http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิติราษฎร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิติราษฎร์ แสดงบทความทั้งหมด

2557-08-21

ขัอสังเกตคดี112หลัง รปห. โดย สมัคร รักธรรม

.

ขัอสังเกตคดี 112 หลังรัฐประหาร
โดย สมัคร รักธรรม
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/08/55158
. . Thu, 2014-08-21 12:39

ภาพและเพลงจากเวบบอร์ด

www.youtube.com/watch?v=43AfTOYmuy8
บทเพลงของสามัญชน - Cover ประกาย+ไฟเย็น (เฉพาะกิจ)


ประชาไท รายงานเมื่อ 20 สค. 57 ว่า หลังการรัฐประหารมีผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งหมด 15 คน อันที่จริง ยังมีผู้หลบหนีไม่รายงานตัวอีกจำนวนหนึ่ง ถ้ายึดตามรายงานของไทยรัฐ วันที่ 25 กค. 57 มีจำนวน 55 คน  ในจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เคยถูกดำเนินคดี 112 มาก่อนแล้วแต่ได้รับการอภัยโทษแล้วหรือไม่ก็คดีสิ้นสุดแล้ว อีกส่วนหนึ่งคาดว่าอาจจะถูกดำเนินคดี 112 หากคนเหล่านี้มารายงานตัว ก็อาจจะทำให้จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอีก


การดำเนินคดี 112 ในขณะนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาของกฎหมายข้อนี้ที่คาราคาซังมาเนิ่นนานอยู่แล้วหลายประการด้วยกัน ดังนี้


หนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้รับการประกันตัว มีเพียงผู้มีชื่อเสียง 2 คนจาก 15 คน (ตามรายงานของประชาไท) เท่านั้นที่ได้รับการประกันตัว ทั้งนี้อาจเพราะเพื่อลดความกดดัน หากแต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีอาชีพที่ไม่มั่นคง จึงแทบไม่เป็นข่าว ไม่มีใครรับรู้ และไม่มีหลักประกันอย่างเป็นทางการ เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นเกษตรกร นี่สะท้อนความยุติธรรมที่วางอยู่บนความเหลื่อมล้ำของสังคม


สอง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ถูกตีตราว่าเป็นคนผิด ก่อนที่จะมีการดำเนินคดี ข้อนี้เห็นได้ชัดจากกรณีของผู้ต้องหารายล่าสุด ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวเนื่องจาก "การกระทำความผิดของผู้ต้องหากับพวก..." ซึ่งเป็นเสมือนการตัดสินไปก่อนแล้วว่าผู้ต้องหา "กระทำความผิด" ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินคดี นี่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ให้ความยุติธรรมกับผู้ต้องหาก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


สาม มีแนวโน้มที่การดำเนินคดีจะไม่โปร่งใส และอาจจะไม่ได้รับความยุติธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการประกาศใช้ศาลทหาร และผู้ถูกดำเนินคดีบางรายถูกดำเนินคดีโดยศาลทหาร ข้อนี้ยิ่งทำให้ผู้ถูกเรียกตัวจำนวนมากลังเลที่จะเข้ารายงานตัว


สี่ ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินคดีที่ผ่านมา และในกรณีหลังการรัฐประหาร แนวโน้มนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นว่าผู้ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด ล้วนเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน หรือเป็นฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจของคณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารจึงใช้คดี 112 เพื่อหวังผลสืบเนื่องจากการดำเนินคดี กล่าวคือเพื่อลดการต่อต้านคณะรัฐประหาร ด้วยการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี 112



หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดี 112 ก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางการเมืองที่คนกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นหนึ่ง ใช้อย่างลำเอียงต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง อีกชนชั้นหนึ่ง ตลอดจนสะท้อนปัญหาความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำของสังคม ปัญหาการกระบวนการยุติธรรมและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ และเหนืออื่นใดคือ ปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่ต่อไป


























































































.

2556-10-31

แถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฯ และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

.

แถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1383210181 
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:15:59 น.

( ที่มา นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร  http://www.enlightened-jurists.com )


แถลงการณ์นิติราษฎร์

------------------------------

หมายเหตุ : วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อ่านแถลงการณ์นิติราษฎร์ ต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ห้องประชุม LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... และข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

ตามที่นายวรชัย เหมะ กับคณะได้เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผลคือ ให้นิรโทษกรรมแก่ประชาชนที่กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชนซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศ รักษาและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง อันจะเป็นรากฐานที่ดีของการลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดอง และต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติในวาระที่หนึ่งรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว หลังจากนั้นสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาและมีมติแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว โดยขยายการนิรโทษกรรมครอบคลุมไปถึง “บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง” แต่ไม่นิรโทษกรรมให้แก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112


เมื่อพิจารณาจากร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว พบว่าสภาผู้แทนราษฎรนิรโทษกรรมเฉพาะแก่ “บุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น” จากถ้อยคำดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ฯ ที่ถูกเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร จะเห็นได้ว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการให้นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนผู้กระทำการตามที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น โดยไม่นิรโทษกรรมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ทั้งไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาประกอบกับชื่อของร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ....” แล้ว ยิ่งทำให้เห็นประจักษ์ชัดว่าร่างพระราชบัญญัติฯ นี้มุ่งหมายนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนเท่านั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ให้รวมถึงบุคคลอื่นนอกจากประชาชน จึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่ขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง อันเป็นการต้องห้ามตามข้อ 117 วรรคสามแห่งข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้กระบวนการตราพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวนี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ห้ามมิให้การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติในวาระที่สองขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ

นอกจากประเด็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว คณะนิติราษฎร์เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ยังมีปัญหาในประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1) การนิรโทษกรรมตามที่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ซึ่งครอบคลุมไปถึงบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมอันนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายของประชาชนที่เข้าร่วมในการชุมนุมนั้น นอกจากจะไม่เป็นธรรมต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมแล้ว ยังขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชนรอดพ้นจากความรับผิดดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาในอดีตนอกจากจะเป็นการตอกย้ำบรรทัดฐานที่เลวร้ายให้ดำรงอยู่ต่อไปแล้ว ยังสร้างความเคยชินให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหาร ในการปฏิบัติต่อประชาชนในลักษณะดังกล่าวข้างต้นโดยไม่ต้องกังวลว่าตนจะต้องรับผิดในทางกฎหมายในอนาคต

2) ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น กำหนดยกเว้นไม่นิรโทษกรรมให้แก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถึงแม้ว่าการกระทำความผิดของบุคคลนั้นจะเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองก็ตาม การบัญญัติกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมขัดหรือแย้งกับหลักแห่งความเสมอภาคที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 เนื่องจากหลักดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกัน ให้เหมือนกัน และปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญแตกต่างกันให้แตกต่างกันออกไปตามสภาพของสิ่งนั้นๆ การนิรโทษกรรมตามความมุ่งหมายของร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่กระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่คำนึงว่าการกระทำนั้นจะเป็นความผิดฐานใด ดังนั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตัดมิให้ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้กระทำไปโดยมีความเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัตินี้ จึงเป็นการปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระอย่างเดียวกันให้แตกต่างกัน และขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ

3) เนื่องจากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ มีผลกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ซึ่งครอบคลุมเหตุการณ์จำนวนมาก มีบุคคลที่อาจได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้หลายกลุ่ม และบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในขั้นตอนที่แตกต่างกัน จากเหตุหลายประการดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความซับซ้อนจนหลายกรณีไม่อาจระบุลงไปให้แน่ชัดได้ว่าบุคคลใดบ้างเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จึงอาจทำให้การวินิจฉัยไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เกิดความไม่เสมอภาคในชั้นของการบังคับใช้กฎหมายในท้ายที่สุด

4) ถึงแม้ว่ากระบวนการกล่าวหาบุคคลที่เกิดขึ้นโดยองค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 จะดำเนินไปอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม และบุคคลที่ถูกกล่าวหาและถูกพิพากษาว่ามีความผิดสมควรได้รับคืนความเป็นธรรมก็ตาม แต่โดยที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้มุ่งหมายนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลที่กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีสภาพและลักษณะของเรื่องแตกต่างไปจากการกระทำของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประการสำคัญ ในสภาวการณ์ความขัดแย้งของสังคมขณะนี้ การเสนอให้นิรโทษกรรมแก่บุคคลดังกล่าวอาจเหนี่ยวรั้งให้การหาฉันทามติในการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนเป็นไปอย่างล่าช้า หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ทั้งนี้ การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมให้กับบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากการทำรัฐประหารสมควรกระทำด้วยการลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์

5) มีข้อสังเกตว่า ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำความผิดใด ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2547 จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติที่ผ่านการรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ซึ่งนิรโทษกรรมให้แก่การกระทำใด ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 การกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการนิรโทษกรรมตั้งแต่พ.ศ. 2547 อาจส่งผลให้มีเหตุการณ์หรือการกระทำความผิดบางอย่างที่ไม่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารเมื่อวันที่ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ด้วย

6) นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า โดยที่ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้กำหนดให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบต่อเนื่องมา ไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงนั้น เมื่อพิจารณาจากคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงย่อมทำให้รัฐต้องคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรม เช่น ในคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ได้รับนิรโทษกรรมแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินที่ยึดมาตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ถึงแม้ว่าคณะนิติราษฎร์จะเห็นว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดโดยองค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร มีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการที่จะได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดไปโดยกระบวนการทางกฎหมายที่เชื่อมโยงกับการทำรัฐประหาร แต่การที่จะได้รับคืนทรัพย์สินดังกล่าวนั้นควรจะต้องเป็นไปโดยหนทางของการลบล้างคำพิพากษาตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่าด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร มิใช่โดยการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้



ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์

โดยเหตุที่ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ มีปัญหาบางประการดังกล่าวมาข้างต้นคณะนิติราษฎร์ จึงขอเสนอแนวทางแก้ปัญหา ดังต่อไปนี้

1) ต้องแยกบุคคลซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแต่กระทำความผิดโดยมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ออกจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

2) ให้ดำเนินการนิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแต่กระทำความผิดโดยมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่นิรโทษกรรมให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใด ๆ ทั้งนี้ ตามร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง ที่คณะนิติราษฎร์ได้เคยเสนอไว้

3) สำหรับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ให้ลบล้างคำพิพากษา คำวินิจฉัย ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในทุกขั้นตอนที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร ทั้งนี้ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่าด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร

4) อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ไม่ได้รับการพิจารณานำไปปฏิบัติจากผู้เกี่ยวข้อง ประกอบกับขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการนิรโทษกรรมอยู่ในระหว่างการพิจารณาในวาระที่สองของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การนิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งกระทำความผิดหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองเป็นไปโดยรวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดที่เป็นอยู่ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้

  4.1 เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฯ จนขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ทำให้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฯ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานในการพิจารณาในวาระที่สองได้ ด้วยเหตุนี้ สภาผู้แทนราษฎรจึงสมควรแก้ไขความบกพร่องดังกล่าวโดยการลงมติว่ากระบวนการตราพระราชบัญญัติฯ นี้ขัดกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรข้อ 117 วรรคสาม เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฯ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตกไป

  4.2 ให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติยกเลิกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดเดิม และมีมติตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อเริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ในวาระที่สองใหม่



คณะนิติราษฎร์: นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
31 ตุลาคม พ.ศ. 2556




- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ข้อเสนอของนิติราษฎร์ เมื่อต้นปี 2556 

“นิติราษฎร์” เสนอร่าง รธน.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ..ย้ำทุกสี ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ 
อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2013/01/ej-blog75.html


____________________________________________________________________________________

หมายเหตุ Admin บทความดี 

ในสถานการณ์ที่กำลังมีการเปลี่ยนตัวละครสำคัญในระบบการเมืองและมีการตกลง-ถอยๆยันๆของชนชั้นนำ จึงนำมาซึ่งชุดแก้ปัญหาพิกลพิการ(..ที่จริงก็เกิดอยู่แล้วเป็นระยะๆมาช้านาน)ที่ประชาชนต้องกลืนเลือดอีกครั้ง กำลังกลายเป็นบทเรียนเชิงซ้อน และสร้างความแตกแยกกันเอง-เข้าทาง-ได้ประโยชน์ของกลุ่มอนุรักษ์ที่กำลังรู้ตัวว่าหลังฝุ่นตลบตนจะเพลี่ยงพล้ำมากกว่าเดิม(..จึงขยันเล่นละครต่อต้านเพื่อพยุงตนเองเท่าที่จะเป็นไปได้) ....ฝ่ายประชาชนควรรณรงค์ให้อำนาจตุลาการที่สองมาตรฐาน(เป็นต้นตอความขัดแย้ง)มานาน เร่งรัดดำเนินคดีแก่ฝ่ายอนุรักษ์ก่อน พรบ.พิการนี้มีผล และเปิดโปงแผนการเกลียดตัวกินไข่ของพวกต่อต้านประชาธิปไตย-อยากมีอิทธิพลในการเปลี่ยนตัวละครให้ตนได้ประโยชน์มากที่สุด -อยากล้มรัฐบาลนี้โดยฉวยใช้การปั่นกระแสความไม่พอใจ    มิตรของเรามิใช่ผู้ร้ายตัวจริงในขั้นนี้หรอกนะ(แม้อาจเป็นมิตรชั่วคราวไม่ถึง10ปีก็ตาม)
Admin บทความดี เชื่อว่า หากประชาชนเสื้อแดงผ่านการทดสอบครั้งนี้ โดยไม่มัวตีกันเองในซอยสภา มุ่งรักษาแนวทางใหญ่นอกสภาให้ก้าวไปข้างหน้าได้ และเมื่อสถานการณ์พิษนี้ถูกแทนด้วยเหตุการณ์ถัดไป ข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่ผ่านมาจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของฝ่ายประชาชนที่เรียกร้องต่อรัฐสภา



.

2556-10-22

สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน? เสื้อแดงหรือทักษิณ? โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

.
+บทความปี 2555 - ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน 'เสื้อแดง' หรือ 'ทักษิณ'

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน? เสื้อแดงหรือทักษิณ?
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ใน http://prachatai3.info/journal/2013/10/49337
. . Mon, 2013-10-21 13:35


ใจ อึ๊งภากรณ์


รัฐบาลเพื่อไทยหักหลังวีรชนเสื้อแดง นิรโทษกรรมทหารและนักการเมืองมือเปื้อนเลือด หวังทักษิณได้กลับไทย ทิ้งนักโทษทางความคิด 112 ให้ตายในคุก นี่คือผลพวงของการจับมือกันระหว่างชนชั้นปกครองซีกทักษิณและทหาร เป็นสิ่งที่ผมและเลี้ยวซ้ายคาดว่าจะเกิดนานแล้ว เราเถียงกับพวกเสื้อแดงที่เชียร์ยิ่งลักษณ์จนหน้าดำหน้าแดง
... ข้อสรุปที่เราต้องยืนยันอีกครั้งคือ คนเสื้อแดงก้าวหน้าต้องจัดตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมืองอิสระจาก นปช. และเพื่อไทย และต้องไม่พึงพอใจกับการจัดตั้งกระจัดกระจายที่ต่างคนต่างเคลื่อนไหว
ถ้าทักษิณจับมือกับทหารซีกรัฐประหารได้ คนก้าวหน้าน่าจะจับมือกันได้


ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรัฐประหาร 19กันยา มีสองสงครามคู่ขนานคือ.......

หนึ่ง ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ร่วมกันสร้างขบวนการเสื้อแดงและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงโดยอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ และท่ามกลางการต่อสู้มีการตื่นตัวมากขึ้นจนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เริ่มมองสังคมไทยจากมุมมองชนชั้น อย่างน้อยก็มองว่ามีสองฝ่ายหลักคือ “เรา” ที่เป็น “ไพร่” กับ “เขา” ที่เป็น “อำมาตย์” และเสื้อแดงเหล่านี้ต้องการให้มีการเปลี่ยนสังคมไทย ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปขบวนการยุติธรรมด้วย และเขาเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิ่งเหล่านี้
   
สอง ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้สู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียมแต่อย่างใด เขาไม่ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ไม่ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง และไม่ต้องการให้ปฏิรูปขบวนการยุติธรรม เป้าหมายของเขาคือการกลับมาปรองดองกับคู่ขัดแย้ง และเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด อย่างที่เป็นก่อน 19 กันยา


ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่าเขามองว่าวิกฤตไทยมาจากการทะเลาะกันระหว่างนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก กับทักษิณและพรรคพวกของเขา และแน่นอนคำพูดนี้เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงที่สุด เพราะตัดบทบาทของทหารที่ทำรัฐประหารและฆ่าประชาชนออกไปหมด และลบทิ้ง “สงคราม” ของประชาชนเสื้อแดง เพื่อให้มีแค่การต่อสู้เพื่อตัวทักษิณเอง สรุปแล้วในความฝันของทักษิณ คนเสื้อแดงคือแค่ไพร่รับใช้ทักษิณและพรรคเพื่อไทยเท่านั้น
   
เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือแค่การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและอภิสิทธิ์ชนซีกทักษิณ นั้นคือสาเหตุที่รัฐบาลปัจจุบันเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไม่เคยสู้เพื่อประชาธิปไตย และหลายคนก็มีประวัติการเป็นโจรอีกด้วย และเป้าหมายของทักษิณกับยิ่งลักษณ์หมายความว่าจะไม่กล่าวถึงอาชญากรรมของทหาร เพราะจับมือจูบปากทหารแล้ว จะไม่ลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอคณะนิติราษฏร์ และจะไม่ป้องกันไม่ให้ทหารแทรกแซงการเมืองอีก
   
ข้อเสนอให้ฟอกตัวพวกมือเปื้อนเลือดของทักษิณกับเพื่อไทย เป็นการ “ถุยน้ำลายใส่” วีรชนเสื้อแดงที่เสียสละในการต่อสู้ และทำการปรองดองบนซากศพเขา ไม่มีการนำทหารกับนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาล และมีการปล่อยให้นักโทษการเมือง 112 ติดคุกต่อไป คนเหล่านี้ติดคุกเพราะกล้าคิดต่าง เช่นสมยศกับดา

ถ้ามีการนำทหารและนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลในคดี “อาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน” ในอนาคตอาจต้องนำทักษิณมาขึ้นศาลได้ในคดีอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนที่ตากใบ และในเรื่องการฆ่าวิสามัญยาเสพติด ดังนั้นคำวัญสำคัญของชนชั้นปกครองไทยคือ “เรารู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราเสมอ” และกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 คือกฏหมายที่ปกป้องผลประโยชน์ของทหาร นายทุน และข้าราชการชั้นสูง


ผู้เขียนเคยอธิบายมานานแล้วว่ามีการจับมือกันระหว่างทหารกับเพื่อไทย และแม้แต่ อภิสิทธิ์ หรือสุเทพ จะไม่ถูกนำมาลงโทษ แต่บ่อยครั้งเสื้อแดงที่เป็นกองเชียร์ของรัฐบาลจะหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ มาเถียง และกล่าวหาว่าผมรีบสรุปเกินไป ตอนนี้เราเห็นชัดว่าอะไรเกิดขึ้นแล้ว
   
สำหรับแกนนำ นปช. พวกนี้มองว่าภาระหลักของ นปช. คือการเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณ และการสนับสนุนเป้าหมายของทักษิณและยิ่งลักษณ์ในการนำสังคมไทย “กลับคืนสู่สภาพปกติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด” ดังนั้นทั้งๆ ที่มีการใช้วาจาสร้างภาพว่าจะไม่ “ทอดทิ้งกัน” แกนนำ นปช. ก็ค่อยๆ สลายขบวนการเสื้อแดง และหันหลังให้กับนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ไม่มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ให้ลบผลพวงของรัฐประหาร ให้มีการยกเลิก 112 และให้มีการนำทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาลแต่อย่างใด และเวลาก็ผ่านไปนานแล้วหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง

การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้อแดงในการปฏิรูปสังคมไทยและสามารถหักหลังวีรชนได้ ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจมากเกินไป
ถ้าเราเข้าใจว่าเสื้อแดงก้าวหน้าบกพร่องในการสร้างองค์กรทางการเมืองที่อิสระจาก นปช.


แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการออกมาต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดงเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเข้าใจผิดว่าการออกมาต่อสู้ของประชาชนไม่เคยได้อะไร อย่าเข้าใจผิดว่าเราต้องถูกแกนนำหลอกเสมอ
   
ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ เช่นการรณรงค์ของนิติราษฎร์หรือผู้ที่ต้องการจัดการกับกฏหมาย 112 และถ้าพวกเราไม่ได้ออกมาสู้อำมาตย์ก็จะมั่นใจยิ่งกว่านี้ว่าทำอะไรกับเราก็ได้
   
การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้นปกครองบนซากศพวีรชน... ฆาตกรลอยนวล... อำนาจอำมาตย์ถูกปกป้อง... พรรคการเมืองทำลายความฝันของประชาชน:  นั้นคืออ่างน้ำเน่าของการเมืองไทยในรอบห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าเราอยากให้เรื่องแบบนี้จบสักที คนก้าวหน้าต้องรู้จักรวมตัวกันทางการเมืองในลักษณะที่อิสระจากพวก “ผู้ใหญ่” เราต้องมาร่วมกันสร้าง “พรรคสังคมนิยม”
   
พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้ปฏิบัติการจากคนที่เข้าใจประเด็นการเมืองทางชนชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการขยายความคิดนี้ไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดกลางๆ ระหว่างความก้าวหน้ากับความล้าหลัง หรือระหว่างความเป็นซ้ายกับความเป็นขวา พรรคไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการทำงานกับคนที่ล้าหลังที่สุด ถูกกดขี่มากที่สุด หรือเข้าใจการเมืองน้อยที่สุดเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดง่ายๆ นั้นคือสาเหตุที่พรรคฝ่ายซ้ายควรทำงานกับคนเสื้อแดงก้าวหน้า คนหนุ่มสาว และนักสหภาพแรงงาน



แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะนำไปสู่เสรีภาพแท้ได้ การเปลี่ยนสังคมดังกล่าวต้องเป็นการกระทำของมวลชนส่วนใหญ่เอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มเล็กๆ หรือ "กองหน้า" หรือการกระทำของพรรค “เพื่อปลดแอกคนส่วนใหญ่”
   
เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้นกลางเท่าไร เพราะในวิกฤตปัจจุบัน และในยุค 6 ตุลา คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในไทยเลือกข้างของความป่าเถื่อน และทั่วโลกมักเป็นพลังสำคัญของกระแสฟัสซิสต์

พรรคสังคมนิยมต้องยึดถือผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม หรือพนักงานปกคอขาว และไม่ว่าจะเป็นคนจนที่เป็นชาวนา ลูกจ้างภาคเกษตร ชนกลุ่มน้อย หรือคนจนในเมือง พรรคต้องเป็นปากเสียงของผู้ถูกกดขี่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิต
   
พูดง่ายๆ พรรคหรือกลุ่มสังคมนิยมควรรับภาระในการต่อสู้ต่อไปของคนชั้นล่างท่ามกลางการหักหลังทรยศของพรรคเพื่อไทยและ นปช.



+++

บทความของปี 2555

ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน 'เสื้อแดง' หรือ 'ทักษิณ'
ใน http://prachatai.com/journal/2012/09/42468
. . Tue, 2012-09-04 17:42

( ภาพจาก http://thaireddenmark.blogspot.com/2013/02/blog-post_6977.html )


ใจ อึ๊งภากรณ์

ในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 70 ปีก่อน มีสงครามคู่ขนานในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะ คือเยอรมัน อิตาลี่ และญี่ปุ่น เพราะประชาชนธรรมดา โดยเฉพาะมวลชนก้าวหน้า สู้เพื่อทำลายระบบฟาซิสต์เผด็จการ และสู้เพื่อเสรีภาพกับความเท่าเทียม คนจำนวนมากยังสู้เพื่อสังคมนิยมอีกด้วย แต่ฝ่ายชนชั้นปกครองทุนนิยมตลาดเสรีในอังกฤษ สหรัฐ กับฝรั่งเศส และชนชั้นปกครอง “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในเผด็จการคอมมิวนิสต์รัสเซีย สู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและจักรวรรดินิยมเท่านั้น แต่ในการปลุกระดมมวลชนให้รบในกองทัพของรัฐบาล ชนชั้นปกครองต้องใช้วาจาในการสร้างภาพว่า สงครามนั้นเป็น “สงครามต้านฟาสซิสต์เพื่อเสรีภาพ” ในขณะเดียวกัน โรสเวลต์ เชอร์ชิล และสตาลิน เคยแสดงความพร้อมที่จะทำข้อตกลงจับมือกับฟาสซิสต์

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกอย่างผิวเผิน เราอาจมองไม่เห็นว่า สงครามของประชาชน กับสงครามของนายทุนประเทศพันธมิตรต่างกันเท่าไร เพราะทั้งสองรบกับฝ่ายอักษะ วิกฤติไทยหลัง 19 กันยา มีส่วนคล้ายตรงนี้ ถ้าดูผิวเผินอาจมองว่า เสื้อแดงกับทักษิณสู้กับศัตรูเดียวกัน

ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรัฐประหาร 19 กันยา ก็มีสองสงครามคู่ขนานเช่นกัน คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ร่วมกันสร้างขบวนการเสื้อแดงและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงโดยอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือผู้มีอำนาจอื่นๆ และท่ามกลางการต่อสู้ มีการตื่นตัวมากขึ้นจนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เริ่มมองสังคมไทยจากมุมมองชนชั้น อย่างน้อยก็มองว่า มีสองฝ่ายหลักคือ “เรา” ที่เป็น “ไพร่” กับ “เขา” ที่เป็น “อำมาตย์กับพรรคประชาธิปัตย์ และสลิ่มฟาสซิสต์” และเสื้อแดงเหล่านี้ต้องการให้มีการเปลี่ยนสังคมไทย ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วย และเขาเสียสละเลือดเนื้อเพื่อสิ่งเหล่านี้

แต่ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้สู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียมแต่อย่างใด เขาไม่ต้องการให้ยกเลิกกฏหมายเผด็จการอย่าง 112 ไม่ต้องการให้ปฏิรูปกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง และไม่ต้องการให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป้าหมายของเขา คือการกลับมาปรองดองกับคู่ขัดแย้ง และเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพ “ปกติ” ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด อย่างที่เป็นก่อน 19 กันยา

ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่า เขามองว่า วิกฤตไทยมาจากการทะเลาะกันระหว่างนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก กับทักษิณและพรรคพวกของเขา และแน่นอนคำพูดนี้เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงที่สุด เพราะตัดบทบาทของทหารที่ทำรัฐประหารและฆ่าประชาชนออกไปหมด และลบทิ้ง “สงคราม” ของประชาชนเสื้อแดง เพื่อให้มีแค่การต่อสู้เพื่อตัวทักษิณเอง สรุปแล้ว ในความฝันของทักษิณ คนเสื้อแดงเป็นแค่ไพร่รับใช้ทักษิณเท่านั้น

เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือแค่การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและอภิสิทธิ์ชนซีกทักษิณ นั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลปัจจุบันเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไม่เคยสู้เพื่อประชาธิปไตย และหลายคนก็มีประวัติการเป็นโจรอีกด้วย และเป้าหมายของทักษิณกับยิ่งลักษณ์หมายความว่า จะไม่กล่าวถึงอาชญากรรมของทหาร เพราะจับมือจูบปากทหารแล้ว จะไม่ลบล้างผลพวงของรัฐประหารตามข้อเสนอคณะนิติราษฏร์ และจะไม่ป้องกันไม่ให้ทหารแทรกแซงการเมืองอีก

ในสงครามคู่ขนานที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างน้อยชนชั้นปกครองยังให้เกียรติทหารธรรมดาที่ล้มตายในสงครามบ้าง แต่ในกรณีสงครามเสื้อแดงไม่มีเลย ทักษิณกับเพื่อไทย “ถุยน้ำลายใส่” วีรชนเสื้อแดงที่เสียสละในการต่อสู้ และทำการปรองดองบนซากศพเขา ไม่มีการนำทหารกับนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาล และมีการปล่อยให้นักโทษการเมืองติดคุกต่อไปจนบางคนต้องตายในคุก แต่เราอธิบายได้ เพราะถ้ามีการนำทหารและนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลในคดี “อาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน” ในอนาคตอาจนำทักษิณมาขึ้นศาลได้ในคดีอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนที่ตากใบ และในเรื่องการฆ่าวิสามัญยาเสพติด คำขวัญสำคัญของชนชั้นปกครองไทยคือ “เรารู้จักปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราเสมอ” นั้นคือสาเหตุที่ผมเชื่อว่า แม้แต่ อภิสิทธิ์ หรือสุเทพ จะไม่ถูกนำมาลงโทษ อย่าว่าแต่ทหารมือเปื้อนเลือดเลย และสิ่งที่เราเห็นอยู่ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือการสืบคดีสไนเปอร์ เป็นแค่ละครตลกร้ายเท่านั้น

ในสงครามของประชาชนชั้นล่าง สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บ่อยครั้งประชาชนชั้นล่างสามารถปลดแอกตนเองโดยการเอาชนะฝ่ายอักษะได้ โดยไม่อาศัยกองกำลังของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น การปลดแอกเมืองปารีส การปลดแอกประเทศกรีซ หรือมลายู ซึ่งกระทำโดยกองกำลังของแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม แกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกตอนนั้น มองว่าภาระหลักคือการสนับสนุนรัสเซียภายใต้สตาลิน และการเคารพข้อตกลงที่สตาลินมีกับผู้นำตะวันตก ดังนั้นกองกำลังของประชาชนที่ปลดแอกตนเอง กลับยอมมอบอาวุธให้ศัตรูและสลายตัว ผลคือการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของทุนนิยมในฝรั่งเศสและกรีซ และการ “กลับสู่สภาพปกติ” ของการเป็นอาณานิคมของมลายู

สำหรับสงครามเสื้อแดง แกนนำ นปช. ซึ่งบางคนเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต ก็มองว่า ภาระหลักของ นปช. คือการเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณ และการสนับสนุนเป้าหมายของทักษิณและยิ่งลักษณ์ในการนำสังคมไทย “กลับคืนสู่สภาพปกติท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและการขูดรีด” ดังนั้นทั้งๆ ที่มีการใช้วาจาสร้างภาพว่าจะไม่ “ทอดทิ้งกัน” แกนนำ นปช. ก็ค่อยๆ สลายขบวนการเสื้อแดง และหันหลังให้กับนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ไม่มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ให้ลบผลพวงของรัฐประหาร ให้มีการยกเลิก 112 และให้มีการนำทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์มาขึ้นศาลแต่อย่างใด และเวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งปีหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งแล้ว


แต่อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนเสื้อแดงเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่อสู้ของประชาชนไม่เคยได้อะไร อย่าเข้าใจผิดว่าเราต้องถูกแกนนำหลอกเสมอ

ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ เช่น การรณรงค์ของนิติราษฎร์หรือผู้ที่ต้องการจัดการกับกฏหมาย 112 และถ้าพวกเราไม่ได้ออกมาสู้ อำมาตย์ก็จะมั่นใจยิ่งกว่านี้ว่า ทำอะไรกับเราก็ได้ เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็อาจไม่เกิดด้วย

การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้อแดงในการปฏิรูปสังคมไทยและสามารถหักหลังวีรชนได้ ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจมากเกินไป ถ้าเราเข้าใจว่า เสื้อแดงก้าวหน้าบกพร่องในการสร้างองค์กรทางการเมืองที่อิสระจาก นปช. เหมือนกับที่ประชาชนก้าวหน้าสมัยสงครามโลก มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถสร้างองค์กรฝ่ายซ้ายที่อิสระจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินได้

การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้นปกครองบนซากศพวีรชน... ฆาตกรลอยนวล... อำนาจอำมาตย์ถูกปกป้อง... พรรคการเมืองทำลายความฝันของประชาชน:  นั้นคืออ่างน้ำเน่าของการเมืองไทยในรอบห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าเราอยากให้เรื่องแบบนี้จบสักที คนก้าวหน้าต้องรู้จักรวมตัวกันทางการเมืองในลักษณะที่อิสระจากพวก “ผู้ใหญ่” เราต้องมาร่วมกันสร้าง “พรรคสังคมนิยม”

พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้ปฏิบัติการจากคนที่เข้าใจประเด็นการเมืองทางชนชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการขยายความคิดนี้ไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มีความคิดกลางๆ ระหว่างความก้าวหน้ากับความล้าหลัง หรือระหว่างความเป็นซ้ายกับความเป็นขวา พรรคไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการทำงานกับคนที่ล้าหลังที่สุด ถูกกดขี่มากที่สุด หรือเข้าใจการเมืองน้อยที่สุดเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนความคิดง่ายๆ นั้นคือสาเหตุที่พรรคฝ่ายซ้ายควรทำงานกับคนเสื้อแดง ก่อนที่ขบวนการนี้จะสูญหายไปหมดภายใต้นโยบายของ นปช. และเพื่อไทย

แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะนำไปสู่เสรีภาพแท้ได้ การเปลี่ยนสังคมดังกล่าวต้องเป็นการกระทำของมวลชนส่วนใหญ่เอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มเล็กๆ หรือ "กองหน้า"

พรรคสังคมนิยมต้องยึดถือผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม หรือพนักงานปกคอขาว และไม่ว่าจะเป็นคนจนที่เป็นชาวนา ลูกจ้างภาคเกษตร ชนกลุ่มน้อย หรือคนจนในเมือง พรรคต้องเป็นปากเสียงของผู้ถูกกดขี่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิต

เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้นกลางเท่าไร เพราะในวิกฤตปัจจุบัน และในยุค 6 ตุลา คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในไทยเลือกข้างของความป่าเถื่อน และทั่วโลกมักเป็นพลังสำคัญของกระแสฟาสซิสต์

พรรคจะต้องมีประชาธิปไตยภายใน ไม่ใช่เป็นพรรคของ “ผู้ใหญ่” คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นต้องมีโครงสร้างและระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้สมาชิกธรรมดาเป็นผู้ควบคุมนโยบาย ผู้นำ และผู้แทนของพรรคตลอดเวลา พรรคต้องอาศัยเงินทุนที่เก็บจากสมาชิกในอัตราก้าวหน้าเป็นหลัก คือสมาชิกที่มีเงินเดือนสูงจ่ายมากและคนที่มีรายได้น้อยจ่ายน้อย ไม่ใช่ไปพึ่งเงินทุนจากที่อื่นและตกเป็นเครื่องมือของคนมีเงิน และถึงแม้ว่าพรรคจะมีทุนน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบพรรคนายทุนทุกพรรค คือการเป็นพรรคของมวลชนจริงๆ การดึงคนมาสนับสนุนพรรคจึงทำภายใต้นโยบายที่ชัดเจน และผู้สนับสนุนพรรคจะไม่เข้ามาร่วมภายใต้นโยบายของพรรคเท่านั้น แต่จะได้รับการส่งเสริมให้นำตนเอง และมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายด้วยสิทธิเท่าเทียมกัน


พรรคสังคมนิยมไม่ใช่พรรคประเภทบนลงล่างที่โกหกว่า “คุณเลือกเราเป็น ส.ส. แล้วเราจะทำให้คุณทุกอย่าง” ในระยะสั้นพรรคต้องไม่ตั้งเป้าหลักที่การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา เพราะรัฐสภาไม่ใช่ศูนย์กลางอำนาจแท้ในระบบประชาธิปไตยครึ่งใบของนายทุน การจดทะเบียนพรรคจึงไม่สำคัญ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบปัจจุบันอาจเป็นโอกาสดีสำหรับการโฆษณาแนวคิดในอนาคต พรรคจะต้องเป็นแหล่งรวมของประสบการณ์และทฤษฎีการต่อสู้ แหล่งรวมของนักเคลื่อนไหวไฟแรง และเป็นเครื่องมือในการประสานงานและปลุกระดมการต่อสู้ในหมู่กรรมาชีพกับคนจน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยตามความไฝ่ฝันของเสื้อแดง

พูดง่ายๆ พรรคสังคมนิยมควรรับภาระในการต่อสู้ต่อไปของคนชั้นล่าง ท่ามกลางการหักหลังทรยศของพรรคเพื่อไทยและ นปช.



.

2556-01-13

“นิติราษฎร์” เสนอร่าง รธน.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ..ย้ำทุกสี ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

.
- ประกาศนิติราษฎร์ ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง
- VDO ตัวแทนคณะนิติราษฎร์ร่วมกันแถลงที่ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ อธิบายข้อเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและขจัดความขัดแย้ง

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

“นิติราษฎร์” เสนอร่าง รธน.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ชี้ถ้า รบ.จริงใจให้เดินหน้าได้เลย ย้ำทุกสี ทุกฝ่ายได้ ปย.
ในมติชน ออนไลน์  วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:05:03 น.
(ที่มา www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1358067279)


วันนี้ (13 ม.ค.) ที่ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ คณะนิติราษฎร์ นำโดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์, นายปิยะบุตร แสงกนกกุล, นางจันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงข้อเสนอวิชาการ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง

นายวรเจตน์ กล่าวว่า ปลายปี 2553 คณะนิติราษฎร์เสนอล้มล้างผลพวงรัฐประหารไปครั้งหนึ่งแล้ว เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้เกี่ยวเฉพาะผู้ร่วมเดินขบวน ชุมนุมทางการเมือง เกี่ยวเนื่องกับการชิงอำนาจรัฐ หลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 รวมทั้งบุคคลที่กระทำการโดยมีมูลเหตุจูงใจมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหลังรัฐประหาร ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนการล้มล้างผลพวงรัฐประหาร ยกเลิกการดำเนินคดีทั้งหมด และประกาศให้ผู้ทำรัฐประหารเป็นโมฆะ จะเกิดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่น่าจะได้ออกเสียงประชามติในอนาคต

ส่วนสาเหตุที่เสนอร่างเป็น ร่างรธน. โดยไม่เสนอเป็นพ.ร.บ. หรือพ.ร.ก. นั้น เพราะมีความซับซ้อนเมื่อเทียบกับ พ.ร.บ.ปรองดองฉบับอื่นๆ ที่เสนอก่อนหน้านี้ นายวรเจตน์มองว่าร่าง พ.ร.บ.ทั้งหมดนั้นไม่ครอบคุลมไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อน และร่างรธน. นี้ ไม่ได้แยกแกนนำกับผู้ชุมนุมเพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบาก จึงเสนอรวมไปในครั้งเดียว โดยหวังให้ครอบคลุมผู้มีความเห็นการเมืองทุกฝ่าย ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง และสีอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไขที่ รธน. กำหนดไว้


นายวรเจตน์ยังกล่าวต่อว่านอกจากนี้การเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ. อาจมีผู้ยื่นให้ ศาล รธน. ตีความ ซึ่งจะทำให้ช้ากว่าเดิม และเมื่อเป็น ร่าง รธน. จะไม่ถูกประธานรัฐสภาตีความ เหมือนกรณีข้อเสนอ แก้ไขกฎหมาย อาญา มาตรา 112 ที่ ประธานรัฐสภาตีความว่า ไม่เข้าหมวด 3 และหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ และปฏิเสธเสนอเป็นเข้าที่ประชุมสภาวาระ แต่ถ้าเป็น ร่าง รธน. ประธานสภาฯไม่บรรจุไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้เสียงของประชาชนเสนอร่างสูง 5 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาล หรือ ส.ส. เห็นด้วยก็อาจเข้าชื่อเสนอได้เลยทั้งนี้ ร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติม ถ้าฝ่ายการเมืองแน่วแน่ ก็สามารถทำได้เร็วกว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่ต้องเข้าสภาผู้แทนฯ 3 วาระ วุฒิสภาอีก 3 วาระ ทำให้เวลาเนิ่นช้าไป แต่ถ้าเป็น ร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภาพิจารณา 3 วาระไปได้เลย

อย่างไรก็ตาม เหตุผลอีกประการ คือ ร่าง รธน.ฉบับนี้ มีการเสนอตั้ง "คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง" มีหน้าที่พิจารณามูลเหตุจูงใจผู้กระทำผิด ซึ่งการก่อตั้งอำนาจ ไม่สามารถก่อตั้งโดยองค์กร ระดับ พ.ร.บ.ได้ และการเสนอเป็น ร่าง รธน. ยังป้องกันรัฐบาลในอนาคตออกกฎหมายระดับ พ.ร.บ.มานิรโทษกรรมด้วย โดยถ้าจะทำต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

นายวรเจตน์ ยังระบุอีกว่า ปัญหาสำคัญที่ไม่ปล่อยให้เป็นอำนาจศาลมาวินิจฉัย แต่งตั้งคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง คือ ขณะนี้หลายคนถูกขังอยู่ในศาล ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงมากกว่า และศาลไม่ได้ดู"มูลเหตุจูงใจทางการเมือง" ไม่ได้ดูว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดขึ้น ศาลจะดูเฉพาะประเด็นที่เกิดขึ้น เท่านั้น จึงต้องตั้งกรรมการชุดนี้เข้ามา เพราะกระบวนการยุติธรรมปกติไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และสาเหตุที่ไม่นิรโทษกรรมให้เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติการในระดับใด ทั้งสิ้น ก็เพื่อต่อไปเจ้าหน้าที่ต้องปฏิเสธการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติตามอารมณ์ หรือเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องไม่ควรปฏิบัติตาม


นายวรเจตน์  อธิบายว่า การนิรโทษกรรมมีการแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มที่พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง หลังประกาศใช้ รธน.ฉบับแก้ไขนี้ คือ ผู้ร่วมชุมนุมในระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและอีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ความผิดอัตราโทษสูง หรือ ไม่ได้ร่วมชุมนุม โดยตรง แต่แสดงความเห็นแล้วมีผลทางคดีอาญา ให้ระงับโทษชั่วคราว และปล่อยตัวโดยทันที หลังจากนั้น เรื่องไปที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง ถ้ากรรมการชี้ว่า ทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง คดีสิ้นสุดลง แต่เงื่อนไข ต้องไม่ขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างไรก็ตามกรณีมีผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จากการใช้ รธน.หมวดนี้ เพื่อขจัดปัญหา เสนอให้ รัฐสภาเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความ วินิจฉัย โดยการประชุมรัฐสภา คดีจะไม่ไปที่ศาล เพราะถือเป็นเรื่องทางการเมือง และผลการตีความของรัฐสภา จะมีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร ผู้ไม่พอใจผลการตีความจะไม่สามารถนำไปฟ้องศาลได้

ขณะที่ระยะเวลา ที่มีผลตามกฎหมายนี้ คือ หลัง 19 กันยายน 2549 ถึง 9 พ.ค. 54 วันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา เพราะมีทั้ง ผู้ไปเดินขบวน ไปชุมนุม หรือแสดงความคิดเห็นผ่าน ช่องทางต่างๆ ซึ่งถือว่ามีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง อันเนื่องมาจากการยึดอำนาจ กันยายน 2549 ความผิดหลังจากนี้ ไม่อยู่ในข่ายไป

นายวรเจตน์ ยังกล่าวต่อไปว่า ข้อเสนอนี้ไม่ดีที่สุด แต่ครอบคลุมที่สุด สาเหตุที่มาเสนอในช่วงนี้ เพราะกระบวนการยุติธรรมธรรมดา ยังไม่เพียงพอ ผู้กระทำผิดหลายคนยังไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว รัฐบาลก็ไม่ได้ขยับทำอะไรอย่างที่ควรจะเป็น แต่หลังจากนี้ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ สามารถเสนอเข้าสู่สภาได้ทันที ถ้าจะทำ อาจมีบางท่านเสนอปรับปรุงก็เป็นไปได้ แต่ไม่ควรปล่อยเวลาให้นานเกินไป สำหรับกรอบใหญ่ ที่นิติราษฎร์เสนอ 3 กรอบเรื่องใหญ่คือ 1.นิรโทษกรรม ขจัดความขัดแย้ง ตามร่างแก้ไข รธน.นี้  2. ลบล้างผลของรัฐประหาร และยกเลิกคดี ซึ่งต้องทำใน รธน.ใหม่ และ 3. จัดโครงสร้างความสัมพันธ์ขององค์กรทางการเมืองใหม่ ซึ่งต้องทำใน ร่าง รธน.ใหม่ ถ้าทำได้ จะพาสังคมไทยพ้นจากความขัดแย้งไปได้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า  กังวลไหมว่า ฝ่ายตรงข้ามจะบอกว่า เป็นกฎหมายล้างผิดให้คนเผาบ้านเผาเมือง นายวรเจตน์ตอบว่าไม่กังวล เพราะเรื่องจะเข้าสู่ คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง ซึ่งจะมีการพิจารณาว่ามาจากแรงจูงใจใด คำว่า "คนเผาบ้านเผาเมือง" ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ โดยใส่ความรู้สึกเข้าไป สมัย ฮิตเลอร์ เคยมีการเผาสภาฯ แล้วกล่าวหาว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนทำ เป็นการกล่าวหาโดยใช้สถานการทางการเมือง ถ้าเรื่องของการเผาไม่เกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ก่อนจะมีการวิจารณ์ ขอให้ทำความเข้าใจข้อเสนอก่อน อย่าเป็นเหมือนครั้งก่อน ที่กล่าวหากันว่า เสนอนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


ด้านนายปิยบุตร เห็นว่า ข้อเสนอนี้ ทำเพื่อคนทุกสี เขียนโดยไม่ได้ดูสีเสื้อเป็นหลัก แต่ต้องยอมรับว่า คนเสื้อแดงจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ การที่ข้อเสนอไม่เกี่ยวกับนักการเมือง จะหาฉันทามติทางการเมืองได้ง่ายขึ้นไม่คิดว่าจะมีใครค้าน เพราะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ฝ่ายค้าน ถ้าทำสำเร็จ พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเห็นต่างกัน อยู่ร่วมชาติกันได้ และเป็นการปูทางให้เกิดความปรองดอง ถ้าสำเร็จจะเกิดวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ๆ ในประเทศนี้

ขณะที่นางจันทจิรา กล่าวว่า ข้อเสนอร่างแก้ไข รธน.นี้ องค์กรตุลาการอาจจะกังวล แต่ยืนยันว่า คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง มีหน้าที่ขอบเขตจำกัด ทำเฉพาะกรณีความขัดแย้ง และผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ การชุมนุม และสถานการณ์ที่ยึดโยงกัน โดยบทบาทหน้าที่กรรมการ สิ้นสุดลงทันทีที่กลุ่มคดีเหล่านี้สิ้นสุดลง ซึ่งมีผู้ศึกษาวิจัยจำนวนรวมไว้แล้ว


อ่านร่างฉบับเต็ม ได้ที่ www.enlightened-jurists.com/blog/75



+++

ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง
จาก www.enlightened-jurists.com/blog/75 . . 06 January 2013


ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง


บันทึกหลักการและเหตุผล
ประกอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..)
พุทธศักราช ....

_____________                

หลักการ
          แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อนิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ และจัดตั้งคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง

เหตุผล
          โดยที่ได้ปรากฏความขัดแย้งทางการเมืองอันเป็นเหตุให้มีการเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองของประชาชนตลอดจนมีการกระทำอื่นใดไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกายภาพหรือการแสดงความคิดเห็นอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ อันนำไปสู่การกล่าวหาและดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมาก ทั้งนี้เมื่อได้คำนึงว่าบรรดาการกระทำต่าง ๆ ของประชาชนนั้นได้กระทำไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองอันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงสมควรให้มีการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนในกรณีดังกล่าวเพื่อขจัดความขัดแย้งที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ องค์กรตุลาการซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมายนั้น ได้พิจารณาการกระทำความผิดแต่เพียงตามองค์ประกอบทางกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงมูลเหตุจูงใจของการกระทำอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นภายใต้โครงสร้างแห่งระบบกฎหมายปกติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงไม่สามารถขจัดความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ได้ เพราะการแสดงออกของประชาชนอันมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความขัดแย้งทางการเมือง จึงจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งขึ้นและให้มีฐานะเป็นองค์กรทางรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยกรณีการกระทำความผิดอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
          จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญนี้

ร่าง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..)
พุทธศักราช ....

..................................
..................................
..................................

          ...........................................................................................................
.................................

          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

          ...........................................................................................................
..................................

มาตรา ๑ รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....”

มาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น หมวด ๑๖ ว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

“หมวด ๑๖
ว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง

          มาตรา ๒๙๑/๑ บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลอันเป็นความผิดตามกฎหมายจากการฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือข้อกำหนดที่ออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งได้ประกาศใช้อันเนื่องมาจากการเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงทางการเมืองภายหลังจากการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง

          มาตรา ๒๙๑/๒ บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองในเขตท้องที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือพื้นที่ที่มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฎเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งได้ประกาศใช้อันเนื่องมาจากการเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงทางการเมืองภายหลังจากการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙  หากเป็นความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา หรือเป็นความผิดอันมีโทษปรับสถานเดียวหรือเป็นความผิดอันมีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปีตามกฎหมายอื่น ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง

          มาตรา ๒๙๑/๓ บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง ในเขตท้องที่หรือพื้นที่ตามมาตรา ๒๙๑/๒ อันเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งมิได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา ๒๙๑/๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๒ ตลอดจนการกระทำใด ๆ ที่ได้กระทำขึ้นระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ของบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ หากการกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกายภาพหรือการแสดงความคิดเห็นเป็นความผิดตามกฎหมายอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
          ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำใด ๆ เป็นความผิดตามกฎหมายอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองตามวรรคหนึ่ง

          มาตรา ๒๙๑/๔ ให้มีคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งอันประกอบด้วยกรรมการขจัดความขัดแย้งจำนวน ๕ คน ซึ่งประธานรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้
          (๑) บุคคลซึ่งได้รับเลือกโดยคณะรัฐมนตรี จำนวน ๑ คน
          (๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๒ คน โดยต้องมาจากพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจำนวน ๑ คน และต้องมาจากพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจำนวน ๑ คน
          (๓) ผู้พิพากษาหรืออดีตผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา จำนวน ๑ คน
          (๔) พนักงานอัยการหรืออดีตพนักงานอัยการซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา จำนวน ๑ คน  
          ให้ดำเนินการเลือกกรรมการขจัดความขัดแย้งตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ
          ให้ผู้ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการขจัดความขัดแย้ง แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการขจัดความขัดแย้งในราชกิจจานุเบกษาในกรณีที่มีกฎหมายห้ามมิให้บุคคลใดดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือห้ามการปฏิบัติหน้าที่อื่นใดในการดำรงตำแหน่ง มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่การได้รับเลือกและการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการขจัดความขัดแย้ง
          การพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีกรรมการขจัดความขัดแย้งที่ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่ง (๒) การพ้นจากตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมในกรณีกรรมการขจัดความขัดแย้งที่ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือการพ้นจากตำแหน่งพนักงานอัยการในกรณีกรรมการขจัดความขัดแย้งที่ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่ง (๔) ไม่เป็นเหตุให้การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการขจัดความขัดแย้งสิ้นสุดลง  
ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรรับผิดชอบงานด้านธุรการของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง และปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งมอบหมาย
          ค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการขจัดความขัดแย้ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐสภาได้บัญญัติขึ้น

          มาตรา ๒๙๑/๕ ในกรณีที่ประธานกรรมการขจัดความขัดแย้งหรือกรรมการขจัดความขัดแย้งพ้นจากตำแหน่ง ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
          (๑) ในกรณีที่เป็นกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับเลือกโดยคณะรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๔ วรรคหนึ่ง (๑) ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับจากวันที่พ้นจากตำแหน่ง
          (๒) ในกรณีที่เป็นกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๔ วรรคหนึ่ง (๒) ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับจากวันที่พ้นจากตำแหน่ง
          (๓) ในกรณีที่เป็นกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับเลือกจากผู้พิพากษาหรืออดีตผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมโดยที่ประชุมรัฐสภา ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๔ วรรคหนึ่ง (๓) ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับจากวันที่พ้นจากตำแหน่ง
          (๔) ในกรณีที่เป็นกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับเลือกจากพนักงานอัยการหรืออดีตพนักงานอัยการโดยที่ประชุมรัฐสภา ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๔ วรรคหนึ่ง (๔) ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับจากวันที่พ้นจากตำแหน่ง
          ในกรณีที่ประธานกรรมการขจัดความขัดแย้งพ้นจากตำแหน่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๙๑/๔ วรรคสามมาใช้บังคับ
          ในกรณีที่ประธานกรรมการขจัดความขัดแย้งหรือกรรมการขจัดความขัดแย้งพ้นจากตำแหน่ง ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามคน

          มาตรา ๒๙๑/๖ คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
          (๑) วินิจฉัยการกระทำความผิดตามกฎหมายอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา ๒๙๑/๓
          (๒) วินิจฉัยกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการกระทำใดตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง อันทำให้การกระทำดังกล่าวได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา ๒๙๑/๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๒
          ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งตาม (๑) หรือ (๒) จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลระงับการดำเนินกระบวนพิจารณา และให้ปล่อยตัวจำเลยไป ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องขังไป ทั้งนี้จนกว่าคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งได้มีคำวินิจฉัย
          ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำใดไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง อันทำให้การกระทำดังกล่าวได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา ๒๙๑/๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๒ หรือวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดใด ผู้กระทำไม่ได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา ๒๙๑/๓ ให้ดำเนินการกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
          คำวินิจฉัยของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งให้มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุในการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใด

          มาตรา ๒๙๑/๗ ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งมีอำนาจในการออกระเบียบกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง
ระเบียบที่บัญญัติขึ้นตามวรรคหนึ่ง ไม่อาจเป็นวัตถุในการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใด

          มาตรา ๒๙๑/๘ การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใด ๆ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมาย
          บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับบุคคลที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในความผิดนั้น

          มาตรา ๒๙๑/๙ รัฐสภาเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความบทบัญญัติในหมวดนี้ การตีความของรัฐสภาให้มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุในการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใด”


ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

................................................
               นายกรัฐมนตรี


___________________________

ดาวน์โหลด [PDF] : ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง
ได้ที่ www.enlightened-jurists.com/download/85 



+++

( ที่มา www.prachatai.com/journal/2013/01/44657 . . Mon, 2013-01-14 11:15 )

Ntirad : ร่าง รธน.ว่าด้วยนิรโทษกรรมฯ 
www.youtube.com/watch?v=4Lclu9MmQig 





.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2555-12-29

ประชามติ (2)..แก้รัฐธรรมนูญ..แก้ปัญหาประเทศ อย่ากลัวคำขู่จนทะเลาะกันเอง (จบ) โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.
บทความตอนแรก - ประชามติ (1)..แก้รัฐธรรมนูญ..แก้ปัญหาประเทศ อย่ากลัวคำขู่จนทะเลาะกันเอง โดย มุกดา สุวรรณชาติ
อ่านที่
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/12/m-rfrndum1.html

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ประชามติ...แก้รัฐธรรมนูญ...แก้ปัญหาประเทศ อย่ากลัวคำขู่จนทะเลาะกันเอง (จบ)
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 20


พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
การลงประชามติมาตรา 9
งูพิษ...ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ตามใบสั่ง


แผนจงอางหวงไข่ ดั้งเดิมคือ ใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ การลงประชามติ มาตรา 9 มาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างเสร็จแล้ว แต่แผนถูกเร่งเวลาให้เร็วขึ้น ในกลางปี 2555 เมื่อฝ่ายเพื่อไทยเดินเกมแก้รัฐธรรมนูญในสภา ก็มีใบสั่งใหม่ ด่วนมาก ออกมาให้ลุยต่อต้านและถ่วงเวลา แต่ก็ดึงเกมในสภาไม่อยู่ ผ่านไปถึงวาระ 2 
เมื่อรู้ว่าสภาสู้ไม่ได้ ก็มีการให้คนไปยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำการยับยั้ง แถมยังจะเอาผิด ส.ส. ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

แต่กระแสต้านกลับของฝ่ายประชาชนแรงมาก ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาในรูปที่ว่า...ทำได้..ไม่ผิด... แต่ควรลงประชามติก่อนแก้ทั้งฉบับ มิฉะนั้น ต้องแก้รายมาตรา แต่วันนี้ถ้าทำตามคำแนะนำของศาล ก็ต้องทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ...

การออกเสียงประชามติ (1) อาจจัดให้เป็นการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง (2) หรือเป็นการออกเสียง เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

...

หลักเกณฑ์และการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงประชามติ ระยะเวลาดำเนินการและจำนวนเสียงประชามติ เพื่อมีข้อยุติ

ส่วน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ การลงประชามติ มาตรา 9 ซึ่งออกมาในปี 2552 ว่าไว้ดังนี้...
การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น 
การออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงในการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ
ในที่สุดรัฐธรรมนูญ GMO 2550 ก็ฟักไข่ออกเป็นตัวในปี 2552 เป็นงูพิษมาตรา 9 ที่สามารถกัดคนที่จะเข้าไปล้วงไข่ที่เหลือของมันให้ถึงตายได้ การลงประชามติเที่ยวนี้จึงยากกว่าสมัยปี 2550 เยอะ



ย้อนดูการลงประชามติ 
รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550


จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง ในการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ก็ผ่านได้แล้ว จะมา 5 ล้านคน 10 ล้านคน ก็ใช้ได้ ไม่ต้องถึงครึ่งของผู้มีสิทธิตามมาตรา 9 แถม คมช. ยังขู่ว่า ถ้าไม่เห็นชอบ คมช. จะพิจารณานำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้แทนก็ได้ และรัฐมนตรีกลาโหมสมัยนั้นได้ระบุว่า "การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้รับประชามติ ถ้าหากไม่รับก็จะวุ่นวายต่อเนื่องไม่จบง่ายๆ (แต่ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า รับไปแล้ว มันจะยุ่งขนาดฆ่ากันกลางเมือง) 
นอกจากนั้น ยังออก พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ระบุว่าความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกินสิบปี สำหรับผู้ที่ก่อความวุ่นวายหรือจูงใจหรือใช้อิทธิพลคุกคาม ให้คนไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ขัดขวางการส่งซึ่งหีบบัตรออกเสียงหรือบัตรออกเสียง ฯลฯ

ผลการลงประชามติ "รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มีผู้มีสิทธิลงคะแนน 45,092,955 คน ผู้มาใช้สิทธิกว่า 25,978,954 คิดเป็นร้อยละ 57.61 (ไม่มีการบอยคอต)
เห็นชอบ 14,727,306 ไม่เห็นชอบ 10,747,441 เสียง 
จะเห็นว่า กลุ่มอำนาจเก่ารณรงค์ให้ ประชาชนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ทั้งหลอก ทั้งบีบ ทั้งขู่ ยังรู้สึกว่าลำบาก แต่พอนำไปใช้ก็ยังแพ้เลือกตั้งต่อพรรคพลังประชาชน จึงต้องทำการตุลาการภิวัฒน์และเปลี่ยนขั้วอำนาจในค่ายทหารในปี 2551

คนกลุ่มนี้คาดว่าต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แน่ จึงวางหมากกล ไว้ให้ผู้ที่ต้องการแก้ไข มีความยากลำบากในการแก้ยิ่งกว่าโดยแอบออก พ.ร.บ.ประกอบฯ เรื่องประชามติมาตรา 9


พลิกตำรา สู้กับใบสั่งปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ GMO

เมื่อฝ่ายคนเสื้อแดงและประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมา เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง กลายเป็นแรงบีบที่พรรคเพื่อไทยต้องอยู่ตรงกลางระหว่างใบสั่งปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 กับประชาชนที่ต้องการแก้

หลังจากถูกถ่วงเวลาในสภา ถูกยับยั้งโดยศาล และเจอกับม็อบแช่แข็งในถนน พรรคเพื่อไทยก็คิดออกว่า เรื่องอะไรพรรคเพื่อไทยจะยืนอยู่ตรงกลาง ใครอยากจะรบกับประชาชน ก็ควรจัดให้ จึงพลิกสถานการณ์เป็นเกมลงประชามติโดยประชาชน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญแนะนำ 
นี่คือการท้าพิสูจน์พลังของฝ่ายประชาชน กับพลังที่สนับสนุนอำนาจรัฐประหาร

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มของการถกเถียงกันโดยหวังว่าจะหาทางแหวกวงล้อมทางกฎหมาย เพื่อแก้รัฐธรรมนูญแบบสันติให้ได้ ถึงวันนี้ เพิ่มเป็น 4 แนวทาง

แนวทางที่ 1 ยอมลงประชามติ ก่อนสภาโหวตวาระ 3 โดยคิดว่า...หมูมาก...เพราะกุมอำนาจรัฐอยู่ และคนเสื้อแดงหนุน ประชาชนอยากแก้ไข จึงมีทางชนะและจะมีผู้มาร่วมเกินครึ่งของผู้มีสิทธิ 48 ล้านคนคือเกิน 24 ล้านคน

แนวทางที่ 2 หนุนให้สภาโหวตวาระ 3 เลย แล้วให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. โดยมีเหตุผลว่าในเมื่ออำนาจการแก้รัฐธรรมนูญเป็นของสภา กฎหมายก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องลงประชามติก่อน จึงมีสิทธิโหวตวาระ 3 ได้เลย จะไปทำตามกับดักมาตรา 9 ก่อนทำไม

แนวทางที่ 3 มีบางคนเสนอให้ใช้การออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ซึ่งใช้แค่เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โอกาสผ่านแน่ๆ จากนั้นสภาก็ค่อยมาโหวตวาระ 3

แนวทางที่ 4 แก้รายมาตราแบบ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ โดยเลือกมาตราที่มีปัญหามาแก้ไข


วิเคราะห์ความเป็นไปได้


แนวทางที่ 1 ติดกับดักทันที แม้มีคนคิดว่าเลือกตั้ง 2554 เพื่อไทยยังได้ 15.7 ล้านเสียง ทำไมจะหาเพิ่มไม่ได้ แต่คนที่ค้านบอกว่ายากมาก...ให้เหตุผลว่าไม่เหมือนกับ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งปี 2554 ที่มีผู้มาลงคะแนนสูงถึง 35 ล้านคน และได้ 15.7 ล้าน เพราะในการเลือกตั้ง 2554...ทั้งสองฝ่ายเดิมพันกันด้วยอำนาจรัฐและชีวิตของผู้คน ต่างฝ่ายก็ต่างระดมสรรพกำลังทั้งคน เงิน อำนาจ อย่างเต็มที่ มีนโยบายเกี่ยวข้องที่เป็นผลได้ผลเสีย ต่อคนจำนวนมาก มีความรัก ความเกลียด ความแค้น มีสินจ้าง รางวัล เป็นแรงจูงใจ 
ทั้งสองฝ่ายใช้กำลังคนจำนวนมากเคลื่อนไหว ปลุกประชาชนให้ออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง มีกลไกย่อยๆ จากพรรคผ่านผู้สมัคร ผ่านกลไกรัฐ ผ่านหัวคะแนนเละผู้สนับสนุน จึงทำงานอย่างแข็งขัน

แต่การลงประชามติครั้งนี้ไม่มีตำแหน่ง ส.ส. เป็นเดิมพัน การแพ้ชนะไม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาล ไม่มีนโยบายอื่นจูงใจนอกจากเรื่องรัฐธรรมนูญ 
ถ้าฝ่ายคัดค้านการแก้ไขไม่ออกมาลงประชามติ แม้ฝ่ายสนับสนุน ออกแรงเต็มที่ เสียงสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญมาจากฐานเสียงของพรรครัฐบาล ประมาณ 17 ล้าน และหาเพิ่มจากคนกลางๆ หรือผู้ไม่เคยออกเสียง อีก 3-4 ล้าน รวมแล้วมีความเป็นไปได้สูงสุด ที่ 20-21 ล้าน การลงประชามติก็จะไม่ผ่านเพราะไม่ถึง 24 ล้าน ติดกับดักมาตรา 9 ไปไม่รอด

แนวทางที่ 2 ทั้ง ส.ส.ร. และรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกคว่ำหมด เพราะถึงจะให้สภา ลุยลงมติวาระ 3 แต่อาจไม่ผ่านถ้า ส.ส. และ ส.ว. บางส่วนเกิดกลัวว่าไปละเมิดคำสั่งศาล เสียงอาจไม่ถึง
แต่ถ้าหากผ่านด่านนี้ไปได้ดำเนินการตั้ง ส.ส.ร. และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เสร็จ ก็ต้องจัดการให้มีการลงประชามติรับรองร่างใหม่ แต่จะผ่านได้ ก็ต้องมีคนมาใช้สิทธิเกิน 24 ล้านเสียง
ถ้าทำไม่ได้ นั่นก็คือการจบด้วยติดกับดักมาตรา 9 เช่นกัน

แนวทางที่ 3 ติดกับดัก เหมือนแนวทางที่ 2 แต่ยุ่งยากกว่า เพราะต้องทำประชามติสองรอบ รอบแรกแบบให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ซึ่งใช้แค่เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง อาจชนะ 15 ล้านต่อ 10 ล้าน แต่พอร่างเสร็จ ตอนลงประชามติรับร่างใหม่ ต้องใช้มาตรา 9 พวก 10 ล้าน ที่คัดค้านจะไม่มาออกเสียง ดังนั้น อย่าว่าแต่ 24 ล้านเลย 20 ล้านก็หายาก

แนวทางที่ 4 แม้ยอมเสียเวลาแก้รายมาตรา แต่มาตรา 9 จะถูกดึงมาใช้จนได้ การแก้รายมาตราดูคล้ายจะไปได้เรื่อยๆ ช้าแต่ชัวร์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ถ้าเริ่มแตะต้อง มาตราที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหรือการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ศาล วุฒิสภา รับรองว่าจะถูกต้านทั้งในและนอกสภา พอวุ่นวาย ก็จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน และจะเสนอให้ต้องลงประชามติทุกมาตราที่กระทบอำนาจ จึงต้องติดกับดักมาตรา 9 อีกเหมือนเดิม

สรุปว่าทุกแนวทาง ติดกับดัก พ.ร.บ.ประกอบการลงประชามติ มาตรา 9



ต้องทำลายกับดัก พ.ร.บ.ประกอบฯ
การลงประชามติ มาตรา 9 
ก่อนเดินหน้า


ใครจะมีอำนาจไปบังคับให้ประชาชนไปลงมติออกความเห็น ถ้าเขาคิดว่าเขาไม่พร้อม ไม่เข้าใจ หรือไม่อยากไปยุ่งในความขัดแย้ง ถ้าคิดว่าไม่มีสิทธิไปบังคับประชาชนได้ ก็ต้องยกเว้น ไม่นำคนเหล่านั้นมานับรวมในการตัดสินปัญหา ควรใช้เฉพาะความเห็นของคนที่มาลงประชามติ

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการลงประชามติมาตรา 9 สรุปได้ว่ามีไว้เพื่อแช่แข็งรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ให้เปลี่ยนแปลง ถ้าหากไม่แก้ไข จะสร้างปัญหาต่อไปและอาจจะลุกลามไปสู่ปัญหาอื่นที่จำเป็นต้องขอมติมาจากประชาชน เพราะบางฝ่ายจะใช้เงื่อนไขการที่ต้องมีเสียงเกินครึ่งของผู้มีสิทธิ มาล้มการลงประชามติในทุกเรื่อง มีข่าวว่าเพื่อไทยเคยถกเรื่องนี้กันแล้วแต่ไม่กล้าแก้กลัวจะถูกโจมตีว่าสร้างเงื่อนไขให้ชนะ

สรุปสถานการณ์วันนี้ ดูคล้ายฝ่ายรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง โดยใช้ยุทธศาสตร์การระดมกำลังที่เหนือกว่าเข้าตีโดยไม่สนใจกับดักหลุมพราง คิดว่าตัวเองเป็นกระทิงลุยเหยียบงูพิษให้แหลกได้ ถูกกัดก็แค่ เจ็บเล็กน้อยแต่ได้ 25 ล้านเสียงแน่ และชนะ 
แต่วันนี้ประชาชนทั้งเสื้อแดงและไม่แดงก็มีความคิดของตนเอง ถ้ามีแค่บางส่วนไม่ขยับตัวตามจะมีบทเรียนแบบการเลือกตั้งปทุมธานีเกิดขึ้นได้อีก

ถ้าระดมคนได้น้อย และยังทะเลาะกัน อาจได้แค่ 15 ล้านเสียงและแพ้ ถ้าไม่มั่นใจ ทำไมไม่ปลดกับดักก่อน เพราะไปเล่นตามกฎเกณฑ์ ที่อีกฝ่ายหนึ่งวางกับดักไว้ เหมือนไปแข่งฟุตบอลที่คู่แข่งกำหนดให้พวกเขามี 11 คน พวกแก้รัฐธรรมนูญมี 8 คน แถมกรรมการอยู่ฝ่ายเขา จะชนะได้ยังไง คงทำได้แค่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามวางกับดักอยุติธรรมไว้อย่างไร

ทีมวิเคราะห์รวมความเห็นจากผู้รู้หลายท่าน เสนอมาดังนี้ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขเป็นสิ่งถูกต้อง แต่ควรทำทุกแผนคือ...

1. แก้รายมาตราที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 และกฎหมายประกอบการลงประชามติให้ ยุติธรรมและเหมาะสม

2. ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งการร่วมศึกษาและออกเสียง เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี

3. ให้สภาโหวตวาระ 3 ที่ค้างอยู่ เลือก ส.ส.ร. และร่างรัฐธรรมนูญใหม่

4. จัดให้มีการลงประชามติรับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญที่เสร็จแล้ว ตามกติกาที่เหมาะสมซึ่งแก้ไขแล้ว



ถ้าเพื่อไทยยอมรับอำนาจจากการรัฐประหารได้โดยยอมถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ยอมรับการแทรกแซงอำนาจสภาจากศาลได้โดยไม่โหวตวาระ 3 ถ้ายอมรับแม้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เป็นงูพิษได้ ก็เท่ากับยอมเล่นตามกฎเกณฑ์ ที่อีกฝ่ายหนึ่งวางกับดักไว้

ถ้าวันนี้กลัวคำขู่จนยอมทุกเรื่องจะไปดิ้นรนเร่งแก้รัฐธรรมนูญแบบไม่สำเร็จไปทำไม แถมยังต้องมาทะเลาะกันเองอีก ใจเย็นๆ รวมความกล้า รวมกำลังแล้วหาช่องทางบุกใหม่



.

2555-11-01

ขัดผลประโยชน์ พี่ชายซัดน้องชายด้วยมาตรา 112อากง

.
โพสต์เพิ่ม - ครก.112 ผิดหวังสภา ยันเกี่ยวข้องสิทธิเสรีภาพ-ควรเรียกชี้แจงก่อนปัดตก

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ขัดผลประโยชน์ พี่ชายซัดน้องชายด้วยมาตรา 112
ใน http://thaienews.blogspot.com/2012/10/112.html . . วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 25, 2555


ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่พี่กับน้อง  พี่ชายหยิบช่องโหว่กฎหมายมาตรา 112 "ใครก็ฟ้องร้องใครก็ได้" ว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"แจ้งจับน้องชายหลังจากมีปากเสียงกันเรื่องธุรกิจ 

Nithiwat Wannasiri
รายงานข่าวสถานการณ์ 112 ประจำวันนี้

ศาลชั้นต้นยกคำร้องการขอประกันตัวครั้งที่ 2 คดี พี่แจ้งจับน้อง ของนาย ยุทธภูมิ มาตรนอก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากพี่ชายของตนเอง ซึ่งขัดแย้งและมีปากเสียงกันจากเรื่องธุรกิจมาก่อน

 ช่วงเย็นที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่ง"ไม่ให้ประกัน"
 "พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เคยสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยศาลระบุเหตผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว  
 ยกคำร้อง!!" 
 จากคำวินิจฉัยเดิมแบบเดียวกับคดี"อากง" นั่นคือ"คดีความมั่นคง อัตราโทษสูง เกรงจำเลยจะหลบหนี"



 Note จากทนายจำเลย : เมื่อพี่ชายแท้ๆมีเหตุขัดแย้งกับน้องชายแล้วแกล้งแจ้งจับด้วย ม.๑๑๒

 วันนี้เพิ่งยื่นประกันตัวจำเลยคดีหมิ่นฯคดีหนึ่งที่ศาลอาญา ซึ่งน่าสนใจถึงการขยายความขัดแย้งไปสู่ครอบครัวเสียแล้ว เหตุเกิดเมื่อปี ๕๓ เมื่อพี่ชายมีเหตุทะเลาะกับน้องชายเรื่องส่วนตัวและธุรกิจไปแจ้งความจับน้องชายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 ผมได้สอบถามจำเลย จำเลยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่เกิดจากกการกลั่นแกล้งของพี่ชายแท้ๆ โดยได้แสดงหลักฐานเป็นบันทึกการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าพี่ชายเคยจะใช้มีดทำร้ายและหนังสือข่มขู่ ซึ่งได้เสนอเข้าสู่สำนวนเพื่อให้ศาลเห็นแล้ว รวมทั้งได้เพิ่มเงินประกันจากเดิม ๓๖๐,๐๐๐ บาทเป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท

 จำเลยยืนยันว่ามีความจงรักภักดี แต่ถูกกลั่นแกล้งโดยพี่ชายซึ่งมีความความขัดแย้งกันข้างต้น ทั้งนี้จำเลยโดนขังที่เรือนจำมาแล้ว เกือบสองเดือน จะขึ้นศาลนัดแรก ๑๒ พฤศจิกายนนี้


 --------------------------------------------------

ครั้งนี้พิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า กฎหมายหมิ่นกษัตริย์นั้นนอกจากตอกย้ำความ"ไม่เท่ากัน"ในความเป็นมนุษย์แล้ว ยังสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งของตนเองได้ ไม่เว้นแม้แต่ทำลาย"สถาบันครอบครัว"ให้ย่อยยับแหลกสลายได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ถึงเวลายกเลิกแล้วหรือยัง?



+++

ครก.112 ผิดหวังสภา ยันเกี่ยวข้องสิทธิเสรีภาพ-ควรเรียกชี้แจงก่อนปัดตก
ใน www.prachatai.com/journal/2012/11/43441 . . Thu, 2012-11-01 20:13 มีความคิดเห็นท้ายบท
( และ www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1351785338&grpid=03&catid=01 )


พวงทอง ภวัครพันธุ์ ตัวแทนครก.112 ระบุเสียใจที่สภาไม่รับพิจารณาร่างกฎหมายแก้ไข มาตรา 112 ชี้ควรเรียกผู้เสนอร่างเข้าชี้แจงก่อนจำหน่ายออก  นักวิชาการหลายกลุ่มเตรียมออกแถลงการณ์โต้ - เปิดบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างกฎหมายและใบปะหน้าระบุเรื่องนี้เข้าหมวด 3 รธน.

1 พ.ย.55  พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการตัวแทนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112  (ครก.112) ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐสภาจำหน่าย ร่างพ.ร.บ.แก้ไขมาตรา 112 ไปตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ว่า  ไม่มีการแจ้งให้ผู้เสนอกฎหมายทราบก่อนหน้านี้ แต่เมื่อทราบข่าวแล้วเราก็รู้สึกเสียใจที่รัฐสภาตัดสินใจไม่แตะต้องกฎหมายนี้เลย นอกจากนี้ยังเห็นด้วยว่า ก่อนจะจำหน่ายร่างกฎหมายนี้ออกไป ควรเรียกตัวแทนของ ครก.112 หรือตัวแทนกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไปชี้แจงว่าร่างนี้เข้าหมวดสิทธิเสรีภาพหรือนโยบายแห่งรัฐหรือไม่

พวงทองกล่าวอีกว่า ถ้าสภาไม่กลัวจนเกินไป และมีแนวคิดในการมองปัญหาสิทธิเสรีภาพที่กว้างกว่านี้ ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า มาตรานี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ครก.112 และนิติราษฎร์เตรียมจะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

ทั้งนี้ ในบันทึกหลักการและเหตุผล ประกอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ..... ระบุว่า

“โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวกับความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

นอกจากนี้ในใบปะหน้าของ ครก. 112 ที่ยื่นต่อประธานสภา ยังระบุเหตุผลว่าการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ เข้าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า

“โดยที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อ ๑ แห่งคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มีบทกำหนดโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด ไม่ได้แยกการคุ้มครองตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทำนองเดียวกับความผิดฐานอื่น ๆ ในหมวดเดียวกัน ไม่มีการกำหนดเหตุยกเว้นความผิดกรณีผู้กระทำวิพากษ์วิจารณ์ติชมโดยสุจริต ไม่มีการกำหนดเหตุยกเว้นโทษกรณีที่ผู้กระทำกล่าวถ้อยคำที่เป็นความจริงและการพิสูจน์เป็นประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ตามสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ และในทางปฏิบัติ การที่บทบัญญัติมาตรานี้อยู่ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ยังส่งผลกระทบต่อการใช้และตีความกฎหมายของศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จึงสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเพิ่มบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเพื่อขจัดตลอดจนบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้

เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ใช้บังคับอยู่นั้นเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพที่ปรากฏในหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวคือ การที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีบทบัญญัติกำหนดเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษ ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการกำหนดอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ถือได้ว่ามีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดเสรีภาพในร่างกายของบุคคลเกินสมควรกว่าเหตุ ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด มีลักษณะเป็นการกระทบแก่นหรือสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 32 ประกอบมาตรา 29 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนจึงร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด 3 มายังประธานรัฐสภา ตามสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 163 และตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเช้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2542

จึงกราบเรียนมาเพื่อบรรจุร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. … เข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาโดยเร็วต่อไป จักเป็นพระคุณยิ่ง”



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
Attachment                                     Size 

หลักการและเหตุผล.pdf                     119.77 KB                 
http://www.prachatai.com/sites/default/files/112.pdf

ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112.pdf       165.22 KB 
http://www.prachatai.com/sites/default/files/ พรบ แก้ไข ๑๑๒.pdf



.

2555-07-16

ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ให้ยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ


.
ภาพจาก  www.facebook.com/khananitirat

ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ให้ยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ
จากเวบไซต์ นิติราษฎร์ www.enlightened-jurists.com/blog/66 . . 15 July 2012 


ข้อเสนอ
แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ
และจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ


ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้อำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้ เพื่อทำหน้าที่รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจหน้าที่นั้นไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบรัฐธรรมนูญและหลักการนิติรัฐประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจซึ่งมีผลเป็นการเพิ่มถ้อยคำที่ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่สาธารณชนว่าเข้าเป็นฝ่ายทางการเมืองเพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง การใช้อำนาจที่มีผลขยายเขตอำนาจของตนเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ การใช้อำนาจตีความรัฐธรรมนูญที่ส่งผลประหลาดและผิดพลาดอย่างแจ้งชัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อำนาจที่มีผลเป็นการยับยั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ทั้งที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซงกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ไม่ว่าจะในขั้นตอนใด จากพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายแดนอำนาจของตนออกไปจนกลายเป็นองค์กรที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญและอยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ มีผลเป็นการทำลายหลักนิติรัฐประชาธิปไตยลงอย่างสิ้นเชิง ศาลรัฐธรรมนูญถูกก่อตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญก็เพื่อรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่วัตถุประสงค์และภารกิจดังกล่าวกลับไม่บรรลุผลและถูกทำลายไปโดยศาลรัฐธรรมนูญเอง นอกจากนี้ การได้มาซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะไม่ยึดโยงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อันเป็นลักษณะสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญในประเทศเสรีประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำได้ยากในทางปฏิบัติ และหากเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ ก็ยังไม่เพียงพอต่อการปฏิรูปองค์กรที่ทำหน้าที่รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

จากเหตุผลดังกล่าวมาแล้วนั้น คณะนิติราษฎร์จึงมีข้อเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ และจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อทำหน้าที่ให้เป็นไปตามระบอบรัฐธรรมนูญและหลักการนิติรัฐประชาธิปไตย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้...


๑. ให้มีการยกเลิกบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในหมวด ๑๐ ศาล ส่วนที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งย่อมมีผลให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง

๒.ให้เพิ่มความในรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” โดยบรรดาอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ

๓. คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญมีหน้าที่พิทักษ์ประชาธิปไตยและนิติรัฐ รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยการใช้อำนาจนั้นต้องคำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย หลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพ

๔. คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ๘ คนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของประธานรัฐสภา โดยมาจากบุคคลซึ่งได้รับเลือกโดยสภาผู้แทนราษฎร ๓ คน วุฒิสภา ๒ คน และคณะรัฐมนตรี ๓ คน โดยที่
ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๑ คนต้องเป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการเลือกของวุฒิสภาอย่างน้อย ๑ คนต้องเป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

๕. บุคคลผู้ซึ่งจะได้รับเลือกเป็นตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด
มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นผู้เคารพและยึดมั่นหลักนิติรัฐประชาธิปไตย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐธรรมนูญ โดยต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใด และต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรใดที่ตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ หรือโดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๖. ประธานตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญและตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๗ ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

๗. ระหว่างวาระการดำรงตำแหน่ง ประธานตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญและตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญต้องไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพประจำอื่นใด

๘. องค์คณะของตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า ๕ คน โดยคำวินิจฉัยให้ถือตามเสียง
ข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้คำร้องนั้นตกไป

๙. คำวินิจฉัยของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญให้มีผลทั่วไปและเป็นเด็ดขาด ผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และหน่วยงานทั้งปวงของรัฐ

๑๐. วิธีพิจารณาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ

๑๑. ห้ามมิให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญกระทำการใดอันมีผลเป็นการขัดขวางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕.



.

เหตุและผลจาก“นิติราษฎร์” ตั้ง“ตุลาการพิทักษ์ระบอบ รธน.”

.

เหตุและผลจาก“นิติราษฎร์” ตั้ง“ตุลาการพิทักษ์ระบอบ รธน.”
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:31: น.


หมายเหตุ - ข้อเสนอจากงานเสวนาวิชาการเรื่อง “การยุบศาลรัฐธรรมนูญและการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” โดยนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา


วรเจตน์ ภาคีรัตน์
หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ศาลที่ทั่วโลกจำเป็นต้องมีคือ ศาลยุติธรรม ส่วนศาลอื่นๆ จำเป็นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าศาลนั้นๆ จำเป็นหรือไม่ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดได้ขยายและพัฒนาอำนาจตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากยังมีศาลในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่ทางเกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นจากในมาตรา 68 ที่มีคนไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แท้จริงต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน แล้วค่อยไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ

ถามว่าเมื่อมีการรวบรวมรายชื่อแล้วจะสามารถถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ผมบอกได้เลยว่า คนที่มีอำนาจในการถอดถอนคือ วุฒิสภา ครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้หมดวาระไป ก็จะมีคนอื่นที่เข้ามาแทน เป็นคนที่ไม่มีจุดยึดโยงกับประชาชน การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อไม่นานมานี้ เป็นผลให้ประชาชนต้องมองหาทางออก เพื่อไม่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจแบบเดิมอีกต่อไป

เราจึงเสนอให้เลิกบทบัญญัติของศาลรัฐธรรมนูญในทุกมาตรา การแก้ไขที่คณะนิติราษฎร์เสนอนั้น เป็นการแก้ไขหรือเปิดทางชั่วคราวเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้โดยไม่มีการขัดขวางจากองค์กรใด จึงเป็นที่มาขององค์กรใหม่ที่เราต้องการสร้างขึ้น นั่นก็คือ คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ เราเสนอให้มีการกำหนดที่มา อำนาจ ขอบเขต ของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน


เมื่อเราเสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องสร้างคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา เป็นองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญต้องมิขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อฟังคำสั่ง ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เชื่อว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้คนไทยมึนงงไปตามๆ กัน เพราะไม่สามารถเข้าใจได้ว่าศาลสั่งอะไร ในเรื่องดังกล่าว หากกลับไปยังเมื่อก่อนการเลือกตั้งจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น และหากย้อนกลับไปอีกก็จะเห็นอีกว่าความจริงรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 นั้น เป็นการให้ประชาชนลงประชามติไปก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้ไขทีหลัง

ความบกพร่องของศาลรัฐธรรมนูญคือ การรับพิจารณา จริงๆ แล้วไม่มีอำนาจแต่เป็นการขยายอำนาจของศาลเอง เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หากยอมรับการวินิจฉัยของศาล เมื่อมีกรณีเช่นเดียวกันเกิดขึ้นอีก ก็จะมีคนนำเรื่องไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีก และศาลก็จะใช้อำนาจเกินขอบเขตต่อไป

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม จากคำวินิจฉัยศาลบอกว่ามีอำนาจในการรับพิจารณา และหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องมีการทำประชามติ ในคำวินิจฉัยไม่มีคำใดเลยที่บอกว่าห้ามลงมติในวาระ 3 ส่วนตัวคิดว่าจากคำวินิจฉัยดังกล่าว รัฐบาลควรเดินหน้าในวาระ 3 ได้ และต้องอาศัยความใจถึงในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ได้ถอนตัวไม่ลงมติ ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่า หากมีการเดินหน้าในวาระ 3 ใครทำก็ต้องรับผิดชอบนั้น เพราะอาจจะผิดมาตรา 68 หรือไม่ ผมมองว่าแล้ว ศาลจะให้ทำอะไร เวลาศาลวินิจฉัยออกมาแล้วจะต้องมีความชัดเจนกับผู้คนที่เกี่ยวข้อง ถามว่าถ้าไม่ไปทำประชามติจะถือเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ศาลก็ไม่ได้บอกเช่นนั้นเลย


จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีกลุ่มคนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้น อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้ระงับการโหวตการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวในวาระ 3 ส่งผลให้เกิดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญว่า ในการรับเรื่องนั้น ศาลสามารถกระทำได้หรือไม่ การกระทำดังกล่าวจะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านและไม่เห็นด้วยต่อการกระทำนั้น ศาลก็ไม่ได้รับฟังแต่อย่างใด คณะนิติราษฎร์เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจที่เป็นปรปักษ์กับรัฐธรรมนูญเสียเอง ถือเป็นการทำลายหลักนิติรัฐในระบอบประชาธิปไตย

เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจรับคำร้องในคดีดังกล่าวตั้งแต่ต้น แต่ใช้ดุลพินิจตีความขยายอำนาจตนเอง เพื่อรับคำร้องไต่สวนเองและวินิจฉัยเอง ขัดต่อถ้อยคำและเจตนารมณ์ในกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 68 อย่างชัดเจน และหากย้อนกลับไปยังอดีตที่ผ่านมา จะเห็นอีกว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจอย่างมิชอบมาโดยตลอดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

ที่สำคัญเท่าที่ผ่านมา การถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นล้วนเป็นเรื่องยาก เพราะต้องอาศัยอำนาจของ ส.ว. ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คณะนิติราษฎร์จึงขอเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ


ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ถามว่าทำไมถึงมีคนออกมาขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องบอกเลยว่า ผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 นั้น ไม่ต้องการให้แก้ไข คนที่ได้ผลประโยชน์ก็คือ องค์กรอิสระต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง คนพวกนี้มีรายได้เป็นแสนบาทต่อเดือน

ครั้งนี้เหลือเชื่อจริงๆ คือใช้มาตรา 68 ในการขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ที่ผ่านมาสามารถควบคุมตัว ส.ส.ร.ที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่เพราะ ส.ส.ร.จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่รู้ว่าใครบ้างที่จะเข้ามาเป็น ส.ส.ร. เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ก็ต้องระงับไม่ให้มีการเลือก ส.ส.ร. หากเป็น ส.ส.ร.แบบรัฐธรรมนูญปี 2550 ศาลรัฐธรรมนูญก็จะสามารถควบคุมและไม่เกิดปัญหา

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจแบบนี้ วิธีการจัดการกับพวกเขาไม่ใช่เป็นการชุมนุม หรือการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอน แต่ต้องจัดการด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจอีกต่อไป

คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญที่คณะนิติราษฎร์เสนอนั้น เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่จัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยบรรดาอำนาจหน้าที่ต่างๆ ที่เป็นของศาลรัฐธรรมนูญเดิมให้เป็นของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ


คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎรอย่างหนึ่ง 1 คน ต้องเป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกของวุฒิสภาอย่างน้อย 1 คน ต้องเป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกันกับบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญนั้น ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 45 ปีบริบูรณ์ เป็นผู้ที่ยึดในหลักนิติรัฐประชาธิปไตย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐธรรมนูญ

ส่วนลักษณะต้องห้ามนั้น ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญฉบับใด และต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญฉบับราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราวพุทธศักราช พ.ศ.2549 หรือโดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วิธีพิจารณาการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐ ธรรมนูญให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ และห้ามคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญกระทำการอันใดอันมีผลเป็นการขัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอที่เราทำขึ้นมาเป็นการบอกกับประชาชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ แต่ได้สถาปนาตนเองขึ้นไปจนอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ เป็นการบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่มองแล้วว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกระทำการเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็จงพึงสังวรว่า อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญได้



.