http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ม.112อากง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ม.112อากง แสดงบทความทั้งหมด

2557-08-21

ขัอสังเกตคดี112หลัง รปห. โดย สมัคร รักธรรม

.

ขัอสังเกตคดี 112 หลังรัฐประหาร
โดย สมัคร รักธรรม
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/08/55158
. . Thu, 2014-08-21 12:39

ภาพและเพลงจากเวบบอร์ด

www.youtube.com/watch?v=43AfTOYmuy8
บทเพลงของสามัญชน - Cover ประกาย+ไฟเย็น (เฉพาะกิจ)


ประชาไท รายงานเมื่อ 20 สค. 57 ว่า หลังการรัฐประหารมีผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งหมด 15 คน อันที่จริง ยังมีผู้หลบหนีไม่รายงานตัวอีกจำนวนหนึ่ง ถ้ายึดตามรายงานของไทยรัฐ วันที่ 25 กค. 57 มีจำนวน 55 คน  ในจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เคยถูกดำเนินคดี 112 มาก่อนแล้วแต่ได้รับการอภัยโทษแล้วหรือไม่ก็คดีสิ้นสุดแล้ว อีกส่วนหนึ่งคาดว่าอาจจะถูกดำเนินคดี 112 หากคนเหล่านี้มารายงานตัว ก็อาจจะทำให้จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอีก


การดำเนินคดี 112 ในขณะนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาของกฎหมายข้อนี้ที่คาราคาซังมาเนิ่นนานอยู่แล้วหลายประการด้วยกัน ดังนี้


หนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้รับการประกันตัว มีเพียงผู้มีชื่อเสียง 2 คนจาก 15 คน (ตามรายงานของประชาไท) เท่านั้นที่ได้รับการประกันตัว ทั้งนี้อาจเพราะเพื่อลดความกดดัน หากแต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีอาชีพที่ไม่มั่นคง จึงแทบไม่เป็นข่าว ไม่มีใครรับรู้ และไม่มีหลักประกันอย่างเป็นทางการ เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นเกษตรกร นี่สะท้อนความยุติธรรมที่วางอยู่บนความเหลื่อมล้ำของสังคม


สอง ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ถูกตีตราว่าเป็นคนผิด ก่อนที่จะมีการดำเนินคดี ข้อนี้เห็นได้ชัดจากกรณีของผู้ต้องหารายล่าสุด ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวเนื่องจาก "การกระทำความผิดของผู้ต้องหากับพวก..." ซึ่งเป็นเสมือนการตัดสินไปก่อนแล้วว่าผู้ต้องหา "กระทำความผิด" ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินคดี นี่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ให้ความยุติธรรมกับผู้ต้องหาก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


สาม มีแนวโน้มที่การดำเนินคดีจะไม่โปร่งใส และอาจจะไม่ได้รับความยุติธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการประกาศใช้ศาลทหาร และผู้ถูกดำเนินคดีบางรายถูกดำเนินคดีโดยศาลทหาร ข้อนี้ยิ่งทำให้ผู้ถูกเรียกตัวจำนวนมากลังเลที่จะเข้ารายงานตัว


สี่ ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินคดีที่ผ่านมา และในกรณีหลังการรัฐประหาร แนวโน้มนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นว่าผู้ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด ล้วนเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจในปัจจุบัน หรือเป็นฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจของคณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารจึงใช้คดี 112 เพื่อหวังผลสืบเนื่องจากการดำเนินคดี กล่าวคือเพื่อลดการต่อต้านคณะรัฐประหาร ด้วยการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี 112



หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดี 112 ก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางการเมืองที่คนกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นหนึ่ง ใช้อย่างลำเอียงต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง อีกชนชั้นหนึ่ง ตลอดจนสะท้อนปัญหาความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำของสังคม ปัญหาการกระบวนการยุติธรรมและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ และเหนืออื่นใดคือ ปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่ต่อไป


























































































.

2557-02-24

ลัทธิไล่ล่า สมศักดิ์ เจียมฯ โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ลัทธิไล่ล่า สมศักดิ์ เจียมฯ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51927 
. . Mon, 2014-02-24 08:16



สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 452 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557


ในระยะนี้ ลัทธิล่าหัวบุคคลที่เห็นต่างด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ได้หวนกลับมาสู่กระแสสูงอีกครั้ง โดยบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นนักวิชาการหัวแข็งระดับแนวหน้าคนหนึ่งของสังคมไทย

ทั้งนี้เริ่มจากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ได้แถลงข่าวว่า ทางกองทัพบกได้ตรวจพบการเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า อาจมีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  และด้วยข้ออ้างที่ว่า กองทัพบกเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ปกป้องสถาบันและดำรงพระเกียรติยศ ทางกองทัพบกจำเป็นต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการพิจารณาว่าข้อความใดเข้าข่ายหมิ่นหรือจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดันและปฏิเสธพฤติกรรมการกระทำที่ไม่ถูกต้อง


ข้อสังเกตต่อข่าวนี้ก็คือ ทางกองทัพก็ยังไม่ได้มั่นใจว่า การโพสต์เฟซบุ๊ค ของนายสมศักดิ์จะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ ต้องให้ผ่ายกฎหมายของกองทัพตรวจสอบก่อน แต่กองทัพบกอ้างสิทธิ์ของความเป็นหน่วยราชการที่ภักดี ที่มุ่งเป้าโจมตีไปที่นายสมศักดิ์  ซึ่งในกรณีนี้ นายสมศักดิ์ได้โพสต์ข้อความอธิบายว่า “ไม่ทราบว่า กองทัพบกอ่านภาษาไทยอย่างไรนะครับ คนรักเจ้า อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ 112 ตั้งแต่เมื่อไร และการที่ผมล้อเลียนวิจารณ์คนรักเจ้าและการรักเจ้าแบบเอาเจ้าเป็นศูนย์กลางจักรวาล ไม่รู้จักการตื่นรู้เตรียมปรับตัว เป็นการละเมิด 112 ไปได้อย่างไร”


ต่อมา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก็มีกลุ่มราชนิกุล  21 คน เดินทางไปที่กองปราบเพื่อร้องทุกข์ให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง และติดตามบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามกฎหมายมาตรา 112 กลุ่มนี้มุ่งเป้าการโจมตีไปที่รัฐบาลและตำรวจว่า ปล่อยปละให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดย ม.ล.สุทธิฉันท์ วรวุฒิ ได้ยกตัวอย่างว่า “เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด และมีการตรวจสอบก่อนทั้งกรณีของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เมื่อก่อนก็โพสต์มาตลอด แต่ทำแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เลยเปิดเผยมากขึ้นและโพสต์ถี่ขึ้น เพื่อให้คนอื่นเข้ามาร่วม”

ในระหว่างนี้ ได้มีการโพสต์เลขที่บ้าน และเลขทะเบียนรถยนต์ของนายสมศักดิ์ในสื่ออินเตอร์เนต เพื่อปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังและคุมคาม และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยงครึ่ง การลงมือก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะมีคนร้าย 2 คนขี่จักรยานยนตร์มาจอดหน้าบ้านตะโกนโหวกเหวก ด่าทอ แล้วขว้างก้อนอิฐ โยนขวดใส่น้ำมันก๊าด แล้วยิงปืนใส่บ้านและรถของนายสมศักดิ์ที่รามอินทรา ทำให้กระจกบ้านแตกและรถยนต์เสียหาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงคุกคามโดยตรง


ตามประวัติที่รวบรวมได้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2501 มีชื่อเรียกเล่นกันว่า “หัวโต” จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เริ่มทำกิจกรรมมาตั้งสมัยนักเรียน และเป็นหนึ่งในผู้จัดทำหนังสือสมานมิตร ฉบับ”ศึก”ที่เป็นที่วิจารณ์ของยุคสมัย ต่อมา ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พงศ.2519 และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับขบวนการนักศึกษา เป็นโฆษกในการชุมนุม ในขณะที่ฝ่ายชนชั้นปกครองก่อการปราบปรามนักศึกษาประชาชนและก่อการรัฐประหารในกรณี 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 สมศักดิ์ได้ถูกจับกุมคุมขัง และถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพและคอมมิวนิสต์ เขาต้องถูกจองจำโดยปราศจากความผิดนานถึง 2 ปี จึงได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อ พ.ศ.2521 จึงถือได้ว่า สมศักดิ์เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเดือนตุลาด้วย

หลังจากนั้น สมศักดิ์ก็ได้กลับมาเรียนหนังสือจนจบการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้น ก็จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยโมแนช ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ.2535 แล้วกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะสั้น แล้วย้ายมาธรรมศาสตร์เมื่อ  พ.ศ.2537

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลถือว่าเป็นนักคิดและนักประวัติศาสตร์ ที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นพิเศษ  และมีผลงานการศึกษาค้นคว้า และการตีความประวัติศาสตร์จำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 พ.ศ.2489 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 หนังสือที่ตีพิมพ์คือ เรื่อง “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” ก็เป็นงานค้นคว้าที่น่าสนใจอย่างมาก และถือได้ว่าสมศักดิ์เป็นผู้เชี่ยวชาญในความรู้เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในอันดับแรกๆ ในสังคมไทย เพียงแต่ว่า ทัศนะการนำเสนอและข้อมูลที่อธิบายนั้น เป็นทัศนะและข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ที่ขัดกับสิ่งที่ถ่ายทอดให้เชื่อกันอย่างฝังหัวในสังคมไทย สมศักดิ์ได้อธิบายว่า เขาต้องการเสนอปัญหาในจุดยืนที่ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และให้ยกเลิกการใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ด้วยมาตรา 112 ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เพราะเขาไม่เคยด่าแบบหยาบคาย หรือใช้ข้อความโจมตีตัวบุคคล แต่เสนอด้วยเหตุผลและข้อมูลแบบอารยชน และเรียกร้องให้ฝ่ายคนรักเจ้าตอบโต้ด้วยการใช้เหตุผลและข้อมูลด้วยซ้ำ


โดยส่วนตัวแล้ว สำหรับนักศึกษาและเพื่อน ถือว่า สมศักดิ์เป็นอาจารย์ที่ทำตัวง่ายและมีอัธยาศัยดีคนหนึ่ง
แต่ในทางการเคลื่อนไหววิชาการ สมศักดิ์นั้นมีลักษณะ”บินเดี่ยว”อย่างยิ่ง ไม่เชื่อมกับใคร ไม่ร่วมทางวิชาการกับใคร เพราะมีลักษณะวิจารณ์แบบขวานผ่าซากไม่สร้างมิตร จนขัดแย้งกับนักวิชาการก้าวหน้ารายอื่นเสียแทบทั้งหมด ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ เช่น ขัดแย้งกับ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เกษียร เตชะพีระ ธงชัย วินิจจะกูล อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ใจ อึ๊งภากรณ์ พวงทอง ภวัครพันธ์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ สุดา รังกุพันธุ์ เคยทะเลาะอย่างรุนแรงกับ บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ กำพล จำปาพันธ์ และ โชติศักดิ์ อ่อนสูง เป็นต้น
แต่กระนั้น ข้อเสนอที่น่าสนใจและผลงานค้นคว้าที่มีคุณภาพ ก็ทำให้สมศักดิ์มีประชาชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้ติดตามจำนวนไม่น้อย และถือว่าเป็นนักคิดที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง สำหรับในทางการเมือง แม้ว่า สมศักดิ์จะมีแนวโน้มอย่างมากในการสนับสนุนขบวนการคนเสื้อแดง แต่ไม่ถือได้ว่าเป็นแนวร่วมใดๆ ของพรรคเพื่อไทย และไม่มีความเกี่ยวพันกับรัฐบาลยื่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลย


แต่กระนั้น ในสังคมไทยกระแสหลัก ที่มีความคับแคบทางความคิด และคุ้นเคยกับการมองสรรพสิ่งแบบด้านเดียว กลับมีความเห็นว่า การนำเสนอแบบสมศักดิ์เป็นการกระทำที่ผิด ฝ่ายนิยมเจ้าเสียอีกที่ใช้วาจาเกลียดชัง(hate speech) ใช้ความหยาบคายตอบโต้เสมอ และยังหาทางที่จะใช้กฎหมายมาตรา 112 มาเล่นงาน หวังให้นักวิชาการที่คิดต่างอย่างสมศักดิ์เข้าคุกให้จงได้ และยังใช้วิธีการรุนแรงให้ไร้เหตุผลมาเล่นงาน ซึ่งเป็นการประจานถึงความป่าเถื่อนของฝ่ายนิยมเจ้าเอง

ดังนั้น สำหรับบุคคลที่ฉลาดและตื่นรู้ จะต้องร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงข่มขู่คุกคามต่อสมศักดิ์ในลักษณะเช่นนี้ ต้องยืนยันว่า การนำเสนอสรรพสิ่งอย่างรอบด้านนั้น สอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตยของโลก เรื่องเสรีภาพทางความคิดเป็นเรื่องที่ได้รับการรับรองตามปฏิญญาสิทธิมนุษยชน ในทางตรงข้ามการรับหรือเชื่ออย่างฝังหัวแบบด้านเดียว พร้อมที่จะให้ร้ายคนอื่น เป็นการแสดงความอับจนทางปัญญาอย่างยิ่งของสังคมไทย ที่ควรจะต้องขจัดให้หมดสิ้นไป



.

2557-02-13

แถลงการณ์นิติราษฎร์ ประณามการใช้ความรุนแรงต่อ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

.
โพสต์เพิ่ม - นักกฎหมายสิทธิฯ ประณามผู้ก่อเหตุรุนแรงต่อ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’
.................................................................................................................................................................

แถลงการณ์นิติราษฎร์ ประณามการใช้ความรุนแรงต่อ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
( ที่มา: เว็บไซต์คณะนิติราษฎร์ www.enlightened-jurists.com/blog/88 )


แถลงการณ์
เรื่อง ประณามการใช้ความรุนแรงข่มขู่คุกคาม
อาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

จากกรณีกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่ายบุกเข้าไปใช้อาวุธยิงเข้าไปในบ้านและทำลายรถยนต์ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เมื่อวันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นั้น คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ขอแสดงความเห็นและจุดยืนต่อเรื่องดังกล่าว ดังนี้

๑. ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ใช้เสรีภาพทางวิชาการในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์ในทางวิชาการและส่งเสริมการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรที่เป็นประชาธิปไตยสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ ไม่ปรากฏว่าในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ดร.สมศักดิ์ได้ข่มขู่ บังคับข่มขืนใจ ให้บุคคลอื่นต้องเห็นด้วยกับความคิดเห็นของตนแต่อย่างใด บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของ ดร.สมศักดิ์ ย่อมสามารถแสดงความไม่เห็นด้วย และสามารถนำเอาข้อมูล ข้อเท็จจริงเข้าหักล้าง โต้แย้ง ประเด็นที่ ดร.สมศักดิ์นำเสนอได้อย่างเต็มที่ตามวิสัยของอารยชน ซึ่งหากผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะได้ดำเนินการดังที่ได้กล่าวมา การดำเนินการเช่นนี้ย่อมจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่วงวิชาการและการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยและจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันกษัตริย์อีกด้วย การใช้กำลังข่มขู่คุกคามมุ่งหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของ ดร.สมศักดิ์ อันเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆที่ ดร.สมศักดิ์ ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองหรือได้ประโยชน์ใดๆจากความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความป่าเถื่อน ไร้อารยะ ของผู้กระทำการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ถ้าหากมี


๒. พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ว่า การโพสต์ข้อความบางข้อความของ ดร.สมศักดิ์ อาจมีเนื้อหาไม่ค่อยเหมาะสมต่อสังคมไทย โดยเฉพาะบางข้อความอาจมีโอกาสเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กองทัพบกเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ในการปกป้องสถาบันและดำรงพระเกียรติยศ ดังนั้นการกระทำใดเป็นการใส่ความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือเชื่อมั่นต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางกองทัพบกจำเป็นต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาดำเนินการควบคู่กับการใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดัน และปฏิเสธพฤติกรรมการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และกองทัพบกเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนได้ช่วยกันดูแลเฝ้าระวัง อย่าให้ผู้ใดมาจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ได้


คณะนิติราษฎร์เห็นว่า กองทัพบกในฐานะที่เป็นหน่วยงานของราชการหน่วยงานหนึ่งจำเป็นต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย และผูกพันที่จะต้องเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ กองทัพบกไม่มีอำนาจใดๆในการใช้มาตรการทางสังคมกดดัน หรือเรียกร้องให้บุคคลใดใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดันการกระทำที่กองทัพบกเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยที่มิได้คำนึงถึงคุณค่าของสิทธิทางรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงว่าการเรียกร้องดังกล่าวอาจส่งผลเกินกว่าสิ่งที่กองทัพบกมุ่งประสงค์ นั่นคือ การก่อให้เกิดสภาวะของความเกลียดชัง อันจะมีผลในการจูงใจบุคคลที่ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกระทำการนอกกฎหมายคุกคามสิทธิในชีวิต ร่างกาย ตลอดจนเสรีภาพของผู้อื่น โดยอ้างการปกป้องคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ เป็นข้อแก้ตัวให้กับการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมและผิดกฎหมายนั้น


๓. หากการแสดงความคิดเห็นของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กองทัพบกก็สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่กองทัพบกจะต้องเรียกร้องให้บุคคลอื่นใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดันและปฏิเสธพฤติกรรมที่ไม่ถูกใจกองทัพบกทั้งนี้ หากกองทัพบกตัดสินใจใช้กระบวนการทางกฎหมายเข้าดำเนินการทั้งๆที่การกระทำนั้นไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กองทัพบกจะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า การใช้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวในที่สุดแล้วจะเป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์หรือจะบรรลุผลเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ตามที่กองทัพบกมุ่งหมายหรือไม่

การที่มีกลุ่มบุคคลบุกเข้าไปใช้อาวุธยิงบ้านและทำลายรถยนต์ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในเวลากลางวัน ในขณะที่ ดร.สมศักดิ์ อยู่ในบ้าน ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่แยแสไยดีต่อกฎหมายบ้านเมือง และเห็นได้ชัดว่าเป็นผลมาจากการที่ ดร.สมศักดิ์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ภายในกรอบของกฎหมาย การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการข่มขู่ คุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนเสรีภาพในทางวิชาการ คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ขอประณามการกระทำที่อุกอาจ ป่าเถื่อนดังกล่าว และขอเรียกร้องให้กองทัพบกแถลงท่าทีต่อเรื่องที่เกิดขึ้น กับทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการคลี่คลายอาชญากรรมครั้งนี้โดยเร็ว เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ปกครองโดยกฎหมายอยู่


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗.


< เสนอใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51765 . . Thu, 2014-02-13 02:48 >
< เสนอใน www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qSTVNVEExT0E9PQ
                 . . วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 18:30 น
. >



+++

นักกฎหมายสิทธิฯ ประณามผู้ก่อเหตุรุนแรงต่อ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’
ใน www.prachatai3.info/journal/2014/02/51770
. . Thu, 2014-02-13 15:40



สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนชี้ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ ใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ทั้งขอให้สังคมยอมรับการแสดงความเห็นต่าง-หยุดส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเมิด รธน.

13 ก.พ. 2557 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)  ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านพักส่วนบุคคลของนายสมศักดิ์ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2557 เป็นผลให้รถยนต์และทรัพย์สินภายในบ้านเสียหาย

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน  ระบุประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำด้วยมูลเหตุจูงใจใด และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสอบสวนและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้กระทำความผิด รวมถึงเรียกร้องให้สังคมใช้ความอดทนอดกลั้น ยอมรับ ต่อการแสดงความเห็นต่างและหยุดส่งต่อข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

แถลงการณ์ ดังกล่าวระบุความคิดเห็นว่า การกระทำของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย ที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หากใครเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีได้ แต่ไม่สามารถใช้ความรุนแรงต่อบุคคลดังกล่าวได้

ส่วนการเผยแพร่บ้านเลขที่ของนายสมศักดิ์ ภายในโซเชียลมีเดียเป็นการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ 50

“การอดทนอดกลั้น  ยอมรับความเห็นต่างเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่การแสดงความเห็นยังไม่เป็นการก้าวล่วงต่อบทบัญญัติทางกฎหมาย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงความเห็นดังกล่าวก็ชอบที่จะแสดงความเห็นคัดค้าน ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่หากบุคคลในสังคมยังยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้แสดงความเห็นต่าง สังคมก็อาจตกอยู่ในความหวาดกลัวในการใช้สิทธิเสรีภาพและไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยสงบ” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหา ดังนี้


แถลงการณ์
ประณามการกระทำความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านพักส่วนบุคคลของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นผลให้รถยนต์และทรัพย์สินภายในบ้านเสียหายนั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มีความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเกิดจากการแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเผยแพร่บ้านเลขที่อันเป็นที่พักของนายสมศักดิ์ในโซเชียลมีเดียด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจึงขอแสดงความเห็นและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1.การกระทำของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย อันได้รับความคุ้มครองตามมาตรา  45 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) และ ข้อ 19 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หากบุคคลหรือองค์กรใดเห็นว่าการกระทำของนายสมศักดิ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถใช้วิธีการทางกฎหมายในการกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดี แต่ไม่สามารถใช้ความรุนแรงต่อบุคคลดังกล่าวได้ เพราะการใช้ความรุนแรงกระทำต่อบุคคลหรือทรัพย์สินใดๆย่อมเป็นการกระทำความผิดเช่นเดียวกัน

2.การเผยแพร่บ้านเลขที่ของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ภายในโซเชียลมีเดียเป็นการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) ซึ่งระบุว่า “การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ”

3.การอดทนอดกลั้น  ยอมรับ ความเห็นต่างเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่การแสดงความเห็นยังไม่เป็นการก้าวล่วงต่อบทบัญญัติทางกฎหมาย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงความเห็นดังกล่าวก็ชอบที่จะแสดงความเห็นคัดค้าน ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่หากบุคคลในสังคมยังยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้แสดงความเห็นต่าง สังคมก็อาจตกอยู่ในความหวาดกลัวในการใช้สิทธิเสรีภาพและไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยสงบ

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงขอประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำด้วยมูลเหตุจูงใจใด และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสอบสวนและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้กระทำความผิด รวมถึงขอเรียกร้องให้สังคมใช้ความอดทนอดกลั้น ยอมรับ ต่อการแสดงความเห็นต่างและหยุดส่งต่อข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ


ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม



.

2556-10-05

รำลึกตุลา ในปี2556 โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

.
บทความก่อนๆหน้า - ถ่วงดุลอำนาจ ประชาชน โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

รำลึกตุลาในปี2556
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380889609
วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:08:25 น.

( ที่มา : คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 นสพ.มติชนรายวัน 4 ต.ค.2556 )


ระยะนี้ถือเป็นห้วงการรำลึกถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม ทั้งปี 2516 ซึ่งครบ 40 ปี และ 2519 ซึ่งผ่านมา 37 ปี เพราะเป็นประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาประชาชนโค่นล้มเผด็จการทหาร ขณะที่อีกเหตุการณ์เป็นการปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมที่สุด

จะว่าไปแล้ว การพูดถึง การยกย่องเชิดชู วีรชน 14 ตุลาคม 2516 ดูจะกว้างขวางกว่า
เพราะเป็นเหตุการณ์ที่บทสรุปค่อนข้างชัดเจน การป่าวประณามรัฐบาลทหารที่เข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนน พูดกันได้เต็มปากเต็มคำ
ไม่สลับซับซ้อนอะไร

แต่สำหรับ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว มีปมเงื่อนแห่งเบื้องหลัง ที่หลายคนละเลยจะพูดถึง

อีกทั้งเป็นวันที่กำหนดขึ้น เพื่อการกวาดล้างขบวนการนักศึกษาประชาชน เป็นวันแห่งการเข่นฆ่า การรำลึกถึงจึงเป็นเรื่องของความเศร้าสลดมากกว่า

ทั้งที่ความจริงแล้ว 6 ตุลาฯ มีฐานะสำคัญไม่น้อย เป็นวันที่สังคมไทยมาถึงจุดเปลี่ยน ทำให้เวทีการต่อสู้ของคนหนุ่มสาว ย้ายจากเมืองไปสู่ชนบท สุดท้ายฝ่ายปราบปรามก็ต้องหันมาทบทวนระบบคิดของตัวเองด้วย

แม้จะเป็นวันของการสูญเสียของประชาชน
แต่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ตามมาอันมีคุณค่ามากมาย


ที่สำคัญเหตุการณ์ปี 2519 มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับปี 2516 อยากแยกกันไม่ออก


กล่าวสำหรับการรำลึกถึงผู้คนที่เสียสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในเหตุการณ์เดือนตุลาคมเหล่านี้ ย่อมเป็นเรื่องจำเป็น
คนที่ตายไปมากมายเหล่านั้น ควรได้รับการยกย่อง
อีกทั้งเจตนารมณ์ของผู้ที่กล้าเสียสละ ต้องได้รับการเน้นย้ำสืบทอดต่อไป ไม่ให้เผด็จการยุคหลังมาทำลายได้

แต่มีผู้รู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ ไม่ควรเป็นการรำลึกแบบแค่มีพิธีกรรมและนำประวัติศาสตร์วันนั้นขึ้นไปเก็บไว้บนหิ้ง

ต้องไม่ยกย่องเทิดทูนแบบตัดตอน ไม่นำมาเชื่อมโยงกับความเป็นไปในวันนี้


เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะได้เห็นการโหมประโคมเกียรติภูมิของวีรชนเดือนตุลาฯ แต่สนับสนุนให้รัฐบาลใช้อำนาจกองทัพปราบปรามการต่อสู้ของประชาชนในเหตุการณ์อื่นๆ
ด้วยข้ออ้างและเหตุผลอันผิดเพี้ยนสารพัด



ปากประณามเผด็จการถนอม-ประภาส แต่เออออห่อหมกไปกับรัฐบาลอื่นที่มีการใช้อำนาจปราบปรามประชาชนบนท้องถนนเช่นกัน

ปากประณามผู้วางแผนสร้างเรื่องหมิ่นสถาบันเพื่อนำมาสู่การกวาดล้างประชาชนเมื่อ 37 ปีก่อน แต่วันนี้กลับยืนอยู่ฝ่ายสร้างผังล้มเจ้าเสียเอง


ไปๆ มาๆ วันนี้กระทำตัวไม่ต่างจากฝ่ายขวาจัดเมื่อคราวนั้น



ประชาธิปไตยไทย เกิดได้ด้วยวีรชนเมื่อ 40 ปีก่อน การรำลึกถึงต้องเกี่ยวพันกับประชาธิปไตยในวันนี้ด้วย

ต้องรักษาเจตนารมณ์การต่อสู้ ด้วยหลักการอันมั่นคง


ไม่ใช่ด้วยความรักชอบหรือเกลียดชังในเฉพาะตัวบุคคลเป็นรายๆ ไป



++

ถ่วงดุลอำนาจ ประชาชน
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377245597
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:00:53 น.

( ที่มา : คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 นสพ.มติชนรายวัน 23 ส.ค.2556 )


สมาชิกรัฐสภาคนไหน มีทรรศนะจุดยืนทางการเมืองเช่นไร ได้เปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนอีกครั้ง ในระหว่างการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.

เป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะหาข้อสรุปได้ว่า ใครหรือพรรคไหนเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมทางการเมือง ใครเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย

ฝ่ายหนึ่งยืนยันต้องให้ ส.ว.มาจากการสรรหาโดยคน 7 คนต่อไป

ฝ่ายหนึ่งต้องการแก้ไขให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน


ฝ่ายที่ให้คงระบบสรรหาต่อไป อภิปรายเน้นย้ำว่า ต้องให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบและถ่วงดุล จะปล่อยให้พรรคการเมืองมีอำนาจมากเกินไปไม่ได้ 
ห่วงใยอย่างมากว่า การให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง จะเปิดช่องให้พรรคการเมืองรุกคืบเข้ายึดสภาสูง กินรวบทั้ง 2 สภา 
อธิบายได้ไม่ยากว่า จุดยืนแบบอนุรักษนิยม ย่อมต้องหวาดระแวง การเติบใหญ่ของระบบพรรคการเมือง 

ย่อมต้องยึดหลักโครงสร้างการเมืองดั้งเดิม นั่นคือ ต้องให้อำนาจฝ่ายอื่นๆ สามารถยื่นมือเข้ามามีบทบาทได้
อีกทั้งมีทัศนคติในทางลบต่อการเลือกตั้ง ว่าเป็นสนามที่พรรคการเมืองเงินหนา จะสามารถกว้านซื้อเสียงได้อย่างสนุกมือ คนดีจริงๆ ยากจะฝ่าด่านเงินตราเข้ามาได้

ฝ่ายอนุรักษนิยม มักไม่เชื่อมั่นในอำนาจประชาชน มองว่ายังเป็นเหยื่อนโยบายประชานิยม ยังโดนซื้อโดยนายทุนได้โดยง่าย

จึงต้องมีระบบแต่งตั้ง ระบบสรรหา จากกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดี เพื่อมาคานอำนาจกับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง


พูดง่ายๆ ว่าอำนาจในมือประชาชนก็ยังต้องโดนถ่วงดุล




สำหรับประชาธิปัตย์ เป็นอีกครั้งที่ประกาศตัวเองเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมทางการเมือง จึงคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเต็มที่ ทุกวิถีทาง ขวางด้วยทุกกลเม็ด เพื่อให้คงระบบสรรหา ส.ว.เอาไว้
ถือเป็นพรรคการเมือง ที่คัดค้านเต็มที่ ไม่ยอมเปิดช่องให้ระบบพรรคการเมืองเติบใหญ่มากเกินไป


แต่ในทางกลับกัน มีประชาชนจำนวนไม่น้อย ฟังสมาชิกประชาธิปัตย์อภิปราย แล้วสับสนงุนงง
เพราะสนามการเลือกตั้ง เป็นสนามเดียวกันที่พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมือง ต้องลงไปแข่งขันกัน
จึงไม่เข้าใจว่า ประชาธิปัตย์ก็เป็นสถาบันพรรคการเมือง แถมไม่ใช่พรรคเล็กๆ มีอายุมายาวนานประสบการณ์สูง สร้างฐานมวลชนมาหลายสิบปีแล้ว

เหตุใด ในตลอดการอภิปรายของสมาชิกพรรคนี้ จึงไม่เคยเชื่อว่าพรรคตนเองจะเป็นผู้ชนะในสนามนี้บ้าง อภิปรายไปในทำนองเดียวกันหมดว่า การเลือกตั้งทั้งสภาล่างและหากมีสภาสูงอีก จะเสร็จพรรคเพื่อไทยหมด จะโดนกินรวบ
หรือเพราะไปประทับตราเอาไว้แล้วว่า การเลือกตั้งจะเป็นช่องทางของพรรคนายทุนซื้อเสียงเท่านั้นกระมัง

ทั้งที่แนวทางปฏิรูปพรรคฉบับ นายอลงกรณ์ พลบุตร บอกเอาไว้แล้วว่า ถ้าปรับทิศทางใหม่ เล่นการเมืองโดยโชว์นโยบายบริหารประเทศที่ดีๆ ทันสมัย ต้องทำให้ได้อย่างที่พูด ต้องเลิกตอบโต้กับทุกฝ่ายที่มาวิพากษ์วิจารณ์ จนทำให้เสียแนวร่วมไปหมด
ประชาธิปัตย์จะได้ก้าวไปข้างหน้า ยุติการพ่ายแพ้เลือกตั้งซ้ำซากมา 21 ปี
การปฏิรูปประชาธิปัตย์ที่อลงกรณ์เสนอ คือ ครองใจประชาชนจนชนะเลือกตั้งได้



มิน่า ข้อเสนอปฏิรูปจึงตกไป

เพราะยังคงเดินหน้าเป็นพรรคการเมืองเด็กดีในโครงสร้างเก่า ซึ่งพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจะเติบใหญ่ไม่ได้




* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.

2556-10-04

คำนำ: ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง โดย ศ.ธงชัย วินิจจะกูล

.

คำนำ: ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง
โดย ธงชัย วินิจจะกูล

ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49067 . . Thu, 2013-10-03 21:46
( ทีมา : http://www.sameskybooks.net )


คำนำสำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน

หนังสือ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง รวมบทความว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ของ ธงชัย วินิจจะกูล ที่เขียนขึ้นระหว่างปี 2547 – 2555 ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ธงชัยได้คลี่ให้เห็น เค้าโครงประวัติศาสตร์ประชา – ธิปไตยไทย แบบเป็นกระแสซ้อนกัน โดยดูจากประวัติศาสตร์ ในช่วงยาว ซึ่งเริ่มจากการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงประชาธิปไตย แบบอำมาตย์ท่ามกลางวิกฤตการเมืองเหลือง – แดงที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ในสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยาวนาน ธงชัยวิเคราะห์ให้เราเห็นการต่อสู้ต่อรองของผู้เล่นมากหน้าหลายตา ทั้งการปะทะกันระหว่างสถาบันกษัตริย์และฝ่ายนิยมเจ้า กับคณะราษฎรและผู้เอาใจช่วยระบอบใหม่ที่มีจุดยืนร่วมกันว่า“อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” เพื่อกำหนดสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ การปะทะกันระหว่างกองทัพกับฝ่ายเสรีนิยมที่จบลงด้วยชัยชนะอย่างไม่กระโตกกระตากของสถาบันกษัตริย์ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองและกลุ่มทุน กับขบวนการพลเมืองซึ่งหันไปเป็นพันธมิตรกับฝ่ายนิยมเจ้า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เล่นที่ธงชัยวิเคราะห์แจกแจงบทบาทไว้อย่างละเอียดและลุ่มลึกที่สุดก็คือสถาบันกษัตริย์ที่คนส่วนใหญ่มองว่ามีสถานะ “เหนือการเมือง”


กล่าวได้ว่า การวิเคราะห์วิพากษ์บทบาทสถาบันกษัตริย์ของธงชัยเป็นเสียงเตือนที่มาก่อนกาล ดังจะเห็นได้จากภาค 1 “ประชาธิปไตยแบบไทย” ซึ่งทั้งหมดเขียนขึ้นก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ธงชัยชี้ให้เห็นว่า สถานะเหนือการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งในระบบการเมืองไทย และกำลังได้รับความเชื่อถือสูงยิ่งขึ้นเมื่อความไว้วางใจต่อรัฐสภาลดต่ำลง
ธงชัยเตือนหนักๆ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ความพยายามต่อสู้กับรัฐบาลบ้าอำนาจด้วยวาทกรรมพระราชอำนาจ เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง
และยังแนะด้วยว่า จะข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาที่สถาบันกษัตริย์ได้ขึ้นมามีบทบาทนำมากขึ้นนั้น ต้องมองให้ออกว่าประชาธิปไตยไทยเป็นระบบการเมืองแบบสามเส้า ได้แก่ มวลชน ทุนกับนักการเมือง และฝ่ายกษัตริย์นิยม โดยมีสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือระบบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ของฝ่ายเจ้าขึ้นจริงตามคาด ในภาค 2 “รัฐประหาร” นอกจากสถาบันกษัตริย์และฝ่ายนิยมเจ้าซึ่งถูกธงชัยวิพากษ์แล้ว บรรดาปัญญาชนทั้งหลายที่ทำตัวเป็นอภิชน pragmatists ให้การรับรองความชอบธรรมในการรัฐประหาร ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักในการวิพากษ์ด้วยเช่นกัน
ในส่วนนี้นอกจากบทความที่ “วิวาทะ” กับผู้สนับสนุนรัฐประหารแล้ว ในบทความ “ล้มประชาธิปไตย” ธงชัยได้ “ถอยออกมาหนึ่งก้าว” เพื่อชี้ให้เห็นบริบททางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อเป็นประชาธิปไตย (Democratization) โดยแจกแจงวาทกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายเจ้าที่ปูทางมาสู่การรัฐประหารครั้งนี้ ด้วยการชี้ให้เห็นการกลับมาของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย การปรับตัวจนกลายมาเป็นสถาบันกษัตริย์ยุคใหม่ และการเกิดขึ้นของลัทธิกษัตริย์นิยมที่เป็น “ประชาธิปไตย” พร้อมกับวิเคราะห์ให้เห็นด้านกลับของวาทกรรมทำการเมืองให้สะอาดของ “ภาคประชาชน” ที่เกื้อหนุนให้เกิดการรัฐประหารอีกด้วย


ขณะที่ภาค 3 “สังหารหมู่” ไม่แปลกที่จะมีลักษณะอัตวิสัย (subjective) ค่อนข้างสูง เพราะธงชัยเขียนในฐานะผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ 6 ตุลา และถูกกล่าวหาว่า จงใจให้เกิดความรุนแรงในเหตุการณ์ครั้งนั้นเพื่อก่อให้เกิดภาวะ “ตายสิบเกิดแสน”

บทความแรกเป็นการวิเคราะห์ปฏิกิริยาของชนชั้นกลางชาวกรุงต่อเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งมีฐานมาจากการครุ่นคิดเรื่องความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทมาเป็นเวลาหลายปี
ขณะที่บทความหลัง เป็นความพยายามทำความเข้าใจโศกนาฏกรรมสังหารหมู่คนเสื้อแดงตรงราชประสงค์และกระบวนการปรับแปลงลงเป็นประวัติศาสตร์หลังจากนั้น โดยมองผ่านหนังและวรรณกรรม กล่าวได้ว่า จากประสบการณ์ส่วนตัวทำให้ธงชัย “เข้าใจ” แกนนำเสื้อแดงในฐานะ “มนุษย์” คนหนึ่ง


ในสภาวะปลายรัชกาลที่วิกฤตอันจะเกิดขึ้นจากการสืบราชสมบัติเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ภาค 4 “เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน” ซึ่งประกอบด้วยบทความ 3 ชิ้น ที่ย้อนกลับไปวิเคราะห์ถึงการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยาม โดยมีประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมเป็นแกนหลัก มาจนถึงสภาวะที่เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่าง“สถาบันกษัตริย์ กับฝ่ายต่อต้านเครือข่ายกษัตริย์” ในปัจจุบัน ชัดอยู่แล้วว่าบทความดังกล่าวกำลังสื่อสารอะไรกับสังคมไทยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถาบันกษัตริย์และฝ่ายกษัตริย์นิยม ฉะนั้น อย่าปล่อยให้ “น้อยเกินไป สายเกินการณ์” เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์บ้าง น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยให้เจ็บปวดน้อยกว่าในท้ายที่สุด

ในฐานะผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เรา –ฟ้าเดียวกัน– หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยวิธีวิทยาแบบประวัติศาสตร์หลากกระแสหลายมิติที่ธงชัย วินิจจะกูล ได้แสดงให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ จะทำให้เราพึงตระหนักว่า การต่อสู้เพื่อเป็นประชาธิปไตยนั้น ต้องถือว่าประชาธิปไตยมิใช่เพียงแค่เครื่องมือ (tool) แต่คือวิถีทาง (means) ที่เป็นจุดหมาย(end)
และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมิใช่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายหรือม้วนเดียวจบแบบที่พูดๆ กัน แต่เป็นการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ เป็นวิถีทางที่ไม่สิ้นสุด และไม่เคยสมบูรณ์


ธงชัย วินิจจะกูล
คำนำ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง

ต้นปี 2548 ผู้เขียนได้รับการติดต่อให้เป็นองค์ปาฐกสำหรับปาฐกถา 14 ตุลาในปลายปีนั้น ในขณะนั้นเป็นเวลาไม่ถึงปีหลังจากเขียนบทความ “ชัยชนะของเสรีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เสร็จ ผู้เขียนจึงบอกกับผู้จัดไว้ล่วงหน้าว่าจะพูดประเด็นดังกล่าว เพราะขณะนั้นเริ่มเห็นเค้าลางแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างที่เป็นอยู่น่าจะเป็นปัญหา และก่อนหน้าปาฐกถาเพียงไม่กี่เดือนก็ปรากฏว่าปัญหาดังกล่าวเริ่มปะทุขึ้นมาจริงๆ ในระยะนั้นรวมทั้งปาฐกถา 14 ตุลาปีนั้นผู้เขียนจึงได้ย้ำเตือนผู้ที่สนใจ ผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยให้ระวังพวกกษัตริย์นิยมหรือพวกเจ้าในการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง

ปาฐกถาคราวนั้นผู้เขียนร่างและส่งให้ผู้จัดงานตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยเหมือนกับปาฐกถา 14 ตุลาในปีอื่นๆ แต่กลับปรากฏว่าก่อนวันงาน หนังสือ ดังกล่าวที่ตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วถูกดึงออกไปให้นักกฎหมายดูก่อนว่า ผู้เขียนพูดอะไรเกินเลย หรือมีสิทธิ์จะก่อปัญหาทางกฎหมายหรือไม่ ถึงแม้ว่านักกฎหมายดูแล้วบอกว่าไม่เป็นปัญหาอะไร แต่กลับปรากฏว่าหนังสือปาฐกถาดังกล่าวในปี 2548 นั้น เป็นหนังสือเล่มเดียวในประวัติ ปาฐกถา 14 ตลุาที่ถูกดึงเอาไว้และไม่เผยแพร่แจกจ่ายในเช้าวันงาน ลงท้ายจึงเป็นปาฐกถาที่ผู้เข้าร่วมงานไม่มีโอกาสได้เห็นตัวบทไม่ว่า ก่อนหรือหลังวันงานทั้งที่ตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้น ก่อนวันกล่าวปาฐกถาเพียงหนึ่งหรือสองวันก็มีคำขู่มาจากหนังสือพิมพ์ดาวสยามยุคใหม่ว่า ให้ระวังไว้ให้ดีว่าจะพูดอะไร เป็นคำกล่าวเตือนในแบบเพื่อนฝูงเก่าๆ แต่ในขณะนั้นไม่ต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างมากมายก็พอดูออกแล้วว่า เหตุร้ายนั้นคงไม่ได้มาจากใครหรอก นอกจากหนังสือพิมพ์ดาวสยามยุคใหม่ นั่นเอง

ผู้เขียนเดินอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งก่อนหน้าและหลังจากนั้นสองสามวัน จึงต้องมีบอดีการ์ดอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาทำงานอยู่ต่างประเทศที่ขณะเดินเข้าประตูเครื่องบิน ผู้เขียนรู้สึกโล่งใจและรู้สึกอย่างเต็มที่ว่าเรากำลังจะกลับ “บ้าน” หมายความว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่เมื่อออกจากประเทศไทยกลับไปสหรัฐอเมริกาผู้เขียนรู้สู้กว่ากำลังจะกลับสู่ที่อบอุ่นกว่า ปลอดภัยกว่าอย่างเต็มที่ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลยตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา


บทความในหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นระหว่างปี 2547-2555 หลายชิ้นเขียนขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หรือความเข้าใจเบื้องต้นซึ่งไม่ชัดเจนนักต่อสถานการณ์หนึ่งๆก่อนจะกลับชัดเจนขึ้นในเวลาต่อมา แต่ผู้เขียนต้องการคงเนื้อความตามที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นเป็นส่วนใหญ่ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและส่วนใหญ่ไม่สำคัญเช่น แก้ไขสำนวนหรือถ้อยคำต่างๆ จำนวนหนึ่ง แต่ข้อวิเคราะห์หรือความเห็นต่างๆที่สำคัญในบทความเหล่านั้นจะคงไว้ดังเดิมตามที่เขียนไว้แต่ครั้งแรก

เราจะเห็นได้ว่า ความเห็นหรือข้อวิจารณ์บางตอนก็ดูฉลาดหรือเข้าท่าดี ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์นั้นในเวลาต่อมาได้ บางอย่างก็ดูเขลาหรือดูตื้นเขินหรือคาดการณ์ผิดๆ ก็มี
บทความอย่างเช่น “เชื้อร้าย : เมื่อร่างกายทางการเมืองไทยติดเชื้อแดง” เขียนขึ้นในเวลาสั้นมาก คือเสร็จในวันเดียวขณะที่เกิดเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุม นปช. บุกโรงพยาบาลจุฬาฯ แต่กลับมีพื้นฐานมาจากการที่ผู้เขียนครุ่นคิดเรื่องความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทมาเป็นเวลาหลายปี เพราะฉะนั้นบทความที่เขียนในวันเดียวกลับสามารถมีนัยหรือมีความหมายให้เข้าใจความขัดแย้งหรือวิกฤตที่ผ่านมามากอย่างที่ผู้เขียนก็ไม่ตระหนักในขณะนั้น
แต่ว่าบางบทความ อย่างเช่น “ชัยชนะของเสรีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เขียนขึ้นก่อนที่จะคาดการณ์หรือล่วงรู้ว่าจะมีวิกฤตการณ์ต่อเนื่องมาจากระบอบการเมืองดังกล่าว

บทความส่วนมากในเล่มนี้เป็นความพยายามถอยออกมาหนึ่งก้าว เพื่อมองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากมุมมองระยะยาวๆ ทางประวัติศาสตร์ พยายามวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในระยะเวลายาวๆ ชนิดที่ความคิดเห็นสาธารณะต่อสถานการณ์เฉพาะหน้ามักมองไม่เห็น ในทางกลับกัน บทความเรื่อง “สัมฤทธิผลนิยม(pragmatism) ของปัญญาชนไทยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” ไม่ต้องการให้เป็นข้อเขียนทางทฤษฎีหรือวิชาการแต่อย่างใดเลย แต่เป็น polemic หรือเป็นบทความต่อปากต่อคำกับความคิดเห็นที่แพร่หลายหลังรัฐประหาร 2549 โดยต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ความคิดทางการเมืองของหลายคนที่สนับสนุนการรัฐประหาร เอาเข้าจริงเป็นการคิดสั้นๆ คิดเพื่อหวังผลในระยะสั้น ผู้เขียนพยายามทิ้งประเด็นสำคัญจำนวนหนึ่งไว้ด้วยในทุกๆ บท ซึ่งหวังว่าจะมีผู้หยิบยกมาอภิปรายหรือพัฒนาขึ้นในเวลาต่อไป รวมทั้งตัวผู้เขียนเองก็ยังคิดในหลายประเด็นเหล่านั้นเลยต่อไปจากหนังสือเล่มนี้ ตัวอย่างเช่นเรื่อง hyper-royalism ซึ่งจะขยายความในโอกาสอื่นต่อไป


อันที่จริงผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ไม่เคยค้นเอกสารชั้นต้นเกี่ยวกับช่วง 2475 ถึงปัจจุบันอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นอาชีพ ผู้เขียนเป็นเพียงผู้ศึกษาและสังเกตการณ์ทางการเมืองซึ่งได้เรียนรู้หลายเรื่องจากงานศึกษาของคนอื่น บทความในเล่มนี้จึงนำเอาสิ่งที่หลายท่านศึกษามาใช้ในการช่วยคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่และช่วยคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ในระยะใกล้ ลองเสนอคำอธิบายและการตีความแบบใหม่ๆ ทั้งในฐานะของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองและในฐานะผู้มีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์ดังกล่าวเป็นระยะๆ

หลายท่านอาจเห็นว่าการที่ผู้เขียนอยู่นอกสังคมไทยเป็นข้อดี หลายท่านเห็นเป็นข้ออ่อน ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องภายนอกภายในต่างมีข้อดีข้ออ่อนไปต่างๆ กัน คำกล่าวที่ว่า คนนอกไม่รู้เรื่องหรอก จะไปรู้ดีกว่าคนไทยได้อย่างไร เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร คำกล่าวที่ว่า คนนอกเห็นแง่มุมที่ต่างจากคนในประเทศ อาจได้รับข่าวสารมากกว่าคนที่อยู่ในประเทศเสียอีก อันนี้ก็ไม่จริงนักขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรเช่นเดียวกัน และขึ้นอยู่กับคำถามหรือกรอบการคิดการวิเคราะห์ในเรื่องหนึ่งๆ ด้วย ดังนั้น ผู้ เขียนจะไม่ขออวดอ้างว่า หนังสือเล่มนี้ดีเด่นเพราะเป็นการมองจากข้างนอก และต้องขอแย้งไว้ล่วงหน้าหากมีคนทึกทักล่วงหน้าว่าหนังสือเล่มนี้ไม่น่าเชื่อถือเพียงเพราะผู้เขียนไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ผู้เขียนคงขอแย้งความเห็นทั้งสองขั้วดังกล่าว


ท่ามกลางสถานการณ์ในคราวสงกรานต์เลือดปี 2552 ผู้เขียนเฝ้าดูการชุมนุมของฝ่ายเสื้อแดงอยู่ห่างออกไปครึ่งโลก ฟังคำปราศรัยทุกๆ คำของคุณวีระ มุสิกพงศ์ในยามที่เฝ้ารอกองกำลังฝ่ายรัฐบาลบุกเข้ามา ผู้เขียนคงไม่สามารถบอกได้ว่าเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน กล้าบอกว่าเข้าใจบรรดาผู้นำการชุมนุมในครั้งนั้น ปี 2553 ก็เช่นกัน ผู้เขียนจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ผู้นำการชุมนุมขึ้นไปอยู่บนเวทีขณะที่มีการล้อมปราบอย่างหนัก จนถึงนาทีที่ไม่เหลือใครอีกแล้ว

กล้องจับนิ่งอยู่แต่ภาพเวทีที่ว่างเปล่าและมีเสียงปืนระดมยิงอยู่เป็นฉากหลัง ในขณะนั้นผู้เขียนพอนึกออกและเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ หรืออยู่ร่วมในสถานการณ์ที่ราชประสงค์ด้วยตัวเองแต่อย่างใด



หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์พัฒนาการของประชาธิปไตยในประเทศไทยในมุมมองที่กว้างขึ้น ยาวไกลกว่าเดิม และแตกต่างจากความคิดเห็นที่แพร่หลายครอบงำสังคมไทยอยู่ ถึงแม้ว่าฝุ่นของประวัติศาสตร์จะไม่มีวันสงบอย่างสมบูรณ์เลยก็ตาม

สุดท้าย ในระหว่างเขียนบทความชิ้นต่างๆ ผู้เขียนได้รับการช่วยเหลือ ข้อคิดเห็นจากบุคคลต่างๆ เป็นจำนวนมาก และขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคุณธนาพล ลิ่มอภิชาติ ประจักษ์ ก้องกีรติและธนาพล อิ๋วสกุล ในการช่วยค้นคว้าและจัดทำต้นฉบับของบทความ “ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา” คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ สำหรับการแปลบทความ “รัฐประหารของฝ่ายเจ้ากับแรงจูงใจซ่อนเร้น” “ล้มประชาธิปไตย” “สถาบันกษัตริย์กับฝ่ายต่อต้านเครือข่ายกษัตริย์ : ช้างสองตัวในห้องการเมืองไทยกับสภาวะปฏิเสธความเป็นจริง” คุณพงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ สำหรับการแปลบทความ “เชื้อร้าย : เมื่อร่างกายทางการเมืองไทยติดเชื้อแดง” และคุณไอดา อรุณวงศ์ สำหรับการแปลบทความ “วาทกรรมพระราชอำนาจหรือประชาธิปไตยแบบคิดสั้น”


































- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
มีความคิดเห็นท้ายบท ที่ http://www.prachatai3.info/journal/2013/10/49067

โดย สนามหลวง

ระบอบประชาธิปไตยขัดแย้งกับระบอบเผด็จการราชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
เพราะระบอบกษัตริย์หรือราชาธิปไตยนั้นมีลักษณะเป็นทรราชย์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตยที่อนุญาตให้มีสถาบันกษัตริย์จึงต้องกำหนดให้สถาบันกษัตริย์
ต้องอยู่ในกรอบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
โดยให้สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงประมุขของประเทศในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
กษัตริย์จะไม่สามารถทำการใดๆทางการเมืองด้วยตนเอง
แต่จะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบแทน
คือให้กษัตริย์อยู่นอกเหนือ หรือพ้นไปจากการเมือง

ในระบอบราชาธิปไตยถือว่ากษัตริย์เป็นเจ้าของอำนาจและเป็นผู้เลี้ยงดูประชาชน
แต่ในระบอบประชาธิปไตยถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจและเป็นผู้เลี้ยงดูกษัตริย์
ดังนั้นกษัตริย์ต้องมีหน้าที่ในการปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ให้สมกับที่ได้รับการอนุเคราะห์จากเงินภาษีอากรของประชาชน
ถ้ากษัตริย์ทำผิดก็ต้องรับโทษมากกว่าประชาชนทั่วไป
มิใช่กำหนดให้กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายที่ห้ามบุคคลใดวิจารณ์หรือฟ้องร้องในทุกกรณี
...



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
บทความของ “ธงชัย วินิจจะกูล” ที่เคยเสนอ เช่น

“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน โดย ธงชัย วินิจจะกูล
อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2011/02/blog-post_11.html

ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง โดย ธงชัย วินิจจะกูล
อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/02/ty-chng.html

เปิด จม.“ธงชัย วินิจจะกูล” ถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้รับฯ คดีเม.ย.- พ.ค. 53
อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2012/07/ty-icc.html

_______________________________________________________________________

น่าอ่านประกอบ
http://th.wikipedia.org/wiki/ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข



.

2556-04-06

คดีประหลาดยิ่งจริงยิ่งหมิ่น โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

.

คดีประหลาด ยิ่งจริงยิ่งหมิ่น
โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
จาก www.prachatai3.info/journal/2013/04/46125 . . Sat, 2013-04-06 12:05


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
( ที่มา: โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ ๔๐๕  วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๖ )



เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ที่ผ่านมานี้ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษา คดี นายเอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกฟ้องในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑ คือ การประกอบกิจการจำหน่ายวีดีทัศน์ฯโดยไม่ได้รับอนุญาต ในที่สุด ศาลก็ตัดสินว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จึงให้ลงโทษจำคุก ๕ ปี และปรับ ๑ แสนบาท แต่เนื่องจากจำเลยเบิกความเป็นประโยชน์ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ คงเหลือโทษจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน และปรับ ๖๖,๖๖๖ บาท และหลังจากนั้น นายเอกชัยก็ถูกนำตัวเข้าคุกทันที

คงต้องอธิบายไว้ในที่นี้ว่า คดีนี้เป็นอีกกรณีหนึ่งของข้อถกเถียงในทางวิชาการเรื่องความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการตัดสินของศาล เพราะความจริงแล้ว กรณีนี้ในทางเหตุผลและหลักฐานไม่อาจจะอธิบายได้เลยว่า นายเอกชัยมีความผิด

นายเอกชัย หงส์กังวาน เดิมมีอาชีพขายหวยบนดิน หลังรัฐประหารใน พ.ศ.๒๕๔๙ เขาเริ่มสนใจการเมือง และเริ่มเข้าฟังการปราศรัยทางการเมืองเป็นระยะ เหตุการณ์การจับกุมนายเอกชัย หงส์กังวาน เกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ในขณะที่มีการชุมนุมของกลุ่มแดงสยามที่บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสาข้างสนามหลวง นายเอกชัยได้นำเอาซีดีที่บันทึกรายการโทรทัศน์ของสำนักข่าวเอบีซี (the Australian Broadcasting Corporation) ของออสเตรเลีย และข้อมูลของวิกิลีกส์มาจำหน่าย ทางตำรวจจาก สน.ชนะสงคราม คือ พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ เห็นว่าเป็นเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงได้มอบหมายให้ ดาบตำรวจนคร คงกลิ่น ได้ทำการล่อซื้อซีดีที่เขาขายราคาแผ่นละ ๒๐ บาท จากนั้นก็จับกุมโดยแจ้งข้อหาคดีตามความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ยังได้ยึดของกลางเป็นวีซีดีอีก ๑๔๑ แผ่น พร้อมเอกสารวิกิลีกส์อีก ๒๖ ฉบับ นายเอกชัยถูกขังอยู่ ๘ วัน จึงได้รับการประกันตัวออกไป แต่นายเอกชัยก็ยังถูกดำเนินคดีต่อมา


ประเด็นสำคัญคือ ในซีดีที่เป็นหลักฐานนี้ เป็นรายการสารคดีเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย โดยสำนักข่าวเอบีซี ซึ่งเผยแพร่ในออสเตรเลียเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งเป็นเรื่องข้อมูลธรรมดาที่เผยแพร่ทั่วไป และไม่มีคำหยาบหรือหมิ่นประมาทใครเลย ส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นองค์รัชทายาท ก็เป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวที่เรียกกันว่า คลิปริมสระ ซึ่งเป็นไปในทางชื่นชมพระบารมีของสมเด็จเจ้าฟ้าชายและพระองค์เจ้าศรีรัศม์ พระวรชายา ที่ประทับในงานเลี้ยงริมสระแห่งหนึ่ง แต่ พ.ต.ท.สมยศ ผู้ดำเนินการจับกุมอธิบายว่า การนำคลิปริมสระมาออกรายการ และการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมขององค์รัชทายาทและราชินีองค์ต่อไป เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเฉพาะซับไตเติลที่กล่าวถึงการมีชายาหลายพระองค์ ซึ่งถือเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติ

ในกรณีนี้ คงต้องขออธิบายว่า ในเมื่อรายการสถานีโทรทัศน์ของออสเตรเลียครั้งนี้ ไม่เคยถูกประกาศที่ไหนให้เป็นรายการที่ผิดกฎหมายไทย นอกจากนี้ คงจะต้องย้ำว่า ในคำบรรยายของรายการที่เป็นภาษาอังกฤษ ก็เป็นไปโดยสุภาพและไม่ได้มีการหมิ่นประมาทใครเลย ดังนั้น การเผยแพร่รายการนี้ จึงไม่น่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย เพราะคุณเอกชัยก็ไม่ได้ผลิตรายการนี้เอง หรือถ้าจะผิด ก็คงต้องให้สำนักข่าวออสเตรเลียฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์เสียมากกว่า

นอกจากนี้ การอ้าง พ.ต.ท.สมยศที่ว่า ในรายการของเอบีซี มีการกล่าวถึงเรื่อง การมีพระชายาหลายคนเป็นเรื่องเสื่อมเสียพระเกียรติ ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดของทางตำรวจเอง เพราะพระมหากษัตริย์ของไทยในอดีตนั้น มีชายามากเป็นเรื่องธรรมดา ดังจะเห็นได้จากสมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ เป็นต้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ก็ได้เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ในเรื่อง เจ้าชีวิต ว่า การมีชายามากก็เป็นเรื่องปกติของกษัตริย์ในเอเชียด้วยซ้ำ เช่น กษัตริย์จีนในอดีตก็มีชายามากเช่นกัน ดังนั้น การมีชายามากในสายตาของเจ้านายจึงไม่ใช่เรื่องเสื่อมเสีย สรุปแล้ว การที่คุณเอกชัยนำเอารายการโทรทัศน์ของออสเตรเลียมาเผยแพร่จึงไม่น่าที่จะมีความผิดได้



ในส่วนที่สองเป็นส่วนข้อมูลรั่วไหลของวิกิลีกส์ ซึ่งเป็นคำปรารภด้วยความห่วงใยบ้านเมืองของบุคคล ๓ คน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา และ อานันท์ ปันยารชุน ต่อเอกอัครทูตสหรัฐประจำประเทศ ในเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จเจ้าฟ้าชาย การรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๔๙ และอนาคตทางการเมืองไทย เป็นที่น่าแปลกอย่างมากว่า ทางการตำรวจไม่เคยมีการดำเนินการล่อซื้อหรือจับกุมบุคคลทั้ง ๓ คน เพื่อมาดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระเดชานุภาพเลย ราวกับเป็นที่ยอมรับกันว่า บุคคลทั้งสามมีสิทธิพิเศษทางกฎหมายเหนือกว่าคุณเอกชัย
และผู้พิพากษาในคดีนี้เอง ก็ยืนยันสิทธิพิเศษนี้ เพราะในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ทนายฝ่ายจำเลยได้ยื่นเรื่องขอให้ศาลเชิญ พล.อ.เปรม พล.อ.สิทธิ และนายอานันท์ มาเป็นพยานในศาลอย่างเป็นทางการ เพื่อต่อสู้ในเชิงข้อเท็จจริงตามฟ้อง ผู้พิพากษาได้ทักท้วงเรื่องนี้เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ โดยเฉพาะผู้พิพากษาที่ชื่อ นายอภิสิทธิ์ วีระมิตรชัย ได้ย้ำกับทนายจำเลยว่า การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่มีความจำเป็นต่อการต่อสู้คดีเลย เพราะ”ยิ่งจริงยิ่งหมิ่น” การเชิญทั้งสามคนนั้นมาจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ด้วยท่าทีของผู้พิพากษาในลักษณะนี้ ทนายจำเลยจึงต้องถอนคำร้อง

แต่กระนั้น คงต้องอธิบายว่า การที่ศาลไม่เอาความผิดบุคคลทั้งสามในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การดำเนินคดีเพื่อเอาความผิดต่อบุคคลอื่น ที่นำคำพูดของบุคคลทั้งสามมาเผยแพร่ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผล

แต่กระนั้นศาลไทยก็ยังอุตส่าห์ตัดสินว่า จำเลยมีความผิด โดยอ้างว่า “รัฐและประชาชนมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางหนึ่งทางใดมิได้” แต่ข้อความในซีดีและในเอกสารวิกิลีกส์ ศาลเห็นเองว่า เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท องค์รัชทายาท และยังกล่าวหาว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ว่ามีความเชื่อมโยงกับการรัฐประหารพ.ศ.๒๕๔๙ และเกี่ยวข้องกับความยุ่งเหยิงของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีลักษณะจาบจ้วงล่วงเกิน หรือเสียดสีเปรียบเปรยทำให้พระองค์เสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง นายเอกชัยผู้เผยแพร่จึงถือว่ามีความผิด

ในคำพิพากษายังอธิบายด้วยว่า แม้ว่าจะอธิบายได้ว่า สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ข่าวสารจากประเทศไทย”มีความน่าเชื่อถือ มีมุมมองเชิงลึก และเป็นกลาง” ซึ่งหมายถึงว่าสำนักข่าวต่างประเทศนั้น ไม่ได้ตั้งใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ศาลเห็นว่าจะพิจารณาในลักษณะนี้ไม่ได้ “ต้องดูความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไปที่ได้อ่านข้อความนั้น” ซึ่งเหตุผลของศาลในข้อนี้ ต้องถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะคำว่า “วิญญูชนทั่วไป”คงจะให้ความหมายได้ยาก ในกรณีที่บุคคลมีความเห็นแตกต่างกัน อย่างน้อยพยานโจทย์และพยานจำเลยก็มีความเห็นต่างกัน ถ้าอธิบายตามคำพิพากษาของศาล ย่อมหมายถึงว่า พยานโจทย์ที่ปรักปรำจำเลยให้มีความผิดเท่านั้นที่เป็น”วิญญูชน” หรืออธิบายใหม่ว่า วิญญูชนคือคนที่มีความเห็นสอดคล้องกับคณะผู้พิพากษา การพิจารณาคดีจึงไม่ได้ถือหลักนิติปรัชญาอันถูกต้องแต่ประการใด

นอกจากนี้ ในส่วนโทษปรับที่ศาลก็ขาดความสมเหตุผลอย่างมาก เพราะจากข้อมูลก็จะเห็นได้ว่า คุณเอกชัยขายซีดีเพียง ๒๐ บาท แต่ศาลปรับข้อหาขายซีดีไม่ได้รับอนุญาตกว่า ๖.๖ หมื่นบาทเป็นมูลค่าของซีดีมากกว่า ๓ พันแผ่น ถ้าพิจารณาว่า คนขายซีดีในประเทศไทยจำนวนมากก็ไม่มีใบอนุญาตจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มาตรฐานการปรับจำนวนเช่นนี้จึงเป็นการลงโทษคนยากจนโดยไม่เป็นธรรม

สรุปแล้ว การตัดสินให้นายเอกชัยถูกลงโทษ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และสะท้อนความไม่เป็นธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากศาลเอง และเป็นการสะท้อนอีกครั้งว่า คำพิพากษาของศาลนั้นขาดความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง



.

2556-02-13

จาก“เทียนวรรณ” “นรินทร์กลึง” ถึง“สมยศ”กบฏบรรณาธิการ โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์

.

จาก “เทียนวรรณ” “นรินทร์กลึง” ถึง “สมยศ”กบฏบรรณาธิการ
โดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ www.facebook.com/pensupa.sukkatajaiinn
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 23:59:59 น.
ที่มาจากคอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2556
( ภาพจาก http://blogazine.in.th/blogs/somyot-redpower/post/3972 )


ผลการตัดสินของศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาให้จำคุก นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "วอยซ์ออฟทักษิณ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเวลา 10 ปี บวกกับโทษกรณีหมิ่นประมาท พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร อีก 1 ปี รวมเป็น 11 ปีนั้น

"ความผิดอันสืบเนื่องมาจากความคิด ควรได้รับการลงทัณฑ์เยี่ยงอาชญากรคดีอุกฉกรรจ์หรือไม่"? กลายเป็นประเด็นคำถามร้อนแรงของสังคมไทย
แม้กระทั่งบอ.กอ. เครางาม "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" และคณะยังได้จัดทำ "คำแถลงการณ์จากผู้ประกอบวิชาชีพบรรณาธิการ" ตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ครั้งนี้เป็นตัวอย่างการสาธิตการขยายขอบเขตการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 
รวมถึงการไม่ควรสร้าง "บรรยากาศแห่งความกลัว" ต่อบรรณาธิการทุกค่ายทุกสีที่มีความเห็นต่างหรือเห็นพ้อง ในฐานะที่ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในอารยประเทศ

ตัวอย่างเหตุการณ์ของ "กบฏบรรณาธิการ" หรือการที่บรรณาธิการถูกกล่าวหาปรักปรำให้เป็น "กบฏต่อแผ่นดิน" เคยมีมาแล้วหลายครั้งหลายหน ในที่นี้ดิฉันจะขอหยิบยกเพียงกรณีของ "เทียนวรรณ และ "นรินทร์กลึง" มาเป็นอุทาหรณ์



เทียนวรรณ ฝันเห็น "ฟรี" และ "ปาลิเมนต์"


คําว่า "ฟรี" ในสมัยที่เทียนวรรณมีชีวิตอยู่ (ระหว่างปลายสมัยรัชกาลที่ 3-6 พ.ศ.2385-2458) นั้นยังไม่มีคำแปลเป็นไทยว่า "เสรีภาพ" ทำให้บทกวีหรือบทความของเทียนวรรณจึงใช้คำว่า "ฟรี" ทับศัพท์แทนความหมายของ "เสรีภาพ" ทุกแห่ง
อาจกล่าวได้ว่าเทียนวรรณเป็นบุคคลรายแรกๆ ของสยามที่กล้าคิดกล้าฝันถึงคำว่า "เสรีภาพ" ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งราษฎรยุคนั้นยังเต็มไปด้วยทาสและไพร่ แต่เทียนวรรณก็กล้าฝัน 

"การให้พลเมืองได้เรียนรู้มาก กับการให้พลเมืองมี "ฟรี" จะเป็นเครื่องชักนำส่วนหนึ่งให้ชาติไทยผูกมิตรกับนานาประเทศได้ง่ายเข้า" เป็นข้อเรียกร้องของเขาที่ขอให้ประชาชนได้มีเสรีภาพ (มีฟรี) ในการศึกษาเล่าเรียนมากกว่าที่เป็นอยู่

ข้อเขียนอีกชิ้น เป็นเสมือนปณิธานของเขา "ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็จะบากบั่น เขียน พูด เพื่อชาติบ้านเมืองไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ จนกว่าจะโปรดให้ราษฎรเป็นฟรีแล้ว"

บรรยากาศแห่งการเรียกร้อง "ฟรี" ของปัญญาชนสยามโดยมี "เทียนวรรณ" เป็นหัวหอกนั้น สุดท้ายก็นำไปสู่การบัญญัติศัพท์คำว่า "เสรีภาพ" ขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 6

"เสรีภาพ" มีขึ้นใช้ในภาษาไทยเนื่องจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยพระมหาธีรราชเจ้ารัชกาลที่ 6 ทรงบัญญัติคำนี้ขึ้นเพื่อแปล Freedom จากภาษาอังกฤษขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง "เสรีภาพแห่งทะเล" ภายใต้พระบรมนามาภิไธย "รามจิตติ" 
กล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วย "เสรีภาพ" ในการเดินเรือของทุกชาติที่เป็นคู่สงครามกันในทะเลหลวงอันไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ ว่าต่างฝ่ายต่างได้รับเสรีภาพในการคุ้มครองดูแลเท่าเทียมกัน 
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า "เสรีภาพ" ที่นำมาใช้อย่างกว้างขวางแทนคำว่า "ฟรี" ที่เทียนวรรณเรียกร้องมาทั้งชีวิต แม้เพิ่งจะมาบัญญัติขึ้นภายหลังจากที่เขามรณกรรมไปแล้วก็ตาม

เช่นเดียวกับคำว่า "ปาลิเมนต์" เป็นอีกคำที่ชาวสยามยุคเขายังไม่รู้จัก และไม่เคยมีการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยจนกว่าจะถึงสมัยรัชกาลที่ 7

มูลเหตุแห่งการเรียกร้อง "ปาลิเมนต์" ของเทียนวรรณ หนุนเนื่องมาจากความไม่พอใจในขบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง ที่ปล่อยให้ศาลสถิตยุติธรรมมีอำนาจมากเกินเหตุในการพิจารณาความอาญาและความแพ่ง โดยปราศจากกระบวนการตรวจสอบ
จึงทำหนังสือถึงล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ขอให้แต่งตั้งองคมนตรี และเสนาบดี (รัฐมนตรี) เข้าไปช่วยกำกับดูแลถ่วงดุลอำนาจการออกกฎหมายของฝ่ายศาลบ้าง ในรูปแบบที่เรียกว่า "ปาลิเมนต์" ซึ่งอาจจะยังไม่ใช่ระบอบรัฐสภาเต็มรูปแบบดังที่เราเข้าใจกันในยุคปัจจุบัน 

ด้วยความคิดหัวก้าวหน้าล้ำยุคสมัยเทียนวรรณจึงถูกฝ่ายอนุรักษ์ประณามว่า "เป็นพวกชอบชิงสุกก่อนห่าม" หรือ "อย่าเพิ่งฝันถึง "ปาลิเมนต์" เลยตราบที่ประเทศนี้ราษฎรยังขาดการศึกษาและยังยากจนอยู่" 
โดยที่บุคคลเหล่านั้นไม่เคยย้อนถามตัวเองกลับว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยถ่วงรั้งให้ราษฎรของประเทศนี้จมจ่อมอยู่กับสภาพไร้การศึกษาและโง่จนเจ็บ!

อาการชิงสุกก่อนห่ามของเทียนวรรณหรือนามจริง "นายเทียน วัณณาโภ" บอ.กอ.นิตยสาร "ศิริพจนภาค" แห่งย่านสี่กั๊กเสาชิงช้า ถนนบ้านตะนาว ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ระบบสังคมทาสในสยาม ความไม่เป็นธรรมระหว่างชาย-หญิง และอยากให้ประชาชนมี "ฟรี" กับ "ปาลิเมนต์"

นำไปสู่ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกจองจำกักขัง "ฟรี" อยู่ในคุกนานถึง 17 ปี ทั้งในฐานะนักโทษการเมือง และในฐานะนักเขียน บรรณาธิการที่เป็นกบฏต่อแผ่นดิน



นรินทร์กลึง ถึงจะขวางโลก แต่ก็ต่อสู้เพื่อคนรากหญ้า

อีกหนึ่ง "กบฏ บอ.กอ." ที่โลกต้องจารึกนามไว้ในฐานะคลื่นลูกที่สองของปัญญาชนสยามที่กล้าท้าทายอำนาจแผ่นดินต่อเนื่องจาก "เทียนวรรณ" คลื่นลูกแรก ก็คือผู้ใช้นามว่า "นรินทร์ ภาษิต" แต่ผู้คนเรียกเขาว่า "นรินทร์กลึง"

เหตุที่เรียกว่านรินทร์กลึงก็เพราะชื่อเดิมของเขาคือ "กลึง" เด็กชาวสวนเมืองนนท์ ถือกำเนิดในปีที่ 7 แห่งการครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 เคยรุ่งโรจน์ถึงขนาดเป็นเจ้าเมือง (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ปราจีนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "พระพนมสารนรินทร์" ด้วยวัยเพียง 39 ปีเท่านั้น
แต่ด้วยบุคลิกขวานผ่าซาก พฤติกรรมประหลาดที่ทำท่าคล้ายว่าจะเพี้ยนหรือขวางโลกตลอดเวลานั้น กอปรกับมีฝีปากกล้า ชอบวิจารณ์สิ่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ทำให้เส้นทางชีวิตราชการประเภทต้องยอมไหลตามน้ำนั้นต้องสะดุดลงโครม

เขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกทางการดำเนินคดีด้วยข้อหา"กบฏภายในที่เขียนข้อความเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ" อันเป็นคดีเดียวกันกับบุคคลร่วมสมัยที่คนล้านนาให้ความเคารพเลื่อมใสอย่างสูงสุดคือ "ครูบาเจ้าศรีวิชัย"

ทั้งครูบาเจ้าศรีวิชัยและนรินทร์กลึง ต่างก็ได้ผ่านห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5-6 มาสู่ยุคการปกครองของคณะราษฎร ในสมัยรัชกาลที่ 7-8 ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เรียนรู้แบบอย่างการต่อสู้ของ "กบฏพญาผาบ" นักต่อสู้เพื่อชาวนาแห่งบ้านสันทราย เช่นเดียวกับการที่นรินทร์กลึงได้ศึกษานิตยสาร "ศิริพจนภาค" ตามแนวทางที่เทียนวรรณวางไว้

เมื่อไม่มีระบบราชการมาค้ำสถานภาพ นรินทร์กลึงก็ประกาศตัวเป็นอิสระจากพันธะทางรูปแบบทั้งมวล เขาโกนผมครึ่งศีรษะเฉพาะด้านขวาด้านเดียว แต่ด้านซ้ายปล่อยยาว ไปไหนมาไหนนุ่งผ้าแดงจนเป็นยูนิฟอร์ม แถมยังเอารูปวาดของพระเจ้าตากสินมาแขวนคออีกด้วย
ชีวิตของนรินทร์กลึงโลดโผนน่าตื่นเต้นจนไม่อาจสาธยายได้หมดในพื้นที่อันจำกัดนี้

ขอยกตัวอย่างกรณีที่น่าสนใจยิ่งคือเขาจัดการบวชลูกสาวทั้งสองเป็นสามเณรี แน่นอนว่าย่อมเกิดการงัดข้อกับมหาเถรสมาคม แต่เขาให้เหตุผลว่า เป็นการเรียกร้องสิทธิธรรมให้แก่สตรีเพศมีความทัดเทียมกับชาย แถมยังออกนิตยสารชื่อ สารธรรม ในนามของพุทธบริษัทสมาคม เปิดโปงวงการสงฆ์อันเสื่อมทรามในทำนอง "สอนสังฆราช" จนต้องเข้าไปนอนในคุกอยู่ 2 ปีกว่า
เขาเปิดหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ อาทิ เหมาะสมัย เสียงนรินทร์ ในฐานะนักเขียนและบรรณาธิการ รวมทั้งตั้งพรรคการเมืองชื่อ "พระศรีอาริย์" ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ไปในทางคอมมิวนิสต์

ประเด็นสำคัญที่ทำให้นรินทร์กลึงถูกรัฐจับตามองความเคลื่อนไหวในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็คือเขาได้เรียกร้องให้มีการคลี่คลายปมปัญหากรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ให้ปรากฏชัดเจน โดยได้เลียนแบบ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ที่เคยถือตะเกียงคบเพลิงเข้าไปยังเขตพระราชฐานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 กลางวันแสกๆ ในช่วงที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม
เช่นเดียวกับนรินทร์กลึงที่ใช้สัญลักษณ์นี้ ถือตะเกียงเจ้าพายุจุดไฟออกไปเดินตามท้องถนนชุมชนต่างๆ ทั่วเมืองในเวลากลางวัน พร้อมตะโกนว่า บ้านนี้เมืองนี้มันช่างมืดมนจริงโว้ย!

ผลงานที่คนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะคนรากหญ้าเป็นหนี้นรินทร์กลึงก็คือเขายอมอดข้าว 21 วันประท้วงรัฐบาลขอให้ยกเลิกการเก็บภาษีค่ารัชชูปการและการบังคับเกณฑ์แรงงานคนที่ไม่มีเงินไปทำงานแทน อันเป็นการต่อสู้เรียกร้องมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

เมื่อเห็นว่ารัฐบาลยุคคณะราษฎรมีพื้นฐานมาจากประชาชนรากหญ้าเหมือนกัน นรินทร์กลึงจึงหยิบปัญหานี้มาปัดฝุ่นอีกครั้งด้วยการแจกใบปลิว "ไทยไม่ใช่ทาส" ขอให้ยกเลิกการบังคับเก็บเงินรัชชูปการหรือภาษี 4 บาท จากคนยากคนจนเสีย โดยเปรียบเปรยว่าการกระทำดังกล่าวนี้ "เหี้ยมโหดยิ่งกว่ามหาโจร เพราะโจรจะไม่ปล้นคนจน แต่จะปล้นเฉพาะคนมั่งมี"
ข้อความจากใบปลิวแผ่นนั้นทำให้นรินทร์กลึงถูกจับเข้าคุก (ตามระเบียบ) 2 ปีแถมเพิ่มโทษอีก 8 เดือนฐานที่ติดคุกหลายครั้งแล้วไม่ยอมหลาบจำ

"คนเราจับสัตว์มาขังกรงได้ ถึงแม้จะเลี้ยงให้กินดีกว่าอยู่ในป่า สัตว์ก็ไม่รู้สึกขอบคุณหรือชื่นชมยินดีอย่างใด จะมาทุกข์โศกไปไย" นรินทร์กลึงจึงเอาชีวิตเข้าแลกด้วยการอดอาหารนานถึง 21 วัน จนกระทั่งรัฐบาลยุคพระยาพหลพลพยุหเสนา อดรนทนไม่ไหว จำยอมยกเลิกการเก็บเงินรัชชูปการนั้น


เมื่อทบทวนดูเส้นทางชีวิตของนักคิด นักเขียน บรรณาธิการในสายการเมืองนับแต่ เทียนวรรณ นรินทร์กลึง มาจนถึง สมยศ พฤกษาเกษมสุข เห็นได้ว่าประเทศไทยยังไม่เคยให้ "ฟรี" (เสรีภาพ) แก่ปัญญาชนหัวก้าวหน้า ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมด้วยมุมมองที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจเลย

นอกเหนือไปจากคำพูดเดิมๆ ที่ว่า "สมน้ำหน้า ไอ้พวกนี้มันชอบชิงสุกก่อนห่าม"


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ร่วมคลิกไลค์เป็นแฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่ www.facebook.com/matichonweekly



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-02-10

ร้อนแรง-ท้าทาย วิพากษ์ “สื่อไทย-เทศ” กรณีจำคุก “สมยศ” จาก แมลงวันในไร่ส้ม

.

ร้อนแรง-ท้าทาย วิพากษ์  “สื่อไทย-เทศ” กรณีจำคุก “สมยศ”
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1360499753
. . 10 ก.พ. 2556 22:35:36 น.
จากคอลัมน์ แมลงวันในไร่ส้ม มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1695 หน้า 78


กรณีศาลอาญาจำคุก สมยศ พฤกษาเกษมสุข 10 ปี ในความผิดมาตรา 112 ยังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์
และมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายเหตุการณ์


ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ที่นำโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตต่อการลงโทษสมยศ 
นอกจากนี้ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการกางป้ายผ้าขนาดใหญ่ มีข้อความ Free Somyot บนอัฒจันทร์ กลางสนามศุภฯ  กลายเป็นประเด็นน่าสนใจ ยิ่งกว่าขบวนล้อการเมือง

ที่หลายคนเห็นว่า ไม่น่าจะใช่ความคิดของนิสิตนักศึกษาที่ทำกิจกรรมการเมือง

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในไทยนั้นชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไรว่า มี "เงื่อนไข" ในการปกป้องสิทธิ
เช่นเดียวกับองค์กรสื่อของประเทศไทยก็เข้าใจได้ไม่ยากเช่นเดียวกัน จาก "จุดยืน" ที่แสดงออกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 ไปจนถึงการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลัง 2549


แม้แต่สื่อต่างประเทศในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทย (FCCT-The Foreign Correspondents" Club of Thailand) ก็ไม่ได้ออกมาแสดงท่าที และถูกวิพากษ์วิจารณ์จาก "แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล" 
โดยมี ซับเอดิเตอร์ชาวต่างประเทศของเดอะเนชั่น พยายามเข้าไปชี้แจง และถูกโต้กลับอีกครั้ง




วันศุกร์ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ข่าวประชาไท เสนอข่าว "โฆษกรัฐบาลสหรัฐชี้ไทยควรพิทักษ์เสรีภาพการแสดงออกตามหลักสากล" 
และเว็บข่าวไทยอีนิวส์ได้นำมาเสนอต่อ มีเนื้อหาบางตอนดังนี้


วิกตอเรีย นูแลนด์ โฆษกรัฐบาลสหรัฐได้ตอบคำถามจากสื่อในระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ณ กรุงวอชิงตัน ในประเด็นนายสมยศว่า สหรัฐอเมริกามีความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินคดีดังกล่าว และกระตุ้นให้ทางการไทยพิทักษ์เสรีภาพในการแสดงออกตามพันธกรณีระหว่างประเทศ 
"แน่นอนว่าไม่มีใครควรถูกจำคุกจากการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ และเราได้กระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ, ทั้งในทางส่วนตัวและสาธารณะ, ให้ทางการไทยรับรองว่า การแสดงออกไม่ใช่อาชญากรรม และพิทักษ์เสรีภาพในการแสดงออกตามพันธกรณีของไทยในทางสากล" นูแลนด์ กล่าว

เว็บข่าวยังระบุว่า ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ตอบคำถามในระหว่างการสัมมนาเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกที่สหภาพยุโรปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า สมาคมยังสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก 
แต่การแสดงออกนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ส่วนการตัดสินคดีเรื่องมาตรา 112 จะเป็นธรรมหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

"เรื่องที่ว่าทำไมไม่ได้ออกแถลงการณ์ เรื่องนี้ไม่ได้หยิบยกมา เพราะยังมีความสับสนว่าอะไรเป็นสื่อ ไม่เป็นสื่อ ยังถกเถียงกันภายในสมาคมอยู่ แต่ได้คุยเบื้องต้นว่า สิ่งที่เราต้องพิทักษ์คือสื่อที่นำเสนอรอบด้าน แต่ถ้าสื่อใดจะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองของกลุ่มทางการเมือง เราก็ไม่สามารถคุ้มครองได้" ชวรงค์ กล่าว

ในข่าวเดียวกัน ยังมีคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่กล่าวว่า ในขณะนี้ กสม. กำลังอยู่ในระหว่างการหารือภายในเรื่องการออกแถลงการณ์ หลังจากที่ได้รับจดหมายสอบถามจากสมาคมนักข่าวเรื่องท่าทีต่อกรณีสมยศ
นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ในฐานะส่วนตัวได้ช่วยเป็นนายประกันและพยานในกรณีการไต่สวนของนายสมยศ และได้ติดตามเข้าเยี่ยมในเรือนจำ แต่ในฐานะองค์กรสามารถทำได้เพียงเท่านี้



ประเด็นเป็นสื่อหรือไม่ใช่สื่อ และข้อความบางตอนในแถลงการณ์ บ.ก.สำนักพิมพ์ ที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ระบุว่า วอยซ์ออฟทักษิณ ของสมยศ เป็นสื่อเอียงข้างมากกว่าสื่อที่เป็นฐานันดรที่ 4


มีคอมเมนต์จากเฟซบุ๊กของ เกษียร เตชะพีระ ว่า "สื่อเลือกข้างเราคุ้มครอง? สื่อเลือกข้างอื่นไม่คุ้มครอง?" 
พร้อมกับรายละเอียดว่า "...ถ้าการเลือกข้างเป็นเกณฑ์แบ่ง Voice of Thaksin กับ ASTV/Manager ก็เป็นสื่อเลือกข้างเหมือนกันนะครับ เพียงแต่เลือกคนละข้างเท่านั้นเอง" 
"ทำไมจึงถูกปฏิบัติต่อต่างกัน...? เพราะเลือกข้างเรากับเลือกข้างอื่นหรือ?"

"สื่อเลือกข้างเป็นธรรมดาโลก พอๆ กับสื่อที่ตัดสินใจไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งในคู่ขัดแย้ง แต่เสนอมุมมองอื่น จากจุดยืนอื่นในสังคม (ในสังคม ไม่จำต้องมีจุดยืนแค่ 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน เพราะมีหลายกรณีขัดแย้งที่ถูกประเมินวัดต่างๆ กันไป)..."

ปัญหาแท้จริงจึงไม่ใช่เลือกหรือไม่เลือกข้าง แต่คือรักษาหรือละเมิดจรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อมวลชน (เช่น ไม่โกหก ลงข่าวเท็จ ชวนให้ไขว้เขว ยุให้คนฆ่ากันแบบศาลเตี้ย ฯลฯ) และหลักสิทธิเสรีภาพของตนเองและเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

หากยังอยู่ในกรอบของจรรยาบรรณวิชาชีพ สิ่งที่เขาทำนั้นก็ควรได้การคุ้มครอง ในทางกลับกัน หากสิ่งที่เขาทำล่วงละเมิดกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ต่อให้ไม่เลือกข้างหรือเลือกข้างเราหรือข้างใดก็ตาม ก็ไม่ควรไปคุ้มครอง แต่ควรประณาม และหันมาคุ้มครองคนอ่าน, ผู้อื่นที่ถูกสื่อรังแก ไม่ใช่หรือครับ?

อ.เกษียณ ยังระบุว่า ตรรกะเดียวกัน ขณะที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าวถึง "Voice of Taksin" ว่า "เอียงข้างไปทางตัวบุคคลและกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งมากกว่าเป็นสื่อมวลชนในความหมายของฐานันดรที่ 4" ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย บอกว่า "ยังมีความสับสนว่าอะไรเป็นสื่อ ไม่เป็นสื่อ...สิ่งที่เราต้องพิทักษ์คือสื่อที่นำเสนอรอบด้าน แต่ถ้าสื่อใดจะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองของกลุ่มทางการเมือง เราก็ไม่สามารถคุ้มครองได้" 
"เป็นตรรกะที่...(pathetic) มาก เป็นความใจแคบของวงการนิเทศศาสตร์ไทยที่มองว่า สื่อต้องไม่เอียงข้างทางการเมือง..." เกษียณ ชี้

ก่อนวิพากษ์ต่อไปว่า ทั้งๆ ที่ในตัวตนที่เป็นจริงของทั้งสองคนนี้ หรือคนอื่นๆ เคยทำงานกับสื่อที่ไม่เอียงข้างทางการเมืองจริงหรือ

ไทยรัฐของชวรงค์ไม่เอียงข้างเลยนะ เดลินิวส์ไม่เอียงข้างหาประชาธิปัตย์เหรอ สยามรัฐของคุณชายคึกฤทธิ์ไม่เอียงข้างเหรอ แนวหน้าไม่เอียงข้างเหรอ โพสต์ทูเดย์ล่ะ ฯลฯ ASTV เป็นไง พวกนี้ไม่เอียงเลยนะ

รถ ASTV ถูกยิง สมาคมคุณชวรงค์ออกแถลงการณ์ให้คุ้มครองเสรีภาพสื่อ แต่บรรณาธิการถูกตัดสินจำคุก ทั้งๆ ที่ไม่เขียนบทความ คุณบอกว่าเขาไม่ใช่ "สื่อ"!


นั่นคือส่วนหนึ่งของวิวาทะที่ต่อเนื่องจากกรณี "สมยศ"

ดุเดือด และ "ท้าทาย" หลักคิดของคนในวงการสื่ออย่างแหลมคม



.

2556-01-24

บันทึกวันพิพากษา ม.112 สมยศ พฤกษาเกษมสุข โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

.

บันทึกวันพิพากษา ม.112 สมยศ พฤกษาเกษมสุข
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/01/44863
. . Thu, 2013-01-24 15:05


ประวิตร โรจนพฤกษ์
@PravitR


หมายเหตุ: ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในวันพิพากษา 10 ปีใต้ ม.112 (+1ปี) และมีเกร็ดจำนวนหนึ่งที่บันทึกไว้เพื่อสังคมและคนรุ่นหลัง ดังนี้


1
โซ่ตรวน: สมยศบอกผมว่าแกได้ขอให้ทางผู้คุมลดขนาดโซ่ตรวนที่จองจำข้อเท้าทั้งสอง แต่ก็ถูกปฎิเสธ – อย่างไรก็ตาม สมยศบอกว่าขนาดโซ่ตรวนที่ติดข้อเท้าทั้งสองของแก ก็หาใช่ขนาดที่หนาและหนักที่สุดที่นักโทษไทยโดนไม่

ผมมองโซ่ตรวนด้วยตาและยกมันชั่งดูกับมือ เส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็กน่าจะประมาณครึ่งนิ้วถึงสองในสามนิ้ว ส่วนน้ำหนักนั้นก็หลายกิโลอยู่

ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ลูกชายสมยศ ซึ่งนั่งอยู่ที่นั่งแถวหน้าระหว่างรอผู้พิพากษาปรากฎ ก็ได้บอกผมว่าการล่ามโซ่ก่อนตัดสินนั้นขัดรัฐธรรมนูญไทยมาตรา 39 วรรค 3 ที่เขียนว่า ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ที่ยังไม่ถูกตัดสินจะถูกปฎิบัติเป็นเสมือนผู้กระทำผิดมิได้

สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาสมยศได้ยินเช่นนั้นก็พูดเสริมว่าทางกรมราชทัณฑ์อ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ไม่พอ จึงต้องล่ามโซ่เพื่อป้องกันผู้ต้องหาหลบหนีเวลาขึ้นศาล

หลังจากนั้นสักพัก คุณสมยศได้โชว์แผลเป็นบนข้อเท้าซ้าย 2 แผลสีดำเป็นวงใหญ่เห็นชัด อันเกิดจากอาการติดเชื้อและเน่าของผิวหนังบริเวณนั้นเป็น พร้อมบอกว่าอยู่ในคุก ถ้าไม่มียาฆ่าเชื้อย่อมลำบาก แต่ดีที่ภายหลังมีภรรยาคอยส่งยาให้

สมาคมนักข่าว: คุณสุกัญญาบอกผมว่า แม้สมยศจะถูกจองจำในฐานะบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin มากว่า 21 เดือนก่อนพิพากษา แต่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยไม่เคยออกแถลงการณ์อะไรเกี่ยวกับการจองจำ บก.ผู้นี้เลย

เสรีภาพ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอด 21 เดือนที่ถูกจองจำและปฎิเสธการประกันตัว 12 ครั้ง: ผมถามสมยศว่าได้เรียนรู้อะไรตลอด 21 เดือนในคุกและจากการถูกปฏิเสธให้ประกันตัวถึง 12 ครั้ง แกตอบว่า “สิ่งที่สำคัญคือเสรีภาพ ถ้าไม่มีเสรีภาพก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่ เพราะเท่ากับเราถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลงไป คือที่มันเจ็บใจ มีสิทธิประกาศตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฎิบัติ ตรงข้าม และระบบนี้ก็บังคับให้สารภาพอย่างเดียว แล้วก็ยังมีรูปแบบการทรมานแบบใหม่เกิดขึ้น คือการไม่ให้ประกันตัว”

“ลองคิดดู ให้ไปตระเวนต่างจังหวัดอยู่ 5 เดือน เปลี่ยนคุกไป 5 คุก กลับมา บอกให้สารภาพดีกว่า… คนที่สู้ไม่ไหวก็ยอม หมดสภาพ หมดสภาพความเป็นคน ถ้ายอมเรื่อยๆ มันก็จะเหวี่ยงแหใครก็ได้ ไม่งั้นอีกหน่อย กล่าวหาใครก็ได้ แล้วไม่ให้ประกันตัว มันก็จะกลายเป็นกฎหมายเลวร้าย”

“น่าจะไม่มีการเลือกปฎิบัติ อริสมันต์หนีไป 1 ปี กลับมาได้ประกัน สนธิ ลิ้ม ถูกตัดสิน 85 ปี ยังได้ประกันตัวตอน 5 ทุ่ม –ขนาดสารภาพว่าผิด”


2
เสียงคนอื่น: ป้าอุ๊ (อาม่า) ภรรยาอากง SMS ผู้เสียชีวิตในคุกภายใต้ ม.112 ก็ได้มาให้กำลังใจ ป้าอุ๊บอกผมที่ศาลอาญาหลังสมยศถูกพิพากษาว่า: “มีความหวังมาก คิดว่าจะได้รับการปลดปล่อย แต่พอฟังคำพิพากษาก็ใจหายมาก มีความรู้สึกเหมือนวันนั้น [ที่อากงถูกพิพากษา]”

สุวรรณา ตาลเหล็ก หนึ่งในผู้สนับสนุนสมยศ ผู้เคยร่วมงานขบวนการแรงงานกับสมยศนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องพิพากษาหลังทราบคำพิพากษา เธอบอกผมว่า: “มันไม่เหลือแล้ว ต่อไปนี้ประชาชนจะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร?”

แต่สุกัญญา ภรรยาสมยศนั้นใจแกร่งไม่ร้องไห้ พร้อมบอกจะยื่นอุทรณ์และขอประกันตัวสามีเธออีก “ก็ยื่นต่อไป สู้ต่อไป สองศาลไม่จำเป็นต้องมีความเห็นสอดคล้องกัน”

สุกัญญาจำแม่นว่าสามีเธอติดคุกมากี่เดือน และเธอจำได้ละเอียดกว่านั้น

“634 วัน” เธอบอกผม

ส่วนสมยศนั้นแทบไม่ทันได้พูดอะไรหลังถูกพิพากษา เพราะเขาถูกรีบนำตัวออกไป นางธิดา ถาวรเศรฐ โตจิราการ ประธาน นปช. เดินมาบอกให้ทำใจดีๆ ก่อนถูกพาตัวไป

ก่อนหน้าศาลขึ้นบัลลังก์ ผมได้ถามนางธิดาว่า นปช.ได้ผลักดันเรื่อง ม.112 มากพอหรือไม่?

ธิดาตอบว่าได้พยายามอยู่: “แต่เราไม่อยากให้เน้น คือเราไม่อยากให้สะดุด [เรื่องนิรโทษกรรมกับร่างรัฐธรรมนูญ]”


3
นักข่าวหญิงประชาไทบอกผมว่าสมยศถูกพากลับคุกไปเร็วกว่าปกติ 

มันทำให้ผมนึกถึงที่สมยศบอกผมเกี่ยวกับการพนันในคุกในหมู่นักโทษด้วยกันช่วงระหว่างกำลังรอผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์

การพนัน: สมยศบอกว่านักโทษที่รู้จักแกได้พนันกันเองด้วยบุหรี่และพิซซ่า ว่าวันนี้แกจะถูกตัดสินว่าผิดหรือบริสุทธิ์ แกบอกว่าส่วนใหญ่แทงว่าแกจะได้รับอิสรภาพในวันนี้



.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2556-01-06

‘เหนือเมฆ’ ยังมีวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

.

ประวิตร โรจนพฤกษ์: ‘เหนือเมฆ’ ยังมีวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์
ใน www.prachatai.com/journal/2013/01/44522 . . Sat, 2013-01-05 18:29
( ..อ้างอิง FB  ละคร ไทยทีวีสี ช่อง 3 (Ch3's Drama), www.facebook.com/somsakjeam ...)


ประวิตร โรจนพฤกษ์
@PravitR




ก่อนอื่นขอประณามผู้ใดก็ตามที่อยู่เบื้องหลังการเซ็นเซอร์ตอนท้ายของละครเหนือ เมฆทางช่อง 3 เพราะการเซ็นเซอร์ เป็นการดูถูกสติปัญญาประชาชน ว่าแยกแยะถูกผิด จริงเท็จ ไม่ออก – ไม่แม้แต่ละครโทรทัศน์

ผู้บริหารไทยทีวีสีช่อง 3 ไม่ได้พยายามอธิบายเหตุผลการเซ็นเซอร์อย่างฉับพลันของละครเรื่องนี้ (ที่ถูกมองว่าสามารถตีความพาดพึงถึง ทักษิณ ชินวัตร ในทางลบได้) นอกจากการประกาศทางเฟซบุ๊กว่าตัดสินใจเซ็นเซอร์เพราะ ‘เห็นว่าเนื้อหาบางช่วงบางตอนไม่เหมาะสมกับการออกอากาศ’ 
การบอกว่า อะไร ‘ไม่เหมาะสม’ โดยมิได้อธิบายว่าไม่เหมาะสมอย่างไร คือการไม่ใช้เหตุผลกับผู้ชมและสาธารณะ พูดง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดินก็คือ ‘กูจะเซ็นเซอร์ของกู ละครของกู กูไม่ต้องอธิบายว่าทำไมก็ได้’

ผู้เขียนไม่ทราบว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเซ็นเซอร์อย่างแท้จริง และขอเรียกร้องให้ดาราเหนือเมฆ พนักงาน และนักข่าวช่อง 3 ที่พอมีข้อมูลพยานหลักฐาน มีความกล้าทางจริยธรรมที่จะออกมาเปิดเผยต่อสังคม หรือส่งข้อมูลเท็จจริงให้สาธารณะทราบ
ผู้เขียนจะไม่แปลกใจหากช่อง 3 จะตัดสินใจทำเองเพราะเกรงใจทักษิณ (เพราะในแง่หนึ่ง ผู้เขียนก็ไม่เคยเห็น SMS ท้ายจอช่อง 3 ที่มีข้อความเรียกร้องให้แก้ ม.112 เลย หากมีแต่ข้อความอวยเจ้า แถมมีคนที่รู้จักบอกว่าเคยส่ง แต่ไม่เห็นขึ้นจอ)

แต่หากมีคนใกล้ชิดทักษิณทำโดยยกหูโทรศัพท์ไปยังผู้บริหารเพื่อขอให้เซ็นเซอร์ นั่นก็เป็นปัญหาต่อเสรีภาพในการแสดงออกและรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งรวมถึง ละครทีวี ของสังคม 
และถ้าคนเหล่านี้คิดว่าจะเป็นผลดีต่อทักษิณ พวกเขาก็คงโง่บรมและคิดผิด เพราะเรื่องเหนือเมฆกลับกลายเป็นข่าวดังหน้าหนึ่งและในโลกไซเบอร์ แม้แต่ผู้เขียนเองซึ่งไม่เคยดูละครเรื่องนี้ ก็ยังต้องมานั่งเขียนบทความ

ไม่ว่าเบื้องหลังการเซ็นเซอร์จะเป็นอย่างไร รัฐบาลควรเรียกร้องสนับสนุนให้มีการออกอากาศฉายละครเรื่องนี้จนจบบริบูรณ์ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกที่อาจถูกตีความว่าไปวิพากษ์หรือเป็นทางลบ เกี่ยวกับทักษิณด้วย  และต้องการให้มีการออกอากาศฉายละครเหนือเมฆจนจบ


ผู้เขียนขอเรียกร้องให้ประชาชนคนเสื้อแดงที่เชื่อมั่นในเสรีภาพการแสดงออกและ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งรวมถึงสิทธิในการได้รับชมละครที่อาจพาดพึงทักษิณ ออกมาแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ทุกรูปแบบ

เสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เป็นสิทธิพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพและสิทธินี้ไม่ได้มีไว้เฉพาะเพื่อกลุ่มใดเพียงกลุ่มเดียวในสังคม 
หากคุณเชื่อในเสรีภาพการแสดงออกอย่างแท้จริง คุณต้องยินดีที่จะปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของบรรดาผู้ที่ต้องการ วิพากษ์คุณ และ/หรือคนที่คุณรักนับถือเทิดทูนบูชา ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นกษัตริย์ ทักษิณ หรือผู้ใดก็ตาม

การที่ประชาชนยอมรับให้มีการเซ็นเซอร์รูปแบบหนึ่งได้ โดยมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ (ไม่ว่าเรื่อง ม.112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือละครเหนือเมฆ หรือหนัง Shakespeare Must Die) สุดท้ายผลกระทบด้านลบก็จะตกแก่สังคมโดยรวม และบรรดาผู้ที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์ก็จะได้รับผลกระทบจากการเซ็นเซอร์ด้วยใน ที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


คนที่รักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงควรมองให้ทะลุถึงแก่นว่า แท้จริงแล้ว การเซ็นเซอร์ละครเหนือเมฆ ไม่ว่าจะมีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง มันก็มีรากตรรกะแบบเดียวกับการเซ็นเซอร์ข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับสถาบัน กษัตริย์ เพราะมันมีตรรกะพื้นฐานร่วมอยู่ตรงที่ว่ามีผู้มีอำนาจได้ตัดสินใจแทนประชาชน ไปก่อนแล้วว่า อะไรบ้างที่ประชาชนควรรับรู้และไม่ควรรับรู้

ในขณะเดียวกัน คนเสื้อแดงที่คิดว่าตนสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออกและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็ควรตระหนักเช่นกันว่า คุณไม่สามารถปกป้องเสรีภาพการแสดงออกและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของ สังคมอย่างแท้จริงได้ หากคุณเลือกปกป้องเพียงสิทธิเสรีภาพของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น



ถ้าประชาชนปล่อยให้วัฒนธรรมการเซ็นเซอร์เป็นเรื่องปกติยอมรับได้ ไม่ว่ากรณีข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับเจ้าหรือกรณีละครเหนือเมฆ ป้ายหน้าของสังคมไทยก็คงจะใกล้เกาหลีเหนือยิ่งขึ้นทุกที


ปล. ดาราเหนือเมฆ สินจัย เปล่งพานิช ได้โพสต์ในอินสตาแกรมในวันที่ 2 มกราคม 2556 ว่า ‘ ฉันเชื่อและศรัทธาในความดี… อย่ากลัวที่จะเป็นคนดี อย่าอายที่จะทำดี ’ ผู้เขียนอ่านแล้วก็ขอเขียนว่า ‘ ฉันเชื่อและศรัทธาในเสรีภาพการแสดงออก…อย่ากลัวที่จะยืนหยัดเพื่อเสรีภาพในการแสดงออกและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารละคร อย่าอายที่จะปกป้องเสรีภาพการแสดงออกและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและละคร ของฝ่ายตรงข้ามหรือคนที่เห็นต่างจากคุณ ’



.

2556-01-02

“82 ปี ลาว คำหอม” ด้วยยึดมั่นฯประชาธิปไตย โดย เชตวัน เตือประโคน

.

“82 ปี ลาว คำหอม” ด้วยยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตย
โดย เชตวัน เตือประโคน คอลัมน์ แรงบันดาลคน
ในมติชน ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 12:12:12 น.


"เราเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครตอนบ่ายโมง หากไม่แวะโน่นแวะนี่ พักผ่อนยืดเส้นยืดสายตามจุดต่างๆ บ่อยครั้ง คงใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นก็น่าจะถึง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ปลายเดือนธันวาคม อากาศของเมืองท่องเที่ยวตีนเขาใหญ่มรดกโลกเริ่มหนาวเย็น 
ไม่แปลกที่บรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายจะชื่นชอบ คิดเห็นภาพออกเลยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังมาเยือนนี้ เขาใหญ่-ปากช่อง ซึ่งมีบ้านพักรีสอร์ตและแหล่งท่องเที่ยวมากมาย คงจะได้ต้อนรับบรรดานักท่องเที่ยวชนิดอุ่นหนาฝาคั่ง

เป็นอย่างนี้ทุกปี และเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ "


ผมเดินทางไปเยือน อ.ปากช่อง อีกครั้ง 
หากแต่คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะท่องเที่ยว แต่ในฐานะนักข่าวที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของ "ลาว คำหอม" หรือ คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณกรรม พ.ศ.2535 ผู้ฝากงานเขียนอันทรงคุณค่าไว้ให้กับสังคมไทยอย่างนวนิยายเรื่อง "แมว", นิทาน-เรื่องสั้นอย่าง "ลมแล้ง", ทรรศนะเรื่องเมืองและชนบทอย่าง "กำแพงลม" กำแพง (รวมเรื่องสั้นและบทความ) 
รวมถึงรวมเรื่องสั้นที่ทรงพลังอย่าง "ฟ้าบ่กั้น" ซึ่งวันนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 22 แล้ว

และแม้วันนี้จะผ่านมาแล้วถึง 54 ปี แต่รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ก็ยังคงทันสมัย โดยเฉพาะเหตุบ้านการเมืองที่ยังคงมีความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ความไม่เท่าเทียมทางชนชั้น ความไม่เท่าเทียมระหว่างเมืองและชนบท ฯลฯ 
จึงควรอย่างยิ่งที่จะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

จากประวัติอันน้อยนิดของ คำสิงห์ ที่ปรากฏอยู่ในสารานุกรมอย่างวิกิพีเดีย ระบุว่า เกิด 25 ธันวาคม พ.ศ.2473 ที่่บ้านหนองบัวสะอาด ต.บ้านหนองบัวสะอาด อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ในครอบครัวชาวนา ต่อมาสำเร็จการศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยได้รับรางวัลนักเขียนเรื่องสั้นดีเด่น วาระครบ 100 ปี เรื่องสั้นไทย
"งานของลาว คำหอม นอกจากจะเป็นที่ยอมรับและนิยมยกย่องในวงวรรณกรรมไทยแล้ว ยังได้รับความสนใจจากวงวรรณกรรมต่างประเทศ โดยมีการแปลงานของเขาเป็นภาษาอังกฤษ สวีดิช เดนนิช ดัตช์ ญี่ปุ่น ศรีลังกา มาเลย์ เยอรมัน (จัดพิมพ์ 6 เรื่อง) และภาษาฝรั่งเศส (จัดพิมพ์ 4 เรื่อง)
สำหรับนามปากกาที่ใช้ "ค.ส.น., ชโย สมภาค (ใช้เขียนร้อยกรอง) ลาว คำหอม"


แค่นี้ สั้นๆ สำหรับประวัตินักเขียนชั้นครูของไทย 
แต่กับคนที่รู้จักกัน ย่อมพูดถึงนักเขียนผู้นี้ได้มากกว่าข้อมูลในอินเตอร์เน็ต


งานวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของ คำสิงห์ ศรีนอก ใช้ชื่องานว่า "ฟ้าแดงที่ไร่ธารเกษม" มีหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการจัดงานคือ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา 
เย็นย่ำของวันที่ 25 ธันวาคม จึงถึงดึกดื่นค่ำคืน มีแขกเหรื่อนักคิด นักเขียน นักอ่าน ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ วิสา คัญทัพ, ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, เรืองรอง รุ่งรัศมี, วรพจน์ พันธุ์พงศ์, ไม้หนึ่ง ก.กุนที ฯลฯ โดยมีการอ่านบทกวี พูดคุยเสวนา และการแสดงดนตรีโดยวงดนตรีไฟเย็น การพูดคุยแลกเปลี่ยนของผู้คนต่างๆ รวมคนเข้าร่วมงานแล้วกว่า 100 คน


วัฒน์ พูดถึงคำสิงห์ ตอนเปิดงานอย่างน่าฟัง 
นักเขียนรางวัลศรีบูรพา บอกว่า เรื่องแต่งที่คำสิงห์ ศรีนอก หรือ "ลาว คำหอม" เขียน หากผู้อ่าน อ่านได้แตกจะพบว่า เหมือนเป็นเรื่องของชนชั้นล่างที่หลอกด่าชนชั้นสูงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ผิดกาลเทศะที่จะพูดเรื่องการเมืองในงานวันเกิดของคำสิงห์ ศรีนอก ซึ่งเป็นลูกศิษย์สายตรงของ "ศรีบูรพา"
"การรัฐประหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี 2500 นั้น มีการกวาดล้างนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักคิด พวกหัวเสรีนิยม เป็นจำนวนมาก คำสิงห์ ศรีนอก ก็เช่นกัน เขาเป็นคนที่มีความคิดทางการเมืองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง เช่นเคยบอกว่า การรัฐประหาร ปี 2549 เป็นการขีดเส้นอย่างชัดเจนว่าใครอยู่ข้างประชาธิปไตยหรือใครเป็นคนปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย 
"การมาสังสรรค์ครั้งนี้เหมือนได้มาพบกับเพื่อนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเหมือนกัน
" วัฒน์กล่าวเสียงหนักแน่น

อีกตอนหนึ่งบอกว่า งานวันเกิดครั้งนี้ เป็นความลงตัวพอดีระหว่างบรรยากาศทางสังคมการเมือง ของนักเขียนที่มีจุดยืนประชาธิปไตยตลอดมา และความพร้อมเพรียงกันของพี่น้องทุกคนที่มาร่วมงานกัน ความเป็นคำสิงห์ ศรีนอก สำหรับผม เห็นว่าเป็นนักประพันธ์คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ทั้งตัวตน และตัวหนังสือ 
"อย่างเช่นการร่วมลงชื่อให้มีการแก้ไข กฎหมายอาญา มาตรา 112 คำสิงห์ ศรีนอก ก็ออกมาลงชื่อด้วยโดยไม่มีการอิดออด นี่คือความน่านับถือ ไม่ใช่ว่า เป็นพวกกัน แต่เวลาจะตีกัน เห็นอีกพวกเยอะกว่าแล้วถอย คำสิงห์ ศรีนอก รู้ดีว่าตนเองกำลังเดินอยู่บนทางความถูกต้องเป็นธรรม เลือกเดินบนทางที่มั่นคง แจ่มชัด เข้มข้น เรื่องประชาธิปไตย เหมือน ศรีบูรพา และยาขอบ" วัฒน์กล่าว 
นี่คือสิ่งที่คนที่รู้จัก ตัวตน และตัวหนังสือ พูดถึงศิลปินแห่งชาติ ผู้มีประวัติน้อยนิดบนโลกออนไลน์


ผมนั่งฟังแต่ละคนขึ้นไปพูดถึง หรือแม้แต่อ่านบทกวีสดุดีให้กับ "คำสิงห์ ศรีนอก" ท่ามกลางอากาศเย็นเยียบ 
นี่ถ้านักเขียนผู้นี้ไม่ใช่ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ทั้งตัวตนและผลงาน ไม่ยืนข้างประชาชนทั้งตัวตนและผลงาน ก็คงจะยากที่จะมีผู้คนมาร่วมอวยพรวันเกิดมากมายขนาดนี้ 
วิสา คัญทัพ กวีชื่อดังขึ้นอ่านบทกวีสดุดี เสียงดังฟังชัด ตอนหนึ่งว่า...

ลาวคำหอมย่อมย้ำถ้อยคำหอม 
ไม่แปลงปลอมเปลี่ยนลายถ้อยคำหน 
ฟ้าบ่กั้นจิตใจให้มวลชน
เป็นไม้ใหญ่ยืนต้นยืนตนตัว

ลาวคำหอมหอมร่ำด้วยคำหอม
ไม่ยินยอมแปรปรวนในยวนยั่ว 
เขียดขาคำมุ่งมั่นไม่หวั่นกลัว 
เป็นร่มกันฝนรั่วและแดดแรง

เป็นหลักปักหมุดตรงจุดแน่น 
เป็นแบบแผนแจ้งชัดไม่กวัดแกว่ง 
ส่องสว่างเหมือนเทียนไม่เปลี่ยนแปลง 
โดยแสดงนิ่มนิ่งและจริงใจ ฯลฯ




อากาศที่ไร่ธารเกษม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านพักของศิลปินแห่งชาตินาม "คำสิงห์ ศรีนอก" มานานกว่า 50 ปี ค่ำคืนนั้นหนาวแปลก ที่ใครต่อใครกลับรู้สึกอบอุ่น

อบอุ่นเพราะได้มี "นักเขียนชั้นครู" ผู้เป็นหลักยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอยู่ใกล้ๆ



.