http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 'เลิกเชื่อ'เป็น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 'เลิกเชื่อ'เป็น แสดงบทความทั้งหมด

2558-03-06

พลวัตของคุณธรรม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

พลวัตของคุณธรรม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425645135
. . วันศุกร์ที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2558 เวลา 22:30:00 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 27ก.พ. -5มี.ค.58 ปี35 ฉบับ1802 หน้า32 )


ในงานเลี้ยงส่งนักวิชาการชาวต่างชาติท่านหนึ่งเจ้าภาพได้จัดให้มีการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับการเมืองไทยขึ้น
ประเด็นที่ให้ความสำคัญกันมากในหมู่วิทยากรก็คือ เราจะออกจากทางตันที่เผชิญอยู่นี้ได้อย่างไร ดูเหมือนทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันว่า ความแตกร้าวที่ผ่านมาต้องคลี่คลายลงเสียก่อน เพราะพลังที่จะผ่าทางตันนี้ต้องมาจากทุกฝ่าย ไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายต้องมามีความเห็นทางการเมืองเหมือนกัน
เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกันว่า วิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะทำให้ขัดแย้งกันต่อไปโดยไม่นำมาสู่ทางตันเช่นนี้อีก

พูดอีกอย่างหนึ่งคือแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างกันได้อย่างไร


หนึ่งในวิทยากรเสนอว่า เราไม่อาจเอาเรื่องของความดีและคนดีออกมาเย้ยหยันเสียดสีได้ เพราะถึงอย่างไรความดีและคนดีก็น่าจะเป็นหนึ่งในบรรดา "จุดร่วม" ที่เราควรมีร่วมกัน

ฟังดูเหมือนจะง่าย เพราะอย่างน้อยในฐานะคนไทยด้วยกัน ก็คงถูกอบรมสั่งสอนมาให้ยึดถือว่าอะไรคือคุณธรรมความดีตรงกัน และความเคารพต่อคุณธรรมความดีก็ดูเหมือนจะเป็นคำสอนพื้นฐานที่สั่งสอนกันมาในทุกวัฒนธรรม


แต่ในความจริงคงไม่ง่ายเหมือนอย่างฟังกระมัง ผมคิดว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เราต้องเผชิญในหลายปีที่ผ่านมานั้น ไม่มีความขัดแย้งอะไรสักอย่างที่จีรังยั่งยืน ไม่ว่าทักษิณ, เปรม, ประชาธิปไตย หรือเผด็จการ ความเห็นต่อสิ่งเหล่านี้เสียอีกที่อาจเปลี่ยนได้เมื่อเวลาผ่านไป

แต่ความขัดแย้งที่ไม่เปลี่ยนง่ายๆ คือเรื่องของค่านิยมนี่แหละครับ




การที่คนฝ่ายหนึ่งเย้ยหยันคนที่อ้างตัวว่าเป็นคนดีนั้นไม่ได้เป็นเพียงเพราะคนเหล่านั้นมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างเท่านั้น แต่เพราะพฤติกรรมของคนเหล่านั้นเองถูกตั้งข้อสงสัยต่างหากว่า เป็นความดีแน่ละหรือ เช่นที่บางคน เช่น ยกตัวอย่าง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งยังอาศัยอยู่ในบ้านหลวงแม้ปลดเกษียณอายุราชการมานานแล้ว หรือการที่ท่านกินเงินเดือนของบริษัทเกษตรข้ามชาติ หรือร้ายไปกว่านั้น คือสนับสนุนการรัฐประหาร หรือเหตุใดหมอๆ ทั้งหลายซึ่งอ้างความเป็นคนดี จึงพากันเข้าไปบริหารเงินจำนวนพันๆ ล้านในองค์กรมหาชน ซึ่งหมอเองเป็นผู้ผลักดันให้เกิดขึ้น

ผมไม่ปฏิเสธเลยนะครับว่า การกระทำของท่านเหล่านี้ไม่เคยถูกมองว่าเป็นความชั่วในวัฒนธรรมไทยมาก่อน บุคคลที่คนทั่วไปเห็นว่าได้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมามาก อย่างพลเอกเปรม ย่อมพึงได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่สังคม (หรืออย่างน้อยก็บางส่วนของสังคม) ยินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจ การรับเงินเดือนของนักธุรกิจอภิมหาเศรษฐีก็เป็นส่วนหนึ่งของอภิเกียรติยศที่ท่านควรได้รับ หรือรัฐประหารก็ไม่ใช่ความชั่วช้าอะไรที่คนดีๆ จะสนับสนุนไม่ได้ หมอๆ ที่ไปบริหารองค์กรมหาชนก็เหมือนกัน ต่างมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้อุทิศตนให้แก่ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม เช่น รณรงค์ต่อต้านบุหรี่และสุรามานานแล้วบ้าง เป็นหมอหนุ่มไฟแรงของกระทรวงสาธารณสุขบ้าง ก็ควรไปนั่งบนเก้าอี้ที่ควรนั่งถูกแล้ว

ที่เคยถือกันว่าเป็นความดีนั้น ถูกคนจำนวนมากตั้งข้อสงสัย กล่าวคือสงสัยทั้งในสิ่งที่เคยเรียกว่าดี (หรือไม่เห็นว่าชั่ว) และสงสัยทั้งผู้ปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นว่า ปฏิบัติได้จริงอย่างสมบูรณ์ดังข้ออ้างของตนละหรือ ทั้งนี้ ยังไม่รวมไปถึงความสงสัยว่าเราควรให้อภิสิทธิ์อะไรแก่ความดีและคนดี

พูดอีกอย่างหนึ่งคือความเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมพื้นฐาน และเกณฑ์การวินิจฉัยเกี่ยวกับความดี, ความชั่ว, และคนดี, คนชั่ว



เรื่องจึงไม่ง่ายอย่างที่วิทยากรท่านนั้นพูดประหนึ่งว่าความดีเป็นนิรันดร เพราะตรงกันข้ามเลย ทั้งความดีและมาตรฐานของความดีในสังคมไทยกำลังเปลี่ยนอย่างมโหฬาร จึงทำให้ความแตกแยกนั้นร้าวลึกกว่าประเด็นขัดแย้งทางการเมืองและผลประโยชน์มากนัก

ยิ่งอ้างเอาความดีเป็นความชอบธรรมของอำนาจก็ยิ่งจะสับสนขึ้นไปใหญ่ จริงอยู่ทฤษฎีอำนาจของไทยโบราณ คือบารมีหรือความดีที่ได้สั่งสมไว้คือที่มาของอำนาจอันชอบธรรม แต่คนไทยโบราณคิดถึงความดีที่ได้สั่งสมมาไว้ในอดีตชาติ ฉะนั้น บารมีหรือความดีที่อ้างถึงคือคุณธรรมระดับจักรวาล (cosmic virtue) ไม่อาจมีบันทึกไว้ให้ใครตรวจสอบได้ (นอกจากพระอินทร์) แต่ความดีคนดีที่อ้างกันในปัจจุบัน เป็นความดีที่ได้ทำในโลกนี้ มีบันทึกให้คนอื่นตรวจสอบได้ และเมื่อตรวจสอบได้ก็ตั้งคำถามได้ด้วย

เพียงแค่ทัศนะของคนปัจจุบันซึ่งเพ่งเล็งโลกนี้มากกว่าวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดเพียงอย่างเดียว คติเรื่อง "บารมี" ก็เปลี่ยนไปแล้ว

นอกจากความดีไม่ใช่สิ่งนิรันดรแล้ว ความดียังไม่เป็นสากลอีกด้วย ไม่เฉพาะแต่ไม่สากลข้ามวัฒนธรรมเท่านั้น ผมคิดว่ามีมิติทางชนชั้นของความดีอยู่ด้วย แม้ในวัฒนธรรมเดียวกัน



การคอร์รัปชั่นหรือที่แต่ก่อนเรียกว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นเป็นความชั่วมาแต่โบราณแล้วหากทว่าคนโบราณมองการคอร์รัปชั่นว่าเป็นภัยต่อราษฎร ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่างๆ นานา เช่น รีดภาษีจากผู้ผลิตเกินพิกัดอัตราที่หลวงท่านตั้งไว้ เพื่อเอาเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัว ราษฎรที่ถูกรีดภาษีย่อมเดือดร้อน หรือตุลาการเรียกสินบนจากคู่ความ ตัวคู่ความเองก็เดือดร้อน การคอร์รัปชั่นเป็นความชั่วเพราะทำความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นกรณีๆไป ไม่ใช่ทำความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวม

พูดง่ายๆ ก็คือฉ้อราษฎร์นั่นแหละคือความชั่ว ส่วนบังหลวงดูออกเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ก็หลวงท่านไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการ ให้ไปแต่อำนาจในขอบเขตหนึ่ง แล้วก็ให้หาเลี้ยงตัวด้วยอำนาจในขอบเขตนั้น การที่ขุนนางเกณฑ์กำลังไพร่สมในสังกัดของตนไปทำนา เพื่อได้ข้าวมาเป็นสมบัติส่วนตัว จึงเป็นการหารายได้ที่สุจริตอยู่แล้ว แม้แต่ไพร่ในสังกัดไม่เข้าเวรแต่ยอมจ่ายเป็นเงินให้แก่มูลนายแทน มูลนายจะทำอย่างไรกับเงินได้ดีไปกว่าเก็บเข้ากระเป๋า เพราะนั่นคือค่าแรงของมูลนายซึ่งต้องรับราชการโดยไม่มีเงินเดือน

ทั้งหมดนี้ ถ้าพูดใหม่ให้ฟังเป็นวิชาการก็คือ คนไทยโบราณมีความคิดเกี่ยวกับ "ส่วนตัว" และ "ส่วนรวม" (private and public) ไม่เหมือนกับฝรั่งสมัยใหม่ บางคนบอกว่าคนไทยโบราณไม่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ซึ่งผมสงสัยว่าไม่จริง อย่างน้อยในหมู่บ้านเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นสมบัติส่วนรวม ซึ่งมีผีและฮีตคอยคุ้มครองอยู่ เช่น บ่อน้ำ, วัดและสมบัติในวัด, ศาลผี, ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์, ฯลฯ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาจะเห็นเป็น "ส่วนรวม" ได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่เขาสามารถเข้าร่วมใช้และร่วมจัดการด้วยเท่านั้น

ของ "หลวง" จึงไม่ใช่ของ "ส่วนรวม" ในทัศนะของเขา คนเราจะมองเห็นของ "หลวง" ว่าเป็นของส่วนรวมได้ ก็ต้องมีความคิดเรื่องสังคมก่อน คำว่าสังคมที่หมายถึงส่วนรวมของคนทั้งชาติไทยไม่เคยมีในภาษาไทยมาก่อน ก็ไม่แปลกอะไรนะครับ แม้แต่ชาติไทยก็ไม่มีมาก่อน จะให้เขาคิดถึงสังคมไทยได้อย่างไร



แนวคิดเรื่อง"ส่วนตัว" กับ "ส่วนรวม" เป็นความคิดฝรั่งสมัยใหม่ ซึ่งซึมเข้าสู่ชนชั้นกลางไทยผ่านการศึกษาและสื่อ ฉะนั้น คอร์รัปชั่นในความหมายของชนชั้นกลางไทยจึงไม่ต่างจากฝรั่ง เอาเงินงบประมาณไปสร้างสะพาน แต่กินสินบนกันเสีย 30% แม้ว่าได้สะพานมาอย่างต้องการ แต่ก็สูญเงินไปเปล่าๆ ปลี้ๆ 30% ชนชั้นกลางคิดว่า เงินที่เสียไปโดยใช่เหตุนี้ เอาไปใช้ทำอย่างอื่นให้แก่ส่วนรวมได้อีก การคอร์รัปชั่นจึงน่ารังเกียจ เป็นความชั่วที่ไม่น่าให้อภัย แต่ชาวบ้านซึ่งยังรับแนวคิดเรื่อง "ส่วนตัว" - "ส่วนรวม" แบบฝรั่งไม่มากนัก ย่อมมองคอร์รัปชั่นแบบนี้เหมือนสมัยโบราณ กล่าวคือ ไม่ทำให้ราษฎรคนไหนเดือดร้อนสักคน

เมื่อชาวบ้านตอบคำถามของสำนักโพลต่างๆ (ซึ่งนับวันยิ่งไม่น่าเชื่อถือมากขึ้นทุกที) ว่า หากคอร์รัปชั่นแล้วได้อะไรคืนมาก็ไม่น่ารังเกียจนัก จึงเป็นคำตอบที่ไม่น่าตระหนกตกใจอะไร เป็นวิธีคิดที่มีเหตุมีผลในสังคมไทยตั้งแต่อยุธยาแล้ว แต่หากถามชาวบ้านว่า นายทุนร่วมมือกับมหาดไทยมายึดทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือหนองน้ำของหมู่บ้านไปเป็นของส่วนตัว คอร์รัปชั่นอย่างนี้น่ารังเกียจไหม ผมมั่นใจว่าร้อยทั้งร้อยย่อมตอบว่าน่ารังเกียจทั้งนั้น

ในทางตรงกันข้าม หากนำคำถามนี้มาถามชนชั้นกลางบ้าง ผมเชื่อว่าจำนวนมากต้องถามกลับก่อนว่า นายทุนยึดที่ดินชาวบ้านไป "พัฒนา" (ซึ่งแปลว่าเอาไปใช้เพื่อผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนเป็นมูลค่าที่สูงกว่าเดิม) หรือยึดไปเฉยๆ หากเอาไป "พัฒนา" ก็พอจะรับได้ แปลว่าในทัศนะของชนชั้นกลาง การคอร์รัปชั่นก็พอจะทนได้เหมือนกัน หากมีเงื่อนไขเพื่อการ "พัฒนา" ส่วนความเดือดร้อนของชาวบ้านนั้น ก็ต้องเสียสละเพื่อ "ส่วนรวม" อาจควรจ่ายชดเชยไปพอสมควร

ในขณะที่คอร์รัปชั่นของชาวบ้าน คือภัยต่อหัวคน คอร์รัปชั่นของชนชั้นกลางคือภัยต่อส่วนรวมที่ไม่มีหัวคนอยู่ในนั้น คำว่าฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น ชาวบ้านเห็นว่าการฉ้อราษฎร์คือคอร์รัปชั่น ชนชั้นกลางเห็นว่าบังหลวงคือคอร์รัปชั่น




ความซื่อสัตย์สุจริตของบุคคลสาธารณะนั้นล้วนเป็นที่ยกย่องของคนไทยทุกชนชั้น แต่มีความหมายที่ต่างกันมาก ฉะนั้น จึงอย่ามาพูดดีกว่าว่า เราทุกฝ่ายที่ขัดแย้งทางการเมืองอยู่ในเวลานี้ ต้องยอมรับความดีและคนดีเหมือนกัน ก็ความดีและคนดีมันมีความหมายไม่เหมือนกัน ระหว่างคนต่างสถานภาพ, ต่างชนชั้น และต่างวัฒนธรรม พอพูดบ่อยๆ เข้าก็เท่ากับพูดว่า พวกมันเลวหมด พวกกูดีหมด

ผมคงยกตัวอย่างของคุณธรรมความดีที่ไม่มีใครปฏิเสธได้อีกนับเรื่องไม่ถ้วนแต่ขอยกเป็นตัวอย่างอีกเรื่องเดียวคือกตัญญูกตเวทิตา ซึ่งก็ยังเป็นคุณธรรมที่ไม่มีใครปฏิเสธในปัจจุบัน แต่ความกตัญญูรู้คุณในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ กับความกตัญญูรู้คุณในระบบที่ความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนเป็นระหว่างปัจเจกบุคคลไปมากแล้ว ย่อมไม่เหมือนกันอีกต่อไป และด้วยเหตุดังนั้น กตเวทิตาหรือการตอบแทนบุญคุณจึงต้องต่างไปด้วย

ทั้งหมดนี้ล้วนอธิบายได้ด้วยหลักพระพุทธศาสนาทั้งความดีและความชั่วนั้นท่านสอนว่าเป็นสังขตธรรมทั้งคู่ คือเป็นธรรมที่มีเงื่อนไข ที่มันดีก็เพราะอยู่ในเงื่อนไขอย่างนี้ๆ มันชั่วก็เพราะอยู่ในเงื่อนไขอย่างนี้ๆ ดังนั้น ทั้งความดีและความชั่วจึงแปรเปลี่ยนไปได้ตามเงื่อนไขทางโลกียะที่แวดล้อมมันอีกทีหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทำดีทำชั่วก็ได้ผลเท่ากันนะครับ เงื่อนไขทางโลกย์นั่นแหละที่กำหนดว่า ทำดีแล้วจะได้ผลอะไร ทำชั่วแล้วจะได้ผลอะไร ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่วจึงต้องใช้ปัญญา เล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่าจะเกิดผลอย่างไร ทั้งแก่ตนเอง ทั้งแก่ผู้อื่น และแก่หนทางดับทุกข์ในเบื้องหน้าไปพร้อมกัน

ส่งเสริมการรัฐประหารเป็นความดีหรือความชั่วไม่สามารถตอบได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้ปัญญาให้รอบคอบ เอาประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์แห่งพระนิพพาน มาไตร่ตรองให้ดี

ผมแสดงพระธรรมเทศนาตรงนี้ เพื่อเตือนสิ่งสำคัญอย่างยิ่งไว้ด้วยว่า อำนาจที่แข็งแรงมั่นคงที่สุดซึ่งมนุษย์สามารถสถาปนาขึ้นเหนือผู้อื่นได้ นับแต่โบราณนานไกลมาแล้ว คือการทำให้คนอื่นต้องยอมรับสิ่งที่ตัวบัญญัติว่าเป็นความดีอย่างไม่มีทางปฏิเสธหรือต่อรองได้เลย มีคนจำนวนมากในสังคมไทยปัจจุบัน ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม จนถึงปฏิเสธมาตรฐานตายตัวของความดีที่ถูกสถาปนาไว้อย่างกว้างขวาง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยเช่นนี้ เป็นพยานอย่างดีว่าประชาธิปไตยในสังคมไทยเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าเราจะอยู่ภายใต้ระบอบปกครองอะไรก็ตาม


.

2558-01-09

หลังงุนงงในพฤติกรรมสลิ่ม โดย สมาชิกพันทิป1916617

.

หลังจากงุนงงในพฤติกรรมสลิ่มอยู่หลายปี ผมคิดว่าในที่สุดผมก็ได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยมาตลอดแล้วล่ะ
โดย สมาชิกพันทิป1916617

ใน http://pantip.com/topic/33052320
. . 2 มกราคม 2558 เวลา 13:23 น.


หลังจากงุนงงในพฤติกรรมสลิ่มอยู่หลายปี ผมคิดว่าในที่สุดผมก็ได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยมาตลอดแล้วล่ะ
....หลังจากได้อ่านกระทู้แนะนำนี้  " สลิ่ม " คุณไม่รู้ตัวจริงๆเหรอ ว่า คุณกำลังสนับสนุน กลุ่มคนที่จะมาริดรอนสิทธิ์ของตัวคุณเองน่ะ !!! ใน http://pantip.com/topic/33032022


เจ้าของกระทู้นั้นแกถามว่า สลิ่มไม่รู้ตัวจริงๆหรือว่า คุณกำลังสนับสนุนกลุ่มคนที่มาริดรอนสิทธิ์ของตัวคุณเองน่ะ !! คำตอบคือ ผมว่าเขารู้ตัวนะ แต่จะทำไมล่ะในเมื่อเขาไม่ได้เดือดร้อนและไม่ได้รับผลกระทบอะไรแต่แรก เขาไม่ได้แคร์กับการเลือกตั้ง หรือ ไม่เลือกตั้ง ไม่ได้สนว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะชีวิตพวกเขา ครอบครัวเขา คนรอบข้างเขา อยู่ในระบอบที่ดีกว่าประชาธิปไตยอยู่แล้ว ระบอบที่ผมขอเรียกว่า "ระบอบอภิสิทธิ์" นั่นปะไร

ระบอบอภิสิทธิ์ ให้แปลตามตัวคือ ระบอบสิทธิมหาศาล เป็นระบอบที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านานก่อนประชาธิปไตยจะเกิดเสียอีก เป็นระบบที่ทำให้เขามีสิทธิ มีเสรีภาพมากกว่าระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เทียบกันแล้วดีกว่ากันทุกประการ ประชาธิปไตยให้คุณได้แค่ 1 คนมีค่าเท่ากับ 1 เสียงเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่ระบอบอภิสิทธิ์ให้คุณได้คือ ชีวิตเหนือระดับและ Conection ที่จะอำนวยสิทธิประโยชน์เหนือผู้อื่นให้คุณตลอดเวลา ถ้าพลังของระบอบประชาธิปไตยคือนโยบาย พลังของระบอบอภิสิทธิ์ก็คือ การอุปถัมป์ เส้นสาย และ ความเมตตากรุณาจากผู้ใหญ่ นโยบายส่งผลเป็นวงกว้างทั่วถึงแต่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและผลกระทบไม่รวดเร็วทันใจเท่าระบบเส้นสายและ ความเมตตากรุณาจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ส่งผลราวเนรมิตรให้ได้ราวปาฏิหาริย์ อยู่ประเทศไทยหากคุณสามารถเข้าถึงระบอบนี้ได้เมื่อไหร่อย่าแปลกใจที่ระบอบประชาธิปไตยในสายตาคุณจะเป็นขยะไร้ค่าไปเลย เพราะเทียบกันแล้วระบอบอภิสิทธิ์ดีกว่ากับชีวิตคุณทุกประการ ตั้งแต่ลูกเกิด เข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ทำงาน เกษียร ยันตาย การศึกษาที่ดีกว่าช่องทางที่ดีกว่า โอกาสที่ดีกว่า ทางเลือกชีวิตที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ฯลฯ

ถามผม ผมก็ว่า ระบอบอภิสิทธิ์ดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ผมนี้ยอมรับโดยดุษฎีเลย และ ถ้าเคยลิ้มลองระบอบอภิสิทธิ์ชนดูซักครั้งจะติดใจจนแทบไม่อยากกลับไป 1 เสียง 1 สิทธิ อีกเลย เช่น ได้ฝากลูกเข้าโรงเรียนดัง ได้รับฝากเข้าทำงานรัฐวิสาหกิจชื่อดัง สวัสดิการดี โบนัสเยี่ยมโดยสอบพอเป็นพิธี ได้งานราชการมูลค่าหลายล้านอย่างง่ายดายโดยยื่นซองไปตามระเบียบ ได้เลื่อนตำแหน่งปีละ 2 ขั้นเพราะนามสกุล ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ กลับมารับตำแหน่งหน้าห้องพ่อ ไม่ต้องคัดเลือกเกณฑ์ทหาร เมาแล้วขับรถชนคนตายก็ไม่ต้องติดคุก มีเรื่องที่ไหนก็ได้ถามคำถามคนอื่นว่าพ่อกุเป็นใคร ฯลฯ  การใช้ชีวิตของคนไทยธรรมดาๆที่ถูกต้องตามระบอบอภิสิทธิ์ คือ คุณต้องขยันเรียนให้สูงที่สุด อัพเกรดตัวเอง อัพฐานะ แต่งงานกับคนรวย ทำทุกอย่างให้ตัวเองเข้าสู่ระบอบนี้ให้ได้ แล้วชีวิตจะสบายเหนือเพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่ที่ไม่ดิ้นรน หรือ ไม่รู้ตัวว่าประเทศเรามีระบอบนี้ และหากคุณดิ้นรนแล้วแต่ยังเข้าไม่ถึงอาจเนื่องจากความสามารถไม่พอ เส้นสายไม่มี ทางเลือกของคุณคือจงเป็นเด็กดี เคารพ เชื่อฟัง และรอความเมตตากรุณาจากท่านอยู่นิ่งๆ แล้วทุกอย่างจะดีเอง ประเทศจะสงบสุข ปราศจากปัญหา เป็นเช่นนั้นจริงๆ

มีคนเคยเปรียบเปรยชาวบ้านที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตนในระบอบประชาธิปไตยว่า เลือกเพราะเห็นแก่เศษผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆที่นักการเมืองหยิบยื่นให้ แค่เขาแจกเงินให้ไม่กี่ร้อยก็ใช้สิทธิเลือกเขาไปแล้ว  เทียบกับชาวบ้านที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ที่ได้รับคำสั่งให้ สงบ นิ่ง รอ อย่างผู้ดี สุดแต่ท่านจะเมตตา อย่าเห็นแก่เศษเนื้อจนไม่รักษาอาการแม้ท้องหิว หรือ ยางเหลือโลสี่สิบ นั่นแหละดีมาก เด็กดี  แล้วก็ไม่รู้อันไหนมันน่าสมเพชน้อยกว่ากัน !!!

บางคนเหมือนคนเข้าใจโลก บอกว่าโลกนี้ไม่มีหรอกความเท่าเทียมกันน่ะ มันย่อมมีเหลื่อมล้ำต่ำสูงเป็นธรรมดาโลกอยู่แล้ว แต่เผือกไม่เข้าใจว่าไอ้ที่เขาเรียกร้องกันนี่ เขาไม่ได้ขอรวยเท่ากัน หล่อเท่ากัน ดีเท่ากันหมดทุกอย่างไป นิ้วคนยังยาวไม่เท่ากันเลยชาวบ้านเขารู้หรอก เขาเรียกร้องแค่สิทธิขั้นพื้นฐาน ย้ำอีกครั้งว่า พื้นฐาน เท่านั้นที่ขอให้เท่าๆกัน ไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ แต่แค่สิทธิน้อยๆ ก็ยังให้เขาไม่ได้ คิดดูว่ามันอนาถาแค่ไหน

"รัฐประหารไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ ไม่ได้ทำให้เงินเดือนต่ำลง โบนัสก็ออกเหมือนเดิม ไม่ได้ห้ามออกไปช๊อปปิ้ง ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ  ไม่มีเลือกตั้งก็ไม่เห็นเป็นไร"  เป็นคำตอบที่ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับคนที่สบายดีหลวงพระบาง เอ้ย สบายดีไทยแลนด์อยู่ในระบอบนี้แล้ว ถึงจะเป็นปัญญาชน เรียนมาสูง และขัดแย้งกับหลักวิชา ตำราวิชาการที่เรียนมาอย่างไร หรือต่อให้ขัดแย้งกับความเห็นคนทั้งโลกแต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ทุกคนย่อมเห็นแก่ตัวมากกว่าคนอื่น และมันก็ถูกของเขาจริงๆ เขาจะเดือดร้อนอะไรกับการริดลอนสิทธิเล็กๆน้อยๆ ในเมื่อที่ผ่านมาเขามีมันมากล้นจนเกินพอ !!! จะให้ไปหวงแหนสิทธิน้อยๆกระจ้อยร่อยอย่างหนึ่งคนหนึ่งเสียงเนี่ยนะ ใช่เรื่องมะนั่น

อ้าว !! แล้วถ้าระบอบอภิสิทธิ์มันดีปานนี้ทำไมเราไม่ Implement ระบอบนี้แทนประชาธิปไตยไปเลยล่ะ ดีกว่าเห็นๆ ดีกว่าทุกอย่าง คำตอบก็คือ เป็นไปไม่ได้ เพราะระบอบอภิสิทธิ์ ไม่สามารถทำให้ได้ทั่วถึงกันทุกคน ทันทีที่มีคนได้อภิสิทธิ์ หรือสิทธิมหาศาล 1 คน ก็จะมีคนเสียสิทธินับร้อยนับพันคน มีคนรวยกระจุกก็มีคนจนกระจาย และความเมตตากรุณาจากผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ฝนที่ตกทั่วฟ้าได้เหมือนนโยบาย และต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่ทรงอิทธิพล และ ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ก็ไม่มีเงินมากเท่างบประมาณแผ่นดิน ทำให้การสร้างนโยบายผ่านงบประมาณแผ่นดินนั้น เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าการให้ความเมตตากรุณาไปในที่สุด ปัญหามันก็เกิดอิตรงนี้แหละ

พลังจากการขับเคลื่อนนโยบาย ผ่านงบประมาณแผ่นดิน และ ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ทำให้คนที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์กลายเป็นเสียงส่วนน้อยไปในที่สุด และมีแน้วโน้มถูกคุกคามจากการเรียกร้องความเท่าเทียมกันที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ  แต่ถึงจะกลายเป็นส่วนน้อยแต่ก็เป็นคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์อยู่ดี ถึงพรรคการเมืองตัวแทนฝ่ายตนจะไม่สามารถเอาชนะได้ในการเลือกตั้ง แต่อภิสิทธิ์ Connection ก็มี Power พอที่จะล้มการเลือกตั้ง หรือ ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและทำการปฏิรูปทุกอย่างให้เข้าทางฝ่ายตนให้มากที่สุด เกิดเป็นการแย่งชิงการนำ และนำมาสู่ความขัดแย้งเรื้อรังแก่ประเทศสิบกว่าปีอย่างที่เห็นและเป็นอยู่โดยไม่รู้จะไปจบลงที่ใด แต่คงจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ศิโรราบโดยสิ้นเชิง ว่าไปก็ยาวเปล่าๆกลับเข้าเรื่องต่อดีกว่า

ตามความเข้าใจของผม ถ้าจะให้แบ่งสายพันธุ์สลิ่มออกเป็น คงแบ่งออกได้เป็น 3  ประเภทใหญ่

1. กลุ่มที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ อยู่แล้วข้างต้น ซึ่งจากที่กล่าวมาคงตอบคำถามได้แล้วว่า ทำไมเขาไม่เดือดร้อนกับการรัฐประหาร หรือ ทำไมในใจเขาไม่มีประชาธิปไตยอยู่ในนั้น  ทำไมไม่เดือดร้อนกับการถูกลิดรอนสิทธิ ทำไมมองไม่เห็นความไม่ชอบมาพากลของเหล่าคนดี หรือ ไม่เห็นการทุจริตคอร์รัปชั่นของอภิสิทธิ์ชนด้วยกัน ป่วยการถามคำถามเหล่านี้กับสลิ่ม เขาเรียนมาสูง จบสูง ความคิดความอ่านก็มีไม่น้อยกว่าใครในแผ่นดินไทย มีหรือเขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นไปและเป็นอยู่ เจอคนที่ยังมีสำนึกอยู่บ้างเขาก็เงียบเสีย คนที่พาลๆหน่อยก็จะออกเรื่องทักษิณไปนู้นเลย เปล่าประโยชน์จะคาดคั้นเอาความถูกต้องตามหลักวิชาจากเขา จนนักประชาธิปไตยบางคนถอดใจไปเลย ที่เห็นคนระดับปัญญาชนของประเทศยังเป็นอย่างนั้น แต่คิดในแง่ปุถุชน กินขี้ปี้นอนไม่ได้บรรลุโสดาบัน ถึงเป็นคนดี ก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ครอบครัว ญาติพี่น้อง พรรคพวกตน ก่อนคนอื่นๆ อยู่ดี เพียงแต่เขาไม่อยากรับความจริงเพราะมันดูเป็นคนไม่ดีเท่าที่เขาอยากจะเป็นเท่านั้นเอง แค่การเห็นด้วยกับการเบียดเบียนสิทธิของคนอื่น ก็คงไม่ได้บาปมากในทางศาสนามั้ง ประมาณไม่ได้ไปฆ่าใครตาย แถมเพราะกลุ่มเราเป็นคนมีคุณตะพาบกว่า รักชาติกว่า รักสถาบันกว่า ให้เราจัดแจงให้ทุกอย่างสุดท้ายแล้วอาจดีกับพวกเขากว่าแล้วก็ได้ คือสุดแต่จะจินนาการหลอกตัวเองให้รู้สึกผิดในการปล้นสิทธิคนอื่นน้อยลงไปล่ะนะ แต่โดยสถานะของกลุ่มนี้ประชาธิปไตยมันไม่เข้าทางพวกเขาจริงๆ เพราะเหมือนจะคุกคามสถานะเขาให้ด้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา

2. ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่ชอบและบูชาในระบอบอภิสิทธิ์ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ สงบ นิ่ง รอ อย่างผู้ดีคนดีมีการศึกษาและรู้จักคำว่าพอเพียงสุดแต่ท่านจะเมตตา ได้แค่ไหนจงพอใจแค่นั้น ที่สำคัญ เราคือฝ่ายธรรมะ เขา คือฝ่ายอธรรม และ ธรรมมะยอมชนะอธรรม ข้าราชการคนดี นักการเมืองล้วนโกงกิน ฝ่ายคนดีถึงจะมีจำนวนน้อยกว่าแต่สุดท้ายแล้วจะชนะเพื่อนร่วมชาติไทยที่เป็นฝ่ายคนชั่ว หรือ คนโง่ซึ่งถูกคนชั่วหลอกใช้ ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ต้องถูกกำจัด แผ่นดินจะสงบร่มเย็นเหมือนที่เป็นมาชั่วกัลปาวสานอวาลอน ผมขอเรียกกลุ่มนี้ว่าพวกคนดีโลกสวย ความคิดสติสตังค์ไม่ค่อยอยู่กับความเป็นจริง สนใจการเมืองแค่ฉาบฉวยแฟชั่นแล้วแต่แกนนำจะนำพาโพกผ้า หรือ เป่านกหวีด รอบหน้าอาจเป่าทรัมเป็ตก็คงทำอีกน่ะแหละ ไม่ได้มีความคิดปฏิวัติ ปฏิรูปใดๆจริงๆจังๆ แค่มองหา แฮรี่พอตเตอร์ วีระบุรุษกู้ชาติซักคน แล้วก็โยนให้เป็นหน้าที่ฮีโร่ไป ตัวเองดกเบียร์เชียร์ หรือทำงานหาเงินเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี อยู่บ้านพอแล้ว จึงไม่แคล้วถูกปลุกผีมาเป็นพักๆอยู่ร่ำไป

3. กลุ่มฐานคะแนนเสียงพรรคเก่าแก่ทางปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา มียากดีมีจนผสมปนเปกันเหมือนคนไทยภูมิภาคอื่นๆทั่วประเทศ และ ไม่ได้อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ใดๆเหมือนเขาหรอก แต่ภูมิใจในการปลูกฝังกันมาในการถือพรรคถือพวก และ ความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นพรรคคนใต้ พวกนี้ก็ไม่สนใจอะไรในประชาธิปไตยอยู่แล้ว สนแค่ว่าพรรคของตนจะชนะ หรือ แพ้เท่านั้น เอาหรอยเข้าว่าอย่างเดียว ขนาดความเดือดร้อนมาเยือนถึงชายคาบ้านก็ไม่ได้สนใจ ติดอยู่ในมายาคติของการถือพรรคถือพวก และ ความเกลียดทักษิณจนไม่ลืมหูลืมตาอันเกิดจากการยุแยงของนักการเมืองท้องถิ่น  เป็นคนบ้านนอกคอกนาเหมือนเพื่อนร่วมชาติภาคอื่นๆแท้ๆ แต่กลายเป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งของอภิสิทธิ์ชนจากส่วนกลางไปซะงั้น

ทั้งสามกลุ่มนี้ ไม่กว่ากลุ่มไหน ก็ป่วยการคุยถึงหลักการประชาธิปไตย และ แน่นอน เขาไม่เดือดร้อนจากการถูกลิดรอนสิทธิกับการรัฐประหารแต่อย่างใด

และทั้งหมดนี้คือการแชร์ความเห็นผมจากการได้อ่านกระทู้แนะนำอันนั้นครับ


+ + + + + +
เชิญอ่านคำวิจารณ์และโต้แย้งทั้งรูปภาพ ที่ท้ายบทของต้นฉบับ http://pantip.com/topic/33052320
( และกระทู้ที่มาแต่แรก http://pantip.com/topic/33032022 )



.

2557-08-25

งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (1) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (1)
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408953644 
. . วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 19:10:05 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 25 สิงหาคม 2557 )


ผมไม่คิดว่าคำสนทนาของท่านนายกรัฐมนตรีนอกตำแหน่งอานันท์ปันยารชุนกับคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ควรค่าแก่การวิจารณ์ตอบโต้ เพราะคำพูดที่ขัดแย้งกันเองแต่ต้นจนปลายเช่นนั้นไม่มีสาระที่ควรได้รับความใส่ใจจากใคร อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่เป็นพื้นฐานความคิดของข้อถกเถียงไร้สาระนั้นกลับน่าสนใจกว่า เพราะเป็นวิธีคิดพื้นฐานที่อยู่ปลายจมูกของคนไทยจำนวนหนึ่งมานานแล้ว และผมอยากตอบโต้วิธีคิดพื้นฐานเหล่านั้น จึงขอยกเอาคำกล่าวของคุณอานันท์มาเป็นจุดเชื่อมไปสู่วิธีคิดพื้นฐานดังกล่าว เพราะเป็นวิธีคิดที่ไม่ไกลไปกว่าปลายจมูกเหมือนกัน หากการเขียนทำให้เข้าใจผิดว่าล่วงเกินคุณอานันท์เป็นการส่วนตัว ก็ขออภัยไว้ด้วย เจตนามิได้เป็นเช่นนั้น

คุณอานันท์แสดงความฉงนว่าคนไทยรักฝรั่งเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ "ฝรั่งไม่ใช่พ่อใช่แม่" ของเรา ยังไม่ทันขาดคำดีคุณอานันท์ก็ยกความเห็นของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดท่านหนึ่ง ซึ่งเขียนบทความซึ่งคุณอานันท์เชื่อว่านักการเมืองฝรั่งไม่เคยอ่าน ฝรั่งคนนั้นคิดว่าการรัฐประหารมีทั้งดีและเลว เกณฑ์สำหรับใช้วัดก็คือ หากรัฐประหารเพื่อทำให้ประชาธิปไตยเจริญเติบโตขึ้นก็ถือว่าดี หากเป็นการรัฐประหารที่ทำลายประชาธิปไตยก็ถือว่าไม่ดี แล้วท่านก็ยกตัวอย่างรัฐประหารที่ดีคือในกรณีของโปรตุเกศ, กรีก, และตุรกี กับอีกเกณฑ์หนึ่งคือ รัฐประหารแล้วกลับสู่ประชาธิปไตยได้เร็วช้าเพียงไร

ด้วยความอนุเคราะห์ของเพื่อนนักรัฐศาสตร์สองท่าน (อาจารย์เวียงรัตน์ เนติโพธิ์ และ อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ) จึงทำให้สามารถหมายได้ว่าข้อเขียนฝรั่งที่คุณอานันท์อ้างถึงนั้นคือ Ozan O. Varol, "The Democratic Coup d Etat," ในวารสาร Harvard International Law Journal, 53/2, 2012 ผู้เขียนไม่ได้เป็นศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ด แต่เป็นรองศาสตราจารย์ที่วิทยาลัยกฎหมายแห่งหนึ่งในชิคาโก (ที่พูดนี่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง มิได้หมายความว่าศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดเท่านั้นที่พูดอะไรไม่เคยผิด)

ผมไม่แน่ใจว่าคุณอานันท์ได้อ่านบทความนี้เองหรือไม่ หรือได้อ่านละเอียดหรือไม่ การรัฐประหารที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการรัฐประหารเชิงประชาธิปไตยนั้นต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 7 ประการ เช่น ต้องล้มล้างระบอบเผด็จการ, ตอบสนองต่อเสียงคัดค้านต่อต้านรัฐบาลนั้น, ผู้นำของระบอบเผด็จการปฏิเสธที่จะลงจากอำนาจ, กองทัพได้รับความเคารพนับถือจากประชาชน ฯลฯ

ถ้าคุณอานันท์ได้อ่านอย่างละเอียดพอสมควร ก็หมายความว่า คุณอานันท์เชื่อตามที่กลุ่ม กปปส.อ้างว่า รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลเผด็จการ ไม่ได้รับการต้อนรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ปฏิเสธที่จะลงจากตำแหน่งแม้ได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว เพียงเท่านี้ก็ทำให้วิจารณญาณด้านการเมืองของคุณอานันท์เป็นที่พึงระแวงสงสัยอย่างยิ่ง ว่ายังมีความเที่ยงธรรมอยู่หรือไม่


อันที่จริงนาย Varol ยังอ้างงานศึกษาเชิงประจักษ์ว่า นับตั้งแต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา 74% ของการรัฐประหารในโลกล้วนตามมาด้วยการเลือกตั้งทั้งสิ้น แต่สถิติเชิงประจักษ์ไม่มีความหมายอะไร ยิ่งมาอยู่ในมือของนักวิชาการที่มองอะไรเลยจมูกไปไม่ได้ไกลอย่างนาย Varol เพราะเขาแยกการรัฐประหารโดยกองทัพที่เขาศึกษาให้หลุดออกไปจากบริบททางสังคมทั้งหมด จึงมองไม่เห็นว่ามีพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำกับการรัฐประหารอยู่เบื้องหลัง ทำให้การรัฐประหารบางครั้งถูกเขานิยามได้ว่าเป็นประชาธิปไตย และบางครั้งไม่เป็นประชาธิปไตย

การรัฐประหารสามกรณีที่เขาพูดถึงคือโปรตุเกส, กรีก และอียิปต์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทหารนั่งคิดกันเหนือขวดเหล้าในค่ายทหารว่า ยึดอำนาจเผด็จการเสียทีเถิดวะ แล้วนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตย แต่มันมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมในสามประเทศนั้น อันเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ทำให้เผด็จการไม่อาจครองอำนาจอยู่ต่อไป โดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจได้ กองทัพ "เลือก" ที่จะเข้าข้างประชาชนในจังหวะที่ไม่เหลือทางเลือกมากนักต่างหาก นาย Varol ไม่ได้สนใจเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-สังคมเหล่านี้เลย หากสนใจศึกษาการเมืองที่พิจารณาบริบทอย่างรอบด้าน ก็ควรอ่าน Samuel Huntington, The Third Wave, Democratization in the Late Twentieth Century ศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดตัวจริงคนนี้ ตั้งข้อสังเกตกับปรากฏการณ์ระดับโลกว่า ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในด้านต่างๆ ระดับโลกนั้น ทำให้ระบบเก่า (ในหลายๆ รูปแบบ และรวมเผด็จการทหารด้วย) ล้าสมัย หรือไม่อาจตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ จึงเกิดคลื่นลูกที่สามซึ่งมีพลังผลักประชาธิปไตยให้ขยายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วไป ไม่เฉพาะในยุโรป มีอีกส่วนหนึ่งที่ Huntington ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับดินแดนนอกยุโรปด้วย (เช่น 14 ตุลาในประเทศไทย)

คุณอานันท์พูดเองในตอนท้ายของการสนทนาว่า ประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแต่การเลือกตั้ง ยังมีค่านิยมและอื่นๆ ของสังคมและนักการเมืองเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตยอยู่ด้วย แล้วการรัฐประหารล่ะครับ ถ้าคิดให้เลยจมูกออกไปเหมือนประชาธิปไตย มีแต่กองทัพอย่างเดียวได้หรือ


นาย Varol ไม่ปฏิเสธว่า เมื่อกองทัพยึดอำนาจด้วยข้ออ้างประชาธิปไตยได้แล้ว ก็มักจะร่างรัฐธรรมนูญที่แฝงฝังอำนาจ, ผลประโยชน์, และบทบาทของกองทัพไว้ในระบบปกครองใหม่ (แต่คุณอานันท์ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย) ปัญหามาอยู่ที่ว่าประชาธิปไตยที่ปลอดจากอำนาจอันไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนเช่นนี้จะหมดไปได้อย่างไร นาย Varol ไม่ได้กล่าวถึง เพียงแต่แจกแจงวิธีแฝงฝังอำนาจกองทัพไว้ในรัฐธรรมนูญว่ามีกี่ชนิดเท่านั้น เรื่องนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นไปใหญ่ว่า พัฒนาการของประชาธิปไตยที่มาจากการรัฐประหารนั้น จะก้าวหน้าต่อไปได้หรือไม่เพียงไร ไม่ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของกองทัพ เพราะมีปัจจัยทางเศรษฐกิจ-สังคมที่มีพลังมากกว่าเหล่านายพลเป็นผู้กำหนด

ตัวอย่างใกล้ตัวก็ได้ เมื่อพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะตัวท่านเองคงมองเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดขึ้นว่า รูปแบบการครองอำนาจของกองทัพผ่านตัวท่านนั้น ล้าสมัยไปแล้ว ในส่วนกองทัพขณะนั้นหาได้มีปัญญาญาณที่จะเห็นอย่างนั้นได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร รสช.ซึ่งต้องจบลงอย่างนองเลือดและน่าอับอายแก่กองทัพ



วิจารณญาณทางการเมืองอันน่าแคลงใจของคุณอานันท์วินิจฉัยว่ารัฐบาลเผด็จการทหารของโปรตุเกส,กรีกและอียิปต์ ไม่ต่างจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น คุณอานันท์จึงยืนยันในตอนท้ายการสนทนาว่า การรัฐประหารของกองทัพในครั้งนี้เป็นแค่ปลายเหตุ ต้นเหตุคือความไม่โปร่งใส, ไร้ประสิทธิภาพ, และความวุ่นวายเป็นจลาจลภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่างหาก ความแตกต่างระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในทรรศนะของคุณอานันท์ ไม่ได้อยู่ที่สิทธิเสรีภาพของพลเมือง (ขนาดปล่อยให้ประท้วงระดับจลาจลในท้องถนนได้) ไม่ได้อยู่ที่การยอมอยู่ใต้การตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่รัฐสภามาจนถึงองค์กรอิสระ และไม่ได้อยู่ที่การยอมลงจากอำนาจเมื่อต้องเผชิญการประท้วงขนาดใหญ่ แต่อยู่ที่ไหนไม่มีใครทราบ นอกจากวินิจฉัยส่วนตัวของคุณอานันท์เองในฐานะ "ผู้ใหญ่" เท่านั้น เกณฑ์การวินิจฉัยของ "ผู้ใหญ่" ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนเหตุผลและข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้คนอื่นสามารถตรวจสอบหรือคัดค้านได้ ระบบนี้แหละครับที่พวกเสื้อแดงเรียกว่า "อำมาตยาธิปไตย" อันเป็นระบบที่มีอยู่จริงในเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ครอบงำความคิดของผู้ใหญ่จนมองไม่เห็นว่ามันมีอยู่ เพราะไม่เคยรู้สึกตัวได้ถึงขนาดนี้ (แต่ก็น่ายินดีที่บัดนี้มันครอบงำได้แต่เฉพาะ "ผู้ใหญ่" เท่านั้น)

ท่าทีในทำนองวินิจฉัยของ "ผู้ใหญ่" ปรากฏในเรื่องอื่นๆ ของการสนทนาอยู่อีกมาก และหนึ่งในนั้นที่คุณอานันท์พูดย้ำอยู่เสมอก็คือ "โลกของความเป็นจริง" ฟังดูเหมือนเป็นประสบการณ์ของ "ผู้ใหญ่" เท่านั้นที่อาจมองเห็นได้ แต่มันคืออะไรหรือครับ ท่ามกลาง "มายา" และ "มายาคติ" ที่ครอบงำมนุษย์อยู่อย่างหนาแน่นนี้ มีใครที่ไม่ใช่ศาสดาของศาสนาใดสามารถอ้างได้เต็มปากว่า เขาได้ฟันฝ่าออกไปพบ "โลกของความเป็นจริง" ได้แล้ว หากคิดง่ายๆ เพียงว่า "โลกของความเป็นจริง" คือตรงกลางระหว่างสุดขั้วของสิ่งที่ปฏิบัติได้ (practicality) กับอุดมคติ (ideal) จุดตรงกลางที่เป็นไปได้ที่สุดก็ไม่ใช่สิ่งที่หาพบได้ง่ายๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับมนุษย์และสังคม และจากประสบการณ์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีคนทั้งที่เป็นปัจเจกและสังคม ได้บรรลุสิ่งที่เคยถือว่าเป็นอุดมคติ ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงมาแล้ว ตัวอย่างใกล้ตัวก็เช่นพระพุทธเจ้า และระบอบประชาธิปไตยเป็นต้น



ประชาธิปไตยเป็นอุดมคติอย่างหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนการประเมินศักยภาพของมนุษย์ไว้สูง แต่มันก็ปฏิบัติได้จริงในหลายสังคม เผด็จการก็เป็นอุดมคติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งประเมินศักยภาพของมนุษย์ไว้ต่ำเกือบเท่าสัตว์ แต่มันก็ปฏิบัติได้จริงเป็นบางครั้งในบางสังคม เพราะอะไร เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและอธิบายกันอย่างสลับซับซ้อน อันไม่อาจทดแทนได้ด้วยบัญญัติของ "ผู้ใหญ่" ว่าด้วย "โลกของความเป็นจริง"

ผมไม่ทราบว่าคุณอานันท์ประเมินศักยภาพของคนไทยไว้แค่ไหน แต่ก่อนจะประกาศการค้นพบ "โลกของความเป็นจริง" จำเป็นต้องวิเคราะห์ศักยภาพของคนไทยและสังคมไทยให้แตกเสียก่อน เพราะ "โลกของความเป็นจริง" ของคุณอานันท์อาจไม่ตรงกับของคนอื่นก็ได้

คุณอานันท์กล่าวว่า ทหารไม่ได้อยากทำรัฐประหาร ที่ตัดสินใจทำก็เพราะมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ด้วยเหตุดังนั้น ท่านจึง "เห็นใจ" (sympathize) ทหาร ผมไม่ทราบว่าท่านตั้งใจใช้คำนี้ หรือตั้งใจให้หมายถึง "เข้าใจ" (comprehend, understand) หากเป็นคำหลังผมก็เห็นด้วย และคิดว่านักวิชาการโดยทั่วไปก็เห็นด้วย อย่าว่าแต่ทหารที่ทำรัฐประหารเลย แม้แต่พระเทวทัต เราก็ควรทำความเข้าใจ-ต่อตัวท่าน และต่อเงื่อนไขทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม และวัฒนธรรม ที่แวดล้อมท่านอยู่-แต่เราคงไม่มีวัน "เห็นใจ" พระเทวทัต

แต่เพราะไป "เห็นใจ" เสียแล้ว จึงจำเป็นต้องให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารด้วยประการต่างๆ เช่นการเมืองถึง "ทางตัน" โดยไม่ต้องรับรู้ว่า "ทางตัน" นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้มีการยุบสภาซึ่งเป็นทางออกอย่างหนึ่งที่ใช้กันเป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย ทางออกนี้ก็ถูกขัดขวางด้วยวิธีรุนแรง และเหตุผลอื่นๆ ซึ่งฟังดูเหมือนคุณอานันท์เพิ่งกลับจากเคมบริดจ์เมื่อก่อนรัฐประหารเพียงวันเดียว แต่เหตุผลทั้งหมดเหล่านี้ หากเห็นด้วย ก็เท่ากับถือว่ากองทัพเป็นองค์กรทางการเมืองที่ตั้งอยู่นอกโลก จึงปราศจากความพัวพันเชิงอำนาจ, เชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ, เชิงเกียรติยศ, เชิงเครือข่าย ทั้งที่เป็นของตนเองหรือกับใครในเมืองไทยเอาเลย

ต้องใช้ความไร้เดียงสาถึงเพียงไหน จึงอาจคิดได้ว่าใน "โลกของความเป็นจริง" มีกองทัพอย่างนี้อยู่จริงในประเทศใดประเทศหนึ่งของโลก



ผมไม่ปฏิเสธว่า การรัฐประหารเป็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่เป็นวิธีการที่จำเป็นหรือไม่ ในสถานการณ์อย่างไรจึงจำเป็น และสถานการณ์อย่างไรที่ไม่จำเป็น ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเรื่องที่เถียงกันได้ ในขณะเดียวกันกระบวนการประชาธิปไตยก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีข้อดีและข้อจำกัดในตัวเองเหมือนกัน เป็นไปได้ในสถานการณ์ใดและเป็นไม่ได้ในสถานการณ์ใด ก็เป็นเรื่องที่เถียงกันได้เช่นกัน

ไม่ใช่เถียงกันหน้าดำหน้าแดงนะครับ แต่เถียงกันด้วยข้อมูลที่กว้างขวางและเหตุผล เพื่อประเมินเลือกว่าควรจะใช้วิธีการใดกันแน่ในการแก้ปัญหา ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างเท่านั้น ยังต้องคิดเลยไปถึงผลข้างเคียง และผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวข้างหน้าด้วย เช่นที่เชื่อว่าเป็นทาง "ตัน" ทางการเมืองนั้น รัฐประหารแล้วจะทำให้หายตันได้ หรือทำให้ความตันเปลี่ยนรูปไปเท่านั้น

ต้องใช้ความไร้เดียงสาถึงเพียงไหน จึงอาจคิดได้ว่ากองทัพได้นั่งลงเถียงกันในลักษณะนี้ ก่อนลงมือทำรัฐประหาร


..................................

(ต่อ) นิธิ เอียวศรีวงศ์ : งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (2) อ่านที่  http://botkwamdee.blogspot.com/2014/09/n-x-taps2.html



.

2557-08-18

การเมืองของคอร์รัปชั่น โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : การเมืองของคอร์รัปชั่น
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408341608 
. . วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:55:10 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 18 สิงหาคม 2557 )


คอร์รัปชั่นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง แต่พูดอย่างนี้ทำให้งงและชวนให้แย้งโดยไม่ทันอ่าน จึงขอพูดใหม่ด้วยความหมายเดิมว่า คอร์รัปชั่นคือความสัมพันธ์ทางสังคมชนิดหนึ่ง

คนเรารู้จักสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อแสวงหาโภคทรัพย์, เกียรติยศ, อำนาจ และการยอมรับมาตั้งแต่สมัยหิน
ในปัจจุบัน เราอาจพูดว่าการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์นั้น พึงทำได้ก็ต่อเมื่อไม่นำเอาทรัพยากรสาธารณะไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่า ความคิดที่ว่า มีทรัพยากรที่เป็นสาธารณะและที่เป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาดนั้น เป็นความคิดสมัยใหม่ เพิ่งเกิดขึ้นในโลกไม่นานมานี้เอง ก่อนหน้านี้ขึ้นไป ไม่มีเส้นแบ่งที่ตายตัวและชัดเจนนัก

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คอร์รัปชั่นตามความหมายที่ใช้ในปัจจุบัน เกิดขึ้นได้ก็เพราะเหตุสองอย่าง หนึ่งคือต้องยอมรับกันทั่วไป ว่ามีทรัพยากรที่เป็นสาธารณะและทรัพยากรที่เป็นส่วนตัว ซึ่งปะปนกันไม่ได้ และสอง ความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ถูกต้องมีอยู่อย่างเดียว คือต้องตั้งอยู่บนฐานของหลักเหตุผลและกฎหมาย (rational and legal)


คอร์รัปชั่นได้รับความสนใจในสังคมไทยมาหลายปีแล้ว กลายเป็นข้อถกเถียงหลักอันหนึ่งระหว่างประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยที่ห้ามเลือกตั้ง หลังรัฐประหาร คอร์รัปชั่นยังเป็นประเด็นหลักอีกอันหนึ่งของสภาปฏิรูป
ประเทศไทยใหม่ที่ คสช.อ้างว่าจะสร้างขึ้น จะมีประชาธิปไตยหรือไม่ มีความสำคัญน้อยกว่าว่ามีคอร์รัปชั่นหรือไม่ ต้องไม่มีคอร์รัปชั่นเสียก่อน ถึงจะมีประชาธิปไตยได้


ผมคิดว่า นักต่อสู้คอร์รัปชั่นในประเทศไทย มีแนวโน้มที่จะมองคอร์รัปชั่นในเชิงศีลธรรมเพียงมิติเดียว จึงมักพบทางตันคือหาทางออกไม่เจอ นอกจากเปลี่ยนบุคลิกภาพของผู้คนทั้งหมด ซึ่งทำในความเป็นจริงไม่ได้ หรือชี้นิ้วประณามคนอื่น ครั้นตัวเองล้มเหลวก็มักหาทางรอนสิทธิคนอื่น เพราะเกรงว่าเขาจะคอร์รัปชั่น หรือสนับสนุนคอร์รัปชั่น
ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปราบคอร์รัปชั่นมากพอจะบอกได้ว่า มุมมองอย่างนี้เสียเปล่า เพราะจะไม่แก้ปัญหาอะไร จนไม่นานมานี้เพิ่งได้อ่านงานศึกษาของคุณ Marc Saxer เรื่อง Fighting corruption in transformation societies จึงออกประทับใจ ขอนำเอาบางส่วนบางตอนของเขามาเล่าในที่นี้ด้วยภาษาของผมเอง จึงอาจผิดพลาดจากที่คุณ Saxer ตั้งใจ เขาจึงไม่ควรรับผิดชอบอะไรกับบทความนี้


คอร์รัปชั่นเป็นสัญญาณของความเหลื่อมล้ำอย่างมากของสังคม ผมไม่ได้หมายความว่าคนจนจำนวนมากไม่มีกินจึงต้องโกง เพราะความจริงแล้วคนจนแทบไม่มีโอกาสโกงเลย ได้แต่เพียงพอใจจะรับประโยชน์โภชผลที่คนโกงมอบให้
คำถามก็คือคนโกงซึ่งไม่จนโกงทำไม คำตอบคงมีหลายอย่าง (รวมทั้งมิติทางศีลธรรมด้วย) แต่หนึ่งในหลายอย่างคือการแข่งขันกันแสวงหาอำนาจในสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมาย การแข่งขันจึงอยู่ที่การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งระดับบนขึ้นไปและต่ำลงมาอย่างกว้างขวาง เพื่อใช้ต่อรองในการแสวงหาอำนาจ, ผลประโยชน์และเกียรติยศ

อำนาจที่แสวงหาไม่ได้หมายความถึงตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ศึกษาฯ จังหวัดช่วยฝากลูกญาติ, เพื่อน, ลูกน้อง ให้เข้าโรงเรียน ก็เป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็นการผดุงสถานะของตนในเครือข่ายด้วย เช่นเดียวกับนายตำรวจไปเอาใบขับขี่ที่ถูกยึดจากสถานีให้เพื่อนหรือเพื่อนของนายผู้อุปถัมภ์

นี่คือเหตุผลที่ "เจ้าพ่อ" มักได้รับความนิยมนับถือจากประชาชนในเขตอิทธิพลของตนอย่างสูง


ในแง่นี้คอร์รัปชั่นคือการกระจายทรัพยากรอย่างหนึ่ง เรียกในทางมานุษยวิทยาว่าaccumulativeredistributionคือรวบรวมทรัพย์ส่วนรวมไปกระจายแก่คนในเครือข่ายของตน ดังนั้น ในสังคมที่ขาดการยึดหลักเหตุผลและกฎหมาย เช่นสังคมสืบสถานะ (patrimonial society)ดังสังคมไทย คอร์รัปชั่นจึงเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่ระบบเศรษฐกิจ, การเมืองและสังคมของสังคมนั้นๆ ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่จะสอนกันในโรงเรียนนั้น หากไม่คิดจะโกหกเด็ก ก็ต้องบอกว่ายั่งยืนอยู่มาได้ภายใต้โครงสร้างของรัฐสืบสถานะ (รัฐราชสมบัติ) ก็เพราะการคอร์รัปชั่นนี่แหละ

แต่นี่พูดถึงคอร์รัปชั่นในความหมายปัจจุบัน โบราณท่านไม่ได้คิดว่าเป็นการคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (ก็ไม่ได้จ่ายเงินเดือนข้าราชการ) แต่อย่าทำให้เกินไปจนกลายเป็นอีกอำนาจหนึ่งที่แข่งขันกับพระราชอำนาจได้เท่านั้น

เมื่อเศรษฐกิจจำเริญขึ้นในรัฐสืบสถานะ การกระทำเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นคอร์รัปชั่น แม้กระนั้นมันก็ยังทำหน้าที่ของมันอยู่ส่วนหนึ่งคือเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่การประกอบการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่เมื่อ 4-50 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยต้องการบริการของธนาคารเพิ่มขึ้น จะตั้งธนาคารหรือขยายกิจการได้อย่างราบรื่นอย่างไร ก็ไปเชิญเผด็จการทหารมาเป็นประธานกรรมการของธนาคารสิครับ ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นดี เกือบทุกธนาคารใหญ่ๆ ในเมืองไทยโตมาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะอาศัย "เส้น" ทั้งนั้นแหละ บริษัทร้านค้าขนาดใหญ่ก็เหมือนกัน เพราะในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตและซับซ้อนขึ้น การเมืองไทยก็ยังเป็นการเมืองของรัฐสืบสถานะอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ขยับไปสู่รัฐที่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมายสักที

แต่การเมืองของรัฐสืบสถานะตั้งอยู่อย่างราบรื่นในรัฐที่เศรษฐกิจกลายเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ใหญ่โตซับซ้อนไม่ได้
ความไม่ราบรื่นทางการเมืองต่างๆในเมืองไทยที่เราได้เห็นมาเป็นสิบปีนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสังคมและรัฐไทยเปลี่ยนไม่ผ่านจากรัฐและสังคมสืบสถานะมาเป็นรัฐและสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและกฎหมาย



ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบเช่นนี้แหละที่คอร์รัปชั่นระบาดมากขึ้นส่วนหนึ่งจะมากน้อยแค่ไหนผมไม่ทราบ ก็คือการกระทำที่ครั้งหนึ่งไม่ถือว่าเป็นคอร์รัปชั่นกลับถูกมองว่าเป็นคอร์รัปชั่นไป เพราะสังคมกำลังขยับปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อเร็วๆ นี้ผมยังได้ยินคนบ่นว่า การจอดรถที่ขอบขาวแดงเป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง (ซึ่งในทรรศนะของผมไม่ใช่ เป็นแค่การละเมิดกฎหมายธรรมดาๆ)
อีกส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันของธนาคารโลกและฉันทานุมัติวอชิงตันซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ของลัทธิเสรีนิยมใหม่คือกันรัฐออกไปจากตลาด เพราะเชื่อว่าตลาดสามารถดูแลจัดการตัวเองได้ดีกว่ารัฐ   คอร์รัปชั่นในรัฐสมัยใหม่เกิดอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ การขจัดคอร์รัปชั่นของธนาคารโลกจะเน้นด้านวิธีการ ซึ่งก็คือขจัดอำนาจรัฐออกไปให้มากที่สุด (นักต่อต้านคอร์รัปชั่นในเมืองไทยสมาทานความเห็นของธนาคารโลกเข้าไปเต็มเปา เพราะตัวสมาทานลัทธิเสรีนิยมใหม่อยู่แล้ว หรือเพราะไร้เดียงสา ก็ไม่ทราบได้)


แต่ส่วนสำคัญที่สุดนั้น มาจากคอร์รัปชั่นยังทำงานเป็นน้ำมันหล่อลื่นของระบบเศรษฐกิจและสังคมนั่นเอง
กล่าวคือ เมื่อเครื่องกลทางเศรษฐกิจใหญ่โตซับซ้อนขึ้น แต่ไม่มีหลักเหตุผลและกฎหมายกำกับ การเสียดทานย่อมมากขึ้น และต้องอาศัยน้ำมันหล่อลื่นมากขึ้น ผมอยากขายจีที 200 ซึ่งไม่ทำงานให้กองทัพได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่น จะขายเครื่องตรวจอาวุธที่สนามบินใหม่ได้อย่างไรท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขนาดนั้น นอกจากใช้น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันนั้นก็หล่อลื่นเศรษฐกิจจริงเสียด้วย เช่น นายทหารที่รวยจากการโกงก็ไปสร้างคฤหาสน์อยู่ เกิดการจ้างงานในการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง พ่อค้าที่รวยจากการโกง ก็เอาทุนไปหาโครงการใหม่เพื่อขายราชการอีก ต้องจ้างงานคนไปสร้างโครงการปลอมๆ ขึ้น

ผมพูดเรื่องนี้เพื่อให้เห็นว่า คอร์รัปชั่นนั้นมันมีงานของมันต้องทำ ในสภาวะสังคมแบบไม่ยอมเปลี่ยนผ่านนี้แหละ



อย่างไรก็ตามแม้ว่าคอร์รัปชั่นยังเป็นน้ำมันหล่อลื่น แต่ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้คอร์รัปชั่นกลับขัดขวางประชาธิปไตยและความโปร่งใสของการบริหาร คอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ทั้งหลายต้องมีคนใหญ่คนโตในวงการเมืองหรือราชการเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ จะเกี่ยวเพราะโลภหรือโง่ก็ตาม แต่ในรัฐประชาธิปไตยก่อนที่ความโลภและความโง่จะทำงานได้ผล ก็จะมีคนตรวจสอบและโวยวายขึ้นจนกระทั่งคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นไม่ได้ พ่อค้าที่ฉลาดกว่า ก็จะเสนอขายกระบวนการ, บริการ หรือเครื่องมืออะไรก็ตาม ที่สามารถตรวจจับอาวุธตามด่านตรวจในภาคใต้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทหารตำรวจไม่ต้องมาเสียชีวิตหรือบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น พ่อค้าฉลาดก็รวยขึ้น และทำโครงการอะไรอื่นขายได้ใหญ่ขึ้น จ้างงานคนมากขึ้นและประเทศไทยก็รวยขึ้น ทำรัฐสวัสดิการได้โดยมีเสียงค้านน้อยลง

คอร์รัปชั่นนั้น โดยตัวของมันเองก็เป็นการเมือง โดยเฉพาะในสังคมที่เปลี่ยนไม่ผ่านอย่างไทย เพราะสามารถใช้ในการสร้างเครือข่ายการเมืองของตนเอง และทำลายเครือข่ายการเมืองของฝ่ายตรงข้ามได้ สภาวะเช่นนี้เห็นได้ชัดในปัจจุบัน เพราะผมไม่เคยได้ยินใครพูดถึงคอร์รัปชั่นของคนอื่น นอกจากฝ่ายทักษิณ ประหนึ่งว่าหากไม่มีทักษิณแล้วก็ไม่มีคอร์รัปชั่นเหลือในเมืองไทยอีกเลย ความไม่เที่ยงตรงของหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกระบบตุลาการ คือแรงหนุนสำคัญที่คอร์รัปชั่นต้องการ เพราะคอร์รัปชั่นดำรงอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนไม่ผ่านได้ ก็เพราะคนโกงย่อมวางใจกับเครือข่าย (สร้างขึ้นหรือซื้อมา) มากกว่าหลักแห่งเหตุผลและกฎหมาย

และดังที่เห็นๆ กันอยู่ คอร์รัปชั่นยังถูกใช้เป็นเหตุผลให้ยกเลิกกระบวนการประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตขึ้น


การปราบคอร์รัปชั่นที่ได้ผลจึงไม่ได้อยู่ที่วิธีการเพียงอย่างเดียว(เปิดเผยข้อมูล,ตั้งองค์กรตรวจสอบ,แจ้งทรัพย์สิน,เพิ่มกฎหมายและเพิ่มโทษ ฯลฯ) เท่านั้น สภาพแวดล้อมที่คอร์รัปชั่นต้องการที่สุดคือการเมืองของรัฐสืบสถานะ ดังนั้นเราจึงไม่อาจต่อต้านคอร์รัปชั่นในรัฐชนิดนี้ได้ จำเป็นต้องช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ที่ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผลและกฎหมายให้สำเร็จ ในรัฐที่ทุกคนในฐานะปัจเจกย่อมเท่าเทียมกันที่จะได้โอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองไปสู่จุดสูงสุด โดยไม่ต้องอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์

รัฐประชาธิปไตยเป็นระบบความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ปัจเจกบุคคลทุกคนสัมพันธ์กันและสัมพันธ์กับรัฐโดยผ่านหลักเหตุผลและกฎหมาย
คอร์รัปชั่นเกลียดกลัวรัฐแบบนี้ ถึงจะมีการทุจริตคดโกงในรัฐแบบนี้ ก็เกิดขึ้นเป็นกรณีไป ไม่ใช่แฝงอยู่ในระบบการเมืองอย่างแยกไม่ออกเช่นรัฐสืบสถานะ ความพยายามจะปราบคอร์รัปชั่นภายใต้ระบอบเผด็จการจึงเป็นเรื่องเหลวใหล อย่างมากก็ทำได้แต่การสร้างวิธีการที่สลับซับซ้อนขึ้น อย่างที่ธนาคารโลกและฉันทานุมัติวอชิงตันให้แบบอย่างเอาไว้ แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าคอร์รัปชั่นเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่ขาดไม่ได้ในฟันเฟืองของระบบรัฐสืบสถานะ อย่างไรเสียมันย่อมต้องซึมผ่านวิธีการเหล่านั้นไปจนได้

หากรังเกียจคอร์รัปชั่นอย่างจริงใจต้องร่วมมือกันนำประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐประชาธิปไตยให้ได้เท่านั้น



.

2557-07-29

พิชญ์: รัฐธรรมนูญมาแล้วจ้า..

.

รัฐธรรมนูญมาแล้วจ้า...
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
madpitch@yahoo.com
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1406621542
. . วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:40:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 29 ก.ค.2557 )
ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ


ในที่สุดสังคมไทยก็ได้รัฐธรรมนูญ "ฉบับแม่น้ำห้าสาย" มาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมขอหลีกเลี่ยงที่จะเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวหรือฉบับถาวร แต่ขอเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามประโยคเด็ดว่าฉบับแม่น้ำห้าสายดีกว่า ด้วยว่าท่านอัครมหาเนติบริกรได้นิยามเอาไว้เอง โดยเฉพาะความมุ่งหมายของอัครเนติบริกรที่ไม่ต้องการให้การยึดอำนาจครั้งนี้ "สูญเปล่า"

อนึ่ง การใช้คำว่าเนติบริกรผู้ยิ่งใหญ่นั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องทางลบอะไร คือบอกตรงๆ ว่าจะให้เรียกว่า "founding father" แบบรัฐธรรมนูญอเมริกาหรืออินเดียก็ลำบากใจครับ ในเมื่อทางท่านผู้มีอำนาจได้ไหว้วานให้เกิดการเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้ก็คงต้องเป็นเช่นนี้ละครับ เว้นแต่ท่านจะยืนยันว่าท่านคิดไว้แล้วและสามารถสั่งการให้ผู้มีอำนาจปืนนำความคิดของท่านไปใช้ได้


ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความน่าสนใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และด้วยวิธีที่สลับซับซ้อน ต่างจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวในอดีตที่มักมีวัตถุประสงค์สำคัญๆ อยู่สองประการ

หนึ่งคือ ใช้เป็นข้ออ้างในการปกครองไปเรื่อยๆ ของฝ่ายผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะฝ่ายที่ล้มล้างประชาธิปไตย ดังจะเห็นจากการไม่ระบุเงื่อนเวลาของรัฐธรรมนูญไว้ว่าจะใช้ไปถึงเมื่อไหร่ คือทำให้รัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะชั่วคราวอย่างถาวร คือลากไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะการปกครองด้วยอำนาจปืนและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นมีลักษะเป็น "การปกครองด้วยข้อยกเว้น" อยู่แล้ว โดยเฉพาะในลักษณะของการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึกต่างๆ ที่ให้อำนาจในการสถาปนาอำนาจที่เหนือกว่าระบบกฎหมายปกติที่มีการกลั่นกรองและคานอำนาจกันของสถาบันทางการเมืองหลายสถาบัน หรือจะว่าง่ายๆ ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญแบบทหารเป็นใหญ่ ปกครองเอง และลากยาวเอง อาทิ สมัยจอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม เป็นต้น

สองคือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในอดีต เป็นรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างเกรงอกเกรงใจประชาชนอยู่บ้างในแง่ที่ว่า หากจะใช้อำนาจพิเศษในขณะเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็มักจะตั้งคนนอกหรือคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่าจะจัดให้มีทั้งรัฐธรรมนูญใหม่และมีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ในแง่นี้ก็เป็นไปได้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นอาจจะให้อำนาจคณะรัฐประหารมากหน่อยในการสรรหาสมาชิก แต่เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญแนวดังกล่าวมีลักษณะของการประนีประนอมอำนาจกับชนชั้นนำจากการเลือกตั้งอยู่มาก ไม่เปลี่ยนอะไรมากนักในรัฐธรรมนูญที่ร่างอยู่ และเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

แต่กระนั้นก็ตาม รัฐธรรมนูญในแบบที่สองนี้ไม่ได้หมายความว่าทหารจะถอยออกไปง่ายๆ แต่หมายถึงการประนีประนอมอำนาจกับนักการเมืองในลักษณะที่นักการเมืองนั้นก็พร้อมจะสวามิภักดิ์กับทหาร โดยมีการย้ายพรรคหรือสร้างพรรคใหม่ให้ผู้นำทางทหารนั้นสามารถลงจากตำแหน่งแล้วเข้ามามีส่วนร่วมได้ ดังที่เราจะเห็นจากกรณีของรัฐธรรมนูญและการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ที่ รสช.นั้นมาไวเคลมไว แล้วก็แปรสภาพเข้ามาเป็นนักการเมือง หรือแม้กระทั่งความซับซ้อนของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นจะมีอยู่หลายเรื่องราว แต่เราก็เห็นว่าสุดท้ายการเลือกตั้งนั้นถูกให้สัญญาและนายกรัฐมนตรีรักษาการในช่วงนั้นก็มีความมุ่งมั่นที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนอยู่ไม่ใช่น้อย และแม้ว่าเราจะไม่เห็นการเปลี่ยนผ่านของ คมช.เข้าสู่พรรคการเมือง แต่อย่างน้อยก็มีพื้นที่ให้หัวหน้าคณะปฏิวัติรอบนั้นจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา

ผมเขียนเรื่องราวอย่างยืดยาวเพื่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับแม่น้ำห้าสายนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญในแบบเดิมอย่างแน่นอน และมีเป้าประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างจริงจังผิดไปจากขนบของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ผ่านมา


ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะดีหรือไม่ดีอันนี้ผมขอไม่วิจารณ์ในที่นี้ ด้วยว่าบรรยากาศของประเทศนี้ไม่ใช่บรรยากาศที่จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากนัก และตราบเท่าที่ยังไม่เห็นบรรดาสมาชิกที่จะเปิดเผยตัวเป็นพันธมิตรผู้ทำงานร่วมกับ คสช. ก็คงจะอธิบายได้ยากเหมือนกันว่าเจตจำนงของการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศด้วยวิธีที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นจะบรรลุผลได้แค่ไหนเพียงใด


สำหรับพื้นที่ที่เหลือในอาทิตย์นี้นั้นจะขอใช้ไปเขียนเรื่องอะไรที่อัครเนติบริกรเขาไม่ค่อยได้ชี้แจงให้เห็น ในแง่ที่ว่านักรัฐศาสตร์นั้น ถ้าเขามองรัฐธรรมนูญแล้วเขาจะมองเห็นอะไรบ้างซึ่งจะขอแบ่งออกเป็นสักห้าประการใหญ่ๆ

หนึ่ง เขามองเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการจัดการปกครองและการเมือง แต่เวลาที่เขามองเรื่องนี้ เขาหลีกไม่พ้นที่มักจะตัดสินว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ หรือเป็นลักษณะที่สะท้อนออกถึง "อุดมการณ์" ของประเทศนั้น

แนวคิดนี้ค่อนข้างเก่ามาก แต่มักจะอยู่ในสายของรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ หรือการปกครองเปรียบเทียบ ยิ่งในสมัยที่เรามีข้อมูลน้อย การเริ่มต้นศึกษาการเมืองของแต่ละประเทศก็เริ่มต้นจากการหารัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศโดยเฉพาะที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาอ่าน มาเปรียบเทียบ แต่ถึงแม้ว่าจะดูล้าสมัยและเชยแสนเชยเพียงใด อย่างน้อยแต่ละประเทศเขาก็จะประกาศออกมาได้ว่าประเทศเขามีอุดมการณ์อะไรกันแน่ และมีการปกครองแบบใดกันแน่


สอง เขามองเห็นถึงความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอุดมการณ์หรือตัวบทที่เขียนไว้อย่างสวยหรู กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคมการเมือง ซึ่งผมอยากจะเรียกคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องของการพูดถึงรูปแบบการปกครองที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือ "รูปแบบ" กับ "เนื้อหา" จริงๆ ซึ่งเราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าไปศึกษาประเทศนั้นๆ อย่างลึกซึ้งและเริ่มเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศนั้นกับความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หรือที่เรามักชอบวิจารณ์ว่า บ้านเราไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะมีแต่เพียงรูปแบบ ไม่มีเนื้อหา ตราบใดที่เรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ของผู้คนและสถาบันทางการเมืองในประเทศเหล่านั้น


สาม เขามองเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นจุดสำคัญไม่ใช่ตัวบทหรือการเขียน แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของการเขียนในความหมายที่ว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นมากกว่าตัวบทหรือกฎหมายสูงสุด หากแต่เป็นสิ่งที่สะท้อน "สัมพันธภาพทางอำนาจ" ของกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าการเขียนในแบบที่มีกลุ่มหนึ่งเหนือกว่ากลุ่มหนึ่ง หรือเป็นการประนีประนอมอำนาจของกลุ่มพลังหลายกลุ่มพลัง

เรื่องการมองรัฐธรรมนูญในฐานะของสัมพันธภาพนั้น เราอาจจะมองอีกอย่างว่า การเขียนรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจในการกำหนดนิยามความหมาย และก่อร่างสร้างสถาบันต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้เอื้อประโยชน์เป็นอย่างมากในการศึกษาพัฒนาการของความคิดต่างๆ ในสังคมไทย นอกเหนือไปจากเรื่องของการออกแบบสถาบันทางการเมืองเท่านั้น เช่นไม่ได้ดูแค่ว่า สภามีกี่สภา หรือนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง แต่การศึกษาในแบบนี้อาจจะชักพาเราให้ไปสนใจแนวคิดบางแนวคิดว่าลงหลักปักฐานในสังคมไทยจริงจังแค่ไหนและถูกตีความอย่างไร เช่น เรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือเรื่องของเสรีภาพทางการเมืองด้านต่างๆ ที่การศึกษาวิจัยในด้านนี้ไม่ได้มองแค่ว่ามีหรือไม่มีในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ แต่ต้องดูว่าแนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอเข้ามาอย่างไร ถูกตีความอย่างไร และมีการตกลงที่จะระบุอะไรเอาไว้ หรือมีการละเลย หรือแปรเปลี่ยนให้ออกมาในรูปแบบไหน

การศึกษาแนวนี้ได้รับอิทธิพลสำคัญจากศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ในงานสุดแสนคลาสสิกที่ชื่อว่า "การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ" ซึ่งได้ให้แนวทางการศึกษาเรื่องพัฒนาการของรัฐธรรมนูญที่เหนือไปจากเรื่องของประวัติศาสตร์ของการเมืองในแบบประวัติศาสตร์การเมืองศึกษาผ่านรัฐธรรมนูญทีละฉบับ ซึ่งมักจะลงเอยด้วยลักษณะของการศึกษาแนววงจรอุบาทว์ ว่าจะมีการหมุนวนจากการมีรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้ง และการฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละรอบเมื่อไหร่ มาสู่การตั้งคำถามสำคัญถึงการคลี่คลายตัวของแนวคิดสำคัญที่ซ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญว่ามีชีวิตอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร


สี่ เขามองเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องทำหน้าที่ "ลดต้นทุน" ในการทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และขยายสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การเมืองนั้นก็ถือเป็นเสมือนตลาดแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดแบบหนึ่ง และเอาเข้าจริงการเขียนรัฐธรรมนูญในแบบละเอียดยิบมากๆ เนี่ย อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความเก่งของผู้เขียน แต่อาจจะไม่ได้ทำให้สังคมนั้นสามารถมีวิวัฒนาการในการจัดการความขัดแย้งและอยู่ด้วยกันได้อย่างเสรี หากจะทำความเข้าใจถึงรากฐานของการเมืองแบบเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม มิหนำซ้ำ ยิ่งมีกฎระเบียบทางการเมืองมากจนเกินไปนั้น การเมืองก็อาจจะไม่ได้วิวัฒนาการไปในลักษณะที่ผู้ร่างต้องการ แต่อาจจะเกิดลักษณะของการติดขัด หรือการแปรสภาพไปเป็นภาระและต้นทุนที่ทำให้ระบบการเมืองนั้นๆ ต้องจ่ายอะไรมากมาย

แนวคิดเช่นนี้มองเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีอคติบางอย่างแฝงฝังอยู่ (ไม่ได้ใช้คำหรูหราว่าอุดมการณ์) และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงความมุ่งหวังของรัฐธรรมนูญจริงๆ แม้ว่าจะตั้งใจดี (ต่างจากการคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ หรือเป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นกฎกติกาที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ใดๆ) และอาจจะขัดกันเองระหว่างความมุ่งหวังที่ดี แต่มีกฎระเบียบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจไปในทางอื่น ซึ่งหลักคิดสำคัญนั้นมาจากสำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวสถาบัน ที่พยายามเข้าใจว่าอะไรที่มันทำงานกันมาอย่างยาวนานนั้น บางทีก็มีผลต่อการก่อร่างสร้างแบบแผนบางประการที่ทำให้การแลกเปลี่ยนในแบบเสรีและเป็นธรรมที่เรามุ่งหวังไว้มันไม่เกิดขึ้นจริงๆ

ตัวอย่างสำคัญของแนวคิดนี้มาจากงานวิจัยของศาสตราจารย์รังสรรร ธนะพรพันธุ์ ที่ชี้ให้เห็นถึงปมปัญหาหรือกับดักทางความคิดมากมายที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 อาทิ ความมุ่งหวังที่จะให้เกิดการคานอำนาจกับสถาบันรัฐสภาด้วยการลงชื่อของประชาชนนั้นอาจจะเกิดได้ยาก ด้วยปัญหาของการมีต้นทุนในการรวมตัวกันของคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ที่พวกเขานั้นไม่มีงบประมาณหรือทรัพยากร ต่างจากพรรคการเมืองที่อาจได้รับเงินสนับสนุน เป็นต้น

พูดง่ายๆ ว่าการที่คนจะทำตามกฎหรือไม่ทำตามกฎต่างๆ นั้น สามารถอธิบายพฤติกรรมเหล่านั้นได้ด้วยหลักทางเศรษฐศาสตร์ หรือพฤติกรรมที่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่คิดเอาเองว่ามีกฎระเบียบมากๆ ผู้คนจะกลัวเกรง หรือจะเป็นไปตามนั้น


ห้า พวกเขาอาจจะมองถึง "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ที่ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยกล่าวถึงเอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่เป็นทางการนั้นถูกฉีกทิ้งบ่อยมาก แต่ฉบับที่ไม่เป็นทางการนั้นอาจจะมีบางเรื่องที่คงอยู่ยาวนาน ราวกับเป็นวิถีชีวิตจริงๆ จังๆ ของสังคมการเมืองนั้น ซึ่งหน้าที่ของนักวิเคราะห์ทางการเมืองนั้นก็คือ จะต้องพยายามค้นหาให้เจอว่าแต่ละสังคมนั้นมีรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมอย่างไร นั่นคือมีสถาบันทางการเมืองไหนที่คงอยู่ยาวนาน จะเขียนหรือไม่เขียนก็มีอิทธิพล หรือต่อให้เขียนไว้หลวมๆ ก็อาจจะเอาจริงเอาจังหรือชักพาไปสู่จุดนั้นได้เสมอ อาทิ การไม่มีการระบุถึงบทบาทของกองทัพในการทำรัฐประหารในฐานะการหาทางออกให้กับความขัดแย้งทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงการทำรัฐประหารและการนิรโทษกรรมนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไปแล้ว



หวังว่ามุมมองทางการเมืองเรื่องรัฐธรรมนูญที่หยิบยืมมาจากทั้งนักรัฐศาสตร์ นักปรัชญาการเมือง นักประวัติศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ จะทำให้เรามีเครื่องมือในการทำความเข้าใจกับรัฐธรรมนูญฉบับแม่น้ำห้าสายนี้ได้มากขึ้นนะครับ และไม่หลงประเด็นไปว่าตกลงรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นฉบับชั่วคราวหรือถาวร แต่เราต้องมุ่งเน้นไปที่ลักษณะอุดมการณ์เบื้องหลัง สภาพความเป็นจริงทางการเมือง และการหายไปหรือการแปรเปลี่ยนของชุดแนวคิดในเรื่องต่างๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและการนำไปปฏิบัติจริง รวมไปถึงการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญนี้จะสามารถทำให้คนมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงไหม หรือมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นและทำให้ความเป็นไปได้ในการเข้าถึงอำนาจและกระจายอำนาจออกสู่ประชาชนนั้นเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งประเด็นท้าทายว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของเราในวันนี้ต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

เรื่องแบบนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรับฟังเฉยๆ ว่าบ้านเมืองเรามีหลักนิติธรรมแล้ว เพราะมีรัฐธรรมนูญแล้ว หรือรัฐธรรมนูญนี้ทำตามสัญญาว่า จะไม่ทำให้การรัฐประหารนั้นเสียเปล่า ครับผม



.................................................................................
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline


.

2557-06-03

ประชาธิปไตยแบบตู่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ประชาธิปไตยแบบตู่
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1401714264
. . วันอังคารที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:40:45 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน  2 มิ.ย.2557 )
ภาพ: มหาภารตยุทธ คัมภีร์ภควัทคีตา-สงครามของผู้ถือธรรมะ


ด้วยความนับถือ ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี อย่างสืบเนื่องตลอดมาโดยไม่เสื่อมคลาย ผมไม่เคยชอบที่ต้องเขียนอะไรแย้งท่านเป็นการสาธารณะเลย ยกเว้นแต่เห็นว่าความเห็นของท่านในเรื่องนั้นๆ จะมีผลร้ายแก่ส่วนรวม

เพิ่งมีบทความของท่านเรื่อง "ประชาธิปไตยแบบพุทธ" ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ไม่นานต่อมาก็เกิดการประกาศกฎอัยการศึกและการยึดอำนาจบ้านเมืองด้วยกำลังกองทัพ ประกาศให้รัฐธรรมนูญสุดสิ้นลง ซึ่งหมายความว่าในที่สุดก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นแบบพุทธหรือแบบอื่น จึงมีความสำคัญ ผมเห็นว่าจำเป็นต้องแย้งความเห็นของบุคคลที่ผมนับถือท่านนี้เป็นการสาธารณะ แม้จะรู้ว่าคงไม่มีผลสะเทือนได้เท่ากระผีกริ้นเมื่อเทียบกับบทความของท่าน


"ประชาธิปไตยแบบพุทธ" ในความเข้าใจของท่านอาจารย์ประเวศ ไม่ต่างจากคำยกย่องพระพุทธศาสนาว่าเป็นประชาธิปไตยมาเกือบ 100 ปีแล้ว คือยกเอาพระวินัยหรือหลักการปกครองดูแลกันเองในหมู่สงฆ์เป็นพยานหลักฐาน สิ่งที่ "ใหม่" ในคำอธิบายของท่านอาจารย์ประเวศก็คือ วิธีคิดแบบพุทธ (ซึ่งไม่ได้แพร่หลายในหมู่ชาวพุทธทั่วโลก แต่เป็นการตีความของนักปราชญ์พุทธในปัจจุบัน) เป็นวิธีคิดที่ไม่แบ่งความจริงออกเป็นสองด้าน (วิธีคิดแบบทวิภาวะ) วิธีคิดเช่นนี้แตกต่างจากวิธีคิดของประชาธิปไตยตะวันตก ซึ่งมีฐานอยู่ที่วิทยาศาสตร์แบบกลไก กล่าวคือต้องมีผิด-ถูก ชั่ว-ดี ที่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด สองฝ่ายต้องต่อสู้กันเพื่อหาเสียงข้างมากในการหยั่งเสียง ทำให้เกิดความแตกแยกเสียสามัคคีธรรม "ประชาธิปไตยแบบพุทธ" จึงเป็นการหามติเอกฉันท์ในที่ประชุม โดยอาศัยการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นกันโดยสุจริต จนกว่าทุกฝ่ายอาจบรรลุมติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวได้

(ขอนอกเรื่องตรงนี้ด้วยว่า ในทางตรรกะ มติเอกฉันท์ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้คือสิ่งที่ "ถูก" ใช่หรือไม่... ความ "ถูก" มีอยู่ และบรรลุถึงได้ด้วยสามัคคีธรรม ถ้ามีถูก-ผิดเช่นนี้ จะพ้นจากการคิดแบบทวิภาวะได้อย่างไร ท่านกำลังพูดถึงวิธีคิดหรือวิธีการกันแน่?)



ระเบียบปกครองคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัตินั้น นำมาปรับใช้กับสังคมโดยรวมได้หรือไม่? ดูเหมือนปัญหานี้ถูกตอบในเมืองไทยอย่างไม่ต้องไตร่ตรองเลยว่า ได้
แต่คณะสงฆ์คือชุมชนนักบวชขนาดเล็ก (ในทุกสังคมพุทธตั้งแต่พุทธกาลมาแล้ว) ยิ่งไปกว่าขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสังคมใหญ่ คณะสงฆ์ยังเป็นชุมชนที่ประกาศตนอย่างชัดเจนว่าจะแยกออกเป็นต่างหากจากสังคมใหญ่ มีประเพณีและวัฒนธรรมของตนเองที่ไม่ตรงกับสังคมใหญ่ หรือบางกรณีตั้งใจให้เป็นตรงกันข้ามกับประเพณีวัฒนธรรมของสังคมใหญ่เลย เช่นไม่ผลิตอะไรเลย และด้วยเหตุดังนั้นจึงบริโภคให้น้อยที่สุดเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ภิกษุแต่ละรูปไม่ถือครองทรัพย์สินมากไปกว่าเพื่อใช้ในการบริโภคอย่างจำกัด ไม่มีครอบครัว เพราะครอบครัวย่อมทำให้การไม่ผลิต ไม่สะสม ไม่บริโภคเกินจำเป็นทำได้ยาก

ชุมชนสงฆ์ยังประกอบด้วยสมาชิกที่ปฏิญาณจะดำเนินชีวิตเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ (ทำพระนิพพานให้แจ้ง) อย่างน้อยก็โดยรูปแบบ ซึ่งสำนวนบาลีเรียกว่า "มีธรรมเสมอกัน" แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเป็นจริงในสังคมใหญ่

สังคมฆราวาสหลายแห่งและหลายชนิด พยายามจะสร้างสังคมของคนที่มี "ธรรมเสมอกัน" เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่คอมมิวนิสต์เผด็จการ, ฟาสชิสต์-นาซี, สังคมคริสต์ในยุโรปสมัยกลาง, สังคมพิวริตันในอาณานิคมอเมริกา, ฯลฯ ผลก็คือฆ่าล้างผลาญทั้งเผ่าพันธุ์และศัตรูของ" "ธรรมเสมอกัน" ลงเป็นล้าน หรือการล่าแม่มดที่จับคนจำนวนเป็นพันไปเผาทั้งเป็นเพราะมีธรรมไม่เสมอกัน

แน่ใจได้อย่างไรว่า พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์ให้ระเบียบปกครองในชุมชนสงฆ์เป็นแบบอย่างแก่การปกครองในสังคมใหญ่ แน่นอนว่า มีคำสอนที่มุ่งสอนฆราวาสหรือการปกครองของสังคมโดยรวม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมใหญ่ควรจำลองชุมชนสงฆ์ไปใช้ในการดำเนินการ อันที่จริงหากวิเคราะห์คำสอนแก่ฆราวาสและผู้ปกครองฆราวาสแล้ว กลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีสำนึกเต็มเปี่ยมว่าสังคมใหญ่นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากชุมชนสงฆ์ ทั้งในแง่เป้าหมายและวิธีการ (หมั่นคนละเรื่อง, การปฏิบัติต่อภรรยาในทิศหก, พระราชาพึงแจกจ่ายพระราชทรัพย์เพื่อการผลิตของประชาชน ฯลฯ)...

หากสังคมใหญ่และชุมชนสงฆ์จัดการและจัดองค์กรเหมือนกันหมด ใครจะเป็นคนตักบาตรล่ะครับ


ปัญหาที่สำคัญกว่าก็คือความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนสงฆ์กับสังคมใหญ่ ในขณะที่ชุมชนสงฆ์ปฏิเสธสังคมใหญ่ในหลายเรื่อง จะอยู่ร่วมกับสังคมใหญ่โดยไม่เป็นปรปักษ์กันได้อย่างไร คำสอนจำนวนมากของพระพุทธองค์มีเกี่ยวกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนสงฆ์และสังคมใหญ่โดยรวม (ซ้ำเป็นสังคมสมัยพุทธกาลด้วย ไม่ใช่สังคมปัจจุบัน)

ก็จริงที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธวิธีคิดแบบทวิภาวะ แต่ตราบเท่าที่เป็นวิธีคิด ก็ย่อมใช้ได้กับปัจเจกบุคคลเป็นสำคัญ แน่นอนว่าหากทุกคนในสังคมมีวิธีคิดเชิงเอกภาวะหมด ผมก็เชื่อว่าความขัดแย้งต่างๆ คงหมดไป เพราะจะมองเห็นแง่ดีของความเห็นที่เราปฏิเสธเสมอ แต่หากสมาชิกของสังคมใดก็ตามกลายเป็นสาวกของศาสดาของศาสนาใดอย่างเข้าถึงระดับจิตใจขนาดนั้น บางทีเราไม่จำเป็นต้องพูดกันเรื่อง "ระบอบ" "ปกครอง" อีกแล้วกระมัง เหมือนพระอรหันต์ย่อมมีวัตรอันต้องด้วยพระวินัย โดยไม่ได้นึกถึงวินัยบัญญัติเลย

แต่มีสังคมอย่างนั้นอยู่จริงในโลกหรือครับ ที่ท่านอาจารย์ประเวศเสนอความเห็นเรื่องประชาธิปไตยแบบพุทธ ก็เพราะมันไม่มีไม่ใช่หรือครับ อนึ่ง ท่านอาจารย์ประเวศพูดถึงประชาธิปไตยแบบพุทธเป็นคู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยตะวันตก นี่เป็นวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะแล้วหรือครับ


หลังจากพูดถึงวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะทั้งของพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ใหม่แล้ว ท่านอาจารย์ประเวศก็หันมาเสนอวิธีการที่จะอยู่ร่วมกันด้วยวิธีคิดแบบนี้ โดยท่านอาศัยประสบการณ์ในชีวิตมหาวิทยาลัยของท่านเองเป็นตัวอย่าง คือการประชุมหามติกันโดยไม่มีการหยั่งเสียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันโดยเสรี จนต่างฝ่ายต่างเห็นข้อดีข้อเสียของความเห็นนั้นกันทะลุปรุโปร่ง จึงบรรลุมติที่เป็นเอกฉันท์โดยอัตโนมัติ

ท่านอาจารย์ประเวศไม่ได้เป็นคนแรกที่คิดวิธีการนี้ขึ้น ระหว่างปี 1957-1966 ประธานาธิบดีซูการ์โนแห่งอินโดนีเซีย ยกเลิกสภาและรัฐบาลลงหมด แล้วปกครองด้วยกฤษฎีกาของประธานาธิบดีเพียงคนเดียว ท่านประธานาธิบดีอ้างว่าท่านใช้วิธีการของหมู่บ้านในอดีต คือปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เปิดให้แสดงความเห็นกันอย่างเสรี จนในที่สุดก็มาบรรลุมติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันโดยไม่ต้องหยั่งเสียง เช่นเดียวกับอาจารย์ประเวศ ประธานาธิบดีซูการ์โนรังเกียจการหยั่งเสียง เรียกว่าเป็นแบบ "ตะวันตก" เหมือนกัน คิดว่าทำให้แตกความสามัคคีเหมือนกัน ระบอบปกครองของซูการ์โนในช่วงนี้ เรียกในตำรารัฐศาสตร์ว่า Guided Democracy ซึ่งมีหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะแต่ที่ใช้ในอินโดนีเซียเท่านั้น ส่วนท่านประธานาธิบดีเรียกว่าเป็นระบบ Gotong-Royong คือช่วยๆ กันไป (เอื้ออาทรในภาษาเอ็นจีโอไทย)

ท่านอาจารย์ประเวศคงมีประสบการณ์การประชุมแบบไม่หยั่งเสียงเช่นนี้มามาก ผมเองก็เคยมีแม้ไม่มากเท่า และเคยเข้าไปสังเกตการณ์การประชุมลักษณะเช่นนี้ในหมู่บ้าน สิ่งที่ผมพบในการประชุมเช่นนี้ ไม่ว่าในระดับหมู่บ้าน หรือมหาวิทยาลัย หรือที่ประชุมซึ่งใหญ่กว่านั้นก็คือ ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ได้มีความเสมอภาคกันนอกที่ประชุม มีคนที่มีเกียรติยศ, ชื่อเสียง, วาทศิลป์, อำนาจ, ทรัพย์ลดหลั่นกันไป ทำให้ความเห็นของแต่ละฝ่ายนั้นไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน ทวิภาวะหรืออเนกภาวะของความเห็นจึงถูกทำให้กลายเป็นเอกภาวะได้ไม่ยากนัก ผมไม่ทราบหรอกว่า การประชุมโดยไม่หยั่งเสียงในภาควิชาอายุรศาสตร์ที่ท่านอาจารย์ประเวศเป็นหัวหน้าภาคนั้น ก่อให้เกิดความสามัคคีสมานฉันท์มากน้อยแค่ไหน แต่ผมได้พบว่าในหมู่บ้านไทยนั้นมีความตึงเครียดในความสัมพันธ์ไม่ต่างจากระบอบประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" ที่ต้องมีการหยั่งเสียง เพียงแต่เขาใช้การนินทา, การอู้ และพิธีกรรม หรือบางครั้งความรุนแรง ในการต่อต้านมติที่เขาไม่เห็นด้วยเท่านั้น

ระบบ Guided Democracy ของซูการ์โนสิ้นสุดลงที่การรัฐประหารภายใต้รัฐธรรมนูญของกองทัพ เป็นผลให้มีคนถูกฆ่าตายประมาณ 500,000 คน



ผมได้ยินคนที่รังเกียจการหยั่งเสียงในระบอบประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" มักพูดเสมอว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่เขาตำหนิประชาธิปไตยแบบนี้ เขาเองจะพูดประหนึ่งว่าประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" ไม่มีอะไรอื่นนอกจากการหยั่งเสียง (การเลือกตั้งคือการหยั่งเสียงชนิดหนึ่ง...อย่าลืม) แท้ที่จริงแล้ว ประชาธิปไตยที่ถูกเรียกว่าแบบตะวันตกนี้ หัวใจอยู่ที่เปิดโอกาสให้มีการต่อรองอย่างเท่าเทียมกัน แต่การต่อรองอย่างเท่าเทียมนี้เกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่อิสระเสรี และเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน ทั้งเป็นข่าวสารข้อมูลจากทุกฝ่าย ชาวนามีโอกาสที่จะบอกความต้องการอันชอบธรรมของตนเอง ได้เท่ากับนักวิชาการและประธานหอการค้าไทย ต้องอาศัยกฎหมายและการบังคับใช้กฏหมายที่เป็นธรรม(ยอมรับได้ในคนหมู่มาก) การศึกษาที่สอนให้คนนับถือตนเองและคนอื่น และคิดเป็น มีเสรีภาพในการจัดองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง และการต่อรองด้านอื่นๆ

ในกระบวนการต่อรองอันสลับซับซ้อนของสังคมเช่นนี้ คือทำให้ความเห็นอันเป็นอเนกภาวะค่อยๆ ถูกประนีประนอมเข้ามาเป็นเอกภาวะนั่นเอง เพราะทุกคนรู้ว่าในที่สุดก็ต้องนำไปสู่การหยั่งเสียงหรือมติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการหยั่งเสียง (มติครม., มติสภาพัฒน์, มติที่ประชุมภาควิชา, มติสภาอบต., มติสมาคมฟุตบอล, ฯลฯ) จึงต้องยอมรับความเห็นอื่นเข้ามาให้มากที่สุด

ประชาธิปไตยที่ถูกเรียกว่าแบบตะวันตกนั้น หากได้มีโอกาสพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดกลไกและความสามารถในการต่อรองของคนกลุ่มต่างๆ มากขึ้น และการหยั่งเสียงในแต่ละครั้ง ก็จำเป็นต้องรวมเอาข้อเสนอในการต่อรองเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นสิ่งที่ Guided Democracy (ซึ่งท่านอาจารย์ประเวศเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบพุทธ") ทำไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบไหน หากเป็นประชาธิปไตยจริง ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับวิธีคิดที่ปฏิเสธทวิภาวะของพระพุทธศาสนาแต่อย่างไร และดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในตอนต้นแล้วว่า ท่านอาจารย์ประเวศกำลังสับสนระหว่างวิธีคิดและกระบวนการ ที่ท่านพูดและอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบพุทธนั้น ที่จริงไม่ใช่วิธีคิดแต่เป็นกระบวนการ (ซึ่งผมเห็นว่าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยตรงไหนเลย) หากเราเปิดและพยายามสร้างเสริมให้กระบวนการประชาธิปไตยในเมืองไทย ได้พัฒนาไปสู่การกระจายอำนาจต่อรองไปอย่างเท่าเทียมแก่คนทุกกลุ่ม กระบวนการประชาธิปไตยต่างหาก ที่สอดรับกับวิธีคิดแบบพุทธมากกว่า เพราะจะไม่มีมติที่มาจากการหยั่งเสียงใดๆ สามารถละเลยหรือมองข้ามความเห็นของคนกลุ่มต่างๆ ไปได้


แน่นอนว่า ประชาธิปไตยไม่สามารถขจัดคนชั่วไปได้ (เหมือนศาสนาทุกศาสนาในโลก) แต่ประชาธิปไตยที่ให้อำนาจต่อรองแก่คนหลากหลายกลุ่ม ทำให้คนชั่วไม่สามารถลอยนวลต่างหาก ประธานาธิบดีนิกสันในกรณีวอเตอร์เกทต้องชิงลาออก ก่อนที่วุฒิสภาจะลงมติถอดถอน (ซึ่งจะกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกวุฒิสภาถอดถอน) ตรงกันข้ามกับผู้นำของ Guided Democracy แต่ละคนจะถูกถอดถอนได้ ก็ต้องผ่านความรุนแรงและนองเลือดอย่างมิคสัญญีทั้งนั้น

ยิ่งมีคนน่านับถืออย่างท่านอาจารย์ประเวศเป็นผู้นำ ยิ่งถอดถอนได้ยากขึ้น เพราะชั้นแต่จะเขียนบทความแย้งท่านเป็นสาธารณะเช่นนี้ ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ



.

2557-05-08

ต้องเปลี่ยนแปลงสังคมแบบถอนรากถอนโคน โดยใจ อึ๊งภากรณ์

.

ใจ อึ๊งภากรณ์ : ต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน
ใน http://turnleftthai.blogspot.com/2014/05/blog-post_8.html
และ ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/53085
. . Thu, 2014-05-08 14:50



ใจ อึ๊งภากรณ์


ตอนนี้มันชัดเจนว่าแนวประนีประนอมของพรรคเพื่อไทย และ แนว นปช. ที่เดินตามเพื่อไทย ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
     ถ้าเราเข้าใจลักษณะของ “รัฐ” ในระบบการเมืองของโลก ตามที่ มาร์คซ์ เองเกิลส์ และเลนิน เคยอธิบาย เราจะเข้าใจว่าการเป็นรัฐบาลในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการคุมอำนาจรัฐเลย เพราะรัฐประกอบไปด้วย ทหาร ศาล ตำรวจ และคุก และรัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองทุกซีกทุกก๊ก เพื่อกดขี่ชนชั้นอื่นๆ มันไม่เคยเป็นกลางและไม่เคยเป็นประชาธิปไตย แม้แต่ในประชาธิปไตยตะวันตกก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าในประเทศดังกล่าวพลังของคนทำงานและประชาชนโดยทั่วไป คอยห้ามไม่ให้รัฐล้ำเส้นมากเกินไปเท่านั้น แต่ทุกอย่างไม่แน่นอนมั่นคง พื้นที่ประชาธิปไตยไม่ได้แช่แข็ง มันขยายและมันหดได้


     วันนี้เราเห็นอำนาจรัฐ ผ่านตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สาม ก่อนหน้านั้นเราเห็นทหารทำรัฐประหาร และเห็นทหารเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่ท้าทายเผด็จการและอำนาจรัฐ โดยเรียกร้องประชาธิปไตย

     เครื่องไม้เครื่องมือในการใช้อำนาจรัฐมีอีกมากมาย เช่นกระบวนการที่คนใหญ่คนโตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือการใช้วุฒิสภาหรือหัวหน้าสถาบันวิชาการ ในการเชียร์พวกที่มุ่งหวังลดพื้นที่ประชาธิปไตย ส่วนม็อบสุเทพก็เป็นเพียงอันธพาลชนชั้นกลาง เป็นคนส่วนน้อย และผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เขาพยายามสร้างภาพว่าเป็นมวลมหาประชาชน แต่การที่เขาทำอะไรก็ได้บนท้องถนน แสดงว่าส่วนต่างๆ ของรัฐสนับสนุนเขา ถือว่าม็อบสุเทพเป็นเครื่องมือที่ให้ “เอกชน” ทำแทน
     ทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง และเขาเคยเป็นก๊กหนึ่งของรัฐไทย เพราะรัฐไม่ได้มีลักษณะรวมศูนย์เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มันเป็น “คณะกรรมการเพื่อร่วมบริหารผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน” อย่างที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เคยเขียนไว้ และมันมีความขัดแย้งภายในด้วย นี่คือสาเหตุที่ทักษิณและนักการเมืองเพื่อไทยไม่ต้องการนำการต่อสู้ที่แตกหักกับกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยมของรัฐ
    

     แต่ถ้าไทยจะเป็นประชาธิปไตย เราต้องเปลี่ยนการเมืองและสังคมแบบถอนรากถอนโคน ถ้าแค่เล่น “ปฏิกูลการเมืองก่อนเลือกตั้ง” มันไม่มีวันที่จะขยายพื้นที่ประชาธิปไตยได้เลย

     สิ่งที่ต้องถูกเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนมีมากมาย แต่เรื่องหลักๆ เฉพาะหน้าคือ

1. ต้องสร้างพลังของคนธรรมดา เพื่อห้ามการทำลาย หรือจำกัด เสรีภาพประชาธิปไตย และเพื่อให้มีการเคารพพลเมือง ทุกคนต้องมีหนึ่งเสียงเท่ากัน พลังนี้คนอื่นสร้างให้ไม่ได้ ต้องสร้างจากรากหญ้าข้างล่าง
2. ต้องยกเลิกกฏหมาย 112, พรบ.คอมพิวเตอร์ และกฏหมายหมิ่นศาลในรูปแบบปัจจุบัน เพื่อเปิดให้พลเมืองมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกระบวนการประชาธิปไตยสากล ซึ่งแปลว่าต้องปล่อยนักโทษทางความคิดเช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข และคนอื่น
3. ต้องยกเลิกองค์กรที่อ้างความอิสระ และยกเลิกศาลตุลาการในรูปแบบที่เป็นอยู่ เพราะองค์กรที่อ้างความอิสระทั้งหลายไม่เคยเป็นกลาง และยิ่งกว่านั้นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยทหารหรือฝ่ายเผด็จการอื่นๆ เช่น ตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ มักใช้อำนาจเผด็จการเหนือผู้แทนที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน ที่สำคัญคือแนวคิดเรื่อง “องค์กรอิสระ” เป็นแนวคิดที่มองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะในการลงคะแนนเสียง จึงต้องให้ “ผู้รู้” คอยควบคุมตรวจสอบ ในอนาคตเราจะต้องคานอำนาจหรือตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาด้วยองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
4. ต้องลดบทบาททางการเมืองและสังคมของทหารลงไป เพื่อไม่ให้ทำรัฐประหารหรือแทรกแซงการเมือง ซึ่งแปลว่าต้องลดงบประมาณ ปลดนายพลจำนวนมาก และนำทหารออกจากสื่อมวลชนและรัฐวิสาหกิจ
5. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ด้วยการนำ “ฆาตกรรัฐ” มาขึ้นศาล ไม่ว่าจะเป็นทหารระดับสูง หรือนักการเมืองอย่าง อภิสิทธ์ สุเทพ หรือ ทักษิณ และต้องมีการยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย
6. ต้องเก็บภาษีในอัตราสูงจากคนรวยอย่างถ้วนหน้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ


ถ้าจะทำสำเร็จต้องทำพร้อมกัน และทำด้วยความมั่นใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอาศัยพลังที่อยู่นอกกรอบรัฐในการกระทำ คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยนั้นเอง ซึ่งตอนนี้มีอยู่แล้วในรูปแบบเสื้อแดง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวต้องอาศัยแนวความคิดทางการเมือง ซึ่งในขบวนการเสื้อแดงมีหลายแนว
ในเมื่อแนวหลักของ นปช. กับเพื่อไทย ใช้ไม่ได้ และไม่มุ่งหวังสร้างประชาธิปไตยจริง กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน ต้องพยายามรวมตัวกันเป็นองค์กร เพื่อช่วงชิงการนำ และเพื่อลงมือสร้างสายสัมพันธ์กับขบวนการสหภาพแรงงานที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย เพราะในสังคมทุนนิยม กรรมาชีพมีพลังถ้ารู้จักใช้



.

2557-04-11

“คนดี” กับอำนาจหน้าที่, +ความเป็นไทยอันประเสริฐ โดย ใบตองแห้ง

.

“คนดี” กับอำนาจหน้าที่
โดย อธึกกิต แสวงสุข

ใน ข่าวสดออนไลน์ วันศุกร์ที่ 11 เม.ย 57 เวลา 00:01 น. 
( ที่มา: คอลัมน์ ใบตองแห้ง นสพ.ข่าวสด 11 เม.ย 57 )


ปลัดกระทรวงยุติธรรม กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก (และได้รับเสียงเชียร์จากคนอีกฝ่าย) จากการเปิดห้องพูดคุยต้อนรับ สุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคพวก ซึ่งประกาศตนเป็น "รัฏฐาธิปัตย์"

นี่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าราชการระดับสูงถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะปลัดกระทรวงสาธารณสุขประกาศจุดยืน "เลือกข้าง" ชัดเจนไปก่อนแล้ว แต่ต่างกันที่คุณกิตติพงษ์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวง "ยุติธรรม" ซึ่งดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ และทำงานประสานกับอัยการสูงสุด

ซึ่งแปลว่าคุณกิตติพงษ์มีอำนาจให้คุณให้โทษ ต่อสุเทพ และแกนนำ กปปส. ผู้ต้องข้อหา "กบฏ" (โดยยังไม่นับคดีปิดถนนปิดสถานที่ราชการทำลายทรัพย์สิน ฯลฯ อีกสารพัด)

คุณกิตติพงษ์ชี้แจงว่าที่เชิญแกนนำ กปปส.มาพูดคุย เพราะเกรงจะเกิดเผชิญหน้า ซึ่งก็พอฟังได้ แต่ที่หลายคนข้องใจคงเป็นการที่คุณกิตติพงษ์แสดง "ความเห็นส่วนตัว" ในประเด็น "ปฏิรูป" เออออไปกับ กปปส. แม้เรียกร้องให้ถอยคนละก้าว มาพูดคุยกันระหว่างยังไม่มีเลือกตั้ง ซึ่งฟังดูเป็น "ความปรารถนาดี" แต่ก็มีคำถามว่าท่านแยกแยะบทบาทตัวเองออกหรือเปล่า ระหว่าง "ผู้ปรารถนาดี" กับปลัดกระทรวงยุติธรรมที่ต้องทำหน้าที่

ถ้าท่านไปพูดในเวทีอื่นเป็นส่วนตัว ไม่ใช่ในเก้าอี้ปลัด ในห้องรับรองของปลัด จะน่าฟังมากครับ


อันที่จริง คุณกิตติพงษ์เป็นคนที่ยกย่องได้เต็มปากว่า "คนดี" มีทัศนะเปิดกว้าง มีบทบาทมีผลงานด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่นั่นก็ยิ่งย้อนแย้ง เมื่อถูกถามว่าคุณกิตติพงษ์ยอมรับการ "ปฏิรูป" ด้วยการกระทำผิดกฎหมายของ กปปส.ได้อย่างไร


กรณีคุณกิตติพงษ์ยังมีข้อถกเถียงกันได้ ผมยังไม่อยาก "ฟันธง" เพียงอยากยกเป็นอุทาหรณ์ เพราะถึงอย่างไรก็ยังไม่น่าเกลียดเท่าข้าราชการบางส่วน ที่ "เลือกข้าง" อย่างเปิดเผย ไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ที่กินเงินภาษีประชาชน

ข้าราชการที่เข้าร่วมม็อบ มักอ้างเสรีภาพทางการเมืองที่จะ "เลือกข้าง" นอกเวลาราชการแล้วทำอะไรก็ได้ ใช่ครับ ถ้าคุณเป็นข้าราชการธรรมดา เลิกงานไปม็อบไม่มีใครว่า ขึ้นเวทีด่ารัฐบาลก็ยังไหว ถ้าไม่มีอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษใคร

แต่ลองเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีผู้ใต้บังคับบัญชา ลองคิดดูว่าเหมือนกันไหม
ข้อแรก การเลือกข้างทางการเมืองจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ไหม
ข้อสอง ส่งผลให้เกิดความหวั่นไหวต่อผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่



ผู้จัดการบริษัทเป่านกหวีด พนักงานไม่พอใจก็ออกไป แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนกหวีด ติดป้ายสัญลักษณ์หน้าที่ทำงาน พยาบาล คนงาน ใต้บังคับบัญชา ถ้าเห็นต่างจะทำอย่างไร เขาทำตัวลำบากใช่ไหม นี่ไม่ได้ว่าม็อบฝ่ายไหน เพราะถ้า ผอ.ใส่เสื้อแดงเดินอาดๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน

เพียงแต่ที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ เมื่อผู้บริหารประกาศตัวชัดเจน ล่ารายชื่อไล่รัฐบาล ก็เอาชื่อข้าราชการ ลูกจ้าง ใส่ทุกคน บอกว่าใครไม่เห็นด้วยให้ถอนชื่อออก โห ใครมันจะกล้า

ท้าทายไปกว่านั้น ชมรมแพทย์ชนบทยังเอารถโรงพยาบาลสนาม จากสุราษฎร์ธานีมาใช้ในม็อบ แพทย์หลายกลุ่มอ้างว่ามาตั้งโรงพยาบาลสนามในกรุงเทพฯ เบิกเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ได้อีกต่างหาก

ตลกไหมครับ ถ้านึกภาพ ร.พ.หนองอีแหนบ (นามสมมติ) อยู่ท้องถิ่นกันดาร แต่แพทย์มาตั้งโรงพยาบาลสนามที่สีลม


นี่ยังไม่พูดถึงการใช้อำนาจหน้าที่ครู อาจารย์ พาเด็กนักเรียน นักศึกษา มา "ทัศนศึกษา" หรือทำรายงานพิเศษ


สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ต่อสู้ทางการเมืองกัน แล้วไม่รู้จักแยกแยะอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ออกจากความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักวิชาการ ไปจนกระทั่งสื่อ

เมื่อเชื่อว่าตัวเองกำลังทำเพื่อเป้าหมายที่ "ดี" ก็พร้อมจะ "ฉ้อฉล" อำนาจหน้าที่เพื่อบรรลุเป้าหมาย

กระทั่งผู้มีอำนาจหน้าที่สำคัญระดับชาติ ก็ยังกล้าๆ ประกาศว่าขอลำเอียงเพื่อประชาชน จะทำงานใหญ่ ต้องกล้าลำเอียง




นี่เป็นปัญหาอย่างมาก ต่อระบบและอนาคตของสังคม ถ้าคุณคิดว่าจะ "ฉ้อฉลต่อหน้าที่" เพื่อเป้าหมายที่คุณเห็นว่าดี แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณยึดถือว่าดี เอาเข้าจริงก็เป็นทัศนะที่มองโลกแบบขาวดำ ดีสุดขั้ว ชั่วสุดขีด เชื่อว่าวันนี้ทำลายเป้าหมายนี้ไป พรุ่งนี้โลกจะสดใส วันนี้นรก พรุ่งนี้สวรรค์ ซึ่งมันไม่ใช่

การปฏิรูปประเทศ การสร้างสังคมที่มีอนาคต ต้องใช้เวลา ต้องวางระบบ สถาปนากติกา ทำให้ผู้คนตระหนักต่อหน้าที่ มีความรับผิดชอบ


การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเป้าหมายทางการเมืองอย่างฉาบฉวย ไม่เพียงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ดีงาม แต่สุดท้ายในความต้องการเอาชนะ ก็จะยอมรับเอาใครก็ตามที่ฉ้อฉลต่อหน้าที่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน เข้ามาเป็นพวก ทำให้เกิดพวก "ฉวยโอกาส" ห้อยโหนขบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพื่อฟอกตัวเป็น "คนดี"

ทั้งที่คนกลุ่มหลังนี้ปลิ้นปล้อน ฉ้อฉลต่อหน้าที่ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต




++

ใบตองแห้ง: ความเป็นไทยอันประเสริฐ
ใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU56SXpNRGd3TVE9PQ
. . วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.



ปีใหม่ไทยเป็นช่วงรำลึกถึง "ความเป็นไทย" ไถ่ถาม "ความเป็นไทย" ว่ายังสบายดีอยู่หรือ ในยุคสมัยที่วิถีชีวิตเปลี่ยนไป ถึงยังลอยกระทง ยังเล่นสงกรานต์ แต่ก็มีผู้ทุกข์ร้อนห่วงใย จนลอยกระทงกลายเป็น "คืนเสียตัว" สงกรานต์กลายเป็น "เทศกาลห้ามตาย"

แหม จะสนุกหน่อยก็ไม่ได้ ห้ามนู่นห้ามนี่ จนแทบจะหมอบกราบรดน้ำ ถึงถูกต้องตามประเพณีไทย

หลายปีมานี้ กระแสหวงแหน "ความเป็นไทย" ขึ้นสูงปรี๊ด พร้อมกับจิตสำนึก "ความเป็นชาติ" ซึ่งประหลาดหน่อยๆ ไม่ได้ปลุกไปรบกับต่างชาติที่ไหน รบกับคนไทยด้วยกันเอง (เพียงแต่เวลาคนต่างขั้วมาม็อบ ก็ตัดต่อภาพให้เป็นพม่า เขมรไปเสียฉิบ)

กระแสหวงแหนความเป็นไทย เป็นภาคผนวกของ "กระแสศีลธรรม" ซึ่งปลุกขึ้นมาต้าน "นักการเมืองชั่ว" "ต้านโกง" ไล่มันให้พ้นไปจากแผ่นดินไทย ไม่ให้เป็น "คนไทย"



อันที่จริงการปลุกกระแสศีลธรรม ปลุกความเป็นไทย เป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่สิ่งผิด แต่ปลุกแล้วผูกขาดไปเป็นของตัวนี่สิ

น่าสังเกตว่า ปลุกไปปลุกมา ศีลธรรมและความเป็นไทยกลายเป็นของผู้ลากมากดี คนชั้นกลาง ชาวกรุง ซึ่งไปงานสัปดาห์หนังสือ ซื้อธรรมะท่านพุทธทาสและประวัติศาสตร์พระนเรศวรมาเต็มตู้ ขณะที่คนไทยบ้านๆ กลายเป็นคนลาว สปป.ล้านนา หรือพวกไร้การศึกษา ไม่มีวัฒนธรรม สงกรานต์ก็ขึ้นรถกระบะสาดน้ำ ประแป้ง เมาแอ๋ เปิดเพลงดังลั่น แดนซ์กันกระจาย

แหม่ สงกรานต์ไทยแท้เมาแอ๋แต่โบราณนะครับ เพราะเป็นการเฉลิมฉลองฤดูผลิตใหม่ ข้าวที่เก็บเกี่ยวไว้หมักใส่ไหกำลังได้ที่ สมัยนี้ก็แค่อย่าเมาแล้วขับ ถ้าไม่เป็นอันตรายกับใคร ม.ต.ล.ว.ก็สิทธิส่วนตัว


น่าสังเกตว่า ปลุกไปปลุกมา "ความเป็นไทย" กลายเป็นอะไรที่ดีงามสูงส่ง วิเศษกว่าใคร ทั้งที่คนชาติไหนก็มีข้อดีข้ออ่อน "ความเป็นไทย" กลายเป็นอะไรที่งามพร้อมแต่โบราณ แต่มาถูกทำลายเพราะวัฒนธรรมตะวันตก นักการเมือง และ "ทุนสามานย์" ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ประเทศไทยคงไปโลด

ปั่นถึงขีดสุด "คนไทยเหนือชาติใดในโลก" เพราะคนไทยไม่ต้องตามก้นฝรั่ง ไม่เอาเลือกตั้ง ไม่เอาประชาธิปไตย ก็ทำให้ประเทศเจริญได้ คนไทยจะคิดค้นระบอบการปกครองที่ดีกว่า ดีที่สุด ที่ไม่มีใครเคยคิดได้ ไม่มีใครเคยทำได้ เราเป็นชาติแรกในจักรวาลที่ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"

ฝรั่งโง่ บังอาจวิพากษ์วิจารณ์ นักข่าวฝรั่งที่หาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ถูกทักษิณซื้อไปแล้วทั้งนั้น

ว่าแต่หลังห้ำหั่นกัน 8 ปี เราเคยย้อนถาม "ความเป็นไทย" ไหมว่ายังสบายดีอยู่หรือ "สยามเมืองยิ้ม" วันนี้ยิ้มแบบไหน ทำไมเห็นแต่แสยะ



ประเพณีไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ยังมีอยู่ไหม น่าจะมีครับ แต่ถามก่อนว่าสีไหน ที่จริงไม่ได้กีดกัน แต่ต้องเห็นใจ ไม่งั้นก๊งเหล้าไปจะกลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์

คนไทยขี้เกรงใจ อันที่จริงมีข้อเสีย คือไม่รู้จักประท้วง เพื่อสิทธิของตัว แต่ก็ไม่น่าตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ปิดถนน ปิดเมือง ยกขบวนขึ้นทางด่วน รถติดยาวเหยียดไม่เกรงใจใคร (แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเกรงใจท่าน)

คนไทย แต่โบราณสอนให้เอาใจเขาใส่ใจเรา แต่ทำไมขัดแย้งทางการเมืองแล้วปิดกั้นความเห็นต่าง ไม่ยอมให้เลือกตั้ง แล้วบีบคอ ทำร้ายคนไปเลือกตั้ง ทำร้ายข้าราชการไปทำงาน

เมืองไทยเมืองพุทธ พุทธไม่ได้สอนว่า "คนดี" ต้อง "ปราบมาร" ด้วยการทำสงคราม ยึดอำนาจ (แต่ก็น่าประหลาด เมืองพุทธมีรัฐประหารมากอันดับต้นๆ ของโลก)

พุทธไม่ได้สอนให้ปลุกความเกลียดชัง พุทธสอนให้เอาชนะใจกันไม่ใช่หรือ แต่ทำไมเห็นคนฝ่ายตรงข้ามถูกทำร้าย บาดเจ็บล้มตาย คนไทยกลับโห่ร้องสะใจ


สู้เพื่อความเป็นไทย แต่ทำไมใช้ถุงป๊อปคอร์น



พูดอย่างนี้เหมือนว่าข้างเดียว อันที่จริงเป็นทั้งสองข้าง แต่ข้างไหนล่ะชอบอ้างความเป็นไทย ข้างไหนล่ะไม่เอาประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นไทย ถ้าพูดถึงความเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ทั้งทางชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม (ตรุษไหนๆ พี่ไทยก็เมา-ฮา)


ประชาธิปไตยเอาใจเขาใส่ใจเรา เพราะยอมรับความเห็นต่าง ตัดสินด้วยการเลือกตั้ง แพ้ชนะไม่เข่นฆ่าล้างผลาญ แต่สู้กันต่อไปภายใต้หลักประกันสิทธิเสรีภาพ

ประชาธิปไตยเพียงอาจขัดแย้ง "ความเป็นไทย" บางอย่าง ที่ถูกยึดติด ตอกตรึง จนปรับตัวไม่ได้

และอาจขัดแย้งกับความเป็น "ไทยแท้" แบบ "ทำอะไรตามใจ" เอาชนะโดยไม่เลือกวิธีการ ไม่เคารพกติกา
เป็นกรรมการก็โกงเสียเอง อ้างว่า "โกงเพื่อชาติ"

ความเป็นไทยแบบหลัง ถ้ายังเอาไว้ก็ "ตามใจ" อ้าว จะไปทำอะไรได้ ก็มีอำนาจตีความตามใจ




.

2557-03-30

‘พิลึกกึกกือ’ข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้ง สว.ประเทศไทย โดย ดวงจำปา

.

‘พิลึกกึกกือ’ข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้ง สว.ประเทศไทย
โดย Doungchampa Spencer

ใน http://prachatai3.info/journal/2014/03/52512
. . Sat, 2014-03-29 23:52

( ที่มา: https://www.facebook.com/doungchampa/posts/598398640257039 )


สิ่งที่แปลกใจกับดิฉันมากๆ เกี่ยวกับ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคมนี้ (ตัวดิฉันอาจจะไม่เข้าใจหลักการ เพราะไม่เคยประสบกับระบบที่ "พิลึกกึกกือ"ขนาดนี้) ก็เลยขอเขียนแบบเปิดใจหน่อยนะคะ:


1. ทางการใช้คำว่า "การเลือกตั้ง" แต่กลับห้ามทำการ "หาเสียง" เพื่อประกาศให้ผู้คนที่จะออกไป "เลือกตั้ง" ได้ทราบกันว่า "ผู้สมัคร" แต่ละคน มีนโยบายอย่างไร ซึ่งทำให้ประชาชนอย่างเราๆ และท่านๆ ไม่รู้จักบุคคลชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้ว่า เป็นใคร มาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร เพราะไม่เคยมีการขึ้นเวทีปราศรัยหรือตอบคำถามจากประชาชน ด้วยการแนะนำตนเองให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบเกี่ยวกับประวัติพื้นเพหรือสิ่งที่ตนเองต้องกระทำ เมื่อชนะการเลือกตั้งแล้ว


2. การที่ สมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถจะสังกัดพรรคการเมืองได้นั้น ดิฉันสงสัยเหมือนกันว่า เวลาพวกนี้เขาไปโหวดในการเลือกตั้งใหญ่ (อย่างเช่นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์) เขาหรือเธอก็ต้องเลือกพรรคที่ตนชื่นชอบ แต่ตัวผู้สมัครเองกลับสังกัดพรรคการเมืองไม่ได้อย่างนั้นหรือ? (จะมาอ้างว่า คนที่สมัครพวกนี้ โหวต "โน" เพื่อแสดงความ "เป็นกลาง" ในทางการเมือง มันก็กระไรอยู่นะคะ)


3. ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถประกาศอย่างเปิดเผยได้ว่า จะทำงาน "ร่วมกัน" อย่างไรกับพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มันก็ทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกๆ เพราะ หน้าที่หลักของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นเรื่องการปรึกษาและออกกฎหมาย ซึ่งต้องประสานงานกับทางสภาผู้แทนราษฎรแทบทั้งสิ้น เมื่อไม่สามารถป่าวประกาศว่า จะทำงานร่วมกันกับสภาผู้แทนราษฎรหรือแม้กับรัฐบาลได้อย่างไร มันไม่มีความ "เข้าท่า" เลยในเรื่องนี้
ขนาดตัวผู้สมัคร ก็ยังไม่สามารถประกาศนโยบายได้ว่า ถ้าตนเองได้รับเลือกเข้าไปแล้ว จะทำอะไรในสภาบ้าง พูดง่ายๆ คือ ไม่สามารถทำสัญญาประชาคมได้เลย แต่เมื่อได้รับเลือกเข้าไป ก็กินเงินภาษีจากประชาชนเป็นเงินเดือนค่าตอบแทนอยู่ดี

แต่มันแปลกหรือไม่ ที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก "การแต่งตั้ง" นั้น กลับป่าวประกาศนโยบายอย่างชัดเจน (จากการให้สัมภาษณ์หรือออกข่าวแบบ 40 สว ในอดีต) ว่า เป็นปรปักษ์กับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกนี้ จะทำการค้านมันแทบทุกเรื่องเช่นกัน


4. พรรคการเมืองที่ประกาศบอยคอทท์การเลือกตั้งใหญ่ กลับเห็นเรื่อง "การเลือกตั้ง" อย่างนี้ กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีการประกาศทักท้วงแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มันก็เป็น "การเลือกตั้ง" ในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการ "กาบัตร" อย่างนี้มันต่างกับการเลือกตั้งใหญ่ตรงไหนหรืออย่างไร? จะต้อง "ปฎิรูป" การเลือกตั้งก่อนอย่างนั้นหรือเปล่า?


5. ระบบการเลือกตั้ง สว แบบนี้ เป็นเรื่องที่แย่มาก เพราะ เหมือนกับว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ไม่มี "ความมั่นใจ" แต่อย่างใด เมื่อตอนที่จะลงคะแนนเสียงให้กับบุคคลๆ ใดคนหนึ่ง

ข้อมูลที่บุคคลผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้รับ ก็มาจาก "การฟอร์เวิร์ด" ข้อความหรือ จากอีเมล์ หรือ จากภาพที่แชร์กันบนหน้า Facebook ซึ่งสร้างด้วย "ความเชื่อ" จากคนอื่นๆ (ไม่ใช่จากการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเอง) พูดง่ายๆ ก็คือ ท่านไม่ได้ตัดสินใจเลือก สว คนนี้ด้วยตัวท่านเอง ส่วนใหญ่มาจาก "ความเชื่อ" จากอีเมล์หรือการโพสต์หน้า Facebook แทบทั้งสิ้น ใช่ไหมคะ?

เรื่องนี้มันกลับกลายเป็นวิธีการที่กระทำตาม "คำบอกเล่า" หรือ "ข่าวลือ" เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลผู้สมัครเพื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น เหตุผลที่จูงใจให้เรา "กา" คะแนนให้นั้น เป็นเรื่องของ "ความเชื่อ" จาก "ตัวหนังสือ" แทนที่จะเหมือนกับ ผู้แทนราษฎรที่เรา "มั่นใจ" ว่า เรา "กา" ให้กับคนที่เราชื่นชอบจริงๆ


เราถึงเห็น การ "ถามคำถาม" ตามหน้าเว็บกันให้วุ่นว่า "จะเลือกใครดี" หรือ "ใครเป็นผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตย" กันบ้าง? งงไหมคะ กับ ตรรกะแบบนี้?



สรุปแล้วก็คือ การ "กา" ให้กับ ผู้สมัคร สว คนใดคนหนึ่งนั้น ทำไมต้องถามกับตนเองด้วยว่า เรา "กา" ถูกคนหรือเปล่า? นี่คือ สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในการ "เลือกตั้ง" ที่ไม่มีการออกหาเสียง สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ได้ และประชาชนก็๋เลยไม่ทราบว่า เขาจะทำงานร่วมกันกับอีกสภาหนึ่งได้อย่างไร

น่าจะส่ง บทบาทของการ "เลือกตั้ง" แบบนี้ ไปให้กับ Ripley's Believe it or not เพื่อตีพิมพ์เรื่องที่ ประหลาดๆ ที่สุดในโลกกัน...



2557-02-24

คนกลางของผู้ใหญ่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

คนกลางของผู้ใหญ่
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393244369
. . วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:56:46 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 24 ก.พ.2557 )


บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ใหญ่" พากันออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับทางออกจากวิกฤตทางการเมืองในครั้งนี้ไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน
นั่นคือต้องลืม, พักร้อน, เว้นวรรคหลักการความชอบด้วยกฎหมายไว้ก่อน เพื่อทำให้วิกฤตคลี่คลายลง
ดังนั้น ทางออกจากวิกฤตจึงอาจเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ถูกกฎหมาย ไม่ถูกหลักประชาธิปไตย
รวมทั้งอาจไม่ถูกใจคนจำนวนมากก็ได้


แต่ไม่มีใครใช้คำว่ารัฐประหารสักคนเดียว น่าประหลาดแท้ๆ ทั้งๆ ที่การกระทำที่พวกเขาเสนอก็คือ รัฐประหารนี่แหละ


กฎหมายเป็นเรื่องไม่สู้สำคัญนัก อย่างที่ ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ชี้ว่ากฎหมายก็เขียนขึ้นโดยมนุษย์ แก้เสียก็ได้ หรือ (หากแก้ไม่ทัน) ก็ตีความให้มีความหมายไปในทางที่ปฏิบัติได้ หรือปฏิบัติแล้วดีแล้วกัน
สอดคล้องกับที่ท่านนายกฯนอกตำแหน่ง อานันท์ ปันยารชุน กล่าวว่า "... ในเมื่อกฎหมายคนเขียน แม้แต่เวลาการประชุมนี่ คุณก็สามารถเปลี่ยนกฎการประชุมได้..." (ผมเรียกท่านว่านายกฯ นอกตำแหน่งตามคำสอนของครูผม - พระยาอนุมานราชธน - ซึ่งอธิบายว่า อดีตหมายถึงคนที่ตายแล้ว หากเขายังไม่ตายแต่อยู่นอกตำแหน่งก็ให้เรียกว่านอกตำแหน่ง เป็นความแตกต่างอย่างเดียวกับคำว่า past และ ex ในภาษาอังกฤษ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ แม้แต่กฎหมายยังไม่สำคัญ กะอีแค่เรื่องถ้อยคำจะสำคัญอะไรกันนักหนา อยากเรียกอะไรก็เรียกไปเถิดครับ)

เทคโนแครตซึ่งคณะรัฐประหารปี 2549 ชวนให้เข้าไปรับตำแหน่งทางการเมือง คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล บอกอย่างไม่ต้องเหนียมเลยว่า ให้นายกฯคนปัจจุบันลาออกเสีย เพื่อเปิดให้นายกฯคนกลางเข้ามารับตำแหน่งแทน

ไม่มีคำอธิบายว่า นายกฯคนกลางนั้นจะมาจากไหน อาศัยความชอบธรรมอะไร แต่นั่นเป็นเรื่องกฎหมายอีกแล้ว ก็กฎหมายไม่สำคัญไงครับ ที่สำคัญกว่าก็คือจะออกจากวิกฤตทางการเมืองครั้งนี้ได้อย่างไรสำคัญกว่า


ผมก็เพียงทะลึ่งคิดว่า กฎหมายอาจไม่สำคัญก็ได้ แต่ความชอบธรรมนั้นสำคัญแน่แม้แต่ในซ่องโจร ซึ่งไม่มีกฎหมายอะไรเลย อันที่จริงวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่วิกฤตทางการเมืองเท่ากับวิกฤตความชอบธรรม เพราะอะไรที่คนทั่วไปยอมรับว่าถูกต้องชอบธรรม (ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่) ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเคยเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐที่ได้มาจากเสียงข้างมาก กฎหมายและรัฐธรรมนูญ หรือ จากการยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ หรือจากการรับรองจากสถาบันตามประเพณี ที่เราออกจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้ ก็เพราะมันไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่ทุกฝ่ายยอมรับเหลืออยู่ในสังคมไทยอีกแล้วต่างหาก

เรากำลังเผชิญกับการพังสลายของสังคมทั้งสังคม และเรื่องนี้ใหญ่กว่าการพังสลายของเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ห่วงใยของ "ผู้ใหญ่" ทั้งหลายเสียอีก แต่ท่านเหล่านั้นดูเหมือนไม่ใส่ใจกันเลย

ที่สำคัญกว่าความชอบธรรมของนายกฯคนกลางก็คือ เขาคนนั้นเป็น "กลาง" ระหว่างอะไรหรือครับ
หากคิดว่าเป็นกลางระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและ กปปส. คนอื่นๆ อีกจำนวนมากในสังคมไทยจะเห็นว่าเขาเป็น "กลาง" หรือครับ 


ทั้งพรรคเพื่อไทยและ กปปส.ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนไทยส่วนใหญ่ ความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มนี้เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ที่อยู่ข้างล่างซึ่งท่าน "ผู้ใหญ่" ไม่มอง หรือไม่เชื่อว่ามีอยู่นั้น ใหญ่กว่านั้นมาก ทั้งไม่อาจละเลยญาณทัสนะ (perception บางคนเรียกมโนทัศน์) ของเขาไปได้ด้วย



ยกตัวอย่างรูปธรรมก็ได้นะครับ นายกฯคนกลางยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด คิดหรือครับว่า ชาวนาจำนวนมากซึ่งได้รับเม็ดเงินจากโครงการรับจำนำค่อนข้างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นครั้งแรก จะยังมองเขาในฐานะเป็น "กลาง" ระหว่างชาวนา, รัฐ, โรงสี, ผู้ส่งออก และผู้ขายข้าวในประเทศ อีกหรือ

ท่านนายกฯนอกตำแหน่ง อานันท์ อาจมองเห็นความซับซ้อนของปัญหานี้ จึงกล่าวก่อนจะสรุปลงท้ายให้ผิดฝาผิดตัวไป (ซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า) ว่า "แต่คราวนี้ตัวละครเล่น ตัวเล่นมันมีมาก อาจจะมี 2 พรรค อาจจะมี 2 ฝ่าย แต่ละฝ่ายแต่ละพรรคก็ไม่ใช่มีตัวเล่นคนเดียว แต่ยังมีพวกตัวเล่นที่อยู่วงรอบนอก ยังมีอีกมาก ประเด็นก็มากมาย..."

ใช่เลยครับ มันซับซ้อนกว่าที่เทคโนแครตทางเศรษฐศาสตร์อย่างคุณปรีดิยาธรจะเข้าใจได้ ผมเพียงแต่อยากเตือนความเห็นแบบท่านนายกฯนอกตำแหน่งว่า หากเรายังมองพลังของความขัดแย้งในสังคมเป็นตัวบุคคล เช่นมองเห็นว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวเล่นที่อยู่วงรอบนอกของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ประการแรก ก็จะทำให้ไม่อาจหยั่งถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งได้ปรุโปร่ง เพราะตัวเล่นที่สำคัญกว่าบุคคลคือพลังทางสังคมต่างหาก เช่นเมื่อชาวนาผลิตข้าวสู่ตลาดเต็มตัวเช่นนี้ การแสวงหาความมั่นคงด้านรายได้ในการผลิตเพื่อตลาดย่อมเป็นพลังที่ไม่เกี่ยวกับลุงมาป้าเมี้ยนที่ทำนาเช่าอยู่แถวอยุธยา ประการที่สอง หากย่อพลังทางสังคมให้เหลือเป็นเพียงบุคคลเช่นทักษิณ อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิย่อพลังทางสังคมของฝ่ายตรงข้ามให้เป็นบุคคลได้เหมือนกัน และบุคคลคนนั้นเป็นใครท่านนายกฯนอกตำแหน่ง อานันท์คงพอเดาได้



ผมเข้าใจว่า ข้อเสนอที่หยาบคายขนาดนายกฯคนกลางคงตกไป กลายเป็นการหาคนกลาง (อีกแล้ว) มาเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ย ข้อเสนอใหม่นี้ตัดปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางกฎหมายออกไป (อย่างน้อยก็ตัดออกไปก่อน) จึงดูเหมือนเป็นที่รับรองได้ง่ายแก่ทุกฝ่าย ส่วนคนกลางดังกล่าวจะหาได้อย่างไรในสังคมที่ความชอบธรรมทุกชนิดกำลังล่มสลายลง ยกไว้ก่อน สมมุติว่ายังมีฤๅษีที่ไหนในป่าหิมพานต์เหลืออยู่สักคนที่พร้อมจะเป็นคนกลาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้

แต่ปัญหาเดิมก็ยังตามมาอีกว่า ใครควรเข้าร่วมการเจรจา โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งไปแล้ว สมมุติว่าพรรคเพื่อไทยสัญญาว่าหากได้รับเลือกตั้งจากเสียงข้างมากอีก ก็จะบริหารไม่เกิน 1 ปี แล้วจะยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ มันจะแฟร์แก่ผู้ที่ไปลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยหรือครับ หรือสัญญาว่าหากเป็นรัฐบาลอีกก็จะยกเลิกนโยบายจำนำข้าว มันจะแฟร์แก่ชาวนาหรือครับ หรือสัญญาว่าจะไม่ดำเนินคดีกับแกนนำกปปส. มันจะแฟร์ต่อสังคมไทยหรือครับ เพราะเราจะรื้อฟื้นความชอบธรรม (ทางกฎหมาย, ทางวัฒนธรรม, ทางศีลธรรม ฯลฯ) กลับคืนมาได้อย่างไร หรือเราจะอยู่ในสังคมที่ไม่มีฉันทานุมัติเกี่ยวกับความชอบธรรมเหลืออยู่อีกเลยต่อไป

ผมคิดว่าการเจรจาถ้าจะเกิดขึ้นอาจทำได้ผลเฉพาะในเรื่องที่แคบที่สุดเท่านั้น จนไม่สามารถทำให้วิกฤตคลี่คลายไปได้


ท่านนายกฯนอกตำแหน่ง อานันท์ ซึ่งมีประสบการณ์ผ่านการเจรจาแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศมามาก เสนอเทคนิคการเจรจาซึ่งได้ผลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาใช้ นั่นคือไม่เจรจาเรื่องที่ไม่อาจจะมีความเห็นพ้องกันได้ไว้ก่อน แล้วหยิบเรื่องที่น่าจะสามารถเห็นพ้องกันได้ขึ้นมาเจรจาก่อน

ท่านยกตัวอย่างสองเรื่องที่ท่านเชื่อว่าล้วนอยู่ในวาระของทั้งสองฝ่าย คือเรื่องความยากจน และความเหลื่อมล้ำ

ผมไม่แน่ใจว่าทั้งสองเรื่องนี้อยู่ในวาระของทั้งสองฝ่ายหรือไม่ แต่สมมุติว่าอยู่จริง ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายมองมิติของสองเรื่องนี้แตกต่างกันมากพอสมควร ยังไม่พูดถึงมองทางออกของสองปัญหานี้แตกต่างกันสุดขั้วเลย

ยิ่งไปกว่านั้น หากรวมตัวเล่นในวงนอกที่ท่านนายกฯนอกตำแหน่งพูดถึง (ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมวงเจรจาด้วย) สองประเด็นนี้ยิ่งมีมิติที่หลากหลายมากขึ้น และยากจะประสานเป็นหนึ่งเดียวได้ เช่น ไม่มีฝ่ายใดในสองฝ่ายสนใจกับความยากจนของคนที่ถูกจัดอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพราะจำนวนไม่มากเท่าคนที่อยู่เหนือเส้นความยากจน ซ้ำเข้าถึงได้ยากทางการเมือง จึงไม่เป็นฐานคะแนนเสียงให้ใครได้

เคยมีงานวิจัยที่สอบถามความคิดเห็นของเสื้อแดงและเสื้อเหลือง น่าประหลาดที่คนเสื้อแดงไม่ค่อยเห็นว่าตัวคือคนจน ซ้ำยังรู้สึกว่ารับได้กับความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในสังคมไทย ในขณะที่คนเสื้อเหลืองรู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีมากจนรับไม่ได้

ความยากจนก็ตาม ความเหลื่อมล้ำก็ตาม เอาเข้าจริงแล้วเป็นเรื่องของญาณทัสนะ หรือ perception อย่างที่ท่านกล่าวไว้นั่นแหละ ผมคิดว่าญาณทัสนะนั้นยังสัมพันธ์กับความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคตของบุคคลด้วย ผมจึงมองไม่เห็นว่าจะเจรจาระหว่างสองฝ่ายโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง ต่อสู้และต่อรองในกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างไร


สองฝ่ายคงเห็นพ้องต้องกันว่า สองเรื่องนี้มีความสำคัญ แล้วยังไงครับ ต่างฝ่ายต่างกลับบ้านงั้นหรือ


คู่เจรจาในความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต่างเป็นตัวแทนของประชาชนในฝ่ายของตน (แทนจริงหรือแทนไม่จริงก็ตาม แต่ข้อตกลงของเขาผูกมัดประชาชนของสองฝ่ายได้จริง) แต่การเจรจาของสองฝ่ายในวิกฤตภายใน จะไม่ผูกมัดใครเลยสักคนเดียว ขนาดการ์ดที่ตัวเสียเงินจ้างมาแท้ๆ ยังคุมไม่ได้ จะหวังให้แกนนำ กปปส.ไปผูกมัดอะไรกับผู้ร่วมชุมนุม เช่นเดียวกับประชาชนอีกจำนวนมากที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ก็ลงคะแนนเสียงช่องไม่ใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งนี้

เพราะความซับซ้อนของวิกฤตดังที่ท่านนายกฯนอกตำแหน่งได้แสดงสำนึกไว้แล้วนั่นแหละ ทำให้การพักร้อนประเด็นร้อนเพื่อเจรจากันในประเด็นเย็นของสองฝ่าย ไม่สามารถนำไปสู่การระงับความขัดแย้งของพลังทางสังคมได้

ในความขัดแย้งระหว่างประเทศ แม้แต่ในภาวะสงครามแย่งดินแดน หากทั้งสองฝ่ายมองเห็นแล้วว่าไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาดได้เลย ข้อเสนอหยุดยิงในการเจรจาก็อาจเป็นผลได้ เพราะสอดคล้องกับความต้องการของสองฝ่ายที่ไม่ต้องการสูญเสียมากไปกว่าจำเป็น แต่หากสองฝ่ายยังหวังจะกำชัยชนะเด็ดขาดได้ในบั้นปลาย ข้อเสนอหยุดยิง อาจถูกปัดไปจากโต๊ะเจรจาทันที แม้กระนั้น ก็ยังอาจมีอีกบางประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะเห็นพ้องต้องกัน เช่น แลกเปลี่ยนเชลยศึก เพียงเรื่องเดียวก็นำไปสู่การเจรจารายละเอียดได้อีกหลายเรื่อง



แต่ความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนซึ่งเกิดในประเทศไทยเวลานี้ ไม่ง่ายอย่างนั้น ผมมองไม่เห็นว่ามีอะไรที่ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนกันได้ เพราะเรื่องเล็กๆ ที่ดูไม่เป็นสาระสำคัญของความขัดแย้ง ล้วนมีนัยยะไปถึงเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่านั้นเสมอ เช่นแลกเปลี่ยนการเปิดสถานที่ราชการบางแห่ง กับการถอนคดีของแกนนำบางคน ดูเป็นเรื่องง่ายและไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

แต่การเปิดสถานที่ราชการขัดแย้งกับหลักการอารยะขัดขืนที่ฝ่าย กปปส.อ้างตลอดมา ไม่มีกำลังจะปิดได้เป็นเรื่องหนึ่ง การยอมถอยออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเท่ากับยอมรับที่จะ "เชื่อฟัง" กฎบางอย่างที่ทางฝ่ายรัฐบาลมีส่วนร่วมสร้างขึ้น เช่นเดียวกับการถอนฟ้อง เท่ากับรัฐบาลยอมรับว่าที่ต่อสู้กันมาตั้งนานนั้น ไม่ใช่ความพยายามจะรักษาระเบียบแบบแผนของสังคมท่ามกลางอุปสรรครอบด้านหรอก เป็นแค่การต่อสู้กับศัตรูทางการเมืองของตนเองเท่านั้น

บนโต๊ะเจรจา เราจะพักร้อนประเด็นใดก็ได้ แต่ในสถานการณ์จริง เช่น ในสงครามหรือในการแบกรับภาระเป็นรัฐบาลรักษาการของประเทศ ไม่มีใครมีสิทธิเลือกพักร้อนประเด็นอะไรได้ตามใจชอบ เช่น ในสงคราม การรุกของข้าศึกย่อมเป็นประเด็นที่เอามาพักร้อนไม่ได้ รัฐบาลรักษาการก็พักร้อนการเลือกตั้งไม่ได้เหมือนกัน การเลือกตั้งคือการคืนกลับสู่สภาวะของระเบียบสังคมเดิมอันเป็นสิ่งที่ กปปส.ปฏิเสธ ฉะนั้น กปปส.ก็พักร้อนประเด็นนี้ไม่ได้เหมือนกัน


แน่นอนว่า ในความขัดแย้งใดๆ การเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุดเสมอ แต่การเจรจาเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้การเจรจาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแก่ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ผมคิดว่าขณะนี้เงื่อนไขนั้นพอมี แต่ยังไม่สุกงอมพอ เช่น ในความขัดแย้งทางการเมืองที่เคยผ่านมาในสังคมไทยระยะหลัง มักมีอำนาจนอกระบบออกมายุติความขัดแย้งในรูปใดรูปหนึ่ง แต่ครั้งนี้ยังไม่มี (จึงทำให้ท่านนายกฯนอกตำแหน่งเห็นว่ากินเวลายาวนานกว่าวิกฤตทุกครั้งที่ผ่านมา) หากเป็นที่แน่ชัดว่า จะไม่มีอย่างแน่นอนเมื่อไร ผมเชื่อว่าเงื่อนไขสำหรับการเจรจาก็จะสุกงอมจนเกิดการเจรจาขึ้นจนได้

ในสภาพที่สังคมกำลังปริ่มๆ จะพังสลายลงนี้ ผมคิดว่าเราต้องกู้สังคมให้ฟื้นกลับคืนมา นั่นคือยืนยันในหลักความชอบธรรมของกฎหมายไว้ก่อน จริงอยู่กฎหมายไม่ได้ผดุงความชอบธรรมไปหมดทุกมาตราหรือทุกฉบับ และด้วยเหตุดังนั้น จึงแก้ได้และควรแก้ แต่ก็มีกระบวนการแก้กฎหมายที่ชอบธรรม ซึ่งเราต้องยึดถือไว้อย่างมั่นคงด้วย

สักแต่ให้วิกฤตการเมืองหมดๆ ไป โดยไม่ต้องห่วงว่าสังคมที่เหลือคืออะไร จะเป็นสภาวะการลงทุนที่ดีได้อย่างไร
ทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนภายใน คงอยากวางทุนของตนไว้ในสังคมที่มีระเบียบแบบแผน มากกว่าไว้ในซ่องโจร ซึ่งแม้ไม่มีการชุมนุมปิดถนนเลย แต่ก็คือซ่องโจรอยู่ดี



.