.
วิกฤตร่างรัฐธรรมนูญ 2558
โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ใน http://www.lokwannee.com/web2013/?p=141852
. . On April 28, 2015
ในที่สุดคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2558 เข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระหว่างวันที่ 20-26 เมษายน ซึ่งก็มีเนื้อหาที่ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมาย
เนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญนี้คือ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 450 คน เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 250 คน และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 200 คน โดยระบบบัญชีรายชื่อแบ่งประเทศไทยเป็น 6 ภาค ส.ส. มีอำนาจนิติบัญญัติน้อยลง
ส่วนสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีจำนวน 200 คน ประกอบด้วย อดีตปลัดกระทรวง อดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตัวแทนวิชาชีพ ท้องถิ่น ชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ 123 คน ส่วนสมาชิกวุฒิสภาจากแต่ละจังหวัดจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองทำการคัดเลือกรายชื่อ “ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม” จังหวัดละ 10 รายชื่อ แล้วให้ประชาชนลงคะแนนเลือกมา 1 คน ฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 200 คนก็มาจากการแต่งตั้งนั่นเอง โดยเคลือบคลุมไม่ให้โจ่งแจ้งเกินไปด้วยวิธีการสรรหาและกลั่นกรอง
วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ล้นเหลือ ทั้งตั้งองค์กรอิสระต่างๆ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ทุกตำแหน่ง ที่สำคัญคือสามารถเสนอร่างกฎหมายได้เองโดยไม่ต้องรอสภาผู้แทนราษฎร
นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร ถ้า “คนนอก” ถูกเสนอชื่อก็จะต้องได้รับคะแนนเสียงในสภาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ส่วนการตั้งรัฐมนตรี นายกฯต้องส่งรายชื่อรัฐมนตรีให้วุฒิสภาตรวจสอบประวัติคุณธรรมจริยธรรมก่อน
นอกจากบรรดาองค์กรอิสระที่มีอำนาจเหนือสภาที่มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มี “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ” ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดรัฐประหารจำนวน 60 คน จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดรัฐประหารจำนวน 30 คน และ “ผู้ทรงคุณวุฒิ” อีก 30 คน มีอำนาจจัดทำนโยบายปฏิรูปเสนอให้คณะรัฐมนตรีทำตาม ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ทำก็สามารถจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นนั้นเพื่อบังคับคณะรัฐมนตรีให้ทำ แล้วยังมีอำนาจเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปผ่านทางวุฒิสภาได้อีกด้วย
มีองค์กรที่กำหนดให้มีอำนาจ “ตรวจสอบ” มากมายซ้ำซ้อนค้ำคอองค์กรอื่นๆที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” มาจัดทำ “ประมวลจริยธรรม” มีอำนาจในการสอบสวนและเสนอให้ถอดถอนนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐทุกตำแหน่งที่ไม่ทำตามประมวลจริยธรรม โดยองค์กรนั้นๆไม่ต้องสอบสวนเพิ่มอีก มีสภาตรวจสอบภาคพลเมืองจังหวัด สมัชชาพลเมือง ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการปฏิรูปสารพัด กำหนดวาระปฏิรูปด้านต่างๆเสนอต่อรัฐสภาหรือรัฐบาล เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการปฏิรูปด้านการเงิน การคลัง และภาษีอากร คณะกรรมการการกระจายอำนาจแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ สมัชชาศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ
ร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ได้กำหนดให้สืบทอดระบอบรัฐประหาร 2557 ต่อไปอีกคือ มาตรา 310 ให้บรรดาองค์กรอิสระที่ตั้งโดยคำสั่งคณะรัฐประหารยังคงทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ และมาตรา 315 กำหนดการกระทำทั้งปวงที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญใหม่นี้ด้วย
ต้นแบบของร่างรัฐธรรมนูญนี้คือ ระบอบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ 2521 ซึ่งมีวุฒิสภาแต่งตั้งทั้งชุด มีสภาผู้แทนราษฎรที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองขนาดเล็กกระจัดกระจาย เลือกตั้งเข้ามาแล้วก็เสนอชื่อเลือก “คนนอก” ซึ่งก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี คณะรัฐมนตรีมาจากทั้ง “คนนอก” และจากโควตาพรรคการเมืองที่ยกมือสนับสนุน พล.อ.เปรมนั่นเอง
นี่ยังเป็นต้นแบบให้กับรัฐประหารปี 2534 เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) สืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ 2534 จัดตั้งพรรคการเมืองของทหารขึ้นคือ พรรคสามัคคีธรรม รวบรวมเสียง ส.ส. จากพรรคอื่นๆรวมกันแล้วยกมือเลือก พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดพฤษภาคม 2535 ผู้คนบาดเจ็บล้มตายสูญหายหลายร้อยคน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด
เช่นเดียวกันคือ ร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ถูกจัดทำขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจรัฐประหาร โดยเฉพาะตามรูปแบบข้างต้นมีการเปิดช่องให้ “คนนอก” ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯได้เช่นกัน เป็นการ“ถอยหลัง” ที่เลวร้ายยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 คือย้อนยุคไปถึงปี 2521 และเป็นการกระทืบซ้ำผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคม 2535 อีกด้วย
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงท่าทีชัดเจนว่า จะไม่มีการทำประชาพิจารณ์หรือลงเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างแน่นอน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. และ คสช. จนประกาศใช้แล้ว สิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือ การจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อผ่องถ่ายอำนาจคณะรัฐประหารไปสู่รัฐบาลหลังเลือกตั้งโดยผ่านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ดังที่มี “ข่าวลือ” มาเป็นระยะๆแล้วว่า มีการเคลื่อนไหวของนักการเมืองบางกลุ่มที่จะก่อรูปเป็นพรรคการเมืองเพื่อรองรับนายกรัฐมนตรี “คนนอก” และการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งหมดนี้ทำให้ความสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และเมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็นโศกนาฏกรรมที่สูญเปล่า
ยิ่งกว่านั้นคือ รัฐธรรมนูญที่ย้อนยุค ฝืนการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเช่นนี้ มีแนวโน้มที่จะทำให้ความขัดแย้งและวิกฤตปัจจุบันยืดเยื้อรุนแรงยิ่งขึ้น จนในที่สุดรัฐธรรมนูญนี้ก็จะต้องถูกฉีกทิ้งอีกโดยคณะรัฐประหาร หรือโดยประชาชนที่ไม่อาจทนต่อการครอบงำของพวกเผด็จการได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มเช่นกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะถูกคว่ำกลางคันด้วยสาเหตุสำคัญคือ รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ยังไม่ได้บรรลุภารกิจหลักที่ได้วางไว้แต่ต้น ได้แก่ การจัดการ “การเปลี่ยนผ่าน” ให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อยและมั่นคง การปราบปรามกลุ่มคนที่ฝ่ายทหารเชื่อว่าเป็น “พวกล้มเจ้า” การกำจัดนักการเมืองตระกูลชินวัตรไม่ให้หวนคืนสู่การเมือง การสลายพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ 3 ประการหลังนี้ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการที่จะยังไม่เสร็จสิ้นในเวลาอันใกล้นี้
การเห็นชอบและประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ยังจะทำให้ คสช. สลายตัวและเริ่มต้นการผ่องถ่ายอำนาจไปสู่นายกรัฐมนตรี “คนนอก” ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งมีอำนาจและความมั่นคงทางการเมืองน้อยกว่าอย่างมาก อีกทั้งยังต้องอิงนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่มีความไม่แน่นอน
ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ถูกคว่ำกลางคันก็จะต้องแต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่เพื่อเริ่มกระบวนการร่างใหม่ทั้งหมด เป็นการยืดเวลาให้คณะรัฐประหารปฏิบัติภารกิจ 4 ประการข้างต้นให้เสร็จสิ้น แต่การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ระบอบรัฐประหารเข้าสู่ภาวะวิกฤต สูญเสียความเชื่อถือจากผู้ที่สนับสนุนจำนวนมากทั้งในหมู่ประชาชน นักธุรกิจ และนักการเมือง ที่ต้องการรื้อฟื้นการเมืองแบบเลือกตั้งโดยเร็ว ตลอดจนจะถูกกดดันจากประชาคมนานาชาติหนักหน่วงยิ่งขึ้น
ร่างรัฐธรรมนูญ 2558 จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่จะชี้ว่าระบอบรัฐประหารนี้จะไปสู่จุดจบอย่างไร
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฆาตกรตัวเดิม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฆาตกรตัวเดิม แสดงบทความทั้งหมด
2558-04-28
2558-01-09
หลังงุนงงในพฤติกรรมสลิ่ม โดย สมาชิกพันทิป1916617
.
หลังจากงุนงงในพฤติกรรมสลิ่มอยู่หลายปี ผมคิดว่าในที่สุดผมก็ได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยมาตลอดแล้วล่ะ
โดย สมาชิกพันทิป1916617
ใน http://pantip.com/topic/33052320
. . 2 มกราคม 2558 เวลา 13:23 น.
หลังจากงุนงงในพฤติกรรมสลิ่มอยู่หลายปี ผมคิดว่าในที่สุดผมก็ได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยมาตลอดแล้วล่ะ
....หลังจากได้อ่านกระทู้แนะนำนี้ " สลิ่ม " คุณไม่รู้ตัวจริงๆเหรอ ว่า คุณกำลังสนับสนุน กลุ่มคนที่จะมาริดรอนสิทธิ์ของตัวคุณเองน่ะ !!! ใน http://pantip.com/topic/33032022
เจ้าของกระทู้นั้นแกถามว่า สลิ่มไม่รู้ตัวจริงๆหรือว่า คุณกำลังสนับสนุนกลุ่มคนที่มาริดรอนสิทธิ์ของตัวคุณเองน่ะ !! คำตอบคือ ผมว่าเขารู้ตัวนะ แต่จะทำไมล่ะในเมื่อเขาไม่ได้เดือดร้อนและไม่ได้รับผลกระทบอะไรแต่แรก เขาไม่ได้แคร์กับการเลือกตั้ง หรือ ไม่เลือกตั้ง ไม่ได้สนว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะชีวิตพวกเขา ครอบครัวเขา คนรอบข้างเขา อยู่ในระบอบที่ดีกว่าประชาธิปไตยอยู่แล้ว ระบอบที่ผมขอเรียกว่า "ระบอบอภิสิทธิ์" นั่นปะไร
ระบอบอภิสิทธิ์ ให้แปลตามตัวคือ ระบอบสิทธิมหาศาล เป็นระบอบที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านานก่อนประชาธิปไตยจะเกิดเสียอีก เป็นระบบที่ทำให้เขามีสิทธิ มีเสรีภาพมากกว่าระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เทียบกันแล้วดีกว่ากันทุกประการ ประชาธิปไตยให้คุณได้แค่ 1 คนมีค่าเท่ากับ 1 เสียงเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่ระบอบอภิสิทธิ์ให้คุณได้คือ ชีวิตเหนือระดับและ Conection ที่จะอำนวยสิทธิประโยชน์เหนือผู้อื่นให้คุณตลอดเวลา ถ้าพลังของระบอบประชาธิปไตยคือนโยบาย พลังของระบอบอภิสิทธิ์ก็คือ การอุปถัมป์ เส้นสาย และ ความเมตตากรุณาจากผู้ใหญ่ นโยบายส่งผลเป็นวงกว้างทั่วถึงแต่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและผลกระทบไม่รวดเร็วทันใจเท่าระบบเส้นสายและ ความเมตตากรุณาจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ส่งผลราวเนรมิตรให้ได้ราวปาฏิหาริย์ อยู่ประเทศไทยหากคุณสามารถเข้าถึงระบอบนี้ได้เมื่อไหร่อย่าแปลกใจที่ระบอบประชาธิปไตยในสายตาคุณจะเป็นขยะไร้ค่าไปเลย เพราะเทียบกันแล้วระบอบอภิสิทธิ์ดีกว่ากับชีวิตคุณทุกประการ ตั้งแต่ลูกเกิด เข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ทำงาน เกษียร ยันตาย การศึกษาที่ดีกว่าช่องทางที่ดีกว่า โอกาสที่ดีกว่า ทางเลือกชีวิตที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ฯลฯ
ถามผม ผมก็ว่า ระบอบอภิสิทธิ์ดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ผมนี้ยอมรับโดยดุษฎีเลย และ ถ้าเคยลิ้มลองระบอบอภิสิทธิ์ชนดูซักครั้งจะติดใจจนแทบไม่อยากกลับไป 1 เสียง 1 สิทธิ อีกเลย เช่น ได้ฝากลูกเข้าโรงเรียนดัง ได้รับฝากเข้าทำงานรัฐวิสาหกิจชื่อดัง สวัสดิการดี โบนัสเยี่ยมโดยสอบพอเป็นพิธี ได้งานราชการมูลค่าหลายล้านอย่างง่ายดายโดยยื่นซองไปตามระเบียบ ได้เลื่อนตำแหน่งปีละ 2 ขั้นเพราะนามสกุล ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ กลับมารับตำแหน่งหน้าห้องพ่อ ไม่ต้องคัดเลือกเกณฑ์ทหาร เมาแล้วขับรถชนคนตายก็ไม่ต้องติดคุก มีเรื่องที่ไหนก็ได้ถามคำถามคนอื่นว่าพ่อกุเป็นใคร ฯลฯ การใช้ชีวิตของคนไทยธรรมดาๆที่ถูกต้องตามระบอบอภิสิทธิ์ คือ คุณต้องขยันเรียนให้สูงที่สุด อัพเกรดตัวเอง อัพฐานะ แต่งงานกับคนรวย ทำทุกอย่างให้ตัวเองเข้าสู่ระบอบนี้ให้ได้ แล้วชีวิตจะสบายเหนือเพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่ที่ไม่ดิ้นรน หรือ ไม่รู้ตัวว่าประเทศเรามีระบอบนี้ และหากคุณดิ้นรนแล้วแต่ยังเข้าไม่ถึงอาจเนื่องจากความสามารถไม่พอ เส้นสายไม่มี ทางเลือกของคุณคือจงเป็นเด็กดี เคารพ เชื่อฟัง และรอความเมตตากรุณาจากท่านอยู่นิ่งๆ แล้วทุกอย่างจะดีเอง ประเทศจะสงบสุข ปราศจากปัญหา เป็นเช่นนั้นจริงๆ
มีคนเคยเปรียบเปรยชาวบ้านที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตนในระบอบประชาธิปไตยว่า เลือกเพราะเห็นแก่เศษผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆที่นักการเมืองหยิบยื่นให้ แค่เขาแจกเงินให้ไม่กี่ร้อยก็ใช้สิทธิเลือกเขาไปแล้ว เทียบกับชาวบ้านที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ที่ได้รับคำสั่งให้ สงบ นิ่ง รอ อย่างผู้ดี สุดแต่ท่านจะเมตตา อย่าเห็นแก่เศษเนื้อจนไม่รักษาอาการแม้ท้องหิว หรือ ยางเหลือโลสี่สิบ นั่นแหละดีมาก เด็กดี แล้วก็ไม่รู้อันไหนมันน่าสมเพชน้อยกว่ากัน !!!
บางคนเหมือนคนเข้าใจโลก บอกว่าโลกนี้ไม่มีหรอกความเท่าเทียมกันน่ะ มันย่อมมีเหลื่อมล้ำต่ำสูงเป็นธรรมดาโลกอยู่แล้ว แต่เผือกไม่เข้าใจว่าไอ้ที่เขาเรียกร้องกันนี่ เขาไม่ได้ขอรวยเท่ากัน หล่อเท่ากัน ดีเท่ากันหมดทุกอย่างไป นิ้วคนยังยาวไม่เท่ากันเลยชาวบ้านเขารู้หรอก เขาเรียกร้องแค่สิทธิขั้นพื้นฐาน ย้ำอีกครั้งว่า พื้นฐาน เท่านั้นที่ขอให้เท่าๆกัน ไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ แต่แค่สิทธิน้อยๆ ก็ยังให้เขาไม่ได้ คิดดูว่ามันอนาถาแค่ไหน
"รัฐประหารไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ ไม่ได้ทำให้เงินเดือนต่ำลง โบนัสก็ออกเหมือนเดิม ไม่ได้ห้ามออกไปช๊อปปิ้ง ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีเลือกตั้งก็ไม่เห็นเป็นไร" เป็นคำตอบที่ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับคนที่สบายดีหลวงพระบาง เอ้ย สบายดีไทยแลนด์อยู่ในระบอบนี้แล้ว ถึงจะเป็นปัญญาชน เรียนมาสูง และขัดแย้งกับหลักวิชา ตำราวิชาการที่เรียนมาอย่างไร หรือต่อให้ขัดแย้งกับความเห็นคนทั้งโลกแต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ทุกคนย่อมเห็นแก่ตัวมากกว่าคนอื่น และมันก็ถูกของเขาจริงๆ เขาจะเดือดร้อนอะไรกับการริดลอนสิทธิเล็กๆน้อยๆ ในเมื่อที่ผ่านมาเขามีมันมากล้นจนเกินพอ !!! จะให้ไปหวงแหนสิทธิน้อยๆกระจ้อยร่อยอย่างหนึ่งคนหนึ่งเสียงเนี่ยนะ ใช่เรื่องมะนั่น
อ้าว !! แล้วถ้าระบอบอภิสิทธิ์มันดีปานนี้ทำไมเราไม่ Implement ระบอบนี้แทนประชาธิปไตยไปเลยล่ะ ดีกว่าเห็นๆ ดีกว่าทุกอย่าง คำตอบก็คือ เป็นไปไม่ได้ เพราะระบอบอภิสิทธิ์ ไม่สามารถทำให้ได้ทั่วถึงกันทุกคน ทันทีที่มีคนได้อภิสิทธิ์ หรือสิทธิมหาศาล 1 คน ก็จะมีคนเสียสิทธินับร้อยนับพันคน มีคนรวยกระจุกก็มีคนจนกระจาย และความเมตตากรุณาจากผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ฝนที่ตกทั่วฟ้าได้เหมือนนโยบาย และต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่ทรงอิทธิพล และ ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ก็ไม่มีเงินมากเท่างบประมาณแผ่นดิน ทำให้การสร้างนโยบายผ่านงบประมาณแผ่นดินนั้น เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าการให้ความเมตตากรุณาไปในที่สุด ปัญหามันก็เกิดอิตรงนี้แหละ
พลังจากการขับเคลื่อนนโยบาย ผ่านงบประมาณแผ่นดิน และ ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ทำให้คนที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์กลายเป็นเสียงส่วนน้อยไปในที่สุด และมีแน้วโน้มถูกคุกคามจากการเรียกร้องความเท่าเทียมกันที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงจะกลายเป็นส่วนน้อยแต่ก็เป็นคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์อยู่ดี ถึงพรรคการเมืองตัวแทนฝ่ายตนจะไม่สามารถเอาชนะได้ในการเลือกตั้ง แต่อภิสิทธิ์ Connection ก็มี Power พอที่จะล้มการเลือกตั้ง หรือ ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและทำการปฏิรูปทุกอย่างให้เข้าทางฝ่ายตนให้มากที่สุด เกิดเป็นการแย่งชิงการนำ และนำมาสู่ความขัดแย้งเรื้อรังแก่ประเทศสิบกว่าปีอย่างที่เห็นและเป็นอยู่โดยไม่รู้จะไปจบลงที่ใด แต่คงจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ศิโรราบโดยสิ้นเชิง ว่าไปก็ยาวเปล่าๆกลับเข้าเรื่องต่อดีกว่า
ตามความเข้าใจของผม ถ้าจะให้แบ่งสายพันธุ์สลิ่มออกเป็น คงแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่
1. กลุ่มที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ อยู่แล้วข้างต้น ซึ่งจากที่กล่าวมาคงตอบคำถามได้แล้วว่า ทำไมเขาไม่เดือดร้อนกับการรัฐประหาร หรือ ทำไมในใจเขาไม่มีประชาธิปไตยอยู่ในนั้น ทำไมไม่เดือดร้อนกับการถูกลิดรอนสิทธิ ทำไมมองไม่เห็นความไม่ชอบมาพากลของเหล่าคนดี หรือ ไม่เห็นการทุจริตคอร์รัปชั่นของอภิสิทธิ์ชนด้วยกัน ป่วยการถามคำถามเหล่านี้กับสลิ่ม เขาเรียนมาสูง จบสูง ความคิดความอ่านก็มีไม่น้อยกว่าใครในแผ่นดินไทย มีหรือเขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นไปและเป็นอยู่ เจอคนที่ยังมีสำนึกอยู่บ้างเขาก็เงียบเสีย คนที่พาลๆหน่อยก็จะออกเรื่องทักษิณไปนู้นเลย เปล่าประโยชน์จะคาดคั้นเอาความถูกต้องตามหลักวิชาจากเขา จนนักประชาธิปไตยบางคนถอดใจไปเลย ที่เห็นคนระดับปัญญาชนของประเทศยังเป็นอย่างนั้น แต่คิดในแง่ปุถุชน กินขี้ปี้นอนไม่ได้บรรลุโสดาบัน ถึงเป็นคนดี ก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ครอบครัว ญาติพี่น้อง พรรคพวกตน ก่อนคนอื่นๆ อยู่ดี เพียงแต่เขาไม่อยากรับความจริงเพราะมันดูเป็นคนไม่ดีเท่าที่เขาอยากจะเป็นเท่านั้นเอง แค่การเห็นด้วยกับการเบียดเบียนสิทธิของคนอื่น ก็คงไม่ได้บาปมากในทางศาสนามั้ง ประมาณไม่ได้ไปฆ่าใครตาย แถมเพราะกลุ่มเราเป็นคนมีคุณตะพาบกว่า รักชาติกว่า รักสถาบันกว่า ให้เราจัดแจงให้ทุกอย่างสุดท้ายแล้วอาจดีกับพวกเขากว่าแล้วก็ได้ คือสุดแต่จะจินนาการหลอกตัวเองให้รู้สึกผิดในการปล้นสิทธิคนอื่นน้อยลงไปล่ะนะ แต่โดยสถานะของกลุ่มนี้ประชาธิปไตยมันไม่เข้าทางพวกเขาจริงๆ เพราะเหมือนจะคุกคามสถานะเขาให้ด้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา
2. ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่ชอบและบูชาในระบอบอภิสิทธิ์ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ สงบ นิ่ง รอ อย่างผู้ดีคนดีมีการศึกษาและรู้จักคำว่าพอเพียงสุดแต่ท่านจะเมตตา ได้แค่ไหนจงพอใจแค่นั้น ที่สำคัญ เราคือฝ่ายธรรมะ เขา คือฝ่ายอธรรม และ ธรรมมะยอมชนะอธรรม ข้าราชการคนดี นักการเมืองล้วนโกงกิน ฝ่ายคนดีถึงจะมีจำนวนน้อยกว่าแต่สุดท้ายแล้วจะชนะเพื่อนร่วมชาติไทยที่เป็นฝ่ายคนชั่ว หรือ คนโง่ซึ่งถูกคนชั่วหลอกใช้ ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ต้องถูกกำจัด แผ่นดินจะสงบร่มเย็นเหมือนที่เป็นมาชั่วกัลปาวสานอวาลอน ผมขอเรียกกลุ่มนี้ว่าพวกคนดีโลกสวย ความคิดสติสตังค์ไม่ค่อยอยู่กับความเป็นจริง สนใจการเมืองแค่ฉาบฉวยแฟชั่นแล้วแต่แกนนำจะนำพาโพกผ้า หรือ เป่านกหวีด รอบหน้าอาจเป่าทรัมเป็ตก็คงทำอีกน่ะแหละ ไม่ได้มีความคิดปฏิวัติ ปฏิรูปใดๆจริงๆจังๆ แค่มองหา แฮรี่พอตเตอร์ วีระบุรุษกู้ชาติซักคน แล้วก็โยนให้เป็นหน้าที่ฮีโร่ไป ตัวเองดกเบียร์เชียร์ หรือทำงานหาเงินเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี อยู่บ้านพอแล้ว จึงไม่แคล้วถูกปลุกผีมาเป็นพักๆอยู่ร่ำไป
3. กลุ่มฐานคะแนนเสียงพรรคเก่าแก่ทางปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา มียากดีมีจนผสมปนเปกันเหมือนคนไทยภูมิภาคอื่นๆทั่วประเทศ และ ไม่ได้อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ใดๆเหมือนเขาหรอก แต่ภูมิใจในการปลูกฝังกันมาในการถือพรรคถือพวก และ ความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นพรรคคนใต้ พวกนี้ก็ไม่สนใจอะไรในประชาธิปไตยอยู่แล้ว สนแค่ว่าพรรคของตนจะชนะ หรือ แพ้เท่านั้น เอาหรอยเข้าว่าอย่างเดียว ขนาดความเดือดร้อนมาเยือนถึงชายคาบ้านก็ไม่ได้สนใจ ติดอยู่ในมายาคติของการถือพรรคถือพวก และ ความเกลียดทักษิณจนไม่ลืมหูลืมตาอันเกิดจากการยุแยงของนักการเมืองท้องถิ่น เป็นคนบ้านนอกคอกนาเหมือนเพื่อนร่วมชาติภาคอื่นๆแท้ๆ แต่กลายเป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งของอภิสิทธิ์ชนจากส่วนกลางไปซะงั้น
ทั้งสามกลุ่มนี้ ไม่กว่ากลุ่มไหน ก็ป่วยการคุยถึงหลักการประชาธิปไตย และ แน่นอน เขาไม่เดือดร้อนจากการถูกลิดรอนสิทธิกับการรัฐประหารแต่อย่างใด
และทั้งหมดนี้คือการแชร์ความเห็นผมจากการได้อ่านกระทู้แนะนำอันนั้นครับ
+ + + + + +
เชิญอ่านคำวิจารณ์และโต้แย้งทั้งรูปภาพ ที่ท้ายบทของต้นฉบับ http://pantip.com/topic/33052320
( และกระทู้ที่มาแต่แรก http://pantip.com/topic/33032022 )
.
หลังจากงุนงงในพฤติกรรมสลิ่มอยู่หลายปี ผมคิดว่าในที่สุดผมก็ได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยมาตลอดแล้วล่ะ
โดย สมาชิกพันทิป1916617
ใน http://pantip.com/topic/33052320
. . 2 มกราคม 2558 เวลา 13:23 น.
หลังจากงุนงงในพฤติกรรมสลิ่มอยู่หลายปี ผมคิดว่าในที่สุดผมก็ได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยมาตลอดแล้วล่ะ
....หลังจากได้อ่านกระทู้แนะนำนี้ " สลิ่ม " คุณไม่รู้ตัวจริงๆเหรอ ว่า คุณกำลังสนับสนุน กลุ่มคนที่จะมาริดรอนสิทธิ์ของตัวคุณเองน่ะ !!! ใน http://pantip.com/topic/33032022
เจ้าของกระทู้นั้นแกถามว่า สลิ่มไม่รู้ตัวจริงๆหรือว่า คุณกำลังสนับสนุนกลุ่มคนที่มาริดรอนสิทธิ์ของตัวคุณเองน่ะ !! คำตอบคือ ผมว่าเขารู้ตัวนะ แต่จะทำไมล่ะในเมื่อเขาไม่ได้เดือดร้อนและไม่ได้รับผลกระทบอะไรแต่แรก เขาไม่ได้แคร์กับการเลือกตั้ง หรือ ไม่เลือกตั้ง ไม่ได้สนว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะชีวิตพวกเขา ครอบครัวเขา คนรอบข้างเขา อยู่ในระบอบที่ดีกว่าประชาธิปไตยอยู่แล้ว ระบอบที่ผมขอเรียกว่า "ระบอบอภิสิทธิ์" นั่นปะไร
ระบอบอภิสิทธิ์ ให้แปลตามตัวคือ ระบอบสิทธิมหาศาล เป็นระบอบที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านานก่อนประชาธิปไตยจะเกิดเสียอีก เป็นระบบที่ทำให้เขามีสิทธิ มีเสรีภาพมากกว่าระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เทียบกันแล้วดีกว่ากันทุกประการ ประชาธิปไตยให้คุณได้แค่ 1 คนมีค่าเท่ากับ 1 เสียงเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่ระบอบอภิสิทธิ์ให้คุณได้คือ ชีวิตเหนือระดับและ Conection ที่จะอำนวยสิทธิประโยชน์เหนือผู้อื่นให้คุณตลอดเวลา ถ้าพลังของระบอบประชาธิปไตยคือนโยบาย พลังของระบอบอภิสิทธิ์ก็คือ การอุปถัมป์ เส้นสาย และ ความเมตตากรุณาจากผู้ใหญ่ นโยบายส่งผลเป็นวงกว้างทั่วถึงแต่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและผลกระทบไม่รวดเร็วทันใจเท่าระบบเส้นสายและ ความเมตตากรุณาจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ส่งผลราวเนรมิตรให้ได้ราวปาฏิหาริย์ อยู่ประเทศไทยหากคุณสามารถเข้าถึงระบอบนี้ได้เมื่อไหร่อย่าแปลกใจที่ระบอบประชาธิปไตยในสายตาคุณจะเป็นขยะไร้ค่าไปเลย เพราะเทียบกันแล้วระบอบอภิสิทธิ์ดีกว่ากับชีวิตคุณทุกประการ ตั้งแต่ลูกเกิด เข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ทำงาน เกษียร ยันตาย การศึกษาที่ดีกว่าช่องทางที่ดีกว่า โอกาสที่ดีกว่า ทางเลือกชีวิตที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ฯลฯ
ถามผม ผมก็ว่า ระบอบอภิสิทธิ์ดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ผมนี้ยอมรับโดยดุษฎีเลย และ ถ้าเคยลิ้มลองระบอบอภิสิทธิ์ชนดูซักครั้งจะติดใจจนแทบไม่อยากกลับไป 1 เสียง 1 สิทธิ อีกเลย เช่น ได้ฝากลูกเข้าโรงเรียนดัง ได้รับฝากเข้าทำงานรัฐวิสาหกิจชื่อดัง สวัสดิการดี โบนัสเยี่ยมโดยสอบพอเป็นพิธี ได้งานราชการมูลค่าหลายล้านอย่างง่ายดายโดยยื่นซองไปตามระเบียบ ได้เลื่อนตำแหน่งปีละ 2 ขั้นเพราะนามสกุล ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ กลับมารับตำแหน่งหน้าห้องพ่อ ไม่ต้องคัดเลือกเกณฑ์ทหาร เมาแล้วขับรถชนคนตายก็ไม่ต้องติดคุก มีเรื่องที่ไหนก็ได้ถามคำถามคนอื่นว่าพ่อกุเป็นใคร ฯลฯ การใช้ชีวิตของคนไทยธรรมดาๆที่ถูกต้องตามระบอบอภิสิทธิ์ คือ คุณต้องขยันเรียนให้สูงที่สุด อัพเกรดตัวเอง อัพฐานะ แต่งงานกับคนรวย ทำทุกอย่างให้ตัวเองเข้าสู่ระบอบนี้ให้ได้ แล้วชีวิตจะสบายเหนือเพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่ที่ไม่ดิ้นรน หรือ ไม่รู้ตัวว่าประเทศเรามีระบอบนี้ และหากคุณดิ้นรนแล้วแต่ยังเข้าไม่ถึงอาจเนื่องจากความสามารถไม่พอ เส้นสายไม่มี ทางเลือกของคุณคือจงเป็นเด็กดี เคารพ เชื่อฟัง และรอความเมตตากรุณาจากท่านอยู่นิ่งๆ แล้วทุกอย่างจะดีเอง ประเทศจะสงบสุข ปราศจากปัญหา เป็นเช่นนั้นจริงๆ
มีคนเคยเปรียบเปรยชาวบ้านที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตนในระบอบประชาธิปไตยว่า เลือกเพราะเห็นแก่เศษผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆที่นักการเมืองหยิบยื่นให้ แค่เขาแจกเงินให้ไม่กี่ร้อยก็ใช้สิทธิเลือกเขาไปแล้ว เทียบกับชาวบ้านที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ที่ได้รับคำสั่งให้ สงบ นิ่ง รอ อย่างผู้ดี สุดแต่ท่านจะเมตตา อย่าเห็นแก่เศษเนื้อจนไม่รักษาอาการแม้ท้องหิว หรือ ยางเหลือโลสี่สิบ นั่นแหละดีมาก เด็กดี แล้วก็ไม่รู้อันไหนมันน่าสมเพชน้อยกว่ากัน !!!
บางคนเหมือนคนเข้าใจโลก บอกว่าโลกนี้ไม่มีหรอกความเท่าเทียมกันน่ะ มันย่อมมีเหลื่อมล้ำต่ำสูงเป็นธรรมดาโลกอยู่แล้ว แต่เผือกไม่เข้าใจว่าไอ้ที่เขาเรียกร้องกันนี่ เขาไม่ได้ขอรวยเท่ากัน หล่อเท่ากัน ดีเท่ากันหมดทุกอย่างไป นิ้วคนยังยาวไม่เท่ากันเลยชาวบ้านเขารู้หรอก เขาเรียกร้องแค่สิทธิขั้นพื้นฐาน ย้ำอีกครั้งว่า พื้นฐาน เท่านั้นที่ขอให้เท่าๆกัน ไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ แต่แค่สิทธิน้อยๆ ก็ยังให้เขาไม่ได้ คิดดูว่ามันอนาถาแค่ไหน
"รัฐประหารไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ ไม่ได้ทำให้เงินเดือนต่ำลง โบนัสก็ออกเหมือนเดิม ไม่ได้ห้ามออกไปช๊อปปิ้ง ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีเลือกตั้งก็ไม่เห็นเป็นไร" เป็นคำตอบที่ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับคนที่สบายดีหลวงพระบาง เอ้ย สบายดีไทยแลนด์อยู่ในระบอบนี้แล้ว ถึงจะเป็นปัญญาชน เรียนมาสูง และขัดแย้งกับหลักวิชา ตำราวิชาการที่เรียนมาอย่างไร หรือต่อให้ขัดแย้งกับความเห็นคนทั้งโลกแต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ทุกคนย่อมเห็นแก่ตัวมากกว่าคนอื่น และมันก็ถูกของเขาจริงๆ เขาจะเดือดร้อนอะไรกับการริดลอนสิทธิเล็กๆน้อยๆ ในเมื่อที่ผ่านมาเขามีมันมากล้นจนเกินพอ !!! จะให้ไปหวงแหนสิทธิน้อยๆกระจ้อยร่อยอย่างหนึ่งคนหนึ่งเสียงเนี่ยนะ ใช่เรื่องมะนั่น
อ้าว !! แล้วถ้าระบอบอภิสิทธิ์มันดีปานนี้ทำไมเราไม่ Implement ระบอบนี้แทนประชาธิปไตยไปเลยล่ะ ดีกว่าเห็นๆ ดีกว่าทุกอย่าง คำตอบก็คือ เป็นไปไม่ได้ เพราะระบอบอภิสิทธิ์ ไม่สามารถทำให้ได้ทั่วถึงกันทุกคน ทันทีที่มีคนได้อภิสิทธิ์ หรือสิทธิมหาศาล 1 คน ก็จะมีคนเสียสิทธินับร้อยนับพันคน มีคนรวยกระจุกก็มีคนจนกระจาย และความเมตตากรุณาจากผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ฝนที่ตกทั่วฟ้าได้เหมือนนโยบาย และต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่ทรงอิทธิพล และ ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ก็ไม่มีเงินมากเท่างบประมาณแผ่นดิน ทำให้การสร้างนโยบายผ่านงบประมาณแผ่นดินนั้น เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าการให้ความเมตตากรุณาไปในที่สุด ปัญหามันก็เกิดอิตรงนี้แหละ
พลังจากการขับเคลื่อนนโยบาย ผ่านงบประมาณแผ่นดิน และ ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ทำให้คนที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์กลายเป็นเสียงส่วนน้อยไปในที่สุด และมีแน้วโน้มถูกคุกคามจากการเรียกร้องความเท่าเทียมกันที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงจะกลายเป็นส่วนน้อยแต่ก็เป็นคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์อยู่ดี ถึงพรรคการเมืองตัวแทนฝ่ายตนจะไม่สามารถเอาชนะได้ในการเลือกตั้ง แต่อภิสิทธิ์ Connection ก็มี Power พอที่จะล้มการเลือกตั้ง หรือ ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและทำการปฏิรูปทุกอย่างให้เข้าทางฝ่ายตนให้มากที่สุด เกิดเป็นการแย่งชิงการนำ และนำมาสู่ความขัดแย้งเรื้อรังแก่ประเทศสิบกว่าปีอย่างที่เห็นและเป็นอยู่โดยไม่รู้จะไปจบลงที่ใด แต่คงจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ศิโรราบโดยสิ้นเชิง ว่าไปก็ยาวเปล่าๆกลับเข้าเรื่องต่อดีกว่า
ตามความเข้าใจของผม ถ้าจะให้แบ่งสายพันธุ์สลิ่มออกเป็น คงแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่
1. กลุ่มที่อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ อยู่แล้วข้างต้น ซึ่งจากที่กล่าวมาคงตอบคำถามได้แล้วว่า ทำไมเขาไม่เดือดร้อนกับการรัฐประหาร หรือ ทำไมในใจเขาไม่มีประชาธิปไตยอยู่ในนั้น ทำไมไม่เดือดร้อนกับการถูกลิดรอนสิทธิ ทำไมมองไม่เห็นความไม่ชอบมาพากลของเหล่าคนดี หรือ ไม่เห็นการทุจริตคอร์รัปชั่นของอภิสิทธิ์ชนด้วยกัน ป่วยการถามคำถามเหล่านี้กับสลิ่ม เขาเรียนมาสูง จบสูง ความคิดความอ่านก็มีไม่น้อยกว่าใครในแผ่นดินไทย มีหรือเขาจะไม่รู้ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นไปและเป็นอยู่ เจอคนที่ยังมีสำนึกอยู่บ้างเขาก็เงียบเสีย คนที่พาลๆหน่อยก็จะออกเรื่องทักษิณไปนู้นเลย เปล่าประโยชน์จะคาดคั้นเอาความถูกต้องตามหลักวิชาจากเขา จนนักประชาธิปไตยบางคนถอดใจไปเลย ที่เห็นคนระดับปัญญาชนของประเทศยังเป็นอย่างนั้น แต่คิดในแง่ปุถุชน กินขี้ปี้นอนไม่ได้บรรลุโสดาบัน ถึงเป็นคนดี ก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ครอบครัว ญาติพี่น้อง พรรคพวกตน ก่อนคนอื่นๆ อยู่ดี เพียงแต่เขาไม่อยากรับความจริงเพราะมันดูเป็นคนไม่ดีเท่าที่เขาอยากจะเป็นเท่านั้นเอง แค่การเห็นด้วยกับการเบียดเบียนสิทธิของคนอื่น ก็คงไม่ได้บาปมากในทางศาสนามั้ง ประมาณไม่ได้ไปฆ่าใครตาย แถมเพราะกลุ่มเราเป็นคนมีคุณตะพาบกว่า รักชาติกว่า รักสถาบันกว่า ให้เราจัดแจงให้ทุกอย่างสุดท้ายแล้วอาจดีกับพวกเขากว่าแล้วก็ได้ คือสุดแต่จะจินนาการหลอกตัวเองให้รู้สึกผิดในการปล้นสิทธิคนอื่นน้อยลงไปล่ะนะ แต่โดยสถานะของกลุ่มนี้ประชาธิปไตยมันไม่เข้าทางพวกเขาจริงๆ เพราะเหมือนจะคุกคามสถานะเขาให้ด้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา
2. ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่ชอบและบูชาในระบอบอภิสิทธิ์ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ สงบ นิ่ง รอ อย่างผู้ดีคนดีมีการศึกษาและรู้จักคำว่าพอเพียงสุดแต่ท่านจะเมตตา ได้แค่ไหนจงพอใจแค่นั้น ที่สำคัญ เราคือฝ่ายธรรมะ เขา คือฝ่ายอธรรม และ ธรรมมะยอมชนะอธรรม ข้าราชการคนดี นักการเมืองล้วนโกงกิน ฝ่ายคนดีถึงจะมีจำนวนน้อยกว่าแต่สุดท้ายแล้วจะชนะเพื่อนร่วมชาติไทยที่เป็นฝ่ายคนชั่ว หรือ คนโง่ซึ่งถูกคนชั่วหลอกใช้ ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ต้องถูกกำจัด แผ่นดินจะสงบร่มเย็นเหมือนที่เป็นมาชั่วกัลปาวสานอวาลอน ผมขอเรียกกลุ่มนี้ว่าพวกคนดีโลกสวย ความคิดสติสตังค์ไม่ค่อยอยู่กับความเป็นจริง สนใจการเมืองแค่ฉาบฉวยแฟชั่นแล้วแต่แกนนำจะนำพาโพกผ้า หรือ เป่านกหวีด รอบหน้าอาจเป่าทรัมเป็ตก็คงทำอีกน่ะแหละ ไม่ได้มีความคิดปฏิวัติ ปฏิรูปใดๆจริงๆจังๆ แค่มองหา แฮรี่พอตเตอร์ วีระบุรุษกู้ชาติซักคน แล้วก็โยนให้เป็นหน้าที่ฮีโร่ไป ตัวเองดกเบียร์เชียร์ หรือทำงานหาเงินเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี อยู่บ้านพอแล้ว จึงไม่แคล้วถูกปลุกผีมาเป็นพักๆอยู่ร่ำไป
3. กลุ่มฐานคะแนนเสียงพรรคเก่าแก่ทางปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา มียากดีมีจนผสมปนเปกันเหมือนคนไทยภูมิภาคอื่นๆทั่วประเทศ และ ไม่ได้อยู่ในระบอบอภิสิทธิ์ใดๆเหมือนเขาหรอก แต่ภูมิใจในการปลูกฝังกันมาในการถือพรรคถือพวก และ ความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นพรรคคนใต้ พวกนี้ก็ไม่สนใจอะไรในประชาธิปไตยอยู่แล้ว สนแค่ว่าพรรคของตนจะชนะ หรือ แพ้เท่านั้น เอาหรอยเข้าว่าอย่างเดียว ขนาดความเดือดร้อนมาเยือนถึงชายคาบ้านก็ไม่ได้สนใจ ติดอยู่ในมายาคติของการถือพรรคถือพวก และ ความเกลียดทักษิณจนไม่ลืมหูลืมตาอันเกิดจากการยุแยงของนักการเมืองท้องถิ่น เป็นคนบ้านนอกคอกนาเหมือนเพื่อนร่วมชาติภาคอื่นๆแท้ๆ แต่กลายเป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งของอภิสิทธิ์ชนจากส่วนกลางไปซะงั้น
ทั้งสามกลุ่มนี้ ไม่กว่ากลุ่มไหน ก็ป่วยการคุยถึงหลักการประชาธิปไตย และ แน่นอน เขาไม่เดือดร้อนจากการถูกลิดรอนสิทธิกับการรัฐประหารแต่อย่างใด
และทั้งหมดนี้คือการแชร์ความเห็นผมจากการได้อ่านกระทู้แนะนำอันนั้นครับ
+ + + + + +
เชิญอ่านคำวิจารณ์และโต้แย้งทั้งรูปภาพ ที่ท้ายบทของต้นฉบับ http://pantip.com/topic/33052320
( และกระทู้ที่มาแต่แรก http://pantip.com/topic/33032022 )
.
2557-05-06
ก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
ก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการ
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399352597
. . วันอังคารที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 12:10:10 น.
( ที่มา: คอลัมน์ กระแสทรรศน์ นสพ.มติชน 5 พ.ค. 2557 )
โชคดีที่ข่าวคุณพอละจี รักจงเจริญ ถูกอุ้มหายไม่เงียบหายไป เพราะมีคนจากเกือบทั่วประเทศ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือ ที่ออกมารณรงค์ให้รัฐสอบสวน และทำความกระจ่างกับกรณีนี้ หากคุณพอละจีถูกอุ้มหายไปจริง ก็นับเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก เพราะหน่วยงานของรัฐกำลังถูกชาวบ้านฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กรณีละเมิดสิทธิ์อย่างร้ายแรง โดยบุกเข้าไปขับไล่ชาวบ้านออกจากป่า อีกทั้งเผาบ้านเรือนยุ้งฉางของชาวบ้านจนย่อยยับ
คุณพอละจีเป็นพยานปากสำคัญของคดี เพราะอยู่ในเหตุการณ์และได้เห็นการกระทำของหน่วยงานรัฐ หากถูกอุ้มหาย จึงไม่ใช่แต่เพียงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น ยังเท่ากับขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอย่างอุกอาจด้วย
การอุ้มหายเป็นหนึ่งในวิธี "เก็บ" ศัตรูของผู้ถืออำนาจรัฐ ควบคู่กับการยิงทิ้ง การจับกุมและตั้งคดีใส่ร้ายอย่างฉ้อฉล (ซึ่งได้ผลดีในประเทศที่ไม่ให้ความเคารพแก่สิทธิการประกันตัวของจำเลย เพราะเท่ากับ "เก็บ" ศัตรูไว้ในที่ซึ่งไม่อาจมีบทบาททางการเมืองได้เป็นเวลานาน) และในบางครั้งที่โอกาสอำนวย ก็ยังอาจ "เก็บ" ศัตรูได้ด้วยการส่งไปรับการอบรมในค่ายกักกัน
ทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ถืออำนาจของรัฐไทยเคยใช้มาแล้วทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบและวิธีการไปด้วยตลอดมา ความเปลี่ยนแปลงตรงนี้น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยไปพร้อมกัน
วิธียิงทิ้งเคยใช้กันมากหลังรัฐประหาร 2490 ศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหารซึ่งไม่ได้หนีออกนอกประเทศ มักถูกยิงทิ้งอย่างโหดร้ายทารุณ ดังเช่นการสังหารอดีตรัฐมนตรีแถวดอนเมือง โดยอ้างว่าเสียชีวิตจากการต่อสู้กับโจรจีนมลายู ขณะย้ายที่คุมขัง หรือนักการเมืองบางคนอาจถูกรัดคอจนเสียชีวิต แล้วยิงซ้ำศพทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้นำชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ถูกจับถ่วงทะเล
แม้ว่าใครๆ ก็ทราบว่าคนเหล่านี้ถูก "เก็บ" ด้วยกระบวนการนอกกฎหมาย แต่ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง จึงไม่มีการสอบสวนสาเหตุของการตายอย่างขาวสะอาด จนเมื่อคณะรัฐประหารหมดอำนาจไปอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2500 แล้ว เบื้องหลังการเสียชีวิตของเขาจึงได้เปิดเผยขึ้นอย่างเป็นทางการ
อีกส่วนหนึ่งของศัตรูคณะรัฐประหารถูกนำไป "เก็บ" ไว้ในคุก ด้วยข้อหา "กบฏสันติภาพ" ส่วนใหญ่คือคนที่พอจะเก็งได้ว่าไม่มีกำลังในการต่อต้านคณะรัฐประหาร มากไปกว่าการเผยแพร่ความคิดแก่สังคม
เหตุใดคนไทยสมัยนั้นจึงยอมทนต่อความอยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมที่คณะรัฐประหารก่อขึ้นได้ ผมหวังว่าพอจะให้คำตอบส่วนหนึ่งได้ในตอนท้าย
ที่น่าสนใจก็คือ ในการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 ศัตรูของคณะปฏิวัติ (ตามที่เขาเรียกชื่อกลุ่มของตนเอง) ไม่ได้ถูก "เก็บ" ด้วยการยิงทิ้ง ศัตรูที่ยังไม่ได้หนีเข้าป่า ถูก "เก็บ" ไว้ในคุกด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์บ้าง อันธพาลบ้าง โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หากจะมีการ "เก็บ" ด้วยการสังหาร "คณะปฏิวัติ" ก็ทำให้การสังหารนั้นเป็นการประหารชีวิตตามกฎหมาย เพราะรัฐคุมสื่อไว้ในมือจึงสามารถสร้างกระแสให้ผู้คนในสังคมเห็นพ้องว่า บุคคลผู้นั้นเป็นอันตรายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง
โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีอะไรต่างกันระหว่างวิธี "เก็บ" ของคณะรัฐประหารกับคณะปฏิวัติ แต่สิ่งที่ต่างก็คือสังคมไทยต้องการความชอบธรรมในการ "เก็บ" มากขึ้น จำเป็นต้องมีคำอธิบายที่สังคมรับได้มากไปกว่าการแย่งชิงผู้ต้องหาโดยโจรจีนมลายา ดังนั้นความต่างตรงนี้ในทรรศนะของผมจึงมีความสำคัญ เพราะมันสะท้อนความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคมไทยด้วย
การลอบสังหารยังใช้กันอยู่ตลอดมา แต่มักไม่ได้ทำโดยผู้ถืออำนาจรัฐโดยตรง เท่ากับเอกชนซึ่ง "ซื้อ" อำนาจรัฐมาเกื้อหนุนการลอบสังหารอีกทีหนึ่ง มี "ซุ้ม" มือปืนที่ขายบริการเพื่อการนี้อยู่มาก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่จะเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่าหลังจากใช้บริการไปแล้ว จะลอยนวลพ้นกฎหมายได้อย่างไร
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า รัฐไทยยุติการใช้ความรุนแรงแล้ว ตรงกันข้าม รัฐยังใช้ความรุนแรงสืบมาและอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วยซ้ำ การสังหารหมู่ผู้ประท้วงใน 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภามหาโหด 35, และเมษา-พฤษภามหาโหด 53 กระทำขึ้นเพื่อปราบปรามการจลาจลตามกฎหมาย นอกจากสังหารศัตรูของผู้ถืออำนาจรัฐซึ่งหน้าในการล้อมปราบแล้ว หากฝ่ายผู้ถืออำนาจรัฐเป็นฝ่ายชนะ ยังใช้วิธี "เก็บ" ศัตรูที่เหลือ ด้วยการตั้งข้อหาแล้วจับกุมคุมขังเป็นเวลานานๆ โดยคดีคืบหน้าไปอย่างช้าที่สุด การลอบสังหารถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในบางกรณี เช่นระหว่าง 2516-19 ผู้นำชาวนา, แรงงาน, และนักศึกษาถูกลอบสังหารไปหลายราย และจับมือใครดมไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน อีกวิธีหนึ่งที่ถูกนำกลับมาใช้คือการอุ้มหาย ดังเช่นคุณอารมณ์ พงศ์พงัน ผู้นำแรงงานซึ่งไม่ยอมจำนนต่อการยึดอำนาจของ รสช. และทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้เปิดโปงทารุณกรรมของตำรวจต่อผู้ต้องหาในสามจังหวัดภาคใต้ (ที่จริงยังมีรายอื่นอีกเช่น "ชิปปิ้งหมู" เป็นต้น)
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีความแตกต่างระหว่างการลอบสังหารกับการอุ้มหาย ในสภาวะที่ผู้ถืออำนาจรัฐต้องการทำให้เชื่อว่ารัฐอยู่ในสภาพปกติ อันเป็นสภาพที่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า
การลอบสังหารทำลายสภาพปกติลง ยิ่งทำบ่อยและทำมากก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ถืออำนาจรัฐ ในขณะที่การอุ้มหายแม้บ่อนทำลายสภาพปกติเหมือนกัน แต่ดู "เนียน" กว่า เพราะพิสูจน์ยากว่าหายจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่พบศพ กว่าคนทั่วไปจะยอมรับว่าเป็นการอุ้มหาย ข่าวก็ซาลงจนไม่อยู่ในความสนใจของผู้คนไปแล้ว
การลอบสังหารและการอุ้มหายที่ใช้กันมากในโลกสมัยใหม่คือประเทศชิลี และอาร์เจนตินา (ภายใต้เผด็จการทหาร)
ขอยกตัวเลขจากกรณีอาร์เจนตินา ซึ่งเก็บรวบรวมขึ้นหลังจากเผด็จการทหารถูกโค่นไปแล้ว ระหว่าง 2518-21 มีคน 22,000 คนถูกสังหารหรืออุ้มหาย ในจำนวนนี้มี 8,625 คนที่ถูกจับกุมไปกักกันในค่ายลี้ลับทั่วประเทศแล้วก็หายไป ตัวเลขประมาณการอื่นๆ กล่าวว่า ระหว่าง 2519-2526 เมื่อเผด็จการถูกขับไล่ออกไป มีคนที่ถูกฆ่าและอุ้มหายตั้งแต่ 9089 คนไปถึง 30,000
ตัวเลขในชิลีก็สูงไม่แพ้กัน
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมต้องทำลายล้างกันมากขนาดนี้ คำตอบของนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งมีว่า เพราะทั้งอาร์เจนตินาและชิลีเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตย (อย่างน้อยก็โดยรูปแบบ) ได้ตั้งมั่นอยู่พอสมควรแล้ว คิดดูก็แล้วกันว่า ขนาดชิลีสามารถเลือกฝ่ายซ้ายขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ ก่อนที่นายพลปิโนเชต์จะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ (ตามนโยบายของคิสซินเจอร์ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ) ให้โค่นประชาธิปไตยลงอย่างเหี้ยมโหด ในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นพอสมควรแล้วเช่นนี้ เผด็จการทหาร (หรือเผด็จการชนิดอื่น)ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบของตนเองได้ นอกจากการใช้ความรุนแรงอย่างไม่เลือกหน้าเช่นนี้ พูดอีกอย่างหนึ่งคือต้องใช้การก่อการร้ายโดยรัฐ ( "state terrorism" ที่จริงความหมายคือการใช้ความน่าสะพรึงกลัวเป็นเครื่องมือ) เท่านั้น จึงทำได้สำเร็จ
การก่อการร้ายโดยรัฐนั้นให้ผลสองอย่าง หนึ่งคือทำให้ศัตรูถูก "เก็บ" ไปจนไม่มีเสียงอีก สองคือทำให้คนอื่นในวงกว้างรู้สึกกลัวกับความไม่แน่นอนจนต้องเงียบเสียงลง
กลับมาถึงเมืองไทยในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาธิปไตยตั้งมั่นขึ้นในสังคมพอสมควรแล้ว และโอกาสที่เราจะต้องย้อนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้งก็เป็นไปได้สูง ด้วยเหตุดังนั้นจึงพึงสังวรไว้ด้วยว่า กลวิธีแบบเก่าของเผด็จการไทย เช่นทำให้การ "เก็บ" ปฏิปักษ์สามารถอิงกับกฎหมายได้บ้างก็ตาม การลอบสังหารและการอุ้มหายเฉพาะรายก็ตาม ไม่เพียงพอที่จะผดุงระบอบเผด็จการให้มั่นคงได้อีกแล้ว อย่างไรเสียก็จำเป็นต้องใช้การก่อการร้ายโดยรัฐ และเป็นไปได้ว่าอย่างไม่เลือกหน้าด้วย
อีกด้านหนึ่งซึ่งควรกล่าวไว้ด้วยก็คือ จากวิธีก่อการร้ายโดยรัฐซึ่งใช้ในละตินอเมริกานั้น ไม่แต่เฉพาะแกนนำสำคัญของฝ่ายปฏิปักษ์เท่านั้นที่จะถูก "เก็บ" แต่รวมคนเล็กคนน้อยทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้า เอาเข้าจริงแกนนำเสียอีกที่มีโอกาสหลบหนีการก่อการร้ายโดยรัฐได้ เพราะมีเงินจะหนีหรือเพราะความปลอดภัยของเขาถูกโลกจับจ้องอยู่ก็ตาม คนที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จึงไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นคนธรรมดา (เช่นแม่ๆ จำนวนมากที่ถือกระทะตะหลิวออกมาประท้วงปิโนเชต์ในท้องถนนก่อนที่เขาจะหมดอำนาจ เพราะลูกผัวของเธอหายไปเฉยๆ) หรือคนมีชื่อเสียงขนาดกลางๆ เช่นนักวิชาการที่ยังกล้าต่อต้านเผด็จการอยู่
มีคำอธิบายที่ผมคิดว่าน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การลอบสังหารหรืออุ้มหายแกนนำคนสำคัญนั้น จะเป็นที่รับรู้ทั่วไป และอาจก่อให้เกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้าน แต่การลอบสังหารคนระดับกลางๆ หรือคนเล็กคนน้อยที่ไม่มีใครรู้จัก เช่นการ์ดเสื้อแดงที่ถูกนำไปทิ้งแม่น้ำบางปะกง หรือ คุณไม้หนึ่ง ก.กุนที สร้างความน่าสะพรึงกลัวให้ขบวนการต่อต้านได้มากกว่า และจุดมุ่งหมายของการก่อการร้ายโดยรัฐคือการสร้างความสะพรึงกลัวแก่ศัตรู ไม่ใช่การตกเป็นข่าวไปทั่วโลก
การยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศจะช่วยยับยั้งการก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการได้หรือไม่ คงไม่ได้ในทันที ในชีลีมีคนที่ถูกฆ่า ถูกทรมาน ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ (แล้วตั้งทีมสังหารตามล่านอกประเทศด้วยการสนับสนุนของซีไอเอ) มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 35,0000 คน กว่านายพลปิโนเชต์จะถูกจับกุมและส่งตัวขึ้นศาล แต่ก็มีความสำคัญ เพราะอย่างน้อยผู้ที่ถูก "เก็บ" ทั้งหลายก็ยังวางใจได้ว่า ความยุติธรรมจะกลับคืนมาอย่างแน่นอน และลูกหลานของเขาจะไม่ต้องตกอยู่ใต้ชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนั้นอีก
หากคุณยิ่งลักษณ์จะตายในสนามประชาธิปไตย ก็อย่าตายเปล่า แต่ต้องทำให้น้องไปป์และลูกของน้องไปป์ไม่ต้องมาตายอย่างนี้อีก
.
ก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการ
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1399352597
. . วันอังคารที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 12:10:10 น.
( ที่มา: คอลัมน์ กระแสทรรศน์ นสพ.มติชน 5 พ.ค. 2557 )
โชคดีที่ข่าวคุณพอละจี รักจงเจริญ ถูกอุ้มหายไม่เงียบหายไป เพราะมีคนจากเกือบทั่วประเทศ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือ ที่ออกมารณรงค์ให้รัฐสอบสวน และทำความกระจ่างกับกรณีนี้ หากคุณพอละจีถูกอุ้มหายไปจริง ก็นับเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก เพราะหน่วยงานของรัฐกำลังถูกชาวบ้านฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กรณีละเมิดสิทธิ์อย่างร้ายแรง โดยบุกเข้าไปขับไล่ชาวบ้านออกจากป่า อีกทั้งเผาบ้านเรือนยุ้งฉางของชาวบ้านจนย่อยยับ
คุณพอละจีเป็นพยานปากสำคัญของคดี เพราะอยู่ในเหตุการณ์และได้เห็นการกระทำของหน่วยงานรัฐ หากถูกอุ้มหาย จึงไม่ใช่แต่เพียงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น ยังเท่ากับขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอย่างอุกอาจด้วย
การอุ้มหายเป็นหนึ่งในวิธี "เก็บ" ศัตรูของผู้ถืออำนาจรัฐ ควบคู่กับการยิงทิ้ง การจับกุมและตั้งคดีใส่ร้ายอย่างฉ้อฉล (ซึ่งได้ผลดีในประเทศที่ไม่ให้ความเคารพแก่สิทธิการประกันตัวของจำเลย เพราะเท่ากับ "เก็บ" ศัตรูไว้ในที่ซึ่งไม่อาจมีบทบาททางการเมืองได้เป็นเวลานาน) และในบางครั้งที่โอกาสอำนวย ก็ยังอาจ "เก็บ" ศัตรูได้ด้วยการส่งไปรับการอบรมในค่ายกักกัน
ทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ถืออำนาจของรัฐไทยเคยใช้มาแล้วทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบและวิธีการไปด้วยตลอดมา ความเปลี่ยนแปลงตรงนี้น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยไปพร้อมกัน
วิธียิงทิ้งเคยใช้กันมากหลังรัฐประหาร 2490 ศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหารซึ่งไม่ได้หนีออกนอกประเทศ มักถูกยิงทิ้งอย่างโหดร้ายทารุณ ดังเช่นการสังหารอดีตรัฐมนตรีแถวดอนเมือง โดยอ้างว่าเสียชีวิตจากการต่อสู้กับโจรจีนมลายู ขณะย้ายที่คุมขัง หรือนักการเมืองบางคนอาจถูกรัดคอจนเสียชีวิต แล้วยิงซ้ำศพทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้นำชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ถูกจับถ่วงทะเล
แม้ว่าใครๆ ก็ทราบว่าคนเหล่านี้ถูก "เก็บ" ด้วยกระบวนการนอกกฎหมาย แต่ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง จึงไม่มีการสอบสวนสาเหตุของการตายอย่างขาวสะอาด จนเมื่อคณะรัฐประหารหมดอำนาจไปอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2500 แล้ว เบื้องหลังการเสียชีวิตของเขาจึงได้เปิดเผยขึ้นอย่างเป็นทางการ
อีกส่วนหนึ่งของศัตรูคณะรัฐประหารถูกนำไป "เก็บ" ไว้ในคุก ด้วยข้อหา "กบฏสันติภาพ" ส่วนใหญ่คือคนที่พอจะเก็งได้ว่าไม่มีกำลังในการต่อต้านคณะรัฐประหาร มากไปกว่าการเผยแพร่ความคิดแก่สังคม
เหตุใดคนไทยสมัยนั้นจึงยอมทนต่อความอยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมที่คณะรัฐประหารก่อขึ้นได้ ผมหวังว่าพอจะให้คำตอบส่วนหนึ่งได้ในตอนท้าย
ที่น่าสนใจก็คือ ในการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 ศัตรูของคณะปฏิวัติ (ตามที่เขาเรียกชื่อกลุ่มของตนเอง) ไม่ได้ถูก "เก็บ" ด้วยการยิงทิ้ง ศัตรูที่ยังไม่ได้หนีเข้าป่า ถูก "เก็บ" ไว้ในคุกด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์บ้าง อันธพาลบ้าง โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หากจะมีการ "เก็บ" ด้วยการสังหาร "คณะปฏิวัติ" ก็ทำให้การสังหารนั้นเป็นการประหารชีวิตตามกฎหมาย เพราะรัฐคุมสื่อไว้ในมือจึงสามารถสร้างกระแสให้ผู้คนในสังคมเห็นพ้องว่า บุคคลผู้นั้นเป็นอันตรายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง
โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีอะไรต่างกันระหว่างวิธี "เก็บ" ของคณะรัฐประหารกับคณะปฏิวัติ แต่สิ่งที่ต่างก็คือสังคมไทยต้องการความชอบธรรมในการ "เก็บ" มากขึ้น จำเป็นต้องมีคำอธิบายที่สังคมรับได้มากไปกว่าการแย่งชิงผู้ต้องหาโดยโจรจีนมลายา ดังนั้นความต่างตรงนี้ในทรรศนะของผมจึงมีความสำคัญ เพราะมันสะท้อนความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคมไทยด้วย
การลอบสังหารยังใช้กันอยู่ตลอดมา แต่มักไม่ได้ทำโดยผู้ถืออำนาจรัฐโดยตรง เท่ากับเอกชนซึ่ง "ซื้อ" อำนาจรัฐมาเกื้อหนุนการลอบสังหารอีกทีหนึ่ง มี "ซุ้ม" มือปืนที่ขายบริการเพื่อการนี้อยู่มาก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่จะเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่าหลังจากใช้บริการไปแล้ว จะลอยนวลพ้นกฎหมายได้อย่างไร
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า รัฐไทยยุติการใช้ความรุนแรงแล้ว ตรงกันข้าม รัฐยังใช้ความรุนแรงสืบมาและอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วยซ้ำ การสังหารหมู่ผู้ประท้วงใน 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภามหาโหด 35, และเมษา-พฤษภามหาโหด 53 กระทำขึ้นเพื่อปราบปรามการจลาจลตามกฎหมาย นอกจากสังหารศัตรูของผู้ถืออำนาจรัฐซึ่งหน้าในการล้อมปราบแล้ว หากฝ่ายผู้ถืออำนาจรัฐเป็นฝ่ายชนะ ยังใช้วิธี "เก็บ" ศัตรูที่เหลือ ด้วยการตั้งข้อหาแล้วจับกุมคุมขังเป็นเวลานานๆ โดยคดีคืบหน้าไปอย่างช้าที่สุด การลอบสังหารถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในบางกรณี เช่นระหว่าง 2516-19 ผู้นำชาวนา, แรงงาน, และนักศึกษาถูกลอบสังหารไปหลายราย และจับมือใครดมไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน อีกวิธีหนึ่งที่ถูกนำกลับมาใช้คือการอุ้มหาย ดังเช่นคุณอารมณ์ พงศ์พงัน ผู้นำแรงงานซึ่งไม่ยอมจำนนต่อการยึดอำนาจของ รสช. และทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้เปิดโปงทารุณกรรมของตำรวจต่อผู้ต้องหาในสามจังหวัดภาคใต้ (ที่จริงยังมีรายอื่นอีกเช่น "ชิปปิ้งหมู" เป็นต้น)
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีความแตกต่างระหว่างการลอบสังหารกับการอุ้มหาย ในสภาวะที่ผู้ถืออำนาจรัฐต้องการทำให้เชื่อว่ารัฐอยู่ในสภาพปกติ อันเป็นสภาพที่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า
การลอบสังหารทำลายสภาพปกติลง ยิ่งทำบ่อยและทำมากก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ถืออำนาจรัฐ ในขณะที่การอุ้มหายแม้บ่อนทำลายสภาพปกติเหมือนกัน แต่ดู "เนียน" กว่า เพราะพิสูจน์ยากว่าหายจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่พบศพ กว่าคนทั่วไปจะยอมรับว่าเป็นการอุ้มหาย ข่าวก็ซาลงจนไม่อยู่ในความสนใจของผู้คนไปแล้ว
การลอบสังหารและการอุ้มหายที่ใช้กันมากในโลกสมัยใหม่คือประเทศชิลี และอาร์เจนตินา (ภายใต้เผด็จการทหาร)
ขอยกตัวเลขจากกรณีอาร์เจนตินา ซึ่งเก็บรวบรวมขึ้นหลังจากเผด็จการทหารถูกโค่นไปแล้ว ระหว่าง 2518-21 มีคน 22,000 คนถูกสังหารหรืออุ้มหาย ในจำนวนนี้มี 8,625 คนที่ถูกจับกุมไปกักกันในค่ายลี้ลับทั่วประเทศแล้วก็หายไป ตัวเลขประมาณการอื่นๆ กล่าวว่า ระหว่าง 2519-2526 เมื่อเผด็จการถูกขับไล่ออกไป มีคนที่ถูกฆ่าและอุ้มหายตั้งแต่ 9089 คนไปถึง 30,000
ตัวเลขในชิลีก็สูงไม่แพ้กัน
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมต้องทำลายล้างกันมากขนาดนี้ คำตอบของนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งมีว่า เพราะทั้งอาร์เจนตินาและชิลีเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตย (อย่างน้อยก็โดยรูปแบบ) ได้ตั้งมั่นอยู่พอสมควรแล้ว คิดดูก็แล้วกันว่า ขนาดชิลีสามารถเลือกฝ่ายซ้ายขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ ก่อนที่นายพลปิโนเชต์จะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ (ตามนโยบายของคิสซินเจอร์ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ) ให้โค่นประชาธิปไตยลงอย่างเหี้ยมโหด ในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นพอสมควรแล้วเช่นนี้ เผด็จการทหาร (หรือเผด็จการชนิดอื่น)ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบของตนเองได้ นอกจากการใช้ความรุนแรงอย่างไม่เลือกหน้าเช่นนี้ พูดอีกอย่างหนึ่งคือต้องใช้การก่อการร้ายโดยรัฐ ( "state terrorism" ที่จริงความหมายคือการใช้ความน่าสะพรึงกลัวเป็นเครื่องมือ) เท่านั้น จึงทำได้สำเร็จ
การก่อการร้ายโดยรัฐนั้นให้ผลสองอย่าง หนึ่งคือทำให้ศัตรูถูก "เก็บ" ไปจนไม่มีเสียงอีก สองคือทำให้คนอื่นในวงกว้างรู้สึกกลัวกับความไม่แน่นอนจนต้องเงียบเสียงลง
กลับมาถึงเมืองไทยในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาธิปไตยตั้งมั่นขึ้นในสังคมพอสมควรแล้ว และโอกาสที่เราจะต้องย้อนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้งก็เป็นไปได้สูง ด้วยเหตุดังนั้นจึงพึงสังวรไว้ด้วยว่า กลวิธีแบบเก่าของเผด็จการไทย เช่นทำให้การ "เก็บ" ปฏิปักษ์สามารถอิงกับกฎหมายได้บ้างก็ตาม การลอบสังหารและการอุ้มหายเฉพาะรายก็ตาม ไม่เพียงพอที่จะผดุงระบอบเผด็จการให้มั่นคงได้อีกแล้ว อย่างไรเสียก็จำเป็นต้องใช้การก่อการร้ายโดยรัฐ และเป็นไปได้ว่าอย่างไม่เลือกหน้าด้วย
อีกด้านหนึ่งซึ่งควรกล่าวไว้ด้วยก็คือ จากวิธีก่อการร้ายโดยรัฐซึ่งใช้ในละตินอเมริกานั้น ไม่แต่เฉพาะแกนนำสำคัญของฝ่ายปฏิปักษ์เท่านั้นที่จะถูก "เก็บ" แต่รวมคนเล็กคนน้อยทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้า เอาเข้าจริงแกนนำเสียอีกที่มีโอกาสหลบหนีการก่อการร้ายโดยรัฐได้ เพราะมีเงินจะหนีหรือเพราะความปลอดภัยของเขาถูกโลกจับจ้องอยู่ก็ตาม คนที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จึงไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นคนธรรมดา (เช่นแม่ๆ จำนวนมากที่ถือกระทะตะหลิวออกมาประท้วงปิโนเชต์ในท้องถนนก่อนที่เขาจะหมดอำนาจ เพราะลูกผัวของเธอหายไปเฉยๆ) หรือคนมีชื่อเสียงขนาดกลางๆ เช่นนักวิชาการที่ยังกล้าต่อต้านเผด็จการอยู่
มีคำอธิบายที่ผมคิดว่าน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การลอบสังหารหรืออุ้มหายแกนนำคนสำคัญนั้น จะเป็นที่รับรู้ทั่วไป และอาจก่อให้เกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้าน แต่การลอบสังหารคนระดับกลางๆ หรือคนเล็กคนน้อยที่ไม่มีใครรู้จัก เช่นการ์ดเสื้อแดงที่ถูกนำไปทิ้งแม่น้ำบางปะกง หรือ คุณไม้หนึ่ง ก.กุนที สร้างความน่าสะพรึงกลัวให้ขบวนการต่อต้านได้มากกว่า และจุดมุ่งหมายของการก่อการร้ายโดยรัฐคือการสร้างความสะพรึงกลัวแก่ศัตรู ไม่ใช่การตกเป็นข่าวไปทั่วโลก
การยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศจะช่วยยับยั้งการก่อการร้ายโดยรัฐเผด็จการได้หรือไม่ คงไม่ได้ในทันที ในชีลีมีคนที่ถูกฆ่า ถูกทรมาน ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ (แล้วตั้งทีมสังหารตามล่านอกประเทศด้วยการสนับสนุนของซีไอเอ) มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 35,0000 คน กว่านายพลปิโนเชต์จะถูกจับกุมและส่งตัวขึ้นศาล แต่ก็มีความสำคัญ เพราะอย่างน้อยผู้ที่ถูก "เก็บ" ทั้งหลายก็ยังวางใจได้ว่า ความยุติธรรมจะกลับคืนมาอย่างแน่นอน และลูกหลานของเขาจะไม่ต้องตกอยู่ใต้ชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนั้นอีก
หากคุณยิ่งลักษณ์จะตายในสนามประชาธิปไตย ก็อย่าตายเปล่า แต่ต้องทำให้น้องไปป์และลูกของน้องไปป์ไม่ต้องมาตายอย่างนี้อีก
.
2557-04-12
ใช้ตำแหน่งเลขาฯ สมช. ชิงรัฏฐาธิปัตย์ โดย มุกดา สุวรรณชาติ
.
ใช้ตำแหน่งเลขาฯ สมช. ...ชิง รัฏฐาธิปัตย์
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1397295116
. . วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 18:32:04 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ประจำ 11-17 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1756 หน้า 20 )
ปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา 8 ปี เป็นเพราะกลุ่มอำนาจเก่าไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก และมุ่งแต่จะรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนโดยไม่สนใจผลกระทบ ต่อประชาชน ต่อสถาบัน และองค์กรต่างๆ เป้าหมายคือตั้งกลุ่มตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง
ถ้าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจนี้เป็นของพระมหากษัตริย์ ในขณะนั้น
ถ้าเป็นยุคประชาธิปไตย อำนาจนี้เป็นของปวงชนชาวไทย โดยประชาชนไปเลือกตั้ง เพื่อเลือกคนที่จะไว้ใจมอบหมายให้ทำหน้าที่ ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ปกครอง บริหารบ้านเมือง ผ่านองค์กรและสถาบันต่างๆ
แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีบางคนและกลุ่มคน พยายามตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะยินยอมหรือไม่
จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยทำได้ช่วงหนึ่ง
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เคยทำได้ช่วงหนึ่ง โดยการรัฐประหาร
ซึ่งการรัฐประหารหลายครั้งที่ผ่านมา มีคนใช้ทหารเป็นกำลังหลัก แต่ก็ยังมีอีกหน่วยงานหนึ่ง คือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งควรจะเป็นหูตา และมือไม้ให้รัฐบาลกลับไปร่วมกับผู้ทำการรัฐประหาร ปัญหาเกลือกลายเป็นยาพิษ เป็นเรื่องทั่วไปทุกยุคทุกสมัย และทุกประเทศ
รัฏฐาธิปัตย์ ทุกแห่ง จึงต้องมีวิธีการที่จะสร้างหน่วยงานความมั่นคง มิให้กลายเป็นหอกข้างแคร่ หรือเป็นระเบิดเวลา
สถานการณ์วันนี้ ตำแหน่งเลขาฯ สมช. กลายเป็นระเบิดเวลาที่วางไว้เป็นปีแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะจุดชนวนหรือไม่ แรงระเบิดจะทำให้ระบิดลูกอื่นๆ ระเบิดตามหรือไม่ และเชื้อเพลิงที่สุมอยู่ทั้งประเทศจะลุกเป็นไฟหรือไม่?
วันนี้จึงต้องพูดถึงตำแหน่งเลขาฯ สมช. อีกครั้ง
เลขาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ
โค่นรัฐบาลเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีอายุเกิน 100 ปี ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แต่ใช้ชื่อว่าสภาป้องกันพระราชอาณาจักร และมาเปลี่ยนเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ในปี 2502 มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความมั่นคง
ส่วนการบริหารงานเป็นรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นรองประธาน รมว.กระทรวงกลาโหม รมว.กระทรวงการต่างประเทศ รมว.กระทรวงการคลัง รมว.กระทรวงมหาดไทย รมว.กระทรวงคมนาคม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ
ในทางปฏิบัติ ฝ่ายการเมืองที่จะมาดูแลงานนี้คือรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง การปฏิบัติจริงเป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการ
ดังนั้น ความเป็นความตายของรัฐบาลส่วนหนึ่งจึงตกอยู่ในมือของเลขาฯ สมช. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตัวอย่างการโค่นรัฐบาลที่ สมช. มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ยุค พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ซึ่งมาดำรงตำแหน่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ช่วงนั้นมีการปราบขบวนการนักศึกษาอย่างหนัก จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดการรัฐประหารรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
แต่ สมช. คงไม่ได้ช่วยอะไรรัฐบาลเลย เพราะวันที่ 5 ตุลาคม นายกฯ เสนีย์เพิ่งปรับ ครม. เพียงวันเดียวก็ถูกรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ สมช. ก็ยังคงอยู่ และเลขาฯ สมช. ก็ยังเป็นคนเดิม ทำงานให้รัฐบาลเผด็จการต่อไปอีกหลายปี ท่ามกลางสงครามกองโจร ของ พคท. ทั่วประเทศ
ยุค พลเอกวินัย ภัททิยกุล เข้ามารับตำแหน่งในปี 2545 สมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เขาเข้าอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2549 วันที่เกิดการรัฐประหาร ก็ยังเป็นเลขาฯ สมช. การรัฐประหารครั้งนั้น สมช. ไม่ได้มีบทบาทช่วยนายกฯ ทักษิณเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าพลเอกวินัย มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการของคณะรัฐประหาร แม้แต่ชื่อ คณะรัฐประหาร (คปค.) ก็เป็นคนตั้ง
งานนี้ต้องถือว่ารัฐบาลโดนหอกข้างแคร่แทงทะลุหลัง
ตำแหน่งเลขาฯ สมช.
ต้องได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี
ยุค น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ได้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ในปี 2523 เป็นผู้ดูแลความมั่นคงให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แบบประชาธิปไตยครึ่งใบ เลขาฯ สมช. ทำงานเข้ากับนายกฯ ที่มาจากทหารได้ดี ฝีมือการทำงานของคุณประสงค์ เป็นที่เลื่องลือ ได้ฉายาว่าเป็น CIA เมืองไทย มีทหารบางกลุ่มพยายามรัฐประหารพลเอกเปรมหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เขาลาออกมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้พลเอกเปรมในปี 2529
การไว้วางใจและทำงานเข้าขาของหัวหน้ารัฐบาล กับ เลขาฯ สมช. จึงเป็นเรื่องจำเป็น
และเป็นอย่างนี้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจหรือประเทศเล็ก
หลังรัฐประหาร 2549 ในปี 2550 เมื่อ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ก็ตั้ง พลโทศิรพงศ์ บุญพัฒน์ ขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช.
ในปี 2551 เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกฯ การเมืองเปลี่ยนขั้ว มีการโยกย้ายและตั้ง พลโทสุรพล เผื่อนอัยกา ขึ้นเป็นเลขาธิการแทน
ในปี 2552 หลังจากมีการตุลาการภิวัฒน์ สลับขั้วรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารสำเร็จ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เปลี่ยนเลขาฯ สมช. เป็น นายถวิล เปลี่ยนศรี
นายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเลขาฯ สมช. ที่เติบโตมาด้วยการสนับสนุนของพลเอกวินัย หลังการรัฐประหารกันยายน 2549 ก็ได้รับตำแหน่งเป็นรองเลขาฯ ของ สมช.
และเมื่อประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล ก็ได้ย้ายพลโทสุรพลออกไปเพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ประชาธิปัตย์ไว้ใจ ถวิล มากกว่าซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
คนที่เข้าใจธรรมเนียมแห่งอำนาจของ สมช. ดีที่สุดคือ คุณถวิล เพราะได้เข้าทำงานมาตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับ 3 ได้เห็นการรัฐประหารรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ได้ศึกษาการทำงานของคุณประสงค์ เรียนรู้งานจนมาถึงการรัฐประหารนายกฯ ทักษิณ ได้เป็นรองเลขาธิการและเป็นเลขาธิการในยุคที่ คมช. มีอำนาจ
สถานการณ์ปัจจุบัน ถวิล เปลี่ยนศรี ไม่ใช่หอกข้างแคร่ของรัฐบาล แต่เป็นระเบิดเวลา
รัฐบาลพยายามนำไปไว้ในที่ปลอดภัย แต่ศาลก็สั่งให้นำมาไว้ใกล้ตัว ตอนนี้ยังถูกฟ้องว่าย้ายคนที่เป็นคู่ปรับทางการเมืองในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เพราะ ถวิล เปลี่ยนศรี ก็นั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ ของ ศอฉ. ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดและต้องร่วมรับผิดชอบในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน
เมื่อฝ่ายที่ถูกทำรัฐประหาร ในปี 2549 และถูกปราบในปี 2553 เกิดชนะเลือกตั้ง ในปี 2554 ขึ้นมา จะเอาศัตรูทางการเมืองมานั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการความมั่นคงก็เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ
ไม่ว่าจะมี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อยู่ในโลกนี้หรือไม่ ก็ต้องย้าย เลขาฯ สมช. เพื่อความปลอดภัย และเพื่อให้ทำงานเป็นคณะกรรมการได้ตามโครงสร้างองค์กร
ถ้ารัฐบาลถูกฟ้องและต้องถูกล้มด้วยข้อหา ย้ายเลขาฯ สมช. ก็จะเป็นเรื่องตลกมาก ที่รัฐบาลมีความผิดเพราะไม่เอาศัตรูทางการเมืองมานั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการความมั่นคง
แค่หาเหตุผลให้รัฐบาลแต่งตั้งถวิลกลับมาเป็นเลขาฯสมช. ก็ยากแล้ว คนที่ไปขึ้นเวทีขับไล่รัฐบาล และสนับสนุน กปปส. ที่ประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาล จะมาเป็นคนดูแลสภาความมั่นคงได้อย่างไร ต่อไปประเทศนี้ก็ไม่ต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และ ผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตทั้งหลาย จะมีโอกาสได้เลือกคนใกล้ชิดที่ดูแลความปลอดภัยให้ตนเองหรือไม่ เรื่องแบบนี้คงจะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกยิ่งกว่ากรณีปลดนายกฯ สมัคร
ถ้าถวิลกลับไปอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ สมช. แล้วเกิดการยึดอำนาจจากรัฐบาล ถวิลจะทำตัวอย่างไร?
6 เดือนของแผนชิงรัฏฐาธิปัตย์...
จะเดินต่ออย่างไร?
ในที่สุด สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. ก็เผยเป้าหมาย (อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายมาตรา 113 และ 114) ในแผนศึกชิงรัฏฐาธิปัตย์ออกมาแล้ว เป็นแผนยึดอำนาจ ซึ่งสุเทพได้ยกตัวแบบของจอมพลสฤษดิ์มาให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า หลังการยึดอำนาจ เขาจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์โดยอ้างความชอบธรรมที่มีมวลมหาประชาชนจำนวนมากสนับสนุน จัดตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งสภานิติบัญญัติ ออกกฎหมายยึดทรัพย์ ประกาศจับบุคคลต่างๆ
บางคนอาจพูดว่าสุเทพคงพูดแบบเพ้อเจ้อไปเรื่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นไปตามแผนบางส่วน ซึ่งหลังสงกรานต์ 2557 อาจจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง
แต่เรื่องการชิงรัฏฐาธิปัตย์จะมิได้เดินไปง่ายๆ ด้วยแผนชั้นเดียว เพราะฝ่ายหนุนระบบการเลือกตั้ง ก็เตรียมตั้งรับทุกรูปแบบแล้ว ต่างฝ่ายจึงต้องมีทั้งแผนหลอกและแผนจริง
ณ บัดนี้ การปฏิรูปได้ยุติแล้ว เหลือแต่การปฏิวัติหรือรัฐประหาร แล้วแต่แผนใครจะเหนือกว่า
คอยพบกับ... แผนซ้อนแผนชิงรัฏฐาธิปัตย์...ตอนต่อไป
........................................................................................
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
ใช้ตำแหน่งเลขาฯ สมช. ...ชิง รัฏฐาธิปัตย์
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1397295116
. . วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 18:32:04 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ประจำ 11-17 เม.ย.57 ปี34 ฉ.1756 หน้า 20 )
ปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา 8 ปี เป็นเพราะกลุ่มอำนาจเก่าไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก และมุ่งแต่จะรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนโดยไม่สนใจผลกระทบ ต่อประชาชน ต่อสถาบัน และองค์กรต่างๆ เป้าหมายคือตั้งกลุ่มตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง
ถ้าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจนี้เป็นของพระมหากษัตริย์ ในขณะนั้น
ถ้าเป็นยุคประชาธิปไตย อำนาจนี้เป็นของปวงชนชาวไทย โดยประชาชนไปเลือกตั้ง เพื่อเลือกคนที่จะไว้ใจมอบหมายให้ทำหน้าที่ ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ปกครอง บริหารบ้านเมือง ผ่านองค์กรและสถาบันต่างๆ
แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีบางคนและกลุ่มคน พยายามตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะยินยอมหรือไม่
จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยทำได้ช่วงหนึ่ง
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เคยทำได้ช่วงหนึ่ง โดยการรัฐประหาร
ซึ่งการรัฐประหารหลายครั้งที่ผ่านมา มีคนใช้ทหารเป็นกำลังหลัก แต่ก็ยังมีอีกหน่วยงานหนึ่ง คือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งควรจะเป็นหูตา และมือไม้ให้รัฐบาลกลับไปร่วมกับผู้ทำการรัฐประหาร ปัญหาเกลือกลายเป็นยาพิษ เป็นเรื่องทั่วไปทุกยุคทุกสมัย และทุกประเทศ
รัฏฐาธิปัตย์ ทุกแห่ง จึงต้องมีวิธีการที่จะสร้างหน่วยงานความมั่นคง มิให้กลายเป็นหอกข้างแคร่ หรือเป็นระเบิดเวลา
สถานการณ์วันนี้ ตำแหน่งเลขาฯ สมช. กลายเป็นระเบิดเวลาที่วางไว้เป็นปีแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะจุดชนวนหรือไม่ แรงระเบิดจะทำให้ระบิดลูกอื่นๆ ระเบิดตามหรือไม่ และเชื้อเพลิงที่สุมอยู่ทั้งประเทศจะลุกเป็นไฟหรือไม่?
วันนี้จึงต้องพูดถึงตำแหน่งเลขาฯ สมช. อีกครั้ง
เลขาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ
โค่นรัฐบาลเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีอายุเกิน 100 ปี ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แต่ใช้ชื่อว่าสภาป้องกันพระราชอาณาจักร และมาเปลี่ยนเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ในปี 2502 มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความมั่นคง
ส่วนการบริหารงานเป็นรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นรองประธาน รมว.กระทรวงกลาโหม รมว.กระทรวงการต่างประเทศ รมว.กระทรวงการคลัง รมว.กระทรวงมหาดไทย รมว.กระทรวงคมนาคม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ
ในทางปฏิบัติ ฝ่ายการเมืองที่จะมาดูแลงานนี้คือรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง การปฏิบัติจริงเป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการ
ดังนั้น ความเป็นความตายของรัฐบาลส่วนหนึ่งจึงตกอยู่ในมือของเลขาฯ สมช. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตัวอย่างการโค่นรัฐบาลที่ สมช. มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ยุค พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ซึ่งมาดำรงตำแหน่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ช่วงนั้นมีการปราบขบวนการนักศึกษาอย่างหนัก จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดการรัฐประหารรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
แต่ สมช. คงไม่ได้ช่วยอะไรรัฐบาลเลย เพราะวันที่ 5 ตุลาคม นายกฯ เสนีย์เพิ่งปรับ ครม. เพียงวันเดียวก็ถูกรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ สมช. ก็ยังคงอยู่ และเลขาฯ สมช. ก็ยังเป็นคนเดิม ทำงานให้รัฐบาลเผด็จการต่อไปอีกหลายปี ท่ามกลางสงครามกองโจร ของ พคท. ทั่วประเทศ
ยุค พลเอกวินัย ภัททิยกุล เข้ามารับตำแหน่งในปี 2545 สมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เขาเข้าอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2549 วันที่เกิดการรัฐประหาร ก็ยังเป็นเลขาฯ สมช. การรัฐประหารครั้งนั้น สมช. ไม่ได้มีบทบาทช่วยนายกฯ ทักษิณเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าพลเอกวินัย มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการของคณะรัฐประหาร แม้แต่ชื่อ คณะรัฐประหาร (คปค.) ก็เป็นคนตั้ง
งานนี้ต้องถือว่ารัฐบาลโดนหอกข้างแคร่แทงทะลุหลัง
ตำแหน่งเลขาฯ สมช.
ต้องได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี
ยุค น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ได้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ในปี 2523 เป็นผู้ดูแลความมั่นคงให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แบบประชาธิปไตยครึ่งใบ เลขาฯ สมช. ทำงานเข้ากับนายกฯ ที่มาจากทหารได้ดี ฝีมือการทำงานของคุณประสงค์ เป็นที่เลื่องลือ ได้ฉายาว่าเป็น CIA เมืองไทย มีทหารบางกลุ่มพยายามรัฐประหารพลเอกเปรมหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เขาลาออกมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้พลเอกเปรมในปี 2529
การไว้วางใจและทำงานเข้าขาของหัวหน้ารัฐบาล กับ เลขาฯ สมช. จึงเป็นเรื่องจำเป็น
และเป็นอย่างนี้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจหรือประเทศเล็ก
หลังรัฐประหาร 2549 ในปี 2550 เมื่อ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ก็ตั้ง พลโทศิรพงศ์ บุญพัฒน์ ขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช.
ในปี 2551 เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกฯ การเมืองเปลี่ยนขั้ว มีการโยกย้ายและตั้ง พลโทสุรพล เผื่อนอัยกา ขึ้นเป็นเลขาธิการแทน
ในปี 2552 หลังจากมีการตุลาการภิวัฒน์ สลับขั้วรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารสำเร็จ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เปลี่ยนเลขาฯ สมช. เป็น นายถวิล เปลี่ยนศรี
นายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเลขาฯ สมช. ที่เติบโตมาด้วยการสนับสนุนของพลเอกวินัย หลังการรัฐประหารกันยายน 2549 ก็ได้รับตำแหน่งเป็นรองเลขาฯ ของ สมช.
และเมื่อประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล ก็ได้ย้ายพลโทสุรพลออกไปเพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ประชาธิปัตย์ไว้ใจ ถวิล มากกว่าซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
คนที่เข้าใจธรรมเนียมแห่งอำนาจของ สมช. ดีที่สุดคือ คุณถวิล เพราะได้เข้าทำงานมาตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับ 3 ได้เห็นการรัฐประหารรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ได้ศึกษาการทำงานของคุณประสงค์ เรียนรู้งานจนมาถึงการรัฐประหารนายกฯ ทักษิณ ได้เป็นรองเลขาธิการและเป็นเลขาธิการในยุคที่ คมช. มีอำนาจ
สถานการณ์ปัจจุบัน ถวิล เปลี่ยนศรี ไม่ใช่หอกข้างแคร่ของรัฐบาล แต่เป็นระเบิดเวลา
รัฐบาลพยายามนำไปไว้ในที่ปลอดภัย แต่ศาลก็สั่งให้นำมาไว้ใกล้ตัว ตอนนี้ยังถูกฟ้องว่าย้ายคนที่เป็นคู่ปรับทางการเมืองในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เพราะ ถวิล เปลี่ยนศรี ก็นั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ ของ ศอฉ. ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดและต้องร่วมรับผิดชอบในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน
เมื่อฝ่ายที่ถูกทำรัฐประหาร ในปี 2549 และถูกปราบในปี 2553 เกิดชนะเลือกตั้ง ในปี 2554 ขึ้นมา จะเอาศัตรูทางการเมืองมานั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการความมั่นคงก็เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ
ไม่ว่าจะมี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อยู่ในโลกนี้หรือไม่ ก็ต้องย้าย เลขาฯ สมช. เพื่อความปลอดภัย และเพื่อให้ทำงานเป็นคณะกรรมการได้ตามโครงสร้างองค์กร
ถ้ารัฐบาลถูกฟ้องและต้องถูกล้มด้วยข้อหา ย้ายเลขาฯ สมช. ก็จะเป็นเรื่องตลกมาก ที่รัฐบาลมีความผิดเพราะไม่เอาศัตรูทางการเมืองมานั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการความมั่นคง
แค่หาเหตุผลให้รัฐบาลแต่งตั้งถวิลกลับมาเป็นเลขาฯสมช. ก็ยากแล้ว คนที่ไปขึ้นเวทีขับไล่รัฐบาล และสนับสนุน กปปส. ที่ประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาล จะมาเป็นคนดูแลสภาความมั่นคงได้อย่างไร ต่อไปประเทศนี้ก็ไม่ต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และ ผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตทั้งหลาย จะมีโอกาสได้เลือกคนใกล้ชิดที่ดูแลความปลอดภัยให้ตนเองหรือไม่ เรื่องแบบนี้คงจะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกยิ่งกว่ากรณีปลดนายกฯ สมัคร
ถ้าถวิลกลับไปอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ สมช. แล้วเกิดการยึดอำนาจจากรัฐบาล ถวิลจะทำตัวอย่างไร?
6 เดือนของแผนชิงรัฏฐาธิปัตย์...
จะเดินต่ออย่างไร?
ในที่สุด สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. ก็เผยเป้าหมาย (อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายมาตรา 113 และ 114) ในแผนศึกชิงรัฏฐาธิปัตย์ออกมาแล้ว เป็นแผนยึดอำนาจ ซึ่งสุเทพได้ยกตัวแบบของจอมพลสฤษดิ์มาให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า หลังการยึดอำนาจ เขาจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์โดยอ้างความชอบธรรมที่มีมวลมหาประชาชนจำนวนมากสนับสนุน จัดตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งสภานิติบัญญัติ ออกกฎหมายยึดทรัพย์ ประกาศจับบุคคลต่างๆ
บางคนอาจพูดว่าสุเทพคงพูดแบบเพ้อเจ้อไปเรื่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นไปตามแผนบางส่วน ซึ่งหลังสงกรานต์ 2557 อาจจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง
แต่เรื่องการชิงรัฏฐาธิปัตย์จะมิได้เดินไปง่ายๆ ด้วยแผนชั้นเดียว เพราะฝ่ายหนุนระบบการเลือกตั้ง ก็เตรียมตั้งรับทุกรูปแบบแล้ว ต่างฝ่ายจึงต้องมีทั้งแผนหลอกและแผนจริง
ณ บัดนี้ การปฏิรูปได้ยุติแล้ว เหลือแต่การปฏิวัติหรือรัฐประหาร แล้วแต่แผนใครจะเหนือกว่า
คอยพบกับ... แผนซ้อนแผนชิงรัฏฐาธิปัตย์...ตอนต่อไป
........................................................................................
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
2557-03-02
..เข้าสู่‘นาทีสุดท้าย’ จับสัญญาณ‘แตกหัก’ ?!
.
มติชนวิเคราะห์ ..นับถอยหลัง เข้าสู่‘นาทีสุดท้าย’ จับสัญญาณ‘แตกหัก’ ?!
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393749699
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:01:57 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 2 มี.ค. 2557 )
วิเคราะห์
ยังอยู่ในเกมรอคอยมะม่วงหล่น ที่การเผชิญหน้าตึงเครียดมากขึ้นเป็นลำดับ
เสียงระเบิด เสียงปืน ประทัดยักษ์ ดังสนั่นใกล้บริเวณชุมนุม และอาคารสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน
การจับกุมหน่วยซีลที่มารับจ๊อบเป็นการ์ดให้แกนนำม็อบ ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเหล่าทัพกับม็อบ กปปส.
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศไม่เจรจากับใครทั้งสิ้น เป็นสัญญาณที่ส่งตรงไปยังวงเจรจาที่่ถกกันเงียบๆ วางตัวนายกฯคนกลางและรัฐบาลกลาง
ทำเอาวงเจรจาต้องพักประเมินสถานการณ์
ก่อนที่นายสุเทพจะพลิกเกม หันมาเล่นเชิง ท้าให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเจรจาในสถานที่เปิดเผย คุยกันสองต่อสอง ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์
ทางฝ่ายรัฐบาลไม่รับข้อเสนอนี้ เพราะตามรูปการณ์ ออกไปทาง "ดีเบต" มากกว่าที่จะเป็นการเจรจาหาทางออก
แรงบีบจากขั้วอำนาจตรงข้าม ต่อรัฐบาลเพื่อไทย หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะการเตรียมจะลงดาบฟัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในข้อหาละเลยเพิกเฉยให้มีการโกงจำนำข้าว ซึ่งคาดว่า จะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯปลาย มี.ค.นี้
ทำให้พรรคเพื่อไทย ต้องงัดเอาข้อมูลความล่าช้าในการพิจารณาการระบายข้าวในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 2553 เวลาผ่านไป 4 ปียังไม่มีความคืบหน้า ขึ้นมาสู้
น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ออกมาตอบโต้แรงบีบแรงกดดัน ด้วยการประกาศว่าจะทำงานในหน้าที่จนนาทีสุดท้าย
รวมถึงที่ให้สัมภาษณ์เมื่อ วันที่ 28 ก.พ. ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ต้องบอกว่าเราเป็นผู้รักษากติกา รักษาประชาธิปไตย ถ้าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือเป็นทหารก็ต้องบอกว่าทหารต้องทำหน้าที่ของตนเองจนนาทีสุดท้าย ทหารต้องรักษาพื้นที่ ต้องตายสนามรบ วันนี้ดิฉันก็ต้องตายในสนามประชาธิปไตย
นี่คือหน้าที่ การที่ประเทศจะเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากต่างชาติได้ ก็คือการที่เราต้องเดินตามกรอบของประชาธิปไตย ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล ไม่สามารถบอกประเทศอื่นว่าตนเองจะไม่รักษาประชาธิปไตย จะให้คนอื่นมาฉีกรัฐธรรมนูญได้ เป็นใครที่อยู่ในหน้าที่ปฏิบัติก็ต้องทำหน้าที่ของตนเอง
เช่นเดียวกับทหารที่ต้องทำหน้าที่ของตนเองในสนามรบจนนาทีสุดท้ายเช่นเดียวกัน
และที่ทำให้สถานการณ์เข้มข้นขึ้นมาอีก ยังได้แก่ การเข้ามาสู่เกมของผู้สนับสนุนรัฐบาล รวมถึง แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.
ด้วยการออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อคำตัดสินของศาลแพ่ง ที่สั่งยกเลิกข้อห้าม 9 ข้อ จาก 12 ข้อ ในมาตรการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
และไปชุมนุมปิดสำนักงาน ป.ป.ช. โดยใช้มุขเดียวกับ กปปส.ที่ไปปิดทำเนียบ สถานที่่ราชการต่างๆ
นปช.นัดชุมนุมประชาชนที่ทุ่งศรีเมือง อุดรธานี ในวันที่ 1 มี.ค. ก่อนจะปฏิบัติการย้อนเกล็ด กปปส. ด้วยเคลื่อนออกไปปิดหน่วยงานองค์กรอิสระ ที่มีสำนักงานในภาคอีสาน
และยังมีการเคลื่อนไหวของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ที่่ประกาศว่า จะระดมกองกำลังอาสาปกป้องประชาธิปไตย จำนวนนับแสนคน
เริ่มเปิดรับสมัครที่ภาคอีสาน ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นไป
การปราศรัยของคนเสื้อแดง กล่าวถึงการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน วิกฤตการเมืองที่ทำให้ความแตกแยกของประชาชนในแต่ละภาครุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในเชิงความมั่นคง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้สั่งการในฐานะรองผอ.กอ.รมน. ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ด้วยอาการซีเรียส
และให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หลังเป็นประธานเปิดเวทีมวยลุมพินีแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า
ได้นำเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว ในคำสั่งไม่ได้ให้จับตาใครเป็นพิเศษ ให้ดูแลทุกกลุ่มที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง รวมถึงการพูดจาว่าสิ่งไหนผิด บางอย่างต้องเข้าใจว่า เป็นคำพูด การกระทำยังไม่เกิด หากการกระทำที่สมบูรณ์ความผิดก็จะเกิดขึ้น และสามารถดำเนินคดีได้
ส่วนกรณีการสวนสนามตำรวจบ้านที่ จ.พะเยา โดยใช้ธงสีแดงแทนธงชาติไทยนั้น เรื่องนี้ได้เตือนไปหมดแล้วว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก
และยังตอบคำถามเรื่องการปฏิวัติ ว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาเพราะมีเหตุการณ์รุนแรง ความไม่เป็นธรรม แต่ในวันนี้โลกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ประชาชนก็เปลี่ยน พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปถึงตรงนั้นเพราะเป็นเรื่องที่อันตราย
คงไม่สัญญาว่าการปฏิวัติจะมีหรือไม่มี แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางนิตินัย ซึ่งการปฏิวัติทุกครั้งเพื่อให้สถานการณ์ยุติ แล้วยุติได้หรือไม่ก็ต้องไปนั่งวิเคราะห์กัน ทุกสถานการณ์ต้องแก้ไขด้วยกฎหมาย หากแก้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีพิเศษ
ส่วนจะเป็นวิธีพิเศษอย่างไรก็ต้องไปว่ากัน --พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อต่างฝ่ายต่างระดม "ตัวช่วย" ออกมาเข้าแนวรบ ขณะที่วันชี้ชะตานายกฯและรัฐบาลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เหมือนจะเป็นสูตรเดิมที่เคยใช้สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
แต่ปัจจัยตัวแปร แตกต่างออกไป โดยเฉพาะท่าทีจากต่างประเทศ และขบวนการหนุนรัฐบาลในต่างจังหวัดที่ส่งสัญญาณเหมือนพร้อมแตกหัก
สถานการณ์จากนี้ไปน่าจะอ่อนไหวและหมิ่นเหม่มากขึ้น
ด้วยอุณหภูมิจากวิกฤตยืดเยื้อที่ร้อนระอุอยู่แล้ว
และจากการฉวยโอกาส การจ้องหาจังหวะป่วนของกลุ่มที่ยังหวังพึ่งพา "วิธีพิเศษ"
++
‘เสื้อแดง’เข้าโหมดสู้รบ นปช.ลั่นกลอง-จ่อกรุง? ดับเครื่องชน‘ม็อบสุเทพ’
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393737723
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 12:41:03 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 28 ก.พ. - 6 มี.ค.57 ปี34 ฉ.1750 หน้า11)
สถานการณ์การเมืองถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
ภายหลังกลุ่ม กปปส. ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลชนปักหลักปิดกรุงเทพฯ ขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มานาน 4 เดือนเต็ม
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นปช.คนเสื้อแดงนัดรวมตัวแกนนำระดับภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อกิจกรรม "ลั่นกลองรบ"
นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ประกาศจุดประสงค์การชุมนุม 3 ข้อ
เพื่อร่วมหารือแนวทางต่อสู้รักษาประชาธิปไตย สนับสนุนการเลือกตั้งให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว และกำหนดแนวทางเคลื่อนไหวมวลชน
เปิดโอกาสให้แกนนำแต่ละภูมิภาคปราศรัยเสนอแนะแนวทางต่อสู้
ก่อน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกล่าวสรุปว่า สถานการณ์ขณะนี้เข้มข้นและแหลมคมที่สุดตั้งแต่มีคนเสื้อแดงมา
เมื่อฝ่ายตรงข้ามกดขี่เหยียบย่ำ คนเสื้อแดงจึงไม่อาจนิ่งเฉย
เตรียมเข้าสู่สถานการณ์สู้รบร้อยเปอร์เซ็นต์
แกนนำ นปช. ประกาศยุทธศาสตร์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ระบุให้นายกรัฐมนตรียืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่าลาออกเด็ดขาด และให้แสดงอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับการวินิจฉัยใดๆ ที่ขาดความยุติธรรมและสองมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ข้อที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีว่าต้องการแบ่งแยกประเทศคือ
ข้อที่แกนนำขอให้รัฐบาลพิจารณาสถานที่ทำงานที่จำเป็นในภาคเหนือหรืออีสาน จัดตั้งกองกำลัง เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันและหากเลวร้ายถึงที่สุด
ให้จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทันที
นอกจากยุทธศาสตร์ข้างต้น
แกนนำ นปช. ยังกำหนดแนวทางต่อสู้ 15 ข้อ ประกอบด้วย
ถ้ามีการนัดหมายเคลื่อนขบวน ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแบบอิสระ เพราะศาลแพ่งวินิจฉัยในกรณีของกลุ่ม กปปส. แล้ว ซึ่งต้องคุ้มครองแนวทางของ นปช. ด้วย
จัดตั้งกองกำลังชายฉกรรจ์แต่ละจังหวัดไม่ต่ำกว่า 100 คน เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชน ประสานงานกับเครือข่ายประชาธิปไตยทุกกลุ่ม
ให้เผยแพร่รายชื่อผู้เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย เพื่อโจมตีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ
ให้ครอบครัวทหาร-ตำรวจเร่งทำความเข้าใจให้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดตั้งเครือข่ายลูกเมียทหาร-ตำรวจเพื่อทำงานสื่อสารมวลชนในที่ตั้งของตนเอง
ตั้งเวทีชุมนุมรอบปริมณฑลเพื่อกดดัน กปปส. ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
จัดตั้งหน่วยนักรบไซเบอร์ เมื่อสถานการณ์คับขัน ต้องเข้ากรุงเทพฯ ให้ชัตดาวน์องค์กรอิสระทั้งหมด
จัดตั้งองค์กรเงาคู่ขนานไปกับองค์กรหลักที่รับใช้เผด็จการ ทำหน้าที่ตอบโต้ทุกประเด็น ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
รณรงค์ต่อต้านรัฐประหารเต็มรูปแบบ จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวัง ติดตามพฤติกรรมรอบค่ายทหาร จัดหาสถานที่หลบภัยในยามตั้งรับถอยร่น
ให้คนเสื้อแดงสู้เต็มที่ เตรียมทุกสิ่งให้พร้อมสรรพ ทุกสิ่งที่ควรมี ต้องมีและจำเป็นต้องมี ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
แกนนำวิเคราะห์การเมืองว่า
ฝ่ายอำมาตย์ มีความมุ่งมั่นไปสู่จุดแตกหักเพื่อทำลายล้างตระกูลชินวัตร พรรคการเมือง และ"ระบอบทักษิณ"ทั้งหมด
ต้องการทำลายล้างกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ฝ่ายอำมาตย์ไม่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้น ถ้าจะขจัดอิทธิพลทักษิณ จะมีเลือกตั้งไม่ได้
การเสนอให้"ปฏิรูป"ก่อนเป็นกลลวงเพื่อหยุดยั้งกระบวนการประชาธิปไตย หยุดการเลือกตั้ง
และเนื่องจากการทำรัฐประหารโดยกองทัพถูกต่อต้านจากประชาชนและสังคมโลก จึงต้องยึดอำนาจโดยวิธีอื่น
เป็นที่มาของการเสนอยุทธศาสตร์"ปฏิวัติประชาชน-ปฏิรูปประเทศไทย" ใช้มวลมหาประชาชนยึดอำนาจรัฐ
แต่ก็ยังต้องการให้ทหารสนับสนุนทั้งทางตรง คือ ทำรัฐประหารเอง
และทางอ้อม คือ คุ้มครองประชาชนที่ลุกขึ้นสู้
ไม่ร่วมมือกับรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ ช่วยสนับสนุนทางลับ เช่น เป็นการ์ดคุ้มกัน คุ้มครองมวลชนลุกขึ้นสู้ในเมือง กดดันรัฐบาลยาวนาน รอคอยโอกาสเกิดความรุนแรง
การใช้องค์กรอิสระบวกกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ กำจัดฝ่ายประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือที่ได้ผลมาร่วม 10 ปี และยึดโยงกับเครือข่ายอำมาตย์แน่นหนาลึกซึ้ง
เมื่อไม่สามารถยึดอำนาจได้ก็ใช้ทฤษฎี "มะม่วงหล่น" ยึดฐานที่มั่นในเมือง รบแบบจรยุทธ์ สะสมอาวุธและยกระดับมวลชน
การอ้างเป็นขบวนการสงบ สันติ ทั้งที่โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาวุธ เป็นกลยุทธ์ป้องกันฝ่ายต่างๆ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับตนเอง
พร้อมกันนั้นก็ยิงนก 2 ตัวด้วยกระสุนนัดเดียว คือให้ทหารคุ้มครองตนเองด้วย และอาจได้นกตัวที่ 3 ถ้าหากสถานการณ์บานปลาย
กองทัพก็จะออกมาทำรัฐประหาร
สําหรับฝ่ายประชาธิปไตย หลังชนะเลือกตั้ง ความพยายามเปิดเกมรุกทางการเมืองไม่เคยสำเร็จ เพราะถูกสกัดการใช้อำนาจโดยองค์กรอิสระและตุลาการ
ฝ่ายประชาชนถูกคุมขังยาวนาน
ฝ่ายประชาธิปไตยเปลี่ยนสถานะจากรุกมาเป็นรับและถอยร่น ต้องยุบสภาและเผชิญคดีความหนักหน่วง
ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์เตรียมตัวสู้รบใหม่ทันทีหลังแพ้เลือกตั้ง แต่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่คิดถึงการต่อสู้ในลักษณะสู้รบแตกหัก ยังคิดลักษณะประนีประนอม ใช้การเจรจาเป็นหลัก
ไม่สนับสนุนฝ่ายประชาชนให้เข้มแข็ง ไม่เฉลียวใจว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงชัยชนะในศึกเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะในสงครามใหญ่
ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกทำให้อ่อนพลังสู้รบ
เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล นักต่อสู้ส่วนหนึ่งกลายเป็นนักการเมืองและหัวคะแนน แตกแยกกันเนื่องจากผลประโยชน์ ทั้งยังถูกทำให้อ่อนแรงด้วยกลยุทธ์จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง ด้วยการจัดตั้งองค์กรอื่นซ้อนเข้ามาในหมู่เสื้อแดงสมาชิก นปช. พยายามแย่งชิงการนำ ทำให้ นปช. อ่อนแอ
การทบทวนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเฉพาะหน้าในสถานการณ์วิกฤตจึงจำเป็น
ที่มีอยู่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เป็น 2 ขาที่ผูกติดกับพรรคการเมือง ขาดลักษณะสู้รบ ขาดการเป็นฝ่ายกระทำ ไม่อาจสร้างภาวะการนำได้อย่างอิสระ
และถูกหยุดยั้งด้วยฝ่ายการเมืองซึ่งมียุทธศาสตร์เจรจาประนีประนอมเป็นหลัก
ฉะนั้น เมื่อเกิดยุทธการปฏิวัติประชาชน ปฏิรูปประเทศไทยของนายสุเทพและ กปปส. ที่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเรียกร้องต่อผู้รักประชาธิปไตย จะต้องยกระดับต่อสู้ทางการเมือง
เพื่อเปลี่ยนจากรับ เป็นรุก
ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ แถลงความคืบหน้าการลั่นกลองรบ ว่า
ถึงเวลาประชาชนต้องออกมาดูแลประชาธิปไตยเอง กำหนดเคลื่อนไหว 1 มีนาคม ณ ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี ก่อนเคลื่อนไปอีกหลายจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขอให้คนเสื้อแดงพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง รอสัญญาณเข้ากรุงเทพฯ
ไม่เพียงการจัดทัพจาก นปช.ส่วนกลาง
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ยังรวบรวมแกนนำเสื้อแดงอีสาน 20 จังหวัด กว่า 500 คน ตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ
เปิดรับอาสาสมัครใน 20 จังหวัดอีสาน ตั้งเป้า 200,000 แสนคน พร้อมจัดเตรียมยุทธวิธีจัดการกลุ่มมุ่งทำลายประชาธิปไตย
ด้านกลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย นำโดย นายไพจิต ศรีวรขาน นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายขจิต ชัยนิคม นายอดิศร เพียงเกษ จัดตั้งกลุ่ม"ขบวนการคนอีสานปกป้องประชาธิปไตย"
ประกาศไม่ยอมให้กลุ่มขบวนการที่กระทำขัดกฎหมาย มากำหนดทิศทางประเทศไทย และรับไม่ได้หากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย
จะไม่ยอมรับทุกเงื่อนไขหากไม่ใช่วิธีการเลือกตั้ง คนอีสาน 20 จังหวัดพร้อมออกมาต่อสู้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ระบุ
ปัญหาขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่นายสุเทพแค่คนเดียว แต่อยู่ที่เครือข่ายอำมาตย์ทั้งหมด
การกระทำตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 การล้อมปราบในปี 2552 และ 2553 เป็นตัวละครเดียวกันทั้งสิ้น
ถ้าไม่สู้ เราก็ตาย ถ้าอยากให้บ้านเมืองมีความยุติธรรมเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องออกมาสู้ จะได้รู้ว่าประชาชนของจริงเป็นอย่างไร
จากนี้เข้าสู่สถานการณ์สู้รบแล้ว
..................
.
มติชนวิเคราะห์ ..นับถอยหลัง เข้าสู่‘นาทีสุดท้าย’ จับสัญญาณ‘แตกหัก’ ?!
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393749699
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:01:57 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 2 มี.ค. 2557 )
วิเคราะห์
ยังอยู่ในเกมรอคอยมะม่วงหล่น ที่การเผชิญหน้าตึงเครียดมากขึ้นเป็นลำดับ
เสียงระเบิด เสียงปืน ประทัดยักษ์ ดังสนั่นใกล้บริเวณชุมนุม และอาคารสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน
การจับกุมหน่วยซีลที่มารับจ๊อบเป็นการ์ดให้แกนนำม็อบ ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเหล่าทัพกับม็อบ กปปส.
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศไม่เจรจากับใครทั้งสิ้น เป็นสัญญาณที่ส่งตรงไปยังวงเจรจาที่่ถกกันเงียบๆ วางตัวนายกฯคนกลางและรัฐบาลกลาง
ทำเอาวงเจรจาต้องพักประเมินสถานการณ์
ก่อนที่นายสุเทพจะพลิกเกม หันมาเล่นเชิง ท้าให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเจรจาในสถานที่เปิดเผย คุยกันสองต่อสอง ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์
ทางฝ่ายรัฐบาลไม่รับข้อเสนอนี้ เพราะตามรูปการณ์ ออกไปทาง "ดีเบต" มากกว่าที่จะเป็นการเจรจาหาทางออก
แรงบีบจากขั้วอำนาจตรงข้าม ต่อรัฐบาลเพื่อไทย หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะการเตรียมจะลงดาบฟัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในข้อหาละเลยเพิกเฉยให้มีการโกงจำนำข้าว ซึ่งคาดว่า จะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯปลาย มี.ค.นี้
ทำให้พรรคเพื่อไทย ต้องงัดเอาข้อมูลความล่าช้าในการพิจารณาการระบายข้าวในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 2553 เวลาผ่านไป 4 ปียังไม่มีความคืบหน้า ขึ้นมาสู้
น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ออกมาตอบโต้แรงบีบแรงกดดัน ด้วยการประกาศว่าจะทำงานในหน้าที่จนนาทีสุดท้าย
รวมถึงที่ให้สัมภาษณ์เมื่อ วันที่ 28 ก.พ. ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ต้องบอกว่าเราเป็นผู้รักษากติกา รักษาประชาธิปไตย ถ้าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือเป็นทหารก็ต้องบอกว่าทหารต้องทำหน้าที่ของตนเองจนนาทีสุดท้าย ทหารต้องรักษาพื้นที่ ต้องตายสนามรบ วันนี้ดิฉันก็ต้องตายในสนามประชาธิปไตย
นี่คือหน้าที่ การที่ประเทศจะเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากต่างชาติได้ ก็คือการที่เราต้องเดินตามกรอบของประชาธิปไตย ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล ไม่สามารถบอกประเทศอื่นว่าตนเองจะไม่รักษาประชาธิปไตย จะให้คนอื่นมาฉีกรัฐธรรมนูญได้ เป็นใครที่อยู่ในหน้าที่ปฏิบัติก็ต้องทำหน้าที่ของตนเอง
เช่นเดียวกับทหารที่ต้องทำหน้าที่ของตนเองในสนามรบจนนาทีสุดท้ายเช่นเดียวกัน
และที่ทำให้สถานการณ์เข้มข้นขึ้นมาอีก ยังได้แก่ การเข้ามาสู่เกมของผู้สนับสนุนรัฐบาล รวมถึง แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.
ด้วยการออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อคำตัดสินของศาลแพ่ง ที่สั่งยกเลิกข้อห้าม 9 ข้อ จาก 12 ข้อ ในมาตรการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
และไปชุมนุมปิดสำนักงาน ป.ป.ช. โดยใช้มุขเดียวกับ กปปส.ที่ไปปิดทำเนียบ สถานที่่ราชการต่างๆ
นปช.นัดชุมนุมประชาชนที่ทุ่งศรีเมือง อุดรธานี ในวันที่ 1 มี.ค. ก่อนจะปฏิบัติการย้อนเกล็ด กปปส. ด้วยเคลื่อนออกไปปิดหน่วยงานองค์กรอิสระ ที่มีสำนักงานในภาคอีสาน
และยังมีการเคลื่อนไหวของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ที่่ประกาศว่า จะระดมกองกำลังอาสาปกป้องประชาธิปไตย จำนวนนับแสนคน
เริ่มเปิดรับสมัครที่ภาคอีสาน ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นไป
การปราศรัยของคนเสื้อแดง กล่าวถึงการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน วิกฤตการเมืองที่ทำให้ความแตกแยกของประชาชนในแต่ละภาครุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในเชิงความมั่นคง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้สั่งการในฐานะรองผอ.กอ.รมน. ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ด้วยอาการซีเรียส
และให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หลังเป็นประธานเปิดเวทีมวยลุมพินีแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า
ได้นำเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว ในคำสั่งไม่ได้ให้จับตาใครเป็นพิเศษ ให้ดูแลทุกกลุ่มที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง รวมถึงการพูดจาว่าสิ่งไหนผิด บางอย่างต้องเข้าใจว่า เป็นคำพูด การกระทำยังไม่เกิด หากการกระทำที่สมบูรณ์ความผิดก็จะเกิดขึ้น และสามารถดำเนินคดีได้
ส่วนกรณีการสวนสนามตำรวจบ้านที่ จ.พะเยา โดยใช้ธงสีแดงแทนธงชาติไทยนั้น เรื่องนี้ได้เตือนไปหมดแล้วว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก
และยังตอบคำถามเรื่องการปฏิวัติ ว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาเพราะมีเหตุการณ์รุนแรง ความไม่เป็นธรรม แต่ในวันนี้โลกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ประชาชนก็เปลี่ยน พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปถึงตรงนั้นเพราะเป็นเรื่องที่อันตราย
คงไม่สัญญาว่าการปฏิวัติจะมีหรือไม่มี แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางนิตินัย ซึ่งการปฏิวัติทุกครั้งเพื่อให้สถานการณ์ยุติ แล้วยุติได้หรือไม่ก็ต้องไปนั่งวิเคราะห์กัน ทุกสถานการณ์ต้องแก้ไขด้วยกฎหมาย หากแก้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีพิเศษ
ส่วนจะเป็นวิธีพิเศษอย่างไรก็ต้องไปว่ากัน --พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อต่างฝ่ายต่างระดม "ตัวช่วย" ออกมาเข้าแนวรบ ขณะที่วันชี้ชะตานายกฯและรัฐบาลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เหมือนจะเป็นสูตรเดิมที่เคยใช้สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
แต่ปัจจัยตัวแปร แตกต่างออกไป โดยเฉพาะท่าทีจากต่างประเทศ และขบวนการหนุนรัฐบาลในต่างจังหวัดที่ส่งสัญญาณเหมือนพร้อมแตกหัก
สถานการณ์จากนี้ไปน่าจะอ่อนไหวและหมิ่นเหม่มากขึ้น
ด้วยอุณหภูมิจากวิกฤตยืดเยื้อที่ร้อนระอุอยู่แล้ว
และจากการฉวยโอกาส การจ้องหาจังหวะป่วนของกลุ่มที่ยังหวังพึ่งพา "วิธีพิเศษ"
++
‘เสื้อแดง’เข้าโหมดสู้รบ นปช.ลั่นกลอง-จ่อกรุง? ดับเครื่องชน‘ม็อบสุเทพ’
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1393737723
. . วันอาทิตย์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 12:41:03 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 28 ก.พ. - 6 มี.ค.57 ปี34 ฉ.1750 หน้า11)
สถานการณ์การเมืองถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
ภายหลังกลุ่ม กปปส. ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลชนปักหลักปิดกรุงเทพฯ ขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มานาน 4 เดือนเต็ม
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นปช.คนเสื้อแดงนัดรวมตัวแกนนำระดับภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อกิจกรรม "ลั่นกลองรบ"
นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ประกาศจุดประสงค์การชุมนุม 3 ข้อ
เพื่อร่วมหารือแนวทางต่อสู้รักษาประชาธิปไตย สนับสนุนการเลือกตั้งให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว และกำหนดแนวทางเคลื่อนไหวมวลชน
เปิดโอกาสให้แกนนำแต่ละภูมิภาคปราศรัยเสนอแนะแนวทางต่อสู้
ก่อน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกล่าวสรุปว่า สถานการณ์ขณะนี้เข้มข้นและแหลมคมที่สุดตั้งแต่มีคนเสื้อแดงมา
เมื่อฝ่ายตรงข้ามกดขี่เหยียบย่ำ คนเสื้อแดงจึงไม่อาจนิ่งเฉย
เตรียมเข้าสู่สถานการณ์สู้รบร้อยเปอร์เซ็นต์
แกนนำ นปช. ประกาศยุทธศาสตร์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ระบุให้นายกรัฐมนตรียืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่าลาออกเด็ดขาด และให้แสดงอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับการวินิจฉัยใดๆ ที่ขาดความยุติธรรมและสองมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ข้อที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีว่าต้องการแบ่งแยกประเทศคือ
ข้อที่แกนนำขอให้รัฐบาลพิจารณาสถานที่ทำงานที่จำเป็นในภาคเหนือหรืออีสาน จัดตั้งกองกำลัง เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันและหากเลวร้ายถึงที่สุด
ให้จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทันที
นอกจากยุทธศาสตร์ข้างต้น
แกนนำ นปช. ยังกำหนดแนวทางต่อสู้ 15 ข้อ ประกอบด้วย
ถ้ามีการนัดหมายเคลื่อนขบวน ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวแบบอิสระ เพราะศาลแพ่งวินิจฉัยในกรณีของกลุ่ม กปปส. แล้ว ซึ่งต้องคุ้มครองแนวทางของ นปช. ด้วย
จัดตั้งกองกำลังชายฉกรรจ์แต่ละจังหวัดไม่ต่ำกว่า 100 คน เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชน ประสานงานกับเครือข่ายประชาธิปไตยทุกกลุ่ม
ให้เผยแพร่รายชื่อผู้เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย เพื่อโจมตีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ
ให้ครอบครัวทหาร-ตำรวจเร่งทำความเข้าใจให้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดตั้งเครือข่ายลูกเมียทหาร-ตำรวจเพื่อทำงานสื่อสารมวลชนในที่ตั้งของตนเอง
ตั้งเวทีชุมนุมรอบปริมณฑลเพื่อกดดัน กปปส. ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
จัดตั้งหน่วยนักรบไซเบอร์ เมื่อสถานการณ์คับขัน ต้องเข้ากรุงเทพฯ ให้ชัตดาวน์องค์กรอิสระทั้งหมด
จัดตั้งองค์กรเงาคู่ขนานไปกับองค์กรหลักที่รับใช้เผด็จการ ทำหน้าที่ตอบโต้ทุกประเด็น ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
รณรงค์ต่อต้านรัฐประหารเต็มรูปแบบ จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวัง ติดตามพฤติกรรมรอบค่ายทหาร จัดหาสถานที่หลบภัยในยามตั้งรับถอยร่น
ให้คนเสื้อแดงสู้เต็มที่ เตรียมทุกสิ่งให้พร้อมสรรพ ทุกสิ่งที่ควรมี ต้องมีและจำเป็นต้องมี ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
แกนนำวิเคราะห์การเมืองว่า
ฝ่ายอำมาตย์ มีความมุ่งมั่นไปสู่จุดแตกหักเพื่อทำลายล้างตระกูลชินวัตร พรรคการเมือง และ"ระบอบทักษิณ"ทั้งหมด
ต้องการทำลายล้างกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ฝ่ายอำมาตย์ไม่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้น ถ้าจะขจัดอิทธิพลทักษิณ จะมีเลือกตั้งไม่ได้
การเสนอให้"ปฏิรูป"ก่อนเป็นกลลวงเพื่อหยุดยั้งกระบวนการประชาธิปไตย หยุดการเลือกตั้ง
และเนื่องจากการทำรัฐประหารโดยกองทัพถูกต่อต้านจากประชาชนและสังคมโลก จึงต้องยึดอำนาจโดยวิธีอื่น
เป็นที่มาของการเสนอยุทธศาสตร์"ปฏิวัติประชาชน-ปฏิรูปประเทศไทย" ใช้มวลมหาประชาชนยึดอำนาจรัฐ
แต่ก็ยังต้องการให้ทหารสนับสนุนทั้งทางตรง คือ ทำรัฐประหารเอง
และทางอ้อม คือ คุ้มครองประชาชนที่ลุกขึ้นสู้
ไม่ร่วมมือกับรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ ช่วยสนับสนุนทางลับ เช่น เป็นการ์ดคุ้มกัน คุ้มครองมวลชนลุกขึ้นสู้ในเมือง กดดันรัฐบาลยาวนาน รอคอยโอกาสเกิดความรุนแรง
การใช้องค์กรอิสระบวกกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ กำจัดฝ่ายประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือที่ได้ผลมาร่วม 10 ปี และยึดโยงกับเครือข่ายอำมาตย์แน่นหนาลึกซึ้ง
เมื่อไม่สามารถยึดอำนาจได้ก็ใช้ทฤษฎี "มะม่วงหล่น" ยึดฐานที่มั่นในเมือง รบแบบจรยุทธ์ สะสมอาวุธและยกระดับมวลชน
การอ้างเป็นขบวนการสงบ สันติ ทั้งที่โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาวุธ เป็นกลยุทธ์ป้องกันฝ่ายต่างๆ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับตนเอง
พร้อมกันนั้นก็ยิงนก 2 ตัวด้วยกระสุนนัดเดียว คือให้ทหารคุ้มครองตนเองด้วย และอาจได้นกตัวที่ 3 ถ้าหากสถานการณ์บานปลาย
กองทัพก็จะออกมาทำรัฐประหาร
สําหรับฝ่ายประชาธิปไตย หลังชนะเลือกตั้ง ความพยายามเปิดเกมรุกทางการเมืองไม่เคยสำเร็จ เพราะถูกสกัดการใช้อำนาจโดยองค์กรอิสระและตุลาการ
ฝ่ายประชาชนถูกคุมขังยาวนาน
ฝ่ายประชาธิปไตยเปลี่ยนสถานะจากรุกมาเป็นรับและถอยร่น ต้องยุบสภาและเผชิญคดีความหนักหน่วง
ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์เตรียมตัวสู้รบใหม่ทันทีหลังแพ้เลือกตั้ง แต่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่คิดถึงการต่อสู้ในลักษณะสู้รบแตกหัก ยังคิดลักษณะประนีประนอม ใช้การเจรจาเป็นหลัก
ไม่สนับสนุนฝ่ายประชาชนให้เข้มแข็ง ไม่เฉลียวใจว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงชัยชนะในศึกเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะในสงครามใหญ่
ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกทำให้อ่อนพลังสู้รบ
เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล นักต่อสู้ส่วนหนึ่งกลายเป็นนักการเมืองและหัวคะแนน แตกแยกกันเนื่องจากผลประโยชน์ ทั้งยังถูกทำให้อ่อนแรงด้วยกลยุทธ์จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง ด้วยการจัดตั้งองค์กรอื่นซ้อนเข้ามาในหมู่เสื้อแดงสมาชิก นปช. พยายามแย่งชิงการนำ ทำให้ นปช. อ่อนแอ
การทบทวนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเฉพาะหน้าในสถานการณ์วิกฤตจึงจำเป็น
ที่มีอยู่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เป็น 2 ขาที่ผูกติดกับพรรคการเมือง ขาดลักษณะสู้รบ ขาดการเป็นฝ่ายกระทำ ไม่อาจสร้างภาวะการนำได้อย่างอิสระ
และถูกหยุดยั้งด้วยฝ่ายการเมืองซึ่งมียุทธศาสตร์เจรจาประนีประนอมเป็นหลัก
ฉะนั้น เมื่อเกิดยุทธการปฏิวัติประชาชน ปฏิรูปประเทศไทยของนายสุเทพและ กปปส. ที่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเรียกร้องต่อผู้รักประชาธิปไตย จะต้องยกระดับต่อสู้ทางการเมือง
เพื่อเปลี่ยนจากรับ เป็นรุก
ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ แถลงความคืบหน้าการลั่นกลองรบ ว่า
ถึงเวลาประชาชนต้องออกมาดูแลประชาธิปไตยเอง กำหนดเคลื่อนไหว 1 มีนาคม ณ ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี ก่อนเคลื่อนไปอีกหลายจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขอให้คนเสื้อแดงพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง รอสัญญาณเข้ากรุงเทพฯ
ไม่เพียงการจัดทัพจาก นปช.ส่วนกลาง
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ยังรวบรวมแกนนำเสื้อแดงอีสาน 20 จังหวัด กว่า 500 คน ตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ
เปิดรับอาสาสมัครใน 20 จังหวัดอีสาน ตั้งเป้า 200,000 แสนคน พร้อมจัดเตรียมยุทธวิธีจัดการกลุ่มมุ่งทำลายประชาธิปไตย
ด้านกลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย นำโดย นายไพจิต ศรีวรขาน นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายขจิต ชัยนิคม นายอดิศร เพียงเกษ จัดตั้งกลุ่ม"ขบวนการคนอีสานปกป้องประชาธิปไตย"
ประกาศไม่ยอมให้กลุ่มขบวนการที่กระทำขัดกฎหมาย มากำหนดทิศทางประเทศไทย และรับไม่ได้หากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย
จะไม่ยอมรับทุกเงื่อนไขหากไม่ใช่วิธีการเลือกตั้ง คนอีสาน 20 จังหวัดพร้อมออกมาต่อสู้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ระบุ
ปัญหาขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่นายสุเทพแค่คนเดียว แต่อยู่ที่เครือข่ายอำมาตย์ทั้งหมด
การกระทำตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 การล้อมปราบในปี 2552 และ 2553 เป็นตัวละครเดียวกันทั้งสิ้น
ถ้าไม่สู้ เราก็ตาย ถ้าอยากให้บ้านเมืองมีความยุติธรรมเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องออกมาสู้ จะได้รู้ว่าประชาชนของจริงเป็นอย่างไร
จากนี้เข้าสู่สถานการณ์สู้รบแล้ว
..................
.
2557-02-24
ลัทธิไล่ล่า สมศักดิ์ เจียมฯ โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ลัทธิไล่ล่า สมศักดิ์ เจียมฯ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51927
. . Mon, 2014-02-24 08:16
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 452 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557
ในระยะนี้ ลัทธิล่าหัวบุคคลที่เห็นต่างด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ได้หวนกลับมาสู่กระแสสูงอีกครั้ง โดยบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นนักวิชาการหัวแข็งระดับแนวหน้าคนหนึ่งของสังคมไทย
ทั้งนี้เริ่มจากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ได้แถลงข่าวว่า ทางกองทัพบกได้ตรวจพบการเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า อาจมีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และด้วยข้ออ้างที่ว่า กองทัพบกเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ปกป้องสถาบันและดำรงพระเกียรติยศ ทางกองทัพบกจำเป็นต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการพิจารณาว่าข้อความใดเข้าข่ายหมิ่นหรือจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดันและปฏิเสธพฤติกรรมการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
ข้อสังเกตต่อข่าวนี้ก็คือ ทางกองทัพก็ยังไม่ได้มั่นใจว่า การโพสต์เฟซบุ๊ค ของนายสมศักดิ์จะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ ต้องให้ผ่ายกฎหมายของกองทัพตรวจสอบก่อน แต่กองทัพบกอ้างสิทธิ์ของความเป็นหน่วยราชการที่ภักดี ที่มุ่งเป้าโจมตีไปที่นายสมศักดิ์ ซึ่งในกรณีนี้ นายสมศักดิ์ได้โพสต์ข้อความอธิบายว่า “ไม่ทราบว่า กองทัพบกอ่านภาษาไทยอย่างไรนะครับ คนรักเจ้า อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ 112 ตั้งแต่เมื่อไร และการที่ผมล้อเลียนวิจารณ์คนรักเจ้าและการรักเจ้าแบบเอาเจ้าเป็นศูนย์กลางจักรวาล ไม่รู้จักการตื่นรู้เตรียมปรับตัว เป็นการละเมิด 112 ไปได้อย่างไร”
ต่อมา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก็มีกลุ่มราชนิกุล 21 คน เดินทางไปที่กองปราบเพื่อร้องทุกข์ให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง และติดตามบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามกฎหมายมาตรา 112 กลุ่มนี้มุ่งเป้าการโจมตีไปที่รัฐบาลและตำรวจว่า ปล่อยปละให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดย ม.ล.สุทธิฉันท์ วรวุฒิ ได้ยกตัวอย่างว่า “เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด และมีการตรวจสอบก่อนทั้งกรณีของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เมื่อก่อนก็โพสต์มาตลอด แต่ทำแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เลยเปิดเผยมากขึ้นและโพสต์ถี่ขึ้น เพื่อให้คนอื่นเข้ามาร่วม”
ในระหว่างนี้ ได้มีการโพสต์เลขที่บ้าน และเลขทะเบียนรถยนต์ของนายสมศักดิ์ในสื่ออินเตอร์เนต เพื่อปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังและคุมคาม และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยงครึ่ง การลงมือก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะมีคนร้าย 2 คนขี่จักรยานยนตร์มาจอดหน้าบ้านตะโกนโหวกเหวก ด่าทอ แล้วขว้างก้อนอิฐ โยนขวดใส่น้ำมันก๊าด แล้วยิงปืนใส่บ้านและรถของนายสมศักดิ์ที่รามอินทรา ทำให้กระจกบ้านแตกและรถยนต์เสียหาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงคุกคามโดยตรง
ตามประวัติที่รวบรวมได้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2501 มีชื่อเรียกเล่นกันว่า “หัวโต” จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เริ่มทำกิจกรรมมาตั้งสมัยนักเรียน และเป็นหนึ่งในผู้จัดทำหนังสือสมานมิตร ฉบับ”ศึก”ที่เป็นที่วิจารณ์ของยุคสมัย ต่อมา ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พงศ.2519 และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับขบวนการนักศึกษา เป็นโฆษกในการชุมนุม ในขณะที่ฝ่ายชนชั้นปกครองก่อการปราบปรามนักศึกษาประชาชนและก่อการรัฐประหารในกรณี 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 สมศักดิ์ได้ถูกจับกุมคุมขัง และถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพและคอมมิวนิสต์ เขาต้องถูกจองจำโดยปราศจากความผิดนานถึง 2 ปี จึงได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อ พ.ศ.2521 จึงถือได้ว่า สมศักดิ์เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเดือนตุลาด้วย
หลังจากนั้น สมศักดิ์ก็ได้กลับมาเรียนหนังสือจนจบการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้น ก็จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยโมแนช ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ.2535 แล้วกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะสั้น แล้วย้ายมาธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ.2537
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลถือว่าเป็นนักคิดและนักประวัติศาสตร์ ที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นพิเศษ และมีผลงานการศึกษาค้นคว้า และการตีความประวัติศาสตร์จำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 พ.ศ.2489 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 หนังสือที่ตีพิมพ์คือ เรื่อง “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” ก็เป็นงานค้นคว้าที่น่าสนใจอย่างมาก และถือได้ว่าสมศักดิ์เป็นผู้เชี่ยวชาญในความรู้เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในอันดับแรกๆ ในสังคมไทย เพียงแต่ว่า ทัศนะการนำเสนอและข้อมูลที่อธิบายนั้น เป็นทัศนะและข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ที่ขัดกับสิ่งที่ถ่ายทอดให้เชื่อกันอย่างฝังหัวในสังคมไทย สมศักดิ์ได้อธิบายว่า เขาต้องการเสนอปัญหาในจุดยืนที่ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และให้ยกเลิกการใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ด้วยมาตรา 112 ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เพราะเขาไม่เคยด่าแบบหยาบคาย หรือใช้ข้อความโจมตีตัวบุคคล แต่เสนอด้วยเหตุผลและข้อมูลแบบอารยชน และเรียกร้องให้ฝ่ายคนรักเจ้าตอบโต้ด้วยการใช้เหตุผลและข้อมูลด้วยซ้ำ
โดยส่วนตัวแล้ว สำหรับนักศึกษาและเพื่อน ถือว่า สมศักดิ์เป็นอาจารย์ที่ทำตัวง่ายและมีอัธยาศัยดีคนหนึ่ง
แต่ในทางการเคลื่อนไหววิชาการ สมศักดิ์นั้นมีลักษณะ”บินเดี่ยว”อย่างยิ่ง ไม่เชื่อมกับใคร ไม่ร่วมทางวิชาการกับใคร เพราะมีลักษณะวิจารณ์แบบขวานผ่าซากไม่สร้างมิตร จนขัดแย้งกับนักวิชาการก้าวหน้ารายอื่นเสียแทบทั้งหมด ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ เช่น ขัดแย้งกับ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เกษียร เตชะพีระ ธงชัย วินิจจะกูล อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ใจ อึ๊งภากรณ์ พวงทอง ภวัครพันธ์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ สุดา รังกุพันธุ์ เคยทะเลาะอย่างรุนแรงกับ บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ กำพล จำปาพันธ์ และ โชติศักดิ์ อ่อนสูง เป็นต้น
แต่กระนั้น ข้อเสนอที่น่าสนใจและผลงานค้นคว้าที่มีคุณภาพ ก็ทำให้สมศักดิ์มีประชาชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้ติดตามจำนวนไม่น้อย และถือว่าเป็นนักคิดที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง สำหรับในทางการเมือง แม้ว่า สมศักดิ์จะมีแนวโน้มอย่างมากในการสนับสนุนขบวนการคนเสื้อแดง แต่ไม่ถือได้ว่าเป็นแนวร่วมใดๆ ของพรรคเพื่อไทย และไม่มีความเกี่ยวพันกับรัฐบาลยื่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลย
แต่กระนั้น ในสังคมไทยกระแสหลัก ที่มีความคับแคบทางความคิด และคุ้นเคยกับการมองสรรพสิ่งแบบด้านเดียว กลับมีความเห็นว่า การนำเสนอแบบสมศักดิ์เป็นการกระทำที่ผิด ฝ่ายนิยมเจ้าเสียอีกที่ใช้วาจาเกลียดชัง(hate speech) ใช้ความหยาบคายตอบโต้เสมอ และยังหาทางที่จะใช้กฎหมายมาตรา 112 มาเล่นงาน หวังให้นักวิชาการที่คิดต่างอย่างสมศักดิ์เข้าคุกให้จงได้ และยังใช้วิธีการรุนแรงให้ไร้เหตุผลมาเล่นงาน ซึ่งเป็นการประจานถึงความป่าเถื่อนของฝ่ายนิยมเจ้าเอง
ดังนั้น สำหรับบุคคลที่ฉลาดและตื่นรู้ จะต้องร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงข่มขู่คุกคามต่อสมศักดิ์ในลักษณะเช่นนี้ ต้องยืนยันว่า การนำเสนอสรรพสิ่งอย่างรอบด้านนั้น สอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตยของโลก เรื่องเสรีภาพทางความคิดเป็นเรื่องที่ได้รับการรับรองตามปฏิญญาสิทธิมนุษยชน ในทางตรงข้ามการรับหรือเชื่ออย่างฝังหัวแบบด้านเดียว พร้อมที่จะให้ร้ายคนอื่น เป็นการแสดงความอับจนทางปัญญาอย่างยิ่งของสังคมไทย ที่ควรจะต้องขจัดให้หมดสิ้นไป
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ลัทธิไล่ล่า สมศักดิ์ เจียมฯ
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/02/51927
. . Mon, 2014-02-24 08:16
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 452 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557
ในระยะนี้ ลัทธิล่าหัวบุคคลที่เห็นต่างด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ได้หวนกลับมาสู่กระแสสูงอีกครั้ง โดยบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นนักวิชาการหัวแข็งระดับแนวหน้าคนหนึ่งของสังคมไทย
ทั้งนี้เริ่มจากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ได้แถลงข่าวว่า ทางกองทัพบกได้ตรวจพบการเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า อาจมีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และด้วยข้ออ้างที่ว่า กองทัพบกเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ปกป้องสถาบันและดำรงพระเกียรติยศ ทางกองทัพบกจำเป็นต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการพิจารณาว่าข้อความใดเข้าข่ายหมิ่นหรือจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางสังคมเพื่อกดดันและปฏิเสธพฤติกรรมการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
ข้อสังเกตต่อข่าวนี้ก็คือ ทางกองทัพก็ยังไม่ได้มั่นใจว่า การโพสต์เฟซบุ๊ค ของนายสมศักดิ์จะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ ต้องให้ผ่ายกฎหมายของกองทัพตรวจสอบก่อน แต่กองทัพบกอ้างสิทธิ์ของความเป็นหน่วยราชการที่ภักดี ที่มุ่งเป้าโจมตีไปที่นายสมศักดิ์ ซึ่งในกรณีนี้ นายสมศักดิ์ได้โพสต์ข้อความอธิบายว่า “ไม่ทราบว่า กองทัพบกอ่านภาษาไทยอย่างไรนะครับ คนรักเจ้า อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ 112 ตั้งแต่เมื่อไร และการที่ผมล้อเลียนวิจารณ์คนรักเจ้าและการรักเจ้าแบบเอาเจ้าเป็นศูนย์กลางจักรวาล ไม่รู้จักการตื่นรู้เตรียมปรับตัว เป็นการละเมิด 112 ไปได้อย่างไร”
ต่อมา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก็มีกลุ่มราชนิกุล 21 คน เดินทางไปที่กองปราบเพื่อร้องทุกข์ให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง และติดตามบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามกฎหมายมาตรา 112 กลุ่มนี้มุ่งเป้าการโจมตีไปที่รัฐบาลและตำรวจว่า ปล่อยปละให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดย ม.ล.สุทธิฉันท์ วรวุฒิ ได้ยกตัวอย่างว่า “เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด และมีการตรวจสอบก่อนทั้งกรณีของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เมื่อก่อนก็โพสต์มาตลอด แต่ทำแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เลยเปิดเผยมากขึ้นและโพสต์ถี่ขึ้น เพื่อให้คนอื่นเข้ามาร่วม”
ในระหว่างนี้ ได้มีการโพสต์เลขที่บ้าน และเลขทะเบียนรถยนต์ของนายสมศักดิ์ในสื่ออินเตอร์เนต เพื่อปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังและคุมคาม และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยงครึ่ง การลงมือก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะมีคนร้าย 2 คนขี่จักรยานยนตร์มาจอดหน้าบ้านตะโกนโหวกเหวก ด่าทอ แล้วขว้างก้อนอิฐ โยนขวดใส่น้ำมันก๊าด แล้วยิงปืนใส่บ้านและรถของนายสมศักดิ์ที่รามอินทรา ทำให้กระจกบ้านแตกและรถยนต์เสียหาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงคุกคามโดยตรง
ตามประวัติที่รวบรวมได้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2501 มีชื่อเรียกเล่นกันว่า “หัวโต” จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เริ่มทำกิจกรรมมาตั้งสมัยนักเรียน และเป็นหนึ่งในผู้จัดทำหนังสือสมานมิตร ฉบับ”ศึก”ที่เป็นที่วิจารณ์ของยุคสมัย ต่อมา ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พงศ.2519 และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับขบวนการนักศึกษา เป็นโฆษกในการชุมนุม ในขณะที่ฝ่ายชนชั้นปกครองก่อการปราบปรามนักศึกษาประชาชนและก่อการรัฐประหารในกรณี 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 สมศักดิ์ได้ถูกจับกุมคุมขัง และถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพและคอมมิวนิสต์ เขาต้องถูกจองจำโดยปราศจากความผิดนานถึง 2 ปี จึงได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อ พ.ศ.2521 จึงถือได้ว่า สมศักดิ์เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเดือนตุลาด้วย
หลังจากนั้น สมศักดิ์ก็ได้กลับมาเรียนหนังสือจนจบการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้น ก็จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยโมแนช ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ.2535 แล้วกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะสั้น แล้วย้ายมาธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ.2537
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลถือว่าเป็นนักคิดและนักประวัติศาสตร์ ที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นพิเศษ และมีผลงานการศึกษาค้นคว้า และการตีความประวัติศาสตร์จำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 พ.ศ.2489 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 หนังสือที่ตีพิมพ์คือ เรื่อง “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” ก็เป็นงานค้นคว้าที่น่าสนใจอย่างมาก และถือได้ว่าสมศักดิ์เป็นผู้เชี่ยวชาญในความรู้เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในอันดับแรกๆ ในสังคมไทย เพียงแต่ว่า ทัศนะการนำเสนอและข้อมูลที่อธิบายนั้น เป็นทัศนะและข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ที่ขัดกับสิ่งที่ถ่ายทอดให้เชื่อกันอย่างฝังหัวในสังคมไทย สมศักดิ์ได้อธิบายว่า เขาต้องการเสนอปัญหาในจุดยืนที่ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และให้ยกเลิกการใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ด้วยมาตรา 112 ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เพราะเขาไม่เคยด่าแบบหยาบคาย หรือใช้ข้อความโจมตีตัวบุคคล แต่เสนอด้วยเหตุผลและข้อมูลแบบอารยชน และเรียกร้องให้ฝ่ายคนรักเจ้าตอบโต้ด้วยการใช้เหตุผลและข้อมูลด้วยซ้ำ
โดยส่วนตัวแล้ว สำหรับนักศึกษาและเพื่อน ถือว่า สมศักดิ์เป็นอาจารย์ที่ทำตัวง่ายและมีอัธยาศัยดีคนหนึ่ง
แต่ในทางการเคลื่อนไหววิชาการ สมศักดิ์นั้นมีลักษณะ”บินเดี่ยว”อย่างยิ่ง ไม่เชื่อมกับใคร ไม่ร่วมทางวิชาการกับใคร เพราะมีลักษณะวิจารณ์แบบขวานผ่าซากไม่สร้างมิตร จนขัดแย้งกับนักวิชาการก้าวหน้ารายอื่นเสียแทบทั้งหมด ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ เช่น ขัดแย้งกับ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เกษียร เตชะพีระ ธงชัย วินิจจะกูล อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ใจ อึ๊งภากรณ์ พวงทอง ภวัครพันธ์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ สุดา รังกุพันธุ์ เคยทะเลาะอย่างรุนแรงกับ บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ กำพล จำปาพันธ์ และ โชติศักดิ์ อ่อนสูง เป็นต้น
แต่กระนั้น ข้อเสนอที่น่าสนใจและผลงานค้นคว้าที่มีคุณภาพ ก็ทำให้สมศักดิ์มีประชาชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้ติดตามจำนวนไม่น้อย และถือว่าเป็นนักคิดที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง สำหรับในทางการเมือง แม้ว่า สมศักดิ์จะมีแนวโน้มอย่างมากในการสนับสนุนขบวนการคนเสื้อแดง แต่ไม่ถือได้ว่าเป็นแนวร่วมใดๆ ของพรรคเพื่อไทย และไม่มีความเกี่ยวพันกับรัฐบาลยื่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลย
แต่กระนั้น ในสังคมไทยกระแสหลัก ที่มีความคับแคบทางความคิด และคุ้นเคยกับการมองสรรพสิ่งแบบด้านเดียว กลับมีความเห็นว่า การนำเสนอแบบสมศักดิ์เป็นการกระทำที่ผิด ฝ่ายนิยมเจ้าเสียอีกที่ใช้วาจาเกลียดชัง(hate speech) ใช้ความหยาบคายตอบโต้เสมอ และยังหาทางที่จะใช้กฎหมายมาตรา 112 มาเล่นงาน หวังให้นักวิชาการที่คิดต่างอย่างสมศักดิ์เข้าคุกให้จงได้ และยังใช้วิธีการรุนแรงให้ไร้เหตุผลมาเล่นงาน ซึ่งเป็นการประจานถึงความป่าเถื่อนของฝ่ายนิยมเจ้าเอง
ดังนั้น สำหรับบุคคลที่ฉลาดและตื่นรู้ จะต้องร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงข่มขู่คุกคามต่อสมศักดิ์ในลักษณะเช่นนี้ ต้องยืนยันว่า การนำเสนอสรรพสิ่งอย่างรอบด้านนั้น สอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตยของโลก เรื่องเสรีภาพทางความคิดเป็นเรื่องที่ได้รับการรับรองตามปฏิญญาสิทธิมนุษยชน ในทางตรงข้ามการรับหรือเชื่ออย่างฝังหัวแบบด้านเดียว พร้อมที่จะให้ร้ายคนอื่น เป็นการแสดงความอับจนทางปัญญาอย่างยิ่งของสังคมไทย ที่ควรจะต้องขจัดให้หมดสิ้นไป
.
2557-01-26
สุวพงศ์: เสร็จ‘มือล่องหน’?, รับ‘บัตรเชิญ’เสียดีๆ
.
เสร็จ‘มือล่องหน’?
โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร คอลัมน สถานีคิดเลขที่ 12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390746522
. . วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:27:51 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2557 หน้า 2 )
อนาคตของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ง่อนแง่นเต็มที
"การเลือกตั้ง" ที่เป็นจุดแข็งสุด
ก็อยู่ในภาวะไม่แน่นอน ว่าจะต้อง "เลื่อน" ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปอีกนานเท่าใด
3 เดือน หรือ 6 เดือน ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น
เพราะ "มือล่องหน" กำลังเร่งทำงานพัลวัน เพื่อเช็กบิลรัฐบาลและเพื่อไทย
เหตุระเบิด เหตุลอบยิงม็อบ ที่ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมากโดยยังจับมือใครดมไม่ได้นั้น
กดดันให้รัฐบาลตัดสินใจใช้ พ.ร.ก.บริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซึ่งกำลังถูกจับตาว่า รัฐบาลได้มากกว่าเสียหรือไม่
เพราะแค่เริ่มต้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ทำให้สังคมเห็นว่า "กองทัพ" ไม่ได้ยืนข้างรัฐบาล
ไม่ว่ากองทัพบก ที่นอกจากขอยืนอยู่แถวหลังแล้ว
การคงรถหุ้มเกราะไว้ที่ราบ 11 ไม่ยอมเอากลับหน่วยหลังเสร็จสิ้นภารกิจสวนสนามวันกองทัพไทยก็ทำให้คนขี้ระแวงสงสัยว่ามีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่
ด้านกองทัพอากาศ การปฏิเสธไม่ให้ตั้งศูนย์ "ศรส." ในพื้นที่ก็ชัดเจนถึงการขอมี "ระยะห่าง" กับรัฐบาล
ส่วนกองทัพเรือ การจับ 3 ทหารหน่วยซีลที่ป้วนเปี้ยนอยู่กับม็อบ ตามด้วย "จุดยืน" ทะลุปรอทของ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ ที่เคียงข้างม็อบ กปปส. แบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม พร้อมข้อมูลเขย่ารัฐบาล เรื่องการขนต่างชาติ 10 คันรถตู้เข้ามาใน กทม.นั้น
แม้ผู้บัญชาการทหารเรือ จะบอกว่ากองทัพเรือ "เป็นกลาง"
แต่ก็ดูจะเป็นกลางใจในหัวใจม็อบมากกว่า
จึงไม่แปลก ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจ "ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถส่งทหารบก เรือ อากาศ เอาอาวุธร้ายแรงมาทำร้ายผู้ชุมนุม"
เป็นการส่งสัญญาณให้มวลมหาประชาชน รับรู้ว่ากองทัพอยู่ข้าง
เพียงแต่ยังไม่เต็มตัว ถึงขั้นออกโทรทัศน์ไล่รัฐบาล อย่างที่นายสุเทพ ร้องขอเท่านั้น
แต่ถามว่า มีโอกาสไหม
ก็คงอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกนั่นแหละ "แล้วแต่สถานการณ์กำหนด"
ซึ่งหาก "มือล่องหน" เร่งลั่นเสียงปืน เสียงระเบิดให้ "รุนแรง" ขึ้นไม่หยุด
ทั้งต่อฝ่ายม็อบ กปปส.เอง
และทั้งต่อฝ่ายคนเสื้อแดง อย่างกรณีมือมืดถล่มอาก้า นายขวัญชัย ไพรพนา
เชื้อความรุนแรง ถูกฉีดเข้าไปในใจของทุกฝ่าย ที่เข้ามาเล่นหรือถูกบีบให้เข้ามาเล่นในเกมอำมหิตมากขึ้นตามลำดับ
อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทุกวินาทีต่อจากนี้
และที่เจ็บปวดไปกว่านั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำลังจะกลายเป็นอาวุธกลับมาเชือดคอรัฐบาลเสียเอง
เมื่อ ส.ว.สรรหาและประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการที่รัฐบาลเพื่อไทยซึ่งส่งคนลงสมัคร ส.ส. แล้วใช้อำนาจประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และยังถือเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น
จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวและให้ยุบพรรคเพื่อไทย
ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังออกมารับลูก แถลงว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล ส่อเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งระเบียบ กกต.ด้วย
รับลูกเป็นทอดๆ
ซึ่งเมื่อเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ผลที่ออกมาหวาดเสียวต่อรัฐบาลอย่างยิ่ง
นี่เป็นการจัดการของ "มือล่องหน" อีกหรือไม่ เชื่อว่าหลายคนคงเดาได้ไม่ยาก
จึงไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะประเมินว่า การเลื่อนเลือกตั้งออกไป 3-6 เดือน ที่แท้ก็คือการเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระทั้งหลายเร่งสะสางคดีความของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง
และมีจุดหมายที่การยุบเพื่อไทยนั่นเอง
++
รับ‘บัตรเชิญ’เสียดีๆ
โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร คอลัมน สถานีคิดเลขที่ 12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389585931
. . วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:12:05 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2557 )
กองทัพบกแถลงย้ำจุดยืนอีกครั้ง ว่า กองทัพบกทำหน้าที่ตามพันธกิจภายใต้กรอบกฎหมาย
"สิ่งที่ยึดมั่นอยู่เสมอคือ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ตราบใดที่ทั้ง 4 สถาบันหลักยังไม่ถูกทำลายโดยคนกลุ่มใด กองทัพจะยังเป็นกองทัพที่มีระเบียบ วินัยอยู่เสมอ...ทหารจะไม่ยอมให้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายใด เพราะทหารจะต้องเป็นผู้รักษากฎ ระเบียบ กติกาของสังคม และหยุดความแตกแยกให้ได้ เพื่อนำพาประเทศให้ปลอดภัย"
สอดประสานกับกองทัพภาคที่ 1 เจ้าของพื้นที่ "ปิดกรุงเทพฯ"
ยืนยันต่อสาธารณชนว่า
"เชื่อมั่นในจุดยืนและการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหาร ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและมุ่งมั่นที่จะนำพากองทัพไปบนแนวทางที่ถูกต้อง รักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ทั้งปวงภายใต้กฎระเบียบและข้อบังคับของกฎหมายที่มีอย่างดีที่สุด"
ภายใต้ "กรอบกฎหมาย" ที่ว่า จึงน่าจะอนุมานได้ว่าคงจะรวมถึง การไม่ปฏิวัติรัฐประหาร ด้วย
ซึ่งก็คงต้องฟัง
และให้เกียรติกองทัพว่าจะรักษา "คำมั่น" นั้นเอาไว้
กระนั้น แม้กองทัพจะยืนยันว่าไม่ทำ
แต่คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ก่อนหน้านี้ ที่ว่า "แล้วแต่สถานการณ์กำหนด" นั่นต่างหากคือปัญหา
กล่าวคือ ถึงกองทัพจะไม่ได้ทำหรือสร้างเงื่อนไขเพื่อปูทางไปสู่การปฏิวัติ
แต่เราก็สามารถจับอาการของผู้ที่พยายามยัด "บัตรเชิญ" ให้กองทัพและทหารออกมา "รัฐประหาร" ได้ "ชัดเจน"
อย่างน้อยที่สุด การ "ปิดกรุงเทพฯ" ที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 13 มกราคม แม้ กปปส.จะอ้างถึงการชุมนุมสงบ สันติ อหิงสา
แต่ดูเหมือนคนจะไม่เชื่อมั่นเช่นนั้น
เพราะการเอาคนไปนั่งๆ เดินๆ บนถนน 7 จุด ก็ไม่น่าจะสร้างแรงกดดันบีบคั้นให้รัฐบาลต้องพ่ายแพ้
จึงมีความเชื่อค่อนข้างมาก ว่า จะมีผู้เติมเชื้อและจุดไฟ ให้การปิดกรุงเทพฯครั้งนี้ต้องแตกหัก
และ "เลือด" ก็เริ่มไหลนองแล้ว
แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส.จะอ้างถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์
แต่มีคนมากมายเชื่อว่า นอกเหนือตัวละครที่โลดแล่นบนท้องถนนอย่างนายสุเทพแล้ว
ยังมี "ผู้กำหนดพิมพ์เขียว" เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปอย่างที่พวกเขาต้องการ ยังดำรงอยู่
และขณะนี้มีการขับเคลื่อน สอดคล้อง เป็นเครือข่าย เพื่อทำให้ สถานการณ์กระชับมั่นไปสู่เป้าหมายสุดท้าย นั่นคือ การยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จ
รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเพื่อไทย ตกอยู่ในสถานการณ์ถูกไล่บดขยี้อย่างหนัก
นอกเหนือจากต้องลุ้นว่า การปิดกรุงเทพฯจะนำไปสู่สถานการณ์ร้ายแรงขนาดไหนแล้ว
ความชอบธรรมที่หวังพึ่ง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ก็เข้าสู่ภาวะ "เดดล็อก" ยิ่งขึ้นทุกที
กกต.เสนอทุกโอกาสและจังหวะให้เลื่อนเลือกตั้ง
ขณะที่ภาวะ "สันหลังหวะ" ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้ช่องไว้ก็มี อีกาเข้าจิกตีและขยายแผลกันยกใหญ่
องค์กรอิสระ ไม่ว่า ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำงานกันคึกคัก
ซึ่งความคึกคักนั้น ชาวบ้านไม่ได้โง่ และย่อมสามารถต่อจิ๊กซอว์เอง ได้ว่า มี "นัยยะ" อย่างไร
ภาวะที่คับขันเข้าไปทุกทีนี้
ที่สุดก็จะกลายเป็น "สถานการณ์กำหนด" ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกองทัพไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากต้องยื่นมือ รับ "บัตรเชิญ"
เพื่อทำรัฐประหาร ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือซ่อนรูป
ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว!?!
...........
.
เสร็จ‘มือล่องหน’?
โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร คอลัมน สถานีคิดเลขที่ 12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390746522
. . วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:27:51 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2557 หน้า 2 )
อนาคตของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ง่อนแง่นเต็มที
"การเลือกตั้ง" ที่เป็นจุดแข็งสุด
ก็อยู่ในภาวะไม่แน่นอน ว่าจะต้อง "เลื่อน" ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปอีกนานเท่าใด
3 เดือน หรือ 6 เดือน ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น
เพราะ "มือล่องหน" กำลังเร่งทำงานพัลวัน เพื่อเช็กบิลรัฐบาลและเพื่อไทย
เหตุระเบิด เหตุลอบยิงม็อบ ที่ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมากโดยยังจับมือใครดมไม่ได้นั้น
กดดันให้รัฐบาลตัดสินใจใช้ พ.ร.ก.บริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซึ่งกำลังถูกจับตาว่า รัฐบาลได้มากกว่าเสียหรือไม่
เพราะแค่เริ่มต้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ทำให้สังคมเห็นว่า "กองทัพ" ไม่ได้ยืนข้างรัฐบาล
ไม่ว่ากองทัพบก ที่นอกจากขอยืนอยู่แถวหลังแล้ว
การคงรถหุ้มเกราะไว้ที่ราบ 11 ไม่ยอมเอากลับหน่วยหลังเสร็จสิ้นภารกิจสวนสนามวันกองทัพไทยก็ทำให้คนขี้ระแวงสงสัยว่ามีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่
ด้านกองทัพอากาศ การปฏิเสธไม่ให้ตั้งศูนย์ "ศรส." ในพื้นที่ก็ชัดเจนถึงการขอมี "ระยะห่าง" กับรัฐบาล
ส่วนกองทัพเรือ การจับ 3 ทหารหน่วยซีลที่ป้วนเปี้ยนอยู่กับม็อบ ตามด้วย "จุดยืน" ทะลุปรอทของ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ ที่เคียงข้างม็อบ กปปส. แบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม พร้อมข้อมูลเขย่ารัฐบาล เรื่องการขนต่างชาติ 10 คันรถตู้เข้ามาใน กทม.นั้น
แม้ผู้บัญชาการทหารเรือ จะบอกว่ากองทัพเรือ "เป็นกลาง"
แต่ก็ดูจะเป็นกลางใจในหัวใจม็อบมากกว่า
จึงไม่แปลก ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจ "ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถส่งทหารบก เรือ อากาศ เอาอาวุธร้ายแรงมาทำร้ายผู้ชุมนุม"
เป็นการส่งสัญญาณให้มวลมหาประชาชน รับรู้ว่ากองทัพอยู่ข้าง
เพียงแต่ยังไม่เต็มตัว ถึงขั้นออกโทรทัศน์ไล่รัฐบาล อย่างที่นายสุเทพ ร้องขอเท่านั้น
แต่ถามว่า มีโอกาสไหม
ก็คงอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกนั่นแหละ "แล้วแต่สถานการณ์กำหนด"
ซึ่งหาก "มือล่องหน" เร่งลั่นเสียงปืน เสียงระเบิดให้ "รุนแรง" ขึ้นไม่หยุด
ทั้งต่อฝ่ายม็อบ กปปส.เอง
และทั้งต่อฝ่ายคนเสื้อแดง อย่างกรณีมือมืดถล่มอาก้า นายขวัญชัย ไพรพนา
เชื้อความรุนแรง ถูกฉีดเข้าไปในใจของทุกฝ่าย ที่เข้ามาเล่นหรือถูกบีบให้เข้ามาเล่นในเกมอำมหิตมากขึ้นตามลำดับ
อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทุกวินาทีต่อจากนี้
และที่เจ็บปวดไปกว่านั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำลังจะกลายเป็นอาวุธกลับมาเชือดคอรัฐบาลเสียเอง
เมื่อ ส.ว.สรรหาและประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการที่รัฐบาลเพื่อไทยซึ่งส่งคนลงสมัคร ส.ส. แล้วใช้อำนาจประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และยังถือเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น
จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวและให้ยุบพรรคเพื่อไทย
ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังออกมารับลูก แถลงว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล ส่อเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งระเบียบ กกต.ด้วย
รับลูกเป็นทอดๆ
ซึ่งเมื่อเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ผลที่ออกมาหวาดเสียวต่อรัฐบาลอย่างยิ่ง
นี่เป็นการจัดการของ "มือล่องหน" อีกหรือไม่ เชื่อว่าหลายคนคงเดาได้ไม่ยาก
จึงไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะประเมินว่า การเลื่อนเลือกตั้งออกไป 3-6 เดือน ที่แท้ก็คือการเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระทั้งหลายเร่งสะสางคดีความของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง
และมีจุดหมายที่การยุบเพื่อไทยนั่นเอง
++
รับ‘บัตรเชิญ’เสียดีๆ
โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร คอลัมน สถานีคิดเลขที่ 12
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1389585931
. . วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:12:05 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2557 )
กองทัพบกแถลงย้ำจุดยืนอีกครั้ง ว่า กองทัพบกทำหน้าที่ตามพันธกิจภายใต้กรอบกฎหมาย
"สิ่งที่ยึดมั่นอยู่เสมอคือ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ตราบใดที่ทั้ง 4 สถาบันหลักยังไม่ถูกทำลายโดยคนกลุ่มใด กองทัพจะยังเป็นกองทัพที่มีระเบียบ วินัยอยู่เสมอ...ทหารจะไม่ยอมให้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายใด เพราะทหารจะต้องเป็นผู้รักษากฎ ระเบียบ กติกาของสังคม และหยุดความแตกแยกให้ได้ เพื่อนำพาประเทศให้ปลอดภัย"
สอดประสานกับกองทัพภาคที่ 1 เจ้าของพื้นที่ "ปิดกรุงเทพฯ"
ยืนยันต่อสาธารณชนว่า
"เชื่อมั่นในจุดยืนและการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหาร ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและมุ่งมั่นที่จะนำพากองทัพไปบนแนวทางที่ถูกต้อง รักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ทั้งปวงภายใต้กฎระเบียบและข้อบังคับของกฎหมายที่มีอย่างดีที่สุด"
ภายใต้ "กรอบกฎหมาย" ที่ว่า จึงน่าจะอนุมานได้ว่าคงจะรวมถึง การไม่ปฏิวัติรัฐประหาร ด้วย
ซึ่งก็คงต้องฟัง
และให้เกียรติกองทัพว่าจะรักษา "คำมั่น" นั้นเอาไว้
กระนั้น แม้กองทัพจะยืนยันว่าไม่ทำ
แต่คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ก่อนหน้านี้ ที่ว่า "แล้วแต่สถานการณ์กำหนด" นั่นต่างหากคือปัญหา
กล่าวคือ ถึงกองทัพจะไม่ได้ทำหรือสร้างเงื่อนไขเพื่อปูทางไปสู่การปฏิวัติ
แต่เราก็สามารถจับอาการของผู้ที่พยายามยัด "บัตรเชิญ" ให้กองทัพและทหารออกมา "รัฐประหาร" ได้ "ชัดเจน"
อย่างน้อยที่สุด การ "ปิดกรุงเทพฯ" ที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 13 มกราคม แม้ กปปส.จะอ้างถึงการชุมนุมสงบ สันติ อหิงสา
แต่ดูเหมือนคนจะไม่เชื่อมั่นเช่นนั้น
เพราะการเอาคนไปนั่งๆ เดินๆ บนถนน 7 จุด ก็ไม่น่าจะสร้างแรงกดดันบีบคั้นให้รัฐบาลต้องพ่ายแพ้
จึงมีความเชื่อค่อนข้างมาก ว่า จะมีผู้เติมเชื้อและจุดไฟ ให้การปิดกรุงเทพฯครั้งนี้ต้องแตกหัก
และ "เลือด" ก็เริ่มไหลนองแล้ว
แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส.จะอ้างถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์
แต่มีคนมากมายเชื่อว่า นอกเหนือตัวละครที่โลดแล่นบนท้องถนนอย่างนายสุเทพแล้ว
ยังมี "ผู้กำหนดพิมพ์เขียว" เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปอย่างที่พวกเขาต้องการ ยังดำรงอยู่
และขณะนี้มีการขับเคลื่อน สอดคล้อง เป็นเครือข่าย เพื่อทำให้ สถานการณ์กระชับมั่นไปสู่เป้าหมายสุดท้าย นั่นคือ การยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จ
รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเพื่อไทย ตกอยู่ในสถานการณ์ถูกไล่บดขยี้อย่างหนัก
นอกเหนือจากต้องลุ้นว่า การปิดกรุงเทพฯจะนำไปสู่สถานการณ์ร้ายแรงขนาดไหนแล้ว
ความชอบธรรมที่หวังพึ่ง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ก็เข้าสู่ภาวะ "เดดล็อก" ยิ่งขึ้นทุกที
กกต.เสนอทุกโอกาสและจังหวะให้เลื่อนเลือกตั้ง
ขณะที่ภาวะ "สันหลังหวะ" ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้ช่องไว้ก็มี อีกาเข้าจิกตีและขยายแผลกันยกใหญ่
องค์กรอิสระ ไม่ว่า ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำงานกันคึกคัก
ซึ่งความคึกคักนั้น ชาวบ้านไม่ได้โง่ และย่อมสามารถต่อจิ๊กซอว์เอง ได้ว่า มี "นัยยะ" อย่างไร
ภาวะที่คับขันเข้าไปทุกทีนี้
ที่สุดก็จะกลายเป็น "สถานการณ์กำหนด" ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกองทัพไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากต้องยื่นมือ รับ "บัตรเชิญ"
เพื่อทำรัฐประหาร ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือซ่อนรูป
ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว!?!
...........
.
2557-01-23
เอกสิทธิ์: วิกฤตการเมืองกับความหวาดกลัวของชนชั้นนำของไทย
.
วิกฤตการเมืองกับความหวาดกลัวของชนชั้นนำของไทย
โดย เอกสิทธิ์ หนุนภักดี
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51353
. . Thu, 2014-01-23 19:41
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เป็นชนชั้นนำของไทย เมื่อประเมินจากความสามารถในการเข้าถึงอำนาจและทรัพย์สินในครอบครอง ความพยายามล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คัดค้าน ถ่วงเวลา โจมตีผู้สนับสนุนการเลือกตั้งและการปฏิเสธการเลือกตั้งของคุณสุเทพและบรรดาแกนนำทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย สะท้อนความหวาดกลัวประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทย
ชนชั้นนำไทยมีความพยายามคุมความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่จะส่งผลให้อำนาจและทรัพย์สินของพวกเขาลดลงด้วยวิธีการต่าง ๆ เสมอมา ทั้งในทางกฎระเบียบ กฎหมาย อุดมการณ์ วัฒนธรรม ประเพณี หรือด้วยกำลังเพื่อมิให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจจนโครงสร้างนั้นหลุดจากการกำกับของตนเอง
เพียงแต่วิธีการควบคุมดังกล่าวนี้ จำนวนมากถูกใช้อย่างแนบเนียน แม้เป็นความรุนแรงก็เป็นความรุนแรงในที่ลับ
ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรงอย่างอุจาดในที่สาธารณะ จึงสะท้อนความหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงในระดับสูงของชนชั้นนำ ซึ่งอาจจะเกิดจากการตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อับจนปัญญาที่จะเหนี่ยวรั้งสังคมไว้เช่นเดิม หรืออยู่ในสภาพสิ้นหวังไม่เห็นอนาคตจนตรอก จึงมุ่งเป้าหมายไม่เลือกวิธีการกระทั่งยินยอมใช้ความรุนแรง
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยเผชิญความขัดแย้งและวิกฤตทางการเมืองบ่อยครั้ง บางส่วนยุติลงด้วยการรัฐประหาร ส่วนที่ขัดแย้งลึกซึ้งมักเกิดความรุนแรง ในจำนวนนี้มีความขัดแย้งทางการเมืองที่เดิมพันคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างน้อย 2 ครั้งใหญ่ คือ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับพลังปฏิรูปสังคมที่ก่อตัวในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา19 และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับพลังประชาธิปไตยโดยมีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา 49 เป็นหมุดหมายสำคัญ
ความขัดแย้งทั้งสองครั้งนี้แม้ได้เกิดความรุนแรงขึ้นแล้วก็ยังไม่สามารถยุติปัญหาลงได้ ก่อนและหลังเหตุการณ์รุนแรงครั้งใหญ่ในที่สาธารณะก็ยังปรากฏความรุนแรงในระดับต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนในปี พ.ศ. 2514 กระแสปฏิรูปสังคมของนักศึกษาปัญญาชนช่วงปี พ.ศ. 2516 การโค่นระบอบกษัตริย์ของลาวในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ชนชั้นนำวิตกและหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคม ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 - เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานและกลุ่มพลังตอบโต้การเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสังคมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อและอบรมอุดมการณ์รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์อย่างเข้มข้น มีการคุกคาม ทำร้ายและลอบสังหารนักศึกษา ผู้นำชาวนา ผู้นำสหภาพแรงงาน นักวิชาการและนักการเมืองผู้ชูธงปฏิรูปสังคม ก่อนจะนำไปสู่การปิดล้อมสังหารหมู่นักศึกษาจำนวนหลายร้อยคนกลางเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ผลักไสขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนชั้นแนวหน้าของไทยเข้าป่าอีกจำนวนนับพัน
ตามมาด้วยสงครามระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก่อนที่ความขัดแย้งนี้จะยุติลงในปี พ.ศ. 2523 ด้วยการนิรโทษกรรมให้กับ ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ กลับจากป่าคืนสู่เมือง
หากยึดโครงสร้างทางสังคมที่ยังสามารถผลิตความเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเกณฑ์ก็อาจจะสรุปได้ว่า ชนชั้นนำคือผู้ชนะในความขัดแย้งครั้งนี้
วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ ที่พยายามสร้างฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง การชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายติดต่อกันของพรรคไทยรักไทยนับจากปี พ.ศ. 2544 และพฤติกรรมอำนาจนิยมอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งของอดีตนายกฯทักษิณ ทำให้ชนชั้นนำตระหนักถึงภัยคุกคามของประชาธิปไตยต่อพวกเขา
หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยา 49 และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ ศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่าฉบับ ‘หมายจับทักษิณ’ ที่ติดตั้งกลไกถ่วงดุลอำนาจเสียงข้างมากด้วยเสียงข้างน้อยที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง สร้างตุลาการภิวัตน์และตุลาการธิปไตย ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของชนชั้นนำด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถกำกับประชาธิปไตยได้
การเมืองไทยในรอบ 7 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความพยายามดังกล่าวนั้นสูญเปล่า นอกจากชนชั้นนำจะไม่สามารถกำกับประชาธิปไตยได้อย่างเด็ดขาดแล้ว กระบวนการในการกำกับประชาธิปไตยของชนชั้นนำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มระดับความรุนแรงและความอุจาดมากขึ้น กล่าวคือ เพื่อที่จะจำกัดประชาธิปไตยลง
ชนชั้นนำไทยเลือกใช้รูปแบบและวิธีการที่สังคมกังขามากขึ้นกระทั่งบางครั้งยอมละเมิดหลักการ เปิดเปลือยตัวตนด้านอุจาดโจ่งแจ้งในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการให้ทหารปราบปรามประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งด้วยกระสุนจริงในปี พ.ศ. 2553 การเข้ามาก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติของฝ่ายตุลาการ การตัดสินคดีปกครองและการตีความกฎหมายอย่างน่าฉงนในหลักกฎหมายหลายครั้งหลายครา รวมถึงการให้ความเห็นด้วยถ้อยคำปลุกปั่นยุยงสร้างความเกลียดชังกระทั่งหยาบช้าเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทั้งหมดนี้สะท้อนความหวาดกลัวประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทย
ความหวาดกลัว ความอับจนปัญญาและความสิ้นหวังมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและพฤติกรรมอุจาดแต่ไม่ประกันว่าวิธีการดังกล่าวจะนำไปสู่ชัยชนะของชนชั้นนำ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับพลังปฏิรูปสังคมในพุทธทศวรรษที่ 2510 และ 2520 แตกต่างไปจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับประชาธิปไตยในปัจจุบันด้วย อย่างน้อย 4 ประการ คือ
ประการแรก ความขัดแย้งในรอบนี้ชนชั้นนำไทยไม่มีความเป็นปึกแผ่นเช่นเดียวกับในอดีต นักวิชาการหลายท่านสรุปว่าความขัดแย้งทางการเมืองไทยปัจจุบันเป็นผลมาจากความขัดแย้งของชนชั้นนำที่เอามวลชนเป็นเครื่องมือเท่านั้น
ประการที่สอง ฐานกำลังของคู่ขัดแย้งหลักของชนชั้นนำในปัจจุบันนั้นขยายออกไปกว้างขวาง มีจำนวนมาก มีการจัดตั้งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเหนียวแน่นกว่ากลุ่มนักศึกษาปัญญาชน
ประการที่สาม อุดมการณ์ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับชนชั้นนำในปัจจุบันคืออุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น เป็นอุดมการณ์ที่ลงหลักปักฐานมั่นคงในระดับสากลและในประเทศไทยแล้ว แตกต่างจากอุดมการณ์ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับชนชั้นนำในอดีตคือ ‘อุดมการณ์คอมมิวนิสต์’ หรือ ‘อุดมการณ์สังคมนิยม’ ที่ในขณะนั้นเป็นกระแสทางเลือกหนึ่งท่ามกลางตัวเลือกอื่น ๆ ก่อนจะมีผลยุติเด็ดขาดด้วยชัยชนะของอุดมการณ์ประชาธิปไตยหลังสงครามเย็น
ประการที่สี่ การขัดแย้งกับประชาธิปไตยทำให้ชนชั้นนำขาดพันธมิตรนอกประเทศสนับสนุน ในทางกลับกันมิตรประเทศเช่น สิงคโปร์และพม่า และประเทศมหาอำนาจใกล้ชิดกับไทยทั้งญี่ปุ่น สหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป ต่างติเตียนและเห็นพฤติกรรมต้านประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทยเป็นอันตรายต่อการเมืองและเศรษฐกิจของโลก
อีกนัยหนึ่งคือ ความขัดแย้งกับประชาธิปไตยที่กลายเป็นความหวาดกลัวประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทยผลักดันพวกเขาไปสู่
หนึ่ง ความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำด้วยกัน
สอง ขัดแย้งกับประชาชนจำนวนมาก
สาม ขัดแย้งกับอุดมการณ์และแนวทางพัฒนาหลักของสังคมโลก
ไปจนถึง สี่ ขัดแย้งกับมิตรประเทศและประเทศมหาอำนาจ
การต่อสู้ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้อาจทำให้พวกเขาต้องใช้ความรุนแรงและพฤติกรรมอุจาดเหมือนที่เคยกระทำมา แต่จะสามารถรักษาสถานะทางอำนาจของตนเองได้ดังเช่นในอดีตหรือ?
ประชาธิปไตยอาจสร้างความหวาดกลัวให้ชนชั้นนำ แต่ในโลกปัจจุบันดูเหมือนว่า พวกเขาจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอยู่กับประชาธิปไตยต่อไป
.
วิกฤตการเมืองกับความหวาดกลัวของชนชั้นนำของไทย
โดย เอกสิทธิ์ หนุนภักดี
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51353
. . Thu, 2014-01-23 19:41
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เป็นชนชั้นนำของไทย เมื่อประเมินจากความสามารถในการเข้าถึงอำนาจและทรัพย์สินในครอบครอง ความพยายามล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คัดค้าน ถ่วงเวลา โจมตีผู้สนับสนุนการเลือกตั้งและการปฏิเสธการเลือกตั้งของคุณสุเทพและบรรดาแกนนำทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย สะท้อนความหวาดกลัวประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทย
ชนชั้นนำไทยมีความพยายามคุมความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่จะส่งผลให้อำนาจและทรัพย์สินของพวกเขาลดลงด้วยวิธีการต่าง ๆ เสมอมา ทั้งในทางกฎระเบียบ กฎหมาย อุดมการณ์ วัฒนธรรม ประเพณี หรือด้วยกำลังเพื่อมิให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจจนโครงสร้างนั้นหลุดจากการกำกับของตนเอง
เพียงแต่วิธีการควบคุมดังกล่าวนี้ จำนวนมากถูกใช้อย่างแนบเนียน แม้เป็นความรุนแรงก็เป็นความรุนแรงในที่ลับ
ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรงอย่างอุจาดในที่สาธารณะ จึงสะท้อนความหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงในระดับสูงของชนชั้นนำ ซึ่งอาจจะเกิดจากการตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อับจนปัญญาที่จะเหนี่ยวรั้งสังคมไว้เช่นเดิม หรืออยู่ในสภาพสิ้นหวังไม่เห็นอนาคตจนตรอก จึงมุ่งเป้าหมายไม่เลือกวิธีการกระทั่งยินยอมใช้ความรุนแรง
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยเผชิญความขัดแย้งและวิกฤตทางการเมืองบ่อยครั้ง บางส่วนยุติลงด้วยการรัฐประหาร ส่วนที่ขัดแย้งลึกซึ้งมักเกิดความรุนแรง ในจำนวนนี้มีความขัดแย้งทางการเมืองที่เดิมพันคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างน้อย 2 ครั้งใหญ่ คือ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับพลังปฏิรูปสังคมที่ก่อตัวในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา19 และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับพลังประชาธิปไตยโดยมีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา 49 เป็นหมุดหมายสำคัญ
ความขัดแย้งทั้งสองครั้งนี้แม้ได้เกิดความรุนแรงขึ้นแล้วก็ยังไม่สามารถยุติปัญหาลงได้ ก่อนและหลังเหตุการณ์รุนแรงครั้งใหญ่ในที่สาธารณะก็ยังปรากฏความรุนแรงในระดับต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนในปี พ.ศ. 2514 กระแสปฏิรูปสังคมของนักศึกษาปัญญาชนช่วงปี พ.ศ. 2516 การโค่นระบอบกษัตริย์ของลาวในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ชนชั้นนำวิตกและหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคม ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 - เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานและกลุ่มพลังตอบโต้การเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสังคมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อและอบรมอุดมการณ์รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์อย่างเข้มข้น มีการคุกคาม ทำร้ายและลอบสังหารนักศึกษา ผู้นำชาวนา ผู้นำสหภาพแรงงาน นักวิชาการและนักการเมืองผู้ชูธงปฏิรูปสังคม ก่อนจะนำไปสู่การปิดล้อมสังหารหมู่นักศึกษาจำนวนหลายร้อยคนกลางเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ผลักไสขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนชั้นแนวหน้าของไทยเข้าป่าอีกจำนวนนับพัน
ตามมาด้วยสงครามระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก่อนที่ความขัดแย้งนี้จะยุติลงในปี พ.ศ. 2523 ด้วยการนิรโทษกรรมให้กับ ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ กลับจากป่าคืนสู่เมือง
หากยึดโครงสร้างทางสังคมที่ยังสามารถผลิตความเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเกณฑ์ก็อาจจะสรุปได้ว่า ชนชั้นนำคือผู้ชนะในความขัดแย้งครั้งนี้
วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ ที่พยายามสร้างฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง การชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายติดต่อกันของพรรคไทยรักไทยนับจากปี พ.ศ. 2544 และพฤติกรรมอำนาจนิยมอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งของอดีตนายกฯทักษิณ ทำให้ชนชั้นนำตระหนักถึงภัยคุกคามของประชาธิปไตยต่อพวกเขา
หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยา 49 และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ ศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่าฉบับ ‘หมายจับทักษิณ’ ที่ติดตั้งกลไกถ่วงดุลอำนาจเสียงข้างมากด้วยเสียงข้างน้อยที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง สร้างตุลาการภิวัตน์และตุลาการธิปไตย ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของชนชั้นนำด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถกำกับประชาธิปไตยได้
การเมืองไทยในรอบ 7 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความพยายามดังกล่าวนั้นสูญเปล่า นอกจากชนชั้นนำจะไม่สามารถกำกับประชาธิปไตยได้อย่างเด็ดขาดแล้ว กระบวนการในการกำกับประชาธิปไตยของชนชั้นนำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มระดับความรุนแรงและความอุจาดมากขึ้น กล่าวคือ เพื่อที่จะจำกัดประชาธิปไตยลง
ชนชั้นนำไทยเลือกใช้รูปแบบและวิธีการที่สังคมกังขามากขึ้นกระทั่งบางครั้งยอมละเมิดหลักการ เปิดเปลือยตัวตนด้านอุจาดโจ่งแจ้งในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการให้ทหารปราบปรามประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งด้วยกระสุนจริงในปี พ.ศ. 2553 การเข้ามาก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติของฝ่ายตุลาการ การตัดสินคดีปกครองและการตีความกฎหมายอย่างน่าฉงนในหลักกฎหมายหลายครั้งหลายครา รวมถึงการให้ความเห็นด้วยถ้อยคำปลุกปั่นยุยงสร้างความเกลียดชังกระทั่งหยาบช้าเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทั้งหมดนี้สะท้อนความหวาดกลัวประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทย
ความหวาดกลัว ความอับจนปัญญาและความสิ้นหวังมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและพฤติกรรมอุจาดแต่ไม่ประกันว่าวิธีการดังกล่าวจะนำไปสู่ชัยชนะของชนชั้นนำ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับพลังปฏิรูปสังคมในพุทธทศวรรษที่ 2510 และ 2520 แตกต่างไปจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกับประชาธิปไตยในปัจจุบันด้วย อย่างน้อย 4 ประการ คือ
ประการแรก ความขัดแย้งในรอบนี้ชนชั้นนำไทยไม่มีความเป็นปึกแผ่นเช่นเดียวกับในอดีต นักวิชาการหลายท่านสรุปว่าความขัดแย้งทางการเมืองไทยปัจจุบันเป็นผลมาจากความขัดแย้งของชนชั้นนำที่เอามวลชนเป็นเครื่องมือเท่านั้น
ประการที่สอง ฐานกำลังของคู่ขัดแย้งหลักของชนชั้นนำในปัจจุบันนั้นขยายออกไปกว้างขวาง มีจำนวนมาก มีการจัดตั้งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเหนียวแน่นกว่ากลุ่มนักศึกษาปัญญาชน
ประการที่สาม อุดมการณ์ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับชนชั้นนำในปัจจุบันคืออุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น เป็นอุดมการณ์ที่ลงหลักปักฐานมั่นคงในระดับสากลและในประเทศไทยแล้ว แตกต่างจากอุดมการณ์ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับชนชั้นนำในอดีตคือ ‘อุดมการณ์คอมมิวนิสต์’ หรือ ‘อุดมการณ์สังคมนิยม’ ที่ในขณะนั้นเป็นกระแสทางเลือกหนึ่งท่ามกลางตัวเลือกอื่น ๆ ก่อนจะมีผลยุติเด็ดขาดด้วยชัยชนะของอุดมการณ์ประชาธิปไตยหลังสงครามเย็น
ประการที่สี่ การขัดแย้งกับประชาธิปไตยทำให้ชนชั้นนำขาดพันธมิตรนอกประเทศสนับสนุน ในทางกลับกันมิตรประเทศเช่น สิงคโปร์และพม่า และประเทศมหาอำนาจใกล้ชิดกับไทยทั้งญี่ปุ่น สหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป ต่างติเตียนและเห็นพฤติกรรมต้านประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทยเป็นอันตรายต่อการเมืองและเศรษฐกิจของโลก
อีกนัยหนึ่งคือ ความขัดแย้งกับประชาธิปไตยที่กลายเป็นความหวาดกลัวประชาธิปไตยของชนชั้นนำไทยผลักดันพวกเขาไปสู่
หนึ่ง ความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำด้วยกัน
สอง ขัดแย้งกับประชาชนจำนวนมาก
สาม ขัดแย้งกับอุดมการณ์และแนวทางพัฒนาหลักของสังคมโลก
ไปจนถึง สี่ ขัดแย้งกับมิตรประเทศและประเทศมหาอำนาจ
การต่อสู้ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้อาจทำให้พวกเขาต้องใช้ความรุนแรงและพฤติกรรมอุจาดเหมือนที่เคยกระทำมา แต่จะสามารถรักษาสถานะทางอำนาจของตนเองได้ดังเช่นในอดีตหรือ?
ประชาธิปไตยอาจสร้างความหวาดกลัวให้ชนชั้นนำ แต่ในโลกปัจจุบันดูเหมือนว่า พวกเขาจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอยู่กับประชาธิปไตยต่อไป
.
2557-01-21
จากบรรทัดทอง,อนุสาวรีย์ชัยฯ มือที่เริ่ม′มองเห็น′
.
จากบรรทัดทอง,อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มือที่เริ่ม′มอง เห็น′
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390291308
วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 15:05:25 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 มกราคม 2557 )
ในสถานการณ์อันเลวร้ายของการ "ขว้าง" ระเบิดจากบนถนนบรรทัดทอง ย่านเจริญผล ไปยังบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
มี "ข้อดี" ปรากฏให้เห็น
แน่นอน ความสูญเสีย 1 ศพ บาดเจ็บร่วม 40 เมื่อวันที่ 17 มกราคม กับ ความสูญเสียจากการบาดเจ็บ 28 คน
เป็นเรื่องน่าเสียใจ
แต่ภาวะอัน "คลี่คลาย" ประการ 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ท่าทีของ กปปส.ที่มิได้ปฏิเสธบทบาทของ "ตำรวจ" อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
เพราะมีบทเรียนมาแล้วจากกรณี "บรรทัดทอง"
ที่ถนนบรรทัดทอง การต่อต้านการเข้ามาตรวจสอบของตำรวจทำให้ความเป็นจริงต้องยืดระยะเวลาให้เนิ่นยาวออกไป
เมื่อถึง "ชัยสมรภูมิ" จึงอ้าแขน "ต้อนรับ"
ถามว่าบทสรุปอันรวดเร็วของ กปปส.ครั้งนี้สะท้อนอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากบทสรุปที่ว่าศัตรูของ กปปส.กับของตำรวจเป็นอย่างเดียวกัน
นั่นก็คือ มือที่ 3 ป่วน "สถานการณ์"
หากเปรียบเทียบกับเหตุร้ายอันไต่ระดับนับแต่มีมาตรการ "ชัตดาวน์" กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 13 มกราคม เป็นต้นมา
1 อุกอาจมากขึ้น
จากที่เคยลอบซุ่มโจมตีทีเผลอในยามรัตติกาล เหิมเกริมถึงกับเป็นเวลากลางวันแสกๆ ทำกันต่อหน้าต่อตาเลย
นั่นก็คือมิได้มาจากไหน หากอยู่ในที่ชุมนุม
หากสังเกตภาพคนร้ายซึ่งกล้องซีซีทีวีจับได้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็เด่นชัดว่ามีนกหวีดสายธงไตรรงค์คล้องคอ
แต่งตัวเนียนไปกับ "มวลมหาประชาชน"
ขณะเดียวกัน จากระเบิดที่เป็นอาร์ดีจี 5 เหมือนกันทั้งบนถนนบรรทัดทองและเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สะท้อนถึงความต่อเนื่องยึดโยง
เป็นกลุ่มเดียวกัน ขบวนการเดียวกัน
เด่นชัดยิ่งว่า เป้าหมายเพื่อเป็นการเสี้ยมให้เกิดความเข้าใจผิด ขยายและพัฒนาความขัดแย้งให้บานปลายออกไป และเป็นปฏิบัติอันเสมือน "บัตรเชิญ" ให้นำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นกระทั่งจำเป็นต้องมีการใช้อำนาจทางการทหาร
จัดการ "รัฐบาล" จัดการ "ยิ่งลักษณ์
เป้าหมายนี้ของกลุ่มอันสามารถเรียกได้ว่า "มือที่ 3" มวลชนที่อยู่ในสถานชุมนุมมองออก เห็นได้จากที่เปิดทางให้ตำรวจเข้าแสดงบทบาทมากยิ่งขึ้น
เพราะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง
เพราะประจักษ์ว่าเจตนาและเป้าหมายของกลุ่มมือที่ 3 นี้มิได้ปรารถนาดีกับ "มวลมหาประชาชน" อย่างแท้จริง
จึงเห็นบทบาทของตำรวจอย่างเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น
ตรงนี้ฝ่ายการเมืองควรส่งเสริมและขยายบทบาทของตำรวจให้เดินหน้าปฏิบัติการคลี่คลายข้อสงสัยต่างๆ ให้บังเกิดความกระจ่าง
เพราะ "มือที่ 3" เหล่านี้ย่อมไม่ธรรมดา
จากการที่สามารถนำยุทโธปกรณ์ทั้งที่เป็นระเบิด ทั้งที่เป็นอาวุธปืนเข้าไปปะปนอยู่ในที่ชุมนุมโดยลอดมือของการ์ด กปปส.โดยลอดมือของด่านตำรวจไปได้ แสดงว่าต้องเป็นมืออาชีพต้องผ่านการฝึกปรือมาแล้ว
เห็นได้จากความเลือดเย็นบนถนนบรรทัดทองและที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
เป็นไปได้ว่า คนเหล่านี้มิได้ทำงานอย่างเอกเทศ หากแต่ดำเนินไปอย่างเป็นกลุ่มเป็นทีม มีการประสานอย่างสอดคล้อง
หากคลี่คลายออกมาได้ก็โป๊ะเชะ
จากนี้จึงเด่นชัดยิ่งของนักฉวยโอกาสที่จะเสพเสวยประโยชน์จากความขัดแย้งเป็นภักษาหาร
คนเหล่านี้อำมหิตพอจะส่งคนออกปฏิบัติการอย่างเหี้ยมโหด ไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้คน
คนเหล่านี้เลือดเย็นพอที่จะผลักดันตนเองเข้ามาในจังหวะอันงดงาม
เป็นการนั่งมาและแสดงบท "อัศวินม้าขาว" บนกองเลือดและชีวิตประชาชน
..................
.
จากบรรทัดทอง,อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มือที่เริ่ม′มอง เห็น′
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390291308
วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 15:05:25 น.
( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 21 มกราคม 2557 )
ในสถานการณ์อันเลวร้ายของการ "ขว้าง" ระเบิดจากบนถนนบรรทัดทอง ย่านเจริญผล ไปยังบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
มี "ข้อดี" ปรากฏให้เห็น
แน่นอน ความสูญเสีย 1 ศพ บาดเจ็บร่วม 40 เมื่อวันที่ 17 มกราคม กับ ความสูญเสียจากการบาดเจ็บ 28 คน
เป็นเรื่องน่าเสียใจ
แต่ภาวะอัน "คลี่คลาย" ประการ 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ท่าทีของ กปปส.ที่มิได้ปฏิเสธบทบาทของ "ตำรวจ" อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
เพราะมีบทเรียนมาแล้วจากกรณี "บรรทัดทอง"
ที่ถนนบรรทัดทอง การต่อต้านการเข้ามาตรวจสอบของตำรวจทำให้ความเป็นจริงต้องยืดระยะเวลาให้เนิ่นยาวออกไป
เมื่อถึง "ชัยสมรภูมิ" จึงอ้าแขน "ต้อนรับ"
ถามว่าบทสรุปอันรวดเร็วของ กปปส.ครั้งนี้สะท้อนอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากบทสรุปที่ว่าศัตรูของ กปปส.กับของตำรวจเป็นอย่างเดียวกัน
นั่นก็คือ มือที่ 3 ป่วน "สถานการณ์"
หากเปรียบเทียบกับเหตุร้ายอันไต่ระดับนับแต่มีมาตรการ "ชัตดาวน์" กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 13 มกราคม เป็นต้นมา
1 อุกอาจมากขึ้น
จากที่เคยลอบซุ่มโจมตีทีเผลอในยามรัตติกาล เหิมเกริมถึงกับเป็นเวลากลางวันแสกๆ ทำกันต่อหน้าต่อตาเลย
นั่นก็คือมิได้มาจากไหน หากอยู่ในที่ชุมนุม
หากสังเกตภาพคนร้ายซึ่งกล้องซีซีทีวีจับได้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็เด่นชัดว่ามีนกหวีดสายธงไตรรงค์คล้องคอ
แต่งตัวเนียนไปกับ "มวลมหาประชาชน"
ขณะเดียวกัน จากระเบิดที่เป็นอาร์ดีจี 5 เหมือนกันทั้งบนถนนบรรทัดทองและเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สะท้อนถึงความต่อเนื่องยึดโยง
เป็นกลุ่มเดียวกัน ขบวนการเดียวกัน
เด่นชัดยิ่งว่า เป้าหมายเพื่อเป็นการเสี้ยมให้เกิดความเข้าใจผิด ขยายและพัฒนาความขัดแย้งให้บานปลายออกไป และเป็นปฏิบัติอันเสมือน "บัตรเชิญ" ให้นำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นกระทั่งจำเป็นต้องมีการใช้อำนาจทางการทหาร
จัดการ "รัฐบาล" จัดการ "ยิ่งลักษณ์
เป้าหมายนี้ของกลุ่มอันสามารถเรียกได้ว่า "มือที่ 3" มวลชนที่อยู่ในสถานชุมนุมมองออก เห็นได้จากที่เปิดทางให้ตำรวจเข้าแสดงบทบาทมากยิ่งขึ้น
เพราะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง
เพราะประจักษ์ว่าเจตนาและเป้าหมายของกลุ่มมือที่ 3 นี้มิได้ปรารถนาดีกับ "มวลมหาประชาชน" อย่างแท้จริง
จึงเห็นบทบาทของตำรวจอย่างเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น
ตรงนี้ฝ่ายการเมืองควรส่งเสริมและขยายบทบาทของตำรวจให้เดินหน้าปฏิบัติการคลี่คลายข้อสงสัยต่างๆ ให้บังเกิดความกระจ่าง
เพราะ "มือที่ 3" เหล่านี้ย่อมไม่ธรรมดา
จากการที่สามารถนำยุทโธปกรณ์ทั้งที่เป็นระเบิด ทั้งที่เป็นอาวุธปืนเข้าไปปะปนอยู่ในที่ชุมนุมโดยลอดมือของการ์ด กปปส.โดยลอดมือของด่านตำรวจไปได้ แสดงว่าต้องเป็นมืออาชีพต้องผ่านการฝึกปรือมาแล้ว
เห็นได้จากความเลือดเย็นบนถนนบรรทัดทองและที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
เป็นไปได้ว่า คนเหล่านี้มิได้ทำงานอย่างเอกเทศ หากแต่ดำเนินไปอย่างเป็นกลุ่มเป็นทีม มีการประสานอย่างสอดคล้อง
หากคลี่คลายออกมาได้ก็โป๊ะเชะ
จากนี้จึงเด่นชัดยิ่งของนักฉวยโอกาสที่จะเสพเสวยประโยชน์จากความขัดแย้งเป็นภักษาหาร
คนเหล่านี้อำมหิตพอจะส่งคนออกปฏิบัติการอย่างเหี้ยมโหด ไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้คน
คนเหล่านี้เลือดเย็นพอที่จะผลักดันตนเองเข้ามาในจังหวะอันงดงาม
เป็นการนั่งมาและแสดงบท "อัศวินม้าขาว" บนกองเลือดและชีวิตประชาชน
..................
.
2557-01-10
อย่าปิดเลยบางกอกจะบอกให้ โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: อย่าปิดเลยบางกอกจะบอกให้
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51069
. . Fri, 2014-01-10 16:40
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา : โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 446 วันที่ 11 มกราคม 2557
สถานการณ์ในกรุงเทพมหานครในขณะนี้ ก็ยังถือได้ว่า ยังคงตึงเครียด จากการที่ม็อบของ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เสื่อมสภาพกลายเป็นก๊วนอันธพาลการเมือง กระบวนการนี้ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ด้วยการที่ม็อบ กปปส.ยกกำลังฝูงชนเข้ายึดกระทรวงการคลัง และสถานที่ราชการหลายแห่ง ต่อมาก็คือ การส่งกลุ่มอันธพาลไปสกัดกั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สนามกีฬาราชมังคลา จนนำมาซึ่งการเสียชีวิตถึง 5 คน จากนั้น ต่อมาเมื่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภา ม็อบอันธพาลเหล่านี้ก็หาเหตุว่าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม เพราะจะต้องปฏิรูปเสียก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง จึงพยายามล้มการเลือกตั้ง โดยใช้กำลังขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งจนก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย 2 คน และเมื่อการรับสมัครเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ม็อบอันธพาลของนายสุเทพก็ข่มขู่ที่จะปิดกรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมนี้เป็นต้นไป จนกว่ารัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะลาออก ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้
แต่เป็นที่เข้าใจกันได้ดีว่า การที่ม็อบ กปปส.สามารถก่อการเป็นพาลได้ขนาดนี้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากพลังจารีตนิยมในสังคมไทย ซึ่งท่าทีของฝ่ายจารีตนิยมนั่นเอง กลายเป็นเครื่องพันธนาการไม่ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้ความเด็ดขาดในการรักษากฎหมายกับฝ่ายม็อบ ตัวอย่างเช่น กองทัพแทนที่จะเป็นกลไกสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐบาล และช่วยเหลือในการดำเนินการให้สถานการณ์คืนสู่ปกติ แต่กลับวางตัวในลักษณะเป็นกลางหรือแสดงท่าทีให้ท้ายฝ่ายม็อบ เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้แต่อาศัยฝ่ายตำรวจเท่านั้นที่เป็นกองกำลังรักษาสถานการณ์
นอกจากนี้คือ กลุ่มประชาสังคมชนชั้นกลางจำนวนมากที่เทใจสนับสนุนฝ่ายม็อบ กลุ่มนี้จะมีส่วนช่วยสร้างคำอธิบายให้ความชอบธรรมแก่ฝ่ายม็อบ เช่น การอธิบายการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณว่าเป็นการกระทำที่รักชาติ การสร้างกระแสเรื่องการทุจริตคอรับชั่นอันปราศจากหลักฐานมาโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การช่วยแก้ต่างเวลาฝ่ายม็อบก่อความรุนแรง เช่น ที่สนามราชมังคลาก็โยนความผิดไปที่กลุ่มคนเสื้อแดง ต่อมา ก็อธิบายว่า การล้มการเลือกตั้ง ทำลายประชาธิปไตย ตัดสิทธิเลือกตั้งของประชาชนเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อที่จะต้องปฏิรูปประเทศก่อน หรือที่ไปไกลก็คือการยอมรับว่า การเลือกตั้งแบบ 1 สิทธิ์ 1 เสียงไม่เหมาะกับประเทศไทย ต้องเป็นระบอบการปกครองโดยคนดีที่เสนอโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงเหมาะกับประเทศไทย เป็นต้น
ที่มากกว่านั้นคือองค์กรอิสระทั้งหลาย ได้แสดงบทบาทเป็นแนวร่วมทางอ้อมของม็อบ กปปส. เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็รับรองว่าการเคลื่อนไหวของม็อบเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญก็อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายม็อบยังเป็นแบบสันติ อหิงสา ส่วนคณะกรรมการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.) ที่มีหน้าที่จะต้องจัดการเลือกตั้ง กลับแสดงความพยายามที่จะหาทางเลื่อนและล้มการเลือกตั้งให้จงได้ และยังมีการตระเตรียมที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิดของ ส.ส.และ ส.ว. 383 คน ที่ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.อีกด้วย ซึ่งส่วนมากเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล และรวมนายกรัฐมนตรีด้วย โดยหวังจะใช้เงื่อนไขนี้เป็นการล้างบางนักการเมืองฝ่ายเพื่อไทย
แต่ปัญหาสำคัญของการเคลื่อนไหวของ กปปส.และกระบวนการฝ่ายจารีตนิยมขณะนี้ คือ การขาดเหตุผล ขาดความชอบธรรมในแทบทุกประเด็น โดยเฉพาะการข่มขู่ล้มการเลือกตั้งก็เป็นการละเมิดกฎหมาย ทำลายหลักประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิคนอื่นที่ต้องการจะเข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้ง ขบวนการของพวกม็อบล้มประชาธิปไตยเช่นนี้จึงถูกปฏิเสธจากโลกนานาชาติ ยิ่งกว่านั้น การเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพที่จะมีขึ้นก็จะสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างมหาศาล และสร้างความเดือดร้อนอย่างยิ่งต่อประชาชน จะเป็นการทำลายแนวร่วมและผู้สนับสนุนฝ่ายม็อบในกรุงเทพจำนวนมาก แต่ที่สำคัญคือ มาตรการนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเลยในการล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์
หรืออธิบายในอีกด้านหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ควบคุมสถานการณ์ด้วยความสงบนิ่ง ยึดหลักการประชาธิปไตย และความชอบธรรมทางกฎหมายไว้ แล้วยืนยันจะไม่ลาออกตามกระแส ก็จะสร้างความยากลำบากให้กับฝ่ายอำมาตย์มากขึ้นทุกที การปิดกรุงเทพฯไม่ว่าจะกี่วันจะทำอะไรฝ่ายรัฐบาลไม่ได้เลย และจะถูกบีบจากประชาชนที่เดือดร้อนให้ยุติไปเอง
หรือจะเกิดเหตุอื่น เช่น กรณีที่ คณะกรรมการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.)หาเหตุอย่างใดทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ดำเนินไปไม่ได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังรักษาการบริหารประเทศต่อไป ถ้าเลือกตั้งแล้วเปิดประชุมสภาไม่ได้เพราะเสียงไม่ครบ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังรักษาการไปจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ เป้าหมายที่จะโค่นรัฐบาลจึงใช้วิธีนี้ไม่ได้
ถ้าหากจะให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดของ ส.ส.และ ส.ว. 383 คน ก็จะต้องใช้เหตุผลแบบตะแบงอย่างมาก เพื่ออธิบายให้ได้ว่า ส.ส.และ ส.ว.ลงมติในสภาในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา แล้วมีความผิดได้อย่างไร แต่ที่มากกว่านั้นคือ วิธีการนี้ล้มรัฐบาลไม่ได้ เพราะนี่เป็นรัฐบาลรักษาการ ต้องทำงานไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่มารับผิดชอบ และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีใหม่ก็จะมาจากพรรคเพื่อไทยนั่นเอง ถ้าหากนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.จำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ พรรคเพื่อไทยก็มีบุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิ์ครบ 5 ปี ได้สิทธิกลับมาแล้ว ก็ตั้งรัฐบาลใหม่ได้อยู่ดี
ดังนั้น ถ้าม็อบ กปปส.จะโค่นรัฐบาลให้ได้ จะต้องให้ม็อบอันธพาลยกระดับการก่อกวน และสร้างความรุนแรงให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต แต่การกระทำเช่นนั้น ก็จะยิ่งกลายเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายม็อบมากขึ้นทุกที
ในที่สุดเหลือวิธีการสุดท้ายเพียงประการเดียวที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนรัฐบาล หรือ“โค่นระบบทักษิณ”ให้ได้สำเร็จ ก็คือการสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารในรูปแบบใดก็ได้ ดังนั้น กระแสรัฐประหารจึงเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้น ในเมื่อม็อบเริ่มไม่มีทางออก การเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงเป็นการสร้างความวุ่นวายเพื่อปูทางสู่การรัฐประหาร จากนี้เอง การที่กลุ่ม นปช.(แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ) รณรงค์เรื่องการต่อต้านรัฐประหารจึงมีนัยสำคัญ
เพียงแต่ว่าการก่อการรัฐประหารใน พ.ศ.2557 นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวิธีการเปลี่ยนอำนาจโดยการก่อรัฐประหาร ถือเป็นเรื่องเหลวไหลในระดับโลก เป็นการเมืองแบบด้อยพัฒนา ในประเทศไทยเอง กระแสการไม่เอารัฐประหารในหมู่ประชาชนก็รุนแรง แม้แต่ในกองทัพเอง ก็มีนายทหารที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารจำนวนมาก ดังนั้น ถ้ามีทหารกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก่อการรัฐประหารได้สำเร็จ การควบคุมสถานการณ์ก็ไม่ง่ายนัก
แต่กระนั้น กลุ่มพลังฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังต้องร่วมกันคัดค้านการปิดกรุงเทพฯ ต้องพยายามผลักดันการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ให้ลุล่วง ไม่ใช่เพื่อเป็นการรักษารัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เป็นการรักษาประชาธิปไตยของประเทศให้ดำเนินต่อไป เป็นการรักษาสิทธิที่จะเลือกตั้งของประชาชนเอาไว้ ให้พ้นจากภัยพวกขี้แพ้ชวนตี
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: อย่าปิดเลยบางกอกจะบอกให้
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51069
. . Fri, 2014-01-10 16:40
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา : โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 446 วันที่ 11 มกราคม 2557
สถานการณ์ในกรุงเทพมหานครในขณะนี้ ก็ยังถือได้ว่า ยังคงตึงเครียด จากการที่ม็อบของ กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เสื่อมสภาพกลายเป็นก๊วนอันธพาลการเมือง กระบวนการนี้ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ด้วยการที่ม็อบ กปปส.ยกกำลังฝูงชนเข้ายึดกระทรวงการคลัง และสถานที่ราชการหลายแห่ง ต่อมาก็คือ การส่งกลุ่มอันธพาลไปสกัดกั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สนามกีฬาราชมังคลา จนนำมาซึ่งการเสียชีวิตถึง 5 คน จากนั้น ต่อมาเมื่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภา ม็อบอันธพาลเหล่านี้ก็หาเหตุว่าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม เพราะจะต้องปฏิรูปเสียก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง จึงพยายามล้มการเลือกตั้ง โดยใช้กำลังขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งจนก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย 2 คน และเมื่อการรับสมัครเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ม็อบอันธพาลของนายสุเทพก็ข่มขู่ที่จะปิดกรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมนี้เป็นต้นไป จนกว่ารัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะลาออก ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้
แต่เป็นที่เข้าใจกันได้ดีว่า การที่ม็อบ กปปส.สามารถก่อการเป็นพาลได้ขนาดนี้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากพลังจารีตนิยมในสังคมไทย ซึ่งท่าทีของฝ่ายจารีตนิยมนั่นเอง กลายเป็นเครื่องพันธนาการไม่ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้ความเด็ดขาดในการรักษากฎหมายกับฝ่ายม็อบ ตัวอย่างเช่น กองทัพแทนที่จะเป็นกลไกสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐบาล และช่วยเหลือในการดำเนินการให้สถานการณ์คืนสู่ปกติ แต่กลับวางตัวในลักษณะเป็นกลางหรือแสดงท่าทีให้ท้ายฝ่ายม็อบ เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้แต่อาศัยฝ่ายตำรวจเท่านั้นที่เป็นกองกำลังรักษาสถานการณ์
นอกจากนี้คือ กลุ่มประชาสังคมชนชั้นกลางจำนวนมากที่เทใจสนับสนุนฝ่ายม็อบ กลุ่มนี้จะมีส่วนช่วยสร้างคำอธิบายให้ความชอบธรรมแก่ฝ่ายม็อบ เช่น การอธิบายการเคลื่อนไหวของฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณว่าเป็นการกระทำที่รักชาติ การสร้างกระแสเรื่องการทุจริตคอรับชั่นอันปราศจากหลักฐานมาโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การช่วยแก้ต่างเวลาฝ่ายม็อบก่อความรุนแรง เช่น ที่สนามราชมังคลาก็โยนความผิดไปที่กลุ่มคนเสื้อแดง ต่อมา ก็อธิบายว่า การล้มการเลือกตั้ง ทำลายประชาธิปไตย ตัดสิทธิเลือกตั้งของประชาชนเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อที่จะต้องปฏิรูปประเทศก่อน หรือที่ไปไกลก็คือการยอมรับว่า การเลือกตั้งแบบ 1 สิทธิ์ 1 เสียงไม่เหมาะกับประเทศไทย ต้องเป็นระบอบการปกครองโดยคนดีที่เสนอโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงเหมาะกับประเทศไทย เป็นต้น
ที่มากกว่านั้นคือองค์กรอิสระทั้งหลาย ได้แสดงบทบาทเป็นแนวร่วมทางอ้อมของม็อบ กปปส. เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็รับรองว่าการเคลื่อนไหวของม็อบเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญก็อธิบายว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายม็อบยังเป็นแบบสันติ อหิงสา ส่วนคณะกรรมการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.) ที่มีหน้าที่จะต้องจัดการเลือกตั้ง กลับแสดงความพยายามที่จะหาทางเลื่อนและล้มการเลือกตั้งให้จงได้ และยังมีการตระเตรียมที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิดของ ส.ส.และ ส.ว. 383 คน ที่ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.อีกด้วย ซึ่งส่วนมากเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล และรวมนายกรัฐมนตรีด้วย โดยหวังจะใช้เงื่อนไขนี้เป็นการล้างบางนักการเมืองฝ่ายเพื่อไทย
แต่ปัญหาสำคัญของการเคลื่อนไหวของ กปปส.และกระบวนการฝ่ายจารีตนิยมขณะนี้ คือ การขาดเหตุผล ขาดความชอบธรรมในแทบทุกประเด็น โดยเฉพาะการข่มขู่ล้มการเลือกตั้งก็เป็นการละเมิดกฎหมาย ทำลายหลักประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิคนอื่นที่ต้องการจะเข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้ง ขบวนการของพวกม็อบล้มประชาธิปไตยเช่นนี้จึงถูกปฏิเสธจากโลกนานาชาติ ยิ่งกว่านั้น การเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพที่จะมีขึ้นก็จะสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างมหาศาล และสร้างความเดือดร้อนอย่างยิ่งต่อประชาชน จะเป็นการทำลายแนวร่วมและผู้สนับสนุนฝ่ายม็อบในกรุงเทพจำนวนมาก แต่ที่สำคัญคือ มาตรการนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเลยในการล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์
หรืออธิบายในอีกด้านหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ควบคุมสถานการณ์ด้วยความสงบนิ่ง ยึดหลักการประชาธิปไตย และความชอบธรรมทางกฎหมายไว้ แล้วยืนยันจะไม่ลาออกตามกระแส ก็จะสร้างความยากลำบากให้กับฝ่ายอำมาตย์มากขึ้นทุกที การปิดกรุงเทพฯไม่ว่าจะกี่วันจะทำอะไรฝ่ายรัฐบาลไม่ได้เลย และจะถูกบีบจากประชาชนที่เดือดร้อนให้ยุติไปเอง
หรือจะเกิดเหตุอื่น เช่น กรณีที่ คณะกรรมการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.)หาเหตุอย่างใดทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ดำเนินไปไม่ได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังรักษาการบริหารประเทศต่อไป ถ้าเลือกตั้งแล้วเปิดประชุมสภาไม่ได้เพราะเสียงไม่ครบ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังรักษาการไปจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ เป้าหมายที่จะโค่นรัฐบาลจึงใช้วิธีนี้ไม่ได้
ถ้าหากจะให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดของ ส.ส.และ ส.ว. 383 คน ก็จะต้องใช้เหตุผลแบบตะแบงอย่างมาก เพื่ออธิบายให้ได้ว่า ส.ส.และ ส.ว.ลงมติในสภาในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา แล้วมีความผิดได้อย่างไร แต่ที่มากกว่านั้นคือ วิธีการนี้ล้มรัฐบาลไม่ได้ เพราะนี่เป็นรัฐบาลรักษาการ ต้องทำงานไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่มารับผิดชอบ และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีใหม่ก็จะมาจากพรรคเพื่อไทยนั่นเอง ถ้าหากนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.จำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ พรรคเพื่อไทยก็มีบุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิ์ครบ 5 ปี ได้สิทธิกลับมาแล้ว ก็ตั้งรัฐบาลใหม่ได้อยู่ดี
ดังนั้น ถ้าม็อบ กปปส.จะโค่นรัฐบาลให้ได้ จะต้องให้ม็อบอันธพาลยกระดับการก่อกวน และสร้างความรุนแรงให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต แต่การกระทำเช่นนั้น ก็จะยิ่งกลายเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายม็อบมากขึ้นทุกที
ในที่สุดเหลือวิธีการสุดท้ายเพียงประการเดียวที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนรัฐบาล หรือ“โค่นระบบทักษิณ”ให้ได้สำเร็จ ก็คือการสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารในรูปแบบใดก็ได้ ดังนั้น กระแสรัฐประหารจึงเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้น ในเมื่อม็อบเริ่มไม่มีทางออก การเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงเป็นการสร้างความวุ่นวายเพื่อปูทางสู่การรัฐประหาร จากนี้เอง การที่กลุ่ม นปช.(แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ) รณรงค์เรื่องการต่อต้านรัฐประหารจึงมีนัยสำคัญ
เพียงแต่ว่าการก่อการรัฐประหารใน พ.ศ.2557 นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวิธีการเปลี่ยนอำนาจโดยการก่อรัฐประหาร ถือเป็นเรื่องเหลวไหลในระดับโลก เป็นการเมืองแบบด้อยพัฒนา ในประเทศไทยเอง กระแสการไม่เอารัฐประหารในหมู่ประชาชนก็รุนแรง แม้แต่ในกองทัพเอง ก็มีนายทหารที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารจำนวนมาก ดังนั้น ถ้ามีทหารกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก่อการรัฐประหารได้สำเร็จ การควบคุมสถานการณ์ก็ไม่ง่ายนัก
แต่กระนั้น กลุ่มพลังฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังต้องร่วมกันคัดค้านการปิดกรุงเทพฯ ต้องพยายามผลักดันการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ให้ลุล่วง ไม่ใช่เพื่อเป็นการรักษารัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เป็นการรักษาประชาธิปไตยของประเทศให้ดำเนินต่อไป เป็นการรักษาสิทธิที่จะเลือกตั้งของประชาชนเอาไว้ ให้พ้นจากภัยพวกขี้แพ้ชวนตี
.
2556-10-13
พิชิต: 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย
.
14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย
โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49197 . . Fri, 2013-10-11 14:49
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
( เผยแพร่ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” 11 ตุลาคม 2556 )
ในที่สุด การรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 40 ปีในเดือนนี้
ในช่วง 20-30 ปีแรก ได้มีความพยายามที่จะลบเลือนเหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อเรียกร้องให้รื้อฟื้นความทรงจำและสร้างอนุสาวรีย์แก่ผู้ที่เสียชีวิต จนกระทั่งพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งในปี 2544 อดีตนักเคลื่อนไหว 14 ตุลาฯในพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลขณะนั้นจึงสามารถผลักดันให้มีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาฯ ในปี 2546 อย่างยิ่งใหญ่โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ มีการบรรจุคำอธิบายเหตุการณ์ไว้ในตำราของกระทรวงศึกษาธิการ และสถาปนาอนุสรณ์สถานขึ้น ในเวลานั้น ดูเหมือนทุกฝ่ายจะมีฉันทามติตรงกันว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งแรก (และครั้งเดียว) ของพลังประชาธิปไตยของประเทศไทย
แต่ทว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อถึงปัจจุบันได้ทำให้ “ฉันทามติ” ดังกล่าวสิ้นสุดลง ดังจะเห็นได้จากความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาชนเดือนตุลาฯที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยกับมวลชนเสื้อแดงในการประเมินเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แม้ปัญญาชนเดือนตุลาฯ ได้เพียรพยายามทั้งโดยการปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของเสื้อแดง บนเวทีเสวนา กระทั่งในโรงเรียนการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยพยายามที่จะนำเอาการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 มาเชื่อมต่อกับขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน ด้วยการเชิดชูให้เป็นต้นแบบของขบวนประชาธิปไตยของประชาชน เป็นต้นธารของขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน
แต่การตอบรับจากมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากคือ ความเย็นชา กระทั่งปัญญาชนเดือนตุลาฯหลายคนปรารภด้วยความน้อยใจว่า คนเสื้อแดงไม่เอา 14 ตุลาคม 2516 บางคนอธิบายปฏิกิริยาดังกล่าวว่า เป็นเพราะอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลา 2516 เกือบทั้งหมดปัจจุบันเป็นพวกนิยมกษัตริย์และสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นัยหนึ่ง มองว่า คนเสื้อแดงสับสนปะปนกันระหว่างความไม่พอใจในตัวบุคคล (ที่รับใช้เผด็จการในปัจจุบัน) กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (ซึ่งเป็นชัยชนะของประชาธิปไตย)
ความจริงคือ มวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากมีความเย็นชาต่อการรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มิใช่เพียงแค่เพราะไม่พอใจอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาฯ หากแต่เพราะพวกเขามองปริบททางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์นั้นถึงปัจจุบันแล้วสรุปด้วยตัวเองว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการที่นิยมกษัตริย์
เราจะเข้าใจบริบทประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จากแง่มุมของฝ่ายจารีตนิยมได้นั้น จะต้องเข้าใจปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของพวกจารีตนิยมนับแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา นั่นคือ ปัญหา “การจัดการกับกองทัพ” สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการปฏิวัติ 2475 ก็คือ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้มเหลวในการบริหารจัดการ “ความจงรักภักดีในกองทัพ” จนเป็นเหตุให้เกิดการก่อกบฏโดยทหารครั้งแรกเมื่อ รศ. 130 ตามมาด้วยการปฏิวัติ 2475 และนี่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
เมื่อกลุ่มจารีตนิยมร่วมมือกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์โค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามด้วยรัฐประหารปี 2500แทนที่ด้วยเผด็จการทหารเต็มรูปซึ่งก็คือ ระบอบขุนศึก กลุ่มจารีตนิยมก็อาศัยเผด็จการสฤษดิ์เร่งรื้อฟื้นจารีตและพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่ทว่า รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสที่ทำการรวบอำนาจไว้ในกลุ่มตระกูลของตนกลับได้ทำลายดุลความร่วมมือดังกล่าวลง รัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประเด็น “การจัดการความจงรักภักดีในกองทัพ” กลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลุ่มจารีตนิยมเห็นว่า เผด็จการถนอม-ประภาสอาจเป็นภัยต่อสถานะและอำนาจของตน วาระเฉพาะหน้าจึงเป็นการขจัดกลุ่มถนอม-ประภาสออกไป และหนทางหนึ่งก็คือ การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาที่กำลังก่อตัวขึ้นในเวลานั้น
นิสิตนักศึกษาปัญญาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาสในเวลานั้นประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขวาที่เป็นกษัตริย์นิยมไปจนถึงพวกเสรีนิยมและพวกสังคมนิยม พวกเขามีจุดร่วมกันเพียงประการเดียวคือ ต่อต้านกลุ่มถนอม-ประภาส แต่แกนนำสำคัญของขบวนในเวลานั้นส่วนใหญ่เป็นพวกนิยมกษัตริย์ มีสัมพันธ์เกื้อหนุนส่วนบุคคลกับเครือข่ายจารีตนิยมมาตั้งแต่ต้น จนสิ้นสุดลงเมื่อกลุ่มสังคมนิยมสามารถเข้ายึดกุมการนำขบวนการนิสิตนักศึกษาไว้ได้ในต้นปี 2518
บทเรียนจากการปฏิวัติ 2475 และจากการต่อสู้กับกลุ่มจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ขึ้นอยู่กับการจัดการ “ความจงรักภักดีในหมู่กองทัพ” และถึงอย่างไรก็ไม่อาจไว้วางใจพวกขุนศึกทหารใหญ่ที่โลภโมโทสันและกระหายอำนาจได้ รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสเป็นการย้ำบทเรียนนี้อีกครั้ง การโค่นล้มกลุ่มถนอม-ประภาสในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงนับเป็นชัยชนะสำคัญครั้งแรกของกลุ่มจารีตนิยมในการจัดการกับขุนศึกในกองทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพยายาม “จัดการ” กับระบอบขุนศึก แปรเปลี่ยนกองทัพให้เป็น “ม้าในคอก” ที่ว่านอนสอนง่าย แต่พวกเขาก็ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีที่จะทำให้ชัยชนะเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 มั่นคงเป็นจริง
โดยในระหว่างทาง พวกเขายังต้องจัดการกับกฤษณ์ สีวะรา สังหารหมู่นิสิตนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 และโค่นล้มเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กระทั่งประสบความสำเร็จในท้ายสุดเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกขึ้นควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในต้นปี 2523 แม้ภายหลังจะมีนายทหาร (เช่น อาทิตย์ กำลังเอก และกลุ่มสุจินดา คราประยูร) ที่พยายามตั้งต้นเป็นขุนศึกขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่สำเร็จ
การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 โดยทิศทางประวัติศาสตร์จึงเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบขุนศึกและมุ่งสถาปนา “อำนาจครอบงำเด็ดขาด” ของกลุ่มจารีตนิยมเหนือกองทัพ ทิศทางของการเคลื่อนไหวนอกจากเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วจึงเป็นการเสริมสร้างและขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 ถูกมองว่าเป็น “นิยมกษัตริย์” จากแง่มุมนี้ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จึงไม่อยู่ในกระแสธารของการปฏิวัติ 2475 และกระแสธารประชาธิปไตยของคณะราษฎร ในขณะที่ขบวนเสื้อแดงในปัจจุบันมองว่า ตนเองคือผู้สืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎร และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือการต่อเนื่องของการปฏิวัติ 2475 ที่ยังไม่สิ้นสุดเด็ดขาด
แน่นอนว่า มุมมองนี้มิได้ลดคุณูปการของนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516
และคุณค่าของผู้ที่บาดเจ็บเสียชีวิตในครั้งนั้น พวกเขาเกลียดชังเผด็จการทหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
และไม่หวั่นกลัวต่อการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้เผด็จการถนอม-ประภาสต้องสิ้นสุดลง
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า ทิศทางการคลี่คลายขยายตัวของประวัติศาสตร์อาจไม่เป็นไปตามเจตจำนงส่วนตัวของบุคคลในเหตุการณ์นั้น ๆ เสมอไป
ในทางตรงข้าม มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยกลับแสดงความสนใจและเจ็บแค้นต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใหม่ ๆ ความรู้สึกดังกล่าวแสดงออกเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อมวลชนเหล่านี้ได้ขยายตัวและวิวัฒน์เป็นขบวนคนเสื้อแดงในปี 2551 ผ่านการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถึงปัจจุบัน ปัญญาชนเดือนตุลาฯในขบวนคนเสื้อแดงก็อธิบายว่า นี่เป็นเพราะคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างอยุติธรรมและถูกปราบปรามเหมือน 6 ตุลาคม 2519 พวกเขาจึงมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้มากกว่า
_____________________________________________________________________________________
อ่านความเห็นที่แย้ง
“สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แย้งพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์”
ที่ http://thaienews.blogspot.com/2013/10/14-2516_11.html
.
14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะของพลังจารีตนิยมไทย
โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49197 . . Fri, 2013-10-11 14:49
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
( เผยแพร่ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” 11 ตุลาคม 2556 )
ในที่สุด การรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 40 ปีในเดือนนี้
ในช่วง 20-30 ปีแรก ได้มีความพยายามที่จะลบเลือนเหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อเรียกร้องให้รื้อฟื้นความทรงจำและสร้างอนุสาวรีย์แก่ผู้ที่เสียชีวิต จนกระทั่งพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งในปี 2544 อดีตนักเคลื่อนไหว 14 ตุลาฯในพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลขณะนั้นจึงสามารถผลักดันให้มีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาฯ ในปี 2546 อย่างยิ่งใหญ่โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ มีการบรรจุคำอธิบายเหตุการณ์ไว้ในตำราของกระทรวงศึกษาธิการ และสถาปนาอนุสรณ์สถานขึ้น ในเวลานั้น ดูเหมือนทุกฝ่ายจะมีฉันทามติตรงกันว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งแรก (และครั้งเดียว) ของพลังประชาธิปไตยของประเทศไทย
แต่ทว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อถึงปัจจุบันได้ทำให้ “ฉันทามติ” ดังกล่าวสิ้นสุดลง ดังจะเห็นได้จากความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาชนเดือนตุลาฯที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยกับมวลชนเสื้อแดงในการประเมินเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แม้ปัญญาชนเดือนตุลาฯ ได้เพียรพยายามทั้งโดยการปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของเสื้อแดง บนเวทีเสวนา กระทั่งในโรงเรียนการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยพยายามที่จะนำเอาการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 มาเชื่อมต่อกับขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน ด้วยการเชิดชูให้เป็นต้นแบบของขบวนประชาธิปไตยของประชาชน เป็นต้นธารของขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงในปัจจุบัน
แต่การตอบรับจากมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากคือ ความเย็นชา กระทั่งปัญญาชนเดือนตุลาฯหลายคนปรารภด้วยความน้อยใจว่า คนเสื้อแดงไม่เอา 14 ตุลาคม 2516 บางคนอธิบายปฏิกิริยาดังกล่าวว่า เป็นเพราะอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลา 2516 เกือบทั้งหมดปัจจุบันเป็นพวกนิยมกษัตริย์และสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นัยหนึ่ง มองว่า คนเสื้อแดงสับสนปะปนกันระหว่างความไม่พอใจในตัวบุคคล (ที่รับใช้เผด็จการในปัจจุบัน) กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (ซึ่งเป็นชัยชนะของประชาธิปไตย)
ความจริงคือ มวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากมีความเย็นชาต่อการรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มิใช่เพียงแค่เพราะไม่พอใจอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาฯ หากแต่เพราะพวกเขามองปริบททางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์นั้นถึงปัจจุบันแล้วสรุปด้วยตัวเองว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการที่นิยมกษัตริย์
เราจะเข้าใจบริบทประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จากแง่มุมของฝ่ายจารีตนิยมได้นั้น จะต้องเข้าใจปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของพวกจารีตนิยมนับแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา นั่นคือ ปัญหา “การจัดการกับกองทัพ” สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการปฏิวัติ 2475 ก็คือ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้มเหลวในการบริหารจัดการ “ความจงรักภักดีในกองทัพ” จนเป็นเหตุให้เกิดการก่อกบฏโดยทหารครั้งแรกเมื่อ รศ. 130 ตามมาด้วยการปฏิวัติ 2475 และนี่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
เมื่อกลุ่มจารีตนิยมร่วมมือกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์โค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามด้วยรัฐประหารปี 2500แทนที่ด้วยเผด็จการทหารเต็มรูปซึ่งก็คือ ระบอบขุนศึก กลุ่มจารีตนิยมก็อาศัยเผด็จการสฤษดิ์เร่งรื้อฟื้นจารีตและพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่ทว่า รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสที่ทำการรวบอำนาจไว้ในกลุ่มตระกูลของตนกลับได้ทำลายดุลความร่วมมือดังกล่าวลง รัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประเด็น “การจัดการความจงรักภักดีในกองทัพ” กลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลุ่มจารีตนิยมเห็นว่า เผด็จการถนอม-ประภาสอาจเป็นภัยต่อสถานะและอำนาจของตน วาระเฉพาะหน้าจึงเป็นการขจัดกลุ่มถนอม-ประภาสออกไป และหนทางหนึ่งก็คือ การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาที่กำลังก่อตัวขึ้นในเวลานั้น
นิสิตนักศึกษาปัญญาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาสในเวลานั้นประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขวาที่เป็นกษัตริย์นิยมไปจนถึงพวกเสรีนิยมและพวกสังคมนิยม พวกเขามีจุดร่วมกันเพียงประการเดียวคือ ต่อต้านกลุ่มถนอม-ประภาส แต่แกนนำสำคัญของขบวนในเวลานั้นส่วนใหญ่เป็นพวกนิยมกษัตริย์ มีสัมพันธ์เกื้อหนุนส่วนบุคคลกับเครือข่ายจารีตนิยมมาตั้งแต่ต้น จนสิ้นสุดลงเมื่อกลุ่มสังคมนิยมสามารถเข้ายึดกุมการนำขบวนการนิสิตนักศึกษาไว้ได้ในต้นปี 2518
บทเรียนจากการปฏิวัติ 2475 และจากการต่อสู้กับกลุ่มจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ขึ้นอยู่กับการจัดการ “ความจงรักภักดีในหมู่กองทัพ” และถึงอย่างไรก็ไม่อาจไว้วางใจพวกขุนศึกทหารใหญ่ที่โลภโมโทสันและกระหายอำนาจได้ รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 โดยกลุ่มถนอม-ประภาสเป็นการย้ำบทเรียนนี้อีกครั้ง การโค่นล้มกลุ่มถนอม-ประภาสในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงนับเป็นชัยชนะสำคัญครั้งแรกของกลุ่มจารีตนิยมในการจัดการกับขุนศึกในกองทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพยายาม “จัดการ” กับระบอบขุนศึก แปรเปลี่ยนกองทัพให้เป็น “ม้าในคอก” ที่ว่านอนสอนง่าย แต่พวกเขาก็ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีที่จะทำให้ชัยชนะเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 มั่นคงเป็นจริง
โดยในระหว่างทาง พวกเขายังต้องจัดการกับกฤษณ์ สีวะรา สังหารหมู่นิสิตนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 และโค่นล้มเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กระทั่งประสบความสำเร็จในท้ายสุดเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกขึ้นควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในต้นปี 2523 แม้ภายหลังจะมีนายทหาร (เช่น อาทิตย์ กำลังเอก และกลุ่มสุจินดา คราประยูร) ที่พยายามตั้งต้นเป็นขุนศึกขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่สำเร็จ
การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 โดยทิศทางประวัติศาสตร์จึงเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบขุนศึกและมุ่งสถาปนา “อำนาจครอบงำเด็ดขาด” ของกลุ่มจารีตนิยมเหนือกองทัพ ทิศทางของการเคลื่อนไหวนอกจากเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วจึงเป็นการเสริมสร้างและขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 ถูกมองว่าเป็น “นิยมกษัตริย์” จากแง่มุมนี้ การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 จึงไม่อยู่ในกระแสธารของการปฏิวัติ 2475 และกระแสธารประชาธิปไตยของคณะราษฎร ในขณะที่ขบวนเสื้อแดงในปัจจุบันมองว่า ตนเองคือผู้สืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎร และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือการต่อเนื่องของการปฏิวัติ 2475 ที่ยังไม่สิ้นสุดเด็ดขาด
แน่นอนว่า มุมมองนี้มิได้ลดคุณูปการของนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516
และคุณค่าของผู้ที่บาดเจ็บเสียชีวิตในครั้งนั้น พวกเขาเกลียดชังเผด็จการทหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
และไม่หวั่นกลัวต่อการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้เผด็จการถนอม-ประภาสต้องสิ้นสุดลง
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า ทิศทางการคลี่คลายขยายตัวของประวัติศาสตร์อาจไม่เป็นไปตามเจตจำนงส่วนตัวของบุคคลในเหตุการณ์นั้น ๆ เสมอไป
ในทางตรงข้าม มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยกลับแสดงความสนใจและเจ็บแค้นต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใหม่ ๆ ความรู้สึกดังกล่าวแสดงออกเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อมวลชนเหล่านี้ได้ขยายตัวและวิวัฒน์เป็นขบวนคนเสื้อแดงในปี 2551 ผ่านการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถึงปัจจุบัน ปัญญาชนเดือนตุลาฯในขบวนคนเสื้อแดงก็อธิบายว่า นี่เป็นเพราะคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างอยุติธรรมและถูกปราบปรามเหมือน 6 ตุลาคม 2519 พวกเขาจึงมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นี้มากกว่า
_____________________________________________________________________________________
อ่านความเห็นที่แย้ง
“สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แย้งพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์”
ที่ http://thaienews.blogspot.com/2013/10/14-2516_11.html
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














