใช้ระยะเวลานานในการสั่งสม แต่สามารถถูกทำลายลงภายในพริบตาเดียว

อารมณ์ขัน
คนที่มีอารมณ์ขัน ใครก็อยากอยู่ใกล้ ยิ่งผู้หญิงเป็นเพศที่มักจะน้อยใจง่าย ดังนั้น การทำให้เธอหัวเราะได้ นับเป็นเสน่ห์อย่างยิ่ง เพราะทำให้เธอหายโกรธกลับมาอารมณ์ดีอย่างเดิม

ฉลาดหลักแหลม
ผู้ชายฉลาดทำให้ผู้หญิงรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย มีความมั่นใจว่าหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เขาคนนั้นจะใช้สติปัญญาแก้ปัญหาให้ลุล่วงผ่านพ้นไปได้

จิตใจดี
ผู้ชายที่มีจิตใจดี โอบอ้อมอารีกับคนรอบข้าง ทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าเธอจะได้รับการปฏิบัติอย่างนั้นด้วยเช่นกัน

ความมั่นใจ
ผู้ชายที่มีความมั่นใจในตัวเอง ทำให้ผู้หญิงรู้สึกอบอุ่น มั่นใจว่าสามารถปกป้องเธอได้ในทุกสถานการณ์

ความมุ่งมั่น
ผู้ชายที่มีความมุ่งมั่น มีเป้าหมายในชีวิต ทำให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจว่าเธอและเขาจะมีอนาคตที่ดีร่วมกันรออยู่ข้างหน้า

เป็นผู้รับฟังที่ดี
ผู้ชายที่พร้อมจะรับฟังยามที่ผู้หญิงมีเรื่องไม่สบายใจ ต้องการใครสักคนเพื่อปรับทุกข์ ผู้ชายลักษณะนี้จะทำให้ผู้หญิงอุ่นใจว่าเธอจะมีคู่คิดเคียงข้างเธอเสมอ

โรแมนติค
ผู้ชายที่โรแมนติก อ่อนหวาน ดูแลเอาใจใส่หญิงคนรักของตัว คือผู้ชายในฝันของผู้หญิงทุกคนในโลก

ผู้ชายไทยเราเข้าข่ายข้อไหนบ้างครับ



+++
บทความของปี 2554

การให้อภัย
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1628 หน้า 96


วันเสาร์สุดท้ายของเดือนตุลาคมของทุกปีถือเป็น "วันให้อภัยแห่งชาติ" หรือ National Forgiveness Day ของประเทศอเมริกาซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม 2554
จุดประสงค์ของการจัดให้มีวันให้อภัยแห่งชาติก็เพื่อปลุกให้คนได้คิดว่า ความโกรธ ความเคียดแค้น ไม่ให้อภัยผู้อื่น เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นตัวขัดขวางความสุข 
คนเราทุกคนล้วนเคยทำในสิ่งที่ทำให้คนอื่นโมโห เสียใจ และโกรธเคือง ในชีวิตมีเรื่องที่ทั้งเขาและเราทำในสิ่งที่ก่อให้ต่างฝ่ายต่างไม่พอใจเกิดขึ้นอยู่เสมอ
หากไม่รู้จักการให้อภัย ชีวิตก็จะมีแต่ความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ที่สุดแล้วคนที่ทุกข์ก็คือตัวเรา


เรื่องการให้อภัยมีผลดีต่อสุขภาพ มีการศึกษาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนโดยคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการชื่อ Stanford Forgiveness Project 
คณะผู้วิจัยสุ่มกลุ่มสำรวจผู้ใหญ่ 259 คน อายุระหว่าง 25-50 ปี และให้เข้ารับการอบรมวิธีให้อภัยไม่ถือโทษโกรธเคือง มีการอบรม 6 ครั้ง ครั้งละ 90 นาที หลังจากนั้น ก็ทำการสำรวจสภาพจิตใจ ระดับความโกรธ ความเครียด และสุขภาพกาย
ผลออกมาว่าหลังจากฝึกอบรมการรู้จักให้อภัย ระดับความเครียดของคนที่เข้าอบรมส่วนใหญ่ลดลง โกรธน้อยลง มองโลกในแง่บวกมากขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น 
หลังจากนั้น อีก 10 สัปดาห์ก็ได้ประเมินสุขภาพจิตอีกครั้ง พบว่า ระดับสุขภาพจิตยังดีเหมือนกับเมื่อตอนเสร็จการอบรมการรู้จักให้อภัยใหม่ๆ



การให้อภัยอาจเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นธรรมดาที่เมื่อมีใครมาทำไม่ดีกะเรา เราก็จะคิดทันทีว่าในเมื่อคนคนนั้นทำผิดคิดไม่ดีกะเรา เราจะยกโทษให้ทำไม เพราะถ้าเรายกโทษให้แต่เขาไม่สำนึกแล้วทำผิดซ้ำๆ อีกเรื่อยไป เราจะกลายเป็นผู้รับเคราะห์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด 
วิธีให้อภัย ผู้รู้บอกว่าแม้เราจะเป็นผู้เสียหาย แต่ขอให้คิดว่าเราไม่ได้เป็นผู้พ่ายแพ้ เพราะคนที่รู้จักให้อภัยนั้นแท้จริงแล้วเป็นผู้ชนะ ถึงจะถูกทำให้โมโหไม่พอใจ แต่ตัวเองก็เข้มแข็งที่จะให้อภัยคนคนนั้น ไม่เก็บมาคิดแค้น เอาชนะใจตัวเองได้ 
การให้อภัยช่วยลดความดันโลหิต ลดความโกรธ ลดความซึมเศร้า ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีหวัง ทำให้รู้สึกว่าแม้ชีวิตจะลำบาก แต่ตัวเองก็ยังมีพลังที่จะรับมือ 
ต่างจากคนที่ไม่รู้จักการให้อภัยที่มักจะรู้สึกสิ้นหวัง โกรธแค้น กินไม่ได้นอนไม่หลับ ที่สุดแล้วก็ส่งผลร้ายต่อสุขภาพตัวเอง


การรู้จักให้อภัยเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ โดยเริ่มจากคนใกล้ตัวคือให้อภัยสมาชิกในครอบครัว แล้วค่อยๆ ขยายวงไปยังการให้อภัยเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงานไปจนถึง "คนที่สวมเสื้อคนละสี" 
เมื่อพร้อมที่จะให้อภัยแล้วขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมยอมรับผิดเมื่อทำผิด การยอมรับผิดไม่ใช่สิ่งน่าอาย ที่น่าละอายก็คือทำผิดแล้วไม่ขอโทษ แถมยังป้ายความผิดให้ผู้อื่นด้วย
คนที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ ไม่รู้จักเรียนรู้จากความผิดของตัวเอง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองในทางที่ถูกที่ควร

นักจิตวิทยาบอกว่าการโทษคนอื่นนั้นเหมือนเป็นโรคติดต่อ เวลาเห็นคนอื่นโยนความผิด เราก็จะมีแนวโน้มที่จะซึมซับพฤติกรรมป้ายความผิดให้ผู้อื่น ซึ่งส่งผลเสียให้กับการแก้ปัญหาโดยรวม เพราะแทนที่จะใช้เวลาไปกับการร่วมมือกันแก้ข้อผิดพลาด กลับใช้เวลาไปกับการโจมตีกัน
ช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหารุนแรงอย่างในขณะนี้ ผู้นำที่ดีไม่ควรเสียเวลาไปกับการโยนความผิดให้คนอื่น


John C. Maxwell นักเขียนหนังสือด้านภาวะผู้นำที่โด่งดังทั่วโลก และหนังสือหลายเล่มของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาไทย เคยพูดคุณสมบัติของผู้นำที่ดีไว้ได้น่าคิดว่า
"A good leader takes a little more than his share of the blame, a little less than his share of the credit."

"ผู้นำที่ดีคือคนที่ยอมรับการตำหนิมากกว่าที่ตัวเองสมควรได้รับ และรับความดีความชอบน้อยกว่าที่ตัวเองสมควรได้รับ"



.

2555-11-28

A Gentleman’s Dignity, Haeundae Lovers [busan] โดย มาดามหลูหลี

.

A Gentleman’s Dignity : ลูกผู้ชายสไตล์กังนัม
โดย มาดามหลูหลี hluhlee@gmail.com คอลัมน์ เงาเกาหลี
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 86


รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านกลุ่มธุรกิจเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลี เราจึงได้ดู ซีรี่ส์เกาหลีกับฟังเพลงเค-ป๊อปของเกาหลี และท่าเต้นกังนัมสไตล์ของหนุ่มไซ หรือปาร์กแจซัง ที่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยท่าเต้นควบม้ากับจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน จนติดอันดับ 2 ในยูทูบ
เพลง "กังนัมสไตล์" พูดถึงหนุ่มสาวย่านกังนัม ที่เป็นไฮโซคนรุ่นใหม่ ชอบดื่มกาแฟแบรนด์ดัง เสื้อผ้ารองเท้าหรูติดแบรนด์ กับใช้ของแพงมีสไตล์และดูดี

ชายหนุ่มสไตล์กังนัมในซีรี่ส์ A Gentleman"s Dignity หรือ F4 (แก่) วัยหนุ่มใหญ่วัยกลางคนของผู้ชาย 4 คน ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยรุ่นสมัยเรียนมัธยม จนแต่ละคนอายุขึ้นเลข 4 กันแล้ว แต่ความไม่ลงตัวของชีวิตครอบครัว ทำให้หนุ่มๆ เหล่านี้มีชีวิตไม่สมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น
มีพระเอกจางดองกัน ที่มัวไปเล่นแต่ภาพยนตร์ หลังจาก All About Eve (ปี 2000) โอป้าจางเพิ่งมาแสดงซีรี่ส์เรื่องนี้ ซึ่งพี่แกดูแก่ไปมาก
ไม่ฟิตแอนด์เฟิร์มเหมือนสมัยเป็นผู้อำนวยการยูน ที่หน้าใสปิ้งกับแววตาหวานเข้ม จนสาวๆ ไม่กล้าสบตา หรือใจละลายเมื่อสบตา


จางดองกันรับบทคิมโดจินหนุ่มเพลย์บอยที่เปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า เจ้าของบริษัทฮวาดัม อาคิเท็ค มีอิมแทซัน (คิมซูโร ที่เห็นหน้าบ่อยๆ ใน Outing Family) เพื่อนรักเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ทั้งคู่ต่างยังไม่มีครอบครัว 
เพื่อนรักอีก 2 คนคือทนายชอยยูน (คิมมินจอง) ที่เป็นพ่อหม้ายภรรยาตาย และลีจองอ๊อก (ลีจองฮยุค ที่มักแสดงบทขรึมเข้ม มากระล่อน ฮาหลุดโลกในเรื่องนี้ ซึ่งเล่นได้ดี) สามีจอมกระล่อนของคิมมินซุก (คิมจองนาน) เศรษฐินีเจ้าของอาคารแทบทั้งถนนย่านกังนัม เพราะเวลาเธอจะไล่ผู้เช่าออก เธอบอกว่า "ให้ออกจากถนนของฉัน..."

มีนางเอกคิมฮานึล นางเอกคนสวยน่าทะนุถนอม ที่มักแสดงแต่บทเครียดๆ ได้เปลี่ยนบุคลิกพลิกบทบาท กับบทน่ารัก ท่าบ๊องแบ๊ว เพี้ยนเปิ่นทำตัวไม่ถูกต่อหน้าผู้ชาย รับบทเป็นซอยีซู ครูสอนวิชาจริยธรรม ที่ไม่มีประสบการณ์ความรัก
เพราะอิมเมอารี (ยูนจินยี) น้องสาวของอิมแทซัน เป็นลูกศิษย์ของซอยีซู ซอยีซู จึงได้รู้จักและแอบรักอิมแทซันข้างเดียว หากอิมแทซันกลับรักชอบฮงเซรา (ยูนเซอาห์) โปรกอล์ฟซึ่งเป็นเพื่อนของซอยีซู

การพบกันโดยบังเอิญของซอยีซูและคิมโดจิน สร้างความประทับใจให้คิมโดจิน แต่พฤติกรรมหนุ่มสำราญที่ไม่เคยจริงจังกับใครของเขา ทำให้ซอยีซูคุณครูฉายาเทพธิดาจริยธรรมรับไม่ได้ 
หนุ่มใหญ่กับสาวโสด ต่างมีเหตุผลที่จะคบหรือไม่คบกัน จะรับหรือไม่ยอมรับ โดยต่างมีความเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งคู่แสดงได้กุ๊กกิ๊กน่ารัก จนอาจุมม่าทั้งหลายตาร้อนทนไม่ได้ หมั่นไส้อิจฉาซอยีซูแม้ว่าคิมโดจินจะแก่ไปหน่อย (เรื่องนี้จางดองกันไม่กล้าถอดเสื้อโชว์กล้าม เพราะผอมเกิ๊น) แต่ก็ยังคงมีเสน่ห์อยู่มาก

คิมโดจินชอบความตรงไปตรงมาของซอยีซู จนแอบรักข้างเดียวบ้าง เป็นทฤษฎีรักข้างเดียวอย่างที่ซอยีซูนิยามไว้ กว่าที่ซอยีซูจะรู้ตัวว่าได้รักคิมโดจินเข้าแล้ว คิมโดจินก็กลับสลัดรักเธอจนแทบหัวขมำ เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่มีเหตุรองรับและคนดูรับได้ จนต้องช่วยลุ้น
ส่วนอิมแทซันพี่ชายที่แสนดีเป็นเสมือนพ่อหรือผู้ปกครองของอิมเมอารี ดูการใช้ชีวิตโสดเหมือนคนรุ่นใหม่ แต่กลับรับไม่ได้ที่ทนายยูนเพื่อนรักจะมารักชอบน้องสาวตัวเอง เพราะทนายยูนเป็นพ่อหม้าย แต่กลับยอมรับที่ซอยีซูจะเลือกคิมโดจิน 
ความคิดแบบเก่าๆ ที่คนรุ่นใหม่ยังคงยึดถือกันอยู่
เพราะอยู่ๆ มีเด็กหนุ่ม จากรักแรกของทั้งสี่มาอ้างว่า 1 ใน 4 ของเพื่อนกลุ่มนี้เป็นพ่อของเขา หนุ่มโสดคิมโดจินเลยกลายเป็นพ่อหม้ายลูกติดซะงั้น

ซอยีซูกับอิมเมอารีเป็นครูกับลูกศิษย์ที่มีความเหมือนกันในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องความรั้นและการตามตื๊อจนถึงที่สุด อิมเมอารีขอตามพรหมลิขิตก่อนตามหาความฝัน



AGentleman"s Dignity โดยผู้กำกับฯ ชินวูชูลและนักเขียนบทคิมอึนซุก คู่มือทองจาก Secret Garden นักแสดงหลายคนรับแสดงเพราะนักเขียนบทคิมอึนซุก ด้วยบทละครที่ไม่ธรรมดา  
บทเจรจาลึกซึ้งกินใจแทบทั้งเรื่อง ขนาดว่าดูเป็นละครคอเมดี้ แต่ก็อดตบท้ายด้วยบทหนักอึ้งที่คนดูต้องเสียน้ำตาจนได้ ใจร้ายจริงๆ 
นักเขียนบทคิม คงชอบนิทานซินเดอเรลล่า เพราะเธอให้คิมโดจินให้รองเท้าซอยีซู และซอยีซูก็ให้รองเท้าคิมโดจิน ไว้ใส่มาหาเมื่อรู้สึกสบายใจและใส่อย่างสง่างาม
แต่คนเกาหลีเองมักเชื่อว่า ถ้าให้รองเท้าคนรัก คนรักจะใส่รองเท้านี้วิ่งหนีไป เหมือนเป็นการแก้เคล็ดให้ใส่รองเท้ามาหาฉัน

ชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนรักกันทั้ง 4 คน เมื่อยามสุขร่วมเสพ ยามทุกข์ก็ไม่ทิ้งกัน แค่ส่ง SMS ที่เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ 191 ทุกคนพร้อมจะจับมือดึงเพื่อนที่กำลังทุกข์หรือลำบากอยู่ขึ้นมา
ตัวละครทั้งหมดมีความรักและทุกคนมีอาชีพ มีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย


ชอบประโยดเด็ดของฮงเซราที่พูดว่า "ถ้ารักฉัน อย่าสงสารฉัน แค่ให้กำลังใจฉันก็พอ..." 



++

Haeundae Lovers [busan] : รักเธอ แฮอึนแด
โดย มาดามหลูหลี hluhlee@gmail.com คอลัมน์ เงาเกาหลี
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1682 หน้า 86


ภาพยนตร์หรือละครทีวีหลายๆ เรื่องมักนำชื่อเมืองต่างๆ ในโลกนี้มาสร้างเป็นบทละคร ทั้งนี้ อาจจะเกิดจากเรื่องจริงเรื่องที่ประทับใจของผู้เขียนบทหรือผู้สร้างเอง และชื่อเมืองสามารถโยงใยให้เข้าสู่เนื้อเรื่องได้ดี อีกทั้งการสร้างหนังสร้างละครในปัจจุบัน ยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของเมืองนั้นๆ ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางขึ้น

แฮอึนแด ชายหาดชื่อดังของเกาหลีตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองปูซาน คล้ายกับชายหาดพัทยาที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองชลบุรีของไทย
และชื่อ "แฮอึนแด" เคยสร้างเป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องอุบัติภัยจากธรรมชาติอันโหดร้าย โดยมีฮาจีวอนนำแสดง



Haeundae Lovers ซีรี่ส์คอมเมอดี้เกาหลีเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวของแก๊งทรายขาวมาเฟียที่เคยยิ่งใหญ่เมื่อสิบปีก่อนและในหมู่มาเฟียซึ่งก็คือโจรเลวๆ นี่เอง ผลประโยชน์ย่อมไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าในหมู่โจรหรือคนดี 

การแย่งชิงความเป็นผู้นำ โดยมีโรงแรมแฮอึนแดเป็นเดิมพัน โกจุงซิก (อิมฮารยอง) หัวหน้าใหญ่ถูกประธานหยางลูกน้องคนสนิทหักหลัง และทำร้ายบาดเจ็บจนความจำเสื่อม จำได้แต่เรื่องราวในอดีตก่อนหน้าและทำตัวเหมือนเด็กอายุ 7 ขวบ
ภาระการดูแลครอบครัวและลูกน้องของพ่อจึงตกเป็นของโกโซรา (โจยอจอง จาก I need Romance) มีลูกน้องที่ติดตามโกจุงซิก 3 คนคือลีซุนชิน (ลีแจยอง ดาราอาวุโสที่มักแสดงแต่บทร้ายในซีรี่ส์ย้อนยุค) โบยองโดและลีดงเบก (ปาร์กกอนอิล นักร้องดัง) ทั้งสามไม่ยอมทิ้งหัวหน้าแก๊งและคุณหนูโกโซรา เป็นลูกน้องที่ภักดีไม่ยอมทิ้งเจ้านายในยามตกยาก ทุกคนจึงช่วยกันทำมาหากินเปิดร้านอาหารทะเลคุณลุง และขายส่งปลาทะเลที่ออกเรือจับเองด้วย
คนทั้งหมดนี้ยังมีเป้าหมายที่จะเอาโรงแรมแฮอึนแดที่โกจุงซิกสร้างกับมือคืนมาให้ได้


หากแต่ยุกทัมฮีหรือยุกบ๊กจา (คิมฮยีอึน) คุณนายของประธานหยางๆ ที่นอนป่วยอยู่ ไม่ยอมรามือง่ายๆ เธอระรานโกโซราและพวกอยู่เสมอเพื่อกำจัดคนเหล่านี้ให้ออกจากแฮอึนแด 
โกโซรา เหมือนซูเปอร์วูแมน ทุกเรื่องราวในครอบครัว เธอจะจัดการได้ทั้งหมด แม้กระทั่งไปตามตัวลูกสาวลีจุงชินที่เป็นเสมือนน้องสาวของเธอจากบาร์ จึงเกิดเรื่องทำให้ลีแทซัง (คิมคังวู พระเอกกล้ามโตจาก Le Grand Chef) อัยการหนุ่มผู้เคร่งครัดเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นพวกเดียวกับแก๊งค้ายาเสพติด 

ลีแทซัง อัยการหนุ่มผู้มีอนาคต เป็นบุตรบุญธรรมของทนายลีเซโจ (ชอยซังฮุน) ทนายความชื่อดัง ซึ่งรับ 
ลีแทซังมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ลีแทซังจึงทำทุกอย่างที่ลีเซโจต้องการ เพื่อตอบแทนพระคุณที่เลี้ยงดู ไม่ให้เขาเป็นเด็กกำพร้า แม้แต่การแต่งงานกับลีเซนา (นัมกยูริ ผีสาวสวย จาก 49 Days) บุตรสาวรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เป็นการแต่งงานที่เพียงเพื่อตอบแทนคุณไม่มีพื้นฐานจากความรัก
ลีแทซัง หนุ่ม หล่อ สมาร์ต โซล ที่เพิ่งแต่งงานกับลีเซนา สาว สวย รวย โซล อาจอยู่แถวกังนัม 
แต่มีเหตุให้ไม่ได้ไปฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กัน เจ้าสาวต้องผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบด่วน และเจ้าบ่าวติดภารกิจต้องตามล่าโจรค้ายาเสพติด เพราะสงสัยพฤติกรรมของโกโซราและพวก ลีแทซังจึงปลอมตัวเป็นนักเพาะกายชื่อ นัมแฮ (ตั้งชื่อตามข้างกล่องอาหาร) มาเช่าบ้านโกโซราอยู่ และคอยติดตามดูเธอว่ามีการติดต่อกับแก๊งยาเสพติดหรือไม่



ละครทำได้ตลกฮาๆ เพราะความสงสัยเป็นเหตุให้เข้าใจผิดได้ พูดอะไรทำอะไร อัยการหนุ่มก็คิดไปเอง 
ปะติดปะต่อเรื่องราวตามความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อน  
คล้ายกับความคิดฝังใจของคนเรา ที่คิดว่าคนนี้เรื่องนั้นต้องเป็นแบบนี้นั้น จึงยากที่จะเปลี่ยนความคิดได้

เข้าใจไปเอง ใครจะบอกเล่าอธิบายก็ฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจเพราะ ปิดใจ 
อัยการหนุ่มจึงต้องมาอยู่บ้านลูกสาวมาหัวหน้าแก๊งมาเฟีย เป็นสูตรสำเร็จของซีรี่ส์เกาหลี ให้พระเอกนางเอกต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เพื่อเรียนรู้ดูใจกันและกัน 
ถ้าชีวิตจริงเป็นแบบละคร ชีวิตคู่ของคนรุ่นใหม่อาจอยู่กันยาวยืดและมีความสุข ไม่เลิกราหย่ากันง่ายๆ

การเข้ามาอยู่ในบ้านโกโซราของลีแทซัง ต่างได้รับบทเรียนจากกันและกัน ลีแทซังที่เหมือนคนไร้น้ำใจ 
ก็เข้าใจคนมากขึ้น ทั้งนึกไม่ถึงว่าจะมีคนแบบโกโซราและพวกอาๆสมุนของพ่อเธอ
ขณะที่โกโซราและพวกก็รู้แต่เรื่องทำมาหากินกับความหวาดหวั่นทั้งตำรวจและพวกมาเฟียด้วยกัน จนลืมไปว่านี่เป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีกรอบของกฎหมายให้ปฏิบัติกัน ไม่ใช่ใครจะมาทำร้ายกันได้ง่ายๆ คุณนายยุกทัมฮีเองเสียอีกที่มักใช้อำนาจจัดการแบบมาเฟีย แต่เมื่อถูกย้อนศรเอาบ้างเธอกลับอ้างกฏหมายได้อย่างฉะฉาน 
แถมบอกว่า "ประเทศเกาหลี เป็นประเทศแห่งกฎหมาย"


ที่รู้สึกไม่ชอบใจอาจุมม่ามากๆ คือการหมั้นหมายของโกโซรากับคังมินกู (คิมแทฮยุน) หนุ่มนักต้มตุ๋น 
มาหลอกลวงครอบครัวโกโซรา แกล้งทำดีกับพ่อที่ป่วยของเธอ พ่อซึ่งคาดหวังให้ลูกสาวแต่งงานกับข้าราชการ
อยากให้ลูกสาวมีชีวิตที่มั่นคงมีสามีดีๆ ดูแลไปชั่วชีวิต


ผู้กำกับฯ ซงฮยุนวุก เลือกดาราที่มารับบทคู่หมั้นได้เหมาะมาก ทำให้คนดูหงุดหงิดกวนใจสุดๆ เหมือนพวกต้มตุ๋นหลอกลวงที่ใช้จุดอ่อนของคนมาทำประโยชน์ ซึ่งคนที่โลภมักจะถูกหลอก แต่คนดีคนซื่อก็ถูกหลอกได้เช่นกัน ไม่อยู่ในข่ายที่ถูกละเว้น
โกโซรา จึงเหมือนทุกข์ซ้ำกรรมซัด ทั้งเรื่องพ่อ, เรื่องตัวเอง, และเรื่องที่ต้องรับมือกับคุณนายโรงแรมยุกทัมฮี โดยต้องรวบรวมจำนวนหุ้นและการมอบอำนาจให้มากพอที่จะเข้าบริหารโรงแรมได้

ละครทำให้เห็นว่าความจริงใจ ความมีน้ำใจที่จะดูแลกันด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ที่จะได้รับตอบแทนมีความสำคัญกว่า และสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับมีคุณค่ามากกว่าตัวเงินตามจำนวนหุ้น อีกทั้งจำนวนหุ้นที่น้อยนิด แต่เป็นส่วนน้อยที่มาเติมเต็มให้ส่วนใหญ่ที่มีอยู่มีอำนาจมากขึ้น
ชอบท่านรองประธานชอยจอนฮยุก (จังซุกวอน องครักษ์ซื่อๆ ทื่อๆ จาก Rooftop Prince) ที่คอยช่วยเหลือนางเอก เป็นตัวช่วยตลอดเรื่อง เขาเริ่มฉายแววการแสดง มีบุคลิกภาพดีกว่าที่เราเคยดูในเรื่องก่อนๆ
สวนพระเอกคิมคังวู ยังหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มเหมือนเดิม เพียงแต่ดูเหมือนอุปป้าไปโมหน้ามาใหม่หรืออย่างไร ดูหน้าแปลกๆ ยังไม่ค่อยเข้าที่
นางเอกคนสวยโจยอจอง ได้ดูเธอเรื่องนี้เรื่องแรก ใบหน้าเธอสวยสดใสมาก และแสดงได้ดีทีเดียว เห็นชื่อดารานัมกยูริที่เป็นนางรอง ยังคิดว่าเธอได้เป็นนางเอกเรื่องนี้ 
ลีแทคังชอบเรียกโกโซราว่า "ยัยสามส่วน" เพราะเธอชอบใส่รองเท้าบูทพลาสติกสีชมพูลายจุด (เก๋แบบ Poka Dot ของหลุยส์วิตตอง) ทำให้ดูขาสั้น ทั้งที่เธอสูง 160 กว่าเซนติเมตร อาจเป็นเพราะพระเอกสูงเกือบ 180 เซนติเมตรและพระรองก็สูงกว่าพระเอกอีก
จึงดูเหมือนมีแต่นักแสดงตัวสูงๆ ทั้งเรื่อง



Haeundae Lovers เป็นละครดูสนุก กับมุข บ้าๆ บอๆ ขำๆ ตอนหัวหน้ามาเฟียตามหาลูกชาย ที่มีปานเป็นรูปดาว ราวกับเศรษฐีหรือท่าเจ้าคุณตามหาลูกในละครยุคเก่า ที่ต้องมีปานแดงตรงก้น 
ที่ถูกใจต้องกด "Like" คือลูกน้องทั้งสามคนของโกจุงซิกที่เหมือนตลกสามเกลอหัวแข็ง โดยเฉพาะลีซุนชิน ซึ่งมักรับบทเป็นเสนาบดีที่ไม่ดี ในเรื่องนี้เป็นมาเฟียจิตใจดี 
ละครเล่นกับความเจ็บป่วย การไร้ซึ่งความทรงจำของคนเรา ถ้าไม่ประสบกับตัวเองย่อมไม่รู้ว่ามันทรมานแค่ไหน หรือว่าการหลงลืมเรื่องราวบ้างเรื่องที่เจ็บปวดไม่ควรค่าแก่การทรงจำ อาจส่งผลดีต่อจิตใจ

นับเป็นละครที่ควรค่าแก่การชม สนุกและมีสาระสไตล์เกาหลี เป็นละครนำเที่ยวเมืองปูซานและหาดแออึนแด ได้ชมฉากสวยๆ ของเมือง และสะพานกวางแฮ (แปลว่าประกายเพชร) ที่ติดไฟบนสะพานวาววับราวกับสร้อยคอประดับเพชร เหมือนเชิญชวนให้ไปเที่ยว อย่างที่โกซารามักพูดว่า ใครจะเบื่อแฮอึนแดเมืองบ้านนอกนี้ก็ตาม แต่เธอรักเมืองนี้และจนอยู่ไปจนตาย

ราวกับสำนึกรักบ้านเกิดที่ตอนนี้กำลังสำลักความสุขความรักอยู่...



.

CLOUD ATLAS “วัฏสงสาร” โดย นพมาส แววหงส์

.

CLOUD ATLAS “วัฏสงสาร”
โดย นพมาส แววหงส์  คอลัมน์ ภาพยนตร์
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 87


กำกับการแสดง Tom Tykwer, 
                       Andy Wachowski
                      และ Lana Wachowski 
นำแสดง Tom Hanks
Halle Berry 
Jim Sturgess
Jim Broadbent
Hugh Grant
Donna Bae 
Ben Wishaw
James D"Arcy



Cloud Atlas สร้างจากนิยายขายดีชื่อเดียวกันของ เดวิด มิเชลล์ ที่เล่าเรื่องยืดยาวข้ามหลายศตวรรษ จากศตวรรษที่ 19 จนถึงโลกอนาคตในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า เรื่องราวกลายเป็นมหากาพย์ยืดยาวผ่านข้ามห้วงกาลเวลาโดยมีสิ่งเชื่อมโยงจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง 
สมดังคำโปรยโฆษณาที่ว่า "สรรพสิ่งเชื่อมโยงกันหมด"
เมื่อทำออกมาเป็นหนังด้วยฝีมือของผู้กำกับร่วมสามคนคือ ทอม ทิกเวอร์ กับสองพี่น้องตระกูลวาชาวสกี (ที่ทำหนังยอดนิยมตลอดกาลเรื่อง The Matrix) จึงเป็นหนังที่สวยงามสมบูรณ์ทั้งในด้านเนื้อหาแบบมหากาพย์ ภาพประทับตา การแต่งหน้ายอดเยี่ยมและดนตรีประกอบ
ที่น่าอัศจรรย์ใจคือเล่าเรื่องราวของกลุ่มตัวละครหกกลุ่มสลับกันไปมา โดยไม่ได้เล่าไปตามลำดับก่อนหลังทีละเรื่อง จึงไม่ใช่หนังที่ดูได้ง่ายๆ เลย โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่เรายังไม่รู้จักตัวละครที่มีอยู่มากมาย
ต้องชมฝีมือการตัดต่อของ อเล็กซานเดอร์ เบอร์เนอร์

ด้วยความยาวร่วมสามชั่วโมง ไม่ได้มีช่วงไหนน่าเบื่อหรือชักช้ายืดยาดเลย ทุกบททุกตอนตราตรึงไปหมด แม้ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกที่ยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะถูก เพราะมีเรื่องเล่าหลากหลายตัดสลับกันไป 
หนังประกอบด้วยเรื่องหกเรื่องที่มีตัวละครหลักหกคน แต่ละเรื่องมีโยงใยนำไปสู่เรื่องของตัวละครในยุคต่อมา ผู้กำกับฯ สามคนคงจะแยกกันกำกับคนละสองเรื่อง นักแสดงหลักจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน แต่งหน้าเสียจนแทบจำไม่ได้ในบทบาทต่างๆ บางครั้งก็ข้ามจากเพศชายเป็นหญิงหรือหญิงเป็นชายก็มี 
ถ้ามองจากความเชื่อทางพุทธ ตัวละครเหล่านี้ล้วนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏและกฎแห่งกรรมอันต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด 

แม้จะมีเรื่องราวแยกกันไปถึงหกสาย แต่ทุกเรื่องก็มีความเชื่อมโยงกันอย่างนึกไม่ถึง การกระทำของตัวละครในเรื่องหนึ่งส่งผลถึงวิถีทางของโลกที่เปลี่ยนแปลงต่อๆ มา
ดังที่ตัวละครตัวหนึ่งกล่าวไว้ว่า "เราเป็นผู้ให้กำเนิดอนาคตของเรา" และเมื่อถูกถามว่ากลัวไหมที่จะต้องตาย เธอตอบว่า ไม่กลัว เพราะความตายเป็นเพียงการปิดฉากชีวิตนี้ และเปิดประตูไปสู่ชีวิตอื่นต่อไปที่อาจจะดีกว่านี้ 
ดังนั้น เรื่องที่จบลงอย่างเศร้าสลด จึงมีตอนต่อมาที่จุดประกายความหวังขึ้นใหม่ การกระทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความการุณย์หรือความโหดเหี้ยมย่อมส่งผลตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย


ถ้ามองตามลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังแล้ว เรื่องแรกเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์การค้าทาส อดัม อิววิง (จิม สเตอร์เจส) เป็นนักกฎหมายหนุ่มที่เดินทางไปในมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อทำสัญญาซื้อขายทาสชาวเมารี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว 
ระหว่างการเดินทางขากลับ เขาช่วยทาสเมารีคนหนึ่งซึ่งหลบหนีลงเรือมาด้วย และได้รับความช่วยเหลือจากทาสผิวดำคนเดียวกันนี้ เขาเขียนบันทึกการเดินทางครั้งนั้น ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเรื่องตอนนี้กับเรื่องตอนต่อไป 

เรื่องที่สองเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930 เป็นเรื่องของศิลปินหนุ่มนักแต่งเพลง โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์ (เบน ไวชอว์) ที่มีความสัมพันธ์เพศเดียวกันกับเพื่อนหนุ่มนักฟิสิกส์ชื่อซิกสมิธ (เจมส์ ดาร์ซี) 
โฟรบิเชอร์เป็นผู้ช่วยของนักแต่งเพลงสูงวัย วิเวียน อายร์ (จิม บรอดเบนต์) และได้อ่านบันทึกการเดินทางของอิววิง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่งเพลง Cloud Atlas Sextet ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมสำคัญกับเรื่องตอนต่อไป 

เรื่องที่สาม เกิดขึ้นเมื่อสี่สิบปีต่อมา เป็นเรื่องสืบสวนระทึกขวัญของฆาตกรรมและแผนการซ่อนเงื่อนเกี่ยวกับแหล่งปฏิกรณ์ปรมาณู ซิกสมิธเป็นชายชราและนักฟิสิกส์ชื่อดัง ซึ่งได้พบกับลุยซา เรย์ (ฮัลลี เบอรี) โดยบังเอิญ เธอเป็นนักข่าว เมื่อมีคนตายเกิดขึ้น เธอจึงลงมือสืบสวนเรื่องราวที่เธอเชื่อว่าเป็นฆาตกรรม และนำไปสู่การเปิดโปงเบื้องหลังฆาตกรรมนั้น

เรื่องที่สี่เป็นตลกร้ายเกี่ยวกับเจ้าของสำนักพิมพ์ ทิโมธี คาเวนดิช (จิม บรอดเบนต์) ที่มีปัญหาด้านหนี้สินกับอันธพาลที่ขู่จะฆ่าเขา เขาได้อ่านหนังสือของเรย์ ระหว่างเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย ซึ่งส่งตัวเขาไปอยู่ในบ้านพักคนชรา ท่ามกลางพยาบาลที่เข้มงวด เรื่องนี้เป็นความพยายามหนีสู่อิสรภาพของกลุ่มคนแก่ที่ถูกไล่ล่าอย่างไม่ยอมลดละ
เขาเขียนหนังสือการผจญภัยของเขา ซึ่งต่อมาได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติของเขา

เรื่องที่ห้าเกิดขึ้นในอนาคต ในเมืองนีโอโซล หรือโซลใหม่ของเกาหลี เป็นเรื่องของซอนมี-451 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนมนุษย์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้มนุษย์เยี่ยงทาส ต่อมาเธอได้ดูหนังชีวประวัติของคาเวนดิช และได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับอำนาจของรัฐที่กดขี่ ซอนมีออกอากาศกระจายเสียงอุดมการณ์ของเธอ ซึ่งนำไปสู่การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ 

เรื่องสุดท้ายเกิดในอนาคตไกลโพ้น ซึ่งอารยธรรมของโลกถูกทำลายไปแล้ว แซกรี (ทอม แฮงส์) เป็นคนป่าอาศัยอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทร 
และได้เจอกับเผ่าพันธุ์ของอารยชนที่ยังเหลือรอดในโลกที่ถูกทำลายล้างไปแล้ว



นักแสดงหลักเปลี่ยนบทบาทกันไป เหมือนกลับชาติมาเกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัย ไม่มีใครเป็นพระเอกนางเอกตลอดกาล 
นักแสดงหลักเล่นกันคนละห้าหกบทบาท โดยแต่งหน้าเสียจนแทบจำไม่ได้
เมื่อเรื่องราวในหนังจบลงแล้ว เครดิตตอนจบจึงเป็นช่วงเฮฮาสำหรับคนดูมาก เพราะเขาเอาภาพของนักแสดงแต่ละคนในบทบาทต่างๆ มาเรียงรายให้ดู บางบทก็จำไม่ได้เลยในระหว่างเรื่องว่าใครแสดง

เป็นหนังเรื่องเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ค่ะ และเป็นหนังที่ต้องดูหลายหนเพื่อเก็บรายละเอียด เชื่อว่าในการดูแต่ละครั้งมุมมองต่อเรื่องน่าจะเห็นอะไรใหม่ๆ ขึ้นเยอะเลย

สุดยอดค่ะ คอหนังพลาดไม่ได้เลยเชียวเรื่องนี้



.

“เราไม่อาจสรุปได้ง่ายเพียงแค่นั้น”, ยูโทเปียของฉัน โดย ทราย เจริญปุระ

.

“เราไม่อาจสรุปได้ง่ายเพียงแค่นั้น”
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com  คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 80


เราเคยเป็นใครมาแล้วบ้าง 
บางวันที่เดินไปบนถนน สบสายตาคนบางคน เหลือบมองสถานที่บางแห่ง วาบความจำที่เกิดขึ้นว่าเราเคยเห็นมาแล้ว  
เรื่องราวแบบนี้มันเคยมีอยู่จริง หรือมันจริงแต่เพียงในสมองของเรา 

ในอดีตที่มีมนุษย์อยู่ไม่กี่คนบนโลก 
พวกเขาพบกัน อยู่ร่วมกัน รักกัน 
แล้วเราก็ขยายพันธุ์กันออกไป จับจองสถานที่ต่างๆ ว่ามันคือของเรา 
จากนั้นเราก็เริ่มทำลายกัน 
อำนาจ กาลเวลา แรงโน้มถ่วง และความรัก 
ล้วนแต่เป็นพลังอำนาจแห่งการล้างผลาญที่มองไม่เห็นทั้งสิ้น*


เมฆาสัญจรพูดถึงห้วงเวลาต่างๆ เหล่านี้
เราทุกคนล้วนมุ่งหน้าไปสู่อะไรบางอย่าง 
บ้างก็คิดว่าไปเพื่อหน้าที่ บ้างก็ทำไปเพราะความจำเป็นส่วนตัว 
แต่ทุกชีวิตนั้นล้วนพัวพันกันอย่างแยกไม่ออก 
และเราต่างเดินไปสู่ความล่มสลายที่เรายังมองไม่เห็น


ชีวิตหกชีวิตเกี่ยวพันกันอย่างแปลกประหลาด ในห้วงสมัยที่ห่างไกลกันแสนนาน 
ความสำคัญในชีวิตและความเชื่อบางอย่างนั้นแตกต่างออกไปตามห้วงเวลา 
แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ที่เดินไปทั้งตามทางที่ใจต้องการและความเชื่อที่สร้างขึ้นมา 
"ไม่แล้วท่าน พวกเมารีไม่ชอบที่พวกเราชาวพาเคฮาทำลายเผ่าโมริโอริของพวกมันด้วยการเผยแผ่วัฒนธรรมมากเกินไป" *

"แนวคิดเสรีนิยมอย่างนั้นรึ? ก็หมายถึงเศรษฐีขี้ขลาดที่ไม่กล้าตัดสินใจเองน่ะสิ
ลัทธิสังคมนิยมหรือ? มันก็น้องๆ ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เสื่อมถอย 
และลัทธินี้จ้องจะสืบอำนาจต่อไปก็เท่านั้นเอง พวกอนุรักษนิยมน่ะรึ? มันก็พวกรู้จักปลิ้นปล้อน
และคำพูดสั่งสอนเรื่องอิสรภาพในการตัดสินใจของคนนั่นก็เป็นเรื่องตลบตะแลง
ครั้งใหญ่เลยเชียวล่ะ ...ตัวเขาต้องการประเทศชนิดใดหรือ? "ไม่มีชนิดไหนทั้งสิ้น! 
ยิ่งประเทศชาติมีระบบระเบียบมากเท่าใด 
ความมีมนุษยธรรมของคนในประเทศก็ยิ่งจืดจางลงเท่านั้น"*

"ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ความจริงจากคำให้การ "ของหลายๆ คน" ย่อมไม่ใช่ความจริง...เรามีความสงสัยเรื่อง 
ผิวเผินในชีวิตน้อยมาก และนอกจากนั้น
ในโซปยังมีสารสะกดความจำที่คิดค้นขึ้นเพื่อสะกดความอยากรู้อยากเห็นให้หมดไป" *

ทั้งสามประโยคในเครื่องหมายคำพูดนั้นล้วนมาจากห้วงเวลาที่ต่างกันในหนังสือ 


ตัวละครทั้งสามมีสิ่งสำคัญและการรับรู้เรื่องราวไปจนถึงความเข้าใจต่อชีวิตที่ต่างกันออกไป 
พวกเขาเหมือนมาจากคนละจักรวาลโดยสิ้นเชิง
มีเพียงความเกี่ยวข้องกันที่เกิดจากการกระทำของแต่ละคนในช่วงชีวิตหนึ่ง 
ที่ส่งผลกระทบยืดยาวข้ามศตวรรษ
ไปสู่ห้วงเวลาที่เรายังไม่ได้กำหนดชื่อเรียก




บางครั้งเมื่ออ่านไปได้ซักพัก เรื่องราวเหล่านั้นจะจบลงห้วนๆ ดื้อๆ ก่อนจะเริ่มเรื่องอีกเรื่อง 
ของคนอีกคน ในอีกห้วงเวลาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง 
แรกที่อ่านอาจจะรู้สึกหงุดหงิดขัดใจและงงงันในความแปลกนี้ 
แต่ฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่าชีวิตก็เป็นอย่างนี้ 
แม้แต่ตัวเราเองเราก็ไม่เคยรู้หรอกว่าเรื่องที่ทำมันจะมีบทสรุปอย่างไร
เราแค่ทำมันในวันหนึ่งแค่นั้น

แล้วมันก็เป็นแค่เรื่องหนึ่งในชีวิตที่ไม่ได้สำคัญหรือเกี่ยวพันกับวันรุ่งขึ้น
เราจะมองเห็นความเกี่ยวพันนั้นต่อเมื่อบทสรุปเดินทางมาถึงในอีกหลายวันข้างหน้า 
หลายปีข้างหน้า 
หรือต่อเนื่องไปสู่อีกหลายชีวิตเมื่อโลกหมุนไปไกลแสนไกล

เราแค่ชินกับการที่ได้ฟังเรื่องซักเรื่องแล้วต้องมีบทสรุปไปตลอดจนจบ 
เพื่อจะได้ตัดสินว่ามันดี มันเลว มันสนุกหรือน่าเบื่ออย่างไร 
แต่กับชีวิต เราไม่อาจสรุปได้ง่ายเพียงแค่นั้น


และเรื่องบางเรื่องก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลง

เราดีกว่าคนในยุคดึกดำบรรพ์สักแค่ไหนกัน?

เราเพียงแค่ย้ายจากความเชื่อหนึ่ง ไปสู่อีกความเชื่อหนึ่งเท่านั้นเอง


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

* ข้อความจากหนังสือ 
“เมฆาสัญจร” ( Cloud Atlas ) เขียนโดย เดวิด มิดเชลล์ ( David Mitchel ) แปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน ฉบับพิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักพิมพ์มติชน, มีนาคม 2552



++

ยูโทเปียของฉัน
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com  คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 80


ฉันเข้าข้างฤดูหนาวเสมอ
นอกจากเพราะเดือนเกิดของฉันอยู่ในช่วงหน้าหนาวแล้ว 
เดือนนี้มักทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกเรานั้นไม่มีเรื่องร้าย 
หน้าหนาวและปลายปีคือความรื่นเริง

การเกาะกุมมือ และเงาที่ทอดยาวกว่าปกติ
ความดีงามแฝงตัวอยู่ในสายลม
ตะวันอ้อมข้าว
ความมืดที่มาเร็วและอ้อยอิ่งเนิ่นนานก่อนจะจากไป



แต่ก็แค่ความฝันซ้ำๆ
แดดยังร้อนเท่าเดิมและลมหนาวไม่เคยจะมีมา 
แต่บางอย่างก็ช่วยทำให้เรารู้สึกได้เช่นนั้น
หนังสือยูโทเปียชำรุดก็เป็นสิ่งหนึ่ง


แม้จะได้ชื่อว่าชำรุด แต่มันก็ยังเป็นยูโทเปีย 
ดินแดนแห่งความสมบูรณ์แบบ
อาจจะมีบ้างที่บางหลืบมุมแสงอาจส่องเข้าไปไม่ถึง
ฝุ่นตกค้างบนยอดใบไม้ที่ซ่อนตัวจากสายฝน
อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกกาลเวลาทำให้หยุดนิ่ง

ความไม่สมบูรณ์แบบที่จะเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล
อยู่กับเรา ข้างๆ เรา
จนเรารู้สึกชินกับมัน
และเห็นความผิดพลาดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต


ยูโทเปียของวิวัฒน์เป็นเช่นนั้น 
ดินแดนที่ถูกแช่แข็ง
กับผู้คนที่ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเกิดขึ้นได้เฉพาะในความฝัน


แสงอาทิตย์เป็นสิ่งสังเคราะห์ 
และความรักมาจากการตั้งโปรแกรม 
เขาเฝ้ามองผู้คนอยู่อย่างเงียบๆ
แล้วเลือกเขียนถึงบางคนที่เดินผ่านไปแล้ว 
คนซึ่งอาจไม่มีอยู่จริง


ยูโทเปียของฉันถูกขังค้างอยู่ในเฉพาะบางช่วงเวลา ในวันบางวัน ในบางนาที 
บางองศาของแสง
ฉันเฝ้ารอมันทุกวัน
แต่ดูเหมือนมันจะผ่านไปแล้ว และไม่มีวันหวนคืน

แต่ฉันก็ยังคงเชื่อมั่น
เรื่องทุกเรื่องมีอยู่จริงเสมอ
ฝังลึกอยู่ในตัวเรา
รอวันเวลาเผยตัวออกมาแสดงอิทธิพลต่อโลกรอบตัว

เราคือยูโทเปีย
เราคือความสมบูรณ์แบบ ในโลกที่ทุกเรื่องประกอบขึ้นจากหมอกควันและภาพลวงตา


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

“ยูโทเปียชำรุด” รวมเรื่องสั้น เขียนโดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ฉบับทดลองอ่าน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ เม่นวรรณกรรม, ตุลาคม 2555



.

2555-11-27

หนุ่มเมืองจันท์: ไร้สาระ (1), (2)

.

ไร้สาระ (1)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 24


วันหยุดที่ผ่านมา แวบไปเดินเล่นที่ "เซ็นทรัลลาดพร้าว"
เห็นคนยืนต่อคิวยาวเหยียดที่หน้าห้างเซ็นทรัลชั้นบน
ส่วนใหญ่เป็น "ผู้หญิง"

มี "ผู้ชาย" ยืนอยู่บ้างประปราย สังเกตจากใบหน้าที่ดูเซ็งๆ แล้วคาดว่าคงไม่ได้เป็น "ลูกค้า" แต่เป็น "แฟนลูกค้า" 
รอสาวเลือกรองเท้าลดราคา


ผมชะโงกดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นรองเท้ายี่ห้ออะไร

Fitflop ครับ
รองเท้า Fitflop รองเท้าเพื่อสุขภาพยี่ห้อดังที่เพิ่งเปิดสาขาในเมืองไทยมีโปรโมชั่นลดราคา 
ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นคิวแบบนี้เซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วครั้งหนึ่ง เขาให้คนยืนรอคิวแล้วเข้าไปเลือกรองเท้าเป็นรอบๆ 
คิวยาวเหยียดพอกัน

พอกลับบ้าน ผมเกิดแรงบันดาลใจจากใบหน้าหนุ่มๆ ที่ยืนรอสาวเลือกรองเท้า เขียนเล่นลงในเฟซบุ๊ก boycitychanFC 
"ไปเซ็นทรัลลาดพร้าววันนี้ เจอสาวๆ ยืนรอคิวเข้าไปซื้อรองเท้า fitflop ยาวเหยียด. 
...รอกันเป็นชั่วโมง. 
เห็นแล้วปลงจิต. เพราะไม่มีทางที่ "ผู้ชาย" จะทำอะไรไร้สาระแบบนี้ 
เฮ้อ. คืนนี้ถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืนดีกว่า"

ครับ ในสายตาของ "ผู้ชาย" อาจมองว่าการต่อคิวซื้อสินค้าลดราคาของ "ผู้หญิง" เป็นเรื่องไร้สาระน่าดูเลย 
มี "ผู้ชาย" น้อยคนที่จะยอมยืนต่อแถวนานๆ เพื่อซื้อสินค้า 
ไม่ต้องต่อคิวซื้อสินค้าหรอกครับ แค่รอคิวร้านเอ็มเคสุกี้ ผมเคยถามสาวๆ ว่าถ้าต้องรอ 10 นาที รอหรือเปล่า
ทั้งหมด "รอ"
15 นาทีรอไหม?
ลดลงไปนิด แต่ส่วนใหญ่ก็ยัง "รอ"

แต่พอถาม "ผู้ชาย" บ้าง
10 นาทีรอไหม?
ประมาณ 70% รอ แต่อีก 30% ไม่รอ 
รอ 15 นาทีล่ะ
เชื่อไหมครับ หายไปเกินครึ่ง


แต่พอถามว่าไปกับแฟน 20 นาทีรอไหม
ผู้ชายทุกคนยกมือพร้อมกัน 
"รอ"
เป็นการแสดงให้เห็นว่า "ผู้ชาย" รักจริง
บ้า "ผู้หญิง" มากกว่า "เอ็มเคสุกี้"



การรอคิวซื้อสินค้าลดราคาสำหรับ "ผู้หญิง" ถือเป็นเรื่องปกติ 
ไม่ "ไร้สาระ" 
แต่สำหรับ "ผู้ชาย" ส่วนใหญ่มองตรงกันข้ามและบางครั้งก็เอามาเม้าธ์ในหมู่เพื่อน 
ในมุมกลับ กิจกรรมบางอย่างสำหรับ "ผู้ชาย" เช่น การอดหลับอดนอนดูฟุตบอล 
โดยเฉพาะช่วงฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรฯ
"ผู้หญิง" ก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเช่นกัน

ในโลกที่คนคิดต่างกัน "ความไร้สาระ" ของคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องมี "สาระ" ของอีกคนหนึ่ง
เช่นเดียวกับเรื่องที่เปี่ยมด้วยสาระของคนหนึ่งก็เป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ของอีกคนหนึ่งเช่นกัน

โดยเฉพาะ "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" ที่ว่ากันว่ามาจากดาวคนละดวง 
หลังจากผมโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร
ขำ-ขำ

แต่คนที่มาแสดงความเห็นต่อท้ายสิครับ
แม้ส่วนใหญ่จะเข้าใจในความหมายของการเสียดสี "ผู้ชาย" ด้วยกัน แต่กลับมีบางคนนึกว่าผมตั้งใจว่า "ผู้หญิง" 
"สาระมันต่างกัน เพราะผู้ชายมันยังแหกตาดูบอล ที่ไม่มีสาระอันใด หรือไม่ก็ไปต่อแถวซื้อมือถือ ค่ายแอปเปิ้ลนั่นไง ผู้ชายทั้งเพ" 
หรือประชดประชันแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง "ถ่างตา ก็เป็นสาระดีนี่คะ" 
หรือบางคนก็แซวเล่นแบบมีอารมณ์ขัน 
"ไม่มีทางที่ผู้หญิงจะถ่างตารอเช่นนี้เหมือนกัน ไปนอนเอาสลัดผักโปะหน้าดีกว่าเป็นไหนๆ ฮาๆๆ" 

พอโทนเสียงต่อว่าเริ่มแรง ก็เริ่มมีคนมาช่วยเถียงแทนว่าให้อ่านดีๆ 
ผมไม่ได้ต่อว่า "ผู้หญิง" แต่เสียดสีตัวเอง 
มีคนแสดงความเห็นในกระทู้นี้เกือบ 200 คน
สนุกดีครับ

นั่งอ่านเล่นพักหนึ่งก็เกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมา 
กะว่าจะโพสต์ข้อความใหม่ 
"วันนี้ เพื่อนผู้ชายคุยกันว่าจะถ่างตารอดูแมน ยูฯ ตอนเที่ยงคืน 
ฟังแล้วปลงจิต เพราะไม่มีทางที่ "ผู้หญิง" อย่างเราจะทำอะไรไร้สาระแบบนี้ 
เฮ้อ...คืนนี้รีบนอนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะรีบไปเข้าคิวซื้อรองเท้า Fitflop"
ลงชื่อ "สาวเมืองจันท์"

เรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นมองอีกมุมหนึ่งแทน 
แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเขียนข้อความแบบ "เซน" ดีกว่า 
"ตอบ" โดย "ไม่ตอบ"

เมื่อต้องการจะบอกว่าคนเราทุกคนล้วนแต่มีเรื่อง "ไร้สาระ" กันทั้งนั้น 
เราเปิดประเด็นให้แฟนเพจเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองดีกว่า 
"ไหนๆ ก็คุยกันเรื่องความไร้สาระแล้ว 
อยากรู้ว่าใครเคยทำเรื่องที่คิดว่า "ไร้สาระ" ที่สุดบ้าง
เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ"


เชื่อไหมครับว่าไม่ถึง 10 นาที มีคนเขียนเล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัวเองมาเกือบ 50 คน 
แต่ละเรื่องสนุกทั้งนั้น 
สนุกจนอยากให้รางวัล 
โพสต์ข้อความเดิมอีกครั้ง แต่เพิ่มข้อความว่าจะแจกหนังสือเป็นรางวัล
ตอนแรก 5 เล่ม พอเรื่องเริ่มเยอะก็เลยเพิ่มเป็น 10 เล่มสำหรับ "เรื่องไร้สาระ" ที่โดนใจที่สุด

และสุดท้ายคงต้องเพิ่มเป็น 20 เล่ม
เพราะมีคนเข้ามาเล่าเรื่องไร้สาระของตัวเองถึง 500 กว่าคน 
สนุกมากครับ
อ่านไปหัวเราะไปทั้งคืน
ไม่นึกว่าคนเราจะสามารถทำเรื่อง "ไร้สาระ" ได้ขนาดนี้



มีตัวอย่างเรื่อง "ไร้สาระ" มาเล่าให้ฟังเพื่อเรียกน้ำย่อย 2-3 เรื่องครับ 
"โบกแท็กซี่ แล้วถาม ว่ากี่โมงแล้วค่ะ ตอนนี้ ^^" (คุณไม่ถือสา แต่ว่ารู้สึก
"เคยเข้าห้องน้ำแล้วห้องข้างๆ ตดเสียงดัง เราเลยพยายามจะเบ่งให้ตดดังกว่าเค้า แต่ไม่ออก ออกจากห้องน้ำมาเครียด แพ้เลย 55" (Anntie Ams
เฮ้อ คิดได้ไง


"จีบผู้หญิงคนแรก ไม่กล้าคุยกับเค้า ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังจีนกำลังภายใน ประทับใจการสะกดรอยตามผู้ร้ายที่สุด 
ผมจึงเอาวิธีนี้มาประยุกต์ใช้ โดยการรอเวลาหลังเลิกเรียน เธอจะเดินไปขึ้นรถบริเวณใกล้ๆ ผมจะค่อยๆ เดินตามไม่ให้เธอรู้ตัว จนรู้ว่าเธอขึ้นรถประจำตรงไหน 
แต่อนิจจาเธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมสะกดรอยตาม เธอฝากมาบอกเพื่อนของผมว่าเธอกลัวมาก 
ผมเลยกลายเป็นพวกโรคจิตในสายตาเค้าไปเลย 555 

ไร้สาระมั้ยครับ นี่แหละ การคิดจะจีบหญิงครั้งแรก ไม่เป็นท่าเลยครับ" (Valio Campione)   
ครับ นี่แค่ "ตัวอย่าง"

ฉบับหน้าขออีกตอน จะคัดอีก 17 เรื่องที่ได้รางวัลมาเล่าให้ฟัง
แล้วจะรู้ว่าคนเรา "ไร้สาระ" มากกว่าที่คุณคิด 

(ถ้าอยากอ่านเรื่องทั้งหมด ให้เข้าไปในเฟซบุ๊ก boycitychanFC ได้เลยครับ
รับประกันความฮา!!!
)



++

ไร้สาระ (2)
โดย หนุ่มเมืองจันท์ www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ 
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 24


ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วครับ จากการเปิดประเด็นให้ "แฟนเพจ" เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" ของตัว 
ฉบับที่แล้วลงไป 3 เรื่อง
ฉบับนี้ ขออนุญาตลงเรื่องที่คัดสรรมาแล้วว่า "ไร้สาระ-เพี้ยน" และขำสุดๆ อีก 17 เรื่องครับ 


กลุ่มแรก เป็นเรื่องความไร้สาระและไร้เดียงสาในวัยเด็ก 
"หยิกแขนคนข้างๆ เมื่อเจอรถเต่า และอธิษฐาน" Firstread Firstsight 
มีคนโพสต์ประเด็นนี้หลายคน แต่ Firstread Firstsight เป็นคนแรก
Bewitch ZAng "ตอนประถม ต้องกินยาแก้หวัด กินยาไปแล้วก็กินน้ำจากขวดเลยค่ะไม่ได้ใส่แก้ว แล้วยามันร่วงจากปากตกลงไปในขวด
แทนที่เราจะเทน้ำออก หรือเปลี่ยนยาเม็ดใหม่
ดันดื่มน้ำจากขวดต่อไป คิดว่าเม็ดยาจะไหลตามไป
ที่ไหนได้ จุกก็จุก

ที่สำคัญ "ทิฟฟี่" ยังอยู่ที่เดิม ไม่น่าเล้ย..."


Rina Sitt "ตอน ป.3 คุณครูสอนว่าต้นไม้ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนเช้าและจะปล่อยออกซิเจนออกมาให้เราแทน ... 
ในช่วงนั้น แม่ใช้ให้ปลูกต้นคุณนายตื่นสายตามข้างทางเข้าบ้าน (ก็ตื่นเต้นค่ะ ฝีมือเราปลูก) กลัวมันไม่โต กลัวเสียหน้าด้วย 
ตอนเช้าต้องตื่นมานอนราบกับพื้น ก้มหน้าลงไปให้ใกล้ดอกไม้ที่สุดแล้วถอนหายใจ(แบบถี่ๆ แรงๆ) 
เป็นการให้คาร์บอนไดออกไซด์กับดอกไม้ 
ลุกๆ นอนๆ กับพื้นอยู่นั่นแหละค่ะ พอให้คาร์บอนไดออกไซด์ต้นไม้เสร็จ ก็ต้องค่อยๆ ถอยกลับมาสูดออกซิเจนคืน 
...ปลูกต้นไม้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย ฮ่าๆๆ"

Natkrita Nhoojam "เรื่องนานมากแล้วอันนี้พยานเพียบ!! ตอนประถมกลับจากโรงเรียนตอนเย็นหิวน้ำมาก อยากดื่มน้ำเย็น เปิดตู้เย็นก็ไม่มีน้ำสักขวด ไม่รู้จะทำไงดี 
มองซ้ายมองขวาไม่มีคน เห็นที่ผนังของช่องแช่แข็งมันมีน้ำแข็งเกาะอยู่ ด้วยความหิวน้ำมากจึงเอามือแกะแต่มันก็ได้แค่นิดเดียว 
ตัดสินใจเอาหัวเข้าไป แล้วก็ใช้ลิ้นเลียน้ำแข็งเลย ปรากฏว่าไฟดูด ดึงออกก็ไม่ได้ ตกใจมากคิดว่าจะตายเป็นผีเฝ้าตู้เย็นแล้ว!!! 
แต่ดึงมันออกอย่างแรงอีกอีกครั้ง ลิ้นหลุดจากผนังช่องแช่แข็ง แต่เลือดออกเยอะมาก เลยวิ่งร้องไห้เข้าห้องไม่กล้าบอกใคร แล้วเอาผ้ามาอมไว้ไม่ให้เลือดไหล 
บังเอิญตอนที่วิ่งร้องไห้เข้าห้องน้องชายเห็นเลยตามเข้าไป เลยรู้กันทั้งบ้าน!!!! 
ไม่รู้ทำไปได้ไง"

Joy Siriporn "ตอนเด็กๆ พยายามตัดยางรถยนต์ แล้วขุดหลุมข้างบ้าน ขโมยเกลือของแม่ที่เตรียมไว้ทำปลาเค็มมาทั้งหมด นำไปเทลงในหลุม
เติมน้ำนิดหน่อย ใส่ยางรถยนต์ลงไป 
ด้วยหวังจะให้มันกลายเป็นยางลบ คิดได้อ่ะ"

Chanin Jobb "ตอน ม.3 ช่วงพักกลางวัน เคยร่วมกับเพื่อนๆ เกือบสิบคน ร้อง เฮ้ย!!! ดังๆ แล้ววิ่งกรูกันไปกลางสนามฟุตบอล
คนแตกตื่นและวิ่งตามไปดู 
3 นาที หลังจากนั้น นักเรียนเกือบครึ่งโรงเรียนลงไปอยู่กลางสนามฟุตบอล 
เรื่องนี้จบลงที่ ฝ่ายปกครองต้องประกาศให้นักเรียนอยู่ในความสงบและสั่งให้ทุกคนออกจากสนามฟุตบอล (ส่วนพวกเราก็ชิ่งออกมานั่งขำกันข้างสนามตั้งนานแล้ว)^^"

Suvallee Yamsart "ตอนเรียน ป.2 เอาชื่อพ่อกับแม่ของเพื่อนเกือบทั้งหมดในห้อง มาทำเป็นเพลงให้เพื่อนไว้ใช้ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว 555" 
คาดว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงประจำห้องที่ร้องเล่นในโรงเรียนเป็นประจำ 
ยกเว้น "วันแม่" และ "วันพ่อ"



กลุ่มที่ 2 เป็นเรื่อง "ความรัก"

มีสุข สิริยา "ที่บ้านชอบเลี้ยงหมา ทุกเย็นแฟนจะชอบมานั่งหาเห็บหาหมัด 
เห็นแฟนทำแบบนี้ทุกวันเซ็งจิตสุดๆ 
ไปตลาดนัดซื้อยาฆ่าเห็บที่ใช้ผสมข้าวให้หมากิน ใช้เวลา 7 วัน เห็บหมัดตายเกลี้ยง 
แทนที่แฟนจะดีใจที่เห็บตาย กลับต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องเห็บ  
แฟนบอกว่าการหาเห็บเป็นการใช้สมาธิและได้อยู่ในโลกส่วนตัว 
เฮ้อ มนุษย์หนอ..."

Phatcharin Thirarungsikul "หนูเลิกกับแฟนเพราะแฟนกินเค้กก่อนที่หนูจะถ่ายรูปแล้วอัพลงเฟซบุ๊ก 
ทะเลาะกันจนคว่ำจานทิ้งแล้วเลิกกันตรงนั้นเลย
พอมองย้อนกลับไป หนูว่ามัน...ไร้สาระ"

Chupong Ittiwut "สมัย สื่อสารทางเดียว ด้วย "เพจเจอร์" ซึ่งต้องโทร.เข้าศูนย์ฝากข้อความ 
ทะเลาะกับแฟน แฟนขึ้น ปอ.7 หนีกลับบ้าน 
ผ่านเยาวราช ไปพาต้า รถติดมาก ผมเลยเดินไล่ตามรถทันตลอดทาง และมีเวลาพอที่จะแวะตู้โทรศัพท์ เป็นพักๆ เพื่อเพจเข้าเครื่อง
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง 
เดินตามรถไปได้เรื่อยๆ ด้วยความโมโห สุดท้าย รถขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าฯ รถเมล์ไปได้ แต่คนเดินหาทางขึ้นไม่เจอ 
หาอยู่นานมาก จนหายโมโห
พอไม่เจอ เลยเลิก
ขากลับ สติคืนมา... รถติดกว่าเดิม เลือกการเดินอีกที 
โห...ไกลว่ะครับ ><"

Pennapa Jun "ตอนยังเป็นวัยรุ่น แฟนเก่าบอกเลิก ตกใจไม่รู้จะทำไงดี 
แต่จำฉากหนึ่งในละครได้ว่าเขาต้องโยนแหวนทิ้งและวิ่งจากไปทั้งน้ำตา เลยเอามั่งดีกว่า!!  
ถอดแหวนทองที่เขาเคยให้โยนทิ้งใส่เขา และวิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ประหนึ่งว่าเป็นนางเอกคนนั้น 
เฮ้อออ!! เสียดายจนถึงทุกวันนี้ รู้งี้เป็นนางร้ายเก็บแหวนไว้แล้วเอาไปขายดีกว่ายังได้ตั้งหลายตังค์

ทุกวันนี้จะจำไว้ว่า "ความรู้สึกดีๆ เก็บไว้ในความทรงจำ แต่ถ้าเป็นแหวนทองคำขอแลกเป็นตังค์จะดีกว่า"
ครับ ถือว่า "วุฒิภาวะ" ทาง "ความรัก" ดีขึ้น



กลุ่มสุดท้าย เป็นเรื่องอื่นๆ อีกมากมายครับ

Sagurong Max "ผมเคยนั่งนับเสาไฟ ระหว่างนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ กลับโคราช เพราะเบื่อเหลือเกิน ไม่มีอะไรทำ ... นับได้จน 900 ก็เสา ก็ดันไปคิดเรื่องอื่นแทน 
... ไอ้เรื่องที่คิดเรื่องอื่นนี่แหละ มันไร้สาระ T_T"

Knot Suphenphan "เป็นประจำค่ะ นิ่งอุบเงียบไม่ยอมบอกทางลัดโล่งๆ กับแท็กซี่ที่เรียกไปส่งบ้าน ถ้าแท็กซี่คันนั้นบ่นมากเรื่องรถติด 
เชอะๆ พูดมากอยู่นั่น ติดซะให้เข็ด ติดไปด้วยกันอย่างนี้แหละ บางทีติดเป็นชั่วโมงโดนไปอีกหลายบาท 
ลงจากแท็กซี่ จ่ายเงินแบบยิ้มๆ 
สงครามการโต้ตอบแบบนี้ มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละที่คิดได้"

Tik A Tok "สมัครเฟซบุ๊กเพิ่มอีกอัน (ใช้ชื่อตัวเองนี่แหละ) แล้วเอามาคุยกับตัวเองค่ะ 
เพื่อนถามว่า มึงบ้ารึป่าว 
ตอบว่า เออ...กูเพี้ยน!!"

Ob Obbie "เข้าห้องน้ำในห้างแล้วทิชชูหมด...ต้องวอทแอพเรียกเพื่อนให้เอาทิชชูมาให้ นั่งรอในห้องน้ำนานมาก...ที่ไร้สาระคือไม่กล้าขอห้องข้างๆ...เขินล์ล์ล์..."

Title Kriangsak "สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังพักหอเดียวกับเพื่อน รีบไปทำงานตอนเช้าเกินไป จนลืมว่าเพื่อนยังอยู่ในห้อง ล็อกแม่กุญแจตัวเบ้อเร่อขังมันไว้ในห้อง 
...โดนมันด่ายันลูกจะบวชจนทุกวันนี้"

ปรัชญ์ ตรีจาตุรันต์ "มีอยู่วันหนึ่ง ทั้งกระเป๋าผมมีแต่แบงก์พัน กับเศษตังค์กุ๊งกิ๊งๆ ในกระเป๋าประมาณ 2-3 บาท 
คิดหาที่แตกแบงก์ไปเป็นค่ารถเมล์ จะเข้าเซเว่นก็ไม่รู้จะซื้ออะไร เลยเดินเข้าซีเอ็ดแทน 
หยิบๆ เลือกๆ หนังสือได้มา 3 เล่ม เดินไปจ่ายตังค์ 
แคชเชียร์หน้าตาน่ารัก : ทั้งหมด 501 บาทค่ะ... 
...ผมยื่นแบงก์พัน (ปากมันไปไวกว่าความคิด!!!)

ผม : มีเศษบาทนึงครับ
เดินออกมาจากร้าน มีหนังสือเพิ่มขึ้น 3 เล่ม 
และแบงก์ 500 ในมือ"

555 เรื่องนี้ได้รับการกด Like เยอะที่สุดครับ




มีอยู่คนหนึ่ง ไม่ได้เล่าเรื่อง "ไร้สาระ" แต่ตั้งข้อสังเกตที่ทำให้สะดุ้ง

Sutti Jinna "นั่งไล่อ่านแล้ว รู้สึกว่า "แฟนคลับ" พี่นี้เพี้ยนเยอะเนอะ. 

พี่เคยถามตัวเองไหม. 
"ทำไม"
คริ คริ...



.