http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รบเมื่อจำเป็นและพึงชนะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รบเมื่อจำเป็นและพึงชนะ แสดงบทความทั้งหมด

2557-02-22

อุ่นเครื่องโผทหารเมษาฯ กลางวิกฤติการเมือง ส่งท้าย “บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กตู่-บิ๊กเข้-บิ๊กจิน”..

.
โพสต์ลิ้งค์เพิ่ม - พล.อ.ประยุทธ์ระบุกองทัพยึดถือ รธน. ขอให้ทุกฝ่ายหารือกัน-แก้ไขวิกฤตอย่างสันติ  ..อ่านที่ http://prachatai3.info/journal/2014/02/51943
______________________________________________________________________________

อุ่นเครื่องโผทหารเมษาฯ กลางวิกฤติการเมือง ส่งท้าย “บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กตู่-บิ๊กเข้-บิ๊กจิน” จับตาทัพฟ้า ศึกเสืออากาศกับ“ม้ามืด”
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392900599
. . วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 19:52:02 น
.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ14-20 ก.พ. 57 ปี34 ฉ.1748 หน้า16 )


รายงานพิเศษมติชนสุดสัปดาห์

เมื่อมีแนวโน้มว่าทหารจะยังไม่ต้องการก่อรัฐประหาร แม้จะมีแรงเชียร์จากบางฝ่าย แล้วการชุมนุมของ กปปส. ก็จะยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จนถึงสงกรานต์

ในขณะที่การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา ก็ยังประกาศรับรองผลไม่ได้ แล้ว กกต. ให้เลือกตั้งล่วงหน้าที่มีปัญหา 20 เมษายน และ 27 เมษายน สำหรับหน่วยที่มีปัญหาเลือกตั้งไม่ได้ 2 กุมภาพันธ์ งานนี้จึงยิ่งลากยาว

แต่ทว่าฤดูกาลในการแต่งตั้งโยกย้ายทหารนั้นเริ่มแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้ ที่ ผบ.เหล่าทัพ เริ่มพิจารณาจัดทำโผโยกย้ายนายพลเมษายน แล้ว เพราะในเดือนมีนาคม นี้ก็จะต้องให้เสร็จ เพราะจะต้องประกาศภายในมีนาคม และมีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2557

แต่ด้วยการเป็น นายกรัฐมนตรีรักษาการ และรัฐบาลรักษาการ จึงอาจทำให้มีปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ รวมทั้งทหาร ที่อาจจะต้องมีการร้องขอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อาจจะมีเล่นแง่กฎหมายกันเกิดขึ้น

เวลานี้ กระทรวงกลาโหม ได้ส่งหนังสือไปยัง กกต. เพื่อสอบถามกรณีการทำหน้าที่ของคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายพล 7 คน ประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมช.กลาโหม ปลัดกลาโหม ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. ตาม พ.ร.บ.กลาโหม ปี 2551 เพราะจะต้องเร่งประชุมให้แนวทางในเร็วๆ นี้ แต่ กกต. ก็ยังไม่ได้ตอบมา

โดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เตรียมที่จะเชิญ ผบ.เหล่าทัพ หรือบอร์ดกลาโหม เพื่อให้นโยบายในปลายเดือนกุมภาพันธ์ นี้แล้ว

แต่ความสำคัญของการโยกย้ายทหารครั้งนี้ คือเป็นการรองรับการที่ ผบ.เหล่าทัพ ชุดนี้จะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันหมด ทั้งบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส., บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ., บิ๊กเข้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.


แม้ในแต่ละเหล่าทัพจะมองเห็นกันแล้วว่า ใครจะเป็นผู้นำเหล่าทัพคนต่อไป แต่ก็ไม่อาจมองข้ามการโยกย้ายเมษายน ที่อาจมีเซอร์ไพรส์ในการดัน "ม้ามืด" ขึ้นมาเป็น ผบ.เหล่าทัพ หรือจ่อคิวใหญ่ไว้

โดยเฉพาะกองทัพอากาศ ที่แม้จะมีบิ๊กตู่ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง เสนาธิการทหารอากาศ แกนนำเตรียมทหาร 14 เป็นเต็งหนึ่ง เพราะเป็นน้องรักของ พล.อ.อ.ประจิน ก็ตาม

แต่เพราะเส้นทางของ พล.อ.อ.ตรีทศ นั้น เติบโตมาในสายปลัดบัญชี โตมาในสายการศึกษา และจบจากเยอรมนี แต่ไม่ได้เป็นนักบินรบ แต่เป็นนักบินลำเลียง C-123 ซึ่งอาจไม่สมาร์ตนัก หากขึ้นเป็น ผบ.ทอ. ที่ธรรมเนียมส่วนใหญ่จะเป็นนักบินรบ โดยเฉพาะ F-5 หรือ F-16

เพราะแคนดิเดต ผบ.ทอ. ยังมีบิ๊กโหมด พล.อ.อ.พลเทพ โหมดสุวรรณ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการควบคุมปฏิบัติการทางอากาศ (ผบ.คปอ.) นักบิน T-33 แห่งเตรียมทหาร 15 ก็ยังมีสิทธิ์

แต่ทว่าเขาเหลืออายุราชการแค่ปีเดียว คือจะเกษียณกันยายน 2558 เสียเปรียบ พล.อ.อ.ตรีทศ ที่เกษียณปี 2559 ด้วย

แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูทิศทางการเมืองด้วย เนื่องจากหากเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็เชื่อกันว่าโอกาสของ พล.อ.อ.พลเทพ ที่จะเป็น ผบ.ทอ. มีน้อย

เนื่องจากเขาถูกกล่าวหาร่ำลือว่า เป็นคนสำคัญในการสั่งเครื่องบิน เอฟ-16 ขึ้นบินสกัดกั้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บินไป-กลับ กัมพูชา โดยทางรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้น ไม่ให้ผ่านน่านฟ้าไทย ทอ. จึงต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นไปตามระเบียบ

แม้แหล่งข่าวใกล้ชิดจะยืนยันว่า พล.อ.อ.พลเทพ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ตาม แต่ก็กลายเป็นข่าวเม้าธ์กันไปแล้ว

แต่หากอำนาจเปลี่ยนขั้ว หลังการเผด็จศึกของ กปปส. หรือตุลาการภิวัฒน์ องค์กรอิสระภิวัฒน์ ใดๆ ก็ตาม โอกาสของ พล.อ.อ.พลเทพ อาจมีอยู่บ้าง


ที่น่าจับตามอง หากอำนาจเปลี่ยนขั้ว ก็คือ บิ๊กดำ พล.อ.อ.ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ ที่ถูกเตะโด่งไปเป็นรองปลัดกลาโหม แต่เขาเป็น ตท.14 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อ.ตรีทศ ที่เกษียณปี 2558 เนื่องจากเขาเป็นคนสุราษฎร์ธานี แม้จะไม่มีรายงานว่ามีสายสัมพันธ์ใดกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. หรือไม่ แต่ทว่าก็ถือว่า เป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองสุราษฎร์ อีกทั้งเขามีคุณสมบัติเพียบพร้อม เพราะเป็นนักบิน เอฟ-16 และโตมาในสายยุทธการ สายกำลังรบ

แต่ใน ทอ. ก็ยังมีบิ๊กบิ๊ก พล.อ.อ.อานนท์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. เตรียมทหาร 15 ที่เกษียณปี 2558 เพราะ พล.อ.อ.ประจิน ก็ใช้งานให้ศึกษาเรื่องสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการเมือง และศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ

แต่ทว่า พล.อ.อ.อานนท์ ก็เป็นนักบิน OV-10 ซึ่งก็อาจจะไม่สมาร์ตนักในการขึ้นเป็น ผบ.ทอ.

ในเวลานี้จึงยังไม่มีใครเดาใจ พล.อ.อ.ประจิน ได้ออก ว่าเขาน่าจะเลือกใครเป็น ผบ.ทอ.คนใหม่ แทนเขา เพราะแม้จะดูว่า พล.อ.อ.ตรีทศ เป็นเต็งหนึ่ง

แต่การที่ พล.อ.อ.ประจิน ดันน้องรักคนนี้ขึ้นมาเป็น เสธ.ทอ. ก็ว่ากันว่า เพื่อตีกันบิ๊กโจ้ พล.อ.ท.วรฉัตร ธารีฉัตร ตท.15 ดาวรุ่งแห่งกองทัพอากาศ ที่เดิมมีชื่อเป็น เสธ.ทอ. แต่ก็ต้องขยับไปเป็นแค่ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (ผบ.อย.)



ดังนั้น ต้องจับตามองการโยกย้ายมีนาคมนี้ เพราะ พล.อ.อ.ประจิน ต้องมีการดันนายทหารยศพลอากาศโท ขึ้นมาเป็น พลอากาศเอก เพื่อเตรียมรองรับการโยกย้ายปลายปี ที่จะต้องส่งคนไปนั่งในตำแหน่งต่างๆ ทั้งนอกและใน ทอ.

เช่นที่จะต้องเกษียณราชการ ทั้ง บิ๊กหนู พล.อ.อ.บุญยะฤทธิ์ เกิดสุข รอง ผบ.สส., พล.อ.อ.สฤษดิ์พงษ์ โกมุททานนท์ รอง ผบ.ทอ., บิ๊กแป๊ะ พล.อ.อ.อารยะ งามประมวญ ประธานที่ปรึกษา ทอ., บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.ชนัท รัตนอุบล และบิ๊กแหล่ม พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร ผช.ผบ.ทอ.

คาดการณ์กันว่า พลอากาศโท ที่จะได้ขึ้น พลอากาศเอก ในการโยกย้ายเมษายนนี้แล้ว ต้องจับตาด้วยว่า อาจจะมีคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็น ผบ.ทอ. คนใหม่ ด้วย

ทั้ง บิ๊กโจ้ พล.อ.ท.วรฉัตร ธารีฉัตร ผบ.อย. ที่น่าจะได้ขึ้นเป็น พลอากาศเอก แล้วเขาเป็นคนที่ถูกจับตามองว่าเป็นอนาคต ผบ.ทอ. เพราะเป็น ตท.15 และมีอายุราชการถึงปี 2559 และเป็นนักบิน เอฟ-5 อีกด้วย แต่ทว่าจะฝ่าด่านอรหันต์ไปได้หรือไม่

เพราะต้องเบียดแข่งกับ ตท.16 ที่กำลังโตกันแบบหายใจรดต้นคอ


ส่วนคนที่มาแรงแบบเงียบๆ คือ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ท.สุทธิพันธุ์ กฤษณะคุปต์ รอง เสธ.ทอ. ซึ่งเป็นดาวรุ่งของ ตท.16 ที่ถือว่าเป็นนายทหารที่ พล.อ.อ.ประจิน ไว้วางใจ เพราะให้ดูแลด้านการข่าวและยุทธการ โดยเป็นนักบิน เอฟ-16 เคยเป็นผู้บังคับฝูงบิน 103 จนเป็นผู้บังคับการกองบิน 4 ตาคลี นครสวรรค์ และเป็นเจ้ากรมข่าว ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายข่าว จนมาเป็น รอง เสธ.ทอ. ที่สำคัญมีอายุราชการถึงปี 2560 เลยทีเดียว

รวมถึง รอง เสธ.ทอ. อีก 2 คน ทั้ง พล.อ.ท.จอม รุ่งสว่าง และบิ๊กโป่ง พล.อ.ท.ศิวเกียรติ ชเยมะ ที่เป็นเพื่อน ตท.16 ด้วยกันทั้งหมด

โดยเฉพาะ พล.อ.ท.จอม นั้น ก็เป็นที่จับตามอง เพราะเป็นคนเก่ง แถมมีอายุราชการถึงปี 2561 เลยทีเดียว ที่ก็อาจจะต้องรอต่อคิว แต่ก็ถูกเฝ้ามองว่า การที่เขาจบ ร.ร.นายร้อยญี่ปุ่น จะส่งให้มีปัญหาต่อการเป็น ผบ.ทอ. หรือไม่ เนื่องจากยังไม่เคยมี ผบ.ทอ. ที่จบต่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อสร้าง พลอากาศเอก ขึ้นมาใหม่ ในโยกย้ายกลางปีนี้ พล.อ.อ.ประจิน ก็จะต้องเตรียมส่งไปทดแทนตำแหน่งที่เกษียณ

แต่ในเวลานี้ ไม่มีใครรู้ว่า พล.อ.อ.ประจิน จะเลือกเอาคนที่เป็น พลอากาศเอก อยู่แล้ว เป็น ผบ.ทอ. หรือว่าเลือกจาก คนที่กำลังจะขึ้นเป็น พลอากาศเอก ในโยกย้าย มีนาคม-เมษายน นี้

แต่ก็น่าจับตามองด้วยว่า หากโยกย้ายเมษายนนี้ พล.อ.อ.อารยะ ประธานที่ปรึกษา ทอ. จะลาออก เนื่องจากปัญหาสุขภาพ พล.อ.อ.ประจิน ก็อาจจะต้องดัน พลอากาศเอก คนใดคนหนึ่ง ขึ้นประธานที่ปรึกษา ซึ่งเป็นอัตราจอมพลด้วย ที่จะยิ่งทำให้เห็นชัดว่าใครจะเป็น ผบ.ทอ. คนต่อไป และการเมืองจะมีผลต่อการเลือกแม่ทัพฟ้าคนใหม่ หรือไม่


แต่ในส่วนของ ทบ. นั้น บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. แกนนำ ตท.14 ยังคงเป็นเต็งหนึ่ง ที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเกษียณ โดยมีบิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ. เตรียมทหาร 15 เป็นตัวสอดแทรก โดยทั้งคู่เกษียณปี 2558 เท่ากัน

ส่วน ผบ.ทร.คนใหม่นั้น มีแคนดิเดต 3 คน คือ พล.ร.อ.ไกรสรณ์ จันทสุวานิชย์ ผช.ผบ.ทร., บิ๊กจุ๊ พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสธ.ทร. และบิ๊กปุ้ย พล.ร.อ.พิจารณ์ ธีรเนตร ผบ.กองเรือยุทธการ

ก็ต้องดูว่า พล.ร.อ.ณรงค์ จะเลือกใคร ใน 3 คนนี้ เพราะเกษียณราชการปี 2558 เท่ากันหมด แต่ พล.ร.อ.ไกรสรณ์ นั้นเป็นเพื่อน ตท.13 เพื่อนรักของบิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ อดีต ผบ.ทร. และ พล.ร.อ.ณรงค์ เอง ด้วย

ขณะที่ พล.ร.อ.พิจารณ์ ตท.14 นั้นได้รับการสนับสนุนจากนายทหารเรือสายกำลังรบ ที่ต้องการให้ ผบ.กร. เป็น ผบ.ทร. แทนการให้ฝ่ายอำนายการ หรือขึ้นมาจาก เสธ.ทร. หรือ ผช.ผบ.ทร. แถม ตท.14 ยังเป็นรุ่นที่กำลังอยู่ในแผงอำนาจกองทัพ ทั้ง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกลาโหม และ พล.อ.อุดมเดช ที่จ่อเป็น ผบ.ทบ. และ พล.อ.อ.ตรีทศ ที่อาจได้เป็น ผบ.ทอ.

ส่วน พล.ร.อ.ทวีวุฒิ นั้น เป็น ตท.15 ที่ก็รับผิดชอบงานสำคัญ ในฐานะ เสธ.ทร. และถือว่าเป็นนายทหารที่ขยันทำงาน และที่ผ่านมาก็เคยได้ทำงานใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาตลอด เพราะจะต้องไปร่วมประชุม หรือบรรยายสรุปให้ฟังบ่อยๆ

แต่ต้องยอมรับว่า กรณีของ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผบ.หน่วยซีล ที่ส่งทหารไปดูแลผู้ชุมนุม กปปส. นั้น ส่งผลต่อ พล.ร.อ.พิจารณ์ ไม่น้อย เนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.ร.ต.วินัย แม้ว่า พล.ร.อ.พิจารณ์ จะไม่ได้รู้เห็นด้วยก็ตาม

แต่ภาพพจน์ของหน่วยซีล และกองเรือยุทธการ รวมทั้ง ทร.เอง ก็ถูกมองว่าเอนเอียงไปทางผู้ชุมนุม ไปแล้ว

แต่จะเป็นผลดี หากว่าอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก่อนการโยกย้ายทหารปลายปี ในเดือนสิงหาคม-กันยายน นี้



กระนั้นก็ตาม มีการมองว่าหากวิกฤติการเมืองนี้ ยืดเยื้อไปจนถึงการโยกย้ายทหารปลายปี โดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รักษาการ นั้น จะมีผลใดๆ หรือไม่

แต่น่าจะเป็นผลดีต่อกองทัพ ตรงที่ฝ่ายการเมืองจะไม่สามารถแทรกแซงการโยกย้ายทหารได้ เพราะจะเป็นอำนาจของ ผบ.เหล่าทัพ เต็มที่ อีกทั้งโดยปกติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการโยกย้ายทหารอยู่แล้ว

ส่วนตำแหน่ง ผบ.สส. นั้น คาดกันว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ จะเสนอชื่อบิ๊กตี๋ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.สส. เพื่อนรัก ตท.12 ขึ้นเป็น ผบ.สส.คนใหม่ อย่างแน่นอน โดยเขาก็มีอายุราชการแค่ปี 2558

ท่ามกลางการจับตามองว่า มีโอกาสที่ พล.อ.นิพัทธ์ ปลัดกลาโหม ที่ในการโยกย้ายปลายปีนี้ จะเป็นผู้นำทหารที่เหลืออยู่คนเดียวนี้ จะได้โยกกลับมาเป็น ผบ.สส. หรือไม่ ในเมื่อเขามีอายุราชการถึงปี 2559 และเป็นลูกหม้อ บก.กองทัพไทย มานาน

แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า การเมืองในเวลานั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าการเมืองเปลี่ยนขั้ว พล.อ.นิพัทธ์ ก็อาจจะโดนพิษการเมืองเล่นงานได้ เพราะภาพพจน์เขาถูกมองว่าเป็นนายทหารที่ใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งบทบาทในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาด้วย

แต่หากมีปาฏิหาริย์ ที่ยังคงเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย พล.อ.นิพัทธ์ ก็จะกลายเป็นปลัดกลาโหม ที่มีเพาเวอร์ไม่น้อย


โชคดีที่ในเวลานี้ไม่ได้มีปัญหาในการแย่งชิงอำนาจกันแบบรุนแรงแบบต่างขั้วต่างสีกันเกิดขึ้น จึงทำให้โอกาสของการรัฐประหาร มีน้อยลง เพราะไม่มีปัจจัยภายในกองทัพมากระตุ้น รวมทั้งไม่ได้ถูกการเมืองแทรกแซงการโยกย้ายทหาร ดังนั้น โอกาสของการรัฐประหาร จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองหรือปัจจัยภายนอกกองทัพ เท่านั้น

ยิ่งเมื่อ กกต. ให้รอลากยาวการเลือกตั้งไปจนถึง 20 เมษายน และ 27 เมษายน 2557 ที่ก็ไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งได้ และได้ ส.ส. ครบหรือไม่ก็ตาม หากไม่เกิดอุบัติเหตุกับรัฐบาลรักษาการ จากองค์กรอิสระ เสียก่อน โอกาสที่ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ชุดนี้ จะนับถอยหลัง เคาต์ดาวน์รอเกษียณ ก็มีสูงกว่า โอกาสที่จะรัฐประหาร แล้วปล่อยให้ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่ มารับผิดชอบในการแก้ปัญหาการเมืองแทน

ณ เวลานี้ ถือว่ากองทัพกับการเมือง แยกกันไม่ออกแล้วจริงๆ...


______________________________________________
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly




.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย

2557-02-07

กปปส.โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

.
บทความ2 - ปฏิรูปเลือกตั้ง ช้าไปแล้วต๋อย โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

กปปส.โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง
โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391675172
. . วันพฤหัสบดีที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 21:31:30 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 6 กุมภาพันธ์ 2557 )


การชุมนุมต่อต้านขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ลาออกจากการรักษาการของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กับมวลชน ก่อนการเลือกตั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหน็ดเหนื่อยหนักหนาแสนสาหัสสากรรจ์มากเหลือประมาณอยู่แล้ว

ยิ่งการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้และผ่านไปโดยไม่มีเหตุเข่นฆ่ากันตาย ถึงขั้นจลาจล เลือดนองแผ่นดิน ทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างที่วาดภาพให้กลัวกัน คาดว่ากลเกมการกดดันรัฐบาลให้ลาออกยิ่งจะยากลำบากหนักขึ้นไปอีก

แม้ผลการเลือกตั้งไม่สะเด็ดน้ำ ยังไม่รู้ผลสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ทำให้รัฐบาลยกมาเป็นความชอบธรรมที่จะอยู่รักษาการยาวต่อไปอีกนานจนกว่าผลจะออกมาอย่างเป็นทางการ หรือแม้มีการร้องศาลตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กลับเป็นผลบวกต่อรัฐบาลรักษาการที่จะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ต่อไป


ทางเลือกของ กปปส.ต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตามลำดับ ถ้าไม่ยอมยุติหรือพักการชุมนุมชั่วคราว จึงมีทางเลือกเพียงแค่ 2 คือ ยิ่งต้องยกระดับการชุมนุม ดำเนินมาตรการที่หนักหน่วง รุนแรงขึ้น กับหันหน้าเข้าหาแนวทางการเจรจา โดยปรับเปลี่ยนประเด็นหลักการเรียกร้องจากไล่รัฐบาลรักษาการมาเป็นเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งทุกฝ่ายล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะนำประเด็นนี้ขึ้นมาผลักดันให้เป็นความจริง

ผมเชื่อว่าการถอยเพื่อเดินหน้าต่อ ปรับประเด็นหลักของการเคลื่อนไหวมาเข้าสู่เวทีพูดคุยจะเกิดผลด้านบวก ได้รับคำชื่นชมมากกว่าตำหนิ มวลชนได้มีโอกาสพักหลังยืนหยัดอดทนชุมนุมมายืดเยื้อยาวนาน

แม้ยังไม่บรรลุเป้าแรก แต่ที่ผ่านมาก็ได้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการต่อต้านระบอบทักษิณอย่างสุดจิตสุดใจแล้ว การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาไม่ถึงกับเสียของอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้อะไรเลยเสียทีเดียว การสร้างความตื่นตัวให้กับผู้คนได้จำนวนมาก จนหันมาคิดถึงการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง เป็นความสำเร็จระดับหนึ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การเปิดช่องทางยอมรับให้มีการเจรจาของ กปปส. ไม่จำเป็นต้องผ่านเวทีที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ แต่ผ่านเวทีเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคส่วนต่างๆกว่า 60 องค์กร จึงไม่จำเป็นต้องรอคอยให้มีการฟ้องร้องศาลเพื่อตัดสินว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

แม้เกิดภาวะเช่นนั้นขึ้นจริง คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็ยังคงรักษาการต่อไปจนผ่านการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า ความขัดแย้ง แตกแยก ตึงเครียดก็คงดำรงต่อไป โดยที่สาระหลักการปฏิรูปประเทศไม่เกิดขึ้นตามความต้องการของคนส่วนใหญ่

การที่จะขจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ตามคำประกาศของ กปปส. จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเอาผู้คนที่ กปปส.เชื่อว่าเป็นบริษัทบริวารไปเข่นฆ่า ตัดหัว ยิงทิ้งเสียให้หมดประเทศ ทำนองเดียวกับพลพตยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ในยุคนี้



ฉะนั้นแทนที่ต่างฝ่ายต่างยื้อต่อไป ว่าใครจะอึดกว่ากันระหว่างรัฐบาลกับ กปปส. สู้เอาเวลาที่มีระหว่างรอคอยการคลี่คลายของสถานการณ์ ให้มวลชนกลับไปทำมาหากิน ลดบรรยากาศการเผชิญหน้าและความตึงเครียดของสังคมลง ปล่อยให้เป็นภาระของกลุ่มองค์กรต่างๆ เข้ามาแบกรับอนาคตของสังคมบ้าง ในการวางกรอบกติกาป้องกันระบบเผด็จการรัฐสภาหวนคืนมาอีก

หาก กปปส.หันมามุ่งประเด็นนี้ เข้าสู่แนวทางเจรจาบนสถานะที่ทัดเทียมกันกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ตั้งตัวแทนที่มีศักยภาพร่วมกัน โยนประเด็น รัฐบาลประชาชน สภาประชาชน และหรืออื่นๆ เข้าไปในเวที วางขั้นตอนการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิด ถกเถียงอภิปราย จะได้ผลยิ่งกว่าการข่มขืน บีบบังคับ

และร่วมกันเดินหน้าต่อไป เชื่อว่า กปปส.จะได้ใจ ทั้งฝ่ายไม่เอาทักษิณ และฝ่ายไม่ปล้นสิทธิประชาชนอีกจำนวนมากอย่างแน่นอน
หยุดดื้อรั้น ดันทุรัง เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ยอมรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายอื่น คนกลางๆ อีกไม่น้อย ขณะเดียวกันเห็นอกเห็นใจมวลชนผู้บริสุทธิ์ที่ตรากตรำมายาวนาน

เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งเดิมหรือครั้งใหม่ กี่ครั้งก็ตามออกมาอย่างไร รัฐบาลใหม่ต้องทำตามพันธสัญญาประชาคม ยุบสภาภายในหนึ่งปี แล้วจัดการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ดำเนินการตามแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

หากบิดพลิ้ว ตระบัดสัตย์ ผู้คนจะพากันออกมาขับไล่ คราวนี้ยิ่งทุกสี ทุกชนชั้น ไพร่ ผู้ดี อำมาตย์ เครือข่ายจะหลากหลายมากกว่ามวลมหาประชาชนหลายร้อยเท่าพันทวีอย่างแน่นอน



++

ปฏิรูปเลือกตั้ง ช้าไปแล้วต๋อย 
โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391077581
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 06:55:01 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 30 มกราคม 2557 )
( ภาพจากเวบบอร์ด )


ผลการหารือระหว่าง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะออกมาอย่างไร เป็นที่รับรู้กันแล้ว

ฟัง คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร 1 ใน 5 เสือ กกต.ให้สัมภาษณ์ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ นักจัดรายการชื่อดังเจ้าของฉายาหมาแก่ เกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้แล้ว คิดถึงวลีที่ว่า มาสายดีกว่าไม่มา กับ ช้าไปแล้วต๋อย

ไปๆ มาๆ ข้อเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ออกไป กลายเป็นเสนอให้ยกเลิกการเลือกตั้งวันที่ 2 และการเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมาทั้งหมด แล้วเริ่มต้นกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปกันใหม่ โดยใช้ระยะเวลาราว 120-150 วัน

ระหว่างนี้ก็ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์รักษาการไปเรื่อยๆ และมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ไม่ใหญ่มาก มาช่วยกันคิดวิธีการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ลดต้นทุนการใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ไม่ต้องใช้เงินมากอย่างที่ผ่านมา เพื่อให้ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร

คุณสมชัยใช้คำว่า ปฏิรูปเล็กๆ คือปฏิรูปการเลือกตั้ง หรือปฏิรูประบบการเข้าสู่อำนาจของผู้แทนราษฎรหรือตัวแทนประชาชนในชื่ออื่นๆ  (ซึ่งน่าจะทำได้ก่อนการปฏิรูปประเทศทุกระบบ ซึ่งเป็นการปฏิรูปใหญ่ทุกด้าน ต้องใช้เวลานาน เวลาเพียงแค่ปี 2 ปี ไม่สามารถทำให้สำเร็จแน่นอน )

เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำเอาโมเดลของประเทศญี่ปุ่นมาใช้ เป็นต้นว่า จำกัดขนาดป้ายในการหาเสียง จำกัดสถานที่ในการติดป้ายหาเสียง จำกัดวงเงินในการหาเสียง จำกัดรถโฆษณาหาเสียง การนำเสนอนโยบายในการหาเสียงในลักษณะสัญญาว่าจะให้ นโยบายที่ทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวต่อประเทศทำไม่ได้ รวมทั้งสร้างกลไกการตรวจสอบการเลือกตั้งจากภาคประชาชนทำงานคู่ขนานไปกับกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใส


ประเด็นข้อเสนอทั้งเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาและกำลังจะมีขึ้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ กับข้อเสนอเชิงระบบ ปฏิรูปเลือกตั้ง ล้วนมีข้อควรพิจารณาทั้งสิ้น

ประการแรก ถ้าเลิกไปเลย ไม่ใช่แค่เลื่อนอย่างท่าทีของ กกต.ที่แสดงออกในตอนแรก เกิดคำถามว่า ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ดำเนินการไปแล้ว ทั้งงบประมาณที่ทางการใช้จ่ายไปแล้ว เป็นความเสียหายหรือไม่ ใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไร

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใหม่หลังจาก 120-150 วัน ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องมาแล้วแต่ถูกต่อต้าน ขัดขวาง จะยังคงสิทธิที่ได้ไปแล้วอยู่หรือไม่ เช่น เงินค่าสมัครที่จ่ายไป เบอร์ที่จับสลากได้ ซึ่งมีผลต่อการจดจำของผู้ลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง งบประมาณที่ใช้ไปในการหาเสียง เงินค่าดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ฯลฯ ใครจะชดใช้

ประการที่สอง การปฏิรูประบบการเลือกตั้งในประเด็นต่างๆ จะขัดแย้งกับกฎหมายหลักที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้หรือไม่ ทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฯลฯ ถ้าขัดแย้งจะต้องแก้ไขกฎหมายแม่เสียก่อน ในขณะที่ยังไม่มีสภาผูัแทนราษฎรเพราะถูกยุบไปแล้วจะทำได้อย่างไร การปฏิรูประบบการเลือกตั้งถึงจะสมบูรณ์ปิดช่องโหว่ต่างๆ ที่มีอยู่ จนมีประสิทธิภาพทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรมจริง

อย่างไรก็ตาม เป็นความหวังดีที่ทุกฝ่ายน่าจะหาข้อสรุปร่วมกัน

เพียงแต่ว่าห้วงเวลาที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝุ่นตลบ เติมไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ยอมถอย เอาความคิด ความต้องการของตัวเองเป็นตัวตั้ง สุดขั้ว สุดโต่งขณะนี้ ข้อเสนอที่ว่านี้ไม่ทันการณ์เสียแล้วหรือไม่



ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล กล่าวเฉพาะแค่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมรับหรือไม่ หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังรักษาการต่อไปอีก 120-150 วัน ในเมื่อยืนอยู่จุดเดียวกันกับ กปปส. รัฐบาลรักษาการหมดความชอบธรรม ต้องออกไปก่อนสถานเดียวเท่านั้น

พิจารณาเพียงจากเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์และ กปปส.เท่านี้ ก็เป็นคำตอบที่ชัดอยู่ในตัวแล้วว่า ข้อเสนอของ กกต.เกี่ยวกับการปฏิรูปการเลือกตั้ง แม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะยอมรับ ทำตาม แต่ก็เป็นจริงไปได้ยาก

การยืนยันเดินหน้าเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ต่อไป และเลือกใหม่เพิ่มเติมภายหลังสำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ถูกขัดขวาง จึงเป็นทางเลือกดีที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้

ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มิได้เกิดจากฝ่ายจัดการเลือกตั้งไม่รับฟังความเห็นของอีกฝ่าย แต่เกิดจากการต่อต้าน ขัดขวาง กระทำการเลยขอบเขต ละเมิดสิทธิพื้นฐานของคนอื่นที่คิดต่าง ไม่ยอมเข้าสู่เวทีพูดคุยเจรจาทั้งสิ้น แต่ต้องการแช่แข็งประเทศไทยไว้ก่อน นานแค่ไหน ไว้คุยกันทีหลัง



___________________________________
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline



.

2556-10-29

อะไรอยู่ในเข่ง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อะไรอยู่ในเข่ง
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382960763
วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 07:55:47 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 28 ต.ค.2556 )


คุณประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เป็นใครหรือครับ เขาเคยเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คงเป็นเพราะความอาวุโสทางการเมืองของเขาเป็นสำคัญ เท่าที่ทราบเขาไม่มี ส.ส.ใน "สังกัด" และเขาไม่มีส่วนร่วมในทุนของพรรคอย่างสำคัญ ด้วยเหตุดังนั้นเขาจึงไม่อยู่ในกรรมการบริหารพรรคสมัยนี้อีกแล้ว

เป็นไปได้หรือครับ ที่นักการเมืองระดับคุณประยุทธ์จะสามารถเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในคณะกรรมาธิการ จนเป็นผลให้ผิดหลักการที่ได้รับอนุมัติจากสภาในวาระแรก และยังสามารถนำคะแนนเสียงของคณะกรรมาธิการจาก พท.ทั้งหมดให้สนับสนุนการแก้ไขอย่างถ้วนหน้าเช่นนั้น

หันไปดู สมาชิก พท.ในคณะกรรมาธิการบ้าง มีนักการเมืองอาวุโสอย่างคุณสามารถ แก้วมีชัย และคุณสุนัย จุลพงศธร เป็นแกนนำ ทั้งสองไม่อยู่ใน "เครือข่าย" ของคุณประยุทธ์แน่ เหตุใดจึงลงมติสนับสนุนข้อเสนอของคุณประยุทธ์พร้อมเพรียงกันถึงเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รอง แต่เอากระดูกมาแขวนคอชัดๆ ไม่ว่าที่นครสวรรค์หรือเชียงราย คะแนนเสียงของเสื้อแดงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของฐานเสียงคนทั้งสองแน่ การโยนซากศพของเสื้อแดงทิ้งอย่างง่ายๆ ในเขตเลือกตั้งที่คนเสื้อแดงเป็นเสียงส่วนใหญ่เช่นนี้ มองไม่เห็นว่าจะให้ประโยชน์ทางการเมืองแก่คนทั้งสองอย่างไร


เรื่องมันใหญ่ขนาดนี้ และทำได้พร้อมเพรียงขนาดนี้ เกิดขึ้นโดยพรรค พท.ไม่รู้เห็นอะไรมาก่อนเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค (ที่ยุบได้ไม่เดือดร้อน) ทำคนเดียวไม่ได้ คณะผู้บริหารพรรคต้องร่วมรู้เห็นมาก่อน

คนทั่วไปอ่านการแก้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ว่ามาจากคำสั่งนายใหญ่ แต่นายใหญ่อ่านไม่ออกหรือว่า คิดจะกลับบ้านกันง่ายๆ เช่นนี้ ไม่น่าจะรอดจากการต่อต้านอย่างหนักจากปฏิปักษ์ โดยไม่มีกำแพงรั้วแดงคอยปกป้องด้วย จนอาจเกิดจลาจล อันเป็นเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่คงอนุญาตให้กองทัพยึดอำนาจได้

นายใหญ่จะสั่งได้ ก็ต้องมีไพ่อีกบางตัวในมือที่ไม่ได้แบออกให้ใครเห็น (อาจยกเว้นคนใกล้ชิดซึ่งกุมพรรคเพื่อไทยอยู่เบื้องหลังคณะกรรมการบริหาร)


น่าสนใจที่จะพยายามคาดเดาว่าไพ่ใบนั้นคืออะไร และผมขอเริ่มคาดเดาด้วยการวิเคราะห์เบื้องต้นว่าใครจะได้ประโยชน์บนซากศพและบาดแผล (ทั้งกายและใจ) ของเสื้อแดงบ้าง

คุณทักษิณซึ่งเคยพูดว่าจะกลับบ้านอย่างมีเกียรตินั้นได้แน่ (และน่าเอาไปเปรียบเทียบกับคุณสุกรี ตาเลห์ แห่งสุไหงปาดี ซึ่งได้ต่อสู้ให้แก่ลูกชายซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนในการฆาตกรรมใน พ.ศ.2551 ทั้งๆ ที่ลูกชายของเขาในขณะนั้นติดคุกอยู่ในคดีอีกข้อหาหนึ่ง กว่าได้ปล่อยตัวก็ตกถึง 2555 และหนีไปมาเลเซีย จนเข้าปีนี้ ทางฝ่ายความมั่นคงซึ่งได้รับการร้องเรียนอย่างสืบเนื่องจากคุณสุกรี จึงยืนยันว่าลูกชายของเขาติดคุกอยู่ในระหว่างนั้นจริงๆ และขอให้ทางตำรวจยกเลิกหมายจับเสียที เป็นการต่อสู้ต่อเนื่องกัน 5 ปี เพื่อเอาลูกชายกลับบ้าน "อย่างมีเกียรติ") และไม่ใช่เพียงแค่กลับบ้านเท่านั้น คดีอื่นๆ ทั้งหมดที่ยังติดค้างในศาลเวลานี้ ก็จะถูกระงับไปหมดด้วย ฉะนั้นเมื่อคุณทักษิณกลับบ้านด้วย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งฉบับนี้ จะมีเกียรติจริงหรือไม่ก็ตาม คุณทักษิณก็จะตัวเบาเท่ากับก่อนรัฐประหาร แม้อาจไม่ได้เป็นนายกฯ อย่างออกหน้าอีกก็ตาม

แต่คุณทักษิณไม่ได้เป็นคนเดียวที่ได้

แกนนำเสื้อแดง และแกนนำเสื้อเหลืองซึ่งถูกกันออกไปในร่างฉบับคุณวรชัย เหมะ ก็ได้ด้วย ไม่ว่าคดีที่ติดค้างในศาลจะร้ายแรงขนาดไหนก็ตาม แม้ว่าแกนนำของทั้งสองฝ่าย ต่างยืนยันจะสู้คดีในศาลจนถึงที่สุด แต่ผลจากการชุมนุมทางการเมืองที่เลยไปถึงขั้น "วางเพลิง" หรือยึดทำเนียบและสนามบิน จะผ่านไปโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย คงเป็นไปได้ยากในศาลที่อำนวยความยุติธรรม ไม่เฉพาะแก่จำเลย แต่แก่สังคมด้วย และการเลื่อนคดี จะทำไปโดยไม่มีที่สิ้นสุดย่อมเป็นไปไม่ได้

ทหารทั้งหมดที่ปฏิบัติการในเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ไม่ว่าจะปฏิบัติการเกินแก่เหตุ หรือสั่งการให้ปฏิบัติการเกินแก่เหตุ หรืออย่างไม่รอบคอบรัดกุม ก็ได้หมด คุณเฉลิม อยู่บำรุงเมื่อเป็นรองนายกฯ เคยให้สัมภาษณ์ว่า คดีที่กำลังคืบหน้าไปเรื่อยๆ นี้ทำความ "ไม่สบายใจ" แก่ผู้นำกองทัพอย่างยิ่ง หากกฎหมายนี้ผ่านสภาไปได้ ความ "สบายใจ" ก็จะกลับคืนมา

แน่นอน ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ด้วย แม้พวกเขายืนยันที่จะสู้คดีในศาลให้ถึงที่สุดเช่นกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านไปแค่ไหน การเปลี่ยนผ่านที่อาจเกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ยอมให้การสังหารหมู่ประชาชนลอยนวลได้แน่


และในประโยคสุดท้ายของข้อเสนอแก้ไขมาตรา 3 แห่งร่าง พ.ร.บ.คือ "ไม่รวมถึงการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112" ชัดเจนลงไปแทนร่างฉบับวรชัย เหมะ ซึ่งอาจตีความได้ว่า หากการกระทำความผิดในมาตรานี้มีเหตุทางการเมือง ก็อาจได้รับนิรโทษกรรมไปด้วย (ตามความเข้าใจของผมซึ่งไม่เคยเรียนกฎหมาย)

หากดูในเข่งที่จะถูกเหมาด้วยการแก้ไขของกรรมาธิการ ก็จะเห็นว่าอำนาจในโครงสร้างทางการเมืองของไทยทั้งหมด ต่างล้วนจะ "สบายใจ" ได้หมดทุกฝ่าย พรรค พท.อาจมีบทบาทเป็นผู้เสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่น่าจะได้รับอนุมัติจากฝ่ายอื่นๆ มากกว่านายใหญ่เพียงคนเดียว

ในส่วนอำนาจใหม่ คือแกนนำเสื้อเหลือง, แกนนำเสื้อแดง และทักษิณหรือที่บางคนเรียกว่ากลุ่ม "ทุนใหม่" ก็จะถูกผนวกเข้าไปในโครงสร้างอย่างมีขั้นตอน อย่างที่แกนนำของขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา และนักธุรกิจ-เจ้าพ่อในชนบทได้เคยถูกผนวกมาแล้ว... เป็นไปอย่างช้าๆ มีขั้นมีตอน อาจถูกเหนี่ยวรั้งไว้บ้าง เพื่อให้เรียนรู้ว่าไผเป็นไผในโครงสร้างนั้น โครงสร้างยังอยู่เหมือนเดิม แม้มีคนหน้าใหม่โผล่เข้ามาแจมบ้างก็ตาม

ส่วนมวลชนทั้งเหลืองและแดง ก็ควรกลับไปอยู่ตามที่ตามทางของตน รอรับการอนุเคราะห์จากชนชั้นนำทั้งเก่าและใหม่ในโครงสร้างอำนาจตามจังหวะเดิมๆ ต่อไป ไม่ต่างจากผลบั้นปลายที่เกิดขึ้นในการลุกขึ้นสู้ของมวลชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภามหาโหด 2535

ถ้าเรียกสิ่งนี้ว่าการ "เกี้ยเซี้ย" มันไม่ใช่การ "เกี้ยเซี้ย" ระหว่างคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน (อย่างเปิดเผยหรือโดยนัยะ) เท่านั้น ที่สำคัญกว่าคือการ "เกี้ยเซี้ย" เพื่อจรรโลงระบบอำนาจเดิมเอาไว้ โดยชนชั้นนำทุกกลุ่ม ไม่ว่าเก่าหรือใหม่ได้หมด เป็นการหันคืนสู่ "ความสงบเรียบร้อย" อย่างที่เอื้อต่อประโยชน์ของชนชั้นนำมานานแล้ว



ปราศจากเป้าหมายใหญ่ที่ครอบคลุมชนชั้นนำทุกกลุ่มได้เช่นนี้ ไม่มีใครกินเหล็กกินไหลมาจากไหน ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการพรรค พท., พรรค พท., ทักษิณ ชินวัตร, หรือรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ จะกล้าแก้ไขร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้เหมาเข่งเช่นนี้ได้

สังคมไทยซึ่งถูกทอดทิ้งก็จะเปลี่ยนไม่ผ่านอีกครั้งหนึ่ง
คุณทักษิณจะทุจริตคดโกงอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะนักการเมือง คุณทักษิณต้องถูกฟ้องตามกระบวนการยุติธรรมปรกติธรรมดาได้ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ได้เว้นคุณทักษิณจากการถูกกล่าวหา แต่ต้องเป็นการกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรมปรกติธรรมดา แม้เป็นข้อกล่าวหาของ คตส.ก็ตาม แต่ต้องผ่านการพิจารณาไตร่ตรองจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทีละขั้นทีละตอน คำพิพากษาจึงเป็นที่ยุติ จึงต่างจากนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง เพราะไม่ได้ยกเว้นให้แก่คนทุจริตอยู่เหนือกฎหมาย แต่ให้โอกาสที่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น


นิรโทษเหมาเข่งจึงทำให้สังคมไทยเปลี่ยนไม่ผ่าน เพราะนักการเมืองไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายแก่การกระทำของตนอีกต่อไป

ไม่ต่างจากการเว้นโทษแก่ผู้สั่งการสังหารหมู่ประชาชน
จะผิดหรือไม่ผิดก็ตาม แต่คนเหล่านั้นควรถูกตรวจสอบด้วยกระบวนการยุติธรรม และไม่ต่างจากการกระทำของกองทัพและตำรวจซึ่งเคยเป็นผู้ลงมือสังหารหมู่ประชาชนมาหลายครั้งแล้ว ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอีกต่อไป

สังคมไทยจึงเปลี่ยนไม่ผ่าน เพราะมีอำนาจดิบที่คอยกดหัวประชาชนอยู่อย่างเดิม


จนถึงที่สุด เราจะมีสถาบันทางการเมืองที่ตรวจสอบไม่ได้อยู่ต่อไป ตรวจสอบไม่ได้เพราะการตกลงกันหลังฉากระหว่างผู้นำยังมีความสำคัญกว่าการตรวจสอบต่อสาธารณชนซึ่งเป็นเพียง "ป่าหี่" หรือตรวจสอบไม่ได้เพราะมีกฎหมายห้ามตรวจสอบก็เหมือนกัน

ส่วนมวลชนซึ่งถูกจัดให้กลับไปที่เดิม ก็จะพบว่าไม่มีที่เดิมให้กลับไปอีกแล้ว ในที่สุดก็ต้องกลับมาใหม่สู่พื้นที่ซึ่งไม่มีใครเปิดให้ การชุมนุมทางการเมืองซึ่งเป็นพื้นที่เดียวของพวกเขา ก็จะไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนเหมือนเดิม จึงง่ายที่จะถูกสไนเปอร์เมื่อไรก็ได้

ความรุนแรงที่เกิดในการเมืองไทยระยะ 50 ปีที่ผ่านมา จึงจะยังเกิดอยู่ต่อไป ซ้ำอาจรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า



___________________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________________

หมายเหตุ Admin บทความดี 

อย่าลืม คนที่ภาพพจน์ไม่ดี มีตำหนิให้คนสงสัย ผู้คนจึงพากันเฝ้าสังเกตุตรวจสอบ อันตรายน้อยกว่า คนที่ภาพพจน์ดี ดูมีปัญญา-เมตตาสูง เลยไม่มีคนกล้าตั้งคำถามตรวจสอบ สื่อก็เสนอแต่ด้านเปิดเผยดีงาม

อย่าลืม บรรดาพวกขุนพลอยพยัก ชอบผู้นำที่เขาเข้าถึงแล้วชักจูงได้ง่ายๆ มากกว่าผู้นำที่เข้าหายาก-เป็นตัวของตัวเองสูง เพราะเขาจะเลือกทางที่ได้ประโยชน์เข้าพวกพ้องแคบๆเป็นกอบเป็นกำมากกว่าความเป็นประโยชน์ก้าวหน้าแก่สังคม



.