.
โพสต์ลิ้งค์เพิ่ม - พล.อ.ประยุทธ์ระบุกองทัพยึดถือ รธน. ขอให้ทุกฝ่ายหารือกัน-แก้ไขวิกฤตอย่างสันติ ..อ่านที่ http://prachatai3.info/journal/2014/02/51943
______________________________________________________________________________
อุ่นเครื่องโผทหารเมษาฯ กลางวิกฤติการเมือง ส่งท้าย “บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กตู่-บิ๊กเข้-บิ๊กจิน” จับตาทัพฟ้า ศึกเสืออากาศกับ“ม้ามืด”
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392900599
. . วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 19:52:02 น.
( ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ประจำ14-20 ก.พ. 57 ปี34 ฉ.1748 หน้า16 )
รายงานพิเศษมติชนสุดสัปดาห์
เมื่อมีแนวโน้มว่าทหารจะยังไม่ต้องการก่อรัฐประหาร แม้จะมีแรงเชียร์จากบางฝ่าย แล้วการชุมนุมของ กปปส. ก็จะยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จนถึงสงกรานต์
ในขณะที่การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา ก็ยังประกาศรับรองผลไม่ได้ แล้ว กกต. ให้เลือกตั้งล่วงหน้าที่มีปัญหา 20 เมษายน และ 27 เมษายน สำหรับหน่วยที่มีปัญหาเลือกตั้งไม่ได้ 2 กุมภาพันธ์ งานนี้จึงยิ่งลากยาว
แต่ทว่าฤดูกาลในการแต่งตั้งโยกย้ายทหารนั้นเริ่มแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้ ที่ ผบ.เหล่าทัพ เริ่มพิจารณาจัดทำโผโยกย้ายนายพลเมษายน แล้ว เพราะในเดือนมีนาคม นี้ก็จะต้องให้เสร็จ เพราะจะต้องประกาศภายในมีนาคม และมีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2557
แต่ด้วยการเป็น นายกรัฐมนตรีรักษาการ และรัฐบาลรักษาการ จึงอาจทำให้มีปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ รวมทั้งทหาร ที่อาจจะต้องมีการร้องขอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อาจจะมีเล่นแง่กฎหมายกันเกิดขึ้น
เวลานี้ กระทรวงกลาโหม ได้ส่งหนังสือไปยัง กกต. เพื่อสอบถามกรณีการทำหน้าที่ของคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายพล 7 คน ประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมช.กลาโหม ปลัดกลาโหม ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. ตาม พ.ร.บ.กลาโหม ปี 2551 เพราะจะต้องเร่งประชุมให้แนวทางในเร็วๆ นี้ แต่ กกต. ก็ยังไม่ได้ตอบมา
โดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เตรียมที่จะเชิญ ผบ.เหล่าทัพ หรือบอร์ดกลาโหม เพื่อให้นโยบายในปลายเดือนกุมภาพันธ์ นี้แล้ว
แต่ความสำคัญของการโยกย้ายทหารครั้งนี้ คือเป็นการรองรับการที่ ผบ.เหล่าทัพ ชุดนี้จะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันหมด ทั้งบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส., บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ., บิ๊กเข้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.
แม้ในแต่ละเหล่าทัพจะมองเห็นกันแล้วว่า ใครจะเป็นผู้นำเหล่าทัพคนต่อไป แต่ก็ไม่อาจมองข้ามการโยกย้ายเมษายน ที่อาจมีเซอร์ไพรส์ในการดัน "ม้ามืด" ขึ้นมาเป็น ผบ.เหล่าทัพ หรือจ่อคิวใหญ่ไว้
โดยเฉพาะกองทัพอากาศ ที่แม้จะมีบิ๊กตู่ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง เสนาธิการทหารอากาศ แกนนำเตรียมทหาร 14 เป็นเต็งหนึ่ง เพราะเป็นน้องรักของ พล.อ.อ.ประจิน ก็ตาม
แต่เพราะเส้นทางของ พล.อ.อ.ตรีทศ นั้น เติบโตมาในสายปลัดบัญชี โตมาในสายการศึกษา และจบจากเยอรมนี แต่ไม่ได้เป็นนักบินรบ แต่เป็นนักบินลำเลียง C-123 ซึ่งอาจไม่สมาร์ตนัก หากขึ้นเป็น ผบ.ทอ. ที่ธรรมเนียมส่วนใหญ่จะเป็นนักบินรบ โดยเฉพาะ F-5 หรือ F-16
เพราะแคนดิเดต ผบ.ทอ. ยังมีบิ๊กโหมด พล.อ.อ.พลเทพ โหมดสุวรรณ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการควบคุมปฏิบัติการทางอากาศ (ผบ.คปอ.) นักบิน T-33 แห่งเตรียมทหาร 15 ก็ยังมีสิทธิ์
แต่ทว่าเขาเหลืออายุราชการแค่ปีเดียว คือจะเกษียณกันยายน 2558 เสียเปรียบ พล.อ.อ.ตรีทศ ที่เกษียณปี 2559 ด้วย
แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูทิศทางการเมืองด้วย เนื่องจากหากเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็เชื่อกันว่าโอกาสของ พล.อ.อ.พลเทพ ที่จะเป็น ผบ.ทอ. มีน้อย
เนื่องจากเขาถูกกล่าวหาร่ำลือว่า เป็นคนสำคัญในการสั่งเครื่องบิน เอฟ-16 ขึ้นบินสกัดกั้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บินไป-กลับ กัมพูชา โดยทางรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้น ไม่ให้ผ่านน่านฟ้าไทย ทอ. จึงต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นไปตามระเบียบ
แม้แหล่งข่าวใกล้ชิดจะยืนยันว่า พล.อ.อ.พลเทพ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ตาม แต่ก็กลายเป็นข่าวเม้าธ์กันไปแล้ว
แต่หากอำนาจเปลี่ยนขั้ว หลังการเผด็จศึกของ กปปส. หรือตุลาการภิวัฒน์ องค์กรอิสระภิวัฒน์ ใดๆ ก็ตาม โอกาสของ พล.อ.อ.พลเทพ อาจมีอยู่บ้าง
ที่น่าจับตามอง หากอำนาจเปลี่ยนขั้ว ก็คือ บิ๊กดำ พล.อ.อ.ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ ที่ถูกเตะโด่งไปเป็นรองปลัดกลาโหม แต่เขาเป็น ตท.14 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อ.ตรีทศ ที่เกษียณปี 2558 เนื่องจากเขาเป็นคนสุราษฎร์ธานี แม้จะไม่มีรายงานว่ามีสายสัมพันธ์ใดกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. หรือไม่ แต่ทว่าก็ถือว่า เป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองสุราษฎร์ อีกทั้งเขามีคุณสมบัติเพียบพร้อม เพราะเป็นนักบิน เอฟ-16 และโตมาในสายยุทธการ สายกำลังรบ
แต่ใน ทอ. ก็ยังมีบิ๊กบิ๊ก พล.อ.อ.อานนท์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. เตรียมทหาร 15 ที่เกษียณปี 2558 เพราะ พล.อ.อ.ประจิน ก็ใช้งานให้ศึกษาเรื่องสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการเมือง และศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ
แต่ทว่า พล.อ.อ.อานนท์ ก็เป็นนักบิน OV-10 ซึ่งก็อาจจะไม่สมาร์ตนักในการขึ้นเป็น ผบ.ทอ.
ในเวลานี้จึงยังไม่มีใครเดาใจ พล.อ.อ.ประจิน ได้ออก ว่าเขาน่าจะเลือกใครเป็น ผบ.ทอ.คนใหม่ แทนเขา เพราะแม้จะดูว่า พล.อ.อ.ตรีทศ เป็นเต็งหนึ่ง
แต่การที่ พล.อ.อ.ประจิน ดันน้องรักคนนี้ขึ้นมาเป็น เสธ.ทอ. ก็ว่ากันว่า เพื่อตีกันบิ๊กโจ้ พล.อ.ท.วรฉัตร ธารีฉัตร ตท.15 ดาวรุ่งแห่งกองทัพอากาศ ที่เดิมมีชื่อเป็น เสธ.ทอ. แต่ก็ต้องขยับไปเป็นแค่ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (ผบ.อย.)
ดังนั้น ต้องจับตามองการโยกย้ายมีนาคมนี้ เพราะ พล.อ.อ.ประจิน ต้องมีการดันนายทหารยศพลอากาศโท ขึ้นมาเป็น พลอากาศเอก เพื่อเตรียมรองรับการโยกย้ายปลายปี ที่จะต้องส่งคนไปนั่งในตำแหน่งต่างๆ ทั้งนอกและใน ทอ.
เช่นที่จะต้องเกษียณราชการ ทั้ง บิ๊กหนู พล.อ.อ.บุญยะฤทธิ์ เกิดสุข รอง ผบ.สส., พล.อ.อ.สฤษดิ์พงษ์ โกมุททานนท์ รอง ผบ.ทอ., บิ๊กแป๊ะ พล.อ.อ.อารยะ งามประมวญ ประธานที่ปรึกษา ทอ., บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.ชนัท รัตนอุบล และบิ๊กแหล่ม พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร ผช.ผบ.ทอ.
คาดการณ์กันว่า พลอากาศโท ที่จะได้ขึ้น พลอากาศเอก ในการโยกย้ายเมษายนนี้แล้ว ต้องจับตาด้วยว่า อาจจะมีคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็น ผบ.ทอ. คนใหม่ ด้วย
ทั้ง บิ๊กโจ้ พล.อ.ท.วรฉัตร ธารีฉัตร ผบ.อย. ที่น่าจะได้ขึ้นเป็น พลอากาศเอก แล้วเขาเป็นคนที่ถูกจับตามองว่าเป็นอนาคต ผบ.ทอ. เพราะเป็น ตท.15 และมีอายุราชการถึงปี 2559 และเป็นนักบิน เอฟ-5 อีกด้วย แต่ทว่าจะฝ่าด่านอรหันต์ไปได้หรือไม่
เพราะต้องเบียดแข่งกับ ตท.16 ที่กำลังโตกันแบบหายใจรดต้นคอ
ส่วนคนที่มาแรงแบบเงียบๆ คือ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ท.สุทธิพันธุ์ กฤษณะคุปต์ รอง เสธ.ทอ. ซึ่งเป็นดาวรุ่งของ ตท.16 ที่ถือว่าเป็นนายทหารที่ พล.อ.อ.ประจิน ไว้วางใจ เพราะให้ดูแลด้านการข่าวและยุทธการ โดยเป็นนักบิน เอฟ-16 เคยเป็นผู้บังคับฝูงบิน 103 จนเป็นผู้บังคับการกองบิน 4 ตาคลี นครสวรรค์ และเป็นเจ้ากรมข่าว ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายข่าว จนมาเป็น รอง เสธ.ทอ. ที่สำคัญมีอายุราชการถึงปี 2560 เลยทีเดียว
รวมถึง รอง เสธ.ทอ. อีก 2 คน ทั้ง พล.อ.ท.จอม รุ่งสว่าง และบิ๊กโป่ง พล.อ.ท.ศิวเกียรติ ชเยมะ ที่เป็นเพื่อน ตท.16 ด้วยกันทั้งหมด
โดยเฉพาะ พล.อ.ท.จอม นั้น ก็เป็นที่จับตามอง เพราะเป็นคนเก่ง แถมมีอายุราชการถึงปี 2561 เลยทีเดียว ที่ก็อาจจะต้องรอต่อคิว แต่ก็ถูกเฝ้ามองว่า การที่เขาจบ ร.ร.นายร้อยญี่ปุ่น จะส่งให้มีปัญหาต่อการเป็น ผบ.ทอ. หรือไม่ เนื่องจากยังไม่เคยมี ผบ.ทอ. ที่จบต่างประเทศ
ดังนั้น เมื่อสร้าง พลอากาศเอก ขึ้นมาใหม่ ในโยกย้ายกลางปีนี้ พล.อ.อ.ประจิน ก็จะต้องเตรียมส่งไปทดแทนตำแหน่งที่เกษียณ
แต่ในเวลานี้ ไม่มีใครรู้ว่า พล.อ.อ.ประจิน จะเลือกเอาคนที่เป็น พลอากาศเอก อยู่แล้ว เป็น ผบ.ทอ. หรือว่าเลือกจาก คนที่กำลังจะขึ้นเป็น พลอากาศเอก ในโยกย้าย มีนาคม-เมษายน นี้
แต่ก็น่าจับตามองด้วยว่า หากโยกย้ายเมษายนนี้ พล.อ.อ.อารยะ ประธานที่ปรึกษา ทอ. จะลาออก เนื่องจากปัญหาสุขภาพ พล.อ.อ.ประจิน ก็อาจจะต้องดัน พลอากาศเอก คนใดคนหนึ่ง ขึ้นประธานที่ปรึกษา ซึ่งเป็นอัตราจอมพลด้วย ที่จะยิ่งทำให้เห็นชัดว่าใครจะเป็น ผบ.ทอ. คนต่อไป และการเมืองจะมีผลต่อการเลือกแม่ทัพฟ้าคนใหม่ หรือไม่
แต่ในส่วนของ ทบ. นั้น บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. แกนนำ ตท.14 ยังคงเป็นเต็งหนึ่ง ที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเกษียณ โดยมีบิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ. เตรียมทหาร 15 เป็นตัวสอดแทรก โดยทั้งคู่เกษียณปี 2558 เท่ากัน
ส่วน ผบ.ทร.คนใหม่นั้น มีแคนดิเดต 3 คน คือ พล.ร.อ.ไกรสรณ์ จันทสุวานิชย์ ผช.ผบ.ทร., บิ๊กจุ๊ พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสธ.ทร. และบิ๊กปุ้ย พล.ร.อ.พิจารณ์ ธีรเนตร ผบ.กองเรือยุทธการ
ก็ต้องดูว่า พล.ร.อ.ณรงค์ จะเลือกใคร ใน 3 คนนี้ เพราะเกษียณราชการปี 2558 เท่ากันหมด แต่ พล.ร.อ.ไกรสรณ์ นั้นเป็นเพื่อน ตท.13 เพื่อนรักของบิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ อดีต ผบ.ทร. และ พล.ร.อ.ณรงค์ เอง ด้วย
ขณะที่ พล.ร.อ.พิจารณ์ ตท.14 นั้นได้รับการสนับสนุนจากนายทหารเรือสายกำลังรบ ที่ต้องการให้ ผบ.กร. เป็น ผบ.ทร. แทนการให้ฝ่ายอำนายการ หรือขึ้นมาจาก เสธ.ทร. หรือ ผช.ผบ.ทร. แถม ตท.14 ยังเป็นรุ่นที่กำลังอยู่ในแผงอำนาจกองทัพ ทั้ง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกลาโหม และ พล.อ.อุดมเดช ที่จ่อเป็น ผบ.ทบ. และ พล.อ.อ.ตรีทศ ที่อาจได้เป็น ผบ.ทอ.
ส่วน พล.ร.อ.ทวีวุฒิ นั้น เป็น ตท.15 ที่ก็รับผิดชอบงานสำคัญ ในฐานะ เสธ.ทร. และถือว่าเป็นนายทหารที่ขยันทำงาน และที่ผ่านมาก็เคยได้ทำงานใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาตลอด เพราะจะต้องไปร่วมประชุม หรือบรรยายสรุปให้ฟังบ่อยๆ
แต่ต้องยอมรับว่า กรณีของ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผบ.หน่วยซีล ที่ส่งทหารไปดูแลผู้ชุมนุม กปปส. นั้น ส่งผลต่อ พล.ร.อ.พิจารณ์ ไม่น้อย เนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.ร.ต.วินัย แม้ว่า พล.ร.อ.พิจารณ์ จะไม่ได้รู้เห็นด้วยก็ตาม
แต่ภาพพจน์ของหน่วยซีล และกองเรือยุทธการ รวมทั้ง ทร.เอง ก็ถูกมองว่าเอนเอียงไปทางผู้ชุมนุม ไปแล้ว
แต่จะเป็นผลดี หากว่าอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก่อนการโยกย้ายทหารปลายปี ในเดือนสิงหาคม-กันยายน นี้
กระนั้นก็ตาม มีการมองว่าหากวิกฤติการเมืองนี้ ยืดเยื้อไปจนถึงการโยกย้ายทหารปลายปี โดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รักษาการ นั้น จะมีผลใดๆ หรือไม่
แต่น่าจะเป็นผลดีต่อกองทัพ ตรงที่ฝ่ายการเมืองจะไม่สามารถแทรกแซงการโยกย้ายทหารได้ เพราะจะเป็นอำนาจของ ผบ.เหล่าทัพ เต็มที่ อีกทั้งโดยปกติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการโยกย้ายทหารอยู่แล้ว
ส่วนตำแหน่ง ผบ.สส. นั้น คาดกันว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ จะเสนอชื่อบิ๊กตี๋ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.สส. เพื่อนรัก ตท.12 ขึ้นเป็น ผบ.สส.คนใหม่ อย่างแน่นอน โดยเขาก็มีอายุราชการแค่ปี 2558
ท่ามกลางการจับตามองว่า มีโอกาสที่ พล.อ.นิพัทธ์ ปลัดกลาโหม ที่ในการโยกย้ายปลายปีนี้ จะเป็นผู้นำทหารที่เหลืออยู่คนเดียวนี้ จะได้โยกกลับมาเป็น ผบ.สส. หรือไม่ ในเมื่อเขามีอายุราชการถึงปี 2559 และเป็นลูกหม้อ บก.กองทัพไทย มานาน
แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า การเมืองในเวลานั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าการเมืองเปลี่ยนขั้ว พล.อ.นิพัทธ์ ก็อาจจะโดนพิษการเมืองเล่นงานได้ เพราะภาพพจน์เขาถูกมองว่าเป็นนายทหารที่ใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งบทบาทในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาด้วย
แต่หากมีปาฏิหาริย์ ที่ยังคงเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย พล.อ.นิพัทธ์ ก็จะกลายเป็นปลัดกลาโหม ที่มีเพาเวอร์ไม่น้อย
โชคดีที่ในเวลานี้ไม่ได้มีปัญหาในการแย่งชิงอำนาจกันแบบรุนแรงแบบต่างขั้วต่างสีกันเกิดขึ้น จึงทำให้โอกาสของการรัฐประหาร มีน้อยลง เพราะไม่มีปัจจัยภายในกองทัพมากระตุ้น รวมทั้งไม่ได้ถูกการเมืองแทรกแซงการโยกย้ายทหาร ดังนั้น โอกาสของการรัฐประหาร จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองหรือปัจจัยภายนอกกองทัพ เท่านั้น
ยิ่งเมื่อ กกต. ให้รอลากยาวการเลือกตั้งไปจนถึง 20 เมษายน และ 27 เมษายน 2557 ที่ก็ไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งได้ และได้ ส.ส. ครบหรือไม่ก็ตาม หากไม่เกิดอุบัติเหตุกับรัฐบาลรักษาการ จากองค์กรอิสระ เสียก่อน โอกาสที่ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ชุดนี้ จะนับถอยหลัง เคาต์ดาวน์รอเกษียณ ก็มีสูงกว่า โอกาสที่จะรัฐประหาร แล้วปล่อยให้ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่ มารับผิดชอบในการแก้ปัญหาการเมืองแทน
ณ เวลานี้ ถือว่ากองทัพกับการเมือง แยกกันไม่ออกแล้วจริงๆ...
______________________________________________
ร่วมคลิกไลค์แฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ที่
www.facebook.com/matichonweekly
.
Admin ไม่สามารถเข้าถึงบทความประจำที่นำเสนอมาร่วม 2ปีเสียแล้ว จึงจะไม่ได้เสนอครบถ้วนเหมือนเคย ..ขออภัยผู้ติดตามทุกท่านด้วย
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตอาชีพของวัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตอาชีพของวัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
2557-02-22
2557-02-07
เมื่อเพื่อนบ้านถาม“ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง” โดย ธีรภัทร เจริญสุข
.
บทความ2 - ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เมื่อเพื่อนบ้านถามไทย “ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง”
โดย ธีรภัทร เจริญสุข
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391757693
. . วันศุกร์ที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 15:20:25 น.
( ที่มา: คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง นสพ.มติชนรายวัน )
วันที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์อันเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยอีกครั้ง ภายหลังจากการยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งคนไทยก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคสารพัดจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นในประเทศตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ถูกขัดขวางด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ขัดขวางการลงสมัคร การไปเลือกตั้งล่วงหน้า การขนส่งหีบบัตร แต่ประชาชนผู้ต้องการใช้สิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของตัวเองก็ต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ จนกระทั่งมาถึงวันเลือกตั้งได้ในที่สุด
อาการไม่อยากเลือกตั้ง จนถึงขั้นขัดขวางการเลือกตั้งของคนไทยบางกลุ่มบางพวก จนถึงชนชั้นนำชั้นสูงที่ออกมาเผยความในใจว่าคนไม่เท่ากัน ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งผ่านสื่ออยู่แทบทุกวัน สร้างความฉงนสงสัยให้ชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์และสื่อของไทยเป็นที่ยิ่ง
ประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ต่างก็มีประวัติการต่อสู้ทั้งเพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคม และต่อต้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้บางประเทศจะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมที่มีพรรครัฐเป็นผู้นำรวมศูนย์เดี่ยว แต่ประชาชนเหล่านั้นก็เข้าใจและต้องการส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิเสียงของตนเอง รวมถึงเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทย ในระดับที่ถ้าอยู่ในเมืองไทยพูดออกมาดังๆ ไม่ได้ก็แล้วกัน
ญาติพี่น้องทางฝั่งลาวบางท่านถึงกับบ่นไม่เข้าใจ ทำนองว่า "ทำไมคนไทยไม่อยากได้เลือกตั้งล่ะ จะให้ใครก็ไม่รู้มาเลือกให้เหรอะ ไม่ได้เลือก ติก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่เข้าท่าก็ไล่ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะมาอุ้มไปลงแม่น้ำโขง คนลาวนี้อยากเลือกตั้งบ้างจะตายก็เลือกไม่ได้ พวกเขาเลือกมาให้เรากาคัดออก กาไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เห็นแต่กินภูเขากินป่าหมดเฉยๆ แต่ละคนสร้างบ้านยังกับวัง"
นัยว่า ถ้าได้เลือกตั้งอย่างน้อยก็มีหมดเวลาวาระ เห็นว่าโกงยังด่ายังไล่ได้ แต่ถ้าไม่ได้เลือก เห็นโกงอยู่ตำตา คนร้องเรียนจะตายเอาเสียก่อน
มิตรสหายจากฝั่งเขมรที่เติบโตมากับภาวะไม่มั่นคงหลังยุคเขมรแดงและเขมรสี่ฝ่าย ที่แม้ทุกวันนี้สมเด็จฮุนเซ็นจะครองอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง คะแนนของพรรคฮุนเซ็นก็เริ่มลดต่ำลง และแม้มีการจลาจลประท้วงเรียกร้อง ก็ยังสิ้นสุดอยู่ที่การให้เลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยไม่อยากให้เลือกตั้งเหลือเกินจนถึงขั้นไปปิดล้อมขัดขวาง
มิพักต้องพูดถึงเมียนมาร์ ที่พัฒนาการประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ อาจมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ดอว์อองซานซูจี มีสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อที่ห้ามผู้มีคู่สมรสเป็นบุคคลต่างด้าวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อันเป็นบัญญัติที่จงใจกีดกันดอว์ซูจีเพียงผู้เดียวอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการการแก้ไข แต่การแก้ไขการคอร์รัปชั่นโดยการคอร์รัปชั่นที่ร้ายแรงกว่า คือการคอร์รัปชั่นยึดอำนาจ ยึดสิทธิการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริงผ่านการลงคะแนนเสียง ย่อมไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดี
ดังปรากฏว่าประเทศไทยมีการรัฐประหารโดยอ้างการปฏิรูป คณะทหารอ้างปัญหาคอร์รัปชั่นเข้ายึดอำนาจเป็นจำนวนมากเกือบเท่าประเทศกินีบิสเซาและบุรุนดี แต่ประเทศไทยก็มิได้ปราศจากคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด หนำซ้ำการรวบอำนาจเข้าไปอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียวยังซ้ำเติมปัญหาคอร์รัปชั่นให้หนักหนาโดยไม่สามารถท้วงติงตรวจสอบได้
การเมืองในระบบเท่านั้นที่ช่วยให้เราฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และเพื่อนบ้านของประเทศไทยต่างก็เอาใจช่วยให้เราหาทางออกได้อย่างสันติอยู่ เพราะถ้าหากประเทศไทยหยุดชะงักลง เขาย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน
++
ธีรภัทร เจริญสุข เขียน ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391150643
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:43:05 น.
( ที่มา : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง โดย ธีรภัทร เจริญสุข นสพ.มติชนรายวัน )
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโทรทัศน์ช่อง 7 ของไทย แพร่ภาพความแตกต่างระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาว เช่น ถ่ายรูป เป็น แหกตา เครื่องบิน เป็น กำปั่นเหาะ แอร์โฮสเตส เป็น นางบำเรอกำปั่นเหาะ ฯลฯ
ตามที่คนไทยได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในมุขตลกหนังสือขำขัน หรือโจ๊กตลกคาเฟ่ทอล์กโชว์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และก่อความไม่พอใจอย่างมากในกลุ่มชุมชนออนไลน์ของชาวลาวว่า ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง มีนัยดูถูกและต้องการทำให้ภาษาลาวเป็นเรื่องตลก
ขบขัน จนช่อง 7 ต้องทำหนังสือขออภัยต่อเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย และออกข่าวใหม่เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด เช่น ถ่ายรูป คือ ถ่ายฮูป เครื่องบิน คือ ยน แอร์โฮสเตส คือ สาวอากาศ
มุขตลกภาษาลาวผิดๆ เพี้ยนๆ ที่แพร่หลายในความเข้าใจของสังคมไทยนั้น หากสืบค้นย้อนหลังกลับไปก็พบว่า มีการเล่าปากต่อปากและลงบันทึกเป็นตัวหนังสือมาได้กว่ายี่สิบปีแล้ว โดยเริ่มต้นน่าจะมาจากคอลัมน์ท่องเที่ยวของนิตยสารบางกอก และคู่สร้างคู่สม ที่ผู้เขียนได้ไปท่องเที่ยวเมืองลาวภายหลังลาวเปิดประเทศรอบแรกในปี 1991 แล้วรับเอามุขตลกของไกด์หรือคนขับรถชาวลาวเอามาเล่าในคอลัมน์ท่องเที่ยวของตัวเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวลาวแล้วได้รับฟังมุขตลกประเภทดังกล่าวด้วย
หลังจากนั้น มุขตลกภาษาลาวผิดๆ ก็ได้แพร่หลายต่อเองไป ลงในหนังสือตลกขำขัน คณะตลกคาเฟ่เอามาล้อเลียน ไปจนถึงการแผลงชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศให้เป็นภาษาลาวแบบดูตลกๆ ประเภท สองสิงห์ ซิงตั่งนั่ง(สองสิงห์ชิงบัลลังก์) ชู้รักเรือล่ม(ไททานิก) แต่ไม่ตรงความเป็นจริง กลายเป็นการส่งเสริมความเข้าใจผิดด้านภาษาระหว่างไทยกับลาวให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ถ้าลองคิดดูใจเขาใจเรา ฝรั่งต่างชาติจำนวนมาก ก็ถูกรถแท็กซี่ ไกด์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนคนไทยอำเรื่องภาษาให้ใช้ภาษาไทยผิดๆ เช่นกัน แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับรู้คำที่ถูกต้อง ก็ไม่ได้นำไปเผยแพร่ให้กลายเป็นเรื่องตลกแบบผิดๆ ส่วนบางคำที่กลายเป็นเรื่องตลกพ้องเสียง เช่น บุญชิต ฟักมี คำอ่อน พร พริก ที่เหลื่อมพ้องกับคำแสลงคำหยาบในภาษาต่างชาติอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องตลกเฮฮาที่มีพื้นฐานจากความจริงและคนไทยก็ตลกด้วย ไม่ใช่ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ เพื่อหวังจะให้ตลก
ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาลาวเท่านั้น ยังมีอีกหลายภาษา โดยเฉพาะภาษาในอาเซียนที่อาจมีความพ้องเสียงคล้ายคำทะลึ่งหยาบโลนในภาษาไทย เช่น ภาษาเวียดนามที่มีคนเริ่มเอามาเล่นเป็นมุขตลกทะลึ่งบ้างแล้ว ซึ่งหากจะนำมาเล่นเป็นมุขตลกเฮฮา ก็ควรสอบถามทบทวนความถูกต้องกับเจ้าของภาษาจริง ที่ไม่ใช่เรื่องอำเล่นเสียก่อน มิฉะนั้น หากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะมัวแต่คิดไปเองว่า ไม่เป็นไร เรื่องไม่ใหญ่ เมื่อใช้ไปใช้มาจนเกิดความเข้าใจผิดฝังแน่นเป็นความจำรวมหมู่ ผลิตเผยแพร่ออกมาทางสื่อ ก็จะเกิดความเสียหายต่อทั้งความน่าเชื่อถือในสื่อนั้น และกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ของมิตรประเทศด้วย
โดยเฉพาะทุกวันนี้สังคมออนไลน์มีชุมชนผู้เล่นทุกประเทศ การสื่อสารฉับไว การแสดงความไม่พอใจและการประท้วงโต้ตอบก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านโทรศัพท์มีกันครบถ้วนหน้าในราคาถูก (และเร็วกว่าประเทศไทย) หากเกิดประเด็นความเข้าใจผิดเชิงดูถูกดูหมิ่นขึ้น ก็อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง เหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่สร้างความเสียหายร้ายแรง ส่งผลต่อผู้ที่ทำการค้า-ธุรกิจได้
ในทางกลับกัน โลกอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้า ก็ช่วยให้เราสามารถสอบทานข้อมูลได้อย่างทันท่วงที แก้ไขความเข้าใจผิดได้ก่อนที่จะลุกลามเช่นกัน ไฟป่ามักจะเกิดขึ้นจากเชื้อไฟเล็กๆ ฉันใด การระงับความรุนแรงบานปลายก็ต้องเริ่มจากการดับเชื้อไฟเล็กๆ ก่อนฉันนั้น
.
บทความ2 - ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป โดย ธีรภัทร เจริญสุข
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เมื่อเพื่อนบ้านถามไทย “ทำไมไม่อยากเลือกตั้ง”
โดย ธีรภัทร เจริญสุข
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391757693
. . วันศุกร์ที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 15:20:25 น.
( ที่มา: คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง นสพ.มติชนรายวัน )
วันที่ผู้เขียนเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์อันเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยอีกครั้ง ภายหลังจากการยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งคนไทยก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคสารพัดจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นในประเทศตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ถูกขัดขวางด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ขัดขวางการลงสมัคร การไปเลือกตั้งล่วงหน้า การขนส่งหีบบัตร แต่ประชาชนผู้ต้องการใช้สิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของตัวเองก็ต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ จนกระทั่งมาถึงวันเลือกตั้งได้ในที่สุด
อาการไม่อยากเลือกตั้ง จนถึงขั้นขัดขวางการเลือกตั้งของคนไทยบางกลุ่มบางพวก จนถึงชนชั้นนำชั้นสูงที่ออกมาเผยความในใจว่าคนไม่เท่ากัน ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งผ่านสื่ออยู่แทบทุกวัน สร้างความฉงนสงสัยให้ชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์และสื่อของไทยเป็นที่ยิ่ง
ประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ต่างก็มีประวัติการต่อสู้ทั้งเพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคม และต่อต้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้บางประเทศจะปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมที่มีพรรครัฐเป็นผู้นำรวมศูนย์เดี่ยว แต่ประชาชนเหล่านั้นก็เข้าใจและต้องการส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิเสียงของตนเอง รวมถึงเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทย ในระดับที่ถ้าอยู่ในเมืองไทยพูดออกมาดังๆ ไม่ได้ก็แล้วกัน
ญาติพี่น้องทางฝั่งลาวบางท่านถึงกับบ่นไม่เข้าใจ ทำนองว่า "ทำไมคนไทยไม่อยากได้เลือกตั้งล่ะ จะให้ใครก็ไม่รู้มาเลือกให้เหรอะ ไม่ได้เลือก ติก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่เข้าท่าก็ไล่ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะมาอุ้มไปลงแม่น้ำโขง คนลาวนี้อยากเลือกตั้งบ้างจะตายก็เลือกไม่ได้ พวกเขาเลือกมาให้เรากาคัดออก กาไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เห็นแต่กินภูเขากินป่าหมดเฉยๆ แต่ละคนสร้างบ้านยังกับวัง"
นัยว่า ถ้าได้เลือกตั้งอย่างน้อยก็มีหมดเวลาวาระ เห็นว่าโกงยังด่ายังไล่ได้ แต่ถ้าไม่ได้เลือก เห็นโกงอยู่ตำตา คนร้องเรียนจะตายเอาเสียก่อน
มิตรสหายจากฝั่งเขมรที่เติบโตมากับภาวะไม่มั่นคงหลังยุคเขมรแดงและเขมรสี่ฝ่าย ที่แม้ทุกวันนี้สมเด็จฮุนเซ็นจะครองอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง คะแนนของพรรคฮุนเซ็นก็เริ่มลดต่ำลง และแม้มีการจลาจลประท้วงเรียกร้อง ก็ยังสิ้นสุดอยู่ที่การให้เลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยไม่อยากให้เลือกตั้งเหลือเกินจนถึงขั้นไปปิดล้อมขัดขวาง
มิพักต้องพูดถึงเมียนมาร์ ที่พัฒนาการประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ อาจมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ดอว์อองซานซูจี มีสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญข้อที่ห้ามผู้มีคู่สมรสเป็นบุคคลต่างด้าวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อันเป็นบัญญัติที่จงใจกีดกันดอว์ซูจีเพียงผู้เดียวอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการการแก้ไข แต่การแก้ไขการคอร์รัปชั่นโดยการคอร์รัปชั่นที่ร้ายแรงกว่า คือการคอร์รัปชั่นยึดอำนาจ ยึดสิทธิการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริงผ่านการลงคะแนนเสียง ย่อมไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดี
ดังปรากฏว่าประเทศไทยมีการรัฐประหารโดยอ้างการปฏิรูป คณะทหารอ้างปัญหาคอร์รัปชั่นเข้ายึดอำนาจเป็นจำนวนมากเกือบเท่าประเทศกินีบิสเซาและบุรุนดี แต่ประเทศไทยก็มิได้ปราศจากคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด หนำซ้ำการรวบอำนาจเข้าไปอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียวยังซ้ำเติมปัญหาคอร์รัปชั่นให้หนักหนาโดยไม่สามารถท้วงติงตรวจสอบได้
การเมืองในระบบเท่านั้นที่ช่วยให้เราฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และเพื่อนบ้านของประเทศไทยต่างก็เอาใจช่วยให้เราหาทางออกได้อย่างสันติอยู่ เพราะถ้าหากประเทศไทยหยุดชะงักลง เขาย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน
++
ธีรภัทร เจริญสุข เขียน ตลกภาษาลาว มุขที่ไม่น่าตลกอีกต่อไป
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391150643
. . วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:43:05 น.
( ที่มา : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง โดย ธีรภัทร เจริญสุข นสพ.มติชนรายวัน )
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโทรทัศน์ช่อง 7 ของไทย แพร่ภาพความแตกต่างระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาว เช่น ถ่ายรูป เป็น แหกตา เครื่องบิน เป็น กำปั่นเหาะ แอร์โฮสเตส เป็น นางบำเรอกำปั่นเหาะ ฯลฯ
ตามที่คนไทยได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในมุขตลกหนังสือขำขัน หรือโจ๊กตลกคาเฟ่ทอล์กโชว์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และก่อความไม่พอใจอย่างมากในกลุ่มชุมชนออนไลน์ของชาวลาวว่า ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง มีนัยดูถูกและต้องการทำให้ภาษาลาวเป็นเรื่องตลก
ขบขัน จนช่อง 7 ต้องทำหนังสือขออภัยต่อเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย และออกข่าวใหม่เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด เช่น ถ่ายรูป คือ ถ่ายฮูป เครื่องบิน คือ ยน แอร์โฮสเตส คือ สาวอากาศ
มุขตลกภาษาลาวผิดๆ เพี้ยนๆ ที่แพร่หลายในความเข้าใจของสังคมไทยนั้น หากสืบค้นย้อนหลังกลับไปก็พบว่า มีการเล่าปากต่อปากและลงบันทึกเป็นตัวหนังสือมาได้กว่ายี่สิบปีแล้ว โดยเริ่มต้นน่าจะมาจากคอลัมน์ท่องเที่ยวของนิตยสารบางกอก และคู่สร้างคู่สม ที่ผู้เขียนได้ไปท่องเที่ยวเมืองลาวภายหลังลาวเปิดประเทศรอบแรกในปี 1991 แล้วรับเอามุขตลกของไกด์หรือคนขับรถชาวลาวเอามาเล่าในคอลัมน์ท่องเที่ยวของตัวเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวลาวแล้วได้รับฟังมุขตลกประเภทดังกล่าวด้วย
หลังจากนั้น มุขตลกภาษาลาวผิดๆ ก็ได้แพร่หลายต่อเองไป ลงในหนังสือตลกขำขัน คณะตลกคาเฟ่เอามาล้อเลียน ไปจนถึงการแผลงชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศให้เป็นภาษาลาวแบบดูตลกๆ ประเภท สองสิงห์ ซิงตั่งนั่ง(สองสิงห์ชิงบัลลังก์) ชู้รักเรือล่ม(ไททานิก) แต่ไม่ตรงความเป็นจริง กลายเป็นการส่งเสริมความเข้าใจผิดด้านภาษาระหว่างไทยกับลาวให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ถ้าลองคิดดูใจเขาใจเรา ฝรั่งต่างชาติจำนวนมาก ก็ถูกรถแท็กซี่ ไกด์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนคนไทยอำเรื่องภาษาให้ใช้ภาษาไทยผิดๆ เช่นกัน แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับรู้คำที่ถูกต้อง ก็ไม่ได้นำไปเผยแพร่ให้กลายเป็นเรื่องตลกแบบผิดๆ ส่วนบางคำที่กลายเป็นเรื่องตลกพ้องเสียง เช่น บุญชิต ฟักมี คำอ่อน พร พริก ที่เหลื่อมพ้องกับคำแสลงคำหยาบในภาษาต่างชาติอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องตลกเฮฮาที่มีพื้นฐานจากความจริงและคนไทยก็ตลกด้วย ไม่ใช่ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ เพื่อหวังจะให้ตลก
ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาลาวเท่านั้น ยังมีอีกหลายภาษา โดยเฉพาะภาษาในอาเซียนที่อาจมีความพ้องเสียงคล้ายคำทะลึ่งหยาบโลนในภาษาไทย เช่น ภาษาเวียดนามที่มีคนเริ่มเอามาเล่นเป็นมุขตลกทะลึ่งบ้างแล้ว ซึ่งหากจะนำมาเล่นเป็นมุขตลกเฮฮา ก็ควรสอบถามทบทวนความถูกต้องกับเจ้าของภาษาจริง ที่ไม่ใช่เรื่องอำเล่นเสียก่อน มิฉะนั้น หากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะมัวแต่คิดไปเองว่า ไม่เป็นไร เรื่องไม่ใหญ่ เมื่อใช้ไปใช้มาจนเกิดความเข้าใจผิดฝังแน่นเป็นความจำรวมหมู่ ผลิตเผยแพร่ออกมาทางสื่อ ก็จะเกิดความเสียหายต่อทั้งความน่าเชื่อถือในสื่อนั้น และกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ของมิตรประเทศด้วย
โดยเฉพาะทุกวันนี้สังคมออนไลน์มีชุมชนผู้เล่นทุกประเทศ การสื่อสารฉับไว การแสดงความไม่พอใจและการประท้วงโต้ตอบก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านโทรศัพท์มีกันครบถ้วนหน้าในราคาถูก (และเร็วกว่าประเทศไทย) หากเกิดประเด็นความเข้าใจผิดเชิงดูถูกดูหมิ่นขึ้น ก็อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง เหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่สร้างความเสียหายร้ายแรง ส่งผลต่อผู้ที่ทำการค้า-ธุรกิจได้
ในทางกลับกัน โลกอินเตอร์เน็ตที่ก้าวหน้า ก็ช่วยให้เราสามารถสอบทานข้อมูลได้อย่างทันท่วงที แก้ไขความเข้าใจผิดได้ก่อนที่จะลุกลามเช่นกัน ไฟป่ามักจะเกิดขึ้นจากเชื้อไฟเล็กๆ ฉันใด การระงับความรุนแรงบานปลายก็ต้องเริ่มจากการดับเชื้อไฟเล็กๆ ก่อนฉันนั้น
.
2557-01-21
วิจักขณ์ พานิช เขียน พลังซื้อ(เสียง)
.
พลังซื้อ(เสียง)
โดย วิจักขณ์ พานิช
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390279043
. . วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:55:29 น.
( ที่มา : คอลัมน์ธรรมนัว นสพ.มติชนรายวัน )
วันก่อนไปกินข้าวที่ร้านอาหารย่านถนนดินสอ ตอนแรกก็กังวลครับว่าร้านจะปิดหรือเปล่า เพราะตรงนั้นอยู่ใกล้เวทีมวลมหาประชาชนราชดำเนินมาก อีกทั้งถนนเส้นดังกล่าวก็มีรั้วเหล็กกั้น รถผ่านเข้าออกไม่ได้
ผมเลยจอดมอเตอร์ไซค์ไว้บริเวณที่จอดรถข้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานครแล้วลงเดิน เมื่อไปถึง สภาพในร้านตรงกันข้ามกับที่จินตนาการไว้ตอนแรกอย่างสิ้นเชิง คนแน่นร้านแทบจะไม่มีโต๊ะนั่ง และอาหารหลายอย่างในเมนูหมดเกลี้ยงไม่มีให้สั่ง ผมเลือกเมนูรองๆ ลงไป หลังรายการที่อยากทานถูกปฏิเสธโดยพนักงานเสิร์ฟไปหลายครั้ง ระหว่างนั่งรออาหารก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับผู้คนที่เดินเข้าออกร้านอย่างคึกคักไม่ขาดระยะ ที่สะดุดตามาก คือเครื่องประดับลายธงชาติดูมีราคาทั้งหลายที่ผู้มาชุมนุมสวมใส่กันครับ หลายไอเท็มเป็นไอเดียสร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยไม่ว่าจะในม็อบไหน …ตุ้มหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ นกหวีด ที่คาดผม สายรัดข้อมือ เสื้อยืด ฯลฯ บางอัน customize ดีไซน์ได้เก๋ไก๋ ดูมีราคา น่าซื้อหามาเก็บไว้มากๆ เรียกได้ว่าเป็นการเอาธงชาติไทยมาพัฒนาเป็น "แบรนด์รักชาติ" ระดับโลกอย่างแท้จริง
ผมไม่รู้ว่าสินค้ารักชาติเหล่านี้เป็นหนึ่งในยุทธวิธีการต่อสู้ของกลุ่ม กปปส.ที่วางแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่
แต่การยึดเอาธงชาติมาทำเป็น Brand สินค้า เพื่อสวมใส่และประดับบนเรือนร่าง สร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของผู้ชุมนุมในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จนติดตลาด ก่อให้เกิดรายได้ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อกลุ่ม กปปส. อย่างประเมินค่ามิได้ ภาพของคุณสุเทพในชุดเสื้อเชิ้ตประดับธงชาติเดินออกบิณฑบาตเรี่ยไรเงินบริจาคได้เป็นกระสอบๆ โดยที่มีผู้สนับสนุนตามรายทางหยิบยื่นให้ด้วยความเต็มใจและรอยยิ้มนั้นเป็นอะไรที่ยากจะเข้าใจในแง่ของตรรกะและเหตุผล
ธงชาติที่ติดอยู่บนเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต โบ ริบบิ้น สายรัดข้อมือ และของที่ระลึกต่างๆ ได้ปลุกเสกให้บุคคล สิ่งของ และสินค้าเหล่านั้นกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ดีงาม มีค่า ที่ผู้คนพร้อมให้ความเชื่อมั่น ศรัทธา เสพ ซื้อ สวม ใส่ และสนับสนุนอุดมการณ์ภายใต้สิ่งของเหล่านั้น ในแต่ละวันแรงหนุนและแรงซื้อเข้ามาในม็อบ กปปส. เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาลครับ และพลังซื้อนี่เองที่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกทุนนิยม
I buy, therefore I am…
การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ในโลกยุคนี้จะมองข้าม "พลังซื้อ" ไปไม่ได้เลยครับ การซื้อสะท้อนการ "เลือก" ในชีวิตประจำวัน จนอาจเรียกว่าการเลือกซื้อเป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในโลกสมัยใหม่ก็ว่าได้
สิทธิในการเลือกบริโภคสินค้ายี่ห้ออะไร ผลิตที่ไหน โดยบริษัทใด มีอุดมการณ์อะไรอยู่ภายใต้ดีไซน์และคุณภาพของสินค้าชิ้นนั้น สะท้อนคุณค่า รสนิยม และวิจารณญาณของเราแต่ละคน ด้วยเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปคือการสนับสนุนชุดคุณค่าประเภทหนึ่งท่ามกลางชุดคุณค่าที่มีอยู่มากมายหลากหลาย หนึ่งการซื้อของเราจึงหมายถึงการสนับสนุนให้คุณค่านั้นดำรงอยู่และเติบโตต่อไปได้ในสังคมที่เราอยู่
จากเดิมที่คนไทยบางกลุ่มชอบออกมาตีโพยตีพายเวลามีการนำธงชาติมาใช้อย่างไม่เหมาะสม แต่หลังจากที่ กปปส.ได้ยึดธงชาติมาสร้างเป็นแบรนด์รักชาติของตนได้เป็นผลสำเร็จ ความรักชาติก็ได้กลายเป็นสินค้าที่เปิดกว้างต่อการบริโภคอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ก็เปิดกว้างต่อการนำไปใช้หาประโยชน์ทั้งทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมอย่างเต็มที่
ทว่าผลที่ตามมาในอีกด้านหนึ่งก็คือ ธงชาติไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แทนคนไทยทั้งชาติอีกต่อไป คนที่ไม่เลือกและไม่ซื้อแบรนด์ของคุณสุเทพกำลังถูกทำให้กลายเป็นคนที่ไม่รักชาติไปโดยปริยาย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว พวกเขาแค่ไม่ได้มีจินตนาการความเป็นชาติร่วมกับกลุ่ม กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระผู้ถือหุ้นส่วนเท่านั้นเอง
แล้วประชาชนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในมวลมหาประชาชนยังจะพอมีทางเลือกอะไรอยู่บ้างในชาตินี้?
หากมองไปรอบๆ ทางฟากฝั่งประชาธิปไตยก็มีการพยายามสร้างแบรนด์นำเสนอสินค้าขึ้นมาหลากหลายเช่นกันครับ เป็นสินค้าที่เสพแล้วให้คุณค่าและความหมายที่ต่างออกไป สร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อสำนึกประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรง
สินค้าเหล่านี้ผลิตขึ้นมาโดยกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ …คนรุ่นใหม่ที่พยายามคิดและสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ๆ ของคำว่าชาติ ชาติที่ไม่ต้องคลั่ง ชาติที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับชุดคุณค่าภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ และกษัตริย์อย่างคับแคบ สำหรับคนกลุ่มนี้ ประเทศชาติจำเป็นต้องมีจินตนาการใหม่ๆ ชาติสามารถเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าได้ด้วยการมีส่วนร่วมของคนในชาติ คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง มีจินตนาการที่แตกต่าง แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เคารพกัน รับฟังกัน เรียนรู้จากกันได้ คนทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสดงออก นำเสนอทางเลือก
และแน่นอนครับ พวกเขาได้นำเสนอสินค้าที่สะท้อนแนวคิดเหล่านั้น เพื่อหาทุนมาดำเนินกิจกรรมตามแนวทางที่พวกเขาเชื่อ
สินค้าชิ้นแรกที่ผมมีส่วนร่วมสนับสนุนในฐานะพลังซื้อ เป็นเสื้อยืด "คน = เท่ากัน" จากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการฝั่งประชาธิปไตยในครั้งนี้มีความแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมาครับ พวกเขามีทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงมาช่วยทำงาน มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
การใช้สีสัน ภาพ กราฟิก และสื่อที่หลากหลายช่วยให้ข้อความปลุกสำนึกประชาธิปไตยของสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยสามารถเข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมาก แบรนด์ สปป. ภายใต้สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญที่มีตัวรัฐธรรมนูญเป็นแถบธงชาติ ดูมีสีสัน ทันสมัย และโฉบเฉี่ยวไฉไลถูกใจวัยรุ่น ทั้งยังคงไว้ซึ่งสาระทางวิชาการอันเป็นองค์ประกอบหลัก นั่นคือความเป็นชาติอันตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตยอันหนักแน่นมั่นคง
สินค้าชิ้นที่สอง มาจากแบรนด์ประชาไทครับ ประชาไทเป็นสำนักข่าวอิสระที่ดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว บางช่วงก็ล้มลุกคลุกคลานแทบเอาตัวเองไม่รอด แต่ก็ยังคงยืนหยัดฝ่าคลื่นลมมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยปกติประชาไทก็มักทำเสื้อออกมาเป็นประจำทุกปีเพื่อเป้าหมายการระดมทุน แต่ในปีนี้เสื้อของประชาไทสวยเก๋เป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะลาย 1=1=1=1 ที่เหมาะเจาะกับสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองในตอนนี้ เห็นแล้วต้องรีบซื้อหามาสวมใส่โดยพลัน เพื่อยืนยันอีกครั้งว่าคนทุกคนเท่ากันทางการเมือง ยิ่งเมื่อได้เห็นแบรนด์ประชาไทที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเสื้อแล้ว ก็เชื่อมั่นได้เลยว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปจะกลายเป็นพลังสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักข่าวคุณภาพแห่งนี้ให้อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปด้วย
สินค้าชิ้นที่สาม เป็นเสื้อยืดและโปสการ์ดสุดเก๋จากกลุ่ม WE VOTE แบรนด์น้องใหม่ที่มาแรงสุดสุด ในตอนนี้ครับ
วีโหวตเป็นการก่อตัวขึ้นของกลุ่มคนออนไลน์ เพื่อเป้าหมายในการรณรงค์เลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่กำลังจะมาถึง จุดเด่นของแบรนด์นี้อยู่ที่กราฟิกกระตุกความคิด กระแทกความรู้สึก กระตุ้นสำนึกประชาธิปไตย ที่ทำได้อย่างเจ็บแสบและแอบเท่ งานสร้างสรรค์แต่ละชิ้นแฝงไว้ด้วยไอเดียที่ท้าทายให้ขบคิดกันหลายทบ คลิปวิดีโอสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการทำออกมาได้สร้างสรรค์ ชวนคิด ชวนฟัง สร้างบรรยากาศของการเป็นชุมชนแห่งสันติตามวิถีประชาธิปไตยได้อย่างน่าตื่นเต้น
หากมองในด้านบวก การยึดธงชาติเอาไปทำแบรนด์ของกลุ่มกปปส. ให้ผลดีตรงที่ว่าชาติถูกดึงลงมาสู่ความเป็นธรรมดาสามัญของระบบตลาดอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ได้กลายเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งท่ามกลางทางเลือกที่มีอยู่มากมายหลากหลายให้คนเลือกซื้อ ชาติไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่งที่แตะต้องไม่ได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป ทว่าไอเดียของความเป็นชาติดำรงอยู่ได้ก็เพราะพลังของการเลือก...และพลังของการซื้อ
ระบบตลาดเสรี (Free Market) นั้นให้ความสำคัญต่อสิทธิของผู้บริโภค ระบบซื้อขายที่เป็นธรรม (Fair Trade) ก็ต้องตั้งอยู่บนตลาดการแข่งขันที่เป็นธรรมด้วย
ไม่มีแบรนด์ใดสามารถผูกขาดความดีงาม ความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ครอบงำเหนือแบรนด์อื่นๆ ไม่มีแบรนด์ใดที่จะสถาปนาความดีงามเหนือคำวิพากษ์วิจารณ์และวิจารณญาณของประชาชนผู้บริโภค
มันทำให้ผมนึกถึงอีกคำหนึ่ง นั่นคือคำว่า "Fair Election" การเลือกตั้งที่เป็นธรรมนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการปราศจากการซื้อเสียงหรือโกงการนับคะแนนเท่านั้นครับ แต่เป็นการเลือกตั้งที่ทุกพรรคการเมืองเคารพเสียงความต้องการของประชาชน แทนที่จะมุ่งเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคการเมืองเคารพประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่ในฐานะตัวแทน ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้นำเสนอไว้ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และสร้างสำนึกของความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่จับต้องได้จริง
ดังนั้นวาทกรรม "ซื้อเสียง" หรือ "โกงการเลือกตั้ง" ที่ถูกนำมาใช้ดิสเครดิตและทำลายความชอบธรรมของการเลือกตั้งจึงเป็นข้อกล่าวหาที่ล้าสมัยเกินไปในโลกยุคนี้
โลกเสรีประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองก็ไม่ต่างจากแบรนด์ที่นำเสนอสินค้าออกมาให้ประชาชนเลือกซื้อ หากไม่มีใครซื้อก็ไม่ได้หมายความว่าการซื้อเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์หรือผู้ซื้อเป็นคนโง่ แต่ทุกพรรคการเมืองต้องหันกลับมามองดูตัวเองว่าได้นำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่
หากต้องการขยายตลาด เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อที่หลากหลายยิ่งขึ้น แล้วพรรคของคุณได้มีการพัฒนานโยบายทั้งในแง่คุณภาพ ไอเดีย จินตนาการ การสร้างสรรค์ และการสื่อสารที่เข้าถึงใจประชาชนแล้วหรือยัง ที่สำคัญคือพรรคการเมืองนั้นๆ ได้เคารพสิทธิในการเลือกของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ ไม่ใช่เอาแต่ยืนกรานว่าแบรนด์ของฉันคือแบรนด์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เก่าแก่ที่สุด ดีงามสูงสุด ที่คนทั้งโลกจะต้องเลือกซื้อโดยไม่เคยคิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเพราะวันนี้มีธงชาติไทยแปะอยู่บนนั้น
จินตนาการใหม่ๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นจากคนรุ่นใหม่ นำเสนอทางเลือกใหม่ๆ เปิดจินตนาการของคำว่าชาติให้กว้างขวางออกไปไกลกว่าความหมายอันคับแคบแบบเดิมๆ สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่มีพื้นที่กว้างขวางมากพอที่จะเปิดรับจินตนาการหลากหลายเหล่านั้นให้อยู่ร่วมกันได้ บนพื้นฐานของเสรีภาพทางความคิด สิทธิในการเลือก และการเคารพทุกความต้องการของผู้ซื้อ
แบรนด์ใหม่ๆ ที่แฝงไว้ด้วยความเข้มข้นของสำนึกประชาธิปไตยกำลังเกิดขึ้น เช่นเดียวกับพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่จะถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน
การเคารพการเลือกตั้งจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด อันจะเกื้อหนุนให้จินตนาการของชาติที่หลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติภาพ
นำเสนอสินค้ามาสิครับ แล้วประชาชนจะเป็นคนซื้อเอง
ว่าแล้วก็ไปหยิบเสื้อ WE VOTE มาใส่ #รอเลือกตั้ง ดีกว่า ...เสื้ออะไรไม่รู้ใส่แล้วโคตรเท่!!
.
พลังซื้อ(เสียง)
โดย วิจักขณ์ พานิช
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390279043
. . วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:55:29 น.
( ที่มา : คอลัมน์ธรรมนัว นสพ.มติชนรายวัน )
วันก่อนไปกินข้าวที่ร้านอาหารย่านถนนดินสอ ตอนแรกก็กังวลครับว่าร้านจะปิดหรือเปล่า เพราะตรงนั้นอยู่ใกล้เวทีมวลมหาประชาชนราชดำเนินมาก อีกทั้งถนนเส้นดังกล่าวก็มีรั้วเหล็กกั้น รถผ่านเข้าออกไม่ได้
ผมเลยจอดมอเตอร์ไซค์ไว้บริเวณที่จอดรถข้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานครแล้วลงเดิน เมื่อไปถึง สภาพในร้านตรงกันข้ามกับที่จินตนาการไว้ตอนแรกอย่างสิ้นเชิง คนแน่นร้านแทบจะไม่มีโต๊ะนั่ง และอาหารหลายอย่างในเมนูหมดเกลี้ยงไม่มีให้สั่ง ผมเลือกเมนูรองๆ ลงไป หลังรายการที่อยากทานถูกปฏิเสธโดยพนักงานเสิร์ฟไปหลายครั้ง ระหว่างนั่งรออาหารก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับผู้คนที่เดินเข้าออกร้านอย่างคึกคักไม่ขาดระยะ ที่สะดุดตามาก คือเครื่องประดับลายธงชาติดูมีราคาทั้งหลายที่ผู้มาชุมนุมสวมใส่กันครับ หลายไอเท็มเป็นไอเดียสร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยไม่ว่าจะในม็อบไหน …ตุ้มหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ นกหวีด ที่คาดผม สายรัดข้อมือ เสื้อยืด ฯลฯ บางอัน customize ดีไซน์ได้เก๋ไก๋ ดูมีราคา น่าซื้อหามาเก็บไว้มากๆ เรียกได้ว่าเป็นการเอาธงชาติไทยมาพัฒนาเป็น "แบรนด์รักชาติ" ระดับโลกอย่างแท้จริง
ผมไม่รู้ว่าสินค้ารักชาติเหล่านี้เป็นหนึ่งในยุทธวิธีการต่อสู้ของกลุ่ม กปปส.ที่วางแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่
แต่การยึดเอาธงชาติมาทำเป็น Brand สินค้า เพื่อสวมใส่และประดับบนเรือนร่าง สร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของผู้ชุมนุมในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จนติดตลาด ก่อให้เกิดรายได้ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อกลุ่ม กปปส. อย่างประเมินค่ามิได้ ภาพของคุณสุเทพในชุดเสื้อเชิ้ตประดับธงชาติเดินออกบิณฑบาตเรี่ยไรเงินบริจาคได้เป็นกระสอบๆ โดยที่มีผู้สนับสนุนตามรายทางหยิบยื่นให้ด้วยความเต็มใจและรอยยิ้มนั้นเป็นอะไรที่ยากจะเข้าใจในแง่ของตรรกะและเหตุผล
ธงชาติที่ติดอยู่บนเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต โบ ริบบิ้น สายรัดข้อมือ และของที่ระลึกต่างๆ ได้ปลุกเสกให้บุคคล สิ่งของ และสินค้าเหล่านั้นกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ดีงาม มีค่า ที่ผู้คนพร้อมให้ความเชื่อมั่น ศรัทธา เสพ ซื้อ สวม ใส่ และสนับสนุนอุดมการณ์ภายใต้สิ่งของเหล่านั้น ในแต่ละวันแรงหนุนและแรงซื้อเข้ามาในม็อบ กปปส. เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาลครับ และพลังซื้อนี่เองที่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกทุนนิยม
I buy, therefore I am…
การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ในโลกยุคนี้จะมองข้าม "พลังซื้อ" ไปไม่ได้เลยครับ การซื้อสะท้อนการ "เลือก" ในชีวิตประจำวัน จนอาจเรียกว่าการเลือกซื้อเป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในโลกสมัยใหม่ก็ว่าได้
สิทธิในการเลือกบริโภคสินค้ายี่ห้ออะไร ผลิตที่ไหน โดยบริษัทใด มีอุดมการณ์อะไรอยู่ภายใต้ดีไซน์และคุณภาพของสินค้าชิ้นนั้น สะท้อนคุณค่า รสนิยม และวิจารณญาณของเราแต่ละคน ด้วยเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปคือการสนับสนุนชุดคุณค่าประเภทหนึ่งท่ามกลางชุดคุณค่าที่มีอยู่มากมายหลากหลาย หนึ่งการซื้อของเราจึงหมายถึงการสนับสนุนให้คุณค่านั้นดำรงอยู่และเติบโตต่อไปได้ในสังคมที่เราอยู่
จากเดิมที่คนไทยบางกลุ่มชอบออกมาตีโพยตีพายเวลามีการนำธงชาติมาใช้อย่างไม่เหมาะสม แต่หลังจากที่ กปปส.ได้ยึดธงชาติมาสร้างเป็นแบรนด์รักชาติของตนได้เป็นผลสำเร็จ ความรักชาติก็ได้กลายเป็นสินค้าที่เปิดกว้างต่อการบริโภคอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ก็เปิดกว้างต่อการนำไปใช้หาประโยชน์ทั้งทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมอย่างเต็มที่
ทว่าผลที่ตามมาในอีกด้านหนึ่งก็คือ ธงชาติไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แทนคนไทยทั้งชาติอีกต่อไป คนที่ไม่เลือกและไม่ซื้อแบรนด์ของคุณสุเทพกำลังถูกทำให้กลายเป็นคนที่ไม่รักชาติไปโดยปริยาย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว พวกเขาแค่ไม่ได้มีจินตนาการความเป็นชาติร่วมกับกลุ่ม กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระผู้ถือหุ้นส่วนเท่านั้นเอง
แล้วประชาชนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในมวลมหาประชาชนยังจะพอมีทางเลือกอะไรอยู่บ้างในชาตินี้?
หากมองไปรอบๆ ทางฟากฝั่งประชาธิปไตยก็มีการพยายามสร้างแบรนด์นำเสนอสินค้าขึ้นมาหลากหลายเช่นกันครับ เป็นสินค้าที่เสพแล้วให้คุณค่าและความหมายที่ต่างออกไป สร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อสำนึกประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรง
สินค้าเหล่านี้ผลิตขึ้นมาโดยกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ …คนรุ่นใหม่ที่พยายามคิดและสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ๆ ของคำว่าชาติ ชาติที่ไม่ต้องคลั่ง ชาติที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับชุดคุณค่าภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ และกษัตริย์อย่างคับแคบ สำหรับคนกลุ่มนี้ ประเทศชาติจำเป็นต้องมีจินตนาการใหม่ๆ ชาติสามารถเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าได้ด้วยการมีส่วนร่วมของคนในชาติ คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง มีจินตนาการที่แตกต่าง แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เคารพกัน รับฟังกัน เรียนรู้จากกันได้ คนทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสดงออก นำเสนอทางเลือก
และแน่นอนครับ พวกเขาได้นำเสนอสินค้าที่สะท้อนแนวคิดเหล่านั้น เพื่อหาทุนมาดำเนินกิจกรรมตามแนวทางที่พวกเขาเชื่อ
สินค้าชิ้นแรกที่ผมมีส่วนร่วมสนับสนุนในฐานะพลังซื้อ เป็นเสื้อยืด "คน = เท่ากัน" จากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการฝั่งประชาธิปไตยในครั้งนี้มีความแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมาครับ พวกเขามีทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงมาช่วยทำงาน มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
การใช้สีสัน ภาพ กราฟิก และสื่อที่หลากหลายช่วยให้ข้อความปลุกสำนึกประชาธิปไตยของสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยสามารถเข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมาก แบรนด์ สปป. ภายใต้สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญที่มีตัวรัฐธรรมนูญเป็นแถบธงชาติ ดูมีสีสัน ทันสมัย และโฉบเฉี่ยวไฉไลถูกใจวัยรุ่น ทั้งยังคงไว้ซึ่งสาระทางวิชาการอันเป็นองค์ประกอบหลัก นั่นคือความเป็นชาติอันตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตยอันหนักแน่นมั่นคง
สินค้าชิ้นที่สอง มาจากแบรนด์ประชาไทครับ ประชาไทเป็นสำนักข่าวอิสระที่ดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว บางช่วงก็ล้มลุกคลุกคลานแทบเอาตัวเองไม่รอด แต่ก็ยังคงยืนหยัดฝ่าคลื่นลมมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยปกติประชาไทก็มักทำเสื้อออกมาเป็นประจำทุกปีเพื่อเป้าหมายการระดมทุน แต่ในปีนี้เสื้อของประชาไทสวยเก๋เป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะลาย 1=1=1=1 ที่เหมาะเจาะกับสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองในตอนนี้ เห็นแล้วต้องรีบซื้อหามาสวมใส่โดยพลัน เพื่อยืนยันอีกครั้งว่าคนทุกคนเท่ากันทางการเมือง ยิ่งเมื่อได้เห็นแบรนด์ประชาไทที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเสื้อแล้ว ก็เชื่อมั่นได้เลยว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปจะกลายเป็นพลังสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักข่าวคุณภาพแห่งนี้ให้อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปด้วย
สินค้าชิ้นที่สาม เป็นเสื้อยืดและโปสการ์ดสุดเก๋จากกลุ่ม WE VOTE แบรนด์น้องใหม่ที่มาแรงสุดสุด ในตอนนี้ครับ
วีโหวตเป็นการก่อตัวขึ้นของกลุ่มคนออนไลน์ เพื่อเป้าหมายในการรณรงค์เลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่กำลังจะมาถึง จุดเด่นของแบรนด์นี้อยู่ที่กราฟิกกระตุกความคิด กระแทกความรู้สึก กระตุ้นสำนึกประชาธิปไตย ที่ทำได้อย่างเจ็บแสบและแอบเท่ งานสร้างสรรค์แต่ละชิ้นแฝงไว้ด้วยไอเดียที่ท้าทายให้ขบคิดกันหลายทบ คลิปวิดีโอสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการทำออกมาได้สร้างสรรค์ ชวนคิด ชวนฟัง สร้างบรรยากาศของการเป็นชุมชนแห่งสันติตามวิถีประชาธิปไตยได้อย่างน่าตื่นเต้น
หากมองในด้านบวก การยึดธงชาติเอาไปทำแบรนด์ของกลุ่มกปปส. ให้ผลดีตรงที่ว่าชาติถูกดึงลงมาสู่ความเป็นธรรมดาสามัญของระบบตลาดอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ได้กลายเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งท่ามกลางทางเลือกที่มีอยู่มากมายหลากหลายให้คนเลือกซื้อ ชาติไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่งที่แตะต้องไม่ได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป ทว่าไอเดียของความเป็นชาติดำรงอยู่ได้ก็เพราะพลังของการเลือก...และพลังของการซื้อ
ระบบตลาดเสรี (Free Market) นั้นให้ความสำคัญต่อสิทธิของผู้บริโภค ระบบซื้อขายที่เป็นธรรม (Fair Trade) ก็ต้องตั้งอยู่บนตลาดการแข่งขันที่เป็นธรรมด้วย
ไม่มีแบรนด์ใดสามารถผูกขาดความดีงาม ความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ครอบงำเหนือแบรนด์อื่นๆ ไม่มีแบรนด์ใดที่จะสถาปนาความดีงามเหนือคำวิพากษ์วิจารณ์และวิจารณญาณของประชาชนผู้บริโภค
มันทำให้ผมนึกถึงอีกคำหนึ่ง นั่นคือคำว่า "Fair Election" การเลือกตั้งที่เป็นธรรมนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการปราศจากการซื้อเสียงหรือโกงการนับคะแนนเท่านั้นครับ แต่เป็นการเลือกตั้งที่ทุกพรรคการเมืองเคารพเสียงความต้องการของประชาชน แทนที่จะมุ่งเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคการเมืองเคารพประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่ในฐานะตัวแทน ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้นำเสนอไว้ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และสร้างสำนึกของความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่จับต้องได้จริง
ดังนั้นวาทกรรม "ซื้อเสียง" หรือ "โกงการเลือกตั้ง" ที่ถูกนำมาใช้ดิสเครดิตและทำลายความชอบธรรมของการเลือกตั้งจึงเป็นข้อกล่าวหาที่ล้าสมัยเกินไปในโลกยุคนี้
โลกเสรีประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองก็ไม่ต่างจากแบรนด์ที่นำเสนอสินค้าออกมาให้ประชาชนเลือกซื้อ หากไม่มีใครซื้อก็ไม่ได้หมายความว่าการซื้อเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์หรือผู้ซื้อเป็นคนโง่ แต่ทุกพรรคการเมืองต้องหันกลับมามองดูตัวเองว่าได้นำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่
หากต้องการขยายตลาด เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อที่หลากหลายยิ่งขึ้น แล้วพรรคของคุณได้มีการพัฒนานโยบายทั้งในแง่คุณภาพ ไอเดีย จินตนาการ การสร้างสรรค์ และการสื่อสารที่เข้าถึงใจประชาชนแล้วหรือยัง ที่สำคัญคือพรรคการเมืองนั้นๆ ได้เคารพสิทธิในการเลือกของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ ไม่ใช่เอาแต่ยืนกรานว่าแบรนด์ของฉันคือแบรนด์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เก่าแก่ที่สุด ดีงามสูงสุด ที่คนทั้งโลกจะต้องเลือกซื้อโดยไม่เคยคิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเพราะวันนี้มีธงชาติไทยแปะอยู่บนนั้น
จินตนาการใหม่ๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นจากคนรุ่นใหม่ นำเสนอทางเลือกใหม่ๆ เปิดจินตนาการของคำว่าชาติให้กว้างขวางออกไปไกลกว่าความหมายอันคับแคบแบบเดิมๆ สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่มีพื้นที่กว้างขวางมากพอที่จะเปิดรับจินตนาการหลากหลายเหล่านั้นให้อยู่ร่วมกันได้ บนพื้นฐานของเสรีภาพทางความคิด สิทธิในการเลือก และการเคารพทุกความต้องการของผู้ซื้อ
แบรนด์ใหม่ๆ ที่แฝงไว้ด้วยความเข้มข้นของสำนึกประชาธิปไตยกำลังเกิดขึ้น เช่นเดียวกับพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่จะถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน
การเคารพการเลือกตั้งจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด อันจะเกื้อหนุนให้จินตนาการของชาติที่หลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติภาพ
นำเสนอสินค้ามาสิครับ แล้วประชาชนจะเป็นคนซื้อเอง
ว่าแล้วก็ไปหยิบเสื้อ WE VOTE มาใส่ #รอเลือกตั้ง ดีกว่า ...เสื้ออะไรไม่รู้ใส่แล้วโคตรเท่!!
.
2557-01-18
ข้อยกเว้นมีหรือไม่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ข้อยกเว้นมีหรือไม่
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51234
. . Sat, 2014-01-18 08:22
( เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 มกราคม 2557 หน้า 30
ที่มา: www.sujitwongthes.com )
ถึงที่สุดของบทความนี้ ผมคงต้องตั้งคำถามเชยๆ อันหนึ่งแก่นักสันติวิธี นั่นคือคำถามที่ถามกันมานานแล้วว่า สันติวิธีนั้นใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันเป็นธรรมได้จริงหรือ
นักสันติวิธีตอบคำถามนี้ไปนานแล้ว ด้วยการยกกรณีของความสำเร็จซึ่งเกิดในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ผมก็ไม่ได้ตามไปศึกษากรณีต่างๆ เหล่านั้น แต่ก็ยอมรับข้อถกเถียงของนักสันติวิธีอย่างง่ายๆ หรือมักง่าย
อย่างไรก็ตาม มีกรณีหนึ่งที่ผมพอจะรู้อะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือกรณีของคานธีและอินเดีย จริงอยู่หรอกครับที่คานธีและสันติวิธีมีความสำคัญที่สุดที่ทำให้อังกฤษหลังสงคราม เห็นว่าไม่คุ้มในทุกทาง (เศรษฐกิจ, การเมืองระหว่างประเทศ, การทหาร ฯลฯ) ที่จะรักษาอินเดียไว้เป็นอาณานิคมต่อไป จึงยอมให้เอกราชแก่อินเดีย แต่คานธีไม่ได้ดำเนินการสันติวิธีในสุญญากาศ หากดำเนินการอยู่ในความวุ่นวายปั่นป่วนและความรุนแรงหลายประเภทของสังคมอินเดีย (อังกฤษใช้คำว่า agitation ซึ่งกระทำโดยสันติวิธีก็ได้ โดยใช้ความรุนแรงก็ได้)
ทุกครั้งที่มีการประท้วงซึ่งนำโดยคานธี หรือกระทำในนามของคานธี แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ประท้วงใช้สันติวิธี แต่อังกฤษใช้ตำรวจชาวอินเดียตอบโต้ด้วยความรุนแรง บาดเจ็บกันจำนวนมาก กลายเป็นภาพความทารุณโหดร้ายปรากฏในสื่อทั่วโลก และในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ร่วมประท้วงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทนไม่ไหวกับการปราบปราม ลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงต่อสู้กับตำรวจบ้าง ยิ่งทำให้ตำรวจระแวงและยิ่งใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นมากขึ้น
ไม่มีหรอกครับ กระบวนการสันติวิธีที่ใช้กับคนจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน จะสามารถรักษาแนวทางสันติวิธีได้ทั่วถึงและตลอดไป
นอกจากนี้ แนวทางสันติวิธีของคานธี ก็เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางอีกหลายชนิดที่นักชาตินิยมอินเดียใช้ในการขับไล่อังกฤษ วิธีที่ไม่ใช่อหิงสาก็มีอีกหลายแนว รวมทั้งการตั้งใจใช้ความรุนแรงโดยตรง ผู้นำที่รู้จักชื่อกันดีซึ่งเลือกใช้วิธีนี้ก็เช่น สุภาส จันทรโบส ซึ่งไปร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อใช้กำลังทหารขับไล่อังกฤษ ที่จริงยังมีผู้นำชาวเบงกอลีอีกหลายคน ทั้งก่อนและหลังสุภาสที่เลือกใช้ความรุนแรง
อังกฤษต้องเลือกระหว่างแนวสันติวิธีของคานธีกับแนวความรุนแรงของผู้นำคนอื่น การตัดสินใจในที่สุดที่จะจำนนต่อแนวของคานธี ทำให้เมื่ออินเดียเป็นเอกราชแล้ว อินเดียก็ยังสมัครใจอยู่ในเครือจักรภพ ตัดสินใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอีกพักใหญ่ ตัดสินใจที่จะไม่ผนวกธุรกิจของอังกฤษทั้งหมดในอินเดียให้เป็นของชาติ ฯลฯ
ผมจึงคิดว่า เราไม่อาจมองความสำเร็จของคานธี โดยลืมปูมหลังความรุนแรงนานาชนิดที่เกิดในอินเดียไม่ได้
ความสำเร็จของคานธีคือสันติวิธี แต่ความสำเร็จของอินเดียที่กู้เอกราชได้ ไม่ใช่สันติวิธีล้วนๆ แน่
และกระแสความรุนแรงเหล่านั้นก็มาปรากฏอย่างชัดเจนแพร่หลายไปทั่วหลังจากได้เอกราช แม้แต่คานธีเองก็คานไม่อยู่
อีกทั้งต้องจบชีวิตลงเพราะความรุนแรงนั้น
ในกรณีเหตุการณ์ซึ่งเกิดในประเทศไทยเวลานี้ ผมมีปัญหามากกับการเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีจัดการ หรือเรียกร้องให้ไม่ใช้ความรุนแรง
เริ่มต้นจาก เรียกร้องใคร ทุกกลุ่มที่เรียกร้องก็อ้างว่าเรียกร้องทั้งสองฝ่าย คือทั้งผู้ประท้วงและรัฐบาล แต่การเป่านกหวีดใส่ฝ่ายตรงข้าม, การยึดสถานที่ราชการจนข้าราชการไม่อาจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้, การไม่อำนวยความสะดวกแก่การจราจร โดยเฉพาะกรณีเด็กไปโรงเรียน หรือคนป่วยจะเข้าโรงพยาบาล, การปิดหน่วยรับสมัครเลือกตั้ง, การลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกำลังอาวุธ, การกล่าวร้ายผู้อื่นโดยปราศจากความจริง, การปิดกรุงเทพฯ, การตั้งข้อเรียกร้องที่ไม่อนุญาตให้ต่อรอง, ความพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพออกมายึดอำนาจ, การละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรุนแรงหรอกหรือ
หากใช่ สิ่งแรกที่องค์กรต่างๆ ควรเรียกร้อง คือให้กลุ่มประท้วงหยุดใช้ความรุนแรงลงทันทีไม่ใช่หรือ แน่นอนก็ควรเตือนฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า อย่าใช้ความรุนแรงจัดการกับการประท้วง แต่อย่างไรเสียก็ต้องทำให้ฝ่ายที่กำลังใช้ความรุนแรงอยู่ ยุติการกระทำนั้นเสียก่อน
และที่ผ่านมาจนถึงนาทีนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลใช้สันติวิธีในการจัดการกับการประท้วงมาโดยตลอด แต่ผลของสันติวิธีตามนโยบายของรัฐบาลก็คือ รัฐไทยกำลังล้มเหลวลงเป็นครั้งแรก น่าประหลาดที่คนซึ่งได้ประโยชน์จากรัฐไทยมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ, ปัญญาหมอทั้งหลาย, ผู้บริหารมหาวิทยาลัย, นักธุรกิจระดับสูง, และคนชั้นกลางในเขตเมือง กลับไม่วิตกกังวลกับความเป็นรัฐล้มเหลวแต่อย่างไร
(ผมก็อยากเตือนนอกเรื่องไว้ด้วยว่า ความเป็นรัฐล้มเหลวนั้นไม่อาจกู้คืนได้ง่ายๆ เพียงเพราะทหารยึดอำนาจนะครับ กระบวนการกู้คืนรัฐที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น ใช้เวลาเป็นสิบปีทั้งนั้น ในหลายกรณีกู้คืนเองก็ไม่ได้ ต้องอาศัยแรงกดดันและการจัดการจากนานาชาติเช่นสหประชาชาติ ทั้งในกระบวนการล้มเหลวและกู้คืน ยังต้องเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็นอีกมาก กรณีกัมพูชาเสียไปถึงเกือบ 2 ล้านชีวิต)
แม้กระนั้น หากถามว่า รัฐจะแก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ไหม ตามทฤษฎีก็ต้องตอบว่าได้ เช่น ปล่อยให้ยึดที่ทำการของกระทรวงไป แต่รักษาการทำงานของรัฐให้ดำเนินสืบไปได้ เช่น กระทรวงการคลังถูกยึด แต่จ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ จ่ายหนี้ของรัฐได้ ฯลฯ เป็นต้น ถึงจะขัดขวางมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็เปลี่ยนวิธีรับสมัครโดยวิธีออนไลน์ สถานีตำรวจบางแห่งถูกยึด ก็ประกาศรับแจ้งความในท้องที่นั้นได้ทุกสถานี ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็คอยปลอบใจประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิทั้งหลาย ให้อดกลั้นเพื่อรักษาเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน
แต่ในทางปฏิบัติ รัฐไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอำนาจนอกระบบหลากหลายชนิดซึ่งคอยกำกับควบคุมรัฐอยู่อย่างอิสระ เรื่องนี้ก็รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น กองทัพ, ตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด, องค์กรอิสระ ฯลฯ รัฐไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่ยอมร่วมมือด้วย (เพราะเหตุใดก็แล้วแต่) การสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากรัฐไม่ปกป้องความปลอดภัยของผู้สมัครด้วยการป้องกันมิให้ฝูงชนบุกเข้าไปทำลายกระบวนการรับสมัคร
และจะป้องกันได้อย่างไร หากไม่ให้ใช้ความรุนแรงเลย (แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง) ผมคิดว่าการเรียกร้องมิให้ฝ่ายใดใช้ความรุนแรงโดยไม่ปรามฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเลยเช่นนี้ ก็เท่ากับห้ามมิให้รัฐใช้ความรุนแรงเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ปล่อยให้ฝ่ายประท้วงใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ได้
การเรียกร้องเช่นนี้ก็ไม่ผิดนะครับ เพราะรัฐมีศักยภาพจะใช้ความรุนแรงได้ฉกาจฉกรรจ์กว่าฝ่ายประท้วงหลายสิบเท่า จึงต้องปรามรัฐไว้ก่อน
แต่ขอโทษเถิดครับ หากคิดอย่างนี้ก็พูดมาตรงๆ สิครับ อย่าทำเนียนเหมือนว่าเป็นกลาง ลูบหน้าแล้วไม่ปะจมูก
กลับมาสู่ปัญหาสันติวิธี เหมือนกับ “วิธี” อื่นๆ ในโลกบ้างไหมครับ คือใช้ได้เฉพาะในบางเงื่อนไข แต่ใช้ไม่ได้ในบางเงื่อนไข (ผมยังไม่พูดถึงว่า ไม่ควรใช้ในบางเงื่อนไข) วิธีรุนแรงก็เหมือนกัน ใช้ได้เฉพาะบางเงื่อนไข เหมือนกัน เช่น หากมีกรณีพิพาทกับจีนหรือสหรัฐ อย่าได้คิดแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงเป็นอันขาด
แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่า ปัญหาจำนวนมากในโลกนี้อาจแก้ได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ซ้ำจะได้ผลดีกว่าเสียด้วย แต่มนุษย์เราเคยชินกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหามานาน หรือบางกลุ่มบางเหล่าสืบทอดวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหามานาน (เช่น คนไทยซึ่งมีประเพณีประหารชีวิตด้วยวิธีโหดร้ายหลายอย่างมาแต่โบราณ) จึงมักถนัดจะหันเข้าหาความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาอยู่เสมอ แม้กระนั้นผมยังสงสัยว่า ไม่มีกรณีใดบ้างเลยหรือ ที่หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงไม่ได้เลย เช่น กรณีที่รัฐไทยกำลังเผชิญอยู่เวลานี้เป็นต้น
หากนักสันติวิธียอมรับว่า อาจมีบ้างเหมือนกัน (แต่ไม่ใช่กรณีของรัฐไทยในเวลานี้) สิ่งที่น่าจะคิดควบคู่กันไปกับสันติวิธีก็คือ เราจะจำกัดความรุนแรงได้อย่างไร เช่น การควบคุมฝูงชนที่ถูกปลุกระดมจนบ้าคลั่ง โดยไม่ใช้กระสุนจริง ทำอย่างไรได้บ้าง ทำแต่ละอย่างแล้วมักให้ผลอย่างไร เป็นต้น
ลองคิดถึงกลไกสันติภาพที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสิครับ มีมากมายเหลือคณานับ ตั้งแต่สมัยที่มี Holy Alliance สืบมาจนองค์กรโลกในปัจจุบันหลายชนิด แม้แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งถึงขั้นใช้อาวุธ ก็ยังพยายามสร้างกฎกติกาที่จะกำกับความรุนแรงในการสงครามอีกหลายอย่าง เปรียบเทียบกับความขัดแย้งภายใน กลไกในการควบคุมการใช้ความรุนแรงมีน้อยและไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไรนัก
มันมีเหตุผลหรือไม่ครับ ที่ผู้รังเกียจการใช้ความรุนแรง จะต้องคิดถึงกลไกและกลวิธีกำกับควบคุมการใช้ความรุนแรงไปพร้อมกัน (คือไม่ปฏิเสธเด็ดขาดว่า วิธีรุนแรงใช้ไม่ได้เลยในทุกกรณี)
หากสังคมไทยต้องตกอยู่ในสภาพจลาจลจนถึงสงครามกลางเมือง นอกจากผมจะโทษศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., กกต., กสม., ทปอ., สื่อ ฯลฯ แล้ว ผมคงอดโทษนักสันติวิธีไม่ได้ด้วย
.
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ข้อยกเว้นมีหรือไม่
ใน http://prachatai3.info/journal/2014/01/51234
. . Sat, 2014-01-18 08:22
( เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 มกราคม 2557 หน้า 30
ที่มา: www.sujitwongthes.com )
ถึงที่สุดของบทความนี้ ผมคงต้องตั้งคำถามเชยๆ อันหนึ่งแก่นักสันติวิธี นั่นคือคำถามที่ถามกันมานานแล้วว่า สันติวิธีนั้นใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันเป็นธรรมได้จริงหรือ
นักสันติวิธีตอบคำถามนี้ไปนานแล้ว ด้วยการยกกรณีของความสำเร็จซึ่งเกิดในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ผมก็ไม่ได้ตามไปศึกษากรณีต่างๆ เหล่านั้น แต่ก็ยอมรับข้อถกเถียงของนักสันติวิธีอย่างง่ายๆ หรือมักง่าย
อย่างไรก็ตาม มีกรณีหนึ่งที่ผมพอจะรู้อะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือกรณีของคานธีและอินเดีย จริงอยู่หรอกครับที่คานธีและสันติวิธีมีความสำคัญที่สุดที่ทำให้อังกฤษหลังสงคราม เห็นว่าไม่คุ้มในทุกทาง (เศรษฐกิจ, การเมืองระหว่างประเทศ, การทหาร ฯลฯ) ที่จะรักษาอินเดียไว้เป็นอาณานิคมต่อไป จึงยอมให้เอกราชแก่อินเดีย แต่คานธีไม่ได้ดำเนินการสันติวิธีในสุญญากาศ หากดำเนินการอยู่ในความวุ่นวายปั่นป่วนและความรุนแรงหลายประเภทของสังคมอินเดีย (อังกฤษใช้คำว่า agitation ซึ่งกระทำโดยสันติวิธีก็ได้ โดยใช้ความรุนแรงก็ได้)
ทุกครั้งที่มีการประท้วงซึ่งนำโดยคานธี หรือกระทำในนามของคานธี แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ประท้วงใช้สันติวิธี แต่อังกฤษใช้ตำรวจชาวอินเดียตอบโต้ด้วยความรุนแรง บาดเจ็บกันจำนวนมาก กลายเป็นภาพความทารุณโหดร้ายปรากฏในสื่อทั่วโลก และในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ร่วมประท้วงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทนไม่ไหวกับการปราบปราม ลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงต่อสู้กับตำรวจบ้าง ยิ่งทำให้ตำรวจระแวงและยิ่งใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นมากขึ้น
ไม่มีหรอกครับ กระบวนการสันติวิธีที่ใช้กับคนจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน จะสามารถรักษาแนวทางสันติวิธีได้ทั่วถึงและตลอดไป
นอกจากนี้ แนวทางสันติวิธีของคานธี ก็เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางอีกหลายชนิดที่นักชาตินิยมอินเดียใช้ในการขับไล่อังกฤษ วิธีที่ไม่ใช่อหิงสาก็มีอีกหลายแนว รวมทั้งการตั้งใจใช้ความรุนแรงโดยตรง ผู้นำที่รู้จักชื่อกันดีซึ่งเลือกใช้วิธีนี้ก็เช่น สุภาส จันทรโบส ซึ่งไปร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อใช้กำลังทหารขับไล่อังกฤษ ที่จริงยังมีผู้นำชาวเบงกอลีอีกหลายคน ทั้งก่อนและหลังสุภาสที่เลือกใช้ความรุนแรง
อังกฤษต้องเลือกระหว่างแนวสันติวิธีของคานธีกับแนวความรุนแรงของผู้นำคนอื่น การตัดสินใจในที่สุดที่จะจำนนต่อแนวของคานธี ทำให้เมื่ออินเดียเป็นเอกราชแล้ว อินเดียก็ยังสมัครใจอยู่ในเครือจักรภพ ตัดสินใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอีกพักใหญ่ ตัดสินใจที่จะไม่ผนวกธุรกิจของอังกฤษทั้งหมดในอินเดียให้เป็นของชาติ ฯลฯ
ผมจึงคิดว่า เราไม่อาจมองความสำเร็จของคานธี โดยลืมปูมหลังความรุนแรงนานาชนิดที่เกิดในอินเดียไม่ได้
ความสำเร็จของคานธีคือสันติวิธี แต่ความสำเร็จของอินเดียที่กู้เอกราชได้ ไม่ใช่สันติวิธีล้วนๆ แน่
และกระแสความรุนแรงเหล่านั้นก็มาปรากฏอย่างชัดเจนแพร่หลายไปทั่วหลังจากได้เอกราช แม้แต่คานธีเองก็คานไม่อยู่
อีกทั้งต้องจบชีวิตลงเพราะความรุนแรงนั้น
ในกรณีเหตุการณ์ซึ่งเกิดในประเทศไทยเวลานี้ ผมมีปัญหามากกับการเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีจัดการ หรือเรียกร้องให้ไม่ใช้ความรุนแรง
เริ่มต้นจาก เรียกร้องใคร ทุกกลุ่มที่เรียกร้องก็อ้างว่าเรียกร้องทั้งสองฝ่าย คือทั้งผู้ประท้วงและรัฐบาล แต่การเป่านกหวีดใส่ฝ่ายตรงข้าม, การยึดสถานที่ราชการจนข้าราชการไม่อาจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้, การไม่อำนวยความสะดวกแก่การจราจร โดยเฉพาะกรณีเด็กไปโรงเรียน หรือคนป่วยจะเข้าโรงพยาบาล, การปิดหน่วยรับสมัครเลือกตั้ง, การลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกำลังอาวุธ, การกล่าวร้ายผู้อื่นโดยปราศจากความจริง, การปิดกรุงเทพฯ, การตั้งข้อเรียกร้องที่ไม่อนุญาตให้ต่อรอง, ความพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพออกมายึดอำนาจ, การละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรุนแรงหรอกหรือ
หากใช่ สิ่งแรกที่องค์กรต่างๆ ควรเรียกร้อง คือให้กลุ่มประท้วงหยุดใช้ความรุนแรงลงทันทีไม่ใช่หรือ แน่นอนก็ควรเตือนฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า อย่าใช้ความรุนแรงจัดการกับการประท้วง แต่อย่างไรเสียก็ต้องทำให้ฝ่ายที่กำลังใช้ความรุนแรงอยู่ ยุติการกระทำนั้นเสียก่อน
และที่ผ่านมาจนถึงนาทีนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลใช้สันติวิธีในการจัดการกับการประท้วงมาโดยตลอด แต่ผลของสันติวิธีตามนโยบายของรัฐบาลก็คือ รัฐไทยกำลังล้มเหลวลงเป็นครั้งแรก น่าประหลาดที่คนซึ่งได้ประโยชน์จากรัฐไทยมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ, ปัญญาหมอทั้งหลาย, ผู้บริหารมหาวิทยาลัย, นักธุรกิจระดับสูง, และคนชั้นกลางในเขตเมือง กลับไม่วิตกกังวลกับความเป็นรัฐล้มเหลวแต่อย่างไร
(ผมก็อยากเตือนนอกเรื่องไว้ด้วยว่า ความเป็นรัฐล้มเหลวนั้นไม่อาจกู้คืนได้ง่ายๆ เพียงเพราะทหารยึดอำนาจนะครับ กระบวนการกู้คืนรัฐที่ล้มเหลวไปแล้วนั้น ใช้เวลาเป็นสิบปีทั้งนั้น ในหลายกรณีกู้คืนเองก็ไม่ได้ ต้องอาศัยแรงกดดันและการจัดการจากนานาชาติเช่นสหประชาชาติ ทั้งในกระบวนการล้มเหลวและกู้คืน ยังต้องเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็นอีกมาก กรณีกัมพูชาเสียไปถึงเกือบ 2 ล้านชีวิต)
แม้กระนั้น หากถามว่า รัฐจะแก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ไหม ตามทฤษฎีก็ต้องตอบว่าได้ เช่น ปล่อยให้ยึดที่ทำการของกระทรวงไป แต่รักษาการทำงานของรัฐให้ดำเนินสืบไปได้ เช่น กระทรวงการคลังถูกยึด แต่จ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ จ่ายหนี้ของรัฐได้ ฯลฯ เป็นต้น ถึงจะขัดขวางมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็เปลี่ยนวิธีรับสมัครโดยวิธีออนไลน์ สถานีตำรวจบางแห่งถูกยึด ก็ประกาศรับแจ้งความในท้องที่นั้นได้ทุกสถานี ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็คอยปลอบใจประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิทั้งหลาย ให้อดกลั้นเพื่อรักษาเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน
แต่ในทางปฏิบัติ รัฐไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอำนาจนอกระบบหลากหลายชนิดซึ่งคอยกำกับควบคุมรัฐอยู่อย่างอิสระ เรื่องนี้ก็รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น กองทัพ, ตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด, องค์กรอิสระ ฯลฯ รัฐไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่ยอมร่วมมือด้วย (เพราะเหตุใดก็แล้วแต่) การสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากรัฐไม่ปกป้องความปลอดภัยของผู้สมัครด้วยการป้องกันมิให้ฝูงชนบุกเข้าไปทำลายกระบวนการรับสมัคร
และจะป้องกันได้อย่างไร หากไม่ให้ใช้ความรุนแรงเลย (แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง) ผมคิดว่าการเรียกร้องมิให้ฝ่ายใดใช้ความรุนแรงโดยไม่ปรามฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเลยเช่นนี้ ก็เท่ากับห้ามมิให้รัฐใช้ความรุนแรงเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ปล่อยให้ฝ่ายประท้วงใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ได้
การเรียกร้องเช่นนี้ก็ไม่ผิดนะครับ เพราะรัฐมีศักยภาพจะใช้ความรุนแรงได้ฉกาจฉกรรจ์กว่าฝ่ายประท้วงหลายสิบเท่า จึงต้องปรามรัฐไว้ก่อน
แต่ขอโทษเถิดครับ หากคิดอย่างนี้ก็พูดมาตรงๆ สิครับ อย่าทำเนียนเหมือนว่าเป็นกลาง ลูบหน้าแล้วไม่ปะจมูก
กลับมาสู่ปัญหาสันติวิธี เหมือนกับ “วิธี” อื่นๆ ในโลกบ้างไหมครับ คือใช้ได้เฉพาะในบางเงื่อนไข แต่ใช้ไม่ได้ในบางเงื่อนไข (ผมยังไม่พูดถึงว่า ไม่ควรใช้ในบางเงื่อนไข) วิธีรุนแรงก็เหมือนกัน ใช้ได้เฉพาะบางเงื่อนไข เหมือนกัน เช่น หากมีกรณีพิพาทกับจีนหรือสหรัฐ อย่าได้คิดแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงเป็นอันขาด
แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่า ปัญหาจำนวนมากในโลกนี้อาจแก้ได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ซ้ำจะได้ผลดีกว่าเสียด้วย แต่มนุษย์เราเคยชินกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหามานาน หรือบางกลุ่มบางเหล่าสืบทอดวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหามานาน (เช่น คนไทยซึ่งมีประเพณีประหารชีวิตด้วยวิธีโหดร้ายหลายอย่างมาแต่โบราณ) จึงมักถนัดจะหันเข้าหาความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาอยู่เสมอ แม้กระนั้นผมยังสงสัยว่า ไม่มีกรณีใดบ้างเลยหรือ ที่หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงไม่ได้เลย เช่น กรณีที่รัฐไทยกำลังเผชิญอยู่เวลานี้เป็นต้น
หากนักสันติวิธียอมรับว่า อาจมีบ้างเหมือนกัน (แต่ไม่ใช่กรณีของรัฐไทยในเวลานี้) สิ่งที่น่าจะคิดควบคู่กันไปกับสันติวิธีก็คือ เราจะจำกัดความรุนแรงได้อย่างไร เช่น การควบคุมฝูงชนที่ถูกปลุกระดมจนบ้าคลั่ง โดยไม่ใช้กระสุนจริง ทำอย่างไรได้บ้าง ทำแต่ละอย่างแล้วมักให้ผลอย่างไร เป็นต้น
ลองคิดถึงกลไกสันติภาพที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสิครับ มีมากมายเหลือคณานับ ตั้งแต่สมัยที่มี Holy Alliance สืบมาจนองค์กรโลกในปัจจุบันหลายชนิด แม้แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งถึงขั้นใช้อาวุธ ก็ยังพยายามสร้างกฎกติกาที่จะกำกับความรุนแรงในการสงครามอีกหลายอย่าง เปรียบเทียบกับความขัดแย้งภายใน กลไกในการควบคุมการใช้ความรุนแรงมีน้อยและไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไรนัก
มันมีเหตุผลหรือไม่ครับ ที่ผู้รังเกียจการใช้ความรุนแรง จะต้องคิดถึงกลไกและกลวิธีกำกับควบคุมการใช้ความรุนแรงไปพร้อมกัน (คือไม่ปฏิเสธเด็ดขาดว่า วิธีรุนแรงใช้ไม่ได้เลยในทุกกรณี)
หากสังคมไทยต้องตกอยู่ในสภาพจลาจลจนถึงสงครามกลางเมือง นอกจากผมจะโทษศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., กกต., กสม., ทปอ., สื่อ ฯลฯ แล้ว ผมคงอดโทษนักสันติวิธีไม่ได้ด้วย
.
2556-10-19
เบื่อระอาม็อบเหลวไหล โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
.
บทความก่อนหน้า - สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เบื่อระอาม็อบเหลวไหล
โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
( https://www.facebook.com/profile.php?id=100003359048125 )
ใน https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=428510157270949&id=100003359048125
. . October 17 at 9:19pm
( ภาพ FB: Thai Innomemes
https://www.facebook.com/profile.php?id=100003673618021 )
ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้ชื่อกันว่า กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ(กปท.) นำโดยบุคคล เช่น นายไทกร พลสุวรรณ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ เป็นต้น ได้เคลื่อนจากสวนลุมพินี มายึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ถนนพิษณุโลก แล้วประกาศค้างคืน เพื่อรอรับวันที่ ๘ ตุลาคม ที่มีคำทำนายของพวกโหรการเมืองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ โดย พล.ร.อ.ชัยแถลงว่า กลุ่มของพวกเขาคัดค้านการที่นายกรัฐมนตรีจะยื่นทูลเกล้าฯร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง ยกเลิกวุฒิสมาชิกสรรหา เพราะถือว่ารัฐบาลมีเจตนาจะละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์ และว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงให้เห็นว่า มีประชาชนไม่เห็นด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า มีประชาชนมาร่วมชุมนุมด้วยน้อยมาก ที่มาร่วมปักหลักเพียงไม่กี่ร้อยคน แต่กระนั้น ในวันที่ ๙ ตุลาคม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ตอบโต้โดยการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงรอบบริเวณทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาและเขตพระราชฐาน ด้วยเหตุผลคือ หวั่นเกรงจะมีการบุกรุกสถานที่สำคัญ ในโอกาสที่ นาย หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม หลังจากนั้น รัฐบาลได้ตั้งด่านตำรวจหลายพันคนปิดล้อมบริเวณที่เป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมทั้งหมด รวมทั้งล้อมรอบผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลด้วย
บ่ายวันที่ ๑๐ ตุลาคม กลุ่มผู้นำการชุมนุมของ กปท. ตัดสินใจถอนกำลังกลับที่ตั้งที่สวนลุมพินี แต่กลับมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ไม่พอใจ เช่น กลุ่มนักศึกษาอาชีวะพิทักษ์ราชบัลลังก์ กลุ่มกองทัพนิรนาม และองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงแยกตัวมาจัดชุมนุมกันเองโดยปิดถนนที่บริเวณสี่แยกอุรุพงษ์ ถนนพระราม ๖ ซึ่งเป็นบริเวณนอกเขตที่ประชิดพื้นที่ประกาศควบคุมตาม พรบ.ความมั่นคง ขณะที่ กทม. ได้ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ และรถปั่นไฟมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ ได้จัดตั้งเป็น กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และการชุมนุมก็ยังยืดเยื้อต่อมา
รายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองส่วน ต่างก็พยายามในการเรียกระดมมวลชนฝ่ายขวาครั้งใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม เพื่อจะยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้นมากขึ้น เพราะในวันนั้น ก็จะมีการเคลื่อนไหวประจำของกลุ่มหน้ากากขาวที่นัดรวมตัวกันหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ในที่สุด กลุ่มหน้ากากขาวก็เดินขบวนมาสมทบกับผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ โดยมีคนสำคัญปรากฏตัวเข้าร่วม เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ จารุณี สุขสวัสดิ์ เช่นเดียวกับเครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย (จคป.) ก็ได้ประกาศสนับสนุนการชุมนุมประชาชนที่อุรุพงษ์ และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที เรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่มออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ครองบ้านเมืองอย่างทุจริต และเป็น”เผด็จการรัฐสภา”
แต่ในที่สุด ความพยายามในการยกระดับก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนถึงวันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม สถานการณ์ก็กลับคืนสู่ภาวะกระแสต่ำปกติ แม้ว่า กลุ่มกปท. และ กลุ่ม คปท. จะยังไม่สลายการชุมนุมก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มฝ่ายขวาเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ก็คือ การไม่ได้รับการสนับสนุนจากแทบทุกภาคส่วนในสังคม ประชาขนที่เป็นกลางจำนวนมากเบื่อระอากับการชุมนุมอันเหลวไหลขององค์กรเหล่านี้ เพราะการเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้อคติแห่งความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่ประชาชนส่วนข้างมากในประเทศไทยเขาไม่ได้ร่วมแชร์อคติเช่นนี้ด้วย การเคลื่อนไหวจึงได้เหี่ยวเฉาไปทุกครั้ง
ปัญหาที่ชัดเจนประการหนึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาทั้งหมดนี้ก็คือ การที่ไม่สามารถจะหาข้อเรียกร้องที่เป็นที่เห็นพ้องสำหรับทุกภาคส่วนของสังคมได้ หรือแม้กระทั่งการสร้างประเด็นร่วมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เอกภาพของกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหมดก็ไม่มี การเคลื่อนไหวทั้งหมด เป็นตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประธานของกลุ่มเอเอสทีวี ผู้จัดการ ได้กล่าวไว้ในวันที่ ๑๑ ตุลาคมว่า ม็อบมางวดนี้ถึงเสียเที่ยว ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ผิด ทั้งที่ใจคนที่ไปชุมนุมเกินร้อยแล้ว พร้อมที่จะเสี่ยง ปัญหาคือ ทั้งการชุมนุมทั้งที่อุรุพงษ์และสวนลุมพินี ต่างก็มีประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น “แต่ประชาธิปัตย์ไม่ออกมาเต็มตัว ให้คนออกไปตายแทนจะได้ขึ้นเสวยสุข” คุณสนธิจึงบอกประชาชนฝ่ายเหลืองว่า อย่าไปตายแทนประชาธิปัตย์ ให้รอหน่อยก็ไม่เสียหาย ถ้าสู้แล้วไม่ชนะจะออกไปทำไม
ข้อวิเคราะห์ของนายสนธินับว่า ถูกต้อง เพราะการเคลื่อนไหวที่ดำเนินอยู่นี้ มีลักษณะอับจนในด้านยุทธวิธีที่จะสร้างผลสะเทือน แต่ปัญหาหลักคือเรื่องในทางยุทธศาสตร์ เพราะไม่สามารถเสนออย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ว่า จะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงได้อย่างไร และถ้าหากล้มได้แล้ว รัฐบาลใหม่หรือคนกลุ่มใหม่ที่จะมาบริหารแทนจะมีวิธีการมาอย่างไร ถ้าจะหวังให้เกิดการล้มรัฐบาลในลักษณะเดียวกับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ ก็คือให้ศาลยุบพรรค แล้วให้พรรคเพื่อไทยแตกโดย มี ส.ส.กลุ่มใหญ่ย้ายข้างมาสนับสนุนประชาธิปัตย์ แล้วตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ก็ไม่เห็นทางเป็นจริง หรือถ้าหากมีการล้มโดยยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เห็นทางที่พรรคเพื่อไทยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ถ้าจะล้มโดยการสนับสนุนให้กองทัพก่อการรัฐประหาร ก็กลับจะยิ่งทำให้สถานการณ์การต่อต้านอำนาจรัฐลุกลาม บ้านเมืองจะกลายเป็นทุรยุค เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนรัฐประหาร เหลือวิธีเดียวคือล้มด้วยอำนาจศาล แต่ทุกวันนี้ความเชื่อถือในศาลก็เสื่อมลงมาก การล้มโดยศาลก็ไม่ได้ใจประชาชน และไม่ได้เป็นการคลี่คลายปัญหาอะไรเลย
ดังนั้นความพยายามในการก่อม็อบล้มรัฐบาลในวันนี้ จึงเป็นไปเพียงเพื่อสนองความสะใจของพวกเกลียดทักษิณสุดขั้วจำนวนน้อยนิด ไม่สามารถจะตอบได้เลยว่า การเคลื่อนไหวเชนนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาบริหารประเทศตามหลักการและกติกาประชาธิปไตย ความพยายามในการล้มรัฐบาลก่อนวาระจึงต้องล้มกติกาประชาธิปไตยลงไปด้วย การเคลื่อนไหวจึงกลายเป็นความพยายามอันเหลวไหลที่ไม่มีทางบรรลุผล
ถ้าต้องการโค่นระบอบทักษิณและล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหลายกลับไปหาวิธีการใหม่น่าจะเป็นการดีกว่า นั่นคือ การคอยเวลาอีก ๒ ปี เพราะนี่เป็นกรอบเวลาที่กำหนดล่วงหน้าแล้วว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะหมดวาระไม่เกินเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๘ และในระหว่าง ๒ ปีนี้ก็รวบรวมข้อมูลความผิดพลาดหรือความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล แล้วมานำเสนอต่อประชาชนอย่างเป็นระบบมีเหตุผล ทำสงครามต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้เป็นสงครามแห่งความรู้ พร้อมทั้งนำเสนอทางออกใหม่แก่สังคม รวมทั้งเสนอบุคคลที่เป็นทางเลือกใหม่ที่ภาพลักษณ์ดี ไม่เป็นพวกฆาตกรมือเปื้อนเลือดแล้วโกหกปลิ้นปล้อนรายวัน โอกาสที่ประชาชนจำนวนมากจะหันมาสนับสนุนก็เป็นไปได้ แล้วการเปลี่ยนแปลงประเทศก็จะเป็นไปอย่างสันติวิธีและตามกติกา
สรุปแล้ว ถ้าจะล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แทนที่จะใช้วิธีการม็อบบังคับประชาชน ก็ใช้วิธีเคลื่อนไหวทางความคิดให้คนส่วนใหญ่เขาเห็นด้วย จะไม่ดีกว่าหรือ
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
จาก โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ ๔๓๔ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖
++
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49089
. . Sat, 2013-10-05 10:51
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ 432 วันที่ 4 ตุลาคม 2556
สำนักข่าวเอเอสทีวี-ผู้จัดการเมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ได้รายงานข่าวโดยเสนอประเด็นว่า ในการจัดงาน 40 ปี 14 ตุลาประจำปี พ.ศ.2556 นี้ มีการจัดงานเป็นสององค์กรแยกกันโดยชัดเจน คือ ฝ่ายมูลนิธิ 14 ตุลา ที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน ซึ่งจัดงานเป็นประจำอยู่ทุกปี แต่กลุ่มคนเสื้อแดงที่นำโดย จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้ตั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์” และได้จัดงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง และงานของฝ่ายเสื้อแดงนั้น เอเอสทีวีเห็นว่ามีปัญหา เพราะ จัดให้ “จาตุรนต์จ้อ พร้อมไฮไลต์ อำมาตย์เต้นทอล์กโชว์” ซึ่งหมายถึงรายการที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมากล่าวปาฐกถาในงานวันที่ 13 ตุลาคม ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และ อนาคตของประชาธิปไตย” และการที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมาเดี่ยวไมโครโฟนเรื่องปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน ในเวลาบ่ายวันเดียวกัน
แต่ความจริง รายการที่น่าสนใจจากการจัดงานของฝ่ายกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังมีอีก โดยเฉพาะรายการด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรายการเด่นที่ลงทุนค่อนข้างสูง รายการวัฒนธรรมนี้จะแสดงที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลาเย็นทั้งวันที่ 6 และ วันที่ 13 ตุลาคม นั่นคือ ละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ของประกายไฟ ลิเกกายกรรมเรื่อง “บัลลังก์เลือด” โดย มะขามป้อม และ งิ้วธรรมศาสตร์19 เรื่อง “เปาบุ้นจิ้น ตอนสะสางคดี 6 ศพ” ซี่งแน่นอนว่า งานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็จะสะท้อนแนวความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นสำคัญ
ส่วนมูลนิธิ 14 ตุลา ได้มีการจัดกิจกรรมหลายอย่างปูทางมาสู่กระแส 40 ปี 14 ตุลาเช่นกัน เช่น การเสนอให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับวันที่ 14 ตุลาเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัย การผลักดันให้ออกแสตมป์ที่ระลึก 40 ปี 14 ตุลา เป็นต้น แต่งานสำคัญคงอยู่ในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่ง ธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลา ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปณิธานประเทศไทย” ที่น่าสนใจคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล รับจะมาปาฐกถาทั้ง 2 งาน คือ ในวันที่ 13 ตุลาคม จะปาฐกถาเรื่อง “เจตนารมณ์ 14 ตุลา คือ ประชาธิปไตย” ให้กับกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย และบ่ายวันที่ 14 ตุลา ก็จะปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความฝันเดือนตุลา 40 ปี” ที่หมุด 14 ตุลา ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หมายถึงว่า เสกสรรค์พยายามวางตัวเป็นกลางที่ประสานกับทั้งสองฝ่ายได้
มีคำถามที่ถามกันว่า การจัดเป็นสองงานเช่นนี้ หมายความว่าคนเดือนตุลาขัดแย้งแตกแยกกันใช่หรือไม่ หรือน่าจะมีความพยายามรวมกันเป็นงานเดียวได้หรือไม่ ต่อคำถามนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม คนเดือนตุลาก็ขัดแย้งกันมานานแล้ว ไม่เคยเป็นเอกภาพ และยิ่งขัดแย้งกันทางการเมืองมากยิ่งขึ้นหลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 จึงได้สะท้อนออกมาในการจัดงานครั้งนี้
จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้อธิบายว่า ในช่วง 7 ปีมานี้ มีความเปลี่ยนแปลงภายในคนรุ่น 14 ตุลา คนส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อยเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองไปสนับสนุนรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ต่อต้านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในกลุ่มนั้นก็มีมูลนิธิ 14 ตุลา ซึ่งเป็นแกนหลักในการจัดงาน 14 ตุลาด้วย ทำให้มีอีกหลายคนโดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดง ไม่อยากร่วมงานกับคนที่ต่อต้านประชาธิปไตย เช่น คนเสื้อแดงคงไม่มีใครสนใจที่จะไปฟังปาฐกถาของคุณธีรยุทธ บุญมี เป็นแน่ ดังนั้น กลุ่มคณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ จึงต้องจัดงานขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าร่วมด้วยได้
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการให้ความหมายแก่กรณี 14 ตุลา เพราะการที่คนรุ่น 14 ตุลาจำนวนมาก หันไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ทำให้เกิดการตีความประวัติศาสตร์ 14 ตุลาว่า ไม่ได้เป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นชัยชนะของฝ่ายศักดินาที่ฉวยโอกาสใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ในความเห็นของคนเสื้อแดงจำนวนมากจึงไม่ชื่นชม 14 ตุลา แต่มีความชื่นชมต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มากกว่า เพราะรู้สึกว่าถูกปราบปรามสังหารจากต้นเหตุรายเดียวกัน ดังนั้น ฝ่ายของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย จึงต้องการให้มีการจัดงานเพื่อรื้อฟื้นความสำคัญของประวัติศาสตร์ 14 ตุลาในฝ่ายประชาชนให้ชัดเจนขึ้น
ฝ่ายกรรมการ 14 ตุลาของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังอธิบายด้วยว่า เป้าหมายของการจัดงาน 14 ตุลา จึงมิใช่แค่การรำลึกแบบเช็งเม้ง หรือมองด้านเดียว จำเพาะเหตุการณ์เดียวอย่างที่เคยเป็นมา หากแต่จะต้องมีการตอบโจทย์ 14 ตุลา อย่างมีเหตุมีผล มีหลักการ โดยวิธีการ หรือโดยตัวบุคคลที่เคยมีประสบการณ์โดยตรง และตัวบุคคลที่มีมาตรฐานทางวิชาประวัติศาสตร์ และเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองไทยที่สำคัญอันมีความต่อเนื่อง และส่งผลกระทบถึงกัน และไม่ควรที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะคิดผูกขาดการเป็นเจ้าของแต่กลุ่มเดียว
ด้วยเหตุผลเช่นนี้ การจัดงาน 14 ตุลาอย่างเป็นเอกภาพเพียงงานเดียว จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด อันที่จริงตามหลักการของประชาธิปไตย ก็ยอมรับในความเป็นอิสระของความคิดที่แตกต่าง เพราะการบังคับให้คนคิดอย่างเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพนั้นคือระบอบเผด็จการ การยอมรับในความแตกต่าง และให้แต่ละฝ่ายเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมตามทิศทางของตนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และยังเป็นวิธีการระดมคนเข้าร่วมได้หลากหลายที่สุด
ส่วนงาน 6 ตุลาครบรอบ 37 ปีในปีนี้ คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเดือนตุลา เป็นเจ้าภาพในการจัดด้วย ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฝ่ายเหลืองสลิ่มส่วนมากก็ไม่จัดงานและไม่ค่อยร่วมงาน 6 ตุลามานานแล้ว จึงกลายเป็นฝ่ายคนเสื้อแดงเป็นคนจัดงานโดยปริยาย แต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะหันไปจัดงาน และสดุดีวีรชน 7 ตุลาแทน
สรุปแล้วเจตนารมณ์ 14 ตุลา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ได้ถูกตีความใหม่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันถึงจิตใจแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของขบวนการ 14 ตุลา เพียงแต่ว่าการตีความประชาธิปไตยในวันนี้มีความแตกต่างกัน จึงนำมาสู่การจัดงานที่แยกจากกัน ซึ่งถือได้ว่าทำให้งาน 14 ตุลาปีนี้มีความคึกคักขึ้นกว่าปีก่อนมาก
สำหรับประเด็นในทางประวัติศาสตร์ การตีความประวัติศาสตร์แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และแสดงให้เห็นด้วยซ้ำว่า ประเด็นทางประวัติศาสตร์นั้นยังไม่ตายและยังเป็นที่สนใจ เช่นเดียวกับประเด็นประวัติศาสตร์ 14 ตุลาที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้
.
บทความก่อนหน้า - สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เบื่อระอาม็อบเหลวไหล
โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
( https://www.facebook.com/profile.php?id=100003359048125 )
ใน https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=428510157270949&id=100003359048125
. . October 17 at 9:19pm
( ภาพ FB: Thai Innomemes
https://www.facebook.com/profile.php?id=100003673618021 )
ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้ชื่อกันว่า กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ(กปท.) นำโดยบุคคล เช่น นายไทกร พลสุวรรณ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ เป็นต้น ได้เคลื่อนจากสวนลุมพินี มายึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ถนนพิษณุโลก แล้วประกาศค้างคืน เพื่อรอรับวันที่ ๘ ตุลาคม ที่มีคำทำนายของพวกโหรการเมืองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ โดย พล.ร.อ.ชัยแถลงว่า กลุ่มของพวกเขาคัดค้านการที่นายกรัฐมนตรีจะยื่นทูลเกล้าฯร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง ยกเลิกวุฒิสมาชิกสรรหา เพราะถือว่ารัฐบาลมีเจตนาจะละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์ และว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงให้เห็นว่า มีประชาชนไม่เห็นด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า มีประชาชนมาร่วมชุมนุมด้วยน้อยมาก ที่มาร่วมปักหลักเพียงไม่กี่ร้อยคน แต่กระนั้น ในวันที่ ๙ ตุลาคม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ตอบโต้โดยการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงรอบบริเวณทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาและเขตพระราชฐาน ด้วยเหตุผลคือ หวั่นเกรงจะมีการบุกรุกสถานที่สำคัญ ในโอกาสที่ นาย หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม หลังจากนั้น รัฐบาลได้ตั้งด่านตำรวจหลายพันคนปิดล้อมบริเวณที่เป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมทั้งหมด รวมทั้งล้อมรอบผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลด้วย
บ่ายวันที่ ๑๐ ตุลาคม กลุ่มผู้นำการชุมนุมของ กปท. ตัดสินใจถอนกำลังกลับที่ตั้งที่สวนลุมพินี แต่กลับมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ไม่พอใจ เช่น กลุ่มนักศึกษาอาชีวะพิทักษ์ราชบัลลังก์ กลุ่มกองทัพนิรนาม และองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงแยกตัวมาจัดชุมนุมกันเองโดยปิดถนนที่บริเวณสี่แยกอุรุพงษ์ ถนนพระราม ๖ ซึ่งเป็นบริเวณนอกเขตที่ประชิดพื้นที่ประกาศควบคุมตาม พรบ.ความมั่นคง ขณะที่ กทม. ได้ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ และรถปั่นไฟมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ ได้จัดตั้งเป็น กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และการชุมนุมก็ยังยืดเยื้อต่อมา
รายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองส่วน ต่างก็พยายามในการเรียกระดมมวลชนฝ่ายขวาครั้งใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม เพื่อจะยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้นมากขึ้น เพราะในวันนั้น ก็จะมีการเคลื่อนไหวประจำของกลุ่มหน้ากากขาวที่นัดรวมตัวกันหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ในที่สุด กลุ่มหน้ากากขาวก็เดินขบวนมาสมทบกับผู้ชุมนุมที่อุรุพงษ์ โดยมีคนสำคัญปรากฏตัวเข้าร่วม เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ จารุณี สุขสวัสดิ์ เช่นเดียวกับเครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย (จคป.) ก็ได้ประกาศสนับสนุนการชุมนุมประชาชนที่อุรุพงษ์ และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที เรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่มออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ครองบ้านเมืองอย่างทุจริต และเป็น”เผด็จการรัฐสภา”
แต่ในที่สุด ความพยายามในการยกระดับก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนถึงวันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม สถานการณ์ก็กลับคืนสู่ภาวะกระแสต่ำปกติ แม้ว่า กลุ่มกปท. และ กลุ่ม คปท. จะยังไม่สลายการชุมนุมก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มฝ่ายขวาเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ก็คือ การไม่ได้รับการสนับสนุนจากแทบทุกภาคส่วนในสังคม ประชาขนที่เป็นกลางจำนวนมากเบื่อระอากับการชุมนุมอันเหลวไหลขององค์กรเหล่านี้ เพราะการเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้อคติแห่งความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่ประชาชนส่วนข้างมากในประเทศไทยเขาไม่ได้ร่วมแชร์อคติเช่นนี้ด้วย การเคลื่อนไหวจึงได้เหี่ยวเฉาไปทุกครั้ง
ปัญหาที่ชัดเจนประการหนึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาทั้งหมดนี้ก็คือ การที่ไม่สามารถจะหาข้อเรียกร้องที่เป็นที่เห็นพ้องสำหรับทุกภาคส่วนของสังคมได้ หรือแม้กระทั่งการสร้างประเด็นร่วมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เอกภาพของกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหมดก็ไม่มี การเคลื่อนไหวทั้งหมด เป็นตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประธานของกลุ่มเอเอสทีวี ผู้จัดการ ได้กล่าวไว้ในวันที่ ๑๑ ตุลาคมว่า ม็อบมางวดนี้ถึงเสียเที่ยว ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ผิด ทั้งที่ใจคนที่ไปชุมนุมเกินร้อยแล้ว พร้อมที่จะเสี่ยง ปัญหาคือ ทั้งการชุมนุมทั้งที่อุรุพงษ์และสวนลุมพินี ต่างก็มีประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น “แต่ประชาธิปัตย์ไม่ออกมาเต็มตัว ให้คนออกไปตายแทนจะได้ขึ้นเสวยสุข” คุณสนธิจึงบอกประชาชนฝ่ายเหลืองว่า อย่าไปตายแทนประชาธิปัตย์ ให้รอหน่อยก็ไม่เสียหาย ถ้าสู้แล้วไม่ชนะจะออกไปทำไม
ข้อวิเคราะห์ของนายสนธินับว่า ถูกต้อง เพราะการเคลื่อนไหวที่ดำเนินอยู่นี้ มีลักษณะอับจนในด้านยุทธวิธีที่จะสร้างผลสะเทือน แต่ปัญหาหลักคือเรื่องในทางยุทธศาสตร์ เพราะไม่สามารถเสนออย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ว่า จะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงได้อย่างไร และถ้าหากล้มได้แล้ว รัฐบาลใหม่หรือคนกลุ่มใหม่ที่จะมาบริหารแทนจะมีวิธีการมาอย่างไร ถ้าจะหวังให้เกิดการล้มรัฐบาลในลักษณะเดียวกับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ ก็คือให้ศาลยุบพรรค แล้วให้พรรคเพื่อไทยแตกโดย มี ส.ส.กลุ่มใหญ่ย้ายข้างมาสนับสนุนประชาธิปัตย์ แล้วตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ก็ไม่เห็นทางเป็นจริง หรือถ้าหากมีการล้มโดยยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่เห็นทางที่พรรคเพื่อไทยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ถ้าจะล้มโดยการสนับสนุนให้กองทัพก่อการรัฐประหาร ก็กลับจะยิ่งทำให้สถานการณ์การต่อต้านอำนาจรัฐลุกลาม บ้านเมืองจะกลายเป็นทุรยุค เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนรัฐประหาร เหลือวิธีเดียวคือล้มด้วยอำนาจศาล แต่ทุกวันนี้ความเชื่อถือในศาลก็เสื่อมลงมาก การล้มโดยศาลก็ไม่ได้ใจประชาชน และไม่ได้เป็นการคลี่คลายปัญหาอะไรเลย
ดังนั้นความพยายามในการก่อม็อบล้มรัฐบาลในวันนี้ จึงเป็นไปเพียงเพื่อสนองความสะใจของพวกเกลียดทักษิณสุดขั้วจำนวนน้อยนิด ไม่สามารถจะตอบได้เลยว่า การเคลื่อนไหวเชนนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาบริหารประเทศตามหลักการและกติกาประชาธิปไตย ความพยายามในการล้มรัฐบาลก่อนวาระจึงต้องล้มกติกาประชาธิปไตยลงไปด้วย การเคลื่อนไหวจึงกลายเป็นความพยายามอันเหลวไหลที่ไม่มีทางบรรลุผล
ถ้าต้องการโค่นระบอบทักษิณและล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหลายกลับไปหาวิธีการใหม่น่าจะเป็นการดีกว่า นั่นคือ การคอยเวลาอีก ๒ ปี เพราะนี่เป็นกรอบเวลาที่กำหนดล่วงหน้าแล้วว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะหมดวาระไม่เกินเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๘ และในระหว่าง ๒ ปีนี้ก็รวบรวมข้อมูลความผิดพลาดหรือความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล แล้วมานำเสนอต่อประชาชนอย่างเป็นระบบมีเหตุผล ทำสงครามต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้เป็นสงครามแห่งความรู้ พร้อมทั้งนำเสนอทางออกใหม่แก่สังคม รวมทั้งเสนอบุคคลที่เป็นทางเลือกใหม่ที่ภาพลักษณ์ดี ไม่เป็นพวกฆาตกรมือเปื้อนเลือดแล้วโกหกปลิ้นปล้อนรายวัน โอกาสที่ประชาชนจำนวนมากจะหันมาสนับสนุนก็เป็นไปได้ แล้วการเปลี่ยนแปลงประเทศก็จะเป็นไปอย่างสันติวิธีและตามกติกา
สรุปแล้ว ถ้าจะล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แทนที่จะใช้วิธีการม็อบบังคับประชาชน ก็ใช้วิธีเคลื่อนไหวทางความคิดให้คนส่วนใหญ่เขาเห็นด้วย จะไม่ดีกว่าหรือ
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
จาก โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ ๔๓๔ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖
++
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แดงยึด 6 ตุลา- 14ตุลา !
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/10/49089
. . Sat, 2013-10-05 10:51
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ 432 วันที่ 4 ตุลาคม 2556
สำนักข่าวเอเอสทีวี-ผู้จัดการเมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ได้รายงานข่าวโดยเสนอประเด็นว่า ในการจัดงาน 40 ปี 14 ตุลาประจำปี พ.ศ.2556 นี้ มีการจัดงานเป็นสององค์กรแยกกันโดยชัดเจน คือ ฝ่ายมูลนิธิ 14 ตุลา ที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน ซึ่งจัดงานเป็นประจำอยู่ทุกปี แต่กลุ่มคนเสื้อแดงที่นำโดย จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้ตั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์” และได้จัดงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง และงานของฝ่ายเสื้อแดงนั้น เอเอสทีวีเห็นว่ามีปัญหา เพราะ จัดให้ “จาตุรนต์จ้อ พร้อมไฮไลต์ อำมาตย์เต้นทอล์กโชว์” ซึ่งหมายถึงรายการที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมากล่าวปาฐกถาในงานวันที่ 13 ตุลาคม ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และ อนาคตของประชาธิปไตย” และการที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมาเดี่ยวไมโครโฟนเรื่องปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน ในเวลาบ่ายวันเดียวกัน
แต่ความจริง รายการที่น่าสนใจจากการจัดงานของฝ่ายกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังมีอีก โดยเฉพาะรายการด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรายการเด่นที่ลงทุนค่อนข้างสูง รายการวัฒนธรรมนี้จะแสดงที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลาเย็นทั้งวันที่ 6 และ วันที่ 13 ตุลาคม นั่นคือ ละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ของประกายไฟ ลิเกกายกรรมเรื่อง “บัลลังก์เลือด” โดย มะขามป้อม และ งิ้วธรรมศาสตร์19 เรื่อง “เปาบุ้นจิ้น ตอนสะสางคดี 6 ศพ” ซี่งแน่นอนว่า งานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็จะสะท้อนแนวความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นสำคัญ
ส่วนมูลนิธิ 14 ตุลา ได้มีการจัดกิจกรรมหลายอย่างปูทางมาสู่กระแส 40 ปี 14 ตุลาเช่นกัน เช่น การเสนอให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับวันที่ 14 ตุลาเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัย การผลักดันให้ออกแสตมป์ที่ระลึก 40 ปี 14 ตุลา เป็นต้น แต่งานสำคัญคงอยู่ในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่ง ธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลา ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปณิธานประเทศไทย” ที่น่าสนใจคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล รับจะมาปาฐกถาทั้ง 2 งาน คือ ในวันที่ 13 ตุลาคม จะปาฐกถาเรื่อง “เจตนารมณ์ 14 ตุลา คือ ประชาธิปไตย” ให้กับกรรมการชุดจรัล ดิษฐาอภิชัย และบ่ายวันที่ 14 ตุลา ก็จะปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความฝันเดือนตุลา 40 ปี” ที่หมุด 14 ตุลา ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หมายถึงว่า เสกสรรค์พยายามวางตัวเป็นกลางที่ประสานกับทั้งสองฝ่ายได้
มีคำถามที่ถามกันว่า การจัดเป็นสองงานเช่นนี้ หมายความว่าคนเดือนตุลาขัดแย้งแตกแยกกันใช่หรือไม่ หรือน่าจะมีความพยายามรวมกันเป็นงานเดียวได้หรือไม่ ต่อคำถามนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม คนเดือนตุลาก็ขัดแย้งกันมานานแล้ว ไม่เคยเป็นเอกภาพ และยิ่งขัดแย้งกันทางการเมืองมากยิ่งขึ้นหลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 จึงได้สะท้อนออกมาในการจัดงานครั้งนี้
จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้อธิบายว่า ในช่วง 7 ปีมานี้ มีความเปลี่ยนแปลงภายในคนรุ่น 14 ตุลา คนส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อยเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองไปสนับสนุนรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ต่อต้านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในกลุ่มนั้นก็มีมูลนิธิ 14 ตุลา ซึ่งเป็นแกนหลักในการจัดงาน 14 ตุลาด้วย ทำให้มีอีกหลายคนโดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดง ไม่อยากร่วมงานกับคนที่ต่อต้านประชาธิปไตย เช่น คนเสื้อแดงคงไม่มีใครสนใจที่จะไปฟังปาฐกถาของคุณธีรยุทธ บุญมี เป็นแน่ ดังนั้น กลุ่มคณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ จึงต้องจัดงานขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าร่วมด้วยได้
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการให้ความหมายแก่กรณี 14 ตุลา เพราะการที่คนรุ่น 14 ตุลาจำนวนมาก หันไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ทำให้เกิดการตีความประวัติศาสตร์ 14 ตุลาว่า ไม่ได้เป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นชัยชนะของฝ่ายศักดินาที่ฉวยโอกาสใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ในความเห็นของคนเสื้อแดงจำนวนมากจึงไม่ชื่นชม 14 ตุลา แต่มีความชื่นชมต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มากกว่า เพราะรู้สึกว่าถูกปราบปรามสังหารจากต้นเหตุรายเดียวกัน ดังนั้น ฝ่ายของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย จึงต้องการให้มีการจัดงานเพื่อรื้อฟื้นความสำคัญของประวัติศาสตร์ 14 ตุลาในฝ่ายประชาชนให้ชัดเจนขึ้น
ฝ่ายกรรมการ 14 ตุลาของคุณจรัล ดิษฐาอภิชัย ยังอธิบายด้วยว่า เป้าหมายของการจัดงาน 14 ตุลา จึงมิใช่แค่การรำลึกแบบเช็งเม้ง หรือมองด้านเดียว จำเพาะเหตุการณ์เดียวอย่างที่เคยเป็นมา หากแต่จะต้องมีการตอบโจทย์ 14 ตุลา อย่างมีเหตุมีผล มีหลักการ โดยวิธีการ หรือโดยตัวบุคคลที่เคยมีประสบการณ์โดยตรง และตัวบุคคลที่มีมาตรฐานทางวิชาประวัติศาสตร์ และเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองไทยที่สำคัญอันมีความต่อเนื่อง และส่งผลกระทบถึงกัน และไม่ควรที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะคิดผูกขาดการเป็นเจ้าของแต่กลุ่มเดียว
ด้วยเหตุผลเช่นนี้ การจัดงาน 14 ตุลาอย่างเป็นเอกภาพเพียงงานเดียว จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด อันที่จริงตามหลักการของประชาธิปไตย ก็ยอมรับในความเป็นอิสระของความคิดที่แตกต่าง เพราะการบังคับให้คนคิดอย่างเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพนั้นคือระบอบเผด็จการ การยอมรับในความแตกต่าง และให้แต่ละฝ่ายเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมตามทิศทางของตนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และยังเป็นวิธีการระดมคนเข้าร่วมได้หลากหลายที่สุด
ส่วนงาน 6 ตุลาครบรอบ 37 ปีในปีนี้ คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเดือนตุลา เป็นเจ้าภาพในการจัดด้วย ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฝ่ายเหลืองสลิ่มส่วนมากก็ไม่จัดงานและไม่ค่อยร่วมงาน 6 ตุลามานานแล้ว จึงกลายเป็นฝ่ายคนเสื้อแดงเป็นคนจัดงานโดยปริยาย แต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะหันไปจัดงาน และสดุดีวีรชน 7 ตุลาแทน
สรุปแล้วเจตนารมณ์ 14 ตุลา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ได้ถูกตีความใหม่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันถึงจิตใจแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของขบวนการ 14 ตุลา เพียงแต่ว่าการตีความประชาธิปไตยในวันนี้มีความแตกต่างกัน จึงนำมาสู่การจัดงานที่แยกจากกัน ซึ่งถือได้ว่าทำให้งาน 14 ตุลาปีนี้มีความคึกคักขึ้นกว่าปีก่อนมาก
สำหรับประเด็นในทางประวัติศาสตร์ การตีความประวัติศาสตร์แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และแสดงให้เห็นด้วยซ้ำว่า ประเด็นทางประวัติศาสตร์นั้นยังไม่ตายและยังเป็นที่สนใจ เช่นเดียวกับประเด็นประวัติศาสตร์ 14 ตุลาที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้
.
2556-10-01
นิธิ : Digital Divide แบบไทย
.
Digital Divide แบบไทย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380540161
วันอังคารที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:25:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 30 ก.ย.2556 )
คิดดูก็น่าประหลาดนะครับ ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนไทยสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวางเท่าปัจจุบัน ทั้งเนื้อหาที่สื่อสารกันก็ถูกปิดกั้นน้อยลง หรือถูกคนบางกลุ่มผูกขาดได้น้อยลง
แต่นี่กลับเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีครั้งไหน ที่คนไทยขัดแย้งกันเองได้เท่าครั้งนี้ ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ลามไปถึงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม เช่น หนังละคร หรือเพลง และเครื่องแต่งกาย
ใช่แล้วครับ ผมกำลังนึกถึงเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งขอเรียกกว้างๆ ว่าดิจิตอลก็แล้วกัน เปิดโอกาสของการสื่อสารได้กว้างขวางอย่างที่เป็นอยู่ อีกทั้งเป็นการสื่อสารในแนวระนาบด้วย ไม่ได้บนลงล่างเพียงอย่างเดียวดังที่เคยเป็นมาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า นอกจากโอกาสดังกล่าวซึ่งสื่อดิจิตอลสร้างขึ้น ยังมีโอกาสอื่นๆ อีกมากที่เกิดขึ้นเพราะมัน ดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็แล้วแต่กิเลสของมนุษย์จะชวนให้เห็นไป
แต่สิ่งที่ผมสงสัยอย่างยิ่งก็คือ สื่อดิจิตอลนั่นแหละ ที่ทำให้ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น ความสามารถในการเชื่อมโยงคนได้กว้างขวาง กลับไม่ก่อให้เกิดทัศนคติที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้แต่ละคนสามารถสร้างกำแพงกีดกันคนที่ไม่เหมือนตัวเข้ามาใกล้ได้ แต่เปิดประตูดึงดูดคนที่เป็นเหมือนเงาของตนเองให้มาแวดล้อมได้เต็มไปหมด
กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อดิจิตอลขยายการสื่อสารไปตามแนวระนาบ แต่ไม่ขยายไปตามแนวดิ่ง คนต่างกันไม่ได้สื่อสารกัน แต่คนเหมือนกันได้สื่อสารกันเข้มข้นขึ้น
ขออนุญาตเตือนไว้ก่อนว่า ข้อสังเกตนี้มาจากคนที่ใช้สื่อดิจิตอลเพียงแค่ค้นหาข้อมูลที่ประสงค์ และใช้แทน กสท.เท่านั้น ใช้เครือข่ายสังคมไม่เป็น และไม่รู้ว่าจะเปิดเว็บไซต์หรือบล็อกได้อย่างไร ไม่พร้อมที่จะสละเวลาให้แม้แต่เรียนรู้เพื่อทำได้ ฉะนั้นจึงเป็นข้อสังเกตของคนที่รู้เรื่องสื่อดิจิตอลไม่จริง บางส่วนก็จำขี้ปากผู้รู้มาพูด บางส่วนก็เข้าใจเอาเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่าผิดหรือถูก
ผู้ที่รู้ดีกว่าผมให้ข้อมูลว่า ในบรรดาพื้นที่บนเน็ตซึ่งผู้สร้างตั้งใจทำเป็นสาธารณะนั้น อาจแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง หนึ่งคือพื้นที่ของความสนใจเฉพาะ เช่น การเดินป่า, การท่องเที่ยว, ดนตรีไทย, การขี่จักรยาน หรือสาธารณะไปกว่านั้น เช่น ต่อต้านเขื่อน, ต่อต้าน ปตท., ต่อต้านเอฟทีเอ, ต่อต้านยิ่งลักษณ์ ฯลฯ พื้นที่เหล่านี้จะดึงดูดคนคอเดียวกันเข้าไปร่วมรับรู้และแบ่งปันข้อมูล(ความรู้สึกก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่งนะครับ) แม้มีนักป่วนเข้าไปบ้าง แต่นั่นเป็นส่วนน้อยและมักไม่สามารถอยู่ร่วมกับเขาได้ยืนนานนัก
อีกประเภทหนึ่งคือพื้นที่ซึ่งเจตนาจะให้ข้อมูลสาธารณะอย่างกว้างๆ หรือถึงแม้โดยเฉพาะเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ไม่เกี่ยวกับความสนใจโดยส่วนตัวของบุคคล แม้กระนั้น พื้นที่ประเภทนี้ก็ดึงดูดเฉพาะคนคอเดียวกันอยู่นั่นเอง เพราะพื้นที่เหล่านี้มีสีหรือสมมติฐานเบื้องต้น (presupposition, predilection, theoretical framework) บางอย่างอยู่ด้วย ดังนั้น ประชาไท, ไทยอีนิวส์, สยามอินเทลลิเจนซ์ ก็จะดึงคนอ่านประเภทหนึ่ง เอเอสทีวี, ไทยพับลิกา, ประสงค์ดอทคอม ก็จะดึงคนอ่านอีกประเภทหนึ่ง
(ข้อนี้ผมไม่เห็นเป็นความเสียหายอย่างไรนะครับ ข้อเท็จจริงโดดๆ ไม่มีความหมายหรือแม้แต่ไม่มีประโยชน์อะไร และเราคงไม่สามารถพูดถึงข้อเท็จจริงใดๆ ได้ โดยไม่มีสมมติฐานเบื้องต้นบางอย่างในใจ
สถิติว่าประเทศไทยมีผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน ถูกแจงนับก็เพราะมีสมมติฐานเบื้องต้นว่า ความต่างเพศของประชากรมีนัยยะสัมพันธ์กับเรื่องอื่นที่ผู้แจงนับคิดว่าสำคัญชิบเป๋ง ไม่งั้นจะไปนั่งแจงนับมันทำไม )
คำถามที่อยู่ในใจผมก็คือ เฉพาะในสังคมไทยนั้น งานอดิเรกก็ตาม รสนิยมก็ตาม จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม ความสนใจ ส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ สัมพันธ์หรือไม่กับชนชั้น(ในความหมายของมาร์กซ์ หรือของใครก็ได้) หรืออย่างน้อยก็สัมพันธ์กับสถานภาพทางสังคมหรือไม่
ผมตอบเองโดยปราศจากการวิจัยรองรับว่า สัมพันธ์อย่างยิ่ง และอย่างน่ากลัวด้วย
ทั้งนี้เพราะความสืบเนื่องทางสังคมของไทยนั้นมีสูงมาก (เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกัน) แม้เราจะเคยผ่านความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ทางการเมือง, การปกครอง, วัฒนธรรม และเศรษฐกิจมาไม่น้อย แต่โครงสร้างทางสังคมของเราไม่ค่อยเปลี่ยนมากนัก คนที่อยู่ในช่วงชั้นอะไรเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ลูกหลานของเขาก็ยังอยู่ในช่วงชั้นนั้น บางคนอาจนึกถึงอาเสี่ยเชื้อสายจีนที่เปลี่ยนสถานภาพจากพ่อค้าย่อยมาเป็นเจ้าของบริษัทข้ามชาติ และต่างมีเมียเป็นคุณหญิงเกือบทั้งนั้น ก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ดูให้ดีเถิดว่า การสะสมทุนของตระกูลเสี่ยเหล่านี้ เริ่มมาตั้งแต่เกือบ 100 ปีมาแล้ว โตขึ้นๆ จนกลายมาเป็นเสี่ยใหญ่ในทุกวันนี้
เทียบไม่ได้กับร็อคกี้เฟลเลอร์ ฟอร์ด หรือเศรษฐีในสหรัฐ ซึ่งพลิกผันจากคนธรรมดามาสู่มหาเศรษฐีในชั่วคนเดียว ทั้งนี้ยังไม่นับมหาเศรษฐีในปัจจุบันอีกมากซึ่งยังเล่าถึงสลัมที่เขาเกิดมาได้เป็นฉากๆ
ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่กล่าวแล้ว ทำให้รัฐสามารถขยายบริการออกไปได้กว้างขวางขึ้น เช่นขยายการศึกษาออกไปได้กว้างขวาง แต่ใครเล่าที่ได้เรียนหนังสือจนถึงขั้นสูงๆ ใครที่ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบ ป.4 หรือ ม.3 ก็คนหน้าเดิมที่มีรอยสักบนใบหน้ามาแต่กำเนิดแล้วว่า คนนี้ต้องจบมหาวิทยาลัย คนนี้ต้องจบแค่ ป.4
เมื่อรัฐธรรมนูญบังคับให้รัฐต้องจ่ายเงินให้คนได้เรียนฟรี 12 ปี อิทธิพลทางการเมืองของเขา ก็ทำให้กระทรวงศึกษาต้องบริหารโรงเรียนในลักษณะที่กันโรงเรียนไว้สามร้อยกว่าโรง เป็นโรงเรียนของคนในสถานภาพสูง มีคุณภาพการศึกษาที่แข่งกับใครในโลกก็ได้ ลูกหลานของเขาจึงได้เตรียมตัวสำหรับสืบทอดสถานภาพทางสังคมของเขาต่อไปได้สบายๆ
ในบรรดาปัจจัยต่างๆ ที่กำหนด งานอดิเรกก็ตาม, รสนิยมก็ตาม, จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม, ความสนใจส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ นั้นอะไรสำคัญที่สุด ผมคิดว่าครอบครัวและการศึกษามีส่วนสำคัญที่สุด จึงเป็นธรรมดาที่คนในสถานภาพ (หรือชนชั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะให้นิยามแก่คำนี้อย่างไร) ต่างๆ หันเข้าหาพื้นที่บนเน็ตที่ต่างกัน
ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ สื่อดิจิตอลในสังคมไทยขยายการสื่อสารได้กว้างขวางในแนวระนาบ แต่ไม่ขยายการสื่อสารในแนวดิ่ง คนต่างสถานภาพจึงต่างกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ (แปลตามตัวคือคนละฝ่าย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกเป็นศัตรูเสมอไป)กันตลอดมา ความปรองดองจึงเกิดไม่ได้
ความปรองดองหรือไม่ปรองดองมีฐานทางสังคมครับ ไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่จับเข่าคุยกัน หรือทะเลาะกัน ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำให้สังคมมีพื้นที่แห่งความปรองดอง (ซึ่งแปลว่าขัดแย้งกันโดยสงบ) สื่อดิจิตอลไม่ใช่พื้นที่นั้น หรือยังไม่ใช่ ที่เรียกกันว่า digital divide นั้น ในเมืองไทยยังมีความหมายมากกว่าเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ แต่ต้องรวมถึงการแบ่งแยกพื้นที่ดิจิตอลเอาไว้ให้คนต่างสถานภาพกันอย่างค่อนข้างตายตัวด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ได้พบกันมานานแล้วว่า เมื่อคนไปสื่อสัมพันธ์กับคนอื่นบนเน็ต เขามักจะเปลี่ยนบุคลิกภาพไปจากปรกติของความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้คน เช่น เขาไม่เคารพมารยาททางสังคม (civility), อวดตัวมากเป็นพิเศษ, ข่มผู้อื่นอย่างออกหน้า, ตัดสินใจเร็ว, ไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตนเอง ฯลฯ
หนักขึ้นไปอีกก็คือ นักเล่นเน็ตเริ่มสับสนอัตลักษณ์ของตนบนเน็ตกับอัตลักษณ์จริงในชีวิต ไปเอาอัตลักษณ์บนเน็ตมาใช้กับความสัมพันธ์ในชีวิตปกติ อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ด่าคู่แข่งทางการเมืองของตนว่า อีโง่ (ไม่ว่าจะออกจากปากของคุณอภิสิทธิ์หรือหม่อมอะไรก็ตาม) เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เกิดความสับสนด้านอัตลักษณ์ของผู้พูดเสียแล้ว... เล่นเน็ตมากไป
พื้นที่บนเน็ตซึ่งทำให้คนไทยสื่อสารกันได้กว้างขวาง จึงยิ่งทำให้เราเหม็นขี้หน้ากันมากขึ้น
ผมไม่มีความเห็นว่าเราควรควบคุมพื้นที่ดิจิตอลหรือไม่ และอย่างไร ที่คิดเร็วๆ เวลานี้คือปล่อยมันไปก่อนดีกว่า อย่าไปละเมิดเสรีภาพของผู้คน เพราะผู้คนจะใช้เสรีภาพอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพที่เป็นจริงทางสังคมซึ่งเขามีชีวิตอยู่ต่างหาก ในสังคมที่เต็มไปด้วย social divide จะไม่ให้มี digital divide ได้อย่างไร
พื้นที่ดิจิตอลเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้ก็ต่อเมื่อเรารู้แล้วว่า เราต้องการคำตอบอะไร หากเราไม่มีคำตอบเลย เทคโนโลยีก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่เชื่อก็เหลียวดูเขื่อนทั่วประเทศไทยสิครับ
.
Digital Divide แบบไทย
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1380540161
วันอังคารที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:25:04 น.
( ที่มา : นสพ.มติชนรายวัน 30 ก.ย.2556 )
คิดดูก็น่าประหลาดนะครับ ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนไทยสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวางเท่าปัจจุบัน ทั้งเนื้อหาที่สื่อสารกันก็ถูกปิดกั้นน้อยลง หรือถูกคนบางกลุ่มผูกขาดได้น้อยลง
แต่นี่กลับเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีครั้งไหน ที่คนไทยขัดแย้งกันเองได้เท่าครั้งนี้ ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ลามไปถึงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม เช่น หนังละคร หรือเพลง และเครื่องแต่งกาย
ใช่แล้วครับ ผมกำลังนึกถึงเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งขอเรียกกว้างๆ ว่าดิจิตอลก็แล้วกัน เปิดโอกาสของการสื่อสารได้กว้างขวางอย่างที่เป็นอยู่ อีกทั้งเป็นการสื่อสารในแนวระนาบด้วย ไม่ได้บนลงล่างเพียงอย่างเดียวดังที่เคยเป็นมาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า นอกจากโอกาสดังกล่าวซึ่งสื่อดิจิตอลสร้างขึ้น ยังมีโอกาสอื่นๆ อีกมากที่เกิดขึ้นเพราะมัน ดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็แล้วแต่กิเลสของมนุษย์จะชวนให้เห็นไป
แต่สิ่งที่ผมสงสัยอย่างยิ่งก็คือ สื่อดิจิตอลนั่นแหละ ที่ทำให้ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้น ความสามารถในการเชื่อมโยงคนได้กว้างขวาง กลับไม่ก่อให้เกิดทัศนคติที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้แต่ละคนสามารถสร้างกำแพงกีดกันคนที่ไม่เหมือนตัวเข้ามาใกล้ได้ แต่เปิดประตูดึงดูดคนที่เป็นเหมือนเงาของตนเองให้มาแวดล้อมได้เต็มไปหมด
กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อดิจิตอลขยายการสื่อสารไปตามแนวระนาบ แต่ไม่ขยายไปตามแนวดิ่ง คนต่างกันไม่ได้สื่อสารกัน แต่คนเหมือนกันได้สื่อสารกันเข้มข้นขึ้น
ขออนุญาตเตือนไว้ก่อนว่า ข้อสังเกตนี้มาจากคนที่ใช้สื่อดิจิตอลเพียงแค่ค้นหาข้อมูลที่ประสงค์ และใช้แทน กสท.เท่านั้น ใช้เครือข่ายสังคมไม่เป็น และไม่รู้ว่าจะเปิดเว็บไซต์หรือบล็อกได้อย่างไร ไม่พร้อมที่จะสละเวลาให้แม้แต่เรียนรู้เพื่อทำได้ ฉะนั้นจึงเป็นข้อสังเกตของคนที่รู้เรื่องสื่อดิจิตอลไม่จริง บางส่วนก็จำขี้ปากผู้รู้มาพูด บางส่วนก็เข้าใจเอาเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่าผิดหรือถูก
ผู้ที่รู้ดีกว่าผมให้ข้อมูลว่า ในบรรดาพื้นที่บนเน็ตซึ่งผู้สร้างตั้งใจทำเป็นสาธารณะนั้น อาจแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง หนึ่งคือพื้นที่ของความสนใจเฉพาะ เช่น การเดินป่า, การท่องเที่ยว, ดนตรีไทย, การขี่จักรยาน หรือสาธารณะไปกว่านั้น เช่น ต่อต้านเขื่อน, ต่อต้าน ปตท., ต่อต้านเอฟทีเอ, ต่อต้านยิ่งลักษณ์ ฯลฯ พื้นที่เหล่านี้จะดึงดูดคนคอเดียวกันเข้าไปร่วมรับรู้และแบ่งปันข้อมูล(ความรู้สึกก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่งนะครับ) แม้มีนักป่วนเข้าไปบ้าง แต่นั่นเป็นส่วนน้อยและมักไม่สามารถอยู่ร่วมกับเขาได้ยืนนานนัก
อีกประเภทหนึ่งคือพื้นที่ซึ่งเจตนาจะให้ข้อมูลสาธารณะอย่างกว้างๆ หรือถึงแม้โดยเฉพาะเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ไม่เกี่ยวกับความสนใจโดยส่วนตัวของบุคคล แม้กระนั้น พื้นที่ประเภทนี้ก็ดึงดูดเฉพาะคนคอเดียวกันอยู่นั่นเอง เพราะพื้นที่เหล่านี้มีสีหรือสมมติฐานเบื้องต้น (presupposition, predilection, theoretical framework) บางอย่างอยู่ด้วย ดังนั้น ประชาไท, ไทยอีนิวส์, สยามอินเทลลิเจนซ์ ก็จะดึงคนอ่านประเภทหนึ่ง เอเอสทีวี, ไทยพับลิกา, ประสงค์ดอทคอม ก็จะดึงคนอ่านอีกประเภทหนึ่ง
(ข้อนี้ผมไม่เห็นเป็นความเสียหายอย่างไรนะครับ ข้อเท็จจริงโดดๆ ไม่มีความหมายหรือแม้แต่ไม่มีประโยชน์อะไร และเราคงไม่สามารถพูดถึงข้อเท็จจริงใดๆ ได้ โดยไม่มีสมมติฐานเบื้องต้นบางอย่างในใจ
สถิติว่าประเทศไทยมีผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน ถูกแจงนับก็เพราะมีสมมติฐานเบื้องต้นว่า ความต่างเพศของประชากรมีนัยยะสัมพันธ์กับเรื่องอื่นที่ผู้แจงนับคิดว่าสำคัญชิบเป๋ง ไม่งั้นจะไปนั่งแจงนับมันทำไม )
คำถามที่อยู่ในใจผมก็คือ เฉพาะในสังคมไทยนั้น งานอดิเรกก็ตาม รสนิยมก็ตาม จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม ความสนใจ ส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ สัมพันธ์หรือไม่กับชนชั้น(ในความหมายของมาร์กซ์ หรือของใครก็ได้) หรืออย่างน้อยก็สัมพันธ์กับสถานภาพทางสังคมหรือไม่
ผมตอบเองโดยปราศจากการวิจัยรองรับว่า สัมพันธ์อย่างยิ่ง และอย่างน่ากลัวด้วย
ทั้งนี้เพราะความสืบเนื่องทางสังคมของไทยนั้นมีสูงมาก (เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกัน) แม้เราจะเคยผ่านความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ทางการเมือง, การปกครอง, วัฒนธรรม และเศรษฐกิจมาไม่น้อย แต่โครงสร้างทางสังคมของเราไม่ค่อยเปลี่ยนมากนัก คนที่อยู่ในช่วงชั้นอะไรเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ลูกหลานของเขาก็ยังอยู่ในช่วงชั้นนั้น บางคนอาจนึกถึงอาเสี่ยเชื้อสายจีนที่เปลี่ยนสถานภาพจากพ่อค้าย่อยมาเป็นเจ้าของบริษัทข้ามชาติ และต่างมีเมียเป็นคุณหญิงเกือบทั้งนั้น ก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ดูให้ดีเถิดว่า การสะสมทุนของตระกูลเสี่ยเหล่านี้ เริ่มมาตั้งแต่เกือบ 100 ปีมาแล้ว โตขึ้นๆ จนกลายมาเป็นเสี่ยใหญ่ในทุกวันนี้
เทียบไม่ได้กับร็อคกี้เฟลเลอร์ ฟอร์ด หรือเศรษฐีในสหรัฐ ซึ่งพลิกผันจากคนธรรมดามาสู่มหาเศรษฐีในชั่วคนเดียว ทั้งนี้ยังไม่นับมหาเศรษฐีในปัจจุบันอีกมากซึ่งยังเล่าถึงสลัมที่เขาเกิดมาได้เป็นฉากๆ
ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่กล่าวแล้ว ทำให้รัฐสามารถขยายบริการออกไปได้กว้างขวางขึ้น เช่นขยายการศึกษาออกไปได้กว้างขวาง แต่ใครเล่าที่ได้เรียนหนังสือจนถึงขั้นสูงๆ ใครที่ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบ ป.4 หรือ ม.3 ก็คนหน้าเดิมที่มีรอยสักบนใบหน้ามาแต่กำเนิดแล้วว่า คนนี้ต้องจบมหาวิทยาลัย คนนี้ต้องจบแค่ ป.4
เมื่อรัฐธรรมนูญบังคับให้รัฐต้องจ่ายเงินให้คนได้เรียนฟรี 12 ปี อิทธิพลทางการเมืองของเขา ก็ทำให้กระทรวงศึกษาต้องบริหารโรงเรียนในลักษณะที่กันโรงเรียนไว้สามร้อยกว่าโรง เป็นโรงเรียนของคนในสถานภาพสูง มีคุณภาพการศึกษาที่แข่งกับใครในโลกก็ได้ ลูกหลานของเขาจึงได้เตรียมตัวสำหรับสืบทอดสถานภาพทางสังคมของเขาต่อไปได้สบายๆ
ในบรรดาปัจจัยต่างๆ ที่กำหนด งานอดิเรกก็ตาม, รสนิยมก็ตาม, จินตนาการถึงสังคมที่ดีและเป็นธรรมก็ตาม, ความสนใจส่วนตัวก็ตาม ฯลฯ นั้นอะไรสำคัญที่สุด ผมคิดว่าครอบครัวและการศึกษามีส่วนสำคัญที่สุด จึงเป็นธรรมดาที่คนในสถานภาพ (หรือชนชั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะให้นิยามแก่คำนี้อย่างไร) ต่างๆ หันเข้าหาพื้นที่บนเน็ตที่ต่างกัน
ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ สื่อดิจิตอลในสังคมไทยขยายการสื่อสารได้กว้างขวางในแนวระนาบ แต่ไม่ขยายการสื่อสารในแนวดิ่ง คนต่างสถานภาพจึงต่างกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ (แปลตามตัวคือคนละฝ่าย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกเป็นศัตรูเสมอไป)กันตลอดมา ความปรองดองจึงเกิดไม่ได้
ความปรองดองหรือไม่ปรองดองมีฐานทางสังคมครับ ไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่จับเข่าคุยกัน หรือทะเลาะกัน ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำให้สังคมมีพื้นที่แห่งความปรองดอง (ซึ่งแปลว่าขัดแย้งกันโดยสงบ) สื่อดิจิตอลไม่ใช่พื้นที่นั้น หรือยังไม่ใช่ ที่เรียกกันว่า digital divide นั้น ในเมืองไทยยังมีความหมายมากกว่าเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ แต่ต้องรวมถึงการแบ่งแยกพื้นที่ดิจิตอลเอาไว้ให้คนต่างสถานภาพกันอย่างค่อนข้างตายตัวด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ได้พบกันมานานแล้วว่า เมื่อคนไปสื่อสัมพันธ์กับคนอื่นบนเน็ต เขามักจะเปลี่ยนบุคลิกภาพไปจากปรกติของความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้คน เช่น เขาไม่เคารพมารยาททางสังคม (civility), อวดตัวมากเป็นพิเศษ, ข่มผู้อื่นอย่างออกหน้า, ตัดสินใจเร็ว, ไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตนเอง ฯลฯ
หนักขึ้นไปอีกก็คือ นักเล่นเน็ตเริ่มสับสนอัตลักษณ์ของตนบนเน็ตกับอัตลักษณ์จริงในชีวิต ไปเอาอัตลักษณ์บนเน็ตมาใช้กับความสัมพันธ์ในชีวิตปกติ อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ด่าคู่แข่งทางการเมืองของตนว่า อีโง่ (ไม่ว่าจะออกจากปากของคุณอภิสิทธิ์หรือหม่อมอะไรก็ตาม) เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เกิดความสับสนด้านอัตลักษณ์ของผู้พูดเสียแล้ว... เล่นเน็ตมากไป
พื้นที่บนเน็ตซึ่งทำให้คนไทยสื่อสารกันได้กว้างขวาง จึงยิ่งทำให้เราเหม็นขี้หน้ากันมากขึ้น
ผมไม่มีความเห็นว่าเราควรควบคุมพื้นที่ดิจิตอลหรือไม่ และอย่างไร ที่คิดเร็วๆ เวลานี้คือปล่อยมันไปก่อนดีกว่า อย่าไปละเมิดเสรีภาพของผู้คน เพราะผู้คนจะใช้เสรีภาพอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพที่เป็นจริงทางสังคมซึ่งเขามีชีวิตอยู่ต่างหาก ในสังคมที่เต็มไปด้วย social divide จะไม่ให้มี digital divide ได้อย่างไร
พื้นที่ดิจิตอลเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้ก็ต่อเมื่อเรารู้แล้วว่า เราต้องการคำตอบอะไร หากเราไม่มีคำตอบเลย เทคโนโลยีก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่เชื่อก็เหลียวดูเขื่อนทั่วประเทศไทยสิครับ
.
2556-09-29
เขื่อนแม่วงก์กับคนเสื้อแดง โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: เขื่อนแม่วงก์กับคนเสื้อแดง
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/09/48967 . . Fri, 2013-09-27 01:19
( ที่มา: โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ 431 28 กันยายน 2556 )
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ข่าวเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ได้กลายเป็นกระแสใหญ่อีกครั้ง เมื่อ คุณศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เป็นผู้นำในการรณรงค์ โดยใช้วิธีการเดินเท้าจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นครสวรรค์ โดยมีปลายทางที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มาบุญครอง การเดินรณรงค์นี้ เป็นระยะทาง 338 กิโลเมตร เริ่มเดินทางตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ใช้เวลา 13 วัน โดยมาถึงกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 22 กันยายน
เป้าหมายของการรณรงค์ครั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนและคัดค้านขบวนการอีเอชไอเอ.(รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม)ของเขื่อนแม่วงก์ ประเด็นสำคัญของการคัดค้าน คือ การสร้างเขื่อนนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อผืนป่าอย่างมากมาย อีกทั้งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด เพราะเขื่อนที่สร้างแล้วก็ยังรับน้ำได้เป็นเปอร์เซ็นต์น้อยมากของน้ำที่ท่วม การสร้างเขื่อนจึงไม่มีความคุ้มค่าต่อการทำลายสภาพแวดล้อม
ข้อมูลจากคุณนณณ์ ผาณิตวงศ์ อธิบายว่าเขื่อนแม่วงก์เป็นเขื่อนที่มีปริมาณกักเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ค่าก่อสร้างปัจจุบัน อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท จะก่อให้เกิดน้ำท่วม 2 % ของป่าแม่วงก์ แต่บริเวณนี้เป็นป่าที่ราบริมน้ำซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการหากินและ ขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าในฤดูแล้ง ในปัจจุบันประเทศไทยเหลือป่าในพื้นที่ราบอยู่น้อยมาก การสร้างเขื่อนทำให้ป่าถูกทำลาย 13,000 ไร่ เป็นไม้ใหญ่ 500,000 ต้น เป็นไม้สัก 50,000 ต้น ป่าแม่วงก์เป็นแหล่งสัตว์อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าราว 549 ชนิด ปลา 64 ชนิด ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน การต่อต้านการสร้างเขื่อน จึงเป็นการรักษาป่าไม้และสภาพธรรมชาติเอาไว้
ปรากฏว่า ในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน เวลาราว 15.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ เสื้อแดงกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(กวป.) ได้จัดงาน“เปิดโปง สนับสนุน ผลักดัน” ในโอกาส 7 ปี รัฐประหาร เพื่อต่อต้านองค์กรอิสระและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และผลักดันจัดตั้งสภาประชาชนแห่งประเทศไทย” ซึ่งไม่ได้มีการเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
แต่สำนักข่าวทีนิวส์ ได้รายงานว่า ขณะที่กลุ่มคัดค้านเขื่อนแม่วงก์เคลื่อนขบวนมานั้น “ได้มีกลุ่มเสื้อแดงชูป้ายสนันสนุนการสร้างเขื่อนแม่วงก์ หวังความปั่นป่วนขึ้น ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ในเวลานี้ยังไม่มีเหตุการณ์ปะทะกันเกิดขึ้น” พร้อมกับเสนอภาพกลุ่ม กวป. ที่ชุมนุมหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งที่เส้นทางเคลื่อนขบวนของกลุ่มต่อต้านเขื่อนก็ไม่ได้ผ่านเซนทรัลเวิร์ด
หมายถึงว่า สำนักข่าวทีนิวส์เสนอข่าวโดยไม่ต้องมีข้อเท็จจริง ต่อมา จึงลบข่าวนี้ออกไป แต่ยังลงอีกข่าวว่า "สมศักดิ์ เจียมเฮี้ยนไม่เลิกฉะพวกค้านเขื่อนแม่วงก์อีเดียด ขณะเพจแดง ไล่ไปค้านยึดภูเขา ยึดสปก. พร้อมเย้ยถ้าไม่สร้างเขื่อน จะรักษาป่าได้ไหม” ทั้งที่ในเนื้อข่าว ก็ไม่มีสาระที่จะชี้ได้ว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลจะไปโจมตีพวกต่อต้านเขื่อนแต่อย่างใด เพียงแต่ยกเพจคนเสื้อแดงมาพียงกรณีเดียวมาอ้างว่าคนเสื้อแดงสนับสนุนการสร้างเขื่อน
ต่อมา สำนักข่าวไทยโพสต์ได้นำข่าวคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ไปรายงานต่อโดยพาดหัวว่า “สุดอุบาทว์ เสื้อแดงนำคนมาต้านพร้อมสนับสนุนให้สร้าง” นอกจากนี้ ยังลงอีกข่าวในพาดหัวว่า “ภาพชัดๆ!! เนติวิทย์ เด็กติ่งแดง ร่วมค้านเขื่อนแม่วงก์” โดยอธิบายในเนื้อข่าวว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล บุคคลที่เคยสนับสนุนให้ปฎิรูปการศึกษา และข้อเสนอให้ยกเลิกความเป็นไทย ล่าสุด ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเข้าร่วมกับกลุ่มคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ของนาย ศศิน ซึ่งแนวคิดต่างจากพวกเสื้อแดงและรัฐบาล
สรุปแล้วสื่อมวลชนฝ่ายขวาเหล่านี้ พยายามสร้างภาพให้ได้ว่า คนเสื้อแดงจะต้องหนุนการสร้างเขื่อน ถ้าใครที่มีแนวโน้มทางเสื้อแดงมาต่อต้านเขื่อนหมายถึงแหกคอก และการเสนอข่าวเหล่านี้ก็ไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่รอบด้านอะไร แต่ใช้วิธีการสื่อสารมวลชนที่เรียกว่า”เต้าข่าว”เป็นหลัก
ก่อนอื่นผู้เขียนเองในฐานะคนเสื้อแดงระดับ“กระบือแดง”คนหนึ่ง ต้องขอเรียนให้ทราบว่า กลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเป็นคนกลุ่มใหญ่ จึงมีความเห็นที่หลากหลายได้ ไม่มีความจำเป็นเลยที่คนเสื้อแดงทั้งหมดจะต้องเห็นด้วยกับเขื่อนแม่วงก์
ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่เคยเอาเขื่อนเสมอมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล บก.ลายจุด หรือแม้กระทั่งแกนนำ นปช.ก็ยังไม่มีใครสักคนที่ออกมาแถลงสนับสนุนเขื่อนแม่วงก์ แต่แน่นอน มีคนเสื้อแดงและ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบางส่วน สนับสนุนการสร้างเขื่อน ซึ่งคงไม่อาจสรุปเป็นระเบียบวาระอันชัดเจนได้ว่า คนเสื้อแดงจะต้องเอาเขื่อนแม่วงก์
ความเชื่อที่ว่า คนเสื้อแดงจะต้องสนับสนุนรัฐบาลทุกเรื่องทุกนโยบาย เป็นเรื่องเข้าใจเอาเองของพวกสื่อฝ่ายขวาและกลุ่มสลิ่มหลากสี เพราะพวกนี้ไม่เคยสนใจว่า คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลในเรื่องคุมขังนักโทษการเมือง วางเฉยต่อเรื่องมาตรา 112 และปฏิรูปการเมืองล่าช้า และเรื่องคนเสื้อแดงติดคุกจะกลายเป็นประเด็นแตกหักระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดงจำนวนมากเสียด้วยซ้ำ ที่เป็นดังนี้เพราะสื่อฝ่ายขวาและกลุ่มสลิ่มหลากสี ก็ไม่เคยอินในประเด็นสิทธิของประชาชนเช่นกัน
สำหรับเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ขอให้ลองมาดูข้อมูลอีกด้านหนึ่ง จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายนว่า นายประสาท ตันประเสริฐ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนา ได้นำกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ.ลาดยาว อ.แม่วงก์ อ.ชุมตาบง อ.แม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 50 คน ยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยนายประสาท กล่าวว่า จะมีการจัดการชุมนุมรวมพลคนรักเขื่อน บริเวณด้านหน้าที่ว่าการอำเภอแม่วงก์ ซึ่งตนคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมในหลักหมื่น และอยากเชิญให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี ไปพบกับประชาชนผู้ชุมนุมด้วย
สำหรับ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย ได้อธิบายข้อมูลว่า เขื่อนแม่วงก์เคยเสนอเมื่อ 15 ปีก่อน ในฐานเขื่อนชลประทาน โดยกรมชลประทานประเมินไว้ว่าจะสามารถส่งน้ำไปในพื้นที่เกษตรได้สามแสนไร่ เวลานั้นก็ถูกคัดค้านเพราะทำให้สูญเสียป่าหมื่นกว่าไร่ สัตว์ป่าก็ต้องหนีน้ำท่วมจึงไม่คุ้มกับการสร้างเขื่อน
ในขณะนั้น คุณปลอดประสพเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ก็ไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ เพราะพื้นที่ในจังหวัดอุทัยธานี นั้น เป็นพื้นที่ชัน ไม่มีพื้นที่ชลประทาน คุณปลอดประสพก็คัดค้านด้วย โครงการก็ล้มไป แต่มาวันนี้โครงการเขื่อนถูกรื้อฟื้น เพราะแม่น้ำแม่วงก์ไหลลงแม่น้ำสะแกกรัง และมาไหลลงเจ้าพระยา ในฤดูน้ำ จะมีน้ำทั้งจากแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน รวมทั้งแม่น้ำสะแกกรังมาลงแม่น้ำเจ้าพระยา จนแม่น้ำเจ้าพระยารับไม่ไหว การสร้างเขื่อนรับน้ำไว้ก่อน จะเป็นการช่วยภาระของเขื่อนชัยนาท เพื่อจะบรรเทาน้ำท่วมในที่ลุ่มแม่น้ำ คือ ปทุมธานี สิงห์บุรี อ่างทอง และ อยุธยา คุณปลอดประสพเห็นว่า การบรรเทาน้ำท่วมเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ.2554 เป็นจำนวน 1.4 ล้านล้าน เป็นเรื่องมโหฬารมาก รัฐบาลจึงต้องวางแผนในการแก้ไข
ส่วนที่ผู้คัดค้านเห็นว่า เขื่อนแม่วงก์กักเก็บน้ำได้น้อย คุณปลอดประสพอธิบายว่า “ไปคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะเขื่อนเล็กเขื่อนใหญ่ มารวมกัน ก็จะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ทุกเขื่อนเล็กใหญ่มีความสำคัญเท่ากัน” ในกรณีที่ทำให้ป่าเสียหาย ก็สามารถทำโครงการฟื้นฟูป่าโดยการปลูกทดแทน 3 เท่า ก็จะมีป่าที่สมบูรณ์ขึ้นได้
สรุปแล้ว เรื่องเขื่อนแม่วงก์คงจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงและรณรงค์กันต่อไป
แต่อยากจะเสนอให้รณรงค์โดยพิจารณาคนที่เห็นต่างกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ การไม่เห็นด้วยกับคุณปลอดประสพคงไม่เป็นปัญหา แต่ไม่ควรใช้วิธีลดคุณค่าความเป็นมนุษย์(dehumanize)ทั้งคุณปลอดประสพและคนเสื้อแดง
และต้องช่วยกันปฏิเสธสื่อเต้าข่าว สังคมไทยก็จะอุดมสติปัญญาขึ้นได้
.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: เขื่อนแม่วงก์กับคนเสื้อแดง
ใน www.prachatai3.info/journal/2013/09/48967 . . Fri, 2013-09-27 01:19
( ที่มา: โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่ 431 28 กันยายน 2556 )
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ข่าวเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ได้กลายเป็นกระแสใหญ่อีกครั้ง เมื่อ คุณศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เป็นผู้นำในการรณรงค์ โดยใช้วิธีการเดินเท้าจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นครสวรรค์ โดยมีปลายทางที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มาบุญครอง การเดินรณรงค์นี้ เป็นระยะทาง 338 กิโลเมตร เริ่มเดินทางตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ใช้เวลา 13 วัน โดยมาถึงกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 22 กันยายน
เป้าหมายของการรณรงค์ครั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนและคัดค้านขบวนการอีเอชไอเอ.(รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม)ของเขื่อนแม่วงก์ ประเด็นสำคัญของการคัดค้าน คือ การสร้างเขื่อนนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อผืนป่าอย่างมากมาย อีกทั้งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด เพราะเขื่อนที่สร้างแล้วก็ยังรับน้ำได้เป็นเปอร์เซ็นต์น้อยมากของน้ำที่ท่วม การสร้างเขื่อนจึงไม่มีความคุ้มค่าต่อการทำลายสภาพแวดล้อม
ข้อมูลจากคุณนณณ์ ผาณิตวงศ์ อธิบายว่าเขื่อนแม่วงก์เป็นเขื่อนที่มีปริมาณกักเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ค่าก่อสร้างปัจจุบัน อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท จะก่อให้เกิดน้ำท่วม 2 % ของป่าแม่วงก์ แต่บริเวณนี้เป็นป่าที่ราบริมน้ำซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการหากินและ ขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าในฤดูแล้ง ในปัจจุบันประเทศไทยเหลือป่าในพื้นที่ราบอยู่น้อยมาก การสร้างเขื่อนทำให้ป่าถูกทำลาย 13,000 ไร่ เป็นไม้ใหญ่ 500,000 ต้น เป็นไม้สัก 50,000 ต้น ป่าแม่วงก์เป็นแหล่งสัตว์อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าราว 549 ชนิด ปลา 64 ชนิด ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน การต่อต้านการสร้างเขื่อน จึงเป็นการรักษาป่าไม้และสภาพธรรมชาติเอาไว้
ปรากฏว่า ในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน เวลาราว 15.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ เสื้อแดงกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(กวป.) ได้จัดงาน“เปิดโปง สนับสนุน ผลักดัน” ในโอกาส 7 ปี รัฐประหาร เพื่อต่อต้านองค์กรอิสระและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และผลักดันจัดตั้งสภาประชาชนแห่งประเทศไทย” ซึ่งไม่ได้มีการเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
แต่สำนักข่าวทีนิวส์ ได้รายงานว่า ขณะที่กลุ่มคัดค้านเขื่อนแม่วงก์เคลื่อนขบวนมานั้น “ได้มีกลุ่มเสื้อแดงชูป้ายสนันสนุนการสร้างเขื่อนแม่วงก์ หวังความปั่นป่วนขึ้น ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ในเวลานี้ยังไม่มีเหตุการณ์ปะทะกันเกิดขึ้น” พร้อมกับเสนอภาพกลุ่ม กวป. ที่ชุมนุมหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งที่เส้นทางเคลื่อนขบวนของกลุ่มต่อต้านเขื่อนก็ไม่ได้ผ่านเซนทรัลเวิร์ด
หมายถึงว่า สำนักข่าวทีนิวส์เสนอข่าวโดยไม่ต้องมีข้อเท็จจริง ต่อมา จึงลบข่าวนี้ออกไป แต่ยังลงอีกข่าวว่า "สมศักดิ์ เจียมเฮี้ยนไม่เลิกฉะพวกค้านเขื่อนแม่วงก์อีเดียด ขณะเพจแดง ไล่ไปค้านยึดภูเขา ยึดสปก. พร้อมเย้ยถ้าไม่สร้างเขื่อน จะรักษาป่าได้ไหม” ทั้งที่ในเนื้อข่าว ก็ไม่มีสาระที่จะชี้ได้ว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลจะไปโจมตีพวกต่อต้านเขื่อนแต่อย่างใด เพียงแต่ยกเพจคนเสื้อแดงมาพียงกรณีเดียวมาอ้างว่าคนเสื้อแดงสนับสนุนการสร้างเขื่อน
ต่อมา สำนักข่าวไทยโพสต์ได้นำข่าวคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ไปรายงานต่อโดยพาดหัวว่า “สุดอุบาทว์ เสื้อแดงนำคนมาต้านพร้อมสนับสนุนให้สร้าง” นอกจากนี้ ยังลงอีกข่าวในพาดหัวว่า “ภาพชัดๆ!! เนติวิทย์ เด็กติ่งแดง ร่วมค้านเขื่อนแม่วงก์” โดยอธิบายในเนื้อข่าวว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล บุคคลที่เคยสนับสนุนให้ปฎิรูปการศึกษา และข้อเสนอให้ยกเลิกความเป็นไทย ล่าสุด ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเข้าร่วมกับกลุ่มคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ของนาย ศศิน ซึ่งแนวคิดต่างจากพวกเสื้อแดงและรัฐบาล
สรุปแล้วสื่อมวลชนฝ่ายขวาเหล่านี้ พยายามสร้างภาพให้ได้ว่า คนเสื้อแดงจะต้องหนุนการสร้างเขื่อน ถ้าใครที่มีแนวโน้มทางเสื้อแดงมาต่อต้านเขื่อนหมายถึงแหกคอก และการเสนอข่าวเหล่านี้ก็ไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่รอบด้านอะไร แต่ใช้วิธีการสื่อสารมวลชนที่เรียกว่า”เต้าข่าว”เป็นหลัก
ก่อนอื่นผู้เขียนเองในฐานะคนเสื้อแดงระดับ“กระบือแดง”คนหนึ่ง ต้องขอเรียนให้ทราบว่า กลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเป็นคนกลุ่มใหญ่ จึงมีความเห็นที่หลากหลายได้ ไม่มีความจำเป็นเลยที่คนเสื้อแดงทั้งหมดจะต้องเห็นด้วยกับเขื่อนแม่วงก์
ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่เคยเอาเขื่อนเสมอมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล บก.ลายจุด หรือแม้กระทั่งแกนนำ นปช.ก็ยังไม่มีใครสักคนที่ออกมาแถลงสนับสนุนเขื่อนแม่วงก์ แต่แน่นอน มีคนเสื้อแดงและ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบางส่วน สนับสนุนการสร้างเขื่อน ซึ่งคงไม่อาจสรุปเป็นระเบียบวาระอันชัดเจนได้ว่า คนเสื้อแดงจะต้องเอาเขื่อนแม่วงก์
ความเชื่อที่ว่า คนเสื้อแดงจะต้องสนับสนุนรัฐบาลทุกเรื่องทุกนโยบาย เป็นเรื่องเข้าใจเอาเองของพวกสื่อฝ่ายขวาและกลุ่มสลิ่มหลากสี เพราะพวกนี้ไม่เคยสนใจว่า คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลในเรื่องคุมขังนักโทษการเมือง วางเฉยต่อเรื่องมาตรา 112 และปฏิรูปการเมืองล่าช้า และเรื่องคนเสื้อแดงติดคุกจะกลายเป็นประเด็นแตกหักระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดงจำนวนมากเสียด้วยซ้ำ ที่เป็นดังนี้เพราะสื่อฝ่ายขวาและกลุ่มสลิ่มหลากสี ก็ไม่เคยอินในประเด็นสิทธิของประชาชนเช่นกัน
สำหรับเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ขอให้ลองมาดูข้อมูลอีกด้านหนึ่ง จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายนว่า นายประสาท ตันประเสริฐ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนา ได้นำกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ.ลาดยาว อ.แม่วงก์ อ.ชุมตาบง อ.แม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 50 คน ยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยนายประสาท กล่าวว่า จะมีการจัดการชุมนุมรวมพลคนรักเขื่อน บริเวณด้านหน้าที่ว่าการอำเภอแม่วงก์ ซึ่งตนคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมในหลักหมื่น และอยากเชิญให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี ไปพบกับประชาชนผู้ชุมนุมด้วย
สำหรับ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย ได้อธิบายข้อมูลว่า เขื่อนแม่วงก์เคยเสนอเมื่อ 15 ปีก่อน ในฐานเขื่อนชลประทาน โดยกรมชลประทานประเมินไว้ว่าจะสามารถส่งน้ำไปในพื้นที่เกษตรได้สามแสนไร่ เวลานั้นก็ถูกคัดค้านเพราะทำให้สูญเสียป่าหมื่นกว่าไร่ สัตว์ป่าก็ต้องหนีน้ำท่วมจึงไม่คุ้มกับการสร้างเขื่อน
ในขณะนั้น คุณปลอดประสพเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ก็ไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ เพราะพื้นที่ในจังหวัดอุทัยธานี นั้น เป็นพื้นที่ชัน ไม่มีพื้นที่ชลประทาน คุณปลอดประสพก็คัดค้านด้วย โครงการก็ล้มไป แต่มาวันนี้โครงการเขื่อนถูกรื้อฟื้น เพราะแม่น้ำแม่วงก์ไหลลงแม่น้ำสะแกกรัง และมาไหลลงเจ้าพระยา ในฤดูน้ำ จะมีน้ำทั้งจากแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน รวมทั้งแม่น้ำสะแกกรังมาลงแม่น้ำเจ้าพระยา จนแม่น้ำเจ้าพระยารับไม่ไหว การสร้างเขื่อนรับน้ำไว้ก่อน จะเป็นการช่วยภาระของเขื่อนชัยนาท เพื่อจะบรรเทาน้ำท่วมในที่ลุ่มแม่น้ำ คือ ปทุมธานี สิงห์บุรี อ่างทอง และ อยุธยา คุณปลอดประสพเห็นว่า การบรรเทาน้ำท่วมเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ.2554 เป็นจำนวน 1.4 ล้านล้าน เป็นเรื่องมโหฬารมาก รัฐบาลจึงต้องวางแผนในการแก้ไข
ส่วนที่ผู้คัดค้านเห็นว่า เขื่อนแม่วงก์กักเก็บน้ำได้น้อย คุณปลอดประสพอธิบายว่า “ไปคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะเขื่อนเล็กเขื่อนใหญ่ มารวมกัน ก็จะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ทุกเขื่อนเล็กใหญ่มีความสำคัญเท่ากัน” ในกรณีที่ทำให้ป่าเสียหาย ก็สามารถทำโครงการฟื้นฟูป่าโดยการปลูกทดแทน 3 เท่า ก็จะมีป่าที่สมบูรณ์ขึ้นได้
สรุปแล้ว เรื่องเขื่อนแม่วงก์คงจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงและรณรงค์กันต่อไป
แต่อยากจะเสนอให้รณรงค์โดยพิจารณาคนที่เห็นต่างกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ การไม่เห็นด้วยกับคุณปลอดประสพคงไม่เป็นปัญหา แต่ไม่ควรใช้วิธีลดคุณค่าความเป็นมนุษย์(dehumanize)ทั้งคุณปลอดประสพและคนเสื้อแดง
และต้องช่วยกันปฏิเสธสื่อเต้าข่าว สังคมไทยก็จะอุดมสติปัญญาขึ้นได้
.
2556-09-02
การล้อเลียน(parody)พี่มาก และการขัดขืนอำนาจครอบงำ โดย ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ
.
การล้อเลียน (parody) พี่มาก และการขัดขืนอำนาจครอบงำ
โดย ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378096558
มติชนออนไลน์ วันจันทร์ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 13:15:22 น.
อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือประท้วงซึ่งเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในขบวนการภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกช่วงสงครามเย็น หรือขบวนการเยาวชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมในประเทศเซอร์เบีย ยูเครน และจอร์เจีย รวมถึงกลุ่มประท้วงต่อต้านสงครามอิรักในยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯ
ในเอเชียและแอฟริกา การใช้อารมณ์ขันควบคู่กับการประท้วงบนท้องถนนรูปแบบอื่นๆ ปรากฏในพม่า ไทย (กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) ตูนิเซียและอิยิปต์ (ปฏิวัติอาหรับ) รวมถึงซูดาน
โดยทั่วไป “การเสียดสี”(satire) เป็นรูปแบบอารมณ์ขันที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มประท้วงคลื่นลูกใหม่ เพราะมีศักยภาพในการเชือดเฉือนและอาจลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามในสายตาสาธารณชนได้
กระนั้นก็ดี นักวิจัยจำนวนหนึ่งเห็นว่า “การล้อเลียน” (parody) เป็นเครื่องมือประท้วงที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน ความต่างหลักอยู่ที่ความแนบเนียนของการต่อต้านอำนาจครอบงำ
ขณะที่การเสียดสีส่งสารประท้วงอย่างโจ่งแจ้ง การล้อเลียนคือการสวมทับ ผิดดัด ตัดแต่งสารัตถะของชุดความคิด ความเชื่อ ค่านิยมหรือกระทั่ง “ชุดความจริง” ที่สืบต่อกันสู่ร่นลูกหลาน
การล้อเลียนปรากฏเริ่มแรกในงานวรรณกรรมและศิลปะ ในภาษาอังกฤษคำว่า “ล้อเลียน” คือ parody มีรากมาจากภาษากรีก para หมายความว่า “นอกเหนือ” (beside) และ ode คือ “เพลง” แปลตรงตัวว่า “นอกเหนือ/ออกไปจากเพลง” ในยุคแรกๆ “parodies” มีนัยถึง เพลงที่ร้องผิดแผกไปจากการขับเพลงเพลงโคลงตามขนบกรีก โดยเพลงล้อเลียนกลับทำนองและเนื้อร้องของเพลงต้นฉบับ โดยแทนเนื้อหาของเพลงซึ่งเป็นมหากาพย์แบบเชิดชูวีรบุรุษด้วยมหากาพย์ฉบับพิลึก เปลี่ยนวีรบุรุษให้เป็นตัวตลก เป็นต้น
ในบริบทร่วมสมัย การล้อเลียนเป็นช่องทางวิพากษ์ระบบคุณค่าความคิดที่ค้ำจุนอำนาจชนชั้นนำ เช่นในแคมเปญประท้วงของกลุ่ม “ออทปอร์” ในเซอร์เบีย นักกิจกรรมนำธงที่สัญลักษณ์ของกลุ่มไปคลุมอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญของประเทศตามเมืองต่างๆ และจัดพิธี “ลงนาม” แบบสมมุติให้บุคคลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นสมาชิกของกลุ่มออทปอร์
ที่ทำเช่นนี้เพราะผู้นำประเทศเซอร์เบียขณะนั้นมักอ้างประวัติศาสตร์และวาทะของวีรบุรุษชาวเซอร์เบีย โดยหวังให้สร้างความชอบธรรมแก่นโยบายชาตินิยมของตน นักกิจกรรมของออทปอร์จึงต้องการชี้ชวนให้ผู้คนในเซอร์เบียเห็นว่าบุคลากรทางประวัติศาสตร์ (ผ่านอนุสาวรีย์) ที่ถูกสมอ้างโดยผู้นำอำนาจนิยมแท้ที่จริงแล้วอยู่ข้างออทปอร์ หรือหากคิดลึกซึ้งไปกว่านั้นคือสิ่งที่เชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจถูกหยิบฉวยใช้เพื่ออำนวยประโยชน์ทางการเมืองได้ไม่ยาก
จากกรณีข้างต้น การล้อเลียนทำงานขัดขืนอำนาจโดยพยายามเลียนแบบวัตถุทางวรรณศิลป์ กลุ่มคน หรือระบบคิดความเชื่อ ทว่าในกระบวนการล้อเลียน เนื้อหา (content) ดั้งเดิมของสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการล้อถูกถอดออก ขณะที่รูปแบบเดิม (form) ยังคงอยู่ เนื้อหาที่ถูกใส่แทรกเข้ามาใหม่มักไม่มีความเกี่ยวข้องหรือกระทั่งมีนัยขัดแย้งกับกับรูปแบบที่เหลืออยู่ ผลคืออาการผิดฝาผิดตัว จับแพะชนแกะ จนเป้าหมายการล้อเลียนนั้นกลายเป็นสิ่งขำขัน (เช่นในการแต่งเพลงล้อเลียน ทำนองของเพลงต้นฉบับยังเหมือนเดิม ทว่าเนื้อเพลงมักถูกเปลี่ยนให้เพี้ยนและตลก)
ในทางทฤษฎี ชุดความคิดความเชื่อที่ถูกล้อเลียนมักสูญเสียแก่นสารซึ่งช่วยธำรงความเป็นเนื้อเดียวกันและความเป็นเหตุผล จนความน่าเชื่อถือของชุดความคิดความเชื่อนั้นสั่นคลอน หน้าตาของวาทะกรรมตัดแต่งนี้จึงดูเพี้ยนๆ (absurd) หรือกระทั่งปรากฏสารทางการเมืองซึ่งกระแทกแดกดันเนื้อหาดั้งเดิมของต้นฉบับที่ให้กำเนิดผลิตผลของการล้อเลียน วิธีการเช่นนี้บั่นทอนมิให้ชุดความคิดความเชื่อซึ่งเป็นเป้าแห่งการล้อเลียนได้รับผลสมอ้างว่า ตนสะท้อนความจริงที่จริงที่สุด (truth claim) ดั้งเดิมที่สุด (the most authentic)
ภาพยนตร์รายได้กว่าพันล้านบาทเรื่อง “พี่มาก” คือศิลปะการล้อเลียนแบบหาตัวจับได้ยาก
ที่เด่นชัดที่สุดคือการลอกต้นฉบับอย่าง “แม่นากพระโขนง และปรับโฉมใหม่โดยให้เป็นเรื่องราวของแม่นากจากคำบอกเล่าของพระเอกคือพี่มาก ทว่าอานุภาพของการล้อเลียนในภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่วิพากษ์ระบบคุณค่าความคิดในสังคมไทยหลายประการ (ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจของทีมงานสร้างหรือไม่ก็ตาม) โดยเฉพาะเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของแนวคิดชาติไทยและความจงรักภักดีต่อชาติแบบโงหัวไม่ขึ้น
เช่น หนังเริ่มเรื่องด้วยสงครามอันเป็นเหตุให้พี่มากต้องจากนางนาคมา ทว่าความศักดิ์สิทธิ์ของสงครามเพื่อชาติก็ถูกล้อจนกลายเป็นความขบขันระหว่างเพื่อนฝูงและในหมู่ผู้ชม ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพี่มากกลับบ้านเจอนางนาค ถึงกลับเอ่ยปากว่าขณะรบ ตนไม่เคยคิดถึงสยามเลย คิดถึงแต่แม่นาก
นอกจากนี้หนังยังจงใจล้อเลียนการโหยหาวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปในภาพยนตร์ย้อนยุค หรือตำนวนวีรบุรุษชาติไทย
เช่น ผู้แสดงทั้งหมดไม่ใช้ภาษาไทยโบราณ (หรือกระทั่งพยายามล้อความพยายามใช้ภาษาโบราณ) ซึ่งขัดกับบริบททางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของหนัง รวมถึงการแสดงฉากสมัยใหม่ อย่างร้านเหล้าดองที่มีเด็กเชียร์แขก หรือฉากงานวัดซึ่งปรากฏผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยจำนวนมาก รวมถึงกระป๋องน้ำอัดลม! หนังพี่มากจึงดูคล้ายไม่เข้าที่เข้าทางกับกลิ่นอาย “ความเป็นไทยแบบโบราณ” ของหนังเรื่องนางนากฉบับดั้งเดิม
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนหัวใจของหนังเรื่องนางนาค จากที่ผีแพ้ให้กลายเป็นผีกับคนอยู่ร่วมกันได้ การลอก-ล้อเลียนปรากฏในหลายแง่มุม ประการแรกคือการนิยามว่าอะไรคือ “ความเป็นอื่น” และ “คนอื่น” ขณะที่หนังแม่นาคฉบับดั้งเดิมแสดงอย่างชัดเจนว่าแม่นาคคือผี และฉะนั้นแปลกแยกจากคนอื่นๆ ในชุมชนของมนุษย์ หนังเรื่องพี่มากไม่เพียงแต่สร้างฉากที่ทำให้ประเด็นนี้คลุมเครือ แต่ยังเล่นกับความรู้สึกคนดูให้สงสัยว่าที่จริงแล้วใครเป็นผีกันแน่
ประการที่สองคือหนังชี้ให้เห็นว่า “ความเป็นอื่น” หรือในที่นี้คือ “ผี” – อะไรที่เรากลัว – คลุมเครือไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ความพยายามกำหนดให้ชัดเจนว่าใครคือ “ผี” กันแน่กลับสร้างปัญหาเสียเอง เช่นสุดท้ายแล้วเอและพี่มากถูกสงสัยว่าเป็นผี ทั้งที่ทั้งสองเป็นเพื่อนของคนที่เหลือ จนพยายามกำจัดบุคคลทั้งสอง
ประการที่สาม การเล่นกับความรู้สึกคนดูเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าท้ายที่สุดแล้วคนที่กล่าวหาว่าคนอื่นเป็นผีอาจต้องหันมาตรวจสอบ “สมมุติฐาน” (presumption) ของตนเกี่ยวกับคนอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ที่ผีเป็นผีก็เพราะสมมุติฐานของเราสร้างมัน หากผีคือกลุ่มคนที่เรากลัว กลุ่มคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามในสายตาของชุมชน สังคม หรือรัฐ-ชาติ เพราะเขาเป็นผลผลิตจากความกลัวของเราเอง
ประการสุดท้ายคือ นักทฤษฎีการเมืองจำนวนหนึ่งเห็นว่าสังคมการเมืองจะเป็นปึกแผ่นได้ต้องสร้างเส้นแบ่งระหว่างมิตรกับศัตรู
ฉะนั้นจึงเกิดกระบวนการนิยามว่าคนกลุ่มใด หรือชาติใดเป็นภัยคุกคามต่อผู้คนในสังคมของตน “ความกลัว” เป็นกลไกหลักเพื่อขับเน้นชุดความคิดนี้ เมื่อกลัว “คนอื่น” คนในสังคมก็พร้อมร่วมใจกันต่อสู้เพื่อป้องกันตน ในหลายสถานการณ์ กระบวนการเช่นนี้นำไปสู่การระดมมติมหาชน และสร้างความชอบธรรมแก่การใช้ความรุนแรงต่อ “คนอื่น” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามคนในสังคมหรือชาติ ขณะเดียวกันก็กลายเป็นใบอนุญาตให้ผู้นำจัดการ “กำจัด” ภัย
หนังเรื่องพี่มากท้าทายชุดความคิดเช่นนี้ด้วยการเชื้อชวนให้วิพากษ์สมมุติฐานของเราเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าต่างจากเรา หรือกระทั่งเป็นโจรผู้ร้าย เป็นภัยที่สร้างความหวาดกลัว (ในที่นี้คือผีแม่นาก) ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงให้เห็นว่า “ผี” หรือคนอื่นซึ่งเป็นภัยคุกคามไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับมีความเป็นมนุษย์ มีรัก มีเสียใจ และห่วงหา
ฉากสุดท้ายของหนังยังแหวกขนบเดิมด้วยการอนุญาตให้ผีกับคนอยู่ร่วมกันได้ ประหนึ่งจะบอกเราว่า “พวกเรา” อยู่ร่วมกับ “พวกเขา” ได้
หนังพี่มากยังทำลายมนตราของความกลัวคนอื่นด้วยการสร้างฉากขำขันขั้นจังหวะฉากผีแม่นากหลอก ในแง่นี้ เสียงหัวเราะทำหน้าที่สกัดมิให้ความกลัวผีก่อตัว
การล้อเลียนในหนังพี่มากต่อต้านขัดขืนอำนาจอย่างไร?
ขณะที่กลุ่มประท้วงทั่วไปใช้การล้อเลียนเพื่อลดความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายชนชั้นนำ หนังเรื่องพี่มากเติบโตในวัฒนธรรมกระแสหลักโดยไม่มีวาระเพื่อการประท้วงทางการเมืองในการประท้วงที่ชัดเจน แต่เพราะนี่คือภาพยนตร์กระแสหลัก มหาชนจึงตอบรับอย่างล้นหลาม
“การถอดไส้” ของหนังเรื่องนี้ – โดยเฉพาะการเปลี่ยนแก่นของต้นฉบับหนังแม่นากให้สะท้อนความเป็นไปได้ของการก้าวข้ามความกลัว จนสามารถอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าเป็นภัยคุกคามได้ – อาจทำหน้าที่รบกวนความเชื่อบางอย่างของสังคมไทย เช่นใครคือโจรใต้ ใครคือผู้บ่อนทำลายชาติ และสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ของสังคม เป็นต้น
นี่อาจทำให้เราตั้งตำถามต่อไปว่าทุกครั้งที่เริ่มระแวง ตั้งข้อสงสัยว่าใครเป็น “ผี” ของสังคม เราอาจต้องเริ่มถามก่อนว่า เราเป็นผู้ให้กำเนิด “ผี” หรือไม่
การล้อเลียนในหนังพี่มากอาจช่วยบ่มเพาะศักยภาพในการตั้งคำถามเช่นนี้ของผู้คนในสังคมไทย และบั่นทอนพลังของวาทกรรมที่ลากเส้นแบ่งมิตรและศัตรูแบบตายตัว
.
การล้อเลียน (parody) พี่มาก และการขัดขืนอำนาจครอบงำ
โดย ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378096558
มติชนออนไลน์ วันจันทร์ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 13:15:22 น.
อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือประท้วงซึ่งเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในขบวนการภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกช่วงสงครามเย็น หรือขบวนการเยาวชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมในประเทศเซอร์เบีย ยูเครน และจอร์เจีย รวมถึงกลุ่มประท้วงต่อต้านสงครามอิรักในยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯ
ในเอเชียและแอฟริกา การใช้อารมณ์ขันควบคู่กับการประท้วงบนท้องถนนรูปแบบอื่นๆ ปรากฏในพม่า ไทย (กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) ตูนิเซียและอิยิปต์ (ปฏิวัติอาหรับ) รวมถึงซูดาน
โดยทั่วไป “การเสียดสี”(satire) เป็นรูปแบบอารมณ์ขันที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มประท้วงคลื่นลูกใหม่ เพราะมีศักยภาพในการเชือดเฉือนและอาจลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามในสายตาสาธารณชนได้
กระนั้นก็ดี นักวิจัยจำนวนหนึ่งเห็นว่า “การล้อเลียน” (parody) เป็นเครื่องมือประท้วงที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน ความต่างหลักอยู่ที่ความแนบเนียนของการต่อต้านอำนาจครอบงำ
ขณะที่การเสียดสีส่งสารประท้วงอย่างโจ่งแจ้ง การล้อเลียนคือการสวมทับ ผิดดัด ตัดแต่งสารัตถะของชุดความคิด ความเชื่อ ค่านิยมหรือกระทั่ง “ชุดความจริง” ที่สืบต่อกันสู่ร่นลูกหลาน
การล้อเลียนปรากฏเริ่มแรกในงานวรรณกรรมและศิลปะ ในภาษาอังกฤษคำว่า “ล้อเลียน” คือ parody มีรากมาจากภาษากรีก para หมายความว่า “นอกเหนือ” (beside) และ ode คือ “เพลง” แปลตรงตัวว่า “นอกเหนือ/ออกไปจากเพลง” ในยุคแรกๆ “parodies” มีนัยถึง เพลงที่ร้องผิดแผกไปจากการขับเพลงเพลงโคลงตามขนบกรีก โดยเพลงล้อเลียนกลับทำนองและเนื้อร้องของเพลงต้นฉบับ โดยแทนเนื้อหาของเพลงซึ่งเป็นมหากาพย์แบบเชิดชูวีรบุรุษด้วยมหากาพย์ฉบับพิลึก เปลี่ยนวีรบุรุษให้เป็นตัวตลก เป็นต้น
ในบริบทร่วมสมัย การล้อเลียนเป็นช่องทางวิพากษ์ระบบคุณค่าความคิดที่ค้ำจุนอำนาจชนชั้นนำ เช่นในแคมเปญประท้วงของกลุ่ม “ออทปอร์” ในเซอร์เบีย นักกิจกรรมนำธงที่สัญลักษณ์ของกลุ่มไปคลุมอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญของประเทศตามเมืองต่างๆ และจัดพิธี “ลงนาม” แบบสมมุติให้บุคคลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นสมาชิกของกลุ่มออทปอร์
ที่ทำเช่นนี้เพราะผู้นำประเทศเซอร์เบียขณะนั้นมักอ้างประวัติศาสตร์และวาทะของวีรบุรุษชาวเซอร์เบีย โดยหวังให้สร้างความชอบธรรมแก่นโยบายชาตินิยมของตน นักกิจกรรมของออทปอร์จึงต้องการชี้ชวนให้ผู้คนในเซอร์เบียเห็นว่าบุคลากรทางประวัติศาสตร์ (ผ่านอนุสาวรีย์) ที่ถูกสมอ้างโดยผู้นำอำนาจนิยมแท้ที่จริงแล้วอยู่ข้างออทปอร์ หรือหากคิดลึกซึ้งไปกว่านั้นคือสิ่งที่เชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจถูกหยิบฉวยใช้เพื่ออำนวยประโยชน์ทางการเมืองได้ไม่ยาก
จากกรณีข้างต้น การล้อเลียนทำงานขัดขืนอำนาจโดยพยายามเลียนแบบวัตถุทางวรรณศิลป์ กลุ่มคน หรือระบบคิดความเชื่อ ทว่าในกระบวนการล้อเลียน เนื้อหา (content) ดั้งเดิมของสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการล้อถูกถอดออก ขณะที่รูปแบบเดิม (form) ยังคงอยู่ เนื้อหาที่ถูกใส่แทรกเข้ามาใหม่มักไม่มีความเกี่ยวข้องหรือกระทั่งมีนัยขัดแย้งกับกับรูปแบบที่เหลืออยู่ ผลคืออาการผิดฝาผิดตัว จับแพะชนแกะ จนเป้าหมายการล้อเลียนนั้นกลายเป็นสิ่งขำขัน (เช่นในการแต่งเพลงล้อเลียน ทำนองของเพลงต้นฉบับยังเหมือนเดิม ทว่าเนื้อเพลงมักถูกเปลี่ยนให้เพี้ยนและตลก)
ในทางทฤษฎี ชุดความคิดความเชื่อที่ถูกล้อเลียนมักสูญเสียแก่นสารซึ่งช่วยธำรงความเป็นเนื้อเดียวกันและความเป็นเหตุผล จนความน่าเชื่อถือของชุดความคิดความเชื่อนั้นสั่นคลอน หน้าตาของวาทะกรรมตัดแต่งนี้จึงดูเพี้ยนๆ (absurd) หรือกระทั่งปรากฏสารทางการเมืองซึ่งกระแทกแดกดันเนื้อหาดั้งเดิมของต้นฉบับที่ให้กำเนิดผลิตผลของการล้อเลียน วิธีการเช่นนี้บั่นทอนมิให้ชุดความคิดความเชื่อซึ่งเป็นเป้าแห่งการล้อเลียนได้รับผลสมอ้างว่า ตนสะท้อนความจริงที่จริงที่สุด (truth claim) ดั้งเดิมที่สุด (the most authentic)
ภาพยนตร์รายได้กว่าพันล้านบาทเรื่อง “พี่มาก” คือศิลปะการล้อเลียนแบบหาตัวจับได้ยาก
ที่เด่นชัดที่สุดคือการลอกต้นฉบับอย่าง “แม่นากพระโขนง และปรับโฉมใหม่โดยให้เป็นเรื่องราวของแม่นากจากคำบอกเล่าของพระเอกคือพี่มาก ทว่าอานุภาพของการล้อเลียนในภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่วิพากษ์ระบบคุณค่าความคิดในสังคมไทยหลายประการ (ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจของทีมงานสร้างหรือไม่ก็ตาม) โดยเฉพาะเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของแนวคิดชาติไทยและความจงรักภักดีต่อชาติแบบโงหัวไม่ขึ้น
เช่น หนังเริ่มเรื่องด้วยสงครามอันเป็นเหตุให้พี่มากต้องจากนางนาคมา ทว่าความศักดิ์สิทธิ์ของสงครามเพื่อชาติก็ถูกล้อจนกลายเป็นความขบขันระหว่างเพื่อนฝูงและในหมู่ผู้ชม ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพี่มากกลับบ้านเจอนางนาค ถึงกลับเอ่ยปากว่าขณะรบ ตนไม่เคยคิดถึงสยามเลย คิดถึงแต่แม่นาก
นอกจากนี้หนังยังจงใจล้อเลียนการโหยหาวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปในภาพยนตร์ย้อนยุค หรือตำนวนวีรบุรุษชาติไทย
เช่น ผู้แสดงทั้งหมดไม่ใช้ภาษาไทยโบราณ (หรือกระทั่งพยายามล้อความพยายามใช้ภาษาโบราณ) ซึ่งขัดกับบริบททางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของหนัง รวมถึงการแสดงฉากสมัยใหม่ อย่างร้านเหล้าดองที่มีเด็กเชียร์แขก หรือฉากงานวัดซึ่งปรากฏผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยจำนวนมาก รวมถึงกระป๋องน้ำอัดลม! หนังพี่มากจึงดูคล้ายไม่เข้าที่เข้าทางกับกลิ่นอาย “ความเป็นไทยแบบโบราณ” ของหนังเรื่องนางนากฉบับดั้งเดิม
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนหัวใจของหนังเรื่องนางนาค จากที่ผีแพ้ให้กลายเป็นผีกับคนอยู่ร่วมกันได้ การลอก-ล้อเลียนปรากฏในหลายแง่มุม ประการแรกคือการนิยามว่าอะไรคือ “ความเป็นอื่น” และ “คนอื่น” ขณะที่หนังแม่นาคฉบับดั้งเดิมแสดงอย่างชัดเจนว่าแม่นาคคือผี และฉะนั้นแปลกแยกจากคนอื่นๆ ในชุมชนของมนุษย์ หนังเรื่องพี่มากไม่เพียงแต่สร้างฉากที่ทำให้ประเด็นนี้คลุมเครือ แต่ยังเล่นกับความรู้สึกคนดูให้สงสัยว่าที่จริงแล้วใครเป็นผีกันแน่
ประการที่สองคือหนังชี้ให้เห็นว่า “ความเป็นอื่น” หรือในที่นี้คือ “ผี” – อะไรที่เรากลัว – คลุมเครือไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ความพยายามกำหนดให้ชัดเจนว่าใครคือ “ผี” กันแน่กลับสร้างปัญหาเสียเอง เช่นสุดท้ายแล้วเอและพี่มากถูกสงสัยว่าเป็นผี ทั้งที่ทั้งสองเป็นเพื่อนของคนที่เหลือ จนพยายามกำจัดบุคคลทั้งสอง
ประการที่สาม การเล่นกับความรู้สึกคนดูเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าท้ายที่สุดแล้วคนที่กล่าวหาว่าคนอื่นเป็นผีอาจต้องหันมาตรวจสอบ “สมมุติฐาน” (presumption) ของตนเกี่ยวกับคนอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ที่ผีเป็นผีก็เพราะสมมุติฐานของเราสร้างมัน หากผีคือกลุ่มคนที่เรากลัว กลุ่มคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามในสายตาของชุมชน สังคม หรือรัฐ-ชาติ เพราะเขาเป็นผลผลิตจากความกลัวของเราเอง
ประการสุดท้ายคือ นักทฤษฎีการเมืองจำนวนหนึ่งเห็นว่าสังคมการเมืองจะเป็นปึกแผ่นได้ต้องสร้างเส้นแบ่งระหว่างมิตรกับศัตรู
ฉะนั้นจึงเกิดกระบวนการนิยามว่าคนกลุ่มใด หรือชาติใดเป็นภัยคุกคามต่อผู้คนในสังคมของตน “ความกลัว” เป็นกลไกหลักเพื่อขับเน้นชุดความคิดนี้ เมื่อกลัว “คนอื่น” คนในสังคมก็พร้อมร่วมใจกันต่อสู้เพื่อป้องกันตน ในหลายสถานการณ์ กระบวนการเช่นนี้นำไปสู่การระดมมติมหาชน และสร้างความชอบธรรมแก่การใช้ความรุนแรงต่อ “คนอื่น” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามคนในสังคมหรือชาติ ขณะเดียวกันก็กลายเป็นใบอนุญาตให้ผู้นำจัดการ “กำจัด” ภัย
หนังเรื่องพี่มากท้าทายชุดความคิดเช่นนี้ด้วยการเชื้อชวนให้วิพากษ์สมมุติฐานของเราเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าต่างจากเรา หรือกระทั่งเป็นโจรผู้ร้าย เป็นภัยที่สร้างความหวาดกลัว (ในที่นี้คือผีแม่นาก) ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงให้เห็นว่า “ผี” หรือคนอื่นซึ่งเป็นภัยคุกคามไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับมีความเป็นมนุษย์ มีรัก มีเสียใจ และห่วงหา
ฉากสุดท้ายของหนังยังแหวกขนบเดิมด้วยการอนุญาตให้ผีกับคนอยู่ร่วมกันได้ ประหนึ่งจะบอกเราว่า “พวกเรา” อยู่ร่วมกับ “พวกเขา” ได้
หนังพี่มากยังทำลายมนตราของความกลัวคนอื่นด้วยการสร้างฉากขำขันขั้นจังหวะฉากผีแม่นากหลอก ในแง่นี้ เสียงหัวเราะทำหน้าที่สกัดมิให้ความกลัวผีก่อตัว
การล้อเลียนในหนังพี่มากต่อต้านขัดขืนอำนาจอย่างไร?
ขณะที่กลุ่มประท้วงทั่วไปใช้การล้อเลียนเพื่อลดความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายชนชั้นนำ หนังเรื่องพี่มากเติบโตในวัฒนธรรมกระแสหลักโดยไม่มีวาระเพื่อการประท้วงทางการเมืองในการประท้วงที่ชัดเจน แต่เพราะนี่คือภาพยนตร์กระแสหลัก มหาชนจึงตอบรับอย่างล้นหลาม
“การถอดไส้” ของหนังเรื่องนี้ – โดยเฉพาะการเปลี่ยนแก่นของต้นฉบับหนังแม่นากให้สะท้อนความเป็นไปได้ของการก้าวข้ามความกลัว จนสามารถอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าเป็นภัยคุกคามได้ – อาจทำหน้าที่รบกวนความเชื่อบางอย่างของสังคมไทย เช่นใครคือโจรใต้ ใครคือผู้บ่อนทำลายชาติ และสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ของสังคม เป็นต้น
นี่อาจทำให้เราตั้งตำถามต่อไปว่าทุกครั้งที่เริ่มระแวง ตั้งข้อสงสัยว่าใครเป็น “ผี” ของสังคม เราอาจต้องเริ่มถามก่อนว่า เราเป็นผู้ให้กำเนิด “ผี” หรือไม่
การล้อเลียนในหนังพี่มากอาจช่วยบ่มเพาะศักยภาพในการตั้งคำถามเช่นนี้ของผู้คนในสังคมไทย และบั่นทอนพลังของวาทกรรมที่ลากเส้นแบ่งมิตรและศัตรูแบบตายตัว
.
2556-08-02
ฝันสุดท้าย เจ้าชายแช่แข็ง
.
ฝันสุดท้าย เจ้าชายแช่แข็ง
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1375461990 )
วันศุกร์ที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:50:09 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 26 ก.ค.-1 ส.ค.2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1719 หน้า 9)
แม้ภาพ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะมากด้วย "กิจกรรม"
ไม่ว่าเดินป่า โดดร่ม หรือการดำน้ำ
อย่างที่ปรากฏบนปก "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับนี้ เป็นกิจกรรมดำน้ำ ผูกทุ่นจอดเรือ ปล่อยหอยมือเสือ ในโครงการอาสาอนุรักษ์ท้องทะเลไทย ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา
แม้จะมากด้วยกิจกรรมมากมาย แต่ชื่อของ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ดูเหมือนจะไม่พ้นไปจากวังวน "การเมือง"
2 เหตุการณ์ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ก็คือ
การปรากฏชื่อในคลิปลับ การสนทนาของคนเสียงคล้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่กล่าวหาว่าโอเวอร์รีแอ็ก เปิดปฏิบัติการถล่มปืนใหญ่เข้าใส่ฝ่าย "ตรงข้าม" ในพื้นที่ประเทศพม่า ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ต้องของบฯ จากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นับพันล้านเพื่อ "ปิดปฏิบัติการ" และนำไปสู่ ความไม่วางใจอย่าง "ลึกซึ้ง" ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ พล.อ.สุรยุทธ์
เหตุการณ์ที่สอง ก็คือ การฟื้นกลับมาของ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) หลังจากที่เคยนำม็อบออกขับไล่รัฐบาล จนถูกสลายอย่างหมดรูป เมื่อครั้งชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าปลายปี 2555 ที่ผ่านมา
มาคราวนี้ เปลี่ยนโฉมเป็น "กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ"
มีชื่อ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน
พล.ร.อ.ชัย ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1
ร่วมรุ่นกับ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ผู้นำม็อบแช่แข็งรุ่นแรก
รุ่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และองคมนตรี นั่นเอง
ทำให้การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลครั้งนี้ ถูกเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ด้วย แม้เจ้าตัวเองอาจจะไม่รู้เรื่อง
แต่ก็ดูจะมีความจงใจทำให้เห็นสัมพันธ์ลึกๆ ที่หวังจะให้การขับเคลื่อนครั้งนี้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น
โดยประสานเคียงคู่ไปกับทีมงานขึงขังในนาม "คณะเสนาธิการร่วม" ของ "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" มี พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ,
พล.อ.ชูเกียรติ ตันสุวัฒน์ (อดีตนายทหารคนสนิท พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร), พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคณี อดีตโฆษก อพส., นายพิเชษฎ พัฒน
โชติ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 และ นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ เป็นผู้ประสานงาน
"กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" ประกาศภารกิจสำคัญที่จะเคลื่อนไหว 6 ประการคือ
1. ให้รัฐบาลแสดงจุดยืนความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
2. ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ทันที
3.ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาข้าวยากหมากแพง ยุติการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ลดราคาน้ำมันทุกประเภท ให้ ปตท. หยุดค้ากำไรเกินควร และปฏิรูป ปตท. ให้กลับมาเป็นของประชาชน โดยทันที
4. ให้ยุติโครงการกู้เงินบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และร่าง พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550
5. ให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทุกฉบับที่ล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
6. ให้เอาผิดกับผู้ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวในทุกขั้นตอน ยกเลิกการสอบสวน น.ส.สุภา ปิยะจิต รองปลัดกระทรวงการคลัง รวมทั้งคืนตำแหน่งให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี ตามคำสั่งศาล ทันที
โดยนัดจะแสดงพลังในวันที่ 4 สิงหาคม ก่อนการเปิดประชุมสภา
การปรากฏตัวขึ้นมาของ "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" ครั้งนี้ แม้จะมีคำถามโตๆ เกี่ยวกับศักยภาพของพลังมวลชน
แต่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้ลองประเมินกำลังว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน
พบว่าอาจมีผสานความเคลื่อนไหวเข้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ที่ต่อต้านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ อาทิ
กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนไทย โดย นายสุชาติ ศรีสังข์ และ นายทองดี นามแสงโคตร ที่ชุมนุมบริเวณทางเดินสนามหลวง ตรงข้ามศาลฎีกามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว
กลุ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีดำ
กลุ่มหน้ากากขาว (V For Thailand) ที่นัดรวมตัวกันในทุกวันอาทิตย์ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์
กลุ่มนักรบนิรนาม นำโดย ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม
กลุ่มไทยสปริง ที่นัดทำกิจกรรมผ่านออนไลน์ ภายใต้การนำของ นายแก้วสรร อติโพธิ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร และ นายขวัญสรวง อติโพธิ
ซึ่งประเมิน "ภาพ" แล้วอาจดูคึกคัก แต่ก็ยังมีคำถามว่า เมื่อแปรไปสู่ การชุมนุม จะสามารถระดมพลออกมาได้เพียงใด
มีความเห็นและให้น้ำหนัก ต่อ ม็อบแช่แข็ง ภาคสอง แตกต่างกันไปในฝ่ายค้านและรัฐบาล
ฝ่ายค้านโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ค่อนข้างจะให้น้ำหนัก และเชื่อมั่นในคำทำนายที่ว่าเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ จะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง
โดยมีการเปิดสภาวันที่ 1 สิงหาคม เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะมีเรื่องใหญ่ 3 เรื่องที่ต้องสู้กัน ทั้งในและนอกสภา
เรื่องแรกคือ การออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
เรื่องที่ 2 คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองบ้านเมือง
และเรื่องที่ 3 คือเขียนกฎหมายพิเศษล้มล้างความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมุนบริวาร
นายสุเทพเชื่อว่า "ถ้ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจอมบงการที่ดูไบ ยังไม่เลิกข่มขู่คุกคามประชาชน ใช้พวกมากลากไปในสภา รับรองรัฐบาลนี้เจอประชาชนแน่นอน ถึงเวลาที่ประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศต้องลุกขึ้นสู้ และเตรียมพกนกหวีดไว้ ถ้าเสียงนกหวีดดังพร้อมกันเมื่อไหร่
เราจะได้เห็นกันว่าเดือนสิงหาคม และกันยายน จะเป็นไปตามคำทำนายของโหรหรือเปล่า"
ดูตามนี้ดูเหมือนนายสุเทพให้น้ำหนักม็อบแช่แข็งค่อนข้างสูง
ตรงกันข้าม ฝ่ายเพื่อไทย นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มองว่า เป็นความเคลื่อนไหวของพวกหลงยุค
ยังคิดว่าจะแก้ไขปัญหาระบอบประชาธิปไตยโดยการรัฐประหาร ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชาติมากกว่า
ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเมินว่าต้องรอดูในวันที่ 4 สิงหาคม ก่อนว่า อพส. จะมีแนวร่วมมากน้อยเพียงใด
และต้องจับตาดูทางพรรคประชาธิปัตย์จะมีการกดดัน หรือนำคนเข้าสมทบกับเครือข่ายเหล่านี้ด้วยหรือไม่
หากประชาธิปัตย์เล่นเต็มตัว โอกาสที่จะเกิด "เหตุการณ์" อย่างที่นายสุเทพทำนายก็พอมี
แต่ประเมินท่าทีหลายฝ่ายในนาทีนี้ มองสอดคล้องกันว่า หากยังมีภาวะสับสนในกลุ่มนำอย่างที่เป็นอยู่
และหากสถานการณ์ยังไม่สุกงอมเพียงพอ
มวลชนที่ระดมได้ก็อาจอยู่ในระดับหลักพันหรือหลักหมื่นต้นๆ
แม้จะขับเคลื่อน หรือผลักดันหนักเพียงใด บทเรียนม็อบแช่แข็งก็อาจจะซ้ำรอยครั้งแรก
คือกลายเป็นฝันสุดท้าย ของ "เจ้าชายแช่แข็ง" อีกรอบ
.
ฝันสุดท้าย เจ้าชายแช่แข็ง
( www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1375461990 )
วันศุกร์ที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:50:09 น.
(ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 26 ก.ค.-1 ส.ค.2556 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1719 หน้า 9)
แม้ภาพ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะมากด้วย "กิจกรรม"
ไม่ว่าเดินป่า โดดร่ม หรือการดำน้ำ
อย่างที่ปรากฏบนปก "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับนี้ เป็นกิจกรรมดำน้ำ ผูกทุ่นจอดเรือ ปล่อยหอยมือเสือ ในโครงการอาสาอนุรักษ์ท้องทะเลไทย ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา
แม้จะมากด้วยกิจกรรมมากมาย แต่ชื่อของ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ดูเหมือนจะไม่พ้นไปจากวังวน "การเมือง"
2 เหตุการณ์ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ก็คือ
การปรากฏชื่อในคลิปลับ การสนทนาของคนเสียงคล้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่กล่าวหาว่าโอเวอร์รีแอ็ก เปิดปฏิบัติการถล่มปืนใหญ่เข้าใส่ฝ่าย "ตรงข้าม" ในพื้นที่ประเทศพม่า ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ต้องของบฯ จากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นับพันล้านเพื่อ "ปิดปฏิบัติการ" และนำไปสู่ ความไม่วางใจอย่าง "ลึกซึ้ง" ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ พล.อ.สุรยุทธ์
เหตุการณ์ที่สอง ก็คือ การฟื้นกลับมาของ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) หลังจากที่เคยนำม็อบออกขับไล่รัฐบาล จนถูกสลายอย่างหมดรูป เมื่อครั้งชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าปลายปี 2555 ที่ผ่านมา
มาคราวนี้ เปลี่ยนโฉมเป็น "กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ"
มีชื่อ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน
พล.ร.อ.ชัย ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1
ร่วมรุ่นกับ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ผู้นำม็อบแช่แข็งรุ่นแรก
รุ่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และองคมนตรี นั่นเอง
ทำให้การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลครั้งนี้ ถูกเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ด้วย แม้เจ้าตัวเองอาจจะไม่รู้เรื่อง
แต่ก็ดูจะมีความจงใจทำให้เห็นสัมพันธ์ลึกๆ ที่หวังจะให้การขับเคลื่อนครั้งนี้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น
โดยประสานเคียงคู่ไปกับทีมงานขึงขังในนาม "คณะเสนาธิการร่วม" ของ "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" มี พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ,
พล.อ.ชูเกียรติ ตันสุวัฒน์ (อดีตนายทหารคนสนิท พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร), พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคณี อดีตโฆษก อพส., นายพิเชษฎ พัฒน
โชติ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 และ นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ เป็นผู้ประสานงาน
"กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" ประกาศภารกิจสำคัญที่จะเคลื่อนไหว 6 ประการคือ
1. ให้รัฐบาลแสดงจุดยืนความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
2. ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ทันที
3.ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาข้าวยากหมากแพง ยุติการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ลดราคาน้ำมันทุกประเภท ให้ ปตท. หยุดค้ากำไรเกินควร และปฏิรูป ปตท. ให้กลับมาเป็นของประชาชน โดยทันที
4. ให้ยุติโครงการกู้เงินบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และร่าง พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550
5. ให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทุกฉบับที่ล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
6. ให้เอาผิดกับผู้ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวในทุกขั้นตอน ยกเลิกการสอบสวน น.ส.สุภา ปิยะจิต รองปลัดกระทรวงการคลัง รวมทั้งคืนตำแหน่งให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี ตามคำสั่งศาล ทันที
โดยนัดจะแสดงพลังในวันที่ 4 สิงหาคม ก่อนการเปิดประชุมสภา
การปรากฏตัวขึ้นมาของ "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" ครั้งนี้ แม้จะมีคำถามโตๆ เกี่ยวกับศักยภาพของพลังมวลชน
แต่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้ลองประเมินกำลังว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน
พบว่าอาจมีผสานความเคลื่อนไหวเข้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ที่ต่อต้านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ อาทิ
กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนไทย โดย นายสุชาติ ศรีสังข์ และ นายทองดี นามแสงโคตร ที่ชุมนุมบริเวณทางเดินสนามหลวง ตรงข้ามศาลฎีกามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว
กลุ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีดำ
กลุ่มหน้ากากขาว (V For Thailand) ที่นัดรวมตัวกันในทุกวันอาทิตย์ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์
กลุ่มนักรบนิรนาม นำโดย ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม
กลุ่มไทยสปริง ที่นัดทำกิจกรรมผ่านออนไลน์ ภายใต้การนำของ นายแก้วสรร อติโพธิ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร และ นายขวัญสรวง อติโพธิ
ซึ่งประเมิน "ภาพ" แล้วอาจดูคึกคัก แต่ก็ยังมีคำถามว่า เมื่อแปรไปสู่ การชุมนุม จะสามารถระดมพลออกมาได้เพียงใด
มีความเห็นและให้น้ำหนัก ต่อ ม็อบแช่แข็ง ภาคสอง แตกต่างกันไปในฝ่ายค้านและรัฐบาล
ฝ่ายค้านโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ค่อนข้างจะให้น้ำหนัก และเชื่อมั่นในคำทำนายที่ว่าเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ จะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง
โดยมีการเปิดสภาวันที่ 1 สิงหาคม เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะมีเรื่องใหญ่ 3 เรื่องที่ต้องสู้กัน ทั้งในและนอกสภา
เรื่องแรกคือ การออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
เรื่องที่ 2 คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองบ้านเมือง
และเรื่องที่ 3 คือเขียนกฎหมายพิเศษล้มล้างความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมุนบริวาร
นายสุเทพเชื่อว่า "ถ้ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจอมบงการที่ดูไบ ยังไม่เลิกข่มขู่คุกคามประชาชน ใช้พวกมากลากไปในสภา รับรองรัฐบาลนี้เจอประชาชนแน่นอน ถึงเวลาที่ประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศต้องลุกขึ้นสู้ และเตรียมพกนกหวีดไว้ ถ้าเสียงนกหวีดดังพร้อมกันเมื่อไหร่
เราจะได้เห็นกันว่าเดือนสิงหาคม และกันยายน จะเป็นไปตามคำทำนายของโหรหรือเปล่า"
ดูตามนี้ดูเหมือนนายสุเทพให้น้ำหนักม็อบแช่แข็งค่อนข้างสูง
ตรงกันข้าม ฝ่ายเพื่อไทย นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มองว่า เป็นความเคลื่อนไหวของพวกหลงยุค
ยังคิดว่าจะแก้ไขปัญหาระบอบประชาธิปไตยโดยการรัฐประหาร ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชาติมากกว่า
ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเมินว่าต้องรอดูในวันที่ 4 สิงหาคม ก่อนว่า อพส. จะมีแนวร่วมมากน้อยเพียงใด
และต้องจับตาดูทางพรรคประชาธิปัตย์จะมีการกดดัน หรือนำคนเข้าสมทบกับเครือข่ายเหล่านี้ด้วยหรือไม่
หากประชาธิปัตย์เล่นเต็มตัว โอกาสที่จะเกิด "เหตุการณ์" อย่างที่นายสุเทพทำนายก็พอมี
แต่ประเมินท่าทีหลายฝ่ายในนาทีนี้ มองสอดคล้องกันว่า หากยังมีภาวะสับสนในกลุ่มนำอย่างที่เป็นอยู่
และหากสถานการณ์ยังไม่สุกงอมเพียงพอ
มวลชนที่ระดมได้ก็อาจอยู่ในระดับหลักพันหรือหลักหมื่นต้นๆ
แม้จะขับเคลื่อน หรือผลักดันหนักเพียงใด บทเรียนม็อบแช่แข็งก็อาจจะซ้ำรอยครั้งแรก
คือกลายเป็นฝันสุดท้าย ของ "เจ้าชายแช่แข็ง" อีกรอบ
.
2556-07-29
ปรารภบุญ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
.
ปรารภบุญ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1375094230
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:46:03 น.
(ที่มา: มติชนรายวัน 29 ก.ค.2556)
ในสมัยนี้ พูดอะไรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา กลายเป็นเครื่องประกาศความเป็นคนดีของตัวเอง ผมจึงขอบอกไว้ก่อนว่า ที่จะพูดต่อไปนี้เป็นคำพูดของปุถุชนคนบาปครับ
ทีวีช่องหนึ่ง ตั้งปัญหาในรายการข่าวว่า การไปทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา แล้วถ่ายรูปส่งข่าวให้เพื่อนๆ ออนไลน์รู้ว่าตัวไปทำบุญ เพื่อนๆ ก็กดไลค์กลับมาเพื่ออนุโมทนา ถามว่าการอนุโมทนาเช่นนี้ได้บุญหรือไม่ อย่างน้อยในบุญกิริยาวัตถุก็มีเรื่อง "ปัตติทานมัย" ซึ่งท่านแปลว่าเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น และ "ปัตตานุโมทนามัย" ซึ่งท่านแปลว่ายินดีในความดีของผู้อื่น
ผมคิดว่าเป็นคำถามที่สะท้อนให้เห็นความสับสนในเรื่อง "บุญ" ของชาวพุทธในปัจจุบันได้ดี เพราะหากเข้าใจแล้ว คำถามนี้ก็ไม่ต้องถามแต่แรก
หนึ่งในคำแปลของคำว่า "บุญ" ก็คือ การกระทำที่ชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ถามว่าสะอาดบริสุทธิ์จากอะไร ตอบอย่างสรุปก็คือสะอาดบริสุทธิ์จากความเห็นแก่ตัว หรือยึดมั่นถือมั่นในตัว (เพราะนี่คือความไม่สะอาดที่จรมาจับใจที่เป็นประภัสสรของเรา) ฉะนั้น หากกดไลค์ด้วยใจที่ยินดีกับการทำดีของผู้อื่น หรือด้วยใจที่ยินดีว่าสิ่งดีๆ ในโลก (คือพระศาสนา) จะดำรงอยู่ต่อไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น คือไม่ได้คิดถึงตนเอง แต่คิดถึง "ผู้อื่น" อย่างแคบๆ เฉพาะบุคคล หรืออย่างกว้างคือมวลสรรพสัตว์ทั้งหมดก็ตาม ย่อมเป็นบุญอย่างไม่ต้องสงสัย
ตรงกันข้าม หากกดไลค์เพื่อเอาใจเพื่อน เพราะกลัวเขาจะโกรธเรา หรือกดเพื่อทำให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเป็นคนดีมีธรรมะ จะได้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น ก็ไม่ได้บุญ แต่อาจได้เพื่อน
สรุปก็คือทำอะไรแล้วจะได้บุญหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การกระทำ แต่อยู่ที่ใจของผู้ทำว่าทำด้วยทัศนคติอย่างไร ตรงกับความเห็นของผู้ทำบุญท่านหนึ่งซึ่งทีวีไปสัมภาษณ์ แล้วตอบว่า กดไลค์ด้วยจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศลเล่า หากเป็นกุศลย่อมได้บุญเป็นธรรมดา (ผู้รู้ทางพุทธศาสนาท่านหนึ่ง เคยบอกผมว่า ทั้งหมดของพุทธศาสนาคือเรื่องทัศนคติหรือท่าทีต่อชีวิต)
แล้วทีวีก็ไปถามพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านก็ตอบว่าได้บุญเพราะตรงกับคำบาลีว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ได้บุญไม่เท่ากับการไปทำบุญเอง (ที่วัดกระมัง เพราะคำถามเริ่มต้นจากการไปทำบุญที่วัด) แต่ท่านไม่ได้พูดเรื่องใจเลย
อันที่จริงเราสามารถทำบุญตามคติพระพุทธศาสนาได้ทุกวัน และทุกเวลานาทีด้วยซ้ำ โดยไม่ต้องไปวัดเลยก็ได้ ขับรถด้วยความสำนึกถึงประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้พร้อม จะจอดรถให้คนอื่นออกจากซอยได้ ก็ต้องดูหลังว่าคันหลังเขาจะจอดทันไหม ดูหน้าว่าเป็นจังหวะให้รถวิ่ง หรือถึงแล่นไปก็ติดข้างหน้าเห็นๆ อยู่ เพราะสิทธิบนถนนไม่ใช่ของเราคนเดียว ที่จะเที่ยวยกให้ใครได้ตามใจชอบ ก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เพราะลดความเห็นแก่ตัวลงได้ ซ้ำยังต้องทำบุญโดยใช้สติและปัญญาด้วย ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
อะไรเกิดขึ้นกับตัวไม่ว่าดีหรือร้าย ย่อมตั้งสติรำลึกพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไว้ให้มั่น จนมองเห็นว่าโลกก็เป็นเช่นนี้เอง นับเป็นการทำบุญยิ่งใหญ่ เพราะความยึดมั่นถือมั่นย่อมลดลงเป็นธรรมดา และฝึกให้รู้เท่าทันความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตไปพร้อมกัน (นี่ก็เป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่มาก โดยไม่ต้องไปวัดเลย)
คำตอบของพระภิกษุเกี่ยวกับเรื่องบุญในทีวีที่กล่าวข้างต้น จึงสะท้อนอะไรสองอย่างที่น่าวิตกในพุทธศาสนาไทยปัจจุบัน
ประการแรก เรื่องของจิตใจหรือทัศนคติดูเหมือนจะหายไปจากองค์กรที่เป็นทางการของพุทธศาสนาเสียแล้ว และนี่คือส่วนหนึ่งของคำอธิบายการทำบุญทางวัตถุกันอย่าง "บ้าคลั่ง" ที่เป็นปรากฏการณ์ทางศาสนาในปัจจุบัน งานวิจัยของอาจารย์ที่นิด้าชิ้นหนึ่งบอกว่า ในบรรดาวัดกว่าสามหมื่นของไทยนั้น มีรายได้จากการทำบุญถึงปีละประมาณ 120 ล้านบาท (รวมกันกว่า 360,000 ล้านบาท) วัดจึงมักใหญ่และแพงกว่าโรงเรียน, โรงพยาบาล, ระบบชลประทาน, ระบบขจัดขยะ ฯลฯ ท้องถิ่น
จะแปลกใจทำไมว่า มีภิกษุบางรูปฉ้อฉลคดโกงเงินบริจาคเหล่านี้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว และจะแปลกใจทำไมที่วัดต่างๆ พากันสร้างสิ่งก่อสร้างนานาชนิดเพื่อ "บอกบุญ" ชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
มีคำอธิบายที่มองการ "ทำบุญ" กันอย่างมโหฬารเช่นนี้ในฝ่ายทายกทายิกาว่า ความสัมพันธ์หลักในระบบทุนนิยมคือการซื้อขายแลกเปลี่ยนซึ่งต้องผ่านเงิน ความสัมพันธ์กับศาสนาก็หนีไม่พ้นรูปแบบดังกล่าว ผู้คนเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ในระบบทุนนิยมซึ่งเขาเคยชินไปใช้กับศาสนา
ข้อนี้จะจริงเท็จอย่างไรก็ตาม แต่ผมคิดว่าปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเกิดในอาณาบริเวณกว้างขวางเท่านี้ไม่ได้ หากทางฝ่ายสงฆ์เองไม่ละเลยมิติด้านจิตใจของพระพุทธศาสนา จะออกเงินสร้างพระแก้วมรกตจำลองไปทำไม ถ้าไม่ทำให้ความเห็นแก่ตัวของผู้บริจาคลดลง (จนถึงที่สุดจะสร้างพระแก้วมรกตจำลองไปทำไม)
ประการที่สอง คำสอนของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยขาดมิติทางสังคม (ยกเว้นเรื่องเดียวคือเพื่อยกย่องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์) มิติทางสังคมของการทำบุญจึงไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ "คนอื่น" ในความหมายถึงสังคมในวงกว้าง หรือมวลมนุษยชาติ อันที่จริงมิติทางสังคมนั้นเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้า ("ชนเหล่าใดปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน จัดบริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำ ให้ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้น ย่อมเจริญงอกงามทั้งคืนทั้งวัน...") ส่วนนี้ในศาสนาแบบไทยแต่ก่อน ฝากไว้กับความเชื่อเรื่องผีเป็นส่วนใหญ่ ครั้นรัฐกล่อมให้เราเลิกนับถือผี พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้เข้ามาแทนที่ หรือแทนที่อย่างฉลาด คือต้องปรับให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย (ควรกล่าวไว้ด้วยว่า ก่อนการปฏิรูปคณะสงฆ์ใน ร.5 วัดไม่เคยผูกขาดความเป็นศูนย์กลางของชีวิตทางศาสนาของคนไทยมาก่อน)
ผมคิดว่าสองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่กว่าพระนั่งเจ็ตส่วนตัว หรือสวมแว่นกันแดดราคาแพง หรือนอนกับผู้หญิง และฉ้อโกง แต่มันใหญ่เสียจนไม่มีใครรับผิดชอบ สำนักงานพระพุทธศาสนาเห็นว่าอยู่พ้นอำนาจหน้าที่ของตน เพราะตัวมีหน้าที่เพียงเป็นไวยาวัจกรของคณะสงฆ์เท่านั้น มหาเถรสมาคมก็ไม่คิดว่าตนมีอำนาจหน้าที่เหมือนกัน ก็ไม่มีอะไรผิดวินัยนี่ครับ ผิดเมื่อไรค่อยว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป
แต่เรื่องมันใหญ่กว่าพระรูปนั้นรูปนี้ประพฤติล่วงพระวินัย หากเป็นเรื่องของคุณค่าและความหมายของพระพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งนั่งท่องแต่คุณสมบัติของพุทธธรรมว่า "อกาลิโก" อย่างเดียว ไม่แก้ปัญหาอะไร
พระปรมัตถธรรมอาจเป็นอกาลิโก แม้กระนั้นก็ยังต้องมีการตีความให้เข้ากับยุคสมัยอยู่นั่นเอง เล่นหุ้นอย่างไรจึงจะไม่ลืมพระไตรลักษณ์ ทำบุญอย่างไรจึงจะได้ชำระล้างจิตใจให้สะอาด (จากตัวตน) เจตนาเลี่ยงภาษีให้ไม่ผิดกฎหมายเป็นอทินนาทานหรือไม่ ถือหุ้นในบริษัทชำแหละเนื้อสัตว์เป็นปาณาติบาตหรือไม่ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนต้องการการตีความจากผู้รู้ซึ่งส่วนหนึ่งคงเป็นนักบวชในพระศาสนา
คิดดูก็แปลกดี มหาเถรสมาคมนั้นเพิ่งมีขึ้นครั้งแรกในสยามตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2445 ตั้งขึ้นเพื่อเป็นหัวหอกในการ "ปฏิรูป" ศาสนา และเป้าหมายของการ "ปฏิรูป" ก็คือ ผนวกเอาพระสงฆ์สยามทั้งหมดไว้ภายใต้การกำกับของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม แม้กระนั้นก็มีผลกระทบต่อการตีความหลักธรรมคำสอนอย่างมาก เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปถึงบัดนี้ ศักยภาพในการนำเพื่อตีความของมหาเถรสมาคมได้เสื่อมสลายไปหมดแล้ว
เมื่อองค์กรทางศาสนาไม่ทำงานที่สำคัญอย่างนี้ จึงเป็นธรรมดาที่ผู้คนพากันไปแสวงหาธรรมะจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะสำนักปฏิบัติธรรมของพระภิกษุและฆราวาส ความทุกข์ของโลกทุนนิยมมันเปลี่ยนไป ต่างคนต่างต้องการคำตอบให้แก่ความทุกข์เฉพาะหน้าของตน จึงเป็นธรรมดาที่สำนักทั้งหลายย่อมเน้นการแก้ทุกข์ระดับปัจเจกเป็นสำคัญ และละเลยมิติด้านสังคมเหมือนเดิม
คนชั้นกลางระดับบนอาจไปสำนักที่สอนวิปัสสนากรรมฐาน คนชั้นกลางระดับกลางอาจเดินทางไปแสวงบุญในอินเดีย (ซึ่งถูกเรียกอย่างน่าอัศจรรย์ว่า "พุทธภูมิ") คนชั้นกลางระดับล่างอาจทำบุญเก้าวัด หรือนมัสการอัฐิหลวงพ่อหลวงปู่ต่างๆ ซึ่งได้รับการตัดสินจากฆราวาสว่าเป็นพระ "อรหันต์" ทั้งหมดนี้คือการ "ปฏิบัติธรรม" ทั้งนั้น แตกต่างตามนิสัยปัจจัยของผู้ทำบุญ
การจัดองค์กรทางศาสนาเวลานี้ จัดการได้แต่ปัญหาเล็ก แต่จัดการกับปัญหาใหญ่ไม่ได้ ซ้ำยังจัดการปัญหาเล็กได้อย่างสายเกินไปทุกที จึงถึงเวลาแล้วที่ควรหันกลับมาทบทวนการจัดองค์กรพุทธศาสนากันใหม่ ไม่แต่เพียงการปกครองคณะสงฆ์เท่านั้น แต่คิดทบทวนตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐ และศาสนากับสังคม ให้เหมาะกับสภาพที่เป็นจริง
มีปัญหาสำคัญๆ ที่ควรถกเถียงอภิปรายกันหลายประเด็น นับตั้งแต่เราควรแยกศาสนาออกจากรัฐให้เด็ดขาดไปหรือไม่
แต่รัฐจะต้องปฏิบัติต่อศาสนาและองค์กรศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน จะคืนวัดให้กลับมาเป็นของประชาชนและอยู่ภายใต้การกำกับของประชาชนได้อย่างไร
การจัดองค์กรในพระพุทธศาสนาอาจมีได้หลายรูปแบบ และดังนั้นจึงปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมได้เสมอ (อันที่จริงเวลานี้ก็เป็นอยู่แล้ว หากคิดถึงสันติอโศกและธรรมกาย แต่เป็นเสรีภาพที่ไม่ได้ประกันไว้แก่ "สำนัก" อื่นๆ ทั้งหมด ที่ไม่มีพลังทางการเมือง และ/หรือทรัพย์เท่าสองสำนักนี้)
ทำอย่างไรสังคมจึงมีพลังพอจะควบคุมองค์กรศาสนาได้จริง
ความเป็นเถรวาทนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ และนักบวชในพระพุทธศาสนาไทยมีเสรีภาพที่จะไม่เป็นเถรวาทได้หรือไม่
จะเชื่อมโยงการศึกษาทางโลกและทางธรรมให้ได้ผลอย่างไร จะมีนักบวชหลายระดับที่ทำหน้าที่ต่อสังคมแตกต่างกันได้หรือไม่ และอย่างไร
ฯลฯ
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








