http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2554-11-02

ล้างพิษทางใจรับภัยน้ำท่วม, กดจุด รักษาลมปัจจุบัน โดย น.พ.บรรจบ, รวมพลังทำยาน้ำกัดเท้า

.

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
รู้สู้ flood ep.5 : ใจเย็นยามอพยพ
http://www.youtube.com/watch?v=6Y5J1LApdpU


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

โปร่งเบาและปล่อยวาง ล้างพิษทางใจรับภัยน้ำท่วม
โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1628 หน้า 93


นํ้าเชี่ยวอย่าขวางเรือ เป็นสุภาษิตไทยแต่โบราณซึ่งบอกเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ เจตนารมณ์ของคนกับพลังของน้ำได้เป็นอย่างดี

เรื่องของน้ำท่วมแท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองของสยามประเทศมานานปี และภาวะน้ำหลากแท้ที่จริงมีคุณูปการนับอเนกอนันต์ต่อชาวกรุงสยามมาอย่างสม่ำเสมอ ก่อนอื่นต้องรู้ว่าคนไทยเป็นชาวน้ำชาวนา ดังคำพูดที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทุ่งราบสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาคือดินแดนแห่งวัฒนธรรมที่คนไทยเราสร้างบ้านแปงเมืองมานับศตวรรษ

เราเป็นชาวที่ราบลุ่ม อาศัยน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาปลูกข้าว อาศัยน้ำหลากของแต่ละปีพาเอาดินตะกอนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปุ๋ยจากทางเหนือมาเจือจานทุ่งราบเจ้าพระยาให้อุดมสมบูรณ์ สั่งสมพืชพันธุ์ธัญญาหารได้มาก จนกระทั่งเหลือกินเหลือใช้ จึงทำให้คนไทยเรามีน้ำใจเยียบเย็นพอที่จะประจงประดิษฐ์ประดอยสร้างสรรค์อารยธรรมไทยขึ้นมาได้

คนไทยแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยกลัวน้ำ เราปลูกบ้านใต้ถุนสูง เวลาน้ำหลากมาเราไม่เคยเดือดร้อน แถมดีใจเสียอีก เด็กๆ ได้ดำผุดดำว่าย ผู้ใหญ่หว่านแห ใส่เบ็ดราวเพื่อจับปลา จับกุ้งมาทำกะปิ ปลาร้า ปลาจ่อม อันเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่ธรรมชาติให้มา

น้ำหลากยังช่วยปกป้องกรุงศรีอยุธยาจากพม่าข้าศึกมากี่ยุคกี่สมัย

นี่คือชัยภูมิอันมั่นคงที่คนไทยได้ปกป้องเอกราชของตนเองมาโดยลำดับ

มาเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ ฝรั่งที่มาเมืองสยามในยุคนั้นถึงกับตะลึงงันกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบางกอกที่สร้างบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ อาศัยน้ำเป็นเส้นทางสัญจร จนเขาขนานนามว่า กรุงเทพฯ คือเวนิสตะวันออก

ด้วยเหตุฉะนี้จะเห็นว่า คนไทยกับน้ำ เป็นเสมือนบุตรในอุทรของพระแม่คงคา ที่ไม่อาจแยกจากกันได้

แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป คนไทยจึงสร้างตึกรามบ้านช่องแบบตะวันตก ถมคลอง สร้างถนน นั่นเท่ากับเราเริ่มทำตัวแปลกแยกกับสายน้ำ เราหันหลังให้ธรรมชาติ กระทั่งขัดขวางธรรมชาติ และพยายามดัดแปลงธรรมชาติให้เป็นไปตามใจเราที่ปรารถนา เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติให้จงได้

สุดท้ายธรรมชาติกับเราก็กลายเป็นปฏิปักษ์กัน และธรรมชาติก็ให้บทเรียนบทใหม่กับเรา

นั่นคือ ภาวะน้ำท่วม


ในการต่อสู้กับภาวะน้ำท่วม เรายังเอานิสัยเดิมๆ ที่จะต่อสู้ขัดขวางธรรมชาติมาเป็นแก่นแกนของกระบวนการรับภัยจากน้ำ เริ่มต้นจากการอั้นน้ำปริมาณมหาศาลไว้เหนือเขื่อนโดยประมาท หรือปราศจากเหตุผลอันสมควร ครั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วตระหนักว่าอั้นไม่อยู่ ก็จำต้องปล่อยมวลน้ำขนาดมหึมาลงมาท่วมทับผู้คน ในระหว่างการต่อสู้กับน้ำ เราสร้างกำแพง ขนกระสอบทราย ยืนหยัดดันกับพลังน้ำด้วยกำลังแรงตามมโนสำนึกเดิมๆ ที่มีอยู่ ด้วยจิตใจที่มุ่งมาดจะเอาชนะอีกตามเคย

และแล้วเราก็แตกพ่ายจากหัวเมือง จังหวัดแล้ว จังหวัดเล่า จนกระทั่งน้ำตีโอบเข้าล้อมกรุง เราอยู่ในภาวะสับสนอลหม่าน ท่ามกลางข่าวลือ ข่าวลวงที่ขยายภัยธรรมชาติให้น่าแตกตื่น ตามพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ "ทำนบแตก น้ำทะลัก" "มวลน้ำมหาศาลบุกกรุง"

ขณะเดียวกันคนไทยบางส่วนก็ยึดรถแบ็กโฮ ทำลายพนังกั้นน้ำ เพื่อเฉลี่ยความเสียหายให้ทุกข์เท่าเทียมกัน อาจกล่าวได้ว่า จิตใจของคนกรุงยามนี้ เสมือนภาวะที่ไร้ผู้นำ แตกตื่น ขาดสติ ไม่ผิดอะไรกับชาวกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงแก่พม่าข้าศึก นี่คือความทุกข์ที่ท่วมท้นจิตใจคนไทยในยามนี้

"คุณหมอครับ ผมไม่ไหวแล้ว เฝ้าข่าวน้ำท่วมจนมึนหัวไปหมด ความดันเลือดของผมขึ้นสูงแล้วครับ" คุณภาระผู้หอบเขาความทุกข์ทั้งมวลในอินเตอร์เน็ตทุกเวป บวกเข้ากับข่าวหน้าจอโทรทัศน์ทุกช่องที่เขาเฝ้ามาตลอด 7 วัน เดินเข้ามาหาผมด้วยอาการมึนศีรษะ นอนไม่หลับ ความดันเลือดพุ่งสูง 160/100 ม.ม.ปรอท

คุณภาระเป็นผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตที่รักษาด้วยธรรมชาติบำบัด เขาดีขึ้นอักโขแล้วด้วยการฝังเข็ม สารเสริม และการบริหารร่างกาย แต่นิสัยของเขาเป็นไปตามชื่อ คือชอบเอาเรื่องทุกอย่างมาเป็นภาระ ซึ่งถ้าเขาเปลี่ยนนามสกุลซะด้วยเป็น นายภาระ หอบกระสอบทราย ก็น่าจะสะท้อนภาพลักษณ์ของเขาได้ชัดเจนมิบันเบา เขาน่าจะเป็นตัวแทนของคนกรุงอีกนับแสนคนในขณะนี้ที่พิกัดของสารอะดรีนาลบินกำลังถีบตัวขึ้นสูงโด่งในกระแสเลือดถ้วนทั่วทุกตัวคน

ในภาวะที่เขาเดินเข้ามาหา การแพทย์แบบแผนเรียกว่าความเครียด การแพทย์แผนไทยเรียกว่า ลมกลัดกลุ้มตีขึ้นเบื้องสูง ขืนปล่อยไว้อาจเส้นเลือดแตก ตีบ ตันในสมอง กลายเป็นอัมพาตกลับซ้ำเอาได้ง่ายๆ



รักษากาย

ผมเลือกใช้ตำรับยาไทยชื่อ เทพจิตตารมณ์ เริ่มจาก 3 เม็ด 3 เวลา เพิ่มได้จนถึง 5-7 เม็ด 3 เวลา ยานี้จะดึงลมที่ตีขึ้นศีรษะให้กลับลงล่าง

กินคู่กับยา เศียรสมุทร แก้อาการปวดมึนหัว ด้วยความตึงเครียดได้ดีนักแล กินแบบเดียวกับเทพจิตตารมณ์

พร้อมๆ กันนั้นให้ใช้ยา อดุลย์สำราญ 7 เม็ดก่อนนอนเพื่อปรับอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านให้สำเริงสำราญขึ้นมาบ้าง กินคู่กับ ยาหอมภูล ประสิทธิ์ กิน 1/2 หลอดอมในปาก 2 เวลา ก่อนหัวถึงหมอน และก่อนหัวละจากหมอน

เป็นอันว่ารักษาลมตีขึ้นเบื้องสูงให้หายได้ นี่เป็นส่วนของการปรับกายให้เข้าสู่สมดุล แต่ธรรมชาติบำบัดก็บอกว่า ในภาวะอย่างนี้ต้องการการปรับใจด้วย



รักษาใจ

ในท่ามกลางความสับสนอลหม่านที่คนไทยกำลังไร้ที่ยึดเหนี่ยว ผมก็มีโอกาสได้ยินคำพูดอันเป็นมงคลประโยคหนึ่ง เปรียบเสมือนประทีปส่องทาง คำพูดประโยคนั้นได้ยินต่อๆ กันมาว่า "ถ้าน้ำมา จงอย่าไปขัดขวาง ปล่อยให้ผ่านมา แล้วผ่านไป"

ช่างเป็นดำริที่เป็นธรรมดา สอดคล้องกับธรรมชาติ บ่งบอกถึงความโปร่งเบา ปล่อยวาง และปราศจากทุกข์โดยสิ้นเชิง

จริงซินะ เหตุเพราะเรายึดติดกับการเอาชนะธรรมชาติ เราคิดแต่ว่าบ้านเราจะปล่อยให้น้ำท่วมไม่ได้ เราจึงต่อสู้ขัดขวางน้ำในทุกวิถีทาง เรายังคงทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับสายน้ำ เราต่อสู้ดิ้นรน ขนกระสอบทราย สร้างกำแพง ตั้งพนังกั้นน้ำ แต่ด่านแล้วด่านเล่า บทเรียนแล้วบทเรียนเล่า เราแพ้มาตลอด ต่อให้เรากั้นกำแพงให้สูง มันก็โผล่ขึ้นตามท่อระบาย ผุดขึ้นมากลางบ้าน สุดท้ายเราก็พ่ายแพ้และเหน็ดเหนื่อย ความพ่ายแพ้ที่แท้จริง ก็คือ เราพ่ายแพ้อัตตาของตัวเอง อัตตาที่ยึดติดกับความไม่ท่วม ความไม่เปลี่ยนแปลง

ถ้ากลับมาคิดในอีกแง่หนึ่ง คิดอย่างโปร่งเบา ปล่อยวาง ไม่ยึดติด ก็ในเมื่อคนไทยเราเกิดแก่เจ็บตายอยู่กับสายน้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยอมรับเสียว่า ความเป็นชาวน้ำชาวนาของเรานั้น บางปีเราก็เก็บเกี่ยวได้อุดมสมบูรณ์เต็มยุ้งเต็มฉาง บางปีก็ฝนแล้ง บางปีก็น้ำท่วม แล้วเราก็อดอยากปากหมอง มันเป็นของมันเช่นนี้เอง มีดีก็มีร้าย มีร่ำรวยก็มียากจน มีรุ่งเรืองก็มีย่อยยับอับโชค นี่คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ลองใคร่ครวญตามประโยคที่ว่า "ถ้าน้ำมา จงอย่าไปขัดขวาง ปล่อยให้ผ่านมา แล้วผ่านไป" คิดเช่นนี้ได้ก็จะโปร่งเบา และปล่อยวาง ปัญญาก็จะเกิด อาจถึงกับพ้นทุกข์ได้ แม้ในยามคับขัน



++

กดจุด รักษาลมปัจจุบัน
โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล (www.balavi.com) คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด
(ดูรูป)ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1627 หน้า 93


"ลมปัจจุบัน" ตามการแพทย์แผนไทยเกิดขึ้นเนื่องจากลมกองหยาบตีขึ้นเบื้องสูง เป็นเหตุให้เกิดอาการเหมือนเป็นลม และทำท่าจะหมดสติ

อาการลมปัจจุบัน แท้ที่จริงแล้วมีหลายสาเหตุ นอกจากที่เป็นอาการนำของการเกิดอัมพาต คือกำลังเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ เส้นเลือดอุดตัน หรือเส้นเลือดแตกในสมองแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นซึ่งเป็นเหตุให้เป็นลม หมดสติได้

ยิ่งในภาวะที่เรากำลังเผชิญกับภัยน้ำท่วมกันทั่วประเทศ มีข่าวลือประเภทต่างๆ รอบตัว เดี๋ยวลือว่าเขื่อนร้าวแล้ว บ้างว่าเขื่อนแตก ใครที่ชอบเข้าเฟซบุ๊ก (facebook) จะเจอข่าวลือมากมาย บ้างก็ตกใจจากคำประกาศของรัฐบาลเอง

คนแก่ๆ ที่ดูโทรทัศน์ชนิดเปิดจอทิ้งไว้ทั้งวัน จะเจอเข้ากับข่าวร้ายข่าวแล้วข่าวเล่า ด่านกั้นน้ำแตกพ่ายมาทีละจังหวัด ตั้งแต่นครสวรรค์ อยุธยา ปทุมธานี แล้วก็นิคมอุตสาหกรรมมูลค่าเป็นพันๆ ล้าน แตกแล้วท่วม ท่วมแล้วแตก เป็นอย่างนี้ซ้ำซาก มันทำให้เกิดรอยชอกช้ำเข้าไปในจิตของผู้ชม

ถ้าไม่รู้จักวางจิตวางใจให้ถูกต้อง ก็พลอยทำให้เกิดความตกอกตกใจ วิตกกังวล หมองเศร้า เป็นผลให้ใครที่ร่างกายไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ก็อาจเกิดอาการเป็นลม หมดสติ

บางคนไม่ได้นอนมาหลายวัน อดข้าวอดน้ำ มีภาวะน้ำตาลเลือดต่ำ หรือแพ้แดด แพ้ความหนาวเพราะแช่น้ำจำเจ สุดท้ายก็อาจเกิด "ลมปัจจุบัน" ได้

เมื่อเกิดลมปัจจุบัน ถ้าบางคนมีเพียงอาการเล็กน้อย เช่น น้ำตาลเลือดต่ำ ร่างกายเพลีย จิตใจเพลีย ถ้าได้รับการแก้ ก็ฟื้นคืนได้โดยเร็ว แต่บางคนก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเส้นเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือเส้นเลือดแตก กลายเป็นอัมพาตได้

ไม่ว่าจะเป็นลม หมดสติที่มีสาเหตุจากอะไร แต่ถ้าคนรอบข้างรู้จักวิธีกดจุด ก็สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ ก่อนอื่นต้องปฐมพยาบาลโดยให้ผู้ป่วยนอนราบ คลายเสื้อผ้าที่รัดรึงอยู่แถวคอ หน้าอก หน้าท้องให้หลวม อย่าให้คนมุงดู เพราะแย่งอากาศหายใจ เปิดห้องให้อากาศถ่ายเทสะดวก แล้วให้หลักการกดจุด

ดังนี้ :

จุดหลัก

มี 4 จุดสำคัญ ได้แก่ :
- เหรินจง (renzhong) อยู่ตรงร่องเหนือริมฝีปากบน ตรงรอยต่อกับจมูก กดแรงๆ อาจใช้เล็บจิกก็ได้ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นอย่างแรง (รูปที่ 1)
- จงชง (zhongchong) อยู่ตรงกลางของปลายนิ้วกลาง กดแรงๆ ให้เจ็บ
- เหอกุ (hegu) อยู่ปลายสุดของรอยย่นระหว่างหัวแม่มือกับนิ้วชี้ กดกระตุ้นแรงๆ (รูปที่ 2 )
- ไท่ชง (taichong) อยู่ระหว่างง่ามนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ กดกระตุ้นแรงๆ (รูปที่ 3)


จุดพิเศษ

มีจุดพิเศษอยู่บางจุด ซึ่งมิได้ระบุไว้ในตำราเวชกรรมฝังเข็ม แต่ภูมิปัญญาชาวจีนแต่โบราณรู้จักใช้กันมานานแล้ว เวลาแก้ไขคนเป็นลม หมดสติ เท่าที่ประมวลได้มี 3 จุดพิเศษ ดังนี้ :

- จุดพิเศษ 1 บนใบหน้า อยู่ใต้ริมฝีปากล่าง ตรงกลางระหว่างริมฝีปากล่างกับปลายคาง กดกระตุ้นแรงๆ (รูปที่ 4)
- จุดพิเศษ 2 อยู่ที่เอ็นของกล้ามเนื้อปีกอก (pectoralis) บริเวณที่เป็นผนังด้านหน้าของร่องรักแร้ ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ คว้าจับเอ็นกล้ามเนื้อปีกอก แล้วดึงแรงๆ ให้นิ้วมือของผู้รักษาหลุดออกจากกล้ามเนื้อปีกอก จะเกิดความรู้เจ็บมาก เป็นการกระตุ้นประสาทของผู้ป่วยให้ฟื้นตื่นขึ้นมา ทำได้ทั้งข้างซ้ายและข้างขวา (รูปที่ 5-6)
- จุดพิเศษ 3 อยู่ที่เอ็นของกล้ามเนื้อขาหนีบ บริเวณที่กล้ามเนื้อด้านในของขามาต่อกับหัวเหน่า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้คว้าจับเอ็นกล้ามเนื้อขาหนีบ แล้วดึงแรงๆ เช่นเดียวกับที่ทำกับจุดพิเศษ 2 ผู้ป่วยจะถูกกระตุ้นให้ฟื้นความรู้สึกขึ้นมา ทำทั้งสองข้าง (รูปที่ 7-8-9)

ด้วยวิธีอย่างง่ายๆ เช่นนี้ ก็อาจทำให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วจัดการรักษาอื่นๆ ที่สอดคล้องกับสาเหตุของอาการลมปัจจุบันต่อไป



ยาไทย

ตํารับยาไทยแต่โบราณหลายสำนัก ล้วนมียาที่รักษาภาวะลมปัจจุบันได้ ทำสำคัญก็คือ ยาหอม นั่นเอง

ขึ้นชื่อว่ายาหอมไม่ว่าจะเป็นตำรับใด จะเข้าพิมเสนซึ่งมีกลิ่นหอม ฤทธิ์เย็น จะช่วยชูกลิ่น ยาหอมยังเข้าเกสรดอกไม้หลายชนิด

ที่สำคัญมีเกสรทั้งห้า ได้แก่ พิกุล บุนนาก สารภี บัวหลวง มะลิ ล้วนแต่มีฤทธิ์ชุบหัวใจ บำรุงจิตใจ หลายคนเวลาเดินทางไปไหนมาไหนมักจะพกยาหอมติดตัว ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาเกิดลมปัจจุบันขึ้นมา

วิธีใช้คือ เอายาหอมครึ่งหลอด เทใส่ฝ่ามือ แล้วใส่ลงในปากผู้ป่วย ปล่อยให้อมไว้อย่างนั้น ไม่ต้องกังวลกับการกรอกน้ำ หรือเคี่ยวเข็ญให้ผู้ป่วยกลืนยาแต่อย่างใด

ยาหอมจะออกฤทธิ์ตั้งแต่ในปาก จมูก ช่วยฟื้นสติผู้ป่วยได้



เวชกรรมความคล้าย

โฮมีโอพาธีย์ หรือเวชกรรมความคล้ายมีสารบำบัดตัวสำคัญ ที่ใช้กับภาวะลมปัจจุบัน นั่นคือ อะโกไนต์ (aconite) ใช้ดีมากกับภาวะช็อกข่าวร้าย ตื่นตกใจเกิดขนาด กลัวเจ็บ กลัวป่วย กลัวตาย ลนลานทำอะไรไม่ถูก หน้าซีด หมดสติ แม้แต่อาการเจ็บเค้นอกอันสืบเนื่องจากหัวใจขาดเลือด ก็อาจใช้อะโกไนต์ได้

ให้ใช้ 1 เม็ดในศักยภาพ 6C หรือ 30C ใส่ปากผู้ป่วยเลย ปล่อยให้มันละลายเองในปาก คลื่นพลังของสมุนไพรตัวนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นสติ กลับเป็นปกติทันที

ข้อสังเกต สารบำบัดเวชกรรมความคล้ายจะถูกสะเทินฤทธิ์โดยสารประเภทพิมเสน การบูร เมนทอล ดังนั้น ถ้าใช้สารบำบัดแนวนี้ ก็ไม่ควรใช้ยาหอม ยาดม ยาหม่อง เพราะมันจะหักกลบลบฤทธิ์กัน ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ขอคนไทยเราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผ่านพ้นวิกฤตภัยธรรมชาติครั้งนี้โดยไว



++

รวมพลังทำยาน้ำกัดเท้า
คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล คอลัมน์ สมุนไพร
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1628 หน้า 93


นับเดือนและยังต่ออีกเป็นเดือนที่มวลน้ำก้อนโตยังอยู่ในเขตภาคกลางผ่านกรุงเทพฯ ไปถึงอ่าวไทย และน้ำทางอีสานก็กำลังท่วมล้นในหลายจังหวัด พี่น้องชาวใต้ก็กำลังเตรียมรับมือกับฤดูมรสุมของภาคใต้ ที่เห็นบทเรียนภาคกลางแล้วจึงคาดว่าปีนี้ฟ้าฝนไม่เบาแน่

มีเพื่อนพ้องหลายคนถามมาว่าทางมูลนิธิสุขภาพไทย จะช่วยทำยาน้ำกัดเท้าไปช่วยพี่น้องได้ไหม พอมีแต่ต้องช่วยกันทำแบบภูมิปัญญาใช้สมุนไพร ซึ่งต้องเตรียมการต่างจากระบบยาแผนปัจจุบัน ที่เห็นในสื่อโทรทัศน์น้องๆ นักศึกษาเภสัชศาสตร์ช่วยกันผลิต แต่ก็ยังไม่เพียงพอเพราะจำนวนคนทุกข์มากจริงๆ

มาช่วยกันอีกแรงดีไหม บ้านใครยังแห้งมีวัตถุดิบมีจิตอาสา ร่วมแรงกัน


สูตรแรกง่ายสุดๆ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม ใช้สารส้มสะตุ ดินสอพองสะตุ วิธีทำสะตุ คือ นำสารส้มมาบดเป็นผงละเอียดเสียก่อน จากนั้นใส่ในหม้อดิน นำไปตั้งไฟ สารส้มจะฟูขึ้น ปล่อยไว้จนฟูขาวสะอาดดี จึงนำลงจากเตาไฟ สารส้มที่ผ่านไฟแบบนี้เรียกว่าสารส้มสะตุ สรรพคุณตามตำรายาไทยกล่าวว่า สารส้มช่วยสมานทั้งภายในภายนอก เฉพาะยาภายนอกช่วยแก้อาการคัน สมานแผล ห้ามเลือด ซึ่งเป็นอาการของน้ำกัดเท้า

สำหรับดินสอพองสะตุ ให้นำดินสอพองใส่กะทะ ตั้งไฟให้ร้อน คั่วดินสอพองให้สุกหรือผ่านความร้อนเพื่อทำให้สะอาดเช่นกัน

ดินสอพองมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อโรคอ่อนๆ และเป็นเหมือนแป้ง เมื่อทาผิวจะลดความชื้น แก้อาการคัน และไม่ให้เชื้อราลุกลามได้ง่ายนั่นเอง

สูตรที่ว่าให้ใช้สารส้มสะตุและดินสอพองสะตุ อย่างละเท่าๆ กัน นำผสมกันใช้ทาที่แผล (หยดน้ำสะอาดเล็กน้อยเพื่อให้ผงยาเป็นยาเหลวทาง่ายขึ้น) ใช้วันละ 3-4 ครั้ง

เวลานี้ที่ไหนๆ ก็เปียกไปหมด หรือยาดินสอพองหายากก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ ให้ใช้เฉพาะผงสารส้มสะตุละลายน้ำทาก็ได้ ดังนั้นถ้าใครบริจาคก้อนสารส้ม มีอาสาสมัครมานั่งตำให้เป็นผง ตั้งเตาไฟใส่หม้อดินตามวีธีข้างต้น ปล่อยให้แห้งหาขวดใบเล็กๆ กรอกไว้แจกจ่าย ถ้าให้ดีอาสาสมัครช่วยกันทำฉลากวิธีใช้ติดข้างขวด คราวนี้เพื่อผู้ประสบภัยจะได้ใช้ถูกต้อง

ยังมีวิธีที่พื้นที่ไหนยังหาสารส้มได้ แล้วทำแบบสดๆ ใช้ทันทีก็ได้ คือเอาก้อนสารส้มก้อนเล็กๆ ใส่ในช้อน แล้วเอาช้อนไปลนไฟเทียนไข สารส้มจะค่อยๆ ละลายเป็นน้ำ ใช้ก้านไม้พันสำลีจุ่มลงไปในน้ำสารส้ม แล้วเอามาทาที่น้ำกัดเท้า ทาบางๆ วันละ 3-4 ครั้ง ก็ช่วยบรรเทาอาการได้ดี


สูตรที่สองขอแนะนำสมุนไพรที่น่าจะหาได้ง่าย คือ ขมิ้นชัน ซึ่งเป็นสมุนไพรยอดฮิตและสารพัดประโยชน์ ใช้กินแก้อาการท้องอืดเฟ้อ อาการโรคกระเพาะ กินเป็นยาบำรุง ใช้เป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวอย่างดี และใช้เป็นยาทาภายนอกแก้โรคผิวหนังผดผื่นคัน ขมิ้นชันมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด และเป็นสมุนไพรหาง่ายจึงควรนำมาใช้ในยามวิกฤติ

วิธีเตรียมเพื่อนำไปช่วยเหลือคนจำนวนมาก ให้นำขมิ้นชันมาล้าง ฝานเป็นแผ่นบางๆ ไปตากแดดสัก 1-2 วันให้แห้ง นำไปบดผง หากมีคนบริจาคผงขมิ้นชันมาก็จะประหยัดเวลา ขั้นต่อไปให้หาน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว อัตราส่วนโดยประมาณ น้ำมัน 4 ถ้วย (250 ม.ล.) หรือ 1 ลิตร ต่อผงขมิ้น 100 กรัม ให้เคี่ยวไฟปานกลางสัก 20 นาที เมื่อเย็นให้ใส่ขวดปิดฝา

ข้อแนะนำในยามนี้ขอให้เลือกขวดพลาสติกใบเล็กๆ ในการแบ่งบรรจุ เพื่อสะดวกในการขนส่งและนำไปใช้

หากเกิดความยุ่งยากในการบดผงขมิ้นชัน ให้ลองใช้ขมิ้นสด เมื่อฝานเป็นแผ่นๆ แล้ว นำไปทอดหรือเคี่ยวกับน้ำมันเลย โดยใช้อัตราส่วน ขมิ้นสด (ฝานแล้ว) 2 ถ้วย ทอดในน้ำมัน 1 ลิตร

หรือในบางพื้นที่ที่น้ำเริ่มลด ก็ใช้ขมิ้นสดล้างน้ำสะอาด นำมาตำคั้นเอาน้ำขมิ้นสดทาที่แผลได้ทันที


วิธีสุดท้ายที่ทำกันได้ง่ายๆ คือใช้สมุนไพรใบพลู ซึ่งมีน้ำมันหอมระเหย ที่เรียกว่า Betel oil น้ำมันพลูนี้ มีสรรพคุณตรงกับที่ภูมิปัญญาโบราณ คือ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราได้หลายชนิด ที่ช่วยแก้อาการคัน แก้กลาก เกลื้อน และโรคน้ำกัดเท้าที่มาจากเชื้อรา ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมผลิตเป็น เจลพลู หรือเรียกโก้ๆ ว่าพลูจีนอล สรรพคุณไม่ด้อยกว่ายาแผนปัจจุบันเลย

ใบพลูยังดีกว่ายาต้านเชื้อราเฉยๆ เพราะใบพลูมีสรรพคุณลดอาการคันด้วย เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยจากพลูมีฤทธิ์คล้ายยาชาเฉพาะที่ (ฤทธิ์อ่อนๆ) จึงช่วยแก้อาการคัน

แต่เวลานี้องค์การเภสัชกรรมคงผลิตเจลใบพลูกันเต็มกำลัง ถ้าได้แรงเสริมจากอาสาสมัครนอกแนวน้ำท่วมช่วยกันน่าจะเป็นประโยชน์มาก

นำใบพลูมาล้างให้สะอาด หั่นซอยเป็นชิ้นเล็กก่อนแล้วใส่ครกตำให้ละเอียด จากนั้นหาภาชนะหรือโหลแก้วมาใส่ แล้วเทเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์ให้ท่วมยา ปิดฝาแช่ทิ้งไว้ 1 คืน (อย่างน้อย 12 ชั่วโมง)

กรอกเอาแต่น้ำยาบรรจุขวดเล็กๆ เวลาใช้ให้เอาสำลีชุบน้ำยาใบพลูทาที่แผล วันละ 3-4 ครั้ง


ข้อแนะนำ เมื่อเดินลุยน้ำมาควรล้างเท้าให้สะอาด และเช็ดเท้าให้แห้ง สำหรับวิธีทำที่แนะนำไว้ ควรคำนึงถึงความสะอาดด้วย เพราะทำจำนวนมากและมีการบรรจุขวดเล็กขวดน้อย เพื่อให้จิตอาสาที่ช่วยปรุงยาน้ำกัดเท้าจะได้บรรลุผลสำเร็จด้วยดี



.

2554-11-01

อะไรใต้น้ำ..., ศาสนาผีอีกที โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

.


อะไรใต้น้ำ
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น.


ถ้าไม่ใช่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะจัดการกับภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่แตกต่างไปจากนี้หรือไม่?

อาจแตกต่างในรายละเอียด อาจทำได้ "ดี" กว่า หรือ "เลว" กว่าในรายละเอียด อาจวางแผนประชาสัมพันธ์ได้มีประสิทธิภาพกว่านี้ และอาจอื่นๆ อีกมาก แต่หลักใหญ่ใจความแล้ว ผมออกจะเชื่อว่าไม่ต่างกัน

ความเหมือนนี้น่าประหลาดนะครับ เพราะทั้งมิตรและศัตรูของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่างคาดหวังว่า รัฐบาลนี้จะต่างจากรัฐบาลทุกรัฐบาลที่เคยมีในประเทศนี้มาก่อน เกือบสามเดือนที่ผ่านมา ทุกคนต่างรอคอยว่า เมื่อไรรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะทำอะไรที่ต่างเสียที เพื่อจะได้โจมตีหรือเพื่อจะได้ชื่นชมก็ตาม แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังทำอะไรเหมือนรัฐบาลไทยโดยทั่วไป ทั้งเวลาในตำแหน่งที่สั้นมากเสียจนทุกคนยอมรับว่า "ลายยังไม่ออก" หรือ "แสงสว่างยังไม่ปรากฏ"

แต่อุทกภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นเสียก่อน ทำให้นายกฯต้องยกขบวนลงมาบริหารจัดการเต็มตัว จึงทำให้เห็นความไม่ต่างได้ชัดจากการบริหารจัดการยามวิกฤตนี้เอง

ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ในเมืองไทยนั้นมีมาก แต่จะบริหารจัดการอย่างไร ให้ความรู้ประสบการณ์นั้นได้ถูกนำมาใช้เพื่อวางนโยบายสาธารณะ และบริหารนโยบาย รัฐบาลไทยไม่เคยทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้ต่างจากรัฐบาลอื่นๆ


ตั้งแต่น้ำท่วมพิษณุโลก ความรู้และประสบการณ์ที่มีในเมืองไทยสามารถบอกได้แล้วว่า หน้าน้ำปีนี้จะมีความร้ายแรงแค่ไหน หากจะตั้ง ศปภ. ก็ควรตั้งได้แล้ว ก่อนที่น้ำจะมาถึงนครสวรรค์ด้วยซ้ำ

ความรู้และประสบการณ์ที่มีในเมืองไทย จะสามารถบอกได้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หลังจากนครสวรรค์ น้ำจะกระจายออกเต็มท้องทุ่ง ด้วยปริมาณที่หลากล้นอย่างไร ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนไปแล้วด้วยว่า จะต้องปล่อยอะไร และจะต้องเก็บอะไร และเมื่อตัดสินใจได้ชัดเจนแล้ว ก็รู้ว่าจะทุ่มเทกำลังไปทำอะไรได้บ้าง ซึ่งโดยหลักใหญ่คือสองอย่าง

หนึ่งคือ ทุ่มเทกำลังไปเก็บส่วนที่อยากเก็บ เพราะจำเป็นและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายซ้ำเติม ส่วนที่อยากเก็บนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรุงเทพฯเท่านั้น เช่นเส้นทางคมนาคมและการสื่อสาร เพื่อสะดวกในการอพยพโยกย้าย และส่งความช่วยเหลือ

อย่างที่สองก็คือ ส่วนที่ต้องปล่อยเพราะไม่มีทางจะสู้ได้ ก็ต้องบรรเทาความเสียหายเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่นการไม่ขวางน้ำในที่หนึ่ง จนทำให้น้ำท่วมหนักในอีกที่หนึ่ง เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้คนจำนวนมากจะได้รับความเดือดร้อนสาหัสจากน้ำท่วม คนเหล่านี้ไม่อาจช่วยตัวเองได้

ความช่วยเหลือที่คนไทยทำอย่างแข็งขันเพื่อช่วยผู้ประสบภัย แสดงให้เห็นพลังอันมหาศาลของสังคมไทย ที่จะฝ่าฟันวิกฤตในครั้งนี้

แต่พลังนั้นจะมีผลมากขึ้นกว่านี้อย่างเทียบกันไม่ได้ หากมีการจัดองค์กร และผู้ที่จะจัดองค์กรได้ดีที่สุดคือรัฐ เพราะรัฐสามารถจัดได้ตั้งแต่การขนส่งความช่วยเหลือ จัดลำดับความสำคัญได้ว่า บริจาคอะไรก่อนอะไรหลังในท้องที่ใด

แน่นอนว่าข้อมูลและการดำเนินการคงต้องมาจากองค์กรในท้องถิ่น แต่รัฐก็อาจช่วยให้ท้องถิ่นจัดองค์กรเพื่อการบรรเทาทุกข์ได้ง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้มีใครตกสำรวจ และยากลำบากมากขึ้น

ยิ่งกว่านี้รัฐเองยังกุมทรัพยากรไว้ในมือจำนวนมาก ฉะนั้นรัฐสามารถทุ่มซื้อหรือจัดหาสิ่งที่สังคมไม่สามารถจัดหาได้อย่างรวดเร็ว เช่นเรือแพ, เครื่องกรองน้ำจำนวนมากเพื่อแจกจ่ายไปถึงชุมชนหรือครอบครัว, โรงพยาบาลสนามที่กระจายไปกว้างขวาง, ยาที่จำเป็นในสภาพน้ำท่วม, ฯลฯ

ภารกิจอย่างที่สองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรก็จะมีผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมเป็นล้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะบริหารจัดการน้ำหลากในครั้งนี้อย่างไร และคนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนเล็กๆ ซึ่งไม่ค่อยมีปากเสียง ไม่สามารถย้ายไปไหนได้ นอกจากเข้าศูนย์อพยพ หรืออยู่เฝ้าทรัพย์สินกลางน้ำ

นี่คือเหยื่อระดับบรมมหาเหยื่อของภัยพิบัติทางธรรมชาติเสมอ

ไม่แต่เพียงในยามวิกฤตนี้เท่านั้น เมื่อน้ำลด คนเหล่านี้ก็จะยังตกเป็นเหยื่อต่อไป เช่นสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องเป็นหนี้นอกระบบมหาศาล หมดเงินที่จะส่งลูกไปโรงเรียนต่อ

รัฐสามารถวางแผนที่แน่นอนชัดเจนได้ตั้งแต่บัดนี้ โดยไม่ต้องรอน้ำลดว่า จะช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง ทำข้อตกลงกับ ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, ธนาคารพาณิชย์ ฯลฯ กันในลักษณะใด จึงจะทำให้คนเหล่านี้พ้นความเดือดร้อนได้เร็วที่สุดทันทีที่น้ำลด เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้

เศรษฐกิจนั้นไม่ได้เดินได้เพียงเพราะนิคมอุตสาหกรรมได้รับการกอบกู้เท่านั้น แต่คนเล็กคนน้อยต้องเงยหน้าอ้าปากได้ไปพร้อมๆ กัน

แค่เด็กๆ มีเงินซื้อกล้วยแขกกินสักถุง ก็ทำให้น้ำมันขายได้ดีขึ้น ลูกคนขายกล้วยแขกพอจะซื้อรองเท้าใหม่ได้ ไล่ไปเรื่อยๆ ก็ถึงนิคมอุตสาหกรรมเอง

แต่ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ที่เคยปกครองประเทศนี้มาก่อน ชะตากรรมของคนเล็กๆ ในภัยพิบัติครั้งใหญ่มักได้รับความเอาใจใส่หลังสุดเสมอ แม้แต่ ศปภ.ก็มาตั้งขึ้นเมื่อน้ำจ่อจะเข้ากรุงเทพฯแล้ว และจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ใครๆ ก็รู้สึกได้ว่าภารกิจหลักของ ศปภ.คือบรรเทาผลกระทบที่จะมีต่อกรุงเทพฯ แน่นอนว่าย่อมปฏิเสธความสำคัญของกรุงเทพฯไม่ได้ แต่กรุงเทพฯเป็นพื้นที่หนึ่งในภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำของประเทศเท่านั้น อย่างไรเสียก็ต้องยอมรับผลกระทบระดับหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังที่กล่าวแล้วว่า ความล้มเหลวไม่สามารถบริหารจัดการความรู้และประสบการณ์ของคนในประเทศ เพื่อการเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ก็ตาม ความล้มเหลวที่จะดูแลสวัสดิภาพของคนเล็กคนน้อยก็ตาม ความล้มเหลวที่จะเตรียมการอย่างเป็นระบบเพื่อเผชิญปัญหาก็ตาม ฯลฯ ไม่ได้เป็นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพียงรัฐบาลเดียว อุทกภัยใน พ.ศ.2528, 2538, 2549 ก็เกิดความล้มเหลวในลักษณะเดียวกันมาแล้ว

แต่ทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์คาดหวังว่า รัฐบาลนี้จะต่างจากรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญแก่คนเล็กคนน้อย ไม่ปล่อยให้เขาเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ไปตามยถากรรม แม้ไม่ได้ปฏิเสธการทุ่มเทความพยายามช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรม และบ้านจัดสรรของผู้ดีมีทรัพย์ แต่ก็อยากเห็นความพยายามทุ่มเทที่เท่าเทียมกันแก่คนเล็กๆ ด้วย



เหตุใดรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงไม่พยายามต่างจากรัฐบาลอื่น?

ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้ แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ก็หนีไม่พ้นอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 อย่างนี้

1.โดยเนื้อแท้แล้ว รัฐบาลนี้ก็เหมือนกับรัฐบาลอื่น ในแง่ปูมหลังของตัวบุคคล, มาตรฐาน, เป้าหมาย, อุดมคติ, เครื่องมือ, ฯลฯ เราเองต่างหากที่ไปคิดว่ารัฐบาลนี้ควรต่าง

2.รัฐบาลไม่กล้าต่าง ต้องรอเวลาที่เหมาะสมจึงจะแสดงความต่างได้ หรืออาจไม่อยากต่างตลอดไปเพื่อความอยู่รอด

3.จะทำอะไรให้ต่างได้ ต้องมีฐานมากกว่า "เสื้อแดง" เช่นมีข้าราชการที่พร้อมจะเป็นเครื่องมือให้ทำต่าง มีแรงสนับสนุนจากคนชั้นกลางให้ทำต่าง ฯลฯ แต่รัฐบาลไม่มีอะไรเลยสักอย่าง

4.นโยบายปรองดองของรัฐบาลหมายถึงทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ฝ่าย "อำมาตย์" ยอมรับรัฐบาลชุดนี้


น้ำท่วมอาจทำให้มองไม่เห็นอะไรไปหลายอย่าง แต่ก็ทำให้เห็นว่าจะหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้ได้มากน้อยเพียงไร



+ + + +

บทความที่เกี่ยวข้องก่อนหน้าของ อ.นิธิ

ความแตกต่างระหว่างเขื่อนและรถเมล์ฟรี โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
http://botkwamdee.blogspot.com/2011/02/blog-post_28.html

..ความอ่อนแอของสังคม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
http://botkwamdee.blogspot.com/2011/03/blog-post_31.html

ความนอบน้อมถ่อมตน และ วีรบุรุษตายแล้ว โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
http://botkwamdee.blogspot.com/2011/08/freedom.html

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

และมีโพสต์ที่แสดงทัศนะขยายความต่อบทความข้างบน " อะไรใต้น้ำ "

www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P11272505/P11272505.html
เรียนอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใยท่านจึงโทษแต่รัฐบาลล่ะครับ...???

ผมเป็นผู้หนึ่งที่ติดตามการเขียนคอลัมน์ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ทาง นสพ.มติชน ทุกวันจันทร์ มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในวันนี้ก็เช่นกัน

อาจารย์นิธิฯ กล่าวราวกับว่าผิดหวังกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ อย่างมาก ซึ่งก็ไม่แปลกที่ท่านจะมีความเห็นดังนั้น เพราะประสิทธิภาพในการถ่ายทอดข้อมูลและทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนของ ศปภ. ต้องยอมรับว่าทำได้ค่อนข้างแย่จริงๆ

แต่อาจารย์ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอด แต่คนที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องเดิมๆซ้ำๆทุกปีๆ นั่นคือ "ข้าราชการประจำ" ต่างหาก ดังนั้น หากอาจารย์นิธิฯ จะกล่าวโทษรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ ทำไมอาจารย์ไม่ลองมองย้อนไปดูเหล่าข้าราชการประจำบ้างล่ะ?

เขาเหล่านั้นเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลน้ำในเขื่อน ตลอดจนระบบชลประทานโดยตรง กลับไม่มีการพัฒนา ไม่มีการระแวดระวัง ไม่มีการคิดล่วงหน้า วันๆคิดแต่จะหาเรื่องใช้งบประมาณให้หมดๆ ไปโดยที่ไม่ต้องคืนคลังฯ เพื่อไม่ให้ถูกตัดงบฯ ในปีถัดไปเท่านั้น

คนเหล่านี้สมควรแก่การถูกละเลยที่จะกล่าวโทษแล้วหรือ ทั้งๆที่ข้าราชการประจำ ควรจะมีข้อมูลที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้บ้าง

แต่นี่อะไร!!.. ห้ามพี่น้องเกษตรกรทำนา โดยอ้างว่ากลัวน้ำจะแล้ง จึงไม่ยอมปล่อยน้ำออกจากเขื่อนลงสู่ที่นา แต่พอเอาเข้าจริง กลายเป็น

ว่าน้ำฝนมีปริมาณมากเสียจนเขื่อนต่างๆระบายน้ำออกมาไม่ทัน ทำให้เขื่อนแตก เสียหายไปบ้างก็มี และยังเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์

แล้วอย่างนี้ ควรปล่อยข้าราชการประจำที่ "ไร้การพัฒนา"เหล่านั้นไว้ได้อย่างไร? หรือที่จริงแล้วข้าราชการประจำเหล่านั้น"แกล้งไม่รู้" เพื่อหวังผลบางประการ

เรื่องนี้น่าคิดมากกว่าการโยนความผิดให้รัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว
จริงไหมครับอาจารย์ ???

จากคุณ : ห่างไกล
เขียนเมื่อ : 1 พ.ย. 54 00:32:26 A:180.183.114.9 X: [แก้ไข]

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

++

อ่านตอนก่อน ".., ศาสนาผี, .." ที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2011/10/n2phee.html

ศาสนาผีอีกที
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1628 หน้า 28


ในปัจจุบัน ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อศาสนาผีอาจแบ่งออกได้เป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่า ศาสนาผีมีหลักคำสอนที่ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ อีกฝ่ายหนึ่งคิดว่า "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" ที่ไปไกลๆ ในกลุ่มนี้ ก็ผสมกลมกลืนสองศาสนาเข้าหากันสนิท อันเป็นวิธีเดียวกันกับที่คนไทยโบราณทำมาตลอด

ฝ่ายที่เห็นว่าผีกับพุทธไปด้วยกันไม่ได้ คงท้วงว่าจะกลมกลืนกันได้อย่างไร ในเมื่อพุทธสอนให้พึ่งตนเอง แต่ผีสอนให้พึ่งอำนาจเฮี้ยนๆ

ศีลธรรมของพุทธคือไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและอื่นๆ อันมีลักษณะสากล แต่ศีลธรรมของผีคือการเซ่นวักตั๊กแตนในบางวัน หรือไม่ให้ลอดราวผ้านุ่งผู้หญิง ฯลฯ อันมีลักษณะเฉพาะตัวบุคคล

ก็ฟังดูมีเหตุผลดีนะครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่า เมื่อพุทธศาสนาเริ่มเผยแผ่เข้ามา พุทธศาสนาเป็นอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้หรือไม่? หลักธรรมคำสอนอาจมีลักษณะที่สามารถกลมกลืนกับศาสนาผีได้ดีกว่าที่เราตีความในปัจจุบันก็ได้


ในระยะหลังมานี้ มีนักศึกษาพุทธศาสนาในเชิงนิรุกติศาสตร์กับแนววัฒนธรรม ที่พยายามตีความหลักธรรมของพุทธศาสนาไปในทางที่ต่างจากการตีความของฝรั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และเห็นว่าหลักธรรมสำคัญๆ ล้วนมีความหมายในเชิงลี้ลับเป็นรหัสนัยยะ ไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผลอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน

ความรู้เท่าหางอึ่งของผมไม่สามารถบอกได้ว่า พวกเขาถูกหรือผิด แต่จะเอามาเล่าให้ฟังสักสองสามเรื่อง เพื่อชี้ให้เห็นว่า พุทธศาสนาที่เรารู้จักในทุกวันนี้กับพุทธศาสนาเมื่อครั้งอยุธยา อาจไม่ได้เหมือนกันเป๊ะก็ได้นะครับ

เช่น เรื่องอานาปานสติ หรือการทำสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก เขาศึกษาเปรียบเทียบคัมภีร์ต่างๆ รวมทั้งเปรียบเทียบหลักการทำสมาธิของพวกโยคะแล้ว เขาเสนอว่าอัสสาสะคือลมหายใจเข้านั้นใช่ แต่ปัสสาสะอาจไม่ใช่ลมหายใจออก (ทางจมูก... ครับหมายถึงตด)

ในความเชื่อของฝ่ายโยคะ (ซึ่งเขาเห็นว่าก็ไม่ต่างจากความเชื่อของพุทธในระยะนั้น) ในร่างกายของเรานั้นมีลมเดินข้างในอยู่แล้ว ลมจากข้างนอกที่เราหายใจเข้าไปจะมาปะทะกับลมข้างในแถวตรงกลางตัว อานาปานสติคือการกำหนดจิตให้เดินตามลมไปสู่จุดที่ปะทะกันตรงกลางตัว และกำหนดให้จิตแน่นิ่งอยู่ตรงจุดนั้น

อย่างที่บอกแล้วนะครับ จริงเท็จอย่างไรผมไม่ทราบ แต่น่าสังเกตว่ากลางตัวหรือสะดือกับเหนือสะดือ ก็เป็นจุดรวมศูนย์ของสมาธิในสำนักอานาปานสติหลายสำนักในเมืองไทย รวมทั้งยุบหนอพองหนอ และธรรมกายซึ่งจะมาปรากฏในบริเวณนั้นด้วย

ปฏิจจสมุปบาทในทุกวันนี้ หมายถึงสภาวะจิตที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็วจากอวิชชาไปถึงอุปาทาน แล้วก็มาลงเอยที่ ทุกข์ โศก ปริเทวะ

ฉะนั้น การเกิดในโซ่ 12 ห่วงนี้ จึงไม่ใช่การเกิดกาย แต่เกิด "ความเป็น" ชนิดต่างๆ ในจิตของเราเอง หมุนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จบสิ้น จนกว่าจะสามารถรู้เท่าทันและคุมมันได้

แต่นักศึกษากลุ่มที่ผมกล่าวนี้ วิเคราะห์คัมภีร์หลายต่อหลายฉบับแล้วสรุปว่า ปฏิจจสมุปบาทคือการบรรยายถึงการเกิดทางกายของมนุษย์ในครรภ์มารดานี่แหละ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจิตใจเลย

การกำเนิด (ทางกายนี่แหละครับ) เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ อันเป็นเหตุกำหนดสถานะของบุคคลไปจนถึงพฤติกรรมต่างๆ ของเขา ฉะนั้น การเกิดใหม่จึงเท่ากับการชำระล้างความผิดที่ได้ทำมาในอดีต แล้วตั้งต้นกันใหม่อีกทีหนึ่ง

นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งซี่งสนใจศึกษาพุทธศาสนาของชาวบ้านในกัมพูชาและบางส่วนของไทย อธิบายว่า ประเพณีการ "อยู่กรรม" ของพระภิกษุนั้น ที่จริงแล้ว คือพิธีกรรมในการเกิดใหม่นั่นเอง

ตูบซึ่งพระที่ต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต้องเข้าไปอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง มักนิยมสร้างให้แคบจนขยับตัวได้ยาก มีทรงยาวป่องตรงกลางเหมือนกรวย เข้าออกด้านปลาย

เขาอธิบายว่านี่คือสัญลักษณ์ของมดลูก วันที่พระภิกษุจะออกจาก "อยู่กรรม" เป็นวันฉลองของหมู่บ้าน ชาวบ้านจัดข้าวปลาอาหารไปต้อนรับกันมาก คือการฉลองการเกิดใหม่ของพระภิกษุที่จะค่อยๆ มุดออกมาจากตูบมดลูกนั่นเอง



สมมตินะครับ (เพราะผมไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกอย่างไร) ว่าพุทธศาสนาที่เข้ามาเมืองไทยในระยะแรกนั้น มีลักษณะที่เต็มไปด้วยความลี้ลับและพิธีกรรมอย่างนี้ ก็หาได้ขัดแย้งแต่อย่างไรกับศาสนาผีที่ผู้คนนับถืออยู่ ซ้ำยังช่วยสร้างความมั่งคั่งด้านพิธีกรรมและนัยะที่ลี้ลับของความเชื่อในศาสนาผีอีกด้วย

คนไทยเลยรับพุทธศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาผี และทำให้ศาสนาผีของไทยมีสีเหลืองเปล่งปลั่ง แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ก็ยังนับถือผีอยู่เหมือนเดิม

หากย้อนกลับไปอ่านประวัติของพระอาจารย์ดังๆ ในสายวัดป่าธรรมยุติ (ศิษยานุศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) เพียงไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง ศาสนาผีในหมู่คนไทยก็ยังแข็งแกร่ง และในหลายกรณีก็ลุกขึ้นมาเผชิญกับพระพุทธศาสนาที่ถูกปฏิรูปแล้วอย่างซึ่งๆ หน้า ถึงแม้ในที่สุดย่อมพ่ายแพ้แก่พุทธานุภาพก็ตาม (เพราะเป็นเรื่องเล่าของฝ่ายพุทธ)

ผมจึงได้พูดในตอนที่แล้วว่า ที่ท่านแต่ก่อนบอกว่าศาสนาของไทยนั้นเป็นพุทธ - พราหมณ์ - ผี ผมคิดว่าเรียงผิด น่าจะเป็นผี - พราหมณ์ - พุทธมากกว่า หมายความว่าฐานรากที่แข็งแกร่งคือศาสนาผี แล้วรับเอาสิ่งละอันพันละน้อยของศาสนาพราหมณ์และพุทธเข้ามาประดับศาสนาผีให้ดูโก้ขึ้นเท่านั้น


ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ในเมืองไทยเคยมีนักปราชญ์ทางพุทธศาสนามากมาย ทั้งในนครศรีธรรมราช, ล้านนา, อยุธยา, รัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุซึ่งเป็นที่นับถือของผู้คนอย่างกว้างขวาง บางรูปก็ได้เขียนตำราในภาษาบาลีบ้าง ไทยบ้าง เอาไว้ด้วย แต่ผมออกจะสงสัยว่า คนประเภทนี้มีน้อย และคงเป็นชนชั้นสูงหรืออยู่ในแวดวงของชนชั้นสูง

เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงมีอำนาจทางการเมืองหนุนหลัง และคงเป็นเหตุให้ศาสนาผีเปิดพื้นที่ให้แก่พุทธศาสนามากขึ้น วัดเป็นที่ซึ่งผีไม่กล้าเข้าไปรบกวน จะมีผีอยู่ในวัดได้ก็ต้องเป็นผีที่สามิภักดิ์ต่อพุทธแล้วเท่านั้น เช่น "เสื้อวัด" ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปกปักรักษาวัด

แต่ฐานคิดในเรื่องศาสนาก็ยังคงเดิม ความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธเจดีย์ต่างๆ ยังเป็นที่เข้าใจตามเงื่อนไขของศาสนาผี หลวงพ่อที่เป็นพระพุทธรูปต่างๆ ยังเป็นที่นับถือ ไม่ใช่ในฐานะ "เจดีย์" ของพุทธศาสนา แต่เป็นที่สิงสถิตของผีที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่

พระสถูปซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระธาตุของพระอรหันต์นั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีงานฉลองประจำปีซึ่งดึงเอาผู้คนในท้องถิ่นและเครือข่ายทั้งหมดมาร่วมกันบูชา กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งมีความจำเป็นในชีวิตของผู้คน ซึ่งก็เท่ากับว่าศาสนาผีได้ขยายหน้าที่ทางสังคมของตนออกไปให้กว้างขวางในนามของพุทธนั่นเอง

ประเพณีที่ปฏิบัติต่อพุทธเจดีย์เหล่านี้ ไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักธรรมของพุทธศาสนา แต่เข้าใจได้ง่ายๆ จากศาสนาผี รวมทั้งการไม่ให้ผู้หญิงขึ้นไปบนระเบียงรอบองค์เจดีย์ด้วย

(มีผู้ศึกษาเพศสถานะและเพศสภาพของผู้หญิงในพุทธศาสนามามาก แต่ผมยังไม่เคยเห็นใครศึกษาเรื่องนี้ในศาสนาผีบ้างเลย ผมออกจะเชื่อว่าหากศึกษาในศาสนาผี อาจได้คำอธิบายสถานะและบทบาทของผู้หญิงที่ง่ายกว่าและชัดกว่า)



เหมือนศาสนาทุกศาสนาในโลก ศาสนาผีก็มีพัฒนาการแปรเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมเหมือนกัน ซ้ำยังอาจซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่าศาสนาที่มีคัมภีร์เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยซ้ำ เพราะศาสนาผีต้องแอบหลบอยู่ในเงาของศาสนาอื่น

เป็นต้นว่า เพื่อให้ศาสนาผีดำรงอยู่ได้ในเงื่อนไขของรัฐชาติปัจจุบัน มีการลำดับสถานะของผีในเมืองไทยให้มาอยู่ในโครงสร้างแห่งช่วงชั้นที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เจ้าพ่อท้องถิ่นขึ้นอยู่กับเจ้าพ่อที่ใหญ่กว่านั้นซึ่งเป็นที่นับถือกันในภูมิภาค แต่ทั้งหมดก็ต้องมาประชุมรายงานแก่เจ้าพ่อศาลหลักเมืองในกรุงเทพฯ เป็นต้น

พุทธศาสนาซึ่งได้รับการเชิดชูให้สูงเด่นในรัฐไทยปัจจุบัน บดบังพื้นที่ซึ่งศาสนาผีจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นอย่างจะจะได้ ก็จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวเองในพุทธศาสนาให้แนบเนียนขึ้นไปอีก ที่เรียกกันว่า "พุทธพาณิชย์" นั้น ที่จริงคือศาสนาผีที่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนเหมือนเดิมนั่นเอง เพียงแต่ไม่อาจประกาศมาโต้งๆ ได้ว่าเป็นศาสนาผี จึงปรากฏตัวในรูปของเครื่องรางของขลังที่อยู่ในรูปของพุทธ หรือมากับเกจิอาจารย์ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตาม การครอบงำของสัญลักษณ์พุทธเริ่มคลายลง ฉะนั้น ศาสนาผีจึงเริ่มปรากฏในสัญลักษณ์ของศาสนาอื่นๆ บ้าง เช่น เทพเจ้าฮินดู, เซียนของจีน, หรือพระโพธิสัตว์ในนิกายมหายาน เป็นต้น

โดยสรุปก็คือ หากเราไม่เริ่มที่สมมติฐานว่า คนไทยนับถือพุทธศาสนา แต่เริ่มที่สมมติฐานว่าคนไทยนับถือผี บางทีเราอาจเข้าใจปรากฏการณ์ทางศาสนาที่เกิดในเมืองไทยได้ดีกว่าก็ได้



.