http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ co-opt แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ co-opt แสดงบทความทั้งหมด

2557-09-01

งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (2) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (2) 
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1409548590 
. . วันจันทร์ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 เวลา 13:29:24 น.
( ที่มา: มติชนรายวัน 1 กันยายน 2557 )


(ตอนเดิม - นิธิ เอียวศรีวงศ์ : งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (1) อ่านที่  http://botkwamdee.blogspot.com/2014/08/n-x-taps1.html )

(ต่อ)

เช่นเดียวกับคนอีกจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย คุณอานันท์กล่าวถึง "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ดูเหมือนเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งของการทำรัฐประหาร นั่นคือประชาธิปไตยของไทยไม่สมบูรณ์ และการรัฐประหารคงจะนำประเทศไปสู่หนทางเริ่มต้นที่จะบรรลุประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้

คุณอานันท์อาจแตกต่างจากคนอื่นตรงที่สามารถบอกได้เลยว่า อังกฤษและสหรัฐนั้น ได้บรรลุ "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ในปี ค.ศ.อะไร เช่นอังกฤษเพิ่งบรรลุเมื่อ 1928 เพราะยอมให้ผู้หญิงมีสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกับผู้ชาย ส่วนสหรัฐเมื่อทศวรรษ 1960 เมื่อยอมรับสิทธิอันเท่าเทียมของคนผิวสี

แล้วมัน "สมบูรณ์" จริงหรือครับ ลองถามคนดำและคนขาวจำนวนมากในเมืองเฟอร์กูสัน มิสซูรีในตอนนี้ พวกเขาคงโวยวายว่าไม่จริง ถึงต้องออกมาประท้วงในท้องถนน ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนจำนวนมากในสหรัฐออกมา "ยึด" หรือ occupy โน่นนี่เต็มไปหมดหลายเมือง ด้วยข้ออ้างถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสุดขั้วในสังคมตนเอง การหลั่งไหลของชาวมุสลิมเข้าไปตั้งหลักแหล่งภูมิลำเนาในยุโรปตะวันตก เผยให้เห็นอคติต่อชาติพันธุ์และศาสนาของคนในระบอบ "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ทั่วไปในเกือบทุกประเทศ รวมทั้งอังกฤษด้วย

ไม่มีหรอกครับ ประชาธิปไตย "ที่สมบูรณ์" ในโลกนี้ เราอาจนิยามประชาธิปไตยด้วยอุดมคติ เช่น ใช้คำขวัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส-เสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพก็ได้ หรือของลิงคอล์น-รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนก็ได้ หรือของนิธิ-อำนาจต่อรองที่เท่าเทียมกันของทุกคนและทุกกลุ่มในทุกเรื่อง แต่นี่เป็นอุดมคติเท่านั้น ประชาธิปไตยไม่ได้ทำงานด้วยอุดมคติ หากทำงานด้วย "สำนึก" ครับ โดยเฉพาะสำนึกของประชาชนทั่วไป ขึ้นชื่อว่าสำนึกก็ไม่อยู่คงที่แน่นอน บางสำนึกก็หลุดหายไปหรือได้รับความสำคัญน้อยลง บางสำนึกก็เกิดขึ้นใหม่เนื่องจากสังคมแปรเปลี่ยนไปตลอด แต่สำนึกใหม่เหล่านี้มักถูกบิดเบือน ขวางกั้น หรือทำลายโดยผู้มีประโยชน์ปลูกฝัง (vested interest) อยู่เสมอ

ยกตัวอย่างสิทธิสตรีก็ได้นะครับ ในการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้น ผู้หญิงมีบทบาทอย่างมาก โดยเฉพาะเมียพ่อค้าและแม่บ้านชนชั้นแรงงานซึ่งต้องซื้อขนมปังในราคาแพงขึ้นตลอด พากันออกมาก่อจลาจลต่างๆ ในปารีสเพื่อประท้วงผู้ปกครอง (ทั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และผู้นำการปฏิวัติในเวลาต่อมา) ผมไม่ทราบว่าเมื่อผู้นำปฏิวัติพูดถึงเสมอภาพ เขาคิดถึงผู้หญิงหรือไม่ แต่สิทธิทางการเมืองของผู้หญิงก็ถูกจำกัดมาตั้งแต่ระยะแรกๆ และอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจะจำกัดอำนาจทางการเมืองของมวลชนด้วย

หลังจากผู้หญิงได้สิทธิเท่าเทียมทางการเมืองในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ในประเทศประชาธิปไตยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงก็หาได้รับความเสมอภาพเหมือนผู้ชายในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไม่ ผู้หญิงก็ไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งสำนึกใหม่มาเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเกิดการเคลื่อนไหวใหม่ที่จะเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมแก่ผู้หญิงในมิติอื่นๆ ด้วย จนถึงทุกวันนี้ความเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีก็หาได้ยุติลง เพราะยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ "สำนึก" ของผู้คน ไม่ว่าหญิงหรือชาย

สำนึกใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเกิดพร้อมกับอัตลักษณ์ใหม่ ซึ่งก็เป็น "สำนึก" อีกชนิดหนึ่ง เช่น เพศที่สามไม่เคยมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของตนเอง แต่เมื่อเกิดสำนึกใหม่ถึงตัวตนที่มีอยู่จริงของเพศที่สาม ปลดเปลื้อง "ตราบาป" ต่างๆ ออกไปได้แล้ว ก็เกิดอัตลักษณ์ใหม่ที่ทำให้ต่างจากผู้หญิงหรือผู้ชาย เกิดอัตลักษณ์ใหม่ก็ทำให้คิดถึงสิทธิเสมอภาพของตนเองได้ กลายเป็นการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อเรียกร้องสิทธิเสมอภาพของเพศที่สาม

สำนึกใหม่และอัตลักษณ์ใหม่เป็นอนิจจังครับ เกิดดับได้ไม่สิ้นสุด ด้วยเหตุดังนั้นประชาธิปไตยจึงไม่เคย "สมบูรณ์" สักที และเพราะไปคิดถึงความสมบูรณ์ที่หยุดนิ่งเช่นนี้แหละครับ ที่ทำให้สลิ่มไทยจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจ "สำนึก" ที่เปลี่ยนไปแล้วของมวลชนระดับล่าง ปรารถนาให้คนเหล่านั้นไม่ใส่ใจการเมืองระดับชาติเหมือนเดิม เลือกผู้แทนมาอย่างเบี้ยหัวแตก เพื่อให้สลิ่มสามารถจัดตั้งและควบคุมรัฐบาลได้เหมือนเดิม



เราจึงอาจมองรัฐประหารได้สองอย่าง หนึ่งคือมองอย่างคุณอานันท์ว่า เพราะประชาธิปไตยไทยไม่ "สมบูรณ์" จึงต้องใช้อำนาจนอกระบบมาทำให้ "สมบูรณ์" หรือมองแบบผมก็คือประชาธิปไตยไทยในระยะนี้ มีพลวัตที่แรงและเร็วเกินปัญญาและประสบการณ์ของชนชั้นนำจะปรับตัวได้ จึงต้องใช้อำนาจนอกระบบมาหยุดพลวัตของประชาธิปไตยไว้ที่กรอบแคบๆ ตามเดิม

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณอานันท์พูดถึงคือ "ทฤษฎีฝรั่ง" ที่คนไทยมักนิยมยกย่องจนเหมือนเห็นฝรั่งเป็นพ่อเป็นแม่ (ความโดยนัยยะ ไม่ใช่คำพูดคำต่อคำ) แต่ตั้งแต่เกิดจนบัดนี้ ผมยังไม่เคยเห็นใครโต้เถียงกับ "ทฤษฎีฝรั่ง" เท่าฝรั่ง หากผมเห็นด้วยกับฝรั่งที่โต้แย้งทฤษฎีฝรั่งที่คุณอานันท์ไม่ชอบ ผมยังเห็นฝรั่งเป็นพ่อเป็นแม่อยู่หรือไม่ โดยสรุปก็คือความเห็นอันไร้สาระเช่นนี้ไม่ได้เป็นของคุณอานันท์คนเดียว แต่เป็นของผู้มีการศึกษาไทยอีกมาก รวมทั้งนายพลที่ทำรัฐประหารด้วย

ที่เรียกว่า "ทฤษฎี" คืออะไร พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ "มุมมอง" นั่นเอง ไม่ว่าเราจะศึกษาอะไรก็ตาม เราต้องมี "มุมมอง" อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ อาจโดยไม่รู้ตัวอย่างที่คนไทยทั่วไปมักไม่รู้ตัว เพราะปราศจากมุมที่จะมองเลย ก็ไม่เห็นอะไร สิ่งที่เราศึกษานั้น มองจากมุมนี้ก็มีลักษณะอย่างหนึ่ง มองจากอีกมุมหนึ่งก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง มุมที่จะมองจึงมีความสำคัญอย่างมาก

มุมที่จะมองสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น เป็นมุมที่นำไปมองอะไรอื่นด้วยมุมเดียวกันได้อีกมาก เช่น ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง อาจใช้มองเทหวัตถุอื่นๆ ได้ทั้งจักรวาล ไม่จำกัดเฉพาะลูกแอปเปิลและดวงจันทร์เท่านั้น แต่ "มุมมอง" นี้ก็มีข้อจำกัดซึ่งการค้นพบในสมัยหลังชี้ให้เห็น เช่น ที่ไม่ใช่เทหวัตถุก็อาจตกอยู่ใต้อำนาจของแรงโน้มถ่วงได้เช่นแสง เป็นต้น การเคลื่อนที่ของเทหวัตถุที่เล็กมากๆ เช่น อะตอมหรือในนิวเคลียสของอะตอม ก็เคลื่อนที่ด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์ ทฤษฎีหรือมุมมองของฝรั่งคนแรกจึงมีข้อจำกัด กล่าวคือใช้มองบางอย่างได้ แต่มองบางอย่างไม่ได้ (นี่ก็พ่อแม่ฝรั่งเป็นคนชี้ให้เห็นอีก)


แต่น่าประหลาดที่คนไทยผู้มีการศึกษาจำนวนมากมักไม่คิดว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นมุมมองอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ จึงสามารถรับทฤษฎีวิทยาศาสตร์ได้โดยไม่ต้องเกรงว่าพ่อแม่ของตนจะเปลี่ยนสัญชาติไป วิทยาศาสตร์โชคดีกว่าสังคมศาสตร์ตรงที่ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งโลก (หรือทั้งเอกภพ?) ในขณะที่ปรากฏการณ์ทางสังคมแปรผันไปตามแต่ละสังคมและยุคสมัย แต่ก็ไม่ต่างอะไรจากการสร้างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์รวบรวมข้อเท็จจริงจากสังคมต่างๆ จำนวนมาก เพื่อ "สังเกตการณ์" ว่าในประเด็นที่เขาสนใจนั้นมีอะไรที่เหมือนกัน และมีอะไรที่ต่างกัน แล้วค้นหาพลัง (หรือบางคนเรียกว่า "กฎ") ที่กำกับควบคุมให้ปรากฏการณ์กลุ่มนั้นๆ เหมือนกันหรือต่างกัน แล้วจึงเสนอมุมมองใหม่ที่ทำให้สามารถใช้เป็นมุมสำหรับมองปรากฏการณ์กลุ่มนี้ในสังคมทั่วๆ ไปได้ มีอำนาจอธิบายเพิ่มขึ้น และมีอำนาจพยากรณ์ได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่แม่นยำเหมือนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีก็มีความหมายเพียงเท่านี้ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หากใครนับถือแล้วจะต้องเสียผู้เสียคนไป

ไม่ปฏิเสธว่า ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของฝรั่งนั้น มักสำรวจจากสังคมฝรั่งเสียเป็นส่วนใหญ่ (ปัจจุบัน เนื่องจากฝรั่งหันมาสนใจสังคมที่ไม่ใช่ฝรั่งมากขึ้น ทฤษฎีรุ่นใหม่จึงอาจเป็นผลจากการสำรวจที่กว้างขวางกว่าเก่า) ดังนั้น เมื่อนำมาใช้อธิบายสังคมที่ไม่ใช่ฝรั่งก็อาจมีปัญหา ผมได้ยินเสียงบ่นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว แต่ไม่เคยเห็นนักวิชาการไทยชี้ให้ชัดว่า ปัญหาที่ว่านั้นคืออะไรและอยู่ตรงไหน เพราะเอาเข้าจริง นักวิชาการไทยก็มีความรู้ในเชิงประจักษ์กับสังคมตัวเองไม่มากนัก จึงมองเห็นได้ไม่ชัดว่า มันมีข้อยกเว้นในทฤษฎีฝรั่งอะไรบ้างเมื่อนำมาอธิบายสังคมไทย

ดังนั้น เมื่อเอาทฤษฎีประชาธิปไตยมาอธิบายการเมืองไทย ปัญญาญาณของไทยจึงมีแต่กุดๆ แค่ว่าไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะเป็นทฤษฎีฝรั่งเท่านั้น สังคมฝรั่งกับไทยไม่เหมือนกัน เขามีเวลาปรับตัวนานกว่าเราเป็นศตวรรษ บล่ะๆๆๆ กลวงๆ ไปอย่างนั้น

คนไทยจึงถูกสาปให้ยืนอยู่กับที่ ไปไหนไม่ได้ เพราะปัญญาญาณของชนชั้นนำไทยและนักวิชาการไทยกุดอยู่ที่ปลายจมูก หากจะแหลมออกมาบ้างก็เป็นแค่นกหวีด



เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากพูดถึงคือเลือกตั้ง ได้ยินกันมานานแล้วว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว บางคนก็พูดเลยไปถึงว่าประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งไปโน่นเลย ความหมายก็คือเราอาจเป็นประชาธิปไตยโดยไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ อย่างที่นักปราชญ์ไทยชอบยกรัชสมัยที่เชื่อกันว่า "ดี" บางรัชสมัย (เช่นรัชกาลพระเจ้ารามคำแหง) ว่านั่นก็เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้งเลย

แต่ในปัจจุบัน มีใครหรือครับที่เชื่อว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย แม้แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ได้พูดอย่างนั้น รัฐบาลที่ตั้งขึ้นในค่ายทหารต่างหากที่ยืนยันว่าตัวมาจากการเลือกตั้ง และได้รับเสียงสนับสนุนจากสภา จึงมีความชอบธรรมเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเองเสียอีกที่บอกว่า การเลือกตั้งและเสียงสนับสนุนภายใต้เงื่อนไขที่กองทัพแทรกแซงเช่นนั้น ไม่สามารถให้ความชอบธรรมทางการเมืองของประชาธิปไตยได้

แม้กระนั้น การเลือกตั้งก็เป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ของประชาธิปไตย เพราะเป็นกลไกที่ให้อำนาจประชาชนในการกำกับควบคุมฝ่ายบริหาร ก็จริงแหละครับว่า จะกำกับควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพจริง ยังต้องมีกลไกอื่นๆ อีกด้วย เช่น สื่อที่ทำงานอย่างเที่ยงตรงตามอาชีวปฏิญาณของตนเอง ความรู้ที่ทำให้เท่าทันอำนาจทางการเมืองทุกฝ่าย (แม้แต่ฝ่ายที่ไม่ได้เปิดหน้าเล่นการเมือง) ความรู้ที่จะทำให้มองเห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านในระยะสั้นและระยะยาว พื้นที่สาธารณะหลายรูปแบบที่เปิดให้คนต่างกลุ่มสามารถแสดงตัวตนของตัว รวมทั้งถูกคนอื่นตรวจสอบได้อย่างเท่าเทียมกัน ฯลฯ ถ้ากลไกอื่นเหล่านี้มีคุณภาพ ก็ยิ่งทำให้กลไกการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อกลไกอื่นยังไม่พร้อม จึงต้องระงับการเลือกตั้งไว้ก่อน เพราะยิ่งระงับการเลือกตั้ง กลไกอื่นก็ยิ่งไม่พัฒนาขึ้นมาให้พร้อมสักที

ทำไมหรือครับ ก็เพราะกลไกเหล่านี้ทำงานร่วมกัน ยิ่งเลือกตั้งดำเนินไปได้อย่างมั่นคงสม่ำเสมอ กลไกอื่นก็ยิ่งพัฒนาขึ้น เช่น พื้นที่การต่อรองที่เท่าเทียมกัน ซึ่งมีลักษณะหลากหลายมากขึ้น จึงเปิดให้แก่คนที่มีปูมหลังต่างกันเข้าถึงได้ทั่วหน้ากว่าเดิม พื้นที่เช่นนี้มีมากขึ้นก็ทำให้คนใช้วิจารณญาณได้กว้างไกลขึ้นในการลงบัตรเลือกตั้ง อย่ามองอะไรเป็นขั้วตรงข้ามที่ไม่สัมพันธ์กันเลย ทั้งสองขั้วเป็นกระบวนการเดียวกัน เมื่อรัฐประหารขั้วใดขั้วหนึ่งไปแล้ว อีกขั้วหนึ่งก็เหี่ยวเฉาไปเอง กลายเป็นความสงบแห่งชาติอย่างที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ในเชิงรูปธรรม หากการเลือกตั้งหลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภาสามารถดำเนินไปได้เป็นปรกติ แม้จะถูกบอยคอตจากพรรคฝ่ายค้านบางพรรค สังคมไทยและพรรคฝ่ายค้านบางพรรคก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า หนทางเอาชนะทางการเมืองนั้น ไม่มีวิถีทางอื่นนอกจากแสวงหาความสนับสนุนจากประชาชน (อย่างฉลาด) ย่อมจำเป็นอยู่เองที่ต้องหันกลับมาเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เลิกโยนเก้าอี้ในสภา หรือเลิกขว้างสิ่งของใส่ประธาน เข้าร่วมในพื้นที่สาธารณะที่ปลอดความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อเสนอความเห็นและการติติงที่สร้างสรรค์แก่สังคม คนไทยก็จะมองเห็นทางเลือกของนโยบายสาธารณะได้อีกหลายแบบ

คุณอานันท์คิดว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยไทยจะเข้มแข็งขึ้นหรืออ่อนแอลง ทั้งๆ ที่ "ความพร้อม" อีกหลายด้านของสังคมไทยในการเป็นประชาธิปไตยยังไม่มีหรือยังไม่พัฒนาไปไกลพอ



.

2557-08-15

ความเป็นไทยและ ปชต.ของ ปชต.แบบไทยๆ โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

.

ประวิตร โรจนพฤกษ์: ความเป็นไทยและประชาธิปไตยของประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4978
. . ศ 15 สิงหาคม, 2014 - 05:58 | โดย pravit


เสาร์ที่แล้ว (9 สิงหาคม 2557) หัวหน้าคณะรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เอ่ยถึงคำว่าประชาธิปไตยแบบไทยอย่างน้อยสองครั้งในระหว่างการพูดเปิดงานปฎิรูปประเทศไทยซึ่งได้ถ่ายทอดสดไปทั้งประเทศ

คำถามคืออะไรคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ? และมีอะไรเป็นไทยหรือเป็นประชาธิปไตยในประชาธิปไตยแบบไทยบ้าง?
ประยุทธ์อาจมิได้ให้คำจำกัดความว่าประชาธิปไตยแบบไทยเป็นอย่างไรกันแน่ ต่างจากประชาธิปไตยแบบตะวันตกอย่างไร แต่ผู้เขียนก็อดสงสัยมิได้ว่าประชาธิปไตยแบบไทยอาจหมายถึงการยอมรับรัฐประหารเป็นระยะๆ หรือหมายถึงระบบเลือกตั้งที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยจำกัดกว่าในอดีต หรือแม้กระทั่งอาจหมายถึงการให้คนดีที่มิได้ผ่านการเลือกตั้งมาปกครองโดยมิสามารถตรวจสอบได้


หากมองให้ลึกลงไป การใช้คำว่า ‘ไทย’ ขยายความคำว่าประชาธิปไตยช่วยทำให้คำว่า ‘ประชาธิปไตยแบบไทย’ ดูเหมาะสมกับคนไทยยิ่งขึ้นและทำให้ระบอบกึ่งเผด็จการดูเป็นที่ยอมรับของนานาชาติมากยิ่งขึ้น

ทว่ามันไม่มีอะไรที่เป็น ‘ไทย’ ในประชาธิปไตยแบบไทยๆเพราะคนไทยเองยังตกลงกันไม่ได้เลยว่าต้องการการปกครองแบบไหน


คนไทยที่มีการศึกษาจำนวนหนึ่งชอบโมเดลกึ่งเผด็จการแบบสิงคโปร์ที่ฝายค้านถูกทำให้อ่อนปวกเปียก บ้างชอบระบอบเผด็จการทหาร แต่ก็ยังมีคนไทยอีกจำนวนมิน้อยที่ต้องการให้ยึดระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมาทนกับรัฐประหารเป็นระยะๆและเชื่อว่าควรปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยคลี่คลายปัญหาโดยตัวของมันเองเพราะหนทางประชาธิปไตยในไทยเพิ่งอายุแค่ 82 ปี

นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่ต้องการย้อนกลับไปสู่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช แต่ก็มีบางคนที่ต้องการเห็นประเทศเป็นสาธารณรัฐ




ในขณะเดียวกัน แทนที่จะใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบไทย เราอาจใช้คำว่าเผด็จการครึ่งใบหรือเผด็จการแบบไทยแทนก็ได้ แต่คำว่าเผด็จการนั้นมิน่าพิศมัยจึงเลือกใช้คำว่าประชาธิปไตยแทนดั่งคำว่า ‘ยิ้มสยาม’ ซึ่งอาจมิได้หมายถึงรอยยิ้มที่มาจากความดีใจก็เป็นได้

สังคมไทยควรเลิกหลอกตนเองเสียทีว่าอะไรคือประชาธิปไตยและอะไรคือเผด็จการโดยการใช้คำที่เคลือบแฝงสภาพความจริง


...............................
หมายเหตุ: บทความนี้ถอดความและดัดแปลงจาก ‘What makes ‘Thai-style democracy’ globally palatable?’ ซึ่งเขียนโดยผู้เขียนลงใน นสพ. The Nation ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม 2557



.

2557-08-14

ความเงียบ, +แก้ไหม?-รธน.ชั่วคราว โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

.

วรศักดิ์ ประยูรศุข : ความเงียบ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408015505
. . วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:14 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 นสพ.มติชนรายวัน 14 สิงหาคม 2557)
ภาพของเซีย ไทยรัฐ


22 ส.ค.นี้ จะครบ 3 เดือนของ คสช.
บ้านเมืองเงียบเชียบดี ราวกับว่า ผู้คนที่แตกแยกเห็นต่าง ได้บรรลุความเข้าใจ เลิกโกรธเกลียดกัน เกิดการปรองดอง สมานฉันท์ขึ้นแล้ว

แต่ความจริงยังน่าสงสัย ความเงียบเชียบในขณะนี้ น่าจะเป็นผลจาก "ยาแรง" เมื่อ 22 พ.ค. ที่แก้ปัญหาบางส่วนเท่านั้น


พูดไปก็เหมือนฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ถ้าไม่ศึกษาสิ่งที่ผ่านเลยไป อีกหน่อยก็จะเจอกับดักเดิมๆ ตกหลุมเดิมๆ กันอีก

แต่ก่อนหน้า 22 พ.ค. ต้องยอมรับว่า เป็นฝันร้ายที่ต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน
จากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาล กลายเป็นการชัตดาวน์กรุงเทพฯ
ปิดเมือง ปิดถนนอย่างยาวนาน ถนนสายที่เป็นหน้าตาของเมืองอย่างถนนราชดำเนิน มืดหม่นอย่างน่าใจหายในยามค่ำคืน

ธุรกิจการค้าขายซบเซาลงไปทีละน้อยบ้างมากบ้าง แต่นักธุรกิจน้อยใหญ่ยังอุตส่าห์บอกว่าไม่กระทบ 
เทศกาลปีใหม่ที่อยู่ระหว่างการชุมนุม ผู้คนหนีความขัดแย้งไปฉลองในต่างประเทศ 
เป็นห้วงเวลารุ่งโรจน์ของแกนนำ การด่าทอเป็นที่ชื่นชม ประดิดประดอยวาทะ
โวหารมาด่ากันเป็นรายวัน ถ่ายทอดสดผ่านสื่อต่างๆ ถ่ายสดแล้วยังเอามารีรัน กรอกหูกันตลอด 24 ชั่วโมง

หลัง 22 พ.ค เสียงเหล่านี้หายไปเหมือนกดสวิตช์ปิด

คสช.ประกาศปฏิรูปประเทศ เข้ามาดูแลการเมืองเอง เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก


ความเงียบในช่วงนี้ ก็คือ การเฝ้ารอดูว่า คสช.จะดำเนินการอย่างไรแบบไหน

แต่ตอนนี้ เริ่มมีเสียงบ่น และอาการกระฟัดกระเฟียดเกิดขึ้นบ้างแล้ว

ทั้งจากฝ่ายหนุนรัฐประหาร อยากมีส่วนร่วม อยากให้เดินสุดซอย กวาดล้างระบอบทักษิณ จะได้ไม่เสียของ

ทั้งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ไม่รู้จะทำยังไง รอลุ้นว่า เผื่อจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง


ในระยะนี้ ฝ่ายที่อยากให้ คสช.เร่งเครื่องสุดซอย ออกอาการหงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจ เพราะถือว่าลุ้นมาแต่ต้น

ประกอบกับ คสช.ทำการบ้านล่วงหน้า พอยึดอำนาจก็ใช้เครือข่ายตัวเองทำงาน

ไม่ต้องใช้บริการคนที่อยากให้ใช้ เลยยิ่งไปกันใหญ่


ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็เริ่มเห็นช่องว่างจุดโหว่มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน


21-22 ส.ค.นี้ สนช.จะโหวตเลือกนายกฯ จากนั้นเป็นคิวของการจัดตั้ง ครม.

ขับเคลื่อนโรดแมปคืบหน้าไปเรื่อยๆ เพื่อจะคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้ง ในเดือน ก.ย. 2558


แต่เรื่องสำคัญที่ไม่ค่อยได้พูดถึงกัน ก็คือ รอยร้าวรอยแตกได้หายไปจริงหรือไม่ การปรองดองสมานฉันท์ระหว่างคนในชาติได้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง

โดยเฉพาะรากฐานของความปรองดอง คือ ความเป็นธรรม การได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเสมอภาค ได้เกิดขึ้นหรือยัง

และนี่คือตัวชี้ขาดว่า "ความเงียบ" ที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนแค่ไหนเพียงไร



++

วรศักดิ์ ประยูรศุข : แก้ไหม?-รธน.ชั่วคราว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1407398977 
. . วันพฤหัสบดีที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:00:08 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 นสพ.มติชนรายวัน 7 สิงหาคม 2557)
ภาพของเซีย ไทยรัฐ


สื่อต่างๆ เสนอข่าวโผ ครม.กันกระหึ่ม

เพราะห้วงเวลาที่จะมีนายกฯ มีรัฐบาลมาบริหารประเทศ ตามรูปแบบสากล ใกล้เข้ามาทุกที

ใครจะไปใครจะมาก็ว่ากันไป แต่ที่หลายฝ่ายกำลังเป็นห่วง คือ ภาพของ ครม.ที่จะออกมา


จะเป็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยทหาร เหมือน สนช.อีกหรือไม่

คสช.อธิบายการตั้ง สนช.ว่า เป็นสถานการณ์ไม่ปกติ และต้องการเอกภาพ ก็เข้าใจได้

แต่รัฐบาลไม่เหมือน สนช. ซึ่งมีหน้าที่ประชุมตรากฎหมาย รับรองกฎหมาย

รัฐบาลต้องนั่งทำงาน ต้องรับแขก ต้องให้ต่างประเทศเชิญบินไปพบปะเจรจา ต้องแสดงจุดยืนท่าทีต่างๆ ฯลฯ

รูปโฉมของรัฐบาล ไม่ควรเป็นอุปสรรคกับการทำหน้าที่ของรัฐบาลเอง



ระยะนี้มีข่าวว่า การฟอร์ม ครม.ใหม่มีปัญหา จากรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 8 และมาตรา 20

มาตรา 20 ระบุคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกฯและ รมต.ไว้หลายข้อ

หนึ่งในนั้นคือ (4) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระยะเวลาสามปี

ก่อนวันได้รับแต่งตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8

ส่วนมาตรา 8 เป็นลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่ง สนช. มีหลายข้อเช่นกัน ทั้งห้ามเป็นสมาชิกพรรคในระยะเวลา 3 ปีก่อนหน้านี้ และต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

มาตรา 8 นี้เอง ที่ทำให้ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ต้องถอนตัวจาก สนช. เพราะเคยสังกัดพรรคการเมือง

และเมื่อประกอบกับมาตรา 20 ก็ทำให้บรรดาผู้มีชื่อเสียง มีฝีมือ แต่เคยถูกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกรณีบ้านเลขที่ 109 และ 111 ต้องหมดสิทธิแบบกราวรูด

ห้ามเป็นหมด ทั้ง สนช. / นายกฯ / รมต. / สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรรมนูญ

ตัวอย่างเห็นๆ คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช. ซึ่งมีข่าวว่าจะมาเป็นรัฐมนตรี เลยวืดหมด อาจจะต้องตั้งให้เป็นผู้แทนการค้าฯ ช่วยงานด้านต่างประเทศกันต่อไป

ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ขอเอ่ยนาม ที่อยู่ในข่ายนี้ หลายๆ คน คสช.ก็เคยทาบทาม แล้วก็ตกอกตกใจไปแล้วว่า มีบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วยหรือ


คนที่เขียนกฎหมายมาตรานี้เข้ามา อาจหวังดีต่อ คสช. แต่ที่จริงไม่เป็นผลดี

และยังขัดแย้งกับแนวทางสมานฉันท์ของ คสช.เอง

และขัดแย้งกับคำปรารภของรัฐธรรมนูญที่จะฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคีและความเป็นธรรมอีกด้วย

เพราะคนบ้านเลขที่ 109 และ 111 นั้น นอกจากได้ชื่อว่า พลอยซวยรับโทษจากความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อแล้ว ยังรับโทษเว้นวรรค 5 ปีกันไปหมดแล้ว

พ้นโทษกลับมารับตำแหน่ง ไปลงคะแนนเลือกตั้ง ใช้สิทธิในแบบพลเมืองดี

กันหมดแล้ว

อยู่ๆ เกิดมีบทบัญญัติมาตรานี้ย้อนกลับไปเอาผิดอีก ก็เท่ากับโดนลงโทษซ้ำสอง


ถ้าคิดว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ให้อำนาจ ครม.และ คสช.มีมติร่วมกัน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ โดยทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบใน 15 วัน

จะแก้ไขหรือไม่ เป็นอีกประเด็นที่น่าติดตามดูกัน



..................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.

2557-08-11

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย 2557 โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย 2557
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1407738818
. . วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 13:50:10 น.
( ที่มา: คอลัมน์ กระแสทรรศน์ นสพ.มติชนรายวัน 11 ส.ค. 2557 )


รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้ไม่นานมานี้ ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างชื่นชมจากใคร แม้แต่พวกสลิ่มและ กปปส.ก็เพียงแต่สงบปากสงบคำเท่านั้น ไม่ถึงกับออกมายกย่องเชิดชู
อย่างไรก็ตามเสียงวิจารณ์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ (ทั้งตรงไปตรงมาและระหว่างบรรทัด) ล้วนใช้มาตรฐาน "ฝรั่ง" ในการตัดสินทั้งสิ้น เช่น ความเป็นประชาธิปไตยบ้าง สิทธิมนุษยชนบ้าง ซึ่งล้วนจริงและถูกต้องทั้งสิ้น แต่บรรทัดฐานเหล่านั้นอาจไม่ได้มีความสำคัญในวัฒนธรรมไทยเท่าฝรั่งก็ได้ ผมจึงอยากประเมินรัฐธรรมนูญฉบับนี้จากมาตรฐานของวัฒนธรรมไทย (ตามความเข้าใจของผมเอง) บ้างว่า จะถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สวยงามหรือขี้ริ้ว

ในปี 2534 ระหว่างที่ รสช.ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตฝ่ายเขาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ผมได้เขียนเรื่อง "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" ลงในวารสารศิลปวัฒนธรรมมาในระยะไม่กี่ปีมานี้ ผมถูกถามเสมอว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมได้เปลี่ยนไปบ้างแล้วหรือไม่อย่างไร แล้วผมก็ตอบไม่ได้ เพราะลืมไปว่าเขียนอะไรลงไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้วและไม่ได้คิดเรื่องนี้อีกเลย จึงต้องนำบทความนั้นกลับมาอ่านใหม่ และได้เห็นคำตอบลางๆ บางอย่างซึ่งจะพูดถึงข้างหน้านี้


อำนาจในวัฒนธรรมเก่าของไทยนั้นแบ่งแยกมิได้เพราะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้แต่อำนาจของพระเจ้าก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอำนาจของกษัตริย์ เพราะกษัตริย์คืออวตารของพระเจ้า ดังนั้นความคิดว่าอำนาจอธิปไตยอาจแบ่งออกได้เป็นสามด้าน คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ คอยถ่วงดุลกันและกัน จึงเป็นความคิดของฝรั่งโดยแท้

แม้ว่าอำนาจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่คนไทยสมัยก่อนก็หาได้วางใจต่ออำนาจไม่ เพราะอำนาจที่เขารู้จักคือถูกเก็บส่วยหรือถูกเกณฑ์ทัพซึ่งเป็นความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ผู้คนในวิถีชีวิตชาวนา เขาจึงมีความคิดเกี่ยวกับการถ่วงดุลอำนาจของ "อำนาจ" อยู่เหมือนกัน วิธีทำแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง
หนึ่งคือสถาปนาอำนาจใหม่ขึ้นมากำกับควบคุมอำนาจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวนี้ ที่สำคัญสุดคือพระพุทธศาสนา ซึ่งวางมาตรฐานบางอย่างที่ควบคุมอำนาจของพระราชาได้ระดับหนึ่ง (แยกให้ชัดนะครับ หลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้นเลิกล้างไม่ได้ แต่พระภิกษุแต่ละรูปนั้น พระเจ้าแผ่นดินจับสึกเสียเมื่อไรก็ได้ พระภิกษุแต่ละรูปจึงต้องสร้างอำนาจอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าอิทธิพลขึ้นเพื่อป้องกันตัว เช่น ทรงคุณวิเศษบางอย่างจนเป็นที่นับถือกว้างขวาง เปรียบเทียบกับสังคมมุสลิม ผู้รู้ทางศาสนามีอำนาจในตัวเอง จึงแตกต่างจากสังคมพุทธไทยอย่างมาก) อย่างไรก็ตาม การสร้างอำนาจใหม่นี้เป็นวิธีที่มีข้อจำกัดมาก

วิธีที่สองซึ่งใช้แพร่หลายกว่า คือ การใช้อิทธิพลคานกับอำนาจ สองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร ผมนิยามตามความเห็นของนักวิชาการญี่ปุ่นว่า อำนาจคืออำนาจที่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ ส่วนอิทธิพลคืออำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ พระราชอำนาจในราชอาณาจักรโบราณของไทยถูกจำกัดด้วยอิทธิพลนานาชนิด เช่น อิทธิพลของตระกูล นักเลง "เจ้าพ่อ" ในท้องถิ่น หรือแม้แต่ในเมืองหลวงเอง รวมทั้งอิทธิพลของพ่อค้าต่างชาติและหัวหน้าชุมชนต่างชาติด้วย

สามัญชนคนไทยมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการเอาอิทธิพลกับอำนาจมาคานกัน บางครั้งก็ใช้อิทธิพลคานอำนาจ บางครั้งก็ใช้อำนาจคานอิทธิพล ผมขอยกตัวอย่างจากสังคมไทยสมัยหลัง 2500 เพื่อผู้อ่านจะได้นึกออกได้ง่าย

ผู้กำกับตำรวจในจังหวัดใหญ่แค่ไหน ก็ใหญ่มากนะครับ ถ้าพ่อจะรังแกใครด้วยการตั้งข้อหาใด คนนั้นก็เดือดร้อนไปหลายปี ผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาก็มีอำนาจจำกัด จะเข้าแทรกแซงได้ยาก ฉะนั้นเพื่อป้องกันตน คนไทยก็วิ่งเต้นกับอิทธิพลสิครับ เช่น วิ่งเต้นกับ "เจ้าพ่อ" ซึ่งสามารถ "เจรจา" กับผู้กำกับฯ ได้ หรือวิ่งเต้นกับ ผบ.ทหารในจังหวัดก็ได้ ผบ.ทหารไม่มี "อำนาจ" ไปก้าวก่ายงานของตำรวจก็จริง แต่ ผบ.ทหารมีอิทธิพลในท้องถิ่นแน่ (ยกทหารไปพังป้อมตำรวจก็เคยมีมาแล้ว) จึงสามารถ "เจรจา" กับผู้กำกับได้


ตรงกันข้ามนะครับ อิทธิพลก็อาจรังแกประชาชนได้เหมือนกัน เช่นในสมัยก่อน ทหารก็อาจสั่งควบคุมตัวลูกหลานในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานของ พคท. เดือดร้อนกันยกใหญ่แน่ ชาวบ้านไทยจะทำอย่างไร ก็วิ่งเต้นกับอิทธิพลที่ใหญ่กว่าสิครับ ทั้งนี้หมายถึงทหารที่ใหญ่กว่านั้น รัฐมนตรี ส.ส. หรือถวายฎีกา หากการใช้อิทธิพลคานอิทธิพลยังไม่สำเร็จก็ต้องดึงเอาอำนาจเข้ามาคาน เช่น ร้องไทยรัฐเพื่อให้เป็นข่าวใหญ่ และอำนาจก็จะเข้ามาปรามเอง หรือจนถึงที่สุดก็หวังว่าอำนาจในกระบวนการยุติธรรมระดับที่สูงกว่าตำรวจจะขวางอิทธิพลได้ เช่น พนักงานอัยการหรือผู้พิพากษา

โดยสรุปก็คือ สามัญชนคนไทยเคยชินกับการคานอำนาจระหว่างอิทธิพลและอำนาจ ไม่อยากเห็นฝ่ายใดถูกอีกฝ่ายหนึ่งขจัดออกไปโดยสิ้นเชิง อำนาจก็มีอันตราย อิทธิพลก็มีอันตราย แต่ถ้ามีสองอย่างก็พอจะเอาตัวรอดไปได้



อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยเริ่มเปลี่ยนตรงนี้ นั่นคือ มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้อิทธิพลเริ่มปรากฏน้อยลงในสังคม เช่น "เจ้าพ่อ" เบนทุนไปลงในธุรกิจสว่างหรือถูกกฎหมายมากขึ้น พคท.ล่มสลายทำให้บทบาทของทหารในสังคมลดลง อีกทั้งยังต้องกลับเข้ากรมกองต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2535-2549 ฯลฯ ในขณะที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีบทบาทสูงเด่นขึ้น รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้คนไทยเกิดความหวังว่า การใช้อำนาจถ่วงดุลอำนาจน่าจะมีประสิทธิผลมากขึ้น จนแม้เมื่อคณะรัฐประหารต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ใน 2550 ก็ยังต้องรักษาอย่างน้อยก็รูปแบบของการถ่วงดุลอำนาจด้วยอำนาจเอาไว้

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเริ่มเปลี่ยนไปสู่การจัดให้อำนาจมีสถาบัน กลไก กระบวนการ ที่ถ่วงดุลกันเอง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีความสำคัญมาก่อน แต่เมื่ออิทธิพลลดน้อยถอยลง กลับกลายเป็นเรื่องสำคัญแก่คนไทยมากขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ซึ่งไม่เคยคิดว่าอำนาจพึงแบ่งแยกเป็นหลายส่วนได้ ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการแบ่งแยกอำนาจเพื่อคานกันเองแบบฝรั่งมากขึ้น

แม้ว่ามีรัฐประหารโดยกองทัพในเมืองไทยบ่อยเหมือนฝนตก แต่ที่จริงแล้วรัฐประหารเป็นภาวะตึงเครียดตามรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย เพราะรัฐประหารคือการสถาปนาอิทธิพล (อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ) ขึ้นเหนืออำนาจ (อำนาจที่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ) หรือจะพูดให้ชัดกว่านี้ก็คือ รัฐประหารเป็นอิทธิพลที่ทำลายสถาบันอำนาจไปแทบหมดสิ้นก็ได้ เหลือไว้เพียงสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลสถิตยุติธรรม และการรับรองของมหาอำนาจต่างประเทศ ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเปลี่ยนไป ความตึงเครียดก็ยิ่งมากขึ้นเป็นธรรมดา

คณะรัฐประหารหลัง 14 ตุลาเป็นต้นมาจึงต้องพยายามรื้อฟื้นบรรยากาศของอำนาจกลับคืนมาโดยเร็ว อย่างน้อยก็โดยรูปแบบซึ่งเป็นที่ยอมรับกันได้ กล่าวคือ มีอำนาจที่ดูคล้ายจะเป็นอิสระ (หน่อยๆ) จากคณะรัฐประหารซึ่งเป็นอิทธิพลใหญ่สุด อาจประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ทันที (เช่น 2490 และ 2494 เป็นต้น)


คนชอบพูดกันถึงรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดูเหมือนสถาปนาอิทธิพลขึ้นเหนืออำนาจต่อเนื่องกันได้ถึง 16 ปี แต่ที่จริงแล้วสฤษดิ์ฉลาดกว่านั้นมาก เขาตั้งใจทำให้อิทธิพลใหญ่ที่เขาสถาปนาขึ้นดูเหมือนถูกถ่วงดุลมาแต่ต้น นายกรัฐมนตรีคนแรกของเขาคือ นายพจน์ สารสิน พลเรือนซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งในตอนนั้นก็ไม่มีใครรู้เส้นสนกลในของความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำในช่วงนั้นด้วย รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของสฤษดิ์เองเป็นปลัดกระทรวงเดิม ในตอนนั้นยังมองระบบราชการแยกออกจากการเมืองและกองทัพมากกว่าปัจจุบัน ที่สำคัญเขานำเอานักวิชาการเข้ามาสู่องค์กรและสภาที่เพิ่งตั้งใหม่ประหนึ่งแยกความชำนาญการ (expertee) ออกไปจากการเมืองของอิทธิพลอย่างเด็ดขาด นักวิชาการรุ่นนั้นก็ต่างจากอธิการบดีในรุ่นนี้ซึ่งออกมาเต้นเหยงๆ เชียร์อิทธิพล-รัฐประหารกันอย่างน่าสมเพช อย่างน้อยก็ไม่มีใครรู้ว่าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับอำนาจและอิทธิพลอย่างไรมาก่อน

จะเข้าใจความฉลาดของสฤษดิ์ได้ก็ต้องนำเอารัฐประหารของเขาไปเปรียบเทียบกับของถนอม กิตติขจร ใน 2514 หรือธานินทร์ กรัยวิเชียร ใน 2519 สองคนหลังนี้ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยเอาเลย จึงกลับพยายามรักษาภาพลักษณ์ของระบอบอิทธิพลไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะนึกว่าอิทธิพลอย่างเดียวจะทำให้ตัวรักษาอำนาจได้ตลอดไป ในขณะที่สฤษดิ์รู้วิธีที่จะแปรบางส่วนของอิทธิพลให้มีภาพลักษณ์ของอำนาจ เพื่อความสบายใจของคนไทยว่าอิทธิพลถูกถ่วงดุลไว้แล้วในระดับหนึ่ง



เนื่องจากพื้นที่จำกัด ผมจะไม่เข้าไปหยิบยก รธน.2557 เป็นรายมาตรา เพราะก็ตรงกับคำวิจารณ์ของสื่อไทยและต่างประเทศอยู่แล้ว นั่นคือ ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เคารพสิทธิมนุษยชน เปลี่ยนมาเป็นภาษาของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมก็คือ ไม่มีผลเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอิทธิพลให้กลายเป็นอำนาจ

ยิ่งมาพิจารณาควบคู่กันไปกับมาตรการเด็ดขาดทั้งหลายที่คณะรัฐประหารกระทำหลังยึดอำนาจได้ ก็ยิ่งทำให้ภาพของอิทธิพลเด่นชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกตัวบุคคลเข้าไปปรับทัศนคติ การคุกคามสื่อ การตั้ง สนช. และคงพอเดาได้ว่าสภาปฏิรูปจะมีหน้าตาอย่างไร ฯลฯ แม้ว่า คสช.พยายามใช้อิทธิพลเพื่อปราบอิทธิพล เช่น ยาเสพติด ค้าไม้เถื่อน ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ คิวรถ ฯลฯ ก็ไม่ช่วยให้อิทธิพลของการรัฐประหารกลายเป็นอำนาจที่คนวางใจได้

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยบัญญัติไว้นานแล้วว่า อำนาจใดๆ ก็ตาม (ทั้งอิทธิพลและอำนาจ) ย่อมไม่เป็นที่น่าไว้วางใจทั้งสิ้น จนกว่าจะมีเกิดการถ่วงดุลกันอย่างมีประสิทธิผล

น่าประหลาดที่อำนาจอย่างเดียวที่เหลืออยู่ในการถ่วงดุลอิทธิพลเวลานี้ในทัศนะของคนไทยจำนวนไม่น้อย คือ มหาอำนาจต่างประเทศ นั่นคือเหตุผลที่ต้องเขียนป้ายประท้วงเป็นภาษาอังกฤษไงครับ

เนติบริกรและนักวิชาการบริกรทั้งหลายชอบพูดว่า ประชาธิปไตยไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย ผมอยากจะชี้ว่า เผด็จการก็ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทยเหมือนกัน เพราะเปิดให้อำนาจ (ทั้งอำนาจและอิทธิพล) ทำอันตรายผู้คนได้ โดยไม่มีทางจะป้องกันตัวได้



.

2557-07-07

สื่อในรัฐประหาร โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : สื่อในรัฐประหาร
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404722239
. . วันจันทร์ที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 20:00:46 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 7ก.ค.57 )


ผมไม่ทราบว่าสื่อกระแสหลักสักกี่ฉบับกี่ช่องกี่คลื่นที่เสนอข่าวแถลงการณ์ของคุณจอม เพชรประดับ ได้เห็นข่าวออนไลน์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอข่าวแต่เพียงว่า คุณจอมได้ประกาศยุติการทำหน้าที่สื่อไว้ก่อนจนกว่าประเทศไทยจะได้เสรีภาพกลับคืนมา แต่ก็ไม่มีรายละเอียดของแถลงการณ์ เพียงแต่อ้างที่มาของแถลงการณ์ไว้ในเว็บไซต์อื่นให้ตามไปอ่านกันเอง

เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดแถลงการณ์ฉบับเต็มของคุณจอมจึงเสนอในสื่อกระแสหลักไม่ได้ เพราะนอกจากคุณจอมจะชี้ให้เห็นความน่าเคลือบแคลงของคณะรัฐประหารแล้ว คุณจอมยังตั้งคำถามสำคัญถึงสื่อทั้งหลายว่า ท่ามกลางการถูกจับกุมคุมขังและ "กระทำย่ำยีอย่างไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมาก" เหตุใดสื่อจึงไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ปราศจากสิทธิเสรีภาพ สื่อทำงานต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ทำอยู่นี้ก็ "เหมือนคนโกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคนอื่น"
ด้วยเหตุดังนั้น คุณจอมจึงเลือกที่จะยุติบทบาทสื่อจนกว่าบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพจริง

ขอค้อมหัวคารวะคุณจอม เพชรประดับ ไว้ ณ ที่นี้


คำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจเมื่ออ่านแถลงการณ์ของคุณจอมก็คือ ปราศจากเสรีภาพอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ สื่อส่วนใหญ่ทนทำงานอยู่ได้อย่างไร เสรีภาพของสื่อซึ่งคนนอกสื่อเคยร่วมรณรงค์ปกป้องนั้นมีความสำคัญต่อการทำงานของสื่อจริงหรือ ปราศจากเสรีภาพที่สื่อเรียกร้องก็เห็นสื่อทำงานได้อย่างไม่อนาทรร้อนใจแต่อย่างไร ทั้งยังมีคำถามที่ร้ายแรงกว่านั้นด้วยว่า เสรีภาพที่สื่อเรียกร้องนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สื่อกระแสหลักเอามันไปใช้ทำอะไร คุ้มหรือไม่ที่จะไปต่อสู้ปกป้องเสรีภาพของสื่ออีก

ผมทราบดีว่า ส่วนใหญ่ของคนทำสื่อเวลานี้ไม่มีที่หลบภัยในต่างประเทศอย่างคุณจอม อีกหลายคนมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมพอจะหลบไปอยู่ต่างประเทศได้ แต่ชีวิตส่วนตัวและความก้าวหน้าในอาชีพการงานก็ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้
ดังนั้นที่จะเขียนต่อไปนี้จึงไม่มีเจตนาจะโจมตีคนทำสื่อในฐานะบุคคล แต่อยากชวนให้ช่วยกันคิดถึงบทบาทของสื่อในสังคมปัจจุบัน (โดยเฉพาะสังคมไทย) ว่าสื่อกระแสหลักยังมีความสำคัญเพียงไรในสิทธิการรับรู้ของพลเมืองระบอบประชาธิปไตย

สื่อกระแสหลักในทุกวันนี้เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ความจำเป็นในการแข่งขันด้านธุรกิจของโลกปัจจุบันทำให้สื่อไม่มีทางเลือกมากนัก มีรายได้น้อยก็ไม่อาจทำสื่อที่มีคุณภาพได้ คุณภาพที่ต่ำก็ทำให้โฆษณาไม่เข้า รายได้ก็ยิ่งหดหายไป จนในที่สุดก็ต้องเลิกกิจการ ดังนั้นสื่อจึงต้องลงทุนเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก จนเป้าหมายของความเป็นสื่อลดความสำคัญลงเรื่อยๆ บ้างอาจขยายไปสู่ธุรกิจสื่อแขนงอื่นเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ก็เพิ่มต้นทุนด้านภาระของลูกค้าไปพร้อมกัน เช่น เลือกจะไม่ลงข่าวที่เป็นผลเสียต่อลูกค้าโฆษณารายใหญ่
บ้างขยาย(หรืองอกมาจาก)ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่สื่อ ทำให้ต้องคอยระวังผลกระทบต่อธุรกิจทั้งด้านสื่อและด้านอื่นซึ่งตัวทำกำไรอยู่


ยิ่งลงทุนมากผลกำไรมากก็ยิ่งมีเดิมพันสูง จนกระทั่งบรรทัดฐานของการทำงานห่างไกลจากอุดมคติของความเป็นสื่อมากขึ้นทุกที เมื่อรัฐใช้อำนาจตรวจข่าว (ทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม) ธุรกิจสื่อย่อมเลือกที่จะ "โกหกหลอกลวงตัวเอง และหลอกลวงคนอื่น" ตามคำของคุณจอม เพชรประดับ มากกว่าเสี่ยงที่จะล้มละลายหรือขาดทุนสูงทางธุรกิจ


สภาวะทางธุรกิจในประเทศไทยอาจพร้อมที่จะเปิดให้สื่อลงทุนด้านธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนี้แต่สภาวะทางการเมืองไม่พร้อม หากเปรียบเทียบกับโลกตะวันตกเสรีภาพของสื่อได้รับการประกันอย่างแน่นหนาไม่แต่เพียงตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ได้รับการประกันอย่างแน่นหนาเสียกว่าจากสังคม ไม่มีฝ่ายบริหารคณะใด ไม่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้นสักเพียงไร จะสามารถละเมิดเสรีภาพของสื่อซึ่งสังคมรับรองอย่างแข็งขันได้ แม้แต่สมมติให้เกิดรัฐประหารขึ้นในอังกฤษ หนึ่งในสิ่งที่คณะรัฐประหารไม่กล้าทำอย่างเด็ดขาดก็คือ ตรวจข่าวหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ แม้แต่ปลดผู้อำนวยการบีบีซีก็คงไม่กล้า

ในเมืองไทยมีแต่ความพร้อมด้านสภาวะทางธุรกิจ แต่ไม่มีความพร้อมด้านสภาวะทางการเมืองที่จะปล่อยให้สื่อขยายตัวจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่าสื่อได้พยายามพิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นหรือยังว่าเสรีภาพของสื่อมีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมสมัยใหม่อย่างไร
ผมหมายความว่าพิสูจน์ด้วยการกระทำนะครับไม่ใช่พิสูจน์ด้วยการโฆษณา (ชวนเชื่อ)

ผ่านไปแล้วครับ ยุคสมัยของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ คุณอิศรา อมันตกุล เหลือไว้เพียงชื่อให้สื่อในทุกวันนี้ทำมาหากินเท่านั้น นั่นเป็นยุคสมัยที่สื่อยังเป็นเอสเอ็มอี ไม่ใช่บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์อย่างทุกวันนี้

ตรงกันข้ามกับสื่อกระแสหลัก คือ สื่อออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งบางทีก็เรียกว่าสื่อทางเลือก รวมทั้งโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ก็เป็นส่วนหนึ่งของสื่อทางเลือกเหมือนกัน

สื่อเหล่านี้ในเมืองไทยยังไม่พัฒนาไปเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบส่วนใหญ่ไม่เป็นธุรกิจเลยอีกทั้งการเริ่มกิจการก็ไม่ยาก จึงแทบไม่มีการลงทุนมากไปกว่าเวลาของผู้ทำและพร้อมจะถูกปิดเมื่อไรก็ได้ เพราะอาจหาช่องเปิดใหม่ได้ไม่ยากอีกเหมือนกัน หรือเลิกไปเลยก็ได้ ลูกเมียไม่เดือดร้อน



ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร สื่อทางเลือกเท่านั้นที่ยังพอรักษาเสรีภาพของสื่อไว้ได้ (เพราะต้นทุนในการรักษาต่ำ) เหตุดังนั้น ในทุกวันนี้หากต้องการตรวจสอบข่าวสารข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นจริงในบ้านเมือง สื่อทางเลือกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มีคลิปวิดีโอที่หาชมที่ไหนไม่ได้ มีเนื้อหาข่าวที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้ มีตัวเลขข้อมูลบางอย่างซึ่งไม่เปิดเผยทั่วไป มีความเห็นของคนต่างๆ ซึ่งไม่อาจแสดงออกในสื่อใดได้เลย รวมทั้งมีบทความ (ทั้งแปลแล้วและยังไม่ได้แปล) จากสื่อต่างประเทศที่มีเสรีภาพจากคณะรัฐประหาร และอีกมากทีเดียวมีข่าวลือที่แพร่หลายทั่วไปในสังคม

ข่าวสารข้อมูลที่ได้จากสื่อทางเลือกเหล่านี้เชื่อถือได้หรือไม่ เพราะทำได้ง่ายอย่างแทบไม่ต้องลงทุน จึงทำให้ใครๆ ก็สามารถทำสื่อได้ ด้วยจุดประสงค์ที่คละเคล้ากันระหว่างประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นจึงเชื่อถือไม่ได้เท่ากับข่าวสารข้อมูลที่ได้จากสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารข้อมูลจากสื่อประเภทใด ผู้รับก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบทั้งนั้น แม้ไม่อาจตรวจสอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ตรวจสอบเพื่อให้น้ำหนักแก่ข้อมูลเหล่านั้นได้ด้วยการตรวจสอบข่าวต่างๆ กันเองบนวิจารณญาณที่มีตรรกะของผู้ตรวจสอบ
อย่างที่เห็นได้ในสื่อทางเลือกอันหนึ่งคือ Bangkok Pundit พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเป็นความสามารถที่คนในโลกยุคปัจจุบันขาดไม่ได้เสมอ

สื่อกระแสหลักต้องการขายชื่อเพราะชื่อจะทำให้ได้มาซึ่งกำไรจากโฆษณา แต่พูดกันอย่างไม่เกรงใจยังไม่มีสื่อกระแสหลักใดในประเทศไทยที่มี "ชื่อ" ในความน่าเชื่อถือของข่าว ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ มีความพยายามอย่างนี้ปรากฏในสื่อทางเลือกบางชื่อ ขอยกตัวอย่างเพียงชื่อเดียวคือ "ประชาไท" อย่างน้อย "ประชาไท" ก็เคยขออภัยผู้อ่านที่ลงข่าวผิดพลาด ในขณะที่สื่อกระแสหลักไม่เคยทำ แม้แต่ที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา


ผมเดาไม่ถูกว่าสื่อทางเลือกในเมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจโฆษณาเต็มรูปแบบพอจะเลี้ยงตนเองได้สักวันหนึ่งข้างหน้าหรือไม่(ไม่นับฉบับออนไลน์ของสื่อกระแสหลักซึ่งเป็นของแถมแก่ผู้ลงโฆษณา)แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ ผมคิดว่าเสรีภาพของสื่อทางเลือกต่างหากที่เราต้องช่วยกันปกป้อง ไม่ใช่เสรีภาพของสื่อกระแสหลักซึ่งไม่ต้องการเสรีภาพมากไปกว่ากำไร

สักวันหนึ่งเมื่อเรากลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย เราควรเฉยเมยต่อการละเมิดเสรีภาพสื่อกระแสหลักของนักการเมืองในฐานะสหภาพแรงงานสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์สู้เอาเอง
แต่เราควรร่วมกันปกป้องเสรีภาพของสื่อทางเลือก ผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในสภา นำเทคโนโลยีการหลบหลีกการเซ็นเซอร์ของนักการเมืองทั้งที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารมาเผยแพร่และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สื่อกระแสหลักอาจไม่ใช่สื่อของสังคมปัจจุบันไปแล้ว
เราจะดูทีวีออนไลน์ฟังวิทยุออนไลน์ และอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ อย่างรู้จักประเมินด้วยความระมัดระวัง (ซึ่งเรามักลืมที่จะทำอย่างนั้นกับสื่อกระแสหลัก)
และปล่อยให้สื่อกระแสหลักค่อยๆ ตายไปเอง



.

2557-06-18

ไม่ชูสามนิ้วต่อต้าน แต่ชาวบ้านเรียกร้องเรื่องใหญ่ เรื่องยาก โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.

ไม่ชูสามนิ้วต่อต้าน แต่ชาวบ้านเรียกร้องเรื่องใหญ่ เรื่องยาก
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลา กลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1403032697
. . วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 08:00:00 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ13-19 มิ.ย.57 ปี34 ฉ.1765 หน้า 20 )


ใครก็ตามเมื่อกระโดดเข้ามารับเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จะมีอำนาจเต็มแต่ก็ต้องมีหน้าที่ควบคู่กันไป คนต่อต้านไม่ว่าจะชูสามนิ้วหรือกี่นิ้วก็ตาม ปรากฏตัวไม่นานก็จากไป ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

แต่เรื่องใหญ่ คือทุกข์ของชาวบ้านทั่วไป

พวกเขาจะมีข้อเรียกร้อง ต้องการให้ผู้มีอำนาจแก้ไขเรื่องใหญ่ ถ้าไม่สำเร็จ เขาจะเรียกร้องไปเรื่อยๆ

เมื่อไปสัญญากับประชาชนว่าจะคืนความสุขให้ประเทศไทย ขอให้รอหน่อย ก็จะต้องสนใจข้อเรียกร้องใหญ่ของประชาชน

ซึ่งน่าจะแบ่งได้สามด้าน




เรื่องแรก
ให้ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน


ปัญหาปากท้อง ความอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นของคนทุกกลุ่มทุกอาชีพเป็นเรื่องปกติ แต่มิใช่เรื่องที่ทำให้สำเร็จได้ง่าย เพราะพวกเขาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีรายได้น้อย

ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ไม่ใช่แก้ไขได้ง่ายๆ เช่น

ปัญหาชาวนา ...รัฐต้องตัดสินใจในเชิงนโยบายว่า จะรับจำนำข้าวต่อไปหรือไม่?

หลักการจะช่วยเหลือชาวนาจนไม่เกิน 10 ไร่ หรืออุดหนุนทั้งหมด จะส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตต่อไร่อย่างไร? ซึ่งจะมีผลไปกำหนดวิธีรับจำนำว่า หนึ่งปีควรจะให้ครั้งเดียวหรือไม่ ครอบครัวละไม่เกินเท่าไร (ไม่รับทุกเม็ด) ราคารับจำนำควรเป็นเท่าไร

ถ้าทำแบบนี้จะมีข้าวเหลือตกไปถึงมือพ่อค้าแน่นอน พ่อค้าอาจชอบใจ แต่ก็จะกดราคาข้าวให้ต่ำลง


ถ้าไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนาก็จะลดการปลูกข้าวลงเพราะทำแล้วขาดทุน ชาวนาจะเปลี่ยนอาชีพไปทำอะไร

พื้นที่ทำนาจะถูกแปรเปลี่ยนไปทำอะไร ตกเป็นของใคร

ถ้าชาวนาจำนวนมากไม่มีเงิน จะช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจให้พวกเขาอย่างไร

ตามข่าวล่าสุดชาวนาขอจำนำ ข้าวตันละ 12,000 ส่วนข้าวหอมมะลิ ขอตันละ 16,000

ปัญหาชาวสวนยางพารา ...ปัจจุบันนี้พื้นที่ปลูกยางพาราทั่วทั้งอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมากมายโดยเฉพาะกัมพูชา พม่า ลาว ส่วนมาเลเซียและอินโดนีเซียปลูกเยอะอยู่แล้ว ปัจจุบันแม้แต่ในจีนตอนใต้ก็มีคนปลูกยาง

ราคายางพาราในวันนี้และในอนาคตคงไม่สูงขึ้นไปง่ายๆ รัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบายว่าจะสนับสนุนการปลูกยางพาราให้เป็นสินค้าส่งออกต่อไปหรือไม่ เพราะยางพาราไม่ใช่พืชเกษตรที่กินได้

ในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนมีการตั้งองค์กรเพื่อสนับสนุนการปลูกยางเป็นสินค้าส่งออกเพราะนำเงินให้ประเทศอย่างมากมาย

แต่ในอนาคตค่าใช้จ่ายในการผลิตยางพาราสูงขึ้นมาก ในขณะที่ราคาในตลาดโลกตกต่ำลงจะกลายเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า รัฐจะต้องตัดสินใจเชิงนโยบายต่อสินค้ายางพารา เพราะราคาพืชผลเกษตรไม่แน่นอน

ยางราคาขึ้นคนก็เฮ ราคาตกก็ร้องโวยวาย

ถึงวันนี้ชาวบ้านหลายแห่งโค่นต้นยางออกเปลี่ยนมาปลูกทุเรียน บางคนก็ยืนยันจะเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนและยังหวังว่ายางพาราราคาจะสูงขึ้นซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ยากมาก

เรื่องนี้จะช่วยเหลือชาวสวนยางอย่างไร พื้นที่ปลูกยางที่บุกรุกทำลายป่า จะช่วยหรือไม่

ที่ยกมาเป็นเพียงแค่พืชเกษตรสองตัวอย่าง แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตของพวกเขาเพื่อครอบครัว เพื่อลูก หลายคนทุ่มเทลงไปในเส้นทางที่ตัวเองถนัด เส้นทางที่สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือเป็นเกษตรกร

แต่ปัญหาไม่ใช่มีแค่ชาวนาและชาวสวนยาง ยังมีสวนผลไม้ พืชไร่อีกหลายสิบชนิด ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย ถั่ว พริก หอมกระเทียม ถ้ารัฐจะช่วยทุกคนเพื่อให้ขายพืชผลให้ได้ราคาดีจะช่วยด้วยวิธีใด

ถ้าช่วยแล้วรัฐต้องขาดทุนจะยอมรับได้หรือไม่

การจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนาวันนี้พอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ แต่การจะพยุงราคาสินค้าเกษตรทุกชนิด ในอนาคตจะเป็นเรื่องยากมาก ถ้าบอกว่าเป็นประชานิยมจะทำต่อหรือไม่ ต้องตัดสินใจ


นโยบายพลังงาน... ทุกวันนี้รัฐก็ต้องช่วยทั้งคนรวยคนจนอยู่แล้วเช่นการพยุงราคาก๊าซ พยุงราคาน้ำมัน แต่ทุกคนปิดปากเงียบไม่มีใครค้านเพราะต่างก็ได้ประโยชน์ ไม่มีใครโวยวายว่าเป็นเรื่องประชานิยม

ที่จริงการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด คือรัฐไม่ต้องช่วยอะไรเลย แต่วิธีนี้บางคนก็บอกว่าเป็นการปัดปัญหาทิ้งเพราะถ้าทำอย่างนั้นก็ไม่ต้องมีรัฐบาลและถ้าคนเดือดร้อนมากปัญหาใหม่จะเกิดขึ้นและใหญ่กว่าเก่า

ถ้าอย่างนั้นจะยังมีกองทุนน้ำมันหรือไม่?

นี่ยังไม่นับความเดือดร้อนของกลุ่มอาชีพอื่น เช่น การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมตั้งรับ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ต้องทำ เช่นรถไฟทางคู่ ที่จะช่วยด้านการขนส่งคมนาคมได้มาก ควรรีบทำ โครงการน้ำ ซึ่งอาจพบการต่อต้านจากเจ้าของนา เจ้าของสวน กล้าจ่ายเงินเวนคืนราคาสูงหรือไม่

การป้องกันการทุจริตจะทำอย่างไร ในทุกโครงการ แค่มองผ่านๆ ปัญหายังเยอะขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงเวลาลงมือทำจริง



เรื่องที่สอง
การแก้ปัญหาความยุติธรรม


ชาวบ้านคิดว่า ความปรองดอง ความสงบสันติ จะยั่งยืนต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม แต่ความยุติธรรมในขณะนี้กลับสร้างขึ้นมาได้ไม่ง่ายนัก ถ้าดูจากความขัดแย้งตลอดแปดปีที่ผ่านมา จะต้องมีการรื้อของเก่าบางส่วน ปรับปรุงบางส่วนและสร้างใหม่บางส่วน

1.ด้านกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญจนถึงกฎหมายลูก กฎหมายประกอบต่างๆ วันนี้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวก็ยังไม่เห็น รัฐธรรมนูญถาวรถ้ามีการร่างใหม่ก็ต้องตั้งกรรมการซึ่งมาจากหลายฝ่ายและจะต้องให้ประชาชนยอมรับโดยผ่านการลงประชามติ แต่ถ้าจะปฏิรูปตามที่เรียกร้องกัน ก็ต้องให้ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ต้องใช้เวลา ถ้าทำมาแล้วสร้างปัญหาแบบฉบับ 2550 ปัญหาก็ไม่จบสิ้น

2.ด้านองค์กรในกระบวนยุติธรรม ทั้งอิสระและไม่อิสระ จะต้องให้เป็นที่ยอมรับทั้งที่มาและวิธีเลือกตัวบุคคล ระเบียบวิธีทำงาน ขอบเขตของอำนาจ การตรวจสอบ การปลด การลงโทษ บุคลากรที่มีอำนาจทุกคนทุกชั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด สามารถเปลี่ยนแปลงและปลดออกได้ตลอดเวลา

นี่เป็นโอกาสดีที่สุดในช่วงแปดปีที่จะทำการปรับปรุงทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม

ในสภาพปัจจุบันอาจมีคนบางกลุ่มเรียกร้องให้ยุบองค์กรเหล่านี้จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเป็นแสนๆ

แต่การมีองค์กรเหล่านี้ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าจะยุบองค์กรเดิมก็ต้องคิดวิธีจัดตั้งองค์กรขึ้นมาทดแทน เช่น มาจากการคัดเลือกของสภาที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ หรือวิธีการอื่น แต่ต้องให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน เพราะถ้าไม่เป็นที่ยอมรับ ความขัดแย้งก็จะปะทุขึ้นมาอีก

วันนี้คนส่วนใหญ่ยังให้โอกาส และรอคอย เพราะคิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สร้างความยุติธรรมได้มากกว่าเดิม

แม้มีคนบางส่วนค้านว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ไม่มีระบบตรวจสอบ แต่การให้โอกาสนี้จะถูกพิสูจน์ในเวลาไม่นานนี้ การจับมือสาบาน หรือจัดกิจกรรมร่วมกัน เป็นรูปแบบที่สร้างภาพทางจิตวิทยาได้ แต่ความยุติธรรมจากตัวกฎหมาย และจากองค์กรที่ปฏิบัติ จะทำให้คนเชื่อถือมากกว่า

ชาวบ้านกำลังจับตาดูในทุกตำแหน่งที่จะมีการตั้งขึ้นมาทั้งสภา ทั้งรัฐบาล ว่าจะมีการตั้งคนที่จะมีส่วนสร้างความขัดแย้งมามีอำนาจอีกหรือไม่? ไม่ว่าจะเป็น เสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. เพื่อไทย ปชป. ถ้าดูแล้วไม่ชอบมาพากล คงเกิดปัญหาตามมาแน่นอน



เรื่องที่สาม
สิทธิเสรีภาพของประชาชน


ความหมายของสิทธิเสรีภาพในปัจจุบันไม่ใช่แค่สิทธิทางการเมือง หรือการไปเลือกตั้งเท่านั้นในโลกสมัยใหม่ที่ระบบสื่อสารทันสมัยสามารถส่งสัญญาณภาพ สัญญาณเสียงไปทั่วโลกในพริบตา ผู้คนจะเรียกร้องหาเสรีภาพทุกรูปแบบโดยไม่จำกัดเวลา เพียงแค่ระบบสื่อสารบางด้านหรือบางกลุ่มถูกบล็อกถูกปิดก็จะมีคนโวยวาย

ดังนั้น เรื่องสิทธิเสรีภาพจึงกลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้า แม้คนที่อยากจะควบคุมต้องจัดการให้เหมาะสมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การมีคนค้านการรัฐประหารเป็นเรื่องปกติ เพราะความคิดคนไม่เหมือนกันการเห็นด้วย หรือต่อต้าน ก็มีระดับ และรูปแบบก็หนักเบาต่างกัน ความเห็นของชาวบ้านในเรื่องสิทธิเสรีภาพ มีหลายเรื่อง...

เรื่องการควบคุมการต่อต้าน ไม่ควรทำแบบขี่ช้างจับตั๊กแตน คนประท้วงไม่กี่คน แต่ใช้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร หลายกองร้อย การปิดพื้นที่กระทบการค้าและจราจร ทางการเมืองก็กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ใครๆ ก็มองเห็นช้างก่อน และก็มองเห็นตั๊กแตน

เรื่องการเคอร์ฟิว หวังว่าจะถูกยกเลิกเร็วๆ นี้ ในสถานการณ์วันนี้ได้ไม่คุ้มเสีย เรื่องความมั่นคง คสช. มีเต็มร้อยอยู่แล้ว แต่เคอร์ฟิวช่วงนี้ไปส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ และการเมืองมากกว่า

เรื่องการควบคุมสื่อ น่าจะทบทวนให้ละเอียด บางสื่อไม่ใช่สถานีการเมือง ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่ทำงานไม่ได้ ควรใช้การควบคุมเนื้อหา รายการ ก็น่าจะทำได้

ทุกวันนี้คนทำข่าว หรือเขียนการเมือง ก็พอรู้ว่าต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้ประชาชนได้รับรู้สถานการณ์


ส่วนสิทธิการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง ไม่มีใครคิดว่าจะได้เลือกในเดือนสองเดือนนี้อยู่แล้ว แต่การบริหารงานแบบมีคณะรัฐบาล ย่อมให้ความมั่นในใจต่อผู้ลงทุน และนานาชาติมากกว่า ตอนนี้ งานมากเวลาน้อย จะมามัวทำเรื่องเล็กน้อยได้อย่างไร แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาทำเรื่องใหญ่

จากวันนี้ไป ต้องมีคนเก่ง คนดี มาพิสูจน์ฝีมือ ในสภาพที่มีอำนาจเต็ม เพียงต้องระวังอย่าให้สะดุดก้อนหิน หรือคนข้างๆ มาเตะตัดขาให้หกล้ม กระแสชื่นชมจะขึ้นสูง ไม่เกิน 1 เดือน จากนั้นต้องวัดที่ผลงาน

ตามทฤษฎีของอำนาจ อำนาจยิ่งรวมศูนย์ฐานจะแคบ ถ้ามีอะไรมากระทบจะล้มง่าย การกระจายฐานออกไปสู่ประชาชนจะมั่นคงกว่า




.

2557-05-16

เรากำลังทำลายระบบ โดย วีรพงษ์ รามางกูร

.

วีรพงษ์ รามางกูร : เรากำลังทำลายระบบ
ใน www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1400217158
. . updated: 16 พ.ค. 2557 เวลา 12:10:13 น.
( ที่มา :  นสพ.มติชนรายวัน 15 พ.ค.57 )


ทุกวันนี้เวลาไปพบกับใครที่รู้จักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงานในงานแต่งงาน งานศพ งานพบปะเพื่อปรึกษาหารือธุระการงาน คำถามที่ทั้งตัวเราเองถามหรือถูกถามจากผู้ที่พบปะกัน ก็คือ "แล้วบ้านเมืองของเราจะไปทางไหน" หรือไม่ก็ถามว่า "แล้วบ้านเมืองเราจะลงอย่างไร"

คำถามยอดนิยมเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ใน "วงใน" หรือ "วงนอก" ขนาดไหนก็ตาม มีหลายคนพยายามจะตอบคำถามเหล่านี้ แต่เมื่อถูกซักหรือถูกตั้งคำถามกลับก็ตอบไม่ได้ เพราะ "ตรรกะ" ที่ใช้ในการหาคำตอบเป็น "ตรรกะ" ที่ไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง


เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่ง 9 ข้อ รับรองความถูกต้องชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมในการเข้ายึดหรือเข้าล้อมสถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวงกรม หรือที่ทำการรัฐวิสาหกิจ ปิดถนนหนทางโดยใช้ "กองกำลังส่วนตัว" กระทำการตรวจค้นผู้คนที่สัญจรไปมา ขับไล่ข้าราชการพนักงานให้หยุดทำงาน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ห้ามตำรวจและเจ้าพนักงานติดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกาย หรือแม้แต่กระบอง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่อาจจะใช้กำลังในการปฏิบัติหน้าที่ได้

การเรียกร้องให้กองกำลังตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ"กองกำลังส่วนตัว" ของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่กำลังเดินทางไปปิดสถานที่ราชการ ข่มขู่ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในสายตาของคนทั่วไป กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งถูกต้อง แต่การขัดขวางหรือการสลายการชุมนุมกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เพราะคำสั่งของศาลแพ่ง 9 ข้อได้ห้ามเอาไว้

เมื่อคำสั่งของศาลแพ่ง เป็นคำสั่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางรัฐศาสตร์ที่จะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เหตุการณ์ความไม่ปกติก็จะดำรงต่อไปได้อีกนาน



เห็นได้ชัดว่า กลุ่มผู้ชุมนุมขนคนมาจากต่างจังหวัดเพียง 2 หมื่นคน ก็สามารถสร้างสถานการณ์ยึดสถานีโทรทัศน์ช่องพื้นฐาน ไว้ได้โดยง่าย กองกำลังตำรวจจำนวนเท่าๆ กัน ถูกส่งเข้ามาดูแลสถานการณ์แต่ห้ามติดอาวุธ สถานีโทรทัศน์ก็ยังคงออกอากาศไปตามปกติ เหตุการณ์เช่นว่านี้คงจะดำเนินไปได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังไม่ได้ถอนคำสั่งของศาลแพ่ง

ผู้คนคาดเหตุการณ์เอาไว้แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรีที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ามารับหน้าที่
แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 9 คนเท่านั้นที่พ้นจากสภาพรัฐมนตรี แต่ก็ยังคงเหลือรัฐมนตรีอีก 25 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ช่องว่างจึงยังไม่เกิด สร้างความงุนงงสงสัยกับผู้คนหลายคนเพราะศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ได้ เลิกถกเถียงกันเรื่องประเด็นกฎหมายได้แล้ว


วุฒิสภาเปิดประชุม เพื่อพิจารณารับรองคุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ และที่ปรึกษาตุลาการศาลปกครอง ก็ยังสามารถหาเหตุผลเอาเองให้ดำเนินการประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานของตน โดยแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเมื่อ "มีช่องว่าง" ก็จะได้ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อ "คนกลาง" เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งๆ ที่การประชุมนอกระเบียบวาระการประชุมนั้นทำไม่ได้ ถ้าผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็คงจะถูกกล่าวหาว่า "ละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่" มีความผิดตามมาตรา 157 แพ่งประมวลกฎหมายอาญา เมื่อทูลเกล้าฯและทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วมีผู้ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะวินิจฉัยว่าทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็คงจะไม่มีใครทำอะไรได้ แต่สถานการณ์ก็คงไม่หยุดอยู่กับที่หรือมีความ "เสถียร" แต่จะดำเนินไปสู่ความ "ไม่มีเสถียรภาพ" ทางการเมืองต่อไป

ที่เกี่ยวพันกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเพราะการเมืองที่มุ่งไปสู่สภาวะที่ไม่มีเสถียรภาพ ย่อมดึงภาวะเศรษฐกิจออกจากจุด "ดุลยภาพ" และเคลื่อนไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพ อันเป็นพื้นฐานที่ทำให้การบริโภคและการลงทุนทั้งของภาครัฐบาลและของเอกชนหดหายไป

ภาวะเศรษฐกิจก็จะเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ "ชะงักงัน" ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากเครื่องชี้ต่างๆ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกการนำเข้า อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวอย่างรวดเร็ว พลวัตเหล่านี้จะส่งผลกลับไปที่เสถียรภาพทางการเมืองอีกทีหนึ่งเป็นวัฏจักร

ยิ่งฝ่ายที่รู้สึกว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันความเข้มข้นของความรู้สึกก็เพิ่มทวีขึ้นตามการปฏิบัติหรือการกระทำขององค์กรที่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหรือตัวแทนของชนชั้นปกครองในบ้านเมือง การจัดตั้งขบวนการประชาชนในต่างจังหวัดจึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก


ถ้าฝ่ายนี้สามารถทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทำให้เกิดช่องว่างเพื่อสามารถตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งก็น่าจะบานปลายจนเกิดการปะทะกัน ระหว่างผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคใต้และกรุงเทพฯ กับอีกฝ่ายที่มาจากต่างจังหวัดจากภาคเหนือและภาคอีสาน

เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นความต้องการของผู้ที่ชุมนุมอยู่ในกรุงเทพฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ทางกองทัพก็คงจะไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเข้ามาแทรกแซง ด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ตั้งสภานิติบัญญัติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบอาจจะต้องเกิดขึ้นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังการปฏิวัติรัฐประหารสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเคลื่อนของมวลชนฝ่ายเสื้อแดง เข้ามาทำการประท้วงในกรุงเทพฯ แทนผู้ที่ทำการประท้วงที่ดำเนินการอยู่ที่สวนลุมพินี หรือที่ทำเนียบรัฐบาล และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย



ถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงก็จะเกิดสภาวะอนาธิปไตยจะจบลงอย่างไรก็คงคาดเดาได้ อาจจะเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 หรืออาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

กล่าวคือฝ่ายผู้ประท้วงจากต่างจังหวัดถูกปราบปรามเหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 แล้วมีการสถาปนารัฐบาลเผด็จการทหารมาทำการปกครอง แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อีกทางหนึ่งก็คือมีการตกลงกันให้มีรัฐบาลที่ฝ่ายทหารแต่งตั้ง อาจจะเป็นพลเรือน ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาก่อให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งเคยเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น "มรดกอสูร" ควรจะยกเลิกเสีย แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 แทน โดยการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา

หากจะให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะปกติต้องมีการปฏิรูปองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภาและอื่นๆ เพราะเห็นได้ชัดว่าวิธีคิดขององค์กรอิสระเหล่านี้ หรือแม้แต่ตุลาการบางท่านในศาลยุติธรรมมีวิธีคิดที่เป็นปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถดำเนินการตามขบวนการประชาธิปไตยได้

แต่ถ้าหลังจากการปฏิวัติคณะทหารต้องการจะอยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน หรือพยายามเข็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าฉบับปี 2540 ปัญหาทางการเมืองก็ไม่มีวันจบ คงจะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลานาน และอาจจะจบลงโดยการล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบก็ได้ ซึ่งไม่ใช้ผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว


สิ่งที่น่ากลัวซึ่งถ้าไม่ระมัดระวังก็คือ การล้มลงของระบบการเมืองทั้งระบบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศมาแล้ว จะประมาทไม่ได้

เมื่อระบบล้มลงทั้งระบบ จะมีระยะเวลาหนึ่งที่สังคมจะพยายามแสวงหาจุด "ดุลยภาพ" ใหม่ ที่มีเสถียรภาพ ที่เป็นที่รับได้จากประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร การลดราวาศอก "ยกรถไฟที่ตกรางกลับขึ้นไปไว้บนราง" กล่าวคือสิ่งใดที่ออกนอกลู่นอกทาง จากระบอบนิติรัฐหรือ Rule of Law นอกรัฐธรรมนูญ นอกระเบียบแบบแผน ที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ก็อาจจะไม่เปลี่ยนไปในเชิงพลวัต จากจุดที่ "ไร้เสถียรภาพ" ไม่ไปสู่จุดดุลยภาพที่มีเสถียรภาพ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่เพิ่ม "พลังการทำลาย" จนกระทั่งระบบทั้งระบบพังทลายลง

เป็นสิ่งที่น่ากลัวถ้าไม่ระมัดระวัง แต่ก็หวังว่าจะไม่เกิดภาวการณ์เช่นนั้น



.

2557-05-09

รัฐบุคคล กับ รัฐบุรุษ .. จับตา “ป๋าเปรม” กับกระแสเจรจา

.

รัฐบุคคล กับ รัฐบุรุษ “ป๋า” กับ “คุณสายหยุด” เมื่อทหารเก่า 94 คุยกับทหารแก่ 92 จับตา “ป๋าเปรม” กับกระแสเจรจา
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399651033
. . วันศุกร์ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:02:09 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ2-8 พ.ค.57 ปี34 ฉ.1759 หน้า16 )


รายงานพิเศษ

ทุกดวงไฟกำลังฉายส่องไปที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อีกครา

แล้วก็ต้องจับจ้องที่ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ คณะรัฐบุคคล อีกครั้ง

แม้ว่า พล.อ.เปรม จะรีบสยบกระแส การเข้าเฝ้าฯ เพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 ตามที่ พล.อ.สายหยุด ออกมาให้ข่าว หลังจากการเข้าพบ พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อบ่าย 25 เมษายน ด้วยการระบุว่า "คุณสายหยุด เข้าใจผิด" แล้วก็ตาม

แต่ก็เกิดความกังขา ในบทบาทและจุดยืนของ พล.อ.เปรม ว่า จากวันล้มระบอบทักษิณ ด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงวันนี้ พล.อ.เปรม ยังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่

เพราะแค่การให้เชิญ พล.อ.สายหยุด ไปพบที่บ้าน ก็ถูกมองว่า มีนัยสำคัญ และเป็นการให้ความสำคัญกับคณะรัฐบุคคล

เพราะแม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน แต่การเชิญ พล.อ.สายหยุด ซึ่งเพิ่งเสนอในนาม "คณะรัฐบุคคล" ให้ พล.อ.เปรม เข้าเฝ้าฯ เพื่อขอพระราชวินิจฉัย เพื่อแก้ปัญหา ก่อนเกิดสุญญากาศทางการเมือง โดยเฉพาะการขอนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 นั้นถูกมองว่า หากป๋าเปรมไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือสนใจ ก็คงไม่ต้องเชิญ พล.อ.สายหยุด มาพบพูดคุย

อีกทั้งก่อนหน้านี้ มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การที่ พล.อ.สายหยุด ออกมาเสนอแบบนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเขี่ยลูก หรือชง เพื่อให้ พล.อ.เปรม เล่นต่อหรือไม่


อย่าลืมว่า การก่อตั้ง คณะรัฐบุคคล หรือ Man of the State นั้น ก็ถูกมองว่า มีชื่อที่สื่อถึงรัฐบุรุษ หรือ Stateman อย่าง พล.อ.เปรม

อีกทั้งแกนนำที่ก่อตั้ง และอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นทหารเก่า ที่ได้ชื่อว่า เป็นพวกต่อต้านระบอบทักษิณ และเคยเป็นสายพันธมิตรฯ เก่า และพยายามดึงอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วม เพื่อให้คณะรัฐบุคคล ดูยิ่งใหญ่และมีน้ำหนัก

ทั้งการเชิญ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีต ผบ.ทบ. พล.ร.อ.วิเชษฐ์ การุณยวณิช อดีต ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ อดีต ผบ.ทอ. มาร่วม

แต่ก็มีข่าวออกมาเสมอว่า ทั้ง 3 ผบ.เหล่าทัพ มาร่วมด้วยความเกรงใจ หลายครั้งถูกนำแค่ชื่อมาร่วม แต่ตัวไม่ได้มา

จนต้องมีการเชิญพบปะหารือแล้วมีการปล่อยคลิปออกมาเพื่อยืนยันว่า อดีตผู้นำทหารนี้เป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐบุคคลด้วย โดยแนวทางในการแก้ปัญหาทางการเมืองของคณะนี้ ถูกมองว่า ต้องการให้กองทัพเป็นหลัก และการรัฐประหาร

แต่เมื่อ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ไม่ให้ความสำคัญ โดยระบุว่า เป็นแค่คนแก่ที่ไม่มีอะไรทำหลังเกษียณ มานั่งกินกาแฟคุยกันเรื่องชาติบ้านเมือง ก็เสนอแนวคิดต่างๆ แต่ทว่า พวกท่านไม่ใช่ผู้รับผิดชอบแล้ว แต่ก็เข้าใจว่า เป็นความหวังดีของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

จึงทำให้ทิศทางของคณะรัฐบุคคล เบี่ยงมาที่ พล.อ.เปรม โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.เปรม แบ่งรับแบ่งสู้ การเป็น "คนกลาง" ในการเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. มาเจรจากัน ด้วยคำพูดที่ว่า "เขาจะยอมฟังผมหรือ เพราะผมเองก็ยังโดนเหมือนกัน"

รวมทั้งเมื่อ พล.อ.เปรม ไม่ได้ตอบปฏิเสธการเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลาง หากเกิดสถานการณ์จำเป็น

ที่สำคัญคือ การที่ พล.อ.เปรม เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชวังไกลกังวล เมื่อ 16 เมษายนที่ผ่านมา แม้จะเป็นการถวายรายงานตามปกติ แต่ก็มีการปล่อยข่าวลือออกมามากมาย ว่ามีเรื่องการหาทางออกของบ้านเมือง

พล.อ.เปรม จึงกลับมาเป็นความหวังของฝ่ายที่ต้องการล้มระบอบทักษิณ อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.สายหยุด ย่องเข้าพบป๋าเปรม

จนส่งผลให้ นายเรืองไกร ลือกิจวัฒนะ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบเรื่องเงินประจำตำแหน่งของ พล.อ.เปรม เดือนละ 114,000 บาท นั้นว่า มีกฎหมายรองรับหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีพระราชกฤษฎีกาออกมารองรับตั้งนานแล้วก็ตาม

แต่ประโยคที่ว่า "คุณสายหยุด เข้าใจผิด" ของ พล.อ.เปรม ที่ยืนยันว่าแค่รับฟัง พล.อ.สายหยุด เท่านั้น ก็ทำให้ พล.อ.เปรม ถูกมองว่า กำลังปฏิบัติการ ลับลวงพราง อยู่หรือไม่



ต้องยอมรับว่า บทบาทของ พล.อ.เปรม หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน ในการต่อต้านระบอบทักษิณนั้น ถูกมองว่า ลดความเข้มข้นลง ตั้งแต่การให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เข้าพบ

จนมาถึงยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็พยายามขยับเข้าใกล้ พล.อ.เปรม แล้ว พล.อ.เปรม ก็ดูมีท่าทีเป็นมิตร หรือเอ็นดูนายกรัฐมนตรีหญิง อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

จนในสายอำมาตย์ หวาดระแวงว่า พล.อ.เปรม จะวางมือและวางเฉย จนต้องเตรียมหาหัวขบวนอำมาตย์คนใหม่ ที่ก็เล็งไปที่ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ลูกป๋า และอดีตนายกรัฐมนตรี หลังการรัฐประหาร


แต่หากให้ความเป็นธรรมกับ พล.อ.เปรม แล้ว กรณีการเชิญ พล.อ.สายหยุด มาพบที่บ้านครั้งนี้ เพราะต้องการรับฟังแนวคิด และอยากรู้ว่า คณะรัฐบุคคล คืออะไร มีใครบ้าง เนื่องจากทำให้ พล.อ.เปรม ตกเป็นข่าวใหญ่มาหลายครั้ง พล.อ.เปรม จึงอยากรู้เป้าประสงค์

อีกทั้งเป็นเพื่อนกับ พล.อ.สายหยุด อยู่แล้ว การเชิญมาพบ จึงไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเสียหายใดๆ

แต่ทว่า ท่าทางของ พล.อ.เปรม อาจทำให้ พล.อ.สายหยุด เข้าใจไปเองว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนเองพูดและเสนอ ทั้งการพยักหน้า ยิ้ม หรือเม้มปาก

แต่คนใกล้ชิดป๋าแล้วก็น่าจะรู้ดีว่า เป็นบุคลิกลักษณะของป๋า ที่เมื่อรับฟังอะไรแล้วก็จะพยักหน้า ที่ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วย แต่หมายถึง การรับฟัง รับทราบ ว่าได้ยินที่พูดแล้ว

อีกทั้ง พล.อ.เปรม นั้นอายุ 94 ปีแล้ว ก็ย่อมมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ที่จะต้องตะโกนให้เสียงดังในระดับหนึ่ง แถมเมื่อคู่สนทนา คือ พล.อ.สายหยุด ที่อายุไล่เลี่ยกัน ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารพูดคุยกันได้ เพราะต่างก็ไม่ได้ยินชัดนัก แต่ทว่า ป๋าเป็นฝ่ายถาม พยักหน้ารับฟัง แต่ พล.อ.สายหยุด เป็นฝ่ายพูดและอธิบายเสียเป็นส่วนใหญ่ ตลอดเวลาราว 1 ชั่วโมง

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ พล.อ.สายหยุด เข้าใจว่า พล.อ.เปรม เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เขาเสนอ จนออกมาให้ข่าว ถึงขั้นที่ว่า พล.อ.เปรม เห็นด้วยกับแนวทางของคณะรัฐบุคคล และจะทำหน้าที่ของรัฐบุรุษ และให้ร่างพระบรมราชโองการ ขึ้นมาเพื่อทูลเกล้าฯ ที่ทำให้ พล.อ.เปรม ถูกวิจารณ์อย่างหนัก


แม้ว่า พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท จะออกมาชี้แจงทันทีที่ พล.อ.สายหยุด ให้ข่าวว่า เป็นแค่การรับฟังเท่านั้น ไม่ใช่การเห็นด้วย ไม่ใช่การตอบรับหรือปฏิเสธ ก็ตาม

แต่เพราะคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สายหยุด ได้เป็นการปลุกความหวังให้กับฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ อย่างมาก

แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของ พล.อ.สายหยุด กับ พล.อ.เปรม สั่นคลอนไปบ้าง ตรงที่ พล.อ.เปรม ปฏิเสธว่า "คุณสายหยุดเข้าใจผิด"

ด้วยเพราะในเวลานี้มีอีกกระแสที่สะพัดในกองทัพ ที่โยงกับการที่ พล.อ.เปรม เข้าเฝ้าฯ เมื่อ 16 เมษายน ว่า บทบาทของ พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นไปดั่งที่คณะรัฐบุคคล คาดหวัง

โดยมีการเชื่อมโยงกับการพลิกบทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศตนเป็นคนเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออก โดยขอไปพบ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. เป็นคนแรกๆ เมื่อ 28 เมษายนที่ผ่านมา ที่ บก.กองทัพไทย

แม้ว่าการหารือกันเกือบ 2 ชั่วโมง จะถูกเปิดเผยออกมาแค่ 3 ประเด็น คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ สนับสนุนบทบาทของนายอภิสิทธิ์ ในการเดินสายเจรจาหาทางออก และยืนยันบทบาทของกองทัพ ที่จะยึดตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ และปัญหาการเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง

ที่อาจหมายถึง การที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ยืนยันว่ากองทัพจะไม่แทรกแซงการเมือง ไม่ก่อการปฏิวัติรัฐประหาร และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง

ด้วยเพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่า บทบาทของนายอภิสิทธิ์ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณของการนำไปสู่การลงเลือกตั้ง 20 กรกฎาคม อย่างมีเงื่อนไขหรือไม่ เพราะเป็นจุดที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ แยกวงออกมาจากนายสุเทพ และ กปปส.

ด้วยเพราะข่าวที่สะพัดนั้น อ้างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสนับสนุนให้เกิดการพูดคุยเจรจา และให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด รวมทั้งการร้องขอไม่ให้ทำให้สถาบันแตกแยก หรือนำมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เพราะประชาชนคนไทยทุกคนก็คือประชาชนของพระองค์ท่าน

จนทำให้มีการจับตาไปที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช. ที่ในเวลานี้ ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง เชื่อว่า ศาลจะต้องตัดสินให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นสภาพนายกรัฐมนตรีรักษาการ ที่จะทำให้คนเสื้อแดงไม่พอใจ ออกมา แล้วมีความวุ่นวาย จนนำไปสู่การรัฐประหารแน่นั้นด้วย ว่า ศาลอาจไม่ตัดสินในทางที่จะนำมาซึ่งปัญหาเช่นนั้นก็เป็นได้

อีกทั้งเมื่อครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พบปะหารือกับ ผบ.เหล่าทัพ ก่อนการประชุมสภากลาโหม เมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ให้ความสบายใจว่า ทหารจะทำหน้าที่ของทหารอย่างที่สุด ขอให้นายกฯ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเช่นกัน หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกตัวว่า หากต้องถูกศาลหรือ ป.ป.ช. ตัดสินให้พ้นจากนายกรัฐมนตรี ก็ต้องการให้คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนั้น เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนกลาง หรือคนนอก

ที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร., พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกลาโหม ที่ร่วมหารือนั้นต่างเห็นพ้องกันว่า การเลือกตั้ง เป็นทางออกเดียว โดยกองทัพพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง และ กกต. เพื่อให้เลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ก็ต้องการให้ กกต. รัดกุมมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเลือกตั้งโมฆะอีก



บทบาทของนายอภิสิทธิ์ ในการเจรจา ทำให้ฝ่ายรัฐบาล และโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขานรับ และชื่นชม โดยพร้อมพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์นี้ ทำให้เกิดความหวังของการหาทางออก ท่ามกลางการจับตามองว่า นายอภิสิทธิ์ จะนำพลพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง แต่ต้องมีการทำสัตยาบันกันว่า ใครเป็นรัฐบาลจะต้องปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ ใน 1 ปี แล้วยุบสภา ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามที่หลายฝ่ายเสนอหรือไม่

โดยเฉพาะกองทัพนั้นสนับสนุนการเลือกตั้งที่มีรายงานข่าวด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็พูดหยั่งเชิง และเสนอแนะให้นายอภิสิทธิ์พิจารณาเรื่องการลงเลือกตั้ง ในโอกาสที่พบกันเมื่อ 28 เมษายนที่ผ่านมา


อีกทั้งในเวลานี้ กระแสการต่อต้านกลุ่ม กปปส. ในกองทัพ เริ่มมีมากขึ้น หลังจากที่เกิดเหตุการ์ด กปปส. แจ้งวัฒนะ ยิงและทำร้ายร่างกาย พ.อ.วิทวัส วัฒนกุล จนทำให้เกิดการปล่อยใบปลิวอิเล็กทรอนิกส์ ปลุกกระแสรักศักดิ์ศรีทหาร เพราะที่ผ่านมา มีทหารหลายคน รวมทั้งของ บก.กองทัพไทย และ ทบ. เอง ก็ถูกการ์ด กปปส. และ คปท. ยิง จนบาดเจ็บปางตาย แต่ทางกองทัพก็ไม่มีปฏิกิริยาใด นอกจากยอมรับว่า เป็นการเข้าใจผิด ที่ยิ่งทำให้ทหารในกองทัพไม่พอใจ เพราะระยะหลังการ์ด กปปส. จะยิงใครก็ได้ง่ายๆ

งานนี้พุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ที่ไม่ออกมาแสดงปฏิกิริยาในการปกป้องลูกน้อง ทั้งยังการปิดข่าว เหตุ บก.กองทัพไทย ถูกยิงกระจกแตกอีกด้วย จนที่สุด การ์ด กปปส. ก็ต้องเข้ามาที่ บก.กองทัพไทย และขอขมาต่อ พล.ท.สีหนาท วงศาโรจน์ เจ้ากรมข่าวทหาร ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ พ.อ.วิทวัส แทน โดยที่มีการนำภาพการขอขมา ลงเว็บไซต์ บก.กองทัพไทย เพราะต้องการให้เรื่องยุติ โดยลงคำชี้แจงของการ์ดที่ว่า เข้าใจผิดเพราะคิดว่า พ.อ.วิทวัส เป็นคนที่จะก่อเหตุเนื่องจากเวทีแจ้งวัฒนะ เพิ่งถูกยิงเอ็ม 79 ใส่ ท่ามกลางการจับตามองว่า จะมีการดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุดหรือไม่

เพราะต้องยอมรับว่า กองทัพเกรงใจ กปปส. เกรงใจนายสุเทพ มาตลอด จนทำให้ถูกมองว่าเอนเอียงเข้าข้าง แต่ความสัมพันธ์ที่ยังดีและใกล้ชิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ทำให้กองทัพถูกมองว่า เกรงใจนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม หญิง ด้วยเช่นกัน

เข้าทำนองที่ว่า กองทัพ ไม่ช่วย แต่ก็ไม่ทำร้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปล่อยให้ "สถานการณ์" เป็นตัวตัดสิน ท่ามกลางความหวาดระแวงที่ว่า วิกฤตินี้จะจบด้วยการรัฐประหารอีกครา

และบทบาท พล.อ.เปรม ที่ไม่ใช่แค่การนั่งแต่งเพลง ร้องเพลง ในบ้านสี่เสาฯ ท่ามกลางการเมืองที่ร้อนระอุเท่านั้น แต่ทว่า มีความเคลื่อนไหว ภายใต้เสียงเพลงนั้นอยู่ตลอดเวลา



...........................................................
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly


.

2557-05-08

หลัง“ยิ่งลักษณ์”, + เส้นทางสายไหน โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

.

วรศักดิ์ ประยูรศุข : หลัง“ยิ่งลักษณ์”
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399548138
. . วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:14 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12  นสพ.มติชนรายวัน 8 พ.ค.2557 )
ภาพจากเวบบอร์ด


เที่ยงวันพุธที่ผ่านมา หลายคนจดจ่ออยู่หน้าจอทีวี เพื่อติดตามเหตุการณ์สำคัญ 
ศาลรัฐธรรมนูญฟันเปรี้ยงตามคาดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง "ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ" แล้ว เพราะไปก้าวก่ายแทรกแซงการย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี
พร้อมกับ ครม.ที่ร่วมลงมติเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2554

ครม.ที่เหลือ 25 คนทำหน้าที่รักษาการต่อไป โดยรองนายกฯ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกฯแทน

วันที่ 8 พ.ค. ทาง ป.ป.ช.จะลงดาบสองต่อไปในคดีข้าว หาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด ก็จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอน พร้อมกับส่งอัยการเพื่อดำเนินคดีอาญา


สำหรับพรรคเพื่อไทย ซึ่งโดนยุบมา 2 ครั้ง เปลี่ยนชื่อมาเป็นครั้งที่ 3 ควรบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯคนที่สี่จากพรรคนี้ ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งในลักษณะใกล้เคียงกัน นับจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดนรัฐประหาร 2549 จากนั้น สมัคร สุนทรเวช กับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในปี 2551 เรียกว่าใช้นายกฯสุรุ่ยสุร่ายมาก

สาเหตุของชะตากรรมอันพิสดารนี้ ปัญหามาจากนักการเมือง
หรือมาจากกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายกันแน่ เชิญสาธุชน วิญญูชน ลองไปหาคำตอบกันเอาเอง

แต่ครั้งนี้ ศาลฯไม่เดินสุดซอย จนเกิดสุญญากาศอย่างที่เกรงกัน

ยังเหลือ ครม.รักษาการไว้ให้กลุ่มต่อต้านได้บริหารจัดการกันต่อไปอีก

คำขอให้ศาลสั่งให้มีการตั้งนายกฯ โดยวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 โดยอนุโลม ศาลสั่งยก บอกว่า อยู่นอกอำนาจ ไม่รับวินิจฉัย

แผนการที่จะเสนอ "นายกฯคนกลาง" ต่อเนื่องไปเลย จึงสะดุด


แต่วิกฤตคงไม่จบแค่นี้ เพราะเป้าหมายของแต่ละฝ่ายยังไม่บรรลุ

ทางกลุ่มล้มระบอบทักษิณ ไม่ต้องการให้เลือกตั้ง จะกวาดล้างระบอบทักษิณให้เสร็จก่อน กับทางรัฐบาลรักษาการและพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้เลือกตั้ง

เป็นเป้าหมายที่สวนทางกันอย่างคนละโลก ดังนั้น ความขัดแย้งจะเดินหน้าต่อไปอีก

แรงกดดันและแรงบีบ ทั้งด้วยการใช้มวลชน และการฟ้องร้องด้วยแง่มุมทางกฎหมายที่พลิกแพลงต่างๆ จะพุ่งเป้าไปที่นายกฯรักษาการและรัฐบาลรักษาการที่เหลืออยู่ เพื่อให้พ้นทางให้ได้

เรียกว่าเป็นด่านสุดท้าย ก่อนไปสู่สุญญากาศในความฝัน


ครม.ชุดนี้ จะต้านทานความพยายามนำประเทศไทยไปสู่สุญญากาศได้แค่ไหน จะทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้หรือไม่ ยังสงสัย

เพราะอีกฝ่ายจัดหนักจริงๆ ทุ่มทุนสร้างแบบเทหมดหน้าตัก

แต่สุดท้าย ประชาชนคิดยังไง จะยอมไหม คงจะได้เห็นกันในรอบนี้



++

วรศักดิ์ ประยูรศุข : เส้นทางสายไหน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398346933
. . วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 21:02:03 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12  นสพ.มติชนรายวัน 24 เม.ย. 2557 )
ภาพจากเวบบอร์ด


สื่อต่างประเทศหลายสำนักเสนอข่าวสถานการณ์ในประเทศไทยล่าสุด

สรุปความว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงจะพ้นจากนายกฯ เรียบร้อย ร.ร.องค์กรอิสระ-ศาลรัฐธรรมนูญในต้นเดือน พ.ค.นี้

กองทัพนั้นชัดเจนแล้วว่า จะไม่ปฏิวัติ แต่ใช่ว่าจะกอดอกยืนดูบนภูเฉยๆ เสียทีเดียว ยังคงกดดันอยู่เบื้องหลัง

เพราะทหารมีบทเรียนจากการรัฐประหาร 2549 และต้องการสร้างภาพบวกในสายตาประชาชน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กองทัพไม่ใช่ไพ่ตายทางการเมืองเพียงใบเดียว ยังมีศาล และองค์กรอิสระที่อาจล้มรัฐบาลได้เช่นกัน

ขณะที่ตรงกันข้ามกัน ยังมีกลุ่มพลังใหญ่ คือ ขบวนการของคนรากหญ้าหรือคนเสื้อแดง

และขณะนี้ยังไม่รู้ว่าคนเสื้อแดงจะมีปฏิกิริยาใด ต่อคำวินิจฉัยหรือไพ่ที่จะทิ้งลงมา


แม้จะเชื่อว่ากองทัพหลีกเลี่ยงไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะเจอสถานการณ์หนักขนาดไหน แต่กองทัพอาจเข้าแทรกแซงการเมืองจนได้ หากเกิดเหตุม็อบ 2 ฝ่ายเข้าปะทะห้ำหั่นกัน

นั่นคือสาระบางส่วนจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งเข้าใจการเมืองบ้านเรา และแยกแยะได้ว่าอย่างไรคือทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย อย่างไรไม่ใช่

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่า หลังสงกรานต์ ปลาย เม.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.จะลงดาบฟัน "ยิ่งลักษณ์"

แต่เกิดเสียงโต้แย้งว่ารวบรัดไฟลนมากเกินไป ตอนนี้ขยับออกไปต้นเดือน พ.ค

โดย ป.ป.ช.สั่งตัดพยาน เตรียมชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ต้นเดือน พ.ค.นี้ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ยอมขยายเวลาให้ยิ่งลักษณ์ชี้แจง

คาดหมายว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ คงต้องพ้นจากรักษาการนายกฯ ในต้นเดือน พ.ค. ด้วยผลของคดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ส่วน ครม.ยังรักษาการต่อ ตามรัฐธรรมนูญที่ให้พ้นเป็นการเฉพาะตัว และตามแนวคำตัดสินคดี นายสมัคร สุนทรเวช

แล้วให้รองนายกฯที่มีภาพกลางๆ ไม่ทักษิณจ๋า มารักษาการนายกฯแทน พร้อมๆ กับเดินหน้าจัดเลือกตั้ง ส่วนจะให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปกันแบบไหนอย่างไร ต้องรอฟัง



ม็อบ กปปส.คงไม่เห็นด้วย และคาดว่าจะเคลื่อนไหว ขัดขวาง

แต่วิกฤตรอบนี้ ไม่มีทางออกอื่น นอกจากเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้น คงเกิดเหตุใหญ่แน่

สัญญาณเตือน มีมาตลอดและล่าสุดเห็นได้จากการสังหาร คุณไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีและผู้นำเสื้อแดง อย่างอุกอาจ เมื่อบ่ายวันพุธที่ 23 เม.ย. ที่ลาดปลาเค้า ในกรุงเทพฯ

ประวัติศาสตร์เตือนเราว่า เลือดเนื้อชีวิตของประชาชน ความสูญเสีย และเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมือง สำหรับคนบางกลุ่มก็คือทางลัดที่นำไปสู่โอกาสทางการเมือง

ไม่มีก็สร้างขึ้นมาได้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมอๆ โดยประชาชนเป็นฝ่ายสูญเสียตลอด

เส้นทางสายไหนที่มุ่งไปสู่สภาพอย่างที่ว่า คงพอมองกันออก




..............................................................

น่าทบทวน อ่านบทความ เมื่อ2ปีที่แล้ว
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/06/ws-oldway.html
ที่เก่า-เวลานี้ โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
+ ประชาชาติวิเคราะห์ - ถอดรหัส“สุเทพ” คว่ำบาตรจัดรัฐบาลแห่งชาติ“ทักษิณ” วิเคราะห์มีแต่เสียมากกว่าได้




.

2557-05-01

กปปส.คราวถอยรูด โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: กปปส.คราวถอยรูด
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/52968
. . Thu, 2014-05-01 22:04

( ภาพจาก เวบ hunsa.com )


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 
ที่มา โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 461 วันที่ 26 เมษายน 2557



เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมานี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)ว่า นายสุเทพต้องยกระดับการต่อสู้อีกกี่ครั้ง จึงจะถึงครั้งสุดท้ายจริงเสียที โดยอธิบายให้เห็นว่า เมื่อวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง ชีวิตคนกรุงเทพฯก็กลับมาเป็นปกติ คือ ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ทำงาน กลับบ้าน นอน เพื่อตื่นมาในวันรุ่งขึ้น แล้วทำเหมือนเดิม ซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้ แต่ความซ้ำซากจำเจนี้รวมถึง ม็อบ กปปส.ด้วย ที่ประกาศชุมนุมครั้งสุดท้าย ขอแรงพี่น้องเพื่อโค่นระบอบทักษิณครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องจำเจ

ต้นเรื่องมาจากคำปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ 16 เมษายน ที่เวทีชุมนุมสวนลุมพินีว่า กปปส.จะเริ่มปฏิบัติการต่อสู้ใน“ขั้นสุดท้าย” โดยจะมีการออกไปตามสถานที่และหน่วยงานต่างๆ เพื่อพบทั้งประชาชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องร่วมมือกันปฏิบัติเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินในการโค่นล้มระบอบทักษิณและปฏิรูปประเทศ นายสุเทพ อธิบายว่า จะไม่ยอมรับการเจรจายกเว้นแต่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาเจรจาด้วยตัวเอง และจะต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน นายสุเทพก็ยังย้ำลักษณะจำเจว่า การนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และว่า ถ้าหากปฏิรูปประเทศไม่ได้ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาด

แต่กระนั้น ก็เป็นที่อธิบายกันว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดของนายสุเทพขณะนี้ เป็นเพียงการกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้เสื่อมถอยที่เกิดขึ้น อย่างน้อยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ที่ กปปส.ต้องประกาศเลิกการปิดล้อมกรุงเทพฯ ยุบเวทีใหญ่ที่แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และถอยเข้าไปหลบมุมอยู่ในสวนลุมพินี ทิ้งให้ม็อบเล็กน้อย เช่น คปท. และ กองทัพธรรม ปิดถนนราชดำเนินจนกลายเป็นถนนร้าง ยึดกระทรวงมหาดไทยอันว่างเปล่า และทิ้งให้พระพุทธอิสระ ปิดถนนก่อกวนอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ หรือเท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลดลักษณะของการชุมนุมมวลมหาประชาชนอันคึกคัก เหลือทิ้งไว้แต่ขบวนการม็อบอันธพาลกวนเมืองที่เกะกะระราน ที่ยังคงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไป


ย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่เริ่มต้นจากม็อบพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2556 ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสามเสน ข้ออ้างในการชุมนุมขณะนั้น คือ การคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน จะเป็นการยกระดับการชุมนุมครั้งแรก โดยย้ายเวทีมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ปรากฏว่าการชุมนุมได้รับการตอบรับเกินคาดจากประชาชนชนชั้นกลางในเมือง ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศตัวลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำการชุมนุม ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และล้มล้าง”ระบอบทักษิณ” มีสถิติว่า ในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว นายสุเทพประกาศยกระดับการชุมนุมอย่างน้อย 8 ครั้ง และยืนยันที่จะปิดฉากระบอบทักษิณภายในเดือนนั้น แม้ว่าจะมีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนไม่น้อย และนายสุเทพได้นำพาประชาชนไปปิดสถานที่ราชการสำคัญได้หลายแห่ง โดยเฉพาะที่กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แต่นายสุเทพก็ยังไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ตามปรารถนา

การเคลื่อนไหวเข้าสู่เดือนธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมช่วยกดดันสถานการณ์โดยในวันที่ 8 ธันวาคม ส.ส.ประชาธิปัตย์ 153 คน ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชนในเวลาเช้าวันนั้น แต่กลุ่ม กปปส.ของนายสุเทพกลับเสนอแนวทางปฏิเสธระบอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเสนอคำขวัญ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แล้วเสนอสภาแต่งตั้งของมวลมหาประชาชนขึ้นมาแทน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวทางการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ มิได้หวังพึ่งอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะเรียกร้องให้กองทัพกระทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลเป็นสำคัญ


ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ม็อบ กปปส.หันไปใช้ยุทธศาสตร์ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งในทุกขั้นตอน และนำมาสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย นายสุเทพอาจจะเห็นว่ามาตรการยังไม่รุนแรงกดดันเพียงพอ จึงประกาศ“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ”ในวันที่ 13 มกราคม ร่วมกับแนวทาง“อารยะขัดขืนขั้นสำคัญ” คือตัดน้ำ-ตัดไฟ สถานที่ราชการ บ้านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการนี้จะทำให้โค่นระบบทักษิณได้ในเร็ววัน

การปิดกรุงเทพฯดำเนินการโดยจัดการชุมนุมประชาชนปิดสี่แยกสำคัญที่เป็นย่านธุรกิจ หรือเป็นชุมทางของการเดินทาง คือ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก แยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแจ้งวัฒนะ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่พ่อค้าประชาชน แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ กลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่อ้าง เพราะกลุ่ม กปปส.มิได้มี“หมัดเด็ด”ที่จะล้มรัฐบาลได้

กลับกลายเป็นว่า การปิดกรุงเทพฯนอกเหนือจากการสร้างความเดือดร้อน และทำให้เศรษฐกิจเสียหายเหลือคณานับแล้ว ม็อบ กปปส.ไม่ได้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย กองทัพก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พร้อมจะทำรัฐประหารตามคำสั่งนายสุเทพ
การขัดขวางการเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ผ่านไปโดยเรียบร้อย โดยมีประชาชนทั่วประเทศมาใช้สิทธิมากถึง 20 ล้านคน

ข้อเสนอ“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”กลายเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจะมีสถิติว่า นายสุเทพได้ประกาศชัยชนะมาแล้วมากกว่า 21 ครั้งก็ตาม ในที่สุด ม็อบ กปปส.จึงต้องยอมคืนพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 3 มีนาคม

ตั้งแต่นั้นมา การดำเนินการล้มล้างประชาธิปไตยได้หลุดจากมือของ กปปส.ไปสู่บทบาทขององค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลแพ่งและศาลอาญา เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ได้ให้ความร่วมมือในการสร้างความชอบธรรมแก่การชุมนุมของ กปปส. และช่วยทำให้แกนนำและการ์ดของ กปปส.ที่ก่อการละเมิดกฎหมายหลายครั้ง ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แต่กระนั้น นายสุเทพและ กปปส.ก็ไม่เคยที่จะสร้างกระแสประชาชนได้ในระดับเดิมที่เคยทำได้ในช่วงแรกของการชุมนุม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเบื่อและความชินชาแม้กระทั่งจากผู้สนับสนุน กปปส. เพราะได้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมมาแล้วถึง 6 เดือน ก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ดังใจหมาย การยืนหยัดของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย น้ำหนักในการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงลดลงทุกที



บทเรียนแห่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวามีมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเคยสร้างผลสะเทือนอย่างมากใน พ.ศ.2551 แต่วันนี้สิ้นความหมาย การชุมนุมของคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) ที่เคยหวือหวาเมื่อ พ.ศ.2555 ก็ถูกลืมไปแล้วเช่นกัน

ม็อบ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเช่นนั้น!



________________________

โพสต์เพิ่มเติม

ขออนุญาตเผยแพร่ สื่อสารการเมืองที่บรรดา บก. แต่ละคนของ http://blog.politicalroad.org โพสต์ไว้ที่ต่างๆ

..Narait ร่วมส่งต่อความดีงามที่ปวงชนชาวไทยควรยึดถือ

10 อันดับคนดีมีคุณธรรมของสังคมไทย คุณค่าที่คนไทยคู่ควร
www.youtube.com/watch?v=nYedp3MaA9U





.

2557-03-31

สงครามความชอบธรรม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

สงครามความชอบธรรม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396065853
. . วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09:11:21 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ28 มี.ค.-3 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1754 หน้า 30 ) 


หลายคนพูดว่า ในความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ฝ่าย "อำมาตย์" หรือพูดให้เป็นวิชาการหน่อยคือ ฝ่าย "อำนาจในระบบ" (The Establisment) ทั้งหมด พากันเปิดหน้าออกมาล้มล้างระบอบประชาธิปไตยกันอย่างไม่อาย สำนวนของผมคือพากันแก้ผ้าหมด

อันที่จริงแล้ว ดูไม่จำเป็นเลย เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งพยายามสถาปนาระบอบปกครองที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบกว่าที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่จะถ่วงดุลประชาธิปไตยให้อยู่ในกรอบที่น่าจะเป็นที่พอใจของพวกเขาอยู่แล้ว ซ้ำยังมีกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจของฝ่ายอำนาจในระบบไม่มีทางทำได้ (เช่น ยกเลิก ส.ว. ที่มาจากการสรรหาไม่ได้)

ทุกอย่างก็ดูจะไปได้ดีกับอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วเหล่านี้ เหตุใดจึงต้องพากันออกมาแก้ผ้าหมดเช่นนี้ ผมตอบไม่ได้ (บางคนอธิบายว่า เป็นเหตุการณ์ "ปรกติ" ในปลายรัชกาลของไทยนับตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว แต่ผมก็ยังจับตรรกะของคำอธิบายนี้ไม่ได้สักที)


อย่างไรก็ตาม มีผีตองเหลือง และชีเปลือยเต็มเมือง (ขอประทานโทษชาวมราบลี ผมไม่เจตนาจะเหยียดชาติพันธุ์ แต่นึกคำไม่ออก อย่างน้อยผมคิดว่า "ผีตองเหลือง" เป็นจินตนาการของคนพื้นราบซึ่งไม่มีชาติพันธุ์นี้จริงในโลก)

พื้นฐานที่มาของอำนาจในระบบมีสองอย่าง คือกฎหมายและประเพณี เพียงเท่านี้ก็ดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับให้พวกเขาได้กำกับควบคุมสังคมไทยไปในทิศทางที่ต้องการ หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาได้ แม้กระนั้นพวกเขาก็รู้ดีว่า การยอมรับของประชาชนมีความสำคัญ เพราะการยอมรับคือพื้นฐานที่แข็งแกร่งของกฎหมายและประเพณีที่ให้อำนาจแก่พวกเขา

แต่พวกเขาอาจลืมไปว่า การยอมรับนั้นไม่ได้มาจากกฎหมายและประเพณีเฉยๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือความชอบธรรม ซึ่งไม่มีใครบัญญัติให้เป็นไปตามใจชอบได้ เราลองพิจารณาความชอบธรรมที่ว่านี่สักหน่อย


โดยไม่ต้องเรียนกฎหมายเลย มนุษย์ทุกคนก็พอหยั่งได้ว่า คำสั่ง, คำพิพากษา, หรือวิธีการใด ชอบธรรมหรือไม่ จริงอยู่การหยั่งรู้ความชอบธรรมของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่ก็พอจะมีแนวกว้างๆ ตรงกัน มิฉะนั้นก็คงเถียงกันไม่ได้ว่าคำสั่งนั้น, คำพิพากษานั้น, วิธีการนั้น เป็นธรรมหรือไม่

บางศาสนาเชื่อว่า สำนึกในความชอบธรรมนี้เป็นมโนธรรมซึ่งพระเจ้ามอบให้แก่มนุษย์ทุกคน จะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยเราก็เห็นได้ว่า ในทุกวัฒนธรรม มนุษย์ถูกกล่อมเกลาสั่งสอนให้ยอมรับระบบคุณค่าของสังคม ยอมรับว่าอะไรดี อะไรถูก อะไรชั่ว อะไรผิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้น อย่างน้อยมโนธรรมสำนึกถึงความชอบธรรมของคน ถ้าไม่ได้มาจากพระเจ้าก็ย่อมต้องมาจากวัฒนธรรมอยู่ดี

วัฒนธรรมไทยก็วางรากฐานมโนธรรมสำนึกด้านความชอบธรรมไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่น และนี่เป็นความแข็งแกร่งและน่าชื่นชมสำหรับวัฒนธรรมไทยซึ่งนักปราชญ์และปัญญาชนไม่ค่อยพูดถึง

แต่เพราะมโนธรรมสำนึกความชอบธรรมมาจากวัฒนธรรม มันจึงไม่หยุดนิ่งกับที่ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นที่เคยยอมรับสถานภาพสูงต่ำของคน และยอมรับอภิสิทธิ์และสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน ก็เริ่มยอมรับได้น้อยลง มองเห็นความเหลื่อมล้ำอย่างน้อยก็ด้านอำนาจทางการเมืองเป็นความไม่ชอบธรรมไปแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กฎหมายยับยั้งไว้ไม่ได้ ตรงกันข้ามเสียซ้ำ กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อไปได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับมโนธรรมสำนึกความชอบธรรมที่เปลี่ยนไป

ในแง่นี้แหละ ที่ผมเห็นว่าความชอบธรรมอยู่เหนือกฎหมายเสียอีก อย่าพูดถึงการตีความของเนติบริกรที่อ่านกฎหมายเพื่อเอาใจอำนาจเลย นั่นยิ่งหาความชอบธรรมใดๆ ไม่ได้เลย


การแก้ผ้ากันถ้วนหน้าของอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วในวิกฤตการเมืองครั้งนี้ คือการละทิ้งทั้งกฎหมายและละทิ้งทั้งความชอบธรรม ไม่ว่าในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด, การระงับโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การปฏิเสธไม่รับพิจารณาคำร้องว่า กปปส. ฝ่าฝืนมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ, การห้ามมิให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายในการจับกุมและดำเนินคดีผู้นำ กปปส., การกีดกันการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง, การตั้งบังเกอร์ทั่วกรุงเทพฯ ของกองทัพบก โดยไม่ได้รับคำสั่งจากผู้รับผิดชอบทางการเมือง, การไม่ออกหมายจับให้แก่ผู้กระทำความผิด "ซึ่งหน้า" จำนวนมาก, ฯลฯ

องค์กรและสถาบันของอำนาจในระบบตามรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาทำงานกันอย่างสุดตัว โดยไม่ต้องเคารพทั้งกฎหมายและความชอบธรรม สอดรับกับการเคลื่อนไหวของ "ผู้ใหญ่" ของอำนาจในระบบ ที่เสนอนายกฯ คนกลางบ้าง เว้นวรรคทางการเมืองบ้าง ฯลฯ แม้แต่คนที่อำนาจในระบบไม่ยอมรับให้เป็น "ผู้ใหญ่" ก็ยังออกมาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

การยอมสละละทิ้งความชอบธรรมของกลไกตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้ จะเป็นภาระอันหนักแม้แต่แก่อำนาจในระบบในอนาคต รัฐบาลคนกลางซึ่งถึงอย่างไรก็จะมีอำนาจจำกัด (เพราะส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งของสังคมไทยย่อมไม่อาจยอมรับได้) ย่อมไม่สามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งขององค์กรอิสระเหล่านี้ไว้ได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนองค์กรเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็ต้องปรับเปลี่ยนบุคคลในองค์กรเหล่านี้ ด้วยความหวังว่าจะเพิ่มความชอบธรรมแก่ตนเองขึ้นมาบ้าง

อย่าว่าแต่บุคคลและองค์กรอิสระเลย แม้แต่ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 (ซึ่งคงถูกระงับใช้ไปหลายมาตราพอสมควร) ยังจะรักษาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

ระบบตุลาการซึ่งการอภิวัฒน์ใน พ.ศ.2475 ไม่ได้แตะเข้าไปถึง ก็อาจจำเป็นต้องถูกปฏิรูปในระดับหนึ่ง หรือถูกปฏิรูปอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะจะต้องถูกตรวจสอบอย่างมีนัยยะสำคัญจากคนภายนอก ที่เชื่อมโยงกับประชาชนบ้าง หากความพยายามจะตั้งรัฐบาลคนกลางไม่ประสบความสำเร็จ

และหากความพยายามนี้ล้มเหลว ไม่เพียงแต่ระบบตุลาการเท่านั้นที่จะถูกปฏิรูปขนานใหญ่ ผมสงสัยว่าจะถึงเวลาที่ the establishment หรืออำนาจในระบบทั้งยวง จะถูกปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ตามไปด้วย เพราะบัดนี้มองเห็นชัดเจนแล้วว่า ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยไทยนั้น แท้จริงแล้วมาจากองค์กรและสถาบันทั้งหมดของอำนาจในระบบนี่เอง หากเราจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาเพื่อไปให้ถึงสังคมประชาธิปไตย อย่างไรเสียก็ต้องเข้ามาจัดการกับอำนาจในระบบเหล่านี้ให้ได้

ที่หนังสือพิมพ์ฝรั่งบางฉบับให้ความเห็นว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ประกาศให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ อาจเป็นโอกาสทางบวก คือทำให้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลับมาลงเลือกตั้งใหม่และการเมืองไทยเดินต่อไปได้ ผมคิดว่าเป็นการมองที่ตื้นเขินเกินไป พรรค ปชป. นั้นกระจอกเกินกว่าจะเป็นอุปสรรคของการเมืองแบบประชาธิปไตยในเมืองไทยได้ ปชป. ยอมตัวเป็นเครื่องมือของอำนาจในระบบ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตนเอง ในสนามที่ไม่ต้องมีการแข่งขันอย่างยุติธรรมต่างหาก

โอกาสทางบวกของคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ หากจะมีจริง ก็คือการละเมิดความชอบธรรมอย่างอุจาดในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนมีโอกาสเป็นครั้งแรกที่จะรื้อโครงสร้างของอำนาจในระบบลงทั้งหมดต่างหาก



คราวนี้ หันกลับมาดูว่า ฝ่ายประชาชนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยจะต่อสู้กับอำนาจในระบบ ซึ่งได้ละทิ้งความชอบธรรมไปจนสิ้นเชิงนี้อย่างไร

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมเป็นอันขาดก็คือ เรากำลังเข้าสงครามความชอบธรรม ไม่ใช่สงครามปะทะกันด้วยกำลัง ฉะนั้น การต่อสู้ต้องทำบนฐานของความชอบธรรมอย่างเคร่งครัด แฉโพยความไม่ชอบธรรมของอำนาจที่สถาปนาไว้แล้วในทุกวิถีทาง รวมทั้งการล่อให้พวกเขาทำสิ่งที่ไร้ความชอบธรรมอย่างเห็นๆ มากขึ้น ไม่ใช่เห็นเฉพาะในหมู่คนไทยเท่านั้น แม้แต่คนต่างประเทศก็ได้เห็นความไม่ชอบธรรมไปพร้อมกันด้วย

ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ควรยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. และ กปปส. บังคับให้พวกเขาต้องให้คำพิพากษาที่ใครๆ ทั้งในและต่างประเทศก็เห็นว่าไม่ชอบธรรม (เพราะการลงทุนทางการเมืองที่ผ่านมา ไม่สามารถให้คำพิพากษาที่ชอบธรรมได้)

รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตราบเท่าที่ยังปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลอยู่ก็ต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. ในขณะเดียวกันก็ผลักดันการฟ้องร้องคดีอาญากลุ่ม กปปส. อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้หน้าที่การฟ้องร้องเอาผิดกับ กปปส. กลายเป็นหน้าที่ของรัฐบาล (อย่างที่ คุณฉลาด วรฉัตร พูด) ซึ่งแม้แต่รัฐบาลใหม่ที่มาจากอำนาจในระบบ จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามได้ยากที่สุด

ถ้ารัฐบาลคนกลางคิดว่าแน่มาก ก็ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาเลย ยิ่งจะทำให้ใครๆ เห็นต้นสายปลายเหตุและความไม่ชอบธรรมยิ่งขึ้น


เรื่องเล็กๆ เช่น สวมเสื้อสีบางสี หรือจุดเทียนประท้วง หรือโพกศีรษะด้วยข้อความประท้วง ฯลฯ ถูกจับกุม หรือถูกอันธพาลซ้อม ก็ยิ่งแฉโพยความไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น เพราะการสวมเสื้อ, จุดเทียน, ประดับศีรษะ เป็นกิจกรรมปรกติในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป กลับถูกห้ามหรือถูกกำกับควบคุม อำนาจที่ใช้ในการห้ามหรือกำกับควบคุมก็จะกลายเป็นอำนาจที่ไร้ความชอบธรรมอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น

สงครามกลางเมืองจะเกิดหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับเรา แต่สงครามความชอบธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่สงครามที่แบ่งแยกประเทศตามภูมิภาค แต่เป็นสงครามที่แบ่งแยกระหว่างความชอบธรรมและความไม่ชอบธรรม จะมีคนอีกมากในทุกภาคของประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา คือฝ่ายความชอบธรรม

แล้วเราจะชนะ



.