.
จากม็อบต้านโกง ถึงระบอบต้านโกงแบบไทยๆ
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1384249824
วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:00:29 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน อังคาร12พ.ย.2556 )
เรื่องราวที่อยากจะเขียนถึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของปฏิกิริยาของการผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของสภาผู้แทนฯนั้นมีมากมาย แต่เรื่องที่น่าจะเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งนั่นก็คือเรื่องของ "ม็อบต้านโกง"
หรือจะให้กล่าวอีกอย่างก็คือ เราจะพบว่า การต้านกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น มีลักษณะของความซับซ้อนเพราะร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ผ่านสภาผู้แทนฯนั้น ในความรับรู้ร่วมกันของสังคมก่อนที่จะผ่านสภานั้น เป็นเรื่องของการพยายามนิรโทษกรรมบรรดาคนตัวเล็กตัวน้อย ที่ถูกม้วนเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และก่อนที่จะมีประเด็นการถกเถียงเช่นวันนี้ ก็มีแต่เรื่องราวสำคัญที่เป็นข่าวอยู่เรื่องเดียวหลักๆ ก็คือว่า ตกลงทหารจะหลุดหรือไม่ (วันนี้เรื่องนี้เงียบไป) เพราะแกนนำการชุมนุม และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าสั่งฆ่านั้นต่างก็เชื่อมั่นว่าตนนั้นถูกต้องและพร้อมจะสู้คดี
แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเนื้อหาของตัวร่างกฎหมายในขั้นกรรมาธิการ และเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ เรื่องราวก็เปลี่ยนไปจากเรื่องราวของการนิรโทษกรรมมาสู่เรื่องของระบอบต้านโกงเป็นเนื้อหาหลัก ด้วยความเชื่อที่ว่าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน คนโกงก็จะได้รับการนิรโทษ และเรื่องของการโกงในสังคมไทยก็จะกลายเป็นเรื่องที่รับได้
ทั้งที่ในเรื่องของการต่อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ยังมีเรื่องของการคัดค้านในอีกด้านหนึ่งด้วย นั่นก็คือ หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ก็จะทำให้คนที่ถูกกล่าวหาว่าสั่งฆ่าผู้ชุมนุมนั้นหลุดรอดไปด้วย แต่เรื่องราวในฝั่งนี้ถูกนำเสนอในแง่ของความแตกแยกระหว่างเสื้อแดงกับพรรค หรือในแง่ของการถูกหลอกของคนเสื้อแดงเสียมากกว่า
ขณะที่ข่าวการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมในแบบต้านโกงนั้นถูกนำเสนอในแง่ของม็อบที่จุดติด และพลังจำนวนมหาศาลของมวลมหาประชาชน ด้วยภาพสีสันของข่าวและความสอดคล้องกันของภาคส่วนต่างๆ ของสังคม
โดยไม่ได้ตั้งข้อสงสัยถึงลักษณะที่อาจจะขัดกันเองหลายๆ ประการของม็อบที่น่าจะเรียกง่ายๆ ว่า "ม็อบต้านโกง" เช่นเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวเช่นนี้แล้ว ทางออกของการนิรโทษกรรมคืออะไร? เพราะเรื่องนี้ควรจะกลับไปตั้งหลักที่ เรื่องของการนิรโทษกรรม ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความปรองดอง แต่สุดท้ายก็มาจบลงที่เรื่องของการต้านโกง การไม่นิรโทษคนโกง และการไม่ปรองดองกับคนโกง
หรือการที่แกนนำของม็อบเองนั้นก็เคยเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าโกงมาก่อน หรือระบอบที่มาจัดการคนโกงอย่างการทำรัฐประหารเองนั้นก็นำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยเพราะว่าผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากระบอบรัฐประหารก็ถูกกล่าวหาว่าโกงเช่นกัน
คําถามที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ทำไมการต้านโกงของประเทศนี้จึงเป็นเรื่องที่ใหญ่โตเสียจนทำให้คุณค่าในส่วนอื่นๆ ของสังคมนั้นสามารถถูกลดทอนลงได้ อาทิ เรื่องของสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวหรือการพิจารณาในแง่ของการให้อภัยสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกม้วนตัวเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมือง หรือในแง่ของประชาธิปไตย-ที่ข้อกล่าวหาเรื่องของการโกง ทำให้การทำรัฐประหารซึ่งเป็นการทำลายกฎหมายและระบบนิติรัฐ-นิติธรรม รวมทั้งระบอบการเลือกตั้งและประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นได้ (ยิ่งโดยเฉพาะกับคนหลายคนที่ยอมรับว่าไม่ต้องการการรัฐประหาร แต่เห็นว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะหนทางปกติในการต้านโกงนั้นทำงานไม่ได้)
ถ้าเราไม่ด่วนสรุปกันจริงๆ ว่า ม็อบต้านโกงนั้นเป็นเรื่องที่เท่ากับม็อบต้านคุณทักษิณ เราก็คงต้องมานั่งคิดมากอยู่ว่าสังคมไทยรับไม่ได้กับการโกงเอาเสียเลย หรือสังคมไทยนั้นรับไม่ได้กับการโกงอะไรบ้าง
หรือถ้าคิดอีกทีว่า ถ้าเรากล้าฟันธงไปเลยว่า ถ้าม็อบต้านโกงกับม็อบต้านคุณทักษิณนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน เราก็ต้องมานั่งคิดว่าทำไมคนจำนวนไม่น้อยถึงรับคนอย่างคุณทักษิณไม่ได้เอาเสียเลย
พูดอีกอย่างก็คือ ระบอบต้านโกงแบบบ้านเรานั้นมีชีวิตที่เติบโตขึ้นอย่างใหญ่โต มีตรรกะของมันเอง และมีพัฒนาการไปสู่เรื่องที่ใหญ่โตขึ้นไปกว่านั้นคือ ระบอบต้านโกงนั้นมิได้มีความสำคัญในด้านของเนื้อหาสาระว่าการโกงคืออะไร
แต่ยังรวมไปถึงการทำหน้าที่ทางการเมืองของการกล่าวหาคนโกงที่สามารถรองรับการละเมิดกฎเกณฑ์ปกติของการจัดการการโกงได้ด้วย ซึ่งหมายถึงว่าเอาเข้าจริงแล้ว เมื่อเรากล่าวหาว่าการโกงนั้นเป็นเรื่องของการไม่ทำตามกฎเกณฑ์ แต่ท้ายที่สุดเราก็จัดการ-การไม่ทำตามกฎเกณฑ์ด้วยการล้มกฎล้มเกณฑ์ด้วยอำนาจนอกระบบเช่นกัน โดยเฉพาะการทำรัฐประหาร และที่สำคัญจะพบว่าการทำรัฐประหารในสองครั้งหลังคือเมื่อ 2534 และ 2549 นั้นก็มีเรื่องของการโกงเป็นข้ออ้างสำคัญในการทำรัฐประหาร และมีกระบวนการจัดการการโกงในลักษณะพิเศษทั้งสองครั้ง
ทีนี้เมื่อมาพิจารณาในเรื่องของการโกง เราคงต้องตั้งคำถามก่อนว่า การโกงมีกี่แบบ และแบบไหนที่สังคมไทยรับไม่ได้มากที่สุด
ผมอยากจะลองตอบว่า การโกงน่าจะมีอยู่สักสี่แบบ หรือสี่กลุ่มใหญ่ นั่นก็คือ ชาวบ้าน นักธุรกิจ ข้าราชการ และนักการเมือง
การโกงของชาวบ้านนั้นไม่ค่อยเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องระหว่างกัน หรือเป็นเรื่องที่สามารถใช้อำนาจรัฐในการไล่จับได้
การโกงของเอกชนก็เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องใหญ่สุดก็คงจะมีสองเรื่องคือ โกงประชาชน และโกงภาษี ซึ่งก็จะรุนแรงมากขึ้นไปกว่าการโกงของชาวบ้าน
การโกงของข้าราชการในอดีตนั้นจับได้ยาก และประชาชนไม่ค่อยได้รับความเชื่อมั่น เพราะข้าราชการเขาเป็นผู้ปกครองประเทศเสียเอง แต่ในระยะหลังเมื่อมีองค์กรที่ตรวจสอบ หรือมีสื่อต่างๆ เรื่องของการโกงของข้าราชการนั้นก็ถูกตรวจสอบมากขึ้น
การโกงของนักการเมืองนั้นเป็นการโกงที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในความรู้สึกของเรา อันนี้จะว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับนักการเมืองก็อาจจะไม่ได้ เพราะนักการเมืองนั้นเมื่อโกงก็จะรุนแรงที่สุดในความหมายที่ว่า เขาเข้ามาสู่อำนาจรัฐ (หรือร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ) จึงจับได้ยาก และหากนักการเมืองนั้นมาจากนักธุรกิจและโกงให้ธุรกิจตนเองด้วยก็จะยิ่งทำให้กลไกการตรวจสอบมันทำงานได้ยาก
และที่สำคัญนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าโกงนั้นถูกมองว่าร้ายที่สุดก็เพราะว่าเมื่อนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าโกงนั้น-มาจากประชาชนด้วย ก็จะยิ่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยนั้นเปราะบางเข้าไปใหญ่ ทั้งจากคนที่มีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเอง และสำหรับคนที่ไม่มีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยนั้น
การมีนักการเมืองจากประชาชนแล้วถูกกล่าวหาว่าโกงนั้น ยิ่งเข้าทางของการเป็นเงื่อนไขที่บอกว่าประชาชนยังไม่พร้อมที่จะปกครองตัวเอง และมันไม่ยุติธรรมในความหมายที่ว่ามันไม่สอดคล้องกับความจริงอันแสนจะงดงามที่ว่าคนแต่ละคนควรจะทำหน้าที่ตามคุณสมบัติ/คุณลักษณะของตนเอง (ขณะที่ความยุติธรรมอาจจะมีความหมายในแง่อื่นๆ อีก เช่นความเท่าเทียมกันในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เป็นต้น แต่สิ่งนี้ไม่ได้รับการพิจารณา)
นอกจากนั้น การโกงของนักการเมืองนั้นเลวร้าย เพราะว่านักการเมืองนั้นสามารถสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ได้ด้วย เพราะเขาไม่ใช่แค่คนคุมกฎเหมือนข้าราชการ แต่เขาสามารถเขียนกฎหมายใหม่ได้ด้วย
คนที่รักประชาชนเอามากๆ ก็จะยิ่งรับนักการเมืองที่โกงไม่ได้ เพราะเชื่อว่านี่คือปัญหาศีลธรรมที่สูงที่สุดอันหนึ่ง เพราะการโกงของนักการเมืองนั้นไปเปลี่ยนแปลงประชาชนให้ยอมรับการโกงต่อไป จึงเป็นอันตรายต่อประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ เพราะโดยทั่วไปการโกงนั้นถูกมองมาตลอดอยู่แล้วว่าเกิดได้เพราะวัฒนธรรมบางอย่าง-อาจจะมองว่าการโกงบางเรื่องนั้นรับได้ และยิ่งการโกงมีมากขึ้น และมีการลดแลกแจกแถมหรือแลกเปลี่ยนกันอีก การโกงก็จะไปเปลี่ยนวัฒนธรรมให้รับการโกงได้มากขึ้น และทำร้ายประชาชนในระยะยาว ซึ่งส่งผลมากกว่าในเรื่องทางเศรษฐกิจเข้าไปอีก
เท่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรทำให้กระจ่าง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องพิจารณาอีกเรื่องหนึ่งด้วย นั่นก็คือ ระบอบต้านโกงที่ดำรงอยู่นั้นไม่ใช่ว่าไม่มี แต่อาจจะทำงานไม่ได้เต็มที่ แต่เราก็อาจจะต้องพิจารณาว่า ที่ทำไม่ได้เต็มที่นั้นเพราะว่าระบบเราไม่เข้มแข็ง หรือเพราะว่าวิธีคิดเรื่องของการต้านโกงนั้นมันก็มีประเด็นท้าทายสำคัญอยู่ในนั้นกันแน่? (หรือทั้งสองอย่าง?)
กล่าวคือ หากพิจารณาให้ดี ระบอบต้านโกงโดยเฉพาะระบอบต้านโกงที่มุ่งไปที่นักการเมืองนั้นปรากฏตัวอย่างชัดเจนนับตั้งแต่มีการปฏิรูปการเมือง ที่มุ่งเน้นที่จะจัดการนักการเมืองที่โกงให้ได้ ดังที่จะพบในกรณีของการตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะหนึ่งในองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงองค์กรอื่นๆ ที่มีมาก่อน เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือที่มาทีหลัง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (2542) กรมสืบสวนคดีพิเศษ (2545) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.) ในยุคหลังรัฐประหาร และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
งานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ของอาจารย์ประเทือง ม่วงอ่อน แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ชี้ให้เห็นว่าระบอบการจัดการการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นเมื่อนับงบประมาณรวมกันแล้ว (ไม่นับในส่วนของศาล) มีสถานะเท่ากับกระทรวงย่อมๆ หนึ่งกระทรวง ซึ่งหมายถึงว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มงบประมาณขึ้นเรื่อยๆ ในทุกองค์กร นอกจากนั้น ยังมีลักษณะที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง และทับซ้อนของอำนาจหน้าที่ ไม่รวมถึงความลักลั่นของการทำงานเช่นการไล่จับนักการเมืองท้องถิ่น แต่ก็ของบประมาณและความร่วมมือไปที่หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นด้วยในกรณีของจังหวัดกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่จับเขาด้วยและขอการสนับสนุนด้านงบประมาณกับเขาด้วย
ประเด็นท้าทายที่สำคัญอีกประเด็นที่อาจารย์ประเทืองชี้ให้เห็น ก็คือ ระบบการต้านการทุจริตฯในประเทศไทยนั้นมีลักษณะที่ถูกจัดตั้งมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลบางยุคสมัยเช่นกัน โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการพยายามนิยามความดีและคุณธรรมที่องค์กรต่างๆ เชิดชู
หรือกล่าวอีกอย่างเมื่อพิจารณาจากงานวิจัย ก็คือการอ้างอิงถึงความดีและคุณธรรมนั้นบ่อยครั้งทำหน้าที่เป็นฐานความชอบธรรมของการมีระบอบต้านโกง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะไปไกลถึงการมองว่าประชาชนนั้นยังขาดการศึกษา หรือไม่พร้อมที่จะดูแลตนเอง ดังคำสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต้านโกงเหล่านั้นในงานวิจัยของอาจารย์ประเทือง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่ท้าทายต่อความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยในภาพรวมด้วย
และเรามักจะไม่ค่อยนึกกัน ว่าสุดท้ายแล้วหากระบอบต้านโกงนั้นทำงานใหญ่โตขึ้นจนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเสียเอง โดยที่ไม่มีใครตั้งคำถามว่าระบอบได้พัฒนาขึ้นมาเสียจนสามารถจัดการทุกคนทุกเรื่องได้โดยไม่ต้องยึดโยงกับระบอบประชาธิปไตยด้วยแล้ว ระบอบต้านโกงก็อาจจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทุกคนกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาไปด้วย
ยิ่งในกรณีที่ระบอบต้านโกงที่เกิดขึ้นในวันนี้ยิ่งกว้างขวางไปกว่ากลไกตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานระบอบต้านโกงที่ทำงานอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องต้านโกงการเป็นการช่วงชิงกันในแง่ของการกล่าวหาทางการเมือง และการรณรงค์ด้านจิตสำนึกมากกว่าการให้ความสำคัญกับกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ระบอบการต้านโกงแบบไทยๆ ที่มีลักษณะปฏิบัตินิยมสูง (คือมุ่งไปที่ผลโดยอาจไม่สนใจกระบวนการ)เช่นนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อความเป็นธรรมและอาจเต็มไปด้วยอคติอีกมากมายที่เรานึกไม่ถึงก็อาจเป็นได้
.
___________________________________________________________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2556-11-13
2556-11-11
ราคาสุดซอย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
ราคาสุดซอย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1384095819
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:11:26 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย. 2556 หน้า 6 )
ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ www.thairath.co.th
ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ผมอยู่ห่างจากสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์กว่า 800 กม. ไม่มีญาติคนใดเข้าไปอยู่ในการประท้วงที่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายสักคนเดียว แต่ผมเจ็บปวดกับการล้อมปราบด้วยอาวุธจริง จนเป็นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตเกือบร้อย และบาดเจ็บกว่า 2,000 รวมทั้งการใช้ (abuse) กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมแก่ผู้คนอีกร่วม 1,000 หลังจากนั้น
จึงอยากเรียนให้ ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบว่า ผมไม่มีความ 'เจ็บปวด'(เจ็บแค้น) ส่วนตัวกับใครแต่อย่างใดทั้งสิ้น แม้กระนั้นผมก็ค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะผมห่วงลูกหลานในอนาคตว่าจะอยู่กันต่อไปในสังคมที่ผู้มีอำนาจใช้ความรุนแรงเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป ก็ต้องเดินหน้าไปสู่ความเป็นสังคมที่มีหลักประกันว่า ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย (ไม่ใช่เพียงอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็ได้)
ผู้มีอำนาจไทยใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนกับประชาชนมาหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะได้รับการนิรโทษกรรม ด้วยข้ออ้างอย่างเดียวกับที่คุณยิ่งลักษณ์ใช้ คือเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่สนใจว่าแล้วจะเดินหน้าไปสู่อะไร ถ้าเห็นแก่ลูกหลานจริง ต้องหยุดความป่าเถื่อนของผู้มีอำนาจลงให้ได้ ไม่ใช่การให้อภัยตั้งแต่ผู้ทำผิดยังไม่สำนึกผิดเลย ดังร่าง พ.ร.บ.ซึ่งผ่านสภาผู้แทนฯไปด้วยการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์เป็นสมาชิกคนสำคัญอยู่
ผมพูดเรื่องนี้เพื่อบอกว่า คำประกาศถอยหลังสุดซอยของท่านนายกฯ ไม่ช่วยให้คะแนนเสียงของรัฐบาลดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะคนที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยความคิดเหมือนกับผม คือไม่ใช่ความเจ็บแค้นส่วนตัว แต่เป็นความห่วงใยต่ออนาคตของสังคมไทย คงรู้สึกถูกสบปรามาสเหมือนกัน ผมเชื่อว่านอกจากผมแล้ว ยังมีคนอย่างนี้อีกมาก แม้เราไม่มีกำลังออกไปเดินประท้วงในถนนให้ทีวีรายงานข่าวก็ตาม
ผมไม่รู้ว่ากุนซือคนไหนที่ร่างแถลงการณ์ให้คุณยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อออกจากปากของคุณยิ่งลักษณ์ได้ ก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรเรียนรู้และจดจำไว้ ว่าคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยมีความเห็นต่อเราอย่างไร
ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงปฏิปักษ์ของคุณยิ่งลักษณ์ซึ่งอาจใช้ความกำกวมในการประกาศถอยหลังครั้งนี้ ไปในทางให้ร้ายคุณยิ่งลักษณ์ได้ถนัด เช่นข่าวของสำนักข่าวอิศราในสังกัดสมาคมนักข่าว ที่รายงานข่าวว่าคุณยิ่งลักษณ์ประกาศสู้สุดซอย ถ้านักข่าวอ่านหนังสือไทยไม่แตกได้ถึงแค่นี้ สิ่งที่สมาคมน่าจะฝึกอบรมนักข่าวก่อนอื่นคือวิชาอ่านเอาเรื่อง
ผมก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกุนซือถึงไม่ร่างประกาศให้ตรงไปตรงมาว่า จะถอยโดยมติของวุฒิสภา เพราะความคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนจำนวนมาก... ทั้งที่แสดงออกในถนน และนอกถนน
ในขณะเดียวกัน ข้อค้านของกลุ่มที่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ก็น่าสังเวชพอๆ กัน นักกีฬา, ดารา, ป.ป.ช., ตุลาการ, และผู้บริหารมหาวิทยาลัย พากันออกมาประท้วงให้เป็นข่าวทั่วไป แต่เกือบทั้งหมดของแถลงการณ์หรือคำให้สัมภาษณ์ที่ผมได้อ่านและฟัง ล้วนต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วยเหตุผลที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ปล่อยให้คุณทักษิณ ซึ่งต้องโทษในกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รอดพ้นจากการถูกลงโทษทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างจากคำให้สัมภาษณ์ของอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวอย่างก็ได้ ท่านบอกว่าร่าง พ.ร.บ.ทำลายระบบนิติรัฐ ส่งเสริมการคอร์รัปชั่น เพราะถึงโกงไปก็จะไม่เป็นไร เพราะจะได้รับนิรโทษกรรม ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยรู้สึกเดือดร้อน เพราะจะสอนลูกศิษย์ให้มีคุณธรรมได้อย่างไร ถ้าการคอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องที่สังคมถูกบังคับให้ไม่เอาโทษ
แต่ท่านไม่พูดถึงการรัฐประหาร ว่าทำลายระบบนิติรัฐไปอย่างไร ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดของคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครได้ประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนี้) ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดในคดียึดทรัพย์ และข้อฉงนของนักกฎหมายอีกมากที่สงสัยว่าหลักฐานเหล่านั้นประกอบกันขึ้นเป็นความผิดทางกฎหมายได้หรือไม่ และแน่นอนท่านไม่พูดถึงกระบวนการของคดี ซึ่งเกิดขึ้นจากผลของการรัฐประหาร
ผมไม่ต้องการให้เข้าใจว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะมีเหตุการณ์ที่สำคัญกว่านั้นอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ เช่น กรณีกรือเซะ, ตากใบ, ฆ่าตัดตอน, การหายตัวไปของคุณสมชาย นีละไพจิตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสอบสวนให้กระจ่างสักเรื่องเดียว แม้แต่การปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อต่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นต่ออุปกรณ์ของสนามบินสุวรรณภูมิ หรือราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตของหุ้นบริษัทมือถือของชินวัตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสืบสวนจนกระจ่าง หรือมีคำอธิบายที่พอจะรับได้จากใครทั้งสิ้น
คุณทักษิณนั้นรอดตัวกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปทันที ที่กระบวนการทำคดีกลายเป็นผลมาจากการรัฐประหาร (ทั้งด้วยอาวุธและตุลาการภิวัฒน์)
เพราะใครๆ ก็อาจเคลือบแคลงได้ว่าทั้งหมดคือการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรมต่อคุณทักษิณ
ท่านอธิการบดีกำลังพูดถึงนิติรัฐด้านเดียว และกำลังพูดถึงการเว้นโทษแก่คนโกงโดยไม่ใส่ใจต่อรายละเอียดที่คนอื่นอาจใช้เพื่อสามารถใช้วิจารณญาณของตนเองได้ ถ้าเราเป็นครู ให้ข้อมูลด้านเดียวเพื่อนำมาสู่ข้อสรุปตามอคติส่วนตน จะถือว่าเป็นการโกงนักศึกษาหรือไม่ และนี่ใช่การคอร์รัปชั่นหรือไม่ เพราะครูไม่ใช่นักปลุกระดม
ยิ่งกว่านี้ ท่านอธิการไม่พูดถึงความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ ไม่ว่าในกรณีกรือเซะ ตากใบ การอุ้มหาย การสังหารหมู่กลางเมืองที่สี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์เลย ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับให้สังคมเว้นโทษแก่ฆาตกรด้วย ทั้งๆ ที่การสืบสวนสอบสวนของบางเหตุการณ์กำลังดำเนินไปอย่างรัดกุมและโปร่งใส (เพราะสาธารณชนอาจตรวจสอบได้) นี่คือเรื่องชีวิตจริง เลือดเนื้อจริง และความทุกข์ยากจริงที่ครอบครัวญาติมิตรของเหยื่อได้รับ ลืมไปได้เฉยๆ เลย เหี้ยมไหมครับ
คุณธรรมที่จุฬาฯ อยากปลูกฝังให้ลูกศิษย์ของตนคืออย่าโกง แต่เหี้ยมโหดอย่างไรก็ได้ใช่หรือไม่
การต่อต้านกลางถนนที่ดำเนินไปในกรุงเทพฯ จึงช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่พรรคเพื่อไทย เพราะเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นอันมาก ไม่เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมนัก เพราะความเหี้ยมของขบวนการต่อต้านกลางถนนเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมาดูทางฝั่งพรรคเพื่อไทย การก้าวพลาดทางการเมืองในครั้งนี้ มีราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ และมีราคาสักเท่าไร
ผมคิดว่ามีแน่ และเท่าที่จะพอประเมินได้ในขณะนี้ คงมีดังนี้
1. ร่าง พ.ร.บ.ช่วยชุบชีวิตของพรรคคู่แข่งคือ ปชป.ให้กลับมากระปรี้กระเปร่าในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ ได้อีกครั้ง แนวทางทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพที่เผชิญหน้าอย่างไม่ลดละนั้น ผมเชื่อว่าไม่เข้ากับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของคนในเขตเมืองเสียแล้ว และการเมืองภายในของพรรคทำให้หันเหออกจากแนวทางนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลานี้ แต่แนวทางนี้กลับดูมีเหตุผลมากขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับการหักด้ามพร้าด้วยเข่าของพรรคเพื่อไทย
ปชป.ก็คงรู้ว่าตัวได้รับส้มหล่น และคงพยายามยืดเวลาบทพระเอกในท้องถนนของตนออกไปให้นานที่สุด เช่น คุณสุเทพเพิ่งประกาศเมื่อเขียนบทความนี้ว่าจะไม่เลิกการชุมนุมจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ต้องตกไปจากรัฐสภาโดยสิ้นเชิง... คือวุฒิฯไม่รับร่าง ต้องส่งกลับมาสภาผู้แทนฯ ต้องโหวตให้ตกไป (หรือแก้ไขตามที่วุฒิฯเสนอ)... ทั้งหมดนี้กินเวลาพอสมควร
2. ความเนิ่นนานหมายถึงเหยื่อของฝ่ายเสื้อแดงต้องทนทุกข์ในคุกต่อไป อย่าลืมว่าพรรค พท.เองก็ปล่อยให้คนเสื้อแดงอยู่ในคุกมานานแล้ว คนเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.นี้กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการเหมาเข่ง คือญาติมิตรของคนที่อยู่ในคุก ถ้าพวกเขายัง'เจ็บปวด'ไม่พอ ก็จะได้รับความ'เจ็บปวด'มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เสื้อแดงทุกฝ่ายเห็นได้ชัดมากขึ้นว่า เพื่อแลกกับการกลับบ้านของคุณทักษิณนั้น พรรคเพื่อไทยพร้อมแลกแม้แต่คุณค่าชีวิตของ'ไพร่'เท่าไรก็ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยเชื่ออย่างจริงใจว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่ 'ควายแดง' เขาคงเรียนรู้พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณไปได้มากทีเดียว ดังนั้น จะหวังให้เขามีพฤติกรรมทางการเมืองเหมือนเดิม จึงไม่พึงคิด
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงกลุ่มนี้จะไม่เลือกพรรค พท. แต่จำนวนไม่น้อยจะเลือก พท.ในเชิงยุทธศาสตร์ ในฐานะนักการเมือง-สมาชิก พท.น่าจะรู้ดีว่าการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์นั้นแตกต่างจากการเลือกตั้งเชิงความภักดีอย่างไร
3. ผมเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนเสียงน้อยลง แม้ยังเป็นฝ่ายที่ได้คะแนนสูงสุด และเพื่อไทยจะได้เรียนรู้การเป็นรัฐบาลผสมที่ตัวไม่ได้มีเสียงเด็ดขาด ในขณะที่ปฏิปักษ์ของเพื่อไทยในสังคมยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม พท.จะดำเนินนโยบายในการบริหารได้ยากขึ้น จนทำให้โครงการดีๆ เช่นปรับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่อาจทำได้ราบรื่นยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงอาจทำไม่ได้เลย ซึ่งย่อมทำให้คะแนนนิยมของพรรคเสื่อมลงไปอย่างหลีกไม่พ้น
4. ราคาที่ต้องจ่ายสูงไม่น้อยเหมือนกันคือคุณทักษิณ ชินวัตร โอกาส "กลับบ้าน" คงจะเนิ่นนานออกไป ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณในครั้งนี้ ทำให้ผู้มีอำนาจนอกและเหนือการเมืองทั้งหมด ต้องต่อรองการ "กลับบ้าน" ในราคาที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก เช่นคุณทักษิณอาจต้องยอมเข้าคุก อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้นๆ อันหนึ่ง
.
ราคาสุดซอย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1384095819
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 07:11:26 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย. 2556 หน้า 6 )
ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ www.thairath.co.th
ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ผมอยู่ห่างจากสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์กว่า 800 กม. ไม่มีญาติคนใดเข้าไปอยู่ในการประท้วงที่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายสักคนเดียว แต่ผมเจ็บปวดกับการล้อมปราบด้วยอาวุธจริง จนเป็นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตเกือบร้อย และบาดเจ็บกว่า 2,000 รวมทั้งการใช้ (abuse) กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมแก่ผู้คนอีกร่วม 1,000 หลังจากนั้น
จึงอยากเรียนให้ ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบว่า ผมไม่มีความ 'เจ็บปวด'(เจ็บแค้น) ส่วนตัวกับใครแต่อย่างใดทั้งสิ้น แม้กระนั้นผมก็ค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะผมห่วงลูกหลานในอนาคตว่าจะอยู่กันต่อไปในสังคมที่ผู้มีอำนาจใช้ความรุนแรงเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป ก็ต้องเดินหน้าไปสู่ความเป็นสังคมที่มีหลักประกันว่า ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย (ไม่ใช่เพียงอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็ได้)
ผู้มีอำนาจไทยใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนกับประชาชนมาหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะได้รับการนิรโทษกรรม ด้วยข้ออ้างอย่างเดียวกับที่คุณยิ่งลักษณ์ใช้ คือเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่สนใจว่าแล้วจะเดินหน้าไปสู่อะไร ถ้าเห็นแก่ลูกหลานจริง ต้องหยุดความป่าเถื่อนของผู้มีอำนาจลงให้ได้ ไม่ใช่การให้อภัยตั้งแต่ผู้ทำผิดยังไม่สำนึกผิดเลย ดังร่าง พ.ร.บ.ซึ่งผ่านสภาผู้แทนฯไปด้วยการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์เป็นสมาชิกคนสำคัญอยู่
ผมพูดเรื่องนี้เพื่อบอกว่า คำประกาศถอยหลังสุดซอยของท่านนายกฯ ไม่ช่วยให้คะแนนเสียงของรัฐบาลดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะคนที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยความคิดเหมือนกับผม คือไม่ใช่ความเจ็บแค้นส่วนตัว แต่เป็นความห่วงใยต่ออนาคตของสังคมไทย คงรู้สึกถูกสบปรามาสเหมือนกัน ผมเชื่อว่านอกจากผมแล้ว ยังมีคนอย่างนี้อีกมาก แม้เราไม่มีกำลังออกไปเดินประท้วงในถนนให้ทีวีรายงานข่าวก็ตาม
ผมไม่รู้ว่ากุนซือคนไหนที่ร่างแถลงการณ์ให้คุณยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อออกจากปากของคุณยิ่งลักษณ์ได้ ก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรเรียนรู้และจดจำไว้ ว่าคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยมีความเห็นต่อเราอย่างไร
ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงปฏิปักษ์ของคุณยิ่งลักษณ์ซึ่งอาจใช้ความกำกวมในการประกาศถอยหลังครั้งนี้ ไปในทางให้ร้ายคุณยิ่งลักษณ์ได้ถนัด เช่นข่าวของสำนักข่าวอิศราในสังกัดสมาคมนักข่าว ที่รายงานข่าวว่าคุณยิ่งลักษณ์ประกาศสู้สุดซอย ถ้านักข่าวอ่านหนังสือไทยไม่แตกได้ถึงแค่นี้ สิ่งที่สมาคมน่าจะฝึกอบรมนักข่าวก่อนอื่นคือวิชาอ่านเอาเรื่อง
ผมก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกุนซือถึงไม่ร่างประกาศให้ตรงไปตรงมาว่า จะถอยโดยมติของวุฒิสภา เพราะความคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนจำนวนมาก... ทั้งที่แสดงออกในถนน และนอกถนน
ในขณะเดียวกัน ข้อค้านของกลุ่มที่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ก็น่าสังเวชพอๆ กัน นักกีฬา, ดารา, ป.ป.ช., ตุลาการ, และผู้บริหารมหาวิทยาลัย พากันออกมาประท้วงให้เป็นข่าวทั่วไป แต่เกือบทั้งหมดของแถลงการณ์หรือคำให้สัมภาษณ์ที่ผมได้อ่านและฟัง ล้วนต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วยเหตุผลที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ปล่อยให้คุณทักษิณ ซึ่งต้องโทษในกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รอดพ้นจากการถูกลงโทษทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างจากคำให้สัมภาษณ์ของอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวอย่างก็ได้ ท่านบอกว่าร่าง พ.ร.บ.ทำลายระบบนิติรัฐ ส่งเสริมการคอร์รัปชั่น เพราะถึงโกงไปก็จะไม่เป็นไร เพราะจะได้รับนิรโทษกรรม ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยรู้สึกเดือดร้อน เพราะจะสอนลูกศิษย์ให้มีคุณธรรมได้อย่างไร ถ้าการคอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องที่สังคมถูกบังคับให้ไม่เอาโทษ
แต่ท่านไม่พูดถึงการรัฐประหาร ว่าทำลายระบบนิติรัฐไปอย่างไร ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดของคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครได้ประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนี้) ท่านไม่พูดถึงรายละเอียดในคดียึดทรัพย์ และข้อฉงนของนักกฎหมายอีกมากที่สงสัยว่าหลักฐานเหล่านั้นประกอบกันขึ้นเป็นความผิดทางกฎหมายได้หรือไม่ และแน่นอนท่านไม่พูดถึงกระบวนการของคดี ซึ่งเกิดขึ้นจากผลของการรัฐประหาร
ผมไม่ต้องการให้เข้าใจว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะมีเหตุการณ์ที่สำคัญกว่านั้นอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ เช่น กรณีกรือเซะ, ตากใบ, ฆ่าตัดตอน, การหายตัวไปของคุณสมชาย นีละไพจิตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสอบสวนให้กระจ่างสักเรื่องเดียว แม้แต่การปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อต่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นต่ออุปกรณ์ของสนามบินสุวรรณภูมิ หรือราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตของหุ้นบริษัทมือถือของชินวัตร ฯลฯ ล้วนยังไม่มีการสืบสวนจนกระจ่าง หรือมีคำอธิบายที่พอจะรับได้จากใครทั้งสิ้น
คุณทักษิณนั้นรอดตัวกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปทันที ที่กระบวนการทำคดีกลายเป็นผลมาจากการรัฐประหาร (ทั้งด้วยอาวุธและตุลาการภิวัฒน์)
เพราะใครๆ ก็อาจเคลือบแคลงได้ว่าทั้งหมดคือการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรมต่อคุณทักษิณ
ท่านอธิการบดีกำลังพูดถึงนิติรัฐด้านเดียว และกำลังพูดถึงการเว้นโทษแก่คนโกงโดยไม่ใส่ใจต่อรายละเอียดที่คนอื่นอาจใช้เพื่อสามารถใช้วิจารณญาณของตนเองได้ ถ้าเราเป็นครู ให้ข้อมูลด้านเดียวเพื่อนำมาสู่ข้อสรุปตามอคติส่วนตน จะถือว่าเป็นการโกงนักศึกษาหรือไม่ และนี่ใช่การคอร์รัปชั่นหรือไม่ เพราะครูไม่ใช่นักปลุกระดม
ยิ่งกว่านี้ ท่านอธิการไม่พูดถึงความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ ไม่ว่าในกรณีกรือเซะ ตากใบ การอุ้มหาย การสังหารหมู่กลางเมืองที่สี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์เลย ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับให้สังคมเว้นโทษแก่ฆาตกรด้วย ทั้งๆ ที่การสืบสวนสอบสวนของบางเหตุการณ์กำลังดำเนินไปอย่างรัดกุมและโปร่งใส (เพราะสาธารณชนอาจตรวจสอบได้) นี่คือเรื่องชีวิตจริง เลือดเนื้อจริง และความทุกข์ยากจริงที่ครอบครัวญาติมิตรของเหยื่อได้รับ ลืมไปได้เฉยๆ เลย เหี้ยมไหมครับ
คุณธรรมที่จุฬาฯ อยากปลูกฝังให้ลูกศิษย์ของตนคืออย่าโกง แต่เหี้ยมโหดอย่างไรก็ได้ใช่หรือไม่
การต่อต้านกลางถนนที่ดำเนินไปในกรุงเทพฯ จึงช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่พรรคเพื่อไทย เพราะเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นอันมาก ไม่เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมนัก เพราะความเหี้ยมของขบวนการต่อต้านกลางถนนเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมาดูทางฝั่งพรรคเพื่อไทย การก้าวพลาดทางการเมืองในครั้งนี้ มีราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ และมีราคาสักเท่าไร
ผมคิดว่ามีแน่ และเท่าที่จะพอประเมินได้ในขณะนี้ คงมีดังนี้
1. ร่าง พ.ร.บ.ช่วยชุบชีวิตของพรรคคู่แข่งคือ ปชป.ให้กลับมากระปรี้กระเปร่าในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ ได้อีกครั้ง แนวทางทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพที่เผชิญหน้าอย่างไม่ลดละนั้น ผมเชื่อว่าไม่เข้ากับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของคนในเขตเมืองเสียแล้ว และการเมืองภายในของพรรคทำให้หันเหออกจากแนวทางนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลานี้ แต่แนวทางนี้กลับดูมีเหตุผลมากขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับการหักด้ามพร้าด้วยเข่าของพรรคเพื่อไทย
ปชป.ก็คงรู้ว่าตัวได้รับส้มหล่น และคงพยายามยืดเวลาบทพระเอกในท้องถนนของตนออกไปให้นานที่สุด เช่น คุณสุเทพเพิ่งประกาศเมื่อเขียนบทความนี้ว่าจะไม่เลิกการชุมนุมจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ต้องตกไปจากรัฐสภาโดยสิ้นเชิง... คือวุฒิฯไม่รับร่าง ต้องส่งกลับมาสภาผู้แทนฯ ต้องโหวตให้ตกไป (หรือแก้ไขตามที่วุฒิฯเสนอ)... ทั้งหมดนี้กินเวลาพอสมควร
2. ความเนิ่นนานหมายถึงเหยื่อของฝ่ายเสื้อแดงต้องทนทุกข์ในคุกต่อไป อย่าลืมว่าพรรค พท.เองก็ปล่อยให้คนเสื้อแดงอยู่ในคุกมานานแล้ว คนเสื้อแดงที่ค้านร่าง พ.ร.บ.นี้กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการเหมาเข่ง คือญาติมิตรของคนที่อยู่ในคุก ถ้าพวกเขายัง'เจ็บปวด'ไม่พอ ก็จะได้รับความ'เจ็บปวด'มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เสื้อแดงทุกฝ่ายเห็นได้ชัดมากขึ้นว่า เพื่อแลกกับการกลับบ้านของคุณทักษิณนั้น พรรคเพื่อไทยพร้อมแลกแม้แต่คุณค่าชีวิตของ'ไพร่'เท่าไรก็ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยเชื่ออย่างจริงใจว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่ 'ควายแดง' เขาคงเรียนรู้พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณไปได้มากทีเดียว ดังนั้น จะหวังให้เขามีพฤติกรรมทางการเมืองเหมือนเดิม จึงไม่พึงคิด
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงกลุ่มนี้จะไม่เลือกพรรค พท. แต่จำนวนไม่น้อยจะเลือก พท.ในเชิงยุทธศาสตร์ ในฐานะนักการเมือง-สมาชิก พท.น่าจะรู้ดีว่าการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์นั้นแตกต่างจากการเลือกตั้งเชิงความภักดีอย่างไร
3. ผมเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนเสียงน้อยลง แม้ยังเป็นฝ่ายที่ได้คะแนนสูงสุด และเพื่อไทยจะได้เรียนรู้การเป็นรัฐบาลผสมที่ตัวไม่ได้มีเสียงเด็ดขาด ในขณะที่ปฏิปักษ์ของเพื่อไทยในสังคมยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม พท.จะดำเนินนโยบายในการบริหารได้ยากขึ้น จนทำให้โครงการดีๆ เช่นปรับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่อาจทำได้ราบรื่นยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงอาจทำไม่ได้เลย ซึ่งย่อมทำให้คะแนนนิยมของพรรคเสื่อมลงไปอย่างหลีกไม่พ้น
4. ราคาที่ต้องจ่ายสูงไม่น้อยเหมือนกันคือคุณทักษิณ ชินวัตร โอกาส "กลับบ้าน" คงจะเนิ่นนานออกไป ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณในครั้งนี้ ทำให้ผู้มีอำนาจนอกและเหนือการเมืองทั้งหมด ต้องต่อรองการ "กลับบ้าน" ในราคาที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก เช่นคุณทักษิณอาจต้องยอมเข้าคุก อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้นๆ อันหนึ่ง
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

