.
โพสต์เพิ่ม - โคทม นำทีมนักสันติวิธี ออกแถลงการณ์ค้านรัฐประหาร ชี้ช่องศาล รธน.วินิจฉัยขัด ม.68
_____________________________________________________________________________
ความเห็นต่อการยึดอำนาจและการรายงานตัว
โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ใน https://www.facebook.com/Chaturon.FanPage
. . 4 hours ago · Edited
สวัสดีครับทุกท่าน ในหลายสิบปีมานี้ผมได้แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาตลอดและยังได้เคยให้ความเห็นไว้หลายครั้งว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นในสังคม การรัฐประหารจะยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้นเสมอ วันนี้ผมก็ยังมีความเห็นอย่างเดิมคือไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้และเห็นว่าการยึดอำนาจไม่ใช่ทางออกของประเทศ หากมีแต่จะยิ่งทำให้ประเทศมีปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้และจะเรียกร้องผลักดันให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วต่อไป ทั้งนี้การดำเนินการใดๆของผมจะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ผลประโยชน์ของประเทศชาติและโดยสันติวิธี
สำหรับกรณีที่มีการให้ผมกับนักการเมืองและบุคคลจำนวนมากไปรายงานตัวต่อคสช.นั้น ขอเรียนว่าเมื่อผมไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจและเห็นว่าการยึดอำนาจนี้ไม่เป็นการแก้ปัญหาของบ้านเมืองและไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ผมจึงไม่อาจไปรายงานตัวต่อคสช.ได้ ทั้งนี้มิใช่ว่าผมต้องการจะไปกระทำการอะไรที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองตามปรกติ และก็มิได้ต้องการจะก่อความไม่สงบใดๆ
ทราบจากเพื่อนรัฐมนตรีบางคนที่เข้าไปรายงานตัวว่าบางท่านได้รับแจ้งว่ารมต.ที่ถูกกักตัวไว้จะได้รับการปล่อยตัวเมื่อรมต.ทุกคนมารายงานตัวกันครบแล้ว ผมก็เลยกลายเป็นภาระต่อท่านเหล่านั้น
หากกรณีเป็นเช่นนั้นจริงผมก็ไม่ขัดข้องที่จะไปพบกับคสช. เพียงแต่ว่าคงต้องขอที่จะไม่ไป"รายงานตัว" หากคสช.จะกรุณาก็ขอให้ช่วยมารับตัวหรือจะเรียกว่าคุมตัวไปพบกับคสช.ก็ได้ ในเวลาที่เหมาะสมผมจะได้ประสานติดต่อเพื่อการนี้ต่อไป
อยากจะเรียนยืนยันต่อทุกฝ่ายทุกท่านด้วยความเคารพว่าในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีมานี้ รวมทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมไม่มีความผิดหรือข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายใดๆติดตัวอยู่เลยแม้แตเรื่องเดียวและก็ไม่ต้องการที่จะทำผิดกฎหมาย(ปรกติและที่ชอบธรรม)ใดๆด้วย ผมจึงมิได้คิดจะหลบหนีเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายแต่อย่างใด
จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน
++
โคทม นำทีมนักสันติวิธี ออกแถลงการณ์ค้านรัฐประหาร ชี้ช่องศาล รธน.วินิจฉัยขัด ม.68
ใน www.prachatai.com/journal/2014/05/53443
. . Fri, 2014-05-23 18:32
23 พ.ค.2557 คณะบุคคล ประกอบด้วย โคทม อารียา, ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์, ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์, นันทิยา สุคนธ์ปฏิภาค, ใจสิริ วรธรรมเนียม, งามศุกร์ รัตนเสถียร, เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช, อังคณา นีละไพจิตร, ประทับจิต นีละไพจิตร, ชำนาญ จันทร์เรือง, จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม, จันทนา ภู่เจริญ, เนติลักษณ์ นีระพล, พนิดา วสุธาพิทักษ์, ศิริพร ฉายเพ็ชร, ปัททุมมา ผลเจริญ, ชัชวาล ทองดีเลิศ, สุจิตรา สุทธิพงศ์, กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์, อาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย และ ขวัญชาย ดำรงขวัญ ร่วมออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เรียกร้องให้กองทัพบกยุติการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ ตลอดจนการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และขอให้ฟื้นคืนประเทศกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำอันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่บัญญัติห้ามการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และขอให้ผู้รักและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตยทุกคนอาศัยสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 เพื่อต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
รายละเอียดมีดังนี้
แถลงการณ์
ขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
พวกเราขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ในเบื้องต้นกองทัพบกอ้างว่าต้องประกาศกฎอัยการศึกเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มิใช่การรัฐประหาร และขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตตามปกติ แต่การรัฐประหารเป็นการทำลายหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
คณะรัฐประหารเริ่มด้วยการห้ามบุคคลทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00-05.00น. การบังคับให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกสถานีถ่ายทอดเฉพาะรายการของกองทัพบก การฉีกรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและการเลือกตั้งผู้แทนของประชาชน การห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และการปิดสถานศึกษาทุกแห่ง เป็นต้น การดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเหตุผลอันควร เพราะทุกฝ่ายได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพบกหลังการประกาศกฎอัยการศึกอยู่แล้ว
การยึดอำนาจโดยการรัฐประหารเป็นการถอยหลังครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กองทัพบกใช้อำนาจนิยมและกำลังบังคับในการแก้ไขปัญหา และเป็นความผิดต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบแก่กองทัพบกรวมทั้งมอบอาวุธและกองกำลังเพื่อไว้ใช้ป้องกันประเทศเป็นหลักมิใช่ให้ใช้อาวุธและกำลังมาบังคับใจประชาชนจำนวนมาก นอกจากนี้ การรัฐประหารยังนำมาสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตพื้นที่เปราะบาง เช่น พื้นที่ติดกับชายแดนซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งพื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงอย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติเช่น กรณีเหมืองแร่ทอง จ.เลย เป็นต้น
พวกเราจึงขอเรียกร้องต่อกองทัพบกและฝ่ายต่างๆ ดังนี้
1) ขอให้กองทัพบกยุติการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ ตลอดจนการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และขอให้ฟื้นคืนประเทศกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายกลับมาร่วมกันเดินหน้าสถาปนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย
2) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำอันเป็นการละเมิดหลักนิติธรรมและการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่บัญญัติห้ามการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว โดยให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กรตามมาตรา 216
3) ขอให้ผู้รักและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตยทุกคนอาศัยสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 เพื่อต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
22 พฤษภาคม 2557
โคทม อารียา
ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
นันทิยา สุคนธ์ปฏิภาค
ใจสิริ วรธรรมเนียม
งามศุกร์ รัตนเสถียร
เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
อังคณา นีละไพจิตร
ประทับจิต นีละไพจิตร
ชำนาญ จันทร์เรือง
จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม
จันทนา ภู่เจริญ
เนติลักษณ์ นีระพล
พนิดา วสุธาพิทักษ์
ศิริพร ฉายเพ็ชร
ปัททุมมา ผลเจริญ
ชัชวาล ทองดีเลิศ
สุจิตรา สุทธิพงศ์
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
อาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย
ขวัญชาย ดำรงขวัญ
_________________________________________________________________
- เชียงใหม่รวมตัวเป็นวันที่ 4 ชูป้าย "ขี้จุ๊เบ่เบ๊" ให้กองทัพ
http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53447
ตัวอย่าง
- ประมวลภาพประชาชนต้านรัฐประหารและการจับกุม
http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53456
ตัวอย่าง
- เพลง NO COUP
http://www.youtube.com/watch?v=cVkQWiTIf7Y
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2557-05-23
2557-05-16
เรากำลังทำลายระบบ โดย วีรพงษ์ รามางกูร
.
วีรพงษ์ รามางกูร : เรากำลังทำลายระบบ
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1400217158
. . updated: 16 พ.ค. 2557 เวลา 12:10:13 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 15 พ.ค.57 )
ทุกวันนี้เวลาไปพบกับใครที่รู้จักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงานในงานแต่งงาน งานศพ งานพบปะเพื่อปรึกษาหารือธุระการงาน คำถามที่ทั้งตัวเราเองถามหรือถูกถามจากผู้ที่พบปะกัน ก็คือ "แล้วบ้านเมืองของเราจะไปทางไหน" หรือไม่ก็ถามว่า "แล้วบ้านเมืองเราจะลงอย่างไร"
คำถามยอดนิยมเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ใน "วงใน" หรือ "วงนอก" ขนาดไหนก็ตาม มีหลายคนพยายามจะตอบคำถามเหล่านี้ แต่เมื่อถูกซักหรือถูกตั้งคำถามกลับก็ตอบไม่ได้ เพราะ "ตรรกะ" ที่ใช้ในการหาคำตอบเป็น "ตรรกะ" ที่ไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่ง 9 ข้อ รับรองความถูกต้องชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมในการเข้ายึดหรือเข้าล้อมสถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวงกรม หรือที่ทำการรัฐวิสาหกิจ ปิดถนนหนทางโดยใช้ "กองกำลังส่วนตัว" กระทำการตรวจค้นผู้คนที่สัญจรไปมา ขับไล่ข้าราชการพนักงานให้หยุดทำงาน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ห้ามตำรวจและเจ้าพนักงานติดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกาย หรือแม้แต่กระบอง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่อาจจะใช้กำลังในการปฏิบัติหน้าที่ได้
การเรียกร้องให้กองกำลังตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ"กองกำลังส่วนตัว" ของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่กำลังเดินทางไปปิดสถานที่ราชการ ข่มขู่ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในสายตาของคนทั่วไป กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งถูกต้อง แต่การขัดขวางหรือการสลายการชุมนุมกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะคำสั่งของศาลแพ่ง 9 ข้อได้ห้ามเอาไว้
เมื่อคำสั่งของศาลแพ่ง เป็นคำสั่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางรัฐศาสตร์ที่จะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เหตุการณ์ความไม่ปกติก็จะดำรงต่อไปได้อีกนาน
เห็นได้ชัดว่า กลุ่มผู้ชุมนุมขนคนมาจากต่างจังหวัดเพียง 2 หมื่นคน ก็สามารถสร้างสถานการณ์ยึดสถานีโทรทัศน์ช่องพื้นฐาน ไว้ได้โดยง่าย กองกำลังตำรวจจำนวนเท่าๆ กัน ถูกส่งเข้ามาดูแลสถานการณ์แต่ห้ามติดอาวุธ สถานีโทรทัศน์ก็ยังคงออกอากาศไปตามปกติ เหตุการณ์เช่นว่านี้คงจะดำเนินไปได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังไม่ได้ถอนคำสั่งของศาลแพ่ง
ผู้คนคาดเหตุการณ์เอาไว้แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ามารับหน้าที่
แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 9 คนเท่านั้นที่พ้นจากสภาพรัฐมนตรี แต่ก็ยังคงเหลือรัฐมนตรีอีก 25 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ช่องว่างจึงยังไม่เกิด สร้างความงุนงงสงสัยกับผู้คนหลายคนเพราะศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ได้ เลิกถกเถียงกันเรื่องประเด็นกฎหมายได้แล้ว
วุฒิสภาเปิดประชุม เพื่อพิจารณารับรองคุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ และที่ปรึกษาตุลาการศาลปกครอง ก็ยังสามารถหาเหตุผลเอาเองให้ดำเนินการประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานของตน โดยแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเมื่อ "มีช่องว่าง" ก็จะได้ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อ "คนกลาง" เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งๆ ที่การประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมนั้นทำไม่ได้ ถ้าผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็คงจะถูกกล่าวหาว่า "ละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่" มีความผิดตามมาตรา 157 แพ่งประมวลกฎหมายอาญา เมื่อทูลเกล้าฯและทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วมีผู้ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะวินิจฉัยว่าทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็คงจะไม่มีใครทำอะไรได้ แต่สถานการณ์ก็คงไม่หยุดอยู่กับที่หรือมีความ "เสถียร" แต่จะดำเนินไปสู่ความ "ไม่มีเสถียรภาพ" ทางการเมืองต่อไป
ที่เกี่ยวพันกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเพราะการเมืองที่มุ่งไปสู่สภาวะที่ไม่มีเสถียรภาพ ย่อมดึงภาวะเศรษฐกิจออกจากจุด "ดุลยภาพ" และเคลื่อนไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพ อันเป็นพื้นฐานที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนทั้งของภาครัฐบาลและของเอกชนหดหายไป
ภาวะเศรษฐกิจก็จะเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ "ชะงักงัน" ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากเครื่องชี้ต่างๆ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกการนำเข้า อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวอย่างรวดเร็ว พลวัตเหล่านี้จะส่งผลกลับไปที่เสถียรภาพทางการเมืองอีกทีหนึ่งเป็นวัฏจักร
ยิ่งฝ่ายที่รู้สึกว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันความเข้มข้นของความรู้สึกก็เพิ่มทวีขึ้นตามการปฏิบัติหรือการกระทำขององค์กรที่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหรือตัวแทนของชนชั้นปกครองในบ้านเมือง การจัดตั้งขบวนการประชาชนในต่างจังหวัดจึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ถ้าฝ่ายนี้สามารถทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทำให้เกิดช่องว่างเพื่อสามารถตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งก็น่าจะบานปลายจนเกิดการปะทะกัน ระหว่างผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และกรุงเทพฯ กับอีกฝ่ายที่มาจากต่างจังหวัดจากภาคเหนือและภาคอีสาน
เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นความต้องการของผู้ที่ชุมนุมอยู่ในกรุงเทพฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ทางกองทัพก็คงจะไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเข้ามาแทรกแซง ด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ตั้งสภานิติบัญญัติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบอาจจะต้องเกิดขึ้นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังการปฏิวัติรัฐประหารสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเคลื่อนของมวลชนฝ่ายเสื้อแดง เข้ามาทำการประท้วงในกรุงเทพฯ แทนผู้ที่ทำการประท้วงที่ดำเนินการอยู่ที่สวนลุมพินี หรือที่ทำเนียบรัฐบาล และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงก็จะเกิดสภาวะอนาธิปไตยจะจบลงอย่างไรก็คงคาดเดาได้ อาจจะเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 หรืออาจจะไม่เหมือนกันก็ได้
กล่าวคือฝ่ายผู้ประท้วงจากต่างจังหวัดถูกปราบปรามเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 แล้วมีการสถาปนารัฐบาลเผด็จการทหารมาทำการปกครอง แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อีกทางหนึ่งก็คือมีการตกลงกันให้มีรัฐบาลที่ฝ่ายทหารแต่งตั้ง อาจจะเป็นพลเรือน ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาก่อให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งเคยเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น "มรดกอสูร" ควรจะยกเลิกเสีย แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 แทน โดยการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา
หากจะให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะปกติต้องมีการปฏิรูปองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภาและอื่นๆ เพราะเห็นได้ชัดว่าวิธีคิดขององค์กรอิสระเหล่านี้ หรือแม้แต่ตุลาการบางท่านในศาลยุติธรรมมีวิธีคิดที่เป็นปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถดำเนินการตามขบวนการประชาธิปไตยได้
แต่ถ้าหลังจากการปฏิวัติคณะทหารต้องการจะอยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน หรือพยายามเข็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าฉบับปี 2540 ปัญหาทางการเมืองก็ไม่มีวันจบ คงจะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลานาน และอาจจะจบลงโดยการล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบก็ได้ ซึ่งไม่ใช้ผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว
สิ่งที่น่ากลัวซึ่งถ้าไม่ระมัดระวังก็คือ การล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศมาแล้ว จะประมาทไม่ได้
เมื่อระบบล้มลงทั้งระบบ จะมีระยะเวลาหนึ่งที่สังคมจะพยายามแสวงหาจุด "ดุลยภาพ" ใหม่ ที่มีเสถียรภาพ ที่เป็นที่รับได้จากประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร การลดราวาศอก "ยกรถไฟที่ตกรางกลับขึ้นไปไว้บนราง" กล่าวคือสิ่งใดที่ออกนอกลู่นอกทาง จากระบอบนิติรัฐหรือ Rule of Law นอกรัฐธรรมนูญ นอกระเบียบแบบแผน ที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ก็อาจจะไม่เปลี่ยนไปในเชิงพลวัต จากจุดที่ "ไร้เสถียรภาพ" ไม่ไปสู่จุดดุลยภาพที่มีเสถียรภาพ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่เพิ่ม "พลังการทำลาย" จนกระทั่งระบบทั้งระบบพังทลายลง
เป็นสิ่งที่น่ากลัวถ้าไม่ระมัดระวัง แต่ก็หวังว่าจะไม่เกิดภาวการณ์เช่นนั้น
.
วีรพงษ์ รามางกูร : เรากำลังทำลายระบบ
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1400217158
. . updated: 16 พ.ค. 2557 เวลา 12:10:13 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 15 พ.ค.57 )
ทุกวันนี้เวลาไปพบกับใครที่รู้จักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงานในงานแต่งงาน งานศพ งานพบปะเพื่อปรึกษาหารือธุระการงาน คำถามที่ทั้งตัวเราเองถามหรือถูกถามจากผู้ที่พบปะกัน ก็คือ "แล้วบ้านเมืองของเราจะไปทางไหน" หรือไม่ก็ถามว่า "แล้วบ้านเมืองเราจะลงอย่างไร"
คำถามยอดนิยมเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ใน "วงใน" หรือ "วงนอก" ขนาดไหนก็ตาม มีหลายคนพยายามจะตอบคำถามเหล่านี้ แต่เมื่อถูกซักหรือถูกตั้งคำถามกลับก็ตอบไม่ได้ เพราะ "ตรรกะ" ที่ใช้ในการหาคำตอบเป็น "ตรรกะ" ที่ไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่ง 9 ข้อ รับรองความถูกต้องชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมในการเข้ายึดหรือเข้าล้อมสถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวงกรม หรือที่ทำการรัฐวิสาหกิจ ปิดถนนหนทางโดยใช้ "กองกำลังส่วนตัว" กระทำการตรวจค้นผู้คนที่สัญจรไปมา ขับไล่ข้าราชการพนักงานให้หยุดทำงาน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ห้ามตำรวจและเจ้าพนักงานติดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกาย หรือแม้แต่กระบอง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่อาจจะใช้กำลังในการปฏิบัติหน้าที่ได้
การเรียกร้องให้กองกำลังตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ"กองกำลังส่วนตัว" ของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่กำลังเดินทางไปปิดสถานที่ราชการ ข่มขู่ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในสายตาของคนทั่วไป กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งถูกต้อง แต่การขัดขวางหรือการสลายการชุมนุมกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะคำสั่งของศาลแพ่ง 9 ข้อได้ห้ามเอาไว้
เมื่อคำสั่งของศาลแพ่ง เป็นคำสั่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางรัฐศาสตร์ที่จะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เหตุการณ์ความไม่ปกติก็จะดำรงต่อไปได้อีกนาน
เห็นได้ชัดว่า กลุ่มผู้ชุมนุมขนคนมาจากต่างจังหวัดเพียง 2 หมื่นคน ก็สามารถสร้างสถานการณ์ยึดสถานีโทรทัศน์ช่องพื้นฐาน ไว้ได้โดยง่าย กองกำลังตำรวจจำนวนเท่าๆ กัน ถูกส่งเข้ามาดูแลสถานการณ์แต่ห้ามติดอาวุธ สถานีโทรทัศน์ก็ยังคงออกอากาศไปตามปกติ เหตุการณ์เช่นว่านี้คงจะดำเนินไปได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังไม่ได้ถอนคำสั่งของศาลแพ่ง
ผู้คนคาดเหตุการณ์เอาไว้แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ามารับหน้าที่
แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 9 คนเท่านั้นที่พ้นจากสภาพรัฐมนตรี แต่ก็ยังคงเหลือรัฐมนตรีอีก 25 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ช่องว่างจึงยังไม่เกิด สร้างความงุนงงสงสัยกับผู้คนหลายคนเพราะศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ได้ เลิกถกเถียงกันเรื่องประเด็นกฎหมายได้แล้ว
วุฒิสภาเปิดประชุม เพื่อพิจารณารับรองคุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ และที่ปรึกษาตุลาการศาลปกครอง ก็ยังสามารถหาเหตุผลเอาเองให้ดำเนินการประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานของตน โดยแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเมื่อ "มีช่องว่าง" ก็จะได้ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อ "คนกลาง" เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งๆ ที่การประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมนั้นทำไม่ได้ ถ้าผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็คงจะถูกกล่าวหาว่า "ละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่" มีความผิดตามมาตรา 157 แพ่งประมวลกฎหมายอาญา เมื่อทูลเกล้าฯและทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วมีผู้ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะวินิจฉัยว่าทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็คงจะไม่มีใครทำอะไรได้ แต่สถานการณ์ก็คงไม่หยุดอยู่กับที่หรือมีความ "เสถียร" แต่จะดำเนินไปสู่ความ "ไม่มีเสถียรภาพ" ทางการเมืองต่อไป
ที่เกี่ยวพันกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเพราะการเมืองที่มุ่งไปสู่สภาวะที่ไม่มีเสถียรภาพ ย่อมดึงภาวะเศรษฐกิจออกจากจุด "ดุลยภาพ" และเคลื่อนไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพ อันเป็นพื้นฐานที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนทั้งของภาครัฐบาลและของเอกชนหดหายไป
ภาวะเศรษฐกิจก็จะเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ "ชะงักงัน" ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากเครื่องชี้ต่างๆ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกการนำเข้า อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวอย่างรวดเร็ว พลวัตเหล่านี้จะส่งผลกลับไปที่เสถียรภาพทางการเมืองอีกทีหนึ่งเป็นวัฏจักร
ยิ่งฝ่ายที่รู้สึกว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันความเข้มข้นของความรู้สึกก็เพิ่มทวีขึ้นตามการปฏิบัติหรือการกระทำขององค์กรที่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหรือตัวแทนของชนชั้นปกครองในบ้านเมือง การจัดตั้งขบวนการประชาชนในต่างจังหวัดจึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ถ้าฝ่ายนี้สามารถทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทำให้เกิดช่องว่างเพื่อสามารถตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งก็น่าจะบานปลายจนเกิดการปะทะกัน ระหว่างผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และกรุงเทพฯ กับอีกฝ่ายที่มาจากต่างจังหวัดจากภาคเหนือและภาคอีสาน
เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นความต้องการของผู้ที่ชุมนุมอยู่ในกรุงเทพฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ทางกองทัพก็คงจะไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเข้ามาแทรกแซง ด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ตั้งสภานิติบัญญัติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบอาจจะต้องเกิดขึ้นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังการปฏิวัติรัฐประหารสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเคลื่อนของมวลชนฝ่ายเสื้อแดง เข้ามาทำการประท้วงในกรุงเทพฯ แทนผู้ที่ทำการประท้วงที่ดำเนินการอยู่ที่สวนลุมพินี หรือที่ทำเนียบรัฐบาล และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงก็จะเกิดสภาวะอนาธิปไตยจะจบลงอย่างไรก็คงคาดเดาได้ อาจจะเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 หรืออาจจะไม่เหมือนกันก็ได้
กล่าวคือฝ่ายผู้ประท้วงจากต่างจังหวัดถูกปราบปรามเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 แล้วมีการสถาปนารัฐบาลเผด็จการทหารมาทำการปกครอง แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อีกทางหนึ่งก็คือมีการตกลงกันให้มีรัฐบาลที่ฝ่ายทหารแต่งตั้ง อาจจะเป็นพลเรือน ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาก่อให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งเคยเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น "มรดกอสูร" ควรจะยกเลิกเสีย แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 แทน โดยการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา
หากจะให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะปกติต้องมีการปฏิรูปองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภาและอื่นๆ เพราะเห็นได้ชัดว่าวิธีคิดขององค์กรอิสระเหล่านี้ หรือแม้แต่ตุลาการบางท่านในศาลยุติธรรมมีวิธีคิดที่เป็นปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถดำเนินการตามขบวนการประชาธิปไตยได้
แต่ถ้าหลังจากการปฏิวัติคณะทหารต้องการจะอยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน หรือพยายามเข็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าฉบับปี 2540 ปัญหาทางการเมืองก็ไม่มีวันจบ คงจะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลานาน และอาจจะจบลงโดยการล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบก็ได้ ซึ่งไม่ใช้ผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว
สิ่งที่น่ากลัวซึ่งถ้าไม่ระมัดระวังก็คือ การล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศมาแล้ว จะประมาทไม่ได้
เมื่อระบบล้มลงทั้งระบบ จะมีระยะเวลาหนึ่งที่สังคมจะพยายามแสวงหาจุด "ดุลยภาพ" ใหม่ ที่มีเสถียรภาพ ที่เป็นที่รับได้จากประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร การลดราวาศอก "ยกรถไฟที่ตกรางกลับขึ้นไปไว้บนราง" กล่าวคือสิ่งใดที่ออกนอกลู่นอกทาง จากระบอบนิติรัฐหรือ Rule of Law นอกรัฐธรรมนูญ นอกระเบียบแบบแผน ที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ก็อาจจะไม่เปลี่ยนไปในเชิงพลวัต จากจุดที่ "ไร้เสถียรภาพ" ไม่ไปสู่จุดดุลยภาพที่มีเสถียรภาพ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่เพิ่ม "พลังการทำลาย" จนกระทั่งระบบทั้งระบบพังทลายลง
เป็นสิ่งที่น่ากลัวถ้าไม่ระมัดระวัง แต่ก็หวังว่าจะไม่เกิดภาวการณ์เช่นนั้น
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



