.
“พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” วิเคราะห์"แนวรบ-ต้าน" รัฐบาล-ตลก.-นายกฯม.7
สัมภาษณ์พิเศษโดย ขจรศักดิ์ สิริพัฒนกรชัย
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396886661
. . วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 07:00:02 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 7 เมษายน 2557 )
หมายเหตุ - นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ "มติชน" ถึงความพยายามใช้คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอนายกฯคนกลาง ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการรัฐประหารแบบหนึ่งพร้อมกันนี้ยังประเมินแนวต้านจากคนเสื้อแดง พลังที่ 3 และต่างประเทศต่อกรณีดังกล่าว
มองความพยายามที่จะผลักดัน "นายกฯคนกลาง" ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เบื้องหลังของความพยายามจากบางฝ่ายที่จะเสนอนายกฯคนกลาง เป็นเพราะสู้ด้วยเกมเลือกตั้งไม่ได้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จึงต้องยกเลิกระบบเลือกตั้งชั่วคราว เพื่อจัดการกับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" ให้หมดไปก่อน ให้เหลือเพียงแค่พรรคการเมืองที่ไม่เป็นภัยต่อเขา แล้วจึงจะปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น การจะล้มรัฐบาลได้มี 2 วิธี คือ "รัฐประหารโดยกองทัพ" กับ "รัฐประหารโดยตุลาการ" ซึ่งเมื่อปี 49 ใช้ทหารแต่ก็ไม่สามารถจัดการกับระบอบทักษิณได้ พอมาคราวนี้ก็มีความพยายามที่จะใช้ทหารเหมือนกัน แต่ไม่ง่ายเหมือนเมื่อปี 49 เพราะขณะนี้มีเสื้อแดงแล้ว ทหารเองก็ไม่อยากทำด้วย เพราะมีบทเรียนและมีประสบการณ์ที่แย่มากจากปี 53 ถูกกล่าวหาว่าฆ่าประชาชน ขณะเดียวกันก็รู้ว่าหากมีการรัฐประหารจะมีการปะทะกับคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน ซึ่งจะหลีกหนีการนองเลือดได้ยาก อีกทั้งต่างชาติก็รู้ชัดและแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เอาการรัฐประหาร ดังนั้น การรัฐประหารโดยกองทัพจึงเกิดขึ้นได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิด จึงต้องใช้รัฐประหารโดยวิธีอื่นแทน
และขณะนี้มี 2 คดีที่เตรียมไว้ คำร้องโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ ซึ่งอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ กับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งอยู่ที่ ป.ป.ช. สุดท้ายหากมีการชี้มูลก็ต้องส่งให้วุฒิสภาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงปล่อยให้มีการเลือก ส.ว.ได้โดยง่ายเพื่อให้ ส.ว.เข้ามารับลูกต่อ และจากนั้นก็จะมีกระบวนการที่จะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นไปด้วย ไม่มีใครขึ้นรักษาการต่อได้ ซึ่งธงข้างหน้าค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ภายในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้คงจะต้องมีคำวินิจฉัยอย่างแน่นอน
ประเมินแนวทางการต่อสู้ของฝ่ายต่อต้านนายกฯคนกลางไว้อย่างไรบ้าง
พรรคเพื่อไทยกับตระกูลชินวัตรจะสู้อย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คนเสื้อแดงจะต้องออกมาอย่างแน่นอน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า แกนนำ นปช.ยังยึดติดอยู่กับการต่อสู้ในรูปแบบเก่า กล่าวคือ ทำได้เพียงการชุมนุมแสดงพลังระดมคนให้ออกมาชุมนุมให้ได้มากที่สุด เพื่อข่มไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทำรัฐประหาร ซึ่งวิธีการเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่แล้ว ไม่ว่าจะออกมาชุมนุมที่ถนนอักษะ จำนวนเท่าไรก็ตาม จะไม่สามารถหยุดรัฐประหารได้ เพราะองค์กรเหล่านี้อยู่ใน กทม.ซึ่งขณะนี้มีม็อบ กปปส. มี คปท. ชุมนุมอยู่ ขณะเดียวกันมีพรรคประชาธิปัตย์คอยสนับสนุน และมีทหารออกมาคุ้มครองด้วยการตั้งบังเกอร์เต็มไปหมด เพื่อคอยกดการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่ให้เข้ามาใน กทม. ดังนั้น การเคลื่อนไหวก็ทำได้เพียงรอบนอกเท่านั้น ขณะเดียวกัน มวลชนกลุ่มอื่น อย่าง คปท. กปปส. รู้ว่าเขาเองไม่สามารถระดมมวลชนที่สามารถอยู่ได้ยาวได้ ที่ผ่านมาจึงใช้วิธีตั้งเป็นมวลชนขนาดเล็กแล้วมีการติดอาวุธแทน
การเคลื่อนไหวใหม่ของ นปช.ควรจะเดินไปในแนวทางไหน
ควรเน้นการเคลื่อนไหวในพื้นที่ คนเสื้อแดงมีเครือข่ายที่เข้มแข็งอยู่แล้ว สนับสนุนให้เขาเคลื่อนไหวในพื้นที่ของเขาเองจะดีกว่า กดดันหน่วยราชการ กดดันทหารในพื้นที่ที่สนับสนุนพวกเผด็จการ สนับสนุนให้มีเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อเตรียมรับมือกับการรัฐประหาร ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าที่ระดมคนมาชุมนุม แล้วก็มีปัญหาเรื่องของการรักษาความปลอดภัย เพราะระหว่างการเดินทางที่อาจจะถูกดักโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามอีก แม้จะมีการ์ดคอยดูแลเท่าไรก็ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ที่สำคัญยังจะไม่สามารถหยุดยั้งการรัฐประหารโดยตุลาการได้ด้วย
วิธีที่ว่าจะมีพลังเพียงพอที่จะถ่วงดุลกับฝ่ายตรงข้ามได้แค่ไหน
การสร้างเครือข่ายในพื้นที่เพื่อรอเวลาจะสามารถเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้ทันทีที่มีการรัฐประหารโดยตุลาการ ส่วนใน กทม.ก็ปล่อยไป แล้วรัฐบาลก็ย้ายตัวเองออกไปอยู่ต่างจังหวัด โดยใช้เครือข่ายที่สร้างขึ้นไว้ล่วงหน้าเหล่านี้เป็นเกราะคุ้มครองรัฐบาล ขณะเดียวกันนายกฯต้องประกาศไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และของ ป.ป.ช.ด้วย และยืนยันว่าตนเองยังเป็นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างชอบธรรม และพร้อมจะออกจากตำแหน่งด้วยกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งการที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่ออก ทั้งๆ ที่มีคำวินิจฉัยไปแล้ว จะเป็นปัจจัยให้มีข้ออ้างให้ทหารทำรัฐประหารได้ ดังนั้น หากรัฐบาลไปอยู่ต่างจังหวัดก็จะมีมวลชนเป็นผนังคุ้มกันได้อีกทางหนึ่งหากมีรัฐประหารจริงๆ
แต่ทางพรรคเพื่อไทยกับตระกูลชินวัตรมักจะเล่นเกมประนีประนอมเสมอมา
เขายังหวังว่าจะต่อรองได้ หวังจะเกี้ยเซี้ย ซึ่งเป็นนิสัย ก็ให้เขาทำไป แต่คราวนี้เขาจะเล่นงานตระกูลชินวัตรอย่างหนัก จะไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนเดียวที่โดน อย่างน้อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคนอื่นๆ ด้วย ถ้ามีรัฐบาลใหม่ได้ ก็จะตั้ง คตส.ใหม่ขึ้นมาเพื่อสอบสวนตระกูลชินวัตรทั้งหมด จะมีการจำคุกยึดทรัพย์กันอย่างถ้วนหน้า และถ้ายังอยู่ในเมืองไทยก็ต้องเข้าคุก ดังนั้น จึงต้องไปรวมตัวกันอยู่ที่ประเทศดูไบหมด อยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ จากประวัติศาสตร์นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกฯ และลูกๆ แต่ละคนกว่าจะกลับได้บางคนก็แก่แล้ว ส่วนนายปรีดีก็กลับมาแต่กระดูก ที่พูดแบบนี้ก็หมายความว่า เขาจะเล่นงานคุณ แต่คุณไม่สู้ หวังจะมีการต่อรองกัน โดยให้คุณออกจากการเมืองไปก่อนแล้วมีเคลียร์กันได้ เชื่อได้เลยว่าสุดท้ายเขาจะเล่นงานคุณอีกแน่นอน เพราะจาก 8 ปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นแล้วว่า ถ้ามันเกี้ยเซี้ยกันได้คงจบไปนานแล้ว
จะได้เห็น "พลังที่ 3" ที่จะลุกขึ้นมาต้านถ้ามีการชะลอการเลือกตั้งออกไปแล้วหรือไม่
ถ้ามีการล้มระบอบเลือกตั้งไปเลย แล้วนำนายกฯที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง พลังที่ 3 เหล่านี้ก็จะมารวมตัวกัน จะกลายเป็นกลุ่มต่อต้านที่ไม่เอานายกฯคนกลางแน่นอน แล้วจะไม่ได้มีแต่คนเสื้อแดงด้วย เพราะคนทั่วไปที่ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เขาก็ไม่เอารัฐประหารและระบบการแต่งตั้งมีเยอะมาก เพราะจุดยืนคนเหล่านี้ต้องการการเลือกตั้ง
พลังที่ 3 จะมีพลังพอที่จะหยุดหรือชะลอนายกฯม.7 ได้หรือไม่
รัฐประหารมีแน่ แล้วคงมีความพยายามที่จะตั้งนายกฯคนกลางที่ไม่ใช่คนกลางจริง และจะต้องมีแรงต่อต้าน ส่วนวิธีการขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม อาจจะเป็นแรงต่อต้านที่ซึมลึก อย่างใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่รัฐบาลใหม่อาจจะปกครองโดยมีการก่อกวนอยู่เสมอๆ ขณะเดียวกันต่างชาติจะไม่ยอมรับด้วย หรือ อีกรูปแบบหนึ่งก็อาจจะมีกองกำลังอย่างเปิดเผยก็เป็นได้ กล่าวคือเกิด "สงครามกลางเมือง" นั่นเอง ซึ่งขณะนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะดูจากการเคลื่อนไหวจาก 4-5 เดือนที่ผ่านมา มีการใช้อาวุธกันมากมาย ตำรวจตรวจจับได้เป็นจำนวนมาก แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ยังออกมาพูดอยู่เสมอๆ ว่ามีอาวุธอยู่ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายด้วยตัวเอง เพียงแต่ที่ผ่านมายังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด
มองสถานการณ์ทางการเมืองและแนวทางของการต่อสู้ต่อจากนี้อย่างไร
มองในลักษณะ 2 ซีเนริโอ คือ "ซีเนริโอแรก" ถ้าพรรคเพื่อไทยกับตระกูลชินวัตรไม่สู้ ยอมออกจากการเมืองไป แล้วหวังว่าจะมีเลือกตั้งในอนาคตแล้วค่อยกลับมา หรืออาจจะมีการเกี้ยเซี้ยกัน โดยสัญญาว่าถ้าออกไปจากการเมืองดีๆ จะไม่เอาคดีมาให้ แล้วจะจบ ซึ่งตระกูลชินวัตรก็อาจจะยอมก็เป็นได้ ขนาด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยังเชื่อเลย จากนั้นก็ปล่อยให้รัฐบาลใหม่ที่มีทหารเป็นแบ๊กอัพเข้ามาบริหารได้อย่างราบรื่น แต่ที่สุดก็จะย้อนเกล็ดกลับมาเล่นงานตระกูลชินวัตรอยู่ดี เขาไม่ปล่อยไว้หรอก เป็นการจัดการให้ชินวัตรไม่กลับมายุ่งอีก จากนั้นก็ให้อำนาจทหารกวาดจับกุมแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหมดทั่วประเทศ เพราะขณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ มีสายของ กอ.รมน.ลงพื้นที่เก็บข้อมูลแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าถ้าจับหัวแล้วหางจะไม่ส่าย แต่ไม่จริงหรอก ต่อให้กวาดล้างอย่างไรก็จะมีตัวแทนในที่สุด เพราะมวลชนยังอยู่ ความไม่พอใจยังอยู่ รากฐานของปัญหาคือความอยุติธรรมยังไม่หายไป ที่สุดถ้าเป็นซิเนริโอแรกก็จะมีมวลชนคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวใต้ดินก่อกวนต่อไป
แต่ถ้าเป็น ซีเนริโอที่สอง ถ้ามีการใช้ช่องทางวุฒิสภาเสนอชื่อนายกฯคนกลาง หลังการรัฐประหาร แล้วพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรตัดสินใจสู้ ด้วยการออกไปตั้งรัฐบาลอยู่ในต่างจังหวัดท่ามกลางมวลชนที่สนับสนุน สถานการณ์จะแหลมคมกว่ามาก เท่ากับว่าจะมี 2 รัฐบาลเผชิญหน้ากันอย่างชัดเจน
สมมุติว่าถ้าเกิดมี 2 รัฐบาลเผชิญหน้ากัน "ตัวชี้ขาด" จะเป็นปัจจัยใด
ต่างประเทศคือตัวชี้ขาดแรก ตัวชี้ขาดตัวที่สอง คือใครจะมีประชาชนมากกว่ากัน ส่วนกำลังทหารเป็นปัจจัยรอง ต่อให้รัฐบาลในซีเนริโอที่สอง ไม่มีทหารเลยแต่สุดท้ายอาจจะชนะได้ ถ้าต่างชาติกับประชาชนหนุนมากพอ ผมเคยเสนอให้ตั้งอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตย ในรูปแบบที่ทำได้ถูกกฎหมาย คือ อาสาสมัครตำรวจบ้าน ที่ทำแล้วใน จ.พะเยา ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำได้อย่างถูกต้อง เพราะเป็นหน่วยงานที่มีกฎหมายรองรับ มีตำรวจมาควบคุมอีกที ไม่ใช่กองกำลังอิสระที่ตั้งขึ้นมาเถื่อนๆ เพราะยังอยู่ในระบบ และไม่ได้ติดอาวุธ แต่เป็นอาสาสมัครประชาธิปไตยที่สนับสนุนรัฐบาลในแง่ของสวัสดิการ เศรษฐกิจ กำลังคน ข้อมูลข่าวสาร การรณรงค์ เป็นต้น
ปัจจัย "ภายนอกประเทศ" จะช่วยชะลอกระบวนการ "รัฐประหาร" ได้หรือไม่
ก่อนหน้าที่ปัจจัยทางด้านการต่างประเทศช่วยยื้อได้พอสมควร แต่ในช่วงระยะเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา ต่อให้มีข้อมูลจากสื่อมวลชนต่างชาติมาตีแผ่กระบวนการในการโค่นล้มประชาธิปไตยแค่ไหน คิดว่าฝ่ายที่จ้องล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเขาไม่สนกระแสแล้ว เพราะมีคำสั่งให้เดินหน้าอย่างเดียว ต่อให้ต่างชาติกดดันอย่างไร คนเสื้อแดงออกมากี่ล้านก็ไม่มีผลแล้ว
ล่าสุดที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาจุดกระแสเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาตรวจสอบการสลายชุมนุมในปี 53
ขอให้ทำจริงๆ ซึ่งผลที่ออกมาอาจมี 2 ทาง คือ ทางหนึ่ง อาจจะเป็นการต่อรองช่วยให้มีการชะลอการรัฐประหาร แต่อีกทางหนึ่ง ก็อาจจะเป็นตัวเร่งให้มีการทำรัฐประหารโดยเร็วยิ่งขึ้นก็ได้ เพราะรัฐบาลจะได้ลงนามในหนังสือรับรองเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ทัน เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่กล้าลงนามในหนังสือรับรองเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้เข้ามาตรวจสอบกรณีดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้อง เพราะกลัวจะเป็นตัวเร่งให้มีการล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เร็วขึ้น
สำหรับผมรีบทำได้จะดีมาก เพราะเห็นแล้วว่าจะลงนามหรือไม่ ฝ่ายที่จ้องล้มรัฐบาลก็เดินหน้าจัดการคุณอยู่ดี เพราะการลงนามรองรับดังกล่าวจะเป็นการช่วยอำนวยในเรื่องกระบวนการยุติธรรมได้ หากมีการฆ่าประชาชนอีก สุดท้ายคนสั่งจะต้องโดนลงโทษ ทั้งจากกฎหมายภายในประเทศแล้ว และจากกฎหมายระหว่างประเทศด้วย
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความขัดแย้งต้องการทางออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความขัดแย้งต้องการทางออก แสดงบทความทั้งหมด
2557-04-08
2557-03-03
สัมภาษณ์“นิธิ” วิกฤตการเมืองไทย : เราต้องรักษาระบอบเอาไว้
.
คลิปสัมภาษณ์พิเศษวิกฤตการเมืองไทยในมุมมอง “นิธิ เอียวศรีวงศ์” : เราต้องรักษาระบอบเอาไว้
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393844690
. . วันจันทร์ที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 19:30:58 น.
เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา "อดินันท์ เหมือนยัง" ผู้สื่อข่าวมติชนทีวี เชิญนักประวัติศาสตร์คนสำคัญของประเทศอย่าง "นิธิ เอียวศรีวงศ์" มานั่งพูดคุย วิเคราะห์ ปัญหาเรื้อรังของการเมืองร่วมสมัย ที่แลดูเหมือนมืดมิดไร้ทางออก
มติชนออนไลน์นำคลิปสัมภาษณ์พิเศษ 2 ตอนดังกล่าว มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้รับชมกันอย่างเต็มอิ่มอีกครั้ง พร้อมด้วยบทสัมภาษณ์ละเอียดๆ ฉบับตัวหนังสือ สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะดูคลิป
-----
อดินันท์: จากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันจำเป็นแค่ไหนที่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ยังต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไป
นิธิ: จำเป็นไหมที่ประเทศไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยต่อไป ผมคิดว่าจำเป็น และถ้าจะเป็นประชาธิปไตยต่อไป ผมว่าเราต้องเคารพกติกาของระบอบที่มันปรากฎไว้ในกฎหมาย มันไม่มีทางที่คุณยิ่งลักษณ์จะทำอย่างอื่นได้เลย นอกจากว่าจะต้องรักษาการต่อไป เพราะว่ากฎหมายบอกไว้ชัดเจนว่า ต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง และถามว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ไม่รักษาการ แล้วเราจะมีรัฐบาลมาจากไหน
อดินันท์: แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับสภาพที่ว่ารัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ แบบนี้หรือเปล่า
นิธิ: เป็นเรื่องอันตรายที่สุดในขณะนี้ที่ว่า เมื่อศาลแพ่งมีคำพิพากษาออกมาอย่างนี้ ก็แปลว่ารัฐไม่มีพลังหรือไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรอีกเลยในการรักษาบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย นั่นหมายความถึงรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในตัวของเราเองด้วย
เรามารวมตัวเป็นรัฐเนี่ย จุดมุ่งหมายประการแรกสุดเลยของการเป็นรัฐ ตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณที่ไหนก็แล้วแต่ ก็คือว่าเขาต้องมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหรือรักษาความปลอดภัย ไม่งั้นเราก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างพกอาวุธ ต่างสร้างกองกำลังของตัวเอง เราก็อยู่กันไม่ได้ แต่เมื่อเกิดแบบนี้ขึ้นจะทำอย่างไร ผมก็ได้แต่หวังว่า ระบบราชการ ในแง่หนึ่งมันก็มีข้อไม่ดีเยอะมากในประเทศไทย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อย่าลืมนะครับว่า รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้เพิ่งเสียเครื่องมือในการบริหารประเทศ เมื่อมีคำพิพากษาของศาลแพ่ง ที่จริงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้เสียเครื่องมือจากการที่พยายามอดออมที่จะไม่ตอบโต้กับการกระทำกลุ่มกปปส. มานานพอสมควรแล้ว
แต่ประเทศไทยก็ยังพออยู่ อยู่อย่างกะพร่องกะแพร่ง รัฐบาลในที่นี้หมายถึงระบอบการปกครอง ไม่ได้หมายถึงพรรคการเมือง อยู่ได้อย่างไร คำตอบคือ อยู่ได้เพราะระบบราชการ จะดีจะชั่วอย่างไรผมว่าในช่วงนี้มันพิสูจน์ว่า ราชการไทยพยายามอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นรัฐเอาไว้ สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง อะไรก็แล้วแต่เถิด
อดินันท์: แสดงว่าอีกฝ่ายเขาก็อ่านออกใช่ไหมครับ เขาพยายามทำให้ราชการที่เหลือยังทำงานไม่ได้
นิธิ: คือได้เฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้ แต่เสร็จแล้วพอข้าราชการเขามีโอกาสกลับเข้าไปทำงาน และมีหลายแห่งแอบเข้าไปทำงาน คือ เขามีความรู้สึกเป็นหลักว่า การจะทำให้บ้านเมืองมันอยู่ได้ ในแง่นี้ผมคิดว่าควรยกย่องเขาหน่อย ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ ส่วนหนึ่งผมว่าเขาพยายาม
อดินันท์: อีกแง่หนึ่งอาจารย์มองไม่เห็นแง่ดี แง่บวกของกลุ่มกปปส. เลยหรือครับ
นิธิ: ผมคิดว่า กปปส.ทำอะไรที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย คือแน่นอนการที่สังคมลุกขึ้นมาต่อต้านการกระทำของรัฐบาล ผิดถูกก็แล้วแต่มันเป็นสิทธิของเขา แต่คุณไปยึดถนนจนรถติดทั้งเมือง อันนี้มันเกิน
คุณไปยึดสถานที่ราชการ อันนี้คุณทำได้ แต่การทำโดยสงบที่ประเทศอื่นเขาทำกัน คือคุณแบบเข้าไปนั่ง Sit-in นั่งให้เต็มเลย จนข้าราชการเดินไปไม่มีอันตรายใดเลย แต่เดินไปไหนมาไหนไม่สะดวก ไปห้องน้ำไม่ได้ จนรู้สึกลำบากมากๆ ในการที่คุณจะออกมา อันนั้นไม่เป็นไร ไม่มีใครรู้สึกถูกคุกคาม ถ้าข้าราชการจะเดินออกมา เขาต้องระมัดระวังคนเดิน คนนั่งเบียดกันเข้ามา คนนอนเต็มไปหมด ทำอย่างไรให้ไม่ไปเหยียบตัวคนเหล่านั้นต่างๆ นานา มันลำบากลำบนแสนเข็ญ อย่างมากแค่นี้
แต่แน่นอนกปปส.ไม่มีกำลังคนมากพอจะทำแบบนั้น คุณใช้วิธีการนำโซ่ไปคล้องประตู แล้วคุณก็ตะโกนสั่งให้คนออกมา คุณใช้วิธีการข่มขู่คุกคามให้คนออกมา อย่างนี้ไม่ใช่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย และมันอันตรายมากๆ เพราะว่ามันกลายเป็นว่าใครที่มีอำนาจจากฝูงชน จากสิ่งลี้ลับอะไรแล้วแต่ คุณสามารถทำลายระบอบได้ทั้งระบอบเลย
อดินันท์: ที่นี้ตัวละครอื่นๆ นอกจากรัฐบาล นอกเหนือจากกปปส. คนก็จะตั้งคำถามไปถึงเรื่ององค์กรอิสระที่ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเล่นที่สำคัญมาก หลังจากนี้เป็นต้นไป อาจารย์มองอย่างไรบ้างครับ
นิธิ: จริงๆ ศาลรัฐธรรมนูญก็เล่นบทที่จะไม่เอื้อต่อการเป็นระบอบประชาธิปไตยมานานแล้ว เขาออกร่างพ.ร.บ.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุณก็ไม่ยอมให้แก้ ไม่ว่าจะแก้ไขทั้งฉบับหรือมาตราเดียว คุณก็ไม่ยอมให้แก้ ผมก็ไม่เข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่ให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มันจะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร น่าตลกแท้ๆ องค์กรอิสระเล่นมานาน แต่เป็นที่น่าสังเกตให้ดีว่า องค์กรอิสระไม่สามารถล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างสะเด็ดน้ำได้ มันไม่มีทางเลย
สมมติว่าป.ป.ช. ตัดสินว่าคุณยิ่งลักษณ์มีมูลความผิด ในเรื่องที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติงานในเรื่องการป้องกันการทุจริต กรณีการจำนำข้าว คุณยิ่งลักษณ์ก็ปฏิบัติงานไม่ได้ ก็ตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งในการที่จะมาเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีแทน ทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน จบ ก็ยังอยู่ได้อีก ป.ป.ช.บอกรับลูกจากศาลรัฐธรรมนูญว่าคนที่ลงคะแนนแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด คุณปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรอีกล่ะ คุณก็ยังมีคนในคณะรัฐมนตรีที่เขาไม่ได้ลงคะแนนเพราะเขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเลย เขาก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลรักษาการต่อไปได้ คือไม่มีจุดไหนที่คุณจะสะเด็ดน้ำได้เลย นอกจากการทำรัฐประหาร
อดินันท์: นั่นหมายความว่าเราจำยอมที่จะอยู่สภาพแบบนี้ เพื่อที่จะรักษาระบบไว้
นิธิ: แน่นอนเพราะคนที่ไม่รักษาระบบจะเกิดปัญหามากกว่านี้อีกแยะ ในอนาคต อย่างที่ผมพยายามมาพูดอยู่ว่าคนมานั่งห่วงแต่เพียงว่าคนไม่มาลงทุน ถ้าสมมติคุณปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพซ่องโจรแบบนี้ ใครจะมาลงทุน มี แต่เป็นนักลงทุนมหาโจรไง คุณหลบเลี่ยงภาษีทีเป็นหมื่นๆ ล้านบ้าง คุณใช้วิธีการติดสินบนเบี้ยบ้ายรายทางให้กับคนที่มีอำนาจบ้าง คุณต้องการเหรอนักลงทุนแบบนั้น แล้วคุณบอกว่าคุณจะแข่งขันกับคนอื่นเขา ดีเหรอ ฉะนั้นถ้ามองอนาคตระยะยาวแล้ว ผมว่าความเสียหายในระยะยาวจะเกิดมากกว่าการที่เราพยายามจะรักษาตัวระบอบเอาไว้ให้ได้
อดินันท์: ว่าให้ถึงที่สุดแล้วตัวแทนในระบอบประชาธิปไตย คืออย่างรัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ได้น่ารัก
นิธิ: ก็ไม่ได้น่ารัก บกพร่องแยะมาก แต่ก็น่าเสียดาย เพราะผมเชื่อว่าพวกกระฎุมพีที่อยู่ในเมืองก็ตาม หรือคนชนชั้นนำที่มีอำนาจอยู่แล้วก็ตาม คุณสามารถสู้กับรัฐบาลชุดนี้ในระบอบประชาธิปไตยได้เยอะแยะไปหมดเลย มีวิธีการได้เยอะแยะ ทำไมคุณไม่เลือกวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยในการต่อสู้ ซึ่งจริงๆ แล้วกับรัฐบาลที่ค่อนข้างอ่อนแอนะ เป็นแต่เพียงเขาได้คะแนนเสียงจากประชาชนจำนวนมาก แต่คะแนนเสียงเหล่านี้ก็จะถูกบ่อนทำลายด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ ทำไมคุณไม่ทำ
อดินันท์: อยากให้อธิบายประเด็นที่เคยเขียนเรื่องความขัดแย้งนี้อาจเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกระฎุมพีกับชนชั้นกลางใหม่ที่ขยับมาจากคนรากหญ้า
นิธิ: สำหรับการเมืองในประเทศไทยจะพบได้ว่าคนที่มีอำนาจจริงๆ คือ กลุ่มคนชั้นกลางที่เติบโตมาจากการพัฒนาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 50 ปีมาแล้ว คนกลุ่มนี้ได้อำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะทีละเล็กทีละน้อยหรืออะไรก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วก็คือกลุ่มคนที่ร่วมมือกับชนชั้นนำที่เคยมีมาในสังคมไทย จะเป็นกองทัพ ผู้พิพากษา หรืออะไรก็แล้วแต่ ในการรักษาอำนาจเอาไว้สืบต่อมา
จนวันหนึ่งเมื่อคนชั้นกลางที่เกิดใหม่จากผลการพัฒนาเหมือนกัน แต่เขาเกิดโดยไม่มีอำนาจทางการเมือง พอเขาไม่มีอำนาจทางการเมืองแล้วมาพบว่า เขาเองก็ต้องการนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อเขาเช่นกัน อย่าพูดว่านักธุรกิจไทยล้วนแต่สร้างตัวเอง โดยไม่มีนโยบายสาธารณะคอยหนุนหลัง มันไม่จริง ทั้งโครงสร้างภาษี อะไรอีกร้อยแปดที่รัฐได้ใช้ทรัพยากรรวมเกื้อหนุนแก่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย คนกลุ่มใหม่ที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจในชนบทก็ต้องการสิ่งนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องต่อรองทางนโยบาย
ในการต่อรองนี้ เชื่อว่า กระฎุมพีในเมืองหรือชนชั้นนำเดิมก็ตาม ถ้าสู้ในระบอบประชาธิปไตย คุณก็ยังชนะอยู่ดี ยังชนะต่อไปอีก อาจหนึ่งชั่วคนก็ได้ อีก 30 ปีก็ได้
อดินันท์: ถ้าผ่านระบบเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง ฝั่งชนชั้นกลางใหม่เป็นฝ่ายที่เยอะกว่าหรือเปล่า
นิธิ: ไม่จำเป็นที่คนชนชั้นกลางใหม่จะต้องไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเผื่อพรรคเสนอนโยบายที่แข่งกันกับพรรคเพื่อไทยซึ่งมีเหตุมีผลที่มันจูงใจได้มากกว่า ไม่ใช่เอาเงินไปทุ่ม อย่าไปคิดว่าคนอื่นเขาโง่ เชื่อว่า ในที่สุดคุณก็เอาคนเหล่านี้มาสนับสนุนจนได้เหมือนกัน มันไม่ได้หมายความว่า ไม่มีวันหรอกที่คุณจะชนะพรรคเพื่อไทย มันไม่จริง
ลองคิดดูว่า คนชั้นกลางใหม่ที่เติบโตมาในช่วงนี้ ถามว่าจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่จริงๆ แล้วทำงานอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ถ้าบริษัทขนาดใหญ่ล้มไป คนเหล่านี้ก็เดือดร้อนเยอะเหมือนกัน มันก็มีคนที่ทำเกษตรส่วนตัวเล็กๆ เช่น ปลูกบัวขายแถวนครปฐม พวกนี้อาจไม่เป็นไร บริษัทใหญ่ๆเจ๊งก็เจ๊งไป แต่อีกจำนวนมากส่งลูก ส่งหลาน ทำงานในบริษัทใหญ่ ตั้งแต่แรงงานขึ้นมาถึงแรงงานที่มีฝีมือ เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์มันสำคัญ มันเชื่อมโยงกัน
มันจะยากอะไรในการที่บริษัทใหญ่จะทำให้เห็นว่า "ผลประโยชน์ของเขากับของคุณมันไม่ได้ขัดแย้งกันนะ มันไปด้วยกันนะ" แบบนี้เป็นต้น ซึ่งไปเปรียบเทียบกับอีกหลายสังคม กลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่เกิดขึ้น บางทีฐานผลประโยชน์ไม่ได้สัมพันธ์กันกับฐานผลประโยชน์ของกลุ่มคนชนชั้นนำเดิมเลยด้วยซ้ำ แต่ในเมืองไทยมันค่อนข้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน แต่เพียงต้องเปิดให้เขามีโอกาสเข้ามาต่อรองเชิงนโยบายบ้าง
อดินันท์: มุมมองของอาจารย์คือ คนที่ขยับจากชนชั้นล่างมาเป็นชนชั้นกลางใหม่ ไม่จำเป็นต้องผูกติดระบอบทักษิณ
นิธิ: ไม่จำเป็นเลยทั้งสิ้น
อดินันท์: ที่ผ่านมาเขาไม่มีทางเลือก
นิธิ: จะเป็นความฉลาดของคุณทักษิณ หรือคุณทักษิณมองการเมืองออก หรืออะไรก็แล้วแต่ แกเป็นคนที่ทำให้นโยบายที่เอื้อต่อชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้มันประจักษ์แก่ชนชั้นกลางใหม่ทันที
ยกตัวอย่างตามที่มักพูดกันเสมอก็ได้ อย่างโครงการ "30 บาท รักษาทุกโรค" แต่ก่อนเวลาชาวนาที่เลี้ยงตัวเองแท้ๆ ล้มป่วยขึ้นมา คุณมี 2 อย่างในสังคม อย่างน้อยที่สุดมีสังคมคนโบราณ คุณเข้าถึงแพทย์ แต่อาจจะเป็นแพทย์ที่ถูกดูถูกว่าไม่เก่งก็ได้ ต่อมาคือมีสิ่งที่ปัจจุบันชอบเรียกว่า "Social Safety Net" (เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม) คุณมีญาติพี่น้อง มีประเพณีบางอย่างที่จะจุนเจือกันและกัน เช่น ในอีสาน ถ้าหมู่บ้านหนึ่งอดอยาก ทำนาล่ม คุณมีสิทธิ์เดินไปหมู่บ้านอื่นที่เขาทำนาไม่ล่มแล้วไปขอทานข้าวมา ซึ่งแปลว่า เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่หมู่บ้านนั้นทำนาล่มบ้าง เขาก็มีสิทธิ์เดินมาขอข้าวกินบ้าง ตรงนี้คือ "เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม" อย่างหนึ่ง
แต่ตอนนี้เขาไม่มีแล้ว Social Safety Net แบบเก่าพังไปหมดแล้ว ฉะนั้น เวลาที่คนในครอบครัวป่วย มันล้มละลายเลย ดังนั้น การที่คุณทักษิณบอกว่า 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่ความคิดคุณทักษิณแท้ เพราะพวกหมอเองก็ดิ้นรนผลักดันเรื่องนี้มานานแล้ว คุณทักษิณรับนโยบายนี้ไป มันถูกใจพวกเขามากเลย เพราะเขาเข้ามาอยู่ในตลาด คนเราพอเข้าตลาด สิ่งสำคัญในชีวิตคือความมั่นคง คุณต้องมีความมั่นคง พอคุณไม่มีความมั่นคงในชีวิต คุณทักษิณให้ความมั่นคงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมันสำคัญต่อเขา
อดินันท์: คนที่ไปเคลื่อนไหวกับกปปส. หรือที่เรียกว่า กระฎุมพี หรือชนชั้นกลางเก่า เอาเข้าจริง อาจไม่ได้มองเรื่องชนชั้น แต่เขามองเรื่องผิด-ถูก ถ้าจะมองว่ามีการประโคมว่า ระบอบทักษิณผิด เขาก็เชื่อว่าอันนี้ผิด ก็ออกไปต่อต้านกัน
นิธิ: อันนี้อยู่ที่ว่าคุณเช็คข้อมูลบ้างหรือเปล่า ผมเห็นว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ทำผิดหลายเรื่อง แต่คุณไปเช็คดูว่า สิ่งที่ผิดคืออะไรบ้าง แล้วเรามีทางยับยั้งไม่ให้เขาทำผิดแบบนี้ได้ไหม เช่น ถ้าคุณคิดว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้เกิดทุจริตจำนวนมาก คุณก็ต้องจับให้ได้ว่า มันมีกรณีทุจริตที่ไหนบ้าง และช่องโหว่นี้มาจากไหน เป็นต้น
อดินันท์: แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นปรากฏการณ์ว่า เสพสื่อทางเดียวก็เป็นปัญหา
นิธิ: ใช่ อันที่เป็นปัญหาคือ สื่อเราไม่ทำงาน ถ้าเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ดี ก็ต้องไม่ใช่ง่ายๆ แค่ว่า ราคาข้าวแค่หมื่นเดียวแล้วคุณรับจำนำ 15,000 บาท มันไม่ใช่ไม่ดีแค่นั้น ตรงนี้ดีหรือเปล่ายังเถียงกันได้ แต่สื่อต้องมากับคำถามที่ว่า มันมีการทุจริตในกรณีใดบ้าง เป็นต้น
การประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีช่องทุจริตได้หมด ยังมีคดีอยู่ในป.ป.ช. 4 ปีแล้วยังไม่ได้ตัดสินอะไรเลยสักอย่าง คิดว่าสื่อควรช่วยกันในการหาทางอุดช่องโหว่เหล่านี้ คือคุณใช้เงินเป็นแสนๆ ล้านในประเทศไทยแล้วบอกไม่มีใครโกงเลยมันเป็นไปไม่ได้ โกงทั้งนั้น แต่ว่าเราต้องช่วยกันไปค้น ไปขุด ไปเจาะให้ได้ว่าช่องโหว่ต่างๆ มันอยู่ตรงไหนกันแน่
อดินันท์: นับจากจุดนี้ไป จะทำอย่างไรจึงจะมีทางออกให้กับประเทศ
นิธิ: ยังมองไม่เห็นทางอื่น นอกจากคุณต้องรักษาระบอบไว้เพื่อประโยชน์ระยะยาวของเราเอง คือต้องเลือกตั้งให้ครบ ต้องพยายามหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้
อดินันท์: แต่ถ้าออกมาสูตรนี้เหมือนรัฐบาลปัจจุบันได้หมด แต่ กปปส. จะไม่ได้อะไรเลย
นิธิ: ทำไม กปปส.จะต้องได้ล่ะ? ผมยังไม่เข้าใจเลย คือถ้าคุณอยากจะได้แล้วคุณใช้วิธีการเคลื่อนไหวในทางที่ถูกกฎหมาย แล้วเขาบอกคุณไม่ได้เลย อย่างนี้สิต้องถาม แต่คุณทำสิ่งที่เกินกฎหมายทั้งสิ้น เกิดความเดือดร้อนไปหมด แล้วคุณบอกคุณต้องได้บ้าง ใครๆ ก็ทำแบบนี้หมดสิ
อดินันท์: แต่สูตรการเจรจาคือ อย่างน้อยก็ควรไม่มีใครเสียทั้งหมดหรือเปล่า
นิธิ: คำว่าเจรจาในที่นี้หมายถึงเจรจาระหว่างใครกับใคร คุณบอกว่าเจรจาระหว่างกปปส.กับรัฐบาล แล้วทำไมกปปส.ถึงใช้วิธีแบบนี้ในการที่จะทำให้ตัวเองมีอำนาจขึ้นมาเจรจา กปปส.มีโครงการอะไรในเรื่องที่เกี่ยวกับชาวนาควรได้รับเงินประกันราคาข้าว แล้วทำไมชาวนาไม่มีส่วนร่วมในการเจรจาบ้าง เพราะอย่างนั้น คำว่าการเจรจาในที่นี้ เอาเข้าจริงก็คือระบอบประชาธิปไตย คือตัวระบอบการเจรจา
ถ้าคุณบอกไม่เอา เลือกตั้งอะไรก็ไม่เอา แล้วถ้าจะให้ผมเป็นคนเจรจากับคุณ ถามว่าคุณเป็นตัวแทนของใคร
อดินันท์: อาจารย์ยันยันว่า การเลือกตั้ง และระบอบต้องเดินหน้าต่อไปก่อน
นิธิ: เพราะถ้าคุณยังเชื่อในการเจรจา มันมีวิธีเจรจาอย่างอื่นไหมนอกจากตัวระบอบประชาธิปไตย มันไม่มี
www.youtube.com/watch?v=MZdGqg00SW0
www.youtube.com/watch?v=QKaFUAKzbqA
.
คลิปสัมภาษณ์พิเศษวิกฤตการเมืองไทยในมุมมอง “นิธิ เอียวศรีวงศ์” : เราต้องรักษาระบอบเอาไว้
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393844690
. . วันจันทร์ที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 19:30:58 น.
เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา "อดินันท์ เหมือนยัง" ผู้สื่อข่าวมติชนทีวี เชิญนักประวัติศาสตร์คนสำคัญของประเทศอย่าง "นิธิ เอียวศรีวงศ์" มานั่งพูดคุย วิเคราะห์ ปัญหาเรื้อรังของการเมืองร่วมสมัย ที่แลดูเหมือนมืดมิดไร้ทางออก
มติชนออนไลน์นำคลิปสัมภาษณ์พิเศษ 2 ตอนดังกล่าว มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้รับชมกันอย่างเต็มอิ่มอีกครั้ง พร้อมด้วยบทสัมภาษณ์ละเอียดๆ ฉบับตัวหนังสือ สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะดูคลิป
-----
อดินันท์: จากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันจำเป็นแค่ไหนที่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ยังต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไป
นิธิ: จำเป็นไหมที่ประเทศไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยต่อไป ผมคิดว่าจำเป็น และถ้าจะเป็นประชาธิปไตยต่อไป ผมว่าเราต้องเคารพกติกาของระบอบที่มันปรากฎไว้ในกฎหมาย มันไม่มีทางที่คุณยิ่งลักษณ์จะทำอย่างอื่นได้เลย นอกจากว่าจะต้องรักษาการต่อไป เพราะว่ากฎหมายบอกไว้ชัดเจนว่า ต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง และถามว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ไม่รักษาการ แล้วเราจะมีรัฐบาลมาจากไหน
อดินันท์: แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับสภาพที่ว่ารัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ แบบนี้หรือเปล่า
นิธิ: เป็นเรื่องอันตรายที่สุดในขณะนี้ที่ว่า เมื่อศาลแพ่งมีคำพิพากษาออกมาอย่างนี้ ก็แปลว่ารัฐไม่มีพลังหรือไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรอีกเลยในการรักษาบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย นั่นหมายความถึงรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในตัวของเราเองด้วย
เรามารวมตัวเป็นรัฐเนี่ย จุดมุ่งหมายประการแรกสุดเลยของการเป็นรัฐ ตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณที่ไหนก็แล้วแต่ ก็คือว่าเขาต้องมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหรือรักษาความปลอดภัย ไม่งั้นเราก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างพกอาวุธ ต่างสร้างกองกำลังของตัวเอง เราก็อยู่กันไม่ได้ แต่เมื่อเกิดแบบนี้ขึ้นจะทำอย่างไร ผมก็ได้แต่หวังว่า ระบบราชการ ในแง่หนึ่งมันก็มีข้อไม่ดีเยอะมากในประเทศไทย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อย่าลืมนะครับว่า รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้เพิ่งเสียเครื่องมือในการบริหารประเทศ เมื่อมีคำพิพากษาของศาลแพ่ง ที่จริงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้เสียเครื่องมือจากการที่พยายามอดออมที่จะไม่ตอบโต้กับการกระทำกลุ่มกปปส. มานานพอสมควรแล้ว
แต่ประเทศไทยก็ยังพออยู่ อยู่อย่างกะพร่องกะแพร่ง รัฐบาลในที่นี้หมายถึงระบอบการปกครอง ไม่ได้หมายถึงพรรคการเมือง อยู่ได้อย่างไร คำตอบคือ อยู่ได้เพราะระบบราชการ จะดีจะชั่วอย่างไรผมว่าในช่วงนี้มันพิสูจน์ว่า ราชการไทยพยายามอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นรัฐเอาไว้ สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง อะไรก็แล้วแต่เถิด
อดินันท์: แสดงว่าอีกฝ่ายเขาก็อ่านออกใช่ไหมครับ เขาพยายามทำให้ราชการที่เหลือยังทำงานไม่ได้
นิธิ: คือได้เฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้ แต่เสร็จแล้วพอข้าราชการเขามีโอกาสกลับเข้าไปทำงาน และมีหลายแห่งแอบเข้าไปทำงาน คือ เขามีความรู้สึกเป็นหลักว่า การจะทำให้บ้านเมืองมันอยู่ได้ ในแง่นี้ผมคิดว่าควรยกย่องเขาหน่อย ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ ส่วนหนึ่งผมว่าเขาพยายาม
อดินันท์: อีกแง่หนึ่งอาจารย์มองไม่เห็นแง่ดี แง่บวกของกลุ่มกปปส. เลยหรือครับ
นิธิ: ผมคิดว่า กปปส.ทำอะไรที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย คือแน่นอนการที่สังคมลุกขึ้นมาต่อต้านการกระทำของรัฐบาล ผิดถูกก็แล้วแต่มันเป็นสิทธิของเขา แต่คุณไปยึดถนนจนรถติดทั้งเมือง อันนี้มันเกิน
คุณไปยึดสถานที่ราชการ อันนี้คุณทำได้ แต่การทำโดยสงบที่ประเทศอื่นเขาทำกัน คือคุณแบบเข้าไปนั่ง Sit-in นั่งให้เต็มเลย จนข้าราชการเดินไปไม่มีอันตรายใดเลย แต่เดินไปไหนมาไหนไม่สะดวก ไปห้องน้ำไม่ได้ จนรู้สึกลำบากมากๆ ในการที่คุณจะออกมา อันนั้นไม่เป็นไร ไม่มีใครรู้สึกถูกคุกคาม ถ้าข้าราชการจะเดินออกมา เขาต้องระมัดระวังคนเดิน คนนั่งเบียดกันเข้ามา คนนอนเต็มไปหมด ทำอย่างไรให้ไม่ไปเหยียบตัวคนเหล่านั้นต่างๆ นานา มันลำบากลำบนแสนเข็ญ อย่างมากแค่นี้
แต่แน่นอนกปปส.ไม่มีกำลังคนมากพอจะทำแบบนั้น คุณใช้วิธีการนำโซ่ไปคล้องประตู แล้วคุณก็ตะโกนสั่งให้คนออกมา คุณใช้วิธีการข่มขู่คุกคามให้คนออกมา อย่างนี้ไม่ใช่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย และมันอันตรายมากๆ เพราะว่ามันกลายเป็นว่าใครที่มีอำนาจจากฝูงชน จากสิ่งลี้ลับอะไรแล้วแต่ คุณสามารถทำลายระบอบได้ทั้งระบอบเลย
อดินันท์: ที่นี้ตัวละครอื่นๆ นอกจากรัฐบาล นอกเหนือจากกปปส. คนก็จะตั้งคำถามไปถึงเรื่ององค์กรอิสระที่ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเล่นที่สำคัญมาก หลังจากนี้เป็นต้นไป อาจารย์มองอย่างไรบ้างครับ
นิธิ: จริงๆ ศาลรัฐธรรมนูญก็เล่นบทที่จะไม่เอื้อต่อการเป็นระบอบประชาธิปไตยมานานแล้ว เขาออกร่างพ.ร.บ.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุณก็ไม่ยอมให้แก้ ไม่ว่าจะแก้ไขทั้งฉบับหรือมาตราเดียว คุณก็ไม่ยอมให้แก้ ผมก็ไม่เข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่ให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มันจะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร น่าตลกแท้ๆ องค์กรอิสระเล่นมานาน แต่เป็นที่น่าสังเกตให้ดีว่า องค์กรอิสระไม่สามารถล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างสะเด็ดน้ำได้ มันไม่มีทางเลย
สมมติว่าป.ป.ช. ตัดสินว่าคุณยิ่งลักษณ์มีมูลความผิด ในเรื่องที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติงานในเรื่องการป้องกันการทุจริต กรณีการจำนำข้าว คุณยิ่งลักษณ์ก็ปฏิบัติงานไม่ได้ ก็ตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งในการที่จะมาเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีแทน ทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน จบ ก็ยังอยู่ได้อีก ป.ป.ช.บอกรับลูกจากศาลรัฐธรรมนูญว่าคนที่ลงคะแนนแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด คุณปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรอีกล่ะ คุณก็ยังมีคนในคณะรัฐมนตรีที่เขาไม่ได้ลงคะแนนเพราะเขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเลย เขาก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลรักษาการต่อไปได้ คือไม่มีจุดไหนที่คุณจะสะเด็ดน้ำได้เลย นอกจากการทำรัฐประหาร
อดินันท์: นั่นหมายความว่าเราจำยอมที่จะอยู่สภาพแบบนี้ เพื่อที่จะรักษาระบบไว้
นิธิ: แน่นอนเพราะคนที่ไม่รักษาระบบจะเกิดปัญหามากกว่านี้อีกแยะ ในอนาคต อย่างที่ผมพยายามมาพูดอยู่ว่าคนมานั่งห่วงแต่เพียงว่าคนไม่มาลงทุน ถ้าสมมติคุณปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพซ่องโจรแบบนี้ ใครจะมาลงทุน มี แต่เป็นนักลงทุนมหาโจรไง คุณหลบเลี่ยงภาษีทีเป็นหมื่นๆ ล้านบ้าง คุณใช้วิธีการติดสินบนเบี้ยบ้ายรายทางให้กับคนที่มีอำนาจบ้าง คุณต้องการเหรอนักลงทุนแบบนั้น แล้วคุณบอกว่าคุณจะแข่งขันกับคนอื่นเขา ดีเหรอ ฉะนั้นถ้ามองอนาคตระยะยาวแล้ว ผมว่าความเสียหายในระยะยาวจะเกิดมากกว่าการที่เราพยายามจะรักษาตัวระบอบเอาไว้ให้ได้
อดินันท์: ว่าให้ถึงที่สุดแล้วตัวแทนในระบอบประชาธิปไตย คืออย่างรัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ได้น่ารัก
นิธิ: ก็ไม่ได้น่ารัก บกพร่องแยะมาก แต่ก็น่าเสียดาย เพราะผมเชื่อว่าพวกกระฎุมพีที่อยู่ในเมืองก็ตาม หรือคนชนชั้นนำที่มีอำนาจอยู่แล้วก็ตาม คุณสามารถสู้กับรัฐบาลชุดนี้ในระบอบประชาธิปไตยได้เยอะแยะไปหมดเลย มีวิธีการได้เยอะแยะ ทำไมคุณไม่เลือกวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยในการต่อสู้ ซึ่งจริงๆ แล้วกับรัฐบาลที่ค่อนข้างอ่อนแอนะ เป็นแต่เพียงเขาได้คะแนนเสียงจากประชาชนจำนวนมาก แต่คะแนนเสียงเหล่านี้ก็จะถูกบ่อนทำลายด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ ทำไมคุณไม่ทำ
อดินันท์: อยากให้อธิบายประเด็นที่เคยเขียนเรื่องความขัดแย้งนี้อาจเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกระฎุมพีกับชนชั้นกลางใหม่ที่ขยับมาจากคนรากหญ้า
นิธิ: สำหรับการเมืองในประเทศไทยจะพบได้ว่าคนที่มีอำนาจจริงๆ คือ กลุ่มคนชั้นกลางที่เติบโตมาจากการพัฒนาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 50 ปีมาแล้ว คนกลุ่มนี้ได้อำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะทีละเล็กทีละน้อยหรืออะไรก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วก็คือกลุ่มคนที่ร่วมมือกับชนชั้นนำที่เคยมีมาในสังคมไทย จะเป็นกองทัพ ผู้พิพากษา หรืออะไรก็แล้วแต่ ในการรักษาอำนาจเอาไว้สืบต่อมา
จนวันหนึ่งเมื่อคนชั้นกลางที่เกิดใหม่จากผลการพัฒนาเหมือนกัน แต่เขาเกิดโดยไม่มีอำนาจทางการเมือง พอเขาไม่มีอำนาจทางการเมืองแล้วมาพบว่า เขาเองก็ต้องการนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อเขาเช่นกัน อย่าพูดว่านักธุรกิจไทยล้วนแต่สร้างตัวเอง โดยไม่มีนโยบายสาธารณะคอยหนุนหลัง มันไม่จริง ทั้งโครงสร้างภาษี อะไรอีกร้อยแปดที่รัฐได้ใช้ทรัพยากรรวมเกื้อหนุนแก่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย คนกลุ่มใหม่ที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจในชนบทก็ต้องการสิ่งนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องต่อรองทางนโยบาย
ในการต่อรองนี้ เชื่อว่า กระฎุมพีในเมืองหรือชนชั้นนำเดิมก็ตาม ถ้าสู้ในระบอบประชาธิปไตย คุณก็ยังชนะอยู่ดี ยังชนะต่อไปอีก อาจหนึ่งชั่วคนก็ได้ อีก 30 ปีก็ได้
อดินันท์: ถ้าผ่านระบบเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง ฝั่งชนชั้นกลางใหม่เป็นฝ่ายที่เยอะกว่าหรือเปล่า
นิธิ: ไม่จำเป็นที่คนชนชั้นกลางใหม่จะต้องไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเผื่อพรรคเสนอนโยบายที่แข่งกันกับพรรคเพื่อไทยซึ่งมีเหตุมีผลที่มันจูงใจได้มากกว่า ไม่ใช่เอาเงินไปทุ่ม อย่าไปคิดว่าคนอื่นเขาโง่ เชื่อว่า ในที่สุดคุณก็เอาคนเหล่านี้มาสนับสนุนจนได้เหมือนกัน มันไม่ได้หมายความว่า ไม่มีวันหรอกที่คุณจะชนะพรรคเพื่อไทย มันไม่จริง
ลองคิดดูว่า คนชั้นกลางใหม่ที่เติบโตมาในช่วงนี้ ถามว่าจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่จริงๆ แล้วทำงานอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ถ้าบริษัทขนาดใหญ่ล้มไป คนเหล่านี้ก็เดือดร้อนเยอะเหมือนกัน มันก็มีคนที่ทำเกษตรส่วนตัวเล็กๆ เช่น ปลูกบัวขายแถวนครปฐม พวกนี้อาจไม่เป็นไร บริษัทใหญ่ๆเจ๊งก็เจ๊งไป แต่อีกจำนวนมากส่งลูก ส่งหลาน ทำงานในบริษัทใหญ่ ตั้งแต่แรงงานขึ้นมาถึงแรงงานที่มีฝีมือ เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์มันสำคัญ มันเชื่อมโยงกัน
มันจะยากอะไรในการที่บริษัทใหญ่จะทำให้เห็นว่า "ผลประโยชน์ของเขากับของคุณมันไม่ได้ขัดแย้งกันนะ มันไปด้วยกันนะ" แบบนี้เป็นต้น ซึ่งไปเปรียบเทียบกับอีกหลายสังคม กลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่เกิดขึ้น บางทีฐานผลประโยชน์ไม่ได้สัมพันธ์กันกับฐานผลประโยชน์ของกลุ่มคนชนชั้นนำเดิมเลยด้วยซ้ำ แต่ในเมืองไทยมันค่อนข้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน แต่เพียงต้องเปิดให้เขามีโอกาสเข้ามาต่อรองเชิงนโยบายบ้าง
อดินันท์: มุมมองของอาจารย์คือ คนที่ขยับจากชนชั้นล่างมาเป็นชนชั้นกลางใหม่ ไม่จำเป็นต้องผูกติดระบอบทักษิณ
นิธิ: ไม่จำเป็นเลยทั้งสิ้น
อดินันท์: ที่ผ่านมาเขาไม่มีทางเลือก
นิธิ: จะเป็นความฉลาดของคุณทักษิณ หรือคุณทักษิณมองการเมืองออก หรืออะไรก็แล้วแต่ แกเป็นคนที่ทำให้นโยบายที่เอื้อต่อชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้มันประจักษ์แก่ชนชั้นกลางใหม่ทันที
ยกตัวอย่างตามที่มักพูดกันเสมอก็ได้ อย่างโครงการ "30 บาท รักษาทุกโรค" แต่ก่อนเวลาชาวนาที่เลี้ยงตัวเองแท้ๆ ล้มป่วยขึ้นมา คุณมี 2 อย่างในสังคม อย่างน้อยที่สุดมีสังคมคนโบราณ คุณเข้าถึงแพทย์ แต่อาจจะเป็นแพทย์ที่ถูกดูถูกว่าไม่เก่งก็ได้ ต่อมาคือมีสิ่งที่ปัจจุบันชอบเรียกว่า "Social Safety Net" (เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม) คุณมีญาติพี่น้อง มีประเพณีบางอย่างที่จะจุนเจือกันและกัน เช่น ในอีสาน ถ้าหมู่บ้านหนึ่งอดอยาก ทำนาล่ม คุณมีสิทธิ์เดินไปหมู่บ้านอื่นที่เขาทำนาไม่ล่มแล้วไปขอทานข้าวมา ซึ่งแปลว่า เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่หมู่บ้านนั้นทำนาล่มบ้าง เขาก็มีสิทธิ์เดินมาขอข้าวกินบ้าง ตรงนี้คือ "เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม" อย่างหนึ่ง
แต่ตอนนี้เขาไม่มีแล้ว Social Safety Net แบบเก่าพังไปหมดแล้ว ฉะนั้น เวลาที่คนในครอบครัวป่วย มันล้มละลายเลย ดังนั้น การที่คุณทักษิณบอกว่า 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่ความคิดคุณทักษิณแท้ เพราะพวกหมอเองก็ดิ้นรนผลักดันเรื่องนี้มานานแล้ว คุณทักษิณรับนโยบายนี้ไป มันถูกใจพวกเขามากเลย เพราะเขาเข้ามาอยู่ในตลาด คนเราพอเข้าตลาด สิ่งสำคัญในชีวิตคือความมั่นคง คุณต้องมีความมั่นคง พอคุณไม่มีความมั่นคงในชีวิต คุณทักษิณให้ความมั่นคงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมันสำคัญต่อเขา
อดินันท์: คนที่ไปเคลื่อนไหวกับกปปส. หรือที่เรียกว่า กระฎุมพี หรือชนชั้นกลางเก่า เอาเข้าจริง อาจไม่ได้มองเรื่องชนชั้น แต่เขามองเรื่องผิด-ถูก ถ้าจะมองว่ามีการประโคมว่า ระบอบทักษิณผิด เขาก็เชื่อว่าอันนี้ผิด ก็ออกไปต่อต้านกัน
นิธิ: อันนี้อยู่ที่ว่าคุณเช็คข้อมูลบ้างหรือเปล่า ผมเห็นว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ทำผิดหลายเรื่อง แต่คุณไปเช็คดูว่า สิ่งที่ผิดคืออะไรบ้าง แล้วเรามีทางยับยั้งไม่ให้เขาทำผิดแบบนี้ได้ไหม เช่น ถ้าคุณคิดว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้เกิดทุจริตจำนวนมาก คุณก็ต้องจับให้ได้ว่า มันมีกรณีทุจริตที่ไหนบ้าง และช่องโหว่นี้มาจากไหน เป็นต้น
อดินันท์: แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นปรากฏการณ์ว่า เสพสื่อทางเดียวก็เป็นปัญหา
นิธิ: ใช่ อันที่เป็นปัญหาคือ สื่อเราไม่ทำงาน ถ้าเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ดี ก็ต้องไม่ใช่ง่ายๆ แค่ว่า ราคาข้าวแค่หมื่นเดียวแล้วคุณรับจำนำ 15,000 บาท มันไม่ใช่ไม่ดีแค่นั้น ตรงนี้ดีหรือเปล่ายังเถียงกันได้ แต่สื่อต้องมากับคำถามที่ว่า มันมีการทุจริตในกรณีใดบ้าง เป็นต้น
การประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีช่องทุจริตได้หมด ยังมีคดีอยู่ในป.ป.ช. 4 ปีแล้วยังไม่ได้ตัดสินอะไรเลยสักอย่าง คิดว่าสื่อควรช่วยกันในการหาทางอุดช่องโหว่เหล่านี้ คือคุณใช้เงินเป็นแสนๆ ล้านในประเทศไทยแล้วบอกไม่มีใครโกงเลยมันเป็นไปไม่ได้ โกงทั้งนั้น แต่ว่าเราต้องช่วยกันไปค้น ไปขุด ไปเจาะให้ได้ว่าช่องโหว่ต่างๆ มันอยู่ตรงไหนกันแน่
อดินันท์: นับจากจุดนี้ไป จะทำอย่างไรจึงจะมีทางออกให้กับประเทศ
นิธิ: ยังมองไม่เห็นทางอื่น นอกจากคุณต้องรักษาระบอบไว้เพื่อประโยชน์ระยะยาวของเราเอง คือต้องเลือกตั้งให้ครบ ต้องพยายามหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้
อดินันท์: แต่ถ้าออกมาสูตรนี้เหมือนรัฐบาลปัจจุบันได้หมด แต่ กปปส. จะไม่ได้อะไรเลย
นิธิ: ทำไม กปปส.จะต้องได้ล่ะ? ผมยังไม่เข้าใจเลย คือถ้าคุณอยากจะได้แล้วคุณใช้วิธีการเคลื่อนไหวในทางที่ถูกกฎหมาย แล้วเขาบอกคุณไม่ได้เลย อย่างนี้สิต้องถาม แต่คุณทำสิ่งที่เกินกฎหมายทั้งสิ้น เกิดความเดือดร้อนไปหมด แล้วคุณบอกคุณต้องได้บ้าง ใครๆ ก็ทำแบบนี้หมดสิ
อดินันท์: แต่สูตรการเจรจาคือ อย่างน้อยก็ควรไม่มีใครเสียทั้งหมดหรือเปล่า
นิธิ: คำว่าเจรจาในที่นี้หมายถึงเจรจาระหว่างใครกับใคร คุณบอกว่าเจรจาระหว่างกปปส.กับรัฐบาล แล้วทำไมกปปส.ถึงใช้วิธีแบบนี้ในการที่จะทำให้ตัวเองมีอำนาจขึ้นมาเจรจา กปปส.มีโครงการอะไรในเรื่องที่เกี่ยวกับชาวนาควรได้รับเงินประกันราคาข้าว แล้วทำไมชาวนาไม่มีส่วนร่วมในการเจรจาบ้าง เพราะอย่างนั้น คำว่าการเจรจาในที่นี้ เอาเข้าจริงก็คือระบอบประชาธิปไตย คือตัวระบอบการเจรจา
ถ้าคุณบอกไม่เอา เลือกตั้งอะไรก็ไม่เอา แล้วถ้าจะให้ผมเป็นคนเจรจากับคุณ ถามว่าคุณเป็นตัวแทนของใคร
อดินันท์: อาจารย์ยันยันว่า การเลือกตั้ง และระบอบต้องเดินหน้าต่อไปก่อน
นิธิ: เพราะถ้าคุณยังเชื่อในการเจรจา มันมีวิธีเจรจาอย่างอื่นไหมนอกจากตัวระบอบประชาธิปไตย มันไม่มี
.....................................
www.youtube.com/watch?v=MZdGqg00SW0
www.youtube.com/watch?v=QKaFUAKzbqA
.
2557-02-16
วิธีการผิดๆ ก่อความเสียหายหนักกว่า โดย ธงชัย วินิจจะกูล
.
ธงชัย วินิจจะกูล: วิธีการผิดๆ ก่อความเสียหายหนักกว่า
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51803
. . Sun, 2014-02-16 11:48
( ที่มา : เฟซบุ๊กสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย )
ธงชัย วินิจจะกูล
กล่าวกันมาก ว่าวิกฤตการเมืองรอบนี้ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาล
ความเข้าใจเช่นนี้คงไม่ผิดเสียทีเดียว แต่เรามักมองข้ามความเสียหายประเภทอื่นที่อาจหนักยิ่งกว่า เพราะความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ความเสียหายประเภทอื่นอาจเป็นนามธรรม วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ จึงเข้าใจยากกว่า
ถ้าความเสียหายทางเศรษฐกิจร้ายแรงขนาดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ใช้เวลากว่า 10 ปีจึงฟื้นคืนสู่ปกติ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากวิกฤตในขณะนี้น่าจะใช้เวลากอบกู้ไม่มากไปกว่า 10 ปี การเทียบเคียงง่ายๆเช่นนี้มิใช่ความประมาทหรือดูเบาให้ชะล่าใจ แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่ามีความเสียหายที่หนักกว่าเศรษฐกิจซึ่งต้องใช้เวลานานกว่ามากเพื่อกอบกู้กลับมา (ไม่รวมถึงการสูญเสียชีวิตพิการบาดเจ็บซึ่งสูงค่าจนเทียบกันไม่ได้)
วิธิการผิดๆ
เรามองเห็นแต่คอรัปชั่นของนักการเมืองว่าเป็นต้นตอของโรคที่ทำประเทศชาติพินาศ ทั้งๆที่คอรัปชั่นอันหนักหน่วงกว่าอยู่ในระบบราชการโดยเฉพาะในกองทัพ เพราะไม่ใช่แค่กินตามโปรเจกต์หรือนโยบาย แต่กินกันในระบบเป็นปกติ ทำกันโจ๋งครึ่มมาหลายชั่วอายุคนโดยไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะ ไม่ต้องกลัว ปปช. ไม่ต้องเกรงสื่อมวลชน กปปส.ก็ไม่แตะ แถมยังให้เกียรติเป็น “คนดี” เชิญมาช่วยปราบคอรัปชั่นเสียอีก
เราก่นโคตรกลุ่มทุนเฉพาะรายว่าเป็นทุนสามานย์ แต่กลับยกเว้นและยกย่องกลุ่มทุนขนาดใหญ่กว่า ผูกขาดยิ่งกว่า ตรวจสอบไม่ได้ยิ่งกว่า นักวิชาการและ “ภาคประชาชน” ที่มีอคติได้ขนาดนี้ ถ้าไม่เป็นเพราะด้อยปัญญาก็ต้องเป็นเพราะไม่ซื่อตรงต่อสาธารณชน
การปฏิรูปที่กำเนิดจากการหลอกลวง ไม่ซื่อตรง อคติเช่นนี้จะช่วยอะไรขึ้นมา เป็นข้ออ้างที่ฟังดูดีเพื่อชิงอำนาจ แต่ทำให้สังคมหลอกตัวเองหนักเข้าไปอีก
การฉวยโอกาสดันทุรังผลักร่างกฎหมายที่ผู้คนค้านทั้งบ้านทั้งเมืองเพียงเพราะฝ่ายตนมีเสียงข้างมากในสภาเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ แถมใช้กลอุบายแบบฉ้อฉลฉวยโอกาส ต่อให้ชนะในสภาก็เป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองเพราะเป็นวิธีการที่ผิด ทั้งก่อให้เกิดการตอบโต้สุดเหวี่ยงแบบไม่สนใจความถูกผิดเช่นกัน
ขบวนการโค่นทักษิณในขณะนี้ใช้วิธีการขู่กรรโชกบังคับขู่เข็ญขืนใจคนทั้งประเทศ ทั้งด้วยวาจาและด้วยกำลัง ทั้งโดยมีอาวุธโจ่งแจ้งและไม่โจ่งแจ้ง ใช้พฤติกรรมอันธพาลละเมิดกฎหมายอย่างเปิดเผยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมีพลังอภิชนหนุนหลังทั้งแผง คือผู้มีบารมี ผู้ถืออาวุธ ผู้มีทรัพย์ ชาติตระกูล และผู้มีการศึกษา ทั้งยังมีสื่อมวลชนจำนวนมากและกระบวนการยุติธรรมให้ท้าย
คนเหล่านี้รู้ดีว่า ในสังคมที่ผู้คนไม่เท่าเทียมกัน อำนาจกฎหมายต้องยอมสยบต่อพลังอภิสิทธิ์ของตน
นี่เป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ แต่อภิชนผู้สนับสนุนกลับช่วยกันฟอกจนกลายเป็นวีรกรรม
นับแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 เราใช้วิธีการผิดๆที่ท่วมท้นด้วยอคติเพื่อเอาชนะกัน ทำทุกวิถีทางรวมทั้งทำลายระบบการเมืองประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นมาด้วยชีวิตของคนจำนวนไม่น้อย
หลักนิติธรรมที่ใช้เวลานานหลายชั่วคนค่อยๆสร้างสมปรับปรุงกันขึ้นมาถูกบิดเบือนเฉไฉ กระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจเกินขอบเขต ตัดสินด้วยเหตุผลประหลาดนอกหลักกฎหมาย ไม่คงเส้นคงวา บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง แถมวางบรรทัดฐานแบบอย่างผิดๆหลายประการแก่กระบวนการยุติธรรม
บรรทัดฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพหลายอย่างถดถอยจนถูกทำลาย ที่สำคัญคือสื่อมวลชนที่ทำตัวเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ นักวิชาการและวิชาชีพที่เคยน่าเคารพก็เผยมิจฉาทิฐิคิดว่าตนเองวิเศษกว่าและควรมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น ทิ้งปัญญาหันพึ่งแต่วาทศิลป์ ถูกความโกรธเกลียดครอบงำจนละเลยจรรยาบรรณวิชาชีพ
หลักสิทธิมนุษยชนที่ใช้เวลาหลายสิบปีพัฒนาจนเป็นคุณค่าที่สังคมยอมรับก็ถูกเฉไฉเลือกใช้อย่างไร้หลัก กลายเป็นเรื่องตลกขบขันที่ผู้คนไม่เชื่อถืออีกต่อไป
ไม่น่าเชื่อว่าสังคมไทยสูญสามัญสำนึก เกิดวิปลาสกลับตาลปัตร จนมาถึงจุดที่สามารถขัดขวางมุ่งล้มการเลือกตั้งได้เปิดเผยในนามของประชาธิปไตย ทำร้ายร่างกายและใช้อาวุธได้ในนามของสันติอหิงสา ศาลให้ความคุ้มครองอันธพาลและจำกัดอำนาจตำรวจตามที่อันธพาลร้องขอ สื่อมวลชนที่ปลุกให้คนเกลียดชังกันอย่างรุนแรงได้รับรางวัลจากสถาบันผลิตนักสื่อสารมวลชน อธิการบดีอยากให้หยุดการเรียนการสอนแต่นักศึกษาไม่อยากหยุดแถมเตือนอธิการบดีว่าไม่ควรยุ่งการเมือง ฯลฯ อีกมาก
วิธีการผิดๆเหล่านั้นไม่ช่วยแก้ปัญหาสักนิด กลับยิ่งทำให้เราตกต่ำถลำลึกวิปลาสหนักขึ้น
(โปรดฟังอีกครั้ง) ทำไมต้องประชาธิปไตย
เราควรเลิกพูดกันเสียทีว่า “ประชาธิปไตยเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด” คำกล่าวเช่นนั้นฟังดูเหมือนฉลาด แต่ที่จริงเป็นการแสดงความโง่เพราะเป็นคำกล่าวที่ไม่มีสาระ ไม่ช่วยให้เข้าใจอะไรขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว
ประชาธิปไตยเป็นระบบการเมืองที่พึงปรารถนาเพราะเป็นวิธีจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจอันจำเป็นสำหรับสังคมซึ่งเจริญขึ้นมากจนหลากหลายซับซ้อน คนดีทั้งหลายก็คิดไม่เหมือนกันหรือมีผลประโยชน์สอดคล้องกันอีกต่อไป ครั้นคนดีเหล่านั้นต่างตระหนักในสิทธิและอำนาจของตนที่มีเท่าๆกับคนอื่น ในภาวะเช่นนี้สังคมจึงต้องการระบบและกติกาเพื่อให้คนที่คิดต่างกันผลประโยชน์ต่างกันมาต่อสู้ต่อรองกันได้อย่างสันติ โดยคนข้างมากตัดสินเลือกความคิดและข้อเสนอที่เขาเห็นด้วยต้องการ ณ เวลาหนึ่งๆ
ระบบการเมืองแบบนี้อาจไม่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆที่ซับซ้อนได้ในเวลารวดเร็วฉับพลัน มิใช่เป็นเพราะระบบเลว แต่เป็นเพราะประชากรในสังคมหนึ่งๆแตกต่างกันเสียจนหาข้อตกลงได้ยาก ไม่มีใครถูกใจได้ตามที่ต้องการไปหมด ยิ่งไปกว่านั้นเสียงข้างมากอาจเลือกผิดพลาดหรือต้องใช้เวลากว่าจะเรียนรู้ แต่ระบบการเมืองแบบนี้ก็ประกันว่าความเสียหายอันเกิดจากการเลือกผิดจะถูกจำกัด ทั้งเพราะคนข้างมากเรียนรู้ได้ และที่สำคัญเป็นเพราะทางเลือกหนึ่งๆเหมาะสมกับเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางเหมาะสมกับทุกเวลาทุกท้องที่
ระบบวิธีการอื่นๆที่ฝากชะตาชีวิตของคนจำนวนมากไว้กับอภิสิทธิชนผู้อ้างว่ารู้ดีไม่กี่คนกลับเสียหายหนักกว่าเพราะผู้รู้ดีล้วนเป็นแค่ปุถุชนที่เป็นตัวแทนของความคิดและผลประโยชน์อย่างหนึ่งแค่นั้นเอง
ประชาธิปไตยไม่มีสังคมในฝันหรือยูโทเปียสวยหรู เพราะอุดมคติของประชาธิปไตยคือการแบ่งอำนาจ กระจายอำนาจ และการใช้อำนาจตามวิธีการที่ถูกต้องเพื่อให้สังคมปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
ประชาธิปไตยเป็นอุดมคติของ “วิธีการ” (means) ไม่ใช่อุดมคติของจุดหมาย (end)
การใช้วิธีการผิดๆจึงไม่มีทางสร้างสังคมประชาธิปไตยได้ เพราะขัดกับความมุ่งหมายและสาระสำคัญของประชาธิปไตยอย่างถึงรากฐาน
ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ระบบที่เหมาะกับสังคมฝรั่งแต่ไม่เหมาะกับสังคมไทยอย่างที่นักวิชาการตื้นเขินมักกล่าว แต่เป็นประสบการณ์ร่วมของมนุษยชาติที่ต้องการระบบและกติกาที่เป็นธรรมมาต่อรอง ได้เสีย แพ้ชนะกันอย่างสันติและปรับตัวได้เป็นระยะโดยความเสียหายต่ำที่สุด
ผู้ที่คิดว่าประชาธิปไตยไม่เหมาะกับสังคมไทยก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่าสังคมไทยยังไม่เจริญ ไม่หลากหลาย คิดว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดีที่กำจัดได้ คิดว่าผลประโยชน์ของคนชาติเดียวกันควรเหมือนกันและยังทำให้ผู้คนคิดเหมือนๆกันได้ คนพวกนี้ชอบอ้างว่ารู้จักประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ แต่คิดว่าผู้คนยังโง่งมเกินกว่าจะเข้าใจประชาธิปไตยได้ จึงต้องมีผู้รู้คอยจูงให้เดินตาม ความคิดเหล่านี้เหลวไหลทั้งเพ
ประชาธิปไตยเป็น “วิธีการ” จัดสรรอำนาจ ไม่ใช่วิชาความรู้ การถือเอาความด้อยการศึกษาหรือความจนเป็นเหตุผลเพื่อปฏิเสธสิทธิทางการเมืองของทาส ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย คนจน ฯลฯ ล้วนเป็นแค่ทัศนะเก่าๆที่คนทั่วโลกเลิกใช้ไปนานแล้วเพราะน่าขยะแขยงเกินกว่าอารยชนพึงเก็บเป็นขยะในสมอง ( นี่คือเหตุผลที่นักข่าวต่างประเทศไม่สามารถเข้าใจความคิดแบบไทยๆได้ )
ระบบการเมืองประชาธิปไตยจึงต้องการองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
หนึ่ง...การกระจายอำนาจเพื่อให้ผู้คนที่เท่าเทียมกันได้ใช้อำนาจเลือกและคอยตรวจสอบตามกรอบกติกาอย่างกว้างขวางที่สุด
สอง...กระบวนการยุติธรรมยึดมั่นในวิธีการที่เที่ยงธรรมเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอย่างน่าเชื่อถือ ไม่มีอคติ
สาม...ข่าวสารข้อมูลความรู้สาธารณะที่โปร่งใสและหลายด้านและเสรีภาพในการแสดงความคิด เพื่อให้ผู้คนมีข้อมูลและคิดได้หลากแง่มุม ประกอบขึ้นเป็นทางเลือกเพื่อการตัดสินใจอย่างเป็นตัวของตัวเอง
ประชาธิปไตยอนุญาตให้ผู้คนที่แตกต่างกันมีส่วนร่วมระหกระเหินไปด้วยกัน โดยมีกติกาเพื่อให้ต่อสู้ต่อรองกันอย่างสันติ มีกฎหมายกระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกป้องกันการละเมิดกติกาเพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา และมีข้อมูลความรู้ความคิดสาธารณะเพื่อการตัดสินใจและเพื่อการเรียนรู้ไปด้วยกัน เหล่านี้เป็นปัจจัยร่วมที่จำกัดความเสียหายให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุด
เราจะหยุดความเสียหายได้อย่างไร
วิกฤตคราวนี้ยิ่งลุกลามเป็นเพราะวิธีการผิดๆไม่มีทางล้างผิดให้เป็นถูก มีแต่ยิ่งออกนอกลู่นอกทาง เละเทะทับถม จมปลักหนักเข้าไปอีก การทำลายระบอบประชาธิปไตย(ที่ไม่ทางสมบูรณ์) กระบวนการยุติธรรม และสื่อมวลชนจนพิการอ่อนแอ ไม่มีทางเป็นพื้นฐานแก่การสร้างสังคมประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ ไม่มีทางเป็นจุดเริ่มของการปฎิรูป แต่จะเป็นจุดเริ่มของความตกต่ำของอารยธรรมไทยอย่างแน่นอน
ความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลกลับไม่อาจเทียบได้เลยกับความเสื่อมถอยพังพินาศของระบอบประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม วิชาชีพสื่อมวลชนและสังคมไทยนับแต่ปี 2549
เราไม่รู้เลยว่าความเสียหายประเภทนี้จะฟื้นได้ขนาดไหน เมื่อไร และในระหว่างนั้นจะเกิดวิกฤตเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสูญเสียชีวิตกันอีกกี่ยก เพราะระบบการเมืองอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพไปเสียแล้ว กระบวนการยุติธรรมไม่อาจเป็นที่พึ่งได้เสียแล้ว และสื่อมวลชนเป็นยาพิษทางปัญญาไปแล้ว
การใช้วิธีการผิดๆก่อผลเสียหายสาหัสกว่าและฟื้นยากกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมาก
ไม่กี่วันมานี้ มีผู้หลักผู้ใหญ่เรียงหน้าออกมาทีละคนราวกับนัดหมายกัน เสนอให้ใช้วิธีการผิดๆเป็นทางออกอีก แทนที่จะหยุดถือหางแก้ต่างให้ขบวนการคิดสั้น แล้วแนะนำให้หยุดต่อสู้ด้วยวิธีการผิดๆเสียที
เราอาจมีความคิดความเชื่อต่างกัน อาจมองปัญหาเดียวกันไปคนละทาง อาจมีความฝันต่ออนาคตและหนทางสู่ความฝันนั้นๆไม่เหมือนกัน แต่เราต่างมีสติปัญญา รู้จักผิดชอบชั่วดีและจรรยาบรรณหลักการของวิชาชีพดีพอว่าอะไรที่ไม่ควรละเมิด อะไรคือการแถไถข้างๆคูๆอย่างน่าละอายเพื่อเอาชนะกัน
เราท่านคงรู้ตัวทุกครั้งที่ละเมิดหลักการกติกาจรรยาบรรณ แต่เราท่านคงคิดว่าจำต้องทำเพื่อช่วยธรรมให้ชนะอธรรม ทว่าธรรมะบรรลุได้ด้วยมรรควิธีที่ถูกต้องเท่านั้น มิใช่ด้วยมรรคที่สุดโต่งหรือผิดๆ เราท่านมักไม่คิดไกลๆว่าการทำเช่นนั้นก่อความเสียหายขนาดไหนต่ออนาคต เกิดบรรทัดฐานผิดๆ แบบอย่างผิดๆ ค่านิยมผิดๆที่ต้องใช้เวลาอีกนานเพื่อต่อสู้ให้เข้ารูปเข้ารอย การใช้วิธีที่ผิดหนึ่งครั้งหมายถึงถอยหลังออกห่างจากอนาคตที่จะมีระบบหลักการเข้มแข็งออกไปอีกทุกครั้ง
เราอยากเห็นสังคมดีขึ้นเพื่อลูกหลานของเรา อนาคตที่ดีไม่เคยเกิดจากวิธีการผิดๆ แม้ว่าจะใช้โดยคนดีวิเศษหรือเป็นประชาธิปไตยมากขนาดไหนก็ตาม อนาคตที่ดีสร้างด้วยความอดทน เชื่อมั่นว่าในระยะยาวๆ ระบบต่างๆที่จำเป็นจะสั่งสมประสบการณ์ร่วมของคนจำนวนมากและพัฒนาเติบโตได้
ท่านผู้หลักผู้ใหญ่คนดีทั้งหลาย ท่านตุลาการศาลทั้งหลาย ท่านบรรณาธิการและผู้มีส่วนในสื่อมวลชนทุกฝ่ายทุกประเภท ท่านทั้งหลายอีกมากมายที่กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย โปรดฉุกคิดสักนิดว่าการช่วยฝ่ายธรรมะด้วยวิธีที่ผิดทุกครั้งเป็นการทำร้ายลูกหลานของท่านเอง
ชัยชนะระยะสั้นๆคือความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายในอนาคต โปรดคิดถึงอนาคตกันดีกว่า
โปรดตระหนักว่า อนาคตที่ดีไม่เคยเกิดจากวิธีการผิดๆ ไม่ว่าในนามอุดมคติชนิดไหนก็ตาม
ท่านมีโอกาสกระทำการเพื่อยุติวิกฤตในปัจจุบันได้ ไม่ใช่ด้วยการเลือกข้างคนดีแต่ใช้วิธีการที่ผิด
แต่ด้วยการยืนหยัดไม่ใช้วิธีการที่ผิดๆในการต่อสู้ตามความเชื่อของท่าน คอรัปชั่น คนเลว หรือระบอบชั่วร้ายต้องถูกจัดการโดยวิธีการที่ถูกต้องจึงจะสร้างทั้งระบบ บรรทัดฐาน และความถูกต้องไปพร้อมๆกัน
ท่านมีโอกาสยุติความเสียหายเพราะวิธีการที่ผิดๆได้ หากท่านเห็นแก่อนาคต ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อและความกล้าหาญของท่านไว้อย่างน่าภาคภูมิใจไปอีกหลายชั่วคน
อย่าให้ลูกหลานต้องพบชื่อของท่านบันทึกในประวัติศาสตร์อย่างตรงกันข้ามเลย
.
ธงชัย วินิจจะกูล: วิธีการผิดๆ ก่อความเสียหายหนักกว่า
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51803
. . Sun, 2014-02-16 11:48
( ที่มา : เฟซบุ๊กสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย )
ธงชัย วินิจจะกูล
กล่าวกันมาก ว่าวิกฤตการเมืองรอบนี้ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาล
ความเข้าใจเช่นนี้คงไม่ผิดเสียทีเดียว แต่เรามักมองข้ามความเสียหายประเภทอื่นที่อาจหนักยิ่งกว่า เพราะความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ความเสียหายประเภทอื่นอาจเป็นนามธรรม วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ จึงเข้าใจยากกว่า
ถ้าความเสียหายทางเศรษฐกิจร้ายแรงขนาดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ใช้เวลากว่า 10 ปีจึงฟื้นคืนสู่ปกติ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากวิกฤตในขณะนี้น่าจะใช้เวลากอบกู้ไม่มากไปกว่า 10 ปี การเทียบเคียงง่ายๆเช่นนี้มิใช่ความประมาทหรือดูเบาให้ชะล่าใจ แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่ามีความเสียหายที่หนักกว่าเศรษฐกิจซึ่งต้องใช้เวลานานกว่ามากเพื่อกอบกู้กลับมา (ไม่รวมถึงการสูญเสียชีวิตพิการบาดเจ็บซึ่งสูงค่าจนเทียบกันไม่ได้)
วิธิการผิดๆ
เรามองเห็นแต่คอรัปชั่นของนักการเมืองว่าเป็นต้นตอของโรคที่ทำประเทศชาติพินาศ ทั้งๆที่คอรัปชั่นอันหนักหน่วงกว่าอยู่ในระบบราชการโดยเฉพาะในกองทัพ เพราะไม่ใช่แค่กินตามโปรเจกต์หรือนโยบาย แต่กินกันในระบบเป็นปกติ ทำกันโจ๋งครึ่มมาหลายชั่วอายุคนโดยไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะ ไม่ต้องกลัว ปปช. ไม่ต้องเกรงสื่อมวลชน กปปส.ก็ไม่แตะ แถมยังให้เกียรติเป็น “คนดี” เชิญมาช่วยปราบคอรัปชั่นเสียอีก
เราก่นโคตรกลุ่มทุนเฉพาะรายว่าเป็นทุนสามานย์ แต่กลับยกเว้นและยกย่องกลุ่มทุนขนาดใหญ่กว่า ผูกขาดยิ่งกว่า ตรวจสอบไม่ได้ยิ่งกว่า นักวิชาการและ “ภาคประชาชน” ที่มีอคติได้ขนาดนี้ ถ้าไม่เป็นเพราะด้อยปัญญาก็ต้องเป็นเพราะไม่ซื่อตรงต่อสาธารณชน
การปฏิรูปที่กำเนิดจากการหลอกลวง ไม่ซื่อตรง อคติเช่นนี้จะช่วยอะไรขึ้นมา เป็นข้ออ้างที่ฟังดูดีเพื่อชิงอำนาจ แต่ทำให้สังคมหลอกตัวเองหนักเข้าไปอีก
การฉวยโอกาสดันทุรังผลักร่างกฎหมายที่ผู้คนค้านทั้งบ้านทั้งเมืองเพียงเพราะฝ่ายตนมีเสียงข้างมากในสภาเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ แถมใช้กลอุบายแบบฉ้อฉลฉวยโอกาส ต่อให้ชนะในสภาก็เป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองเพราะเป็นวิธีการที่ผิด ทั้งก่อให้เกิดการตอบโต้สุดเหวี่ยงแบบไม่สนใจความถูกผิดเช่นกัน
ขบวนการโค่นทักษิณในขณะนี้ใช้วิธีการขู่กรรโชกบังคับขู่เข็ญขืนใจคนทั้งประเทศ ทั้งด้วยวาจาและด้วยกำลัง ทั้งโดยมีอาวุธโจ่งแจ้งและไม่โจ่งแจ้ง ใช้พฤติกรรมอันธพาลละเมิดกฎหมายอย่างเปิดเผยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมีพลังอภิชนหนุนหลังทั้งแผง คือผู้มีบารมี ผู้ถืออาวุธ ผู้มีทรัพย์ ชาติตระกูล และผู้มีการศึกษา ทั้งยังมีสื่อมวลชนจำนวนมากและกระบวนการยุติธรรมให้ท้าย
คนเหล่านี้รู้ดีว่า ในสังคมที่ผู้คนไม่เท่าเทียมกัน อำนาจกฎหมายต้องยอมสยบต่อพลังอภิสิทธิ์ของตน
นี่เป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ แต่อภิชนผู้สนับสนุนกลับช่วยกันฟอกจนกลายเป็นวีรกรรม
นับแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 เราใช้วิธีการผิดๆที่ท่วมท้นด้วยอคติเพื่อเอาชนะกัน ทำทุกวิถีทางรวมทั้งทำลายระบบการเมืองประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นมาด้วยชีวิตของคนจำนวนไม่น้อย
หลักนิติธรรมที่ใช้เวลานานหลายชั่วคนค่อยๆสร้างสมปรับปรุงกันขึ้นมาถูกบิดเบือนเฉไฉ กระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจเกินขอบเขต ตัดสินด้วยเหตุผลประหลาดนอกหลักกฎหมาย ไม่คงเส้นคงวา บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง แถมวางบรรทัดฐานแบบอย่างผิดๆหลายประการแก่กระบวนการยุติธรรม
บรรทัดฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพหลายอย่างถดถอยจนถูกทำลาย ที่สำคัญคือสื่อมวลชนที่ทำตัวเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ นักวิชาการและวิชาชีพที่เคยน่าเคารพก็เผยมิจฉาทิฐิคิดว่าตนเองวิเศษกว่าและควรมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น ทิ้งปัญญาหันพึ่งแต่วาทศิลป์ ถูกความโกรธเกลียดครอบงำจนละเลยจรรยาบรรณวิชาชีพ
หลักสิทธิมนุษยชนที่ใช้เวลาหลายสิบปีพัฒนาจนเป็นคุณค่าที่สังคมยอมรับก็ถูกเฉไฉเลือกใช้อย่างไร้หลัก กลายเป็นเรื่องตลกขบขันที่ผู้คนไม่เชื่อถืออีกต่อไป
ไม่น่าเชื่อว่าสังคมไทยสูญสามัญสำนึก เกิดวิปลาสกลับตาลปัตร จนมาถึงจุดที่สามารถขัดขวางมุ่งล้มการเลือกตั้งได้เปิดเผยในนามของประชาธิปไตย ทำร้ายร่างกายและใช้อาวุธได้ในนามของสันติอหิงสา ศาลให้ความคุ้มครองอันธพาลและจำกัดอำนาจตำรวจตามที่อันธพาลร้องขอ สื่อมวลชนที่ปลุกให้คนเกลียดชังกันอย่างรุนแรงได้รับรางวัลจากสถาบันผลิตนักสื่อสารมวลชน อธิการบดีอยากให้หยุดการเรียนการสอนแต่นักศึกษาไม่อยากหยุดแถมเตือนอธิการบดีว่าไม่ควรยุ่งการเมือง ฯลฯ อีกมาก
วิธีการผิดๆเหล่านั้นไม่ช่วยแก้ปัญหาสักนิด กลับยิ่งทำให้เราตกต่ำถลำลึกวิปลาสหนักขึ้น
(โปรดฟังอีกครั้ง) ทำไมต้องประชาธิปไตย
เราควรเลิกพูดกันเสียทีว่า “ประชาธิปไตยเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด” คำกล่าวเช่นนั้นฟังดูเหมือนฉลาด แต่ที่จริงเป็นการแสดงความโง่เพราะเป็นคำกล่าวที่ไม่มีสาระ ไม่ช่วยให้เข้าใจอะไรขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว
ประชาธิปไตยเป็นระบบการเมืองที่พึงปรารถนาเพราะเป็นวิธีจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจอันจำเป็นสำหรับสังคมซึ่งเจริญขึ้นมากจนหลากหลายซับซ้อน คนดีทั้งหลายก็คิดไม่เหมือนกันหรือมีผลประโยชน์สอดคล้องกันอีกต่อไป ครั้นคนดีเหล่านั้นต่างตระหนักในสิทธิและอำนาจของตนที่มีเท่าๆกับคนอื่น ในภาวะเช่นนี้สังคมจึงต้องการระบบและกติกาเพื่อให้คนที่คิดต่างกันผลประโยชน์ต่างกันมาต่อสู้ต่อรองกันได้อย่างสันติ โดยคนข้างมากตัดสินเลือกความคิดและข้อเสนอที่เขาเห็นด้วยต้องการ ณ เวลาหนึ่งๆ
ระบบการเมืองแบบนี้อาจไม่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆที่ซับซ้อนได้ในเวลารวดเร็วฉับพลัน มิใช่เป็นเพราะระบบเลว แต่เป็นเพราะประชากรในสังคมหนึ่งๆแตกต่างกันเสียจนหาข้อตกลงได้ยาก ไม่มีใครถูกใจได้ตามที่ต้องการไปหมด ยิ่งไปกว่านั้นเสียงข้างมากอาจเลือกผิดพลาดหรือต้องใช้เวลากว่าจะเรียนรู้ แต่ระบบการเมืองแบบนี้ก็ประกันว่าความเสียหายอันเกิดจากการเลือกผิดจะถูกจำกัด ทั้งเพราะคนข้างมากเรียนรู้ได้ และที่สำคัญเป็นเพราะทางเลือกหนึ่งๆเหมาะสมกับเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางเหมาะสมกับทุกเวลาทุกท้องที่
ระบบวิธีการอื่นๆที่ฝากชะตาชีวิตของคนจำนวนมากไว้กับอภิสิทธิชนผู้อ้างว่ารู้ดีไม่กี่คนกลับเสียหายหนักกว่าเพราะผู้รู้ดีล้วนเป็นแค่ปุถุชนที่เป็นตัวแทนของความคิดและผลประโยชน์อย่างหนึ่งแค่นั้นเอง
ประชาธิปไตยไม่มีสังคมในฝันหรือยูโทเปียสวยหรู เพราะอุดมคติของประชาธิปไตยคือการแบ่งอำนาจ กระจายอำนาจ และการใช้อำนาจตามวิธีการที่ถูกต้องเพื่อให้สังคมปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
ประชาธิปไตยเป็นอุดมคติของ “วิธีการ” (means) ไม่ใช่อุดมคติของจุดหมาย (end)
การใช้วิธีการผิดๆจึงไม่มีทางสร้างสังคมประชาธิปไตยได้ เพราะขัดกับความมุ่งหมายและสาระสำคัญของประชาธิปไตยอย่างถึงรากฐาน
ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ระบบที่เหมาะกับสังคมฝรั่งแต่ไม่เหมาะกับสังคมไทยอย่างที่นักวิชาการตื้นเขินมักกล่าว แต่เป็นประสบการณ์ร่วมของมนุษยชาติที่ต้องการระบบและกติกาที่เป็นธรรมมาต่อรอง ได้เสีย แพ้ชนะกันอย่างสันติและปรับตัวได้เป็นระยะโดยความเสียหายต่ำที่สุด
ผู้ที่คิดว่าประชาธิปไตยไม่เหมาะกับสังคมไทยก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่าสังคมไทยยังไม่เจริญ ไม่หลากหลาย คิดว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดีที่กำจัดได้ คิดว่าผลประโยชน์ของคนชาติเดียวกันควรเหมือนกันและยังทำให้ผู้คนคิดเหมือนๆกันได้ คนพวกนี้ชอบอ้างว่ารู้จักประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ แต่คิดว่าผู้คนยังโง่งมเกินกว่าจะเข้าใจประชาธิปไตยได้ จึงต้องมีผู้รู้คอยจูงให้เดินตาม ความคิดเหล่านี้เหลวไหลทั้งเพ
ประชาธิปไตยเป็น “วิธีการ” จัดสรรอำนาจ ไม่ใช่วิชาความรู้ การถือเอาความด้อยการศึกษาหรือความจนเป็นเหตุผลเพื่อปฏิเสธสิทธิทางการเมืองของทาส ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย คนจน ฯลฯ ล้วนเป็นแค่ทัศนะเก่าๆที่คนทั่วโลกเลิกใช้ไปนานแล้วเพราะน่าขยะแขยงเกินกว่าอารยชนพึงเก็บเป็นขยะในสมอง ( นี่คือเหตุผลที่นักข่าวต่างประเทศไม่สามารถเข้าใจความคิดแบบไทยๆได้ )
ระบบการเมืองประชาธิปไตยจึงต้องการองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
หนึ่ง...การกระจายอำนาจเพื่อให้ผู้คนที่เท่าเทียมกันได้ใช้อำนาจเลือกและคอยตรวจสอบตามกรอบกติกาอย่างกว้างขวางที่สุด
สอง...กระบวนการยุติธรรมยึดมั่นในวิธีการที่เที่ยงธรรมเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอย่างน่าเชื่อถือ ไม่มีอคติ
สาม...ข่าวสารข้อมูลความรู้สาธารณะที่โปร่งใสและหลายด้านและเสรีภาพในการแสดงความคิด เพื่อให้ผู้คนมีข้อมูลและคิดได้หลากแง่มุม ประกอบขึ้นเป็นทางเลือกเพื่อการตัดสินใจอย่างเป็นตัวของตัวเอง
ประชาธิปไตยอนุญาตให้ผู้คนที่แตกต่างกันมีส่วนร่วมระหกระเหินไปด้วยกัน โดยมีกติกาเพื่อให้ต่อสู้ต่อรองกันอย่างสันติ มีกฎหมายกระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกป้องกันการละเมิดกติกาเพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา และมีข้อมูลความรู้ความคิดสาธารณะเพื่อการตัดสินใจและเพื่อการเรียนรู้ไปด้วยกัน เหล่านี้เป็นปัจจัยร่วมที่จำกัดความเสียหายให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุด
เราจะหยุดความเสียหายได้อย่างไร
วิกฤตคราวนี้ยิ่งลุกลามเป็นเพราะวิธีการผิดๆไม่มีทางล้างผิดให้เป็นถูก มีแต่ยิ่งออกนอกลู่นอกทาง เละเทะทับถม จมปลักหนักเข้าไปอีก การทำลายระบอบประชาธิปไตย(ที่ไม่ทางสมบูรณ์) กระบวนการยุติธรรม และสื่อมวลชนจนพิการอ่อนแอ ไม่มีทางเป็นพื้นฐานแก่การสร้างสังคมประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ ไม่มีทางเป็นจุดเริ่มของการปฎิรูป แต่จะเป็นจุดเริ่มของความตกต่ำของอารยธรรมไทยอย่างแน่นอน
ความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลกลับไม่อาจเทียบได้เลยกับความเสื่อมถอยพังพินาศของระบอบประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม วิชาชีพสื่อมวลชนและสังคมไทยนับแต่ปี 2549
เราไม่รู้เลยว่าความเสียหายประเภทนี้จะฟื้นได้ขนาดไหน เมื่อไร และในระหว่างนั้นจะเกิดวิกฤตเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสูญเสียชีวิตกันอีกกี่ยก เพราะระบบการเมืองอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพไปเสียแล้ว กระบวนการยุติธรรมไม่อาจเป็นที่พึ่งได้เสียแล้ว และสื่อมวลชนเป็นยาพิษทางปัญญาไปแล้ว
การใช้วิธีการผิดๆก่อผลเสียหายสาหัสกว่าและฟื้นยากกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมาก
ไม่กี่วันมานี้ มีผู้หลักผู้ใหญ่เรียงหน้าออกมาทีละคนราวกับนัดหมายกัน เสนอให้ใช้วิธีการผิดๆเป็นทางออกอีก แทนที่จะหยุดถือหางแก้ต่างให้ขบวนการคิดสั้น แล้วแนะนำให้หยุดต่อสู้ด้วยวิธีการผิดๆเสียที
เราอาจมีความคิดความเชื่อต่างกัน อาจมองปัญหาเดียวกันไปคนละทาง อาจมีความฝันต่ออนาคตและหนทางสู่ความฝันนั้นๆไม่เหมือนกัน แต่เราต่างมีสติปัญญา รู้จักผิดชอบชั่วดีและจรรยาบรรณหลักการของวิชาชีพดีพอว่าอะไรที่ไม่ควรละเมิด อะไรคือการแถไถข้างๆคูๆอย่างน่าละอายเพื่อเอาชนะกัน
เราท่านคงรู้ตัวทุกครั้งที่ละเมิดหลักการกติกาจรรยาบรรณ แต่เราท่านคงคิดว่าจำต้องทำเพื่อช่วยธรรมให้ชนะอธรรม ทว่าธรรมะบรรลุได้ด้วยมรรควิธีที่ถูกต้องเท่านั้น มิใช่ด้วยมรรคที่สุดโต่งหรือผิดๆ เราท่านมักไม่คิดไกลๆว่าการทำเช่นนั้นก่อความเสียหายขนาดไหนต่ออนาคต เกิดบรรทัดฐานผิดๆ แบบอย่างผิดๆ ค่านิยมผิดๆที่ต้องใช้เวลาอีกนานเพื่อต่อสู้ให้เข้ารูปเข้ารอย การใช้วิธีที่ผิดหนึ่งครั้งหมายถึงถอยหลังออกห่างจากอนาคตที่จะมีระบบหลักการเข้มแข็งออกไปอีกทุกครั้ง
เราอยากเห็นสังคมดีขึ้นเพื่อลูกหลานของเรา อนาคตที่ดีไม่เคยเกิดจากวิธีการผิดๆ แม้ว่าจะใช้โดยคนดีวิเศษหรือเป็นประชาธิปไตยมากขนาดไหนก็ตาม อนาคตที่ดีสร้างด้วยความอดทน เชื่อมั่นว่าในระยะยาวๆ ระบบต่างๆที่จำเป็นจะสั่งสมประสบการณ์ร่วมของคนจำนวนมากและพัฒนาเติบโตได้
ท่านผู้หลักผู้ใหญ่คนดีทั้งหลาย ท่านตุลาการศาลทั้งหลาย ท่านบรรณาธิการและผู้มีส่วนในสื่อมวลชนทุกฝ่ายทุกประเภท ท่านทั้งหลายอีกมากมายที่กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย โปรดฉุกคิดสักนิดว่าการช่วยฝ่ายธรรมะด้วยวิธีที่ผิดทุกครั้งเป็นการทำร้ายลูกหลานของท่านเอง
ชัยชนะระยะสั้นๆคือความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายในอนาคต โปรดคิดถึงอนาคตกันดีกว่า
โปรดตระหนักว่า อนาคตที่ดีไม่เคยเกิดจากวิธีการผิดๆ ไม่ว่าในนามอุดมคติชนิดไหนก็ตาม
ท่านมีโอกาสกระทำการเพื่อยุติวิกฤตในปัจจุบันได้ ไม่ใช่ด้วยการเลือกข้างคนดีแต่ใช้วิธีการที่ผิด
แต่ด้วยการยืนหยัดไม่ใช้วิธีการที่ผิดๆในการต่อสู้ตามความเชื่อของท่าน คอรัปชั่น คนเลว หรือระบอบชั่วร้ายต้องถูกจัดการโดยวิธีการที่ถูกต้องจึงจะสร้างทั้งระบบ บรรทัดฐาน และความถูกต้องไปพร้อมๆกัน
ท่านมีโอกาสยุติความเสียหายเพราะวิธีการที่ผิดๆได้ หากท่านเห็นแก่อนาคต ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อและความกล้าหาญของท่านไว้อย่างน่าภาคภูมิใจไปอีกหลายชั่วคน
อย่าให้ลูกหลานต้องพบชื่อของท่านบันทึกในประวัติศาสตร์อย่างตรงกันข้ามเลย
.
2557-02-12
“รวย-จน”“พอเพียง-ขาดแคลน”“ความดี-บาปกิเลส” และความขัดแย้งทางการเมือง โดย SUJINTRA
.
“รวย-จน” “พอเพียง-ขาดแคลน” “ความดี-บาปกิเลส” และความขัดแย้งทางการเมือง
โดย SUJINTRA
ใน http://blogazine.in.th/blogs/sujintra/post/4594
. . 12 กุมภาพันธ์, 2014 - 10:12
( ภาพของเซีย จาก นสพ.ไทยรัฐ -ไม่มีในบล็อกผู้เขียน )
ขณะที่สื่อประโคมวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง หวังจะให้ประชาชนชาวไทยรู้จักอยู่อย่างพอเพียงเคียงคู่ไปกับการอนุรักษ์พัฒนาที่ยั่งยืน ในทางกลับกัน หากไม่นับรวมด้วยว่าชาติไทยเป็นเมืองเปิด สื่อเองก็มิวายที่จะนำเสนอภาพงามๆ ของความเป็นทุนนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นความขัดกันกับความพอเพียงอย่างเด่นชัด โดยนำเสนอผ่านละครโทรทัศน์ ที่โดยมากมักนำเสนอแต่เรื่องของคนร่ำรวยมีกิน มีบริษัทห้างร้าน เป็นนักธุรกิจ มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูขับ ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย แต่งตัวดี มีชาติตระกูล เสกทุกอย่างได้ด้วยเงิน นอกจากนั้นแล้ว การผลิตโฆษณาชวนเชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ล้วนเป็นการโฆษณาที่มีฐานมาจากกระแสทุนนิยมทั้งสิ้น
ฉันจึงไม่แน่ใจว่าสังคมไทยต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างต้องการที่จะให้พลเมืองอยู่อย่างพอเพียง พึงใจกับวิถีดั้งเดิม ใช้ชีวิตอย่างอนุรักษ์ เรียบง่าย จำนนอยู่กับความข้นแค้นอันเป็นสถานะเดิมที่ติดมาแต่รากแห่งความเป็นชนบท หรือต้องการจะให้พลเมืองเกิดความฟุ้งซ่าน วิ่งเต้นแสวงหาวัตถุเงินทองมาสนองความต้องการ ทั้งความต้องการพื้นฐานและความต้องการอื่นๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
อันที่จริง มันก็ไม่แปลกหากสังคมจะเต็มไปด้วยความขัดกันของตัวแปรนานับประการ และเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นในสังคม หากพลเมืองทั้งหลายจะเปิดกว้างให้พลเมืองอื่นๆ เลือกวิถีทางของตัวเองในการอยู่ในการเป็นอย่างอิสระ
แต่ก็มิวาย ที่ข้อจำกัดต่อประเด็นนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด ด้วยเหตุปัจจัยบางประการ
ประการแรก คนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่มีทางออกสำหรับความต้องการพื้นฐานของตัวเอง แต่ตกเป็นเหยื่อโดยตรงของการปลุกปั่นจากกระแสทุนนิยมที่ปลุกเร้าให้ต้องแสวงหา พวกเขาจะสนองความต้องการของตนเองได้อย่างอิสระเสรีได้อย่างไร ในเมื่อข้อจำกัดในการสนองความต้องการพื้นฐานก็จำกัดพวกเขามากพออยู่แล้ว พวกเขายังถูกกระตุ้นให้อยากเป็นคนมีกินที่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในวิถีทางทุนนิยม ขณะเดียวกันก็ยุยงส่งเสริมให้พวกเขาจำยอมอย่างจำนนให้เลือกวิถีทางแบบพอเพียง ให้ยินยอมและมีความสุขอยู่ในวิถีทางพอเพียง ด้วยเช่นนี้ คนจนที่จนอยู่แล้วย่อมหมดสิ้นอิสรภาพในการดำเนินชีวิต ลืมตาอ้าปากได้อย่างยากลำบากไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกัลปาวสานเลยทีเดียว
ประการที่สอง การเลือกที่จะอยู่อย่างพอเพียง หรือการเลือกที่จะอยู่อย่างหรูหราในกระแสทุนนิยม ดูเหมือนว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดอีกประเด็นหนึ่งในสังคมไทย เนื่องจากพลเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจต่อการเคารพในความต่างของปัจเจก ไม่ได้เข้าใจในปัจจัยปลีกย่อยที่กระทบกระเทือนชีวิตของแต่ละปัจเจก เท่าที่สังเกตพบ คนรวยมักชื่นชอบชื่นชมในวิถีพอเพียง หลายคนอาจถึงขั้นปรารถนาอยากผันตัวไปทำนาหาเลี้ยงตัวเองและยังชีพแบบพอเพียงเสียด้วยซ้ำ ขณะที่คนจนนั้นเอือมระอากับการเป็นชาวนาและหวังจะถีบตัวเองไปเป็นอย่างอื่นที่ร่ำรวยกว่า และไม่อยากจมตัวเองอีกต่อไปในวิถีพอเพียง ซึ่งแท้แล้วสำหรับพวกเขานั้นเป็นเพียงความขาดวิ่นแหว่งเว้าในคุณภาพชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหล่าพลเมืองจะอยู่อย่างเคารพความต่างในการเลือกวิถีชีวิตของตัวเองได้อย่างไร การเลือกที่จะอยู่อย่างพอเพียง ไม่แสวงหาอะไรอีก ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคนที่ปรารถนาจะอยู่เช่นนั้น และการเลือกที่จะละทิ้งวิถีพอเพียงไปแสวงหาความต้องการที่กว้างไกลกว่า ก็ย่อมควรเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่จะไม่ถูกเหยียดหยามด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่
แต่เมื่อไตร่ตรองมองดูสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ วิถีที่ขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากสถานะ รวย-จน อันแตกต่างของพลเมือง มีส่วนเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนออกมาจากค่านิยมในการนิยามคุณงามความดีของแต่ละฝั่งฝ่าย เมื่อฝ่ายหนึ่งดี อีกฝ่ายหนึ่งก็ชั่วช้า ตัดสินแบ่งค่ากันโดยอ้างอิงเอาจากการเลือกวิถีทางที่แตกต่างเท่านั้นเอง
ในบทความนี้ ฉันเพียงอยากยกตัวอย่างการเหยียดหยามทางเลือกที่คนรวยมีต่อคนจนให้เห็นเพียงด้านหนึ่งเท่านั้น ด้วยยอมรับว่ามีใจเอนเอียงเลือกข้างคนจนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายแรกมีความพึงใจและน้อมรับต่อวิถีพอเพียงมากกว่า ขณะที่ฝ่ายหลังปรารถนาจะปลดตัวเองออกจากวิถีเช่นนั้น ด้วยไม่เคยพบว่าความพอเพียงได้ปรากฏขึ้นจริงในชีวิตอันขื่นเข็ญ
มองไปที่การแบ่งข้างทางการเมือง อาจแบ่งอย่างหยาบๆ ได้ สองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเสื้อแดงซึ่งส่วนมากเป็นคนจนมาจากชนบท และนิยมรัฐบาล กับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งบรรจุชนชั้นนำทางเศรษฐกิจไว้ในจำนวนที่มากกว่า และเกลียดชังรัฐบาล
พูดให้ง่ายขึ้น กลุ่มแรกมีคนจนมากกว่า และกลุ่มหลังมีคนรวยมากกว่า ก็ไม่น่าจะผิดนัก...
ต่อประเด็นนี้ เมื่อคนรวยไม่เคยทราบว่าความจนนั้นขื่นขมอย่างไร ย่อมไม่เข้าใจความหมายของการเรียกร้องในนโยบายที่มุ่งให้ผลประโยชน์กระจายตัวไปถึงพวกเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ช่วยให้พวกเขามีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นหรือง่ายขึ้น นโยบายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ถูกลง หรือนโยบายเกี่ยวกับการกู้เงิน เป็นต้น ซึ่งได้ยินกันหนาหูว่าเป็นนโยบายประชานิยม
ขณะที่คนรวยมุ่งไปที่ความไม่เป็นธรรมในเรื่องของการจ่ายภาษี เจ็บแค้นเดือดร้อนกับผลประโยชน์ทางภาษีที่ตัวเองสูญเสียไปซึ่งไม่ได้เทียบเท่ากับภาษีที่อดีตผู้นำรัฐบาลได้ฉ้อฉล แต่คนรวยก็ไม่เคยเข้าใจว่า แม้คนจนจะไม่ได้จ่ายภาษีในจำนวนที่มากเท่ากับพวกเขา แต่คนจนก็ไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากภาษีอันเล็กน้อยที่พวกคนจนก็ได้จ่ายไปเช่นกัน
ดูเหมือนว่าความทุกข์ของคนจนจะเป็นอะไรที่สาหัสสากรรจ์กว่า และสมควรจะได้รับการเยียวยาก่อนประเด็นอื่น ทั้งนี้ย่อมมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
คนรวยมองว่าวิถีพอเพียงเป็นวิถีงดงามที่ตนอยากใช้ชีวิตอยู่ ขณะที่คนจนมองไม่เห็นความงามใดๆ ในวิถีพอเพียง แต่กลับโหยหาจะเติมเต็มส่วนที่ตัวเองขาดตลอดเวลา
คนรวยเหยียดหยามคนจนว่าหวังผลประโยชน์ ไม่รู้จักคุณค่าของความพอเพียง มีแต่ความอยากได้อยากมี ทั้งที่คนรวยอาจไม่เคยสัมผัสถึงความขาดแคลนเหมือนอย่างที่คนจนได้สัมผัสมา
คนรวยเสียภาษีมากกว่าคนจน ขณะเดียวกันก็ยังดำรงชีพในรูปแบบที่หรูหรากว่า สุขสบายกว่า เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเข้าใจว่าการเป็นชนชั้นล่างที่ล้าหลังทางเศรษฐกิจนั้นทรมานเพียงใด การปรารถนาในวัตถุในหมู่คนจนนั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ไม่ใช่บาปกิเลสเลวร้ายแต่อย่างใด แต่คนรวยหลายคนก็ประณามว่านั่นเป็นสิ่งที่คนจนไม่ควรปรารถนา
การนิยามคุณงามความดีและบาปกิเลสได้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการเลือกวิถีทางที่แตกต่าง ร้อยรัดเชื่อมโยงไปถึงการเลือกรัฐบาล กระทั่งเมื่อพบว่ารัฐบาลได้สร้างความเสียหายบางประการก็ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมให้การเลือกรัฐบาลกลายเป็นความชั่วช้า
กล่าวก็คือ โดยที่มีการเปรียบเปรยกับความศักดิ์สิทธิ์ของวาทกรรม “พอเพียง” ความปรารถนาในวัตถุเงินทองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเหล่าคนจนจึงกลายเป็นเรื่องชั่วช้าในชั้นต้น และค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นเป็นความชั่วช้าขั้นรุนแรง เมื่อพวกเขาจงใจเลือกรัฐบาลที่ตอบสนองต่อความปรารถนาของพวกเขา แต่มีมลทินในเรื่องของการ “คอร์รัปชั่น” อย่างพรรคเพื่อไทย
น่าเศร้าเหลือเกินที่เกิดการก่อรูปฝังรอยของการเหมารวมเช่นนี้ในสังคมไทยเข้าเสียแล้ว ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้...
เมื่อคนรวยไม่เคยขาด พวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกอยากแสวงหา ขณะเดียวกันอาจเอือมระอาต่อความอยากได้อยากมีของคนจน แม้ความอยากได้อยากมีของคนจนนั้นอาจเป็นเพียงเรื่องความต้องการพื้นฐานทั่วไปเท่านั้น
การนิยมรัฐบาลของคนจนส่วนใหญ่ ถือเป็นเพียงความปรารถนาในการเลือกวิถีชีวิตของตนเองเท่านั้น มิได้ถือว่าเป็นการทำลายชาติแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นที่รู้ๆ กันดีว่า นโยบายเมื่อครั้งที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกนั้น ได้นำพาให้คนจนสามารถเอื้อมมือเข้าถึงความต้องการพื้นฐาน และความต้องการทางวัตถุบางอย่างได้ เช่น การกู้เงินไปซื้อตู้เย็น โทรทัศน์ มอร์เตอร์ไซค์ แม้ว่าจะเป็นการแสวงในวัตถุ แต่ก็ล้วนมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย
หากคนรวยเปิดใจสักนิด มองคนจนอย่างเข้าใจในความขาดแคลนซึ่งกระทบกระเทือนโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา คนจนย่อมเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์และสมควรมีสิทธิในการได้รับโอกาสเช่นนั้นผ่านเจตจำนงของพวกเขาเอง
การมองว่าคนที่นิยมรัฐบาลเป็นควายโง่ เป็นพวกเห็นแก่ตัว เป็นพวกสนับสนุนผู้ทำลายชาตินั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นความเห็นที่ดูจะคับแคบเกินไป และไม่ได้สอดคล้องกับศีลธรรมดีงามอะไร เนื่องจากเป็นการเหยียดหยามผู้บริสุทธิ์ที่มีสิทธิเลือกทางเดินชีวิตของพวกเขาผ่านการเลือกรัฐบาลโดยการกากบาทในบัตรเลือกตั้ง แม้ว่าจะมีผลประโยชน์จากนโยบาย(ที่มีมลทินติดตราว่าชั่วช้า) เป็นตัวชักนำก็ตาม
การปลดรัฐบาลออกโดยการขับไล่อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ยอมปล่อยวาง และเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวอยู่เช่นนั้นว่าเป็นความดีงามที่จะต้องเอาชนะคะคานความชั่วช้านั้น ดูจะไม่ใช่ทางออกของปัญหา แม้จะเป็นการแก้ปัญหาแต่ก็มิใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาประเทศ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ากระทบกระเทือนต่อหลักการประชาธิปไตยหรือหลักสิทธิมนุษยชนอย่างไร
แต่มันเป็นการสร้างบาดแผลความขัดแย้งให้เน่าเปื่อยยิ่งขึ้นอย่างไร้จุดหมาย ไร้การเยียวยา เนื่องจากคนจนที่นิยมรัฐบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนอกเปลี่ยนใจอะไร หนำซ้ำความเกลียดชังในกันและกันโดยไม่จำเป็นและโดยไร้ตรรกะก็กระจายตัวมากขึ้น ท้ายสุดย่อมสร้างสังคมที่ขาดสันติภาพอันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อความก้าวหน้าเติบโตของประเทศ
ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้หวังจะตำหนิติเตียนทางเลือกของคนรวยว่าชั่วช้าแต่อย่างใด เพียงหวังจะให้เปิดใจสักนิด และคิดดูใหม่ว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและการพัฒนาประเทศนั้นมิใช่อาศัยการพังครืนลงของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ใช่การก้าวเข้ามามีอำนาจของพรรคประชาธิปปัตย์ ไม่ใช่การชุมนุมขับไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย
หากมันคือการเข้าอกเข้าใจกันของประชาชน การไม่เหยียดหยันทางเลือกของคนจน การเคารพในหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ยอมรับนายกที่มาจากการเลือกตั้งเสียก่อน แล้วค่อยให้ตัวแทนทางการเมืองเข้าไปมีบทบาทคัดค้านในสภา
ประชาชนในฐานะปัจเจกต้องเลิกเป็นหมากเบี้ย เริ่มตื่นรู้ป้องกันภัยการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของฝ่ายที่คิดต่างด้วยข้อมูล ค่อยๆ ส่งต่อความคิด ให้ประชาชนเลือกเองอย่างอิสระ ประชาชนควรเรียนรู้ที่จะตรวจสอบรัฐบาลแต่ละชุดร่วมกัน ที่สำคัญต้องใช้เวลา มากกว่าใช้อารมณ์
หากไม่มองในแง่ของหลักการประชาธิปไตยอันใด การปลดนายกที่คนจนเลือกมา เป็นการเหยียบย่ำคนจนไม่ให้ผุดเกิด และเหยียบย่ำโดยปราศจากสำนึกโอบอุ้มที่แท้จริง เนื่องจากการปลดออกไม่ได้ทำให้คนจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้ทำให้พวกเขาเกลียดกลัวรัฐบาลแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเป็นการแสดงความไม่เชื่อมั่นว่าคนจนมีเจตจำนงที่บริสุทธิ์เท่าเทียมกับตนในการเลือกนายกรัฐมนตรี
จริงหรือไม่ คนรวยบางกลุ่มอาจไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรกับความข้นแค้นของชาวนา หากไม่มีประเด็นเรื่องจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์...
ฉันก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นความห่วงใยที่แท้จริง มากกว่าห่วงใยเพราะเกลียดรัฐบาลเท่านั้น เพราะนั่นมิใช่ความห่วงใยที่ยั่งยืน เกรงว่าหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลเมื่อใด ชาวนาอาจไม่มีค่าความหมายอะไร เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา
( บล็อกของ SUJINTRA ; เสี้ยวแสงแห่งกาลเวลา without the light, never know how dark is )
. . .มีความคิดเห็นของผู้อ่านท้ายบท
.
“รวย-จน” “พอเพียง-ขาดแคลน” “ความดี-บาปกิเลส” และความขัดแย้งทางการเมือง
โดย SUJINTRA
ใน http://blogazine.in.th/blogs/sujintra/post/4594
. . 12 กุมภาพันธ์, 2014 - 10:12
( ภาพของเซีย จาก นสพ.ไทยรัฐ -ไม่มีในบล็อกผู้เขียน )
ขณะที่สื่อประโคมวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง หวังจะให้ประชาชนชาวไทยรู้จักอยู่อย่างพอเพียงเคียงคู่ไปกับการอนุรักษ์พัฒนาที่ยั่งยืน ในทางกลับกัน หากไม่นับรวมด้วยว่าชาติไทยเป็นเมืองเปิด สื่อเองก็มิวายที่จะนำเสนอภาพงามๆ ของความเป็นทุนนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นความขัดกันกับความพอเพียงอย่างเด่นชัด โดยนำเสนอผ่านละครโทรทัศน์ ที่โดยมากมักนำเสนอแต่เรื่องของคนร่ำรวยมีกิน มีบริษัทห้างร้าน เป็นนักธุรกิจ มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูขับ ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย แต่งตัวดี มีชาติตระกูล เสกทุกอย่างได้ด้วยเงิน นอกจากนั้นแล้ว การผลิตโฆษณาชวนเชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ล้วนเป็นการโฆษณาที่มีฐานมาจากกระแสทุนนิยมทั้งสิ้น
ฉันจึงไม่แน่ใจว่าสังคมไทยต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างต้องการที่จะให้พลเมืองอยู่อย่างพอเพียง พึงใจกับวิถีดั้งเดิม ใช้ชีวิตอย่างอนุรักษ์ เรียบง่าย จำนนอยู่กับความข้นแค้นอันเป็นสถานะเดิมที่ติดมาแต่รากแห่งความเป็นชนบท หรือต้องการจะให้พลเมืองเกิดความฟุ้งซ่าน วิ่งเต้นแสวงหาวัตถุเงินทองมาสนองความต้องการ ทั้งความต้องการพื้นฐานและความต้องการอื่นๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
อันที่จริง มันก็ไม่แปลกหากสังคมจะเต็มไปด้วยความขัดกันของตัวแปรนานับประการ และเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นในสังคม หากพลเมืองทั้งหลายจะเปิดกว้างให้พลเมืองอื่นๆ เลือกวิถีทางของตัวเองในการอยู่ในการเป็นอย่างอิสระ
แต่ก็มิวาย ที่ข้อจำกัดต่อประเด็นนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด ด้วยเหตุปัจจัยบางประการ
ประการแรก คนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่มีทางออกสำหรับความต้องการพื้นฐานของตัวเอง แต่ตกเป็นเหยื่อโดยตรงของการปลุกปั่นจากกระแสทุนนิยมที่ปลุกเร้าให้ต้องแสวงหา พวกเขาจะสนองความต้องการของตนเองได้อย่างอิสระเสรีได้อย่างไร ในเมื่อข้อจำกัดในการสนองความต้องการพื้นฐานก็จำกัดพวกเขามากพออยู่แล้ว พวกเขายังถูกกระตุ้นให้อยากเป็นคนมีกินที่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในวิถีทางทุนนิยม ขณะเดียวกันก็ยุยงส่งเสริมให้พวกเขาจำยอมอย่างจำนนให้เลือกวิถีทางแบบพอเพียง ให้ยินยอมและมีความสุขอยู่ในวิถีทางพอเพียง ด้วยเช่นนี้ คนจนที่จนอยู่แล้วย่อมหมดสิ้นอิสรภาพในการดำเนินชีวิต ลืมตาอ้าปากได้อย่างยากลำบากไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกัลปาวสานเลยทีเดียว
ประการที่สอง การเลือกที่จะอยู่อย่างพอเพียง หรือการเลือกที่จะอยู่อย่างหรูหราในกระแสทุนนิยม ดูเหมือนว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดอีกประเด็นหนึ่งในสังคมไทย เนื่องจากพลเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจต่อการเคารพในความต่างของปัจเจก ไม่ได้เข้าใจในปัจจัยปลีกย่อยที่กระทบกระเทือนชีวิตของแต่ละปัจเจก เท่าที่สังเกตพบ คนรวยมักชื่นชอบชื่นชมในวิถีพอเพียง หลายคนอาจถึงขั้นปรารถนาอยากผันตัวไปทำนาหาเลี้ยงตัวเองและยังชีพแบบพอเพียงเสียด้วยซ้ำ ขณะที่คนจนนั้นเอือมระอากับการเป็นชาวนาและหวังจะถีบตัวเองไปเป็นอย่างอื่นที่ร่ำรวยกว่า และไม่อยากจมตัวเองอีกต่อไปในวิถีพอเพียง ซึ่งแท้แล้วสำหรับพวกเขานั้นเป็นเพียงความขาดวิ่นแหว่งเว้าในคุณภาพชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหล่าพลเมืองจะอยู่อย่างเคารพความต่างในการเลือกวิถีชีวิตของตัวเองได้อย่างไร การเลือกที่จะอยู่อย่างพอเพียง ไม่แสวงหาอะไรอีก ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคนที่ปรารถนาจะอยู่เช่นนั้น และการเลือกที่จะละทิ้งวิถีพอเพียงไปแสวงหาความต้องการที่กว้างไกลกว่า ก็ย่อมควรเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่จะไม่ถูกเหยียดหยามด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่
แต่เมื่อไตร่ตรองมองดูสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ วิถีที่ขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากสถานะ รวย-จน อันแตกต่างของพลเมือง มีส่วนเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนออกมาจากค่านิยมในการนิยามคุณงามความดีของแต่ละฝั่งฝ่าย เมื่อฝ่ายหนึ่งดี อีกฝ่ายหนึ่งก็ชั่วช้า ตัดสินแบ่งค่ากันโดยอ้างอิงเอาจากการเลือกวิถีทางที่แตกต่างเท่านั้นเอง
ในบทความนี้ ฉันเพียงอยากยกตัวอย่างการเหยียดหยามทางเลือกที่คนรวยมีต่อคนจนให้เห็นเพียงด้านหนึ่งเท่านั้น ด้วยยอมรับว่ามีใจเอนเอียงเลือกข้างคนจนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายแรกมีความพึงใจและน้อมรับต่อวิถีพอเพียงมากกว่า ขณะที่ฝ่ายหลังปรารถนาจะปลดตัวเองออกจากวิถีเช่นนั้น ด้วยไม่เคยพบว่าความพอเพียงได้ปรากฏขึ้นจริงในชีวิตอันขื่นเข็ญ
มองไปที่การแบ่งข้างทางการเมือง อาจแบ่งอย่างหยาบๆ ได้ สองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเสื้อแดงซึ่งส่วนมากเป็นคนจนมาจากชนบท และนิยมรัฐบาล กับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งบรรจุชนชั้นนำทางเศรษฐกิจไว้ในจำนวนที่มากกว่า และเกลียดชังรัฐบาล
พูดให้ง่ายขึ้น กลุ่มแรกมีคนจนมากกว่า และกลุ่มหลังมีคนรวยมากกว่า ก็ไม่น่าจะผิดนัก...
ต่อประเด็นนี้ เมื่อคนรวยไม่เคยทราบว่าความจนนั้นขื่นขมอย่างไร ย่อมไม่เข้าใจความหมายของการเรียกร้องในนโยบายที่มุ่งให้ผลประโยชน์กระจายตัวไปถึงพวกเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ช่วยให้พวกเขามีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นหรือง่ายขึ้น นโยบายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ถูกลง หรือนโยบายเกี่ยวกับการกู้เงิน เป็นต้น ซึ่งได้ยินกันหนาหูว่าเป็นนโยบายประชานิยม
ขณะที่คนรวยมุ่งไปที่ความไม่เป็นธรรมในเรื่องของการจ่ายภาษี เจ็บแค้นเดือดร้อนกับผลประโยชน์ทางภาษีที่ตัวเองสูญเสียไปซึ่งไม่ได้เทียบเท่ากับภาษีที่อดีตผู้นำรัฐบาลได้ฉ้อฉล แต่คนรวยก็ไม่เคยเข้าใจว่า แม้คนจนจะไม่ได้จ่ายภาษีในจำนวนที่มากเท่ากับพวกเขา แต่คนจนก็ไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากภาษีอันเล็กน้อยที่พวกคนจนก็ได้จ่ายไปเช่นกัน
ดูเหมือนว่าความทุกข์ของคนจนจะเป็นอะไรที่สาหัสสากรรจ์กว่า และสมควรจะได้รับการเยียวยาก่อนประเด็นอื่น ทั้งนี้ย่อมมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
คนรวยมองว่าวิถีพอเพียงเป็นวิถีงดงามที่ตนอยากใช้ชีวิตอยู่ ขณะที่คนจนมองไม่เห็นความงามใดๆ ในวิถีพอเพียง แต่กลับโหยหาจะเติมเต็มส่วนที่ตัวเองขาดตลอดเวลา
คนรวยเหยียดหยามคนจนว่าหวังผลประโยชน์ ไม่รู้จักคุณค่าของความพอเพียง มีแต่ความอยากได้อยากมี ทั้งที่คนรวยอาจไม่เคยสัมผัสถึงความขาดแคลนเหมือนอย่างที่คนจนได้สัมผัสมา
คนรวยเสียภาษีมากกว่าคนจน ขณะเดียวกันก็ยังดำรงชีพในรูปแบบที่หรูหรากว่า สุขสบายกว่า เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเข้าใจว่าการเป็นชนชั้นล่างที่ล้าหลังทางเศรษฐกิจนั้นทรมานเพียงใด การปรารถนาในวัตถุในหมู่คนจนนั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ไม่ใช่บาปกิเลสเลวร้ายแต่อย่างใด แต่คนรวยหลายคนก็ประณามว่านั่นเป็นสิ่งที่คนจนไม่ควรปรารถนา
การนิยามคุณงามความดีและบาปกิเลสได้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการเลือกวิถีทางที่แตกต่าง ร้อยรัดเชื่อมโยงไปถึงการเลือกรัฐบาล กระทั่งเมื่อพบว่ารัฐบาลได้สร้างความเสียหายบางประการก็ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมให้การเลือกรัฐบาลกลายเป็นความชั่วช้า
กล่าวก็คือ โดยที่มีการเปรียบเปรยกับความศักดิ์สิทธิ์ของวาทกรรม “พอเพียง” ความปรารถนาในวัตถุเงินทองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเหล่าคนจนจึงกลายเป็นเรื่องชั่วช้าในชั้นต้น และค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นเป็นความชั่วช้าขั้นรุนแรง เมื่อพวกเขาจงใจเลือกรัฐบาลที่ตอบสนองต่อความปรารถนาของพวกเขา แต่มีมลทินในเรื่องของการ “คอร์รัปชั่น” อย่างพรรคเพื่อไทย
น่าเศร้าเหลือเกินที่เกิดการก่อรูปฝังรอยของการเหมารวมเช่นนี้ในสังคมไทยเข้าเสียแล้ว ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้...
เมื่อคนรวยไม่เคยขาด พวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกอยากแสวงหา ขณะเดียวกันอาจเอือมระอาต่อความอยากได้อยากมีของคนจน แม้ความอยากได้อยากมีของคนจนนั้นอาจเป็นเพียงเรื่องความต้องการพื้นฐานทั่วไปเท่านั้น
การนิยมรัฐบาลของคนจนส่วนใหญ่ ถือเป็นเพียงความปรารถนาในการเลือกวิถีชีวิตของตนเองเท่านั้น มิได้ถือว่าเป็นการทำลายชาติแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นที่รู้ๆ กันดีว่า นโยบายเมื่อครั้งที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกนั้น ได้นำพาให้คนจนสามารถเอื้อมมือเข้าถึงความต้องการพื้นฐาน และความต้องการทางวัตถุบางอย่างได้ เช่น การกู้เงินไปซื้อตู้เย็น โทรทัศน์ มอร์เตอร์ไซค์ แม้ว่าจะเป็นการแสวงในวัตถุ แต่ก็ล้วนมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย
หากคนรวยเปิดใจสักนิด มองคนจนอย่างเข้าใจในความขาดแคลนซึ่งกระทบกระเทือนโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา คนจนย่อมเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์และสมควรมีสิทธิในการได้รับโอกาสเช่นนั้นผ่านเจตจำนงของพวกเขาเอง
การมองว่าคนที่นิยมรัฐบาลเป็นควายโง่ เป็นพวกเห็นแก่ตัว เป็นพวกสนับสนุนผู้ทำลายชาตินั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นความเห็นที่ดูจะคับแคบเกินไป และไม่ได้สอดคล้องกับศีลธรรมดีงามอะไร เนื่องจากเป็นการเหยียดหยามผู้บริสุทธิ์ที่มีสิทธิเลือกทางเดินชีวิตของพวกเขาผ่านการเลือกรัฐบาลโดยการกากบาทในบัตรเลือกตั้ง แม้ว่าจะมีผลประโยชน์จากนโยบาย(ที่มีมลทินติดตราว่าชั่วช้า) เป็นตัวชักนำก็ตาม
การปลดรัฐบาลออกโดยการขับไล่อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ยอมปล่อยวาง และเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวอยู่เช่นนั้นว่าเป็นความดีงามที่จะต้องเอาชนะคะคานความชั่วช้านั้น ดูจะไม่ใช่ทางออกของปัญหา แม้จะเป็นการแก้ปัญหาแต่ก็มิใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาประเทศ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ากระทบกระเทือนต่อหลักการประชาธิปไตยหรือหลักสิทธิมนุษยชนอย่างไร
แต่มันเป็นการสร้างบาดแผลความขัดแย้งให้เน่าเปื่อยยิ่งขึ้นอย่างไร้จุดหมาย ไร้การเยียวยา เนื่องจากคนจนที่นิยมรัฐบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนอกเปลี่ยนใจอะไร หนำซ้ำความเกลียดชังในกันและกันโดยไม่จำเป็นและโดยไร้ตรรกะก็กระจายตัวมากขึ้น ท้ายสุดย่อมสร้างสังคมที่ขาดสันติภาพอันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อความก้าวหน้าเติบโตของประเทศ
ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้หวังจะตำหนิติเตียนทางเลือกของคนรวยว่าชั่วช้าแต่อย่างใด เพียงหวังจะให้เปิดใจสักนิด และคิดดูใหม่ว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและการพัฒนาประเทศนั้นมิใช่อาศัยการพังครืนลงของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ใช่การก้าวเข้ามามีอำนาจของพรรคประชาธิปปัตย์ ไม่ใช่การชุมนุมขับไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย
หากมันคือการเข้าอกเข้าใจกันของประชาชน การไม่เหยียดหยันทางเลือกของคนจน การเคารพในหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ยอมรับนายกที่มาจากการเลือกตั้งเสียก่อน แล้วค่อยให้ตัวแทนทางการเมืองเข้าไปมีบทบาทคัดค้านในสภา
ประชาชนในฐานะปัจเจกต้องเลิกเป็นหมากเบี้ย เริ่มตื่นรู้ป้องกันภัยการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของฝ่ายที่คิดต่างด้วยข้อมูล ค่อยๆ ส่งต่อความคิด ให้ประชาชนเลือกเองอย่างอิสระ ประชาชนควรเรียนรู้ที่จะตรวจสอบรัฐบาลแต่ละชุดร่วมกัน ที่สำคัญต้องใช้เวลา มากกว่าใช้อารมณ์
หากไม่มองในแง่ของหลักการประชาธิปไตยอันใด การปลดนายกที่คนจนเลือกมา เป็นการเหยียบย่ำคนจนไม่ให้ผุดเกิด และเหยียบย่ำโดยปราศจากสำนึกโอบอุ้มที่แท้จริง เนื่องจากการปลดออกไม่ได้ทำให้คนจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้ทำให้พวกเขาเกลียดกลัวรัฐบาลแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเป็นการแสดงความไม่เชื่อมั่นว่าคนจนมีเจตจำนงที่บริสุทธิ์เท่าเทียมกับตนในการเลือกนายกรัฐมนตรี
จริงหรือไม่ คนรวยบางกลุ่มอาจไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรกับความข้นแค้นของชาวนา หากไม่มีประเด็นเรื่องจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์...
ฉันก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นความห่วงใยที่แท้จริง มากกว่าห่วงใยเพราะเกลียดรัฐบาลเท่านั้น เพราะนั่นมิใช่ความห่วงใยที่ยั่งยืน เกรงว่าหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลเมื่อใด ชาวนาอาจไม่มีค่าความหมายอะไร เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา
( บล็อกของ SUJINTRA ; เสี้ยวแสงแห่งกาลเวลา without the light, never know how dark is )
. . .มีความคิดเห็นของผู้อ่านท้ายบท
.
2557-02-09
ธเนศ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบ ปชต.
.
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบประชาธิปไตย
ใน http://prachatai.com/journal/2014/02/51702
. . Sat, 2014-02-08 23:35
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
กล่าวได้ว่ามโนทัศน์สิทธิมีมาแต่ดั้งเดิมในรัฐและอาณาจักรการเมืองการปกครองสมัยก่อน ซึ่งจะขอเรียกว่าสิทธิรุ่นที่หนึ่งหรือรุ่นแรก
ลักษณะสำคัญคือการสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจปกครองของผู้นำตามประเพณี ที่ได้รับความชอบธรรมจากอำนาจเหนือสังคม
อีกประการคือเป็นการคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ที่สำคัญคือกลุ่มขุนนางและพระ มากกว่าชนชั้นล่างเช่นชาวนาไพร่ทาส จะเรียกว่าสิทธิรุ่นแรกเป็นการต่อรองและตกลงกันระหว่างกลุ่มนำและที่พอมีฐานะทางการเมืองและทางเศรษฐกิจกันเองก็ได้
มองจากทางปรัชญาหรืออุดมการณ์ของรัฐ ด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของสิทธิ เป็นการพัฒนาของสังคมที่สามารถทำให้อำนาจปกครองจากเบื้องบนมีความชอบธรรมทางจริยธรรมหรือศีลธรรม เช่นคติบุญบารมีในระบบกษัตริย์ อีกด้านหนึ่งคือการที่ทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองต่างเริ่มรู้จักตัวเองที่มีความสัมพันธ์กับคนอื่น และจะจัดการความสัมพันธ์นั้นกับจุดหมายของสังคมอย่างไรจึงจะพัฒนาไปได้ด้วยดี เช่นการสร้างคำสอนเรื่องทศพิธราชธรรม และไตรภูมิกถา
ในยุโรปยุคฟิวดัล สิทธิรุ่นแรกนี้ได้แก่อำนาจคุ้มกันและอภิสิทธิ์ กลุ่มคนที่เรียกร้องสิทธิดังกล่าวต่อกษัตริย์คือบรรดาขุนนาง ไม่ใช่ชาวนา อำนาจคุ้มกันหมายถึงเสรีภาพที่ขุนนางและพระมีจากการจำกัดอำนาจในการจัดการกิจการของพระราชา อภิสิทธิ์หมายถึงอำนาจของขุนนางที่จะกระทำการในสิ่งที่พวกเขาพอใจได้ในอาณาเขตของพวกเขา ในทางปฏิบัติหมายถึงการที่ขุนนางมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจเขา ถึงขั้นว่ามี “อิสรภาพในการแขวนคอผู้อื่น” (liberty of gallows) ได้ในเขตปกครองของเขา
ประเด็นที่สองคือว่าด้วยมโนทัศน์สิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเรียกว่าสิทธิรุ่นที่สองหรือรุ่นหลัง ความหมายและลักษณะสำคัญคือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ราษฎรจำนวนมากที่ถูกปกครอง มากกว่าให้ความชอบธรรมแก่อำนาจรัฐและกลุ่มนำจำนวนน้อยอีกต่อไป
การเรียกร้องและสร้างความหมายให้กับสิทธิรุ่นที่สองนี้ ไม่เพียงแต่เปิดช่องทางในการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้แก่ประชาชนมากขึ้น แต่ที่สำคัญในระยะยาวคือการยกระดับและพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและคุณสมบัติอันเป็นของราษฎรเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของสมาชิกสังคมส่วนใหญ่ ปัจจุบันนี้แสดงออกในอุดมการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและองค์กรด้านสิทธิต่างๆทั่วโลก
การเคลื่อนไหวเฉพาะหน้าคือการเรียกร้องต้องการในการเข้าถึงสิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจและสิทธิทางวัฒนธรรม ในระยะยาวคือการพัฒนาให้ประชาชนเป็นประธานหรือเป็นนายของตัวเอง ด้วยการยกระดับความรู้ขจัดอวิชชา โดยผ่านประสบการณ์ของตนเอง ในที่สุดคือการรู้จักตัวเองและรู้จักผู้อื่นอย่างทัดเทียมและเสมอหน้ากัน
ทำไมบางสังคมถึงไม่ยอมรับสิทธิในความเท่าเทียมกันของคน
ในสังคมสยามไทย คำสอนทางพุทธศาสนาอธิบายว่าหลักการรองรับการให้สิ่งที่อนุโลมเรียกว่าสิทธิและหน้าที่ระหว่างคนฐานะต่างๆ(สังเกตว่ายังไม่ใช่คนที่เป็นนามธรรมที่เป็นสิ่งสากลทั่วไป) ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและมีสำนึกใน 1) การไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 2) เคารพซึ่งกันและกัน 3) เกื้อกูลซึ่งกันและกัน 4) ผูกน้ำใจซึ่งกันและกันอย่างละเอียดอ่อน
สิทธิที่ไม่เป็นของคนทั่วไป
จากสังคมที่อำนาจปกครองจำกัดอยู่กับผู้มีบุญบารมีแต่คนเดียวและคณะเดียวมายาวนาน ภูมิปัญญาไทยจึงเน้นหนักไปที่ความไม่เท่าเทียมกันของคน กล่าวคือทุกคนมิได้เกิดมาแล้วเท่าเทียมกัน เช่นนั้นการมีสิทธิอะไรก็ตามต่อมาก็ย่อมมีอย่างไม่เท่าเทียมกัน
ในสังคมศักดินาหรือก่อนสมัยใหม่ทั้งหลาย สิทธิจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นของคนทุกคน ในสังคมศักดินาหรือฟิวดัล เนื้อหาของสิทธิแสดงออก ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคน(เจ้านายและมูลนาย กับไพร่ทาส)
ฝ่ายแรกมีอภิสิทธิ์และอำนาจเหนือคนและทรัพยากร จึงอยู่ในฐานะที่ให้การคุ้มครอง ให้สิทธิในการทำมาหากินและให้ความยุติธรรมตามการตีความของผู้เป็นเจ้า
ในขณะที่ฝ่ายหลังมีแรงงานและพลังในการผลิตตอบสนองให้แก่รัฐตามต้องการ เนื้อหาของสิทธิในความสัมพันธ์แบบศักดินาจึงแสดงออกที่ความรู้สึกกตัญญูกตเวทีที่คนส่วนมากมีต่อคนส่วนน้อย มากกว่าการให้ความสำคัญและการตระหนักยอมรับถึงฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันบนเงื่อนไขที่เป็นสิ่งทั่วไปที่คนมีตามธรรมชาติได้
หลังจากการก่อตัวขึ้นของสังคมมวลชนที่มีระบบทุนนิยมเสรีและอุดมการณ์ชนชั้นกระฎุมพีกำกับ ประชาชนผู้ถูกปกครองและใช้แรงงานในระบบการผลิตทั้งหลายถึงสามารถอ้างและเรียกร้องสิทธิที่เป็นของปัจเจกชนตามธรรมชาติได้ ในบริบททางสังคมและการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนี้เอง ที่ความคิดเรื่องสิทธิของมนุษย์ได้ยกระดับขึ้นเป็นจุดหมายหนึ่งของชุมชนที่เป็นสังคมการเมือง
การที่สิทธิจะกลายเป็นจุดหมายของสังคมได้ ขึ้นอยู่กับว่าความรับรู้ร่วมกันของคนในสังคมชุมชนนั้น ในเรื่องสำคัญเช่นจุดหมายสังคมที่ร่วมกัน ความต้องการที่ร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ร่วมกันและรวมถึงความรู้สึกที่ร่วมกันในระดับหนึ่งด้วย ว่าการที่สร้างและรักษาอะไรที่ร่วมกันในชุมชนนี้เอาไว้ได้นั้นจะต้องอาศัยการดำรงอยู่ของสิทธิอะไรบ้างที่จำเป็น เช่นถ้าจะรักษาสถาบันอะไรไว้ ก็จำต้องจำกัดสิทธิในการแสดงออกในบางเรื่องไว้เป็นต้น
ดังนั้นการเกิดขึ้นของสิทธิและการอ้างถึงสิ่งที่คนต้องการจากสังคมนั้นอย่างชอบธรรม จึงมักเกิดจากปฏิสัมพันธ์และการต่อสู้ระหว่างฝ่ายให้สิทธิกับฝ่ายนิยามสิทธิ ในระยะยาวการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงต้องเป็นการต่อสู้ทางการเมืองและทางชนชั้นไป เมื่อเสรีชนค้นพบและยึดกุมในความคิดอุดมการณ์แห่งสิทธิได้ว่ามันเป็นอาวุธทางความคิดและในการจัดตั้งของพวกเขาขึ้นมาได้ เช่นการจุดเทียนเขียนสันติภาพและการเรียกร้องสิทธิในการคงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นต้น
ที่ผ่านมา อำนาจรัฐและชนชั้นปกครองได้ทำให้เรื่องของสิทธิเป็นปัญหาทางจริยธรรม(ศีลธรรม) สิทธิทางจริยธรรม (moral rights) เกิดมาจากการผสานร่วมกันระหว่างผลประโยชน์ทั้งหลายกับปัญญา เติบใหญ่และเข้มแข็งด้วยผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันได้ในระหว่างสมาชิกของชุมชนคนชั้นนำ
ในสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตก ที่ไม่มีสถาบันและอุดมการณ์เสรีนิยมกำกับการใช้อำนาจการเมือง ศีลธรรมกลายเป็นเชื้อโรคของคนชั้นล่างและคนที่ไม่มีฐานะ ยิ่งมีแต่ชนชั้นนายทุนอ่อนแอ แต่มีโอกาสและอำนาจนอกระบบจำนวนหนึ่ง โครงสร้างแห่งรัฐจึงเป็นแบบลูกผสม ระหว่างอำนาจเชิงศักดินากับเศรษฐกิจทุนนิยม ผลคืออุดมการณ์สมัยใหม่ของพลเมืองจริงๆไม่ค่อยมีอำนาจ ดังเห็นได้จากอุดมการณ์ต่อต้านประชาธิปไตยและความเป็นสมัยใหม่ (anti-modernity) มักมีคนร่วมด้วยช่วยกันอยู่เนืองๆ แล้วโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้ออ้างเรื่องการได้ประโยชน์ทางวัตถุของระบบทุนนิยม(ทาสเงินหรือคอร์รัปชั่น)
ฝ่ายต่อต้านมักอ้างไปที่ระบบทุนนิยมเสรีแบบยุโรปอเมริกาซึ่งทำกันได้ แต่พวกนั้นไม่อธิบายว่าที่ตะวันตกคุมคนโกงได้นั้น เนื่องจากว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในปลายยุคฟิวดัลช่วยเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติระบอบศักดินาเก่าจนทำให้กลายเป็นรัฐนายทุนไปโดยโครงสร้างและอุดมการณ์ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงดำเนินไปได้ตามปกติและตรรกของเหตุผล
สิทธิทั่วไปกับระบบประชาธิปไตย
กล่าวโดยสรุป กำเนิดและพัฒนาการสิทธิของมนุษย์ ทั้งในตะวันตกและในสังคมสยาม ทั้งจากของผู้ปกครองและของชาวบ้านผู้ถูกปกครอง ประเด็นหลักๆได้แก่การที่แนวคิดสิทธินี้ค่อยๆพัฒนาจากความคิดที่มีลักษณะเฉพาะ(ของคนชั้นนำกลุ่มน้อย) ไปสู่แนวคิดที่มีลักษณะสากลและทั่วไปมากขึ้น(ของคนธรรมดาส่วนมาก)
จากสิทธิที่เป็นของชุมชนและกำกับโดย"ผี"และต่อมาพราหมณ์ มาสู่สิทธิที่เป็นของมนุษย์ที่เป็นปัจเจกชน โดยมีทุนและอำนาจรัฐทางโลก(secular state)เป็นผู้กำกับและส่งเสริม
ปมเงื่อนของปัญหาในยุคปัจจุบันของเรา ก็คือการที่จะทำให้สิทธิรุ่นสองนี้พัฒนาต่อไปในทุกปริมณฑลของสังคมและรัฐ ทำให้เป็นของประชาชนทุกคนในประเทศไม่ว่าจะมีฐานะสีผิวและเชื้อชาติอะไรก็ตาม จะต้องได้รับและสามารถใช้สิทธิของความเป็นมนุษย์ได้อย่างเสมอภาคกัน นั่นคือการบรรลุจุดหมายใหญ่อันเป็นหัวใจของสิทธิ ได้แก่การดำรงและพัฒนาชีวิตของมนุษย์อย่างสมภาคภูมิและมีศักดิ์ศรี ซึ่งมนุษย์แต่อดีตมาถึงปัจจุบันต่างต้องการและพยายามไขว่คว้าให้ได้
นั่นคือเหตุผลที่ทำไมการต่อสู้ทางการเมืองในระยะสองศตวรรษมานี้ ถูกเรียกอย่างกว้างๆว่าการต่อสู้ของระบบประชาธิปไตย
เพราะสามัญชนคนส่วนใหญ่ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิแห่งความเป็นมนุษยชนของพวกเขากันเองแล้ว
ไม่ต้องรอให้ตัวแทนมาทำให้อีกแล้ว
.
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ: ความเป็นมาของสิทธิและสิทธิมนุษยชนกับระบบประชาธิปไตย
ใน http://prachatai.com/journal/2014/02/51702
. . Sat, 2014-02-08 23:35
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
กล่าวได้ว่ามโนทัศน์สิทธิมีมาแต่ดั้งเดิมในรัฐและอาณาจักรการเมืองการปกครองสมัยก่อน ซึ่งจะขอเรียกว่าสิทธิรุ่นที่หนึ่งหรือรุ่นแรก
ลักษณะสำคัญคือการสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจปกครองของผู้นำตามประเพณี ที่ได้รับความชอบธรรมจากอำนาจเหนือสังคม
อีกประการคือเป็นการคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ที่สำคัญคือกลุ่มขุนนางและพระ มากกว่าชนชั้นล่างเช่นชาวนาไพร่ทาส จะเรียกว่าสิทธิรุ่นแรกเป็นการต่อรองและตกลงกันระหว่างกลุ่มนำและที่พอมีฐานะทางการเมืองและทางเศรษฐกิจกันเองก็ได้
มองจากทางปรัชญาหรืออุดมการณ์ของรัฐ ด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของสิทธิ เป็นการพัฒนาของสังคมที่สามารถทำให้อำนาจปกครองจากเบื้องบนมีความชอบธรรมทางจริยธรรมหรือศีลธรรม เช่นคติบุญบารมีในระบบกษัตริย์ อีกด้านหนึ่งคือการที่ทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองต่างเริ่มรู้จักตัวเองที่มีความสัมพันธ์กับคนอื่น และจะจัดการความสัมพันธ์นั้นกับจุดหมายของสังคมอย่างไรจึงจะพัฒนาไปได้ด้วยดี เช่นการสร้างคำสอนเรื่องทศพิธราชธรรม และไตรภูมิกถา
ในยุโรปยุคฟิวดัล สิทธิรุ่นแรกนี้ได้แก่อำนาจคุ้มกันและอภิสิทธิ์ กลุ่มคนที่เรียกร้องสิทธิดังกล่าวต่อกษัตริย์คือบรรดาขุนนาง ไม่ใช่ชาวนา อำนาจคุ้มกันหมายถึงเสรีภาพที่ขุนนางและพระมีจากการจำกัดอำนาจในการจัดการกิจการของพระราชา อภิสิทธิ์หมายถึงอำนาจของขุนนางที่จะกระทำการในสิ่งที่พวกเขาพอใจได้ในอาณาเขตของพวกเขา ในทางปฏิบัติหมายถึงการที่ขุนนางมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจเขา ถึงขั้นว่ามี “อิสรภาพในการแขวนคอผู้อื่น” (liberty of gallows) ได้ในเขตปกครองของเขา
ประเด็นที่สองคือว่าด้วยมโนทัศน์สิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเรียกว่าสิทธิรุ่นที่สองหรือรุ่นหลัง ความหมายและลักษณะสำคัญคือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ราษฎรจำนวนมากที่ถูกปกครอง มากกว่าให้ความชอบธรรมแก่อำนาจรัฐและกลุ่มนำจำนวนน้อยอีกต่อไป
การเรียกร้องและสร้างความหมายให้กับสิทธิรุ่นที่สองนี้ ไม่เพียงแต่เปิดช่องทางในการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้แก่ประชาชนมากขึ้น แต่ที่สำคัญในระยะยาวคือการยกระดับและพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและคุณสมบัติอันเป็นของราษฎรเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของสมาชิกสังคมส่วนใหญ่ ปัจจุบันนี้แสดงออกในอุดมการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและองค์กรด้านสิทธิต่างๆทั่วโลก
การเคลื่อนไหวเฉพาะหน้าคือการเรียกร้องต้องการในการเข้าถึงสิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจและสิทธิทางวัฒนธรรม ในระยะยาวคือการพัฒนาให้ประชาชนเป็นประธานหรือเป็นนายของตัวเอง ด้วยการยกระดับความรู้ขจัดอวิชชา โดยผ่านประสบการณ์ของตนเอง ในที่สุดคือการรู้จักตัวเองและรู้จักผู้อื่นอย่างทัดเทียมและเสมอหน้ากัน
ทำไมบางสังคมถึงไม่ยอมรับสิทธิในความเท่าเทียมกันของคน
ในสังคมสยามไทย คำสอนทางพุทธศาสนาอธิบายว่าหลักการรองรับการให้สิ่งที่อนุโลมเรียกว่าสิทธิและหน้าที่ระหว่างคนฐานะต่างๆ(สังเกตว่ายังไม่ใช่คนที่เป็นนามธรรมที่เป็นสิ่งสากลทั่วไป) ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและมีสำนึกใน 1) การไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 2) เคารพซึ่งกันและกัน 3) เกื้อกูลซึ่งกันและกัน 4) ผูกน้ำใจซึ่งกันและกันอย่างละเอียดอ่อน
สิทธิที่ไม่เป็นของคนทั่วไป
จากสังคมที่อำนาจปกครองจำกัดอยู่กับผู้มีบุญบารมีแต่คนเดียวและคณะเดียวมายาวนาน ภูมิปัญญาไทยจึงเน้นหนักไปที่ความไม่เท่าเทียมกันของคน กล่าวคือทุกคนมิได้เกิดมาแล้วเท่าเทียมกัน เช่นนั้นการมีสิทธิอะไรก็ตามต่อมาก็ย่อมมีอย่างไม่เท่าเทียมกัน
ในสังคมศักดินาหรือก่อนสมัยใหม่ทั้งหลาย สิทธิจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นของคนทุกคน ในสังคมศักดินาหรือฟิวดัล เนื้อหาของสิทธิแสดงออก ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคน(เจ้านายและมูลนาย กับไพร่ทาส)
ฝ่ายแรกมีอภิสิทธิ์และอำนาจเหนือคนและทรัพยากร จึงอยู่ในฐานะที่ให้การคุ้มครอง ให้สิทธิในการทำมาหากินและให้ความยุติธรรมตามการตีความของผู้เป็นเจ้า
ในขณะที่ฝ่ายหลังมีแรงงานและพลังในการผลิตตอบสนองให้แก่รัฐตามต้องการ เนื้อหาของสิทธิในความสัมพันธ์แบบศักดินาจึงแสดงออกที่ความรู้สึกกตัญญูกตเวทีที่คนส่วนมากมีต่อคนส่วนน้อย มากกว่าการให้ความสำคัญและการตระหนักยอมรับถึงฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันบนเงื่อนไขที่เป็นสิ่งทั่วไปที่คนมีตามธรรมชาติได้
หลังจากการก่อตัวขึ้นของสังคมมวลชนที่มีระบบทุนนิยมเสรีและอุดมการณ์ชนชั้นกระฎุมพีกำกับ ประชาชนผู้ถูกปกครองและใช้แรงงานในระบบการผลิตทั้งหลายถึงสามารถอ้างและเรียกร้องสิทธิที่เป็นของปัจเจกชนตามธรรมชาติได้ ในบริบททางสังคมและการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนี้เอง ที่ความคิดเรื่องสิทธิของมนุษย์ได้ยกระดับขึ้นเป็นจุดหมายหนึ่งของชุมชนที่เป็นสังคมการเมือง
การที่สิทธิจะกลายเป็นจุดหมายของสังคมได้ ขึ้นอยู่กับว่าความรับรู้ร่วมกันของคนในสังคมชุมชนนั้น ในเรื่องสำคัญเช่นจุดหมายสังคมที่ร่วมกัน ความต้องการที่ร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ร่วมกันและรวมถึงความรู้สึกที่ร่วมกันในระดับหนึ่งด้วย ว่าการที่สร้างและรักษาอะไรที่ร่วมกันในชุมชนนี้เอาไว้ได้นั้นจะต้องอาศัยการดำรงอยู่ของสิทธิอะไรบ้างที่จำเป็น เช่นถ้าจะรักษาสถาบันอะไรไว้ ก็จำต้องจำกัดสิทธิในการแสดงออกในบางเรื่องไว้เป็นต้น
ดังนั้นการเกิดขึ้นของสิทธิและการอ้างถึงสิ่งที่คนต้องการจากสังคมนั้นอย่างชอบธรรม จึงมักเกิดจากปฏิสัมพันธ์และการต่อสู้ระหว่างฝ่ายให้สิทธิกับฝ่ายนิยามสิทธิ ในระยะยาวการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงต้องเป็นการต่อสู้ทางการเมืองและทางชนชั้นไป เมื่อเสรีชนค้นพบและยึดกุมในความคิดอุดมการณ์แห่งสิทธิได้ว่ามันเป็นอาวุธทางความคิดและในการจัดตั้งของพวกเขาขึ้นมาได้ เช่นการจุดเทียนเขียนสันติภาพและการเรียกร้องสิทธิในการคงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นต้น
ที่ผ่านมา อำนาจรัฐและชนชั้นปกครองได้ทำให้เรื่องของสิทธิเป็นปัญหาทางจริยธรรม(ศีลธรรม) สิทธิทางจริยธรรม (moral rights) เกิดมาจากการผสานร่วมกันระหว่างผลประโยชน์ทั้งหลายกับปัญญา เติบใหญ่และเข้มแข็งด้วยผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันได้ในระหว่างสมาชิกของชุมชนคนชั้นนำ
ในสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตก ที่ไม่มีสถาบันและอุดมการณ์เสรีนิยมกำกับการใช้อำนาจการเมือง ศีลธรรมกลายเป็นเชื้อโรคของคนชั้นล่างและคนที่ไม่มีฐานะ ยิ่งมีแต่ชนชั้นนายทุนอ่อนแอ แต่มีโอกาสและอำนาจนอกระบบจำนวนหนึ่ง โครงสร้างแห่งรัฐจึงเป็นแบบลูกผสม ระหว่างอำนาจเชิงศักดินากับเศรษฐกิจทุนนิยม ผลคืออุดมการณ์สมัยใหม่ของพลเมืองจริงๆไม่ค่อยมีอำนาจ ดังเห็นได้จากอุดมการณ์ต่อต้านประชาธิปไตยและความเป็นสมัยใหม่ (anti-modernity) มักมีคนร่วมด้วยช่วยกันอยู่เนืองๆ แล้วโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้ออ้างเรื่องการได้ประโยชน์ทางวัตถุของระบบทุนนิยม(ทาสเงินหรือคอร์รัปชั่น)
ฝ่ายต่อต้านมักอ้างไปที่ระบบทุนนิยมเสรีแบบยุโรปอเมริกาซึ่งทำกันได้ แต่พวกนั้นไม่อธิบายว่าที่ตะวันตกคุมคนโกงได้นั้น เนื่องจากว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในปลายยุคฟิวดัลช่วยเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติระบอบศักดินาเก่าจนทำให้กลายเป็นรัฐนายทุนไปโดยโครงสร้างและอุดมการณ์ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงดำเนินไปได้ตามปกติและตรรกของเหตุผล
สิทธิทั่วไปกับระบบประชาธิปไตย
กล่าวโดยสรุป กำเนิดและพัฒนาการสิทธิของมนุษย์ ทั้งในตะวันตกและในสังคมสยาม ทั้งจากของผู้ปกครองและของชาวบ้านผู้ถูกปกครอง ประเด็นหลักๆได้แก่การที่แนวคิดสิทธินี้ค่อยๆพัฒนาจากความคิดที่มีลักษณะเฉพาะ(ของคนชั้นนำกลุ่มน้อย) ไปสู่แนวคิดที่มีลักษณะสากลและทั่วไปมากขึ้น(ของคนธรรมดาส่วนมาก)
จากสิทธิที่เป็นของชุมชนและกำกับโดย"ผี"และต่อมาพราหมณ์ มาสู่สิทธิที่เป็นของมนุษย์ที่เป็นปัจเจกชน โดยมีทุนและอำนาจรัฐทางโลก(secular state)เป็นผู้กำกับและส่งเสริม
ปมเงื่อนของปัญหาในยุคปัจจุบันของเรา ก็คือการที่จะทำให้สิทธิรุ่นสองนี้พัฒนาต่อไปในทุกปริมณฑลของสังคมและรัฐ ทำให้เป็นของประชาชนทุกคนในประเทศไม่ว่าจะมีฐานะสีผิวและเชื้อชาติอะไรก็ตาม จะต้องได้รับและสามารถใช้สิทธิของความเป็นมนุษย์ได้อย่างเสมอภาคกัน นั่นคือการบรรลุจุดหมายใหญ่อันเป็นหัวใจของสิทธิ ได้แก่การดำรงและพัฒนาชีวิตของมนุษย์อย่างสมภาคภูมิและมีศักดิ์ศรี ซึ่งมนุษย์แต่อดีตมาถึงปัจจุบันต่างต้องการและพยายามไขว่คว้าให้ได้
นั่นคือเหตุผลที่ทำไมการต่อสู้ทางการเมืองในระยะสองศตวรรษมานี้ ถูกเรียกอย่างกว้างๆว่าการต่อสู้ของระบบประชาธิปไตย
เพราะสามัญชนคนส่วนใหญ่ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิแห่งความเป็นมนุษยชนของพวกเขากันเองแล้ว
ไม่ต้องรอให้ตัวแทนมาทำให้อีกแล้ว
.
2557-01-29
ศยามล: หยุดความรุนแรงและเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย
.
เชิญอ่าน - พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แนะทางออกการเมือง"วิน-วิน"
ที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391009574
- มีชัย ฤชุพันธุ์: เราควรออกไปเลือกตั้งหรือไม่...
ที่ http://prachatai3.info/journal/2014/01/51492
_________________________________________________________
หยุดความรุนแรงและเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย
โดย ศยามล ไกยูรวงศ์
ใน http://blogazine.in.th/blogs/noksayamol/post/4581
. . 29 มกราคม, 2014 - 21:31 | โดย noksayamol
( ภาพของเซีย ไทยรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน )
นับวันสถานการณ์บ้านเมืองเกิดความรุนแรงจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจ โดยมีประชาชนที่มาชุมนุมด้วยใจบริสุทธิ์เป็นกองกำลังสร้างความชอบธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย ประชาชนที่มาชุมนุมของทั้งสองฝ่ายต่างมีความหลากหลายทางชนชั้น คงไม่เพียงแต่ประชาชนของ กปปส. ที่มีแต่คนกรุงเทพฯ และคนใต้ หากแต่ยังรวมถึงเกษตรกร คนจนในชนบท ซึ่งก็มีกลุ่มประชาชนในลักษณะดังกล่าวมาร่วมชุมนุม การวิเคราะห์ทางชนชั้นแยกฐานะทางเศรษฐกกิจและแยกภาคแบบเหมาเข่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดและจะนำพาไปสู่การหาทางออกที่เหมาเข่งและไม่สอดคล้องกับความจริงเช่นกัน และการวิเคราะห์เช่นนี้ก็จะนำไปสู่ความแตกแยกที่เลวร้ายไปจากเดิม
รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังใช้อำนาจของตนเองสร้างความรุนแรงให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ กปปส. ก็ใช้ความรุนแรงไปละเมิดสิทธิของผู้ที่ต้องการไปเลือกตั้ง ทั้งสองการกระทำล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อประชาชนที่บริสุทธิ์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องหยุดการใช้ความรุนแรง
และเชื่อมั่นว่าหากการชุมนุมของมวลมหาประชาชนใช้หลักอหิงสาสันติวิธีแล้ว การกระทำของคนพาลก็จะต้องพ่ายไปในที่สุด
การเดินหน้าเลือกตั้งของรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้ปรากฏว่ามีจำนวนกี่เสียงของคนไทยที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง หากคนใดไม่ต้องการเลือกตั้งก็ไม่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากคนใดต้องการไปเลือกตั้ง ก็ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้วยการเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคน จะได้รู้กันให้ชัดเจนว่าเสียงของคนไทยจำนวนกี่เสียงต้องการอย่างไร
ไม่ว่าปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นอย่างไร แต่เราคนไทยต้องการให้มีการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดยไม่ต้องหวังรอนักการเมืองอีกต่อไป การได้นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันธพาลนักเลง ก็เนื่องมาจากวงจรอุบาทของวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมายาวนานในสังคมไทย ระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบพรรคพวก ระบบการพึ่งพาซึ่งกันและกัน การออกแบบระบบเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ หรือระบบแบบเบอร์เดียวคนเดียว ไปจนถึงระบบการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น จังหวัดและตำบล ก็ไม่สามารถที่จะได้นักการเมืองที่มีคุณภาพ การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 25557 เราก็ยังคงได้นักการเมืองแบบระบบพรรคพวกและไม่มีคุณภาพ ภาษีประชาชนที่เป็นเงินของเราก็จะถูกใช้ละลายไปอย่างไร้ค่า
นักกฎหมายในยุคเผด็จการ ทรราชย์ หรือยุคประชาธิปไตย ก็ยังคงใช้ความรู้ของตนให้มีอิทธิพลในการตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดแบบระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เรียนกันมา กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือของรัฐาธิปัตย์เสมอ แต่กลับไม่ใช่เครื่องมือของประชาชนแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญสีเขียว สีเหลือง สีแดง ก็ตาม สัจธรรมบนโลกใบนี้ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า ไม่ว่าเราจะเขียนกฎหมายให้ดีอย่างไร ผู้เขียนกฎหมายก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่ากฎหมายจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดในอนาคตได้หรือไม่ เพราะต้องมีการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายและต้องสรุปว่ากฎหมายยังมีข้อจำกัดและมีช่องว่างเสมอ
ระบบกฎหมายของไทยได้ออกแบบให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจและมีดุลยพินิจในการบังคับใช้กฎหมาย โดยที่ไม่ได้มีการออกแบบให้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างไร แม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ก็ได้รับการกำกับควบคุมโดยสถาบันทางปกครองและหน่วยงานของรัฐเหมือนเดิม จึงทำให้ระบบรัฐราชการยังคงดำรงแนวคิดแบบอมาตยาธิปไตยที่พึ่งพากับนักการเมืองนายทุน ระบบการเลือกตั้งทุกวันนี้นำมาจากการเลือกตั้งในประเทศตะวันตกที่วัฒนธรรมของคนตะวันตกมีวัฒนธรรมการแสดงออก และเคารพในสิทธิและหน้าที่ของเขาเองอย่างเคร่งครัด แต่คนไทยยังไม่มีวัฒนธรรมแบบคนตะวันตก
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปฏิรูประบบการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของคนเอเชียแบบสังคมไทย ด้วยการออกแบบกฎหมายที่ให้ประชาชนมีพื้นที่ของการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ และการปกป้องสิทธิของตนเองที่ถูกละเมิดโดยรัฐราชการ ...
ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระยะสั้น (หนึ่งปี) คือ การได้มาซึ่งอำนาจหน้าที่ของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร โดยการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง และการกระจายอำนาจให้มีการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นอิสระ ในระยะยาวให้มีการปฏิรูปประเทศไทยโดยการปฏิรูปกฎหมายทั้งหมดในระยะเวลาสองปี เนื่องจากมีกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อน ไม่ทันสมัย ไม่กระจายอำนาจให้แก่ชุมชนและท้องถิ่น ตลอดจนมีการบังคับใช้กฎหมายที่ขัดแย้งกันเอง
ข้อเสนอของระบบการเลือกตั้งควรมีการเลือกตั้งผู้แทนของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกัน ควรให้มีเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและทีมงานบริหารโดยตรง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติของการมีนโยบายการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน มีทีมงานบริหารที่เป็นมืออาชีพ และมีการบริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ของหลักธรรมาภิบาล ในขณะที่การเลือกผู้แทนของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งไปทำหน้าที่ออกกฎหมายกฎหมาย และตรวจสอบการบริหารประเทศของรัฐบาล คุณสมบัติของผู้แทนต้องมีความรู้และประสบการณ์ทักษะในการกลั่นกรองข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การออกกฎหมาย และการนำเสนอที่ทำให้สาธารณชนมีความรู้ความเข้าใจ และพร้อมที่จะร่วมตรวจสอบฝ่ายบริหาร ดังนั้นที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารต้องแยกขาดจากกัน และแยกคุณสมบัติที่ชัดเจน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน การไปเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่จึงเลือกตัวบุคคลเพราะรู้จักคนนั้นและช่วยเหลือกันมา มากกว่าการเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายและคุณสมบัติของนักการเมืองว่าเหมาะสมหรือไม่
รัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศในระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องมีการปกครองส่วนภูมิภาค แต่ให้กระจายอำนาจไปที่ระดับจังหวัดเพื่อให้มีการบริหารจังหวัดและมีการออกกฎหมายของจังหวัดอย่างเป็นอิสระ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีความสำคัญ มีระยะเวลาการบริหารประเทศสี่ปี ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ดีกว่าการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี และ สส.ที่เลือกตั้งขึ้นไป ดังคำกล่าวที่ว่า “ไปชุมนุมที่จังหวัดยังง่ายกว่าไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ไปตามการแก้ไขปัญหากับผู้ว่าฯก็ยังง่ายไปกว่าไปตามให้แก้ไขปัญหากับนายกรัฐมนตรี ไปร่วมเสนอกฎหมายในระดับจังหวัดก็ยังมีข้อเสนอที่ดีกว่าเสนอที่รัฐสภา เพราะรู้ว่าบ้านตัวเองต้องการอย่างไร รัฐบาลจะทำโครงการเงินกู้สองล้านล้านบาท ไม่เห็นรู้เรื่อง แต่ถ้าบอกว่าจะให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ้านตัวเองหรือไม่ บอกได้ทันทีว่า ไม่”
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมีการดำเนินการแบบกรุงเทพมหานคร และมีสภาจังหวัด โดยใช้ระบบเดียวกันคือเลือกผู้ราชการจังหวัดโดยตรง และเลือกฝ่ายนิติบัญญัติในลักษณะเดียวกัน ขณะที่ยังคงการเลือกตั้งในระดับตำบล ซึ่งจะมีการยกระดับเป็นเทศบาลทั้งหมด กล่าวคือให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล ทั้งนี้โดยไม่ต้องมีการกำกับดูแลโดยกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นการมอบอำนาจให้มีการบริหารจังหวัดอย่างเป็นอิสระ สำหรับข้าราชการท้องถิ่นให้มีการสอบคัดเลือกในระดับจังหวัด เพื่อได้บุคลากรที่เป็นคนในจังหวัดและตำบล ทั้งนี้จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งการบริหารงาน บุคคลากร งบประมาณ และการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรภายในจังหวัดได้อย่างเป็นอิสระ ในกรณีของกรุงเทพมหานคร ก็ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่ยังไม่กระจายอำนาจให้ กทม.อย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน
การคืนอำนาจให้คนไทยได้ปกครองตนเอง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องมีการปฏิรูปประเทศไทยทันที เพราะปัญหาหลายประการไม่สามารถรอคอยให้นักการเมืองระดับประเทศแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไป ในสภาวะที่มีความขัดแย้ง แต่คนไทยกลับต้องรอว่านักการเมืองจะเลิกทะเลาะกันเมื่อไร เราจึงต้องเริ่มทันที
.
เชิญอ่าน - พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แนะทางออกการเมือง"วิน-วิน"
ที่ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391009574
- มีชัย ฤชุพันธุ์: เราควรออกไปเลือกตั้งหรือไม่...
ที่ http://prachatai3.info/journal/2014/01/51492
_________________________________________________________
หยุดความรุนแรงและเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย
โดย ศยามล ไกยูรวงศ์
ใน http://blogazine.in.th/blogs/noksayamol/post/4581
. . 29 มกราคม, 2014 - 21:31 | โดย noksayamol
( ภาพของเซีย ไทยรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน )
นับวันสถานการณ์บ้านเมืองเกิดความรุนแรงจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจ โดยมีประชาชนที่มาชุมนุมด้วยใจบริสุทธิ์เป็นกองกำลังสร้างความชอบธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย ประชาชนที่มาชุมนุมของทั้งสองฝ่ายต่างมีความหลากหลายทางชนชั้น คงไม่เพียงแต่ประชาชนของ กปปส. ที่มีแต่คนกรุงเทพฯ และคนใต้ หากแต่ยังรวมถึงเกษตรกร คนจนในชนบท ซึ่งก็มีกลุ่มประชาชนในลักษณะดังกล่าวมาร่วมชุมนุม การวิเคราะห์ทางชนชั้นแยกฐานะทางเศรษฐกกิจและแยกภาคแบบเหมาเข่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดและจะนำพาไปสู่การหาทางออกที่เหมาเข่งและไม่สอดคล้องกับความจริงเช่นกัน และการวิเคราะห์เช่นนี้ก็จะนำไปสู่ความแตกแยกที่เลวร้ายไปจากเดิม
รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังใช้อำนาจของตนเองสร้างความรุนแรงให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ กปปส. ก็ใช้ความรุนแรงไปละเมิดสิทธิของผู้ที่ต้องการไปเลือกตั้ง ทั้งสองการกระทำล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อประชาชนที่บริสุทธิ์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องหยุดการใช้ความรุนแรง
และเชื่อมั่นว่าหากการชุมนุมของมวลมหาประชาชนใช้หลักอหิงสาสันติวิธีแล้ว การกระทำของคนพาลก็จะต้องพ่ายไปในที่สุด
การเดินหน้าเลือกตั้งของรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้ปรากฏว่ามีจำนวนกี่เสียงของคนไทยที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง หากคนใดไม่ต้องการเลือกตั้งก็ไม่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากคนใดต้องการไปเลือกตั้ง ก็ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้วยการเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคน จะได้รู้กันให้ชัดเจนว่าเสียงของคนไทยจำนวนกี่เสียงต้องการอย่างไร
ไม่ว่าปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นอย่างไร แต่เราคนไทยต้องการให้มีการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดยไม่ต้องหวังรอนักการเมืองอีกต่อไป การได้นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันธพาลนักเลง ก็เนื่องมาจากวงจรอุบาทของวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมายาวนานในสังคมไทย ระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบพรรคพวก ระบบการพึ่งพาซึ่งกันและกัน การออกแบบระบบเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ หรือระบบแบบเบอร์เดียวคนเดียว ไปจนถึงระบบการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น จังหวัดและตำบล ก็ไม่สามารถที่จะได้นักการเมืองที่มีคุณภาพ การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 25557 เราก็ยังคงได้นักการเมืองแบบระบบพรรคพวกและไม่มีคุณภาพ ภาษีประชาชนที่เป็นเงินของเราก็จะถูกใช้ละลายไปอย่างไร้ค่า
นักกฎหมายในยุคเผด็จการ ทรราชย์ หรือยุคประชาธิปไตย ก็ยังคงใช้ความรู้ของตนให้มีอิทธิพลในการตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดแบบระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เรียนกันมา กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือของรัฐาธิปัตย์เสมอ แต่กลับไม่ใช่เครื่องมือของประชาชนแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญสีเขียว สีเหลือง สีแดง ก็ตาม สัจธรรมบนโลกใบนี้ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า ไม่ว่าเราจะเขียนกฎหมายให้ดีอย่างไร ผู้เขียนกฎหมายก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่ากฎหมายจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดในอนาคตได้หรือไม่ เพราะต้องมีการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายและต้องสรุปว่ากฎหมายยังมีข้อจำกัดและมีช่องว่างเสมอ
ระบบกฎหมายของไทยได้ออกแบบให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจและมีดุลยพินิจในการบังคับใช้กฎหมาย โดยที่ไม่ได้มีการออกแบบให้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างไร แม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ก็ได้รับการกำกับควบคุมโดยสถาบันทางปกครองและหน่วยงานของรัฐเหมือนเดิม จึงทำให้ระบบรัฐราชการยังคงดำรงแนวคิดแบบอมาตยาธิปไตยที่พึ่งพากับนักการเมืองนายทุน ระบบการเลือกตั้งทุกวันนี้นำมาจากการเลือกตั้งในประเทศตะวันตกที่วัฒนธรรมของคนตะวันตกมีวัฒนธรรมการแสดงออก และเคารพในสิทธิและหน้าที่ของเขาเองอย่างเคร่งครัด แต่คนไทยยังไม่มีวัฒนธรรมแบบคนตะวันตก
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปฏิรูประบบการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของคนเอเชียแบบสังคมไทย ด้วยการออกแบบกฎหมายที่ให้ประชาชนมีพื้นที่ของการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ และการปกป้องสิทธิของตนเองที่ถูกละเมิดโดยรัฐราชการ ...
ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระยะสั้น (หนึ่งปี) คือ การได้มาซึ่งอำนาจหน้าที่ของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร โดยการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง และการกระจายอำนาจให้มีการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นอิสระ ในระยะยาวให้มีการปฏิรูปประเทศไทยโดยการปฏิรูปกฎหมายทั้งหมดในระยะเวลาสองปี เนื่องจากมีกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อน ไม่ทันสมัย ไม่กระจายอำนาจให้แก่ชุมชนและท้องถิ่น ตลอดจนมีการบังคับใช้กฎหมายที่ขัดแย้งกันเอง
ข้อเสนอของระบบการเลือกตั้งควรมีการเลือกตั้งผู้แทนของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกัน ควรให้มีเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและทีมงานบริหารโดยตรง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติของการมีนโยบายการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน มีทีมงานบริหารที่เป็นมืออาชีพ และมีการบริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ของหลักธรรมาภิบาล ในขณะที่การเลือกผู้แทนของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งไปทำหน้าที่ออกกฎหมายกฎหมาย และตรวจสอบการบริหารประเทศของรัฐบาล คุณสมบัติของผู้แทนต้องมีความรู้และประสบการณ์ทักษะในการกลั่นกรองข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การออกกฎหมาย และการนำเสนอที่ทำให้สาธารณชนมีความรู้ความเข้าใจ และพร้อมที่จะร่วมตรวจสอบฝ่ายบริหาร ดังนั้นที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารต้องแยกขาดจากกัน และแยกคุณสมบัติที่ชัดเจน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน การไปเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่จึงเลือกตัวบุคคลเพราะรู้จักคนนั้นและช่วยเหลือกันมา มากกว่าการเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายและคุณสมบัติของนักการเมืองว่าเหมาะสมหรือไม่
รัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศในระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องมีการปกครองส่วนภูมิภาค แต่ให้กระจายอำนาจไปที่ระดับจังหวัดเพื่อให้มีการบริหารจังหวัดและมีการออกกฎหมายของจังหวัดอย่างเป็นอิสระ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีความสำคัญ มีระยะเวลาการบริหารประเทศสี่ปี ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ดีกว่าการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี และ สส.ที่เลือกตั้งขึ้นไป ดังคำกล่าวที่ว่า “ไปชุมนุมที่จังหวัดยังง่ายกว่าไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ไปตามการแก้ไขปัญหากับผู้ว่าฯก็ยังง่ายไปกว่าไปตามให้แก้ไขปัญหากับนายกรัฐมนตรี ไปร่วมเสนอกฎหมายในระดับจังหวัดก็ยังมีข้อเสนอที่ดีกว่าเสนอที่รัฐสภา เพราะรู้ว่าบ้านตัวเองต้องการอย่างไร รัฐบาลจะทำโครงการเงินกู้สองล้านล้านบาท ไม่เห็นรู้เรื่อง แต่ถ้าบอกว่าจะให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ้านตัวเองหรือไม่ บอกได้ทันทีว่า ไม่”
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมีการดำเนินการแบบกรุงเทพมหานคร และมีสภาจังหวัด โดยใช้ระบบเดียวกันคือเลือกผู้ราชการจังหวัดโดยตรง และเลือกฝ่ายนิติบัญญัติในลักษณะเดียวกัน ขณะที่ยังคงการเลือกตั้งในระดับตำบล ซึ่งจะมีการยกระดับเป็นเทศบาลทั้งหมด กล่าวคือให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล ทั้งนี้โดยไม่ต้องมีการกำกับดูแลโดยกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นการมอบอำนาจให้มีการบริหารจังหวัดอย่างเป็นอิสระ สำหรับข้าราชการท้องถิ่นให้มีการสอบคัดเลือกในระดับจังหวัด เพื่อได้บุคลากรที่เป็นคนในจังหวัดและตำบล ทั้งนี้จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งการบริหารงาน บุคคลากร งบประมาณ และการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรภายในจังหวัดได้อย่างเป็นอิสระ ในกรณีของกรุงเทพมหานคร ก็ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่ยังไม่กระจายอำนาจให้ กทม.อย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน
การคืนอำนาจให้คนไทยได้ปกครองตนเอง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องมีการปฏิรูปประเทศไทยทันที เพราะปัญหาหลายประการไม่สามารถรอคอยให้นักการเมืองระดับประเทศแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไป ในสภาวะที่มีความขัดแย้ง แต่คนไทยกลับต้องรอว่านักการเมืองจะเลิกทะเลาะกันเมื่อไร เราจึงต้องเริ่มทันที
.
2557-01-24
ประวิตร: จิปาถะข้อสังเกตวิกฤตการเมือง, +จดหมายถึงผู้ชุมนุมผู้มีอันจะกินชาวกรุงเทพฯ
.
ประวิตร โรจนพฤกษ์: จิปาถะข้อสังเกตวิกฤตการเมือง
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4569
. . ศ 24 มกราคม, 2014 - 08:28 | โดย pravit
วิกฤติการเมืองปัจจุบันอาจทำให้หลายคนหน้ามืดตามัวตกหล่มความเกลียดชัง
แต่สำหรับผม ผมถือว่ามันช่วยให้ผมได้คิดและเข้าใจสังคมไทยดีขึ้น
เหล่านี้คือข้อสังเกตโดยสังเขป
1) คนไทยควรเรียนรู้ที่จะสื่อสารพูดจากันโดยไม่ต้องพึ่งนกหวีด ตีนตบ ระเบิดมือหรือปืนอาก้า
2) แดงเคยต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างไรในปี 53 วันนี้พวกคุณก็ควรต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นกันแม้ใช้กับฝ่ายตรงข้าม >กฎหมายเผด็จการย่อมเป็นกฎหมายเผด็จการอยู่วันยังค่ำ
3) หาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้ปัญหาได้จริง ปัญหาคงจบสิ้นไปตั้งแต่ตอนอภิสิทธิ์ใช้แล้ว หรือถ้ายังไม่เข้าใจ ขอให้ดูสามจังหวัดภาคใต้เป็นตัวอย่างเสริม
4) ระหว่างเลือกตั้งกับเทือกตั้ง ผมคงไม่ต้องบอกนะว่าผมเลือกอะไร
5) เวที กปปส. มักมีการแสดงฉ่อยสลับกับการพูดถ่อยๆ แต่เวทีแดงก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน
6) ตอนปี 53 คนตายรวมทุกฝ่าย 99 ศพ คุณยังไม่เคยเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออก มาอาทิตย์ที่แล้วตายหนึ่งศพเพราะระเบิด คุณกลับบอกยิ่งลักษณ์หน้าด้านไม่ยอมลาออกเสียที
7) เวลาคุณดูถูกความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ไม่ว่าเพศหญิงหรือเกย์ตุ๊ด คุณกำลังประจานตนเอง
8) เวลาคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม คุณกำลังสูญเสียความเป็นคนของคุณเอง
9) บางทีความเกลียดชังอาจทำลายผู้ที่เกลียดมากกว่าผู้ที่ถูกเกลียดเสียอีก
10) Respect My Vote แปลว่า เห็นหัวกูหน่อย
11) สิ่งตรงข้าม Respect My Vote คือ Respect My Privileges (..เอกอภิสิทธิ์)
12) กรุงเทพฯ มิใช่ประเทศไทยทั้งหมดหากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศ
13) กรุงเทพมหานครหาใช่สุเทพมหานครไม่
14) คุณจะเอา ‘สภาประชาชน’ คุณเคยถามผมและคนอีกหลายล้านหรือยัง? ทำไมเราตัดสินเรื่องนี้ผ่านประชามติกันไม่ได้?
15) ผมจะไม่ยอมให้ กปปส. ละเมิดสิทธิทางการเมืองของผมและของคนอีกนับสิบล้าน
16) เวลาคุณเป่านกหวีดดังๆ ปี้ดๆ คุณมักไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงนกหวีดของคุณเอง
17) เสื้อแดงควรมีขันติต่อผู้ชุมนุม กปปส. เพราะตอนปี 53 พวกคุณก็ปิดถนนอยู่เป็นเดือน ทำผู้อื่นเดือดร้อนมิใช่น้อยเช่นเดียวกัน
18) ถ้าคุณคิดว่าเลือกตั้งแล้วทุกอย่างจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีสภาประชาชนแล้วจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีรัฐประหารแล้วทุกอย่างจบ ขอให้เลิกคิด
19) ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของทักษิณอาจเป็นตัวทักษิณเอง
20) เผื่อคุณยังไม่ทราบ: การขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์เกี่ยวพันกับความรู้สึกไม่มั่นคงอย่างยิ่งยวดในสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างปฏิเสธมิได้ เสื้อยืดประเภท ‘รักที่สุดคือในหลวง’ หรือ ‘ประชาชนของพระราชา’ จึงหาดูได้ไม่ยากในม็อบ กปปส. บรรดาคนรักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงรับไม่ได้ที่จะยอมให้ทักษิณยิ่งลักษณ์มีอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล
21) ความเกลียดชังมิสามารถรังสรรค์ประชาธิปไตยได้
22) ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย การฆ่ากันเพราะความเห็นต่างตะหากที่ไม่ปกติ
23) ผมยังรอคำขอโทษจากยิ่งลักษณ์เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษเหมาเข่งอยู่
24) เหตุผลที่ผมต้านสภาประชาชนคือเหตุผลเดียวกับที่ผมต้านการฆ่าตัดตอนของสงครามยาเสพติดยุคทักษิณ >มันไม่ชอบธรรมและละเมิดสิทธิผู้อื่น
25) ประชาธิปไตยมิอาจสร้างได้ด้วยวิธีอันเป็นเผด็จการ
26) ผมเข้าใจว่าทำไมวันนี้คุณมองว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมแล้ว แล้วพวกคุณเข้าใจไหมว่าทำไมคนอื่นถึงมองวิธีไล่รัฐบาลของพวกคุณว่าไม่ชอบธรรม?
27) ผมไม่มีปัญหากับการปฏิรูป แต่ผมมีปัญหากับการปฏิรูปแบบเผด็จการอันปราศจากความชอบธรรม
28) กรุงโรมมิได้สร้างภายในหนึ่งวันฉันใด ประชาธิปไตยก็มิอาจสร้างได้โดยการไล่คนที่คุณเกลียดออกจากอำนาจฉันนั้น
29) พวกคุณ shutdown กรุงเทพฯ ได้ แต่พวกคุณชนะใจผมไม่ได้
30) เห็นต่างไม่จำเป็นต้องฆ่ากัน
31) สังคมที่พยายามทำให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนกันเรื่องการเมือง คือสังคมที่ไม่ต้องการให้ประชาชนคิดเอง
32) ผมเคารพสิทธิไม่ไปเลือกตั้งของพวกคุณ แล้วพวกคุณเคารพสิทธิเลือกตั้งของผมไหม?
33) หากคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม ขอให้คุณตรวจเช็คความเป็นคนของคุณด่วน!
34) หากคุณเกลียดคนที่เห็นแตกต่างจากคุณทางการเมือง ผมเกรงว่าคุณอาจมิได้ชื่นชมประชาธิปไตยอย่างที่คุณหลงคิด
++
ประวิตร โรจนพฤกษ์: จดหมายถึงผู้ชุมนุมผู้มีอันจะกินชาวกรุงเทพฯ
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4492
. . พ 11 ธันวาคม, 2013 - 19:06 | โดย pravit
วันก่อนพวกคุณได้ร่วมการถกเถียงเรื่องที่ว่าม็อบวันจันทร์ที่ 9 ธันวา ที่ผ่านมามีคนมาร่วมชุมนุมถึงห้าล้านอย่างที่ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างหรือเพียงแค่แสนห้ากันแน่หรือไม่ -ผมอดนึกมิได้ว่าการถกเถียงอย่างดุเดือดเรื่องนี้ในโซเชียลมีเดียโยงกับความรู้สึกไม่มั่นคงเรื่องความชอบธรรมและข้อสงสัยที่ว่าพวกคุณเป็นคนส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่ในสังคมกันแน่
ท่านสุเทพทำผมตาค้างแทบตกเก้าอี้เมื่อผมได้ยินท่านผู้นำสูงสุดของพวกคุณประกาศตอนบ่ายแก่ๆวันจันทร์ว่าอีกไม่นานท่านจะขึ้นมาแถลงบนเวทีหน้าทำเนียบฯในนามของมวลมหาประชาชนไทยทุกคน เอ่อ…คือ… คือผมจำไม่ได้จริงๆว่าผมเคยยินยอมให้ท่านสุเทพหรือผู้นำของพวกคุณเอาหนึ่งเสียงของผมไปอ้างตั้งแต่เมื่อไหร่ และผมก็มั่นใจว่าลึกๆพวกคุณก็คงทราบดีว่าคนไทยอีกหลายสิบล้านก็มิเคยได้มอบอำนาจให้แก่ท่านสุเทพเช่นกัน
แต่ไม่ว่าจำนวนผู้ชุมนุมบนท้องถนนในวันนั้นจะมากถึงห้าล้านหรือแค่แสนห้า ความจริงก็คือว่าไม่มีผู้ใดจะสามารถอ้างว่าตนพูดในนามของประชาชนทั้งประเทศได้ ผมอยากย้ำเตือนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงชาวกรุงเทพฯผู้มีอันจะกินอย่างพวกคุณทุกคนที่ได้ออกไปใช้สิทธิทางการเมืองโดยการชุมนุมประท้วงมา ณ ที่นี้ด้วยว่าพวกคุณมิใช่คนส่วนใหญ่ของสังคม และเมืองไทยก็มิใช่สมบัติของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เท่านั้น กรุงเทพฯเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเทศเป็นของคนไทยทุกคนร่วมกัน
ผมทราบดีว่าพวกคุณคงรู้สึกอกหักช้ำใจ เพราะพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยนักการเมือง ‘ดีๆ’ ผู้ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศมาอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจาก Oxford Cambridge หรือ Ivy League กลับพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างซ้ำซาก แล้วพวกคุณก็ต้องทนกับนายกรัฐมนตรีที่พูดภาษาอังกฤษห่วยแตก แถมออกเสียงคำภาษาไทยบางคำก็ยังผิด แถมยังต้องมาทนกับพี่ชายแสนดีของเธอที่พยายามบริหารราชการแผ่นดินผ่านโทรศัพท์มือถือไม่รู้กี่เครื่องที่แกมี
ผมทราบดีว่าพวกคุณรู้สึกว่าทักษิณ ยิ่งลักษณ์นั้นชั่ว กร่าง โกง กิน ชอบใช้อำนาจในทางที่ผิด ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ -ในบางแง่ผมก็เห็นด้วย ก็ดูการผลักดันร่างนิรโทษกรรมเหมาเข่งตอนตีสี่ที่่ทักษิณได้ประโยชน์สิ มันหน้าด้านมาก แม้ญาติคนเสียชีวิตปี 53 อย่างแม่น้องเกดหรือคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่แคร์
ผมทราบดีเช่นกันว่าพวกคุณชินกับการชี้นิ้วสั่งลูกน้องสั่งคนขับรถ สั่งเด็กเสิร์ฟ ออเดอร์สาวอาบอบนวดและชนชั้นแรงงานให้ทำโน่นนี่ตามใจชอบ พวกคุณจึงรู้สึกรับไม่ได้ที่บรรดาผู้ที่มีการศึกษาต่ำและคนจนเหล่านั้นดันกลับมีบทบาทชี้ชะตาสังคมผ่านการเลือกตั้ง ผมเคยได้ยินบางคนในกลุ่มพวกคุณพูดแม้กระทั่งว่า เมืองไทยน่าจะมอบสิทธิเลือกตั้งเฉพาะคนที่จบปริญญาตรีหรือจ่ายภาษีรายได้ทางตรงเท่านั้น บรรดา ‘ควายแดง’ คนชนบทที่ด้อยการศึกษามิควรมีโอกาสกำหนดทิศทางการเมืองสังคมไทย เพราะคนพวกนี้โง่ จน และถูก ‘ไอ้เหลี่ยม’ หลอกซ้ำซากไม่รู้จักจบ แต่เวลาผมได้ยินเช่นนี้ ผมกลับอดนึกถึงระบอบเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้สมัยหลายสิบปีก่อนมิได้
นี่มิใช่หนทางรอดหรือทางออกของสังคมไทยสำหรับพวกเรา ผมใช้คำว่า ‘พวกเรา’ เพราะผมก็เป็นคนกรุงเทพฯ และกำพืดก็มิได้ต่างจากพวกคุณที่มักทา sunblock ก่อนออกไปตากแดดชุมนุมหรือชอบหลบไปนั่งร้านกาแฟเย็นๆ ติดแอร์มีลาเต้รสดีให้ดื่มเอาแรงระหว่างรอออกไปเดินขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์ต่อ ความจริงคือว่า สังคมไทยคงเดินต่อไปลำบากยิ่ง หากเรายังดันทุรังกดหัวคนส่วนใหญ่ในสังคมมิให้พวกเขามีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมเรา -มันเหมือนรถสิบล้อที่เคลื่อนที่โดยอาศัยล้อเพียงล้อเดียว
เราควรพยายามสื่อสารกับคนอื่นที่เห็นต่างจากเรามากกว่านี้ หันไปมองมนุษย์เป็นมนุษย์เช่นเดียวกันไม่ว่าการศึกษาในระบบเขาจะน้อยเพียงไร เราควรจะพยายามพูดจากันอย่างสันติด้วยเหตุผล แทนที่จะตะโกนด่าว่ากันด้วยคำหยาบสารพัดอย่างไร้สติและเกลียดชังจนไม่มีใครฟังใคร หรือเกลียดกันจนไม่รู้สึกอะไรเวลาผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้ามถูกทำร้ายจนเสียชีวิต
สังคมต้องการพื้นที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงโต้เถียงกันด้วยเหตุผลอย่างสันติและขันติ ระบอบประชาธิปไตยไทยยังเยาว์และเปราะบางบางนัก แต่ผมหวังว่าทั้งประชาธิปไตยและประชาชนทั้งสังคมจะมีโอกาสได้เดินหน้าเติบโตไปพร้อมกัน และนั่นหมายความว่าเราไม่สามารถปล่อยให้คนไม่กี่คนแอบอ้างเสียงคนทั้งชาติและกำหนดชะตาสังคมอย่างเผด็จการได้ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามลากรถถังออกมาอีก และกรุณาอย่าเข้าใจผิดคิดว่าม็อบคน ‘ห้าล้าน’ มีสิทธิตัดสินใจแทนคนทั้งแผ่นดิน
เราทุกคนคงจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองอย่างสันติและสร้างสรรค์ เคารพเสียงทุกเสียง ยอมรับเสียงส่วนใหญ่และเคารพรับฟังเสียงส่วนน้อย
ผมได้ยินเสียงพวกคุณชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป่านกหวีดบ่อยๆ จนแก้วหูพัง ทีนี้ช่วยกรุณาไปบอกท่านสุเทพด้วยว่า ท่านควรเลิกอ้างเสียงมวลมหาประชาชนคนทั้งประเทศได้แล้ว
ด้วยความจริงใจ
ประวิตร โรจนพฤกษ์
นสพ. The Nation
11 ธันวาคม 2556
ปล. ถอดความดัดแปลงจากจดหมายภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ The Nation วันที่ 11 ธันวาคม 2556 หน้า 11A ชื่อ A letter to the well-heeled protesters of Bangkok by Pravit Rojanaphruk
.
ประวิตร โรจนพฤกษ์: จิปาถะข้อสังเกตวิกฤตการเมือง
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4569
. . ศ 24 มกราคม, 2014 - 08:28 | โดย pravit
วิกฤติการเมืองปัจจุบันอาจทำให้หลายคนหน้ามืดตามัวตกหล่มความเกลียดชัง
แต่สำหรับผม ผมถือว่ามันช่วยให้ผมได้คิดและเข้าใจสังคมไทยดีขึ้น
เหล่านี้คือข้อสังเกตโดยสังเขป
1) คนไทยควรเรียนรู้ที่จะสื่อสารพูดจากันโดยไม่ต้องพึ่งนกหวีด ตีนตบ ระเบิดมือหรือปืนอาก้า
2) แดงเคยต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างไรในปี 53 วันนี้พวกคุณก็ควรต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นกันแม้ใช้กับฝ่ายตรงข้าม >กฎหมายเผด็จการย่อมเป็นกฎหมายเผด็จการอยู่วันยังค่ำ
3) หาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้ปัญหาได้จริง ปัญหาคงจบสิ้นไปตั้งแต่ตอนอภิสิทธิ์ใช้แล้ว หรือถ้ายังไม่เข้าใจ ขอให้ดูสามจังหวัดภาคใต้เป็นตัวอย่างเสริม
4) ระหว่างเลือกตั้งกับเทือกตั้ง ผมคงไม่ต้องบอกนะว่าผมเลือกอะไร
5) เวที กปปส. มักมีการแสดงฉ่อยสลับกับการพูดถ่อยๆ แต่เวทีแดงก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน
6) ตอนปี 53 คนตายรวมทุกฝ่าย 99 ศพ คุณยังไม่เคยเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออก มาอาทิตย์ที่แล้วตายหนึ่งศพเพราะระเบิด คุณกลับบอกยิ่งลักษณ์หน้าด้านไม่ยอมลาออกเสียที
7) เวลาคุณดูถูกความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ไม่ว่าเพศหญิงหรือเกย์ตุ๊ด คุณกำลังประจานตนเอง
8) เวลาคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม คุณกำลังสูญเสียความเป็นคนของคุณเอง
9) บางทีความเกลียดชังอาจทำลายผู้ที่เกลียดมากกว่าผู้ที่ถูกเกลียดเสียอีก
10) Respect My Vote แปลว่า เห็นหัวกูหน่อย
11) สิ่งตรงข้าม Respect My Vote คือ Respect My Privileges (..เอกอภิสิทธิ์)
12) กรุงเทพฯ มิใช่ประเทศไทยทั้งหมดหากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศ
13) กรุงเทพมหานครหาใช่สุเทพมหานครไม่
14) คุณจะเอา ‘สภาประชาชน’ คุณเคยถามผมและคนอีกหลายล้านหรือยัง? ทำไมเราตัดสินเรื่องนี้ผ่านประชามติกันไม่ได้?
15) ผมจะไม่ยอมให้ กปปส. ละเมิดสิทธิทางการเมืองของผมและของคนอีกนับสิบล้าน
16) เวลาคุณเป่านกหวีดดังๆ ปี้ดๆ คุณมักไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงนกหวีดของคุณเอง
17) เสื้อแดงควรมีขันติต่อผู้ชุมนุม กปปส. เพราะตอนปี 53 พวกคุณก็ปิดถนนอยู่เป็นเดือน ทำผู้อื่นเดือดร้อนมิใช่น้อยเช่นเดียวกัน
18) ถ้าคุณคิดว่าเลือกตั้งแล้วทุกอย่างจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีสภาประชาชนแล้วจบ ขอให้คิดใหม่ ถ้าคุณคิดว่ามีรัฐประหารแล้วทุกอย่างจบ ขอให้เลิกคิด
19) ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของทักษิณอาจเป็นตัวทักษิณเอง
20) เผื่อคุณยังไม่ทราบ: การขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์เกี่ยวพันกับความรู้สึกไม่มั่นคงอย่างยิ่งยวดในสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างปฏิเสธมิได้ เสื้อยืดประเภท ‘รักที่สุดคือในหลวง’ หรือ ‘ประชาชนของพระราชา’ จึงหาดูได้ไม่ยากในม็อบ กปปส. บรรดาคนรักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงรับไม่ได้ที่จะยอมให้ทักษิณยิ่งลักษณ์มีอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล
21) ความเกลียดชังมิสามารถรังสรรค์ประชาธิปไตยได้
22) ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย การฆ่ากันเพราะความเห็นต่างตะหากที่ไม่ปกติ
23) ผมยังรอคำขอโทษจากยิ่งลักษณ์เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษเหมาเข่งอยู่
24) เหตุผลที่ผมต้านสภาประชาชนคือเหตุผลเดียวกับที่ผมต้านการฆ่าตัดตอนของสงครามยาเสพติดยุคทักษิณ >มันไม่ชอบธรรมและละเมิดสิทธิผู้อื่น
25) ประชาธิปไตยมิอาจสร้างได้ด้วยวิธีอันเป็นเผด็จการ
26) ผมเข้าใจว่าทำไมวันนี้คุณมองว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมแล้ว แล้วพวกคุณเข้าใจไหมว่าทำไมคนอื่นถึงมองวิธีไล่รัฐบาลของพวกคุณว่าไม่ชอบธรรม?
27) ผมไม่มีปัญหากับการปฏิรูป แต่ผมมีปัญหากับการปฏิรูปแบบเผด็จการอันปราศจากความชอบธรรม
28) กรุงโรมมิได้สร้างภายในหนึ่งวันฉันใด ประชาธิปไตยก็มิอาจสร้างได้โดยการไล่คนที่คุณเกลียดออกจากอำนาจฉันนั้น
29) พวกคุณ shutdown กรุงเทพฯ ได้ แต่พวกคุณชนะใจผมไม่ได้
30) เห็นต่างไม่จำเป็นต้องฆ่ากัน
31) สังคมที่พยายามทำให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนกันเรื่องการเมือง คือสังคมที่ไม่ต้องการให้ประชาชนคิดเอง
32) ผมเคารพสิทธิไม่ไปเลือกตั้งของพวกคุณ แล้วพวกคุณเคารพสิทธิเลือกตั้งของผมไหม?
33) หากคุณสะใจกับความตายของฝ่ายตรงข้าม ขอให้คุณตรวจเช็คความเป็นคนของคุณด่วน!
34) หากคุณเกลียดคนที่เห็นแตกต่างจากคุณทางการเมือง ผมเกรงว่าคุณอาจมิได้ชื่นชมประชาธิปไตยอย่างที่คุณหลงคิด
++
ประวิตร โรจนพฤกษ์: จดหมายถึงผู้ชุมนุมผู้มีอันจะกินชาวกรุงเทพฯ
ใน http://blogazine.in.th/blogs/pravit/post/4492
. . พ 11 ธันวาคม, 2013 - 19:06 | โดย pravit
วันก่อนพวกคุณได้ร่วมการถกเถียงเรื่องที่ว่าม็อบวันจันทร์ที่ 9 ธันวา ที่ผ่านมามีคนมาร่วมชุมนุมถึงห้าล้านอย่างที่ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างหรือเพียงแค่แสนห้ากันแน่หรือไม่ -ผมอดนึกมิได้ว่าการถกเถียงอย่างดุเดือดเรื่องนี้ในโซเชียลมีเดียโยงกับความรู้สึกไม่มั่นคงเรื่องความชอบธรรมและข้อสงสัยที่ว่าพวกคุณเป็นคนส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่ในสังคมกันแน่
ท่านสุเทพทำผมตาค้างแทบตกเก้าอี้เมื่อผมได้ยินท่านผู้นำสูงสุดของพวกคุณประกาศตอนบ่ายแก่ๆวันจันทร์ว่าอีกไม่นานท่านจะขึ้นมาแถลงบนเวทีหน้าทำเนียบฯในนามของมวลมหาประชาชนไทยทุกคน เอ่อ…คือ… คือผมจำไม่ได้จริงๆว่าผมเคยยินยอมให้ท่านสุเทพหรือผู้นำของพวกคุณเอาหนึ่งเสียงของผมไปอ้างตั้งแต่เมื่อไหร่ และผมก็มั่นใจว่าลึกๆพวกคุณก็คงทราบดีว่าคนไทยอีกหลายสิบล้านก็มิเคยได้มอบอำนาจให้แก่ท่านสุเทพเช่นกัน
แต่ไม่ว่าจำนวนผู้ชุมนุมบนท้องถนนในวันนั้นจะมากถึงห้าล้านหรือแค่แสนห้า ความจริงก็คือว่าไม่มีผู้ใดจะสามารถอ้างว่าตนพูดในนามของประชาชนทั้งประเทศได้ ผมอยากย้ำเตือนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงชาวกรุงเทพฯผู้มีอันจะกินอย่างพวกคุณทุกคนที่ได้ออกไปใช้สิทธิทางการเมืองโดยการชุมนุมประท้วงมา ณ ที่นี้ด้วยว่าพวกคุณมิใช่คนส่วนใหญ่ของสังคม และเมืองไทยก็มิใช่สมบัติของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เท่านั้น กรุงเทพฯเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเทศเป็นของคนไทยทุกคนร่วมกัน
ผมทราบดีว่าพวกคุณคงรู้สึกอกหักช้ำใจ เพราะพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยนักการเมือง ‘ดีๆ’ ผู้ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศมาอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจาก Oxford Cambridge หรือ Ivy League กลับพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างซ้ำซาก แล้วพวกคุณก็ต้องทนกับนายกรัฐมนตรีที่พูดภาษาอังกฤษห่วยแตก แถมออกเสียงคำภาษาไทยบางคำก็ยังผิด แถมยังต้องมาทนกับพี่ชายแสนดีของเธอที่พยายามบริหารราชการแผ่นดินผ่านโทรศัพท์มือถือไม่รู้กี่เครื่องที่แกมี
ผมทราบดีว่าพวกคุณรู้สึกว่าทักษิณ ยิ่งลักษณ์นั้นชั่ว กร่าง โกง กิน ชอบใช้อำนาจในทางที่ผิด ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ -ในบางแง่ผมก็เห็นด้วย ก็ดูการผลักดันร่างนิรโทษกรรมเหมาเข่งตอนตีสี่ที่่ทักษิณได้ประโยชน์สิ มันหน้าด้านมาก แม้ญาติคนเสียชีวิตปี 53 อย่างแม่น้องเกดหรือคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่แคร์
ผมทราบดีเช่นกันว่าพวกคุณชินกับการชี้นิ้วสั่งลูกน้องสั่งคนขับรถ สั่งเด็กเสิร์ฟ ออเดอร์สาวอาบอบนวดและชนชั้นแรงงานให้ทำโน่นนี่ตามใจชอบ พวกคุณจึงรู้สึกรับไม่ได้ที่บรรดาผู้ที่มีการศึกษาต่ำและคนจนเหล่านั้นดันกลับมีบทบาทชี้ชะตาสังคมผ่านการเลือกตั้ง ผมเคยได้ยินบางคนในกลุ่มพวกคุณพูดแม้กระทั่งว่า เมืองไทยน่าจะมอบสิทธิเลือกตั้งเฉพาะคนที่จบปริญญาตรีหรือจ่ายภาษีรายได้ทางตรงเท่านั้น บรรดา ‘ควายแดง’ คนชนบทที่ด้อยการศึกษามิควรมีโอกาสกำหนดทิศทางการเมืองสังคมไทย เพราะคนพวกนี้โง่ จน และถูก ‘ไอ้เหลี่ยม’ หลอกซ้ำซากไม่รู้จักจบ แต่เวลาผมได้ยินเช่นนี้ ผมกลับอดนึกถึงระบอบเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้สมัยหลายสิบปีก่อนมิได้
นี่มิใช่หนทางรอดหรือทางออกของสังคมไทยสำหรับพวกเรา ผมใช้คำว่า ‘พวกเรา’ เพราะผมก็เป็นคนกรุงเทพฯ และกำพืดก็มิได้ต่างจากพวกคุณที่มักทา sunblock ก่อนออกไปตากแดดชุมนุมหรือชอบหลบไปนั่งร้านกาแฟเย็นๆ ติดแอร์มีลาเต้รสดีให้ดื่มเอาแรงระหว่างรอออกไปเดินขับไล่ทักษิณยิ่งลักษณ์ต่อ ความจริงคือว่า สังคมไทยคงเดินต่อไปลำบากยิ่ง หากเรายังดันทุรังกดหัวคนส่วนใหญ่ในสังคมมิให้พวกเขามีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมเรา -มันเหมือนรถสิบล้อที่เคลื่อนที่โดยอาศัยล้อเพียงล้อเดียว
เราควรพยายามสื่อสารกับคนอื่นที่เห็นต่างจากเรามากกว่านี้ หันไปมองมนุษย์เป็นมนุษย์เช่นเดียวกันไม่ว่าการศึกษาในระบบเขาจะน้อยเพียงไร เราควรจะพยายามพูดจากันอย่างสันติด้วยเหตุผล แทนที่จะตะโกนด่าว่ากันด้วยคำหยาบสารพัดอย่างไร้สติและเกลียดชังจนไม่มีใครฟังใคร หรือเกลียดกันจนไม่รู้สึกอะไรเวลาผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้ามถูกทำร้ายจนเสียชีวิต
สังคมต้องการพื้นที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงโต้เถียงกันด้วยเหตุผลอย่างสันติและขันติ ระบอบประชาธิปไตยไทยยังเยาว์และเปราะบางบางนัก แต่ผมหวังว่าทั้งประชาธิปไตยและประชาชนทั้งสังคมจะมีโอกาสได้เดินหน้าเติบโตไปพร้อมกัน และนั่นหมายความว่าเราไม่สามารถปล่อยให้คนไม่กี่คนแอบอ้างเสียงคนทั้งชาติและกำหนดชะตาสังคมอย่างเผด็จการได้ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามลากรถถังออกมาอีก และกรุณาอย่าเข้าใจผิดคิดว่าม็อบคน ‘ห้าล้าน’ มีสิทธิตัดสินใจแทนคนทั้งแผ่นดิน
เราทุกคนคงจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองอย่างสันติและสร้างสรรค์ เคารพเสียงทุกเสียง ยอมรับเสียงส่วนใหญ่และเคารพรับฟังเสียงส่วนน้อย
ผมได้ยินเสียงพวกคุณชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป่านกหวีดบ่อยๆ จนแก้วหูพัง ทีนี้ช่วยกรุณาไปบอกท่านสุเทพด้วยว่า ท่านควรเลิกอ้างเสียงมวลมหาประชาชนคนทั้งประเทศได้แล้ว
ด้วยความจริงใจ
ประวิตร โรจนพฤกษ์
นสพ. The Nation
11 ธันวาคม 2556
ปล. ถอดความดัดแปลงจากจดหมายภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ The Nation วันที่ 11 ธันวาคม 2556 หน้า 11A ชื่อ A letter to the well-heeled protesters of Bangkok by Pravit Rojanaphruk
.
2556-10-16
40 ปี 14 ตุลา..สู้เพื่อเปลี่ยนอำมาตยาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ โดย มุกดา สุวรรณชาติ
.
40 ปี 14 ตุลา... สู้เพื่อเปลี่ยนอำมาตยาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381855533
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08:36:13 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556 ปี33 ฉ.1730 หน้า 20 )
พูดถึง 14 ตุลา
ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญ และการพัฒนาประชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ กฎหมายเขียนโดยผู้มีอำนาจ ในยุคที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาด กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ล้วนอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ปกครองทั้งสิ้น ในยุคที่ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น กฎหมายก็จะให้ความยุติธรรม กับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย
กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการจัดระเบียบการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือรัฐธรรมนูญ
ทั้งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ งอกขึ้นมาจากดิน และก็ไม่ใช่เห็ดฟาง
ทั้งสองอย่าง จะใช้เป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของสังคมได้ต้องแข็งแกร่งแบบไม้ยืนต้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาพัฒนา เติบโต หลายสิบปี
สำหรับประเทศไทย เรานำไม้ต้นนี้มาปลูกบนที่แห้งแล้ง ในเนื้อดินมีทั้งปุ๋ย และพิษ ต้นไม้จึงโตช้า บางช่วงก็มีคนมาตัดกิ่ง ผ่านแล้งผ่านฝนมาเยอะรอดมาถึงวันนี้ในสภาพแคระแกร็น
การพัฒนาประชาธิปไตย ต้องพัฒนาปัจจัยหลายด้าน
1. พัฒนารัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่การคิดขึ้นเองลอยๆ แต่จะใช้ได้จริงต้องสอดคล้องกับสถานการณ์การเมือง ในแต่ละช่วง และผลักดันให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
2. พัฒนาองค์กรหลัก คือ รัฐสภา ทั้งเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย รัฐบาล ศาล
3. พัฒนากลไกของรัฐ คือข้าราชการพลเรือนและทหาร ให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบเจ้าขุนมูลนาย
4. พัฒนาประชาชนทั้งความรู้ความคิดและและการปฏิบัติจริงคือ การปกครองท้องถิ่น
5. พัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรรายได้และสวัสดิการจะกระจายออก
การพัฒนาทั้ง 5 ด้านไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกัน ระบอบประชาธิปไตย จึงเดินไปได้ช้ามากหรือบางช่วงหยุดชะงัก ถูกทำลาย เพราะทั้ง 5 ด้าน สามารถสร้างผลด้านบวกและลบ ต่อระบบ
ลองมองย้อนดู ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะเห็นว่าแม้แต่ด้านทหารก็มีบวกมีลบ ปัจจุบัน ศาลก็สร้างผลบวกลบได้เท่ากับทหาร
กลุ่มพลังของประชาชนก็เช่นกัน ลองดูประวัติศาสตร์การพัฒนาการเมือง ก็จะพบว่าอำนาจการเมืองเป็นตัวกำหนดว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นอย่างไร เมื่อการต่อสู้ทางการเมืองถึงจุดสมดุลที่ก้าวหน้าขึ้น ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ถ้าอำนาจตกอยู่ในมือของคนเฉพาะกลุ่ม แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่มี มีแต่กฎที่ผู้ปกครองสร้างขึ้นเอง
การต่อสู้เพื่อพัฒนาระบบจึงมีมาตลอด และจะยังต้องต่อสู้ไปอีกยาวนาน เป็นเหมือนโรงเรียนประชาธิปไตย
14 ปีแรกหลัง 2475
วางรากฐานสังคมใหม่ และต่อสู้กับอำนาจเก่า
24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรซึ่งมีชื่อว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ประกาศใช้ครั้งแรกใน 10 ธันวาคม พ.ศ.2475
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนว่าอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย คือ อำนาจนิติบัญญัติ ผ่านสภา อำนาจบริหาร ผ่านคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการ ผ่านศาล
แต่ปี 2476 ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ต้านประชาธิปไตย เกิดกบฏบวรเดช แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ฝ่ามาได้
รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีอายุยาวนานมากที่สุด 13 ปี กับ 5 เดือน ถูกยกเลิกเพราะมีการแก้ไขปรับปรุง เราจึงได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกกำหนดให้ตั้งขึ้นครั้งแรกโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประชาธิปไตย เตาะแตะ เริ่มต้นได้เพียง 14 ปี ต้องมีการวางรากฐานของอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และเร่งให้การศึกษาประชาชนทุกชั้นชน
ปรับระบบเศรษฐกิจ การเงิน ตั้งกระทรวง หน่วยงาน สร้างคน มารองรับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
นับเป็นงานที่หนักมาก ใช้เวลามาก
ระบอบอำมาตยาธิปไตย
ครองอำนาจ 26 ปี
ช่วงเวลานั้นลัทธิทหารครองอำนาจกระจายไปทั่วโลก มีทั้ง เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ความคิดแบบเผด็จการ ก็มีขึ้นในผู้นำสายทหารบางคน 8 พฤศจิกายน 2490 มีการทำรัฐประหารของ พลโทผิน ชุณหะวัน ทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีต้องหนีออกนอกประเทศ
คณะรัฐประหารได้เชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นหัวหน้าคณะซึ่ง จอมพล ป. ได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่าไม่ต้องการอำนาจจึงเชิญ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นนายกฯ ชั่วคราว
มีการนำธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมาใช้แทนซึ่งเปิดโอกาสให้แต่งตั้งทหารและข้าราชการเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ และมีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รัฐบาลนายควงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 29 มกราคม พ.ศ.2491 พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ถึงแค่วันที่ 6 เมษายน ก็ถูกทวงอำนาจคืน นายควงลาออก (รวมเวลาเป็นนายกฯ ตัวแทน หลังรัฐประหาร 5 เดือนกว่า) จอมพล ป. เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนอย่างถาวรนานเกือบ 10 ปี
บางคนเรียกว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เต็มใบ
วงจรอุบาทว์คงจะเริ่ม ณ จุดนี้ รัฐประหารปี พ.ศ.2490 ล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลแล้วก็รัฐประหารอีก ในที่สุด จอมพล ป. ก็ถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร จอมพล ป. ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ
การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ 16 กันยายน พ.ศ.2500 อำนาจเป็นของฝ่ายเผด็จการอย่างแท้จริง ระบอบการปกครองเป็นอำมาตยาธิปไตยเต็มใบ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ยุบสภา, ยุบพรรคการเมือง, และประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ฝ่ายก้าวหน้าถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก
ธันวาคม พ.ศ.2506 จอมพลสฤษดิ์ ก็ป่วยและเสียชีวิตลง จอมพลถนอม กิตติขจร รับตำแหน่งนายกฯ ต่อ ร่างรัฐธรรมนูญต่ออย่างช้าๆ...กว่าจะประกาศใช้ ก็... 10 มิถุนายน 2511 ใช้เวลาร่าง 9 ปี กับ 4 เดือน เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 8
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดและจะมาจากข้าราชการก็ได้ มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี พอถึงปี 2514 กลุ่ม ส.ส. ได้ขอแก้รัฐธรรมนูญ ลดอำนาจวุฒิสภาลง ให้แยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำ ให้ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้ และมีปัญหาขัดแย้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณ
แต่คนเคยชินกับอำนาจเผด็จการ ทนฟังสียงคนอื่นไม่ได้ 17 พฤศจิกายน 2514 นายกรัฐมนตรีถนอมแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการปฏิวัติตัวเอง ยุบสภาทิ้งไปเลย แล้วตั้ง "สภาบริหารคณะปฏิวัติ" ขึ้นมาแทน จากนั้นก็ใช้อำนาจเผด็จการเช่นเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ ออกประกาศคณะปฏิวัติใช้แทนกฎหมายมากกว่า 400 ฉบับ เป็น 16 ปีที่ไม่มีการพัฒนาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเลย
ใน 40 ปีแรก ชาวไทยมีโอกาสใช้และพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไม่ถึง 20 ปี นอกนั้นตกอยู่ในอำนาจอำมาตย์
14 ตุลาคม สามัคคีทุกฝ่าย ขับไล่อำมาตย์
การใช้อำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตยช่วง 10 ปีหลัง ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกและประเทศไทยที่เปลี่ยนไป การต่อต้านจึงเริ่มขึ้น จากกลุ่มปัญญาชน เสรีชน และฝ่ายซ้ายบางกลุ่ม การกระจายความคิดต่อต้าน จึงค่อยๆ แพร่ออกไป...
ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
ฤๅทนคลื่นกระแสเรา
5-14 ตุลาคม พ.ศ.2516 มีการต่อต้านระบอบอำมาตย์ของกลุ่มถนอม-ประภาสโดยขบวนการนักศึกษาประชาชนจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ขึ้น
จอมพลถนอมและจอมพลประภาสไม่รู้ว่า 5 ปี หลังสถานการณ์ ได้สุกงอมแล้ว การยอมให้เลือกตั้งในปี 2512 แล้วมารัฐประหารตัวเอง ในปี
2514 เป็นการท้าทายประชาชนว่า เขาจะทำอย่างนี้ ประชาชนมีปัญหาหรือไม่ สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง และเป็นความไม่พอใจของ ส.ส. ทุกจังหวัด
กระแสความไม่พอใจถูกกดไว้ แต่ในกลุ่มปัญญาชนกั้นไม่อยู่ ในที่สุดรอยรั่วจากกลุ่มปัญญาชนก็ขยายตัวออก แม้เป็นรอยรั่วไม่ใหญ่มากแต่เป็นรอยรั่วบนสันเขื่อนที่มีน้ำเต็ม
พอเห็นเขื่อนร้าวก็สายไปแล้ว นักการเมือง ชนชั้นสูงและนายทุนกลุ่มอื่น กลุ่มทหารอื่น ก็ทุบเขื่อนทันที กระแสความไม่พอใจ ไหลทะลักเข้าพุ่งเข้าใส่ กลุ่มอำมาตย์ แต่สามารถทำลายไปแค่ปลายยอด โครงสร้างของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังอยู่ แต่รากฐานบนพื้นดินก็เริ่มคลอนแคลนแล้ว เพราะผืนดินไม่แน่นเหมือนเก่า
สองจอมพล ถูกกลุ่มอำนาจอื่นฉวยโอกาส ขับไล่ออกจากประเทศไทย การต่อสู้ครั้งนั้นกลุ่มชนชั้นปกครองใหม่อาศัยพลังนักศึกษาประชาชนเป็นกำลังหลัก เข้ายึดอำนาจ และแย่งผลประโยชน์ จากผู้ปกครองเก่า 7 ตุลาคม พ.ศ.2517 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ที่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ มีการแต่งตั้ง ส.ว.ได้ 100 คน แต่ข้าราชการมาเป็น ส.ว. ไม่ได้ ตอนนั้นมีคนค้านการแต่งตั้ง ส.ว. น้อยมาก
มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ.2518 ได้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมเป็นนายกฯ แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เดือนเมษายน 2519 ได้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ได้เพียง 6 เดือนก็ถูกรัฐประหาร
การรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มีการปราบอย่างรุนแรงทำให้นักศึกษาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งได้หนีเข้าป่า ใช้วิธีติดอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่ต่อสู้เอาชีวิตแลกมา จบลงในเวลาไม่ถึง 3 ปี
จากอำมาตยาธิปไตย
ทำได้แค่เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ
หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคมใหม่ๆ หลายคนยังงง ว่าการปกครองจะไปทางไหน ระบอบอำมาตยาธิปไตยจะเดินหน้าต่อ หรือจะเป็นสมบูรณาญาธิปไตย
นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร และใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 ที่มีเพียง 29 มาตรา แผนแช่แข็งประเทศไทยมีตั้งแต่ครั้งนั้น กำหนดไว้นานถึง 12 ปี
แต่อยู่ได้เพียง 1 ปีก็ถูกรัฐประหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายธานินทร์ ไปเป็นองคมนตรี เพื่อลดแรงกดดันจากในและนอกประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 แต่มีวุฒิสภาแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจ ถึง 3 ใน 4 ของจำนวน ส.ส. และใช้การเลือกตั้งปี 2522 แปลงร่างให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีเสียงสนับสนุนของ ส.ส. จากพรรคการเมืองและ ส.ว. แต่งตั้ง ไปจนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2523 ก็ถูกบีบให้ลาออกกลางสภา
จากนั้นพลเอกเปรมก็เป็นนายกฯ ต่อ โดยอาศัยนักการเมืองกลุ่มเดิม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ อยู่หลายสมัยนานถึง 8 ปี 5 เดือนโดยไม่เคยลงเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยครึ่งใบไม่ได้กำหนดให้นายกฯ จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขณะนั้น ได้รับตำแหน่งนายกฯ จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ก็ถูกคณะ รสช. ทำการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 จึงสิ้นสุดลง โดยมีโอกาสใช้นานถึง 12 ปี 2 เดือน
มีผู้วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ได้ยาวเพราะเป็นแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองเข้ามามีส่วนในอำนาจได้ง่ายโดยไม่ต้องทำการรัฐประหาร
การดิ้นรนต่อสู้ให้พ้นจาก ระบอบอำมาตย์ ที่เริ่มนับจาก 14 ตุลาคม 2516 ได้นำประชาชนก้าวเข้าไปอยู่ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนานถึง 19 ปี อย่าคิดว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะถ้าสังเกตดูรัฐธรรมนูญก็จะเห็นว่าปรับเปลี่ยนไปตามสมดุลของอำนาจ
แต่ที่ผ่านมาไม่ว่ายุคไหน ส.ว. ก็ต้องมาจากการแต่งตั้ง แต่สมัยนั้น ส.ว. ก็ไม่มีอำนาจแอบแฝงไปตั้งองค์กรอิสระมาชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง

ที่พูดมาทั้งหมด ยังมิได้กล่าวถึง ปัจจัย ข้อที่ 5 การพัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จึงขออนุญาตแนะนำให้ไปอ่านบทความ เรื่อง...กระฎุมพีสมัยใหม่ หลัง 14 ตุลาคม...ของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งได้แจกแจงความสัมพันธ์ของทุนกับการเมือง ก่อน-หลัง14 ตุลาคม และหลังวิกฤติลดค่าเงินบาท 2540 ในหนังสือเล่มใหญ่ชื่อ ... ย้ำยุค รุกสมัย...ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในงาน เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลาคม (น่าจะแจกในงานวันที่ 13 ตุลาคม)
ที่จริงการพัฒนาประชาธิปไตย แบบเต็มใบ เริ่มเดินได้ดีหลังจากพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าโลกแบนมาขัดขวาง ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อไป ว่าจะเปลี่ยนประเทศเป็นอะไรกันแน่?
ฉบับนี้ขอจบด้วย กลอน จาก "งิ้วธรรมศาสตร์ 19" เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ตอน สะสางคดี 6 ศพ ซึ่งจะแสดงที่หอประชุม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ค่ำวันที่ 13 ตุลาคมนี้
แผ่นดินใด ไร้สิ้น ยุติธรรม
ความมืดดำ ย่อมงำแฝง ทุกแห่งหน
ย่อมไม่ผิด ขุมนรก หมกมืดมน
ใครยอมทน ย่อมเขลาโง่ กว่า โค ควาย
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
40 ปี 14 ตุลา... สู้เพื่อเปลี่ยนอำมาตยาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1381855533
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08:36:13 น.
( ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ต.ค. 2556 ปี33 ฉ.1730 หน้า 20 )
พูดถึง 14 ตุลา
ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญ และการพัฒนาประชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ กฎหมายเขียนโดยผู้มีอำนาจ ในยุคที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาด กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ล้วนอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ปกครองทั้งสิ้น ในยุคที่ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น กฎหมายก็จะให้ความยุติธรรม กับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย
กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการจัดระเบียบการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือรัฐธรรมนูญ
ทั้งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ งอกขึ้นมาจากดิน และก็ไม่ใช่เห็ดฟาง
ทั้งสองอย่าง จะใช้เป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของสังคมได้ต้องแข็งแกร่งแบบไม้ยืนต้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาพัฒนา เติบโต หลายสิบปี
สำหรับประเทศไทย เรานำไม้ต้นนี้มาปลูกบนที่แห้งแล้ง ในเนื้อดินมีทั้งปุ๋ย และพิษ ต้นไม้จึงโตช้า บางช่วงก็มีคนมาตัดกิ่ง ผ่านแล้งผ่านฝนมาเยอะรอดมาถึงวันนี้ในสภาพแคระแกร็น
การพัฒนาประชาธิปไตย ต้องพัฒนาปัจจัยหลายด้าน
1. พัฒนารัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่การคิดขึ้นเองลอยๆ แต่จะใช้ได้จริงต้องสอดคล้องกับสถานการณ์การเมือง ในแต่ละช่วง และผลักดันให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
2. พัฒนาองค์กรหลัก คือ รัฐสภา ทั้งเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย รัฐบาล ศาล
3. พัฒนากลไกของรัฐ คือข้าราชการพลเรือนและทหาร ให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบเจ้าขุนมูลนาย
4. พัฒนาประชาชนทั้งความรู้ความคิดและและการปฏิบัติจริงคือ การปกครองท้องถิ่น
5. พัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรรายได้และสวัสดิการจะกระจายออก
การพัฒนาทั้ง 5 ด้านไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกัน ระบอบประชาธิปไตย จึงเดินไปได้ช้ามากหรือบางช่วงหยุดชะงัก ถูกทำลาย เพราะทั้ง 5 ด้าน สามารถสร้างผลด้านบวกและลบ ต่อระบบ
ลองมองย้อนดู ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะเห็นว่าแม้แต่ด้านทหารก็มีบวกมีลบ ปัจจุบัน ศาลก็สร้างผลบวกลบได้เท่ากับทหาร
กลุ่มพลังของประชาชนก็เช่นกัน ลองดูประวัติศาสตร์การพัฒนาการเมือง ก็จะพบว่าอำนาจการเมืองเป็นตัวกำหนดว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นอย่างไร เมื่อการต่อสู้ทางการเมืองถึงจุดสมดุลที่ก้าวหน้าขึ้น ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ถ้าอำนาจตกอยู่ในมือของคนเฉพาะกลุ่ม แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่มี มีแต่กฎที่ผู้ปกครองสร้างขึ้นเอง
การต่อสู้เพื่อพัฒนาระบบจึงมีมาตลอด และจะยังต้องต่อสู้ไปอีกยาวนาน เป็นเหมือนโรงเรียนประชาธิปไตย
14 ปีแรกหลัง 2475
วางรากฐานสังคมใหม่ และต่อสู้กับอำนาจเก่า
24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรซึ่งมีชื่อว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ประกาศใช้ครั้งแรกใน 10 ธันวาคม พ.ศ.2475
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนว่าอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย คือ อำนาจนิติบัญญัติ ผ่านสภา อำนาจบริหาร ผ่านคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการ ผ่านศาล
แต่ปี 2476 ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ต้านประชาธิปไตย เกิดกบฏบวรเดช แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ฝ่ามาได้
รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีอายุยาวนานมากที่สุด 13 ปี กับ 5 เดือน ถูกยกเลิกเพราะมีการแก้ไขปรับปรุง เราจึงได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกกำหนดให้ตั้งขึ้นครั้งแรกโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประชาธิปไตย เตาะแตะ เริ่มต้นได้เพียง 14 ปี ต้องมีการวางรากฐานของอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และเร่งให้การศึกษาประชาชนทุกชั้นชน
ปรับระบบเศรษฐกิจ การเงิน ตั้งกระทรวง หน่วยงาน สร้างคน มารองรับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
นับเป็นงานที่หนักมาก ใช้เวลามาก
ระบอบอำมาตยาธิปไตย
ครองอำนาจ 26 ปี
ช่วงเวลานั้นลัทธิทหารครองอำนาจกระจายไปทั่วโลก มีทั้ง เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ความคิดแบบเผด็จการ ก็มีขึ้นในผู้นำสายทหารบางคน 8 พฤศจิกายน 2490 มีการทำรัฐประหารของ พลโทผิน ชุณหะวัน ทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีต้องหนีออกนอกประเทศ
คณะรัฐประหารได้เชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นหัวหน้าคณะซึ่ง จอมพล ป. ได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่าไม่ต้องการอำนาจจึงเชิญ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นนายกฯ ชั่วคราว
มีการนำธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมาใช้แทนซึ่งเปิดโอกาสให้แต่งตั้งทหารและข้าราชการเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ และมีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รัฐบาลนายควงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 29 มกราคม พ.ศ.2491 พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ถึงแค่วันที่ 6 เมษายน ก็ถูกทวงอำนาจคืน นายควงลาออก (รวมเวลาเป็นนายกฯ ตัวแทน หลังรัฐประหาร 5 เดือนกว่า) จอมพล ป. เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนอย่างถาวรนานเกือบ 10 ปี
บางคนเรียกว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เต็มใบ
วงจรอุบาทว์คงจะเริ่ม ณ จุดนี้ รัฐประหารปี พ.ศ.2490 ล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลแล้วก็รัฐประหารอีก ในที่สุด จอมพล ป. ก็ถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร จอมพล ป. ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ
การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ 16 กันยายน พ.ศ.2500 อำนาจเป็นของฝ่ายเผด็จการอย่างแท้จริง ระบอบการปกครองเป็นอำมาตยาธิปไตยเต็มใบ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ยุบสภา, ยุบพรรคการเมือง, และประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ฝ่ายก้าวหน้าถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก
ธันวาคม พ.ศ.2506 จอมพลสฤษดิ์ ก็ป่วยและเสียชีวิตลง จอมพลถนอม กิตติขจร รับตำแหน่งนายกฯ ต่อ ร่างรัฐธรรมนูญต่ออย่างช้าๆ...กว่าจะประกาศใช้ ก็... 10 มิถุนายน 2511 ใช้เวลาร่าง 9 ปี กับ 4 เดือน เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 8
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดและจะมาจากข้าราชการก็ได้ มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี พอถึงปี 2514 กลุ่ม ส.ส. ได้ขอแก้รัฐธรรมนูญ ลดอำนาจวุฒิสภาลง ให้แยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำ ให้ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้ และมีปัญหาขัดแย้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณ
แต่คนเคยชินกับอำนาจเผด็จการ ทนฟังสียงคนอื่นไม่ได้ 17 พฤศจิกายน 2514 นายกรัฐมนตรีถนอมแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการปฏิวัติตัวเอง ยุบสภาทิ้งไปเลย แล้วตั้ง "สภาบริหารคณะปฏิวัติ" ขึ้นมาแทน จากนั้นก็ใช้อำนาจเผด็จการเช่นเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ ออกประกาศคณะปฏิวัติใช้แทนกฎหมายมากกว่า 400 ฉบับ เป็น 16 ปีที่ไม่มีการพัฒนาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเลย
ใน 40 ปีแรก ชาวไทยมีโอกาสใช้และพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไม่ถึง 20 ปี นอกนั้นตกอยู่ในอำนาจอำมาตย์
14 ตุลาคม สามัคคีทุกฝ่าย ขับไล่อำมาตย์
การใช้อำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตยช่วง 10 ปีหลัง ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกและประเทศไทยที่เปลี่ยนไป การต่อต้านจึงเริ่มขึ้น จากกลุ่มปัญญาชน เสรีชน และฝ่ายซ้ายบางกลุ่ม การกระจายความคิดต่อต้าน จึงค่อยๆ แพร่ออกไป...
ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
ฤๅทนคลื่นกระแสเรา
5-14 ตุลาคม พ.ศ.2516 มีการต่อต้านระบอบอำมาตย์ของกลุ่มถนอม-ประภาสโดยขบวนการนักศึกษาประชาชนจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ขึ้น
จอมพลถนอมและจอมพลประภาสไม่รู้ว่า 5 ปี หลังสถานการณ์ ได้สุกงอมแล้ว การยอมให้เลือกตั้งในปี 2512 แล้วมารัฐประหารตัวเอง ในปี
2514 เป็นการท้าทายประชาชนว่า เขาจะทำอย่างนี้ ประชาชนมีปัญหาหรือไม่ สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง และเป็นความไม่พอใจของ ส.ส. ทุกจังหวัด
กระแสความไม่พอใจถูกกดไว้ แต่ในกลุ่มปัญญาชนกั้นไม่อยู่ ในที่สุดรอยรั่วจากกลุ่มปัญญาชนก็ขยายตัวออก แม้เป็นรอยรั่วไม่ใหญ่มากแต่เป็นรอยรั่วบนสันเขื่อนที่มีน้ำเต็ม
พอเห็นเขื่อนร้าวก็สายไปแล้ว นักการเมือง ชนชั้นสูงและนายทุนกลุ่มอื่น กลุ่มทหารอื่น ก็ทุบเขื่อนทันที กระแสความไม่พอใจ ไหลทะลักเข้าพุ่งเข้าใส่ กลุ่มอำมาตย์ แต่สามารถทำลายไปแค่ปลายยอด โครงสร้างของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังอยู่ แต่รากฐานบนพื้นดินก็เริ่มคลอนแคลนแล้ว เพราะผืนดินไม่แน่นเหมือนเก่า
สองจอมพล ถูกกลุ่มอำนาจอื่นฉวยโอกาส ขับไล่ออกจากประเทศไทย การต่อสู้ครั้งนั้นกลุ่มชนชั้นปกครองใหม่อาศัยพลังนักศึกษาประชาชนเป็นกำลังหลัก เข้ายึดอำนาจ และแย่งผลประโยชน์ จากผู้ปกครองเก่า 7 ตุลาคม พ.ศ.2517 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ที่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ มีการแต่งตั้ง ส.ว.ได้ 100 คน แต่ข้าราชการมาเป็น ส.ว. ไม่ได้ ตอนนั้นมีคนค้านการแต่งตั้ง ส.ว. น้อยมาก
มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ.2518 ได้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมเป็นนายกฯ แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เดือนเมษายน 2519 ได้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ได้เพียง 6 เดือนก็ถูกรัฐประหาร
การรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มีการปราบอย่างรุนแรงทำให้นักศึกษาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งได้หนีเข้าป่า ใช้วิธีติดอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่ต่อสู้เอาชีวิตแลกมา จบลงในเวลาไม่ถึง 3 ปี
จากอำมาตยาธิปไตย
ทำได้แค่เป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบ
หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคมใหม่ๆ หลายคนยังงง ว่าการปกครองจะไปทางไหน ระบอบอำมาตยาธิปไตยจะเดินหน้าต่อ หรือจะเป็นสมบูรณาญาธิปไตย
นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร และใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 ที่มีเพียง 29 มาตรา แผนแช่แข็งประเทศไทยมีตั้งแต่ครั้งนั้น กำหนดไว้นานถึง 12 ปี
แต่อยู่ได้เพียง 1 ปีก็ถูกรัฐประหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายธานินทร์ ไปเป็นองคมนตรี เพื่อลดแรงกดดันจากในและนอกประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 แต่มีวุฒิสภาแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจ ถึง 3 ใน 4 ของจำนวน ส.ส. และใช้การเลือกตั้งปี 2522 แปลงร่างให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ
พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีเสียงสนับสนุนของ ส.ส. จากพรรคการเมืองและ ส.ว. แต่งตั้ง ไปจนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2523 ก็ถูกบีบให้ลาออกกลางสภา
จากนั้นพลเอกเปรมก็เป็นนายกฯ ต่อ โดยอาศัยนักการเมืองกลุ่มเดิม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ อยู่หลายสมัยนานถึง 8 ปี 5 เดือนโดยไม่เคยลงเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยครึ่งใบไม่ได้กำหนดให้นายกฯ จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขณะนั้น ได้รับตำแหน่งนายกฯ จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ก็ถูกคณะ รสช. ทำการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 จึงสิ้นสุดลง โดยมีโอกาสใช้นานถึง 12 ปี 2 เดือน
มีผู้วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ได้ยาวเพราะเป็นแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองเข้ามามีส่วนในอำนาจได้ง่ายโดยไม่ต้องทำการรัฐประหาร
การดิ้นรนต่อสู้ให้พ้นจาก ระบอบอำมาตย์ ที่เริ่มนับจาก 14 ตุลาคม 2516 ได้นำประชาชนก้าวเข้าไปอยู่ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนานถึง 19 ปี อย่าคิดว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะถ้าสังเกตดูรัฐธรรมนูญก็จะเห็นว่าปรับเปลี่ยนไปตามสมดุลของอำนาจ
แต่ที่ผ่านมาไม่ว่ายุคไหน ส.ว. ก็ต้องมาจากการแต่งตั้ง แต่สมัยนั้น ส.ว. ก็ไม่มีอำนาจแอบแฝงไปตั้งองค์กรอิสระมาชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง

ที่พูดมาทั้งหมด ยังมิได้กล่าวถึง ปัจจัย ข้อที่ 5 การพัฒนาการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จึงขออนุญาตแนะนำให้ไปอ่านบทความ เรื่อง...กระฎุมพีสมัยใหม่ หลัง 14 ตุลาคม...ของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งได้แจกแจงความสัมพันธ์ของทุนกับการเมือง ก่อน-หลัง14 ตุลาคม และหลังวิกฤติลดค่าเงินบาท 2540 ในหนังสือเล่มใหญ่ชื่อ ... ย้ำยุค รุกสมัย...ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในงาน เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลาคม (น่าจะแจกในงานวันที่ 13 ตุลาคม)
ที่จริงการพัฒนาประชาธิปไตย แบบเต็มใบ เริ่มเดินได้ดีหลังจากพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าโลกแบนมาขัดขวาง ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อไป ว่าจะเปลี่ยนประเทศเป็นอะไรกันแน่?
ฉบับนี้ขอจบด้วย กลอน จาก "งิ้วธรรมศาสตร์ 19" เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ตอน สะสางคดี 6 ศพ ซึ่งจะแสดงที่หอประชุม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ค่ำวันที่ 13 ตุลาคมนี้
แผ่นดินใด ไร้สิ้น ยุติธรรม
ความมืดดำ ย่อมงำแฝง ทุกแห่งหน
ย่อมไม่ผิด ขุมนรก หมกมืดมน
ใครยอมทน ย่อมเขลาโง่ กว่า โค ควาย
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
2556-10-14
เสกสรรค์(อีกครั้ง): ประชาธิปไตยไทยเติบโต-หนทางแปรวิกฤตเป็นโอกาส
.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (อีกครั้ง): ประชาธิปไตยไทยเติบโต-หนทางแปรวิกฤตเป็นโอกาส
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49243 . . Mon, 2013-10-14 19:54
( ที่มาของปาฐกถา: เรียบเรียงจาก TVThaiNetwork.com )
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ขายดีปาฐกถางานที่ 2 สรุปภาพรวม วิเคราะห์ปัญหาความขัดแย้ง มองมุมมบวกประชาธิปไตยไทยเติบโตขึ้น ชี้หัวใจของปัญหาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำยังถ่างมาก ใครแก้ได้ แปรวิกฤตฉันทานุมัติให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตย
...........
14 ต.ค. 56 มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาปันปรีดี พนมยงค์, สถาบันพระปกเกล้า, เครื่อข่ายองค์กรประชาธิปไตยและภาคประชาสังคมจัดงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาคม 2516 โดยในงานนี้มีการปาฐกถาของอดีตผู้นำนักศึกษา 2 คน คือ ธีรยุทธ บุญมี (อ่านที่นี่ http://prachatai.com/journal/2013/10/49239 ) และเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวข้อ "ปาฐกถาพิเศษวาระ 40 ปี 14 ตุลา: ความฝันเดือนตุลา สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในประเทศไทย" โดยสำหรับเสกสรรค์ นับเป็นการปาถกฐาต่อเนื่องเป็นงานที่ 2 ซึ่งในปีนี้จัดโดยต่างเจ้าภาพเพื่อรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ (คลิกที่นี่เพื่ออ่านปาฐกถางานแรก http://botkwamdee.blogspot.com/2013/10/s-37y6oct.htmlหรือ http://prachatai.com/journal/2013/10/49233 )
............
000
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ปาฐกถาพิเศษวาระ 40 ปี 14 ตุลา
"ความฝันเดือนตุลา สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ
ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในประเทศไทย
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
วันนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว นักเรียนนักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนเรือนแสนจากทุกชั้นชนและหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันลุกขึ้นต่อต้านระบอบเผด็จการที่ครอบงำย่ำยีประเทศชาติมานานนับทศวรรษ การต่อสู้ครั้งนั้นนับเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นครั้งแรก และครั้งใหญ่สุดของปวงชนชาวไทย ที่ยืนยันว่าเราต้องการสังคมที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม
พูดอีกแบบหนึ่งคือ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนไทยได้ร่วมกันประกาศจุดยืนว่าต้องการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดงานเปิด ’หมุด 14 ตุลา’ ขึ้น เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ดังกล่าว จึงนับเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่เราจะได้มาทบทวนกันว่าความฝันเมื่อปี 2516 ได้ปรากฏเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
ก่อนอื่น ผมอยากจะเน้นย้ำว่าการต่อสู้ 14 ตุลาคมมิได้เป็นการปะทะกันโดยบังเอิญระหว่างผู้ผูกขาดอำนาจการปกครองกับมวลชนอันไพศาล หากเป็นการดิ้นรนหาทางออกจากคืนวันอันมืดมิดของประชาชนในทุกครรลองชีวิต ยามที่ทั้งประเทศถูกพันธนาการ ทุกผู้ทุกนามย่อมได้รับผลกระทบ แต่ละหมู่เหล่าย่อมฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า แม้ว่าโดยรูปธรรมแล้วความฝันเหล่านั้นอาจจะแตกต่างกัน
พูดให้ชัดเจนขึ้นคือ ประชาชนแต่ละชนชั้นและชั้นชนต่างก็มีเหตุผลของตนในการต่อต้านเผด็จการ และเรียกร้องประชาธิปไตย
อันดับแรก ใช่หรือไม่ว่าภายใต้ระบอบเผด็จการ นักศึกษาปัญญาชนและนักวิชาการล้วนถูกปฏิเสธพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งทำชีวิตทางปัญญาของพวกเขาปราศจากคุณค่าและความหมาย
ต่อมา คนชั้นกลางที่เริ่มมีการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ ย่อมไม่ต้องการเป็นสัตว์เลี้ยงในคอกของผู้ปกครองอีกต่อไป หากอยากมีสิทธิเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจ และมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
ชนชั้นกรรมกรซึ่งถูกใช้เป็นต้นทุนราคาถูกสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ย่อมฝันถึงวันที่พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นคน หลายปีภายใต้ระบอบเผด็จการ รัฐบาลไม่เคยกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ครั้นเริ่มมีสิ่งนี้เมื่อต้นปี 2516 มันก็ต่ำกว่าค่าครองชีพจริงถึง 2 เท่า
กล่าวสำหรับชาวนาในสมัยนั้น จำนวนไม่น้อยเพิ่งสูญเสียที่ดินทำกิน เนื่องจากภาระหนี้สินซึ่งเกิดจากนโยบายกดราคาข้าวของรัฐ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาธิปไตยสำหรับพวกเขาจึงไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์ หากหมายถึงโอกาสที่จะถามหาความเป็นธรรม
และพูดก็พูดเถอะภายใต้ระบอบเผด็จการ แม้แต่ชนชั้นนายทุน ผู้ประกอบการ นายธนาคาร หรือพ่อค้า ก็หาได้มีอิสรภาพเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจของตน เพราะส่วนไม่น้อยของรายได้ต้องนำมาจ่ายเป็นค่าคุ้มครอง
แน่นอน ถ้าเราถอดรหัสความฝันเหล่านี้ออกมาเป็นคุณค่าทางการเมือง ก็จะพบว่าปรารถนาของผู้คนหลายหมู่เหล่าล้วนรวมศูนย์ล้อมรอบจินตนาการว่าด้วยเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้จากระบอบอำนาจนิยม
ถามว่าแล้วทำไมประชาชนจึงหันมาฝากความหวังไว้กับประชาธิปไตย คำตอบมีอยู่ว่าเพราะประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถผลักดันความฝันให้เป็นจริงได้ด้วยพลังของตนเอง
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยวิธีการกับจุดหมายสามารถเชื่อมร้อยเป็นเนื้อเดียว ไม่ว่าจะเป็นการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม การแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐ หรือการเดินขบวนสำแดงกำลัง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการเคลื่อนไหวที่ไม่เพียงสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ หากยังเป็นการแสดงออกซึ่งความเท่าเทียมกันของสมาชิกในสังคม ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามันคือเสรีภาพที่ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ในความเห็นของผม เราจำเป็นต้องวัดความคืบหน้าของประชาธิปไตยด้วยบรรทัดฐานนี้ ตราบใดที่ประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ สามารถใช้พื้นที่ประชาธิปไตยเป็นเวทีแก้ปัญหาและยกระดับชีวิตของพวกเขาได้ ตราบนั้นเราคงต้องถือว่าระบอบการเมืองกำลังทำงานได้ดี
ในทางกลับกัน ถ้าความยากลำบากของประชาชนถูกมองข้าม อำนาจต่อรองของผู้คนจำนวนมากถูกจำกัด หรือพื้นที่ทางการเมืองของพวกเขาถูกปฏิเสธ ก็แสดงว่าระบอบการเมืองเองกำลังมีปัญหา ไม่ว่าระบอบนั้นจะชูธงประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม
เช่นนี้แล้ว 40 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ประชาธิปไตยเป็นเช่นใด
อันที่จริง ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ประชาธิปไตยอยู่ในสภาพที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กระทั่งล้มลุกคลุกคลานจนแทบไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่การต่อสู้ในเดือนตุลาคม 2516 ได้สั่นคลอนระบอบเก่าอย่างถึงราก และทำให้ลัทธิเผด็จการไม่เคยฟื้นตัวได้อย่างยาวนานหรือเต็มรูป
แน่นอน สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไร้เสถียรภาพ เกิดจากความพยายามของชนชั้นปกครองเก่าที่จะทวงอำนาจกลับคืนมา ด้วยหตุดังนี้ การเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนาและนักศึกษาในช่วงหลัง 14 ตุลาคมจึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว มันคือการใช้สิทธิเสรีภาพเรียกร้องความเป็นธรรมของชนชั้นผู้เสียเปรียบ หลังจากถูกกดขี่เหยียบย่ำมานาน
จริงอยู่ บ้านเมืองในช่วงนั้นอาจจะดูระส่ำระสายไร้ระเบียบอยู่บ้าง แต่ถ้าประเทศไทยให้เวลาตัวเองอีกสักหน่อย ก็จะเข้าใจได้ว่านั่นก็เป็นเพราะส่วนยอดของระเบียบอำนาจเก่าได้ล้มลงในชั่วเวลาข้ามคืน ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ก่อรูปขึ้นอย่างชัดเจน อันนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นสภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกันทั่วโลกยามเมื่อระบอบเผด็จการถูกโค่นลง
มองจากมุมนี้ การปราบปรามกวาดล้างนักศึกษาประชาชนและรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จึงไม่เพียงเป็นบาดแผลของแผ่นดินเท่านั้น หากยังทำลายโอกาสของประเทศไทยในการที่จะเชื่อมร้อยการเมืองมวลชนเข้ากับการทำงานของระบบรัฐสภา
จากนั้นเรายังต้องรบกันเองอีกหลายปี กว่าสงครามประชาชนจะสงบลงและประเทศไทยค่อยๆกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง เวลาก็ผ่านไปแล้วราวหนึ่งทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม การกลับสู่ประชาธิปไตยโดยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 มีความแตกต่างจากการต่อสู้ในปี 2516 อย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่จำกัดมาก และถูกกำหนดเงื่อนไขจากศูนย์อำนาจเดิม
อันนี้หมายถึงว่าฐานะการนำของชนชั้นนำภาครัฐยังคงถูกรักษาไว้ และแม้ว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ก็แทบไม่มีพื้นที่อันใดสำหรับการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกระบวนการตัดสินใจ กระทั่งการเลือกตั้งก็มีความหมายเพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะผู้นำรัฐบาลไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองและไม่จำเป็นต้องได้รับเลือกจากประชาชน
สภาพดังกล่าวได้ส่งผลต่อบุคลิกลักษณะของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างใหญ่หลวง เพราะพวกเขาถูกตัดโอกาสที่จะพัฒนาตนเป็นผู้นำเสียแล้วตั้งแต่ต้น ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถแน่ใจได้ว่านักการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนหรือเป็นแค่บริวารของผู้นำกองทัพ
ยิ่งไปกว่านี้ ในระยะดังกล่าว นักการเมืองจำนวนไม่น้อยยังเติบโตมาจากนักธุรกิจในท้องถิ่นหรือเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ฐานเสียง พฤติกรรมทางการเมืองของพวกเขาทำให้ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นการเมืองแบบเจ้าพ่อ และเวทีการเมืองก็เป็นเพียงโอกาสขยายธุรกิจและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้คน
ขณะเดียวกัน กองกำลังประชาธิปไตยที่เคยขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ประเทศไทยอย่างนักศึกษาปัญญาชน และกรรมกร ชาวนา ต่างก็อ่อนพลังลงเพราะความผันผวนของประวัติศาสตร์ที่พวกตนพยายามขับเคลื่อน ทำให้บรรยากาศทางสังคมดูเหมือนสงบสันติ ปราศจากทั้งปัญหาและการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในระหว่างทศวรรษที่ 2 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ระบอบการเมืองในประเทศไทยจะดูเหมือนซอยเท้าอยู่กับที่และมีภาพปรากฏเป็นเสถียรภาพ แต่ตัวสังคมไทยเองกลับเปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเติบใหญ่ขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และการเข้ามาของกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น
สภาพเช่นนี้ได้ทำให้เกิดการสะสมตัวเงียบ ๆ ของแรงกดดันใหม่ทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อเส้นทางเดินของประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
อันดับแรกคือการแย่งชิงฐานะการนำในพันธมิตรการปกครอง ระหว่างชนชั้นนำจากภาคธุรกิจกับชนชั้นนำภาครัฐที่กุมอำนาจมาแต่เดิม ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นประเด็น แต่เมื่อทุนนิยมอุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น ย่อมทำให้ฐานทางเศรษฐกิจสังคมของระบอบการเมืองเปลี่ยนไป รวมทั้งฐานคิดของนักการเมืองบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกได้ทำให้ความกลัวฝ่ายซ้ายของชนชั้นนายทุนเริ่มหมดไปจากฉากหลังทางการเมืองด้วย อันนี้ทำให้บทบาทของกองทัพและแนวคิดขวาจัดมีพลังลดน้อยถอยลง นักการเมืองที่มาจากภาคธุรกิจเริ่มแสดงความต้องการที่จะขึ้นกุมอำนาจโดยตรงอย่างเปิดเผยมากขึ้น แทนที่จะยอมเป็นแค่หางเครื่องของผู้นำกองทัพและผู้บริหารระบบราชการ
แต่ก็น่าเสียดายที่นักการเมืองจำนวนมากที่เติบโตมาในช่วงนี้เคยชินแต่การรับบทพระรอง ดังนั้นจึงไม่สามารถสถาปนาอำนาจการนำขึ้นมาได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่สามารถขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้หยั่งรากขยายตัว
รัฐบาลชุดแรกที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง กลายเป็นรัฐบาลที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด นักการเมืองถูกติฉินนินทาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น จนกระทั่งกลายเป็นจุดอ่อนขนาดใหญ่ทั้งของรัฐบาลและระบอบการเมืองที่ดูคล้ายประชาธิปไตย ในที่สุดเงื่อนไขในการทวงอำนาจคืนของชนชั้นนำจากกองทัพและระบบราชการก็สุกงอม
ในเบื้องแรก ผลที่ออกมาจากความขัดแย้งดังกล่าว คือรัฐประหาร 2534 ซึ่งเป็นการฟื้นฐานะการเมืองของชนชั้นนำภาครัฐ พวกเขาต้องการพาประเทศไทยกลับไปยังปี 2521 อันเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ และอยากให้นักการเมืองมาช่วยตกแต่งหน้าร้านเท่านั้น
สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ ตอนนั้นโลกได้เปลี่ยนไปไกลแล้ว และเงื่อนไขในการสร้างรัฐบาลทหารโดยมีนักการเมืองผสมก็จางหายไปเช่นกัน
ด้วยเหตุดังนี้ ภายในเวลาเพียงปีเดียว การสืบทอดอำนาจของผู้นำกองทัพโดยผ่านกลไกรัฐสภาจึงถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนัก และนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535 จากนั้นจึงนำไปสู่กระแสปฏิรูปการเมือง และรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ในระหว่างนี้เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคมเท่ากับถูกนำมายืนยันอย่างมีพลังอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การช่วงชิงฐานะนำในศูนย์อำนาจระหว่างชนชั้นนำภาครัฐกับชนชั้นนำจากภาคธุรกิจยังไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้ หากจะหวนกลับมาอีกในบริบทที่ต่างไปจากเดิม
อันดับต่อมา แรงกดดันอีกแบบหนึ่งที่สะสมตัวขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2 ต่อเนื่องกับต้นทศวรรษที่ 3 หลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม คือความไม่พอใจของชนชั้นล่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและสังคม
กล่าวคือในขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นและนำไปสู่ความมั่งคั่งขยายตัวของทั้งชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางในเมือง แต่การเติบโตอันเดียวกันนี้ก็ได้นำไปสู่ความอับจนเสียเปรียบของคนอีกจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งผู้สูญเสียฐานทรัพยากรในการประกอบอาชีพ ผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล ผู้พ่ายแพ้เสียเปรียบในตลาดเสรี ไปจนถึงชุมชนคนชายขอบอีกหลายประเภทที่ขาดเงื่อนไขในการพยุงชีวิตให้สมศักดิ์ศรีความเป็นคน
พูดอีกแบบหนึ่งคือในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ช่องว่างระหว่างชนชั้นนับวันยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และช่องว่างนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้ หากยังเกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำในเรื่องพื้นที่ทางการเมือง และโอกาสเข้าถึงอำนาจรัฐ ความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษา สวัสดิการทางการแพทย์ และเงื่อนไขอีกหลาย ๆ อย่างสำหรับการมีชีวิตที่ดี
แน่นอน ประชาชนหลายหมู่เหล่าเชื่อว่าชะตากรรมของพวกเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐกับทุน ด้วยเหตุนี้ การชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้เดือดร้อนต่างๆจึงเกิดขึ้นด้วยความถี่ที่เหลือเชื่อ แม้ว่าผู้ที่พวกเขาหันมาเผชิญหน้าจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่นในปี 2538 เพียงปีเดียว มีการชุมนุมประท้วงของชาวบ้านถึงกว่า 700 ครั้ง (ประภาส ปิ่นตบแต่ง/ การเมืองบนท้องถนนฯ /2541)
ผมคงไม่ต้องพูดย้ำก็ได้ว่าการชุมนุมประท้วงเหล่านี้ บ่อยครั้งได้นำไปสู่การปะทะกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน กระทั่งมีกรณีที่ประชาชนต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวอันเนื่องมาจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าผู้นำการต่อสู้หลายคนได้ถูกลอบสังหารหรือถูกคุกคามทำร้าย โดยส่วนใหญ่ฝ่ายรัฐไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้
ดังนั้นเราจึงอาจพูดได้ว่าแม้การต่อสู้ 14 ตุลาคมจะผ่านไปถึงกว่า 20 ปีแล้ว และการมีสิทธิเสรีภาพกำลังกลายเรื่องธรรมดาในหมู่คนชั้นกลางแห่งเมืองหลวง แต่สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยในประเทศไทย ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมกลับยังไม่ปรากฏเป็นจริง
ตรงกันข้าม หลายครั้งที่พยายามยืนยันความฝันเหล่านั้น พวกเขากลับต้องพบกับกระบองของเจ้าหน้าที่และสุนัขตำรวจ กระทั่งบางทีก็ต้องวิงวอนขอความเมตตาด้วยใบหน้าที่อาบเลือดและน้ำตา ภาพย่อของ 6 ตุลาคม 2519 ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ หรือแม้แต่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยโลกไม่ทันสังเกตหรือให้ความสนใจ โดยเฉพาะโลกของคนที่ได้เปรียบจากแผนพัฒนาประเทศและการขยายตัวของทุนนิยม
แน่นอน สภาพที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลำพังประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นอาจจะไม่พอเพียงสำหรับการแก้ปัญหาหรือสนองความใฝ่ฝันของประชาชนได้ครบทุกหมู่เหล่า
ต่อให้ผู้นำกองทัพหรือชนชั้นนำจากระบบราชการกลับคืนสู่กรมกอง นักการเมืองส่วนใหญ่ก็ยังพอใจอยู่กับการเป็นแค่นักเลือกตั้ง ที่หมกมุ่นอยู่กับการต่อรองแบ่งผลประโยชน์กันเอง มากกว่าเป็นผู้นำการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ หรือเป็นรัฐบุรุษที่ทำทุกอย่างเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน
เช่นนี้แล้ว สถานการณ์การเมืองในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535 จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ยามนั้นกระแสโลกาภิวัตน์เริ่มพัดมาแรง ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมในการเผชิญกับสภาวะแปลกใหม่ แต่ใครเล่าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้
พูดก็พูดเถอะ ในห้วงหนึ่งมันเป็นสถานการณ์ที่ชวนคับแค้นใจยิ่ง เพราะเราเพิ่งปฏิเสธระบอบอำนาจนิยมมาหมาด ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตั้งความหวังไว้กับระบอบประชาธิปไตยแบบเจ้าพ่อได้
ดังนั้น ผู้ห่วงใยบ้านเมืองจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มคิดถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งในปณิธานดังกล่าว มีแนวคิดที่จะหนุนเสริมการทำงานของระบบรัฐสภาด้วยการเมืองภาคประชาชน หรือประชาธิปไตยทางตรงรวมอยู่ด้วย
ถามว่าแล้วทำไมที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ประชาชนผู้เดือดร้อนอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวผ่านระบบพรรคการเมือง หรืออาศัยนักการเมืองจากพื้นที่ของตนช่วยขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบสนองหรือช่วยแก้ไขปัญหาของพวกเขา
ในความเห็นของผม เหตุผลที่ทำให้ความหวังดังกล่าวไม่อาจเป็นจริงมาจากหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน ที่เห็นได้ชัดเจนคือนักการเมืองจำนวนมากมีฐานะเป็นเจ้าของเครือข่ายผลประโยชน์ซึ่งก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกับชาวบ้าน ดังนั้นมันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นผู้ปัดเป่าความเดือดร้อนเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่มองเห็นได้ยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ การหายไปของพื้นที่สำหรับพรรคการเมืองแบบทางเลือกในตัวระบบรัฐสภาเอง
ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พรรคการเมืองที่มีแนวทางแบบสังคมนิยมหรือแบบรัฐสวัสดิการล้วนถูกทำให้เป็นองค์กรผิดกฎหมาย ครั้นต่อมาเมื่อสงครามอุดมการณ์สิ้นสุดลง ระบบทุนนิยมในประเทศไทยก็หยั่งรากแน่นจนไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะต้องผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน มิหนำซ้ำผลประโยชน์ของทุนยังถูกยกระดับขึ้นเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งโดยรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ผมคงไม่ต้องเอ่ยถึงก็ได้ว่าสภาพดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ถูกกดขี่ขูดรีดไม่มีพรรคการเมืองที่เข้าข้างพวกเขาอยู่ในรัฐสภาเลย ยกเว้นนักการเมืองบางท่านที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบ ซึ่งก็มีอยู่น้อยนิดเกินกว่าจะสร้างผลสะเทือนในเชิงนโยบาย
ดังนั้น ประเด็นจึงต้องย้อนกลับมาสู่หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือเชื่อมโยงจุดหมายกับวิธีการเข้าหากัน
ประชาชนจะต้องมีพื้นที่ทางการเมืองของตัวเองโดยตรง และสามารถแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคทางการเมืองของพวกเขาปรากฏเป็นจริง รวมทั้งความเป็นธรรมที่พวกเขาปรารถนาก็ต้องอาศัยพลังของตนขับเคลื่อนผลักดันเอาเอง
พูดกันตามความจริง กลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวในรูปของการเมืองภาคประชาชนนั้นไม่ได้มีความคิดไปไกลถึงขั้นล้มระบบทุนนิยม และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโค่นอำนาจรัฐ พวกเขาเพียงแต่อยากอยู่นอกเขตอิทธิพลของตลาดเสรี และขอเงื่อนไขสำหรับความอยู่รอดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดินทำกิน ความปลอดภัยจากมลภาวะที่มาจากภาคอุตสาหกรรม หรือสิทธิในการจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ อย่างสายน้ำ ป่าเขา และฝั่งทะเล
เดิมทีเดียวพี่น้องเหล่านี้เพียงขอให้รัฐคุ้มครองพวกเขาด้วย แทนที่จะปล่อยให้ทุนเป็นฝ่ายรุกชิงพื้นที่ได้ทุกหนแห่ง แต่ต่อมาเมื่อการณ์ปรากฏชัดว่ารัฐกับทุนแยกกันไม่ออก จุดมุ่งหมายของพวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือให้รัฐเกื้อหนุนทุนน้อยลง และสงวนพื้นที่บางแห่งเอาไว้ให้พวกเขาดูแลชีวิตของตนเอง
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นการต่อสู้ในลักษณะป้องกันตัวของชนชั้นที่ถูกทอดทิ้ง มากกว่าเป็นความเคลื่อนไหวของชนชั้นที่ต้องการมีฐานะในศูนย์อำนาจส่วนกลาง
กระนั้นก็ดีในโลกทัศน์ที่ดูเหมือนแลไปข้างหลัง พวกเขายังมีแนวคิดในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างสังคม เพราะนั่นเป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะทำให้ตนเองมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี และสมศักดิ์ศรีความเป็นคน
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเกิดขึ้นของการเมืองภาคประชาชนในช่วงนี้ได้ส่งผลต่อกระบวนการปฏิรูปการเมืองพอสมควร เพราะมันเป็นพลังที่ขับเคลื่อนในเรื่องสิทธิเสรีภาพสืบต่อจากการต่อสู้ 14 ตุลาคม นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นขบวนการเมืองที่ริเริ่มเรื่องสิทธิชุมชน ตลอดจนเรียกร้องให้มีการเคารพอัตลักษณ์ตัวตนของชนชาติกลุ่มน้อย
ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ฐานะของการเมืองภาคประชาชนจึงได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งบทบัญญัติที่ยืนยันทิศทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยืนยันสิทธิทางการเมืองของประชาชนและสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ สภาพดูเหมือนว่าจากนี้ไป กลุ่มชนที่เสียเปรียบและต่ำต้อยทางสังคมจะสามารถใช้กระบวนทางการเมืองมากอบกู้ความเป็นธรรมได้
แต่ก็อีกนั่นแหละ รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองมิได้ถูกออกแบบให้มาคุ้มครองคนเสียเปรียบอย่างเดียว หากยังแอบยกฐานะเศรษฐกิจทุนนิยมและกลไกตลาดเสรีขึ้นมาเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 87
อันนี้ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่พูดถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไว้มากมาย เสรีภาพในการเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจนอกกรอบทุนนิยมกลับถูกหักล้างไปโดยสิ้นเชิง
ทั้ง ๆ ที่กลไกตลาดเสรีนั้นเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในประเทศไทยถ่างกว้างอย่างรวดเร็ว และการปฏิรูปสังคมในระดับรากฐานแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่แตะต้องโครงสร้างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ สถานการณ์ของบ้านเมืองยิ่งทวีความซับซ้อนมากกว่านั้นอีก มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งนองเลือดในระยะถัดมา
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยตรง ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตใช้เวลาทบทวนความเป็นมาสักเล็กน้อย
อันดับแรก ความล้มเหลวของนักการเมืองรุ่นเก่าในการดูแลระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้กลุ่มทุนใหม่ที่เติบโตมากับกระแสโลกาภิวัตน์และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกมากกว่า ไม่ต้องการปล่อยให้ชนชั้นนำจากท้องถิ่นหรือนักการเมืองอาชีพเหล่านี้มีฐานะนำในศูนย์อำนาจอีกต่อไป
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือพวกเขาต้องการขึ้นมาบริหารบ้านเมืองด้วยตัวเอง
แน่นอน ลำพังแค่นี้ก็คงไม่ใช่อะไรใหม่มากนัก แต่เงื่อนไขที่ทำให้การก้าวขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจต่างไปจากเดิมคือ พวกเขาขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้มากเป็นพิเศษ อีกทั้งมีข้อกำหนดหลายอย่างที่ส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่จำนวนน้อย โดยหวังว่าจะช่วยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความเข้มแข็งมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น การกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งพรรคการเมืองเป็นผู้นำเสนอบัญชีรายชื่อผู้สมัครต่อประชาชนทั้งประเทศ ยิ่งทำให้ฐานความชอบธรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับชัยชนะมีลักษณะกว้างขวางกว่าก่อนหน้านี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฐานความชอบธรรมของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกวางตัวไว้เป็นหมายเลขหนึ่งของบัญชีรายชื่อ เพราะมันเท่ากับว่าคนส่วนใหญ่เลือกเขาขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ถามว่าแล้วประชาชนเล่าได้อะไรบ้างจากการปฏิรูปการเมืองในทิศทางนี้
ในความเห็นของผม คำตอบที่สั้นและชัดเจนที่สุดคือได้อำนาจต่อรองเพิ่ม ทั้งนี้เนื่องจากการเลือกตั้งส.ส.ด้วยระบบสัดส่วนถือเอาทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่อยู่ในสนามแข่งขันแทบไม่อาจหาเสียงด้วยวิธีอื่น นอกจากต้องเสนอนโยบายที่โดนใจผู้คน
สิ่งที่เป็นความฉลาดของกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาในเวทีการเมืองคือพวกเขาเข้าใจเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปเหล่านี้มากกว่านักการเมืองรุ่นเก่า ซึ่งเคยชินกับการให้สัญญาเชิงอุปถัมภ์หรือปฏิญาณตนแบบลม ๆ แล้ง ๆ มากกว่าการสร้างนโยบายที่จับต้องได้และตรงกับประเด็นปัญหา
ดังนั้น การเลือกตั้งในปี 2544 จึงจบลงด้วยการพ่ายแพ้ยับเยินของพรรคการเมืองที่มีมาแต่เดิม และชัยชนะอันงดงามของพรรคการเมืองที่ชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจก่อตั้งขึ้น
การที่พรรคการเมืองพรรคเดียวได้เสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎรนั้นนับเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐสภาไทย แต่ที่สำคัญกว่าและมีนัยยะทางการเมืองกว้างไกลกว่าคือการก่อรูปความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับมวลชนจำนวนมหาศาลโดยผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม
หรือพูดให้ชัดขึ้นคือการก่อตัวของพันธมิตรทางชนชั้นอันเหลือเชื่อระหว่างกลุ่มทุนใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์กับเกษตรกรในชนบทซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่สุดในสนามเลือกตั้งของไทย
กล่าวสำหรับประเด็นนี้ เราคงต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนใหม่เป็นผู้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในชนบทและหัวเมืองต่างจังหวัดก่อนใคร ๆ พวกเขามองเห็นว่าชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อพยพเข้าเมืองได้แปรสภาพเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปหมดแล้ว พี่น้องในต่างจังหวัดเหล่านั้นล้วนทำการผลิตในเชิงพาณิชย์และจำเป็นต้องอยู่กับตลาดทุนนิยม แต่ก็เป็นผู้เล่นที่เสียเปรียบอย่างยิ่งภายใต้กลไกตลาดเสรี
ดังนั้นชนชั้นกลางใหม่ในชนบทจึงต้องการนโยบายรัฐมาหนุนช่วยหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุน การตัดวงจรหนี้สิน มาจนถึงการคุ้มครองราคาผลผลิตทางเกษตรที่พวกเขาฝากชีวิตเอาไว้
สำหรับชนชั้นที่เสียเปรียบในตลาดเสรี การแสวงหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแทบจะทำไม่ได้เลย หากปราศจากอำนาจต่อรองในทางการเมือง
แต่ก็แน่ละ นโยบายแบบนี้อาจจะไม่จำเป็นสำหรับชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางรุ่นเก่าในเมืองหลวง ซึ่งไม่มีใครช่วยก็รวยได้ เพราะมีกลไกตลาดคอยดีดเงินเข้ากระเป๋าอยู่แล้ว ความแตกต่างดังกล่าวต่อไปจะมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ตามมา
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งในช่วงหลัง 2540 จึงไม่เพียงเป็นหนทางขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มทุนใหม่เท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่แสดงตัวตนและสำแดงน้ำหนักทางการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทด้วย และด้วยสาเหตุดังกล่าว มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนในชนบทเหล่านั้นจะโกรธแค้นน้อยใจ เมื่อพื้นที่และทางออกจากความเสียเปรียบเพียงทางเดียวของพวกเขาถูกทำลายลงโดยรัฐประหารในปี 2549
ในทัศนะของผม สถานการณ์ข้างต้นคือที่มาทางเศรษฐกิจสังคมของการเมืองแบบเสื้อสีและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ผมคิดว่าจะเพ่งมองแต่ความแตกแยกของผู้คนในสังคมไทยเพียงด้านเดียว คงไม่ได้ เพราะถ้าพิจารณาจากมุมของประชาธิปไตยแล้ว นับว่ามีพัฒนาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนพยายามถอยห่างจากการเมืองภาคตัวแทน และต่อรองจากจุดยืนอิสระ การเมืองมวลชนของชนชั้นกลางใหม่กลับช่วยชุบชีวิตให้กับระบบรัฐสภาด้วยการใช้การเมืองภาคตัวแทนช่วยต่อรองในระดับนโยบาย
ในความเห็นของผม กระบวนการดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าใกล้ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมอีกสักก้าวสองก้าว ทั้งนี้เนื่องจากมันจะช่วยลดทอนช่องว่างทางชนชั้น โดยเฉพาะช่องว่างในเรื่องอำนาจและอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การลดช่องว่างในด้านรายได้
ในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเสียทั้งเวลาและเลือดเนื้อไปไม่น้อย ในการพยายามผลักระบอบอำนาจนิยมให้ออกจากเวทีประวัติศาสตร์ และขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้สามารถตอบโจทย์ต่าง ๆ ของประชาชน
ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องเลอะเทอะทางตรรกะที่จะคิดว่าประชาธิปไตยสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องต่อสู้ หรือเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาจากข้างบนลงมา
อันที่จริง ถ้าเรามองโลกเชิงบวกสักหน่อย ก็จะพบว่าท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสายตาของคนบางกลุ่มบางคน สังคมไทยกลับมีความคืบหน้ามากขึ้นในการทำความฝันเดือนตุลาให้ปรากฏเป็นจริง
ใช่หรือไม่ว่าหลายปีมานี้ การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทอย่างสูงในการผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยในทุกสาขาคำนิยาม
ใช่หรือไม่ว่าในระยะหลัง ๆ การเมืองมวลชนก็มีบทบาททำให้การเลือกตั้งและระบบรัฐสภามีความหมายมากขึ้น โดยกดดันให้พรรคการเมืองต้องปรับตัว และรัฐต้องมีนโยบายกระจายความเป็นธรรม
พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองไทยเป็นเรื่องของชนชั้นนำน้อยลง ขณะที่เป็นเรื่องของสามัญชนคนธรรมดามากขึ้น ถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่การเติบโตของประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรใช่
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะก้าวรุดหน้าไปบนหนทางประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผลิตความขัดแย้งยังคงมีอยู่ และชะตากรรมของประเทศจะขึ้นต่อความสามารถของเราในการจัดการความขัดแย้งที่สำคัญ ๆ
ในความเห็นของผม เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายประชาธิปไตย อาจจัดได้เป็น2กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกได้แก่เงื่อนไขอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางชนชั้นอย่างสุดขั้ว หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ล้นเกิน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเข้าถึงอำนาจได้ไม่เท่ากันและมีทัศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน
เงื่อนไขในกลุ่มต่อมา เป็นผลสืบเนื่องมาจากแรงผลักของกระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมแบบไร้พรมแดน ซึ่งทำให้รัฐไทยมีพื้นที่น้อยลงในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และระบอบประชาธิปไตยถูกลดอำนาจในการกำหนดนโยบาย
ขณะเดียวกันเงื่อนไขดังกล่าวยิ่งส่งผลให้ความแตกต่างทางชนชั้นขยายกว้างออกไปอีกจนเกือบจะควบคุมไม่ได้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติกลายเป็นเพียงภาพลวงตา
แน่นอน ความแตกต่างทางชนชั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่าความแตกต่างที่นับวันยิ่งขยายกว้างนี้ ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมีมุมมองและมีระดับความภักดีต่อประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน
ชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางในเมืองหลวงมองการเมืองแบบหนึ่ง กรรมกรอุตสาหกรรมมองอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่คนชั้นกลางใหม่ในภาคเกษตรกรรมก็มีมุมมองต่อประชาธิปไตยของตนเอง และชาวบ้านในชุมชนชายขอบก็เช่นเดียวกัน
ที่น่าหนักใจคือ ทัศนะที่เพาะตัวขึ้นจากความเหลื่อมล้ำที่สุดขั้วมักเป็นทัศนะที่ยากจะไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพราะมันผูกติดอยู่กับเดิมพันเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นแกนชีวิตของแต่ละฝ่าย ในเงื่อนไขดังกล่าวบรรยากาศเสรีนิยมจึงเกิดขึ้นได้ยาก และความขัดแย้งทางความคิดก็มักนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมือง กระทั่งในบางกรณี ถึงกับนำไปสู่ความรุนแรง
ยกตัวอย่างเช่นในปี 2549 ในขณะที่ชนชั้นกลางใหม่ในชนบทกำลังตื่นเต้นยินดีกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล คนชั้นกลางในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกวิตกกังวลในสิ่งที่เรียกว่าประเด็นคุณธรรมของฝ่ายบริหาร
รวมทั้งรู้สึกหวั่นไหวเกี่ยวกับฐานะของตน เพราะเห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกติกาของระบบตลาดเสรี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บางส่วนจึงถึงกับเต็มใจให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ในทำนองเดียวกัน เหตุการณ์นองเลือดในปี 2553 ก็มาจากความคิดเห็นที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพราะมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลในช่วงนั้นเห็นว่ารัฐบาลมีที่มาไม่ชอบธรรม อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกว่าตัวเองถูกชนชั้นที่เหนือกว่าข่มเหงรังแกตามอำเภอใจ
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมเห็นว่ามีรากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วทั้งสิ้น ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วคือที่มาของความขัดแย้งรุนแรงในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสงครามประชาชนในชนบท มาจนถึงกรณีกระชับพื้นที่ด้วยกระสุนจริงที่ราชประสงค์
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่มีทางจะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้เลย ถ้าหากไม่มีความพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ช่องว่างทางชนชั้นเหล่านี้ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงไม่ลดลง หากยังเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ตัวเลขจากปี 2552 ระบุว่ารายได้ของคน 20 เปอร์เซนต์แรกที่อยู่ลำดับสูงสุดกับคน 20 เปอร์เซนต์ที่อยู่ข้างล่างสุดห่างไกลกันถึง 13.2 เท่า (มติชน 6 พค.52) และคน 10 เปอร์เซนต์ที่รวยสุดเป็นเจ้าของสินทรัพย์มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ เทียบกับคนชั้นล่างสุด 10 เปอร์เซนต์ได้ส่วนแบ่งไปแค่ 3.9 เปอร์เซนต์ (มติชน 5 ตค.52)
และถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้อีก ดังจะเห็นได้จากการค้นคว้าของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งพบว่า 42 เปอร์เซนต์ของเงินฝากในธนาคารทั้งประเทศ ซึ่งมีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย เป็นของคนเพียงสามหมื่นห้าพันคน จากจำนวนประชากรราว 64 ล้านคน (ผาสุก พงษ์ไพจิตร/ มติชน 18 พย.52)
ล่าสุด นิตยสารฟอร์บส์ได้เปิดเผยรายชื่อมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของประเทศไทย ปรากฏว่าคนจำนวนหยิบมือเดียวเหล่านี้เป็นเจ้าของมูลค่าความมั่งคั่งรวมกันแล้วกว่า 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซนต์ของจีดีพี นอกจากนี้ 44 คนในจำนวนดังกล่าวยังมีความมั่งคั่งเพิ่มจากปีที่ผ่านมา (โพสต์ทูเดย์ 4 กค. 56)
ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังรายงานของธนาคาร UBS ร่วมกับสถาบันแห่งหนึ่งสำรวจพบว่าเศรษฐีไทยที่มีเงินมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (960 ล้านบาท) มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีกลายนี้ 15.2 เปอร์เซนต์ หรือเพิ่มจาก 625 คนเป็น 720 คน คนเหล่านี้เป็นเจ้าของสินทรัพย์รวมมูลค่าแล้ว 110,000 ล้านเหรียญ หรือกว่า 3.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปีกลาย 520,000 ล้านบาท (ไทยรัฐ 23 กย.56)
ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราหันมามองชีวิตของเกษตรกรไทย ก็จะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วพวกเขามีรายได้ทั้งปีเพียง114,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตและรายจ่ายด้านอุปโภคออกแล้ว กลับติดลบปีละ 34,000 บาท (มติชน 6 พย.53) อันนี้หมายความง่าย ๆ ว่าพวกเขายิ่งผลิตยิ่งเป็นหนี้
และเมื่อพูดถึงรายได้เฉลี่ยของคนงานรับจ้าง เราก็จะเห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ครบวงจรมากขึ้น เพราะคนเหล่านี้ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 7,000-9,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อคิดเป็นค่าจ้างรายวันแล้ว ยังน้อยกว่าราคาอาหารกลางวันของคนชั้นกลางจำนวนมาก หรืออาจจะถูกกว่าราคากางเกงในที่ขายตามห้างหรู
ในขณะที่ช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนของผู้บริหารบริษัทกับพนักงานระดับเสมียนก็ห่างไกลกันถึงกว่า 11 เท่า โดยผู้บริหารบริษัทในประเทศไทยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทุกประเทศในเอเชีย ยกเว้นฮ่องกง (สฤณี อาชวานันทกุล/ ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา/ 2554 น.43)
พูดแล้วก็พูดให้หมดเปลือก ความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วเหล่านี้ ยังถูกทำให้เลวลงอีกด้วยระบบการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะภาษีจากรายได้และกำไรประเภทต่าง ๆ ซึ่งจัดเก็บจากคนที่ได้เปรียบ กลับมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของรายได้รัฐจากภาษีทั้งหมด ในขณะที่ภาษีสินค้าและบริการซึ่งเก็บจากผู้บริโภคทุกคนกลายเป็นรายได้รัฐส่วนใหญ่ (http://whereisthailand.info/2013/03/sources-of-tax-revenue/) กล่าวอีกแบบหนึ่งคือคนรวยเสียภาษีน้อยเกินไป ส่วนคนจนก็เสียภาษีทางอ้อมทุกวัน
แน่นอน ตัวเลขเหล่านี้ย่อมมีนัยยะทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง เราจะยืนยันหลักการแห่งความเสมอภาคได้อย่างไร บนภูมิประเทศทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรงข้ามกับความเสมอภาคอย่างสิ้นเชิง จำนวนของเกษตรกรและแรงงานรับจ้างในระบบนั้นเมื่อรวมกันแล้วเท่ากับเกินครึ่งของประชากรไทย อะไรจะเกิดขึ้นถ้าความคับแค้นทางเศรษฐกิจของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในประเทศไทย การเอ่ยถึงความแตกต่างทางชนชั้นดูจะเป็นเรื่องต้องห้ามและชวนให้ไม่สบายใจสำหรับคนจำนวนไม่น้อย แต่ในความเห็นของผม ท่าทีแบบนี้ทั้งไร้ประโยชน์และเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันเท่ากับตัดประเด็นใจกลางออกไปจากความจริงของปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่ฉาบฉวย
ดังนั้น ผมจึงคิดว่าเราควรมองความจริงให้เต็มตา บ้านเมืองจึงจะพอทางออกได้บ้าง เราควรเปิดบาดแผลของประเทศออกมาดู และมองให้เห็นความเกี่ยวโยงอันใกล้ชิด ระหว่างความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วกับภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง
สำหรับชนชั้นที่ได้เปรียบ ท่านควรยอมรับว่ามันหมดเวลาแล้วที่จะมีอุปาทานว่าตนเองไม่เดือดร้อนกับสภาพเช่นนี้ หมดเวลาแล้วเช่นกันที่จะโทษว่าบ้านเมืองวุ่นวายเพราะจริตฟุ้งซ่านของคนไม่กี่คน หรือแค่ขจัดคอรัปชั่นแล้วบ้านเมืองจะดีเอง
ผู้คนในประเทศไทยควรจะต้องตระหนักให้มากขึ้นว่าปัญหาของประเทศไม่ได้เกิดจากการโกงบ้านกินเมืองอย่างเดียว แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีจริงและสมควรแก้ไข แต่คนที่ดูเหมือนมือสะอาดก็ใช่ว่าจะผุดผ่องอันใดนักหนา เพราะเงื่อนไขที่ก่อเรื่องมากกว่าคือระบบที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งรวยได้อย่างเหลือล้นโดยไม่ต้องโกง ขณะคนส่วนใหญ่ลำบากได้อย่างเหลือเชื่อทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกียจคร้าน
ต่อไป เราลองมาพิจารณาอุปสรรคของประชาธิปไตยอันเนื่องมาจากยุคโลกาภิวัตน์ หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือผลกระทบของทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อเส้นทางเดินของสังคมไทย
แน่นอน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์มีด้านที่เป็นความเจริญอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ การกระตุ้นการเติบโตของพลังการผลิต และการทำลายพรมแดนที่เคยกั้นขวางสายใยสัมพันธ์ระหว่างมวลมนุษย์
อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาเฉพาะด้านที่สร้างความเหลื่อมล้ำ เราจะพบว่าระบบทุนนิยมแบบไร้พรมแดนได้คะแนนต่ำอย่างน่าตกใจยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการเลื่อนไหลเสรีของทุนและแรงงาน มักนำไปสู่ข้อได้เปรียบของชนชั้นนายทุนฝ่ายเดียว ส่วนผู้ใช้แรงงานนั้นแทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเหลือ ขณะที่ระบบการค้าเสรีก็ทำให้เกษตรกรรายย่อยแทบทำอะไรไม่ได้เลยในการตั้งราคาผลผลิตที่สมเหตุสมผล
ที่เลวร้ายกว่านั้นอีกก็คือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์แท้จริงแล้วไม่ได้พึ่งกลไกตลาดอย่างเดียว หากยังกดดันและผูกมัดให้อำนาจรัฐต่าง ๆ หันมาคุ้มครองกฎกติกาที่ตัวเองกำหนดด้วย ซึ่งในกรณีของไทยนั้น นอกเหนือไปจากการออกกฎหมาย 11 ฉบับตามข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟแล้ว ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และฉบับ 2550 ต่างก็มีบทบัญญัติเหมือนกันว่ารัฐจะต้องดำเนินนโยบายสนับสนุนกลไกการค้าเสรี
ใช่หรือไม่ว่านี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาการเมืองไทยยิ่งสลับซ้อนมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะมันหมายความว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่เพียงเข้ามาเร่งขยายความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเท่านั้น หากยังปิดกั้นหนทางแก้ไขเอาไว้ด้วย
อันที่จริงในระยะใกล้ ๆ นี้สิ่งบอกเหตุก็พอมีอยู่แล้ว เช่นในกรณีปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท กับกรณีนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน เป็นต้น
กรณีแรกนอกจากมีเสียงบ่นจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ปรากฏว่านายทุนไทยยังย้ายไปลงทุนในประเทศค่าแรงต่ำเป็นจำนวนมาก ส่วนกรณีหลัง ถ้าตัดเสียงครหานินทาเรื่องทุจริต ออกไป ก็จะพบว่าเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากมุมมองแบบเสรีนิยมใหม่ทั้งสิ้น
และในทั้งสองกรณี ผู้วิจารณ์ต่างพากันแสดงความห่วงใยระบบตลาดและใช้ฐานคิดดังกล่าวเป็นกรอบอ้างอิงความถูกต้อง ส่วนชีวิตของกรรมกรและชาวนาที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้างนั้น แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง
พูดง่าย ๆ คือรัฐไทยกำลังถูกทุนนิยมโลกาภิวัตน์กดดันให้เมินเฉยต่อชนชั้นที่เสียเปรียบมากขึ้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ พื้นที่สำหรับการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ของรัฐไทยจึงถูกลดทอนลง ภายใต้กรอบกติกาของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ อำนาจในการจัดการสังคมถูกโอนไปไว้ที่กลไกตลาดเป็นส่วนใหญ่ และรัฐเองก็กำลังถูกแปรรูปดัดแปลงให้รับใช้เฉพาะชนชั้นนายทุน
คำถามมีอยู่ว่า แล้วระบบทุนจะดูแลคนได้ทั่วถึงหรือไม่ มันมีศักยภาพในการแก้ไขปรับปรุงตัวเองมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ผมไม่ต้องพูดมาก ก็เห็นชัดกันอยู่แล้วว่า เป็นไปได้ยาก
ที่ผ่านมาหลายปีการขยายตัวของทุนนิยมในประเทศไทยถูกยกขึ้นเป็นทั้งวาระแห่งชาติและผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอาจจะเป็นจินตภาพที่คลุมเครือมาตั้งแต่ต้น แต่มาถึงยุคทุนนิยมไร้พรมแดนเราอาจพูดได้ว่าความคลุมเครือนั้นได้หายไปหมดแล้ว มันชัดเจนที่สุดว่าสิ่งนี้คือมายาคติ ซึ่งไม่มีความเป็นจริงใด ๆ รองรับ
ถามว่าทำไมผมจึงกล้าพูดเช่นนี้ ที่กล้าพูดก็เพราะกฎเกณฑ์ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้นอยู่ตรงข้ามกับจินตภาพเรื่องชาติในระดับประสานงา
มันเป็นระบบที่ถือว่าทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน และไม่ยอมรับอำนาจของรัฐไหนในการกำหนดกติกาอย่างเป็นอิสระ ไม่ยอมรับข้อจำกัดใด ๆ ในการเคลื่อนย้ายทุนและหากำไรจากทุน ซึ่งรวมทั้งไม่ยอมรับข้อจำกัดทางความคิดหรือทางศีลธรรมด้วย
ดังนั้นปรากฏการณ์นายทุนทิ้งชาติจึงเป็นเรื่องที่ทั้งถูกต้องและปกติธรรมดาในเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดน สำหรับระบบนี้ไม่มีเหตุผลชุดอื่นมาแทนกำไรสูงสุดได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างงานให้คนในชาติ การกระจายรายได้ให้ชนชั้นผู้เสียเปรียบ หรือผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากรของรัฐ
ใช่หรือไม่ว่าทุนไทยเองก็กำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้น
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2555 นักนักธุรกิจไทยได้นำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศถึง 3.08 แสนล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 8 พค.55) และเมื่อเดือนมกราคม 2556 ก็มีรายงานจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยืนยันว่าโรงงานผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ายี่ห้อดังของไทยไม่ต่ำกว่า 100 โรงงานกำลังหาทางย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหนีค่าแรงขั้นต่ำใน
ประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท ในจำนวนนี้มีบางโรงงานที่กำลังทยอยเลิกจ้างพนักงานเพื่อปิดกิจการในประเทศ (โพสต์ทูเดย์ 28 มค.56)
แน่นอน แรงจูงใจสำคัญของนักลงทุนไทย คือค่าแรงราคาถูกและสิทธิพิเศษทางด้านภาษี ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเวียดนาม ค่าแรงตามเมืองใหญ่อยู่ในระดับวันละ 200 บาท และนอกเมืองออกไปยังต่ำกว่านั้นอีก นอกจากนี้ยังอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการได้ถึง 100 เปอร์เซนต์ ด้วยเหตุนี้ภายในครึ่งปีแรกของ 2556 ปีเดียว จึงมีนักธุรกิจไทยไปลงทุนในเวียดนามถึงกว่า 300 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 183,000 ล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 13 สค.56)
ส่วนกัมพูชานั้นค่าแรงยิ่งต่ำลงมาอีก บางแห่งอัตราค่าจ้างรายวันอยู่ที่เพียง 70 บาท กลุ่มทุนไทยจึงเริ่มดำเนินการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นใกล้ชายแดน เพื่อรองรับทุนไทยเป็นหลัก (โพสต์ทูเดย์ 25 มีค. 56)
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการลงทุนแบบข้ามชาติของบรรดานักธุรกิจไทย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการขยายตัวสู่ประเทศตะวันตกของทุนใหญ่อีกหลายเจ้า ซึ่งแรงจูงใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงราคาถูก เท่ากับการช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดสินค้าระดับโลก
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าทุนข้ามชาติกับทุนทิ้งชาติแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน และมันคงเป็นเรื่องยากสิ้นดีที่จะเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำหน้าที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นหรือช่วยสร้างความเป็นธรรมทางสังคม แม้แต่เสรีภาพในจินตภาพของระบบนี้ก็ดูจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการค้าการลงทุนเสรี ตลอดจนการบริโภคเสรีเท่านั้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว ผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นนายทุน (ทั้งทุนไทยและต่างชาติ) จึงไม่อาจถูกรัฐใช้เสื้อคลุมชาตินิยมมาปกปิดได้ง่าย ๆ เหมือนเดิม ขณะเดียวกันเสื้อคลุมรัฐชาติก็หลุดลุ่ยเองด้วย เพราะรัฐกำลังกลายเป็นทั้งพนักงานประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ระบบทุนเท่านั้น
อันที่จริง นี่ไม่ใช่สภาพที่เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียว หากเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งเกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจในโลกตะวันตกด้วย
โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลยืนยันว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วขึ้นในสังคมอเมริกัน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย
เขาได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเมืองอเมริกันซึ่งเป็นประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในโลก กำลังถูกบิดเบือนให้กลายเป็น ‘ระบบหนึ่งดอลล่าร์หนึ่งคะแนน’ แทนที่จะเป็นไปตามหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียงดังที่เคยเป็นมา ประชาชนคนส่วนใหญ่แทบไม่สามารถกำหนดเส้นทางเดินของประเทศได้เลย เพราะอิทธิพลของกลุ่มทุนและพวกที่ถือครองความมั่งคั่งสูงสุด (โจเซฟ สติกลิตซ์/ สฤณี อาชวานันทกุล แปล/ ราคาของความเหลื่อมล้ำ/ 2556 น.225-260)
พูดก็พูดเถอะ ในระยะหลัง ๆ ถ้ารัฐบาลมีท่าทีจะปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีที่ส่งผลกระทบถึงพวกเขา เศรษฐีอเมริกันก็พร้อมจะใช้ไม้ตาย ด้วยการโอนไปถือสัญชาติอื่น เฉพาะครึ่งปีแรกของ 2556 พวกเขาก็ทำเช่นนี้เกือบ 2 พันคน และเมื่อเปรียบเทียบไตรมาส 2 ของปีนี้กับปีก่อน จำนวนเศรษฐีทิ้งสัญชาตินับว่าเพิ่มขึ้นถึง 6เท่า เนื่องจากนโยบายภาษีของรัฐบาลพรรคเดโมแครต ( โพสต์ทูเดย์ 12 สค.56) สำหรับเรื่องนี้ พฤติกรรมของเศรษฐีในประเทศแถบยุโรปก็ไม่ต่างกัน
แน่ละ ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ผมคิดว่านายทุนใจดีที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบย่อมมีอยู่ แต่ถ้าพูดโดยภาพรวมของทุนนิยมโลกาภิวัตน์แล้ว ก็คงต้องสรุปว่ามันเป็นระบบที่หากปล่อยไว้โดยลำพัง ย่อมไม่สามารถจัดสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
ดังนั้น ผลกระทบจากทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อประเทศไทยจึงมีนัยยะทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง มันหมายถึงว่าในด้านหนึ่งเราจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางการเมืองมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่แก้ไขตัวเองไม่ได้ และในอีกด้านหนึ่งก็ต้องแก้ไขปมเงื่อนทางการเมืองที่โลกาภิวัตน์มาผูกมัดไว้ด้วย ทั้งสองด้านนี้บางทีอาจจะต้องสะสางไปพร้อม ๆ กัน
ถามว่าแล้วอันใดเล่าคือคือปมปัญหาทางการเมืองอันเนื่องมาจากระบบทุนนิยมแบบข้ามชาติ และกระบวนการทางการเมืองแบบไหนบ้างที่จะช่วยคลายปมเหล่านั้น ต่อเรื่องนี้ผมคิดว่าเราอาจพิจารณาได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน
ในระดับรัฐ (state level) เราควรตระหนักว่าโลกาภิวัตน์ทำให้ความเป็นรัฐชาติของไทยว่างเปล่าขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก อีกทั้งตลาดก็กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐเข้าไปแตะต้องไม่ได้
การเลื่อนไหลเข้าออกของทุนและแรงงานทำให้จินตภาพความเป็นชาติเจือจางขึ้นทุกที นายทุนต่างชาติเข้ามาถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยในสัดส่วนมหาศาล ขณะที่ผู้ใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนนับล้านก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผม ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หากอยู่ที่การกลบเกลื่อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยวาทกรรมที่หมดสมัย
เช่นเดียวกับเรื่องชนชั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่ารัฐไทยไม่เหมือนเดิม และสังคมไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันไม่ได้เป็นก้อนเดียวโดด ๆ อีกทั้งไม่ได้ประกอบด้วยคนไทยล้วน ๆ เราจะจัดที่จัดทางให้ผู้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างไรยังเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้า แต่ที่แน่ ๆ คือรัฐไม่ควรอ้างว่าผลประโยชน์ของทุนเป็นผลประโยชน์ของชาติอีก
ในยุคที่ช่องว่างทางชนชั้นถ่างห่าง จินตภาพเรื่องส่วนรวมพร่ามัว รัฐไทยยิ่งจำเป็นต้องขยายบทบาทในการบริหารความเป็นธรรม ทั้งสังคมและรัฐจึงจะอยู่รอดได้ และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้บางทีรัฐอาจจะต้องยอมปรับโครงสร้างอำนาจของตนเอง โดยกระจายอำนาจสู่หัวเมืองต่างจังหวัดและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อว่าประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ จะได้มีเครื่องมือมากขึ้นในการคุ้มครองอัตลักษณ์และผลประโยชน์ของพวกเขา ก่อนที่โลกาภิวัตน์จะถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่าง
อันดับต่อมา ในระดับระบอบการเมือง (regime level) ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกคว้านไส้ออกไปหลายเรื่อง เพราะนโยบายหลักหลายอย่างกลายเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นในหลาย ๆ กรณีเจตจำนงของประชาชนจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้นำการเมืองตอบสนองไม่ได้
พูดอีกแบบหนึ่งคือ กลไกตลาดเสรีกำลังทำให้เนื้อในของระบอบประชาธิปไตยว่างเปล่า เพราะผู้มีอำนาจต่อรองสูงในตลาดย่อมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของศูนย์อำนาจมากกว่าปวงชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทิศทางการจัดการสังคมของกลไกตลาด ไม่ได้สอดคล้องกับเสียงของประชาชนเสมอไป กระทั่งเป็นการลิดรอนสิทธิทางการเมืองของประชาชนอยู่โดยอ้อม
เรียนตรงๆ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรมองเห็นว่าเป็นปัญหา มิฉะนั้นแล้วจะเท่ากับช่วยกันสร้างภาพลวงตาว่าในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมใหม่ ประชาชนสามารถกำหนดได้ทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่โดยความเป็นจริงประชาชนไม่สามารถกำหนดนโยบายพื้นฐานได้เลย แม้แต่ผู้นำการเมืองก็ยังต้องคอยเสาะหาช่องเล็กช่องน้อยคิดนโยบายที่ไม่ขัดแย้งกับตลาด หรือไม่ขัดใจทุนนิยมโลก ออกมาเป็นนโยบายหาเสียง แทนที่จะคิดถึงนโยบายใหญ่ ๆ ที่เป็นทางเลือกเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น ประเทศไทยคงฝากประชาธิปไตยไว้กับสถาบันและกระบวนการที่เป็นทางการอย่างเดียวไม่ได้ หากต้องประสานบทบาทของการเมืองภาคประชาชน และการเมืองมวลชนเข้ากับระบบรัฐสภา ทั้งนี้เพราะพลังทั้งสองส่วนต่างก็มีปัญหากับทุนนิยมโลกไปคนละแบบ และมีแรงจูงใจสูงที่จะอาศัยมาตรการทางการเมือง
สำหรับฝ่ายแรกนั้นมักประกอบด้วยกลุ่มประชาชนที่ต้องการอยู่นอกตลาดเสรี ส่วนฝ่ายหลังแม้จะเป็นชนชั้นที่ต้องอยู่กับตลาดแต่ก็อยู่อย่างเสียเปรียบปราศจากอำนาจต่อรอง ด้วยเหตุดังนี้ ฝ่ายหนึ่งจึงเรียกร้องพื้นที่จัดการตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการพื้นที่ในกระบวนการกำหนดนโยบาย
ต่อไป เรามาพูดกันถึงผลกระทบของโลกภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในระดับรัฐบาล (government level) ในระดับนี้ ความยากลำบากที่สุดอยู่ที่บทบาทการเป็นผู้นำประเทศ หรือผู้นำของฝ่ายบริหาร ทั้งนี้เนื่องจากกรอบอ้างอิงเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมแบบเก่าเริ่มใช้ไม่ได้
เศรษฐกิจไร้พรมแดนทำให้ผลประโยชน์ต่างชาติกับของคนในประเทศไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไป ขณะที่ผลประโยชน์ของชนชั้นที่ได้เปรียบก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับของชนชั้นที่เสียเปรียบ ยังไม่ต้องพูดถึงความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มประชาชนในอีกสารพัดเรื่อง ซึ่งทำให้ยากต่อการเหมารวมว่ารัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยทุกคน
ในเมื่อรัฐบาลขาดข้ออ้างที่ทุกฝ่ายยอมรับ การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารย่อมถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิกฤตฉันทานุมัติ (Political Consensus) อย่างต่อเนื่อง มวลชนจำนวนมหาศาล และหลายหมู่เหล่า เริ่มเห็นว่ารัฐไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องเชื่อฟังกันโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้นจึงพร้อมจะกดดันรัฐบาลให้ค้ำประกันผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเขา
ตามความเห็นของผม วิธีแก้ไขสภาพดังกล่าวไม่อาจเป็นอย่างอื่น นอกจากจะต้องยอมรับว่าสังคมไทยไม่ได้ประกอบด้วยราษฎรก้อนเดียวที่รักกันอยู่ตลอดเวลา และใครก็ตามที่มีบทบาทนำพาประเทศจะต้องเลิกอ้างอิงผลประโยชน์แห่งชาติแบบลอย ๆ เพื่อปกปิดผลประโยชน์ทางชนชั้นเสียที เพราะถึงอย่างไรก็ปิดไม่มิดอยู่แล้ว
อันที่จริงผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของนายทุนก็มีส่วนทำให้ชนชั้นล่าง ๆ ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะเรียกร้องผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นตนด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ราคาข้าว ราคายาง หรือค่าชดเชยเรื่องมลภาวะ พูดกันง่าย ๆ คือไม่มีใครยอมอ่อนข้อ หรือเสียสละเพื่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่าปีนี้มีการชุมนุมของประชาชนไทยมากกว่า 3,000 ครั้ง และในจำนวนนั้นเป็นการประท้วงหรือเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจปากท้องถึง 1,939 ครั้ง ที่เหลือเป็นเรื่องการเมือง (ไทยรัฐ 8 ตค.56)
แน่ละ เราอาจตีความได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสิทธิเสรีภาพของชาวไทยในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับความเสมอภาคและความเป็นธรรมแล้วเห็นทีจะไม่ใช่ ข้อเท็จจริงคือผู้คนกำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และไม่มีใครยอมรับความเดือดร้อนนี้โดยไม่ต่อสู้ดิ้นรน
ดังนั้น ผู้นำการเมืองที่ตื่นรู้จึงควรย้ายฐานความชอบธรรมของอำนาจไปสู่การสนองผลประโยชน์รูปธรรมของประชาชนให้มากขึ้น ยอมรับว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทบริหารความเป็นธรรมและแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากกลไกตลาด รวมทั้งต้องรับฟังเสียงของประชาชนที่หลากหลายแตกต่างไม่เฉพาะในช่วงเสียงเลือกตั้ง หากตลอดช่วงที่อยู่ในอำนาจ และในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ
หากทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับแปรวิกฤตฉันทานุมัติให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตย
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ผมต้องขออภัยที่ได้ใช้เวลาค่อนข้างมากในการพูดถึงความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยไทย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าประเด็นนี้คือปัญหาใหญ่สุดของยุคสมัย ทั้งของโลกและของบ้านเรา มันเป็นสถานการณ์ที่สาปแช่งคนจำนวนมหาศาล ให้จมปลักอยู่กับความต่ำต้อยน้อยหน้า อับจนข้นแค้น และเสียโอกาสที่จะได้ลิ้มรสความเจริญ
วันนี้ ผมขออนุญาตเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องเหล่านั้น เพราะผมคิดว่าพวกเขามีโอกาสน้อยเกินไปในการพูดถึงความเสียเปรียบของตน
โดยสารัตถะแล้ว สิ่งที่ผมพูดก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยพูดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ไม่ได้หลุดไปจากความฝันเดือนตุลาคมที่หมุดประวัติศาสตร์กำลังจะจดจารึกไว้
เพียงแต่ว่าในวันนี้ บริบทที่เปลี่ยนไปของโลก ทำให้เราเห็นพ้องต้องกันน้อยลง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับฟัง
www.youtube.com/watch?v=Hhc6LE_eUXY
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ความฝันเดือนตุลา สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ..ฯ [14 ต.ค. 56]
ลานโพธิ์ มธ.
PrachataiTV . . Published on Oct 15, 2013
ในเพลย์ลิสต์ www.youtube.com/watch?v=Hhc6LE_eUXY&list=PLyjd9jzMpO2U-oKdMg6hubbots6G1lICA&index=1
________________________________________________________________________________
หมายเหตุ Admin บทความดี
1. ผู้พูดกล่าวถึง เหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535 ซึ่งสื่อมักกล่าวคำนี้ ..เพื่อระลึกเหตุการณ์ที่ชนชั้นนำที่เปิดเผยไม่ได้ฉวยใช้จากสถานการณ์ฝ่ายทหารเข้าล้อมปราบผู้ชุมนุม เพื่อสะกัดอำนาจต่อรองของประชาชนผู้ใช้แรงงานชั้นล่างและทหารกลุ่มตรงข้าม ..มิได้คาดคิดแง่ประณามชนชาติใดของโลก
2. เป็นการเปิดโปงถึงนายทุนชั้นสูงของไทยที่รับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ เพื่อกดขี่ขูดรีดผู้ใช้แรงงานและประชาชนผู้บริโภคโดยอ้างแต่กลไกตลาด ซึ่งนายทุนเหล่านี้มักแสดงตัวสร้างสตอรี่เก่าแก่ว่าปกปักรักษาชาติ เป็น"นายทุนชาติ"ที่ต่อสู้กับโลกาภิวัติ รักความเป็นไทย เอ่ยอ้างศีลธรรม“อันดี”สั่งสอนคนให้กตัญญูต่อ“คนดี”ที่เอาเปรียบตนเองอย่างไทยๆ ใช้ชาตินิยมในการต่อต้านสิทธิมนุษยชน ไม่ยอมรับการตรวจสอบแบบเดียวกับนายทุนโลกที่ถูกองค์การสากลตรวจสอบ(ซึ่งเติบโตต่อรองมาตามกระแสโลกาภิวัติและแนวคิดสังคมนิยม) ฯลฯ
..หากมีผู้ใดอยากเอ่ยถึง นายทุนชาติที่ต้องขับเคี่ยวกับทุนใหญ่,ทุนโลก ก็ควรคิดถึงบรรดาSMEเถิด ..เครือข่ายนายทุนใหญ่,นายทุนจารีต,นายทุนเจ้าพ่อ นั้นในกลุ่มที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติและกดขี่แรงงานโดยตรง-ได้ครอบงำโครงสร้างอำนาจส่วนบนโดยใช้อิทธิพลเหนือกฎหมาย, มีกลไกรัฐประเคนให้ และหลบเลี่ยงการเสียภาษีมายาวนานอย่างมโหฬาร ชนิดที่นายทุนโลกคิดไม่ถึง,ทำเองไม่ได้หรอก..เลยทีเดียว ไม่ใกล้จินตนาการเรื่อง นายทุนชาติแม้แต่น้อยเลยนะ ..สหายเหลือง
.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (อีกครั้ง): ประชาธิปไตยไทยเติบโต-หนทางแปรวิกฤตเป็นโอกาส
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49243 . . Mon, 2013-10-14 19:54
( ที่มาของปาฐกถา: เรียบเรียงจาก TVThaiNetwork.com )
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ขายดีปาฐกถางานที่ 2 สรุปภาพรวม วิเคราะห์ปัญหาความขัดแย้ง มองมุมมบวกประชาธิปไตยไทยเติบโตขึ้น ชี้หัวใจของปัญหาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำยังถ่างมาก ใครแก้ได้ แปรวิกฤตฉันทานุมัติให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตย
...........
14 ต.ค. 56 มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาปันปรีดี พนมยงค์, สถาบันพระปกเกล้า, เครื่อข่ายองค์กรประชาธิปไตยและภาคประชาสังคมจัดงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาคม 2516 โดยในงานนี้มีการปาฐกถาของอดีตผู้นำนักศึกษา 2 คน คือ ธีรยุทธ บุญมี (อ่านที่นี่ http://prachatai.com/journal/2013/10/49239 ) และเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวข้อ "ปาฐกถาพิเศษวาระ 40 ปี 14 ตุลา: ความฝันเดือนตุลา สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในประเทศไทย" โดยสำหรับเสกสรรค์ นับเป็นการปาถกฐาต่อเนื่องเป็นงานที่ 2 ซึ่งในปีนี้จัดโดยต่างเจ้าภาพเพื่อรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ (คลิกที่นี่เพื่ออ่านปาฐกถางานแรก http://botkwamdee.blogspot.com/2013/10/s-37y6oct.htmlหรือ http://prachatai.com/journal/2013/10/49233 )
............
000
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ปาฐกถาพิเศษวาระ 40 ปี 14 ตุลา
"ความฝันเดือนตุลา สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ
ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในประเทศไทย
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
วันนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว นักเรียนนักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนเรือนแสนจากทุกชั้นชนและหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันลุกขึ้นต่อต้านระบอบเผด็จการที่ครอบงำย่ำยีประเทศชาติมานานนับทศวรรษ การต่อสู้ครั้งนั้นนับเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นครั้งแรก และครั้งใหญ่สุดของปวงชนชาวไทย ที่ยืนยันว่าเราต้องการสังคมที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม
พูดอีกแบบหนึ่งคือ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนไทยได้ร่วมกันประกาศจุดยืนว่าต้องการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดงานเปิด ’หมุด 14 ตุลา’ ขึ้น เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ดังกล่าว จึงนับเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่เราจะได้มาทบทวนกันว่าความฝันเมื่อปี 2516 ได้ปรากฏเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
ก่อนอื่น ผมอยากจะเน้นย้ำว่าการต่อสู้ 14 ตุลาคมมิได้เป็นการปะทะกันโดยบังเอิญระหว่างผู้ผูกขาดอำนาจการปกครองกับมวลชนอันไพศาล หากเป็นการดิ้นรนหาทางออกจากคืนวันอันมืดมิดของประชาชนในทุกครรลองชีวิต ยามที่ทั้งประเทศถูกพันธนาการ ทุกผู้ทุกนามย่อมได้รับผลกระทบ แต่ละหมู่เหล่าย่อมฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า แม้ว่าโดยรูปธรรมแล้วความฝันเหล่านั้นอาจจะแตกต่างกัน
พูดให้ชัดเจนขึ้นคือ ประชาชนแต่ละชนชั้นและชั้นชนต่างก็มีเหตุผลของตนในการต่อต้านเผด็จการ และเรียกร้องประชาธิปไตย
อันดับแรก ใช่หรือไม่ว่าภายใต้ระบอบเผด็จการ นักศึกษาปัญญาชนและนักวิชาการล้วนถูกปฏิเสธพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งทำชีวิตทางปัญญาของพวกเขาปราศจากคุณค่าและความหมาย
ต่อมา คนชั้นกลางที่เริ่มมีการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ ย่อมไม่ต้องการเป็นสัตว์เลี้ยงในคอกของผู้ปกครองอีกต่อไป หากอยากมีสิทธิเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจ และมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
ชนชั้นกรรมกรซึ่งถูกใช้เป็นต้นทุนราคาถูกสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ย่อมฝันถึงวันที่พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นคน หลายปีภายใต้ระบอบเผด็จการ รัฐบาลไม่เคยกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ครั้นเริ่มมีสิ่งนี้เมื่อต้นปี 2516 มันก็ต่ำกว่าค่าครองชีพจริงถึง 2 เท่า
กล่าวสำหรับชาวนาในสมัยนั้น จำนวนไม่น้อยเพิ่งสูญเสียที่ดินทำกิน เนื่องจากภาระหนี้สินซึ่งเกิดจากนโยบายกดราคาข้าวของรัฐ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาธิปไตยสำหรับพวกเขาจึงไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์ หากหมายถึงโอกาสที่จะถามหาความเป็นธรรม
และพูดก็พูดเถอะภายใต้ระบอบเผด็จการ แม้แต่ชนชั้นนายทุน ผู้ประกอบการ นายธนาคาร หรือพ่อค้า ก็หาได้มีอิสรภาพเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจของตน เพราะส่วนไม่น้อยของรายได้ต้องนำมาจ่ายเป็นค่าคุ้มครอง
แน่นอน ถ้าเราถอดรหัสความฝันเหล่านี้ออกมาเป็นคุณค่าทางการเมือง ก็จะพบว่าปรารถนาของผู้คนหลายหมู่เหล่าล้วนรวมศูนย์ล้อมรอบจินตนาการว่าด้วยเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้จากระบอบอำนาจนิยม
ถามว่าแล้วทำไมประชาชนจึงหันมาฝากความหวังไว้กับประชาธิปไตย คำตอบมีอยู่ว่าเพราะประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถผลักดันความฝันให้เป็นจริงได้ด้วยพลังของตนเอง
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยวิธีการกับจุดหมายสามารถเชื่อมร้อยเป็นเนื้อเดียว ไม่ว่าจะเป็นการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม การแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐ หรือการเดินขบวนสำแดงกำลัง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการเคลื่อนไหวที่ไม่เพียงสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ หากยังเป็นการแสดงออกซึ่งความเท่าเทียมกันของสมาชิกในสังคม ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามันคือเสรีภาพที่ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ในความเห็นของผม เราจำเป็นต้องวัดความคืบหน้าของประชาธิปไตยด้วยบรรทัดฐานนี้ ตราบใดที่ประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ สามารถใช้พื้นที่ประชาธิปไตยเป็นเวทีแก้ปัญหาและยกระดับชีวิตของพวกเขาได้ ตราบนั้นเราคงต้องถือว่าระบอบการเมืองกำลังทำงานได้ดี
ในทางกลับกัน ถ้าความยากลำบากของประชาชนถูกมองข้าม อำนาจต่อรองของผู้คนจำนวนมากถูกจำกัด หรือพื้นที่ทางการเมืองของพวกเขาถูกปฏิเสธ ก็แสดงว่าระบอบการเมืองเองกำลังมีปัญหา ไม่ว่าระบอบนั้นจะชูธงประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม
เช่นนี้แล้ว 40 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ประชาธิปไตยเป็นเช่นใด
อันที่จริง ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ประชาธิปไตยอยู่ในสภาพที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กระทั่งล้มลุกคลุกคลานจนแทบไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่การต่อสู้ในเดือนตุลาคม 2516 ได้สั่นคลอนระบอบเก่าอย่างถึงราก และทำให้ลัทธิเผด็จการไม่เคยฟื้นตัวได้อย่างยาวนานหรือเต็มรูป
แน่นอน สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไร้เสถียรภาพ เกิดจากความพยายามของชนชั้นปกครองเก่าที่จะทวงอำนาจกลับคืนมา ด้วยหตุดังนี้ การเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนาและนักศึกษาในช่วงหลัง 14 ตุลาคมจึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว มันคือการใช้สิทธิเสรีภาพเรียกร้องความเป็นธรรมของชนชั้นผู้เสียเปรียบ หลังจากถูกกดขี่เหยียบย่ำมานาน
จริงอยู่ บ้านเมืองในช่วงนั้นอาจจะดูระส่ำระสายไร้ระเบียบอยู่บ้าง แต่ถ้าประเทศไทยให้เวลาตัวเองอีกสักหน่อย ก็จะเข้าใจได้ว่านั่นก็เป็นเพราะส่วนยอดของระเบียบอำนาจเก่าได้ล้มลงในชั่วเวลาข้ามคืน ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ก่อรูปขึ้นอย่างชัดเจน อันนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นสภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกันทั่วโลกยามเมื่อระบอบเผด็จการถูกโค่นลง
มองจากมุมนี้ การปราบปรามกวาดล้างนักศึกษาประชาชนและรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จึงไม่เพียงเป็นบาดแผลของแผ่นดินเท่านั้น หากยังทำลายโอกาสของประเทศไทยในการที่จะเชื่อมร้อยการเมืองมวลชนเข้ากับการทำงานของระบบรัฐสภา
จากนั้นเรายังต้องรบกันเองอีกหลายปี กว่าสงครามประชาชนจะสงบลงและประเทศไทยค่อยๆกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง เวลาก็ผ่านไปแล้วราวหนึ่งทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม การกลับสู่ประชาธิปไตยโดยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 มีความแตกต่างจากการต่อสู้ในปี 2516 อย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่จำกัดมาก และถูกกำหนดเงื่อนไขจากศูนย์อำนาจเดิม
อันนี้หมายถึงว่าฐานะการนำของชนชั้นนำภาครัฐยังคงถูกรักษาไว้ และแม้ว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ก็แทบไม่มีพื้นที่อันใดสำหรับการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกระบวนการตัดสินใจ กระทั่งการเลือกตั้งก็มีความหมายเพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะผู้นำรัฐบาลไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองและไม่จำเป็นต้องได้รับเลือกจากประชาชน
สภาพดังกล่าวได้ส่งผลต่อบุคลิกลักษณะของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างใหญ่หลวง เพราะพวกเขาถูกตัดโอกาสที่จะพัฒนาตนเป็นผู้นำเสียแล้วตั้งแต่ต้น ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถแน่ใจได้ว่านักการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนหรือเป็นแค่บริวารของผู้นำกองทัพ
ยิ่งไปกว่านี้ ในระยะดังกล่าว นักการเมืองจำนวนไม่น้อยยังเติบโตมาจากนักธุรกิจในท้องถิ่นหรือเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ฐานเสียง พฤติกรรมทางการเมืองของพวกเขาทำให้ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นการเมืองแบบเจ้าพ่อ และเวทีการเมืองก็เป็นเพียงโอกาสขยายธุรกิจและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้คน
ขณะเดียวกัน กองกำลังประชาธิปไตยที่เคยขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ประเทศไทยอย่างนักศึกษาปัญญาชน และกรรมกร ชาวนา ต่างก็อ่อนพลังลงเพราะความผันผวนของประวัติศาสตร์ที่พวกตนพยายามขับเคลื่อน ทำให้บรรยากาศทางสังคมดูเหมือนสงบสันติ ปราศจากทั้งปัญหาและการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในระหว่างทศวรรษที่ 2 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ระบอบการเมืองในประเทศไทยจะดูเหมือนซอยเท้าอยู่กับที่และมีภาพปรากฏเป็นเสถียรภาพ แต่ตัวสังคมไทยเองกลับเปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเติบใหญ่ขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และการเข้ามาของกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น
สภาพเช่นนี้ได้ทำให้เกิดการสะสมตัวเงียบ ๆ ของแรงกดดันใหม่ทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อเส้นทางเดินของประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
อันดับแรกคือการแย่งชิงฐานะการนำในพันธมิตรการปกครอง ระหว่างชนชั้นนำจากภาคธุรกิจกับชนชั้นนำภาครัฐที่กุมอำนาจมาแต่เดิม ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นประเด็น แต่เมื่อทุนนิยมอุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น ย่อมทำให้ฐานทางเศรษฐกิจสังคมของระบอบการเมืองเปลี่ยนไป รวมทั้งฐานคิดของนักการเมืองบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกได้ทำให้ความกลัวฝ่ายซ้ายของชนชั้นนายทุนเริ่มหมดไปจากฉากหลังทางการเมืองด้วย อันนี้ทำให้บทบาทของกองทัพและแนวคิดขวาจัดมีพลังลดน้อยถอยลง นักการเมืองที่มาจากภาคธุรกิจเริ่มแสดงความต้องการที่จะขึ้นกุมอำนาจโดยตรงอย่างเปิดเผยมากขึ้น แทนที่จะยอมเป็นแค่หางเครื่องของผู้นำกองทัพและผู้บริหารระบบราชการ
แต่ก็น่าเสียดายที่นักการเมืองจำนวนมากที่เติบโตมาในช่วงนี้เคยชินแต่การรับบทพระรอง ดังนั้นจึงไม่สามารถสถาปนาอำนาจการนำขึ้นมาได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่สามารถขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้หยั่งรากขยายตัว
รัฐบาลชุดแรกที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง กลายเป็นรัฐบาลที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด นักการเมืองถูกติฉินนินทาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น จนกระทั่งกลายเป็นจุดอ่อนขนาดใหญ่ทั้งของรัฐบาลและระบอบการเมืองที่ดูคล้ายประชาธิปไตย ในที่สุดเงื่อนไขในการทวงอำนาจคืนของชนชั้นนำจากกองทัพและระบบราชการก็สุกงอม
ในเบื้องแรก ผลที่ออกมาจากความขัดแย้งดังกล่าว คือรัฐประหาร 2534 ซึ่งเป็นการฟื้นฐานะการเมืองของชนชั้นนำภาครัฐ พวกเขาต้องการพาประเทศไทยกลับไปยังปี 2521 อันเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ และอยากให้นักการเมืองมาช่วยตกแต่งหน้าร้านเท่านั้น
สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ ตอนนั้นโลกได้เปลี่ยนไปไกลแล้ว และเงื่อนไขในการสร้างรัฐบาลทหารโดยมีนักการเมืองผสมก็จางหายไปเช่นกัน
ด้วยเหตุดังนี้ ภายในเวลาเพียงปีเดียว การสืบทอดอำนาจของผู้นำกองทัพโดยผ่านกลไกรัฐสภาจึงถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนัก และนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535 จากนั้นจึงนำไปสู่กระแสปฏิรูปการเมือง และรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ในระหว่างนี้เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคมเท่ากับถูกนำมายืนยันอย่างมีพลังอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การช่วงชิงฐานะนำในศูนย์อำนาจระหว่างชนชั้นนำภาครัฐกับชนชั้นนำจากภาคธุรกิจยังไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้ หากจะหวนกลับมาอีกในบริบทที่ต่างไปจากเดิม
อันดับต่อมา แรงกดดันอีกแบบหนึ่งที่สะสมตัวขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2 ต่อเนื่องกับต้นทศวรรษที่ 3 หลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม คือความไม่พอใจของชนชั้นล่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและสังคม
กล่าวคือในขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นและนำไปสู่ความมั่งคั่งขยายตัวของทั้งชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางในเมือง แต่การเติบโตอันเดียวกันนี้ก็ได้นำไปสู่ความอับจนเสียเปรียบของคนอีกจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งผู้สูญเสียฐานทรัพยากรในการประกอบอาชีพ ผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล ผู้พ่ายแพ้เสียเปรียบในตลาดเสรี ไปจนถึงชุมชนคนชายขอบอีกหลายประเภทที่ขาดเงื่อนไขในการพยุงชีวิตให้สมศักดิ์ศรีความเป็นคน
พูดอีกแบบหนึ่งคือในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ช่องว่างระหว่างชนชั้นนับวันยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และช่องว่างนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้ หากยังเกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำในเรื่องพื้นที่ทางการเมือง และโอกาสเข้าถึงอำนาจรัฐ ความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษา สวัสดิการทางการแพทย์ และเงื่อนไขอีกหลาย ๆ อย่างสำหรับการมีชีวิตที่ดี
แน่นอน ประชาชนหลายหมู่เหล่าเชื่อว่าชะตากรรมของพวกเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐกับทุน ด้วยเหตุนี้ การชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้เดือดร้อนต่างๆจึงเกิดขึ้นด้วยความถี่ที่เหลือเชื่อ แม้ว่าผู้ที่พวกเขาหันมาเผชิญหน้าจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่นในปี 2538 เพียงปีเดียว มีการชุมนุมประท้วงของชาวบ้านถึงกว่า 700 ครั้ง (ประภาส ปิ่นตบแต่ง/ การเมืองบนท้องถนนฯ /2541)
ผมคงไม่ต้องพูดย้ำก็ได้ว่าการชุมนุมประท้วงเหล่านี้ บ่อยครั้งได้นำไปสู่การปะทะกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน กระทั่งมีกรณีที่ประชาชนต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวอันเนื่องมาจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าผู้นำการต่อสู้หลายคนได้ถูกลอบสังหารหรือถูกคุกคามทำร้าย โดยส่วนใหญ่ฝ่ายรัฐไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้
ดังนั้นเราจึงอาจพูดได้ว่าแม้การต่อสู้ 14 ตุลาคมจะผ่านไปถึงกว่า 20 ปีแล้ว และการมีสิทธิเสรีภาพกำลังกลายเรื่องธรรมดาในหมู่คนชั้นกลางแห่งเมืองหลวง แต่สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยในประเทศไทย ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมกลับยังไม่ปรากฏเป็นจริง
ตรงกันข้าม หลายครั้งที่พยายามยืนยันความฝันเหล่านั้น พวกเขากลับต้องพบกับกระบองของเจ้าหน้าที่และสุนัขตำรวจ กระทั่งบางทีก็ต้องวิงวอนขอความเมตตาด้วยใบหน้าที่อาบเลือดและน้ำตา ภาพย่อของ 6 ตุลาคม 2519 ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ หรือแม้แต่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยโลกไม่ทันสังเกตหรือให้ความสนใจ โดยเฉพาะโลกของคนที่ได้เปรียบจากแผนพัฒนาประเทศและการขยายตัวของทุนนิยม
แน่นอน สภาพที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลำพังประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นอาจจะไม่พอเพียงสำหรับการแก้ปัญหาหรือสนองความใฝ่ฝันของประชาชนได้ครบทุกหมู่เหล่า
ต่อให้ผู้นำกองทัพหรือชนชั้นนำจากระบบราชการกลับคืนสู่กรมกอง นักการเมืองส่วนใหญ่ก็ยังพอใจอยู่กับการเป็นแค่นักเลือกตั้ง ที่หมกมุ่นอยู่กับการต่อรองแบ่งผลประโยชน์กันเอง มากกว่าเป็นผู้นำการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ หรือเป็นรัฐบุรุษที่ทำทุกอย่างเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน
เช่นนี้แล้ว สถานการณ์การเมืองในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535 จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ยามนั้นกระแสโลกาภิวัตน์เริ่มพัดมาแรง ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมในการเผชิญกับสภาวะแปลกใหม่ แต่ใครเล่าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้
พูดก็พูดเถอะ ในห้วงหนึ่งมันเป็นสถานการณ์ที่ชวนคับแค้นใจยิ่ง เพราะเราเพิ่งปฏิเสธระบอบอำนาจนิยมมาหมาด ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตั้งความหวังไว้กับระบอบประชาธิปไตยแบบเจ้าพ่อได้
ดังนั้น ผู้ห่วงใยบ้านเมืองจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มคิดถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งในปณิธานดังกล่าว มีแนวคิดที่จะหนุนเสริมการทำงานของระบบรัฐสภาด้วยการเมืองภาคประชาชน หรือประชาธิปไตยทางตรงรวมอยู่ด้วย
ถามว่าแล้วทำไมที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ประชาชนผู้เดือดร้อนอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวผ่านระบบพรรคการเมือง หรืออาศัยนักการเมืองจากพื้นที่ของตนช่วยขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบสนองหรือช่วยแก้ไขปัญหาของพวกเขา
ในความเห็นของผม เหตุผลที่ทำให้ความหวังดังกล่าวไม่อาจเป็นจริงมาจากหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน ที่เห็นได้ชัดเจนคือนักการเมืองจำนวนมากมีฐานะเป็นเจ้าของเครือข่ายผลประโยชน์ซึ่งก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกับชาวบ้าน ดังนั้นมันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นผู้ปัดเป่าความเดือดร้อนเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่มองเห็นได้ยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ การหายไปของพื้นที่สำหรับพรรคการเมืองแบบทางเลือกในตัวระบบรัฐสภาเอง
ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พรรคการเมืองที่มีแนวทางแบบสังคมนิยมหรือแบบรัฐสวัสดิการล้วนถูกทำให้เป็นองค์กรผิดกฎหมาย ครั้นต่อมาเมื่อสงครามอุดมการณ์สิ้นสุดลง ระบบทุนนิยมในประเทศไทยก็หยั่งรากแน่นจนไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะต้องผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน มิหนำซ้ำผลประโยชน์ของทุนยังถูกยกระดับขึ้นเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งโดยรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ผมคงไม่ต้องเอ่ยถึงก็ได้ว่าสภาพดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ถูกกดขี่ขูดรีดไม่มีพรรคการเมืองที่เข้าข้างพวกเขาอยู่ในรัฐสภาเลย ยกเว้นนักการเมืองบางท่านที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบ ซึ่งก็มีอยู่น้อยนิดเกินกว่าจะสร้างผลสะเทือนในเชิงนโยบาย
ดังนั้น ประเด็นจึงต้องย้อนกลับมาสู่หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือเชื่อมโยงจุดหมายกับวิธีการเข้าหากัน
ประชาชนจะต้องมีพื้นที่ทางการเมืองของตัวเองโดยตรง และสามารถแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคทางการเมืองของพวกเขาปรากฏเป็นจริง รวมทั้งความเป็นธรรมที่พวกเขาปรารถนาก็ต้องอาศัยพลังของตนขับเคลื่อนผลักดันเอาเอง
พูดกันตามความจริง กลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวในรูปของการเมืองภาคประชาชนนั้นไม่ได้มีความคิดไปไกลถึงขั้นล้มระบบทุนนิยม และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโค่นอำนาจรัฐ พวกเขาเพียงแต่อยากอยู่นอกเขตอิทธิพลของตลาดเสรี และขอเงื่อนไขสำหรับความอยู่รอดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดินทำกิน ความปลอดภัยจากมลภาวะที่มาจากภาคอุตสาหกรรม หรือสิทธิในการจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ อย่างสายน้ำ ป่าเขา และฝั่งทะเล
เดิมทีเดียวพี่น้องเหล่านี้เพียงขอให้รัฐคุ้มครองพวกเขาด้วย แทนที่จะปล่อยให้ทุนเป็นฝ่ายรุกชิงพื้นที่ได้ทุกหนแห่ง แต่ต่อมาเมื่อการณ์ปรากฏชัดว่ารัฐกับทุนแยกกันไม่ออก จุดมุ่งหมายของพวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือให้รัฐเกื้อหนุนทุนน้อยลง และสงวนพื้นที่บางแห่งเอาไว้ให้พวกเขาดูแลชีวิตของตนเอง
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นการต่อสู้ในลักษณะป้องกันตัวของชนชั้นที่ถูกทอดทิ้ง มากกว่าเป็นความเคลื่อนไหวของชนชั้นที่ต้องการมีฐานะในศูนย์อำนาจส่วนกลาง
กระนั้นก็ดีในโลกทัศน์ที่ดูเหมือนแลไปข้างหลัง พวกเขายังมีแนวคิดในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างสังคม เพราะนั่นเป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะทำให้ตนเองมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี และสมศักดิ์ศรีความเป็นคน
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเกิดขึ้นของการเมืองภาคประชาชนในช่วงนี้ได้ส่งผลต่อกระบวนการปฏิรูปการเมืองพอสมควร เพราะมันเป็นพลังที่ขับเคลื่อนในเรื่องสิทธิเสรีภาพสืบต่อจากการต่อสู้ 14 ตุลาคม นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นขบวนการเมืองที่ริเริ่มเรื่องสิทธิชุมชน ตลอดจนเรียกร้องให้มีการเคารพอัตลักษณ์ตัวตนของชนชาติกลุ่มน้อย
ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ฐานะของการเมืองภาคประชาชนจึงได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งบทบัญญัติที่ยืนยันทิศทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยืนยันสิทธิทางการเมืองของประชาชนและสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ สภาพดูเหมือนว่าจากนี้ไป กลุ่มชนที่เสียเปรียบและต่ำต้อยทางสังคมจะสามารถใช้กระบวนทางการเมืองมากอบกู้ความเป็นธรรมได้
แต่ก็อีกนั่นแหละ รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองมิได้ถูกออกแบบให้มาคุ้มครองคนเสียเปรียบอย่างเดียว หากยังแอบยกฐานะเศรษฐกิจทุนนิยมและกลไกตลาดเสรีขึ้นมาเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 87
อันนี้ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่พูดถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไว้มากมาย เสรีภาพในการเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจนอกกรอบทุนนิยมกลับถูกหักล้างไปโดยสิ้นเชิง
ทั้ง ๆ ที่กลไกตลาดเสรีนั้นเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในประเทศไทยถ่างกว้างอย่างรวดเร็ว และการปฏิรูปสังคมในระดับรากฐานแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่แตะต้องโครงสร้างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ สถานการณ์ของบ้านเมืองยิ่งทวีความซับซ้อนมากกว่านั้นอีก มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งนองเลือดในระยะถัดมา
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยตรง ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตใช้เวลาทบทวนความเป็นมาสักเล็กน้อย
อันดับแรก ความล้มเหลวของนักการเมืองรุ่นเก่าในการดูแลระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้กลุ่มทุนใหม่ที่เติบโตมากับกระแสโลกาภิวัตน์และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกมากกว่า ไม่ต้องการปล่อยให้ชนชั้นนำจากท้องถิ่นหรือนักการเมืองอาชีพเหล่านี้มีฐานะนำในศูนย์อำนาจอีกต่อไป
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือพวกเขาต้องการขึ้นมาบริหารบ้านเมืองด้วยตัวเอง
แน่นอน ลำพังแค่นี้ก็คงไม่ใช่อะไรใหม่มากนัก แต่เงื่อนไขที่ทำให้การก้าวขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจต่างไปจากเดิมคือ พวกเขาขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้มากเป็นพิเศษ อีกทั้งมีข้อกำหนดหลายอย่างที่ส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่จำนวนน้อย โดยหวังว่าจะช่วยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความเข้มแข็งมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น การกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งพรรคการเมืองเป็นผู้นำเสนอบัญชีรายชื่อผู้สมัครต่อประชาชนทั้งประเทศ ยิ่งทำให้ฐานความชอบธรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับชัยชนะมีลักษณะกว้างขวางกว่าก่อนหน้านี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฐานความชอบธรรมของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกวางตัวไว้เป็นหมายเลขหนึ่งของบัญชีรายชื่อ เพราะมันเท่ากับว่าคนส่วนใหญ่เลือกเขาขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ถามว่าแล้วประชาชนเล่าได้อะไรบ้างจากการปฏิรูปการเมืองในทิศทางนี้
ในความเห็นของผม คำตอบที่สั้นและชัดเจนที่สุดคือได้อำนาจต่อรองเพิ่ม ทั้งนี้เนื่องจากการเลือกตั้งส.ส.ด้วยระบบสัดส่วนถือเอาทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่อยู่ในสนามแข่งขันแทบไม่อาจหาเสียงด้วยวิธีอื่น นอกจากต้องเสนอนโยบายที่โดนใจผู้คน
สิ่งที่เป็นความฉลาดของกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาในเวทีการเมืองคือพวกเขาเข้าใจเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปเหล่านี้มากกว่านักการเมืองรุ่นเก่า ซึ่งเคยชินกับการให้สัญญาเชิงอุปถัมภ์หรือปฏิญาณตนแบบลม ๆ แล้ง ๆ มากกว่าการสร้างนโยบายที่จับต้องได้และตรงกับประเด็นปัญหา
ดังนั้น การเลือกตั้งในปี 2544 จึงจบลงด้วยการพ่ายแพ้ยับเยินของพรรคการเมืองที่มีมาแต่เดิม และชัยชนะอันงดงามของพรรคการเมืองที่ชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจก่อตั้งขึ้น
การที่พรรคการเมืองพรรคเดียวได้เสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎรนั้นนับเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐสภาไทย แต่ที่สำคัญกว่าและมีนัยยะทางการเมืองกว้างไกลกว่าคือการก่อรูปความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับมวลชนจำนวนมหาศาลโดยผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม
หรือพูดให้ชัดขึ้นคือการก่อตัวของพันธมิตรทางชนชั้นอันเหลือเชื่อระหว่างกลุ่มทุนใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์กับเกษตรกรในชนบทซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่สุดในสนามเลือกตั้งของไทย
กล่าวสำหรับประเด็นนี้ เราคงต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนใหม่เป็นผู้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในชนบทและหัวเมืองต่างจังหวัดก่อนใคร ๆ พวกเขามองเห็นว่าชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อพยพเข้าเมืองได้แปรสภาพเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปหมดแล้ว พี่น้องในต่างจังหวัดเหล่านั้นล้วนทำการผลิตในเชิงพาณิชย์และจำเป็นต้องอยู่กับตลาดทุนนิยม แต่ก็เป็นผู้เล่นที่เสียเปรียบอย่างยิ่งภายใต้กลไกตลาดเสรี
ดังนั้นชนชั้นกลางใหม่ในชนบทจึงต้องการนโยบายรัฐมาหนุนช่วยหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุน การตัดวงจรหนี้สิน มาจนถึงการคุ้มครองราคาผลผลิตทางเกษตรที่พวกเขาฝากชีวิตเอาไว้
สำหรับชนชั้นที่เสียเปรียบในตลาดเสรี การแสวงหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแทบจะทำไม่ได้เลย หากปราศจากอำนาจต่อรองในทางการเมือง
แต่ก็แน่ละ นโยบายแบบนี้อาจจะไม่จำเป็นสำหรับชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางรุ่นเก่าในเมืองหลวง ซึ่งไม่มีใครช่วยก็รวยได้ เพราะมีกลไกตลาดคอยดีดเงินเข้ากระเป๋าอยู่แล้ว ความแตกต่างดังกล่าวต่อไปจะมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ตามมา
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งในช่วงหลัง 2540 จึงไม่เพียงเป็นหนทางขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มทุนใหม่เท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่แสดงตัวตนและสำแดงน้ำหนักทางการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทด้วย และด้วยสาเหตุดังกล่าว มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนในชนบทเหล่านั้นจะโกรธแค้นน้อยใจ เมื่อพื้นที่และทางออกจากความเสียเปรียบเพียงทางเดียวของพวกเขาถูกทำลายลงโดยรัฐประหารในปี 2549
ในทัศนะของผม สถานการณ์ข้างต้นคือที่มาทางเศรษฐกิจสังคมของการเมืองแบบเสื้อสีและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ผมคิดว่าจะเพ่งมองแต่ความแตกแยกของผู้คนในสังคมไทยเพียงด้านเดียว คงไม่ได้ เพราะถ้าพิจารณาจากมุมของประชาธิปไตยแล้ว นับว่ามีพัฒนาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนพยายามถอยห่างจากการเมืองภาคตัวแทน และต่อรองจากจุดยืนอิสระ การเมืองมวลชนของชนชั้นกลางใหม่กลับช่วยชุบชีวิตให้กับระบบรัฐสภาด้วยการใช้การเมืองภาคตัวแทนช่วยต่อรองในระดับนโยบาย
ในความเห็นของผม กระบวนการดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าใกล้ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมอีกสักก้าวสองก้าว ทั้งนี้เนื่องจากมันจะช่วยลดทอนช่องว่างทางชนชั้น โดยเฉพาะช่องว่างในเรื่องอำนาจและอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การลดช่องว่างในด้านรายได้
ในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเสียทั้งเวลาและเลือดเนื้อไปไม่น้อย ในการพยายามผลักระบอบอำนาจนิยมให้ออกจากเวทีประวัติศาสตร์ และขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้สามารถตอบโจทย์ต่าง ๆ ของประชาชน
ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องเลอะเทอะทางตรรกะที่จะคิดว่าประชาธิปไตยสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องต่อสู้ หรือเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาจากข้างบนลงมา
อันที่จริง ถ้าเรามองโลกเชิงบวกสักหน่อย ก็จะพบว่าท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสายตาของคนบางกลุ่มบางคน สังคมไทยกลับมีความคืบหน้ามากขึ้นในการทำความฝันเดือนตุลาให้ปรากฏเป็นจริง
ใช่หรือไม่ว่าหลายปีมานี้ การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทอย่างสูงในการผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยในทุกสาขาคำนิยาม
ใช่หรือไม่ว่าในระยะหลัง ๆ การเมืองมวลชนก็มีบทบาททำให้การเลือกตั้งและระบบรัฐสภามีความหมายมากขึ้น โดยกดดันให้พรรคการเมืองต้องปรับตัว และรัฐต้องมีนโยบายกระจายความเป็นธรรม
พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองไทยเป็นเรื่องของชนชั้นนำน้อยลง ขณะที่เป็นเรื่องของสามัญชนคนธรรมดามากขึ้น ถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่การเติบโตของประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรใช่
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะก้าวรุดหน้าไปบนหนทางประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผลิตความขัดแย้งยังคงมีอยู่ และชะตากรรมของประเทศจะขึ้นต่อความสามารถของเราในการจัดการความขัดแย้งที่สำคัญ ๆ
ในความเห็นของผม เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายประชาธิปไตย อาจจัดได้เป็น2กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกได้แก่เงื่อนไขอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางชนชั้นอย่างสุดขั้ว หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ล้นเกิน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเข้าถึงอำนาจได้ไม่เท่ากันและมีทัศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน
เงื่อนไขในกลุ่มต่อมา เป็นผลสืบเนื่องมาจากแรงผลักของกระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมแบบไร้พรมแดน ซึ่งทำให้รัฐไทยมีพื้นที่น้อยลงในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และระบอบประชาธิปไตยถูกลดอำนาจในการกำหนดนโยบาย
ขณะเดียวกันเงื่อนไขดังกล่าวยิ่งส่งผลให้ความแตกต่างทางชนชั้นขยายกว้างออกไปอีกจนเกือบจะควบคุมไม่ได้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติกลายเป็นเพียงภาพลวงตา
แน่นอน ความแตกต่างทางชนชั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่าความแตกต่างที่นับวันยิ่งขยายกว้างนี้ ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมีมุมมองและมีระดับความภักดีต่อประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน
ชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางในเมืองหลวงมองการเมืองแบบหนึ่ง กรรมกรอุตสาหกรรมมองอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่คนชั้นกลางใหม่ในภาคเกษตรกรรมก็มีมุมมองต่อประชาธิปไตยของตนเอง และชาวบ้านในชุมชนชายขอบก็เช่นเดียวกัน
ที่น่าหนักใจคือ ทัศนะที่เพาะตัวขึ้นจากความเหลื่อมล้ำที่สุดขั้วมักเป็นทัศนะที่ยากจะไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพราะมันผูกติดอยู่กับเดิมพันเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นแกนชีวิตของแต่ละฝ่าย ในเงื่อนไขดังกล่าวบรรยากาศเสรีนิยมจึงเกิดขึ้นได้ยาก และความขัดแย้งทางความคิดก็มักนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมือง กระทั่งในบางกรณี ถึงกับนำไปสู่ความรุนแรง
ยกตัวอย่างเช่นในปี 2549 ในขณะที่ชนชั้นกลางใหม่ในชนบทกำลังตื่นเต้นยินดีกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล คนชั้นกลางในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกวิตกกังวลในสิ่งที่เรียกว่าประเด็นคุณธรรมของฝ่ายบริหาร
รวมทั้งรู้สึกหวั่นไหวเกี่ยวกับฐานะของตน เพราะเห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกติกาของระบบตลาดเสรี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บางส่วนจึงถึงกับเต็มใจให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ในทำนองเดียวกัน เหตุการณ์นองเลือดในปี 2553 ก็มาจากความคิดเห็นที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพราะมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลในช่วงนั้นเห็นว่ารัฐบาลมีที่มาไม่ชอบธรรม อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกว่าตัวเองถูกชนชั้นที่เหนือกว่าข่มเหงรังแกตามอำเภอใจ
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมเห็นว่ามีรากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วทั้งสิ้น ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วคือที่มาของความขัดแย้งรุนแรงในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสงครามประชาชนในชนบท มาจนถึงกรณีกระชับพื้นที่ด้วยกระสุนจริงที่ราชประสงค์
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่มีทางจะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้เลย ถ้าหากไม่มีความพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ช่องว่างทางชนชั้นเหล่านี้ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงไม่ลดลง หากยังเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ตัวเลขจากปี 2552 ระบุว่ารายได้ของคน 20 เปอร์เซนต์แรกที่อยู่ลำดับสูงสุดกับคน 20 เปอร์เซนต์ที่อยู่ข้างล่างสุดห่างไกลกันถึง 13.2 เท่า (มติชน 6 พค.52) และคน 10 เปอร์เซนต์ที่รวยสุดเป็นเจ้าของสินทรัพย์มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ เทียบกับคนชั้นล่างสุด 10 เปอร์เซนต์ได้ส่วนแบ่งไปแค่ 3.9 เปอร์เซนต์ (มติชน 5 ตค.52)
และถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้อีก ดังจะเห็นได้จากการค้นคว้าของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งพบว่า 42 เปอร์เซนต์ของเงินฝากในธนาคารทั้งประเทศ ซึ่งมีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย เป็นของคนเพียงสามหมื่นห้าพันคน จากจำนวนประชากรราว 64 ล้านคน (ผาสุก พงษ์ไพจิตร/ มติชน 18 พย.52)
ล่าสุด นิตยสารฟอร์บส์ได้เปิดเผยรายชื่อมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของประเทศไทย ปรากฏว่าคนจำนวนหยิบมือเดียวเหล่านี้เป็นเจ้าของมูลค่าความมั่งคั่งรวมกันแล้วกว่า 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซนต์ของจีดีพี นอกจากนี้ 44 คนในจำนวนดังกล่าวยังมีความมั่งคั่งเพิ่มจากปีที่ผ่านมา (โพสต์ทูเดย์ 4 กค. 56)
ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังรายงานของธนาคาร UBS ร่วมกับสถาบันแห่งหนึ่งสำรวจพบว่าเศรษฐีไทยที่มีเงินมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (960 ล้านบาท) มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีกลายนี้ 15.2 เปอร์เซนต์ หรือเพิ่มจาก 625 คนเป็น 720 คน คนเหล่านี้เป็นเจ้าของสินทรัพย์รวมมูลค่าแล้ว 110,000 ล้านเหรียญ หรือกว่า 3.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปีกลาย 520,000 ล้านบาท (ไทยรัฐ 23 กย.56)
ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราหันมามองชีวิตของเกษตรกรไทย ก็จะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วพวกเขามีรายได้ทั้งปีเพียง114,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตและรายจ่ายด้านอุปโภคออกแล้ว กลับติดลบปีละ 34,000 บาท (มติชน 6 พย.53) อันนี้หมายความง่าย ๆ ว่าพวกเขายิ่งผลิตยิ่งเป็นหนี้
และเมื่อพูดถึงรายได้เฉลี่ยของคนงานรับจ้าง เราก็จะเห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ครบวงจรมากขึ้น เพราะคนเหล่านี้ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 7,000-9,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อคิดเป็นค่าจ้างรายวันแล้ว ยังน้อยกว่าราคาอาหารกลางวันของคนชั้นกลางจำนวนมาก หรืออาจจะถูกกว่าราคากางเกงในที่ขายตามห้างหรู
ในขณะที่ช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนของผู้บริหารบริษัทกับพนักงานระดับเสมียนก็ห่างไกลกันถึงกว่า 11 เท่า โดยผู้บริหารบริษัทในประเทศไทยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทุกประเทศในเอเชีย ยกเว้นฮ่องกง (สฤณี อาชวานันทกุล/ ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา/ 2554 น.43)
พูดแล้วก็พูดให้หมดเปลือก ความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วเหล่านี้ ยังถูกทำให้เลวลงอีกด้วยระบบการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะภาษีจากรายได้และกำไรประเภทต่าง ๆ ซึ่งจัดเก็บจากคนที่ได้เปรียบ กลับมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของรายได้รัฐจากภาษีทั้งหมด ในขณะที่ภาษีสินค้าและบริการซึ่งเก็บจากผู้บริโภคทุกคนกลายเป็นรายได้รัฐส่วนใหญ่ (http://whereisthailand.info/2013/03/sources-of-tax-revenue/) กล่าวอีกแบบหนึ่งคือคนรวยเสียภาษีน้อยเกินไป ส่วนคนจนก็เสียภาษีทางอ้อมทุกวัน
แน่นอน ตัวเลขเหล่านี้ย่อมมีนัยยะทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง เราจะยืนยันหลักการแห่งความเสมอภาคได้อย่างไร บนภูมิประเทศทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรงข้ามกับความเสมอภาคอย่างสิ้นเชิง จำนวนของเกษตรกรและแรงงานรับจ้างในระบบนั้นเมื่อรวมกันแล้วเท่ากับเกินครึ่งของประชากรไทย อะไรจะเกิดขึ้นถ้าความคับแค้นทางเศรษฐกิจของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในประเทศไทย การเอ่ยถึงความแตกต่างทางชนชั้นดูจะเป็นเรื่องต้องห้ามและชวนให้ไม่สบายใจสำหรับคนจำนวนไม่น้อย แต่ในความเห็นของผม ท่าทีแบบนี้ทั้งไร้ประโยชน์และเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันเท่ากับตัดประเด็นใจกลางออกไปจากความจริงของปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่ฉาบฉวย
ดังนั้น ผมจึงคิดว่าเราควรมองความจริงให้เต็มตา บ้านเมืองจึงจะพอทางออกได้บ้าง เราควรเปิดบาดแผลของประเทศออกมาดู และมองให้เห็นความเกี่ยวโยงอันใกล้ชิด ระหว่างความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วกับภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง
สำหรับชนชั้นที่ได้เปรียบ ท่านควรยอมรับว่ามันหมดเวลาแล้วที่จะมีอุปาทานว่าตนเองไม่เดือดร้อนกับสภาพเช่นนี้ หมดเวลาแล้วเช่นกันที่จะโทษว่าบ้านเมืองวุ่นวายเพราะจริตฟุ้งซ่านของคนไม่กี่คน หรือแค่ขจัดคอรัปชั่นแล้วบ้านเมืองจะดีเอง
ผู้คนในประเทศไทยควรจะต้องตระหนักให้มากขึ้นว่าปัญหาของประเทศไม่ได้เกิดจากการโกงบ้านกินเมืองอย่างเดียว แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีจริงและสมควรแก้ไข แต่คนที่ดูเหมือนมือสะอาดก็ใช่ว่าจะผุดผ่องอันใดนักหนา เพราะเงื่อนไขที่ก่อเรื่องมากกว่าคือระบบที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งรวยได้อย่างเหลือล้นโดยไม่ต้องโกง ขณะคนส่วนใหญ่ลำบากได้อย่างเหลือเชื่อทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกียจคร้าน
ต่อไป เราลองมาพิจารณาอุปสรรคของประชาธิปไตยอันเนื่องมาจากยุคโลกาภิวัตน์ หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือผลกระทบของทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อเส้นทางเดินของสังคมไทย
แน่นอน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์มีด้านที่เป็นความเจริญอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ การกระตุ้นการเติบโตของพลังการผลิต และการทำลายพรมแดนที่เคยกั้นขวางสายใยสัมพันธ์ระหว่างมวลมนุษย์
อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาเฉพาะด้านที่สร้างความเหลื่อมล้ำ เราจะพบว่าระบบทุนนิยมแบบไร้พรมแดนได้คะแนนต่ำอย่างน่าตกใจยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการเลื่อนไหลเสรีของทุนและแรงงาน มักนำไปสู่ข้อได้เปรียบของชนชั้นนายทุนฝ่ายเดียว ส่วนผู้ใช้แรงงานนั้นแทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเหลือ ขณะที่ระบบการค้าเสรีก็ทำให้เกษตรกรรายย่อยแทบทำอะไรไม่ได้เลยในการตั้งราคาผลผลิตที่สมเหตุสมผล
ที่เลวร้ายกว่านั้นอีกก็คือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์แท้จริงแล้วไม่ได้พึ่งกลไกตลาดอย่างเดียว หากยังกดดันและผูกมัดให้อำนาจรัฐต่าง ๆ หันมาคุ้มครองกฎกติกาที่ตัวเองกำหนดด้วย ซึ่งในกรณีของไทยนั้น นอกเหนือไปจากการออกกฎหมาย 11 ฉบับตามข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟแล้ว ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และฉบับ 2550 ต่างก็มีบทบัญญัติเหมือนกันว่ารัฐจะต้องดำเนินนโยบายสนับสนุนกลไกการค้าเสรี
ใช่หรือไม่ว่านี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาการเมืองไทยยิ่งสลับซ้อนมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะมันหมายความว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่เพียงเข้ามาเร่งขยายความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเท่านั้น หากยังปิดกั้นหนทางแก้ไขเอาไว้ด้วย
อันที่จริงในระยะใกล้ ๆ นี้สิ่งบอกเหตุก็พอมีอยู่แล้ว เช่นในกรณีปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท กับกรณีนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน เป็นต้น
กรณีแรกนอกจากมีเสียงบ่นจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ปรากฏว่านายทุนไทยยังย้ายไปลงทุนในประเทศค่าแรงต่ำเป็นจำนวนมาก ส่วนกรณีหลัง ถ้าตัดเสียงครหานินทาเรื่องทุจริต ออกไป ก็จะพบว่าเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากมุมมองแบบเสรีนิยมใหม่ทั้งสิ้น
และในทั้งสองกรณี ผู้วิจารณ์ต่างพากันแสดงความห่วงใยระบบตลาดและใช้ฐานคิดดังกล่าวเป็นกรอบอ้างอิงความถูกต้อง ส่วนชีวิตของกรรมกรและชาวนาที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้างนั้น แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง
พูดง่าย ๆ คือรัฐไทยกำลังถูกทุนนิยมโลกาภิวัตน์กดดันให้เมินเฉยต่อชนชั้นที่เสียเปรียบมากขึ้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ พื้นที่สำหรับการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ของรัฐไทยจึงถูกลดทอนลง ภายใต้กรอบกติกาของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ อำนาจในการจัดการสังคมถูกโอนไปไว้ที่กลไกตลาดเป็นส่วนใหญ่ และรัฐเองก็กำลังถูกแปรรูปดัดแปลงให้รับใช้เฉพาะชนชั้นนายทุน
คำถามมีอยู่ว่า แล้วระบบทุนจะดูแลคนได้ทั่วถึงหรือไม่ มันมีศักยภาพในการแก้ไขปรับปรุงตัวเองมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ผมไม่ต้องพูดมาก ก็เห็นชัดกันอยู่แล้วว่า เป็นไปได้ยาก
ที่ผ่านมาหลายปีการขยายตัวของทุนนิยมในประเทศไทยถูกยกขึ้นเป็นทั้งวาระแห่งชาติและผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอาจจะเป็นจินตภาพที่คลุมเครือมาตั้งแต่ต้น แต่มาถึงยุคทุนนิยมไร้พรมแดนเราอาจพูดได้ว่าความคลุมเครือนั้นได้หายไปหมดแล้ว มันชัดเจนที่สุดว่าสิ่งนี้คือมายาคติ ซึ่งไม่มีความเป็นจริงใด ๆ รองรับ
ถามว่าทำไมผมจึงกล้าพูดเช่นนี้ ที่กล้าพูดก็เพราะกฎเกณฑ์ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้นอยู่ตรงข้ามกับจินตภาพเรื่องชาติในระดับประสานงา
มันเป็นระบบที่ถือว่าทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน และไม่ยอมรับอำนาจของรัฐไหนในการกำหนดกติกาอย่างเป็นอิสระ ไม่ยอมรับข้อจำกัดใด ๆ ในการเคลื่อนย้ายทุนและหากำไรจากทุน ซึ่งรวมทั้งไม่ยอมรับข้อจำกัดทางความคิดหรือทางศีลธรรมด้วย
ดังนั้นปรากฏการณ์นายทุนทิ้งชาติจึงเป็นเรื่องที่ทั้งถูกต้องและปกติธรรมดาในเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดน สำหรับระบบนี้ไม่มีเหตุผลชุดอื่นมาแทนกำไรสูงสุดได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างงานให้คนในชาติ การกระจายรายได้ให้ชนชั้นผู้เสียเปรียบ หรือผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากรของรัฐ
ใช่หรือไม่ว่าทุนไทยเองก็กำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้น
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2555 นักนักธุรกิจไทยได้นำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศถึง 3.08 แสนล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 8 พค.55) และเมื่อเดือนมกราคม 2556 ก็มีรายงานจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยืนยันว่าโรงงานผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ายี่ห้อดังของไทยไม่ต่ำกว่า 100 โรงงานกำลังหาทางย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหนีค่าแรงขั้นต่ำใน
ประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท ในจำนวนนี้มีบางโรงงานที่กำลังทยอยเลิกจ้างพนักงานเพื่อปิดกิจการในประเทศ (โพสต์ทูเดย์ 28 มค.56)
แน่นอน แรงจูงใจสำคัญของนักลงทุนไทย คือค่าแรงราคาถูกและสิทธิพิเศษทางด้านภาษี ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเวียดนาม ค่าแรงตามเมืองใหญ่อยู่ในระดับวันละ 200 บาท และนอกเมืองออกไปยังต่ำกว่านั้นอีก นอกจากนี้ยังอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการได้ถึง 100 เปอร์เซนต์ ด้วยเหตุนี้ภายในครึ่งปีแรกของ 2556 ปีเดียว จึงมีนักธุรกิจไทยไปลงทุนในเวียดนามถึงกว่า 300 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 183,000 ล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 13 สค.56)
ส่วนกัมพูชานั้นค่าแรงยิ่งต่ำลงมาอีก บางแห่งอัตราค่าจ้างรายวันอยู่ที่เพียง 70 บาท กลุ่มทุนไทยจึงเริ่มดำเนินการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นใกล้ชายแดน เพื่อรองรับทุนไทยเป็นหลัก (โพสต์ทูเดย์ 25 มีค. 56)
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการลงทุนแบบข้ามชาติของบรรดานักธุรกิจไทย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการขยายตัวสู่ประเทศตะวันตกของทุนใหญ่อีกหลายเจ้า ซึ่งแรงจูงใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงราคาถูก เท่ากับการช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดสินค้าระดับโลก
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าทุนข้ามชาติกับทุนทิ้งชาติแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน และมันคงเป็นเรื่องยากสิ้นดีที่จะเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำหน้าที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นหรือช่วยสร้างความเป็นธรรมทางสังคม แม้แต่เสรีภาพในจินตภาพของระบบนี้ก็ดูจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการค้าการลงทุนเสรี ตลอดจนการบริโภคเสรีเท่านั้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว ผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นนายทุน (ทั้งทุนไทยและต่างชาติ) จึงไม่อาจถูกรัฐใช้เสื้อคลุมชาตินิยมมาปกปิดได้ง่าย ๆ เหมือนเดิม ขณะเดียวกันเสื้อคลุมรัฐชาติก็หลุดลุ่ยเองด้วย เพราะรัฐกำลังกลายเป็นทั้งพนักงานประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ระบบทุนเท่านั้น
อันที่จริง นี่ไม่ใช่สภาพที่เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียว หากเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งเกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจในโลกตะวันตกด้วย
โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลยืนยันว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วขึ้นในสังคมอเมริกัน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย
เขาได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเมืองอเมริกันซึ่งเป็นประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในโลก กำลังถูกบิดเบือนให้กลายเป็น ‘ระบบหนึ่งดอลล่าร์หนึ่งคะแนน’ แทนที่จะเป็นไปตามหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียงดังที่เคยเป็นมา ประชาชนคนส่วนใหญ่แทบไม่สามารถกำหนดเส้นทางเดินของประเทศได้เลย เพราะอิทธิพลของกลุ่มทุนและพวกที่ถือครองความมั่งคั่งสูงสุด (โจเซฟ สติกลิตซ์/ สฤณี อาชวานันทกุล แปล/ ราคาของความเหลื่อมล้ำ/ 2556 น.225-260)
พูดก็พูดเถอะ ในระยะหลัง ๆ ถ้ารัฐบาลมีท่าทีจะปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีที่ส่งผลกระทบถึงพวกเขา เศรษฐีอเมริกันก็พร้อมจะใช้ไม้ตาย ด้วยการโอนไปถือสัญชาติอื่น เฉพาะครึ่งปีแรกของ 2556 พวกเขาก็ทำเช่นนี้เกือบ 2 พันคน และเมื่อเปรียบเทียบไตรมาส 2 ของปีนี้กับปีก่อน จำนวนเศรษฐีทิ้งสัญชาตินับว่าเพิ่มขึ้นถึง 6เท่า เนื่องจากนโยบายภาษีของรัฐบาลพรรคเดโมแครต ( โพสต์ทูเดย์ 12 สค.56) สำหรับเรื่องนี้ พฤติกรรมของเศรษฐีในประเทศแถบยุโรปก็ไม่ต่างกัน
แน่ละ ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ผมคิดว่านายทุนใจดีที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบย่อมมีอยู่ แต่ถ้าพูดโดยภาพรวมของทุนนิยมโลกาภิวัตน์แล้ว ก็คงต้องสรุปว่ามันเป็นระบบที่หากปล่อยไว้โดยลำพัง ย่อมไม่สามารถจัดสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
ดังนั้น ผลกระทบจากทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อประเทศไทยจึงมีนัยยะทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง มันหมายถึงว่าในด้านหนึ่งเราจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางการเมืองมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่แก้ไขตัวเองไม่ได้ และในอีกด้านหนึ่งก็ต้องแก้ไขปมเงื่อนทางการเมืองที่โลกาภิวัตน์มาผูกมัดไว้ด้วย ทั้งสองด้านนี้บางทีอาจจะต้องสะสางไปพร้อม ๆ กัน
ถามว่าแล้วอันใดเล่าคือคือปมปัญหาทางการเมืองอันเนื่องมาจากระบบทุนนิยมแบบข้ามชาติ และกระบวนการทางการเมืองแบบไหนบ้างที่จะช่วยคลายปมเหล่านั้น ต่อเรื่องนี้ผมคิดว่าเราอาจพิจารณาได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน
ในระดับรัฐ (state level) เราควรตระหนักว่าโลกาภิวัตน์ทำให้ความเป็นรัฐชาติของไทยว่างเปล่าขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก อีกทั้งตลาดก็กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐเข้าไปแตะต้องไม่ได้
การเลื่อนไหลเข้าออกของทุนและแรงงานทำให้จินตภาพความเป็นชาติเจือจางขึ้นทุกที นายทุนต่างชาติเข้ามาถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยในสัดส่วนมหาศาล ขณะที่ผู้ใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนนับล้านก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผม ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หากอยู่ที่การกลบเกลื่อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยวาทกรรมที่หมดสมัย
เช่นเดียวกับเรื่องชนชั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่ารัฐไทยไม่เหมือนเดิม และสังคมไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันไม่ได้เป็นก้อนเดียวโดด ๆ อีกทั้งไม่ได้ประกอบด้วยคนไทยล้วน ๆ เราจะจัดที่จัดทางให้ผู้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างไรยังเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้า แต่ที่แน่ ๆ คือรัฐไม่ควรอ้างว่าผลประโยชน์ของทุนเป็นผลประโยชน์ของชาติอีก
ในยุคที่ช่องว่างทางชนชั้นถ่างห่าง จินตภาพเรื่องส่วนรวมพร่ามัว รัฐไทยยิ่งจำเป็นต้องขยายบทบาทในการบริหารความเป็นธรรม ทั้งสังคมและรัฐจึงจะอยู่รอดได้ และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้บางทีรัฐอาจจะต้องยอมปรับโครงสร้างอำนาจของตนเอง โดยกระจายอำนาจสู่หัวเมืองต่างจังหวัดและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อว่าประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ จะได้มีเครื่องมือมากขึ้นในการคุ้มครองอัตลักษณ์และผลประโยชน์ของพวกเขา ก่อนที่โลกาภิวัตน์จะถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่าง
อันดับต่อมา ในระดับระบอบการเมือง (regime level) ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกคว้านไส้ออกไปหลายเรื่อง เพราะนโยบายหลักหลายอย่างกลายเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นในหลาย ๆ กรณีเจตจำนงของประชาชนจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้นำการเมืองตอบสนองไม่ได้
พูดอีกแบบหนึ่งคือ กลไกตลาดเสรีกำลังทำให้เนื้อในของระบอบประชาธิปไตยว่างเปล่า เพราะผู้มีอำนาจต่อรองสูงในตลาดย่อมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของศูนย์อำนาจมากกว่าปวงชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทิศทางการจัดการสังคมของกลไกตลาด ไม่ได้สอดคล้องกับเสียงของประชาชนเสมอไป กระทั่งเป็นการลิดรอนสิทธิทางการเมืองของประชาชนอยู่โดยอ้อม
เรียนตรงๆ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรมองเห็นว่าเป็นปัญหา มิฉะนั้นแล้วจะเท่ากับช่วยกันสร้างภาพลวงตาว่าในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมใหม่ ประชาชนสามารถกำหนดได้ทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่โดยความเป็นจริงประชาชนไม่สามารถกำหนดนโยบายพื้นฐานได้เลย แม้แต่ผู้นำการเมืองก็ยังต้องคอยเสาะหาช่องเล็กช่องน้อยคิดนโยบายที่ไม่ขัดแย้งกับตลาด หรือไม่ขัดใจทุนนิยมโลก ออกมาเป็นนโยบายหาเสียง แทนที่จะคิดถึงนโยบายใหญ่ ๆ ที่เป็นทางเลือกเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น ประเทศไทยคงฝากประชาธิปไตยไว้กับสถาบันและกระบวนการที่เป็นทางการอย่างเดียวไม่ได้ หากต้องประสานบทบาทของการเมืองภาคประชาชน และการเมืองมวลชนเข้ากับระบบรัฐสภา ทั้งนี้เพราะพลังทั้งสองส่วนต่างก็มีปัญหากับทุนนิยมโลกไปคนละแบบ และมีแรงจูงใจสูงที่จะอาศัยมาตรการทางการเมือง
สำหรับฝ่ายแรกนั้นมักประกอบด้วยกลุ่มประชาชนที่ต้องการอยู่นอกตลาดเสรี ส่วนฝ่ายหลังแม้จะเป็นชนชั้นที่ต้องอยู่กับตลาดแต่ก็อยู่อย่างเสียเปรียบปราศจากอำนาจต่อรอง ด้วยเหตุดังนี้ ฝ่ายหนึ่งจึงเรียกร้องพื้นที่จัดการตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการพื้นที่ในกระบวนการกำหนดนโยบาย
ต่อไป เรามาพูดกันถึงผลกระทบของโลกภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในระดับรัฐบาล (government level) ในระดับนี้ ความยากลำบากที่สุดอยู่ที่บทบาทการเป็นผู้นำประเทศ หรือผู้นำของฝ่ายบริหาร ทั้งนี้เนื่องจากกรอบอ้างอิงเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมแบบเก่าเริ่มใช้ไม่ได้
เศรษฐกิจไร้พรมแดนทำให้ผลประโยชน์ต่างชาติกับของคนในประเทศไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไป ขณะที่ผลประโยชน์ของชนชั้นที่ได้เปรียบก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับของชนชั้นที่เสียเปรียบ ยังไม่ต้องพูดถึงความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มประชาชนในอีกสารพัดเรื่อง ซึ่งทำให้ยากต่อการเหมารวมว่ารัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยทุกคน
ในเมื่อรัฐบาลขาดข้ออ้างที่ทุกฝ่ายยอมรับ การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารย่อมถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิกฤตฉันทานุมัติ (Political Consensus) อย่างต่อเนื่อง มวลชนจำนวนมหาศาล และหลายหมู่เหล่า เริ่มเห็นว่ารัฐไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องเชื่อฟังกันโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้นจึงพร้อมจะกดดันรัฐบาลให้ค้ำประกันผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเขา
ตามความเห็นของผม วิธีแก้ไขสภาพดังกล่าวไม่อาจเป็นอย่างอื่น นอกจากจะต้องยอมรับว่าสังคมไทยไม่ได้ประกอบด้วยราษฎรก้อนเดียวที่รักกันอยู่ตลอดเวลา และใครก็ตามที่มีบทบาทนำพาประเทศจะต้องเลิกอ้างอิงผลประโยชน์แห่งชาติแบบลอย ๆ เพื่อปกปิดผลประโยชน์ทางชนชั้นเสียที เพราะถึงอย่างไรก็ปิดไม่มิดอยู่แล้ว
อันที่จริงผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของนายทุนก็มีส่วนทำให้ชนชั้นล่าง ๆ ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะเรียกร้องผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นตนด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ราคาข้าว ราคายาง หรือค่าชดเชยเรื่องมลภาวะ พูดกันง่าย ๆ คือไม่มีใครยอมอ่อนข้อ หรือเสียสละเพื่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่าปีนี้มีการชุมนุมของประชาชนไทยมากกว่า 3,000 ครั้ง และในจำนวนนั้นเป็นการประท้วงหรือเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจปากท้องถึง 1,939 ครั้ง ที่เหลือเป็นเรื่องการเมือง (ไทยรัฐ 8 ตค.56)
แน่ละ เราอาจตีความได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสิทธิเสรีภาพของชาวไทยในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับความเสมอภาคและความเป็นธรรมแล้วเห็นทีจะไม่ใช่ ข้อเท็จจริงคือผู้คนกำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และไม่มีใครยอมรับความเดือดร้อนนี้โดยไม่ต่อสู้ดิ้นรน
ดังนั้น ผู้นำการเมืองที่ตื่นรู้จึงควรย้ายฐานความชอบธรรมของอำนาจไปสู่การสนองผลประโยชน์รูปธรรมของประชาชนให้มากขึ้น ยอมรับว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทบริหารความเป็นธรรมและแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากกลไกตลาด รวมทั้งต้องรับฟังเสียงของประชาชนที่หลากหลายแตกต่างไม่เฉพาะในช่วงเสียงเลือกตั้ง หากตลอดช่วงที่อยู่ในอำนาจ และในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ
หากทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับแปรวิกฤตฉันทานุมัติให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตย
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ผมต้องขออภัยที่ได้ใช้เวลาค่อนข้างมากในการพูดถึงความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยไทย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าประเด็นนี้คือปัญหาใหญ่สุดของยุคสมัย ทั้งของโลกและของบ้านเรา มันเป็นสถานการณ์ที่สาปแช่งคนจำนวนมหาศาล ให้จมปลักอยู่กับความต่ำต้อยน้อยหน้า อับจนข้นแค้น และเสียโอกาสที่จะได้ลิ้มรสความเจริญ
วันนี้ ผมขออนุญาตเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องเหล่านั้น เพราะผมคิดว่าพวกเขามีโอกาสน้อยเกินไปในการพูดถึงความเสียเปรียบของตน
โดยสารัตถะแล้ว สิ่งที่ผมพูดก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยพูดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ไม่ได้หลุดไปจากความฝันเดือนตุลาคมที่หมุดประวัติศาสตร์กำลังจะจดจารึกไว้
เพียงแต่ว่าในวันนี้ บริบทที่เปลี่ยนไปของโลก ทำให้เราเห็นพ้องต้องกันน้อยลง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับฟัง
www.youtube.com/watch?v=Hhc6LE_eUXY
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ความฝันเดือนตุลา สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ..ฯ [14 ต.ค. 56]
ลานโพธิ์ มธ.
PrachataiTV . . Published on Oct 15, 2013
ในเพลย์ลิสต์ www.youtube.com/watch?v=Hhc6LE_eUXY&list=PLyjd9jzMpO2U-oKdMg6hubbots6G1lICA&index=1
________________________________________________________________________________
หมายเหตุ Admin บทความดี
1. ผู้พูดกล่าวถึง เหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535 ซึ่งสื่อมักกล่าวคำนี้ ..เพื่อระลึกเหตุการณ์ที่ชนชั้นนำที่เปิดเผยไม่ได้ฉวยใช้จากสถานการณ์ฝ่ายทหารเข้าล้อมปราบผู้ชุมนุม เพื่อสะกัดอำนาจต่อรองของประชาชนผู้ใช้แรงงานชั้นล่างและทหารกลุ่มตรงข้าม ..มิได้คาดคิดแง่ประณามชนชาติใดของโลก
2. เป็นการเปิดโปงถึงนายทุนชั้นสูงของไทยที่รับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ เพื่อกดขี่ขูดรีดผู้ใช้แรงงานและประชาชนผู้บริโภคโดยอ้างแต่กลไกตลาด ซึ่งนายทุนเหล่านี้มักแสดงตัวสร้างสตอรี่เก่าแก่ว่าปกปักรักษาชาติ เป็น"นายทุนชาติ"ที่ต่อสู้กับโลกาภิวัติ รักความเป็นไทย เอ่ยอ้างศีลธรรม“อันดี”สั่งสอนคนให้กตัญญูต่อ“คนดี”ที่เอาเปรียบตนเองอย่างไทยๆ ใช้ชาตินิยมในการต่อต้านสิทธิมนุษยชน ไม่ยอมรับการตรวจสอบแบบเดียวกับนายทุนโลกที่ถูกองค์การสากลตรวจสอบ(ซึ่งเติบโตต่อรองมาตามกระแสโลกาภิวัติและแนวคิดสังคมนิยม) ฯลฯ
..หากมีผู้ใดอยากเอ่ยถึง นายทุนชาติที่ต้องขับเคี่ยวกับทุนใหญ่,ทุนโลก ก็ควรคิดถึงบรรดาSMEเถิด ..เครือข่ายนายทุนใหญ่,นายทุนจารีต,นายทุนเจ้าพ่อ นั้นในกลุ่มที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติและกดขี่แรงงานโดยตรง-ได้ครอบงำโครงสร้างอำนาจส่วนบนโดยใช้อิทธิพลเหนือกฎหมาย, มีกลไกรัฐประเคนให้ และหลบเลี่ยงการเสียภาษีมายาวนานอย่างมโหฬาร ชนิดที่นายทุนโลกคิดไม่ถึง,ทำเองไม่ได้หรอก..เลยทีเดียว ไม่ใกล้จินตนาการเรื่อง นายทุนชาติแม้แต่น้อยเลยนะ ..สหายเหลือง
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






