.
“นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” วิพากษ์รัฐบาลเพื่อไทย ปฏิรูประบบสาธารณสุข
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381987070
วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:35:48 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน ฉบับ 17 ตุลาคม 2556 หน้า 10 )
12 ปีก่อน นโยบายที่สร้างชื่อให้กับรัฐบาล "พรรคไทยรักไทย" อย่างมาก คือ การปฏิรูประบบสาธารณสุข ด้วย "โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค" ซึ่งมีกระจายงบประมาณไปสู่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศโดยคิดตามหัวประชากร ตามหลักปรัชญา "เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" ทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง "คนจน" และ "คนรวย" ถือเป็นการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ
แต่นั่นก็เป็นผลงานในสมัย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" มาถึงสมัย "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายจะปฏิรูประบบสาธารณสุขอีกครั้ง ในนาม "พรรคเพื่อไทย" โดยมี "นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์" เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กลับกลายเป็นไม่ว่าจะมีนโยบายใดออกมาสู่สาธารณะก็เป็นอันต้องเจอกระแสสังคมคัดค้าน และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
แม้แต่ "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากพรรคเดียวกัน และเป็นคนสำคัญที่ร่วมผลักดันโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เมื่อ 12 ปีก่อน ก็ยังอดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ไม่ได้
"ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในสมัย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ครั้งนั้น...แกนนำสำคัญที่ทำให้โครงการ 30 บาทสำเร็จ คือ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ความจริงผมไม่ควรพูด หรือให้ความเห็นใดๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง เพราะวันนี้ผมยังถูกตัดสินทางการเมืองเพราะถูกยุบพรรค 5 ปี แต่ในเดือนธันวาคม 2556 ผมจะได้คืนสิทธิทางการเมืองอีกครั้ง และผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก จึงอดไม่ได้ที่จะต้องแสดงความคิดเห็นในฐานะคนที่เคยสัมผัสงานด้านสาธารณสุขมากก่อน ไม่ว่ารัฐบาลจะฟังในสิ่งที่ผมพูดหรือไม่ก็ตาม" นพ.สุรพงษ์กล่าว
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยเสนอปัญหาของระบบสาธารณสุขไปพรรคเพื่อไทย เช่น ปัญหาการดำเนินการตามนโยบายจ่ายเงินตามผลปฏิบัติงาน หรือ "พีฟอร์พี" (P4P: Pay for Performance)
"ผมได้ส่งผ่านความเห็นไปยังผู้ที่มีบทบาทในการนำเสนอนโยบายภายในพรรค นำเสนอด้วยความห่วงใยว่าปัญหาอาจลุกลามยากแก้ไข ซึ่งสุดท้ายก็มีการประชุมรับฟังความเห็นกัน ส่วนในเรื่องการปฏิรูประบบสาธารณสุข มีข้อเสนอ แต่อาจไม่เป็นทางการนัก แต่เป็นข้อเสนอที่อยากให้มีการปฏิรูปอย่างแท้จริง ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าหากไม่เคยทำโครงการ 30 บาทมาก่อน โดยมาเริ่มในปี 2556 การผลักดันอาจจะยากมาก เพราะเป็นการปฏิรูประบบงบประมาณครั้งใหญ่ ที่มีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย คนไม่เห็นด้วยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว อย่างมากก็แสดงความคิดเห็น มีการประท้วงสวมปลอกแขนดำในโรงพยาบาล แต่มายุคนี้ อาจมีการฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจทำให้หลายสิ่งหลายอย่างทำไม่ได้ ยิ่งในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน มุ่งเน้นเกมการเมือง ไม่เน้นผล หรือประสิทธิผลก็ยิ่งยาก" นพ.สุรพงษ์กล่าว
สำหรับเรื่องการปฏิรูประบบสาธารณสุขในปัจจุบันนั้น นพ.สุรพงษ์บอกว่า หากอุปมาอุปไมย อย่างการร่างนโยบายสาธารณสุขของพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2542 การปฏิรูปส่วนใหญ่เป็นนโยบายชุดเล็กๆ เช่น ทำอย่างไรจะฉีดวัคซีนในทารกแรกเกิด 100% จะรณรงค์ไม่สูบบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร ทั้งหมดเป็นเรื่องของการคิดเป็นชิ้นๆ สุดท้ายมาตั้งคำถามว่า นโยบายนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงมิติใหม่ของการเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขได้หรือไม่ ซึ่งไม่ได้ จึงเกิดคำถามกับ นพ.สงวนว่า ในชีวิตนี้มีอะไรที่เป็นความฝันที่อยากทำ จึงได้คำตอบว่า "เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" จนเป็นที่มาที่ไปของโครงการ 30 บาท
นพ.สุรพงษ์วิเคราะห์ว่า เมื่อหันมามอง ณ ปัจจุบัน หากกระทรวงสาธารณสุขจะปฏิรูปงานที่เน้นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ย่อมไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพีฟอร์พี การจัดทำเขตบริการสุขภาพ 12 เขต โดยให้อำนาจผู้ตรวจราชการ สธ. การกำหนดเรื่องเงินค่าตรวจในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นรูปธรรมชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาก ถ้าจะปฏิรูปต้องมองโครงสร้างภาพใหญ่
นพ.สุรพงษ์บอกว่า เมื่อปี 2544 การปฏิรูประบบสาธารณสุข เป็นเรื่อง "ระบบงบประมาณ" ที่เปลี่ยนจากการจัดสรรงบฯ ตามโครงการที่โรงพยาบาลเสนอ ตามฐานเงินเดือนของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง มาสู่ระบบงบประมาณรายหัวของประชาชนที่ขึ้นทะเบียนรับบริการจากโรงพยาบาลนั้นๆ
"เพียงแค่พลิกวิธีคิด ก็เกิดการปฏิรูปเป็นโดมิโน เอฟเฟ็กต์ (Domino effect) จากระบบกระจายทรัพยากร กระจายแพทย์บุคลากรสาธารณสุขดีขึ้น เพราะทุกคนเริ่มรู้ว่า หากมีฐานประชากรมาก ก็จะได้รับงบประมาณมาก จากนั้นก็มีการปฏิรูปการบริหารจัดการ เช่น ปี 2545 มีการปฏิรูประบบบริหารจัดการของโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพด้วย แต่วันนี้...นโยบายพีฟอร์พีเป็นเพียงจุดเล็กมากในการพัฒนาประสิทธิภาพ เพราะการพัฒนาประสิทธิภาพ ต้องอยู่ที่โรงพยาบาล จะทำพีฟอร์พีก็ต้องให้โรงพยาบาลจัดการกันเอง ไม่ใช่ให้ผู้บริหารใน สธ.หรือส่วนกลางทำ เพราะไม่มีทางรู้ปัญหาในพื้นที่ได้ดีเท่ากับคนทำงานในพื้นที่" นพ.สุรพงษ์กล่าว
หากรัฐบาลคิดจะปฏิรูประบบสาธารณสุขอีกครั้ง นพ.สุรพงษ์ บอกทันทีว่า ผู้บริหาร สธ.ไม่ว่าจะเป็น "ฝ่ายการเมือง" หรือ "ฝ่ายข้าราชการประจำ" จะต้อง "กระจายอำนาจ"
"คำตอบมีอยู่แล้ว คือ ต้องให้โรงพยาบาลเป็น ′องค์การมหาชน′ แบบเดียวกับโรงพยาบาล (รพ.) บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ที่ สธ.มีการนำร่องมากว่า 13 ปี วันนี้...พิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปแบบที่มีความร่วมมือทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม นำไปสู่การสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ผมเชื่อว่ายังมีโรงพยาบาลอีกมากที่มีศักยภาพ
แต่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา สธ.ไม่มีการพัฒนาโรงพยาบาลให้เป็นองค์การมหาชนเลย มาวันนี้คิดจะทำเขตบริการสุขภาพ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริการ และการบริหาร ก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะสุดท้ายมีหลายจังหวัดรวมกัน แต่ 3-4 จังหวัด ปัญหาก็ไม่เหมือนกันอีก การตัดสินใจก็ไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ ยังอยู่ที่ส่วนกลาง โดยผู้ตรวจราชการ สธ. จึงไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการกระจุกอำนาจ" นพ.สุรพงษ์กล่าว
การมี 12 เขตบริการสุขภาพ โดยการดึงอำนาจการตัดสินใจจากโรงพยาบาลไปให้ผู้ตรวจราชการ สธ. นพ.สุรพงษ์ บอกว่า เหมือนเป็นการ "ถอยหลังเข้าคลอง" เพราะเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะมีโครงการ 30 บาท อำนาจอยู่กับ สธ. แต่เมื่อมีโครงการ 30 บาทได้กระจายงบไปให้โรงพยาบาล ถือเป็นการกระจายอำนาจโดยตรง แต่เมื่อมีการทำ 12 เขตบริการสุขภาพ เท่ากับดึงอำนาจการตัดสินใจกลับไปส่วนกลางอีกครั้ง ซึ่งไม่แตกต่างจากเมื่อ 12 ปีก่อน ที่สำคัญ ไม่มีใครการันตีว่าผู้ตรวจราชการ สธ.ทุกคน จะสามารถเป็น "ซีอีโอ" ของเขตนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เที่ยงธรรม หรือไม่ กลายเป็นว่ากำลังไปฝากอนาคตที่ตัวบุคคล ไม่ใช่ตัวระบบ หากตัวบุคคลไม่ดี มีปัญหา ใครเป็นคนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนผู้ตรวจราชการ สธ.ซึ่งก็ยังไม่มี
นพ.สุรพงษ์บอกว่า หากจะทำองค์การมหาชน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลขนาดเล็ก รวมกันก็ได้ ทำเป็นเครือข่าย แต่เป็นองค์การมหาชน ให้บริหารและตัดสินใจกันเอง ดังนั้น หากจะกระจายอำนาจจริงๆ ต้องให้ถึงที่สุด 10 กว่าปีที่แล้ว อาจมีเฉพาะ รพ.บ้านแพ้ว ที่พร้อม แต่วันนี้เชื่อว่าหลายพื้นที่มีความพร้อม อยู่ที่ว่าผู้บริหารกระทรวงจะกล้าตัดสินใจหรือไม่
"ผมขอย้ำว่าแม้จะมีเขตบริการสุขภาพ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง ต้องถามว่าปัญหาดังกล่าวมาจากอะไร ก็มาจากการมีไขมันมากหรือไม่ ซึ่งแก้ง่ายๆ หน่วยงานไหนมีคนมากกว่างานก็ให้เกลี่ยไปอยู่ในจุดที่ขาดบุคลากร ผู้บริหารต้องกระจายคนให้เหมาะสม อย่าทุบโต๊ะ และแก้ไขด้วยวิธีกระจุกอำนาจ
เท่าที่ผมทราบ เคยมีผู้บริหาร สธ.บางคน ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการ 30 บาท ไม่ได้ให้บริการคนในระบบหลักประกันสุขภาพกว่า 48 ล้านคนทั้งหมด ก็ต้องชี้แจงว่าปรัชญาพื้นฐานของระบบหลักประกันสุขภาพคือ การเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ไม่จำเป็นที่ทั้ง 48 ล้านคน จะต้องเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลพร้อมกัน คนมีสุขภาพดีอยู่แล้ว หรือมีฐานะที่พอจะดูแลตัวเองได้ สามารถที่จะไปใช้บริการรักษาพยาบาลในรูปแบบอื่นได้ แต่หากไม่มีความสามารถที่จะจ่ายเอง หรือเริ่มลำบาก พวกเขายังสามารถไปใช้บริการ 30 บาทได้ นี่คือหลักประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน เหมือนการทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ไม่มีใครซื้อประกันแล้วอยากไปโรงพยาบาล แต่เป็นการกระจายความเสี่ยง" นพ.สุรพงษ์ย้ำ
ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงพยาบาลนั้น นพ.สุรพงษ์ เน้นว่า ต้องให้พวกเขาดูแลตัวเอง เพราะหากทำได้ ปัญหาขาดสภาพคล่องก็จะลดลง ยกตัวอย่าง รพ.มหาราชนครราชสีมา อาจพัฒนาเป็นองค์การมหาชน โดยมีคณะกรรมการระดับจังหวัด และทุกภาคส่วนในพื้นที่เข้ามาบริหารจัดการกันเอง เพราะโดยหลักชาวบ้านไม่ได้อยากไปเข้ารับการรักษาพยาบาลไกลบ้าน อยากรักษาใกล้บ้าน หาก รพ.มหาราชนครราชสีมา มีประสิทธิภาพ ชาวบ้านก็จะไม่ไปไหน สิ่งที่ตามมาไม่ใช่งบ ในส่วนสาธารณสุข แต่ยังมีงบ จากท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่อาจเข้ามาอุดหนุนอีกทางหนึ่ง เพราะธรรมชาติของประชาชนเขาอยากบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลที่พวกเขาคิดว่าดูแลพวกเขาดีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการเพื่อให้โรงพยาบาลเป็นองค์การมหาชนนั้น นพ.สุรพงษ์เตือนว่า เริ่มต้นทำอาจไม่ราบรื่น แต่เชื่อในภาพสุดท้ายจะดี โดยในระยะเปลี่ยนผ่านจะพบอุปสรรคมากมาย และจะรุนแรงกว่าในปี 2544
เพราะครั้งนี้คือ การกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ซึ่งต้องพิสูจน์กันที่ "ความเข้มแข็ง" ของผู้บริหารทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้ คือ การ "ลดอำนาจ" ของผู้บริหารอย่างแท้จริง
การปฏิรูประบบสาธารณสุขในทศวรรษนี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม...
_______________________________________________________________________________________
เคยเสนอบทความที่เกี่ยวข้อง
ใบตองแห้ง: เพื่อไทยจะถลุง 30 บาท/ แพทย์ชนบทยันแผนล้มบัตรทองมีจริง 4 ขั้น เป้าล้ม พรบ.สปสช.
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/01/bt30-x4.html
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
2556-10-17
2556-10-16
40 ปี 14 ตุลา..สู้เพื่อเปลี่ยนอำมาตยาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ โดย มุกดา สุวรรณชาติ
.
40 ปี 14 ตุลา... สู้เพื่อเปลี่ยนอำมาตยาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381855533
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08:36:13 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556 ปี33 ฉ.1730 หน้า 20 )
พูดถึง 14 ตุลา
ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญ และการพัฒนาประชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ กฎหมายเขียนโดยผู้มีอำนาจ ในยุคที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาด กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ล้วนอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ปกครองทั้งสิ้น ในยุคที่ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น กฎหมายก็จะให้ความยุติธรรม กับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย
กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการจัดระเบียบการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือรัฐธรรมนูญ
ทั้งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ งอกขึ้นมาจากดิน และก็ไม่ใช่เห็ดฟาง
ทั้งสองอย่าง จะใช้เป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของสังคมได้ต้องแข็งแกร่งแบบไม้ยืนต้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาพัฒนา เติบโต หลายสิบปี
สำหรับประเทศไทย เรานำไม้ต้นนี้มาปลูกบนที่แห้งแล้ง ในเนื้อดินมีทั้งปุ๋ย และพิษ ต้นไม้จึงโตช้า บางช่วงก็มีคนมาตัดกิ่ง ผ่านแล้งผ่านฝนมาเยอะรอดมาถึงวันนี้ในสภาพแคระแกร็น
การพัฒนาประชาธิปไตย ต้องพัฒนาปัจจัยหลายด้าน
1. พัฒนารัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่การคิดขึ้นเองลอยๆ แต่จะใช้ได้จริงต้องสอดคล้องกับสถานการณ์การเมือง ในแต่ละช่วง และผลักดันให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
2. พัฒนาองค์กรหลัก คือ รัฐสภา ทั้งเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย รัฐบาล ศาล
3. พัฒนากลไกของรัฐ คือข้าราชการพลเรือนและทหาร ให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบเจ้าขุนมูลนาย
4. พัฒนาประชาชนทั้งความรู้ความคิดและและการปฏิบัติจริงคือ การปกครองท้องถิ่น
5. พัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรรายได้และสวัสดิการจะกระจายออก
การพัฒนาทั้ง 5 ด้านไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกัน ระบอบประชาธิปไตย จึงเดินไปได้ช้ามากหรือบางช่วงหยุดชะงัก ถูกทำลาย เพราะทั้ง 5 ด้าน สามารถสร้างผลด้านบวกและลบ ต่อระบบ
ลองมองย้อนดู ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะเห็นว่าแม้แต่ด้านทหารก็มีบวกมีลบ ปัจจุบัน ศาลก็สร้างผลบวกลบได้เท่ากับทหาร
กลุ่มพลังของประชาชนก็เช่นกัน ลองดูประวัติศาสตร์การพัฒนาการเมือง ก็จะพบว่าอำนาจการเมืองเป็นตัวกำหนดว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นอย่างไร เมื่อการต่อสู้ทางการเมืองถึงจุดสมดุลที่ก้าวหน้าขึ้น ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ถ้าอำนาจตกอยู่ในมือของคนเฉพาะกลุ่ม แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่มี มีแต่กฎที่ผู้ปกครองสร้างขึ้นเอง
การต่อสู้เพื่อพัฒนาระบบจึงมีมาตลอด และจะยังต้องต่อสู้ไปอีกยาวนาน เป็นเหมือนโรงเรียนประชาธิปไตย
14 ปีแรกหลัง 2475
วางรากฐานสังคมใหม่ และต่อสู้กับอำนาจเก่า
24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรซึ่งมีชื่อว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ประกาศใช้ครั้งแรกใน 10 ธันวาคม พ.ศ.2475
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนว่าอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย คือ อำนาจนิติบัญญัติ ผ่านสภา อำนาจบริหาร ผ่านคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการ ผ่านศาล
แต่ปี 2476 ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ต้านประชาธิปไตย เกิดกบฏบวรเดช แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ฝ่ามาได้
รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีอายุยาวนานมากที่สุด 13 ปี กับ 5 เดือน ถูกยกเลิกเพราะมีการแก้ไขปรับปรุง เราจึงได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกกำหนดให้ตั้งขึ้นครั้งแรกโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประชาธิปไตย เตาะแตะ เริ่มต้นได้เพียง 14 ปี ต้องมีการวางรากฐานของอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และเร่งให้การศึกษาประชาชนทุกชั้นชน
ปรับระบบเศรษฐกิจ การเงิน ตั้งกระทรวง หน่วยงาน สร้างคน มารองรับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
นับเป็นงานที่หนักมาก ใช้เวลามาก
ระบอบอำมาตยาธิปไตย
ครองอำนาจ 26 ปี
ช่วงเวลานั้นลัทธิทหารครองอำนาจกระจายไปทั่วโลก มีทั้ง เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ความคิดแบบเผด็จการ ก็มีขึ้นในผู้นำสายทหารบางคน 8 พฤศจิกายน 2490 มีการทำรัฐประหารของ พลโทผิน ชุณหะวัน ทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีต้องหนีออกนอกประเทศ
คณะรัฐประหารได้เชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นหัวหน้าคณะซึ่ง จอมพล ป. ได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่าไม่ต้องการอำนาจจึงเชิญ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นนายกฯ ชั่วคราว
มีการนำธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมาใช้แทนซึ่งเปิดโอกาสให้แต่งตั้งทหารและข้าราชการเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ และมีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รัฐบาลนายควงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 29 มกราคม พ.ศ.2491 พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ถึงแค่วันที่ 6 เมษายน ก็ถูกทวงอำนาจคืน นายควงลาออก (รวมเวลาเป็นนายกฯ ตัวแทน หลังรัฐประหาร 5 เดือนกว่า) จอมพล ป. เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนอย่างถาวรนานเกือบ 10 ปี
บางคนเรียกว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เต็มใบ
วงจรอุบาทว์คงจะเริ่ม ณ จุดนี้ รัฐประหารปี พ.ศ.2490 ล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลแล้วก็รัฐประหารอีก ในที่สุด จอมพล ป. ก็ถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร จอมพล ป. ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ
การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ 16 กันยายน พ.ศ.2500 อำนาจเป็นของฝ่ายเผด็จการอย่างแท้จริง ระบอบการปกครองเป็นอำมาตยาธิปไตยเต็มใบ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ยุบสภา, ยุบพรรคการเมือง, และประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ฝ่ายก้าวหน้าถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก
ธันวาคม พ.ศ.2506 จอมพลสฤษดิ์ ก็ป่วยและเสียชีวิตลง จอมพลถนอม กิตติขจร รับตำแหน่งนายกฯ ต่อ ร่างรัฐธรรมนูญต่ออย่างช้าๆ...กว่าจะประกาศใช้ ก็... 10 มิถุนายน 2511 ใช้เวลาร่าง 9 ปี กับ 4 เดือน เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 8
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดและจะมาจากข้าราชการก็ได้ มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี พอถึงปี 2514 กลุ่ม ส.ส. ได้ขอแก้รัฐธรรมนูญ ลดอำนาจวุฒิสภาลง ให้แยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำ ให้ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้ และมีปัญหาขัดแย้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณ
แต่คนเคยชินกับอำนาจเผด็จการ ทนฟังสียงคนอื่นไม่ได้ 17 พฤศจิกายน 2514 นายกรัฐมนตรีถนอมแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการปฏิวัติตัวเอง ยุบสภาทิ้งไปเลย แล้วตั้ง "สภาบริหารคณะปฏิวัติ" ขึ้นมาแทน จากนั้นก็ใช้อำนาจเผด็จการเช่นเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ ออกประกาศคณะปฏิวัติใช้แทนกฎหมายมากกว่า 400 ฉบับ เป็น 16 ปีที่ไม่มีการพัฒนาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเลย
ใน 40 ปีแรก ชาวไทยมีโอกาสใช้และพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไม่ถึง 20 ปี นอกนั้นตกอยู่ในอำนาจอำมาตย์
14 ตุลาคม สามัคคีทุกฝ่าย ขับไล่อำมาตย์
การใช้อำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตยช่วง 10 ปีหลัง ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกและประเทศไทยที่เปลี่ยนไป การต่อต้านจึงเริ่มขึ้น จากกลุ่มปัญญาชน เสรีชน และฝ่ายซ้ายบางกลุ่ม การกระจายความคิดต่อต้าน จึงค่อยๆ แพร่ออกไป...
ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
ฤๅทนคลื่นกระแสเรา
5-14 ตุลาคม พ.ศ.2516 มีการต่อต้านระบอบอำมาตย์ของกลุ่มถนอม-ประภาสโดยขบวนการนักศึกษาประชาชนจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ขึ้น
จอมพลถนอมและจอมพลประภาสไม่รู้ว่า 5 ปี หลังสถานการณ์ ได้สุกงอมแล้ว การยอมให้เลือกตั้งในปี 2512 แล้วมารัฐประหารตัวเอง ในปี
2514 เป็นการท้าทายประชาชนว่า เขาจะทำอย่างนี้ ประชาชนมีปัญหาหรือไม่ สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง และเป็นความไม่พอใจของ ส.ส. ทุกจังหวัด
กระแสความไม่พอใจถูกกดไว้ แต่ในกลุ่มปัญญาชนกั้นไม่อยู่ ในที่สุดรอยรั่วจากกลุ่มปัญญาชนก็ขยายตัวออก แม้เป็นรอยรั่วไม่ใหญ่มากแต่เป็นรอยรั่วบนสันเขื่อนที่มีน้ำเต็ม
พอเห็นเขื่อนร้าวก็สายไปแล้ว นักการเมือง ชนชั้นสูงและนายทุนกลุ่มอื่น กลุ่มทหารอื่น ก็ทุบเขื่อนทันที กระแสความไม่พอใจ ไหลทะลักเข้าพุ่งเข้าใส่ กลุ่มอำมาตย์ แต่สามารถทำลายไปแค่ปลายยอด โครงสร้างของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังอยู่ แต่รากฐานบนพื้นดินก็เริ่มคลอนแคลนแล้ว เพราะผืนดินไม่แน่นเหมือนเก่า
สองจอมพล ถูกกลุ่มอำนาจอื่นฉวยโอกาส ขับไล่ออกจากประเทศไทย การต่อสู้ครั้งนั้นกลุ่มชนชั้นปกครองใหม่อาศัยพลังนักศึกษาประชาชนเป็นกำลังหลัก เข้ายึดอำนาจ และแย่งผลประโยชน์ จากผู้ปกครองเก่า 7 ตุลาคม พ.ศ.2517 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ที่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ มีการแต่งตั้ง ส.ว.ได้ 100 คน แต่ข้าราชการมาเป็น ส.ว. ไม่ได้ ตอนนั้นมีคนค้านการแต่งตั้ง ส.ว. น้อยมาก
มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ.2518 ได้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมเป็นนายกฯ แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เดือนเมษายน 2519 ได้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ได้เพียง 6 เดือนก็ถูกรัฐประหาร
การรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มีการปราบอย่างรุนแรงทำให้นักศึกษาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งได้หนีเข้าป่า ใช้วิธีติดอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่ต่อสู้เอาชีวิตแลกมา จบลงในเวลาไม่ถึง 3 ปี
จากอำมาตยาธิปไตย
ทำได้แค่เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ
หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคมใหม่ๆ หลายคนยังงง ว่าการปกครองจะไปทางไหน ระบอบอำมาตยาธิปไตยจะเดินหน้าต่อ หรือจะเป็นสมบูรณาญาธิปไตย
นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร และใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 ที่มีเพียง 29 มาตรา แผนแช่แข็งประเทศไทยมีตั้งแต่ครั้งนั้น กำหนดไว้นานถึง 12 ปี
แต่อยู่ได้เพียง 1 ปีก็ถูกรัฐประหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายธานินทร์ ไปเป็นองคมนตรี เพื่อลดแรงกดดันจากในและนอกประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 แต่มีวุฒิสภาแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจ ถึง 3 ใน 4 ของจำนวน ส.ส. และใช้การเลือกตั้งปี 2522 แปลงร่างให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีเสียงสนับสนุนของ ส.ส. จากพรรคการเมืองและ ส.ว. แต่งตั้ง ไปจนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2523 ก็ถูกบีบให้ลาออกกลางสภา
จากนั้นพลเอกเปรมก็เป็นนายกฯ ต่อ โดยอาศัยนักการเมืองกลุ่มเดิม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ อยู่หลายสมัยนานถึง 8 ปี 5 เดือนโดยไม่เคยลงเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยครึ่งใบไม่ได้กำหนดให้นายกฯ จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขณะนั้น ได้รับตำแหน่งนายกฯ จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ก็ถูกคณะ รสช. ทำการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 จึงสิ้นสุดลง โดยมีโอกาสใช้นานถึง 12 ปี 2 เดือน
มีผู้วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ได้ยาวเพราะเป็นแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองเข้ามามีส่วนในอำนาจได้ง่ายโดยไม่ต้องทำการรัฐประหาร
การดิ้นรนต่อสู้ให้พ้นจาก ระบอบอำมาตย์ ที่เริ่มนับจาก 14 ตุลาคม 2516 ได้นำประชาชนก้าวเข้าไปอยู่ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนานถึง 19 ปี อย่าคิดว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะถ้าสังเกตดูรัฐธรรมนูญก็จะเห็นว่าปรับเปลี่ยนไปตามสมดุลของอำนาจ
แต่ที่ผ่านมาไม่ว่ายุคไหน ส.ว. ก็ต้องมาจากการแต่งตั้ง แต่สมัยนั้น ส.ว. ก็ไม่มีอำนาจแอบแฝงไปตั้งองค์กรอิสระมาชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง

ที่พูดมาทั้งหมด ยังมิได้กล่าวถึง ปัจจัย ข้อที่ 5 การพัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จึงขออนุญาตแนะนำให้ไปอ่านบทความ เรื่อง...กระฎุมพีสมัยใหม่ หลัง 14 ตุลาคม...ของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งได้แจกแจงความสัมพันธ์ของทุนกับการเมือง ก่อน-หลัง14 ตุลาคม และหลังวิกฤติลดค่าเงินบาท 2540 ในหนังสือเล่มใหญ่ชื่อ ... ย้ำยุค รุกสมัย...ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในงาน เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลาคม (น่าจะแจกในงานวันที่ 13 ตุลาคม)
ที่จริงการพัฒนาประชาธิปไตย แบบเต็มใบ เริ่มเดินได้ดีหลังจากพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าโลกแบนมาขัดขวาง ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อไป ว่าจะเปลี่ยนประเทศเป็นอะไรกันแน่?
ฉบับนี้ขอจบด้วย กลอน จาก "งิ้วธรรมศาสตร์ 19" เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ตอน สะสางคดี 6 ศพ ซึ่งจะแสดงที่หอประชุม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ค่ำวันที่ 13 ตุลาคมนี้
แผ่นดินใด ไร้สิ้น ยุติธรรม
ความมืดดำ ย่อมงำแฝง ทุกแห่งหน
ย่อมไม่ผิด ขุมนรก หมกมืดมน
ใครยอมทน ย่อมเขลาโง่ กว่า โค ควาย
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
40 ปี 14 ตุลา... สู้เพื่อเปลี่ยนอำมาตยาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381855533
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08:36:13 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556 ปี33 ฉ.1730 หน้า 20 )
พูดถึง 14 ตุลา
ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญ และการพัฒนาประชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ กฎหมายเขียนโดยผู้มีอำนาจ ในยุคที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาด กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ล้วนอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ปกครองทั้งสิ้น ในยุคที่ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น กฎหมายก็จะให้ความยุติธรรม กับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย
กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการจัดระเบียบการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือรัฐธรรมนูญ
ทั้งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ งอกขึ้นมาจากดิน และก็ไม่ใช่เห็ดฟาง
ทั้งสองอย่าง จะใช้เป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของสังคมได้ต้องแข็งแกร่งแบบไม้ยืนต้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาพัฒนา เติบโต หลายสิบปี
สำหรับประเทศไทย เรานำไม้ต้นนี้มาปลูกบนที่แห้งแล้ง ในเนื้อดินมีทั้งปุ๋ย และพิษ ต้นไม้จึงโตช้า บางช่วงก็มีคนมาตัดกิ่ง ผ่านแล้งผ่านฝนมาเยอะรอดมาถึงวันนี้ในสภาพแคระแกร็น
การพัฒนาประชาธิปไตย ต้องพัฒนาปัจจัยหลายด้าน
1. พัฒนารัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่การคิดขึ้นเองลอยๆ แต่จะใช้ได้จริงต้องสอดคล้องกับสถานการณ์การเมือง ในแต่ละช่วง และผลักดันให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
2. พัฒนาองค์กรหลัก คือ รัฐสภา ทั้งเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย รัฐบาล ศาล
3. พัฒนากลไกของรัฐ คือข้าราชการพลเรือนและทหาร ให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบเจ้าขุนมูลนาย
4. พัฒนาประชาชนทั้งความรู้ความคิดและและการปฏิบัติจริงคือ การปกครองท้องถิ่น
5. พัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรรายได้และสวัสดิการจะกระจายออก
การพัฒนาทั้ง 5 ด้านไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกัน ระบอบประชาธิปไตย จึงเดินไปได้ช้ามากหรือบางช่วงหยุดชะงัก ถูกทำลาย เพราะทั้ง 5 ด้าน สามารถสร้างผลด้านบวกและลบ ต่อระบบ
ลองมองย้อนดู ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะเห็นว่าแม้แต่ด้านทหารก็มีบวกมีลบ ปัจจุบัน ศาลก็สร้างผลบวกลบได้เท่ากับทหาร
กลุ่มพลังของประชาชนก็เช่นกัน ลองดูประวัติศาสตร์การพัฒนาการเมือง ก็จะพบว่าอำนาจการเมืองเป็นตัวกำหนดว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นอย่างไร เมื่อการต่อสู้ทางการเมืองถึงจุดสมดุลที่ก้าวหน้าขึ้น ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ถ้าอำนาจตกอยู่ในมือของคนเฉพาะกลุ่ม แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่มี มีแต่กฎที่ผู้ปกครองสร้างขึ้นเอง
การต่อสู้เพื่อพัฒนาระบบจึงมีมาตลอด และจะยังต้องต่อสู้ไปอีกยาวนาน เป็นเหมือนโรงเรียนประชาธิปไตย
14 ปีแรกหลัง 2475
วางรากฐานสังคมใหม่ และต่อสู้กับอำนาจเก่า
24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรซึ่งมีชื่อว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ประกาศใช้ครั้งแรกใน 10 ธันวาคม พ.ศ.2475
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนว่าอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย คือ อำนาจนิติบัญญัติ ผ่านสภา อำนาจบริหาร ผ่านคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการ ผ่านศาล
แต่ปี 2476 ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ต้านประชาธิปไตย เกิดกบฏบวรเดช แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ฝ่ามาได้
รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีอายุยาวนานมากที่สุด 13 ปี กับ 5 เดือน ถูกยกเลิกเพราะมีการแก้ไขปรับปรุง เราจึงได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกกำหนดให้ตั้งขึ้นครั้งแรกโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประชาธิปไตย เตาะแตะ เริ่มต้นได้เพียง 14 ปี ต้องมีการวางรากฐานของอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และเร่งให้การศึกษาประชาชนทุกชั้นชน
ปรับระบบเศรษฐกิจ การเงิน ตั้งกระทรวง หน่วยงาน สร้างคน มารองรับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
นับเป็นงานที่หนักมาก ใช้เวลามาก
ระบอบอำมาตยาธิปไตย
ครองอำนาจ 26 ปี
ช่วงเวลานั้นลัทธิทหารครองอำนาจกระจายไปทั่วโลก มีทั้ง เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ความคิดแบบเผด็จการ ก็มีขึ้นในผู้นำสายทหารบางคน 8 พฤศจิกายน 2490 มีการทำรัฐประหารของ พลโทผิน ชุณหะวัน ทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีต้องหนีออกนอกประเทศ
คณะรัฐประหารได้เชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นหัวหน้าคณะซึ่ง จอมพล ป. ได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่าไม่ต้องการอำนาจจึงเชิญ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นนายกฯ ชั่วคราว
มีการนำธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมาใช้แทนซึ่งเปิดโอกาสให้แต่งตั้งทหารและข้าราชการเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ และมีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รัฐบาลนายควงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 29 มกราคม พ.ศ.2491 พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ถึงแค่วันที่ 6 เมษายน ก็ถูกทวงอำนาจคืน นายควงลาออก (รวมเวลาเป็นนายกฯ ตัวแทน หลังรัฐประหาร 5 เดือนกว่า) จอมพล ป. เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนอย่างถาวรนานเกือบ 10 ปี
บางคนเรียกว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เต็มใบ
วงจรอุบาทว์คงจะเริ่ม ณ จุดนี้ รัฐประหารปี พ.ศ.2490 ล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลแล้วก็รัฐประหารอีก ในที่สุด จอมพล ป. ก็ถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร จอมพล ป. ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ
การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ 16 กันยายน พ.ศ.2500 อำนาจเป็นของฝ่ายเผด็จการอย่างแท้จริง ระบอบการปกครองเป็นอำมาตยาธิปไตยเต็มใบ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ยุบสภา, ยุบพรรคการเมือง, และประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ฝ่ายก้าวหน้าถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก
ธันวาคม พ.ศ.2506 จอมพลสฤษดิ์ ก็ป่วยและเสียชีวิตลง จอมพลถนอม กิตติขจร รับตำแหน่งนายกฯ ต่อ ร่างรัฐธรรมนูญต่ออย่างช้าๆ...กว่าจะประกาศใช้ ก็... 10 มิถุนายน 2511 ใช้เวลาร่าง 9 ปี กับ 4 เดือน เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 8
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดและจะมาจากข้าราชการก็ได้ มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี พอถึงปี 2514 กลุ่ม ส.ส. ได้ขอแก้รัฐธรรมนูญ ลดอำนาจวุฒิสภาลง ให้แยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำ ให้ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้ และมีปัญหาขัดแย้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณ
แต่คนเคยชินกับอำนาจเผด็จการ ทนฟังสียงคนอื่นไม่ได้ 17 พฤศจิกายน 2514 นายกรัฐมนตรีถนอมแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการปฏิวัติตัวเอง ยุบสภาทิ้งไปเลย แล้วตั้ง "สภาบริหารคณะปฏิวัติ" ขึ้นมาแทน จากนั้นก็ใช้อำนาจเผด็จการเช่นเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ ออกประกาศคณะปฏิวัติใช้แทนกฎหมายมากกว่า 400 ฉบับ เป็น 16 ปีที่ไม่มีการพัฒนาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเลย
ใน 40 ปีแรก ชาวไทยมีโอกาสใช้และพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไม่ถึง 20 ปี นอกนั้นตกอยู่ในอำนาจอำมาตย์
14 ตุลาคม สามัคคีทุกฝ่าย ขับไล่อำมาตย์
การใช้อำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตยช่วง 10 ปีหลัง ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกและประเทศไทยที่เปลี่ยนไป การต่อต้านจึงเริ่มขึ้น จากกลุ่มปัญญาชน เสรีชน และฝ่ายซ้ายบางกลุ่ม การกระจายความคิดต่อต้าน จึงค่อยๆ แพร่ออกไป...
ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
ฤๅทนคลื่นกระแสเรา
5-14 ตุลาคม พ.ศ.2516 มีการต่อต้านระบอบอำมาตย์ของกลุ่มถนอม-ประภาสโดยขบวนการนักศึกษาประชาชนจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ขึ้น
จอมพลถนอมและจอมพลประภาสไม่รู้ว่า 5 ปี หลังสถานการณ์ ได้สุกงอมแล้ว การยอมให้เลือกตั้งในปี 2512 แล้วมารัฐประหารตัวเอง ในปี
2514 เป็นการท้าทายประชาชนว่า เขาจะทำอย่างนี้ ประชาชนมีปัญหาหรือไม่ สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง และเป็นความไม่พอใจของ ส.ส. ทุกจังหวัด
กระแสความไม่พอใจถูกกดไว้ แต่ในกลุ่มปัญญาชนกั้นไม่อยู่ ในที่สุดรอยรั่วจากกลุ่มปัญญาชนก็ขยายตัวออก แม้เป็นรอยรั่วไม่ใหญ่มากแต่เป็นรอยรั่วบนสันเขื่อนที่มีน้ำเต็ม
พอเห็นเขื่อนร้าวก็สายไปแล้ว นักการเมือง ชนชั้นสูงและนายทุนกลุ่มอื่น กลุ่มทหารอื่น ก็ทุบเขื่อนทันที กระแสความไม่พอใจ ไหลทะลักเข้าพุ่งเข้าใส่ กลุ่มอำมาตย์ แต่สามารถทำลายไปแค่ปลายยอด โครงสร้างของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังอยู่ แต่รากฐานบนพื้นดินก็เริ่มคลอนแคลนแล้ว เพราะผืนดินไม่แน่นเหมือนเก่า
สองจอมพล ถูกกลุ่มอำนาจอื่นฉวยโอกาส ขับไล่ออกจากประเทศไทย การต่อสู้ครั้งนั้นกลุ่มชนชั้นปกครองใหม่อาศัยพลังนักศึกษาประชาชนเป็นกำลังหลัก เข้ายึดอำนาจ และแย่งผลประโยชน์ จากผู้ปกครองเก่า 7 ตุลาคม พ.ศ.2517 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ที่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ มีการแต่งตั้ง ส.ว.ได้ 100 คน แต่ข้าราชการมาเป็น ส.ว. ไม่ได้ ตอนนั้นมีคนค้านการแต่งตั้ง ส.ว. น้อยมาก
มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ.2518 ได้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมเป็นนายกฯ แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เดือนเมษายน 2519 ได้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ได้เพียง 6 เดือนก็ถูกรัฐประหาร
การรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มีการปราบอย่างรุนแรงทำให้นักศึกษาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งได้หนีเข้าป่า ใช้วิธีติดอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่ต่อสู้เอาชีวิตแลกมา จบลงในเวลาไม่ถึง 3 ปี
จากอำมาตยาธิปไตย
ทำได้แค่เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ
หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคมใหม่ๆ หลายคนยังงง ว่าการปกครองจะไปทางไหน ระบอบอำมาตยาธิปไตยจะเดินหน้าต่อ หรือจะเป็นสมบูรณาญาธิปไตย
นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร และใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 ที่มีเพียง 29 มาตรา แผนแช่แข็งประเทศไทยมีตั้งแต่ครั้งนั้น กำหนดไว้นานถึง 12 ปี
แต่อยู่ได้เพียง 1 ปีก็ถูกรัฐประหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายธานินทร์ ไปเป็นองคมนตรี เพื่อลดแรงกดดันจากในและนอกประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 แต่มีวุฒิสภาแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจ ถึง 3 ใน 4 ของจำนวน ส.ส. และใช้การเลือกตั้งปี 2522 แปลงร่างให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีเสียงสนับสนุนของ ส.ส. จากพรรคการเมืองและ ส.ว. แต่งตั้ง ไปจนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2523 ก็ถูกบีบให้ลาออกกลางสภา
จากนั้นพลเอกเปรมก็เป็นนายกฯ ต่อ โดยอาศัยนักการเมืองกลุ่มเดิม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ อยู่หลายสมัยนานถึง 8 ปี 5 เดือนโดยไม่เคยลงเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยครึ่งใบไม่ได้กำหนดให้นายกฯ จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขณะนั้น ได้รับตำแหน่งนายกฯ จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ก็ถูกคณะ รสช. ทำการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 จึงสิ้นสุดลง โดยมีโอกาสใช้นานถึง 12 ปี 2 เดือน
มีผู้วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ได้ยาวเพราะเป็นแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองเข้ามามีส่วนในอำนาจได้ง่ายโดยไม่ต้องทำการรัฐประหาร
การดิ้นรนต่อสู้ให้พ้นจาก ระบอบอำมาตย์ ที่เริ่มนับจาก 14 ตุลาคม 2516 ได้นำประชาชนก้าวเข้าไปอยู่ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนานถึง 19 ปี อย่าคิดว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะถ้าสังเกตดูรัฐธรรมนูญก็จะเห็นว่าปรับเปลี่ยนไปตามสมดุลของอำนาจ
แต่ที่ผ่านมาไม่ว่ายุคไหน ส.ว. ก็ต้องมาจากการแต่งตั้ง แต่สมัยนั้น ส.ว. ก็ไม่มีอำนาจแอบแฝงไปตั้งองค์กรอิสระมาชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง

ที่พูดมาทั้งหมด ยังมิได้กล่าวถึง ปัจจัย ข้อที่ 5 การพัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จึงขออนุญาตแนะนำให้ไปอ่านบทความ เรื่อง...กระฎุมพีสมัยใหม่ หลัง 14 ตุลาคม...ของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งได้แจกแจงความสัมพันธ์ของทุนกับการเมือง ก่อน-หลัง14 ตุลาคม และหลังวิกฤติลดค่าเงินบาท 2540 ในหนังสือเล่มใหญ่ชื่อ ... ย้ำยุค รุกสมัย...ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในงาน เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลาคม (น่าจะแจกในงานวันที่ 13 ตุลาคม)
ที่จริงการพัฒนาประชาธิปไตย แบบเต็มใบ เริ่มเดินได้ดีหลังจากพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าโลกแบนมาขัดขวาง ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อไป ว่าจะเปลี่ยนประเทศเป็นอะไรกันแน่?
ฉบับนี้ขอจบด้วย กลอน จาก "งิ้วธรรมศาสตร์ 19" เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ตอน สะสางคดี 6 ศพ ซึ่งจะแสดงที่หอประชุม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ค่ำวันที่ 13 ตุลาคมนี้
แผ่นดินใด ไร้สิ้น ยุติธรรม
ความมืดดำ ย่อมงำแฝง ทุกแห่งหน
ย่อมไม่ผิด ขุมนรก หมกมืดมน
ใครยอมทน ย่อมเขลาโง่ กว่า โค ควาย
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

