.
คำ ผกา : เครื่องแบบเหตุแห่งความเขลา
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379604646
วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 08:02:33 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 ก.ย.56 ปี 33 ฉ.1726 หน้า 88 )
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาสองเรื่อง
ลำดับคุณภาพการศึกษาไทยรั้งท้ายสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน กับข่าวโปสเตอร์รณรงค์ให้ตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของเครื่องแบบนักศึกษา โดยกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่ง
และเหตุที่มันเป็นข่าวครึกโครมมากก็ด้วยเหตุว่า ภาพในโปสเตอร์รณรงค์นั้นสื่อถึงนัยทางเพศอันเป็นเรื่องที่สังคมไทยอ่อนไหวต่อมันมากที่สุด (แปลว่าดัดจริตต่อมันมากที่สุด) และอ่อนไหวมากขึ้นเมื่อเป็นการร่วมเพศในชุดนักศึกษา และยิ่งเป็นนักศึกษาชายกับชาย และยิ่งกว่านั้นเมื่อภาพนักศึกษาหญิงไม่ใช่นักศึกษาหญิง-กรี๊สสสสส มันจะซับซ้อนเกินไปแล้ว สำหรับสังคมคนอ่อนไหว
ดังนั้น มันจึงเป็นข่าวครึกโครม พร้อมๆ กับที่ อธิการบดี ออกมา "ปราม" ด้วยวลีเด็ดที่คนไทยถูกฝังไว้ในดีเอ็นเอมาตั้งแต่เกิดคือวลีที่บอกว่า "เสรีภาพมีได้แต่ต้องอยู่ในขอบเขต และใช้ไปในทางที่เหมาะสม" และย้ำว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีกฎบังคับให้นักศึกษาต้องแต่งชุดนักศึกษา
ขณะเดียวกัน อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ก็รีบออกมาบอกว่าได้แจ้งยกเลิกกฎการบังคับให้แต่งชุดนักศึกษามาเรียนในวิชา TU 103
อ่านถึงตรงนี้-คนนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-(มีข้อถกเถียงใหม่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของธรรมศาสตร์ คนนอกอย่ายุ่ง, เอิ่ม.. ธรรมศาสตร์ก็ใช้เงินภาษีคนนอกธรรมศาสตร์เยอะอยู่ป่าวคะ?) อย่างฉันนึกสงสัยว่า "อ้าว ถ้ามหาวิทยาลัยไม่มีกฎบังคับให้นักศึกษาแต่งชุดนักศึกษา หากอาจารย์ท่านใดริอ่านบังคับนักศึกษาแต่งชุดนักศึกษา อาจารย์ท่านนั้นน่าจะมีความผิดหรือเปล่า?"
และทำไมจึงยังปรากฏป้าย No Uniform No Service ในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีความเข้าใจร่วมกันว่า เวลาไปสอบต้องแต่งชุดนักศึกษา
หากมหาวิทยาลัยไม่มีกฎบังคับ ก็ต้องไม่ทั้งเวลาเรียน ในห้องเรียน นอกห้องเรียน จะสอบ หรือไม่สอบ การไม่บังคับนี้น่าจะครอบคลุมทั้งหมด
ข่าวอันดับความล้าหลังรั้งท้ายของคุณภาพการศึกษาไทยกับข้อถกเถียงเรื่องการมีอยู่หรือยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
หลายๆ คน (แม้แต่คนที่รณรงค์ให้ยกเลิกเครื่องแบบ) ต่างพากันออกมาบอกว่า ชุดนักศึกษาไม่เกี่ยวกับคุณภาพการศึกษา
แต่ฉันเห็นตรงกันข้าม ฉันเห็นว่ามันเกี่ยวพันอย่างมากถึงมากที่สุด
จิตสำนึกแห่งการสยบยอมต่ออำนาจโดยปราศจากการตั้งคำถาม-ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มพูนสติปัญญาและการศึกษาหาความรู้-เกี่ยวโยงตรงกันกับการขังนักเรียนไว้ในเครื่องแบบ .. และต้องขยายความอีกว่า เป็นเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาแบบไทยด้วย
พูดให้ง่ายขึ้นได้ว่า เครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาไทย รวมทั้งทรงผมภาคบังคับ มีผลให้เด็กนักเรียนโง่ลงอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ
คนที่สนับสนุนเครื่องแบบนักเรียนจำนวนไม่น้อยออกมาปกป้องว่า ในต่างประเทศยิ่งเป็นโรงเรียนแพง ยิ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ยิ่งมีเครื่องแบบอันเคร่งครัด เพราะฉะนั้น คนไทยจะไปดัดจริตอะไรไปเลิกเครื่องแบบ
แต่คนเหล่านั้นไม่ได้พูดต่อให้จบ (หรือไม่ก็โดนเครื่องแบบนักเรียนที่เคยใส่มาหลายปีทำลายเซลล์สมองไปเรียบร้อยแล้ว) ว่าเครื่องแบบโรงเรียนเอกชนในหลายๆ ประเทศออกแบบมาเพื่อแสดงสถานภาพอีลีตหรือชนชั้นนำ เพื่อความกลมเกลียวกันฉันท์น้องพี่ของเหล่าอีลีตด้วยกัน มันจึงเป็นเครื่องแบบที่ถูกออกแบบขับเน้นความสง่างาม หยิบโหย่งแบบผู้ดิบผู้ดี
ในขณะที่เครื่องแบบนักเรียนของไทย โดยเฉพาะโรงเรียนของรัฐบาล ถูกออกแบบมาเพื่อลดทอนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของการสร้าง "ข้าราชการในระบบอาณานิคม"
บ่มเพาะสำนึกชนพื้นเมืองที่ต้องศิโรราบต่อเจ้าอาณานิคมที่เป็นผู้ปกครอง
เน้นการผลิต "เสมียน" ที่ไม่ต้องคิด แต่เก่งในการประจบประแจง ลึกซึ้งในระบบลำดับชั้นต่ำสูง มีประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ
สำคัญที่สุดคือไม่มีวันลุกขึ้นต่อต้าน "เจ้านาย" ไม่เพียงแต่ไม่ต่อต้านแต่ยังสามารถอุทิศตนเพื่อปกป้องระบบที่กดขี่ตัวเองเอาไว้ เพราะถูกหลอกว่า "เครื่องแบบ" เหล่านี้คือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ-ภูมิใจที่ได้รับใช้, ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ...
เครื่องแบบนักเรียน ทรงผมนักเรียนของไทยอาการหนักกว่าหลายๆ ที่ในโลก กรณีของแอฟริกา เครื่องแบบโรงเรียนเอกชนถูกประณามว่า colonial legacy หรือมรดกของอาณานิคม
แต่ของไทยนอกจากเป็นมรดกของอาณานิคมแล้ว ยังบวกมรดกของเผด็จการทหารที่เน้นการซ้ายหัน ขวาหัน เชื่อฟัง สามัคคี พลีชีพเพื่อชาติ กราบบุพการี ทำความดีหน้าเสาธง
เด็กไทยโดน "เครื่องแบบ" ควบคุมบงการร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าให้เติบโตไปในทางที่เชื่องต่ออำนาจขนาดนี้ ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าเราจะไม่สามารถผลักระดับสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาของเราให้ทัดเทียมกับใครในโลกได้
เพราะในขณะที่เราคุมร่างกายเขาให้เชื่อง เราจะผลิต "ตำรา" หรือ "หลักสูตร" ที่กระตุ้นให้เขาคิดหรือตั้งคำถามในทางปรัชญาได้อย่างไร เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาเริ่มตั้งคำถาม สิ่งแรกที่พวกเขาจะปฏิเสธคือปฏิเสธ "อำนาจ" ที่บงการร่างกายของเขาอยู่
เพราะฉะนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการดำรงอยู่ของเครื่องแบบ ระบบการเรียนการสอน การจัดหลักสูตรการศึกษาของไทยจึงไม่สามารถไปสู่กระบวนการสร้างนักเรียนที่คิดเป็น ตั้งคำถามได้ สามารถถกเถียงและท้าทาย "อำนาจ" ได้เลย
ต่อให้วางวัตถุประสงค์ไว้เลิศเลอแค่ไหนในหลักสูตร สุดท้ายในทางปฏิบัติก็จะนำมาสู่การเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ เทคนิคการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับปรัชญาได้
มีนักเรียนไปโอลิมปิกวิชาการแล้วก็กลับมาถือพานไหว้ครู คู้เข่ากราบรูปปั้นอะไรต่อมิอะไรที่โรงเรียนเหมือนเดิม
จึงขอฟันธงอีกครั้งว่า ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังไม่ยอมยกเลิกหรือออกแบบเครื่องแบบนักเรียนใหม่ให้มีความที่ส่งเสริมศักยภาพของมนุษย์ ไม่ออกแบบเครื่องแบบนักเรียนเพื่อความสง่างาม ไม่กระตุ้นความภาคภูมิใจในตัวเอง-ก็ไม่มีวันที่ระดับความสามารถทางวิชาการจะถูกยกระดับขึ้นมาได้
เราจะผลิตซ้ำพลเมืองที่มีโลกทัศน์คับแคบ หลงตนเอง ยึดติดกับสถาบัน ภูมิใจที่ได้เป็นทาสของเผด็จการ และระเบียบประเพณีต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังจะเห็นจากทัศนคติของ นักศึกษาคนนี้
"ผมเป็นนักศึกษาที่ภูมิใจกับชุดนักศึกษาของผม และขอบคุณ TU BAND ที่ให้ใส่ชุดนี้ขึ้นร้องเพลง ซึ่งเป็นการใส่ชุดนักศึกษาแล้วทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ "พวกคุณ" ควรให้เกียรติกับเครื่องแบบ สัญลักษณ์ และความเป็นธรรมศาสตร์ ถ้าทำไม่ได้และออกมาเรียกร้องเสรีภาพด้วยวิธีการดูหมิ่น ก็ไปเรียนที่อื่น ที่ที่คุณพึงพอใจซะ อย่ามา ถ้าไม่เคารพ เสียดายที่ให้คนอื่น # โมโหจริงๆ นะ # นั่งพิมนานมากๆๆๆ # มันขึ้นอ่ะ # เป็นคนหนึ่งที่ไม่ใส่ชุด นศ. ทุกวัน # แต่ภูมิใจที่ได้ใส่นะ # ปลวกจิต # ฝันดีนะที่รักทุกคน # ฝันร้ายซะพวกที่ทำ # โมโหเหวี่ยงเขวี้ยงงา" กู๊ด kpn ลั่น ถ้าไม่ให้เกียรติเครื่องแบบธรรมศาสตร์ก็ไปเรียนที่อื่น
http://fb.kapook.com/women-70786.html
ถ้านี่ยังไม่ใช่หลักฐานที่บอกว่า "เครื่องแบบ" นักเรียน นักศึกษาคืออุปสรรคของพัฒนาการสติปัญญา วุฒิภาวะ มิหนำซ้ำ เครื่องแบบยังเป็นไทม์แมชชีนที่นำบุคคลที่สวมใส่กลับไปสู่วิธีคิดแบบยุคกลางที่ฆ่าแม่มดและจับกาลิเลโอไปเผา โปรดดูความคิดเห็นของอาจารย์ท่านนี้
"เป้าประสงค์ของวิชานี้ ซึ่งจัดสอนโดยคณะวิทยาศาสตร์ ต้องการปลูกฝังระเบียบวินัยของนักศึกษา เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการทดลอง ซึ่งมีขั้นตอนและต้องมีระเบียบวินัยในการทดลอง และการแต่งชุดนักศึกษาก็จะเป็นดัชนีตัวหนึ่งในการวัดการมีระเบียบวินัยของนักศึกษาที่คณะต้องการปลูกฝัง ซึ่งนักศึกษาก็เข้าใจดีและปฏิบัติกันมาตั้งแต่ต้นเทอม และวิชานี้ก็เปิดมาเป็น 10 ปี"
รศ.ปกรณ์ เสริมสุข, 9 กันยายน 2556
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.
ที่มา คณะวิทย์ มธ.ย้ำ "ใส่ชุด นศ.เข้าเรียน" ด้าน ปธ.สภา นศ. เตรียมประชาพิจารณ์การแต่งเครื่องแบบ"
www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000113599
อ่านแล้วร้อง "ว้ายยย" ถ้าการแต่งเครื่องแบบสัมพันธ์กับระเบียบวินัยและระเบียบวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการทดลอง-ป่านฉะนี้ ประเทศไทยน่าจะครองความเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นะ-ฮัลโหล ฮัลโหล-ที่ธรรมศาสตร์มีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลนับไม่ถ้วนคนเลยใช่มั้ยคะ-ฮัลโหล ฮัลโหล อุ๊ย โทร.ผิดค่ะ ไม่มีรางวัลโนเบลที่มหาวิทยาลัยนี้เหรอคะ มีแต่อาจารย์อุบลยานแม่
ขอบคุณค่ะ
มีเครื่องแบบนักเรียนยังพอทำเนา เพราะพอจะหวังได้ว่า เมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ยังมีโอกาสในการ "พัฒนา" ศักยภาพในการเป็นคนเต็มคน ได้ฝึกคิด ได้ฝึกตั้งคำถาม ได้ย้อนกลับไปทบทวนว่า 12 ปีที่ผ่านมา ในโรงเรียนตัวเองถูกล้างสมอง ถูกกำกับ "ร่างกาย" ให้เชื่อมต่อระบบมาอย่างไรบ้าง
แต่เปล่าเลย ประเทศไทยชนะเลิศด้วยการที่ยังคงมีเครื่องแบบนักศึกษา แถมยังผลิตซ้ำความเชื่อผิดๆ ว่าชุดนักศึกษาคือ "ชุดพระราชทาน"
ในเว็บไซต์ University Popular ว่าด้วยประวัติศาสตร์ชุดนิสิต พบว่า ชุดนิสิตที่แต่งกันในปัจจุบันนี้ออกแบบโดย สโมสรนิสิตจุฬาฯ ในปี 2507
น่าสนใจว่า "เครื่องแบบพระราชทาน" นั้นมีอยู่จริง และมีอยู่ถึง 6 แบบด้วยกัน ทั้ง 6 แบบ คือ ยูนิฟอร์ม "ทหาร" ในยุคอาณานิคม (ไปดูรูปในเว็บไซต์ได้) บางชุดเหมือนชุดทหารยืนยามที่พระราชวังบักกิ้งแฮมแน่ะ (ถ้าใครอยากใส่ชุดพระราชทานจริง ให้ใส่ชุดแบบหกชุดที่ว่านี้มาเรียนทุกวันเลย) ซึ่งใช้กันอยู่ในช่วงปี 2442-2453 และในช่วงนั้นเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก
ชุดพระราชทานที่ว่านี้คือพระบรมราชานุญาตให้นักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กแต่งตัวเหมือนโรงเรียนพระราชสำนัก-หากไม่เข้าข้างตัวเอง ก็ต้องเข้าใจว่า โรงเรียนมหาดเล็กนี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในความหมายที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน
แต่เป็นโรงเรียน "สร้างข้าราชการ" เพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์ และเพื่อ modernized หรือปรับภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์สยามในยุคนั้นให้ "ดู" เป็นตะวันตกด้วยการ "แต่งกาย" ในเครื่องแบบที่เหมือนกับเครื่องแบบของประเทศเจ้าอาณานิคมร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ
จุดน่าสนใจอยู่ตรงนี้คือ ในปี 2491 (รัฐบาลของ ควง อภัยวงศ์) -นั่นคือเมื่อเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว (เริ่มมีสามัญชนเข้าไปเรียนได้แล้ว และเปิดเป็นมหาวิทยาลัย สอนหนังสือเรียนหนังสือกันจริงๆ แล้ว) ได้มีการกำหนดให้นักศึกษาชายแต่งกายด้วยชุดทหารรักษาดินแดนไปเรียน ต่อมาในปี 2492 ภายใต้รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการออกแบบ "เครื่องแต่งกาย" ของนักศึกษาชายใหม่ จากรูปภาพในเว็บไซต์ เป็น ชุดสูทสากล แต่ทางสโมรสรนิสิตจุฬาฯ ไม่ยอมรับชุดสากลนั้น โดยอ้างว่ามีชุดพระราชทานอยู่แล้ว (กำเนิดวาทกรรมเครื่องแบบพระราชทาน)
จนมาถึงปี 2507 ในสมัยของ ถนอม กิตติขจร สโมสรนิสิตจุฬาฯ จึงออกแบบชุดนักศึกษาอย่างที่ใช้กันในปัจจุบันนี้
เพราะฉะนั้น ชุดนักศึกษาที่ใส่กันทุกวันนี้ ไม่ใช่ชุดพระราชทาน ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของชุดมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ยกเลิกเครื่องแบบนักศึกษา
สุดท้าย ขอฟันธงอีกครั้งว่า เครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา มีผลต่อ "สมอง" และ "จิตสำนึกของผู้สวมใส่" เครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนไทย "ผิดปกติ" จากชาวโลก
หากไม่รีบแก้ไข เราจะกลายเป็นเกาหลีเหนือได้ในเร็ววัน และมาตรฐานการศึกษาของเราจะรั้งท้ายอาเซียนชั่วกัลปาวสาน
ทางออก : เลิกบังคับ ใช้ความสมัครใจว่าใครใคร่ใส่ก็ใส่ เพื่อจะได้แยกออกระหว่างประชาชนไทยที่มีสำนึกแบบสมัยใหม่ กับประชาชนไทยที่มีสำนึกแบบมนุษย์ยุคกลางออกจากกันได้
และเราสัญญาว่าเราจะเรียนรู้ที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2556-09-20
2556-09-14
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
.
บทความ 2 : สัญญาณเตือนรัฐบาล จาก"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ระวัง! กับดักองค์กรอิสระ
..........................................................................................................................................................
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379063946
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 22:08:04 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 มติชนรายวัน 13 ก.ย.2556 )
คอฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกระดับอ่านหนังสือ "ข่าวสดไทยซอกเกอร์ลีก" เป็นประจำไม่เคยขาด บอกว่า แค่เห็นรูปคู่ระหว่างดาราสาว "น้องมะนาว" กับอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา เพียงแวบเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าถ่ายในขณะชมและเชียร์ฟุตบอล
เพราะเห็นเสื้อทีมเหย้าของสุพรรณบุรี เอฟซี ที่อดีตนายกฯสวมใส่อย่างเด่นชัด ขณะที่น้องมะนาวใส่เสื้อของสุพรรณบุรี เอฟซี เช่นเดียวกัน แต่เป็นเสื้อทีมเยือน
อบอวลด้วยบรรยากาศของเกมลูกหนัง ไม่มีอื่นใดเจือปน
ยิ่งต่อมาได้ฟังคำแถลงของดาราสาวคนดังก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยยังได้เข้าแจ้งความตำรวจให้ตามล่าตัวมือมืดที่จงใจแพร่ภาพนี้ด้วยเจตนาร้าย
ขณะที่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีเป้าหมายเพื่อดิสเครดิตทางการเมือง เชื่อมโยงกับการที่นายบรรหารกำลังทำหน้าที่ผู้ประสานงานสภาปฏิรูปประเทศนั่นเอง
ข้อสังเกตของบุตรสาวนายบรรหาร น่าสนใจทีเดียว
เพราะนายบรรหารยิ่งเดินสายพบปะทุกฝักทุกฝ่าย ยิ่งทำให้บรรยากาศปรองดองทางการเมืองดูดีขึ้น แต่ก็อาจจะขัดแย้งกับทิศทางของบางกลุ่มการเมืองเป็นอย่างมาก
บางกลุ่มที่เคยได้ดิบได้ดี ในท่ามกลางความไม่ปกติทางการเมือง อาจเริ่มหวั่นเกรงว่าจะสูญเสียโอกาสนั้นไปได้
จะว่าไปแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า เงื่อนไขที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยวิธีการพิเศษนั้น
นับวันจะเหลือน้อยนิดเต็มที
โดยเห็นได้จากการวางท่าทีของบางขุมกำลังอำนาจ เริ่มนิ่งเฉย ลดบทบาททางการเมืองลงไป ถอยกลับเข้าสู่ที่ตั้งของตนเอง กลับเข้าอยู่ในแนวอยู่ในแถวอย่างสงบเรียบร้อย
ถ้าพูดอย่างเป็นรูปธรรม สถานการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันนี้ คลายความตึงเครียดไปมาก
เหลือแนวรบที่ต้องระแวดระวังแค่ไม่กี่แนว
แค่องค์กรอิสระบางองค์กรเท่านั้น
ส่วนแนวรบฝ่ายค้านและม็อบต่างๆ กลับไม่น่าหวาดหวั่นอะไร
การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะนี้ ไร้พลังอย่างชัดเจน ม็อบที่เคยใหญ่ก็ถึงวันต้องสลาย
ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งควรจะเป็นคู่ต่อสู้สำคัญ กลับทุ่มเก้าอี้ใส่ตัวเองกลางสภา กลับเผลอประจานตัวเองผ่านการพูดจาปราศรัยอัน "ไร้ความฉลาด"
หมดประสิทธิภาพไปแล้ว
มีความเป็นไปได้มากที่บ้านเมืองเรากำลังค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบเป็นลำดับ
หลังจากขัดแย้งแตกแยกมา 8-9 ปี มีการระดมทั้งแม่ทัพนายกองเหล่าขุนน้ำขุนนางยันเปาบุ้นจิ้น ออกมาเปิดหน้าสู้รบในทางการเมืองแบบแตกหัก ผลก็คือ บอบช้ำไปตามๆ กัน
ทุกฝ่ายอาจเริ่มสรุปบทเรียนได้แล้วว่า สถานการณ์สงครามนั้นผ่านเลยไปแล้ว ถึงเวลาต้องถอยกลับเข้าสู่ถิ่นที่ปกติของตนเองกันถ้วนหน้าแล้ว
อาจเริ่มยอมรับว่า การเมืองประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง เป็นกระแสใหญ่ที่ไม่มีใครขัดขวางได้
ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ จะเอาอำนาจพิเศษมากำหนดไม่ได้อีกแล้ว อำนาจประชาชนยังยิ่งใหญ่เสมอ
ถ้าทุกฝ่ายยอมรับเช่นนี้จริงๆ บ้านเมืองเราก็คงจะกลับเข้าที่เข้าทางเสียที
พรรคการเมืองบางพรรคเห็นจะต้องกลับมาปฏิรูปตัวเองครั้งใหญ่ เพื่อหันมาหาประชาชน ไม่ใช่เอาแต่อิงอำนาจนอกระบบ
มุ่งสู่สนามเลือกตั้ง ไม่ใช่เดินวนอยู่แถวย่านสำนักงานองค์กรอิสระ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
+++
สัญญาณเตือนรัฐบาล จาก"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ระวัง! กับดักองค์กรอิสระ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379151505
วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:01:13 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 ก.ย.2556 ปี33 ฉ.1726 น.1726 )
ตลอดเวลา 2 ปีเศษของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ต้องเผชิญแรงเสียดทานจาก 3 ประสาน คือ พรรคฝ่ายค้าน กับ ส.ว.จำนวนหนึ่ง มวลชนนอกสภา และองค์กรอิสระ
จนไม่สามารถเดินหน้าได้สะดวกราบรื่น
ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรม จำนำข้าว โครงการ 2 ล้านล้าน
ตลอดจนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ทั้งที่ประเทศไทยเพิ่งประสบมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554
ท่ามกลางสมรภูมิต่อสู้ทางการเมือง การหักล้างกันด้วยประเด็นข้อกฎหมายยังเป็นอาวุธแหลมคม และสร้างอันตรายให้ฝ่ายรัฐบาลทุกฝีก้าว
ดังคำปาฐกถาของ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่"ฟันธง"ว่าตอนนี้รัฐบาลทำขัดรัฐธรรมนูญแล้ว หลายเรื่อง คือ
การไม่แถลงผลงานรัฐบาลปีละ 1 ครั้ง ต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 75
โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (5) ซึ่งบัญญัติให้นโยบายที่รัฐกำหนดต้องให้มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม
"โครงการรับจำนำข้าวถือว่ารัฐผูกขาดตัดตอนเสียเอง ขัดหลักการรับจำนำ การจำนำคือเอาทรัพย์ไปประกันหนี้กับเจ้าหนี้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งต้องไถ่ถอนหรือมีการต่อรอง แต่นี่กลับตั้งโต๊ะรับซื้อทั้งหมด ถือเป็นการโกหกตั้งแต่ต้น"
นายวสันต์ ยังแสดงอาการหงุดหงิดต่อโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ล่าช้าจนเลยกำหนดการกู้เงินตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา
พร้อมกันนั้น ยังท้วงติงร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ว่าขัดต่อหลักความเสมอภาคทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เนื่องจากการนิรโทษกรรมจะยกเว้นใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ต้องนิรโทษกรรมทั้งยวง
ภายหลังการ"โยนระเบิด"ใส่รัฐบาล
ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อรัฐบาลที่กำลังรับศึกหลายด้านทั้งในและนอกสภา
ว่ากำลังถูกกระชับพื้นที่จากองค์กรอิสระตามแผน 3 ประสานหรือไม่
การฟันธงของนายวสันต์ ไม่ต่างจากการ"ชี้โพรง"ให้ฝ่ายค้านและเครือข่ายต้านรัฐบาล
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากคำพูดของอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะถูกหยิบยกไปขยายผลโจมตีรัฐบาล
นายชัยวัฒน์ บรมานันท์ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นว่า
บทบาทของนายวสันต์ เมื่อครั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่ามีลักษณะมองรัฐบาลในแง่ลบ เมื่อลาออกจากตำแหน่งแต่ยังแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดิม ทำให้สังคมเชื่อว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล
การออกมาพูดในลักษณะโยนระเบิดใส่รัฐบาล กระทำได้ แต่ควรแน่ใจแล้วว่ารัฐบาลมีความผิดตามข้อกล่าวหา ด้วยการนำหลักฐานเอกสารมายืนยัน
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่านายวสันต์เคยเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบุคคคลน่าเชื่อถือ นายวสันต์พูดเมื่อไหร่ ทุกคนต้องเงี่ยหูฟังเมื่อนั้น
ซึ่งกรณีนี้ นอกจากจะ"เข้าทาง"ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ยังถือเป็นการชี้นำ สร้างแรงกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังวินิจฉัยตีความเรื่องต่างๆ ของรัฐบาล
ในทางกลับกัน ถึงจะอ้างว่าเป็นการแสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนธรรมดา
แต่นายวสันต์ต้องถูกฝ่ายหนุนรัฐบาลตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อครั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางจริงหรือไม่
คำถามประเภทนี้ เมื่อดังขึ้นมาก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยรวมอย่างไม่อาจเลี่ยง
ในแง่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ยังถูกโต้แย้งจาก นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายพนัส มองว่าการไม่แถลงผลงาน 1 ปี หรือแถลงล่าช้า ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง การไม่แถลงผลงานไม่ใช่การบริหารงานล้มเหลวที่จะนำไปสู่การล้มรัฐบาลได้
ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐหรือองค์กรอิสระบางแห่งไม่ได้รายงานผลการปฏิบัติงานตามเวลาที่กำหนดไว้ บางองค์กร 3-4 ปี ไม่ได้แถลง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา
สำหรับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม นายพนัสยืนยันว่าสามารถยกเว้นตัวบุคคลได้
หากใช้ตรรกะเหมือนที่นายวสันต์ตีความ กฎหมายอาญาของไทยทั้งฉบับที่กำหนดบทลงโทษแตกต่างกันหลายระดับ ก็จะใช้ไม่ได้ เพราะขัดหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 30"
มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายวสันต์ออกมาแสดงความเห็นเชิงลบต่อรัฐบาล
จะด้วยบังเอิญหรือจงใจ เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้พรรคประชาธิปัตย์ในความพยายามโค่นล้มรัฐบาล ว่าโอกาสไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว
หลังไม่ประสบความสำเร็จนักในการทดลอง"เป่านกหวีด" เดินนำม็อบใต้ทางด่วนอุรุพงษ์มายังรัฐสภา เพื่อคัดค้านการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม
หรือความพยายามขัดขวางที่ประชุมร่วมรัฐสภา ไม่ให้ผ่านวาระ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไปได้ง่ายๆ
แต่แล้วภาพการก่อกวนตีรวนตั้งแต่ต้นจนจบตลอดช่วงเวลากว่า 10 วัน ทำให้ภาพลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ติดลบชนิดกู่ไม่กลับ ทั้งยังสร้างความเบื่อหน่ายให้ประชาชนแสนสาหัส
ขณะที่แกนนำพันธมิตรฯ ก็ประกาศแยกเดินทางใครทางมัน ไม่ขอกอดเกี่ยวร่วมหัวจมท้ายกับพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป
ม็อบสวนยางภาคใต้ก็ถูกสังคมจับตาว่ามีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องตรงไหน อย่างไร ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าลงไปคลุกเต็มตัวมากนัก
นอกจากเตรียมยื่นตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายนิรโทษกรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่นายวสันต์ชี้ช่องให้บนเวทีปาฐกถา
รวมถึงการยื่นวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2557 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีรัฐบาลหั่นงบฯ องค์กรอิสระออกถึงร้อยละ 40 ซึ่ง ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.รวม 114 คน ดำเนินการไปแล้ว
ความหวังยังฝากไว้ตรงการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.
เหมือนกรณีศาลปกครองเคยมีคำสั่ง"ติดเบรก"โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
เหมือนกรณี กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญา นายศิริโชค โสภา กรณีโพสต์ภาพเผาบ้านเผาเมืองช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่กลับไม่สั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่
เหล่านี้ สะท้อนถึงการพลิกเหลี่ยมมุมข้อกฎหมายคลี่คลายวงล้อมให้ฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็ใช้เหลี่ยมมุมข้อกฎหมายตีโอบกระชับพื้นที่ ไล่ต้อนรัฐบาลเข้าสู่กับระเบิด
แต่หากมองในมุมกลับ
กรณี นายวสันต์ เปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยให้รัฐบาลรีบคิดค้นเกมรับมือ
หาทางออกจาก"กับดัก"เหล่านี้เสียแต่เนิ่นๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
บทความ 2 : สัญญาณเตือนรัฐบาล จาก"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ระวัง! กับดักองค์กรอิสระ
..........................................................................................................................................................
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379063946
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 22:08:04 น.
( ที่มา: คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 มติชนรายวัน 13 ก.ย.2556 )
คอฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกระดับอ่านหนังสือ "ข่าวสดไทยซอกเกอร์ลีก" เป็นประจำไม่เคยขาด บอกว่า แค่เห็นรูปคู่ระหว่างดาราสาว "น้องมะนาว" กับอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา เพียงแวบเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าถ่ายในขณะชมและเชียร์ฟุตบอล
เพราะเห็นเสื้อทีมเหย้าของสุพรรณบุรี เอฟซี ที่อดีตนายกฯสวมใส่อย่างเด่นชัด ขณะที่น้องมะนาวใส่เสื้อของสุพรรณบุรี เอฟซี เช่นเดียวกัน แต่เป็นเสื้อทีมเยือน
อบอวลด้วยบรรยากาศของเกมลูกหนัง ไม่มีอื่นใดเจือปน
ยิ่งต่อมาได้ฟังคำแถลงของดาราสาวคนดังก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยยังได้เข้าแจ้งความตำรวจให้ตามล่าตัวมือมืดที่จงใจแพร่ภาพนี้ด้วยเจตนาร้าย
ขณะที่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีเป้าหมายเพื่อดิสเครดิตทางการเมือง เชื่อมโยงกับการที่นายบรรหารกำลังทำหน้าที่ผู้ประสานงานสภาปฏิรูปประเทศนั่นเอง
ข้อสังเกตของบุตรสาวนายบรรหาร น่าสนใจทีเดียว
เพราะนายบรรหารยิ่งเดินสายพบปะทุกฝักทุกฝ่าย ยิ่งทำให้บรรยากาศปรองดองทางการเมืองดูดีขึ้น แต่ก็อาจจะขัดแย้งกับทิศทางของบางกลุ่มการเมืองเป็นอย่างมาก
บางกลุ่มที่เคยได้ดิบได้ดี ในท่ามกลางความไม่ปกติทางการเมือง อาจเริ่มหวั่นเกรงว่าจะสูญเสียโอกาสนั้นไปได้
จะว่าไปแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า เงื่อนไขที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยวิธีการพิเศษนั้น
นับวันจะเหลือน้อยนิดเต็มที
โดยเห็นได้จากการวางท่าทีของบางขุมกำลังอำนาจ เริ่มนิ่งเฉย ลดบทบาททางการเมืองลงไป ถอยกลับเข้าสู่ที่ตั้งของตนเอง กลับเข้าอยู่ในแนวอยู่ในแถวอย่างสงบเรียบร้อย
ถ้าพูดอย่างเป็นรูปธรรม สถานการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันนี้ คลายความตึงเครียดไปมาก
เหลือแนวรบที่ต้องระแวดระวังแค่ไม่กี่แนว
แค่องค์กรอิสระบางองค์กรเท่านั้น
ส่วนแนวรบฝ่ายค้านและม็อบต่างๆ กลับไม่น่าหวาดหวั่นอะไร
การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะนี้ ไร้พลังอย่างชัดเจน ม็อบที่เคยใหญ่ก็ถึงวันต้องสลาย
ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งควรจะเป็นคู่ต่อสู้สำคัญ กลับทุ่มเก้าอี้ใส่ตัวเองกลางสภา กลับเผลอประจานตัวเองผ่านการพูดจาปราศรัยอัน "ไร้ความฉลาด"
หมดประสิทธิภาพไปแล้ว
มีความเป็นไปได้มากที่บ้านเมืองเรากำลังค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบเป็นลำดับ
หลังจากขัดแย้งแตกแยกมา 8-9 ปี มีการระดมทั้งแม่ทัพนายกองเหล่าขุนน้ำขุนนางยันเปาบุ้นจิ้น ออกมาเปิดหน้าสู้รบในทางการเมืองแบบแตกหัก ผลก็คือ บอบช้ำไปตามๆ กัน
ทุกฝ่ายอาจเริ่มสรุปบทเรียนได้แล้วว่า สถานการณ์สงครามนั้นผ่านเลยไปแล้ว ถึงเวลาต้องถอยกลับเข้าสู่ถิ่นที่ปกติของตนเองกันถ้วนหน้าแล้ว
อาจเริ่มยอมรับว่า การเมืองประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง เป็นกระแสใหญ่ที่ไม่มีใครขัดขวางได้
ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ จะเอาอำนาจพิเศษมากำหนดไม่ได้อีกแล้ว อำนาจประชาชนยังยิ่งใหญ่เสมอ
ถ้าทุกฝ่ายยอมรับเช่นนี้จริงๆ บ้านเมืองเราก็คงจะกลับเข้าที่เข้าทางเสียที
พรรคการเมืองบางพรรคเห็นจะต้องกลับมาปฏิรูปตัวเองครั้งใหญ่ เพื่อหันมาหาประชาชน ไม่ใช่เอาแต่อิงอำนาจนอกระบบ
มุ่งสู่สนามเลือกตั้ง ไม่ใช่เดินวนอยู่แถวย่านสำนักงานองค์กรอิสระ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
+++
สัญญาณเตือนรัฐบาล จาก"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ระวัง! กับดักองค์กรอิสระ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379151505
วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 23:01:13 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 ก.ย.2556 ปี33 ฉ.1726 น.1726 )
ตลอดเวลา 2 ปีเศษของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ต้องเผชิญแรงเสียดทานจาก 3 ประสาน คือ พรรคฝ่ายค้าน กับ ส.ว.จำนวนหนึ่ง มวลชนนอกสภา และองค์กรอิสระ
จนไม่สามารถเดินหน้าได้สะดวกราบรื่น
ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรม จำนำข้าว โครงการ 2 ล้านล้าน
ตลอดจนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ทั้งที่ประเทศไทยเพิ่งประสบมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554
ท่ามกลางสมรภูมิต่อสู้ทางการเมือง การหักล้างกันด้วยประเด็นข้อกฎหมายยังเป็นอาวุธแหลมคม และสร้างอันตรายให้ฝ่ายรัฐบาลทุกฝีก้าว
ดังคำปาฐกถาของ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่"ฟันธง"ว่าตอนนี้รัฐบาลทำขัดรัฐธรรมนูญแล้ว หลายเรื่อง คือ
การไม่แถลงผลงานรัฐบาลปีละ 1 ครั้ง ต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 75
โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (5) ซึ่งบัญญัติให้นโยบายที่รัฐกำหนดต้องให้มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม
"โครงการรับจำนำข้าวถือว่ารัฐผูกขาดตัดตอนเสียเอง ขัดหลักการรับจำนำ การจำนำคือเอาทรัพย์ไปประกันหนี้กับเจ้าหนี้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งต้องไถ่ถอนหรือมีการต่อรอง แต่นี่กลับตั้งโต๊ะรับซื้อทั้งหมด ถือเป็นการโกหกตั้งแต่ต้น"
นายวสันต์ ยังแสดงอาการหงุดหงิดต่อโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ล่าช้าจนเลยกำหนดการกู้เงินตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา
พร้อมกันนั้น ยังท้วงติงร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ว่าขัดต่อหลักความเสมอภาคทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เนื่องจากการนิรโทษกรรมจะยกเว้นใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ต้องนิรโทษกรรมทั้งยวง
ภายหลังการ"โยนระเบิด"ใส่รัฐบาล
ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อรัฐบาลที่กำลังรับศึกหลายด้านทั้งในและนอกสภา
ว่ากำลังถูกกระชับพื้นที่จากองค์กรอิสระตามแผน 3 ประสานหรือไม่
การฟันธงของนายวสันต์ ไม่ต่างจากการ"ชี้โพรง"ให้ฝ่ายค้านและเครือข่ายต้านรัฐบาล
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากคำพูดของอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะถูกหยิบยกไปขยายผลโจมตีรัฐบาล
นายชัยวัฒน์ บรมานันท์ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นว่า
บทบาทของนายวสันต์ เมื่อครั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่ามีลักษณะมองรัฐบาลในแง่ลบ เมื่อลาออกจากตำแหน่งแต่ยังแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดิม ทำให้สังคมเชื่อว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล
การออกมาพูดในลักษณะโยนระเบิดใส่รัฐบาล กระทำได้ แต่ควรแน่ใจแล้วว่ารัฐบาลมีความผิดตามข้อกล่าวหา ด้วยการนำหลักฐานเอกสารมายืนยัน
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่านายวสันต์เคยเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบุคคคลน่าเชื่อถือ นายวสันต์พูดเมื่อไหร่ ทุกคนต้องเงี่ยหูฟังเมื่อนั้น
ซึ่งกรณีนี้ นอกจากจะ"เข้าทาง"ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ยังถือเป็นการชี้นำ สร้างแรงกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังวินิจฉัยตีความเรื่องต่างๆ ของรัฐบาล
ในทางกลับกัน ถึงจะอ้างว่าเป็นการแสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนธรรมดา
แต่นายวสันต์ต้องถูกฝ่ายหนุนรัฐบาลตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อครั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางจริงหรือไม่
คำถามประเภทนี้ เมื่อดังขึ้นมาก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยรวมอย่างไม่อาจเลี่ยง
ในแง่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ยังถูกโต้แย้งจาก นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายพนัส มองว่าการไม่แถลงผลงาน 1 ปี หรือแถลงล่าช้า ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง การไม่แถลงผลงานไม่ใช่การบริหารงานล้มเหลวที่จะนำไปสู่การล้มรัฐบาลได้
ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐหรือองค์กรอิสระบางแห่งไม่ได้รายงานผลการปฏิบัติงานตามเวลาที่กำหนดไว้ บางองค์กร 3-4 ปี ไม่ได้แถลง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา
สำหรับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม นายพนัสยืนยันว่าสามารถยกเว้นตัวบุคคลได้
หากใช้ตรรกะเหมือนที่นายวสันต์ตีความ กฎหมายอาญาของไทยทั้งฉบับที่กำหนดบทลงโทษแตกต่างกันหลายระดับ ก็จะใช้ไม่ได้ เพราะขัดหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 30"
มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายวสันต์ออกมาแสดงความเห็นเชิงลบต่อรัฐบาล
จะด้วยบังเอิญหรือจงใจ เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้พรรคประชาธิปัตย์ในความพยายามโค่นล้มรัฐบาล ว่าโอกาสไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว
หลังไม่ประสบความสำเร็จนักในการทดลอง"เป่านกหวีด" เดินนำม็อบใต้ทางด่วนอุรุพงษ์มายังรัฐสภา เพื่อคัดค้านการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม
หรือความพยายามขัดขวางที่ประชุมร่วมรัฐสภา ไม่ให้ผ่านวาระ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไปได้ง่ายๆ
แต่แล้วภาพการก่อกวนตีรวนตั้งแต่ต้นจนจบตลอดช่วงเวลากว่า 10 วัน ทำให้ภาพลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ติดลบชนิดกู่ไม่กลับ ทั้งยังสร้างความเบื่อหน่ายให้ประชาชนแสนสาหัส
ขณะที่แกนนำพันธมิตรฯ ก็ประกาศแยกเดินทางใครทางมัน ไม่ขอกอดเกี่ยวร่วมหัวจมท้ายกับพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป
ม็อบสวนยางภาคใต้ก็ถูกสังคมจับตาว่ามีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องตรงไหน อย่างไร ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าลงไปคลุกเต็มตัวมากนัก
นอกจากเตรียมยื่นตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายนิรโทษกรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่นายวสันต์ชี้ช่องให้บนเวทีปาฐกถา
รวมถึงการยื่นวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2557 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีรัฐบาลหั่นงบฯ องค์กรอิสระออกถึงร้อยละ 40 ซึ่ง ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.รวม 114 คน ดำเนินการไปแล้ว
ความหวังยังฝากไว้ตรงการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.
เหมือนกรณีศาลปกครองเคยมีคำสั่ง"ติดเบรก"โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
เหมือนกรณี กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญา นายศิริโชค โสภา กรณีโพสต์ภาพเผาบ้านเผาเมืองช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่กลับไม่สั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่
เหล่านี้ สะท้อนถึงการพลิกเหลี่ยมมุมข้อกฎหมายคลี่คลายวงล้อมให้ฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็ใช้เหลี่ยมมุมข้อกฎหมายตีโอบกระชับพื้นที่ ไล่ต้อนรัฐบาลเข้าสู่กับระเบิด
แต่หากมองในมุมกลับ
กรณี นายวสันต์ เปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยให้รัฐบาลรีบคิดค้นเกมรับมือ
หาทางออกจาก"กับดัก"เหล่านี้เสียแต่เนิ่นๆ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


